Sunday, August 18, 2019

THE CROSSING

ความเบลอวันนี้ -- เพื่อน cinephile ถามเราว่า ผู้กำกับ SON OF SAUL ชื่ออะไร เราก็ตอบไปว่า Laszlo Nemes Mahogany แต่พอตอบไปแล้ว ก็รู้สึกสังหรณ์ใจว่า เอ๊ะ มันใช่เหรอ พอลองตั้งสติดีๆ ก็เลยนึกออกว่า อ๋อ กูจำสลับ Laszlo Nemes กับ Laszlo Moholy-Nagy แล้วก็เลยกลายเป็นชื่อ Laszlo Nemes Mahogany นี่เอง 555

 I AM MOTHER (2019, Grant Sputore, Australia, A+30)

--ชอบที่นางเอกเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่รู้จะเชื่อใครดี เหมือนเธออยู่ในโลกที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่เธอจะสามารถไว้วางใจได้

--หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ดูแล้วนึกถึงการเลี้ยงลูกของ elite หรือการสร้างเผ่าพันธุ์อารยัน หรือชาติพันธุ์ที่คิดว่าตนเองดีกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ

 EXHIBITION ON SCREEN: CÉZANNE – PORTRAITS OF A LIFE (2018, Phil Grabsky, UK, documentary, A+30)

ดูแล้วได้ความรู้ดี เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องศิลปะแบบนี้มาก่อนเลย แอบขำที่เมียเซซานน์เหมือนจะทำหน้าบึ้งๆใน portraits ของเธอเกือบทุกรูป

หนังในงาน FIGHTING ZOMBIFICATION

1. EXELLENCE (2019, Nathan Sonenfeld, animation, A+25)

2.WEED OF THE DEAD (Kritsada Kannarong , A+20) หนังซอมบี้ที่ใช้ setting เป็นโรงเรียนมัธยม

3.FOUR-TO-O: FRIEND OF EVOLUTION (Patiphan Wong-uparaj, A+15)
 หนังดูงงๆดี

4.GREENMIND GROW VIBES (Jittsin Wannasin + Sistinan Jamtamon, A+5) ตัวละครเอกเป็นเลสเบียนใช่ไหม

5.LIVING STONED, I PRESUME (2019, Jeff Vande Zande, A+) หนังตลกดี เกี่ยวกับผู้ชายที่เมายา และพยายามเดินจากชั้นใต้ดินขึ้นไปที่ห้องนอนของตัวเองอย่างยากลำบาก

6.POST IT (Apiwat Tiansongrussamee, A+)

THE CROSSING (2018, Bai Xue, China,  A+30)

เดาว่า การที่มันเป็นหนังจีน และน่าจะอยู่ภายใต้ระบบการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวด หนังมันก็เลยต้องจบแบบนี้

แต่ถ้าหากมันไม่ใช่หนังจีน ก็มีความเป็นไปได้ที่พัฒนาการของตัวละครนางเอก ไปจนถึงตอนจบ อาจจะเป็นแบบหนังเรื่อง IT'S A FREE WORLD (2007, Ken Loach)

Thursday, August 15, 2019

THE COMPANY SLAVE ZOMBIE

THE COMPANY SLAVE ZOMBIE (2019, Katsuhide Yamago, Japan, A+30)

ชอบมากๆ หนังเล่าถึงพนักงานบริษัทที่ตายไปแล้ว แต่พอทางบริษัทโทรศัพท์ไปหาเขาเพื่อให้ทำงาน พนักงานที่ตายไปแล้วก็ลุกขึ้นมาและพยายามสานต่องานในฐานะซอมบี้ โดยต้องสู้กับยากูซ่าไปด้วย

ชอบการเปรียบเปรยของหนังมากๆ เหมือนหนังเข้าใจหัวอกพนักงานบริษัทจริงๆ โดยเฉพาะพนักงานที่ต้องลุกชึ้นมาฝีนทนทำงานทุกๆวัน เหมือนร่างกายทำงานให้บริษัท แต่หัวใจเหมือนตายไปแล้ว หรือไม่ก็ล่องลอยไปอยู่ที่อื่น

Wednesday, August 14, 2019

IN DARKNESS

IN DARKNESS (2011, Agnieszka Holland, Poland, A+30)

1.ชีวิตในหนังนี่โหดร้ายสุดๆ นึกว่าต้องปะทะกับ DEBAJO DEL MUNDO (UNDER THE EARTH) (1987, Beda Docampo Feijoo, Argentina) ที่สร้างจากเรื่องจริงของชาวยิวในโปแลนด์ในช่วง  WWII เหมือนกัน

2.เหมือน Agnieszka Holland จะมือขึ้นเวลาทำหนังประเด็นนี้นะ เพราะเราชอบ ANGRY HARVEST (1985) กับ EUROPA EUROPA (1990) ของ Holland อย่างสุดๆเหมือนกัน และมันก็เป็นหนังที่พูดถึง WWII เหมือนกัน แต่พอ Holland  ไปทำหนังประเด็นอื่นๆ อย่างเช่น TOTAL ECLIPSE (1995)  เราจะรู้สึกเฉยๆ

DETECTIVE CONAN: THE FIST OF BLUE SAPPHIRE (2019, Tomoka Nagaoka, Japan, animation,  A+15)

--เหมือนภาคนี้มันเน้นความเป็น  action thriller แล้วให้น้ำหนักกับความเป็น "ปริศนาฆาตกรรม" น้อยมากๆ เราก็เลยชอบภาคนี้น้อยกว่าหลายๆภาค

--คือหนังที่เป็น "ปริศนาฆาตกรรม" ที่ดีนั้น มันควรจะให้ clues ต่างๆกับคนดูในระดับเดียวกับที่ตัวละครนักสืบสวนได้รับน่ะ เพื่อที่คนดูจะได้รู้สึกสนุกไปกับการคาดเดาคนร้ายด้วย

แต่ CONAN ภาคนี้ เหมือนพอมันเฉลย แล้วเรารู้สึกว่าตัวละครโคนันรู้อะไรเยอะมากกว่าที่คนดูรู้ เราก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยแฟร์กับคนดู 555

--ชอบที่หนังมันเหมือนจินตนาการเนื้อเรื่องขึ้นมา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก สถาปัตยกรรม ต่างๆในสิงคโปร์

TEXAS DEATH TRIPPIN' (2019, Robbie Lopez, A+10)

 --มันอาจจะไม่ใช่หนังสไตล์ที่เราชอบ.แต่ก็ดีที่ได้ดูหนังแนวนี้ที่ Cinema Oasis คือมันเป็นหนัง "บ้านๆ" ของต่างประเทศน่ะ เพราะปกติแล้วหนังบ้านๆแบบนี้จะแทบไม่เคยได้ฉายในไทยเลย เพราะมันไม่มีคุณค่าทางศิลปะมากพอที่จะได้ฉาย film festivals โดยทั่วๆไป และมันไม่มีคุณค่าทาง  commercial value มากพอที่จะได้รับการจัดจำหน่ายในไทยด้วย

--ดูแล้วนึกถึงหนังของกุลชาติ จิตขจรวานิช และ Weerasak Suyala มากๆ

Tuesday, August 13, 2019

13 AUG – 19 AUG 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 33
13 AUG – 19 AUG 1989

1.TROUBLE MAKER – Yoko Minamino (New Entry)
+SONG FOR WHOEVER – The Beautiful South (New Entry)

2. DON’T WANNA LOSE YOU – Gloria Estefan
+ BUFFALO STANCE – Neneh Cherry

3. NO MORE RHYME – Debbie Gibson
+ WIND BENEATH MY WINGS – Bette Midler

4.GLASS NO BARA – Hironobu Nomura
+ WHERE IN THE WORLD – Swing Out Sister

5. OH! JACKIE – Tiffany
+ WHAT YOU DON’T KNOW – Expose
https://www.youtube.com/watch?v=GY7NuNNcWYw

6.YOU’LL NEVER STOP ME LOVING YOU – Sonia
https://www.youtube.com/watch?v=mMo4PfiiBhk

7. SECRET RENDEZVOUS – Karyn White

8. IT’S ALRIGHT – Pet Shop Boys (New Entry)

9. LONDON NIGHTS – London Boys (New Entry)

10. JUUNNANASAI – Chisato Moritaka (New Entry)

RAGSA

RAGSA (2019, Saikanokrat Sitongkom, A+20)

1.อยากให้ทำเป็นหนังยาวมากๆ เพราะเราว่าประเด็นของหนังมันน่าสนใจดี เรื่องอาชีพแพทย์ทหาร เพราะการเป็นแพทย์มันก็ยากพอแล้ว เป็นทหารก็ยากพอแล้ว นี่ยังจะมาเป็นแพทย์ทหารอีก อาชีพนี้เลยน่าสนใจมากๆ อยากให้มีหนังยาวที่ลงรายละเอียดการฝีกฝน, การทำงาน และ case studies ต่างๆในอาชีพนี้มากๆ

2.ในจินตนาการของเรา ถ้าหากหนังเรื้องนี้จะเป็นหนังยาวที่เข้าทางเรา ก็ต้องระวังกับดักสามอย่างดังต่อไปนี้

2.1 ต้องตัดการเร้าอารมณ์แบบ  melodrama ทิ้งไปให้หมด เพราะสถานการณ์ที่ตัวละครเผชิญก็หนักและน่าสนใจมากพออยู่แล้ว และหนังแบบนี้มักจะเสี่ยงต่อการเร้าอารมณ์จนมากเกินพอ

2.2 อย่าใส่ความเป็น nationalistic, patriotic เข้าไปในหนัง คืออยากให้หนังเน้นแค่ เพื่อนมนุษย์ กับการทำงานที่ยากลำบาก ก็พอแล้ว

2.3 อย่าเชิดชูตัวละครเป็น hero หรือ heroine มากเกินไป คืออยากให้หนังแค่ show ให้ผู้ชมเห็นว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพนี้เขาฝึกฝนมายากลำบากแค่ไหน เขาทำงานอย่างยากลำบากเพียงใด แต่หนังไม่ต้อง tell ว่าผู้ชมควรรู้สึกอย่างไรกับตัวละครเหล่านี้

ซึ่งจริงๆแล้วตัวหนังสั้นก็ไม่ค่อยมีปัญหาเหล่านี้นะ แต่เราเขียนดักไว้ก่อน เพราะกลัวว่าถ้าหากมันเป็นหนังยาวขึ้นมาจริงๆ แล้วมันจะมีปัญหาสามข้อนี้ตามมา

3.สรุปว่าจริงๆแล้วอยากให้ทำเป็นหนังยาวน่ะแหละ แบบละคร ER ก็ได้ คือเน้นแสดง "การทำงาน และปัญหาต่างๆ" ของอาชีพแพทย์ทหาร โดยไม่ต้องใส่ความ nationalistic เข้าไป และไม่ต้องบอกว่าผู้ชมควรรู้สึกอย่างไรต่อตัวละคร

Monday, August 12, 2019

SCARY STORIES TO TELL IN THE DARK (2019, André Øvredal, A+30)


SCARY STORIES TO TELL IN THE DARK (2019, André Øvredal, A+30)

เหมือนสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในหนังคือสงครามเวียดนาม ที่คร่าชีวิตเด็กหนุ่มๆไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเข้าสู่สงครามเวียดนาม ก็น่าจะเป็นผลมาจาก “เรื่องเล่า” ของผู้ใหญ่และคนรุ่นก่อนๆ เพื่อปลูกฝังความเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ให้กับคนอเมริกันรุ่นต่อๆมา

คือถ้าอเมริกาไม่ถูกปลูกฝังด้วยเรื่องเล่าที่ผิดๆมานาน อเมริกาก็อาจจะไม่ต้องเข้าสู่สงครามเวียดนาม หนุ่มๆอเมริกันในยุคนั้นก็จะไม่ต้องตายไปเป็นจำนวนมาก คือรู้สึกว่าสงครามเวียดนามในหนังมันพ้องกับสิ่งที่ตัวละครพูดในทำนองนึง คือมันมีต้นกำเนิดมาจาก “เรื่องแต่ง” หรือ “ความเชื่อที่ผิดๆที่ถูกสร้างด้วยคนรุ่นก่อนๆ” ให้เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ แต่พอการปลูกฝังความเชื่อที่ผิดๆนี้มันถูก repeat มากขึ้นเรื่อยๆ มันก็เลยผลักดันให้อเมริกาเข้าสู่สงครามเวียดนาม และนำไปสู่ “การหายหรือตายไปของหนุ่มๆหลายคน” ในที่สุด

Sunday, August 11, 2019

SUPERPSYCHOCEBU

ALLY (2019, Chanyanut Niamrat, A+10)

--ดูแล้วนึกถึง THE MISEDUCATION OF CAMERON POST (2018, Desiree Akhavan) มากๆ

--ดูแล้วรู้สึกกลางๆ ไม่ได้เกลียดหนัง แต่ก็รู้สึกเหมือนหนังมันขาดพลัง

SUPERPSYCHOCEBU (2016, Christian Linaban, Philippines, A+30)

1.มีสิทธิติด top twenty ประจำปีนี้ หนังลงตัวมากๆสำหรับเรา เหมือนมัน balance ได้ดีระหว่างมุมมองแบบ subjective กับ objective น่ะ

คือหนังเกี่ยวกับการพี้ยาบางเรื่อง มันจะใช้มุมมองแบบ subjective ตอนพี้ยา คนดูจะเห็นภาพหลอนหลุดโลกเหมือนตัวละคร แต่เราไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ เราก็เลยไม่ค่อยอิน และเรารู้สึกว่าฉากพี้ยาจนหลอนในหนังบางเรื่อง มันขาดคุณสมบัติของความ poetic และความ thought provoking   ซึ่งเป็นสองคุณสมบัติที่เราต้องการจาก "ฉากพิศวงในหนังแปลกๆ" น่ะ

แต่ใน SUPERPSYCHOCEBU นั้น ถึงพระเอกจะมีอาการ high เกือบตลอดเรื่อง คนดูก็เหมือนจะเห็นภาพ "ในแบบที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง" ในหลายๆฉาก แต่จะได้ยินเสียง sound effects หลอนๆเหมือนพระเอก ซึ่งมันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก

2 ฉากที่ชอบที่สุด คือฉากที่หญิงสาวทำหน้าตาท่าทางยั่วยวนใส่ "กล้อง" ตลอดเวลา แทนที่จะยั่วยวนพระเอก

3.ชอบเนื้อเรื่องด้วย ชอบที่พระเอกพยายามตามหาสุดยอดกัญชา แต่การตามหานี้นำไปสู่การสนทนาเรื่องกำเนิดโลก, จุดจบไดโนเสาร์, ความสัมพันธ์ระหว่างการเพาะกายกับพระเจ้า, อะไรคือ reality  และการต่อสู้ระหว่างพระเจ้ากับซาตาน

4.ช่วงองก์สุดท้ายของหนังนี่ยกให้เป็น one of my most favorite editing of all time  เลย

SIGNAL สัญญาณรัก สื่อหัวใจ (2019, Navapon Natakul, A+25)

1.เสียดายนิดเดียวที้มันเป็นหนัง romantic ไม่ใช่หนัง action thriller เพราะโดยตัว setting ของมันนั้นเอื้อให้เป็นหนังสนุกตื่นเต้นแบบ X-MEN และ SAKURADA RESET (2017, Yoshihiro Fukagawa) ได้ ซึ่งมันจะเข้าทางเรามากกว่า แต่การที่มันเลิอกจะเป็นหนัง romantic  ก็ไม่ผิดอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่มันไม่ค่อยเข้าทางเราเท่านั้นเอง

2.สิ่งที่ชอบสุดๆคือการ casting นักแสดง เพราะเราชอบหนังที่มีตัวละครหญิงแรงๆหลายตัวมาปะทะกันน่ะ และหนังเรื่องนี้เลือกนักแสดงหญิง 5 คนได้มี aura ดีมาก และชอบมากที่สร้างให้ตัวละครหญิงเหล่านี้มีบุคลิกแตกต่างกันไป

คือถึงแม้หนังเรื่องนี้อาจจะเน้นใช้ประโยชน์จากความสวยน่ารักของนักแสดงหญิงกลุ่มนี้เป็นหลัก เพราะมันเป็นหนัง romantic แต่ดูจาก aura รัศมีของนักแสดงแต่ละคนแล้ว รู้สึกว่ามันเปลี่ยนเป็นหนัง thriller ที่ทุกตัวตบตีกัน หักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างรุนแรงได้ไม่ยากเลย

BAMBI: THE ANTIMOVIE (2018, Gilles Legare, Canada, A+20)

--เหมือนเป็นหนังทดลองที่เล่นสนุกกับการทำลายกฎเกณฑ์ต่างๆมากมายในทางภาพยนตร์ แต่อารมณ์โดยรวมของหนังมันไม่ค่อยเข้าทางเราเท่าไหร่น่ะ เหมือนมันแค่ทำลายกฎเกณฑ์ แล้วก็พึงพอใจแค่นั้น แต่ไม่ได้พยายามจะสร้างความงามหรือสุนทรียะรูปแบบใหม่ขึ้นมา และการทำลายกฎเกณฑ์ของหนังเรื่องนี้ ก็เป็นสิ่งที่หนังทดลองหรือหนังอาร์ทเรื่องอื่นๆเคยทำไปแล้ว

--ชอบช่วงที่พระเอกนางเอกคุยกันในสนามเด็กเล่น แล้ว backdrop ด้านหลังมันดูหลอกตามากๆ

--Eric Bruneau พระเอกหนังเรื่องนี้หน้าคุ้นมากๆ พอค้นดูแล้วพบว่าเราเคยเห็นเขาจาก LAURENCE ANYWAYS (2012, Xavier Dolan) มาก่อน

GOTHIC SPRINGS (2019, Michael Feig, USA, A+15)

เข้าใจว่า หนังเรื่องนี้เอามนุษย์ต่างดาวไปเปรียบเทียบกับคนที่ทำตัวแตกต่างจากกระแสหลักในสังคม และอาจจะพูดถึงผู้อพยพด้วย

ชอบที่หนังพาดพิงถึง THE STEPFORD WIVES

MOON, THREAD (2018, Sum Chung, Doh Lee, South Korea, A+15)

TAKAKURA'S HYPER JOURNEY (2019, Yoshimasa Higashi, Japan, A+30)

 หนังเน้น style มากกว่า substance น่ะ คือเนื้อเรื่องของหนังโง่มาก เหมือนหนังยอดมนุษย์ทั่วๆไป แต่ style ของหนังหนักหนาสาหัสจริงๆ

แต่เราว่าการพึ่งแต่ style อย่างเดียวมันไม่พอนะ คือถ้าหากเนื่อเรื่องของหนังมันสนุกกว่านี้ มันก็คงดี

Saturday, August 10, 2019

SOMEWHERE ONLY WE KNOW

THE RAINBOW (2019, Thanakorn Sukkomol,  A+)

--หนังดูเหมือนจะมีอะไรฮาๆเยอะมาก หนึ่งในสิ่งที่ฮาที่สุดคือการที่นางเอกถามพระเอกในทำนองที่ว่า "วันนี้อากาศดีมากๆเลย เธอเลยมานั่งดูรุ้งกินน้ำตรงนี้ใช่ไหม" !?!?!?!?!

คือที่เราเรียนมาตอนชั้นประถม รุ้งกินน้ำ มันต้องเกิดหลังฝนตกไม่ใช่เหรอ แล้ววันที่อากาศดี ท้องฟ้าสดใสสว่าง ไม่มีเมฆฝนอะไรทั้งสิ้น แล้วมันจะเกิดรุ้งกินน้ำขึ้นได้ยังไง หรือว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกคู่ขนาน ที่มีหลักเกณฑ์ทางธรรมชาติแตกต่างไปจากโลกของเรา 555

--แต่หนังโดยรวมดูบันเทิง ฮาๆดี คือรู้สึกว่าหนังมันไม่ดีเท่าไหร่ แต่ความไม่ดีของมันช่วยสร้างความฮา แทนที่จะสร้างความน่าเบื่อ

--ชอบที่ช่วงครึ่งหลังของหนังใช้ฉากในต่างจังหวัด

PRECIOUS TIME (2019, Tharachit Tamanee, A+15)

หนังดูโอเคมาก แต่เราจะสงสัยในช่วงท้ายของหนังว่า ในเมื่อตัวละครในช่วงกลางเรื่อง ตัดสินใจส่งแม่ไปอยู่สถานพยาบาล เพราะพวกเขาไม่มีเวลาดูแลแม่ (ไม่ใช่เป็นเพราะว่า พวกเขาไม่รักแม่) แล้วทำไมตัวละครในช่วงท้ายเรื่อง ถึงอยากเอาแม่กลับมาอยู่บ้าน โดยที่หนังไม่ได้บอกเลยว่า แล้วพวกเขาจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลแม่

คือพอเทียบกับ YESTERDAY'S US (2019, Jenjira Kanawiwat) แล้วมันทำให้รู้สึกว่า PRECIOUS TIME มองโลกสวยเกินไปน่ะ เพราะ YESTERDAY'S US แสดงให้เห็นว่า สำหรับครอบครัวที่ไม่มีเงินจ้างพยาบาลหรือคนดูแลนั้น ภารกิจในการดูแลคนป่วยในครอบครัว มันหนักหนาสาหัสเพียงใด ในขณะที่ PRECIOUS TIME เหมือนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความจริงดังกล่าวในตอนจบของหนัง

 SOMEWHERE ONLY WE KNOW (2019, Suthiwat Sirifar, A+25)

1.ชอบการใช้คลิปที่เหมิอนสารคดีมาประกอบหนัง   ซึ่งก็คือคลิปที่ถ่ายเหล่าบรรดาโอตะที่ญี่ปุ่น

2. ส่วนช่วงที่เป็น fiction การสนทนาของหนุ่มสาวนั้น เราชอบมาก แต่ไม่ได้ถึงขั้นชอบสุดๆนะ อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมโอตะมั้ง เราก็เลยไม่ได้อินกับส่วนนี้

สิ่งที่ชอบมากในส่วนนี้ก็คือว่า มันดูเน้นความสมจริงมากกว่าการเร้าอารมณ์น่ะ (ซึ่งตรงข้ามกับหนังเรื่อง THE RAINBOW ที่ฉายต่อกัน 555) และเห็นได้ชัดว่า "ตัวละครมีชีวิตมาก่อนหน้าที่หนังจะเริ่มเรื่อง" คือเหมือนผู้สร้างหนังคิดไว้ดีมากว่า ตัวละครทั้งสองมีประวัติชีวิต และผ่านอารมณ์ความรู้สึกอะไรมาบ้าง ก่อนที่จะมาเจอกันโดยบังเอิญในครั้งนี้

3.แต่เหมือนมันยังขาด magic อะไรบางอย่าง เราก็เลยรู้สึกเหมือนหนังเรื่องนี้มันยังเกร็งๆ ยังไงไม่รู้ เราก็เลยไม่ได้ชอบมันแบบสุดๆ ซึ่งจะแตกต่างจาก 168 ฮกลกซิ่ว (2019, ณัฐพงศ์ ประศรี) ที่ฉายในงานเดียวกัน ซึ่งมีฉากหนุ่มสาวสองคนคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติและสมจริงเหมือนกัน ซึ่งเราว่าฉากนั้นใน 168 ฮกลกซิ่ว มันดูมี  magic มากๆ