Tuesday, July 21, 2026

FILMS ABOUT THE VOID IN HUMAN SOULS

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30) และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้

 

เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้

 

Cinema Scope on COMA

https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/

+++

 

ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค” เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้

 

เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง “ตำนาน Saint George” เหรอ

+++

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์

 

SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST

 

1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

 

2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation)

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany)

 

4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)

 

6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง free will + determinism

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)

 

1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน, ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้ หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์ มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว 30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ 100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

 

เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้ แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว (เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)

 

เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้

 

2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

 

แต่ตัวละคร Raymond ใน THE VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ free will อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า

 

2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย “ไร้เหตุผล” เหมือนกัน

 

2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหมือนกัน

 

2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will vs. determinism เหมือนกัน

 

3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน

 

คือใน COMA นั้น ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ “โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน “โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free will ได้

 

และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน” เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เสียอีก 55555

 

คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS มาก ๆ ในความเห็นของเรา

 

แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง

 

4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่ four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้ ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT 25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย

 

เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted screens”

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA, มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness” ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง 3 โลกสมมุติเลย

 

แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น” จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้ อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง” เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด

 

5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography

 

6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism

 

ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ

+++

 

RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)

 

เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู

 

1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)

เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้

 

3. มังกรหยก (1983)

เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง

 

4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)

เขารับบทองค์ชายเฟยหลง ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน

 

ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา

 

เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว” (Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า

+++

 

I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)

++++

 WRECKED กองกอย

ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้ 55555

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

EVIL DEAD BURN

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน EVIL DEAD BURN (2026, Sébastien Vanickek, A+15) ก็คือ การที่หนังเรื่องนี้เหมือนจะจงใจ tribute ให้หนังสยองขวัญที่เราชอบมาก ๆ อย่างเช่น

 

มี spoil EVIL DEAD BURN

--

--

--

--

--

1. ใน EVIL DEAD BURN ฉากที่คุณยาย Polly (Maude Davey) กลายเป็นผี แล้วลุกขึ้นภายใต้ผ้าคลุมสีขาว เรารู้สึกว่ามันคือการจงใจคารวะฉากการฟื้นคืนชีพของ Marjorie Glick ในโรงพยาบาลใน SALEM’S LOT (1979, Tobe Hooper, 183min, A+30) โดย SALEM’S LOT (1979) นี่ถือเป็นหนึ่งในหนัง/ละครสยองขวัญสุดโปรดตลอดกาลของเรา

 

2. ใน EVIL DEAD BURN ฉากที่ผี Edgar (Erroll Shand) มาเคาะกระจกหน้าต่างชั้นสองท่ามกลางความมืด เราก็รู้สึกว่ามันคือการจงใจคารวะฉากกระจกหน้าต่างใน SALEM’S LOT (1979, Tobe Hooper, 183min, A+30) เช่นกัน

 

3. ฉากช่วงท้ายของ EVIL DEAD BURN นี่เราก็เดาว่ามันคือการจงใจคารวะฉากจบของ READY OR NOT (2019, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett) เพียงแต่ว่านางเอกของ EVIL DEAD BURN ตอบว่า my ex-husband หรืออะไรทำนองนี้ ส่วนนางเอกของ READY OR NOT ตอบว่า in-laws

 

4. ส่วนฉากที่ไม่ได้จงใจ tribute แต่เป็นฉากที่ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ โดยบังเอิญ ก็คือฉากผีไต่เพดานห้องใน EVIL DEAD BURN ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงฉากคลาสสิคใน THE EXORCIST III (1990, William Peter Blatty)

 

คือเราเดาว่าฉากผีไต่เพดานห้องอาจจะมีในหนังสยองขวัญหลาย ๆ เรื่องก็เป็นได้นะ เราก็เลยไม่รู้ว่าฉากนี้ใน EVIL DEAD BURN มี reference มาจากหนังเรื่องไหนกันแน่ แต่ฉากผีไต่เพดานห้องฉากแรกที่เราเคยดูในชีวิต ก็คือในหนังเรื่อง THE EXORICIST III ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า ฉากแบบนี้มันปรากฏครั้งแรกใน THE EXORCIST III หรือเปล่า หรือว่ามันมีมาในหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านั้น

 

ถ้าใครมีข้อมูลว่าฉากไหนใน EVIL DEAD BURN จงใจ tribute ให้หนังเรื่องไหนอีก ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

 The resurrection of Marjorie Glick in SALEM’S LOT (1979)

https://www.youtube.com/watch?v=hc_mUIkiDX4

 

Window scene in SALEM’S LOT (1979)

https://www.youtube.com/watch?v=w1unHCE_Npw

 

+++

 

เพิ่งรู้เรื่องของ Saint Eulalia นักบุญหญิงที่ถูกประหารชีวิตขณะอายุ 13 ปี ในปี 303 รุนแรงมาก เธอเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของนครบาร์เซโลนาด้วย

 

อันนี้เป็นภาพวาด THE MARTYRDOM OF SAINT EULALIA วาดโดย Bernat Martorell ในปี 1442-1445

 

Saint Eulalia

https://en.wikipedia.org/wiki/Eulalia_of_Barcelona

+++

 

เห็น Dermot Mulroney แล้วก็นึกถึงสมัยที่ตัวเองยังเป็นวัยรุ่นมาก ๆ เราน่าจะเคยเห็นเขาครั้งแรกจากหนังเรื่อง LONG TIME COMPANION (1989, Norman René)

+++

 

ภาพประวัติศาสตร์มาก ๆ เห็นใน comment มีคนบอกว่า คนในภาพคือ “แถวนั่งเก้าอี้ กอบสุข  จารุจินดา, ลลนา สุลาวัลย์, พิศมัย วิไลศักดิ์, นิภาพร นงนุช, มนัสชนก ส่งศรีสุข ส่วนแถวนั่งพื้น วรรณิศา ศรีวิเชียร, เป็นหนึ่ง ไชยชิต, ยิ่งใหญ่ อายะนันท์, วิยะดา อุมารินทร์”

 

เราไม่ได้ไปงานนี้ที่หอภาพยนตร์นะ เพราะว่าเราเคยดู ไร้เสน่หา (1978, Chana Kraprayoon) ไปแล้วในเดือนเม.ย. 2009

  

Saturday, July 18, 2026

HOW VICTIMS BECOME AGGRESSORS

 

ผู้หญิงแย่งสับ WEB OF DECEPTION (1989, David Chung, Hong Kong) is one of my most favorite films of all time. เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นเราจองเป็น “หลินชิงเสีย” ในหนังเรื่องนี้ ส่วนเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยในกลุ่มของเรา ก็จองเป็น “หวังจู่เสียน”, “หวังซิ่วเฟิง” และ “หลี่เหม่ยฟ่ง” ในหนังเรื่องนี้

+++

 

เพิ่งรู้ว่า BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) มีชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “สองสาวอันตรายหัวใจนรกแตก”

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กองกอย WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30)

+ WARLA (2025, Kevin Z. Alambra, Philippines, A+30)

หนังสองเรื่องเกี่ยวกับตัวละครเอกที่เรามองว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

หรือตัวละครที่ “ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว/สังคม/ระบอบปิตาธิปไตย แต่ต่อมาเหยื่อก็กลับทำตัวเป็นคนชั่ว/ปีศาจ เสียเอง”

หรือตัวละครที่อาจจะบอกตัวเองว่า “ในเมื่อโลกและสังคมเคยทำร้ายฉันอย่างรุนแรงมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากฉันจะทำเลวกับคนอื่น ๆ บ้าง แล้วมันจะทำไม”

 

ซึ่งประเด็นนี้อาจจะโยงไปถึง VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain), L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France) และ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) ด้วย

 

1. ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราแอบตั้งคำกริยาคำหนึ่งไว้ใช้เรียกคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม คำกริยานั้นคือคำว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

 

การ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” ในที่นี้ ก็คือการที่คนบางคน ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนที่เคยถูกกดขี่/กดทับ จากระบอบการเมือง/สังคม/โลก ที่ไม่เป็นธรรมในอดีต ได้ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง และใช้โอกาสนั้นในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ หรือใช้ “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการหลอกตัวเองให้เชื่อว่า ตัวเองไม่ผิดอะไรถ้าหากจะทำร้ายคนอื่น ๆ

 

2. คือเรามองว่า อิสราเอล คือตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการกระทำแบบนี้ เราก็เลยเอาชื่อประเทศนี้มาใช้เป็นคำกริยา ซึ่งจริง ๆ แล้วเราคิดว่ามันน่าจะมีศัพท์เฉพาะสั้น ๆ สำหรับใช้เรียกการกระทำแบบนี้หรือใช้เรียกคนกลุ่มนี้นะ แต่เราไม่รู้ว่าศัพท์เฉพาะนั้นมันคือคำศัพท์อะไร ถ้าใครรู้ว่ามันมีคำศัพท์อะไรที่เหมาะจะใช้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

เหมือน “วงจรปีศาจ” สำหรับอิสราเอล มันเริ่มต้นจาก นาซี ที่ทำตัวเป็นปีศาจ ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นชาวยิวก็เลยมีสถานะเป็น “เหยื่อ” ในเหตุการณ์นี้ ส่วนนาซี ก็มีสถานะเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์

 

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิว “บางคน” (ไม่ใช่ทุกคน) ก็ได้กลายเป็น “ปีศาจ” เสียเอง เมื่อพวกเขาเริ่มต้นเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ เหมือนพวกเขาฉกฉวยโอกาสจาก “สถานะเหยื่อ” ของตนเอง หรือฉกฉวยโอกาสที่พวกเขา “ได้รับความสงสารเห็นใจจากคนจำนวนมากทั่วโลก” และเลยเอาโอกาสนั้นมาใช้ในการเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ และสิ่งนี้ก็ยังคงดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงยุคปัจจุบัน

 

3. และในยุคปัจจุบันนี้ เราก็มองว่า มีคนบางคนที่ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” นั่นก็คือคนที่ใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการไปทำร้ายคนอื่น ๆ หรือในการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ ซึ่งการใช้ประโยชน์นี้ มีได้ทั้งในรูปแบบของ การเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากสังคมโดยตรง และในรูปแบบของ “การหลอกตัวเองให้ไม่ต้องรู้สึกผิด เมื่อตนเองทำร้ายคนอื่น ๆ”

 

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสารมาก่อน บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชนชั้น”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชาติพันธุ์”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “เพศ”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ศาสนา”, etc.

 

แต่เราเชื่อว่า “คนชั่ว” มีอยู่ในคนทุกกลุ่ม คนชั่วมีอยู่ในทุกชนชั้น ทั้งคนรวย, ชนชั้นกลาง, คนจน  คนชั่วมีอยู่ในทุกชาติพันธุ์ ทั้งคนผิวขาว และคนผิวสีอื่น ๆ และคนชั่วก็มีอยู่ในทุก gender และทุกศาสนา/ความเชื่อ/ลัทธิ เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีคนชั่วบางคน ที่เคยอยู่ในกลุ่มที่เคยถูกกดทับมาก่อน ฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการทำร้ายหรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ พวกเขาเคยตกเป็น “เหยื่อของปีศาจ” แต่ต่อมาพวกเขาก็ได้กลายสถานะมาเป็น “ปีศาจ” เสียเอง

 

ซึ่งพอคนแบบนี้กลายมาเป็น “ตัวละครในภาพยนตร์” มันก็เลยเป็นตัวละครที่น่าสนใจสุดขีดสำหรับเรา เพราะนี่คือตัวละครที่ “เทา” จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครที่ขาวจัดเป็นแม่พระ หรือดำจัดเป็นนาซี แต่เป็นตัวละครที่ “เป็นทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน และเป็นคนประเภทที่เราพบได้จริง ๆ ในสังคมรอบตัวเราในโลกยุคปัจจุบัน

 

4. หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับคนประเภทนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็คือ Vickrum Digwa ชายชาวซิกข์วัย 23 ปีในอังกฤษ ที่ใช้กริชแทงสังหาร Henry Nowak ชายผิวขาวอายุ 18 ปี แต่พอกลุ่มตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ Digwa กลับอ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของ racist attack (Digwa told the police that Nowak was drunk, had punched him, used a racial slur and pulled off his turban, and showed them what he said was a swollen eye and small bruise.)

 

ตำรวจก็เลยไปจับกุม Nowak ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ก่อนที่ Nowak จะเสียชีวิต (The officers pulled Nowak's hands behind his back and handcuffed him. Nowak said, "Please brother, I can't breathe". These were his last words. He was arrested and read his rights before an officer realised he was unresponsive.)

 

ซึ่งเราว่า Vickrum Digwa ไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนี้ แต่มีอีกหลายคนที่ทำคล้าย ๆ กันแต่อาจจะไม่ได้ทำรุนแรงเท่า Digwa แต่ในสังคมไทยเราอาจจะไม่ได้เจอสิ่งนี้ชัดเท่ากับในสังคมเมืองนอก เพราะสังคมไทยมีปัญหาเรื่องชนชั้นมากพอสมควร และมีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศอยู่บ้าง แต่อาจจะไม่ได้มีความขัดแย้งเรื่อง “สีผิว” อย่างรุนแรงเท่ากับเมืองนอก

 

5. เราก็เลยรู้สึกว่า สังคมโลกยุคนี้มันน่าสนใจดี เพราะในอดีตเมื่อเราเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 นั้น เรามองว่าผู้ร้ายมักจะเป็นนาซี หรือคนรวย หรือชายแท้ หรือคนผิวขาว แต่พอสังคมโลกมันพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ความอยุติธรรมในอดีตถูกทำลายหรือถูกสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ สังคมโลกมันก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก แต่เราก็ต้องระวัง “คนบางคน” ที่เคยตกเป็นเหยื่อ และฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นเหยื่อของตนเอง ในการทำสิ่งที่เลวร้ายต่อคนอื่น ๆ

 

6. เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่เหมือนเป็น “ทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน อย่างเช่น

 

6.1 VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain)

สาวสวยฐานะดีพยายามช่วยเหลือดูแลกลุ่มคนจนและขอทาน แต่เธอกลับถูกขอทานข่มขืน ขอทานในหนังเรื่องนี้ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจ เพราะพวกเขาเป็นเหมือนเหยื่อของโครงสร้างทางสังคม แต่บางคนในกลุ่มพวกเขาก็เป็นปีศาจด้วยเช่นกัน

 

6.2 L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France)

 

One of my most favorite films of all time เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวัยรุ่นสองคนจงใจใช้ธนบัตรปลอมไปซื้อสินค้า พวกเขาคิดว่านั่นเป็นการกระทำผิดเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า การกระทำผิดเพียงเล็กน้อยในสายตาของพวกเขา มันก่อให้เกิดห่วงโซ่ของความเลวร้ายต่อเนื่องและขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้เกิดฆาตกรโรคจิตที่ออกเข่นฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมากในเวลาต่อมา

 

ตัวละครฆาตกรโรคจิตใน L’ARGENT ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเขาเคยตกเป็น “เหยื่อ” ของคนอื่น ๆ และตกเป็นเหยื่อของ “ระบอบยุติธรรม” ด้วย แต่หลังจากที่เขาตกเป็นเหยื่อแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นปีศาจในเวลาต่อมา

 

6.3 BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France)

 

หนังเรื่องนี้ก็เป็น one of my most favorite films of all time เช่นกัน หนังเรื่องนี้มีนางเอกสองคน คนหนึ่งเคยถูกข่มขืนในช่วงต้นเรื่อง แต่หลังจากที่เธอถูกข่มขืนแล้ว เธอก็ได้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

 

7. พอมาในปีนี้ เราก็เจอหนังสองเรื่องที่เราชอบสุดขีด เพราะมันนำเสนอตัวละครที่เข้าข่ายข้างต้น ตัวละครที่เป็นทั้ง “เหยื่อและปีศาจในคนคนเดียวกัน” ซึ่งเรื่องแรกก็คือ WARLA ที่เพิ่งฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Baturu

 

WARLA เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากคดีจริงในฟิลิปปินส์ หนังเล่าเรื่องของกะเทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้มีสถานะเป็น “เหยื่อ” อย่างชัดเจน เพราะความเป็นกะเทยของเธอส่งผลให้เธอถูกรังแกจากชายแท้, หญิงแท้, สังคม, สถาบันทางศาสนา

 

แต่ว่าพวกเธอไม่ได้มีสถานะเป็นเหยื่อเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเธอกลับเลือกที่จะตั้งตัวเป็น “แก๊งอาชญากร” ด้วย พวกเธอปล้นทำร้ายนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้เก็บเงินมาผ่าตัดแปลงเพศที่กรุงเทพ

 

หนังเรื่องนี้สร้างจากคดีจริง และมีความคล้ายคลึงกับ DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet) ที่สร้างจากคดีจริงเกี่ยวกับการปล้นธนาคารเพื่อหาเงินไปผ่าตัดแปลงเพศเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบ WARLA มาก ๆ ตัวละครในหนังมัน “เทา” มาก ๆ และนำเสนอความซับซ้อนของมนุษย์, โลก และสังคมได้อย่างน่าสนใจ

 

ตัวละครใน WARLA ไม่ได้ใช้สถานะความเป็นเหยื่อของตนเองมาเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม แต่เราว่าตัวละครบางตัวใน WARLA เผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจในจิตใจของตัวเอง เพราะตัวละครบางคนถูกเหยียดจากครอบครัวและสังคมเป็นอย่างมาก พวกเธอ “อับจนหนทางไป” เป็นอย่างมาก และในเมื่อโลกไม่เคยยุติธรรมกับพวกเธอ การต่อสู้กันระหว่าง “ปีศาจ” กับ “มโนธรรม” ในใจตนเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

 

8. เราก็เลยชอบหนังเรื่อง “กองกอย” หรือ WRECKED อย่างรุนแรงด้วยเหตุผลเดียวกัน

 

Spoilers alert สำหรับ “กองกอย”

โพสท์นี้มีการเปิดเผยจุดหักมุมที่สำคัญมากในหนังเรื่อง “กองกอย” เพราะฉะนั้นควรไปดูหนังเรื่อง “กองกอย” ก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านนะคะ

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

หนึ่งในตัวละครเอกของ “กองกอย” คือหญิงสาวที่ถูกข่มขืน เธอตกเป็น “เหยื่อ” แต่มันก็คล้ายกับตัวละครใน BAISE-MOI เพราะหลังจากนั้นเธอได้กลายเป็น “ปีศาจ” ไปด้วย เธอทำร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เพียงเพราะเขาอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางเส้นทางรอดพ้นในชีวิตของเธอ

 

เราก็เลยชอบ “กองกอย” มาก ๆ เราว่ามันทำให้เรานึกถึงคนหลาย ๆ คนในสังคมยุคปัจจุบันได้ดี สังคมที่มีการกดขี่กดทับจากคนบางกลุ่ม แต่ “ผู้ที่ถูกกดทับ” หรือ “ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ” เองนั้น ก็ไม่ใช่คนที่เราจะไว้ใจอะไรได้เลย

 

มันคือวงจรแห่งความเลวร้าย ปีศาจทำร้ายเหยื่อ แล้วเหยื่อก็กลายเป็นปีศาจเสียเอง ทำร้ายเหยื่อคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ เป็น chain reaction ที่น่าเศร้ามาก ๆ

+++

 

RIP BRENDA FRICKER

 

I worship her performance in SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada). Her performance in SWANN is the performance of a lifetime.

 

การแสดงของ Brenda Fricker ใน SWANN นี่ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

 

ผลงานการแสดงของ Brenda Fricker ที่เราเคยดู

 

1. MY LEFT FOOT (1989, Jim Sheridan, Ireland/UK)

Brenda Fricker ได้รางวัลออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

2. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)

 

3. A TIME TO KILL (1996, Joel Schumacher)

 

4. SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada)

 

เสียดายที่เราได้ดูผลงานการแสดงของเธอเพียงแค่ 4 เรื่อง เพราะผลงานการแสดงส่วนใหญ่ของเธอน่าจะเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ของไอร์แลนด์ เห็นเธอเคยเข้าชิงรางวัลด้านการแสดงของไอร์แลนด์จาก RELATIVE STRANGERS (1999, TV series), VERONICA GUERIN (2003, Joel Schumacher, Ireland), NO TEARS (2002, TV series), RORY O’SHEA WAS HERE (2004, Damien O’Donnell, Ireland), ALBERT NOBBS (2011, Rodrigo García, USA/Ireland), HOLDING (2022, TV series) ซึ่งเราไม่ได้ดูหนังและละครเหล่านี้เลย แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เธอคงเป็น “เจ้าแม่ด้านการแสดงของไอร์แลนด์”

 

พอเราไปอ่านใน wikipedia เราถึงเพิ่งรู้ว่าประวัติชีวิตของเธอมันหนักมาก ๆ

 

In her 2025 memoir She Died Young: A Life in Fragments, Fricker wrote that she was physically abused by her mother and groomed by a teacher when she was eight. At 14 she spent two years in hospital after going through a car windscreen in a cycling accident, later developed tuberculosis, and made repeated suicide attempts that led to periods in psychiatric care. She said she was raped at 17 and described another assault early in her career. She also wrote that she began self‑harming before the age of 10, influenced by religious imagery she saw in church

+++

 

บางส่วนของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING จักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

RAJADAMNERN (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

I DON’T KNOW LA (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NANCY (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

YOD ZEI (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

TAROT (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NEW WORLD BUILDING (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

LUMPINI PARK (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

ROYAL TURF CLUB THAILAND (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

UNTITLED (Roslisham Ismail, color drawing on paper)

Ise archives

WHERE THE LIGHT FOUND US (2026, Naruebes Vadvaree)

WELCOME BRO (2026, Adisak Choksongsaeng, oil painting)

 

WHITE SNAKE (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

WRESTLING MEN (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

PROCESSION (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

THEY WERE ONLY LOOKING WITH THEIR HANDS (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IS ANYONE STILL HERE? (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

+++

 

อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Lea Pool ในไทย เพราะเราได้ยินชื่อเสียงของเธอมานาน 20 กว่าปีแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังของเธอเลย

 

 

Friday, July 17, 2026

WRECKED

 

Misato Watanabe เป็นหนึ่งในนักร้องญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบมากที่สุด และเราก็รู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อคล้าย ๆ กัน ซึ่งก็คือ Marina Watanabe แต่มาวันนี้เราถึงเพิ่งรู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อ Minayo Watanabe ด้วย ขำมาก ๆ ที่ทั้งสามคนเป็นนักร้องในทศวรรษ 1980 เหมือนกัน นามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นญาติกัน นึกว่าปวดกะโหลก

++++

 

STILL (2026, Tammarat Kittiwatanokun, photographs on iPhone, printed on clear acrylic, and found scientific glass bottle)

 

ชอบงานนี้มาก ๆ เราเข้าใจว่ามันเป็นภาพถ่าย found objects ที่อาจจะมีความเกี่ยวพันกับ Roslissham Ismail (Ise) ศิลปินชาวมาเลเซียผู้ล่วงลับ

 

สิ่งที่เราชอบมาก ๆ ไม่ใช่เนื้อหาในภาพถ่าย แต่เป็นขนาดเล็ก ๆ ของภาพถ่าย และ “การจัดวาง” ภาพถ่ายและ found bottle นี้ โดยการวางมันไว้บนพื้นห้อง อิงแอบอยู่กับฝาผนัง

 

ตัวศิลปินอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่การจัดวางภาพถ่ายและสิ่งของเหล่านี้เอาไว้แบบนั้น ทำให้เรานึกถึงการวางสิ่งของเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในจุดที่มีผู้เสียชีวิต และการวางของเซ่นไหว้อะไรแบบนี้น่ะ ตัว found bottle ก็ทำให้เรานึกถึงแจกันดอกไม้โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

 

เราก็เลยชอบ “การจัดวาง” ภาพถ่ายในงานนี้มาก ๆ

 

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

+++

Artworks seen

 

THE KISS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IT’S JUST A PRANK (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

COME IN (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

BUTTS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

YES (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

Christopher Nolan อะไรกันคะ มันต้องหนังอย่าง “กองกอย” เท่านั้นค่ะ ที่กูจะรีบพุ่งตัวออกไปดูในวันแรกที่ออกฉาย 55555

 

สรุปว่าเราชอบ “กองกอย” WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30) มาก ๆ นะ ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่เราชอบหนังแบบนี้มาก ๆ เหมือนจริง ๆ แล้วมันเป็น “หนังชีวิต” หรือหนัง drama แต่มันแกล้งฉาบหน้าว่าเป็นหนัง horror และมันมีบางประเด็นใน “กองกอย” ที่เราชอบอย่างรุนแรงสุดขีด

 

ตอนนี้เราเพิ่งได้ดูหนังของ Anysay Keola ไปเพียงแค่ 5 เรื่อง สรุปว่าเราชอบ ABOVE IT ALL (2015, Anysay Keola, Laos) มากที่สุดในบรรดา 5 เรื่องนี้

+++

 

ซื้อหนังสือ WITTGENSTEIN: A VERY SHORT INTRODUCTION ของ A.C. Grayling มาแล้ว หนังสือเล่มนี้แปลเป็นไทยโดยคุณ เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์

 

สาเหตุที่เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เป็นเพราะว่าเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราเคยซื้อวิดีโอภาพยนตร์เรื่อง WITTGENSTEIN (1993, Derek Jarman, UK) มาจากร้าน AVS แล้วเราดูไม่รู้เรื่องเลย 55555 หนังเรื่องนั้นก็เลยฝังใจเราอย่างรุนแรง และก็เลยเป็นแรงผลักดันให้เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าในอนาคตเมื่อเราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเราได้ดูหนังของ Derek Jarman อีกครั้ง เราจะได้เข้าใจหนังมากขึ้น

+++

 

อยากให้มีคนนำ LES VAMPIRES (1915, Louis Feuillade, France) มาลงโรงฉายในไทย หนังเรื่อง LES VAMPIRES นี้มีความยาวเพียงแค่ 7 ชั่วโมงเท่านั้นเองนะ ถ้าหากมีคนเล่นเปียโนประกอบหนังเงียบเรื่องนี้ไปด้วยตลอด 7 ชั่วโมงก็น่าจะดีมาก

 

 

Thursday, July 16, 2026

FILM OF HOMELESS VS. SPAIN IN A DAY

 ARTWORKS SEEN


DEVOUR (2026, Parinot Kunakornwong)

 

TWO MEN IN THE AFTERNOON MEETING (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

THE AGENTS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

SNAKE LEGS (2025, Parinot Kunakornwong)

 

TALK TO THE HAND (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

THE SHOP ON MAIN STREET น่าดูสุดขีด แต่เราชอบจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ THE SHOP AROUND THE CORNER (1940, Ernst Lubitsch)

++++

อยากให้มีคนจัดงาน Russ Meyer Retrospective ในไทย (เคยมีการจัดงาน Derek Jarman Retrospective ในกรุงเทพไปแล้วในปี 2008 แต่จะจัดอีกรอบก็ได้นะ 555)

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก (2022, Ongart Hanchanawong, documentary, 70min, A+30)

+ SPAIN IN A DAY (2016, Isabel Coixet, documentary, 81min, A+25)

 

1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “ภาพยนตร์คนยาก” ในงาน Wildtype Middleclass ในวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง SPAIN IN A DAY และก็คิดว่าหนังสองเรื่องนี้มีทั้งจุดที่เหมือนกันและจุดที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

 

จุดที่เหมือนกันก็คือว่า หนังทั้งสองเรื่องนี้ประกอบด้วยฟุตเตจที่ถ่ายโดยคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปหลาย ๆ คนมารวมกัน มันก็เลยเป็นหนังที่สะท้อนภาพชีวิตจริงอันหลากหลายของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้เป็น filmmaker มืออาชีพ

 

หนังทั้งเรื่องเลยเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อกัน เป็น fragments เศษเสี้ยวเล็ก ๆ จากชีวิตของคนมากมาย เพราะฉะนั้นเส้นอารมณ์ในหนังเลยไม่ได้สร้าง “ความเพลิดเพลิน” แบบหนังทั่ว ๆ ไป เพราะเส้นอารมณ์ในหนังมันจะขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ ไม่ราบเรียบมาก ๆ แต่ความตะปุ่มตะป่ำทางอารมณ์นี้มันมาพร้อมกับ concept ของหนังอยู่แล้ว

 

และเราก็ชอบ concept ของหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนเป็นหนังที่เราชอบตัว concept มากกว่าตัวผลลัพธ์ที่ออกมาทั้งสองเรื่อง คือตัวหนังที่ออกมาเราก็ชอบมากนะ แต่เราประทับใจกับ concept ของหนังมากกว่า

 

2. ส่วนสิ่งที่ตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้ ก็คือสถานะทางสังคมของผู้ถือกล้องในหนังทั้งสองเรื่องนี้ โดย “ภาพยนตร์คนยาก” นั้นเราเข้าใจว่า ถ่ายโดยคนไร้บ้านหลายคนในจังหวัดขอนแก่น เพราะฉะนั้นตัวหนังก็เลยช่วยพาให้ผู้ชมได้ไปสัมผัสกับเศษเสี้ยวต่าง ๆ ในชีวิตของคนไร้บ้าน โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของหนังที่เป็นช่วงกลางคืน ที่หนังแทบไม่ได้ให้เราเห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่เราได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ถือกล้องผ่านทางบทสนทนาต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้

 

แต่ช่วงครึ่งหลังของ “ภาพยนตร์คนยาก” นั้นวิเศษมาก ๆ เพราะในช่วงครึ่งหลังเราได้เห็นการยังชีพหาอาหารด้วยการขุดปู ได้เห็นภาพชีวิตของคนเหล่านี้อย่างชัด ๆ ซึ่งถือเป็นฟุตเตจที่งดงามมาก ๆ

 

 3. ในส่วนของ SPAIN IN A DAY นั้น เราเข้าใจว่าผู้ถือกล้องส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางชาวสเปน ซึ่งมีความพรั่งพร้อมต่าง ๆ มากมายในชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น เพราะฉะนั้นเราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe กับ “ความสุขของชนชั้นกลาง” ในหนังเรื่องนี้มากพอสมควร 55555

 

คือถ้าหากเป็นหนัง fiction หรือหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป ตัวละครหรือ subject ในหนังเหล่านี้มักจะต้องเผชิญกับ “ความทุกข์ที่สำคัญ” บางอย่างน่ะ มันถึงจะเกิดเป็น “เนื้อเรื่อง” และ conflict หลักขึ้นมา ตัวละครในหนัง fiction มักจะต้องเผชิญกับความทุกข์และฝ่าฟันอุปสรรค ส่วน subject ในหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป ก็มักจะเผชิญกับปัญหาทุกข์ร้อนบางอย่าง มันก็เลยมีการสร้างหนังสารคดีเพื่อถ่ายทอดปัญหาสังคมดังกล่าว

 

แต่พอ SPAIN IN A DAY ให้คนทั่ว ๆ ไปถ่ายชีวิตของตนเอง คนเหล่านั้นก็เลยเหมือนนำเสนอความสุขรื่นรมย์ในชีวิตครอบครัวของตัวเอง อะไรทำนองนี้ เราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe มาก ๆ แต่นี่แหละ ความจริงของชีวิตชนชั้นกลางในประเทศโลกที่หนึ่ง 55555

 

4. เราก็เลยรู้สึกว่า FILM OF HOMELESS กับ SPAIN IN A DAY มันอาจจะเหมาะฉายควบกัน เพราะมันมีทั้งความเหมือนกันและความตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้

 

FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก มีให้ดูในยูทูบนะ

 

ส่วน SPAIN IN A DAY นั้น ใน imdb บอกว่ามีผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นจำนวนทั้งหมดราว 51 คน แต่เราเข้าใจว่าเจ้าของโครงการคือ Isabel Coixet

 

ดู FILM OF HOMELESS ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=kfbhdNPfPwg&t=1642s

++++

 

เมื่อวานไปดูงาน video installation ที่ Art Centre, Silpakorn University มันมีจองานวิดีโออันนึงที่นำเสนอภาพสถานที่ต่าง ๆ แล้วเปลี่ยนภาพสถานที่ไปเรื่อย ๆ เราดูไปราว 30 วินาทีก็เริ่มเอะใจ เลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าที่แท้มันเป็นภาพ screen saver ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ 5 วินาทีอะไรทำนองนี้ 555555 เจ้าหน้าที่เขาก็เลยแก้ไขให้เรา

+++

 

ช่วงนี้เราหยิบ cassette tape เก่า ๆ มาฟัง ซึ่งรวมถึงอัลบัม VISION: THE MUSIC OF HILDEGARD VON BINGEN (1994) ที่ทางค่าย EMI เคยผลิตเป็นเทปลิขสิทธิ์ออกขายในไทยในทศวรรษ 1990 ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้เป็นแฟนเพลงแนวศาสนา แต่พอวง Enigma ประยุกต์เอาเพลงแนวนี้มาใช้ในดนตรีเต้นรำของตัวเอง เราก็เลยสนใจฟังเพลงที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้วง Enigma

 

ปกเทป HILDEGARD VON BINGEN ม้วนนี้เล่าถึงงานศิลปะชิ้นสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ด้วย ซึ่งตอนที่เราซื้อเทปม้วนนี้มาในช่วงราวปี 1994 นั้น ยุคนั้นมันยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นพอปกเทปม้วนนี้เขียนเล่าถึงงานศิลปะ แต่ไม่ได้ลงภาพประกอบเอาไว้ เราก็เลยนึกภาพตามไม่ออก เพราะมันยังไม่มี google ให้ค้นในยุคนั้น

 

แต่พอเราหยิบเทปม้วนนี้มาฟังอีกรอบในปี 2026 แล้วได้อ่านปกเทปนี้อีกครั้ง เราก็เลยได้โอกาส google หาภาพตาม เพราะปกเทปม้วนนี้เล่าถึง

 

1. the church of St. Denis ซึ่งเป็นต้นกำเนิด Gothic style

 

2. the Cloisters Cross ของ Hugo of Bury St. Edmunds

 

3. ภาพประกอบคัมภีร์ไบเบิลของ Hugo of Bury St. Edmunds

 

4. altar in Klosterneuberg near Vienna

 

เดี๋ยววันหลังถ้าหากเราว่าง ๆ เราอาจจะทยอยลงภาพ cassette tape ที่เรามีไปเรื่อย ๆ

+++

 

DIALOGUES FROM ARK TO ISE, AND FROM ISE TO ARK

 

ตัวงานจริง ๆ เราไม่รู้ว่ายาวกี่นาทีนะ อันนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวนิดเดียวของงานนี้

 

ดูนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

CARRIER (FISH) (2017, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 3mins)

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

THE MACHINE GHOST IN THE HUMAN SHELL (2024, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 20mins)

 

ชอบงานชิ้นนี้มาก ๆ ตัวศิลปินใช้ชอล์กวาดเส้นรอบวงที่ต่อเนื่องซ้อนกันไปเรื่อย ๆ หลาย ๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้นแรกหรือชั้นในสุด จนถึงชั้นที่สิบกว่า ๆ ขณะที่เธอเหมือนถูกช็อตไฟฟ้าไปด้วยเป็นระยะ ๆ และพอเธอพยายามวาดเส้นรอบวงที่อยู่ไกลตัวออกไปเรื่อย ๆ ร่างของเธอก็ค่อย ๆ ลบทับเส้นรอบวงที่อยู่ด้านในไปด้วยโดยปริยาย

 

ตัววิดีโอมีเสียงบรรยายภาษาไทย พูดถึงอะไรแนว ๆ ปรัชญาพิสดาร ผี เครื่องจักร มนุษย์ อะไรต่าง ๆ  แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราไปดูนิทรรศการก็มีผู้ชมชาวต่างชาติมานั่งดูวิดีโอนี้พร้อมกับเราเป็นจำนวนหลายคนนะ เสียดายที่พวกเขาอาจไม่เข้าใจตัว voiceover ในวิดีโอนี้ เพราะมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ แต่จริง ๆ แล้วถึงเราฟังภาษาไทยออก เราก็ไม่ได้เข้าใจมันเช่นกัน 555 แต่การฟังออกก็ช่วยให้เราดูวิดีโอนี้ด้วยความเพลิดเพลินได้มากยิ่งขึ้น

 

เห็นเส้นรอบวงในงานนี้แล้วนึกถึงเส้นรอบวงปีของต้นไม้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ตัวงานนี้ตั้งใจสื่อถึงหรือเปล่า

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova  

 

Wednesday, July 15, 2026

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

 

POEM OF THE SEA (1958, Yuliya Solntseva, Soviet Union, 95min) กับ STARS AT NOON (1959, Jacques Ertaud, Marcel Ichac, France, 78min) น่าดูมาก ๆๆๆๆๆ

 

POEM OF THE SEA

https://www.imdb.com/title/tt0053177/?ref_=nm_flmg_job_1_accord_1_cdt_t_7

 

STARS AT NOON

https://www.imdb.com/title/tt0158393/?ref_=nm_knf_t_1

+++

 

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

+ TABLE TAPS (2025, Parinot Kunakornwong, IKEA table tops tap-danced on by Darren Royston)

 

ชอบวิดีโอ TANZTODTAP มาก ๆ ถ่ายสวยมาก ๆ ตัววิดีโอนี้เหมือนมีเนื้อหาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนึงเป็นการจับภาพ Pitak Court ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัยย่านสาทรที่เหมือนมีอายุมานานหลายสิบปี เราลองเอาชื่อ Pitak Court ไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า BK Magazine เคยสัมภาษณ์ตากล้องคนนึงชื่อ Oliver Irvine เขาเล่าว่า นักข่าวต่างชาติหลายคนเคยมาพักอาศัยที่ Pitak Court ในยุคก่อน ๆ

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า Pitak Court นี่สร้างมานานกี่ปีแล้ว แต่พอเราเห็นสระว่ายน้ำในอาคารนี้ เราก็นึกถึงสระว่ายน้ำของสถาบันเกอเธ่ แล้วพอเราเห็นตัวอาคารของ Pitak Court เราก็นึกถึงอาคารที่เคยเป็นที่ตั้งของ Project 304 ของคุณ Gridthiya Gaweewong เราก็เลยสงสัยว่า อาคาร, สระว่ายน้ำพวกนี้ อาจจะมีอายุไล่เลี่ยกัน

 

คืออาคารแบบนี้มันอาจจะดูเป็น “สิ่งปกติ” ในยุค 30-40 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เรายังเป็นเด็ก ๆ หรือวัยรุ่น แต่พอเรามา search ข้อมูลเรื่องนี้ในปี 2026 แล้วได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Oliver Irvine เราก็เลยเพิ่งตระหนักว่า สิ่งที่เคยเป็น “อาคารธรรมดา” เมื่อ 40 ปีก่อน กำลังจะกลายเป็น “ของหายาก” ไปแล้วในยุคปัจจุบัน

 

ส่วนเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งของวิดีโอ TANZTODTAP นั้นเหมือนจับภาพการเต้นแท็ป โดยผู้เต้นใส่หน้ากากที่ดูเหมือนมัจจุราช ส่วนนี้ถ่ายได้ทรงพลังมาก ๆ

 

ตัววิดีโอ TANZTODTAP นี้สัมพันธ์กับงาน TABLE TAPS ที่วางไว้อีกจุดนึงในแกลเลอรี่ โดย TABLE TAPS นั้นเราเข้าใจว่าเป็นพื้นโต๊ะที่เหลือร่องรอยจากการเต้นแท็ปบนนั้นเอาไว้ ซึ่งรวมถึงรอยบุ๋มบนโต๊ะด้วย ซึ่งน่าจะเกิดจากการเต้นแท็ปจนโต๊ะทะลุ

 

เราดูวิดีโอนี้ในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

บทสัมภาษณ์ Oliver Irvine

https://www.bkmagazine.com/city-living/sathorn-resident-documenting-bangkoks-disappearing-low-rise-apartments/

++++

 

งาน video installation งานแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิต ก็น่าจะเป็นงาน SHOPPING ที่จัดที่ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery ในวันที่ 4-16 ธ.ค. 2001 เสียดายที่ตอนนั้นเราไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปถ่ายภาพในงานนี้เก็บไว้ด้วย เราจำได้แต่ว่า เราชอบงานวิดีโอของคุณ Michael Shaowanasai ในงานนี้มาก ๆ ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด วิดีโอนี้นำเสนอฉาก 3 สาวเดินดูสินค้าต่าง ๆ แต่สิ่งที่ฮามาก ๆ ก็คือ 3 สาวนี้เหมือนคอเคล็ดหรือคอหักอะไรทำนองนี้ พวกเธอก็เลยต้องสวมอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับดามก้านคอเอาไว้ด้วย

 

งาน SHOPPING นี้นำเสนอ video installations ของศิลปินต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

1. Chalida Uabumrungjit

 

2. Michael Shaowanasai

 

3. Noraset Vaisayakul

 

4. Patana Chirawong

 

5. Santiphap Inkong-ngam

 

6. Wit Pimkanchanapong

 

7. Kamol Phaosavasdi

 

8. Jakraphun Thanateeranon

 

9. Gregor Hutz & Julika Zobel

 

10. Volker Schreiner

 

11. James Verdon

 

ใครจำอะไรในงาน video installations นี้ได้บ้าง ก็มา comment กันได้นะคะ

++++

 

TWIN PEAKS (1990-1991) สมัยฉายทางช่อง 3

+ ตอนจบของละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปี 3” SUKEBAN DEKA III: NINJA GIRL ROMANCE (1986-1987) สมัยฉายทางช่อง 5

 

เราเปิดวิดีโอเทปเก่าดู แล้วก็พบว่า เราเคยอัด TWIN PEAKS สมัยฉายทางช่อง 3 เอาไว้ราว 1 นาที เป็นเหมือนฉาก “ทบทวนความเดิมตอนที่แล้ว” โดยมี David Duchovny ในบทกะเทยสาวเอฟบีไอ กับ Joan Chen ปรากฏอยู่ในส่วนนี้ด้วย

 

หลังจากนั้นในคลิปนี้ก็จะมี “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” โผล่มาราว 1 นาที

 

แล้วก็จะเป็นตอนจบของสิงห์สาวนักสืบ ปีสาม ซึ่งเป็นตอนจบที่ดูโง่มาก ๆ 55555

 

เราชอบสิงห์สาวนักสืบปีสอง อย่างรุนแรงที่สุด ถือเป็น one of my most favorite TV-series of all time เลย แต่เราไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบปีสาม

 

ใน wikipedia บอกว่า สิงห์สาวนักสืบปีสาม ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงมาจาก STAR WARS ด้วย มิน่าล่ะ เราก็เลยไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบภาคนี้ เพราะเราเองก็ไม่อินกับ STAR WARS เหมือนกัน

 

เชิญทัศนาความโง่ในตอนจบของละครเรื่องนี้กันได้นะคะ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1382167060450367

 

+++

 

อยากรู้ว่า ถ้าหากภาพยนตร์เรื่อง “ไร้เสน่หา” (1979, Chana Kraprayoon) มาฉายที่โรงภาพยนตร์ “ศาลา เสน่หา” ตัวหนังกับตัวโรงภาพยนตร์มันจะเกิดการ negate พลังซึ่งกันและกันหรือเปล่า (ล้อเล่นค่ะ 55555)

++++

 

NASI LEMAK WITH ISE, INA AND MAHEN (2026, Napat Vatanakuljaras, video installation, 6min)

 

วิดีโอบันทึกภาพการทำอาหารของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซียในเดือนมี.ค. 2017

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึง Ise หลังจากเขาถึงแก่มรณกรรมในปี 2019 ขณะอายุ 46 ปี

 

THINK YOU LOOK GOOD THERE (2026, Anon Chaisansook, drawing + computer programing + real-time audiovisual reactive)

 

เป็นการเอาภาพ drawing ของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซีย มาแปลงเป็น sound frequencies แล้วก็นำไปสร้างเป็น image อีกที ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เราชอบดูอะไรแบบนี้นะ สวยดี ตัวงานอาจเรียกตัวเองว่าเป็น real-time audiovisual reactive แต่เราขอจดมันไว้ในลิสท์ video installation ที่เราได้ดูในปีนี้ด้วยแล้วกัน

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

OPERATION BANGKOK 2026 (2026, Surat Setsaeng, video installation, 5min)

 

ฉากสุดท้ายที่เป็นเก้าอี้ที่ไม่มีคนนั่ง ตั้งอยู่ตัวเดียวกลางสนามหญ้า เป็นฉากที่เศร้ามาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

ARTIST WALKTHROUGH (2026, Poomin Wongsing, video installation)

 

หลอนมาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

MAFIA TABLE IN IMAGINARY MEMORY WITH “ISE” OUR BELOVED FRIEND (2026, Natnaran Bualoy, video installation, 5min)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

JUNKYARD (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

 

ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France/Germany/Romania, A+30)

 

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที กราบขอบพระคุณหอภาพยนตร์ที่เอาหนังเรื่องนี้มาฉายในจอใหญ่ยักษ์ให้เราได้ดูเป็นบุญตา ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่อง THE WHITE RIBBON (2009, Michael Haneke, Germany/Austria) มาลงโรงฉายให้พวกเราได้ดูกันด้วยเป็นลำดับถัดไป 555

 

มีฉากนึงใน CODE UNKNOWN ที่แสดงให้เห็นว่า หญิงขอทานชาวโรมาเนียถูกหญิงขอทานอีกคนแย่งที่ทำกินไป ซี่งเรารู้สึกไปเองว่า ฉากนี้มันเป็นฉากที่โหดร้ายทางความรู้สึกสำหรับตัวละครหญิงโรมาเนียก็จริง แต่มันแอบมีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายอยู่ด้วย และเป็นอารมณ์ขันในแบบที่ใกล้เคียงกับหนังของ Ruben Östlund

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า หนังของ Luis Bunuel, Michael Haneke กับ Ruben Östlund มันเหมือนมีความแตกต่างกันในแบบที่น่าสนใจดี เพราะเราว่าหนังของทั้งสามคนนี้มีความ “วิเคราะห์สังคม” และความ “จิกกัดชนชั้นกลาง + คนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ด้วยท่าทีที่แตกต่างกันออกไป

 

หนังของ Luis Bunuel จะมีอารมณ์ขันแบบเซอร์เรียล หลุดโลก แต่สะท้อนมายาคติหลาย ๆ อย่างในโลกแห่งความเป็นจริงออกมาได้ดีมาก ๆ ส่วนของ Michael Haneke (และผู้กำกับหนังออสเตรียอีกหลายคน) จะออกไปในทาง “เย็นชา” เหมือน Robert Bresson

 

ส่วนหนังของ Ruben Östlund เรารู้สึกว่ามันมีความ “หุยฮา” บางอย่างอยู่ในหนังของเขาน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Haneke ที่มองสังคมด้วยสายตา “เย็นชา” ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยโยงหนังของสองคนนี้เข้าด้วยกัน แต่พอเราเจอฉากหญิงขอทานถูกแย่งที่ใน CODE UNKNOWN เราก็รู้สึกว่ามันแอบมีความฮาในฉากนี้ และเราก็เลยนึกถึงอารมณ์ขันแบบที่พบได้ในหนังของ Ruben Östlund มันเหมือนฉากนี้คือจุด tangent ที่ทำให้วงกลม Michael Haneke กับวงกลม Ruben Östlund มาแตะกันในความรู้สึกของเรา

 

เมื่อกี้เราเข้าไปดูในเว็บไซต์ Criterion แล้วก็พบว่า Ruben Östlund เคยพูดถึง 10 หนังที่เขาชื่นชอบที่สุด และปรากฏว่า THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Bunuel) กับ CODE UNKNOWN ติดอยู่ในท็อปเทนของเขาด้วย ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ มันเหมือนกับว่า Bunuel, Haneke, Östlund นี่มันสืบสายธารการจิกกัดสังคมเหมือน ๆ กันจริง ๆ แต่ด้วยลีลาท่าทีที่แตกต่างจากกันมาก ๆ  

 

Ruben Östlund’s Top Ten

https://www.criterion.com/current/top-10-lists/334-ruben-stlund-s-top-10

 

THE EGG RACK (2016, Kawita Vatanajyankur, six-channel video installation)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

 

 

 

 

 

Tuesday, July 14, 2026

MY EROTIC DREAM OF SECURITY GUARDS

 

ดีงามมาก ๆ ค่ะที่มีเพื่อนช่วยกันดูหลาย ๆ เวอร์ชั่นเปรียบเทียบกัน ส่วนเราเคยดูแค่เวอร์ชั่นต้นฉบับของอิตาลี PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) และเราก็ขอเดาเอาเองว่า การที่หนังอิตาลีเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคแล้วราว 30 เวอร์ชั่น ปัจจัยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมันใช้ทุนสร้างต่ำ เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันก็เป็นแค่ตัวละครกลุ่มหนึ่งคุยและทะเลาะกันในบ้านตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง มีตัวละครออกไปนอกบ้านแค่ราว 3% ของหนังได้มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด คือมันเป็นหนังอิตาลีที่พึ่งพา “บทภาพยนตร์ที่ออกแนว humanist” (และจริง ๆ แล้วตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็น่าจะคล้าย ๆ บทละครเวทีดี ๆ เรื่องนึง) และ “ฝีมือการแสดงของนักแสดง” น่ะ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ต้องพึ่ง “ทุนสร้างสูง” แต่อย่างใด

 

เราก็เลยเดาว่าปัจจัยเรื่องทุนสร้างต่ำนี่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้หนังเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคราว 30 เวอร์ชั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าเวอร์ชั่นรีเมคแต่ละอันมันจะยังคงความดีงามได้เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับหรือเปล่า

+++

 

ช่วง ผลพวงจากการดูหนังในงาน Wildtype Middleclass

 

เมื่อวันเสาร์เราได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT (กะ ดึก) (2024, รตินธรรม ตั้งตรงศักดิ์, 69min, A+30) ในงาน Wildtype Middleclass และเมื่อวันอาทิตย์เราก็เขียนถึงภาพยนตร์ไทย 4 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับยามรักษาความปลอดภัยหนุ่ม เราก็เลยเดาว่า สิ่งนี้มันคือสาเหตุของ “ฝันดีน่าตบ” ของเราในคืนวันอาทิตย์ค่ะ 555

 

คือเมื่อคืนเราฝันดีจนพอตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องขอจดบันทึกเก็บไว้ เราจำเหตุการณ์ในฝันช่วงแรก ๆ ไม่ได้ เราเริ่มจำเหตุการณ์ได้ก็เป็นตอนที่เราอยู่ในสถานที่ที่คล้าย ๆ โรงยิม แล้วเราก็สงสัยว่า “นี่กูกำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่าวะ”

 

เราก็เลยทดสอบตัวเองว่ากำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่า ด้วยการทดลองลอยตัวขึ้นจากพื้น ปรากฏว่าเราลอยขึ้นมาได้จริง ๆ แล้วเราก็เลยทดลองเหาะทะลุฝาผนังของโรงยิม ก็ปรากฏว่าเราสามารถเหาะทะลุฝาผนังออกมาได้ เราก็เลยรู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในความฝัน

 

เราก็เลยคิดว่า เราขอลองเหาะสำรวจโลกในความฝันของเราดูดีกว่า เราอยากรู้ว่ามันมีอะไรน่าสนใจในโลกความฝันของเราบ้าง แล้วเราก็พบว่า เราเหมือนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนึงในชนบทไทย มีบ้านไม้หลาย ๆ หลัง มีชาวบ้านเดินไปเดินมา มีหนุ่ม ๆ ด้วย

 

เราก็เลยคิดว่า เนื่องจากนี่เป็นโลกในความฝันของเรา เพราะฉะนั้นเราน่าจะทำอะไรก็ได้ เราก็เลยควรจะฉวยโอกาสนี้ ร่วมรักกับหนุ่มหล่อหลาย ๆ คนในโลกแห่งความฝันนี่เลยดีกว่า เดี๋ยวเราจะเหาะไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ น่าจะเป็นตลาดสดกลางหมู่บ้าน แล้วร่วมรักกับหนุ่ม ๆ กลางตลาดสดที่นั่น แต่เราต้องหาฟูกนอนนุ่มๆ ไปรองตัวเราก่อน เราไม่อยากร่วมรักบนพื้นถนนกลางตลาด เดี๋ยวเจ็บหลัง

 

เราก็เลยเหาะเข้าบ้านไม้หลังต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอน 555555 แล้วเราก็เจอ “กระจก” อยู่ในบ้านไม้หลังนึง เราก็เลยเหาะไปส่องกระจก เพราะเราอยากรู้ว่าหน้าตาของตัวเราในความฝันเป็นอย่างไร ปรากฏว่ากระจกนั้นสะท้อนภาพ “คนไม่มีหัว” หรือคล้าย ๆ “ผีหัวขาด” น่ะ คือเหมือนเห็นคน + เสื้อผ้าอยู่ในกระจก แต่ส่วนหัวหายไป

 

แต่เราไม่ตกใจนะ เพราะเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วเมื่อราวสัปดาห์ก่อน คือเมื่อสัปดาห์ก่อนเราก็รู้ตัวว่าเราอยู่ในความฝัน แล้วในฝันอันนั้น เราส่องกระจก แล้วพบว่าเงาสะท้อนของเราในกระจกมันไม่มีหัว เราก็เลยตกใจ แล้วก็คิดว่า มีผีหัวขาดมาเข้าฝันเราหรือเปล่า เราก็เลยถามไปว่า “เธอต้องการอะไร ให้พูดมาตรง ๆ” แต่เงาไร้หัวในกระจกก็ไม่ได้ตอบอะไร

 

พอเราเจอเงาสะท้อนไร้หัวอีกครั้งในความฝันเมื่อคืนวันอาทิตย์ เราก็เลยเฉย ๆ ชิล ๆ คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติในความฝัน เราก็เลยเหาะทะลุบ้านไม้ต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอนต่อไป แล้วเราก็เจอห้องนอนห้องนึงในบ้านไม้หลังนึง มีฟูกนอนของใครก็ไม่รู้ เราก็เลยเอาฟูกนอนนั้นขึ้นมา แล้วก็พบว่ามันเบากว่าที่คิดไว้มาก

 

เราเหาะเอาฟูกนอนออกมาจากบ้านไม้ แล้วก็พบว่า อยู่ดี ๆ ตัวเราเหาะถือฟูกนอนอยู่ในอาคารสำนักงานในกรุงเทพ (แบบในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE ของเต๋อ) เราอยู่ที่ชั้น ground ของอาคาร เราก็เลยเหาะเอาฟูกนอนนั้นออกมาจากตัวอาคาร แล้วก็เจอยามหนุ่มหล่อคนนึงอยู่หน้าตัวอาคารแห่งนั้น

 

เราก็เลยบอกยามหนุ่มหล่อคนนั้นให้วอเรียกเพื่อน ๆ ยามหนุ่มมากันอีกหลาย ๆ คน เพื่อจะได้มาร่วมรักกับเราบนฟูกนอนหน้าอาคารสำนักงานแห่งนั้น ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยวอเรียกเพื่อน ๆ ยามมา

 

เราก็นอนลงไปบนฟูก แล้วบอกให้ยามหนุ่มหล่อร่วมรักกับเรา แต่เขากลับพูดว่า “จะให้พวกผมคนละกี่บาท”

 

เราก็นึกในใจว่า นี่มันโลกในความฝันของเรา เราน่าจะเสกเงินขึ้นมาได้เองตามใจชอบ เราก็เลยตอบเขาไปว่า “ให้คนละ 1 หมื่นบาท”

 

ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยถอดเสื้อออก เห็นกล้ามเป็นมัด ๆ เห็น six pack เขายิ้ม และกำลังจะเอนกายลงมาทับตัวเรา

 

แล้วกูก็ตื่นนอนทันทีเลยค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด นี่มันอะไรกันคะ ทำไมกูต้องตื่นนอนใน moment นั้นด้วย

 

เราก็เลยเดาว่า สาเหตุส่วนนึงของความฝันเมื่อคืนนี้น่าจะเป็นเพราะกูได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT ในงาน Wildtype Middleclass แน่ ๆ เลยค่ะ 55555

 

ภาพประกอบนี่เราให้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ

+++

 

เราก็รู้จัก Derek Jarman ครั้งแรกจากนิตยสาร Filmview ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แล้วต่อมาเราก็ได้ดู EDWARD II (1991, Derek Jarman) กับ THE GARDEN (1990, Derek Jarman) ด้วยการเช่าวิดีโอเทปจากร้านเฟม คลองสานในช่วงราวปี 1994-1995 แล้วเราก็ตื่นตะลึง ช็อกไปเลย

 

คือเหมือนก่อนหน้านั้นเรายังไม่ได้หลงใหลในภาพยนตร์มากนักน่ะ แล้วช่วงนั้นเราก็เข้าใจผิดไปเองว่า ภาพยนตร์ขั้นสุดยอดมันคงเป็นพวกภาพยนตร์ที่ชนะหรือได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มั้ง ซึ่งเราดูหนังกลุ่มนั้นแล้วก็รู้สึกว่า ภาพยนตร์พวกที่ชนะรางวัลออสการ์มันไม่ได้ “สั่นสะเทือนจิตใจ” เราได้มากเท่าบทกวี

 

แต่พอเราเช่าวิดีโอเทปของ Derek Jarman จากร้านเฟม คลองสานมาดู เราก็เลยร้องกรี๊ด เพราะเหมือนเราเพิ่งค้นพบว่า ภาพยนตร์ที่สามารถสั่นสะเทือนจิตใจเราได้มากกว่าหรือเท่ากับบทกวีมันมีอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เป็นพวกหนังดัง ๆ ในไทยหรือหนังที่ชนะรางวัลออสการ์ แต่มันเป็นหนังแบบของ Derek Jarman นี่แหละ

 

หนังของ Derek Jarman ก็เลยส่งผลให้เราเริ่มรู้ตัวว่า มีภาพยนตร์ที่อาจจะเหมาะกับเราอยู่บนโลกใบนี้ แต่เราอาจจะต้องมองหามันในจุดที่ลับแลมากยิ่งขึ้น แล้วพอเราได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany) ที่สถาบันเกอเธ่ในช่วงปลายปี 1995 เราก็เริ่มกลายเป็น cinephile ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

+++

 

อยากดู MY BRILLIANT CAREER (1979, Gillian Armstrong, Australia) อย่างรุนแรงมาก ๆ หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่องนี้มาเข้าฉายในไทย

+++

 

EATING TOKYO (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 24:09mins)

+ THE MAN (2025, Parinot Kunakornwong, black porcelain, storage cases, Tokyo map chewed by the artist)

 

วิดีโอนี้นำเสนอฉากที่ตัวศิลปินยัดแผนที่กรุงโตเกียวเข้าไปในปากแล้วเคี้ยว เรายืนดูตัววิดีโอนี้แค่ราว 5 นาทีนะ ไม่ได้ยืนดูตลอด

 

เหมือนตัววิดีโอนี้สัมพันธ์กับงาน THE MAN ที่วางไว้ใกล้กัน เพราะแผนที่กรุงโตเกียวที่ถูกเคี้ยวแล้ว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน THE MAN ด้วย

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

มีภาพยนตร์เรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME ของ Chulayarnnon Siriphol + จิดาภา จิรยั่งยืนยง ฉายในเทศกาลนี้ด้วยนะ ซึ่งเราว่าเราเคยดูหนังเรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) แล้วนะ แต่พอเราอ่านเรื่องย่อของหนังที่จะฉายในเทศกาลนี้ เราก็ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องเดียวกันกับที่เราเคยดูหรือเปล่า 55555

 

สรุปว่ามันคือหนังคนละเรื่องกับ GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) ใช่ไหม 555 เพราะเหมือนเราไม่เคยเห็นฉากนี้มาก่อน

https://web.facebook.com/photo?fbid=1084203017280873&set=a.204432178591299

 

+++

 

RIP SAM NEILL (1947-2026)

 

จริง ๆ แล้วเราแทบไม่ได้ดูหนังของเขาในช่วงทศวรรษ 2010 และ 2020 เลยนะ (เพราะเราไม่ได้ตามดูหนังชุด JURASSIC WORLD ด้วย) แต่เรากลับรู้สึกว่าเขาแทบไม่ได้หายไปจากการรับรู้ของเราเลย เพราะว่าหนังเก่า ๆ ของเขาเป็นหนังที่ยังคงถูก cinephiles หยิบยกมาพูดถึงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น POSSESSION, THE PIANO, UNTIL THE END OF THE WORLD, IN THE MOUTH OF MADNESS, etc. เราก็เลยเหมือนเห็นหน้าเขาใน facebook เป็นระยะ ๆ ทั้ง ๆ ที่เราแทบไม่ได้ดูหนังใหม่ ๆ ของเขาเลยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หรือถึงเราได้ดู มันก็เป็นหนังที่เขารับบทเป็นตัวประกอบมาก ๆ

 

หนัง/ละครของเขาที่เราเคยดู รวมถึงเรื่อง

 

1. POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany)

 

2. THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol, USA/France, miniseries)

 

3. PLENTY (1985, Fred Schepisi, UK)

 

4. STRONG MEDICINE (1986, Guy Green, UK, miniseries)

 

5. DEAD CALM (1989, Phillip Noyce, Australia)

 

6. THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan, USA)

 

7. UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders, Germany)

 

8. ONE AGAINST THE WIND (1991, Larry Elikann, Luxembourg)

 

9. THE PIANO (1993, Jane Campion, New Zealand)

 

10. JURASSIC PARK (1993, Steven Spielberg, USA)

 

11. SIRENS (1994, John Duigan, Australia)

 

12. IN THE MOUTH OF MADNESS (1994, John Carpenter, Canada)

 

13. CHILDREN OF THE REVOLUTION (1996, Peter Duncan, Australia)

 

14. SNOW WHITE: A TALE OF TERROR (1997, Michael Cohn, Czech)

 

15. DIRTY DEEDS (2002, David Caesar, Australia)

 

16. YES (2004, Sally Potter, UK)

 

17. WIMBLEDON (2004, Richard Loncraine, UK)

 

18. ANGEL (2007, François Ozon, France)

 

19. DAYBREAKERS (2009, Michael Spierig, Peter Spierig, Australia)

 

20. PETER RABBIT (2018, Will Gluck, UK)

 

--ถ้าหากเทียบ Sam Neill กับนักแสดงไทย เราก็แอบนึกถึงคุณ “อดุลย์ ดุลยรัตน์” ในแง่ที่ว่า ทั้งสองมักไม่ได้รับบทเป็น “พระเอก” ที่ได้ขายฝีมือทางการแสดงของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่มักรับบทเป็น “ตัวประกอบ” ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ก็แสดงดีมาก ๆ

 

--คือ Sam Neill อาจจะมีสถานะเป็นพระเอกในหนังหลายเรื่องนะ แต่เขาก็มักจะไม่ใช่ “ตัวดำเนินเรื่อง” ในหนังเรื่องนั้น ๆ น่ะ และก็อย่างที่คุณ Graiwoot Chulphongsathorn เคยเขียนไว้ว่า “คือความพิเศษของ Sam Neill คือการที่เขามักเป็น “พระเอก” ที่เป็นคนสมทบคนอื่นได้ดี กลายเป็นว่า ใครเล่นกับเขาจะดัง แต่เขาจะไม่ดัง”