Monday, September 07, 2026

2026 IS THE YEAR OF COWS IN FILMS

2026 IS THE YEAR OF วัว IN FILMS

 

ปรากฏว่าปีนี้เราได้ดูหนังที่เราชอบสุดขีดที่เกี่ยวข้องกับ “วัว” ไปแล้ว 5 เรื่อง รุนแรงมาก ทำไมผู้กำกับภาพยนตร์หลายคนถึงพร้อมใจกันทำหนังเกี่ยวกับวัวในช่วงนี้คะ 55555

 

หนัง 5 เรื่องเกี่ยวกับวัวที่เราได้ดูในปีนี้แล้วเราชอบสุดขีด

 

1. BLOODLINE (2024, Wojciech Weglarz, Poland, documentary, 12min, A+30)

 

หนังการเมืองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวัว Bison ที่เผชิญปัญหาหนักบริเวณพรมแดนระหว่าง Poland กับ Belarus

 

2. ANIMALS IN WAR (2025, Sviatoslav Kostiuk, Andriy Lidahovskyi, Alexei Mamedov, Ivan Sautkin, Yuliya Shashkova, Myroslav Slaboshpytskyi, Maksym Tuzov, Ukrain, A+30)

 

ตอนที่เกี่ยวกับวัวมีชื่อว่า A COW IN FOG กำกับโดย Sviatoslav Kostiuk หนังตอนนี้พูดถึงชะตากรรมที่เลวร้ายมาก ๆ ของวัวและเด็กชายคนหนึ่งในช่วงสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย

 

3. THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30)

 

แม่วัวนมในรัฐหรยาณาของอินเดียคลอดลูกวัวออกมา แต่ลูกตาย แม่วัวเสียใจมาก ก็เลยไม่มีน้ำนมไหล สัตวแพทย์คนหนึ่งก็เลยบอกชายชราเจ้าของวัวว่า เขาควรให้คนทำตุ๊กตาลูกวัว เผื่อว่าแม่วัวเห็นตุ๊กตาลูกวัวแล้วจะกลับมาให้นมตามเดิม

 

4. CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

วิดีโอนี้อยู่ที่ชั้น 8 BACC เราชอบสุดขีด เราชอบที่มันเชื่อมโยงเรื่องหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ที่ฝ่ายเทพทำตัวเลวร้าย, การถือกำเนิดของแม่วัวสุรภี, ฟาร์มโคนมหนองโพ, นิทานเกี่ยวกับสามสาว และการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

 

5. THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิทาน “หลวิชัย คาวี” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัว, ลูกวัว, เสือ, แม่เสือ

 

เรายังไม่ได้ดู THE BOVINE COMEDY (2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) นะ

 

ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่อยู่ดีๆ ปีนี้เราก็ได้ดูหนังที่เราชอบสุดขีด 5 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัว

 

ในส่วนของ THE TIGER & THE COW นั้น หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหลวิชัย คาวี ที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปัญญาสชาดก ตอน พหลาคาวีชาดก

 

ซึ่งเราเข้าใจว่า ตัวพหลาคาวีชาดกนั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่อง Punyakoti ของอินเดีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แม่วัวที่จะถูกเสือกิน แม่วัวเลยขอร้องเสือว่า ขอให้เธอได้กลับไปให้นมลูกวัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอจะกลับมาให้เสือกิน

 

ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เรารู้สึกว่าเราเพิ่งได้ดูหนังอินเดีย 2 เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีตัวละครพูดถึงนิทานเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่า มันคือหนังเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) กับหนังเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) หรือเปล่า

 

คือเราถามเอไอแล้วว่า ในหนังสองเรื่องนี้มีการพูดถึงนิทาน Punyakoti หรือเปล่า แต่เอไอบอกว่าไม่มี

 

แต่เราว่าตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือนะ หรือว่าเราจำหนังอินเดียผิดเรื่อง มีใครจำได้ไหมว่า ในหนังอินเดียสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือไหม หรือว่ามันอยู่ในหนังอินเดียเรื่องอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้

 

อย่าง A RIVER CALLED TITAS นี่ มันมีตัวละครตัวนึง (เจ้าหนี้ที่สำนึกผิด) ที่คล้ายกับในนิทาน Punyakoti มาก ๆ เราก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่ามันมีการพาดพิงถึงนิทานเรื่องนี้

 

หลวิชัย คาวี

https://thailitdir.sac.or.th/character-detail.php?n_id=4592

https://thailitdir.sac.or.th/literature-detail.php?meta_id=4

 

พหลาคาวีชาดก

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81/%E0%B9%92%E0%B9%99-%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81#google_vignette

 


MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

น่าสนใจ นึกว่าต้องปะทะกับ Joel-Peter Witkin และหนังของ Olivier Smolders

+++

 

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

เจ้าหน้าที่สถานทูตเม็กซิโกคนนึงหล่อมาก 55555

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้แค่ 3 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, 97min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติในเม็กซิโก ซึ่งตรงกับประเด็นที่เราสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงหนังเม็กซิโกยุคบุกเบิกด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่อง THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 223min, A+30) ซึ่งเคยมาฉายที่โรงลิโด และถือเป็นหนังที่เราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่หนังเรื่อง LA BOLA นี้ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Enrique Rosas และ THE GREY AUTOMOBILE ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในเม็กซิโก

 

เพิ่งรู้จาก LA BOLA ว่า เม็กซิโกมี genre หนังเกี่ยวกับการปฏิวัติด้วย เพราะเราไม่เคยดูหนังใน genre นี้มาก่อนเลย เหมือนหนัง genre นี้แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยากให้มีคนนำหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยมาก ๆ

 

ตัวอย่างหนังใน genre นี้

 

1.1 PRISONER 13 (1933, Fernando de Fuentes, 76min)

เกี่ยวกับกลุ่ม Huertistas

 

1.2 GODFATHER MENDOZA (1934, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Zapatistas

 

1.3 LET’S GO WITH PANCHO VILLA (1936, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Villistas

 

1.4 ENAMORADA (1946, Emilio Fernández)

 

1.5 HIDDEN RIVER (1948, Emilio Fernández)

 

2. SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30)

 

หนังเลสเบียนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ๆ แต่ประเด็นเรื่องเลสเบียนเป็นประเด็นรองในหนังนะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนสาวนักบาสที่สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เธอก็เลยออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง

 

3. LUNA NEGRA (2023, Tonatiuh García, Mexico, A+30)

 

หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีตัวละครบางตัวเป็นเลสเบียน

 

แล้วในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. หลังจากเราได้ดู SE BUSCA กับ LUNA NEGRA แล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง GIRLS LIKE GIRLS (2026, Hayley Kiyoko, A+30) ต่อ มันก็เลยกลายเป็นว่า วันนั้นเราได้ดูหนังเลสเบียน 3 เรื่องควบโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

หวังว่าหนังจะยืนโรงนานเป็นเดือนนะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

+++

 

สรุปความชีพจรลงง่ามตีนในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2026

 

1. ดูหนังเรื่อง INVISIBLE PEOPLE (2024, Alisa Berger, France/Germany, about Japan, documentary, A+30) รอบ 12.00 น. ที่ Doc Club ในตึก Cloud 11

 

2. ดูหนังเรื่อง DISTANT SHORES (2025, Thibault Verneret, France, documentary, A+30) รอบ 13.30 น. ที่ Doc Club

 

3. ดูหนังเรื่อง THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30) รอบ 14.45 น. ที่ Doc Club

 

เราขอจัดให้ THE CALF DOLL ไปอยู่ในลิสท์หนัง fiction ของเราเวลาเราจัดอันดับประจำปีนะ คือหนังเรื่องนี้มันมีความ documentary ผสมอยู่ด้วย แต่ถ้าให้เราจัดอันดับหนังของเราเอง เราเอาหนังเรื่องนี้ไปแข่งในสาย fiction แทนแล้วกัน 55555

 

4. นั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยสุขุมวิท 101/1 (ตรงข้ามตึก Cloud 11) ไปซีคอนสแควร์

 

5. ดูหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30) ที่ TCDC Commons ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

6. ดูงานวิดีโอ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, around 11min) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

7. ดูนิทรรศการ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

8. ดูนิทรรศการ CLOUDY AND FRIENDS: HAPPINESS IN THE ISAN COUNTRYSIDE (2026, Tanatip Nachalong) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

9. กินอาหารเย็นที่ร้าน Bratbox ซีคอนสแควร์

 

10. อยากไปดูหนังอินเดียเรื่อง MIRZAPUR: THE MOVIE (2026, Gurmmeet Singh, India, 195min) แต่เห็นคนแน่นโรง เราเลยเปลี่ยนใจไปดู ALL WISHES COME TRUE! (2026, Mu Zhengyang, China, animation, A+30) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รอบ 20.30 น. แทน

 

สรุปว่า วันนี้ออกจากอพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี ไปดูหนังสารคดี 3 เรื่องแถวปุณณวิถี เสร็จแล้วไปดูหนัง + video installation ที่ซีคอนสแควร์ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามา Central World เพื่อดูหนังจีน

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ 55555

Sunday, September 06, 2026

BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT (1956, Tae Prakardwutthisan, documentary/video installation, 29min)

BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT (1956, Tae Prakardwutthisan, documentary/video installation, 29min)

 

ดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูงานชิ้นนี้ งานนี้เป็นเหมือน video installation ที่ทำมาจากฟิล์ม 16 มม.ของคุณ Tae Prakardwutthisan ซึ่งเป็นบันทึกเบื้องหลังกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง ไฟชีวิต (1956, Ladda Saratayon)

 

เราเข้าใจว่ากองถ่ายนี้ได้ไปถ่ายทำกันที่ฮ่องกงด้วยนะ เพราะฉะนั้นหนังสารคดีเรื่องนี้ก็เลยเหมือนได้บันทึกภาพฮ่องกงในทศวรรษ 1950 ไว้ด้วย ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังบางเรื่องที่บันทึกภาพฮ่องกงยุคเก่า ๆ เอาไว้ อย่างเช่น PALIMPSEST: THE STORY OF A NAME (2025, Mary Stephen, Hong Kong, documentary, A+30), WHAT RULES THE INVISIBLE (2022, Tiffany Sia, USA, A+30), BALLAD ON THE SHORE (2017, Ma Chi Hong, Hong Kong, documentary, A+30)

 

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นบันทึกการทำงานของคุณ Ladda Saratayon ที่เคยกำกับหนังเรื่อง ไฟชีวิต (1956) และขบวนเสรีจีน (1958) เราก็เลยถ่ายรูปเรื่องย่อของหนังสองเรื่องนี้จากหนังสือ “ภาพยนตรานุกรมแห่งชาติ” มาลงไว้ด้วย เพราะว่าพอดู BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT แล้ว มันก็ทำให้อยากรู้ต่อไปว่า หนังเรื่อง ไฟชีวิต กับ ขบวนเสรีจีน มันมีเนื้อเรื่องอย่างไร

 

พอพูดถึงคุณ Ladda Saratayon แล้ว เราก็เลยนึกถึงคุณประเทือง ศรีสุพรรณ ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรกของไทยด้วย เราก็เลยถ่ายรูปเรื่องย่อหนังของคุณประเทืองมาลงไว้ด้วยเช่นกัน โดยคุณประเทืองเคยกำกับหนังเรื่อง ทาษรัก (1953) ร่วมกับคุณรังสี ทัศนพยัคฆ์ และเคยกำกับหนังเรื่อง สุดที่รัก (1955)

 

เสียดายที่ตอนนี้เราน่าจะหาหนังเรื่อง ไฟชีวิต, ขบวนเสรีจีน, ทาษรัก และสุดที่รัก มาดูไม่ได้แล้ว

 

เราได้ดูหนังไทยในทศวรรษ 1950 แค่ไม่กี่เรื่อง อย่างเช่น โตนงาช้าง (1951, แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร), ดรรชนีนาง (1953, ส. อาสนจินดา, ศักดิ์เกษม หุตาคม), ทะเลรัก (1953, ขุนวิจิตรมาตรา), DEAD MAN’S VOICE คำสั่งคำสาป (1954, Burnet Lamont), SANTI-VINA (1954, Khru Marut),  ห้วงรักเหวลึก (1955, สมควร กระจ่างศาสตร์), เศรษฐีอนาถา (1956, วสันต์ สุนทรปักษิณ)

 

เราก็เลยไม่แน่ใจเรื่องบรรยากาศทางการเมืองในประเทศไทยในทศวรรษ 1950 แล้วเราก็เลยแอบสงสัยว่า ประเทศไทยในทศวรรษ 2490 ซึ่งเป็นยุคก่อนสฤษดิ์ นี่มันเป็นยุคที่ประเทศไทยยังดูดีมีความหวังหรือเปล่าน่ะ 55555 เหมือนกับไทยในยุคปี 1993-2005 ที่เป็นยุคที่ประเทศไทยดูรุ่งเรือง เจริญ ศิวิไลซ์ ดูดีมีความหวังมาก ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายเมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2006

 

เหมือนหนังไทยที่เราได้ดูในยุคก่อนสฤษดิ์ มันดูแตกต่างจากหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม น่ะ เพราะว่าหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม มันเหมือนเต็มไปด้วยหนังบู๊ มีพระเอกนักบู๊ มีกลุ่มผู้ร้าย มีความขาวจัด ดำจัด ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเหมือนแตกต่างจากหนังไทยในยุคก่อนสฤษดิ์ แต่เราก็ได้ดูหนังไทยยุคเก่า ๆ แค่ไม่กี่เรื่อง เราก็เลยไม่แน่ใจในเรื่องนี้

 

เราก็เลยสงสัยว่า จริง ๆ แล้วหนังไทยในยุคก่อนสฤษดิ์ กับหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม มันมีความแตกต่างกันจริง ๆ หรือเปล่า และความแตกต่างกันนี้ มันเกี่ยวข้องกับบรรยากาศทางการเมืองในไทยด้วยหรือเปล่า

 

หนังยุคนั้นอีกเรื่องที่เราเคยดู คือ กังวานไพร (1954, ส. อาสนจินดา)

+++

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เราได้ดู RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE (2014, Khavn de la Cruz, Philippines, A+30) ในวันที่ 18 พ.ย. 2015 ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok

 

จำได้ว่าพอดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว Filmsick ก็พูดในทำนองที่ว่า “หนังเรื่องนี้เล่าเนื้อเรื่องทั้งหมดจบแล้วในช่วง “แนะนำตัวละคร” ใน 3 นาทีแรก คือเนื้อเรื่องจริง ๆ มีเพียงแค่ 3 นาทีแรก คือแค่หนังแนะนำตัวละคร คนดูก็เดาได้เองว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดมันควรจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลือของหนัง หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่องใด ๆ อีกต่อไป” ซึ่งเราชอบวิธีการแบบนี้อย่างสุดขีด

 

RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE ติดอันดับ 46 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2015

+++

 

FLAMING BROTHERS หลังกระแทกฝา (1987, Joe Cheung, Hong Kong) น่าดูสุดขีด เพราะหนังเรื่องนี้เขียนบทโดย Wong Kar-wai

+++

 

หลี่เหลียงเหว่ย (Raymond Lui) นี่คือหนึ่งในดาราคนแรก ๆ ที่ทำให้เราเกิดอารมณ์ทางเพศ 55555

 

เห็นผังรายการแล้วน้ำตาจะไหล เพราะเราชื่นชอบปอบผีฟ้า กับศึกชิงจ้าวยุทธจักร THE WATER LEGEND (60 episodes) อย่างรุนแรงมาก ๆ อยากดูละครเรื่อง “จิตไม่ว่าง” มาก ๆ ด้วย

+++

 

วันนี้เราได้ดูหนังเรื่อง VIA DOLOROSA (2025, Tal Elkayam, Israel/Palestine, documentary, 12min, A+30) ในเทศกาล What The Doc Film Festival ซึ่งตอนแรกเรานึกว่ามันคือหนังที่เราเคยดูไปแล้ว เพราะเราจำได้ว่า เราเคยดูหนังปาเลสไตน์เรื่อง VIA DOLOROSA ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้

 

แต่พอดูจริง ๆ ปรากฏว่ามันไม่ใช่ เพราะมันมีหนังปาเลสไตน์ 2 เรื่องที่ใช้ชื่อว่า VIA DOLOROSA เหมือนกัน ส่วนหนังที่เราเคยดูไปแล้วคือ VIA DOLOROSA (2021, Oraib Toukan, Palestine, 21min, A+30)

++++

 

Arnold Tam ถือเป็นผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่มาแรงจริง ๆ ในปีนี้ เพราะเมื่อต้นปีเราเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง ANATOMY OF THE CALL (2024, Hong Kong, 18min, A+30) ของเขาในงานฉายหนังฮ่องกงของกลุ่ม Wildtype ปรากฏว่าหนังอีกเรื่องของเขาก็ได้เข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาล What the Doc Film Festival ในช่วงนี้ด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่อง LOVE IN THE GAZE OF A PANOPTICON (2025, Hong Kong, 20min, A+30) เพราะฉะนั้นก็เลยถือได้ว่า Arnold Tam มีหนังสองเรื่องได้เข้าฉายในกรุงเทพในปีนี้

  

Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 


Friday, September 04, 2026

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU

เราเคยดูหนังของ Sharunas Bartas แค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ THE CORRIDOR (1995, Germany/Lithuania, A+30) และ LAGUNA (2025, France/Lithuania, A+30) อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของเขามาก ๆ เพราะเขาก็ทำหนังในแนวทางใกล้เคียงกับ Andrei Tarkovsky, Bela Tarr และ Fred Kelemen

+++

 

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU (1932-2026)

 

เพิ่งรู้ว่า Rappeneau เกิดก่อนประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอีกนะ เพราะเขาเกิดในวันที่ 8 เม.ย. 1932 เพราะฉะนั้นก็เลยเรียกได้ว่า เขามีอายุนานกว่าระบอบประชาธิปไตยในไทย

 

เขาเสียชีวิตในวันที่ 1 ก.ย. 2026 ขณะมีอายุ 94 ปี

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. CYRANO DE BERGERAC (1990)

เราได้ดูทางวิดีโอที่เช่ามา

 

หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลออสการ์ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชาย (Gerard Depardieu), กำกับศิลป์, แต่งหน้า และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ แต่ผู้ชนะรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายปีนั้นคือ Jeremy Irons จาก REVERSAL OF FORTUNE (1990, Barbet Schroeder), ผู้ชนะรางวัลกำกับศิลป์และรางวัลแต่งหน้าคือ DICK TRACY ส่วนผู้ชนะรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศคือ JOURNEY OF HOPE (1990, Xavier Koller, Switzerland) ที่เรายังไม่ได้ดูเลย

 

2. THE HORSEMAN ON THE ROOF (1995)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

 

3. BON VOYAGE (2003)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ลิโด

 

จริง ๆ แล้วเราเคยดูหนังเรื่อง LE SAUVAGE (1975, Jean-Paul Rappeneau) ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok ด้วยนะ แต่ตอนนั้นมันเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ฟิล์มที่นำมาฉายมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ เราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความไม่รู้เรื่องอะไรใด ๆ

 

ชอบหนังทั้ง 3 เรื่องของ Rappeneau ที่เราเคยดูนะ แต่ก็ชอบเขาน้อยกว่าผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะเราว่าหนังของเขามันเป็น “ความบันเทิงชั้นดี” แบบหนังฮอลลีวู้ดน่ะ มันมีความ mainstream สูงมาก ๆ แต่ก็ถือเป็น mainstream ที่ดี แต่มันไม่ได้บาดลึกเข้าไปในจิตใจเราหรือทำให้เราทึ่งกับวิสัยทัศน์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากแบบผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ

 

เราชอบจำชื่อของ Jean-Paul Rappeneau สลับกับ Jean-Jacques Annaud (HOTHEAD, THE BEAR, THE LOVER, WOLF TOTEM, NOTRE-DAME ON FIRE)

 

ภาพจาก THE HORSEMAN ON THE ROOF ที่นำแสดงโดย Olivier Martinez

+++

 

RIP CHEN KUAN-TAI (1945-2026)

 

ชอบเขามาก ๆ ในหนังเรื่อง THE TEAHOUSE (1974, Kuei Chih-Hung, Hong Kong, A+30) หนังเรื่อง THE TEAHOUSE เคยติดอันดับ 25 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2014 ด้วยนะ

 

หนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ก็รวมถึง

 

1. BLACK MAGIC WITH BUDDHA (1983, Lo Lieh, Hong Kong/Thailand, A+30)

 

2. MURDERER (2009, Roy Chow, Hong Kong, A+30)

 

อยากให้มีคนจัดงาน CHEN KUAN-TAI RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องที่เขาเคยแสดง อย่างเช่น

 

1. THE BOXER FROM SHANTUNG (1972, Chang Cheh, Hong Kong)

 

2. HEROES TWO (1973, Chang Cheh)

 

3. THE SAVAGE FIVE (1974, Chang Cheh)

 

4. BIG BROTHER CHENG (1975, Kuei Chih-Hung)

 

5. THE FLYING GUILLOTINE (1975, Ho Meng-Hua)

 

6. BIG BAD SIS (1976, Chung Sun)

 

7. THE IRON MONKEY (1977, Chen Kuan-Tai, Hong Kong/Taiwan)

 

8. THE INVINCIBLE MONKEY FIST (1978, S.A. Karim, Chen Kuan-Tai, Indonesia/Hong Kong)

 

9. BIG BOSS OF SHANGHAI (1979, Chen Kuan-Tai)

 

10. AMBITIOUS KUNG FU GIRL (1981, Lu Chun-Ku)

+++

 

เห็นการออกแบบลวดลายบนถุงของร้าน Nitori แล้วรู้สึกว่า มันกระตุ้นความอยากเป็น housewife 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้กลับไปดูหนังที่ Alliance Française เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ดูเรื่อง SUGAR AND STARS (2023, Sébastien Tulard, France, A+30) ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารเย็นที่ One Bangkok คราวนี้เราลองกิน Okonomiyaki ที่ร้าน Ponpocotei ในชั้นใต้ดิน ตอนแรกเรารู้สึกว่า portion มันใหญ่เกินไป แต่ปรากฏว่าพอกินจริง ๆ แป๊บเดียวเราก็แดกคนเดียวหมด

 

วันนี้เราได้ไปดูหนังเรื่อง LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, A+30) ที่คณะนิเทศ จุฬา ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารมื้อแรกของวันตอน 15.30 น. (ตอนเช้าเรามัวแต่เล่นเน็ต เราก็เลยไม่ได้กินข้าว 55555) ที่ร้าน Azzurro by Chef Thanom ที่มาบุญครอง

+++

 

Artworks seen

 

SONIC BORDER (2026, Sutiphong Sudsang, interactive mixed-media installation)

 

LHA (WE ARE REINCARNATING THROUGH EACH OTHER) (2026, Parichat Tanapiwattanakul, mixed-media installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC ภาพประกอบอยู่ใน comment


Thursday, September 03, 2026

FAVORITE CARTOONS FROM 1970S

 

ค้นเจอว่าเคยมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง LITTLE KATA (2002) ที่กำกับโดยคุณคธา แสงแข Kata Sangkhae ที่ อะเบ้าท์ สตูดิโอ/อะเบ้าท์ คาเฟ่ ในวันที่ 6 ก.พ. 2004 ด้วย เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนเลย มีใครเคยดูหนังเรื่องนี้บ้างคะ

 

แต่เห็นในยูทูบมีคลิป LITTLE KATA สั้น ๆ อยู่ 3 คลิปนะ เราก็เลยเดาว่าคลิปพวกนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง LITTLE KATA แต่เราก็ไม่รู้ว่าตัวหนัง LITTLE KATA ที่เคยฉายที่อะเบ้าท์ คาเฟ่ ยาวกี่นาที

 

ในยูทูบมีคลิป

 

1. LITTLE KATA (MALIBU) (2001, 5.21min)

 

2. LITTLE KATA (ZUMA 1) (2001, 1.14min)

 

3. LITTLE KATA (ZUMA 2) (2001, 0.54min)

 

ดีใจที่ได้ดูคลิปเหล่านี้ในยูทูบนะ นึกถึงหนังสั้น + video art ยุคแรก ๆ ของไทย

 

โปรแกรมฉายหนังของ About Cafe ในปี 2004 ก็น่าสนใจมาก ๆ นะ เราเคยดู THE WINGED MIGRATION, JUST A SECOND: THE KHONG LEGEND, GERRY และ MILLENNIUM ACTRESS แล้ว แต่จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่เคยดู PICNIC (1996, Shunji Iwai), MAROONED IN IRAQ (2002, Bahma Gohbadi, Iran) และ BANGKOK BEATS: FROM POP2PUNK (2003, Gabi Krauss, Peter Stein, documentary, 60min)

 

แต่ดีใจสุดขีดที่หนังเรื่อง BANGKOK BEATS: FROM POP2PUNK มีให้ดูในยูทูบด้วย

 

ข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่อง BANGKOK BEATS: FROM POP2PUNK (2003, Gabi Krauss, Peter Stein, documentary, 60min)

 

In the capital of Thailand, the music-underground is exploding right now. That is what two German film makers found out during a two-month stay in Bangkok in 2003. The film portrays bands (Beargarden, Apartment Khun Ba, Som etc.) and labels (Smallroom, Bama, Panda, Hualampong Riddim) from the indie-scene, visits festivals and shows (Pattaya, NoisePop) and meets media (Fat Radio, Channel V), who support the Bangkok music scene. In interviews the highly creative protagonists of the local scene express their outlook on music, their conditions and what their work is about in their own words. The intention of making this film is to show to Western people what is going on in Thailand on the cultural side.

 

LITTLE KATA (MALIBU) (2001)

https://youtu.be/n0A7CVvjyxs?si=yrRSlFfAuEvdTk4W

 

LITTLE KATA (ZUMA 1) (2001)

https://youtu.be/yWztoeuRVBc?si=qDgHK6iJcHuUMBR9

 

LITTLE KATA (ZUMA 2) (2001)

https://youtu.be/ExBvi3uTgG8?si=-hLmYQa-wQE436oR

 

BANGKOK BEATS: FROM POP2PUNK

https://youtu.be/kMcXjAn90dY?si=7calTfWlxcemMBod

+++

 

ผลพวงจากการฟัง podcast ของคุณอรรถ บุนนาค ก็คือมันทำให้เราอยากอ่านการ์ตูนของ Hagio Moto มาก ๆ เราก็เลยซื้อการ์ตูนเรื่อง THEY WERE ELEVEN (1975, Hagio Moto) จากร้าน Kinokuniya มาให้ลูกหมีอ่าน (แปลว่า ซื้อมาดองไว้ก่อน 555)

 

การ์ตูนญี่ปุ่นในทศวรรษ 1970 ที่เราชอบสุดขีด ก็รวมถึง

 

(เรียงตามตัวอักษร)

 

1. AI TO MAKOTO ไออิ และ มาโกโตะ (1973-1976, written by Ikki Kajiwara, illustrated by Takumi Nagayasu)

เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ตอนเด็ก ๆ นะ แต่ยังไม่ได้อ่านจนจบ แต่จำได้ว่าเป็นอะไรที่ฝังใจอย่างรุนแรงตอนเด็ก ๆ

 

2. BLUE SKY ALLIANCE (AOZORA DOUMEI) หรือ สัญญากุ๊กกิ๊ก (1977-1979, Shibata Ayako)

เป็นการ์ตูนเรื่องแรกที่เราอ่านที่มี “ฉากอย่างว่า” อยู่ในการ์ตูน แล้วเราได้อ่านมันตอนป.5

 

3. CANDY CANDY (1975-1979, Yumiko Igarashi)

 

4. GLASS MASK หน้ากากแก้ว หรือ นักรักโลกมายา (1976-until now, Suzue Miuchi)

 

5. HERE COMES MISS MODERN รักระหว่างรบ (1975-1977, Yamato Waki)

 

6. MAMI THE PSYCHIC (1977-1983, Fujiko F. Fujio)

 

7. POP CORN หรือ SEITO SHOKUN! หรือ นักกี้ จอมใจจอมแก่น (1977-1984, Yoko Shoji)

 

8. THE ROSE OF VERSEILLES กุหลาบแวร์ซายล์ส (1972-1973, Riyoko Ikeda)

 

9. SUKEBAN DEKA สิงห์สาวนักสืบ หรือ ยอดนักโทษสาว (1975-1982, Shinji Wada)

 

10. SWAN หงส์ฟ้า (1976-1981, Kyoko Ariyoshi)

 

Podcast ของคุณอรรถ บุนนาค

https://youtu.be/pczyeDanP8U?si=od4F1ChdLjLChXgw

 

Wednesday, September 02, 2026

10TH SILENT FILM FESTIVAL IN THAILAND

 

วันนี้เราซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT IN HOLLYWOOD ของ Osamu Yamamoto เล่ม 3 กับเล่ม 4 ส่วนเล่ม 1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024 และเล่ม 2 เราซื้อในเดือนก.พ. 2026

 

เห็นในร้านหนังสือมีการ์ตูนเรื่อง “ราชันหนังสยอง” KINEMAQUIA ของ Kota Oohira กับ “องค์หญิงรัตติกาล” YORU HIMESAMA (2012, Takahashi Yosuke) ด้วย แต่เรายังไม่ได้ซื้อมา มีใครเคยอ่านการ์ตูนสองเรื่องนี้แล้วบ้าง

++++

 

น้องหมีหมามาเลเซีย (Malayan sun bear)

+++

 

Films I saw in THE 10TH SILENT FILM FESTIVAL IN THAILAND

 

In preferential order

 

1. THE MANXMAN (1929, Alfred Hitchcock, UK, 109min, A+30)

 

2. SONG (1928, Richard Eichberg, Germany, 102min, A+30)

 

3. A MUDDY BRIDE (1921, Fred Hibbard, USA, 23min, A+30)

 

4. THE KID REPORTER (1923, Alfred J. Goulding, USA, 21min, A+30)

 

5. PEG O’ THE MOUNTED (1924, Alfred J. Goulding, USA, 20min, A+30)

 

ได้ดูหนังชุด BABY PEGGY ไป 3 เรื่อง ปรากฏว่าเราชอบ A MUDDY BRIDE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เพราะว่า Baby Peggy เป็นเด็กที่รับบทเป็น “เด็ก” ใน A MUDDY BRIDE เราก็เลยจูนกับหนังได้ง่ายมาก

 

แต่ Baby Peggy เหมือนรับบทเป็น “ผู้ใหญ่” ใน THE KID REPORTER และ PEG O’ THE MOUNTED หรือรับบทเป็นเด็กที่ทำงานแบบผู้ใหญ่น่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้เหมือนเป็น genre หนังที่เราไม่คุ้นเคย เหมือนมันเป็น genre หนังเด็กที่เป็นโลกแฟนตาซี โลกที่เด็กอายุ 4 ขวบทำงานเหมือนเป็นผู้ใหญ่โต ๆ คนนึงได้อย่างหน้าตาเฉย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า THE KID REPORTER กับ PEG O’ THE MOUNTED นี่เหมือนเป็น genre หนังที่ประหลาดดีสำหรับเรา เพราะเราเหมือนแทบไม่เคยได้ดูหนัง genre นี้เลยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เหมือนมันเป็น genre หนังที่สร้างโลกแฟนตาซีที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวของมัน

 

อาจจะเหมือน “หนังจีนกำลังภายใน” และ “หนัง bollywood” ที่มันก็มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวในโลกแฟนตาซีใน genre ของมัน

 

ก็เลยรู้สึกว่า THE KID REPORTER กับ PEG O’ THE MOUNTED นี่มันน่าสนใจดี มันเป็นโลกแฟนตาซีที่เด็กอายุ 4-5 ขวบ เล่นเป็นตัวละครที่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ใหญ่โต ๆ คนนึง ไม่รู้เหมือนกันว่าหนัง genre นี้มันมีชื่อเรียกเฉพาะหรือเปล่า และหนังเยี่ยม ๆ ใน genre นี้มีเรื่องอะไรบ้าง

 

แล้วหนังอย่าง BUGSY MALONE (1976, Alan Parker, UK, A+30) นี่ถือว่าเป็นลูกหลานห่าง ๆ ที่สืบสายธารมาจากหนัง genre นี้หรือเปล่า

+++

 

PASSAGE A L’ACTE (1993) เคยมาฉายในเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพปี 1999 ด้วยนะ เทศกาลครั้งนั้นมีหนังของ Martin Arnold มาฉาย 3 เรื่อง ซึ่งอีกสองเรื่องที่มาฉายก็คือ ALONE, LIFE WASTED ANDY HARDY (1998) และ PIECE TOUCHEE (1989) โดยทั้งสามเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม SIXPACK FILM หรือโปรแกรมหนังทดลองของออสเตรีย

 

โปรแกรม SIXPACK FILM นี้มีฉายหนังออสเตรียของ Barbara Albert, Dietmar Brehm, Eike Groen, Thomas Renoldner, Kathrin Resetarits, Thomas Steiner และ Peter Tscherkassy ด้วยนะ ถือเป็นโปรแกรมภาพยนตร์ที่สุดยอดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กราบตีนเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพ

+++

 

23. SOUND! EUPHONIUM, THE FINAL MOVIE PART 1 (2026, Taichi Ogawa, Japan, animation, A+30)

 

ตัวละคร Asuka พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

Tuesday, September 01, 2026

THE CONVERSION OF THREE GRADING SYSTEMS

 

ระบบการแปลงเกรดของเราเอง เพราะกูทำเองกูงงเอง 55555

 

พอเราเริ่มเอาข้อมูลไปลง letterboxd เราก็เลยเริ่มงงกับตัวเอง เพราะ letterboxd ใช้ระบบ 5 ดาว ที่มีการแบ่งครึ่งดาวได้ด้วย เราก็เลยคิดว่า เราควรทำระบบการแปลงเกรดของตนเองเอาไว้ก่อนดีกว่า เพื่อที่ว่าเวลาเราทยอยเอาข้อมูลไปลง letterboxd เราจะได้ใส่ดาวได้สะดวก ไม่งงเองว่าหนังเรื่องไหนเราควรให้กี่ดาวใน letterboxd

 

เราให้เกรดหนังเรื่องต่าง ๆ เพื่อ “สื่อสารกับตัวเราเองในอนาคต” นะ เพราะเราอยากจดบันทึกความทรงจำที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เอาไว้ แต่เรา “ไม่มีเวลามากพอ” ที่จะจดทุกความรู้สึกที่เรามีต่อหนังทุกเรื่องที่เราดู เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เราพยายามจะทำก็คือจดรายชื่อหนังทุกเรื่องที่เราดูลงสมุดบันทึก และจดไว้ว่าเราชอบหนังเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหนหลังดูจบ เพื่อที่ว่าพอเวลาผ่านไปหลายปี เราย้อนกลับมาดูรายชื่อเหล่านี้ เราจะได้จำได้ว่าเราเคยรู้สึกชอบหนังเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าหากความรู้สึกเปลี่ยนไป เราก็อาจจะมีการเปลี่ยนเกรด 55555

 

และส่วนใหญ่แล้วหนังที่เราชอบสุดขีด ก็มักจะเป็นหนังทดลองที่ “ทำให้เรารู้สึกกับมันอย่างรุนแรงโดยที่เราไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาเป็นตัวอักษรได้” และในเมื่อเราไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกอันรุนแรงนั้นออกมาเป็นตัวอักษร แต่เรารู้ตัวว่าเรา “ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด” เราก็เลยอยากจดไว้อย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ เพื่อสื่อสารกับตัวเราเองในอนาคตว่า เราเคยรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดหลังดูจบ หรือ A+30 หรือ 10 ดาวใน IMDB หรือ 5 ดาวใน letterboxd

 

1. ชอบสุดขีด

ระบบการสื่อสารกับตัวเราเองที่เราใช้ในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา -- A+30 (เหมือนเราเพิ่งมาใช้ระบบ A+30 ในช่วงกลางปี 2012 นะ ก่อนหน้านั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+)

IMDB – 10 ดาว

Letterboxd – 5 ดาว

ตัวอย่างเช่น MEMORY (2025, Vladlena Sandu, France/Netherlands, about Chechnya, Ukraine, Russia, documentary, 98min, A+30)

 

2. ชอบเกือบสุดขีด

A+25

IMDB – 9 ดาว

Letterboxd – 4 ดาวครึ่ง

ตัวอย่างเช่น EARLY FEELINGS (2025, Nurlan Hasanli, Azerbaijan, 18min, A+25)

 

3. ชอบมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ (ไม้ยมก 20 ตัว)

A+20

IMDB – 9 ดาว

Letterboxed – 4 ดาวครึ่ง

ตัวอย่างเช่น HAMLET (1921, Sven Gade + Heinz Schall, Germany, 131min, A+20)

 

4. ชอบมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

A+15

IMDB – 8 ดาว

Letterboxd – 4 ดาว

ตัวอย่างเช่น LIKE DEW BEFORE A THUNDERBOLT VOL. 1 (2025, Benjamin Poumey, Switzerland, 5min, A+15)

 

5. ชอบมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

A+10

IMDB – 8 ดาว

Letterboxd – 4 ดาว

ตัวอย่างเช่น JOANNA IS SKYWALKING (2025, Maja Britasdotter Östberg, Sweden, documentary, 76min, A+10)

 

6. ชอบมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

A+5

IMDB – 7 ดาว

Letterboxd – 3 ดาวครึ่ง

ตัวอย่างเช่น CLIMAS (2014, Enrica Perez, Peru, 84min, A+5)

 

7. ชอบมาก

A+

IMDB – 7 ดาว

Letterboxd – 3 ดาวครึ่ง

ตัวอย่างเช่น THE DISAPPERANCE OF TIME (2025, Andrea Hackl, Austria/France/Netherlands, 11min, A+)

 

8. เกือบชอบมาก

A+/A

IMDB – 6 ดาว

Letterboxd – 3 ดาว

ตัวอย่างเช่น MEMORIES OF NEW YEAR คิดถึงทุกปี (2017, อดิเรก โพธิ์ทอง, พรเทพ ฉั่วยั่งยืน, อำนาจ แตงสมบูรณ์, Thailand/Laos/Cambodia, A+/A)

 

9. ชอบ

A

IMDB – 6 ดาว

Letterboxd – 3 ดาว

ตัวอย่างเช่น UNTIL I MEET SEPTEMBER’S LOVE (2019, Toru Yamamamoto, Japan, 106min, A)

 

10. ก้ำกึ่งระหว่างชอบกับชอบเล็กน้อย

A/A-

IMDB – 5 ดาว

Letterboxd – 2 ดาวครึ่ง

ตัวอย่างเช่น RENT BOY (2023, Leak Lyda, Cambodia, 113min, A/A-)

 

11. ชอบเล็กน้อย

A-

IMDB – 5 ดาว

Letterboxd – 2 ดาวครึ่ง

ตัวอย่างเช่น XXX: RETURN OF XANDER CAGE (2017, D.J. Caruso, China/Canada/USA, 107min, A-)

 

12. ก้ำกึ่งระหว่างชอบเล็กน้อยกับพอรับได้

A-/B+

IMDB – 5 ดาว

Letterboxd – 2 ดาวครึ่ง

ตัวอย่างเช่น STAND BY ME DORAEMON (2014, Ryuichi Yagi + Takashi Yamazaki, Japan, animation, 95min, A-/B+)

 

13. พอรับได้

B+

IMDB – 4 ดาว

Letterboxd – 2 ดาว

ตัวอย่างเช่น PASSENGERS (2016, Morten Tyldum, USA, 116min, B+  )

 

14. เฉย ๆ

B

IMDB – 4 ดาว

Letterboxd – 2 ดาว

ตัวอย่างเช่น THE GREAT WALL (2016, Zhang Yimou, China, 103min, B  )

 

15. ค่อนข้างไม่ชอบ

B-

IMDB – 4 ดาว

Letterboxd – 2 ดาว

 

16. ไม่ชอบ

C+

IMDB – 3 ดาว

Letterboxd – 1 ดาวครึ่ง

 

17. ไม่ชอบมาก ๆ

C

IMDB – 3 ดาว

Letterboxd – 1 ดาวครึ่ง

 

18. ไม่ชอบมาก ๆ ๆ ๆ ๆ

C-

IMDB – 3 ดาว

Letterboxd – 1 ดาวครึ่ง

 

19. เกลียดหนังเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่มีจุดที่ชอบอยู่บ้างหลายจุด

D+

IMDB – 2 ดาว

Letterboxd – 1 ดาว

 

20. เกลียดหนังเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่มีจุดที่ชอบอยู่บ้างราว 2-3 จุด

D

IMDB – 2 ดาว

Letterboxd – 1 ดาว

 

21. เกลียดหนังเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่มีจุดที่ชอบอยู่บ้างราว 1 จุด

D-

IMDB – 2 ดาว

Letterboxd – 1 ดาว

 

22. อะไรของมึงคะ

F

IMDB – 1 ดาว

Letterboxd – ครึ่งดาว

 

เราไม่ขอยกตัวอย่างหนังที่ได้เกรดตั้งแต่ B- ลงมาจนถึง F นะ เพราะไม่อยากตอกย้ำซ้ำ ๆ ถึงหนังที่เราเกลียด ให้มันเป็นหนังที่ดูแล้วก็ผ่านเลยไป 55555

 

แน่นอนว่าเกรดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไร้สาระมาก ๆ 555555 แต่มันมีประโยชน์กับเรามาก ๆ เวลาเราเปิดสมุดโน้ตเก่า ๆ เพื่อดูรายชื่อหนังต่าง ๆ ที่เราเคยดูไปแล้วเมื่อ 10-30 ปีก่อน เพราะมันช่วยให้เราจำได้ว่าเราเคยชอบหนังเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน

 

ภาพสร้างจาก AI