Sunday, June 28, 2026

BRAZILIAN CINEMA

 THE SOUND OF WAVES (1954, Senkichi Taniguchi, Japan) เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วย และมี Toshiro Mifune ร่วมแสดงจริง ๆ ด้วย น่าดูมาก ๆ


THE SOUND OF WAVES ของ  Yukio Mishima เคยสร้างมาแล้วอย่างน้อย 4 versions   นะ มี

1. ของปี 1954

2. THE SOUND OF WAVES (1964, Kenjiro Morinaga)

3. THE SOUND OF WAVES (1975, Katsumi Nishikawa)  นำแสดงโดย Momoe Yamaguchi กับ Tomokazu Miura

4. THE SOUND OF WAVES (1985, Tsugunobu Kotani) นำแสดงโดย Chiemi Hori กับ Shingo Tsurumi (SHIN GODZILLA, CELLS AT WORK, LAST ROMANCE)
---
พอดูหนังเรื่อง MICHAEL (2026, Antoine Fuqua, A+) เลยทำให้อยากกลับไปฟังเพลงของ Jermaine Jackson
---
ขอบพระคุณพยากรณ์อากาศที่บอกว่า วันพรุ่งนี้จะไม่มีหิมะตกในกรุงเทพ
---
อยากดู GAMES PEOPLE PLAY ผัวรสมะนาว (1988, Hong Kong TV Series, 20 episodes) หลิวเจียหลิง ปะทะ หลีเหม่ยเสียน
---
สมัยมัธยม เราท่องสูตรเหล่านี้อย่างรุนแรง แต่พอเอ็นท์ติดอักษร เราก็ไม่ได้ใช้งานมันเลย ตอนนี้เราเรียนจบมัธยมมานาน 36 ปีแล้ว พอดีเราเพิ่งค้นเจอ "แผ่นช่วยท่องจำ" อันนี้อีก ก็เลยนึกถึงความสุขสมัยเรียนเลขเมื่อ 35-40 ปีก่อนอย่างมาก ๆ
---
ถ้าเราตายไปตอนนี้ ก็จะเจอวิดีโอเทปราว 1000  ม้วนในห้องของเรา
--
ซอยปรารถนา 2500 ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME, AND ONE OF MY MOST FAVORITE "ADAPTATION" OF ALL TIME  เป็นหนึ่งในการดัดแปลงบทประพันธ์ดั้งเดิมที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต
--
อยากดู SONS OF THE NEON NIGHT (2025, Juno Mak)
---
FILM WISH LIST: ทะลุกลางอก (1988, Wong Kar-wai, Hong Kong)

อยากให้มีคนนำ "ทะลุกลางอก" (AS TEARS GO BY) มาลงโรงฉายในไทยอีกรอบมาก ๆ

ภาพจากคุณ หมู อารมณ์ดี
---
มี 191 1/2 มือปราบทราบแล้วป่วน (2003, Boonsong Nakphoo, A+30) ด้วย จำได้ว่า แดน ดนัย สมุทรโคจร หล่อมาก ๆๆ ในหนังคลาสสิคเรื่องนี้
---
เราชอบหนังเรื่อง THE GLASS SKY (1987, Nina Grosse, West Germany) อย่างรุนแรงมาก
---
วันนี้กินข้าวเย็นที่ร้าน chef thanom, seacon square ค่ะ
---
อากาศร้อนมาก เราเลยแดก swensen's ปรากฏว่าใช้เวลารอนาน 23 นาทีกว่าจะได้กิน
---
เมื่อวานเราเดินจากอพาร์ทเมนท์มาขึ้นรถไฟฟ้า แล้วเหงื่อกาฬแตกพลั่กหนักมาก ถึงแม้เรากางร่มตลอดเวลาที่เดินกลางแจ้ง วันนี้เราก็เลยเดินออกจากอพาร์ทเมนท์มาขึ้นรถไฟฟ้า โดยเปิดพัดลมห้อยคอไปด้วย ปรากฏว่าช่วยลดเหงื่อลงได้ดีมาก ๆ ค่ะ

สรุปว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปีนับตั้งแต่ดิฉันเกิดมา ที่เราจำเป็นต้องพก "พัดลมห้อยคอ" ติดตัวไปด้วย เพื่อใช้ในการ "เดินไปปากซอย" อากาศเมืองไทยมาถึงขั้นนี้แล้วจริง ๆ ค่ะ GLOBAL INCINERATING ของจริง
---
ช่วงนี้เราของดแสดงความเห็นของตัวเองในช่อง comment  ของตัวเองและเพื่อน ๆ ไปก่อนนะ เพราะว่าพอเรา comment ปุ๊บ facebook จะแบนเราไปนาน 1 ชั่วโมง เราก็เลยถูกแบนไปแล้ว 4 ครั้ง รวมกัน 4 ชั่วโมงในช่วง 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ก็เลยจะบอกว่า ที่เราไม่แสดงความเห็นพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในช่วงนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่า เราเป็น "สาวเย็นชา" Isabelle Huppert แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะว่า ช่วงนี้เราโดนเฟซบุ๊กกลั่นแกล้งให้แพงน้ำตาจ้ะ
---
งดงามที่สุด ส่วนเราเคยดูแค่

1. WUTHERING HEIGHTS -- KATE BUSH (1978, Keef, music video, A+30)

2.บ้านสอยดาว (1984, มโนรัตน์, TV series, A+30)

ธงไชย แมคอินไตย์ รับบทที่คล้ายกับ Heathcliff ในละครเรื่องนี้

3. HURLEVENT (1985, Jacques Rivette, France, A+30)

4. WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25)

เราชอบของ Kate Bush มากสุด ถึงแม้มันจะเป็นเพียงแค่  music video 55555
---
Facebook บอกให้เราตอบกลับความเห็นของคนอื่น ๆ แต่พอกูตอบกลับ facebook ก็แบนเราครั้งละหนึ่งชั่วโมง เป็นจำนวนรวมกัน 4 ครั้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค. สรุปว่ามึงต้องการอะไรจากกูกันแน่คะ อีนัง facebook
---
ดิฉันยังคงตามหาแสงเขียวเหมือนนางเอกหนังเรื่อง THE GREEN RAY (1986, Eric Rohmer)
---
ถ้า GOHAN ทำยอดขายตัวได้ดี ก็หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่อง GOHATTO (1999, Nagisa Oshima)  มาลงโรงฉายด้วยนะคะ เพราะชื่อหนังใกล้เคียงกัน #ผิด
---
สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำหลวง THAM LUANG MEDITATION CENTER (Kamchan Yano, interactive wooden sculpture) 

ชอบมาก ผีหลอกวิญญาณหลอนมาก ๆ

ดูในนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME at Jim Thompson
---
เราชอบ WANEE AND JUNAH (2001, Kim Yong-gyun, A+30) กับ THE RED SHOES เกือกผี (2005, Kim Yong-gyun, A+30) อย่างรุนแรง ดีใจสุดขีดที่หนังสองเรื่องนี้เคยลงโรงฉายในไทย แต่ก็เสียดายที่หนังเรื่องหลัง ๆ ของ Kim Yong-gyun  ไม่ได้ลงโรงฉายในไทยอีก เราก็เลยยังไม่ได้ดู ทั้ง SWORD WITH NO NAME, KILLER TOON, RESET และ PICNIC
---
ดีใจสุดขีดที่มีเพื่อนบางคนคิดเหมือนกัน คือเราไม่มีปัญหากับตัวละครเหี้ย ๆ แบบในหนัง MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30) แต่เรามีปัญหากับตัวละครที่ "พยายามทำดีเพื่อโลก" แบบนางเอก  HOPPERS (2026, Daniel Chong, animation, A+30) เนี่ยแหละค่ะ ใช่แล้วค่ะ ดิฉันคือนางมารร้าย 55555

แต่เราก็ชอบหนัง HOPPERS นะ เหมือนหนังมันอาจจะสะท้อนความ radical ของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ และหนังไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าเห็นด้วยกับความ radical เหล่านั้น

จริง ๆ แล้วเราชอบ HOPPERS + PROJECT HAIL MARY  ในฐานะของ "หนังรักโรแมนติก"  ด้วย เพราะหนังสองเรื่องนี้เหมือนนำเสนอ "ความรักความสัมพันธ์ต่างสปีชีส์" โดยไม่ได้ตั้งใจ (ประเด็นนี้เราได้แรงบันดาลใจจากน้อง  Kaweesak 55555)
---
ONE OF MY MOST FAVORITE ACTRESSES OF ALL TIME IS CHAMAIPORN JATURAPUSH เราชอบชไมพร จตุรภุช มาก ๆ อยากให้มีคนนำละครทีวีเรื่อง "ไทรโศก"  (1991, ภราดร เล็กประเสริฐ) ที่เธอนำแสดงมาเผยแพร่มาก ๆ เอามาลงยูทูบก็ยังดี

ได้ยินว่า ละครเรื่อง ไทรโศก (1991) นี้ ถ่ายทำเสร็จแล้ว แต่ทางช่อง 7 ไม่ยอมนำออกฉาย เราก็เลยเสียดายมาก ๆ หวังว่าผู้สร้างละครเรื่องนี้จะยังเก็บฟุตเตจละครเอาไว้ เพราะเรามั่นใจว่า ชไมพรต้องให้การแสดงที่ดีมาก ๆ ในละครเรื่องนี้อย่างแน่นอน ถึงแม้เรายังไม่ได้ดู

ใน ไทรโศก (1991)  นี้ ชไมพรต้องปะทะกับ ชุติมา นัยนา, ดาริน กรสกุล, ปัทมา ปานทอง, ไปรมา รัชตะ และทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา

อยากให้มีคนบูรณะและเก็บรักษาละครทีวีเหล่านี้เอาไว้ ทั้งละครที่เคยแพร่ภาพแล้ว และละครที่ไม่ได้แพร่ภาพ
---
จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เราเคยดู trailer หนังเรื่องนี้ DEVIL FETUS ตัณหาผีนรก ตอนเราไปดู FLASHDANCE (1083, Adrian Lyne) แล้วเรากลัวสุดขีดมาก ๆ (ตอนนั้นเราอายุแค่ 10 ขวบ)
---
กรี๊ดดด น่าดูสุดขีด ADUA AND HER FRIENDS (1961, Antonio Pietrangeli) มี  Ettore Scola ร่วมเขียนบทด้วย

https://www.imdb.com/title/tt0053570/?ref_=ext_shr
---
ชึ้นรถเมล์สาย 515 ปรากฏว่าในรถเมล์เปิดรายการทีวีอะไรสักอย่างที่พูดถึงหนัง A USEFUL GHOST
---
อยากไปดูหนังของ Polen Ly ที่ Bangkok Kunsthalle มาก ๆ แต่ฝนอย่าตกหนักนะมึง เพราะสถานที่ฉายมันไม่ได้อยู่ติดรถไฟฟ้า ถ้าฝนตกหนัก เราก็จะฝ่าไปถึงงานไม่ได้
---
โลกีย์เถื่อน LOVE UNTO WASTE (1986, Stanley Kwan) นำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย น่าดูสุดขีด
---
คดีนี้นี่มันคล้ายกับ "หนึ่งในฉากที่ทำร้ายจิตใจเราอย่างรุนแรงที่สุด" ฉากนึงในหนังไทยเรื่องนึงที่กำลังเข้าฉายช่วงนี้เลยนะ

ตอนที่เราดูฉากนั้นในหนังไทยเรื่องนั้น เรานึกว่า "ตัวละครมันโหดเหี้ยมเกินจริง" แต่ปรากฏว่าความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าหนังไทยเรื่องนั้นหลายเท่า

ไม่บอกว่าหนังไทยเรื่องอะไร เพราะมันอาจเป็นการspoil แต่เพื่อน ๆ หลายคนคงดูไปแล้ว และตอบได้
---
RIP NICHOLAS BRENDON เราชอบเขาใน BUFFY THE VAMPIRE SLAYER มาก ๆ
---
Jean-Pierre Leaud = Charlie Trairat Potjes เห็นการเติบโตของเขาในจอภาพยนตร์ตั้งแต่ ONCE UPON A TIME...THIS MORNING (1995) มาจนถึง วัยอลวน 5 (2021)
---
เราเคยดูแต่ version ภาพยนตร์ที่ดีมาก ๆ ตัวหนัง"เพื่อนรัก" เป็นเหมือน microcosm of Thailand-China-USA relationship ในช่วงสงครามเย็น
---
วันนี้นั่งรถไฟฟ้าจากสถานี "ดาราคู่ขวัญจารุณี สุขสวัสดิ์" จะไปลงสถานีพญาไท พอขึ้นรถไฟฟ้าเราก็เล่นมือถือไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีมาถึงสถานีอุดมสุข บ้าบอมาก ไม่นึกว่าเราจะหลงทิศหลงทางได้ขนาดนี้
---
ชอบลินดา ค้าธัญเจริญ อย่างสุดขีดมาก เธอเล่นละครทีวีหลายเรื่องในทศวรรษ 1980 อยากให้มีคนนำละครพวกนี้มารีรันอีกมาก ๆ โดยเฉพาะ "สงครามพิศวาส" (1982), "เลื่อมสลับลาย" (1983) และ มฤตยูเขียว (1985) เพราะตอนเด็ก ๆ เราก็อยากดูละคร 3 เรื่องนี้มาก ๆ แต่ก็ไม่ได้มีเวลาตามดู
---
MAD WOMEN IN FILMS BY POLISH DIRECTORS

1. Isabelle Adjani in POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, A+30)

2. Catherine Deneuve in REPULSION (1965, Roman Polanski, UK, A+30)

3. Lucyna Winnicka in MOTHER JOAN OF THE ANGELS (1961, Jerzy Kawalerowicz, Poland, A+30)
---
นอกจากเราจะ worship Isabelle Adjani ในฐานะนักแสดงแล้ว เรายังชอบเธอมาก ๆ ตอนที่เธอเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1997 ด้วย เพราะคณะกรรมการปีนั้นมอบปาล์มทองให้ TASTE OF CHERRY (Abbas Kiarostami, Iran) และ THE EEL (Shohei Imamura, Japan)
---
เธอมาเพื่อปะทะกับ Isabelle Adjani เธอคือ MONSTROUS FEMININE ของไทย BARBARA CREED เห็นเธอแล้วยังต้องยกมือไหว้ นามกรของเธอคือ "ธิดาซาตาน"

https://x.com/nubmerz/status/1419891488809357313
---
SOUL ENGINE (2026, Pansan Klongdee, video installation, 14min)
---
อาถรรพ์ภูมิภาคบริติช โคลัมเบีย

ABOUT A PLACE IN THE BRITISH COLUMBIA REGION

อันนี้คือเรื่องจริง (ตามที่ wikipedia บอก) คือนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา มีการทยอยค้นพบ อวัยวะมนุษย์ ซึ่งได้แก่ "ตีนคน" (คือมีแค่รองเท้า กับตีนคนอยู่ข้างในรองเท้า) อยู่ตามชายฝั่งทะเล  Salish ในรัฐบริติช โคลัมเบีย มีการทยอยค้นพบอวัยวะนี้เรื่อย ๆ  จนตอนนี้พบไปแล้วอย่างน้อย 20 ตีน แต่เราก็ไม่แน่ใจว่า ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับ ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION ของจริง
---
THE DIFFERENCE BETWEEN "SHAKESPEARE'S SISTER" AND "SHAKESPEARS SISTER"

AN APOSTROPHE (AND AN "E") CAN MAKE SUCH A DIFFERENCE.
---
ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเทศกาลภาพยนตร์ ลูกหมีเลยเริ่มมีเวลากลับเข้าฟิตเนส เธอบอกว่าเธออยากมีสุขภาพดี
--
พอ DOC CLUB & PUB ปิดไปในช่วงสิ้นปี 2024 เราก็เลยแทบไม่ได้พาลูกหมีมากิน   Cute Bear Cake ที่ร้าน Chateraise อีกเลย พอดีวันนี้เรามาแถว Silom Complex เลยต้องให้ลูกหมีกินสิ่งนี้เสียหน่อย
---
วันนี้กิน Peanut Pasta เป็นอาหารกลางวัน
---
อยากปลูกดอก "บานไม่รู้โรยบราซิล" เพื่อเป็นพลีแด่ Kleber Mendonca Filho, Julio Bressane, Eduardo Coutinho, Ruy Guerra, Nelson Pereira dos Santos, Andrea Tonacci, Joaquim Pedro de Andrade, Jorge Bodanzky, Orlando Senna, Bruno Barreto, Hector Babenco, Walter Salles, Marcelo Caetano,  Karim Ainouz, Maria Ramos, Andrucha Waddington, Gabriel Mascaro, Fernando Meirelles, Anselmo Duarte, Julia Murat, Daniel Ribeiro, Allan Deberton, Filipe Matzembacher, Marcio Reolon, etc.

อยากให้มีคนจัด retrospective ของ Glauber Rocha กับ Rogerio Sganzerla ในไทยมาก ๆ เพราะเรายังไม่เคยดูหนังของสองคนนี้เลย
---






THE METAMORPHOSIS

 THE METAMORPHOSIS (2020, Rungruang Sittirerk, video installation, 21min?)


เห็นป้ายบอกว่า วิดีโอยาว 19 นาที 97 วินาที เราก็เลยสงสัยว่า หรือว่าจริง ๆแล้ววิดีโอยาว 20 นาที 37 วินาที แต่เขาต้องการใช้ตัวเลข 19 97 เพื่อเหตุผลบางอย่าง อย่างเช่น ปีที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
---
รีบแดกอาหารก่อนไปดู DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia)
---
มีหนังเรื่อง "คดีข่มขืนศพ" THE WRATH OF SILENCE (1994, Frankie Chan, Hong Kong) ที่นำแสดงโดย Takeshi Kaneshiro กับ เส้าเหม่ยฉีด้วยนะ
---
MASTERS OF THE UNIVERSE (2026, Travis Knight, F)
---
Matcha Coconut Cloud ที่ร้าน LOVEIS CAFE SIAM SQUARE ใต้โรงหนังลิโด ประทับใจอย่างรุนแรงมากค่ะ ฮิๆ ;-)
---
รัสเซียโจมตีสตูดิโอภาพยนตร์ในกรุงเคียฟของยูเครน ซึ่งเป็นการทำลายเสื้อผ้าที่เคยถูกใช้ในภาพยนตร์ของ Sergei Parajanov ที่เก็บรักษาไว้ที่นั่นด้วย
---
RIP DAVID HOCKNEY (1937-2026)
---
ในที่สุดเราก็อาจจะได้ดู หนังสารคดีที่เพื่อน ๆ ดูแล้วบอกว่านึกถึงเรา
---
ซื้อนิยาย "เด็กเดน ข้อสอบอำมหิต" THE WRITNESS ของปราปต์ มาให้ลูกหมีอ่าน เพราะลูกหมีบอกว่าเธอชอบ Taylor Dayne แม่หมีก็เลยซื้ออะไรเดน ๆ มาให้ลูกหมี #มันเกี่ยวกันไหม
---
Le cinema club สัปดาห์นี้ฉายหนังยาวเกี่ยวกับคนไทยในนิวยอร์ค เราจะมีเวลาดูทันไหม กรี๊ดดดดดด ตารางชีวิตฮิสทีเรียแน่นมากแล้วนะ
---
A MAN LIKE EVA (1979, Nouchka van Brakel, Netherlands, lesbian film) น่าดูมาก ๆ
----
BLAST (2026, Subash K. Raj, India, Tamil language, 142min) เข้าฉายในกรุงเทพแล้วนะ โดยฉายเป็นภาษาทมิฬด้วย กรี๊ดดดดดด และมีซับไตเติลอังกฤษ
---
ABOUT NARRATION (1975, Harun Farocki, Ingemo Engstrom, West Germany, A+30) is my most favorite film that I saw in 2025. พอดีเราเจอหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้วางขายออนไลน์ เราก็เลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน (แปลว่า ซื้อมาดองไว้ก่อน)
---
ปีนี้เป็นปีที่ทั้ง GUNG HO และ โกฮัง ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ในไทย และหนังทั้งสองเรื่องต่างก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศ
---
ขึ้นบันไดเลื่อนในห้าง แล้วสวนกับน้องกีวี่โดยบังเอิญ กรี๊ดดดดด ได้เจอน้องกีวี่เป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากเป็นเพื่อนใน facebook  กันมานานราว 15 ปี
---
หนังของ Ira Sachs กับ Gregg Araki ใกล้หมดอายุแล้ว กรี๊ดดด

ส่วนของ Jacques Demy จะรีบดูในวันพุธ
---

HANNA K. (1983, Costa-Gavras) เปิดฉายออนไลน์ฟรีที่เว็บ palestine film institute นะ เราเดาว่าเปิดฉายถึง 20 พ.ค.

Claire Denis เป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้ได้ชิงสิงโตทองคำที่ Venice ด้วย
---
ชอบที่หลายคนมาแข่งกันประมูลวิดีโอหนังเรื่อง "2 อันตราย" (1990, จีรัง เกษโสภา) ที่นำแสดงโดยอำพล ลำพูน และมีสองดาราไต้หวันมาร่วมแสดงด้วย
---
เพลงโปรดในห้างสรรพสินค้า -- STILL A FRIEND OF MINE (1993) -- Incognito

วันนี้ไปเดินในเอ็มโพเรียม แล้วได้ยินเพลงนี้เปิดในห้าง สร้างความดีใจให้ดิฉันเป็นอย่างมากค่ะ เป็นเพลงที่ทำให้คิดถึงอดีตเมื่อราว 33 ปีก่อน
---
กินโซบะอีกครั้งเพื่อเป็นพลีให้หนังเรื่อง  BRAND NEW LANDSCAPE (2025, Danzuka Yuiga, Japan, A+30)
---
ชอบเพลง HEAVEN GIVE ME WORDS (1990) ของ Propaganda มาก ๆ
--
ชอลิ้วเฮียง ตอน ศึกวังน้ำทิพย์ เราเคยดูแต่เวอร์ชั่น เจิ้งเส้าชิว, เจ้าหย่าจือ, หวังหมิงฉวน
---
วันนี้กินไส้อั่วผัดไข่ที่ร้าน LIBI  ใกล้ ๆ Jim Thompson Art Center อร่อยมากค่ะ วันหลังเราคงต้องมาอุดหนุนร้านนี้อีก

CALL IT WHAT YOU WILL (WATCHING SHADOW GO BY II)

 

NEIGHBOR by Paungsoi Aksornsawang and Tae Parvit

++

 

CALL IT WHAT YOU WILL (WATCHING SHADOW GO BY I) (2026, Pasuth Sa-ingthong, video installation, 50min)

 

ชอบมาก ๆ แต่เรานั่งคุกเข่าดูวิดีโอนี้แค่ประมาณ 5 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ OFF-SIGHT (2026, curated by Kantida Busaba) at Storage

 

CALL IT WHAT YOU WILL (WATCHING SHADOW GO BY II) (2026, Pasuth Sa-ingthong, video installation, 50min)

 

วิดีโอฝูงนกบิกเบื้องหน้าดวงตะวัน ชอบมาก ๆ แต่เราแหงนหน้าดูวิดีโอนี้แค่ประมาณไม่กี่นาทีนะ

 

ตอนแรกเรามองหาจอวิดีโอนี้ไม่เจอ เราก็เลยต้องไปถามเจ้าหน้าที่ว่าจอวิดีโอนี้มันอยู่ตรงไหนของนิทรรศการ 55555

 

ดูในนิทรรศการ OFF-SIGHT (2026, curated by Kantida Busaba) at Storage

+++

 

วันนี้ไปดูนิทรรศการภาพยนตร์ BATURU ที่ Jim Thompson แล้วเลยแวะมากินอาหารเย็นที่ร้าน Da Mamma Italian Restaurant ถือเป็นการกลับมากินอาหารที่ร้านนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี อาหารยังคงอร่อยมาก ๆ เหมือนเดิม และราคาพิซซ่าก็น่าจะยังคงเท่ากับเมื่อ 10 ปีที่แล้วมั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

วันนี้เราสั่งพิซซ่า Bismarck เรากินคนเดียวหมดทั้งถาดภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่มีการแบ่งให้เพื่อนแม้แต่ชิ้นเดียว 55555

 

Friday, June 26, 2026

CASINO CAMBODIA

 

CASINO CAMBODIA (1994, Ing K., documentary, 105min, A+30)

 

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดทางการเมืองบางอันหรือทัศนคติบางอย่างในหนังเรื่องนี้ สาเหตุที่ชอบมากเป็นเพราะเรารู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน thought-provoking มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังมันไม่ได้กระตุ้นให้เรา “ตีความ” สัญลักษณ์อะไรใด ๆ แบบหนัง thought-provoking บางเรื่องนะ แต่หนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้เรา debate กับความเชื่อเดิม ๆ ในหัวของเราเองได้ดีมาก ๆ

 

2. ชอบมาก ๆ ที่หนังมันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามัน “ซับซ้อน” มาก ๆ ไม่มีใครหรืออะไรที่ขาวจัดดำจัด

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เรามองว่าน่าสนใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้คือการตั้งคำถามต่อการที่ “ใคร” หรือ “อะไร” ได้ประโยชน์จากการวาดภาพให้ Khmer Rouge เป็นผู้ร้ายที่ชั่วมาก คือก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า Khmer Rouge ชั่วร้ายเลวทรามมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อไป (โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) ในประเด็นต่าง ๆ อย่างเช่น

 

2.1 ถ้าหากเราเกิดเป็นคนเขมรในชนบทในยุคนั้น เราจะเข้าร่วมกับ Khmer Rouge หรือไม่ หรือว่าเราอาจจะต้องเข้าร่วมกับ Khmer Rouge โดยที่ตัวเราเองก็ไม่ได้เต็มใจมากนัก หรือไม่

 

2.2 “เวียดนาม” เป็นพระเอกจริงหรือไม่ หรือเป็นพระเอกที่มีอะไรบางอย่างน่ากังขาหรือไม่

 

2.3 ตอนที่เวียดนามรบกับสหรัฐ หลายคนมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูก และสหรัฐเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเวียดนามรบกับเขมรแดง พวกเขาก็เลยมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูกโดยอัตโนมัติตามไปด้วยหรือเปล่า

 

2.4 Richard Nixon and Henry Kissinger ทำในสิ่งที่เลวร้ายต่อประเทศอื่น ๆ มากมาย แต่ทำไมสื่อมวลชนไม่ได้ treat พวกเขาในแบบเดียวกับที่ treat เขมรแดง

 

3. ชอบประเด็นเรื่อง Haing S. Ngor มาก ๆ หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า มนุษย์มันซับซ้อนจริง ๆ

 

Haing S. Ngor เป็นนายแพทย์ที่ตกเป็นเหยื่อของเขมรแดง เขาเผชิญกับความเลวร้ายต่าง ๆ นานหลายปีในยุคของเขมรแดง แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ และหลังจากนั้นเขาก็เปิดมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือชาวกัมพูชา แต่เขาเป็น “พ่อพระ” จริง ๆ หรือ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

 

4. คำให้สัมภาษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ ก็เหมาะต่อการนำมา debate มาก ๆ

 

5. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง MANUFACTURING CONSENT: NOAM CHOMSKY AND THE MEDIA (1992, Mark Achbar, Peter Wintonick, Canada, 167min, A+30) เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง MANUFACTURING CONSENT ก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า “ใคร” หรือ “อะไร” ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จากการวาดภาพเขมรแดงให้เป็นผู้ร้ายที่ชั่วร้ายมาก ๆ

+++

 

ตอนดู BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เราก็นึกถึง VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland) มาก ๆ เหมือนกัน

 

IMAGES (1972, Robert Altman) ใครก็ได้ช่วยกรุณานำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยด้วย เราอยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Susannah York ได้รางวัล Best Actress จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยนะ

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Wednesday, June 24, 2026

MAIN VAAPAS AAUNGA

 

MAIN VAAPAS AAUNGA (I WILL RETURN) (2026, Imtiaz Ali, India, A+30)

 

1. หนังเรื่องนี้พูดถึงความชิบหายที่เกิดขึ้นเมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947 เพราะการได้รับเอกราชในครั้งนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการแบ่งแยกประเทศเป็นอินเดียกับปากีสถาน และส่งผลให้คนต่างศาสนาฆ่ากันตายเป็นจำนวนมาก

 

2. ตอนดูหนังเรื่องนี้ เราจะนึกถึง “ห้องรับแขก” HONG RUB KHAEK (2008, Navin Rawanchaikul, video installation) อย่างรุนแรงที่สุด เพราะหนังเรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจงานวิดีโอดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

 

คืองานวิดีโอในปี 2008 นี้ เป็นการสัมภาษณ์ชาวอินเดียหลายคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยมีผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนในวิดีโอนี้ที่เล่าว่า บรรพบุรุษของพวกเขาลี้ภัย หนีความรุนแรงจากเหตุการณ์ในช่วงปี 1947 หรือช่วงใกล้ ๆ กันนั้น โดยลี้ภัยมาตั้งรกรากอยู่ในไทย (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ซึ่งตอนที่เราดูวิดีโอนั้น ผู้ให้สัมภาษณ์ก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดว่า ต้นตระกูลของพวกเขา เจอความรุนแรงอะไรบ้าง และรายละเอียดของเหตุการณ์รุนแรงนั้นคืออะไร เรารับรู้แต่เพียงว่า เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในอินเดีย/ปากีสถานในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ซึ่งส่งผลให้คนอินเดียจำนวนมากลี้ภัยมาตั้งรกรากในไทย

 

3. เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง I WILL RETURN นี้ก็เลยเหมือนทำให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น ว่าทำไมจึงมีชาวอินเดียจำนวนมาก ลี้ภัยมาตั้งรกรากในไทยเพราะเหตุการณ์ในปี 1947 หรือในช่วงใกล้ ๆ กันนั้น

 

4. ดูหนังเรื่อง I WILL RETURN นี้แล้วนึกถึงคุณ Navin Rawanchaikul ผู้กำกับวิดีโอ “ห้องรับแขก” มาก ๆ เลยด้วย เพราะว่า I WILL RETURN พูดถึงการแบ่งแยกแคว้นปัญจาบออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของอินเดีย และส่วนหนึ่งเป็นของปากีสถาน

 

ซึ่งสิ่งนี้มันก็เลยทำให้เรานึกถึงคุณ Navin มาก ๆ เพราะว่าประวัติของคุณ Navin ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะคุณ Navin เองก็คิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนเชื้อสายอินเดีย-ปัญจาบ แต่ปรากฏว่าพอมีการแบ่งแยกประเทศ พื้นที่บ้านเกิดของเขากลับไปอยู่ในปากีสถาน

 

อันนี้เป็นประวัติของคุณ Navin จากเว็บไซต์ The Momentum จากบทความที่เขียนโดยคุณ ธนาวิ โชติประดิษฐ:

 

“นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ ปี 2553 เชื่อมาตลอด 35 ปี ว่าเขาเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย แต่พรมแดนรัฐชาติสมัยใหม่ทำให้อัตลักษณ์ของเขาซับซ้อนกว่าที่คิด

 

เหตุที่อัตลักษณ์ของนาวินซับซ้อนกว่าที่คิดอยู่ที่ว่า หากจะนับจากเส้นเขตแดน ตำบลคุชรันวาลา (Gujranwala) ในแคว้นปัญจาบที่บรรพบุรุษของนาวินจากมานั้น บัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน ความเข้าใจที่ว่าตนเองเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดียเกิดจากการที่บรรพบุรุษของเขาเดินทางออกจากคุชรันวาลาก่อนอินเดียประกาศเอกราช และแบ่งแยกดินแดนเป็นประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน เมื่อปี 2490

 

“เมืองคุชรันวาลาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ ปัจจุบันอยู่ในแคว้นปัญจาบ ประเทศปากีสถาน โดยตั้งอยู่ห่างจากด่าน Wagah ชายแดนปากีสถาน-อินเดีย 92 กิโลเมตร”

 

“ในกรณีของนาวิน ถิ่นฐานเดิมของบรรพบุรุษก็ไม่อาจให้ความรู้สึกของ ‘บ้าน’ ได้อย่างสนิทใจ เพราะปากีสถานเป็นประเทศอิสลาม แต่บรรพบุรุษของนาวินเป็นฮินดู ความเป็นอื่นจึงซ้อนทับด้วยความต่างทางศาสนา”

 

5. Vedang Raina พระเอกหนังเรื่องนี้หล่อมาก เราเคยเอาตัวเขามาจินตนาการเป็นหนึ่งในตัวละครของเราใน SPLASH ME WITH YOUR WATER ละครทีวีในจินตนาการของเราด้วย 55555

 

อ่านบทความของคุณธนาวิได้ที่

https://themomentum.co/artgument-diaspora/

 

THE CAST OF SPLASH ME WITH YOUR WATER
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02RAWyTV6SceGvmdhWugipLuoK4j8g9TCQarhaHvCveLzqd5pieDGGZCXxoSbtx5HVl

+++

 

เห็นพระเอกหนังเรื่อง OBSESSION แล้วคิดถึง Nicholas Brandon (BUFFY THE VAMPIRE SLAYER) ที่ถนัดในการรับบทชายหนุ่มหล่อแต่หงอ ๆ ขาดความมั่นใจในตัวเอง มีความ loser หน่อย ๆ

 

  

Monday, June 22, 2026

THE CONNECTION BETWEEN DISCLOSURE DAY AND BROTHER SUN, SISTER MOON

 

ชอบที่คุณ Noel Vera เขียนถึง DISCLOSURE DAY มาก ๆ

 

Arguably the best film Spielberg's done since his sorely underrated West Side Story five years before, and before that either AI or The Lost World-- yes I have a weird pantheon of favorite Spielbergs, deal with it-- and arguably the best first-contact movie since O I don't know... The ThingStarman? Soderbergh's Solaris is well made (nearly everything he does is) if uninspiring, and I have a sneaking fondness for 10 Cloverfield Lane and Frank Oz's Little Shop of Horrors remake... but yeah. Best first encounter movie since John Carpenter's* remake of the Howard Hawks classic. 

 

*(Yes yes yes there's Carpenter's They Live... but that along with Nigel Kneale's Quatermass 2 and great Quatermass and the Pit I submit belong to that rarer genre of 'aliens have been with us all along' genre) 

 

DISCLOSURE DAY

https://criticafterdark.blogspot.com/2026/06/illegal-aliens-easy-enough-to-call.html

 

++++

คำถาม: จงบอกว่า หนังเรื่อง DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30) กับหนังเรื่อง BROTHER SUN, SISTER MOON (1972, Franco Zeffirelli, Italy) เกี่ยวข้องกันอย่างไร

 

คำตอบ: หนังทั้งสองเรื่องนี้พูดถึง Saint Clare of Assisi (1194-1253) เหมือนกัน

 

พอเราดู DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30) แล้วก็แอบสงสัยว่า Spielberg จงใจหรือเปล่าในการพูดถึง Saint Clare ในหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้ไปหลบในอาราม St.Clare of the Dawn ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Saint Clare of Assisi (1194-1253)

 

Cinephiles ชาวไทยหลายท่านคงคุ้นเคยกับ Saint Clare of Assisi เป็นอย่างดี เพราะว่าหนังเรื่อง BROTHER SUN, SISTER MOON (1972, Franco Zeffirelli, Italy) นั้นเล่าเรื่องของ Saint Clare of Assisi โดยตรง และหนังอิตาลีเรื่องนี้เน้นพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Saint Clare of Assisi กับ Saint Francis of Assisi (1181-1226)

 

ซึ่งตัว Saint Francis นั้นก็คงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ซีเนไฟล์ชาวไทยด้วยเช่นกัน โดยผ่านทางหนังเรื่อง THE FLOWERS OF SAINT FRANCIS (1950, Roberto Rossellini, Italy) ที่เล่าเรื่องของนักบุญฟรานซิสโดยตรง

 

พอเราไปดูประวัติของ Saint Clare แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าสมเด็จพระสันตปาปา Pius XII ได้ประกาศแต่งตั้งให้ Saint Clare เป็น PATRON SAINT OF “TELEVISION” ในปี 1958 เพราะว่า Saint Clare มีประวัติว่าสามารถ “เห็นและได้ยิน” สิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป รุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยเดาว่า Spielberg อาจจะจงใจในเรื่องนี้ เพราะว่าตัวละครใน DISCLOSURE DAY ก็สามารถเห็นและได้ยินในสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป และหนังเรื่องนี้ก็ให้ความสำคัญกับ TELEVISION อย่างรุนแรงมาก ๆ ด้วย

 

Saint Clare มีประวัติเรื่องปาฏิหาริย์อื่น ๆ อีกด้วย โดยปาฏิหาริย์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเธอ ก็คือในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างจักรพรรดิเฟรเดอริคที่สองแห่ง Holy Roman Empire กับสมเด็จพระสันตปาปาเกรกอรีที่ 9 นั้น จักรพรรดิเฟรเดอริคที่สองได้ส่งกองทหารซาราเซ็นมาโจมตีอิตาลี และกองทัพทหารเหล่านี้ก็กำลังจะมาโจมตีคอนแวนต์ San Damiano ของ Saint Clare ในปี 1240 แต่ Saint Clare ก็สามารถปกป้องคอนแวนต์ของเธอจากกองทัพทหารไว้ได้ด้วยปาฏิหาริย์ของเธอ เธอได้ชูภาชนะศักดิ์สิทธิ์ (monstrance) ที่ทางเข้าของคอนแวนต์ และบางตำนานบอกว่าได้เกิดแสงสว่างวาบ หรือเกิดคลื่นความตื่นตระหนกขึ้นในหมู่ทหาร จนส่งผลให้กองทัพทหารเหล่านั้นหนีไปอย่างรวดเร็ว และไม่เข้ามาโจมตีคอนแวนต์ของ Saint Clare

 

ข้อมูลแบบสั้น:

The Defense of San Damiano (1240): When enemy soldiers attacked her convent, Clare—though gravely ill—held up the consecrated host in a monstrance at the window. A sudden, blinding light or a wave of unexplained terror seized the attackers, causing them to flee in panic.

 

ข้อมูลแบบยาวจากเว็บไซต์ของ Franciscan Foundation for the Holy Land:

 

In the year 1240, Assisi was under threat.

 

A wave of Saracen mercenaries, hired by Emperor Frederick II, descended on Italy. Ruthless and violent, they approached the peaceful convent of San Damiano just outside the city walls—home to St. Clare of Assisi and her community of Poor Clares. The sisters had no weapons, no soldiers, and no real way to defend themselves. But Clare knew where her strength came from.

 

As enemy forces drew near, Clare did something extraordinary: she took the Blessed Sacrament—Christ Himself, present in the Eucharist—and held it high at the convent gates.

 

Clare instructed the sisters to bring her the monstrance containing the Blessed Sacrament from the chapel. Though gravely ill and bedridden at the time, she insisted on being carried to the entrance of the convent, holding the Eucharist in her hands.

 

Facing the enemy with the Body of Christ raised high, she prayed aloud:

 

“Does it please You, Lord, to deliver into the hands of these beasts the defenseless children I have nourished with Your love? I beg You, Lord, protect these women whom I cannot protect.”

 

Then something happened.

 

The advancing soldiers—armed, aggressive and confident—suddenly froze. Panic overtook them. One by one, they turned and fled. Not a single one laid a hand on the sisters. Not a single sword was drawn. The convent was spared.

 

Clare credited Christ alone. She never took personal credit, only pointing to the Real Presence of Jesus in the Eucharist as the source of their protection.

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://ffhl.org/the-day-st-clare-faced-an-army-with-the-blessed-sacrament/

+++

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วชอบมาก สนุกดี

 

อันนี้เป็นที่เพื่อน ๆ ใน facebook เขียนถึง

 

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02pLM7S5U8N7osRSqjCefrREMckaCkkPUcrRnmi6KqDfWQc5kJQyqCe7rNYgvLhDUjl&id=100063707881537

 

https://web.facebook.com/boatbsk/posts/pfbid02FmZLPhgrNaQovJFCYx2cnVhzyCBp5JM8Dvj2XKcGgTCmeZXLFV5zM5X43Ab7SJbol

 

https://web.facebook.com/wichan.throndusade/posts/pfbid0Q6pAmjHjqkBAy8UTbQQizwWjWMzgYTnof2BQrKYeCVgJmUku4JdHLqtyyMxcFbTbl

 

https://web.facebook.com/songpol.wongkondee/posts/pfbid0HjaJwkAprzTn8yduMKJh9E6Uy3DL6NZP4AQKJoJtiHR7xtmo6oXhXayPUaqVTWgel

 

+++

 

KHAO KALA VS. DISCLOSURE DAY

 

ชอบสีสันในมิวสิควิดีโอเพลง I AM AN ANIMAL – JA JA JA (1982, Helene Guetary, Germany, music video) มาก ๆ เพราะมันทำให้นึกถึง “สีของดินน้ำมัน” ที่เราเคยเล่นตอนเป็นเด็ก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980

https://www.youtube.com/watch?v=allIpI84D_0

+++

 

TWO FAVORITE SCENES IN 2026

 

ฉากพระปะทะกลุ่มมนุษย์ต่างดาวใน KHAO KALA เขากะลา (2026, Tanadej Ramsomphob, A+15)

+ ฉาก Jane Blankenship (Eve Hewson) ใช้ไม้กางเขนขณะปะทะกับ Noah Scanlon (Colin Firth) ที่ใช้อุปกรณ์ของมนุษย์ต่างดาวใน DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30)

 

1. สองฉากข้างต้นเป็นสองฉากที่เราชอบมากในบรรดาหนังที่ได้ดูมาในปีนี้ นึกว่าถ้าหากเราทำหนังแนว found footage เราต้องมีการตัดต่อเอาสองฉากนี้มาปะทะกันในหนังของเรา

 

2. สาเหตุที่เราชอบสองฉากนี้มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราเติบโตมากับนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ และหลงใหลเรื่องราวต่าง ๆ ในนิตยสารนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับต่าง ๆ ทั้งมนุษย์ต่างดาวและไสยาศาสตร์

 

แต่ปกติแล้ว เรื่องลึกลับสองกลุ่มนี้มักจะอยู่แยกกัน คือเรื่องไหนเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ก็จะไม่มีไสยาศาสตร์เข้ามาปน ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องภูตผีปีศาจ ก็จะไม่มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาปน

 

แต่ใน “หัวสมอง” หรือใน “จินตนาการ” ของเรา เราชอบเอาสองเรื่องเหล่านี้เข้ามาปนกันในโลกจินตนาการของเราอย่างสนุกสนานตั้งแต่เด็ก คือ “คนเล่าเรื่องการเจอผี” กับ “คนเล่าเรื่องการเจอมนุษย์ต่างดาว” อาจจะเป็นคนละคนกัน เล่าเรื่องคนละเรื่องกัน แต่ผู้อ่านอย่างเรา สามารถสร้างโลกจินตนาการที่มีภูตผีปีศาจกับมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ร่วมกันในหัวของเราเองได้อย่างสบาย

 

ซึ่งตัวอย่างโลกจินตนาการของเราก็จะเห็นได้จากพล็อตละครทีวีน้ำเน่าในจินตนาการของเราเรื่อง SPLASH ME WITH YOUR WATER: SEASON ONE ที่เราเขียนไปในช่วงต้นปี 2025 ที่เราอยากให้มีละครทีวีที่มีตัวละครมนุษย์ต่างดาวหนุ่มหล่อมาร่วมรักกับพญานาค, ทานุกิ, เสือสมิง, Tikbalang, จิ้งจอกเก้าหาง, ผีปอบ, หุ่นยนต์, etc.

 

3. เราก็เลยชอบหนัง/ละครบางเรื่องที่เอามนุษย์ต่างดาวกับไสยาศาสตร์มารวมกัน อย่างเช่นละครโทรทัศน์ชุด THE X-FILES, ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi) และ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg)  โดย WAR OF THE WORLDS นั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว แต่หนังเหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่ามี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ต่างดาวอีกทีนึง

 

และเราก็ชอบนิยายเรื่อง “ทิพย์” ของทมยันตีมาก ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะ “ทิพย์” ก็อาจจะคล้าย ๆ กับ WAR OF THE WORLDS ในแง่ที่ว่า มันพูดถึง “มนุษย์ต่างดาว” เป็นหลัก แต่มันยอมรับการมีอยู่ของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ด้วย

 

4. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ใน KHAO KALA และ DISCLOSURE DAY มาก ๆ เพราะมันเหมือนเอาศาสนา (ซึ่งผูกโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยาศาสตร์) กับมนุษย์ต่างดาวมาปะทะกัน

 

โดยใน KHAO KALA นั้นเป็นการปะทะกันโดยตรง เป็นมนุษย์ต่างดาวปะทะกับพระ และ “ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป” โดยตรง

 

อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ เป็นเพราะว่า มันเป็นฉากที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง แล้วมันไม่มีคำอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาจากไหน ต้องการฆ่าคนบางคนเพราะอะไร แล้วทำไมต้องยืมมือพระเพื่อไปฆ่าคน แล้วพอหลาย ๆ อย่างในฉากมันไม่มีคำอธิบายอะไรใด ๆ เต็มไปด้วยปริศนา มันก็เลยดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในสายตาของเรา 55555

 

5. ส่วนใน DISCLOSURE DAY นั้นเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เพราะว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็น “มนุษย์ที่ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีจากต่างดาว” ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ใช้อิทธิปาฏิหาริย์จากไม้กางเขนในการเข้าต่อสู้ แต่เหมือนเธอใช้ “ความเข้มแข็งทางจิตของตนเอง” ในการต่อสู้กับผู้ร้าย ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตนี้อาจจะมีที่มาส่วนหนึ่งจากความเชื่อความศรัทธาว่าอะไรคือสิ่งดีงาม และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังทางศาสนาในวัยเด็ก

 

แต่ถึงแม้ฉากนี้จะเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เราก็ชอบฉากนี้อย่างรุนแรงอยู่ดี เพราะเราชอบที่ “เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว” ไม่สามารถเข้าควบคุมจิตใจมนุษย์ได้โดยง่าย มนุษย์บางคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะสามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้ และเราว่าจุดนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของเรา

 

6. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ในหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ รู้สึกว่าสองฉากนี้มันเหมาะจะปะทะกันมาก ๆ 555

 

7. เราชอบ DISCLOSURE DAY มากกว่าเขากะลาหลายเท่านะ แต่พอดู DISCLOSURE DAY แล้วก็เลยทำให้เราชอบ “เขากะลา” มากยิ่งขึ้น เพราะเหมือน DISCLOSURE DAY ที่เป็น fiction มันช่วยตอกย้ำเสน่ห์ของ “หนังที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง” อย่างเขากะลามากยิ่งขึ้น เหมือนมันเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างกันระหว่างหนังสองแบบ

 

คือพอ DISCLOSURE DAY มันเป็นหนัง fiction มันก็สามารถผูกเรื่องให้สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกสุดขีดได้น่ะ แล้วมันก็สามารถให้คำอธิบายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องได้ ผู้ชมเข้าใจที่มาที่ไปของฉากต่าง ๆ ใครทำอะไรไปเพื่ออะไร ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะรู้สึกสนุกมาก ดูจบแล้วพอย้อนคิดถึงหนังก็จะรู้สึกถึงความสนุกที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ โดยไม่มีอะไรค้างคาใจ

 

ส่วน KHAO KALA นั้น พอมันอ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง มันก็เลยเหมือนไม่สามารถสร้างเหตุการณ์ให้สนุกลุ้นระทึกได้ตามใจชอบแบบหนัง fiction น่ะ แต่สิ่งที่เราชอบมากในหนังแบบนี้คือ “ความไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น” ไม่เข้าใจที่มาที่ไป ไม่เข้าใจเหตุผลของมนุษย์ต่างดาว ไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความค้างคาใจเมื่อดูจบ ซึ่งอารมณ์แบบนี้มันจะใกล้เคียงกับความรู้สึกของเราเมื่ออ่านเรื่องราวทำนองนี้ในต่วยตูน พิเศษน่ะ (และอาจจะรวมไปถึงเรื่องบางเรื่องในนิตยสาร “มิติที่ 4” ด้วย) เพราะเรื่องราวแบบนั้นมันก็เต็มไปด้วยปริศนาลับที่ไม่ได้รับการคลี่คลายใด ๆ ทั้งสิ้นเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ในแบบที่แตกต่างกัน แบบนึงคือสนุกสุดขีด, มีความเข้าใจ, ไม่ค้างคาใจ ส่วนอีกแบบนึงคือไม่สนุก, ไม่เข้าใจ และค้างคาใจ ซึ่งเราก็ชอบทั้งสองแบบ 55555

 

8. ในส่วนของ DISCLOSURE DAY นั้น เราคงไม่เขียนอะไรมาก เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด ดูแล้วก็ยกให้ Steven Spielberg เป็น “ผู้กำกับระดับเทพ” คนนึงไปเลย เหมือนเขามีเทคนิคแพรวพราว, ความเก่งกาจ และความเชี่ยวชาญในการทำหนังให้สนุกตื่นเต้นน่าติดตามสำหรับเราน่ะ

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วก็แอบนึกถึง THE SUGARLAND EXPRESS (1974, Steven Spielberg) เหมือนกันนะ เพราะ THE SUGARLAND EXPRESS ก็เป็น “ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่หนีการตามล่าไปเรื่อย ๆ ในอเมริกา” เหมือนกัน เหมือน Spielberg ถนัดทำหนังทำนองนี้จริง ๆ

 

ในส่วนของ KHAO KALA นั้น เราชอบ “ตัววัตถุดิบ” ของหนังเรื่องนี้มากที่สุดนะ แต่ไม่ได้ชอบ “สไตล์” ของหนังเป็นการส่วนตัว คือเราชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ “เรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากเรา” น่ะ เหมือนหนังมันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้พูดเรื่องของตัวเอง, ได้เล่าเรื่องของตัวเอง, ได้นำเสนอตัวเอง และมันเป็นกลุ่มคนที่เราแทบไม่ค่อยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ

 

เราก็เลยชอบ KHAO KALA ในแบบเดียวกับที่เราชอบหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องของชาวอามิช, กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง “พลังจักรวาล”, กลุ่มคนที่นับถือลัทธิประหลาดต่าง ๆ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อบางอย่างที่แตกต่างจากเรา เพราะหนังสารคดีเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย และหนังสารคดีหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นแบบนี้ (ซึ่งรวมถึงเขากะลา) ไม่ได้นำเสนอคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาดูถูกหรือด้วยสายตา “ตัดสิน” subjects ของหนังในทางลบน่ะ เราก็เลยชอบ KHAO KALA มาก ๆ ที่มันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และหนังมันไม่ได้มองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาตัดสินในทางลบ

 

แต่เราคงชอบ KHAO KALA มากไปกว่านี้อีก ถ้าหากมันทำเป็นหนังสารคดีตรงไปตรงมาไปเลย ให้ subjects มาเล่าเรื่องต่อหน้ากล้องทีละคน ทีละเรื่อง แล้วอาจจะมีการจำลองฉากโดยเน้นความสมจริง และลดทอนการปรุงแต่งอารมณ์ลงให้เหลือน้อยที่สุด คือเน้นความเป็นสารคดีไปเลย หรืออย่างน้อยก็ให้มันออกมาแบบหนังเรื่อง THE NIGHTMARE (2015, Rodney Ascher) ที่เป็น “สารคดีเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากหนังมันทำออกมาแบบนั้น มันก็คงจะเข้าทางเราอย่างสุดขีด แต่ก็คงจะขายตั๋วได้น้อยมาก อาจจะมีคนดูทั้งประเทศไม่ถึงร้อยคน อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า KHAO KALA มันเป็นหนังที่มีสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” มาก ๆ มีการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแบบที่อาจจะทำให้คนดูทั่วไปรู้สึกสนุกตื่นเต้น ซึ่งสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” แบบนี้มันไม่เข้าทางเราแต่อย่างใด แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้สร้างหนังอาจจะจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้ดึงดูดให้คนดูทั่วไปเข้ามาดูหนังได้ เราก็เลยไม่ติดใจอะไรมากที่ “สไตล์” ของหนังเรื่องนี้ไม่เข้าทางเรา

 

9. พอพูดถึงสองฉากที่เราชอบสุดขีดใน KHAO KALA + DISCLOSURE DAY แล้ว เราก็เลยนึกถึง “ละครโทรทัศน์ฮ่องกง” เรื่องนึงที่เราเคยเปิดดูผ่าน ๆ ทางช่อง 7 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ด้วย เราจำได้ว่า มันเป็นละครที่น่ากลัวสุดขีด น่ากลัวขนหัวลุกมาก ๆ และมันมีทั้งมนุษย์ต่างดาวกับผีในละครเรื่องเดียวกัน แต่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้

 

เราจำได้ว่า มันมีฉากนึงในละครเรื่องนี้ ที่ตัวละครผู้ชายคนนึงในยุคปัจจุบัน (หรือในช่วงทศวรรษ 1980) หนีการตามล่าของ “จานบินมนุษย์ต่างดาว” เหมือนเขาวิ่งหนีจานบินไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงจุดนึง เขาก็รวบรวมพลัง สวดมนตร์ขอพรจาก “เง็กเซียนฮ่องเต้ และเจ้าแม่กวนอิม” แล้วเขาก็ใช้พลัง (ที่อาจจะมาจากเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่กวนอิม) ในการขับไล่จานบินมนุษย์ต่างดาวให้ล่าถอยไปได้

 

เราก็เลยจะสอบถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครรู้ไหมคะว่าละครทีวีฮ่องกงเรื่องนั้นมันคือละครเรื่องอะไร แล้วเราจะหาดูมันอีกได้จากที่ไหน

 

เมื่อกี้เราลอง search ดูแล้ว เราพบว่า มันอาจจะเป็นละครเรื่อง THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) นะ แต่เราก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม ละครเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบในช่องของ ATV แต่มันพูดภาษาจีนและไม่มีซับไตเติลใด ๆ

 

เมื่อกี้เราลองเปิดดูละครเรื่องนี้ในยูทูบแบบผ่าน ๆ เราคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ราว 50% ที่มันอาจจะเป็นละครที่เราตามหาอยู่ เพราะบรรยากาศของละครมันได้ใจเรามาก ๆ หลอนมาก ๆ

 

ถ้าใครรู้วิธีที่จะหาดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) แบบมีซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ด้วย ก็ช่วยบอกเราด้วยนะคะ

 

ดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) episode 1 ได้ที่

https://youtu.be/dO6YaeWVuEA?si=Imvp_P4YCz8YYqXp

 

SPLASH ME WITH YOUR WATER SEASON ONE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0C4rMqF8znqgBcujCvngrAHCJc6amtGMhFyYCbgPwikVWu1LuZNvgj5BQrBaNheAYl

 

Sunday, June 21, 2026

DANCE OF FIRE TV SERIES

 

ดีใจสุดขีดที่ NOSFERATU (2024, Robert Eggers) ติดอันดับด้วย

++++++++

 

ไตเติลละคร “ระบำไฟ” (1988, สุประวัติ ปัทมสูต, TV series, A+15)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1314121397532725

 

1. เพลงประกอบละครระบำไฟนี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME เลยนะ เพราะเนื้อเพลงนี่ทำให้นึกถึงชีวิตของเราเองมาก ๆ

 

2. นิยายเรื่อง “ระบำไฟ” ของม.มธุการี นี่ก็ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE NOVELS OF ALL TIME เหมือนกัน คือนิยายเรื่องนี้มีนางเอก 2 คน คนนึงเป็นคนดีตามขนบธรรมเนียมประเพณี ส่วนอีกคนเป็น “สาวโรคจิต” ที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก แล้วพอโตมาก็เลยกลายเป็นคนที่ “ถมยังไงก็ไม่เต็ม” โหยหาความรักอย่างรุนแรง แต่พอได้รับความรักจากคนอื่น ๆ มันก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย เธอก็ยังไม่พอใจ ก็ยังโหยหาความรักจากคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยชอบนิยายเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าถ้าหากเป็นในนิยายเรื่องอื่น ๆ  ตัวละครประเภทนี้จะเป็นเพียง “นางอิจฉา ตื้น ๆ โง่ ๆ” แต่ในนิยายเรื่องนี้ ตัวละคร “สาวชั่วร้าย” นี่เหมือนมีสถานะเป็นนางเอก และพอเธอเป็นคนที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก เราก็เลยชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

3. แต่เสียดายที่พอนิยายเรื่องนี้ถูกทำเป็นละคร ตัวละคร พัดชา  “หญิงสาวผู้มีปมทางจิตอย่างรุนแรง” นี้ แสดงโดยแสงระวี อัศวรักษ์ ซึ่งเธอน่าจะเพิ่งเล่นละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แล้วเธอเล่นได้ไม่ดีเลย เธอเล่นแข็งมาก ๆ มันก็เลยทำให้ละครเรื่องนี้ไม่ทรงพลังเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ตัวนิยายมันเข้าทางเรามาก ๆ

 

4. แต่ชอบตอนจบของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงนะ เพราะมันตรงกับที่เราจินตนาการเอาไว้ล่วงหน้ามาก ๆ คือตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็จินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าหากมันเป็นละคร เราจะออกแบบตอนจบให้ออกมาเป็นอย่างไร

 

แล้วพอนิยายเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นละครจริง ๆ แล้วตอนจบ (ที่แสดงโดยนาถยา แดงบุหงา) มันออกมาตรงตามที่เราจินตนาการไว้ล่วงหน้าจริง ๆ เราก็เลยชอบตอนจบของละครเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. อยากให้มีคนนำตัวละคร “พัดชา” จาก “ระบำไฟ” มาปะทะกับ “เวฬุรีย์” จาก “เพลิงพ่าย” มาก ๆ

 

6. ตฤณ เศรษฐโชค หล่อมากตอนที่เล่นละครเรื่องนี้

 

7. เนื้อเพลง ระบำไฟ ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME

 

สิ่งเก่าๆ เก็บกลืนไว้ สิ่งใหม่ๆ สุดไขว่คว้า
ดังเดินมาบนทางสายเปลี่ยว
โอ้อนิจจา ฟันฝ่าเพียงผู้เดียว
สุดจะแลจะเหลียวหาใคร


ใยใครๆ จึงเมินหนี ยังจะมีสักคนไหม
คือแรงใจในความว่างเปล่า
มีแต่เคราะห์กรรม กระหน่ำชีวิตเรา
ดุจดังคนโง่เขลาใครเขาชัง


อยากมีใครสักคน หมั่นดูแลคอยปลอบขวัญ
ทุกวัน เอาใจไม่เหินห่าง

รู้ดีว่าฝัน นั้นไกลสุดทาง

ความหวัง ยังห่างไกล มืดมน


สิ่งใหม่ ๆ หากมองเห็น ยังคงเป็นเพียงความฝัน
พอนาน ๆ บั่นทอนเหลือทน
หนทาง กว้างไกล เดียวดาย ดูมืดมน
กว่าเวรกรรมผ่านพ้น คงแสนนาน

 

เพลงเต็ม

https://youtu.be/heHvU0RnXkY?si=j33sFceYjTlclfRh

+++

 

เพลง KISS ME (1997) ของวง SIXPENCE NONE THE RICHER นี่เป็นเพลงที่เรายังคงได้ยินห้างสรรพสินค้าบางห้างในไทยเปิดอยู่จนถึงยุคปัจจุบัน

 

+++

 

RIP KATSU KANAI (1936-2026)

 

Katsu Kanai เป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังนิวเวฟของญี่ปุ่นยุคเดียวกับ Nagisa Oshima, Shohei Imamura, Masao Adachi, Shuji Terayama, Yoshishige Yoshida, Toshio Matsumoto, etc.

 

Katsu Kanai เสียชีวิตในวันที่ 22 เม.ย. 2026 ขณะอายุ 89 ปี แต่เหมือนข่าวการเสียชีวิตของเขาเพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

เราเคยดูหนังของ Katsu Kanai เพียงแค่ 5 เรื่อง ตอนมันมาฉายที่ Reading Room ในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 โดยหนังทั้ง 5 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. THE DESERT ARCHIPELAGO (1969)

2. GOOD-BYE (1971)

3. THE KINGDOM (1973)

4. DREAM RUNNING (1987)

5. GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)

 

เราชอบ THE KINGDOM มากที่สุดใน 5 เรื่องนี้ และ THE KINGDOM ก็เลยติดอันดับ 9 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2009

https://en.wikipedia.org/wiki/Katsu_Kanai

++++

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่อง “มันเด้งขึ้นมาแดก” HUNGRY (2026, James Nunn, A+15) ก็คือหนังเรื่องนี้มี HOT GRANDPA ด้วย 55555 เพราะในหนังมีตัวละครเด็กหนุ่มวัยรุ่นน่ารัก แต่ตัวละครหญิงสาวในเรื่อง (ซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วย) อยากได้ “คุณตา” ของเด็กหนุ่มมากกว่าตัวเด็กหนุ่ม 55555

Saturday, June 20, 2026

FAVORITE QUOTE FROM ARTHUR LAURENTS

 

PARADOX OF PRAXIS 5: SOMETIMES WE DREAM AS WE LIVE & SOMETIMES WE LIVE AS WE DREAM (2013, Francis Alÿs, Mexico, 8 min, A+30)

 

หนังสวยมาก ๆ

 

หนังถ่ายเมือง Ciudad Juarez ของเม็กซิโกในยุคปัจจุบัน แต่ผลที่ออกมามันดูเหมือนโลกหลัง apocalypse มาก ๆ

 

ชอบส้นสูงของกะหรี่สาวในหนังเรื่องนี้

++++

 

ชอบ quote นี้ของ Arthur Laurents ในหนังเรื่อง THE CELLULOID CLOSET (1995, Rob Epstein + Jeffrey Friedman, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะมันตรงกับแนวคิดของเราจริง ๆ

 

“They hope they will see what they wanna see. That’s why nobody really sees the same movie.”

 

เพราะเราก็มองว่า ถึงแม้คนหลาย ๆ คนจะดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่พอหนังแต่ละเรื่องตกกระทบดวงตา+ประสาทของผู้ชมแต่ละคน หนังเรื่องนั้น ๆ ก็จะกลายเป็น “หนังที่แตกต่างไปจากตัวหนังบนจอภาพยนตร์” ในทันที เพราะผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก และพอหนังแต่ละเรื่องทำปฏิกิริยากับผู้ชมแต่ละคนที่แตกต่างกัน มันก็จะกลายเป็นหนังที่แตกต่างกันไปเมื่อมันเข้าไปอยู่ในหัวของผู้ชมเหล่านั้น

 

หรือแม้แต่ตัวเราเองตอนที่ดูหนังเรื่องเดียวกันในเวลาที่แตกต่างกัน หนังเรื่องนั้น ๆ มันก็คือหนังเรื่องเดิมที่เหมือนไม่ใช่เรื่องเดิม เพราะตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วตามกาลเวลา

 

นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองตอนดูโปรแกรมฉายหนัง BRUCE BAILLIE RETROSPECTIVE ในงาน The Second Bangkok Experimental Film Festival ในกรุงเทพ เราดูโปรแกรม Bruce Baillie Retrospective รอบแรกในวันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค. 1999 ดูเสร็จแล้วก็ชอบมาก แต่เหมือนเรายัง “ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว” เราชอบเพราะเรา admire ที่เขาสร้างหนังทดลองแบบนี้ออกมา

 

แต่พอเราได้ดู Bruce Baillie Retrospective รอบสองในวันพฤหัสบดีที่ 16 ธ.ค. 1999 ซึ่งห่างจากรอบแรกเพียงแค่ 4 วัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ดูหนังชุดเดิมเรื่องเดิมอีกต่อไป เพราะคราวนี้เราเหมือนจูน wavelength ให้เข้ากับหนังชุดนี้ได้อย่างรุนแรงโดยอัตโนมัติ การดูรอบสองมันเลยรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยความสุขอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เหมือนเราได้ค้นพบจุดกระสันต์จุดใหม่ในหัวสมองของเราที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน

 

เราได้ดูหนังของ Bruce Baillie เรื่องเดียวกันในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 แต่มันก็เหมือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะตัวเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 มันแตกต่างจากตัวเราในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 และมันส่งผลให้ความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังชุดนี้แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

 

ถ้าหนังของ Bruce Baillie ที่อยู่ในหัวสมองของเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 ยัง “แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า “หนังเรื่องเดียวกันที่อยู่ในหัวสมองของคนอื่น ๆ” จะแตกต่างจากหนังเรื่องนั้น ๆ ในหัวสมองของเราได้อย่างรุนแรงขนาดไหน

+++

 

SANCTUARY (2025, Songdej Thipthong, video installation, 2min)