Thursday, April 16, 2026

RYUSUKE HAMAGUCHI VS. JACQUES RIVETTE

บทบาทการแสดงครั้งสำคัญของ Miho Nakayama ใน SAILOR UNIFORM REBEL ALLIANCE (1986-1987)

 

อยากเปิดร้านขาย “ดอกไม้ที่ใช้เป็นอาวุธได้” แบบนี้

 

https://web.facebook.com/watch/?v=928414579805758

+++

 

ถ้าจำไม่ผิด เราเคยดูละครเวทีเรื่องนี้นะ เพราะเราจดไว้ว่า เราเคยดูละครเวทีเรื่อง WHEN A MAN LOVES A MAN ในวันที่ 20 ต.ค. 2002

+++

 

คิดถึงการรับสายโทรศัพท์บ้าน ไม่ได้รับสายโทรศัพท์บ้านมานานมากแล้ว

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/4350902985178535

++++

RYUSUKE HAMAGUCHI VS. JACQUES RIVETTE

 

จับคู่ภาพยนตร์ของปรมาจารย์สองท่านนี้ที่มีความยาวใกล้เคียงกัน

 

1. HAPPY HOUR (2015, Ryusuke Hamaguchi, 317min, A+30)

Vs. JOAN THE MAIDEN (1994, Jacques Rivette, 335min)

 

2. INTIMACIES (2012, Ryusuke Hamaguchi, 255min, A+30)

Vs. MAD LOVE (1969, Jacques Rivette, 252min)

 

3. ALL OF A SUDDEN (2026, Ryusuke Hamaguchi, 195 min)

Vs. CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette, 193min, A+30)

 

4. DRIVE MY CAR (2021, Ryusuke Hamaguchi, 179min, A+30)

Vs. UP, DOWN, FRAGILE (1995, Jacques Rivette, 170min, A+30)

 

5. THE SOUND OF WAVES (2012, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary, 142min)

Vs. PARIS BELONGS TO US (1961, Jacques Rivette, 141min, A+30)

 

6. THE DEPTHS (2010, Ryusuke Hamaguchi, 121min, A+30)

Vs. NOROIT (1976, Jacques Rivette, 130min, A+30)

 

7. WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi, 121min, A+30)

Vs. LE PONT DU NORD (1981, Jacques Rivette, 127min)

 

8. STORYTELLERS (2013, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary, 120min, A+30)

Vs. DUELLE (1976, Jacques Rivette, 120min, A+30)

 

9. ASAKO I & II (2018, Ryusuke Hamaguchi, 119min)

Vs. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, 130min, A+30)

 

เหมือนเราจะจับคู่กันได้แค่นี้ เพราะว่า Ryusuke Hamaguchi ทำหนังที่ “สั้นกว่า” ASAKO I & II อีกหลายเรื่อง แต่ว่า Jacques Rivette ทำหนังที่ “ยาวกว่า” WUTHERING HEIGHTS อีกมากมายหลายเรื่อง เพราะฉะนั้น Ryusuke Hamaguchi ยังคงห่างไกล Jacques Rivette อยู่อีกมากในด้านความยาวเฉลี่ยของหนัง

 

ถ้าหาก Hamaguchi จะไล่ตาม Rivette ให้ทัน เขาก็ต้องทำหนังที่มีความยาวใกล้เคียงกับ OUT 1: DON’T TOUCH ME (1971, 760min, A+30), LA BELLE NOISEUSE (1991, 240min, A+30), TOP SECRET (1998, 170min, A+30), LOVE ON THE GROUND (1984, 170min), GANG OF FOUR (1989, 160min, A+30), etc. กันต่อไปในอนาคตค่ะ

 

โพสท์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโพสท์ของคุณ Chonnatee Pimnam

+++

 

พบว่ากระดาษหน้าปกเทป ONPA ที่เราใช้จดชื่อเพลงที่อัดไว้จากวิทยุเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน มันกลายสภาพเป็นเหลือง ๆ กะดำกะด่าง แบบนี้แล้วน่ะ เราก็เลยอยากถามว่า มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่าน่ะ มันมีเชื้อราหรืออะไรแบบนี้หรือเปล่า เราจะได้จดชื่อเพลงลงไว้ในที่อื่น แล้วโยนปกเทปเหล่านี้ทิ้งไป

 

แต่ถ้าหากมันเป็นเพียงปฏิกิริยาเคมี ที่ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ เป็นเพียงแค่สนิมสังคมอะไรแบบนี้ เราจะได้เก็บหน้าปกเทปเหล่านี้เอาไว้ต่อไป

++++

 

A MIXTAPE FROM A FRIEND IN 1997

 

ผลจากการจัดห้องวันนี้คือการค้นเจอ mixtape ที่เพื่อนคนหนึ่งทำแจกเพื่อนหลายๆ คนในปี 1997 โดยเพื่อนคนนั้น (สมมุติว่าชื่อ S) ทำหน้าปกเทปเป็นกลอน I WANDERED LONELY AS A CLOUD (1807) ของ William Wordsworth และมีการอุทิศเพลง AIR WE BREATHE ของ Alisha’s Attic ให้เรา โดยเขาขอบคุณเราด้วยที่เราแนะนำให้เขาดูหนังเรื่อง BEAUTIFUL THING (1996, Hettie Macdonald, UK)

 

แต่ที่สะท้อนใจมากก็คือว่า กูถูกเรียกว่า “ป้าจิตร” ตั้งแต่ปี 1997 ค่ะ คือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กูก็มีสถานะเป็น “ป้าจิตร” แล้ว 55555

 

รู้สึกว่า mixtape ม้วนนี้ทรงคุณค่ามาก ๆ สำหรับเรา ขอบคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ นะคะ

 

รายชื่อเพลงใน mixtape นี้

 

1. PRELUDE: Én csak azt csodálom (Lullaby For Katharine) – Gabriel Yared from the film THE ENGLISH PATIENT (1996, Anthony Minghella)

 

2. หนึ่งในหลาย – อังศณา ช้างเศวต

 

3. เจอกันในใจ – อัญชลี & เกริกศักดิ์

 

4. THE DAY WE FIND LOVE – 911

 

5. IF YOU WERE MINE – Bed & Breakfast

 

6. เดินทาง...นับดาว...รอคอย – วรรธนา & เชษฐา

 

7. STAR – เจมส์

 

8. อยู่เพื่อใคร – มาช่า

 

9. NOBODY KNOWS – Tony Rich Project

 

10. ห่วงหา – Banana Boat

 

11. เก็บมันเอาไว้ – เจตริน วรรธนสิน

 

12. วันเวลา – อัญชลี จงคดีกิจ

 

13. จากกันไม่ตลอดไป – Ford

 

14. BECAUSE YOU LOVED ME – Celine Dion

 

15. เจ้าหญิง – บอยด์ โกสิยพงษ์

 

16. สายฝนกับน้ำตา – บุปผา ธรรมบุตร

 

17. ไม่อาจเปลี่ยนใจ – เจมส์

 

18. AIR WE BREATHE – Alisha’s Attic

 

19. ขอใครสักคน – ลีโอ พุฒ

 

20. I WON’T RUN OUT ON YOU – Newton

 

21. TAKE A BOW – Madonna

 

22. เสียงอ่านกลอน I WANDERED LONELY AS A CLOUD

++++

 

คำถาม: นักแสดงท่านใด และตากล้องท่านใดมีผลงานภาพยนตร์ฉายในคานส์ติดต่อกันสองปีซ้อน ทั้งในปี 2025 และ 2026

 

คำตอบ: 1. ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด Wachra Kanha คือนักแสดงชาวไทยที่มี “ผลงานการแสดงฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์” ติดต่อกันถึงสองปีซ้อน กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพราะเขาร่วมแสดงใน A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) ที่เข้าประกวดในสาย Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2025 และเขาก็ร่วมแสดงใน WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026, Tossaphon Riantong, 19min) ที่ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 ด้วย

 

นอกจาก Wachara Kanha จะเป็นนักแสดงที่เก่งมาก ๆ แล้ว เขายังทำหน้าที่เป็น production designer & art director ให้กับ WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? ด้วย และเขาเองก็เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างหนังสั้นและหนังยาวมาแล้วเป็นจำนวนรวมกันไม่ต่ำกว่า 50 เรื่องได้มั้ง ซึ่งเราก็ถือว่าเขาเป็น one of my most favorite directors in the decade 2010s

 

หวังว่าจะได้เห็นผลงานการแสดงภาพยนตร์ของ Wachara Kanha อีกหลาย ๆ เรื่องนะ

 

2. Pasit Tandaechanurat เป็นตากล้องให้กับทั้ง A USEFUL GHOST และ WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? (แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยเป็นตากล้องให้กับหนังที่ฉายคานส์ปี 2018 ด้วย)

 

โดยตัว Pasit เองนั้นก็เคยกำกับภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีดเหมือนกัน เพราะว่าหนังเรื่อง OUR HOME SAYS ALL ABOUT US (2017, Pasit Tandaechanurat) เคยติดอันดับ 57 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่เคยดูในปี 2017 และหนังเรื่อง THE DEATH OF FIREFLIES การตายของหิ่งห้อย (2016, Jirudtikal Prasonchoom, Pasit Tandaechanurat) เคยติดอันดับ 21 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2016

 

Edit เพิ่ม: พี่บี๋มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ Pasit ก็เคยเป็นตากล้องให้กับหนังเรื่อง TEN YEARS THAILAND (2018Aditya AssaratWisit SasanatiengChulayarnnon Siriphol, Apichatpong Weerasethakul)  ที่ได้ฉายในสาย Special Screening ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2018 ด้วย ขอบคุณข้อมูลจากพี่บี๋มากครับ

++++

 

อี Facebook ทำพิษอีกแล้ว มีใครเป็นบ้างคะ มันเข้าไปดูข้อความบางข้อความใน Messenger ไม่ได้ถ้าหากเข้าทาง laptop มันบอกให้ใส่ pin ก่อน เราก็ใส่ pin ไป มันก็ขึ้นว่า "Verifying your PIN" เป็นเวลานาน ไม่มีที่สิ้นสุด เราก็เลยเลือกใช้วิธีให้มันส่ง one-time code มาให้เราทางมือถือ แล้วเอา code นั้นไปใส่ใน laptop แต่มันก็ยังคงขึ้นว่า "Verifying your code" เป็นเวลานาน ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ดี

 

แต่เรายังดูข้อความต่าง ๆ ทางมือถือได้อยู่ ซึ่งเราก็ดูไม่สะดวก เพราะเวลาใช้มือถือ เราไม่กล้าเปิดเสียงเพื่อดูคลิปต่าง ๆ เราจะเปิดเสียงเพื่อดูคลิปต่าง ๆ เฉพาะตอนเราใช้ laptop + หูฟังเท่านั้น

 

เราก็เลยร้องเรียนเรื่องนี้ไปทาง facebook แล้ว แต่ก็อยากถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ไหมคะ แล้วมีวิธีแก้ปัญหาอะไรหรือเปล่า

 

I cannot access some messages in my Messenger today via my laptop. It asks me to enter my pin, but after I enter my pin. It says "Verifying your code", and it takes forever. So I choose to use a one-time code to access my messages, but the problem stays the same. Now I can access all my messages only by my phone.

 

Edit เพิ่ม: กรี๊ดดดดดดด ตอนนี้แก้ได้แล้วโดยทำตามวิธีที่คุณ Sorayos บอก ซึ่งก็คือ “clear cache ใน browser ในคอมก่อน แล้วค่อยกดขอ code ใหม่” ขอบพระคุณคุณ Sorayos มาก ๆ ค่ะ

++++

 

One of the most beautiful charts in my life เพราะมี ONE MAN ของ Chanelle กับ AFFAIR ของ Cherrelle ติดอันดับในชาร์ทพร้อมกัน ขอบพระคุณสถานี 88FM ในปี 1989 ที่เปิดสองเพลงนี้กรอกหูเราในตอนนั้น จนเรายังคงรำลึกถึง

สองเพลงนี้ได้ไม่มีวันลืมเลือนแม้จะผ่านมานาน 37 ปีแล้ว

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1588560039374255&set=a.597663498463919

+++

 

ผลงานใหม่ของ Nobuhiro Yamashita ผู้กำกับ NO ONE’S ARK (2003), LINDA LINDA LINDA (2005), LET’S GO KARAOKE! (2023) และ GHOST CAT ANZU (2024)

https://web.facebook.com/photo?fbid=35874876605432912&set=a.34246018001652122

 

 

 

Wednesday, April 15, 2026

WEERASETHAKUL, BOONBUNCHACHOKE, THAMRONGRATTANARIT, CHIDGASORNPONGSE

 

SOME PHOTOCOPIED BOOKS I FOUND

 

สิ่งที่เจอในการจัดห้องวันนี้ ก็คือหนังสือหลายเล่มที่เราเคยถ่ายเอกสารไว้จากห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

คือในช่วงที่เราไปดูหนังที่ Filmvirus จัดฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น เรามักจะถือโอกาสถ่ายเอกสารหนังสือในห้องสมุดนั้นไปด้วย เพราะว่าห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์เต็มไปด้วยหนังสือที่น่าอ่านจำนวนเยอะมาก ๆ และเป็นหนังสือที่หาซื้อไม่ได้ตามร้าน Kinokuniya หรือร้านหนังสือใด ๆ ในกรุงเทพ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปดูหนังที่ Filmvirus จัดฉาย เราก็จะเลือกหนังสือในห้องสมุดไปให้ร้านถ่ายเอกสารในห้องสมุด แล้วเราก็ไปนั่งดูหนังราว 2-3 เรื่องที่ฟิล์มไวรัสจัดฉาย แล้วพอดูหนังเสร็จ เราก็ไปรับหนังสือที่ถ่ายเอกสารไว้

 

หนังสือที่เราค้นเจอในการจัดห้องวันนี้ ก็มีเช่น

 

1. สารนิพนธ์ “เวลาในภาพยนตร์” (1986) ของคุณ Sasithorn Ariyavicha ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time

 

2. PETER WATKINS (1979)

 

3. THE FILMS OF NICOLAS ROEG: MYTH AND MIND (1992) เขียนโดย John Izod

 

4. FROM AGATHA CHRISTIE TO RUTH RENDELL (2001) เขียนโดย Susan Rowland

 

5. THE FRENCH NEW NOVEL: CLAUDE SIMON, MICHEL BUTOR, ALAIN ROBBE-GRILLET (1969) เขียนโดย John Sturrock

 

เราอ่านเฉพาะส่วนของ Alain Robbe-Grillet ในหนังสือเล่มนี้ แล้วเรารู้สึกว่า John Sturrock เขาเขียนดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02seC2RSUDucZ9sPH3qBHU78n4PLFCW5DYCJxvxH8cm5BoHXFZFWXRVM6gJA26sPx8l

+++

 

เห็นขนมแล้วอยากกินมาก ๆ

 

สมาชิกวง Hikaru Genji ถ้าหากเราเดาไม่ผิด เรียงจากซ้ายไปขวา

1. Atsuhiro Sato

2. Yamamoto Junichi

3. Kazumi Morohoshi

4. Hiroyuki Sato

5. Akira Akasaka

 

ฉันรักพวกเขามาก ๆ เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243407979478544&set=a.10234326669131461

++++

 

นาฬิกาปลุก HELLO KITTY ของลูกหมี ใช้มานานราว 15 ปี (ตั้งแต่ราวปี 2011)  แต่ก็ยังทำงานได้ดีอยู่
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1837934790924856


+++

DIRECTORS’ FORTNIGHT 2026

 

มีการประกาศรายชื่อหนังในสาย Directors’ Fortnight ของคานส์ประจำปี 2026 ออกมาแล้ว เราก็เลยถือโอกาสนี้แปะข้อมูลผู้กำกับในสายนี้ที่ cinephiles ชาวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีดีกว่า

 

1. Alain Cavalier เคยมีหนังเรื่อง THÉRÈSE (1986, France, A+30) มาฉายที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ และเราเคยดูหนังเรื่อง FIRE AND ICE (1962, Alain Cavalier, A+30) ของเขาทางสถานีโทรทัศน์ TV5MONDE

 

2. Dominga Sotomayor เคยมีหนังเรื่อง THURSDAY TILL SUNDAY (2012, Chile, A+30) มาฉายที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา

 

3. July Jung เคยมีหนังเรื่อง NEXT SOHEE (2022, South Korea, A+30) เข้าฉายเชิงพาณิชย์ในโรงภาพยนตร์ในไทย

 

4. Lila Pinell เคยมีหนังเรื่อง KING DAVID (2021, France, 41min, A+30) มาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันเสาร์ที่ 23 ธ.ค. 2023

 

5. Lisandro Alonso เคยมีหนังเรื่อง JAUJA (2014, Argentina, A+30) ฉายอย่างไม่เป็นทางการที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ และเคยมีหนังเรื่อง EUREKA (2023, France/Argentina, A+30) ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

6. Quentin Dupieux เคยมีหนังเรื่อง MANDIBLES (2020, France, A+30) เข้าฉายที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

7. Radu Jude เคยมีหนังเรื่อง THE DEAD NATION (2017, Romania, documentary, A+30) เข้าฉายเชิงพาณิชย์ในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ และเคยมีหนังเรื่อง KONTINENTAL ’25 (2025, Romania, A+30) กับ DRACULA (2025, Romania, A+30) เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

8. Sébastien Laudenbach เคยมีหนังเรื่อง CHICKEN FOR LINDA! (2023, France, animation, F) เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

9. William Greaves เคยมีหนังเรื่อง SYMBIOPSYCHOTAXIPLASM: TAKE ONE (1968, documentary, 75min, A+30) มาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันที่ 26 มิ.ย. 2025

 

10. ส่วน Sompot Chidgasornpongse นั้น เคยมีหนังเรื่อง RAILWAY SLEEPERS (2016, documentary, A+30) เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ และเคยมีหนังหลายเรื่องเข้าฉายในเทศกาลหนังสั้น นับตั้งแต่ “อวดดี” (2003, 10min, A+30) ที่ได้ฉายที่ “อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา” ตรงสี่แยกคอกวัว ในวันที่ 26 ก.ค. 2003 ซึ่งเท่ากับว่าเขาทำหนังสั้นให้ cinephiles ชาวไทยได้ดูกันอย่างต่อเนื่องมานานเกือบ 23 ปีแล้ว กรี๊ดดดดดดด

 

ภาพจากสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้นปี 2004 เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “รอเธออยู่ตรงนี้” ที่ Sompot Chidgasornpongse กำกับร่วมกับ Panu Trivej เราเซ็นเซอร์ข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ผู้กำกับภาพยนตร์ออกไปนะ

 

รายชื่อ DIRECTORS’ FORTNIGHT 2026

https://www.quinzaine-cineastes.fr/en/news/la-selection-2026

+++

SOMPOT CHIDGASORNPONGSE’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง 9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse) ได้รับเลือกให้ฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้ทำลิสท์หนังของคุณ Sompot ที่เราเคยดูดีกว่า แต่เราไม่ได้ดูหนังของเขาครบทุกเรื่องนะ เราเคยดูแค่ 14 เรื่อง

 

ข้อมูลหลาย ๆ อันข้างล่างนี้ copy มาจากสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ เมื่อราว 20 ปีก่อนจ้ะ

 

Films directed by Sompot Chidgasornpongse in my roughly preferential order:

1. RAILWAY SLEEPERS (2016, 102min)

 

2. THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, 30min)


3.LANDSCAPE 101 01 1101 01… (2007, 28 min)

I like some films which have no story, because they allow me to create a story of my own, though the director may not intend it. As for this film, there are some scenes in it which inspire me to imagine myself as the Mother Earth. I felt as if I was the Mother Earth visiting the burnt forest. The digitally blurred images of the burnt forest in this film make me feel as if I (the Mother Earth) was watching the burnt forest through my tears.

I don’t know the intention of the director. Maybe he is interested in the “digital” medium and digital images and didn’t intend for the viewer to have a wild imagination like me. But I am not interested in the difference between digital medium and celluloid medium, or something like that. I can’t differentiate between them. Anyway, I find a way to greatly enjoy this film, though it might be very different from the intention of the director.


4. AUAD DEE (อวดดี) (2003, 10 min)

This is a kind of essay film. Sompot criticized the social trends at that moment by having a guy talking incessantly to the camera. What the guy talked all through the film is the opposite of what Sompot thought or believed. I like this kind of essay film very much, but there are few Thai filmmakers who make this kind of films. This film should be screened together with the films of Prap Boonpan, Manutsak Dokmai, and Watthana Rujirojsakul.

 

5. YESTERDAY (2008, 13min)


6. BANGKOK IN THE EVENING (2005)

I like the later part of this film very much when Sompot shows us only buildings. Sometimes I wonder if Sompot is better at filming buildings and landscape than filming human beings. (อันนี้คือเราเขียนไว้เมื่อราว 20 ปีก่อนนะ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันนี้ความคิดนั้นก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว 55555)

7. TO INFINITY AND BEYOND (2004, 10 min)

8. ANDAMAN (2005)

ดูแล้วเศร้ามาก รู้สึกเศร้าตั้งแต่เห็นใบหน้าคนบนเรือแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ทำสีหน้าอะไรออกมาอย่างชัดเจน แต่เราก็จินตนาการความรู้สึกของคนบนเรือขึ้นมาเองแล้ว และการที่เราไม่ได้ยินเสียงคนพูด ได้ยินแต่เสียงลมแรง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้ามากยิ่งขึ้น โดยไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะอะไร

 

มีเพื่อนตั้งข้อสังเกตว่าหนังเรื่อง SMILES OF THE FIFTH NIGHT (2005, สนธยา ทรัพย์เย็น) กับ ANDAMAN (2005, สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์) มีอะไรเกี่ยวเนื่องกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะในหนังเรื่อง SMILES OF THE FIFTH NIGHT จะมีการแสดงความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่มีต่อเหตุการณ์สึนามิ ปรากฏในรูปของตัวอักษร โดยที่เรามองไม่เห็นตัว “ชาวต่างชาติ” ที่เป็นเจ้าของความคิดเห็นนั้น

ส่วนใน ANDAMAN นั้น มีการสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ (เดาว่าเกี่ยวกับเรื่องสึนามิ) เราได้เห็น “ภาพ” ของพวกเขา แต่เรากลับไม่ได้รับรู้ความคิดเห็นของพวกเขา พอดูหนังสองเรื่องนี้ด้วยกันแล้วก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่ถูกตัดออกไปจาก ANDAMAN มันมาปรากฏอยู่ในรูปของตัวอักษรใน SMILES OF THE FIFTH NIGHT แทน

 

9. DISEASES AND A HUNDRED YEAR PERIOD โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี (2008, 20min)


10. 8,241.46 MILES FROM HOME (2006, 6 min)

Somehow this film reminds me of FATA MORGANA (Werner Herzog) though these two films have nothing in common. This film reminds me of FATA MORGANA because both films make me feel as if I was an alien visiting the earth for the first time and looking at the landscape of the earth with amazement, wonder, and alienation.

11. NAOKO IS TRYING TO TEACH ME HOW TO MAKE “TONKATSU” IN 1 MINUTE (2006, 1 min)

I think this film might be about how difficult it is to cross the language and cultural barriers and connect to foreigners. Though I have never been abroad and rarely have a chance to talk to foreigners, this film still reminds me of some experiences. It makes me think about the difficulty when I try to put my feelings into words. Sometimes I find it very hard, very difficult, to describe my feelings by using words.

12. PHYSICAL THERAPY (2007, 1min)

13. ABC (2006, Sompot Chidgasornpongse + Nika Shek, 3 min)

 

14. STORYTELLING เรื่องเล่า (2010, 5min)

เราได้ดูหนังภาษากรีกเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่ 27 ก.ค. 2010

 

I don't think I understand the intention of the director in my first viewing of this film, but that is what makes this film interesting. In this film, a man tells a short story to a woman, while we see some seemingly unimportant activities of them. What should I focus in this film? The story being told? Their relationship? The connection between the story and their relationship? Their small gestures?

 

เรายังคงไม่ได้ดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของคุณ Sompot Chidgasornpongse นะ อย่างเช่นเรื่อง HOME VIDEO (MADE IN THAI TOWN) ที่เราเดาว่าน่าจะเคยฉายในเทศกาลหนังสั้นที่ BACC ในวันที่ 3 ก.ค. 2010 แต่วันนั้นเราติดไปดูละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” (2010, Sineenadh Keitprapai) เราก็เลยพลาดดูหนังเรื่องนี้ไปจ้ะ

++++++

อันนี้คือสิ่งที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับ Sompot ลงในเว็บไซต์ INDIAN AUTEUR ในช่วงราวปี 2009 แต่เว็บไซต์นั้นเหมือนจะเจ๊งไปแล้ว

 

Sompot's first film is AUAD DEE (2003, 10 min), which impresses me a lot because it is like an essay. In this film we see a young man, who is supposed to be a representative of a certain group of Thai teenagers, expressing his opinions on many social trends for nearly 10 minutes. But in the end we hear the voice of a narrator expressing some scorn on this man. I think Sompot made this film in order to express his opinions on other people's opinions, and he succeeded. His method may be easy, but I like its straightforwardness and its difference from most Thai films. Sompot made another essay film called Diseases and a Hundred Year Period (2008, 20 min), which talks about the censorship of Syndromes and a Century. He also made some atmospheric films, including Bangkok in the Evening (2005, 16 min), Andaman (2005, 16 min), 8,241.46 Miles Away From Home (2006, 6 min), and Landscape 101 01 1101 01 ... (2007, 28 min), all of which seem to present "landscape" as one of the main characters. All of them are documentary-like and very slow. In this group of films, I prefer Landscape 101 01 1101 01 ... the most. This film explores the landscape of a burnt forest very patiently. I love its extreme slowness and the fact that the images in this film become blurred from time to time. However, it is interesting that Sompot changes the rhythm of his films after that. Physical Therapy (2007, 1 min), which is about a woman running in a desert, and Yesterday (2008, 13 min), which is about the hectic lives of Thai students in USA, are fast-paced, and it indicates that Sompot is a director who may like to change his styles from film to film in order to fit the different themes of each film. I can't wait to see his thesis film Are WeThere Yet?.

(I want to note that Sompot used to be an assistant director of Apichatpong Weerasethakul, and many other people who used to work with Apichatpong have turned out to be great independent directors, too. These great directors include Nitipong Thinthupthai, Phaisit Phanphruksachat, Santiphap Inkong-ngam, Suchada Sirithanawuddhi, Supamok Silarak, and Teekhadet Vucharadhanin.)

++++

10 ฉากที่ชอบที่สุดใน RAILWAY SLEEPERS (2016, Sompot Chidgasornpongse, documentary, A+30)

1.ฉากสาวเล่นรูบิก ลุ้นมากๆว่าเธอจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ชอบมากๆที่หนังจับจ้องมองเธอจนเธอทำได้สำเร็จ

2.ฉากรถไฟสองขบวนแล่นห่างจากกันออกไปเรื่อยๆ โดยมีผู้หญิงคนนึงนั่งมองออกมาจากหน้าต่างรถไฟที่แล่นห่างออกไป

3.ฉากหญิงขายหนังสือทำนายดวง ที่มีกลเม็ดเด็ดพรายในการจูงใจลูกค้า

4.ฉากขอทานขาขาดหลบเจ้าหน้าที่ และไปขอเงินจากฝรั่ง

5.ฉากชายหนุ่มเล่นกับจิ้งหรีดที่หน้าต่าง

6.ฉากชายวัยกลางคนพนมมือไหว้พระพุทธรูปหรือวัดที่อยู่นอกรถไฟ

7.ฉากกลุ่มกะเทยเม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน

8.ฉากไฟไหม้ข้างทางรถไฟ และฉากกองไฟใกล้ๆสลัมข้างทางรถไฟ

9.ฉากแสงอะไรสักอย่างกะพริบเลื่อนไหลไปตามหน้าต่างในตู้รถไฟชั้น 1

10.ฉากฝรั่งหนุ่มหล่อใส่เสื้อสีฟ้า

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

1.SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig, A+30)

2.THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, Sompot Chidgasornpongse, A+30)

3.THE CITY BELOW (2010, Christoph Hochhausler, Germany, A+30)

รู้สึกว่าหนัง 3 เรื่องนี้มันเหมาะจะฉายควบกัน เพราะเหมือนมันนำเอา "สิ่งปลูกสร้าง" มาเป็นตัวละครสำคัญในหนังทั้ง เรื่อง และใช้ "สิ่งปลูกสร้าง" มาสะท้อนความสัมพันธ์ของมนุษย์, โครงสร้างอำนาจในสังคม, ปัญหาการเมือง เหมือนกัน โดยใน SOLIDS BY THE SEASHORE นั้น ตัวเขื่อนหินกั้นคลื่น อาจจะสะท้อนความพยายามที่ล้มเหลวของมนุษย์ในการฝืนธรรมชาติ และอาจจะสะท้อนความสัมพันธ์และปัญหาของตัวละครหลัก อย่างที่เพื่อน ๆ หลายคนเขียนถึงไปแล้ว

ส่วนใน THE PHYSICAL REALM นั้น หนังมีการพูดถึง "เมือง", การขยายเมือง, เสียงที่ถูกกดทับในเมือง, ผู้อพยพ, การที่คนไทยไม่อยากมีลูก และอยากย้ายประเทศ etc. และเล่าเรื่องตัวละครพระเอกที่น่าจะเป็น office syndrome ซึ่งดูเหมือนการแพทย์แผนปัจจุบันอาจจะช่วยเขาได้ไม่มากนัก เขาก็เลยหันไปใช้ไสยาศาสตร์ช่วย เพราะอาการ office syndrome ของเขาอาจจะเกิดจากมีผีมาขี่คอเขาอยู่

เหมือน THE PHYSICAL REALM มี 3 ส่วนสำคัญในหนัง นั่นก็คือส่วนที่พูดถึง "เมือง/การเมือง", ส่วนที่พูดถึงชีวิตพระเอก และส่วนที่พูดถึงชีวิตของนักวิชาการสาว ที่ตัวละครทั้งสองต่างก็หมกมุ่นกับการตั้งชื่อลูกเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่คนนึงหมกมุ่นกับการตั้งชื่อ "ลูกที่ตายไปแล้ว" โดยพยายามให้ชื่อมีความยึดโยงกับ "เทพ" ส่วนอีกคนพยานามตั้งชื่อ "ลูกที่กำลังจะเกิดในอนาคต"

เราว่าหนังคงจงใจให้แต่ละส่วนในหนังสะท้อนอะไรบางอย่างซึ่งกันและกัน โดยที่ "ความเป็นเมือง" ดูเหมือนมีความเป็นสัญลักษณ์ส่องสะท้อนอะไรบางอย่างทั้งในชีวิตตัวละคร และปัญหาสังคมในวงกว้างด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง SOLIDS BY THE SEASHORE ในแง่การใช้ symbols แบบนี้

ส่วน THE CITY BELOW นั้น ก็ใช้ "เมือง" เป็น symbol และเป็นตัวละครสำคัญเหมือนกัน โดย "เมือง" ในหนัง เหมือนสะท้อนปัญหา capitalism และโครงสร้างอำนาจทางการเงิน และล้อไปกับปัญหารักสามเส้าของตัวละครในหนังด้วย

ก็เลยรู้สึกว่า อยากให้มีนักวิจารณ์เขียนเปรียบเทียบหนัง 3 เรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ 555

+++

 

อยากให้ตัวละครในหนัง 3 เรื่องนี้ย้ายมาอาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกัน ชื่อคอนโดคือ THE DISCREET CHARM OF THE THAI BOURGEOISIE 55555

1. HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

2. SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon)

3. THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, Sompot Chidgasornpongse)

++++

 

รูปจาก “อวดดี”

+++

 

เพิ่งจำได้ว่า น้องอุ้ยเคยส่งคลิป POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski) มาอวยพรวันเกิดเราในวันที่ 26 ก.พ. 2012  แสดงว่าเรานี่สวยเหมือน Isabelle Adjani จริง ๆ 555555

++++

 

 Weerasethakul, Boonbunchachoke, Thamrongrattanarit, Chidgasornpongse

 

ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าพอพูดนามสกุลของผู้กำกับหนังไทย 4 ท่านนี้ติดกัน แล้วมันคล่องปากดี 55555

++++

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: คุณ Sompot Chidgasornpongse ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 9 TEMPLES TO HEAVEN (2026) ที่ได้รับเลือกให้ฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เคยเข้าร่วมการแข่งขันในรายการโทรทัศน์ “แฟนพันธุ์แท้” ตอน “ดิสนีย์” ด้วย โดยเขาเข้าร่วมการแข่งขันนี้ขณะมีอายุราว 20 ปี เราเข้าใจว่าเทปนี้น่าจะออกอากาศในช่วงราวปี 2001

 

ลิงค์ดูรายการนี้อยู่ในคอมเมนท์นะ

https://youtu.be/h6RGyGSvduE?si=9j60sK8OpC-FGNeE

 

 

Tuesday, April 14, 2026

RIP MARIO ADORF

4. TO YOU TWO! BEST SELECTION (1992) – Chikaco Sawada

 

อัลบัมเพลงชุดนี้เป็นอัลบัมของ Chikaco Sawada ที่เราชอบสุดขีด แต่มันหาฟังไม่ได้ใน spotify เราเลยต้องไปขุดเอา tape cassette ที่เคยซื้อไว้ในราคา 60 บาทเมื่อ 34 ปีก่อนมาเปิดฟัง ปรากฏว่ายังเปิดฟังได้อยู่ กราบขอบพระคุณเทป Octopus มาก ๆ ค่ะ ผ่านมานาน 34 ปีแล้วเทปยังเปิดฟังได้ แต่อัลบัมชุดนี้กลับหาฟังใน spotify ไม่ได้

 

อัลบัมชุดนี้มีเพลงเพราะ ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงซิงเกิลของ Chikaco Sawada อย่างเช่น WASURERARENAI (1992), FUTARI (1992), BOY (1991), KATAOMOI (1989), I...LOVE...YOU (1988)

 

เสียดายอยู่อย่างเดียวที่อัลบัมนี้ไม่มีเพลง AITAI (1990) ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมากที่สุดของ Chikaco Sawada เราก็เลยต้องฟังเพลงนี้ในยูทูบแทน

 

ตัดสินไม่ได้ว่าระหว่าง Chikaco Sawada กับ Hiroko Yakushimaru นี่ใคร “เสียงหวาน” กว่ากัน

 

AITAI

https://youtu.be/9LZUBujHk18?si=B_8flY62FiJBUEhE

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Joyce Sims นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนต.ค. 2022 ขณะอายุได้ 63 ปี คือข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเธอไม่ได้มาถึงการรับรู้ของเราเลย

 

วันนี้เรากลับมาฟังเพลงของ Joyce Sims ในยูทูบ แล้วเราก็เลยลองเข้าไปอ่านวิกิพีเดีย เพื่อดูว่าชีวิตของเธอเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เลยเพิ่งรู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2022 โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของการเสียชีวิต เศร้าใจมาก ๆ

 

ชอบเพลง ALL AND ALL (1986), LIFETIME LOVE (1987), COME INTO MY LIFE (1987)  และ LOOKING FOR A LOVE (1989) ของ Joyce Sims มาก ๆ

 

ALL AND ALL

https://youtu.be/1AGDEZQmJio?si=gMYtdsQdu66vgFH6

 

LIFETIME LOVE

https://youtu.be/YNFz5MkHBSE?si=rGN2IU0LTw6hCRVl

 

COME INTO MY LIFE

https://youtu.be/v_H23dEmO4Y?si=8630e9aT7YvIEW-5

 

LOOKING FOR A LOVE

https://youtu.be/Rib5le5WU0A?si=GmEKxrRpMdmXF-2g

+++

 

SOME THAI DVDS WITH ENGLISH SUBTITLES

 

มีเพื่อนต่างชาติถามเกี่ยวกับดีวีดีหนังไทยที่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ ซึ่งที่เรามีติดตัวอยู่ก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่องเหล่านี้

 

1. COUNTRY HOTEL (1957, R.D. Pestonji, 148min)

 

2. DARK HEAVEN (1958, R.D. Pestonji, 102min)

 

3. SUGAR IS NOT SWEET (1965, R.D. Pestonji, 134min)

 

4. MONEY MONEY MONEY (1965, Prince Anusornmongkolgan, 196min)

 

5. E-TAN (1968, Prince Anusornmongkolgan, 180min)

 

6. PARADISE ISLAND (1969, Prince Anusornmongkolgan, 153min)

 

7. POOR PEOPLE THE GREAT (2010, Boonsong Nakphoo, 76min)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02E75zn2Bw2A7KozHbc9msJK2B5B4nxfFhcyJEgbgg7XSoErQw4ANsrffh4JGgVcMUl

 

+++

 

ลูกหมีฝาก HAPPY SONGKRAN ถึงทุกคนด้วยค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243392253605407&set=a.10229204021028460

 

+++

 

แสดงว่าหนังเก่าที่สุดของ Wagner Moura ที่เราเคยดู น่าจะเป็น CARANDIRU (Héctor Babenco, 2003)

 

รู้สึกว่าเขาให้ vibe บางอย่างที่ทำให้นึกถึง Mark Ruffalo ตอนหนุ่ม ๆ คือดูเป็นผู้ชายที่มีความ macho แต่ไม่มากเกินไป ผสมกับความอบอุ่นนุ่มนวลบางอย่างอยู่ข้างใน ไม่ดูเจ้าชู้เท่า George Clooney

https://web.facebook.com/mubi/posts/pfbid0V5CWAFUc4d7f5LAugwDtafpVJJhYKS5rf9BsLvoqy3bi8XmirQU65z6zG6mZvTg9l

 

+++

 

RIP MARIO ADORF (1930-2026)

 

ดาราชายท่านนี้เสียชีวิตในวัย 95 ปี

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. SHORT NIGHT OF GLASS DOLLS (1971, Aldo Lado, Italy)

 

2. THE LOST HONOR OF KATHARINA BLUM (1975, Volker Schlöndorff, Margarethe von Trotta, West Germany)

 

3. THE TIN DRUM (1979, Volker Schlöndorff, West Germany)

 

4. CLASS RELATIONS (1984, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany/France)

 

5. THE HOLCROFT COVENANT (1985, John Frankenheimer)

 

6. ROSSINI (1997, Helmut Dietl, Germany)

 

7. SMILLA’S SENSE OF SNOW (1997, Bille August, Denmark)

 

หนังของ Mario Adorf ที่เราอยากดู

 

1. THE DEVIL STRIKES AT NIGHT (1957, Robert Siodmak, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขา Young Actor จากหนังเรื่องนี้

 

2. THE GENTLEMEN (1965, Franz Seitz, Rolf Thiele, Alfred Weidenmann, West Germany)

Mario Adorf ได้เข้าชิงรางวัล German Film สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

3. A TRIP TO VIENNA (1973, Edgar Reitz, West Germany)

 

4. THE LEADING MAN (1977, Reinhard Hauff, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Bambi จากหนังเรื่องนี้

 

5. VIA MALA (1986, Tom Toelle, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Chaplin Shoe หรือ Best Actor ใน Munich Film Festival จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

6. QUIET DAYS IN CLICHY (1990, Claude Chabrol, France)

 

7. PIZZA COLONIA (1991, Klaus Emmerich, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

8. THE GREAT BELLHEIM (1993, Dieter Wedel, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Adolf Grimme จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

9. THE SHADOW MAN (1996, Dieter Wedel, Germany, 10hours)

Mario Adorf ได้รางวัล Bavarian TV award จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

10. LONELY U (2012, Lola Randl, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัลจาก Oldenburg Film Festival จากหนังเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0k1mKHrnwMqDNHQivLSWbJdWNJ1PreZTsAkDZ2ZgD8uNAgje2QDVzdnRRj1ZvmTol

+++

 

ในที่สุดเราก็ค้นเจอนิตยสาร Bioscope ฉบับ 71 ประจำเดือนต.ค. 2007 เล่มนี้มี

 

1. บทความ “Bela Tarr พ่อมดฮังการี” ที่เขียนโดย FLICK-ISM

 

2. บทความ “Nina Menkes: The American Witch of Modern Cinema” ที่เขียนโดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

3. มีบทสัมภาษณ์ Prap Boonpan  โดยมีการพูดถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY ความลักลั่นในงานรื่นเริง (2007, Prap Boonpan) ในฐานะหนังแนว magical realism ด้วย เพราะในหนังเรื่องนี้ “วิญญาณของผู้ที่ถูกฆ่าตายเพราะความเห็นต่างทางการเมือง” ได้มาพูดคุยสนทนากับกลุ่มฆาตกรที่เป็นชนชั้นกลางในกรุงเทพ โดยเป็นการพูดคุยอย่างเป็นปกติ และถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่ผี

 

ก็เลยขอแปะสองบทความแรกให้ดูกันแบบเต็ม ๆ นะคะ

 

Edit เพิ่ม: Bioscope เล่ม 71 นี้มี Sandra Hüller ขึ้นปกด้วยนะ จากหนังเรื่อง REQUIEM (2006, Hans-Christian Schmid, Germany, A+30)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0wW5Ae8aNVeHCKJiFutf8p4zhhjbicrDV2xChq6e1vJubv1FA4tWaEagMTbLQ1u5Ul

 

+++

 

วันนี้เรายังคงเดินหน้าจัดห้องต่อไป ผลก็คือเจอนิตยสาร GM ฉบับเดือนพ.ค. 2008 หรือฉบับที่ 358 ฉบับนี้เป็น movie issue เล่มนี้มี

 

1. บทสัมภาษณ์ Apichatpong Weerasethakul โดย นราวุธ ไชยชมภู ยาว 13 หน้า

 

2. บทสัมภาษณ์ Kong Rithdee, Wiwat Lertwiwatwongsa และ Warin Nilsirisuk กรี๊ดดดดดด 55555 โดย ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

 

อันนี้เราถ่ายภาพมาเพื่อให้เห็นภาพรวมโดยคร่าว ๆ นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02ndoNg5MHhFsXksHSB16BiBMd8kWQnuyepiJJjCU8vLCsSSyMbinasNgxxX2kByc9l

+++

 

วันนี้เราจัดห้อง และก็เลยค้นเจอนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” ฉบับที่ 23 ประจำปักษ์แรกเดือนก.พ. 1989 ในเล่มนี้มี

 

1. บทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง THE LAST METRO (1980, François Truffaut, France) เราเข้าใจว่าคุณมโนธรรม เป็นคนเขียนบทความนี้นะ ไม่รู้ว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่า

 

2. ภาพจากหนังเรื่อง SHADOW OF THE PEACOCK หรือ ECHOES OF PARADISE (1987, Phillip Noyce, Australia) ที่น่าดูมาก ๆ เพราะว่า John Lone หล่อมากในหนังเรื่องนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดด

 

เสียดายที่ John Lone หายสาบสูญไปจากวงการนับตั้งแต่ปี 2007 ในขณะที่ Joan Chen ซึ่งโด่งดังมาพร้อม ๆ กับ John Lone ยังคงเล่นหนังมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง DIDI (2024, Sean Wang) ที่เพิ่งเข้าฉายที่ House Samyan ในช่วงปลายปี 2024

 

3. สิ่งที่งดงามที่สุดสำหรับเราในนิตยสารเล่มนี้ ก็คือคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ที่รายงานว่ามีหนังเรื่องใดบ้างเข้ามาลงโรงฉายที่สมาคมฝรั่งเศสและสถาบันเกอเธ่ในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

คือเราเพิ่งเริ่มเป็น cinephile ในช่วงปลายปี 1995 น่ะ หลังจากเราเรียนจบมหาลัยและเริ่มต้นทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากรู้มาก ๆ ว่า เราพลาดหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เราชอบจินตนาการเสมอว่า ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปได้ และเริ่มไปดูหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ตั้งแต่เรายังเป็นนักเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 เราจะได้ดูหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เพราะฉะนั้นบันทึกการฉายหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ในช่วงก่อนปี 1996 จึงมีความสำคัญมาก ๆ สำหรับเรา มันช่วยแสดงให้เราเห็นว่า การที่เราเป็น cinephile ในเวลาที่ช้าเกินไป มันทำให้เราพลาดอะไรไป

 

ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในกรุงเทพในช่วงเดือนก.พ. 1989 และเป็นหนังที่เราพลาดดูไปแล้ว ก็รวมถึงเรื่อง

 

3.1 MOLIÈRE (1978, Ariane Mnouchkine, France, 4hrs 20mins)

 

กรี๊ดดดดดดด Alliance เคยฉายหนังยาว 4 ชั่วโมง 20 นาทีในวันที่ 13 ก.พ. 1989 และ 16 ก.พ. 1989 ด้วย เสียดายมากๆๆๆๆๆๆๆ ฉันอยากย้อนเวลากลับไปดูหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองที่คานส์ และชนะรางวัลซีซาร์สาขา production design กับสาขา cinematography ด้วยนะ

 

เหมือนหนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปเลยนะ Alliance ไม่เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายเลยนับตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา และเราก็ไม่เห็นคนอื่น ๆ พูดคุยกันถึงหนังเรื่องนี้เลย

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้สามารถดูทาง Apple TV ได้หรือเปล่า

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ariane Mnouchkine เลย แต่เธอเป็นผู้กำกับหญิงของฝรั่งเศสที่น่าสนใจสุดขีด หนังของเธอที่เราอยากดูก็มีเช่น

 

3.1.1 1789 (1974, 150min)

 

3.1.2 THE FLOOD DRUMMERS (2002, 137min)

 

3.1.3 THE LAST CARAVAN STOP (2003, 250min)

 

3.1.4 THE SHIPWRECKED OF THE MAD HOPE (2006, 180min)

 

3.2 PARTNERS (1984, Claude d’Anna, France)

 

หนังที่เข้าฉายที่ Alliance เรื่องนี้นำแสดงโดย Nicole Garcia และเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเรายังไม่เคยดูหนังของ Claude d’Anna มาก่อนเลย

 

Claude d’Anna เคยกำกับหนังเรื่อง SALOMÉ (1986) ที่ได้ฉายในสาย un certain regard ในคานส์ด้วย

 

3.3 THE MURDERER (1979, Ottokar Runze, West Germany)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ George Simenon ซึ่งถนัดในการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ “การฆาตกรรม ที่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไป”

 

และพอเราอ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ มันคือความเป็น Simenon จริง ๆ เพราะเรื่องย่อมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือ “หนังฆาตกรรม” แต่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไปในหนังเรื่องนี้

 

หนังเรื่อง THE MURDERER นี้ส่งผลให้ Gerhard Olschewski ได้รับรางวัล Best Actor จากเทศกาลภาพยนตร์ Sitges-Catalonian ด้วยนะ

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ottokar Runze เลย อยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

3.4 MOON MADNESS (1984, Jean Image, France, animation, 82min)

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Jean Image เหมือนกัน อยากดูมาก ๆ หนังเรื่อง MOON MADNESS นี้ได้ชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมที่เทศกาลภาพยนตร์ Fantasporto ด้วย

 

3.5 FALSE CONFESSIONS (1984, Daniel Moosmann, France, 110min)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ Marivaux เรายังไม่เคยดูหนังที่กำกับโดย Daniel Moosmann เหมือนกัน

 

Daniel Moosmann เคยได้รับรางวัล Best Director จากเทศกาลภาพยนตร์ Taormina จากหนังเรื่อง BIRIBI (1971) ด้วย

 

3.6  A FINE BUNCH OF PEOPLE-LTD. (1981, Ottokar Runze, West Germany)

 

อยากดูหนังของ Ottokar Runze จริง ๆ เขาเคยได้รับรางวัลหมีเงินในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินจากหนังเรื่อง IN THE NAME OF THE PEOPLE (1974) ด้วย

 

เราว่าคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” นี่มันรุนแรงมาก ๆ เลยนะ เพราะถึงแม้มันเป็นนิตยสารในปี 1989 แต่ข้อมูลในคอลัมน์นี้ก็ยังล้ำค่ามาก ๆ ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เพราะว่าคุณลองเข้าไปดูใน imdb สิ ใน imdb น่ะ ไม่มี “เรื่องย่อ” ของหนังหลาย ๆ เรื่องในลิสท์ข้างต้นนะ ทั้งหนังของ Ottokar Runze, Daniel Moosmann, Claude d’Anna แต่ว่านิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มีเรื่องย่อของภาพยนตร์เหล่านี้ นิตยสารภาพยนตร์ของไทยในปี 1989 ฉบับนี้มีสิ่งที่แม้แต่ imdb ในปัจจุบันยังให้ไม่ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0v2tW43tANGojhQZsj6ckT1bvzuPjsszPAjR9TQhk7VcQHc2Z1q3cWE9oeTHeweNpl

 

+++

ชอบ MELO มาก ๆ เลยครับ จิตรได้ดู MELO ตอนที่พี่สนยืมฟิล์ม 16 มม.จาก Alliance มาฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ถ้าหากจำไม่ผิด

 

ยังจำได้เลยว่า MELO เหมือนจะมีฉากที่ Sabine Azema ม้วนหน้าม้วนหลังโดยไม่มีสาเหตุด้วย 55555

++++

 

สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่สุดจากการจัดห้องในวันนี้ คือการค้นเจอแฟ้มเอกสารสำคัญที่เราหาไม่เจอมานาน 14 ปีแล้ว

 

คือเราเคยย้ายห้องในปี 2012 น่ะ แล้วการย้ายห้องในช่วงต้นปี 2012 มันทำให้แฟ้มเอกสารสำคัญของเราหายไป เราหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า ห้องของเรารกมากด้วยแหละ ห้องของเรามันเต็มไปด้วยวิดีโอเทป, เทปเพลง, หนังสือ และนิตยสารมากมาย

 

พอวันนี้เราได้จัดห้องของตัวเอง เราก็เลยเจอแฟ้มเอกสารสำคัญนี้โดยบังเอิญ มันซุกอยู่รวมกับนิตยสารต่าง ๆ เราก็เลยรู้สึกดีใจที่สุด สิ่งที่เราเคยทำหายไปในช่วงต้นปี 2012 ในที่สุดเราก็ได้มันกลับคืนมาแล้ว หลังจากเราหามันไม่เจอมานาน 14 ปี

 

แฟ้มเอกสารสำคัญนี้คือแฟ้มที่รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเพื่อนเก่าของเราในทศวรรษ 1980 ถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 น่ะ คือพอเราได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในแฟ้มนี้ มันก็ทำให้เรานึกถึง “ช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต” ในปี 1989 และในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มาก ๆ

 

คือสิ่งเหล่านี้มันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับคนอื่น ๆ แต่มันคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเรา เพราะแต่ละสิ่งมันบรรจุความทรงจำของเราในปี 1989-1995 เอาไว้ ไม่มีอะไรจะมาแทนที่ได้

 

อย่างเช่น ภาพสองภาพนี้ คือเพื่อนของเราเขาชอบ “วาดใบหน้าใหม่ทับใบหน้าของคนอื่น ๆ” น่ะ และเราก็ชอบเก็บรวบรวมภาพที่เขาวาดทับเหล่านี้เอาไว้ เพราะเราว่ามันฮาดี พอเราได้เห็นมันอีกครั้ง มันก็ทำให้นึกถึงความสุขในปี 1989 มาก ๆ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0281uEnbNnfyHRjwwYssbG2G5pgtCSuj3iuQVmnSrY8gTUCBMggDcY4E5UjR9zkEuCl

 

Sunday, April 12, 2026

DVDS OF WACHARA KANHA

 

พอเห็นเทรลเลอร์หนังเรื่อง MICHAEL (2026, Antoine Fuqua) เราก็เลยต้องกลับมาฟังเพลงของ La Toya Jackson เพื่อรำลึกถึงความหลัง 555

 

ภาพจากมิวสิควิดีโอ HEART DON’T LIE (1984) La Toya Jackson กำกับโดย Ed Pacio

https://youtu.be/-uOeOikZQ_I?si=V1TVPpZKqEXP4N3o

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เรานึกถึงเมื่อเราได้เห็นเทรลเลอร์หนังเรื่อง MICHAEL (2026, Antoine Fuqua) ก็คือ ทฤษฎีสมคบคิดที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ ที่ว่า จริง ๆ แล้ว Michael Jackson กับ Janet Jackson เป็นคนคนเดียวกัน 55555

 

คือกราบคนคิดทฤษฎีนี้ขึ้นมามาก ๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง คิดถึงทฤษฎีนี้ทีไรเราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ เพราะใจจริงแล้วเราก็อยากให้มันเป็นความจริงมาก ๆ  อยากเห็น Michael Jackson ปลอมตัวเป็น Janet Jackson ไปออกงานต่าง ๆ

+++

 

วันนี้เรายังคงจัดของลงลังต่อไป ซึ่งรวมถึงดีวีดีภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องของ Wachara Kanha ซึ่งถือเป็น one of my most favorite directors of the decade 2010s

 

DVD ในรูปนี้รวมถึงหนังเรื่อง

 

1. WHITE DREAM AND THE RED-HAIRED GIRL (ความฝันสีขาวกับเด็กสาวผมสีแดง) (2011, 29min)

 

2. LOSE (สูญ) (2011, 70min)

 

3. MY SECOND BIRTH (การเกิดรอบ 2 ของกู) (2011, 27min)

 

4. WAITING FOR THE PREGNANT LOVE (รอคอยความรักที่กำลังตั้งครรภ์) (2011, 27min)

 

5. ONE DAY YOU WILL LOVE ME LIKE I LOVE YOU (สักวันเธอจะรักฉันอย่างที่ฉันรักเธอ) (2011, 50min)

 

6. HER CITY (บ้านเมืองของเธอ) (2010, 13min)

 

7. นครอัศจรรย์ MIGHT (2011, 30min)

 

8. นครอัศจรรย์ COLLAPSE (2011, 26min)

 

9. นครอัศจรรย์ NIGHTMARE (2011, 30min)

 

10. BANGKOK RAPE (ข่มขืนกรุงเทพ) (2011, 90min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

11. THE JUDGE (คำพิพากษาของความรัก) (2010, 25min)

 

12. THE DREAM OF SATURDAY NIGHT AND SUNDAY MORNING (ความฝันของคืนวันเสาร์เช้าวันอาทิตย์) (2011, 24min)

 

13. THE FRENCH CLASSROOM AND THE MYSTERY OF FRANÇOIS ห้องเรียนฝรั่งเศสกับปริศนาฟองซัว (2011, 33min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

14. THE MODERN LOVERS (2011, The Underground Office, 27min)

 

15. THE INITIAL STEP OF MY NEW BEGINNING (ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่ของฉัน) (2010, 30min)

 

16. PERCEPTO 01 SOUND OF PSYCHO (PERCEPTO 01 หูเดือดโคตรล้างเลือด) (2011, Yungvun Kotegunha, 21min)

เราเข้าใจว่า วชร กัณหา มีส่วนร่วมในการกำกับหนังเรื่องนี้นะ

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

17. THE FORGOTTEN (2011, documentary, 123min)

 

18. PEE PONG (ผีโป่ง) (2010, 30min)

 

19. INVADERS (ผู้บุกรุก) (2011, 90min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

20. BLUE BLANK (2010, 50min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

ดีใจมาก ๆ ที่ได้เก็บดีวีดีหนังหลายเรื่องของผู้กำกับท่านนี้ไว้

 

ดูหนังบางเรื่องในรายชื่อข้างต้นได้ที่ channel นี้

https://www.youtube.com/@oui41oui/videos

++++

 

เราเคยดูแค่ SUNRISE กับ 7TH HEAVEN และเราก็ชอบทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

+++

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ขำมากที่ทุกคนเลือก TWO PEOPLE EXCHANGING SALIVA โดย “ตัดสินจากชื่อเรื่อง” แล้วปรากฏว่าทุกคนเดาถูกหมด 555

https://web.facebook.com/photo?fbid=1610260217295619&set=a.491094702545515

 

GOD IS GOD

 

เราเคยดูหนังเรื่อง LITTLE NICHOLAS – HAPPY AS CAN BE (2022, Amandine Fredon, Benjamin Massoubre, France, animation, 85min, A+30) ที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพในวันที่ 21 ต.ค. 2023 จำได้ว่าชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

+++

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: เนื่องจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, A+30) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยจะเสริมว่า หนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อ Madonna ด้วยนะ ซึ่งจะเห็นได้จากฉากนี้ในมิวสิควิดีโอเพลง BEDTIME STORY (1994) ของ Madonna ที่กำกับโดย Mark Romanek (STATIC, ONE HOUR PHOTO, NEVER LET ME GO) ฉากนี้คือได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก THE COLOR OF POMEGRANATES

 

https://youtu.be/CSaFgAwnRSc?si=x82gmyENcuvPVrZZ

 

เนื่องจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, A+30) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยถือโอกาสนี้แปะมิวสิควิดีโอเพลงนี้อีกรอบ ซึ่งก็คือมิวสิควิดีโอเพลง GOD IS GOD (1998) ของ Juno Reactor featuring Natacha Atlas มิวสิควิดีโอเพลงนี้ใช้ found footage ที่มาจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES และถือเป็น one of my most favorite music videos of all time เพราะถึงแม้มิวสิควิดีโอนี้จะไม่ได้ใช้ new footage ใด ๆ เลย แต่มันก็แสดงให้เห็นถึง “พลังของการตัดต่อ” ที่รุนแรงมาก ๆ มันเหมือนเป็นการเลือกใช้ found footage ที่มีอยู่แล้ว และนำมาตัดต่อให้เข้ากับดนตรีได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

พอดูมิวสิควิดีโอเพลงนี้แล้วก็ยิ่งตอกย้ำว่า THE COLOR OF POMEGRANATES นี่ถือเป็น “หนังที่มีฉากคลาสสิคทุก ๆ 5 วินาทีของจริง”

https://youtu.be/KU-AzCXbLG8?si=D7qB6MLzrFKU79cu

+++

 

วันนี้เราพยายามจัดเก็บเอกสารเก่า ๆ ปรากฏว่าใช้เวลานานมาก เพราะพอหยิบเอกสารเก่าแต่ละชิ้นขึ้นมาดู มันก็กระตุ้นให้รำลึกถึงความหลัง คิดถึงอดีตที่ผ่านพ้นเลยลับไปแล้ว ไม่หวนกลับมาอีก นึกว่าพอหยิบเอกสารเก่าขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก็หลุดเข้าไปในหนัง Alain Resnais หนึ่งเรื่อง กว่าจะหลุดออกมาจากหนังแต่ละเรื่อง และเก็บเอกสารหนึ่งชิ้นลงลังได้ ก็ใช้เวลานานพอสมควร 55555

 

อย่างอันนี้ เป็นบันทึกการเข้างานสายของตนเองในปี 1996-1997 หรือเมื่อราว 30 ปีก่อน ตอนนั้นเวลาทำงานของเราคือ 05.00-14.00 น. โดยมีการตอกบัตรเข้างาน

 

พอดูเอกสารเก่าชิ้นนี้แล้วก็ทึ่งกับตัวเองเหมือนกัน เหมือนตอนนั้นเราคงต้องตื่นนอนตอนตี 3 ครึ่งมั้ง แล้วก็รีบอาบน้ำ นั่งรถเมล์ประเภทที่วิ่งตลอดทั้งคืนเพื่อไปให้ถึงออฟฟิศก่อนตี 5 ประทับใจมากที่วันที่ 8 ม.ค. 1997 เราไปถึงออฟฟิศตอน 04.29 น. และวันที่ 23 ม.ค. 1997 เราไปถึงออฟฟิศตอน 04.30 น. เห็นแล้วก็นึกถึงความสุขของการเดินเข้าไปในออฟฟิศตอนตี 4 ครึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน เป็นความสุขที่เลยลับไปแล้ว ไม่หวนกลับมาอีก ยกเว้นแต่จะมีใครเสนองานดี ๆ ให้เราที่ต้องเข้าออฟฟิศช่วงตี 4 ตี 5 อีก (เสนอมาได้นะคะ)

 

เอกสารมันบันทึกไว้ด้วยว่า วันที่ 20 ธ.ค. 1996 เราไปถึงที่ทำงานตอน 04.33 น. แต่เราออกจากออฟฟิศตอน 07.52 น. เหมือนเราทำงานแค่ 3 ชั่วโมงในวันนั้น แล้วก็ลางานแบบ without pay

 

จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่า เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. 1996 ทำไมวันนั้นเราทำงานแค่เพียง 3 ชั่วโมง แต่เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะวันนั้นเพื่อนร่วมงานที่ทำกะเช้าเหมือนกับเราชิงลางานไปก่อนหน้าเรามั้ง เราก็เลยลางานในกะเช้าไม่ได้ เราก็เลยต้องเข้าไปทำงาน 3 ชั่วโมงในตอนเช้า แล้วเราค่อยลางานเอาในช่วงสาย ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เพื่อนร่วมงานกะสายสามารถทำงานแทนเราได้

 

อยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตเป็นสาวออฟฟิศเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนอีก เหมือนช่วงนั้นเรานอนแค่ 3-5 ชั่วโมงต่อวัน เราก็ทำงานได้ตลอดทั้งวันแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เราต้องนอนถึง 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เหนื่อยกับสังขารจริง ๆ

+++

 

วันนี้จัดห้อง คุ้ยลังเก่า ๆ ก็เจอคุ้กกี้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราน่าจะได้มันมาตั้งแต่ปี 2020 มั้ง แต่ตอนนั้นเรารู้สึกเสียดาย เราก็เลยไม่กินมัน มันก็เลยอยู่รอดมาจนถึงปี 2026 โดยที่ตัวคุ้กกี้มันก็คงหมดอายุไปนานหลายปีแล้ว 55555 ไม่นึกว่าคุ้กกี้อะไรแบบนี้จะคงรูปทรงของมันเองไว้ได้นานถึง 5-6 ปี

+++

 

YOU GOT IT ALL (1985) – The Jets

 

I, I was the game he would play
He brought the clouds to my day
Then like a ray of light
You came my way one night
Just one look and I knew
You would make everything clear
Make all the clouds disappear
Put all your fears to rest
Who do I love the best
Don't you know, don't you know?

You've got it all over him
You got me over him
Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not
Just look what I've got
'Cause you've got it all
Over him

No, don't let him worry you so
Once I met you, I let go
Oh, you can surely see
You're so much more to me

Just one look and I knew
You would make everything clear
Make all the clouds disappear
You're better than all the rest
Who do I love the best
Don't you know, don't you know?

You've got it all over him
You got me over him
Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not (all that he's not)
Just look what I've got (look what I got)
'Cause you've got it all (you've got it all)
All over him (you got it all over him)
(You got me over him)

Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not (all that he's not)
Just look what I've got (look what I got)
'Cause you've got it all (you've got it all)
All over him (you got it all over him)
(You got me over him)

Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me-

  

Saturday, April 11, 2026

A SORE THROAT

 

THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France, A+30) เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Rabah Ameur-Zaïmeche ที่เราได้ดู เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงหนังของ Clint Eastwood ส่วนหนังอีกสองเรื่องของเขาที่เราเคยดูก่อนหน้านี้ก็คือ BLED NUMBER ONE (2006) กับ DERNIER MAQUIS (2008) ที่เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

THE TEMPLE WOODS GANG เปิดฉายออนไลน์ฟรีทาง lecinemaclub จนถึงเที่ยงวันศุกร์นี้นะ

++++

 

ดีใจสุดขีดกับ Marie Kreutzer, Arthur Harari และ Charline Bourgeois-Taquet ที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองในคานส์ปีนี้ค่ะ เราเคยดูหนังเรื่อง CORSAGE (2022, Marie Kreutzer, Austria, A+30) ตอนมันมาฉายที่ SF Central World ในวันที่ 9 ธ.ค. 2022, เคยดูหนังเรื่อง ONODA: 1,000 NIGHTS IN THE JUNGLE (2021, Arthur Harari, France/Japan, 2hrs 53mins, A+30) ตอนมันมาฉายที่ SF Central World ในวันที่ 6 ธ.ค. 2022 และเคยดูหนังเรื่อง ANAÏS IN LOVE (2021, Charline Bourgeois-Taquet, France, A+30) ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok ในวันที่ 16 ก.ค. 2022 และก็ชอบหนัง 3 เรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ เราก็เลยดีใจมากที่ผู้กำกับสามคนนี้ได้ชิงปาล์มทองในปีนี้ เพราะเหมือนการได้ชิงรางวัลนี้มันช่วยยกระดับผู้กำกับสามคนนี้ให้ดีขึ้นในสายตาของสื่อมวลชน

 

แต่ถ้าถามว่าเราอยากเชียร์ให้ใครได้ปาล์มทอง เราก็อยากเชียร์ให้ Ryusuke Hamaguchi ได้ปาล์มทอง, Koji Fukada ได้ Grand Prix, Valeska Grisebach ได้ Jury Prize และ Ira Sachs ได้ Best Director ค่ะ อันนี้เชียร์แบบฮา ๆ เพราะเรายังไม่ได้ดูหนังต่าง ๆ ที่เข้าชิงในปีนี้แต่อย่างใด

 

แต่ไม่ว่าใครจะชนะรางวัลในคานส์ปีนี้ เราก็ขอให้มีผู้จัดจำหน่ายซื้อหนังหลาย ๆ เรื่องในคานส์ปีนี้มาลงโรงฉายในไทยกันด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

 

เราดีใจมาก ๆ ที่หนังปาล์มทองในคานส์ได้มาฉายในไทยติดกันในช่วง 4 ปีล่าสุด ซึ่งได้แก่ TRIANGLE OF SADNESS (2022, Ruben Östlund, Sweden), ANATOMY OF A FALL (2023, Justine Triet, France), ANORA (2024, Sean Baker) และ IT WAS JUST AN ACCIDENT (2025, Jafar Panahi, Iran) แต่ก็เสียดายที่ก่อนหน้านั้นหนังปาล์มทองอย่างเช่น TITANE (2021, Julia Ducournau, France), I, DANIEL BLAKE (2016, Ken Loach, UK), THE WHITE RIBBON (2009, Michael Haneke, Germany/Austria), ELEPHANT (2003, Gus Van Sant), THE SON’S ROOM (2001, Nanni Moretti, Italy) ไม่ได้ลงโรงฉายในไทย หวังว่าจะมีผู้จัดจำหน่ายนำหนังปาล์มทองเก่า ๆ เหล่านี้มาลงโรงฉายในไทยด้วยก็ดีนะคะ 55555

 

ภาพจากหนังเรื่อง TWO CENTS WORTH OF HOPE (1952, Renato Castellani, Italy) ที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากคานส์ แต่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้

 

รายชื่อหนังในคานส์ 2026
https://lwlies.com/cannes-film-festival/the-2026-cannes-film-festival-line-up-is-here

++++

 

เราป่วยเป็น “คออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย” ในช่วงกลางเดือนเม.ย.อีกแล้ว ปีที่แล้วเราก็ป่วยแบบนี้ในช่วงเวลาเดียวกันเลย มันคืออะไรกันคะ

 

งงเหมือนกันว่าเราติดเชื้อมาจากไหน แต่เราไม่มีอาการไอ, จาม และเราไม่มีน้ำมูกเลยนะ แต่เราคอแดงหนักมาก เจ็บคอมาก เราก็เลยเดาว่าเราก็คงติดเชื้อนี้มาจาก “คนที่ไม่มีอาการภายนอก” เหมือนกัน คือเหมือนผู้ป่วยโรคนี้ไม่มีอาการไอจาม ไม่มีการสูดน้ำมูกเลย เพราะฉะนั้นถ้าหากมองภายนอก เราก็จะไม่รู้เลยว่าคนนี้กำลังป่วยอยู่

 

ปีที่แล้วเราก็ป่วยจากโรคนี้ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. เราก็เลยไม่สามารถออกไปดูหนังเรื่อง IN DANGER AND DEEP DISTRESS, THE MIDDLE WAY SPELLS CERTAIN DEATH (1974, Alexander Kluge, West Germany) ที่ BACC และก็ไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ อักษร เสียดายมาก ๆ

 

ส่วนปีนี้เราอาจจะโชคดีกว่าหน่อย เพราะเราป่วยก่อนสงกรานต์ เพราะฉะนั้นเราก็จะได้นอนพักช่วงสงกรานต์ไปเลย แต่ตอนนี้เราก็ภาวนาว่า หนังที่เข้าฉายในช่วงก่อนสงกรานต์ 3 เรื่อง จะยังคงมีรอบฉายอยู่ต่อไปในสัปดาห์หน้านะ เพราะเราคงจะออกไปดูหนังได้ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.เป็นต้นไป ซึ่งหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็คือ THE CONVENIENCE STORE (2026, Jiro Nagae, Japan, 99min), VILLAGE OF THE DEAD (DUSUN MAYIT) ผีบังตาย (2025, Rizal Mantovani, Indonesia, 95min) และ PANDA PLAN 2: THE MAGICAL TRIBE (2026, Derek Hui, China, 100min) ส่วน IDOLISH7 FIRST BEAT! GEKIJO SOSHUHEN ZENPEN (2025, Makoto Bessho, Japan, animation, 107min) นี่ ดูท่าทางอาจจะไม่น่ารอดไปจนถึงช่วงสัปดาห์หลังสงกรานต์

 

เสียดายที่เราคงไม่มีโอกาสได้ไปดูงาน video installation ในนิทรรศการ DELUSIONAL ที่ West Eden แต่ก็โชคดีที่เราได้ไปดูงาน video installation ในนิทรรศการ SAME SKY ที่ซีคอนสแควร์ และเราได้ไปดูงาน video installation ในนิทรรศการ WEEVILS IN RICE ที่ Warinlab เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เราจะล้มป่วย

 

พอคิด ๆ ดูแล้วเราก็พบว่า เรามักจะ “ดวงซวยหนักมาก” ในช่วงเวลานี้ของแต่ละปี หรือในช่วงเดือนมี.ค.จนถึงเดือนพ.ค. อย่างเช่น

 

1. ปี 2013 เฟซบุ๊คเรามีปัญหา, LAPTOP เราติดไวรัสคอมพิวเตอร์, LAPTOP เราเจ๊งเพราะการดาวน์โหลดโปรแกรมแก้ไวรัสคอมพิวเตอร์

 

2. ปี 2016 เราเจออุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

 

3. ปี 2019 เราป่วยช่วงก่อนและหลังสงกรานต์

 

4. ปี 2022 แม่เราป่วย เราเลยต้องย้ายไปอยู่บ้านแม่ และเดินทางไป ๆ กลับ ๆ ระหว่างบ้านแม่กับอพาร์ทเมนท์

 

5. ปี 2023 ติดโควิดครั้งแรกในเดือนพ.ค.

 

6. ปี 2025 ป่วยคออักเสบช่วงหลังสงกรานต์ เลยไม่ได้ออกไปดูหนัง Alexander Kluge และไม่ได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ

 

7. ปี 2026 Facebook ของเรามีปัญหาหนักมาก, เครื่องปรับอากาศที่ห้องของเรามีปัญหาหนักมาก, ป่วยคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

 

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เรื่องพวกนี้มันเกี่ยวพันกับ “ดวง” หรือเปล่า ที่เรามักจะเจอเรื่องซวย ๆ ในช่วงเวลาเดิม ๆ ของแต่ละปี

+++

 

ฉันรักเขา Toru Nakamura from MEMORIES OF YOU (1988, Shinichiro Sawai) และ THE PASSAGE TO JAPAN (1991, Shinichiro Sawai)

+++

 

อยากดูสุดขีด ทั้ง WARM WATER UNDER A RED BRIDGE (2001, Shohei Imamura), DESERT MOON (2001, Shinji Aoyama) และ DISTANCE (2001, Hirokazu Koreeda)

++++

 

Favorite Song: JACK THE LAD (1988) – 3 Man Island

 

เพิ่งรู้จักเพลงแดนซ์เพลงนี้ ชอบมาก ๆ เหมือนเพลงนี้มันเป็นรอยต่อระหว่างดนตรี Funk, Freestyle กับ House music (เรามั่ว ๆ เอานะ เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องแนวดนตรีแต่อย่างใด)

https://youtu.be/gUcmZexGFkc?si=B-DYEkQCPwCx7ndQ

+++

 

เพลง WOMAN ของ Ann Lewis เคยติดอันดับเพลงประจำสัปดาห์ของเราด้วยนะ โดยติดอันดับในสัปดาห์ 8-15 ต.ค. 1989

++++

 

ทดลองใช้ Grok ให้วาดรูป CELINE AND JULIE GO BOATING

https://web.facebook.com/photo?fbid=10243355351562879&set=a.10229204021028460

+++

วิธีการยกเลิกสมาชิก X TWITTER

 

1. กด “เพิ่มเติม”

2. เลือก PREMIUM

3. เลือก manage your subscription ทางด้านขวาของจอ

4. เลือก ยกเลิกการสมัครรับข้อมูล

5. เลือก ดำเนินการยกเลิกต่อไป

6. เลือก cancel subscription

++++

  

พออ่านเรื่องของน้องแล้วเราก็แอบจินตนาการว่า มันอาจจะเกี่ยวข้องกับ “การไหลเวียนของพลังงานในร่างกาย” อะไรทำนองนี้ แบบว่าพอโดนเย็ดแล้วเกิดการไหลเวียนทางพลังงานบางอย่าง แบบพลังจักรา แล้วพลังงานนั้นมันไปอุดตันที่ต่อมทอนซิล อาจจะต้องรักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ

Wednesday, April 08, 2026

STICK FIGURES IN LOVE

 

หาช่างซ่อมแอร์ครับ อยู่อพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี

 

แอร์มีปัญหารีสตาร์ทเครื่องแล้วเสียงดังมากจนสะดุ้งตื่นนอนครับ คือตอนสตาร์ทเครื่องครั้งแรกแอร์จะไม่มีเสียงผิดปกติ แต่พอแอร์ทำงานไปนาน 3-4 ชั่วโมง มันจะเริ่มตัด แล้วก็จะรีสตาร์ทราว ๆ 1 ชั่วโมงต่อครั้งในตอนกลางคืน แล้วเสียงตอนรีสตาร์ทมันดังมากจนทำให้สะดุ้งตื่นนอนทุกครั้งครับ

 

ผมได้อัดคลิปมาให้ดูด้วยครับ เสียงดังตอนรีสตาร์ทจะอยู่ในวินาทีที่ 12-25 ของคลิปนี้ครับ

 

ช่างซ่อมของอพาร์ทเมนท์ได้ล้างแอร์แล้ว เปลี่ยนยางรองแล้ว ใส่น้ำมันแล้ว แต่ก็ยังแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ครับ

 

เป็นแอร์ Mitsubishi รุ่น SRK13CKV ใช้มานานราว 14 ปีแล้วครับ

++++++

“พระมาลัยช่วยแม่” MULIAN SAVING HIS MOTHER (1968, Liang Che-fu, Taiwan) น่าดูมาก ๆ อยากให้มีคนฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ BLACK ORPHEUS (1959, Marcel Camus, Brazil) เพราะว่าทั้งสองเรื่องพูดถึงการเดินทางไปยมโลกเพื่อช่วยเหลือคนที่ตนเองรักเหมือนกัน โดย BLACK ORPHEUS ได้รับรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และรางวัลออสการ์หนังต่างประเทศยอดเยี่ยมด้วย

+++++++++

 

เนื่องจาก OUT 1: SPECTRE (1972, Jacques Rivette, France, 4hrs 13mins) กำลังจะได้ลงโรงฉายในกรุงเทพอย่างเป็นทางการ เราก็เลยขอ repost อัลบัมนี้อีกครั้ง อันนี้เป็นอัลบัมรวบรวมอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับ Jacques Rivette ที่เราเคยทำไว้ในปี 2011 โดยเราทำอัลบัมนี้ในตอนนั้นเพื่อต้อนรับหนังเรื่อง OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971, Jacques Rivette, France, 12hrs 56mins, A+30) ที่มาฉายที่ Reading Room อย่างไม่เป็นทางการในปี 2011 ใครสนใจ Jacques Rivette ก็คลิกอ่านข้อความในแต่ละรูปได้นะคะ

https://web.facebook.com/media/set/?set=a.2162058774377&type=3

 

Richard Roud on OUT 1: SPECTRE

"a mind-blowing experience, but one which, instead of taking one ‘out of this world’ as the expression has it, took one right smack into the world. Or into a world which one only dimly realised was there – always right there beneath the everyday world...the cinema will never be the same again, and nor will I."

 

Out 1: Spectre (1972, Jacques Rivette, France, 4h 32m) กำลังจะมาฉายในกรุงเทพในวันที่ 1-3 พ.ค. 2026 ที่ GD Xperience by Goldenduck ใครสนใจก็ตามอ่านรายละเอียดได้ที่เพจ Documentary Club นะคะ

 

เนื่องจาก Out 1: Spectre (1972, Jacques Rivette, France, 4h 32m) กำลังจะมาฉายในกรุงเทพในวันที่ 1-3 พ.ค. 2026 ที่ GD Xperience by Goldenduck เราก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้เล็กน้อยว่า เราดีใจมาก ๆ ที่มีภาพยนตร์ไทยบางเรื่องพูดถึง Jacques Rivette หรืออาจจะได้รับอิทธิพลจาก Jacques Rivette ด้วย และภาพยนตร์ไทยเรื่องนั้นก็คือ STICK FIGURES IN LOVE (2024, Pudis Balmongkol, 15min, A+30)

 

นอกจากภาพยนตร์เรื่อง STICK FIGURES IN LOVE จะอ้างอิงถึง Jacques Rivette โดยตรงแล้ว หนังเรื่องนี้ยังพูดถึงหนังเรื่อง GERTRUD (1964, Carl Theodor Dreyer, Denmark) กับ JOHNNY GUITAR (1954, Nicholas Ray) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มีภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่น ๆ อีกไหม ที่ได้รับอิทธิพลจาก Jacques Rivette

 

หนังเรื่อง RED ANINSRI; OR, TIPTOEING ON THE STILL TREMBLING BERLIN WALL (2020, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30) ก็มีฉากการ workshop ยาวนานที่ทำให้เรานึกถึง OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971, Jacques Rivette, France, 12hrs 56mins, A+30) ด้วยเหมือนกัน แต่เราไม่แน่ใจว่า การที่เรานึกถึง OUT 1 นี้ เป็นสิ่งที่ RED ANINSRI ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ 555555

 

+++

 

ใครเป็นแฟนคลับของ Ryusuke Hamaguchi ก็อย่าลืมมาดู Out 1: Spectre (1972, Jacques Rivette, France, 4h 32m) ที่กำลังจะมาฉายในกรุงเทพในวันที่ 1-3 พ.ค. 2026 ที่ GD Xperience by Goldenduck ด้วยนะคะ เพราะว่า Ryusuke Hamaguchi นี่ได้รับอิทธิพลอย่างเต็ม ๆ มาจาก Jacques Rivette

 

ติดตามรายละเอียดการฉาย OUT 1: SPECTRE ได้จากเพจนี้
https://web.facebook.com/DocumentaryClubTH

+++

 

เราไปงานสัปดาห์หนังสือครั้งแรกที่คุรุสภา น่าจะในช่วงราว ๆ ปี 1985 ตอนนั้นซื้อนิยายเรื่อง “จอมนาง” ของแก้วเก้า กับ “คฤหาสน์ดำ” ของจินตวีร์ วิวัธน์

+++

วันนี้ดื่ม Ayutthaya Coffee ที่ร้าน The Summer Coffee ในพารากอนชั้น G ค่ะ กาแฟนี้ใส่ “สายไหมอยุธยา” ไว้ในกาแฟด้วย

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Taco Bell ในห้าง Paragon ชั้น G ย้ายมาเปิดใกล้ ๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเวลาเราไปดูหนังที่พารากอนหลาย ๆ เรื่องติดกัน เราจะได้มีร้านนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการ “แดกด่วน” ระหว่างรอบฉายหนัง นอกเหนือไปจากแมคโดนัลด์, เบอร์เกอร์คิง และสตาร์บัคส์ (ส่วน food court ของพารากอนนั้นคนแน่นเกินไปจนเราหาที่นั่งไม่ได้)

+++

 

การที่ตั๋วหนังเรื่อง OUT 1: SPECTRE (1972, Jacques Rivette, France, 4hrs 13mins) ขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีในวันนี้เนี่ย ถือเป็น “เหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์” สำหรับเราเลย ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้ ถึงแม้เราจะจองตั๋วหนังเรื่องนี้ไม่ทัน แต่เราก็ดีใจสุดขีดมากๆ ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

 

ก่อนหน้านี้หนังของ Jacques Rivette ที่เราเคยดูในโรงภาพยนตร์ในไทย ก็มีเรื่อง

 

1. THE NUN (1966, 134min)

ดูที่ห้องฉายหนังในห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์

 

2. OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971, 12hrs 56mins)

ดูที่ Reading Room

 

3. CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, 3hrs 13mins)

ดูในรูปแบบฟิล์มภาพยนตร์ที่สมาคมฝรั่งเศส ถ.สาทรใต้ในปี 1997 จำได้ว่าดูเสร็จแล้วเรากับเพื่อนที่ไปดูหนังด้วยกัน พูดพร้อมกันว่า “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป”

 

4. LE PONT DU NORD (1981, 129min)

ดูในรูปแบบฟิล์มภาพยนตร์ที่สมาคมฝรั่งเศส ถ.สาทรใต้ แต่ตอนนั้นหนังฉายแบบไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ เสียดายมากๆ  เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในแบบที่มีซับไตเติล

 

5. UP, DOWN, FRAGILE (1995, 169min)

ดูในรูปแบบฟิล์มภาพยนตร์ที่สมาคมฝรั่งเศส ถ.สาทรใต้

 

6. WHO KNOWS? (VA SAVOIR) (2001, 154min)

ดูในรูปแบบฟิล์มภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์ในห้างสยามดิสคัฟเวอรี

 

ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Jacques Rivette เราได้ดูในรูปแบบวิดีโอเทปและดีวีดี

 

ส่วนรูปนี้มาจาก L’AMOUR FOU (MAD LOVE) (1969, Jacques Rivette, 4hrs 12mins) ที่เราอยากดูอย่างสุดขีด

+++

 

KOKUHO ยังต้องไหว้
https://www.instagram.com/reels/DVc42tckgKn/