OPERATION COUGAR (1989, Zhang Yimou, Yang Fengliang, China) น่าดูสุดขีด
หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยกงลี่ในบทแอร์โฮสเตสในเครื่องบินที่ถูกจี้
+++
ORPHEUS (OUTTAKES) (2012, Mary Helena Clark, 6min, A+30)
THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30)
FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)
ดูแล้วให้ความรู้สึกงดงามสุดขีด พอ ๆ
กับตอนที่เราได้ดูหนังของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Baillie, Bruce
Conner กราบตีน Mary Helena Clark
EXHIBITION (2022, Mary Helena Clark, 19min, A+30)
หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่
Mary Richardson ซึ่งเป็น feminist ชื่อดัง
พยายามทำลายภาพวาดของ Velasquez รุนแรงมากๆๆๆๆๆ
On 10 March 1914 Richardson entered the National
Gallery in London to attack a painting by Velázquez, the Rokeby
Venus, using a chopper she smuggled into the gallery.[3] She
wrote a brief statement explaining her actions to the WSPU which was published
by the press.
"I have tried to destroy the picture of the most
beautiful woman in mythological history as a protest against the Government for
destroying Mrs Pankhurst, who is the most beautiful character
in modern history. Justice is an element of beauty as much as colour and
outline on canvas."
น่าดูสุดขีด อยากให้มีคนจัดงาน retrospective
ของ Frank Borzage, Mitchell Leisen กับ Douglas
Sirk ในไทยมาก ๆ เพราะเราเข้าใจว่า 3 คนนี้คือ
“สามปรมาจารย์ภาพยนตร์ MELODRAMA” ของฮอลลีวู้ดที่ทำหนัง melodrama
ออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ ซึ่งเราก็เคยดูแต่หนังของ Frank
Borzage กับ Douglas Sirk เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง
และเรายังไม่เคยดูหนังของ Mitchell Leisen เลย
+++
FILM WISH LIST: TROPICAL PARK (2025, Hansel Porras Garcia,
USA, 87min)
อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีด หนังยาว
87 นาที แต่เห็นใน imdb บอกว่าใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 2,000
ดอลลาร์ หรือ 65,587 บาท
หนังเรื่องนี้เป็นลองเทค เทคเดียวยาว 80
กว่านาที
เนื้อหาเกี่ยวกับสองพี่น้องชาวคิวบาที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐที่ไม่ได้เจอกันมานาน 20
ปี คนหนึ่งเป็นผู้ชาย ส่วนอีกคนเป็น trans woman ทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์และคุยกันไปเรื่อย ๆ ในประเด็นต่าง ๆ
ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่อง transphobia
คิดว่าหนังแบบนี้น่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก
และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาภาพยนตร์บางคนด้วย
++++
วันนี้อุณหภูมิที่เขตราชเทวีอยู่ที่ 36
องศาเซลเซียส เมื่อกี้เราอาบน้ำแล้วนึกว่าอาบน้ำร้อนเพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ
เราตั้งอุณหภูมิแอร์ในห้องของเราไว้ที่ 26 องศา
เปิดนานติดต่อกันหลายชั่วโมง ตอนนี้อุณหภูมิในห้องก็อยู่สูงถึง 29 องศา
เราคิดว่าแอร์คงไม่ได้เสีย แต่แอร์คงช่วยได้แค่นี้จริง ๆ
ไม่รู้ว่าแอร์ที่บ้านเพื่อน ๆ เป็นเหมือนกันหรือเปล่า
ชีวิตในกรุงเทพมาถึงจุดที่ “เครื่องปรับอากาศ”
กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างรุนแรงที่สุด
ลงรูปนี้เพราะเห็นว่ามีเครื่องปรับอากาศอยู่ในรูป
55555
+++
Lygiapape (1991, Paula Gaitán, Brazil, 42min, A+30)
เราไม่เคยได้ยินชื่อของศิลปินหญิง Lygia
Pape มาก่อนเลย ดีมาก ๆ
ที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักผลงานของศิลปินหญิงชาวบราซิลคนนี้
NOITE (2014, Paula Gaitán, Brazil, 83min, A+30)
งดงามที่สุด ดูแล้วนึกว่าปะทะกับ A WHOLE
NIGHT (1982, Chantal Akerman, Belgium, 90min, A+30) ได้เลย
++++
เห็นข่าวคนเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี เราก็เลยนึกถึง
ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ซึ่งก็คือหนังเรื่อง
MYHUSBAND หรือ “ผ...สุดที่รัก”
(UNCENSORED VERSION) (2008, Chawagarn Amsomkid) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสองสาวที่ตบแย่งผัวกันอย่างรุนแรงกลางสวนลุมพินี
เราดูหนังเรื่องนี้มานานเกือบ 17 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงลืมมันไม่ลง
และก็เลยยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ไปเลย หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของ “สาเหตุที่ทำให้เราอยากดูหนังในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนต่อไป”
เพราะหนังแบบนี้คงไม่สามารถหาได้ตามเทศกาลภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์โดยทั่วไป
++++
RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)
(เนื้อหาข้างล่างนี้มันเป็นการ copy
paste จากสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยเขียนไว้แล้วในอดีต
เพราะฉะนั้นมันจะมีเนื้อหาบางส่วนที่ซ้ำไปซ้ำมานะ)
1. Kluge is one of my most favorite
filmmakers of all time เรารักเทิดทูนและบูชาเขามาก ๆ เขาเสียชีวิตตอนอายุ
94 ปี
ส่วนผู้กำกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม NEW GERMAN
CINEMA ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีเช่น
1.1 Hans-Jürgen Syberberg (ตอนนี้อายุ 90 ปี)
1.2 Helke Sander (89)
1.3 Reinhard Hauff (86)
1.4 Rudolf Thome
(86) เรากับเพื่อน ๆ เรียกเขาว่า Eric Rohmer แห่งเยอรมนี
1.5 Volker
Schlöndorff (86)
1.6 Jutta Brückner
(84)
1.7 Margarethe von
Trotta (84)
1.8 Ulrike
Ottinger (83)
1.9 Werner Herzog (83)
1.10 Klaus Wyborny (80)
1.11 Wim Wenders (80)
2. หนังของ Kluge ส่วนใหญ่มันตรงกับ
concept LIMITLESS CINEMA ของเรามาก ๆ เพราะการดูหนังของเขามันช่วยผลัก
“ขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์” ในความคิดของเราออกไปอย่างรุนแรงสุดขีดมาก
หนังเรื่องแรกของเขาที่เราได้ดูคือ THE
POWER OF EMOTION (1983, 115min) ในปี 2001 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด
พอเราได้ดูแล้วเราก็ตกตะลึงไปเลย เพราะหนังมันแปลกประหลาดพิสดารมาก ๆ สำหรับเรา หนังมันเต็มไปด้วย
fragments ฉากสั้น ๆ เรื่องสั้น ๆ
ที่เหมือนไม่เกี่ยวเนื่องกันมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันไปเรื่อย ๆ และเหมือนจะมีทั้งส่วนที่สารคดีและส่วนที่เป็น
fiction ตัดสลับกันไปมาด้วย
คือก่อนหน้านั้นเราก็เคยดูหนังอย่าง SONGS
FROM THE SECOND FLOOR (2000, Roy Andersson, Sweden) มาแล้ว
ที่มันประกอบด้วยเรื่องย่อย ๆ เรียงร้อยเข้าด้วยกัน แต่มันเหมือน SONGS
FROM THE SECOND FLOOR และหนังทำนองนี้เรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาก่อนหน้านั้น
มันยังพอเห็น “ธีม” อะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ เข้าด้วยกันได้ค่อนข้างง่าย
แต่พอเราเจอ THE POWER OF EMOTION เข้าไป เราก็โยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกันแทบไม่ได้อีกต่อไป
แต่อย่างที่ชื่อหนัง THE POWER OF
EMOTION บอกไว้แล้ว เพราะในขณะที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ
ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้โดยผ่านทาง “ธีม”, “ความหมาย”, “สัญลักษณ์”, “การตีความ”
หรืออะไรก็ตามแต่ที่ต้องใช้สมอง เรากลับรู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราในระหว่างดูหนังเรื่องนี้
มันเรียงร้อยต่อเนื่องกันได้อย่างงดงามสุดขีดที่สุด
มันเหมือนกับว่า ในขณะที่ “สมอง” ของเรา
มองว่าแต่ละเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันเต็มไปด้วย gap ที่สมองของเราไม่สามารถถมมันให้เต็มเพื่อเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ
เข้าด้วยกันได้ “ตามหลักเหตุผล” อารมณ์ความรู้สึกของเรากลับไม่รู้สึกถึง gap
พวกนี้แต่อย่างใด ราวกับว่า “gap ทางเหตุผล” เหล่านี้คือสิ่งที่ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราให้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อย
ๆ ไปอีก
เราก็เลยกราบตีน Alexander Kluge อย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
3. เราว่าคู่เปรียบเทียบที่เหมาะมากของ Alexander
Kluge ก็คือ Dusan Makavejev เพราะหนังของ Makavejev
บางเรื่อง อย่างเช่น INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Yugoslavia)
มันเต็มไปด้วย “ฉากย่อย ๆ”
ที่ถูกตัดสลับเข้ามาในเนื้อเรื่องหลักของหนัง คือเราว่าโครงสร้างหนังของ Kluge
กับ Makavejev มีส่วนคล้ายกัน คือหนังหลายเรื่องของผู้กำกับสองคนนี้
อาจจะมี “เส้นเรื่องหลัก” แต่เส้นเรื่องหลักมันจะถูกขัดจังหวะด้วย
fragments ฉากย่อย ๆ มากมายที่เหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก
แต่เวลาที่เราดูหนังของ Makavejev นั้น เรารู้สึกว่า เราสามารถ “เชื่อมจุดประ”
เข้าด้วยกันได้โดยใช้สมองของเราน่ะ เราสามารถหาเหตุผลเชื่อมโยงฉากย่อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่องหลัก
ให้มันเชื่อมโยงกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหาก Makavejev กำกับ
“คู่กรรม” เขาก็อาจจะเล่าเส้นเรื่องหลักของโกโบริกับอังศุมาลิน และขัดจังหวะเส้นเรื่องหลักนี้
ด้วยการใส่ “แผนที่เกาะกวม”, “แผนที่แมนจูเรีย”,
แผนที่การรุกรานของทหารญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์” เข้ามาในหนังเป็นระยะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า
“แผนที่เกาะกวม” นี้ มันดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราวของ “โกโบริ +
อังศุมาลิน” แต่สมองของเราสามารถเชื่อมโยงได้ง่าย ๆ เลยว่า แผนที่เกาะกวมกับ “เรื่องราวโกโบริ
+ อังศุมาลิน” มันเชื่อมโยงกันโดยอ้อมได้อย่างไรบ้าง
แต่เวลาที่เราดูหนังของ Kluge เรามักจะไม่สามารถ “หาเหตุผล” เชื่อมโยงฉากต่าง ๆ ในหนังเข้าด้วยกันได้น่ะ
แต่เรากลับพบว่าหนังของ Kluge มันทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเราพุ่งปรี๊ดสูงกว่าการดูหนังของ
Makavejev มาก ๆ
เราก็เลยรู้สึกว่า
ผู้กำกับสองคนนี้เป็นตัวเปรียบเทียบที่ดีสำหรับเรา เรารู้สึกว่าเราสามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง
ๆ ในหนังของ Dusan Makavejev เข้าด้วยกันได้ แต่อารมณ์ของเราไม่ได้พุ่งสูงสุดขีด
ในขณะที่หนังของ Alexander Kluge นั้น
เราไม่สามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของเขาเข้าด้วยกันได้เลย แต่หนังของ Kluge
กลับส่งผลสะท้านสะเทือนเราอย่างรุนแรงมาก ๆ เหมือนมันไม่ผ่านสมอง
แต่มันยิงเข้าสู่จิตวิญญาณเราได้เลย
4. แล้วพอเราได้อ่านสิ่งที่ Kluge เขียน เราก็เห็นด้วยกับเขาอย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันตรงเป๊ะกับ
concept ในการดูหนังของเรา เขาเขียนไว้ในปี 1979 ว่า
“Understanding a film completely is
conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood
everything then something has been emptied out.
We must make films that thoroughly oppose such imperialism
of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and
which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on
which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the
puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a
moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the
policelike intention of letting nothing escape me.”
“การเข้าใจภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ถือเป็นจักรวรรดินิยมทางความคิด
ถือเป็นการเข้ายึดสิ่งนั้นเป็นอาณานิคม ถ้าหากฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง
นั่นก็แสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งที่ถูกกวาดล้างออกไปแล้ว
เราต้องสร้างภาพยนตร์ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมทางสำนึกรู้แบบนี้
ฉันได้พบบางสิ่งในภาพยนตร์ที่ยังคงทำให้ฉันประหลาดใจและฉันสามารถเห็นมันได้โดยไม่ต้องกลืนกินมันลงไป
ฉันไม่สามารถเข้าใจแอ่งน้ำที่ฝนตกลงมาใส่ได้ ฉันทำได้เพียงแค่เห็นแอ่งน้ำนั้น
การจะบอกว่าฉันเข้าใจแอ่งน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย
การผ่อนคลายคือการที่ตัวฉันเองได้กลับมามีชีวิตจริงๆในชั่วขณะนั้น
และปล่อยให้ผัสสะต่างๆของฉันได้เป็นอิสระอย่างเต็มที่
มันเป็นช่วงเวลาของการไม่ต้องทำตัวเหมือนตำรวจที่ต้องคอยเฝ้าระวังจดจ้องไม่ให้มีสิ่งใดเล็ดรอดการรับรู้ของเราไปได้”
5. ประสบการณ์ที่เราได้จากการดูหนังของ Kluge
และได้อ่านสิ่งที่เขาเขียนเมื่อราว 25-30 ปีก่อน ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อเราจนถึงทุกวันนี้
เพราะอย่างเมื่อวานนี้เราได้ดูหนังของ Mary Helena Clark อย่างเช่นเรื่อง
THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30) และ FIGURE
MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)
หนังสองเรื่องนี้ เราดูสองรอบ รอบแรกเราดูโดยพยายามจะใช้สมอง
พยายามจะทำความเข้าใจมัน พยายามจะเข้าใจว่าแต่ละฉากสื่อถึงอะไร และมันเชื่อมโยงกันอย่างไร
แล้วเราก็พบว่ามันพิศวงมาก ๆ เราไม่เข้าใจอะไรมันเลย (เรายังไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ
Mary Helena Clark นะ ถ้าหากเราได้อ่านแล้ว
เราคงเข้าใจมันมากขึ้น)
เราก็เลยดู THE GLASS NOTE กับ FIGURE MINUS FACT รอบสอง โดยไม่พยายามจะทำความเข้าใจอะไรต่าง
ๆ ในหนังอีกต่อไป และเราก็พบว่ามันงดงามสุดขีดมาก ๆ มันก่อให้เกิดความรู้สึกท่วมท้นในใจเราอย่างรุนแรงมาก
ๆ พอเรา approach มันด้วยวิธีนี้
ซึ่งวิธีการแบบนี้ก็เป็นวิธีเดียวกับที่เราใช้ในการดูหนังหลาย
ๆ เรื่องของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Conner, Bruce Baillie และผู้กำกับคนโปรดของเราอีกหลาย ๆ คน และแน่นอนว่าวิธีการแบบนี้เป็นสิ่งที่เราได้รับการปลูกฝังส่วนหนึ่งมาจากการได้ดูหนังของ
Alexander Kluge และได้อ่านงานเขียนของเขานี่เอง
6. หนังของ Alexander Kluge ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ
6.1 THE POWER OF EMOTION (1983, 115min)
6.2 BRUTALITY IN STONE (1961, Alexander Kluge, Peter
Schamoni, documentary, 12min)
6.3 THE FEMALE PATRIOT (1979)
6.4 ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968)
6.5 YESTERDAY GIRL (1966)
6.6 FIREMAN E.A. WINTERSTEIN (1968, 10min)
6.7 STRONGMAN FERDINAND (1976)
6.8 HEADLESS MAN (2007, short film)
6.9 WHAT IS THE
ORIGIN OF THE SONG ‘THE FLAG ON HIGH’? (1994, short film)
7. เราเคยเขียนเปรียบเทียบ DIE TOMORROW
(2017, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) กับหนังของ Alexander
Kluge ไว้ดังนี้ :
“แต่ก็อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า เราชอบ DIE
TOMORROW อย่างสุดๆ เมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน
แต่ถ้าเทียบกับหนังต่างประเทศที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันแล้ว เราชอบมันเท่ากับ INNOCENCE
UNPROTECTED (1968, Dusan Makavejev) แต่ชอบน้อยกว่า THE
POWER OF EMOTION และชอบน้อยกว่า 71 FRAGMENTS OF A
CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke) น่ะ
คือเราเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วล่ะว่า Dusan
Makavejev กับ Alexander Kluge ทำหนังที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน
นั่นก็คือหนังบางเรื่องของสองคนนี้เต็มไปด้วย fragments ต่างๆมากมาย
และมีทั้งสารคดี+เรื่องแต่งอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แต่ในหนังของ Dusan
Makavejev นั้น fragments ทุกอันสามารถเชื่อมโยงกันได้ตามหลักเหตุผล
ในขณะที่ในหนังของ Alexander Kluge นั้น
เราจะไม่สามารถเชื่อมโยง fragments หลายอันเข้าด้วยกันได้ตามหลักเหตุผลในทันที
เราจะไม่เข้าใจว่าหลายๆฉาก หลายๆเรื่องราวย่อยๆมันเชื่อมโยงกันยังไง
แต่ในทางอารมณ์ความรู้สึกนั้น fragments ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยนี้
กลับสอดประสานเข้าด้วยกันได้อย่างงดงามและให้อารมณ์ที่ sublime มากๆ
อย่างใน THE POWER OF EMOTION นั้น ชื่อหนังอาจจะทำให้เราเข้าใจว่า fragments ย่อยๆในหนังเรื่องนี้คงจะนำเสนอ
the power of emotion แต่พอดูเข้าจริงๆ เราก็จะงงว่า
“ฉากผู้หญิงที่เอาไม้หนีบมาหนีบหน้าของตัวเองทั้งหน้า” มันคืออะไร
หรือการเล่าเรื่องโรงโอเปร่าถูกไฟไหม้ มันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับ the
power of emotion ตรงไหน
มันเหมือนกับว่า เวลาดูหนังของ Dusan
Makavejev เราใช้ “สมอง” ดู แล้วเราจะเข้าใจมันน่ะ แต่เวลาดูหนังของ
Alexander Kluge เราใช้ทั้งสมองและ “จิตใต้สำนึก” ดู
แล้วเราจะรู้สึกว่ามันงดงามที่สุดในโลกสำหรับเรา
และเราว่าการที่ DIE TOMORROW ไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆก็เป็นเพราะปัจจัยนี้แหละ คือเราว่า fragments
ทุกอย่างใน DIE TOMORROW มันเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล
แต่มันยังไปไม่ถึงขั้นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge ที่เต็มไปด้วย
fragments เหี้ยห่ามากมายที่ไม่รู้มันเชื่อมโยงกันยังไง
หรือเกี่ยวข้องกันตรงไหน แต่ในทางอารมณ์แล้วมันไปสุดมากๆ
เราว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF
CHANCE ก็สะเทือนเราในระดับมากกว่า DIE TOMORROW เพราะ 71 FRAGMENTS มันเหมือนอยู่เหนือ “เหตุผล” และ
“สมอง” น่ะ
มันมีซีนที่กระทบเราอย่างรุนแรงทั้งที่เราไม่เข้าใจความหมายของมันอยู่ด้วย
เราก็เลยแอบเสียดายนิดนึงที่ DIE TOMORROW ไปไม่ถึงขั้นนั้น
แต่เราไม่ได้ต้องการให้นวพลพยายามทำหนังแบบ Alexander
Kluge ในเรื่องต่อๆไปนะ เพราะเราว่าคนที่จะทำหนังแบบ Kluge ได้ ต้องมี “ความเป็นกวี” อยู่สูงมากพอสมควรน่ะ มันถึงจะสามารถร้อยเรียง fragments
ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล
เข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม และเราไม่แน่ใจว่านวพลจะฝืนตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า
ถ้าหากต้องทำอย่างนั้น
มันเหมือนกับไปเรียกร้องให้นักวิชาการหรือนักเล่าเรื่องร้อยแก้วมาเขียนกวี
อะไรทำนองนี้ หรือเหมือนกับไปเรียกร้องให้ศิลปินแนว Conceptual Art มาแต่งเพลง House Music อะไรทำนองนี้
คือเราเชื่อว่าผู้กำกับทุกคนมีข้อดีข้อด้อย
จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกันน่ะ เราว่านวพลมีจุดแข็งที่ concept, ความคิดสร้างสรรค์, อารมณ์ตลกเสียดสีอะไรทำนองนี้
แต่เราว่าเราไม่เห็น “ความสามารถเชิงกวี” แบบรุนแรงจากหนังหลายๆเรื่องของนวพล
และมันก็ไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดที่ผู้กำกับคนใดก็ตามไม่ได้มีความสามารถดีเลิศสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกด้านทุกอย่าง
เราก็เลยคิดว่านวพลก็ควรทำหนังที่สามารถใช้ข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองต่อไปเรื่อยๆแบบนี้นี่แหละ
ดีแล้ว เพียงแต่ว่าหนังของนวพลบางเรื่องอาจจะไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆเท่านั้นเอง
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับหนัง และก็ไม่ใช่ความผิดของเรา
ที่รสนิยมไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว
แต่เราสนับสนุนให้ผู้กำกับหนังไทยคนอื่นๆ
หาหนังของ Alexander Kluge มาดูหลายๆเรื่อง
แล้วลองพยายามทำหนังแบบนั้นดูบ้างนะ 555”
8. เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังของ
Ratchapoom Boonbunchachoke กับ Alexander Kluge ไว้ดังนี้
“เราว่าหนังของอุ้ยมีบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังของ Alexander
Kluge ในแง่ที่ว่า มันเป็นหนัง narrative ที่มีความเป็นหนัง essay ผสมอยู่ด้วย
แต่สิ่งที่ตรงข้ามกันก็คือว่า ตัวละครนางเอกในหนังของอุ้ย 2 เรื่องหลัง
ซึ่งได้แก่เรื่องแหม่มแอนนา และมะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ
เป็นตัวละครที่สมควรถูกตบด้วยตีน เพราะพวกเธอเป็นสาวฐานะดีที่ดัดจริต
ทำเป็นอยากช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย, ชนชั้นล่าง
แต่ใจจริงแล้วพวกมึงก็ดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่ในใจ อีห่า กูอยากจะตบอีคนพวกนี้มากๆ
ส่วนในหนังของ Alexander
Kluge นั้น
ตัวละครนางเอกจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้น่าโดนตบแบบนี้
แต่ตัวละครนางเอกมักจะเป็นสาวหัวแข็งที่มีความขบถต่อสังคมในแบบของตนเอง
คือเรานึกถึงนางเอกในหนังอย่าง YESTERDAY GIRL (1966), ARTISTS AT THE
TOP OF THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968), OCCASIONAL WORK OF A FEMALE SLAVE
(1973) และ THE PATRIOT WOMAN (1979) น่ะ”
9. ความเห็นของเราที่มีต่อ THE FEMALE
PATRIOT (1979, ALEXANDER KLUGE) A++++++++++
หนังเล่าเรื่องของอะไรไม่รู้มากมายหลายเรื่อง
แต่เรื่องหลักๆอาจจะมีอยู่สองเรื่อง นั่นก็คือเรื่องของ “หัวเข่า”
ของนายทหารเยอรมันคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสมรภูมิสตาลินกราดในสงครามโลกครั้งที่สอง
โดยถึงแม้ทหารคนนั้นจะตายไปแล้ว แต่หัวเข่าของนายทหารคนนี้ก็ยังคงเล่าเรื่องต่างๆนานาของมันและของประวัติศาสตร์โลกต่อไป
ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของครูสอนประวัติศาสตร์ (แสดงโดย HANNELORE
HOGER จาก ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968,
A+++++++)) ที่ตั้งคำถามกับหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เยอรมนีในโรงเรียน
ดังนั้นเธอก็เลยพยายามขุดค้นหาข้อมูลวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง
ด้วยการใช้จอบเสียมขุดลงไปในดินเรื่อยๆ และเธอก็พยายาม “ซึมซับ” ประวัติศาสตร์
ด้วยการเอาเลื่อย, ค้อน
และสว่านมาเจาะทำลายตำราประวัติศาสตร์
และเอาเศษตำราเหล่านั้นไปผสมกับน้ำต้มเพื่อเอามาดื่มกิน
หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่ะ
เพราะขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันพบว่าหัวสมองของดิฉัน คือ “ศัตรู”
ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกที่ดูหนังเรื่องนี้
สมองของดิฉันจะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะพยายามทำความเข้าใจกับหนัง และพยายามหาทางเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเข้าด้วยกัน
แต่สักพักนึงดิฉันก็รู้ตัวว่าถ้าหากดิฉันหยุดคิดเมื่อใด
ดิฉันจะจูนตัวเองให้เข้ากับหนังได้ในทันที
ดังนั้นดิฉันก็เลยต้องคอยควบคุมความคิดของตัวเองตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คิดปุ๊บ
ดิฉันก็จะหยุดคิดปั๊บ และทำให้การดูหนังเรื่องนี้กลายเป็นความบันเทิงและความสุขอย่างมาก
หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนที่จะต่อสู้กับ “การคิด”
ของตัวเองอย่างดีมากเลยค่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันได้สัมผัสกับความสุขของ
“การหยุดคิด” อย่างที่แทบไม่เคยรู้สึกกับหนังเรื่องไหนมาก่อน
10. ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ระหว่าง Harun
Farocki กับ Alexander Kluge นี่
เราชอบใครมากกว่ากัน แต่เราเคยดูหนังสารคดีที่สัมภาษณ์ Farocki แล้วเราก็พบว่ามันทำให้นึกถึงหนังของ Kluge ด้วยมาก
ๆ
ในหนังสารคดีเรื่อง DOCUMENTARY WORK:
HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20) นั้น คริสตอฟ
ฮึบเนอร์ได้สัมภาษณ์ฮารุน ฟาร็อกกี และมีคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายส่วน
ส่วนนึงที่เราชอบมากๆเป็นตอนที่ Farocki บอกว่า บางทีการดูซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันอาจจะทำให้ผู้ชมบางคนสรุปความแบบนิรนัย
(deduction) อย่างผิดพลาดได้ เพราะผู้ชมบางคนอาจจะตีความว่า
“ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก
A นำไปสู่ฉาก B” (ทั้งที่จริงๆแล้วฟาร็อกกีไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเชื่อมโยงฉาก
A กับฉาก B ในแบบที่เป็นเหตุเป็นผลกันหรือเป็นลำดับเหตุการณ์กันแบบนั้น)
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับปัญหาของภาษาแบบที่นิทเช่เคยพูดถึงด้วย
ในขณะที่นักปรัชญาชื่อ Flusser ก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย Flusser
กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่พูดว่า “A เป็นสาเหตุของ
B” แต่เราจะพูดว่า “A ในส่วนที่สัมพันธ์กับ
B” มันมีโครงสร้างของอำนาจอยู่ในไวยากรณ์ของภาษา
หรืออยู่ในรูปประโยคที่เราใช้พูดกัน
(เราเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นปัญหาที่พบในภาษาเยอรมันมากกว่าภาษาอังกฤษ) และ Flusser
ก็ต้องการขจัดโครงสร้างนี้ไป (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด)
และฟาร็อกกีก็ทำเช่นนั้นกับภาพยนตร์ของเขาเหมือนกัน
เขาต้องการขจัดโครงสร้างของอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา
เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าใจสิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถูกทั้งหมดหรือเปล่า
แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้เราคิดถึงหนังบางเรื่องที่เราชอบมากๆ
อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge, Bruce Conner และ
Teeranit Siangsanoh เพราะการเชื่อมโยงซีนต่างๆเข้าด้วยกันในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่
“ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก
A นำไปสู่ฉาก B” แต่มันเป็น “ฉาก A
สัมพันธ์กับฉาก B” โดยที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง
แต่มันกระตุ้นให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆมากมายในการเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเรื่องนั้นเข้าด้วยกัน
11. อันนี้เป็นตัวบทความเต็มของ Alexander
Kluge ที่เรายก quote มาข้างต้น
“This article is called THE SPECTATOR AS ENTREPRENEUR, which
Alexander Kluge wrote in 1979 and is included in the book WEST GERMAN
FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES, published by Holmes & Meier in
1988.
I think I really agree with his article. So I quote what
Kluge wrote here:
“The film and television corporations live off the money and
the cooperation of the imaginative faculties (unpaid labor) which they extract
from the spectator. They designate anyone a mature citizen who is willing to
pay. Kant says: “Enlightenment is man’s release (Ausgang) from his
self-incurred tutelage.”
Leni Pickert says:
“People are mature
when they have their day off…”
In order to cheat the spectators on an entrepreneurial
scale, the entrepreneurs have to designate the spectators themselves as
entrepreneurs. The spectator must sit in the movie house or in front of the TV
set like a commodity owner: like a miser grasping every detail and collecting
surplus on everything which has any value. Value per se. So uneasy this
spectator-consumer, alienated from his own life so completely like the manager
of a supermarket or a department store who—even at the price of death (heart attack)—will
not stop accumulating the last scraps of marketable goods in the storeroom so
that they may find their buyers. How disturbed he is when people pass by his
store; how nervous he gets about objects in the storeroom which do not sell
immediately.
In a similar entrepreneurial fashion the spectator-having
reached the desired consumer maturity—scans films for their spectacle and
exhibition values, for complete intelligibility, just as one is taught to gnaw
a bone thoroughly, as the saying goes, so that the sun will shine. The sun,
however, “taking its thunderous course”, according to its own habits and
unconcerned with human communication, does not care the least whether or not we
clean our plates.
Understanding a film completely is conceptual imperialism
which colonizes its objects. If I have understood everything then something has
been emptied out.
We must make films that thoroughly oppose such imperialism
of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and
which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on
which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the
puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a
moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the
policelike intention of letting nothing escape me.””
12. อันนี้เป็นความเห็นของเราที่มีต่องานเขียนเรื่องสั้นของ
Kluge
“REVENGE FOR VERDUN (Alexander Kluge,
short story, A+30)
Alexander Kluge is not only one of my most favorite directors, he also wrote
REVENGE FOR VERDUN, which is one of my most favorite short stories of all time.
เรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Willi Eisler ทหารเยอรมันที่สู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เมือง Verdun เขาพบว่าฝ่ายศัตรูยิงระเบิดถล่มฝ่ายพวกเขาหนักมาก
เขากับพรรคพวกก็เลยหนีออกมาจากสมรภูมิตรงนั้น แต่ขณะที่หลบหนีออกมา
พวกเขาก็เจอกับเจ้าหน้าที่ทหารชื่อ Dr von Fredersdorff ที่สั่งพวกเขาให้กลับไปยังสมรภูมิจุดเดิม
ไอส์เลอร์ ก็เลยแค้น Fredersdorff มากที่ออกคำสั่งโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญ
อีก 18 ปีต่อมา (ประมาณปี 1934) ไอส์เลอร์เจอเฟรเดอร์สดอร์ฟมาตรวจสะพานแห่งหนึ่ง
ไอส์เลอร์ก็เลยพยายามแก้แค้นด้วยการทำให้สะพานแห่งนั้นถล่มลงมา
ปรากฏว่าเฟรเดอร์สดอร์ฟไม่ตาย เขาได้รับบาดเจ็บที่หลังจนเป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น
แต่มีคนงานตายไป 12 คน
ไอส์เลอร์ติดคุกเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น
แต่เขาถูกปล่อยตัวออกจากคุกในปี 1942 เพื่อมาทำงานให้กระทรวงอาวุธของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังปี 1945 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจอที่เทือกเขาสวาเบียน
ไอส์เลอร์ก็เลยลากเฟรเดอร์สดอร์ฟลงจากรถเข็นเพื่อไปฆ่าที่บึงน้ำแห่งนึง
แต่มีคนมาช่วยชีวิตเฟรเดอร์สดอร์ฟได้ทัน ส่วนไอส์เลอร์ก็ติดคุก 3 ปี
ในปี 1959 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจออีกครั้ง
เขาก็เลยเผาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนตาย
เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นเรื่องจริง
ไม่ใช่เรื่องแต่ง เราก็เลยไป google ดู แต่ไม่เจอข้อมูลของ Willi
Eisler เลย เราก็เลยเดาว่า Kluge คงแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา
แต่มันดูจริงมากๆจนเรานึกว่าเป็นเรื่องจริง
เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไอส์เลอร์นะ
เพราะเขาฆ่าคนบริสุทธิ์ตายไปตั้ง 12 คน
แต่เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราว่า Kluge เข้าใจ
human nature มากๆ เขาเข้าใจดีว่าสำหรับคนบางคนนั้น
ความเคียดแค้นชิงชังมันไม่สามารถถูกลบเลือนไปได้ด้วยเวลาแต่อย่างใด
ต่อให้เวลาผ่านไป 30 ปี หรือ 40 กว่าปีอย่างในเรื่องสั้นเรื่องนี้
ความเคียดแค้นชิงชังก็ไม่ลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย
ในเรื่องสั้นเรื่องนี้มีรายละเอียดอื่นๆ
และมีส่วนที่เป็นบทกวีแทรกมาด้วย เราอ่านแล้วแทบร้องไห้
เราไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจบทกวีที่แทรกอยู่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้หรือเปล่า
แต่พอเราอ่านแล้ว มันทำให้เราจินตนาการว่า
ตัวไอส์เลอร์เองก็รู้ดีว่าความแค้นมันทำให้เขาเป็นทุกข์
มันทำให้เขาไม่สามารถมีความสุขกับความงดงามตามธรรมชาติของโลกได้อีกต่อไป
ถึงเขาจะมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว
ความงดงามนั้นก็ไม่สามารถชโลมจิตใจของเขาได้
เพราะน้ำตามันบดบังดวงตาของเขาจนทำให้เขามองไม่เห็นความงามของหมู่ดาวอีกต่อไป
เราชอบตรงจุดนี้มากๆ เราเข้าใจดีว่าสำหรับบางคนนั้น
เขารู้ดีว่าความเคียดแค้นชิงชังเป็นสิ่งไม่ดี และมันจะเผาผลาญตัวเขาไปนานหลายสิบปี
แต่ถึงเขารู้ว่ามันไม่ดี เขาก็ไม่สามารถดับมันได้แต่อย่างใด
ตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้ทำให้นึกถึงนางเอกของ THE PAGE
TURNER (2006, Denis Dercourt) ด้วย
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Alexander Kluge ได้ในหนังสือฟิล์มไวรัส
2”
DIE TOMORROW
https://web.facebook.com/photo/?fbid=10215473038522479&set=a.10214495441043153