Wednesday, May 20, 2026

8-14 JULY 1991

 

อันดับเพลงของดิฉันเมื่อราว 35 ปีก่อน

WEEK 103

8-14 JULY 1991

 

1. NEW ENTRY 50

FALLING – Julee Cruise

https://youtu.be/EIUeZ4OqLXU?si=l-XYM98XS-f0AgXV

 

2. 14 87

MOVE (DANCE ALL NIGHT) – Slam Slam featuring Dee C. Lee

https://www.youtube.com/watch?v=enysATjbKYE

 

3. 3 136

GOOD BEAT – Deee-Lite

https://www.youtube.com/watch?v=lP55r5CDjI8

 

4. 1 97

I NEED YOU – 49ers

https://www.youtube.com/watch?v=YQJJ0yVb_TY

 

5. 4 182

PROMISE ME – Beverley Craven
https://www.youtube.com/watch?v=EmTBKbyaEjU

6. 5 209

GYPSY WOMAN (SHE’S HOMELESS) – Crystal Waters
https://www.youtube.com/watch?v=_KztNIg4cvE

7. 17 86

SHOCKED – Kylie Minogue

https://www.youtube.com/watch?v=cwYB-DVS27k

 

8. 15 85

THROUGH – Victoria Wilson James

https://www.youtube.com/watch?v=zXXub4TdP7Y

 

9. 16 81

DON’T GO MESSIN’ WITH MY HEART – Mantronix

https://www.youtube.com/watch?v=AFQarATxNb8

 

10. 24 68

KORE KARA NO I LOVE YOU – Miho Nakayama

https://www.youtube.com/watch?v=znHhQ7ylRAA

 

11. 18 80

BLUE (IS THE COLOR OF PAIN) – Caron Wheeler

https://www.youtube.com/watch?v=PYfi6ToYeck

 

12. 25 65

NO ONE CAN LOVE YOU MORE THAN ME – Kym Mazelle

https://www.youtube.com/watch?v=aa3-I3QBp50

 

13.  37 52

CRAZY – Daisy Dee

https://www.youtube.com/watch?v=4D1WT7s5n6c

14. 38 50

HIGHWAY 5 – The Blessing

https://www.youtube.com/watch?v=3xUIDf-HETI

 

15. 21 69

IT AIN’T OVER ‘TIL IT’S OVER – Lenny Kravitz

https://www.youtube.com/watch?v=TmENMZFUU_0

 

16. 20 75

THE DREAM IS STILL ALIVE – Wilson Phillips

https://www.youtube.com/watch?v=Sl2Cyf6ffvw

 

17. 19 76

THE BEST OF MY LOVE – Wee Papa Girl Rappers

https://www.youtube.com/watch?v=HzBGQRk80qM

 

18. 22 64

SHINY HAPPY PEOPLE – R.E.M.

https://www.youtube.com/watch?v=YYOKMUTTDdA

 

19. 41 42

AWESOME (YOU’RE MY HERO) – Ya Kid K

https://www.youtube.com/watch?v=LtRYsKCdjBs

 

20. 44 38

SAYONARA DAKEDO SAYONARA JANAI – Yamada Katsutei nai WINK

https://www.youtube.com/watch?v=FOsNO-9SJ5g

 

21. 40 41

SEE THE LIGHTS – Simple Minds

https://www.youtube.com/watch?v=MmKTMAak710

 

22. 42 38

HOLIDAY – Madonna

https://www.youtube.com/watch?v=5Rswx2Z7SDw

 

23. 39 40

GONNA CATCH YOU – Lonnie Gordon

https://www.youtube.com/watch?v=eNQAHZM2EMI

 

24. 46 32

MY BODY SAYS YES – Titiyo

https://www.youtube.com/watch?v=0qINzd4rzHo

 

25. 23 59

WAIT FOR LOVE – Lindy Layton

https://www.youtube.com/watch?v=Kqlj-nwNs5M

 

26. 47 29

ONLY FOOLS (NEVER FALL IN LOVE) – Sonia

https://www.youtube.com/watch?v=VOUUSypfNrY

 

27. 48 27

BAD ATTITUDE – Sha Sha
https://www.youtube.com/watch?v=1PHV0g9vFvo

 

28. 45 29

(I’VE HAD) THE TIME OF MY LIFE – Bill Medley & Jennifer Warnes

https://www.youtube.com/watch?v=4BQLE_RrTSU

 

29. 43 30

GOOD-BYE MY LONELINESS – Zard

https://www.youtube.com/watch?v=8jspIL7VCw8

 

30. 49 23

DON’T DREAM IT’S OVER – Less Stress

https://www.youtube.com/watch?v=fK6vQYQiufA

 

31. 13 133

WE WANT THE FUNK – Gerardo
https://www.youtube.com/watch?v=Mfv9UcTyhXc

32. 12 97

PEOPLE – Soul II Soul
https://www.youtube.com/watch?v=dZpTi6munec

33. 26 156

(I WANNA GIVE YOU) DEVOTION – Nomad featuring MC Mikee Freedom
https://www.youtube.com/watch?v=GAZzZ4gbyug

34. 8 100

CONTRIBUTION – Mica Paris
https://www.youtube.com/watch?v=q-hGPy6oK5k

35. 2 152

IT’S TOO LATE – Quartz Introducing Dina Carroll

https://www.youtube.com/watch?v=UBOUfjV2cHU

 

36. 11 89

UNDERESTIMATE – The Chimes
https://www.youtube.com/watch?v=3__d6Pn9qE0

37. 7 93

DON’T BE A FOOL – Loose Ends
https://www.youtube.com/watch?v=B5rqP8QTAbU

38. 6 108

DON’T YOU WANNA BE MINE – Denise Lopez
https://www.youtube.com/watch?v=yJbXGq1MzeY

39. 10 95

ARE YOU DREAMING? – Twenty 4 Seven featuring Captain Hollywood
https://www.youtube.com/watch?v=RlWMyr5riyI

40. 9 101

TICK TOCK – The Vaughan Brothers
https://www.youtube.com/watch?v=N8uUTW9zPbM

41. NEW ENTRY 10

I’VE GOT NEWS FOR YOU – Feargal Sharkey

https://youtu.be/WKx2vz6rvH4?si=iZHHy90FWNUWQEKD

 

42. NEW ENTRY 9

JEALOUSY – Pet Shop Boys

https://youtu.be/chq885RKXAI?si=CJw1N7QnnSnvD08c

 

43. NEW ENTRY 8

DON’T MAKE ME DREAM ABOUT YOU – Chris Isaak
https://youtu.be/uWSWhHdK54M?si=K4Id0VdRPuUWhmw_

 

44. NEW ENTRY 7

PLEASE – Shizuka Kudo

https://youtu.be/QVTgLS5TGtw?si=p6QzCOAR-RzzeDyl

 

45. NEW ENTRY 6

KISS – Princess Princess

https://youtu.be/Wn76GvF-E38?si=UXWh6Oc0lRYjpg_P

 

46. NEW ENTRY 5

EVERY HEARTBEAT – Amy Grant

https://youtu.be/kcYIZ-cduvM?si=olcDC4FC7oyfZFY5

 

47. NEW ENTRY 4

LOVE AND UNDERSTANDING – Cher

https://www.youtube.com/watch?v=nWG7LsIo6nU

 

48. NEW ENTRY 3

CAN’T FORGET YOU – Gloria Estefan

https://www.youtube.com/watch?v=WvKuik3VfOo

 

49. NEW ENTRY 2

3AM ETERNAL – The KLF

https://www.youtube.com/watch?v=HDsCeC6f0zc

 

50. NEW ENTRY 1

ANATA NI AETE YOKATTA – Kyoko Koizumi

https://www.youtube.com/watch?v=0nvnYwi6mQE

 

 

Sunday, May 17, 2026

NOVELISTIC FILMS, LYRICAL FILMS, AND ACADEMIC FILMS IN THAI CINEMA

 

ชอบสุดขีดที่ลูกชายกับลูกสาวของ Thomas Mann แชร์ผัวคนเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือ Gustaf Gründgens ซึ่งนั่นเท่ากับว่า Gustaf คนนี้มีสถานะเป็นทั้ง “ลูกเขย” และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน

 

เห็นว่าหนังเรื่อง FATHERLAND (2026, Pawel Pawlikowski, Poland) กำลังโด่งดังเป็นอย่างมากในตอนนี้ โดยที่หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่สองของ Thomas Mann นักประพันธ์ชื่อดัง กับ Erika Mann ที่เป็นลูกสาวของโธมัส  เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากดูหนังที่พูดถึงเรื่องที่ลูกชายกับลูกสาวของ Thomas Mann เคยแชร์ผัวคนเดียวกันมาก ๆ

 

Thomas Mann มีลูกชายชื่อ Klaus Mann ที่เป็นเกย์ และมีลูกสาวชื่อ Erika Mann ที่เป็นเลสเบียน โดยที่ Klaus Mann นั้น ได้ผัวเป็นนักแสดงละครเวทีหนุ่มหล่อชื่อ Gustaf Gründgens เมื่อกุสตาฟมาแสดงละครเวทีของ Klaus ในปี 1925 แต่ถึงแม้กุสตาฟกับเคลาส์ มานน์จะเป็นผัวเมียหรือคู่รักกัน ยุคนั้นคนเพศเดียวกันก็ยังแต่งงานกันไม่ได้ และต่อมากุสตาฟก็เลยไปแต่งงานกับ Erika ซึ่งเป็นพี่สาวของ Klaus ในปี 1926 ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า พี่สาวน้องชายคู่นี้แชร์ผัวคนเดียวกัน แต่ตัว Erika เองนั้น ก็มีสัมพันธ์สวาทกับหญิงสาวชื่อ Pamela Wederkind ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเคลาส์

 

กุสตาฟหย่าขาดจากเอริกาในปี 1929 และเขาก็แยกทางกับเคลาส์ด้วย อย่างไรก็ดี เคลาส์ได้นำเอากุสตาฟไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครในบทประพันธ์ของเขาในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในนิยายเรื่อง MEPHISTO ที่ต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง MEPHISTO (1981, Istvan Szabo, Hungary, A+30)

 

คือชีวิตของ Thomas Mann กับ Erika Mann นั้นก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ อยู่แล้ว แต่ชีวิตของ Klaus Mann กับ Gustaf Gründgends นั้น ก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ เช่นกัน เราชอบมาก ๆ ที่กุสตาฟนั้นเคยเป็นทั้ง “ลูกเขย” และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน

 

 กรี๊ดดดด จริง ๆ ด้วย เพิ่งเห็นว่า August Diehl เล่นเป็น Klaus Mann ใน FATHERLAND ดีงามมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ August Diehl มาก ๆ ส่วนบทกุสตาฟเล่นโดย Joachim Meyerhoff ที่เราไม่รู้จัก

++++

 

เหตุการณ์วันนี้ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์นึงที่เราเคยเจอตอนเด็ก ๆ เหตุน่าจะเกิดในช่วงที่เราอยู่ป. 5 หรือราว ๆ ปี 1983 หรือเมื่อ 43 ปีก่อน ตอนนั้นเรากับแม่นั่งรถเมล์สาย 28 ในเวลาราว 06.00-06.30 น.มั้ง เพื่อจะเดินทางไปโรงเรียนประถมของเรา

 

ตอนนั้นรถเมล์สาย 28 ซึ่งเป็นรถร่วมบริการ (ไม่ใช่รถของขสมก.โดยตรง) แล่นมาตามถนนราชวิถี โดยมีจุดหมายอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รถเมล์แล่นผ่านด้านข้างของพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และกำลังจะแล่นผ่านแยกอุภัยเจษฎุทิศ ซึ่งเป็นแยกที่มีถนนสวรรคโลกตัดกับถนนราชวิถี และรถเมล์ก็จะต้องแล่นข้ามรางรถไฟที่ทอดขนานไปกับถนนสวรรคโลก (และถนนกำแพงเพชร 5) ด้วย แต่ในจังหวะที่รถเมล์แล่นมาด้วยความเร็วสูงนั้น ก็มีรถไฟกำลังจะแล่นมาเช่นกัน ไม้กั้นรถไฟก็เลยกำลังจะลงมากั้นถนนเอาไว้

 

แต่แทนที่รถเมล์สาย 28 คันนั้นจะหยุดรถก่อนถึงไม้กั้นรางรถไฟ คนขับรถเมล์กลับไม่เหยียบเบรคแต่อย่างใด แต่แล่นชนไม้กั้นรางรถไฟไปเลย ผลก็คือกระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียด แต่รถเมล์ก็แล่นผ่านรางรถไฟไปได้ทัน และก็ไปจอดที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่เลยรางรถไฟไปนิดหน่อย แต่รถเมล์มันก็แล่นต่อไปไหนไม่ได้อีก เพราะว่ากระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียดหมดแล้ว (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ เพราะว่าเหตุการณ์มันผ่านมานาน 43 ปีแล้ว) ผู้โดยสารทุกคนก็เลยต้องลงจากรถเมล์ ส่วนกระเป๋ารถเมล์ที่เป็นผู้หญิงก็ด่าคนขับรถเมล์ที่เป็นผู้ชายอย่างรุนแรงมาก (ไม่รู้ว่าเขาเป็นผัวเมียกันหรือเปล่า)

 

เราตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนขับรถเมล์ที่ประมาทและใจร้อนขนาดนี้ แต่ก็โชคดีที่ทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมั้ง มีเพียงแค่รถเมล์ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงเพราะกระจกหน้าแตกละเอียด

 

หลังจากนั้นเรากับแม่ก็นั่งรถเมล์สาย 55 ที่ป้ายรถเมล์นั้น แล้วก็เดินทางต่อไปยังโรงเรียนประถมของเรา

 

ส่วนแผนที่ที่เราเอามาลงนั้น เราวงตรงจุดเกิดเหตุเมื่อ 43 ปีก่อนไว้นะ มันอยู่ตรงริม ๆ ขอบภาพด้านซ้าย

++++++

 

NOVELISTIC FILMS, LYRICAL FILMS, AND ACADEMIC FILMS IN THAI CINEMA

 

1. พอเห็นที่ชามดองเขียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีอินดี้ไทยกับหนังนอกกระแสของไทยในทศวรรษ 2000 หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยนึกถึงสิ่งที่เราเคยคุยกับเพื่อน cinephile บางท่าน เกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลที่มีต่อ “ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย” ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยสิ่งหนึ่งที่เรากับเพื่อนรู้สึกกันก็คือว่า สำหรับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคน ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย” แต่ในทศวรรษ 2000 นั้น ผู้กำกับหนังไทยบางคน โดยเฉพาะหนังสั้นไทย ทำหนังโดยเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี” เพราะหนังมันมีความ lyrical สูงมาก ๆ และก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยบางคนตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา ทำหนังโดยได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” ด้วย ในขณะที่ผู้กำกับที่ได้รับอิทธิพลจากเกมคอมพิวเตอร์นั้น ก็น่าจะมีบ้างเช่นกัน

 

2. คือเรารู้สึกว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น หลายคนน่าจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย” และ “เรื่องสั้น” ซึ่งอาจจะส่งผลให้หนังกลุ่มนี้เป็นหนัง narrative, plot-driven เน้นเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร และมันส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ

 

ตัวอย่างหนังที่เราชอบมาก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย,เรื่องสั้น

 

2.1 A DEEP ABYSS OF LOVE ห้วงรักเหวลึก (1955, Somkuan Grajangsart สมควร กระจ่างศาสตร์) สร้างจากนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ

 

2.2 FOREVER YOURS ชั่วฟ้าดินสลาย (1955, Marut) สร้างจากนิยายของ เรียมเอง

 

2.3 THIS LAND IS OURS แผ่นดินของเรา (1976, So Asanajinda) สร้างจากนิยายของ แม่อนงค์ (มาลัย ชูพินิจ)

 

2.4 THE MISUNDERSTANDING เมืองในหมอก (1978, Permpol Choey-arun) ดัดแปลงจากบทละครเวทีของ Albert Camus

 

2.5 LIVING WITH GRANDPA อยู่กับก๋ง (1979, Kom Akkadej คมน์ อรรฆเดช) สร้างจากนิยายของ หยก บูรพา

 

2.6 A SON OF THE NORTHEAST ลูกอีสาน (1982, Vichit Kounavudhi) สร้างจากนิยายของ คำพูน บุญทวี

 

2.7 PLOY TALAY พลอยทะเล (1987, Cherd Songsri) สร้างจากบทประพันธ์ สินในน้ำ ของไม้ เมืองเดิม

 

2.8 VICTIMS? เหยื่อ? (1987, Chana Kraprayoon) สร้างจากนิยายของโบตั๋น

 

2.9 SUNSET AT CHAOPRAYA คู่กรรม (1988, Ruj Ronapop) สร้างจากนิยายของทมยันตี

 

2.10 IT’S ME คือฉัน (1990, Jazzsiam) สร้างจากนิยายเรื่อง ลำเนาป่า ของศิเรมอร อุณหธูป

 

3. แต่แน่นอนว่า หลังจากทศวรรษ 1990 ก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคนที่สร้างหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย/เรื่องสั้นอยู่ อย่างเช่น

 

3.1 JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของอุษณา เพลิงธรรม

 

3.2 MAE BIA (2015, M.L. Pundhevanop Dhewakul) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของวาณิช จรุงกิจอนันต์

 

3.3 INHERIT (Banjong Pisanthanakun) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง ทายาทอสูร ของตรี อภิรุม

 

เพียงแต่ว่า การสร้างหนังจาก “นิยาย” ในทศวรรษนี้นั้น มันเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยเท่ากับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 อีก

 

4. แต่พอมาในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น เรากับเพื่อนรู้สึกว่า มันมีหนังไทยบางเรื่อง ที่มีลักษณะ lyrical ราวกับว่าได้รับอิทธิพลจากดนตรี คือลักษณะ lyrical ตามความรู้สึกของเรานี้ มันเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง prose กับ poetry หรืออยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วกับร้อยกรอง มันมีบางอย่างคล้ายกับเพลงและเนื้อเพลง

 

คือเวลาที่เราฟังเพลงนั้น บางเพลงมันไม่มี “เนื้อเพลง” หรือมันไม่มี “เนื้อเรื่อง” แต่เพลงนั้นมันก็กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างรุนแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงเนื้อเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว

 

หรือถึงแม้บางเพลงมันมี “เนื้อเพลง” แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เล่าชีวิตของตัวละครตั้งแต่เกิดจนแต่งงานมีความสุข หรือตั้งแต่เกิดจนตาย หรือเล่าถึงตัวละครฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ หรือจนแก้ไขปัญหาได้ (แบบในนิยาย) แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่มันเป็นการดำดิ่งลึกลงไปในห้วงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร มันเป็นการดำดิ่งลงไปในอารมณ์รักใคร่ถวิลหาอาวรณ์ดูดดื่ม มันไม่ได้เน้น “ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร และส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรตามมา” แต่มันเป็นการดำดิ่งลงไปในห้วงขณะอารมณ์นั้น ๆ มันเน้นว่าตัวละคร “รู้สึก” อย่างไร มันละเลียดลงไปในอารมณ์ความรู้สึกนั้น

 

และเราก็รู้สึกว่า หนังไทยหลาย ๆ เรื่องตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมีความ lyrical คล้าย ๆ กันนี้ มันอาจจะไม่ใช่ “หนังทดลองที่ไม่เล่าเรื่อง” มันยังเป็นหนัง narrative อยู่ แต่มันคลายความ plot-driven ลง และหันไปให้ความสำคัญกับ “บรรยากาศ” และ “อารมณ์ความรู้สึก” ของตัวละครมากยิ่งขึ้น

 

ซึ่งถ้าหากเป็นในต่างประเทศนั้น หนังของ Wong Kar-wai คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของหนังกลุ่มนี้

 

ส่วนในหนังยาวของไทยนั้น หนังอย่าง FAKE โกหกทั้งเพ (2003, Thanakorn Pongsuwan), ETERNITY (2010, Sivaroj Kongsakul) และหนังหลาย ๆ เรื่องของ Kongdej Jaturanrasamee ก็เป็นหนังที่เรารู้สึกว่ามีความ lyrical สูงมาก ๆ

 

ส่วนหนังสั้นไทยที่มีความ lyrical นั้น ก็มีจำนวนเยอะมาก ๆ

 

และถ้าหากเราสังเกตดูดี ๆ เราก็จะพบว่า ผู้กำกับหนังไทยหลายคนตั้งแต่ยุคทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา โดยเฉพาะผู้กำกับหนังสั้นไทยนั้น จริง ๆ แล้วเป็นนักดนตรีด้วย อย่างเช่น

 

4.1 Kongdej Jaturanrasamee

 

4.2 Tossapool Boonsinsukh

 

4.3 Nathan Homsup

 

4.4 Kittipat Knoknark

 

4.5 Theerapat Wongpaisarnkit (Beam Wong)

 

5. และนับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา เราก็รู้สึกว่า มีผู้กำกับหนังไทยบางคน ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” พวกเขาเอาตำราวิชาการมาย่อย มาดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างสนุกสนานสุดขีดมาก อย่างเช่น

 

5.1 Prap Boonpan

 

5.2 Ratchapoom Boonbunchachoke

 

5.3 Tulapop Saenjaroen

 

5.4 Teerath Whangvisarn

 

5.5 Viriyaporn Boonprasert

 

5.6 Abhichon Rattanabhayon

 

5.7 หนังสารคดีและหนัง essay films ต่าง ๆ ของไทย

 

5.8 หนัง “อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ต่าง ๆ ของไทย

 

6. ซึ่งเราก็ชอบผู้กำกับทั้ง 3 กลุ่มเลย ทั้งกลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย”, กลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี” และกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” เพราะไม่ว่าคุณจะได้รับอิทธิพลจากอะไร ถ้าหากคุณทำมันออกมาอย่างดี ๆ และตั้งอกตั้งใจ มันก็จะออกมาเป็นหนังที่ดีได้

 

7. แต่นอกจากทั้ง 3 กลุ่มนี้แล้ว ก็มีผู้กำกับหนังไทยอีกหลาย ๆ คนที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งต่าง ๆ กันไป อย่างเช่น จากหนังฮ่องกง, จาก STAR WARS, จากหนังฮอลลีวู้ด, หนังญี่ปุ่น (Nottapon Boonprakob?) etc.

 

8. ถ้าจำไม่ผิด Apichatpong Weerasethakul เคยให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของเขามาจากนิตยสาร “มิติที่ 4” ซึ่งเป็นนิตยสารในดวงใจของเราเหมือนกัน

 

9. เราชอบสุดขีดที่เพื่อนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ภาพยนตร์ของ Poj Arnon มันเหมือน “นิตยสาร” โดยเฉพาะนิตยสาร “เธอกับฉัน” เพราะว่า หนังของ Poj Arnon มันไม่ได้มีจุดเด่นที่ “การเล่าเรื่องอย่างเก่งกาจ” แบบหนังที่ดัดแปลงจากนิยาย แต่หนังของ Poj Arnon มันเป็นการ “รวบรวมเอาความบันเทิงหลากหลายอย่างและประเด็นต่าง ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจเข้ามาไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน” หนังของเขาหลายเรื่องเลยให้ความรู้สึกเหมือนกับการเปิดดูนิตยสาร “เธอกับฉัน” ของเดือนล่าสุด  เพราะมันเต็มไปด้วยหนุ่มหล่ออายุน้อยถ่ายแบบหล่อ ๆ, คอลัมน์ต่าง ๆ ที่พูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจ และเรื่องสั้นเบาสมอง การ “ดู” นิตยสารแบบนี้ให้ความเพลิดเพลินและความบันเทิงเป็นหลัก และเป็นการทบทวนประเด็นเมาท์มอยล่าสุดในสังคม แต่อาจจะไม่มีสาระ และไม่มี “เนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องกันเป็นเนื้อเดียว”

 

10. แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทยในยุคนี้ ที่ไม่ได้เติบโตมากับการอ่านนิยาย แต่เติบโตมากับการอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” เป็นหลัก แต่เราไม่ได้ตามอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยและหนังสั้นไทยเรื่องไหนบ้าง ที่มีความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ในตัวสูงมาก เท่าที่เราพอนึกออกก็คงเป็นเรื่อง MAY WHO? (2015, Chayanop Boonprakob)

 

ถ้าใครอยากเสริมรายชื่อหนังไทยหรือผู้กำกับหนังไทยในส่วนนี้ ก็ช่วยกันเสริมมาได้เลยนะคะ

 

11. และก็แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทย หรือผู้เขียนบทหนังไทยบางคนในยุคนี้ ที่ได้รับอิทธิพลจาก VIDEO GAMES ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยเรื่องไหนบ้างที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในหนังสูงมาก แต่คิดว่าน่าจะมีเยอะเหมือนกันนะ โดยเฉพาะหนังสยองขวัญ

 

ที่เราพอนึกออกในตอนนี้ ก็มี หนังเรื่อง CHAV GHOST HUNTING สก๊อยสอยผี (2024, ศรัณย์ภัทร กองสุข, ณัฐชยา ดวงแก้ว, นริสรา โม้ทอง, ชญาดา โชติทวีผล, A+30) ที่เอาโครงสร้างของ video games มาปรับใช้ในภาพยนตร์ได้อย่างดีงามสุดขีดมาก

 

ใครนึกถึง “หนังไทยที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในตัวสูง” เรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ

 

12. อีกสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ ก็คือ อิทธิพลที่มีต่อหนังผีไทยในยุคต่าง ๆ เพราะไทยมีตั้งแต่หนังอย่าง THE UNSEEABLE เปนชู้กับผี (2006, Wisit Sasanatieng) ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากเหม เวชกร, หนังผีไทยในทศวรรษ 1980 ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนผีเล่มละบาท เรื่อยมาจนถึงหนังผีไทยในยุคนี้ ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจาก Ghost Radio

 

13. และก็น่าสนใจอีกเช่นกันว่า อิทธิพลจาก Tiktok, ละครแนวตั้ง, การด่าทอกันทางทวิตเตอร์, AI และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันจะส่งอิทธิพลอย่างไรบ้างต่อผู้กำกับหนังไทยในยุคปัจจุบันและยุคต่อ ๆ ไป

 

อย่างน้อยไทยก็มี MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY (2013, Nawapol Thamrongrattanarit) และ FACES OF ANNE (2022, Kongdej Jaturanrasamee, Rasiguet Sookkarn) ที่สะท้อน “อิทธิพลจากเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น ๆ” ได้ดีทีเดียว

 

14. เราก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่นี้นะคะ ใครอยากเสริมอะไรก็ comment มาได้เลยค่ะ

 

ภาพจาก WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasamee) ที่เรารู้สึกว่ามันมีความ lyrical สูงมาก

 

 

 

 

Saturday, May 16, 2026

RIP VALIE EXPORT

SONGS BEGIN WITH LETTER A

 

1. ANATA WO AISHITAI (1988) – Yoko Minamino

2. AKI NO INDICATION (1987) – Yoko Minamino

3. AKI KARA MO, SOBA NI ITE (1988) – Yoko Minamino

4. APPROACH (1986) – Yoko Minamino

5. ANOTHER SLEEPLESS NIGHT (1990) – Shawn Christopher

6. ABC (1987) – Shonentai

7. ABSOLUTELY FABULOUS (1994) – Pet Shop Boys

8. ALL AT ONCE (1985) – Whitney Houston

9. ALL AROUND THE WORLD (1989) – Lisa Stansfield

10. ALL OF ME (BOY OH BOY) (1988) – Sabrina

+++

 

เห็นว่าใกล้จะมีฟุตบอลโลก เราก็เลยนึกถึงเพลงประจำฟุตบอลโลกเพลงนี้ TOUCHED BY THE HAND OF CICCIOLINA (1990) – Pop Will Eat Itself

https://youtu.be/LNWu7Ejm_TM?si=3yerzanYO9QddsMw

++++

รุนแรงมาก ๆ เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึง Wallis Simpson ซึ่งก็คือ THE WOMAN HE LOVED (1988, Charles Jarrott) กับ W.E. (2011, Madonna) แต่ทั้งสองเรื่องนี้ก็เหมือนเน้นแค่การเชิดชูความรักต่างฐานันดรของนางเอก และก็เลยไม่ได้พูดถึงชีวิตบั้นปลายของ Wallis ที่ตกเป็นเหยื่อของทนายสาวเจ้าเล่ห์

+++

 

ฉันรักเขา Benyu Zhang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

 

รูปมาจาก PEGASUS (2019) ภาคแรกนะ เพราะว่าในภาค 3 Benyu Zhang ไม่ยอมถอดเสื้อเลย 55555

++++

เพิ่งสังเกตว่า หนังฮ่องกงเรื่อง MEN FROM THE GUTTER (1983, Lam Ngai Choi) เข้าฉายแบบเสียงภาษาจีน 4 โรง และเสียงพากย์ไทยแค่โรงเดียว คือโรงจักรวาล (มันตั้งอยู่ที่ไหนนะ)

 

+++

 

ฉันรักเขา Fan Chengcheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Hu Xianxu from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Johnny Huang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Zhang Xincheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

+++

 

งดงามที่สุด พออ่านจบแล้วเมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปดู instagram ของ Jiab Prachakul แล้วก็พบว่าคุณเจี๊ยบ ประชากุล เคยจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์ที่เธอชื่นชอบ 3 เรื่องให้ Austin Film Society ด้วย โดยภาพยนตร์ 3 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. Floating Weeds (1959) by Yasujiro Ozu
2. A Summer's Tale (1996) by Eric Rohmer
3. Uncle Boonmee Who Can Recalled His Past Lives (2010) by Apichatpong Weerasethakul

https://web.facebook.com/sarunyoo.threesukon/posts/pfbid0QLDzERrnNXSSzK4vbVKA6JhDXJv3HUCTcsAbSH2rzFPpKncHjTrdyJ44C6Rs81R9l

 

https://www.instagram.com/p/DFsvoueNoTz/?img_index=1

 

แนท วาสนา

https://web.facebook.com/1990songshit/posts/pfbid0LcRdoxW7uuiHp2nBY8rNCuB7NGwt9ioiNL5xdDyT6Ewky58qc3qUbFk3gE8dNr9ml

 

BP PORTRAIT AWARD 2020

https://www.npg.org.uk/whatson/exhibitions/2020/bp-portrait-award-2020/exhibition/

+++

 

เพิ่งเห็นว่า เว็บไซต์ GOETHE ON DEMAND มีหนังเรื่อง DARK BLUE GIRL (2017, Mascha Schilinski, Germany, 103min) ให้ดูด้วย กรี๊ดดด ดีใจมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) อย่างสุดขีด เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Mascha Schilinski มาก ๆ

https://goethe-on-demand.de/

++++

 

บันทึกว่า ตอนนี้เราจอประสาทตาฉีกขาดอีกแล้ว เป็นจุดที่ 5

 

คือเมื่อ 4-5 วันก่อน เราเริ่มเห็นจุดสีดำลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นอาการที่เราก็เจอบ้างเป็นครั้งคราว เราก็เลยไม่กังวลอะไร แต่พอผ่านไป 4 วัน มันก็ยังไม่หายไป เราก็เลยตัดสินใจไปหาหมอในวันพุธที่ 13 พ.ค.

 

ปรากฏว่าหมอตรวจพบว่า วุ้นลูกตาเสื่อมของเรามันไปดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาฉีกขาด (retinal breaks without detachment) หมอก็เลยรักษาเราด้วยการยิงเลเซอร์ ค่ารักษาอยู่ที่ 18457 บาท เสร็จแล้วก็ห้ามออกกำลังกายเป็นเวลานาน 1 เดือน

 

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยเป็นจอประสาทตาฉีกขาดมาแล้ว 4 ครั้งในปี 2019 โดยครั้งก่อนหน้านี้คือวันที่ 10 ก.ย. 2019 หรือเมื่อราว 7 ปีก่อน

 

เราก็เลยเซ็ง เพราะโรคที่เรานึกว่าเราหายขาดไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนี้เรากลับมาเป็นอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่จอประสาทตาของเรายังไม่ได้หลุดลอก และโรค พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” ของเราก็ยังคงที่ ไม่ได้เลวร้ายลงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด

 

แต่เราก็คิดว่า มันคงเป็นผลกรรมจากที่เราเคยแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กนั่นแหละ แสดงว่าเรายังใช้กรรมไม่หมด ก็คงต้องทยอยใช้กรรมที่เราเคยทำไว้ในตอนเด็กกันต่อไป

++++

 

วันนี้ไปเดิน Kinokuniya สาขา Central World เจอหนังสือ LOACH ON LOACH เราเลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน เพราะเราเคยดูหนังของ Ken Loach ไปแล้ว 8 เรื่อง และก็ชอบหนังของเขาอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ แต่เราเข้าใจว่ามี Chapter นึงของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ Ken Loach พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างเต็ม ๆ โดยเน้นไปที่สมาชิกคนสำคัญของพรรคแรงงานอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง Keir Starmer นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า Loach เคยกำกับหนังสารคดีเรื่อง THE SPIRIT OF ’45 (2013, 94min) ที่พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างตรง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ มันก็เลยกลายเป็นการสัมภาษณ์ความเห็นของเขาที่มีต่อการเมืองอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไปด้วยโดยปริยาย

 

เข้าใจว่า สำนักพิมพ์ Faber ออกหนังสือชุดผู้กำกับภาพยนตร์นี้มาแล้ว 24 เล่ม แต่เราซื้อเก็บไว้แค่ 2 เล่ม คือ MALLE ON MALLE กับ LOACH ON LOACH

 

ส่วนที่ร้าน Kinokuniya Central World เราเห็นมีหนังสือ CRONENBERG ON CRONENBERG กับ TRIER ON VON TRIER วางขายอยู่ด้วยนะ แล้วก็มีหนังสือที่น่าสนใจเล่มอื่น ๆ วางขายอีกมากมายหลายเล่ม อย่างเช่น JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE ของ Rachel Elizabeth Barraclough, IN THE MOOD FOR TEXTURE: THE REVIVAL OF BANGKOK AS A CHINESE CITY ของ Anika Fuhrmann, หนังสือของ A24 จำนวนมากมายหลายเล่ม, หนังสือเกี่ยวกับ Tilda Swinton เล่มละ 2000 กว่าบาท และหนังสือเกี่ยวกับหนังเรื่อง WHEN A WOMAN ASCENDS THE STAIRS (1960, Mikio Naruse) เล่มละ 700 กว่าบาท

 

JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE

https://www.bloomsbury.com/uk/japanese-horror-cinema-and-deleuze-9781501375026/

 

+++

 

RIP VALIE EXPORT (1940-2026)

 

Valie Export เป็นเจ้าแม่หนังทดลองแห่งออสเตรีย เราเคยดูภาพยนตร์ของเธอแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, Austria, A+30) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

และเราก็เคยดูวิดีโอเรื่อง WOMEN (VALIE) (2022, Karin Fisslthaler, Austria, video installation, 7min, A+30) ที่เป็นการ tribute ให้ Valie Export ด้วย

 

ชื่อ Valie Export ของเธอนั้น ไม่ใช่ชื่อที่เธอได้มาแต่กำเนิด เพราะเธอเปลี่ยนชื่อของตัวเองจาก Waltraud Hollinger  มาเป็น Valie Export ในปี 1967 เพราะเธอไม่ต้องการใช้ทั้งนามสกุลของบิดาและของสามีของเธอ โดยเธอเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า

 

"I did not want to have the name of my father [Lehner] any longer, nor that of my former husband Hollinger. My idea was to export from my 'outside' (heraus) and also export, from that port. The cigarette package was from a design and style that I could use, but it was not the inspiration."

 

ในปี 1968 Valie Export เคยทำการแสดงครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า ACTION PANTS: GENITAL PANIC ด้วยการเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่มิวนิคโดยใส่กางเกงไร้เป้า เพื่อโชว์อวัยวะเพศหญิงของเธอ แล้วเธอก็เดินไปรอบ ๆ ผู้คนในโรงภาพยนตร์โดยให้อวัยวะเพศหญิงของเธออยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผู้ชม

 

Export entered an art cinema in Munich, wearing crotchless pants, and walked around the audience with her exposed genitalia at face level. It aimed toward provoking thought about the passive role of women in cinema and confrontation of the private nature of sexuality with the public venues of her performances. In an interview in Ocula Magazine, the artist stated that: "The fear of the vulva is present in mythology, where it is depicted devouring man. I don't know if this fear has changed.”

 

งานวิดีโออันหนึ่งของเธอคือ FACING A FAMILY (1971) ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในวันที่ 2 ก.พ. 1971 โดยวิดีโอนี้แสดงภาพของครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียที่กำลังรับประทานอาหารเย็นและดูโทรทัศน์ไปด้วย และนั่นก็เท่ากับว่า รายการโทรทัศน์นี้กำลัง “ยื่นกระจก” ให้แก่ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียอีกหลายครอบครัวที่กำลังรับชมรายการโทรทัศน์นี้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียหลายครอบครัวได้ดูรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียครอบครัวหนึ่งกำลังดูโทรทัศน์อยู่ นอกจากนี้ งานวิดีโอนี้ก็เป็นการส่องสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง  subject, spectator, and television ด้วย

 

ในภาพยนตร์เรื่อง REMOTE (1973) นั้น Valie Export ใช้มีดขุดหนังกำพร้าของเธอเป็นเวลานาน 12 นาที เพื่อสะท้อนว่าเรือนร่างของผู้หญิงได้รับความเสียหายมากเพียงใดจากการทำตามมาตรฐานความงามของสังคม

 

Valie Export พยายามต่อต้านแรงกดดันทางสังคมในยุคนั้นที่พยายามกระตุ้นให้ผู้หญิงกลายเป็น “แม่” และ “เมีย” ด้วย โดยเธอเคยกล่าวในหนังสือ VALIE EXPORT: FRAGMENTS OF THE IMAGINATION ที่เขียนโดย Roswitha Mueller ในปี 1994 ว่า

"VALIE EXPORT: I am interested in postmodern theories of the subversion of the subject since I would like to dissolve the traditional view of the subject, which had contributed to the oppression of women. It could also be helpful in freeing women from social norms and enforced codes like motherhood. But I do not follow postmodern philosophers when they equate the questions concerning women's subjectivity with a confirmation of phallocentrism. The phenomenological attempt to overcome Hegel's dialectics in certain postmodern theories seems rather conservative to me." (from page 213)


"VALIE EXPORT: First, I do understand the dangers of my recommendation to women to refuse natural reproduction. Yet, I think the whole essentialism debate has to be taken out of its abstract philosophical framework, because there one can always find yet another logical trip-up. What I am trying to call attention to is the necessity to change the whole concept of motherhood, the ideological coercion of women to become mothers and wives that is the core of the cultural determination of our bodies. Only in this framework can what I say make any sense. Certainly, I do not propose in actuality that an individual woman should no longer give birth if she feels like it; rather, it is the coercion I am trying to counteract. And from this perspective, artificial reproduction is equally dangerous, because it can potentially increase the pressure on women if they are not in charge of their lives and if they are not involved in these debates." (from page 222)

 

ภาพจากหนังเรื่อง SYNTAGMA (1983, Valie Export)

++++

 

วันนี้ไปกินข้าวเย็นที่ร้าน ANYA’S PLACE อยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ ศาลายา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร อาหารอร่อยดีค่ะ

https://web.facebook.com/Anyarestaurant

++++

 

เพิ่งรู้จากเพื่อนว่า เกย์รุ่นใหม่เขานิยมไป hang out กันที่ลานเกย์ รัชโยธิน ที่อยู่แถว ๆ ผับ “ท่าช้าง รัชโยธิน” กับโรงหนังเมเจอร์รัชโยธิน เห็นมีคลิปใน instagram กับ tiktok เยอะมากที่พูดถึงประเด็นนี้

 

รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีงามมาก ๆ เราก็ไปดูหนังที่เมเจอร์รัชโยธินบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีอะไรแบบนี้เลย เพราะว่าพอหนังเลิกราว ๆ 4 ทุ่มเราก็เดินออกทางเชื่อมรถไฟฟ้าด้านหน้า เราก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ลานด้านหลัง

 

เรารู้แค่ว่า แถวนั้นมันมีผับบาร์อยู่บ้าง และก็น่าจะมีร้านอาหารบางร้านที่มันยังคงเปิดในเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ มีร้านราเมงข้อสอบกับสตาร์บัคส์ที่เปิด 24 ชั่วโมง และร้านอาหารหลายร้านที่ปิดตีหนึ่งหรือตีสอง อาคารด้านหลังเมเจอร์รัชโยธินมันมีร้านอาหารเยอะมาก และห้องน้ำในอาคารนั้นน่าจะเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงมั้ง

 

เพราะฉะนั้นลานตรงนั้นมันก็เลยอาจจะเหมาะดี เพราะมันดูเหมือนเปิดไฟสว่างไสว ดูปลอดภัย เดินเหินได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเสียตังค์ มีร้านอาหารร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง มีห้องน้ำให้เข้าไปปัสสาวะและทำอะไรอย่างอื่น ๆ ได้

 

หวังว่าจะมีคนทำหนังสั้นเกี่ยวกับลานเกย์รัชโยธินมาให้พวกเราได้ดูกันนะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0JTP4ocFUSwR2WmVHo7txVBF924NdVdKMVFcb1hMA3wzb4XLfuBty7ZT4fzBjjPe4l