Thursday, April 02, 2026

doplgenger

 

ฉันรักเขา Kenny Bee พระเอกหนัง THE STORY OF A SMALL TOWN (1979, Lee Hsing, Taiwan, A+30)

 

+++

 

บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากเมื่อวานนี้คือ “ต้องรู้จักเจียมสังขารตนเองซะบ้าง”

 

เมื่อวานนี้ได้ไปอำลา Reading Room ในเวลาราว 18.45-19.10 น.ค่ะ ตอนแรกเรากะว่าจะไปดูหนังในงาน Wildtype แต่ปรากฏว่าสังขารไม่เอื้ออำนวย ก็เลยต้องรีบเผ่นออกมาก่อนจะซวยค่ะ

 

เหตุการณ์ก็คือว่า พอเราเข้าไปใน Reading Room ตอนแรกเราจะนั่งเก้าอี้ แต่เรารู้สึกว่าตรงนั้นแอร์ไม่ลง อากาศมันร้อน เราเลยไปนั่งกับพื้นแทน เพราะตรงนั้นแอร์ลงเย็นดี แต่พอนั่งไปได้ระยะนึง เราก็เริ่มปวดตัว กลัวโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะกำเริบ แล้วถ้าหากเราจะต้องเข้ารับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อนอีกครั้ง เราก็ต้องเสียเงินอีกไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท แล้วกูจะหาเงินมาจากไหน

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยู่จนถึงแค่ฟัง “เจ้าชายน้อย” พูดเปิดงาน แล้วเราก็ตัดสินใจเผ่นออกมาก่อนค่ะ เพราะเรากลัวว่าถ้าหากคนในงานแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เราจะยิ่งเดินออกมาลำบาก

 

ตอนนี้เราก็เลยได้รับบทเรียนว่า พอแก่ตัวลง และเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนแบบนี้ เราก็ต้องคิดให้ดีก่อนว่า สังขารแบบเรามันมี limit อะไรบ้าง อย่าได้ฝืนสังขารตนเองอีกเป็นอันขาด

 

นึกถึงสมัยที่เราไป Alliance กับ Goethe ในช่วงปี 1995-2000 ช่วงนั้นเราจะเจอ cinephiles วัยชรากลุ่มนึง มีทั้งคนไทยและต่างชาติ แต่พอเข้าสู่ทศวรรษ 2000 เราก็แทบไม่เจอคนกลุ่มนี้อีก เราก็เลยเข้าใจว่า พอพวกเขาแก่ตัวลงเรื่อย ๆ พวกเขาก็คงจะมาดูหนังที่ Goethe กับ Alliance ไม่ไหวอีกต่อไป

 

ตอนนี้วงจรดังกล่าวก็กำลังจะเวียนมาถึงเราแล้ว  แต่ตอนนี้เรายังเดินทางไปดูหนังในโรงหนังที่มีที่นั่งสบาย ๆ และดู video installations ตามแกลเลอรี่ต่าง ๆ ไหวอยู่นะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำแบบนี้ได้อีกนานกี่ปี

+++

 

วันนี้กินสลัด Miso Glazed Cauliflower และ Truffle Mushroom Ravioli ที่ร้าน Babyccino ค่ะ

+++

 

นิทรรศการ JOLLY BEARS ที่ห้าง Siam Center ลูกหมีถูกใจสิ่งนี้

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Yoko Minamino เคยร้องเพลงชื่อ APRIL FOOL (1987) ด้วย เพลงนี้ไม่ได้อยู่ในอัลบัมใด ๆ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด แต่เป็น side B ของซิงเกิล HANASHI KAKETAKATTA ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 1 ในญี่ปุ่น

 

เนื้อร้อง

ENGLISH

The period of time that began on a date last year
Is almost over, but I won’t throw my calendar out
Half a year ago we were still meeting up
You waved to me at the crowded ticket gate

The kind little things you did without a second thought
Like picking the lint off my shoulders for me
Still hurt, hey, so bad to this very day

I’ll wait in tears   April Fool’s
For you to call
Surprise me   April Fool’s
I don’t mind if you lie
I don’t mind if you lie
Say that you like me one more time

After reading the horoscope for Cancer
I looked at your sign without even realizing it
I hope you the amazing dream you talked about
With a sparkle in your eye comes true someday

I put on the spring color sweater you used to like
For the first time in a while
And the way it feels on my skin, hey, is so bittersweet

I’ll wait in tears   April Fool’s
Surprise me
With that familiar voice of yours   April Fool’s
I don’t mind if you lie
I don’t mind if you lie
Say that you still like me

I’ll wait in tears   April Fool’s
For you to call
Surprise me   April Fool’s
I don’t mind if you lie
I don’t mind if you lie
Say that you like me one more time


ROMAJI

kyonen no hizuke de hajimaru teiki ga
mou sugu kiretemo sutenaide iru wa
hantoshimae ni wa mada machiawasete
komiau kaisatsu de te wo futte kureta ne

katasaki no itokuzu totte kureru you na
nanigenai yasashisa
ima demo mada nee kurushii no

namida de matsu wa eipuriru fu-ru
anata no denwa wo
odorokasete yo eipuriru fu-ru
uso demo ii no
uso demo ii no
mou ichido suki da to itte

kaniza no horo suko-pu yomi-oeta ato de
anata no seiza wo shirazu ni mite’ta wa
kagayaku hitomi de itsuka hanashite’ta
suteki na sono yume kanau hi negatte’ru

anata ga suki datta haru-iro no se-ta-
hisashiburi ni kitara
hadazawari ga nee setsunai no

namida de matsu wa eipuriru fu-ru
natsukashii koe de
odorokasete yo eipuriru fu-ru
uso demo ii no
uso demo ii no
ima demo suki da to itte

namida de matsu wa eipuriru fu-ru
anata no denwa wo
odorokasete yo eipuriru fu-ru
uso demo ii no
uso demo ii no
mou ichido suki da to itte

+++

 

อยากให้มีหนังที่เอา Marisa Tomei กับ Anna Kendrick มาปะทะกัน รู้สึกว่าสองคนนี้จริง ๆ แล้วอาจจะเล่นเป็นแม่ลูกกันได้ เพราะ Marisa Tomei มีอายุ 61 ปี ส่วน Anna Kendrick มีอายุ 40 ปี

 

รูปของ Marisa Tomei จาก UNTAMED HEART (1993, Tony Bill)

รูปของ Anna Kendrick จาก ALICE, DARLING (2022, Mary Nighy, Canada)

+++

 

AWE SHOCKS (2011, Ojoboca, Germany, 3min, A+30)

 

หนังที่ผสมภาพสวย ๆ เข้ากับเสียงพูดเกี่ยวกับ capitalist dream

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

Oro Parece (2012, Ojoboca, Germany, 6min, A+30)

 

พิศวงมาก นึกว่าปะทะกับหนังของ Jan Svankmajer ได้เลย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

THE HANDEYE (BONE GHOSTS) (2012, Ojoboca, Germany, 7min, A+30)

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้มาเพื่อปะทะกับหนังของ Olivier Smolders เพราะมันเป็น “หนังทดลอง” ที่หลอน ๆ เหมือนกัน

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

FRAGMENTS UNTITLED #1 (2012, doplgenger, Serbia, 7min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้นำเอาฟุตเตจรายการโทรทัศน์ที่ผู้นำเซอร์เบียกล่าวปราศรัยต่อประชาชนจำนวนมากในปี 1989 มาตัดต่อใหม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่ประเทศยูโกสลาเวียจะล่มสลายและเกิดสงครามกลางเมืองอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

 

ดูแล้วนึกว่า doplgenger นี่แหละคือคู่แข่งคนสำคัญของ Viriyaporn Boonprasert

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

FRAGMENTS UNTITLED #2 (2014, doplgenger, Serbia, 6min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้นำเอาละครโทรทัศน์ของยูโกสลาเวียในช่วงทศวรรษ 1980 มาตัดต่อใหม่

 

ดูแล้วนึกว่าต้องปะทะกับ Martin Arnold ผู้กำกับ ALONE: LIFE WASTES ANDY HARDY (1998)

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

FRAGMENTS UNTITLED #6 (2022, doplgenger, Serbia, 6min, A+30)

 

หนักมาก หนังเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน นั่นก็คือเหตุการณ์จลาจลในซาเกรบในปี 1990 ที่สนามฟุตบอล เมื่อแฟนทีมฟุตบอลของเซอร์เบียกับแฟนทีมฟุตบอลของโครเอเชียปะทะกันอย่างรุนแรง จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 60 คน และเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา ซึ่งนำไปสู่การที่โครเอเชียแยกประเทศเป็นเอกราชได้ในที่สุด

 

 Željko Ražnatović  ซึ่งเป็นผู้นำแฟนทีมฟุตบอลของเซอร์เบียนี่ ต่อมาเขาก็กลายเป็นอาชญากรสงครามคนสำคัญด้วย

 

นึกไม่ถึงว่าการแข่งขันฟุตบอลจะนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” และ “การถือกำเนิดขึ้นของประเทศใหม่” ได้

 

ตัวหนังเป็นเพียงแค่การนำเสนอฟุตเตจบางส่วนจากเหตุการณ์นี้ แต่รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้เราต้องไปกูเกิลหาข้อมูลต่อเอง

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ e-flux

 

2 (“MEDICAL BORDERS: VISIBILITY AND SHADOW KNOWLEDGE” VERSION) (2024, Maria Iorio, Raphaël Cuomo, Switzerland, 48min, A+30)

 

หนัง essay film ที่งดงามสุดขีด หนังพูดถึงการที่สวิตเซอร์แลนด์เคยหาทางกีดกันแรงงานต่างด้าวในอดีต โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง “โรคภัย” และหนังเรื่องนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงดนตรีกับ “เสียงหอบหายใจของผู้ป่วยวัณโรค” ด้วย

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์
e-flux

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02LiqxRfjTiYxHL7vjQkVJNLh4ypgsTXzyudGKE7GxPyYZd8xK2eiG9cuc91ckuDYol

 

Wednesday, April 01, 2026

Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise

 

WHEN I SAW YOU (2012, Annemarie Jacir, Palestine) น่าดูสุดขีด อย่าจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ I WANT TO SEE (2008, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, A+30)

 

พอพูดถึง Annemarie Jacir เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยดู A FEW CRUMBS FOR THE BIRDS (2005, Annemarie Jacir, Jordan, A+30) ตอนที่หนังเรื่องนี้มาฉายในกรุงเทพ และ A FEW CRUMBS FOR THE BIRDS ก็ติดอันดับ 13 ในลิสท์หนังสุดโปรดที่เราได้ดูในปี 2014

++++

 

เห็นคุณภู่มณีเขียนถึงหนังของ Eric Rohmer เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ในบรรดา “หนังที่กำกับโดย Eric Rohmer และใส่ชื่อตัวละครหญิงเข้ามาไว้ในชื่อหนัง” เราเคยดูก็แต่ Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise

 

ในบรรดาหนังกลุ่มนี้ เราชอบ FOUR ADVENTURES OF REINETTE AND MIRABELLE (1987) มากที่สุด

 

แต่ถ้าหากถามว่าชอบตัวละครหญิงตัวไหนมากที่สุดในบรรดา Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise เราก็ขอตอบว่า เราชอบ Maud (Françoise Fabian) ใน MY NIGHT AT MAUD’S (1969) มากที่สุด คือถ้าหากเราเป็นผู้หญิง เราก็อยากเป็นแบบ Maud มากที่สุด

 

แต่ยังมีหนังของ Eric Rohmer อีกหลายเรื่องที่เรายังไม่ได้ดู ที่นำชื่อตัวละครหญิงมาเป็นชื่อหนัง อย่างเช่น

 

1. THE ADVENTURES OF ROSETTE (1983, 71min)

 

2. CATHERINE DE HEILBRONN (1980, 131min)

สร้างจากบทประพันธ์ของ Heinrich von Kleist

 

3. NADJA IN PARIS (1964, 13min)

 

4. PRESENTATION, OR CHARLOTTE AND HER STEAK (1960, 12min)

 

5. VERONICA AND HER DUNCE (1958, 18min)

 

6. BÉRÉNICE (1954, 15min)

สร้างจากบทประพันธ์ของ Edgar Allan Poe

 

แล้วคุณล่ะคะ ชอบใครมากที่สุดในบรรดา Claire, Chloe, Pauline, Suzanne, Maud, Astree, Reinette, Mirabelle, The Marquise

 

แต่ถ้าหากพูดถึงหนังของ Eric Rohmer โดยรวม ๆ เราก็ชอบ THE GREEN RAY (1986) มากที่สุดนะ THE GREEN RAY นี่ถือเป็น one of my most favorite films of all time เลย

 

ภาพจาก THE ADVENTURES OF ROSETTE

++++

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เราเพิ่งรู้ว่า Jean-Claude Brialy เป็นเกย์ และเขามีสามีที่มีอายุน้อยกว่าเขา 29 ปี

 

เรามองว่าเขาหล่อมาก ๆ ในสายตาของเรา เราเคยตกหลุมรักเขาอย่างรุนแรงมากจากหนังอย่าง LE BEAU SERGE (1958, Claude Chabrol), CHRISTINE (1958, Pierre Gaspard-Huit), THE COUSINS (1959, Claude Chabrol), A WOMAN IS A WOMAN (1961, Jean-Luc Godard), CLAIRE’S KNEE (1970, Eric Rohmer), etc.

 

ภาพจาก CLAIRE’S KNEE

++++

SARCOPHAGUS OF DRUNKEN LOVES (2023, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, 8min, A+15)

 

ISMYRNA (2023, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, about Turkey, documentary, 50min, A+30)

 

เราดูทาง e-flux

 

PALIMPSESTS (2017, Joana Hadjithomas, Khalil Joreige, Lebanon, 12min, A+30)

 

เราดูทาง e-flux

 

 

Tuesday, March 31, 2026

RIP MARY BETH HURT (1946-2026)

 

RIP MARY BETH HURT (1946-2026)

 

1. เราชอบเธออย่างสุดขีดมาก ๆ ในหนังเรื่อง FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG (1995, Mark Rappaport) และ THE DEAD GIRL

 

2. หนังที่มี Mary Beth Hurt ร่วมแสดง ที่เราเคยดู

 

2.1 INTERIORS (1978, Woody Allen)

 

2.2 LIGHT SLEEPER (1992, Paul Schrader)

 

2.3 THE AGE OF INNOCENCE (1993, Martin Scorsese)

 

2.4 FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG (1995, Mark Rappaport)

 

2.5 THE FAMILY MAN (2000, Brett Ratner)

 

2.6 RED DRAGON (2002, Brett Ratner)

 

2.7 THE EXORCISM OF EMILY ROSE (2005, Scott Derrickson)

 

2.8 THE DEAD GIRL (2005, Karen Moncrieff)

 

2.9 LADY IN THE WATER (2006, M. Night Shyamalan)

 

3. สมัยก่อนเราชอบจำชื่อ Mary Beth Hurt สลับกับนักแสดงหญิงเหล่านี้

 

3.1 Mary Elizabeth Mastrantonio (THE COLOR OF MONEY, THE ABYSS)

 

3.2 Mary Elizabeth Winstead (RICH FLU, BIRDS OF PREY AND THE FANTABULOUS EMANCIPATION OF ONE HARLEY QUINN)

 

3.3 Mary-Louise Parker (BOYS ON THE SIDE, FRIED GREEN TOMATOES)

 

3.4 Mary McDonnell (DANCES WITH WOLVES, PASSION FISH)

 

3.5 Mary Steenburgen (BACK TO THE FUTURE PART III)

 

3.6 Mary Stuart Masterson (FRIED GREEN TOMATOES)

+++

 

เดือนก.พ.ค่าไฟห้องเราอยู่ที่ 1568 บาท ส่วนเดือนมี.ค.อยู่ที่ 2149 บาท หรือเท่ากับว่าค่าไฟเดือนมี.ค.พุ่งขึ้น 37.05% จากเดือนก.พ. กรี๊ดดดดด นื่คือผลจากภาวะโลกร้อนแน่ ๆ

 

ส่วนเดือนมี.ค.ปี 2025 ค่าไฟห้องเราอยู่ที่ 1442 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟเดือนมี.ค.ปีนี้พุ่งขึ้น 49.03% จากเดือนเดียวกันในปีก่อน

 

ได้แต่หวังว่าจะมีฝนตกหนัก ๆ ในเดือนเม.ย. อุณหภูมิเดือนเม.ย.จะได้ไม่พุ่งสูงมากนัก

+++

 

Monday, March 30, 2026

HOW TO CONTACT ME

 

ช่วงนี้เฟซบุ๊กของเราประสบปัญหา ถูกแบนไป 4 รอบ ภายในเวลา 15 ชั่วโมง โดยไม่มีสาเหตุอะไรทั้งสิ้น เหมือนเฟซบุ๊กมันสงสัยว่าเราเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ มันก็เลยแบนเราไปตอนราว 23.40-00.40 น. หลังจากนั้นเราก็เข้าเฟซบุ๊กได้แป๊บนึง แล้วมันก็แบนเราอีกในเวลาราว 01.00-02.00 น. แล้วหลังจากนั้นมันก็แบนเราอีกตอน 11.30-12.30 และตอน 13.00-14.00 น.

 

ก่อนหน้านั้นเพื่อนของเราสองคนก็โดนแบนไป 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน

 

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว instagram ของเรายังใช้งานได้นะ

 

ก็เลยจะบอกว่า ถ้าหากในอนาคตเกิดเหตุแบบนี้อีก ติดต่อเราทาง facebook หรือ messenger ไม่ได้ ก็อาจจะติดต่อเราได้ทาง

 

1. อีเมล

bearania@yahoo.com

 

2. โทรศัพท์ + sms

0876896043

 

3. LINE

mameijambang2

 

4. instagram

https://www.instagram.com/wayluree/

 

5. Youtube channel

https://www.youtube.com/@jitphokaew

 

6. หรือถ้าจะอ่านงานเขียนของเรา ก็อ่านได้ที่ blog นะ แต่ blog ของเราไม่เปิดช่อง comment เพราะมันชอบมี spam เข้ามาถล่มในช่อง comment

https://celinejulie.blogspot.com/

 

7. เฟซบุ๊กอีกอันของเรา Jerdtanee Kengkrajai เจิดทนี เข่งกระจาย

เชิญแอดเราได้ตามสบาย

Facebook

 

8. Letterboxd ของเรา

https://letterboxd.com/JitPhokaew/films/

เหมือนทุกครั้งที่เรา comment เราจะโดนแบนไป 1 ชั่วโมง

 

ไม่รู้มีใครเจอปัญหาแบบนี้ในช่วงนี้อีกบ้าง

+++

 

ฉันรักเขาอย่างรุนแรง Jackson Yee in SCARE OUT (2026, Zhang Yimou, China, A+25)

 

พอดู SCARE OUT กับ THE SHADOW’S EDGE (2025, Larry Yang, Hong Kong/China, A+30) ในเวลาไล่เลี่ยกัน เราก็เลยแอบสงสัยว่า รัฐบาลจีนพยายาม normalize การสอดส่องตรวจตราประชาชนหรือเปล่า 55555

 

คือพอดูหนังสองเรื่องนี้แล้ว ผู้ชมก็อาจจะรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ดีแล้วที่รัฐบาลจีนติดกล้องวงจรปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ, ใช้โดรนจับภาพดูประชาชนตลอดเวลา และใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนตลอดเวลา เพราะการที่รัฐบาลจีนใช้เทคโนโลยีในการจับตาดูความเคลื่อนไหวของประชาชนในทุก ๆ อิริยาบถแบบนี้ มันมีจุดประสงค์เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนเอง 55555

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า SCARE OUT และ THE SHADOW’S EDGE เป็นลูกหลานของหนังเรื่อง THE SYSTEM (1979, Yung Wai-chuen, Hong Kong, A+30) แต่เราชอบ THE SYSTEM มากสุดในบรรดาหนังสามเรื่องนี้ เพราะ THE SYSTEM มันไม่ทำให้เรารู้สึกเอ๊ะกับ “จุดประสงค์ของรัฐบาลจีน” 55555

++++

 

เนื่องจากอยู่ดี ๆ เราก็โดนเฟซบุ๊กแบนไป 3 รอบ เราก็เลยทดลองเปลี่ยนรูป profile ใหม่ ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่รู้ว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือเปล่า

 

เราขอแปะประโยค “ได้โปรดอย่าส่งหนังใด ๆ มาให้ผมดูอีก” ไว้ตามเดิมนะ เพราะก่อนหน้านั้นเคยมีผู้กำกับจำนวนมากมายหลายคนส่งหนังของตนเองมาให้เราดูและเขียนถึง จนเราแทบไม่มีเวลาว่างเหลือไว้ทำอะไรอย่างอื่นอีกต่อไป เราก็เลยต้องคง policy นี้ไว้ตามเดิมจ้ะ

++++

 

ลูกหมีบอกว่า “หนูอยากอ่านอิเหนาให้แม่หมีฟัง” ตอนแรกแม่หมีก็ดีใจ นึกว่าลูกหมีรักการอ่าน แต่พอแม่หมีเห็นหนังสือที่ลูกหมีอ่านในช่วงนี้ แม่หมีก็เริ่มสงสัยในเจตนาของลูกหมี 55555

 

หนังสือที่ลูกหมีอ่านในช่วงนี้

1. ARAYA RASDJARMREARNSOOK: THE BOUQUET AND THE WREATH (2026)

 

ลูกหมีดีใจที่มีบทสนทนาระหว่าง Araya กับ Kawita Vatanajyankur อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย

 

หนังสือเล่มนี้ซื้อได้ที่ 100 Tonson Foundation นะ

 

2. ศิลปะกับถ้อยความ (ART AND WORDS) (2006) – Araya Rasdjarmrearnsook

 

3. วันใบไม้ร่วงของคนไกลบ้าน (ART AFFAIR) (2008) – อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

 

4. ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งพึงควรใส่ใจคือการทรยศของดวงจันทร์ (IN THIS CIRCUMSTANCE, THE SOLE OBJECT OF ATTENTION SHOULD BE THE TREACHERY OF THE MOON) (2009) -- Araya Rasdjarmrearnsook

 

5. ผุดเกิดมาลาร่ำ (2018) -- อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

 

จริง ๆ โพสท์นี้ไม่มีอะไร คือเราเพิ่งซื้อหนังสือ ARAYA RASDJARMREARNSOOK: THE BOUQUET AND THE WREATH มา เราก็เลยเอาหนังสือเล่มนี้มาถ่ายรูปรวมกับหนังสือเล่มอื่น ๆ ของอ.อารยาที่เรามีอยู่

+++

 

ARAYA RASDJARMREARNSOOK: TEXTUALLY

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0HdJVPXedi9U5aaH7NyJLCdSYE4XYKVJfmxyxCsL723Ev9ozdL4y1sJYJfq1f9nqJl

++++

 

กราบบบบบ THE ORIGINS OF TOTALITARIANISM เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก ๆ แล้วพอเราได้อ่านโพสท์นี้ เราก็สงสัยต่อว่า แล้วมันมีคำอธิบายอะไรไหม เกี่ยวกับความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นทำกับเกาหลีและจีนในช่วงต้นถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทำไมคนญี่ปุ่นในยุคนั้นถึงกล้าเข่นฆ่าคนชาติอื่น ๆ ในเอเชียอย่างรุนแรงแบบนั้น คือเราได้ดูหนังหลายเรื่องที่พูดถึง “ความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นทำไว้ในยุคนั้น” แต่เราก็สงสัยว่า มันมีคำอธิบายอะไรไหม เพราะอะไรคนญี่ปุ่นในยุคนั้นถึงเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ THE RAPE OF NANKING ที่มีชาวจีนถูกฆ่าตายกว่า 3 แสนคน

 

แต่ในแง่หนึ่งเราก็นึกถึงนิยาย LORD OF THE FLIES (1954) ของ William Golding เพราะนิยายเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ในบางครั้งพอคนอื่น ๆ ในสังคมมองว่า “สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” เราก็อาจจะเผลอคล้อยตามคนอื่น ๆ ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ทั้ง  ๆ ที่ถ้าหากเราใช้วิจารณญาณของตนเอง เราจะต้องไม่คล้อยตามคนอื่น ๆ ในสังคม

 

ในอีกแง่หนึ่ง พฤติกรรมการ bully ที่เป็นปัญหาในโรงเรียนบางโรงเรียน ก็ทำให้เราสงสัยว่า มันเกี่ยวข้องกับ “เชื้อความเป็นเผด็จการ” ที่แอบซ่อนอยู่ในตัวคนบางคนหรือเปล่า

https://web.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/pfbid0YAd5QXiJackpb63kyyWxQgJpdzsHXHeth7Cii9mE9RF2PF3o1KQBtrhUzTMC2YNml

 

Sunday, March 29, 2026

FACEBOOK PROBLEM

 

ตอนนี้ Facebook ของเราประสบปัญหานะ อยู่ดี ๆ มันก็เข้าไม่ได้ ไม่รู้จะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่ ใครจะติดต่อเราก็ติดต่อเราได้ที่อีเมล bearania@yahoo.com

 

หรือส่ง SMS มาที่เบอร์ 0876896043 ก็ได้นะ

++++

พอเราได้ดู THE STAIN ราคี (2026, Ning Bhanbhassa Dhubtien, Pond Krisda Witthayakhajorndet, Ping Lumpraploeng, A+10) และ THE DE4D ECHOES ตอน THREESOME (2026, Karun Kumanuwong กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์, A+30) แล้ว เราก็บอกได้เลยว่า เราชอบการเขียนบทของพิง ลำพระเพลิงในหนังสองเรื่องนี้มากพอสมควร

 

เราไม่รู้เหมือนกันนะว่า ในส่วนของ “ราคี” นั้น พิงเขียนบทมากน้อยแค่ไหน แต่เราว่าในช่วงครึ่งหลังของหนัง มันมี “จังหวะตลก” ที่ถูกใจเรามากในระดับนึงน่ะ อย่างเช่นในฉากที่อาภาพรพบว่า ของกินที่ถวายศาลพระภูมิหายไป ถึงแม้ว่าตัวบทหนังทั้งเรื่องจะมีสิ่งที่เราไม่ชอบอยู่บ้างก็ตาม คือเราไม่ได้ชอบบทภาพยนตร์เรื่อง “ราคี” ทั้งเรื่องนะ แต่เราชอบ “จังหวะในฉากตลก” บางฉากในช่วงครึ่งหลังของหนัง ซึ่งเราแอบเดาเอาเองว่า สิ่งนี้น่าจะเป็นฝีมือของพิง ลำพระเพลิง

 

และเราว่าพิงได้แสดงฝีมือการเขียนบทของตัวเองอย่างเต็มที่ใน THE DE4D ECHOES: THREESOME และเราว่า “จังหวะ” อะไรต่าง ๆ ในหนัง comedy horror ตอนนี้มันแม่นมาก ๆ สำหรับเรา ซึ่งเราว่าอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่คนอื่น ๆ อาจจะทำได้ยาก

 

อยากให้มีคนเขียนวิเคราะห์สิ่งนี้เหมือนกัน เรื่อง ความแม่นของจังหวะต่าง ๆ ในหนังตลกที่พิงเขียนบทหรือกำกับ

+++

 

ซื้อนิยาย MR WILDE’S NIGHTMARE ฝันร้ายของคุณไวลด์ ที่ประพันธ์โดย Moonscape & Sarail มาให้ลูกหมีอ่าน ลูกหมีบอกว่า ที่คั่นหนังสือสวยมาก

 

มี quote จาก Emily Bronte (ผู้ประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS) อยู่ในหน้าแรกๆ ของนิยายด้วย

+++

 

พอ Alexander Kluge ถึงแก่กรรม เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยซื้อหนังสือ THE UTOPIA OF FILM: CINEMA AND ITS FUTERS IN GODARD, KLUGE, AND TAHIMIK ของ Christopher Pavsek ที่ออกในปี 2013 มาดองไว้ด้วย โดยเราซื้อมาจากร้าน Kinokuniya แต่จนป่านนี้แล้วเรายังไม่ได้เปิดอ่านเลย

 

หนังสือเล่มนี้มีบทความเกี่ยวกับ Alexander Kluge ที่ยาวถึง 93 หน้า ใครอ่านบทความเรื่อง Alexander Kluge ในหนังสือ FILMVIRUS 2 แล้วยังไม่จุใจ ก็มาอ่านต่อในหนังสือเล่มนี้ได้

 

Godard จากพวกเราไปตอนอายุ 91 ปี   Alexander Kluge จากพวกเราไปตอนอายุ 94 ปี แต่ Kidlat Tahimik ยังมีชีวิตอยู่นะ ตอนนี้ Tahimik มีอายุ 83 ปี

+++

บางทีผู้สร้างอาคารสน.สุทธิสาร อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจาก STAIRS TO NOWHERE ในหนังเรื่อง WINCHESTER (2018, Michael Spierig, Peter Spierig)

+++

 

ร้าน RAMEN SHINTARO ใกล้ซอยสุขุมวิท 49 น่ากินมาก ๆ ร้านเปิด 11.00-06.00 น.

++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

AIRY IN BUSAN อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า (2026, Sompong Kunapratom สมพงษ์ คุนาประถม, A+30)

+ SO VERY VERY จริงๆ มากๆ (2014, Park Jewook, South Korea/Thailand, 97min, A+30)

 

รู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกันมาก ๆ เพราะว่าทั้งสองเรื่องมีความเป็นหนังรักเกี่ยวกับหนุ่มเกาหลีและสาวไทยเหมือน ๆ กัน และทั้งสองเรื่องดัดแปลงจาก “เรื่องจริง” เหมือน ๆ กัน แต่ว่า AIRY IN BUSAN กำกับโดยคนไทย ส่วน SO VERY VERY กำกับโดยคนเกาหลี

 

ตอนที่เราดู SO VERY VERY ในปี 2015 ที่โรงหนัง HOUSE RCA เราชอบหนังแค่ในระดับ A+20 แต่พอเวลาผ่านมานานหลายปี ระดับความชอบก็เพิ่มขึ้นเป็น A+30 เพราะถึงแม้เราจะดูหนังเรื่องนี้ผ่านมานาน 10 ปีแล้ว ความ “จริงจนเจ็บ” ของหนังเรื่องนี้ก็ยังคงบาดลึกในใจเราอยู่ดี SO VERY VERY ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ stand the test of time สำหรับเรา

 

เราเคยเขียนถึง SO VERY VERY ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10208027096498582&set=a.10207799102358871

++++

 

 

Friday, March 27, 2026

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

OPERATION COUGAR (1989, Zhang Yimou, Yang Fengliang, China) น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยกงลี่ในบทแอร์โฮสเตสในเครื่องบินที่ถูกจี้

+++

 

ORPHEUS (OUTTAKES) (2012, Mary Helena Clark, 6min, A+30)

 

THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30)

 

FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

ดูแล้วให้ความรู้สึกงดงามสุดขีด พอ ๆ กับตอนที่เราได้ดูหนังของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Baillie, Bruce Conner กราบตีน Mary Helena Clark

 

EXHIBITION (2022, Mary Helena Clark, 19min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ Mary Richardson ซึ่งเป็น feminist ชื่อดัง พยายามทำลายภาพวาดของ Velasquez รุนแรงมากๆๆๆๆๆ

 

On 10 March 1914 Richardson entered the National Gallery in London to attack a painting by Velázquez, the Rokeby Venus, using a chopper she smuggled into the gallery.[3] She wrote a brief statement explaining her actions to the WSPU which was published by the press.

 

"I have tried to destroy the picture of the most beautiful woman in mythological history as a protest against the Government for destroying Mrs Pankhurst, who is the most beautiful character in modern history. Justice is an element of beauty as much as colour and outline on canvas."

 

น่าดูสุดขีด อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Frank Borzage, Mitchell Leisen กับ Douglas Sirk ในไทยมาก ๆ เพราะเราเข้าใจว่า 3 คนนี้คือ “สามปรมาจารย์ภาพยนตร์ MELODRAMA” ของฮอลลีวู้ดที่ทำหนัง melodrama ออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ ซึ่งเราก็เคยดูแต่หนังของ Frank Borzage กับ Douglas Sirk เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง และเรายังไม่เคยดูหนังของ Mitchell Leisen เลย

 

+++

 

FILM WISH LIST: TROPICAL PARK (2025, Hansel Porras Garcia, USA, 87min)

 

อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีด หนังยาว 87 นาที แต่เห็นใน imdb บอกว่าใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 2,000 ดอลลาร์ หรือ 65,587 บาท

 

หนังเรื่องนี้เป็นลองเทค เทคเดียวยาว 80 กว่านาที เนื้อหาเกี่ยวกับสองพี่น้องชาวคิวบาที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐที่ไม่ได้เจอกันมานาน 20 ปี คนหนึ่งเป็นผู้ชาย ส่วนอีกคนเป็น trans woman ทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์และคุยกันไปเรื่อย ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่อง transphobia

 

คิดว่าหนังแบบนี้น่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาภาพยนตร์บางคนด้วย

++++

 

วันนี้อุณหภูมิที่เขตราชเทวีอยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส เมื่อกี้เราอาบน้ำแล้วนึกว่าอาบน้ำร้อนเพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ

 

เราตั้งอุณหภูมิแอร์ในห้องของเราไว้ที่ 26 องศา เปิดนานติดต่อกันหลายชั่วโมง ตอนนี้อุณหภูมิในห้องก็อยู่สูงถึง 29 องศา เราคิดว่าแอร์คงไม่ได้เสีย แต่แอร์คงช่วยได้แค่นี้จริง ๆ ไม่รู้ว่าแอร์ที่บ้านเพื่อน ๆ เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

 

ชีวิตในกรุงเทพมาถึงจุดที่ “เครื่องปรับอากาศ” กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างรุนแรงที่สุด

 

ลงรูปนี้เพราะเห็นว่ามีเครื่องปรับอากาศอยู่ในรูป 55555

+++

 

Lygiapape (1991, Paula Gaitán, Brazil, 42min, A+30)

 

เราไม่เคยได้ยินชื่อของศิลปินหญิง Lygia Pape มาก่อนเลย ดีมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักผลงานของศิลปินหญิงชาวบราซิลคนนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0QairJ1Sbur7b4tPrGg2jPaxp3u3YU4dsng11PeqW8w9ZqLqfhyTzjTWdJKaodT5Kl

 

NOITE (2014, Paula Gaitán, Brazil, 83min, A+30)

 

งดงามที่สุด ดูแล้วนึกว่าปะทะกับ A WHOLE NIGHT (1982, Chantal Akerman, Belgium, 90min, A+30) ได้เลย

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0LAQWrM5Z2bXGGQiQ5hMo8EaZ2ziTqC7fG1sqXUaBEEtTURJZpwgYMECUbcCCUS6vl

++++

 

เห็นข่าวคนเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี เราก็เลยนึกถึง ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ซึ่งก็คือหนังเรื่อง  MYHUSBAND หรือ “ผ...สุดที่รัก” (UNCENSORED VERSION) (2008, Chawagarn Amsomkid) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสองสาวที่ตบแย่งผัวกันอย่างรุนแรงกลางสวนลุมพินี

 

เราดูหนังเรื่องนี้มานานเกือบ 17 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงลืมมันไม่ลง และก็เลยยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ไปเลย หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของ “สาเหตุที่ทำให้เราอยากดูหนังในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนต่อไป” เพราะหนังแบบนี้คงไม่สามารถหาได้ตามเทศกาลภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์โดยทั่วไป

++++

 

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

(เนื้อหาข้างล่างนี้มันเป็นการ copy paste จากสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยเขียนไว้แล้วในอดีต เพราะฉะนั้นมันจะมีเนื้อหาบางส่วนที่ซ้ำไปซ้ำมานะ)

 

1. Kluge is one of my most favorite filmmakers of all time เรารักเทิดทูนและบูชาเขามาก ๆ เขาเสียชีวิตตอนอายุ 94 ปี

 

ส่วนผู้กำกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีเช่น

 

1.1 Hans-Jürgen Syberberg (ตอนนี้อายุ 90 ปี)

1.2 Helke Sander (89)

1.3 Reinhard Hauff (86)

1.4 Rudolf Thome (86) เรากับเพื่อน ๆ เรียกเขาว่า Eric Rohmer แห่งเยอรมนี

1.5 Volker Schlöndorff (86)

1.6 Jutta Brückner (84)

1.7 Margarethe von Trotta (84)

1.8 Ulrike Ottinger (83)

1.9 Werner Herzog (83)

1.10 Klaus Wyborny (80)

1.11 Wim Wenders (80)

 

2. หนังของ Kluge ส่วนใหญ่มันตรงกับ concept LIMITLESS CINEMA ของเรามาก ๆ เพราะการดูหนังของเขามันช่วยผลัก “ขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์” ในความคิดของเราออกไปอย่างรุนแรงสุดขีดมาก

 

หนังเรื่องแรกของเขาที่เราได้ดูคือ THE POWER OF EMOTION (1983, 115min) ในปี 2001 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด พอเราได้ดูแล้วเราก็ตกตะลึงไปเลย เพราะหนังมันแปลกประหลาดพิสดารมาก ๆ สำหรับเรา หนังมันเต็มไปด้วย fragments ฉากสั้น ๆ เรื่องสั้น ๆ ที่เหมือนไม่เกี่ยวเนื่องกันมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันไปเรื่อย ๆ และเหมือนจะมีทั้งส่วนที่สารคดีและส่วนที่เป็น fiction ตัดสลับกันไปมาด้วย

 

คือก่อนหน้านั้นเราก็เคยดูหนังอย่าง SONGS FROM THE SECOND FLOOR (2000, Roy Andersson, Sweden) มาแล้ว ที่มันประกอบด้วยเรื่องย่อย ๆ เรียงร้อยเข้าด้วยกัน แต่มันเหมือน SONGS FROM THE SECOND FLOOR และหนังทำนองนี้เรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาก่อนหน้านั้น มันยังพอเห็น “ธีม” อะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ เข้าด้วยกันได้ค่อนข้างง่าย แต่พอเราเจอ THE POWER OF EMOTION เข้าไป เราก็โยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกันแทบไม่ได้อีกต่อไป

 

แต่อย่างที่ชื่อหนัง THE POWER OF EMOTION บอกไว้แล้ว เพราะในขณะที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้โดยผ่านทาง “ธีม”, “ความหมาย”, “สัญลักษณ์”, “การตีความ” หรืออะไรก็ตามแต่ที่ต้องใช้สมอง เรากลับรู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราในระหว่างดูหนังเรื่องนี้ มันเรียงร้อยต่อเนื่องกันได้อย่างงดงามสุดขีดที่สุด

 

มันเหมือนกับว่า ในขณะที่ “สมอง” ของเรา มองว่าแต่ละเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันเต็มไปด้วย gap ที่สมองของเราไม่สามารถถมมันให้เต็มเพื่อเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ “ตามหลักเหตุผล” อารมณ์ความรู้สึกของเรากลับไม่รู้สึกถึง gap พวกนี้แต่อย่างใด ราวกับว่า “gap ทางเหตุผล” เหล่านี้คือสิ่งที่ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราให้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปอีก

 

เราก็เลยกราบตีน Alexander Kluge อย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

3. เราว่าคู่เปรียบเทียบที่เหมาะมากของ Alexander Kluge ก็คือ Dusan Makavejev เพราะหนังของ Makavejev บางเรื่อง อย่างเช่น INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Yugoslavia) มันเต็มไปด้วย “ฉากย่อย ๆ” ที่ถูกตัดสลับเข้ามาในเนื้อเรื่องหลักของหนัง คือเราว่าโครงสร้างหนังของ Kluge กับ Makavejev มีส่วนคล้ายกัน คือหนังหลายเรื่องของผู้กำกับสองคนนี้ อาจจะมี “เส้นเรื่องหลัก” แต่เส้นเรื่องหลักมันจะถูกขัดจังหวะด้วย fragments ฉากย่อย ๆ มากมายที่เหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Makavejev นั้น เรารู้สึกว่า เราสามารถ “เชื่อมจุดประ” เข้าด้วยกันได้โดยใช้สมองของเราน่ะ เราสามารถหาเหตุผลเชื่อมโยงฉากย่อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่องหลัก ให้มันเชื่อมโยงกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหาก Makavejev กำกับ “คู่กรรม” เขาก็อาจจะเล่าเส้นเรื่องหลักของโกโบริกับอังศุมาลิน และขัดจังหวะเส้นเรื่องหลักนี้ ด้วยการใส่ “แผนที่เกาะกวม”, “แผนที่แมนจูเรีย”, แผนที่การรุกรานของทหารญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์” เข้ามาในหนังเป็นระยะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า “แผนที่เกาะกวม” นี้ มันดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราวของ “โกโบริ + อังศุมาลิน” แต่สมองของเราสามารถเชื่อมโยงได้ง่าย ๆ เลยว่า แผนที่เกาะกวมกับ “เรื่องราวโกโบริ + อังศุมาลิน” มันเชื่อมโยงกันโดยอ้อมได้อย่างไรบ้าง

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Kluge เรามักจะไม่สามารถ “หาเหตุผล” เชื่อมโยงฉากต่าง ๆ ในหนังเข้าด้วยกันได้น่ะ แต่เรากลับพบว่าหนังของ Kluge มันทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเราพุ่งปรี๊ดสูงกว่าการดูหนังของ Makavejev มาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ผู้กำกับสองคนนี้เป็นตัวเปรียบเทียบที่ดีสำหรับเรา เรารู้สึกว่าเราสามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของ Dusan Makavejev เข้าด้วยกันได้ แต่อารมณ์ของเราไม่ได้พุ่งสูงสุดขีด ในขณะที่หนังของ Alexander Kluge นั้น เราไม่สามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของเขาเข้าด้วยกันได้เลย แต่หนังของ Kluge กลับส่งผลสะท้านสะเทือนเราอย่างรุนแรงมาก ๆ เหมือนมันไม่ผ่านสมอง แต่มันยิงเข้าสู่จิตวิญญาณเราได้เลย

 

4. แล้วพอเราได้อ่านสิ่งที่ Kluge เขียน เราก็เห็นด้วยกับเขาอย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันตรงเป๊ะกับ concept ในการดูหนังของเรา เขาเขียนไว้ในปี 1979 ว่า

 

Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.

 

การเข้าใจภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ถือเป็นจักรวรรดินิยมทางความคิด ถือเป็นการเข้ายึดสิ่งนั้นเป็นอาณานิคม ถ้าหากฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นก็แสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งที่ถูกกวาดล้างออกไปแล้ว

 

เราต้องสร้างภาพยนตร์ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมทางสำนึกรู้แบบนี้ ฉันได้พบบางสิ่งในภาพยนตร์ที่ยังคงทำให้ฉันประหลาดใจและฉันสามารถเห็นมันได้โดยไม่ต้องกลืนกินมันลงไป ฉันไม่สามารถเข้าใจแอ่งน้ำที่ฝนตกลงมาใส่ได้ ฉันทำได้เพียงแค่เห็นแอ่งน้ำนั้น การจะบอกว่าฉันเข้าใจแอ่งน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย การผ่อนคลายคือการที่ตัวฉันเองได้กลับมามีชีวิตจริงๆในชั่วขณะนั้น และปล่อยให้ผัสสะต่างๆของฉันได้เป็นอิสระอย่างเต็มที่ มันเป็นช่วงเวลาของการไม่ต้องทำตัวเหมือนตำรวจที่ต้องคอยเฝ้าระวังจดจ้องไม่ให้มีสิ่งใดเล็ดรอดการรับรู้ของเราไปได้”

 

5. ประสบการณ์ที่เราได้จากการดูหนังของ Kluge และได้อ่านสิ่งที่เขาเขียนเมื่อราว 25-30 ปีก่อน ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อเราจนถึงทุกวันนี้ เพราะอย่างเมื่อวานนี้เราได้ดูหนังของ Mary Helena Clark อย่างเช่นเรื่อง THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30) และ FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

หนังสองเรื่องนี้ เราดูสองรอบ รอบแรกเราดูโดยพยายามจะใช้สมอง พยายามจะทำความเข้าใจมัน พยายามจะเข้าใจว่าแต่ละฉากสื่อถึงอะไร และมันเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วเราก็พบว่ามันพิศวงมาก ๆ เราไม่เข้าใจอะไรมันเลย (เรายังไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Mary Helena Clark นะ ถ้าหากเราได้อ่านแล้ว เราคงเข้าใจมันมากขึ้น)

 

เราก็เลยดู THE GLASS NOTE กับ FIGURE MINUS FACT รอบสอง โดยไม่พยายามจะทำความเข้าใจอะไรต่าง ๆ ในหนังอีกต่อไป และเราก็พบว่ามันงดงามสุดขีดมาก ๆ มันก่อให้เกิดความรู้สึกท่วมท้นในใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ พอเรา approach มันด้วยวิธีนี้

 

ซึ่งวิธีการแบบนี้ก็เป็นวิธีเดียวกับที่เราใช้ในการดูหนังหลาย ๆ เรื่องของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Conner, Bruce Baillie และผู้กำกับคนโปรดของเราอีกหลาย ๆ คน และแน่นอนว่าวิธีการแบบนี้เป็นสิ่งที่เราได้รับการปลูกฝังส่วนหนึ่งมาจากการได้ดูหนังของ Alexander Kluge และได้อ่านงานเขียนของเขานี่เอง

 

6. หนังของ Alexander Kluge ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

6.1 THE POWER OF EMOTION (1983, 115min)

 

6.2 BRUTALITY IN STONE (1961, Alexander Kluge, Peter Schamoni, documentary, 12min)

 

6.3 THE FEMALE PATRIOT (1979)


6.4 ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968)

 

6.5 YESTERDAY GIRL (1966)

 

6.6 FIREMAN E.A. WINTERSTEIN (1968, 10min)

 

6.7 STRONGMAN FERDINAND (1976)

 

6.8 HEADLESS MAN (2007, short film)

 

6.9  WHAT IS THE ORIGIN OF THE SONG ‘THE FLAG ON HIGH’? (1994, short film)

 

7. เราเคยเขียนเปรียบเทียบ DIE TOMORROW (2017, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) กับหนังของ Alexander Kluge ไว้ดังนี้ :

 

“แต่ก็อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า เราชอบ DIE TOMORROW อย่างสุดๆ เมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน แต่ถ้าเทียบกับหนังต่างประเทศที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันแล้ว เราชอบมันเท่ากับ INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Dusan Makavejev) แต่ชอบน้อยกว่า THE POWER OF EMOTION และชอบน้อยกว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke) น่ะ

 

คือเราเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วล่ะว่า Dusan Makavejev กับ Alexander Kluge ทำหนังที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน นั่นก็คือหนังบางเรื่องของสองคนนี้เต็มไปด้วย fragments ต่างๆมากมาย และมีทั้งสารคดี+เรื่องแต่งอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แต่ในหนังของ Dusan Makavejev นั้น fragments ทุกอันสามารถเชื่อมโยงกันได้ตามหลักเหตุผล ในขณะที่ในหนังของ Alexander Kluge นั้น เราจะไม่สามารถเชื่อมโยง fragments หลายอันเข้าด้วยกันได้ตามหลักเหตุผลในทันที เราจะไม่เข้าใจว่าหลายๆฉาก หลายๆเรื่องราวย่อยๆมันเชื่อมโยงกันยังไง แต่ในทางอารมณ์ความรู้สึกนั้น fragments ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยนี้ กลับสอดประสานเข้าด้วยกันได้อย่างงดงามและให้อารมณ์ที่ sublime มากๆ

 

อย่างใน THE POWER OF EMOTION นั้น ชื่อหนังอาจจะทำให้เราเข้าใจว่า fragments ย่อยๆในหนังเรื่องนี้คงจะนำเสนอ the power of emotion แต่พอดูเข้าจริงๆ เราก็จะงงว่า “ฉากผู้หญิงที่เอาไม้หนีบมาหนีบหน้าของตัวเองทั้งหน้า” มันคืออะไร หรือการเล่าเรื่องโรงโอเปร่าถูกไฟไหม้ มันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับ the power of emotion ตรงไหน

 

มันเหมือนกับว่า เวลาดูหนังของ Dusan Makavejev เราใช้ “สมอง” ดู แล้วเราจะเข้าใจมันน่ะ แต่เวลาดูหนังของ Alexander Kluge เราใช้ทั้งสมองและ “จิตใต้สำนึก” ดู แล้วเราจะรู้สึกว่ามันงดงามที่สุดในโลกสำหรับเรา

 

และเราว่าการที่ DIE TOMORROW ไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆก็เป็นเพราะปัจจัยนี้แหละ คือเราว่า fragments ทุกอย่างใน DIE TOMORROW มันเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล แต่มันยังไปไม่ถึงขั้นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge ที่เต็มไปด้วย fragments เหี้ยห่ามากมายที่ไม่รู้มันเชื่อมโยงกันยังไง หรือเกี่ยวข้องกันตรงไหน แต่ในทางอารมณ์แล้วมันไปสุดมากๆ

 

เราว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE ก็สะเทือนเราในระดับมากกว่า DIE TOMORROW เพราะ 71 FRAGMENTS มันเหมือนอยู่เหนือ “เหตุผล” และ “สมอง” น่ะ มันมีซีนที่กระทบเราอย่างรุนแรงทั้งที่เราไม่เข้าใจความหมายของมันอยู่ด้วย เราก็เลยแอบเสียดายนิดนึงที่ DIE TOMORROW ไปไม่ถึงขั้นนั้น

 

แต่เราไม่ได้ต้องการให้นวพลพยายามทำหนังแบบ Alexander Kluge ในเรื่องต่อๆไปนะ เพราะเราว่าคนที่จะทำหนังแบบ Kluge ได้ ต้องมี “ความเป็นกวี” อยู่สูงมากพอสมควรน่ะ มันถึงจะสามารถร้อยเรียง fragments ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล เข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม และเราไม่แน่ใจว่านวพลจะฝืนตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากต้องทำอย่างนั้น มันเหมือนกับไปเรียกร้องให้นักวิชาการหรือนักเล่าเรื่องร้อยแก้วมาเขียนกวี อะไรทำนองนี้ หรือเหมือนกับไปเรียกร้องให้ศิลปินแนว Conceptual Art มาแต่งเพลง House Music อะไรทำนองนี้

 

คือเราเชื่อว่าผู้กำกับทุกคนมีข้อดีข้อด้อย จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกันน่ะ เราว่านวพลมีจุดแข็งที่ concept, ความคิดสร้างสรรค์, อารมณ์ตลกเสียดสีอะไรทำนองนี้ แต่เราว่าเราไม่เห็น “ความสามารถเชิงกวี” แบบรุนแรงจากหนังหลายๆเรื่องของนวพล และมันก็ไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดที่ผู้กำกับคนใดก็ตามไม่ได้มีความสามารถดีเลิศสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกด้านทุกอย่าง เราก็เลยคิดว่านวพลก็ควรทำหนังที่สามารถใช้ข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองต่อไปเรื่อยๆแบบนี้นี่แหละ ดีแล้ว เพียงแต่ว่าหนังของนวพลบางเรื่องอาจจะไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับหนัง และก็ไม่ใช่ความผิดของเรา ที่รสนิยมไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว

 

แต่เราสนับสนุนให้ผู้กำกับหนังไทยคนอื่นๆ หาหนังของ Alexander Kluge มาดูหลายๆเรื่อง แล้วลองพยายามทำหนังแบบนั้นดูบ้างนะ 555

 

8. เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke กับ Alexander Kluge ไว้ดังนี้

 

“เราว่าหนังของอุ้ยมีบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังของ Alexander Kluge ในแง่ที่ว่า มันเป็นหนัง narrative ที่มีความเป็นหนัง essay ผสมอยู่ด้วย แต่สิ่งที่ตรงข้ามกันก็คือว่า ตัวละครนางเอกในหนังของอุ้ย 2 เรื่องหลัง ซึ่งได้แก่เรื่องแหม่มแอนนา และมะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ เป็นตัวละครที่สมควรถูกตบด้วยตีน เพราะพวกเธอเป็นสาวฐานะดีที่ดัดจริต ทำเป็นอยากช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย, ชนชั้นล่าง แต่ใจจริงแล้วพวกมึงก็ดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่ในใจ อีห่า กูอยากจะตบอีคนพวกนี้มากๆ

 

ส่วนในหนังของ Alexander Kluge นั้น ตัวละครนางเอกจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้น่าโดนตบแบบนี้ แต่ตัวละครนางเอกมักจะเป็นสาวหัวแข็งที่มีความขบถต่อสังคมในแบบของตนเอง คือเรานึกถึงนางเอกในหนังอย่าง YESTERDAY GIRL (1966), ARTISTS AT THE TOP OF THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968), OCCASIONAL WORK OF A FEMALE SLAVE (1973) และ THE PATRIOT WOMAN (1979) น่ะ”

 

9. ความเห็นของเราที่มีต่อ THE FEMALE PATRIOT (1979, ALEXANDER KLUGE) A++++++++++

หนังเล่าเรื่องของอะไรไม่รู้มากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องหลักๆอาจจะมีอยู่สองเรื่อง นั่นก็คือเรื่องของ “หัวเข่า” ของนายทหารเยอรมันคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสมรภูมิสตาลินกราดในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยถึงแม้ทหารคนนั้นจะตายไปแล้ว แต่หัวเข่าของนายทหารคนนี้ก็ยังคงเล่าเรื่องต่างๆนานาของมันและของประวัติศาสตร์โลกต่อไป

ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของครูสอนประวัติศาสตร์ (แสดงโดย HANNELORE HOGER จาก ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968, A+++++++)) ที่ตั้งคำถามกับหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เยอรมนีในโรงเรียน ดังนั้นเธอก็เลยพยายามขุดค้นหาข้อมูลวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้จอบเสียมขุดลงไปในดินเรื่อยๆ และเธอก็พยายาม “ซึมซับ” ประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาเลื่อย, ค้อน และสว่านมาเจาะทำลายตำราประวัติศาสตร์ และเอาเศษตำราเหล่านั้นไปผสมกับน้ำต้มเพื่อเอามาดื่มกิน

หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่ะ เพราะขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันพบว่าหัวสมองของดิฉัน คือ “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ สมองของดิฉันจะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะพยายามทำความเข้าใจกับหนัง และพยายามหาทางเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเข้าด้วยกัน แต่สักพักนึงดิฉันก็รู้ตัวว่าถ้าหากดิฉันหยุดคิดเมื่อใด ดิฉันจะจูนตัวเองให้เข้ากับหนังได้ในทันที ดังนั้นดิฉันก็เลยต้องคอยควบคุมความคิดของตัวเองตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คิดปุ๊บ ดิฉันก็จะหยุดคิดปั๊บ และทำให้การดูหนังเรื่องนี้กลายเป็นความบันเทิงและความสุขอย่างมาก หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนที่จะต่อสู้กับ “การคิด” ของตัวเองอย่างดีมากเลยค่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันได้สัมผัสกับความสุขของ “การหยุดคิด” อย่างที่แทบไม่เคยรู้สึกกับหนังเรื่องไหนมาก่อน

 

10. ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ระหว่าง Harun Farocki กับ Alexander Kluge นี่ เราชอบใครมากกว่ากัน แต่เราเคยดูหนังสารคดีที่สัมภาษณ์ Farocki แล้วเราก็พบว่ามันทำให้นึกถึงหนังของ Kluge ด้วยมาก ๆ

 

ในหนังสารคดีเรื่อง DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20) นั้น คริสตอฟ ฮึบเนอร์ได้สัมภาษณ์ฮารุน ฟาร็อกกี และมีคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายส่วน ส่วนนึงที่เราชอบมากๆเป็นตอนที่ Farocki บอกว่า บางทีการดูซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันอาจจะทำให้ผู้ชมบางคนสรุปความแบบนิรนัย (deduction) อย่างผิดพลาดได้ เพราะผู้ชมบางคนอาจจะตีความว่า “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” (ทั้งที่จริงๆแล้วฟาร็อกกีไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเชื่อมโยงฉาก A กับฉาก B ในแบบที่เป็นเหตุเป็นผลกันหรือเป็นลำดับเหตุการณ์กันแบบนั้น) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับปัญหาของภาษาแบบที่นิทเช่เคยพูดถึงด้วย ในขณะที่นักปรัชญาชื่อ Flusser ก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย Flusser กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่พูดว่า “A เป็นสาเหตุของ B” แต่เราจะพูดว่า “A ในส่วนที่สัมพันธ์กับ B” มันมีโครงสร้างของอำนาจอยู่ในไวยากรณ์ของภาษา หรืออยู่ในรูปประโยคที่เราใช้พูดกัน (เราเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นปัญหาที่พบในภาษาเยอรมันมากกว่าภาษาอังกฤษ) และ Flusser ก็ต้องการขจัดโครงสร้างนี้ไป (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) และฟาร็อกกีก็ทำเช่นนั้นกับภาพยนตร์ของเขาเหมือนกัน เขาต้องการขจัดโครงสร้างของอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา

 

เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าใจสิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถูกทั้งหมดหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้เราคิดถึงหนังบางเรื่องที่เราชอบมากๆ อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge, Bruce Conner และ Teeranit Siangsanoh เพราะการเชื่อมโยงซีนต่างๆเข้าด้วยกันในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่ “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” แต่มันเป็น “ฉาก A สัมพันธ์กับฉาก B” โดยที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง แต่มันกระตุ้นให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆมากมายในการเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเรื่องนั้นเข้าด้วยกัน

 

11. อันนี้เป็นตัวบทความเต็มของ Alexander Kluge ที่เรายก quote มาข้างต้น

 

“This article is called THE SPECTATOR AS ENTREPRENEUR, which Alexander Kluge wrote in 1979 and is included in the book WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES, published by Holmes & Meier in 1988.

 

I think I really agree with his article. So I quote what Kluge wrote here:

 

“The film and television corporations live off the money and the cooperation of the imaginative faculties (unpaid labor) which they extract from the spectator. They designate anyone a mature citizen who is willing to pay. Kant says: “Enlightenment is man’s release (Ausgang) from his self-incurred tutelage.”

 

Leni Pickert says:

“People are mature

when they have their day off…”

 

In order to cheat the spectators on an entrepreneurial scale, the entrepreneurs have to designate the spectators themselves as entrepreneurs. The spectator must sit in the movie house or in front of the TV set like a commodity owner: like a miser grasping every detail and collecting surplus on everything which has any value. Value per se. So uneasy this spectator-consumer, alienated from his own life so completely like the manager of a supermarket or a department store who—even at the price of death (heart attack)—will not stop accumulating the last scraps of marketable goods in the storeroom so that they may find their buyers. How disturbed he is when people pass by his store; how nervous he gets about objects in the storeroom which do not sell immediately.

 

In a similar entrepreneurial fashion the spectator-having reached the desired consumer maturity—scans films for their spectacle and exhibition values, for complete intelligibility, just as one is taught to gnaw a bone thoroughly, as the saying goes, so that the sun will shine. The sun, however, “taking its thunderous course”, according to its own habits and unconcerned with human communication, does not care the least whether or not we clean our plates.

 

Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.””

 

12. อันนี้เป็นความเห็นของเราที่มีต่องานเขียนเรื่องสั้นของ Kluge

 

REVENGE FOR VERDUN (Alexander Kluge, short story, A+30)

Alexander Kluge is not only one of my most favorite directors, he also wrote REVENGE FOR VERDUN, which is one of my most favorite short stories of all time.

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Willi Eisler ทหารเยอรมันที่สู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เมือง Verdun เขาพบว่าฝ่ายศัตรูยิงระเบิดถล่มฝ่ายพวกเขาหนักมาก เขากับพรรคพวกก็เลยหนีออกมาจากสมรภูมิตรงนั้น แต่ขณะที่หลบหนีออกมา พวกเขาก็เจอกับเจ้าหน้าที่ทหารชื่อ Dr von Fredersdorff ที่สั่งพวกเขาให้กลับไปยังสมรภูมิจุดเดิม ไอส์เลอร์ ก็เลยแค้น Fredersdorff มากที่ออกคำสั่งโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญ

อีก 18 ปีต่อมา (ประมาณปี 1934) ไอส์เลอร์เจอเฟรเดอร์สดอร์ฟมาตรวจสะพานแห่งหนึ่ง ไอส์เลอร์ก็เลยพยายามแก้แค้นด้วยการทำให้สะพานแห่งนั้นถล่มลงมา ปรากฏว่าเฟรเดอร์สดอร์ฟไม่ตาย เขาได้รับบาดเจ็บที่หลังจนเป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น แต่มีคนงานตายไป 12 คน

ไอส์เลอร์ติดคุกเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เขาถูกปล่อยตัวออกจากคุกในปี 1942 เพื่อมาทำงานให้กระทรวงอาวุธของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังปี 1945 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจอที่เทือกเขาสวาเบียน ไอส์เลอร์ก็เลยลากเฟรเดอร์สดอร์ฟลงจากรถเข็นเพื่อไปฆ่าที่บึงน้ำแห่งนึง แต่มีคนมาช่วยชีวิตเฟรเดอร์สดอร์ฟได้ทัน ส่วนไอส์เลอร์ก็ติดคุก 3 ปี

ในปี 1959 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจออีกครั้ง เขาก็เลยเผาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนตาย

เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง เราก็เลยไป google ดู แต่ไม่เจอข้อมูลของ Willi Eisler เลย เราก็เลยเดาว่า Kluge คงแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา แต่มันดูจริงมากๆจนเรานึกว่าเป็นเรื่องจริง

เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไอส์เลอร์นะ เพราะเขาฆ่าคนบริสุทธิ์ตายไปตั้ง 12 คน แต่เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราว่า Kluge เข้าใจ human nature มากๆ เขาเข้าใจดีว่าสำหรับคนบางคนนั้น ความเคียดแค้นชิงชังมันไม่สามารถถูกลบเลือนไปได้ด้วยเวลาแต่อย่างใด ต่อให้เวลาผ่านไป 30 ปี หรือ 40 กว่าปีอย่างในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ความเคียดแค้นชิงชังก็ไม่ลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย

ในเรื่องสั้นเรื่องนี้มีรายละเอียดอื่นๆ และมีส่วนที่เป็นบทกวีแทรกมาด้วย เราอ่านแล้วแทบร้องไห้ เราไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจบทกวีที่แทรกอยู่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้หรือเปล่า แต่พอเราอ่านแล้ว มันทำให้เราจินตนาการว่า ตัวไอส์เลอร์เองก็รู้ดีว่าความแค้นมันทำให้เขาเป็นทุกข์ มันทำให้เขาไม่สามารถมีความสุขกับความงดงามตามธรรมชาติของโลกได้อีกต่อไป ถึงเขาจะมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว ความงดงามนั้นก็ไม่สามารถชโลมจิตใจของเขาได้ เพราะน้ำตามันบดบังดวงตาของเขาจนทำให้เขามองไม่เห็นความงามของหมู่ดาวอีกต่อไป

เราชอบตรงจุดนี้มากๆ เราเข้าใจดีว่าสำหรับบางคนนั้น เขารู้ดีว่าความเคียดแค้นชิงชังเป็นสิ่งไม่ดี และมันจะเผาผลาญตัวเขาไปนานหลายสิบปี แต่ถึงเขารู้ว่ามันไม่ดี เขาก็ไม่สามารถดับมันได้แต่อย่างใด

ตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้ทำให้นึกถึงนางเอกของ THE PAGE TURNER (2006, Denis Dercourt) ด้วย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Alexander Kluge ได้ในหนังสือฟิล์มไวรัส 2

 

DIE TOMORROW

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10215473038522479&set=a.10214495441043153

 

Thursday, March 26, 2026

FRANZ RADZIWILL

 

พออ่านบทความของเพจ designism แล้วเราก็เลยต้องตามไปดู paintings ของ Franz Radziwill (1895-1983) จิตรกรชาวเยอรมัน เราชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ

 

BACK HOUSES IN DRESDEN (1931, Franz Radziwill)

THE BEAUTY OF ALONENESS (1948, Franz Radziwill)

THE COLORFUL FIELDS (1957, Franz Radziwill)

THE END OF SEASON (1955, Franz Radziwill)

FLOODING (THE WATER IS RISING) (Franz Radziwill)

THE GREAT ARNGAST (Franz Radziwill)

THE GREEN PLANK WITH THE HAT (1969, Franz Radziwill)

LANDSCAPE WITH THE FLOWER SUN (Franz Radziwill)

LANDSCAPE WITH YELLOW TREES (1922, Franz Radziwill)

THE STRIKE (1931, Franz Radziwill)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0EsCT2F1XXKfrhSUxRE9pUCndYFU5S7e4bAQ6ykeBeRqYe2qiuxFiFAbAtbPKe6nAl

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานของเขาได้ที่

https://www.lempertz.com/en/catalogues/artist-index/detail/radziwill-franz.html