งดงามที่สุด ชอบ 3
ย่อหน้านี้มาก ๆ กราบบบบบบ
“The
journey consequently becomes increasingly uneven and exhausting as their
different perspectives collide. And what if this were not a family, but
Thailand itself? The relationship would look remarkably similar: someone with
good intentions gathers everyone together and leads them toward a common
destination, yet generational differences produce gaps in understanding. A
smoldering tension therefore accompanies them throughout the journey.
9 Temples to
Heaven reflects contemporary Thai society, in which a traditional belief
structure has remained firmly in place even as many other things have changed.
The family members are diverse, and their differences carry long-standing
resentment, dissatisfaction, and accumulated tension.
They—and we—may
remain on the same journey because of blood ties, because we belong to the same
system, or because of some other necessity, invoking ‘love’ as the force that
holds everyone together. Yet something even more important has long been in
short supply: ‘mutual understanding and empathy.’”
https://art4d.com/en/2026/09/9-temples-to-heaven
+++
9 TEMPLES
TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse, A+30)
+ REGRETFULLY AT
DAWN อรุณกาล (2024, Sivaroj Kongsakul, A+30)
Spoilers alert
--
--
--
--
--
1.
เนื่องจากเราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน
เราก็เลยเขียนถึงหนังสองเรื่องนี้ควบคู่กันไปเลยดีกว่า
เราจะได้เปรียบเทียบอะไรต่าง ๆ ในหนังสองเรื่องนี้ได้
เราว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้อาจจะเข้าข่ายหนังที่เรา
admire มากกว่าหนังที่เราอินอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัวนะ
อาจจะเพราะหนังสองเรื่องนี้นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัว
ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามักจะไม่อินด้วย
เราก็เลยไม่ได้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งอย่างรุนแรงกับเนื้อหาหรือตัวละครในหนังสองเรื่องนี้
แต่เราก็ชอบหนังสองเรื่องนี้มาก
ๆ นะ เราชอบความละมุนละไม และความรู้สึกละเอียดอ่อนบางอย่างในหนังสองเรื่องนี้
คือหนังสองเรื่องนี้มันเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนบางอย่างมาก ๆ น่ะ
มันเหมือนเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน
และมันเป็นสิ่งที่ยากจะถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้
เราก็บรรยายสิ่งนี้ได้ไม่ถูกเหมือนกัน
ซึ่งเราว่าก้อนความรู้สึกละเอียดอ่อนนี้
เป็นสิ่งที่เป็นลายเซ็นชัดเจนในหนังสั้น + หนังยาวของคุณ Sivaroj Kongsakul
มาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ส่วนหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ
Sompot อาจจะไม่ได้แสดงจุดนี้ออกมาอย่างชัดเจนนัก
เพราะหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Sompot มักจะมีจุดเด่นที่ไอเดีย
มากกว่าการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ของตัวละคร เพราะฉะนั้น 9 TEMPLES TO
HEAVEN
ก็เลยเหมือนเป็นก้าวที่สำคัญและแสดงศักยภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวคุณ Sompot
ออกมา
2.
เราชอบ 9 TEMPLES TO HEAVEN มากกว่า REGRETFULLY AT
DAWN นะ
เพราะถึงแม้เราไม่อินกับพวกเรื่องครอบครัวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ แต่ 9
TEMPLES TO HEAVEN มันมีประเด็นเรื่อง
“ท่าทีที่แตกต่างกันไปของคนต่าง ๆ ที่มีต่อศาสนา, องค์กรทางศาสนา,
พิธีกรรมทางศาสนา” อะไรพวกนี้น่ะ
ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เรารู้สึกว่าใกล้ตัวเราหน่อย ในขณะที่โลกของตัวละครใน
REGRETFULLY AT DAWN จะค่อนข้างไกลตัวเรามาก ๆ
3.
อีกจุดที่ทำให้เราชอบ 9 TEMPLES TO HEAVEN มากกว่า REGRETFULLY
AT DAWN ก็คือ “สถานที่” ในหนังทั้งสองเรื่องนี้น่ะ
คือเราว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้ทรงพลังมาก ๆ ในการนำเสนอสถานที่ต่าง ๆ ในหนัง
มันคว้าจับบรรยากาศของสถานที่ต่าง ๆ ในหนัง
และสามารถนำเสนอบรรยากาศหรือจิตวิญญาณของสถานที่ต่าง ๆ ในหนังออกมาได้ดีมาก ๆ
แต่พอ
REGRETFULLY AT DAWN มันเน้นนำเสนอชนบทที่ค่อนข้างสงบร่มรื่นในไทย
โลกของหนังเรื่องนี้มันก็เลยค่อนข้างไกลตัวเราน่ะ
ส่วน 9
TEMPLES TO HEAVEN มันเน้นนำเสนอวัดต่าง ๆ ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพ
หรือในจังหวัดใกล้ ๆ กรุงเทพ
แล้วเราว่ามันคว้าจับบรรยากาศภายในวัดเหล่านี้ออกมาได้อย่างดีมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
คือเราดูแล้วนึกถึงบรรยากาศในวัดต่าง ๆ ที่เราเคยประสบพบเจอมามาก ๆ
คือเหมือนวัดที่ปรากฏในหนังไทยโดยทั่วไป
มันเหมือนเป็นเพียง “สถานที่ที่ดำรงอยู่เพื่อรองรับเนื้อเรื่องและตัวละคร” น่ะ
แต่วัดต่าง
ๆ ในหนังเรื่องนี้ + “บรรยากาศภายในวัด” + จิตรกรรมฝาผนังในแต่ละวัด มันเหมือนเป็นสิ่งที่สำคัญเทียบเท่ากับตัวละครเลย
เราก็เลยประทับจิตประทับใจกับจุดนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก
เราว่า
“การนำเสนอบรรยากาศภายในวัด” นี่อาจจะเป็นจุดที่เราชอบมากที่สุดใน 9 TEMPLES
TO HEAVEN นะ เพราะอันนี้มันเป็นสิ่งที่ relate กับชีวิตเราโดยตรงมากที่สุดแล้ว
4.
เนื้อเรื่องของหนังสองเรื่องนี้
ก็มีจุดที่เหมือนกันและจุดที่ตรงข้ามกันอย่างน่าสนใจดี คือ
4.1
หนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนนำเสนอ “ตัวละครที่กำลังเดินหน้าไปสู่ความตาย”
เหมือนกัน เพราะทั้งพระเอกของ REGRETFULLY AT DAWN และคุณย่าใน
9 TEMPLES TO HEAVEN ต่างก็อยู่ในวัยชรา และค่อย ๆ
เดินหน้าไปสู่ความตายเรื่อย ๆ เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป
4.2
หนังทั้งสองเรื่องนี้เน้นนำเสนอตัวละคร 3 รุ่นเหมือนกัน นั่นก็คือคนวัยชรา,
คนวัยกลางคน หรือคนรุ่นลูก (อภัยใน REGRETFULLY AT DAWN) และคนรุ่นหลาน
โดยที่คนรุ่นลูกเหมือนจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวละครวัยชราในหนังทั้งสองเรื่อง
ส่วนคนวัยชรากับคนรุ่นหลานเหมือนจะไม่ค่อยสร้างปัญหาให้แก่กัน
4.3 คนรุ่นหลานในหนังทั้งสองเรื่องนี้
กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศเหมือนกัน โดยตัวละครใน REGRETFULLY กำลังจะไปฝรั่งเศส ส่วนตัวละครใน 9 TEMPLES กำลังจะไปเยอรมนี
4.4
แต่ REGRETFULLY AT DAWN เน้นนำเสนอ
“ตัวละครวัยชราที่กำลังเตรียมการบางอย่างให้คนรุ่นหลาน” ส่วน 9 TEMPLES เน้นนำเสนอ “ตัวละครรุ่นลูก +
รุ่นหลานที่พยายามเตรียมการบางอย่างให้คนวัยชรา”
คือตัวละครที่
active ในหนังสองเรื่องนี้ตรงข้ามกัน ตัวละครวัยชราคือคนที่ active
ใน REGRETFULLY AT DAWN แต่ตัวละครรุ่นลูก +
รุ่นหลานคือคนที่ active ใน 9 TEMPLES
4.5 “ความหวังดี”
ในหนังสองเรื่องนี้ เหมือนส่งผลที่ตรงข้ามกัน
ใน REGRETFULLY
AT DAWN คุณปู่หวังดีต่อหลาน รักหลาน ดูแลหลานสาวอย่างดีมาก ๆ
สร้างบ้านบนต้นไม้ให้หลาน ทำอาหารให้หลานกิน อ่านนิทานให้หลานฟัง
เย็บปักชุนผ้าให้หลาน และปล่อยหลานสาวให้ไปเจริญเติบโตในที่ที่เหมาะสมในฝรั่งเศส
คือเหมือนคุณปู่หวังดีจริง ๆ และมันก็ส่งผลดีจริง ๆ
ส่วนใน
9 TEMPLES นั้น สกล (สุรชัย นิงสานนท์) หวังดีต่อสลวย (อมรา
รามณรงค์) เรารู้ว่าเขารักและหวังดีต่อแม่ของของเขาจริง ๆ แต่ “ความรัก” และ “ความหวังดี”
ที่คนหนึ่งมีต่ออีกคนหนึ่งนั้น บางทีมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป
ถ้าหากมันขาดความคำนึงถึงอีกฝ่ายหนึ่งจริง ๆ สกลยึดถือแต่
“สิ่งที่เขาคิดว่าดีและเหมาะสมต่อผู้อื่น” เป็นที่ตั้ง
แทนที่จะยอมรับว่าความรักและความหวังดีที่เขามีต่อคนอื่น
ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการบังคับคนอื่น ๆ ให้ทำตามที่เขาต้องการได้
4.6 เพราะฉะนั้น
ตัวละครที่มีลักษณะคล้ายเป็น authority figure ในหนังเรื่องนี้
จึงมีลักษณะตรงข้ามกัน
ตัวละครที่คล้ายเป็น
authority figure ใน REGRETFULLY คือยง
(Surachai Juntimatorn) ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นคนดีที่น่านับถือ
แต่ตัวละครที่คล้ายเป็น
authority figure ใน 9 TEMPLES คือ สกล
ซึ่งดูเหมือนไม่ใช่คนดีที่น่านับถือ แต่เป็นคนที่น่าตั้งคำถามในหลาย ๆ ด้าน เขาดูเหมือนไม่ใช่คนเลวที่ทำผิดคิดร้ายกับใคร
แต่ดูเหมือนความรักและความหวังดีของเขาคือสิ่งที่ทำร้ายคนอื่น ๆ
4.7
ในแง่หนึ่ง วิธีการสร้างตัวละคร + สร้างโลก ในหนังสองเรื่องนี้ ก็เลยดูเหมือนแตกต่างกันมากในความรู้สึกของเรา
เพราะเรารู้สึกราวกับว่า 9 TEMPLES มันคือ “สิ่งที่เป็น”
ส่วน REGRETFULLY มันคือ “สิ่งที่ฝัน”
คือตัวละครต่าง
ๆ ใน 9 TEMPLES มันดูเป็นมนุษย์ปุถุชนมาก ๆ และสิ่งต่าง ๆ
และปัญหาต่าง ๆ ใน 9 TEMPLES
มันก็ดูใกล้เคียงกับที่เราเคยเจอในชีวิตจริง เราก็เลยรู้สึกราวกับว่า ตัวละครและสิ่งต่าง
ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันคือการสะท้อน “สิ่งที่เป็น” ในสายตาของผู้กำกับออกมา
แต่ในส่วนของ
REGRETFULLY นั้น ตัวละครหลักมันดูเป็นมนุษย์จริง ๆ ก็จริง
แต่พอทั้งตัวละครยง, หลานสาว และคุณครู ดูเหมือนสะท้อนแต่ด้านดีออกมาในหนังเรื่องนี้
ตัวละครทั้งสามตัวนี้ก็เลยดูเหมือนเป็น ideal persons มาก ๆ
ในความรู้สึกของเรา
เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกราวกับว่า
ตัวละครและโลกใน REGRETFULLY มันเหมือนเป็น “สิ่งที่ฝัน” น่ะ
มันให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับว่า ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ อาจจะสะท้อน “โลกที่ตัวเองอยากจะเห็น”
ออกมาผ่านทางหนังเรื่องนี้ ซึ่งเราอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้นะ 55555
คืออันนี้เราประเมินเอาจากตัวเองเป็นหลักน่ะ
เพราะช่วงที่ผ่านมาเราชอบสร้างคลิปเอไอ แล้วเราก็เน้นสร้างคลิปเอไอที่เต็มไปด้วย “ชายหนุ่มหล่อล่ำ”
กับ “ตุ๊กตาหมีบ้าผู้ชาย” ออกมา เพราะเราใช้เอไอในการสร้างคลิปที่สะท้อน “โลกจินตนาการที่เราอยากจะเห็น”
ออกมา เราไม่ได้ใช้เอไอในการสร้างคลิปที่สะท้อน “ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง”
เราก็เลยรู้สึกราวกับว่า
โลกใน REGRETFULLY มันอาจจะเป็น “โลกที่ผู้สร้างหนังอยากจะเห็น”
ก็เป็นได้ เหมือนหนังเรื่องนี้อาจจะสะท้อนสิ่งที่ผู้สร้างหนังอยากจะเห็น
หรือสิ่งที่ผู้สร้างหนังใฝ่ฝันถึงออกมา โลกในหนังเรื่องนี้เลยมีตัวละครหลัก 3
ตัวที่ดูมีความเป็น ideal persons แต่เราอาจจะเดาผิดก็ได้นะ
5. จุดหนึ่งที่ชอบมากในหนังทั้งสองเรื่องนี้
ก็คือการสร้างฉากเซอร์เรียลที่น่าประทับใจ โดยใน REGRETFULLY AT DAWN มันคือฉากหมาเดินฝ่ากับระเบิดในช่วงกลางเรื่อง
ก่อนที่หนังจะเปลี่ยนจากฉากปัจจุบันเป็นฉาก flashback
ส่วนใน
9 TEMPLES มันคือฉากท้องฟ้ามืดมิดในช่วงท้าย ๆ เรื่อง
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่สุริยคราสแบบ literally เพราะเราก็เคยผ่านสุริยคราสมาแล้วในวันที่ 24 ต.ค. 1995
ซึ่งมันก็ไม่มืดแต่อย่างใด มันยังสว่างโร่อยู่ 55555 เราก็เลยไม่แน่ใจว่าปรากฏการณ์ท้องฟ้ามืดมิดในช่วงท้ายเรื่องมันคืออะไร
แต่มันน่าจะสะท้อนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวละครคุณย่า แทนที่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เราว่าทั้งสองฉากนี้ในหนังทั้งสองเรื่อง
มันเป็น “ฉากจำ” มาก ๆ สำหรับเรา
6.
เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีฉาก homoerotic
แบบไม่ได้ตั้งใจด้วย 55555
6.1
ใน 9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น มันคือฉากที่พระจับมือคูน
(สิรภพ สัณหภักดี) เป็นเวลายาวนาน
6.2
ใน REGRETFULLY นั้น มันเป็นฉากที่เราอาจจะคิดไปเอง
แต่มันคือฉากที่นักข่าวสาวกับคุณครูสาวพูดคุยกัน นักข่าวชมคุณครูว่าสวย
ทั้งสองสูบบุหรี่ด้วยกัน ครูเล่าเรื่องที่แม่ของเธอถูกคนจีนยิงตายกลางร้านอาหาร
แล้วนักข่าวก็เอามือไปลูบไหล่ครู
คือฉากนี้จริง
ๆ แล้วอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นฉากเลสเบียนนะ
แต่มันเหมือนเอื้อให้พัฒนาต่อไปในแนวทางนั้นได้ 55555
7.
สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังทั้งสองเรื่องนี้ คือ “กลวิธีลดทอนความเป็น melodrama”
โดยผ่านทางการเลือกวิธีการถ่าย
7.1
ใน REGRETFULLY นั้น
มันมีฉากที่พ่อกับลูกชายทะเลาะกันอย่างรุนแรงมากหน้าบ้าน ตัวพ่อแทบไม่พูดอะไร
แต่ตัวลูกชายแผดอารมณ์อย่างรุนแรง
คือฉากนี้มันเอื้อให้เป็น
melodrama ได้ง่ายมาก
แต่หนังเรื่องนี้เลือกถ่ายจากระยะค่อนข้างไกล เราไม่เห็นหน้าของพระเอกเลย
พระเอกยืนนิ่ง เราเห็นแต่ด้านหลังของเขา ส่วนตัวลูกชาย (อภัย)
เราก็เห็นหน้าของเขาไม่ชัดมากนัก
เหมือนพอหนังเลือกวิธีการถ่ายแบบนี้ในฉากนี้
มันก็เลยลดทอนความ melodrama ลงไปได้เยอะมาก ๆ
7.2
ใน 9 TEMPLES นั้น ในวัดที่ 5 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)
คุณย่านั่งอยู่ในรถตู้ ในขณะที่ต่อ (สมภพ ทรงกำพล) ลงจากรถตู้
เขาดูเหมือนลงไปทะเลาะกับสกลอย่างรุนแรงกลางลานวัดท่ามกลางครอบครัวของเขา
ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ พระอาทิตย์ทรงกลด และเกิด “บรรยากาศมาคุ”
ท้องฟ้ามืดมิด
แต่หลังจากนั้นสกลก็ดูเหมือนจะอนุญาตให้คุณย่ากลับไปพักผ่อนที่บ้านได้
คือเราก็ไม่แน่ใจว่า
ตอนนั้นต่อกับสกลทะเลาะกันอย่างรุนแรงกลางลานวัดจริง ๆ หรือเปล่านะ
เพราะเราไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน หนังเลือกใช้วิธีถ่ายฉากนี้จากในรถตู้
กล้องเหมือนมองลอดหน้าต่างรถตู้ออกไป เห็นตัวละครคุยกันในระยะไกล
แต่เราไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
พอเราไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
เราก็เลยจินตนาการไปเองว่า ต่อกับสกลคงตบตีกันอย่างรุนแรง
และในที่สุดสกลก็อนุญาตให้สลวยกลับบ้านได้
เราก็เลยชอบวิธีการถ่ายฉากนี้มาก
ๆ คือแทนที่ฉากนี้จะถ่ายแบบให้เห็นการตบตีกันโดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่อารมณ์แบบ melodrama
หนังกลับเลือกถ่ายฉากนี้จากระยะที่ไกลมาก
จนเราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตัวละครคุยหรือทะเลาะอะไรกันบ้าง 55555
8.
อีกสิ่งที่ชอบมากในหนังสองเรื่องนี้ คือการเลือกเล่าชีวิตตัวละครเฉพาะบางจุด
การไม่ต้องชี้แจงอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตตัวละคร
8.1
ใน REGRETFULLY นั้น หนังเหมือนละเว้นหลายจุดเอาไว้ให้เราจินตนาการต่อเติมเองได้
อย่างเช่น
8.1.1
อภัยเป็นคนเช่นใด เขามีปัญหาแค่ติดเหล้า หรือเขามีปัญหาอื่น ๆ ด้วย เขาทำสิ่งใดไว้
ยงถึงได้ไม่ยอมให้เขาได้เจอลูกสาว
8.1.2
อภัยตายเพราะอุบัติเหตุ หรือฆาตกรรม ถ้าหากอภัยตายเพราะฆาตกรรม ทำไมคนขับรถสิบล้อต้องฆ่าเขา
กำนันมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือเปล่า
8.1.3
ทำไมศักดิ์ถึงพยายามผูกคอตาย
8.1.4
ทำไมศักดิ์ต้องให้ปืนกับยง
8.1.5
การที่ศักดิ์ให้ปืนกับยง มันเกี่ยวข้องกับประโยคที่ว่า ยงเคยเป็น “มือปืนของเพื่อน
ๆ” หรือเปล่า
8.1.6
ประโยคที่ว่ายงเคยเป็น “มือปืนของเพื่อน ๆ” มีความหมายอย่างไรกันแน่ หรือว่ายงเคยทำงานที่คล้าย
ๆ เป็นมือปืนรับจ้าง
8.1.7
เซียงรู้ตอนไหนว่ายงคือปู่ของเธอ เซียงรู้มานานแล้วว่ายงคือปู่ของเธอ
หรือว่ายงเพิ่งมาเฉลยทีหลัง คือเซียงเรียกยงว่าพ่อมาโดยตลอด แล้วยงก็บอกเซียงว่า
อภัยคือลูกพี่ลูกน้องของเซียง แต่ในฉากที่สนามบินตอนท้ายเรื่อง เซียงเรียกยงว่าปู่
เราก็เลยแอบสงสัยตรงจุดนี้
8.1.8
ยงแอบหลงรักแฟนเพื่อนหรือเปล่า (ผู้หญิงคนที่เหมือนเป็นอัลไซเมอร์)
8.1.9
ลูกสาวของยงหายไปไหน เพราะยงพูดในช่วงท้ายเรื่องว่า เขาเป็นทั้ง “ปู่และตา” และนั่นแสดงให้เห็นว่า
เขามีลูกสาวด้วย แต่ลูกสาวของเขาไม่ปรากฏตัวแต่อย่างใดในหนังเรื่องนี้
8.2 ในส่วนของ
9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น หนังก็เว้นส่วนไว้ให้เราจินตนาการต่อได้มาก
เพราะหนังเหมือนสร้างตัวละครทุกตัวออกมาได้เป็นมนุษย์จริง ๆ มาก ทั้งสมาชิกครอบครัว
11 คน (9 คนในทริป และอีกสองคนที่เพิ่งมาโผล่ในงานศพ) และพระในหลาย ๆ วัด ตัวละครทุกคนเหมือนมีเรื่องราวชีวิตและปัญหาเป็นของตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจหรือน่านำไปจินตนาการต่อเล่น ๆ ก็มีเช่น
8.2.1
ความสัมพันธ์ระหว่างสกลกับเจ้านายของเขา และความป่วยทางร่างกายของสกล
8.2.2
เรื่องราวประวัติชีวิตของสลวย
8.2.3
ความเกลียดชังที่น้องสาวคนเล็กมีต่อสกล
8.2.4
ชีวิตของปองพล
8.2.5
ชีวิตรักของต่อกับแยม
8.2.6
ปัญหาในโรงเรียนของแพร
8.2.7
ปัญหาทางจิตของคูน
8.2.8
เรื่องราวชีวิตของพระรูปหล่อในวัดที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)
พระที่มีปัญหาทางบ้านและอาจจะต้องสึกออกมาเพื่อช่วยดูแลที่บ้าน
8.2.9
และสิ่งที่เราสนใจมากที่สุดก็คือ ปัญหาทางจิตของ วิมล คือเราชอบตัวละครตัวนี้มากที่สุดในเรื่อง
เหมือนเธอมีปัญหาเก็บกดทางจิตอย่างรุนแรงอยู่ในตัว แต่หนังก็ไม่ได้ไปชี้แจงหรืออธิบายมันออกมาแบบชัดเจนกระจ่างแจ้ง
หนังแค่ให้เราได้เห็นการกระทำต่าง ๆ ของวิมล และมันก็เลยส่งผลให้เราสนใจตัวละครตัวนี้มากที่สุดในเรื่อง
คือถ้าหากให้เราเลือก
spin off ตัวละครตัวใดในหนังเรื่องนี้ออกมาเพื่อสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่
เราก็ขอเลือกตัวละคร วิมล เพราะเราว่าตัวละครตัวนี้เหมาะจะนำมาพัฒนาเป็น “หนังผู้หญิงจิตแตก”
แบบหนังของ Ingmar Bergman ได้ 55555
ถ้าหากให้เราจองเป็นตัวละครตัวใดในหนังเรื่องนี้
เราก็ขอจองเป็น “วิมล” นะ แต่เราว่าถ้าหากมอง 9 TEMPLES ในแง่สัญลักษณ์ทางการเมืองแล้ว
เราว่าตัวเราเองมีลักษณะคล้ายกับ “ปองพล” คือเราเป็นคนเจนเอ็กซ์ที่ไม่ชอบ authority
figure อย่างสกล แต่เราเป็นคนที่ไม่ได้ออกไปประท้วงทางการเมืองด้วยตัวเอง
แต่เราแอบอาศัยพลังของเด็กๆ รุ่นใหม่ในการตบตีกับผู้มีอำนาจ ซึ่งก็คล้าย ๆ
กับสิ่งที่ปองพลทำในหนังเรื่องนี้ 55555
9.
อีกสิ่งที่เราชอบสุดขีดในหนังสองเรื่องนี้ ก็คือเราว่าหนังสองเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากเล็ก
ๆ ที่น่าจดจำเยอะมาก มันเหมือนเต็มไปด้วยฉากที่อาจจะไม่มีความสำคัญต่อเส้นเรื่อง
หรือฉากที่ถ้าหากตัดออกไป เส้นเรื่องก็ไม่เปลี่ยน แต่ฉากเหล่านี้กลับสร้างความประทับใจให้เรามาก
ๆ
9.1
ในส่วนของ REGRETFULLY นั้น ฉากแบบนี้ที่เราชอบมาก ก็มีเช่น
9.1.1
ฉากที่รถชนบรรทุกชนกับรถยนต์ในช่วงต้นเรื่อง
คือในช่วงต้นเรื่องมีฉากที่ยงขับรถของตัวเอง ผ่านรถบรรทุกที่ชนกับรถยนต์อยู่ข้างทาง
(ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)
คือเราไม่รู้ว่าฉากนี้มีความหมายอะไร
และมันเกี่ยวข้องกับรถบรรทุกที่ขับชนอภัยด้วยหรือเปล่า แต่เหมือนกับว่า จริง ๆ
แล้วฉากนี้ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเกิดขึ้นข้างทางก็ได้ เส้นเรื่องก็ไม่เปลี่ยน
แต่เราชอบที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ข้างทางที่ดูเหมือนไม่มีผลต่อเส้นเรื่องขึ้นมา
9.1.2
การคุยกันเรื่องค้างคาวในช่วงต้นเรื่อง
9.1.3
ฉากยงโดนเซลส์แมนหลอกขายน้ำยาล้างรถ
9.1.4
ฉากยงในวัยหนุ่มเหมือนแอบหลบออกจากค่ายทหาร เพื่อไปเที่ยวกับเพื่อน
9.2
ในส่วนของ 9 TEMPLES นั้น ฉากแบบนี้ที่เราชอบมาก ก็มีเช่น
9.2.1
ทุกฉากเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนัง
9.2.2
ฉากหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ที่อาจจะดูคล้าย ๆ เด็กแว๊นเด็กสก๊อย คุยกันในวัด ในช่วงก่อนและหลังปรากฏการณ์ฟ้ามืด
คือตอนแรกเรานึกว่าพวกเด็ก ๆ กลุ่มนี้จะมีความสำคัญต่อเส้นเรื่องด้วย
แต่ปรากฏว่าไม่มี 55555
9.2.3
การพูดคุยกันเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของเมือง
เมื่อแหล่งที่อยู่อาศัยกลายเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม
9.2.4
การนำเสนอขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำสังฆทานอย่างละเอียด
9.2.5
การนำเสนอส่ำสัตว์ในวัดสุดท้ายที่สกลไปเยือน
10.
จุดนึงที่หนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจ แต่เราจินตนาการต่อไปเองแบบฮา ๆ เล่น ๆ ก็คือว่า
เราว่าจริง ๆ แล้วหนังสองเรื่องนี้สามารถพลิกมาเป็น “หนังเมนสตรีม” ได้ไม่ยาก
เพราะหนังสองเรื่องนี้มันสร้างโลก + ตัวละครออกมาได้อย่างดีงามมาก ๆ แล้ว
เหมือนโลก + ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มันน่าเชื่อถือและน่าสนใจมาก ๆ
และสิ่งนี้สามารถนำไปดัดแปลงเป็นหนังเมนสตรีมได้
10.1
คือเราแอบจินตนาการว่า REGRETFULLY AT DAWN นี่ สร้างองก์สามของหนังให้เป็นหนังบู๊ได้เลย
55555 เพราะว่ายงนั้นพูดว่าเขาเคยเป็น “มือปืนของเพื่อน ๆ” เราก็เลยเอาไปจินตนาการต่อว่า
เขาเคยเป็นทหารที่เก่งกาจ และพอเขากับเพื่อน ๆ ออกจากการเป็นทหารแล้ว เขาก็เคยทำงานคล้าย
ๆ มือปืนรับจ้างด้วย
เพราะฉะนั้นพอเขาสืบรู้ว่า
ใครหรือองค์กรใดอยู่เบื้องหลังการตายของอภัย เขาก็เลยส่งหลานสาวไปอยู่เมืองนอก เขารู้ว่าตัวเองป่วยใกล้ตายอยู่แล้วด้วย
เขาก็เลยพกปืนและหมาแรมโบ้ออกจากบ้าน และออกมาล้างแค้นให้อภัย โดยองก์สามของหนังเรื่องนี้จะออกมาคล้าย
ๆ หนัง Michael Mann + Clint Eastwood (GRAN TORINO) 55555
10.2 ในส่วนของ
9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น การสร้างเซ็ตติ้งให้สมาชิกครอบครัว
9 คนมาอยู่รวมกัน และตัวละครแต่ละคนต่างก็มีปัญหาเป็นของตัวเอง มีปฏิสัมพันธ์และความขัดแย้งต่าง
ๆ กันไป เราว่านี่มันคือเซ็ตติ้งแบบ Agatha Christie เลยนะ
555555
คือเราว่าเซ็ตติ้งแบบ
9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น
พลิกมาเป็นหนังปริศนาฆาตกรรมได้สบาย ๆ เลย สลวยถูกฆ่าตายในวัด แล้วใครเป็นฆาตกร
สมาชิกครอบครัวคนใดเป็นคนทำ หรือพระรูปไหนแอบใส่ไซยาไนด์ในน้ำมนต์ 55555
11.
สรุปว่า เราชอบทั้ง 9 TEMPLES TO HEAVEN กับ REGRETFULLY
AT DAWN ในระดับ A+30 หรือ “ชอบสุดขีด”
แต่เราอาจจะชอบ 9 TEMPLES TO HEAVEN มากกว่าหน่อย
ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่ได้เขียนไปแล้ว อย่างไรก็ดี เราเหมือนไม่ได้รู้สึกอินเป็นการส่วนตัวกับหนังสองเรื่องนี้แต่อย่างใด
แต่ก็ admire หนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ อยู่ดี
เราขอเลี่ยงที่จะพูดถึงประเด็นพุทธพาณิชย์
หรือประเด็นที่น่าสนใจต่าง ๆ ใน 9 TEMPLES TO HEAVEN นะ
เพราะเราว่าเพื่อน ๆ และนักวิจารณ์ต่าง ๆ
เขียนถึงประเด็นพวกนี้ไปอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
และเราก็ไม่มีอะไรจะเสริมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้
+++
This is what happens every time I come home.
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1504713158149422