Saturday, March 21, 2026

SOME CINEMATOGRAPHY IN MY FAVORITE FILMS WITH DARK-SKINNED CHARACTERS

 

เราเคยดูแต่ version ภาพยนตร์ที่ดีมาก ๆ "เพื่อนรัก" (1977, Sakka Jarujinda) ตัวหนังเป็นเหมือน microcosm of Thailand-China-USA relationship ในช่วงสงครามเย็น

+++

เนื่องจาก Autumn Durald Arkapaw ได้รับรางวัลออสการ์ Best Cinematography ปีนี้จาก SINNERS (2025, Ryan Coogler) และถือเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานี้ เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนังที่ถ่ายภาพโดยผู้หญิงที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็น BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France) หนังเรื่องนี้ถ่ายโดย Agnès Godard ซึ่งทำงานเป็น cinematographer ให้หนังเรื่องต่าง ๆ มาแล้ว 66 เรื่อง และเธอเคยได้เข้าชิงรางวัลมาแล้วมากมาย อย่างเช่น

 

1. เข้าชิงรางวัล Golden Frog จาก I CAN’T SLEEP (1994, Claire Denis, France, A+30)

 

2. ชนะรางวัลเทศกาลหนัง Torino จาก U.S. GO HOME (1994, Claire Denis, France)

 

3. เข้าชิงรางวัล Golden Frog จาก Nénette and Boni (1996, Claire Denis, France, A+30)

 

4. เข้าชิงรางวัล César จาก THE DREAMLIFE OF ANGELS (1998, Erick Zonca, France, A+30)

 

5. ชนะรางวัล Chlotrudis จาก FRIDAY NIGHT (2002, Claire Denis, France, A+30)

 

6. เข้าชิงรางวัล César จาก STRAYED (2003, André Téchiné, France)

 

7. เข้าชิงรางวัล David di Donatello จาก GOLDEN DOOR (2006, Emanuele Crialese, Italy)

 

8. เข้าชิงรางวัล César จาก HOME (2008, Ursula Meier, Switzerland, A+30)

 

9. เข้าชิงรางวัล Golden Camera 300 จาก LET THE SUNSHINE IN (2017, Claire Denis)

 

10. เข้าชิงรางวัล Golden Camera 300 จาก WHEN THE DAY HAD NO NAME (2017, Teona Strugar Mitevska, North Macedonia)

 

ลิสท์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพจ “ซีนหนึ่ง เทคหนึ่ง”

https://web.facebook.com/sceneonetakeonecinema/posts/pfbid0EsjvTNfbSvUuxTPgxTowL3xhDhZMGhP3H5USPBRswDC3KTn1wbdfLAaG5BVmWg5Al

+++

 

SOME CINEMATOGRAPHY IN MY FAVORITE FILMS WITH DARK-SKINNED CHARACTERS

 

เนื่องจาก Autumn Durald Arkapaw ได้รับรางวัลออสการ์ Best Cinematography ปีนี้จาก SINNERS (2025, Ryan Coogler) เราก็เลยนึกถึง myth ที่เราเคยได้ยินเมื่อราว 25-30 ปีก่อนว่า ผู้กำกับและผู้กำกับภาพ (DP) บางคนยังไม่รู้วิธีจัดแสงที่เหมาะสมสำหรับนักแสดงผิวสี คือเหมือนกับว่า ผู้กำกับและ DP บางคนในฮอลลีวู้ดยุคนั้น (ยุคก่อนปี 2000) คุ้นเคยแต่กับนักแสดงผิวขาว เขาก็เลยไม่รู้วิธีจัดแสงที่เหมาะสมสำหรับนักแสดงผิวสี แต่ผู้กำกับอย่าง Claire Denis อะไรแบบนี้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดีกับการจัดแสงสำหรับนักแสดงผิวสี

 

คือเราไม่รู้ว่า myth อันนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะเราไม่มีความรู้แม้แต่นิดเดียวเรื่องการถ่ายภาพและการจัดแสง อันนี้ต้องให้เพื่อน ๆ ที่มีความรู้เรื่องนี้มา comment ว่ามันจริงไหมว่า การจัดแสงที่ดีสำหรับการถ่ายภาพยนตร์นั้น มันต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางโทนสีผิวของนักแสดงแต่ละคนด้วย

 

แต่เราก็คิดว่า myth อันนี้น่าจะจริง เพราะเราเคยดู “ละครโทรทัศน์ฝรั่งเศส” บางเรื่องทางช่อง TV5MONDE ที่มันมีทั้งนักแสดงผิวขาวและผิวดำอยู่ในละคร แล้วบางฉากมันหนักมาก คือพอมันตัดไปรับใบหน้านักแสดงผิวดำ เราพบว่าเราแทบไม่เห็นอะไรในใบหน้านักแสดงเลย ใบหน้านักแสดงกลายเป็นแค่อะไรดำ ๆ คือนักแสดงจะแสดงอารมณ์วิตก, หวาดกลัว, ตระหนกตกใจ อะไรก็ตามแต่ในฉากนั้น เราก็แทบไม่เห็นอะไรในใบหน้านั้นเลย เราก็เลยเดาว่า ฉากแบบนี้น่าจะเกิดจาก “ความไม่แม่นของ DP” หรือของทีมงานละครโทรทัศน์เรื่องนั้นในการจัดแสงสำหรับนักแสดงผิวสี

 

เราก็เลยลองนึกย้อนถึงหนังที่มีนักแสดงผิวคล้ำที่เราเคยดูแล้วชอบมาก ทั้งนักแสดงผิวดำ หรือผิวคล้ำในชาติต่าง ๆ (อย่างเช่น อะบอริจินส์ และศรีลังกา) แล้วลองรวบรวมภาพจากหนังเหล่านี้ดู เพื่อดูว่าเขาถ่ายนักแสดงผิวคล้ำอย่างไรกันบ้าง

 

In alphabetical order

 

1. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

DP – Pedro Luque

 

2. BAARA (WORK) (1975, Souleymane Cissé, Mali)

DP – Abdoulaye Sidibé, Étienne Carton de Grammont

 

3. BAMAKO (2006, Abderrahmane Sissako, France/Mali)

DP – Jacques Besse

 

4. THE CAMP AT THIAROYE (1988, Ousmane Sembene, Thierno Faty Sow, Senegal/Algeria/Tunisia)

DP – Smaïl Lakhdar-Hamina

 

5. THE COLOR PURPLE (2023, Blitz Bazawule)

DP – Dan Laustsen

 

6. DAHOMEY (2004, Mati Diop, France/Senegal/Benin)

DP – Joséphine Drouin-Viallard

 

7. DAUGHTERS OF THE DUST (1991, Julie Dash)

DP – Arthur Jafa

 

8. DO THE RIGHT THING (1989, Spike Lee)

DP – Ernest Dickerson

 

9. THE HELP (2011, Tate Taylor)

DP – Stephen Goldblatt

 

10. HIDDEN FIGURES (2016, Theodore Melfi)

DP – Mandy Walker

 

11. HYENAS (1992, Djibril Diop Mambéty, Senegal)

DP – Matthias Kälin

 

12. THE FORSAKEN LAND (2005, Vimukthi Jayasundara, Sri Lanka)

DP – Channa Deshapriya

 

13. THE LIMITS OF CONTROL (2009, Jim Jarmusch)

DP – Christopher Doyle

 

14. LITTLE BY LITTLE (1970, Jean Rouch, France/Niger)

DP – Jean Rouch

 

15. LITTLE SENEGAL (2000, Rachid Bouchareb, Algeria/France)

DP – Benoît Chamaillard, Youcef Saraoui

 

16. MOONLIGHT (2016, Barry Jenkins)

DP – James Laxton

 

17. OUR LADY OF THE NILE (2019, Atiq Rahimi, France/Belgium/Rwanda)

DP – Thierry Arbogast

 

18. THE PRIMITIVE เงาะป่า (1980, Prince Bhanubandhu Yugala, Pieak Poster, Thailand)

เราไม่รู้ว่าใครคือตากล้องของหนังเรื่องนี้ แต่เราชอบหนังมาก ๆ

 

19. RADIANCE (1998, Rachel Perkins, Australia)

DP Warwick Thornton

 

20. ROSEWOOD (1997, John Singleton)

DP – Johnny E. Jensen

 

21. SAINT OMER (2022, Alice Diop, France)

DP – Claire Mathon

 

22. THE SAPPHIRES (2012, Wayne Blair, Australia)

DP Warwick Thornton

 

23. SET IT OFF (1996, F. Gary Gray)

DP – Marc Reshovsky

 

24. SINNERS (2025, Ryan Coogler)

DP -- Autumn Durald Arkapaw

 

25. 35 SHOTS OF RUM (2008, Claire Denis, France)

DP – Agnès Godard

 

26. TO SLEEP WITH ANGER (1990, Charles Burnett)

DP – Walt Lloyd

 

27. 12 YEARS A SLAVE (2013, Steve McQueen)

DP – Sean Bobbitt

 

28. US (2019, Jordan Peele)

DP -- Mike Gioulakis

 

29. WAITING TO EXHALE (1995, Forest Whitaker)

DP – Toyomichi Kurita

 

30. WHAT’S LOVE GOT TO DO WITH IT (1993, Brian Gibson)

DP – Jamie Anderson

 

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบการจัดแสง + การถ่ายภาพในหนังแบบนี้เรื่องไหนมากเป็นพิเศษ ก็ comment มาได้นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yvHPLNeWPJqxopoNu4VoP68LD3UAp5uGknrEabfVynPaTNwVpMmp7yqFhWw9hPfPl

 

Friday, March 20, 2026

FAVORITE ACTOR: CARLOS FRANCISCO IN THE SECRET AGENT

 

Favorite Actor: Carlos Francisco as Alexandre Nascimento in THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้ผ่านมานานหลายสัปดาห์แล้ว พบว่าหนึ่งในฉากที่เราเอาออกจากหัวตัวเองไม่ได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คือฉากที่ Alexandre ถาม Armando (Wagner Moura) ว่า Fátima Nascimento (Alice Carvalho) เคยพูดถึง Alexandre แบบนั้นจริง ๆ เหรอ พูดว่า Alexandre เริ่มทำงานช่วยเหลือครอบครัวตัวเองตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

 

เหมือนการแสดงของ Carlos Francisco มันยอดเยี่ยมมาก ๆ ตลอดทั้งเรื่อง แต่ฉากนั้นนี่มันถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES I SAW IN 2026 ของจริง

+++

 

Film Wish List: ช้างเท้าหลัง Die Beine des Elefanten (1983, Michael Günther, West Germany, 105min) หนังเยอรมันที่มีวิยะดา อุมารินทร์ร่วมแสดงในบท “สมใจ”

 

หวังว่าหนังเรื่องนี้ยังไม่หายสาบสูญไปจากโลกนี้นะ เห็นมี ZDF ร่วมทุนสร้างหนังเรื่องนี้อยู่ ไม่รู้ว่า ZDF ยังมีฟิล์มเก็บไว้หรือเปล่า

 

ภาพจากเฟซบุ๊กของคุณ Passakorn Sukchaiwrangkun

+++

 

DHURANDHAR THE REVENGE เปิดรอบ 11.40 น.ในวันศุกร์นี้ด้วยนะคะ คนยังจองน้อยอยู่ แต่รอบ 16.20 น.คนจองไปแล้ว 40% และรอบ 21.00 น.คนจองไปแล้ว 75% ค่ะ

 

หวังว่าจะมีคนนำหนังยาว 4 ชั่วโมงเข้ามาลงโรงฉายในไทยกันอีกเยอะ ๆ นะคะ

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30) มาก ๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราชอบ THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, A+30) นั่นก็คือ เรามักจะอินกับหนังรักโรแมนติกที่ตัวละครนางเอกเป็นโสเภณีหรือสาวขี้คุก หรือผู้หญิงที่มักจะไม่ถือว่าเป็น “ผู้หญิงดี ๆ” ในสายตาของสังคม

 

แต่มีจุดนึงใน REMINDERS OF HIM ที่ทำให้เรานึกถึงอะไรที่ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลย นั่นก็คือว่า REMINDERS OF HIM เล่าเรื่องราวความรักโรแมนติกในเมือง Laramie รัฐ Wyoming ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดหนังเรื่องนี้ที่สร้างจากนิยายของ Colleen Hoover (IT ENDS WITH US) ถึงเจาะจงเลือกใช้เมืองนี้เป็น setting หลักของเนื้อเรื่อง

 

คือพอเราเห็นชื่อเมือง Laramie ในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้ปุ๊บ เราก็เลยนึกถึงคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเรามาก ๆ ในทันที นั่นก็คือคดีสังหารโหด Matthew Shepard นักศึกษามหาลัยวัย 21 ปีในปี 1998 โดยฆาตกรที่ฆ่าเขาเป็นผู้ชายสองคน และพวกเขาฆ่า Matthew Shepard เพราะรังเกียจที่ Matthew Shepard เป็นเกย์

 

คดีนั้นดังมาก ๆ และสะเทือนขวัญเกย์อย่างเราในปี 1998 มาก ๆ

 

คดีนั้นส่งผลให้มีการสร้างหนังเรื่อง THE LARAMIE PROJECT (2002, Moises Kaufman) ในเวลาต่อมา แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และส่งผลให้มีการออกกฎหมายป้องกัน Hate Crime ในสหรัฐในปี 2009 โดยกฎหมายฉบับนั้นมีชื่อว่า  Matthew Shepard and James Byrd Jr. Hate Crimes Prevention Act

โดยผู้ลงนามในกฎหมายฉบับนี้คือประธานาธิบดีบารัค โอบามา

 

สรุปว่าพอเราเห็นชื่อเมือง Laramie ในหนังเรื่อง REMINDERS OF HIM เราก็นึกถึง “คดีสยองขวัญสำหรับเกย์” คดีนี้ขึ้นมาในทันทีค่ะ ทั้ง ๆ ที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรเกี่ยวกับคดีนี้เลย

 

เกร็ดเพิ่มเติม: ในกฎหมาย Hate Crime ฉบับข้างต้นนั้น เราจะเห็นชื่อของ James Byrd Jr. อยู่ในชื่อกฎหมายด้วย เขาเป็นผู้ชายผิวดำที่ถูกพวก White Supremacists ฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมทารุณมาก ๆ ในปี 1998 และคดีนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างหนังเรื่อง SOUTH (1999, Chantal Akerman, documentary, A+30) ในเวลาต่อมาค่ะ

++++

 

หนักที่สุด เพิ่งรู้ว่าในปี 1996 ทาง filmvirus เคยฉายหนังเรื่อง 1+1 = 3 (1979, Heidi Genée, West Germany, 85min) และ SWEPT AWAY (1974, Lina Wertmüller, Italy) ด้วย เราอยากดูหนัง 2 เรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด และก็อยากรู้ด้วยว่า DO WHAT IS RIGHT, COME WHAT MAY (1975) คือหนังเยอรมันเรื่องอะไร เพราะเราหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตไม่เจอเลย

 

 

 

 

Thursday, March 19, 2026

FAVORITE FILMS WITH UNLIKEABLE MALE PROTAGONISTS

 

ชอบไอเดียเสื้อยืดนี้มาก เสียดายไม่มี Emily Dickinson

++++

DHURANDHAR THE REVENGE (2026, Aditya Dhar, India, 235min) รอบ 21.00 น.วันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค. คนซื้อตั๋วไปครึ่งโรงแล้ว ทั้ง ๆ ที่หนังยาว 4 ชั่วโมง กว่าหนังจะจบก็ตีหนึ่ง อิสริยยศมาก ๆ

 

ฉันคงดูหนังรอบดึกแบบนี้ไม่ไหว เพราะนอกจากปัญหาเรื่องสุขภาพแล้ว มันยังมีปัญหาเรื่อง “การระบายคนดูจำนวนมากออกจากโรงภาพยนตร์ตอนห้างปิด” ด้วย ในกรณีที่โรงหนังอยู่ในห้าง เพราะหนังที่จบหลัง 4 ทุ่ม คนดูจะเดินทางออกจากห้างด้วย “บันไดเลื่อน” ไม่ได้ จำเป็นต้องไปออกันอยู่หน้าลิฟท์ แล้วนึกภาพคนดูจำนวนมากแก่งแย่งกันเข้าลิฟท์เพียงแค่ไม่กี่ตัวหลังหนังจบ มันน่าเบื่อมาก

 

เราว่าปัญหานี้เกิดหนักสุดที่ “พารากอน” ในช่วงวันศุกร์ เสาร์ เพราะพารากอน ฮอลล์ชั้น 5 ก็ชอบจัดงานที่เลิกราว ๆ 4 ทุ่ม แล้วคนจำนวนมากก็ลงบันไดเลื่อนไม่ได้หลัง 4 ทุ่ม ต้องมาแก่งแย่งกันใช้ลิฟท์ ทั้งคนที่มาร่วมงานในพารากอน ฮอลล์ชั้น 5 และคนที่ดูหนังชั้น 6

 

HOUSE SAMYAN ก็เกิดปัญหานี้เช่นกัน เพราะอีนังสามย่านมิตรทาวน์มันเปิดลิฟท์แค่ 2 ตัวหลังสี่ทุ่ม แทนที่จะเปิดให้ใช้ลิฟท์ได้ทั้ง 4 ตัว เพราะฉะนั้นถ้าหากหนังเรื่องไหนที่มี “คนดูจำนวนมาก” แล้วหนังเลิกหลัง 4 ทุ่มที่ HOUSE SAMYAN เราก็ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะเจอปัญหานี้แน่ ๆ แต่ถ้าหากเป็นหนังทั่ว ๆ ไปที่จำนวนคนดูมีแค่กระจึ๋งเดียว อันนี้จะเลิก 5 ทุ่มเที่ยงคืนก็ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งใช้ลิฟท์กัน

 

ส่วน TERMINAL 21 นี่น่าจะมีลิฟท์ให้ลงได้แค่ 3 ตัวนะ เราก็เลยไม่อยากไปดู DHURANDHAR THE REVENGE รอบดึก ๆ ที่นี่ เพราะหนังเลิกตีหนึ่ง แล้วไม่รู้ว่ากว่าจะได้ลงลิฟท์นี่ต้องรออีกนานกี่นาที พอออกจากห้างได้แล้วก็ต้องมาเรียกแกรบไบค์อีก เพราะรถไฟฟ้าปิดแล้ว กว่าเราจะได้นอนอย่างเร็วสุดก็คงเป็นตีสาม เจอผีออกมาหลอกตอนตีสามพอดี

 

แต่ถ้าหากเป็น “Major Cineplex” ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้แต่อย่างใด หนังเลิก 5 ทุ่มเที่ยงคืนเราก็เดินออกจากอาคารได้อย่างสบาย ๆ

+++

 

พอเต๋อเขียนแล้วก็นึกถึง HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) ขึ้นมาทันที เพราะนางเอกของ HAPPY OLD YEAR ก็ extremely unlikeable มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังกลุ่ม “พระเอกเหี้ยมาก” ที่เราชอบหนังอย่างสุดขีด

FAVORITE FILMS WITH UNLIKEABLE MALE PROTAGONISTS

 

พอเห็น Nawapol เขียนถึงหนังกลุ่ม unlikeable characters เราก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า เอาเฉพาะตัวละครนำชาย และเอาเฉพาะหนังที่ผุดขึ้นมาในหัวในทันทีในตอนนี้

 

เหมือนหนังหลายเรื่องในลิสท์นี้ไม่ได้มอง “ตัวละครพระเอกเหี้ย ๆ” ด้วย “สายตาแบบตัดสิน” นะ และหนังก็เปิดโอกาสให้เราได้สำรวจและใกล้ชิดกับ “ผู้ชายเหี้ย ๆ” ได้ในแบบที่เราไม่สามารถทำได้ และก็ไม่คิดอยากจะทำ ในชีวิตจริง

 

In alphabetical order of the film’s title

 

1. Paul (Lou Castel) in THE BIRTH OF LOVE (1993, Philippe Garrel, France)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด Paul สมัยหนุ่ม ๆ นั้นเป็นหนุ่มหัวขบถเอียงซ้าย นักปฏิวัติต่อสู้เพื่อปฏิรูปสังคม แต่พอเขาอายุ 50 กว่าปี เขาก็ทิ้งลูกชาย, ทิ้งเมียที่ตั้งครรภ์ และหันไปมั่วกับสาว ๆ อายุน้อย

 

2. Popaul (Jean Yanne) in THE BUTCHER (1970, Claude Chabrol, France)

 

หนังรักโรแมนติกเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตที่ชอบฆ่าเด็ก ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็น “ขั้นสุด” ของหนังกลุ่ม UNLIKEABLE MALE PROTAGONIST

 

3. William Douglas Street (Wendell B. Harris Jr.) in CHAMELEON STREET (1989, Wendell B. Harris Jr.)

 

หนังสร้างจากเรื่องจริงของ William Douglas Street ที่หนังเล่าว่า เขาหางานทำไม่ได้ เขาก็เลยปลอมตัวเป็น “ศัลยแพทย์” ในโรงพยาบาล และทำการผ่าตัดคนไข้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเรียนแพทย์ เขาสร้างความชิบหายให้ชีวิตคนหลายคนมาก

 

4. Mike (Michael Angelo Covino) in THE CLIMB (2019, Michael Angelo Covino)

 

5. Chad (Aaron Eckhart) in IN THE COMPANY OF MEN (1997, Neil LaBute)

 

6. Robert Harmon (John Cassavetes) in LOVE STREAMS (1984, John Cassavetes)

เรารู้สึกว่าสิ่งที่พระเอกทำกับลูกชายมันเหี้ยมาก ๆ

 

7. Marty Mauser (Timothée Chalamet) in MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie)

 

8. James Blaine Mooney (Josh O’Connor) in THE MASTERMIND (2025, Kelly Reichardt)

 

9. Hans Epp (Hans Herschmüller) in THE MERCHANT OF FOUR SEASONS (1972, Rainer Werner Fassbinder, West Germany)

ระดับ “ความไม่น่ารัก” ของตัวละครพระเอกคนนี้อาจจะไม่มากเท่าคนอื่น ๆ ในลิสท์ แต่เราก็อยากใส่เขาเข้ามาในลิสท์ด้วย เพราะว่า Fassbinder เก่งสุดขีดในการสร้างตัวละครพระเอกที่ “ไม่น่ารัก” แต่ทำให้เรารู้สึกเข้าใจความเป็นมนุษย์ในตัวเขาได้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

10. Johnny (David Thewlis) in NAKED (1993, Mike Leigh, UK)

 

ไม่แปลกใจที่ NAKED ได้รางวัล Best Director + Best Actor จาก Cannes เราว่าตัวละคร Johnny นี้เหมือนเป็น “พ่อทางจิตวิญญาณ” ของตัวละครพระเอกหนังเรื่อง URCHIN ด้วย

 

11. Man-su (Lee Byung-hun) in NO OTHER CHOICE (2025, Park Chan-wook, South Korea)

 

12. Tom Ripley (Matt Damon) in THE TALENTED MR. RIPLEY (1999, Anthony Minghella)

 

13. Travis Bickle (Robert De Niro) in TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese)

 

14. Mike (Frank Dillane) in URCHIN (2025, Harris Dickinson, UK)

 

15. Jean (Jean Yanne) in WE WON’T GROW OLD TOGETHER (1972, Maurice Pialat, France)

 

แต่จริง ๆ แล้ว เราว่า “หนังฮอลลีวู้ดเกี่ยวกับทหารอเมริกันในสงครามตะวันออกกลาง” หลาย ๆ เรื่อง ก็อาจจะถือได้ว่า เป็นหนังที่ “พระเอกเหี้ยมาก” ได้เช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ผู้สร้างหนังในลิสท์ของเราข้างต้น รู้ตัวดีว่า พระเอกในหนังของเขามีนิสัยเหี้ยมาก แต่ผู้สร้างหนังเชิดชู “ทหารอเมริกัน” หลาย ๆ เรื่อง ไม่ได้รู้ตัวว่า พระเอกในหนังของตนเหี้ยขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่น AMERICAN SNIPER (2014, Clint Eastwood)

 

เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้ว เราก็เลยชอบดูหนังที่มี “พระเอกเหี้ยมาก” เพราะหนังเหล่านี้มันเปิดโอกาสให้เราได้เข้าใกล้และศึกษาผู้ชายที่เราไม่อยากเข้าใกล้ในชีวิตจริง และเราก็ไม่มีปัญหากับหนังกลุ่มนี้แต่อย่างใด คือเราอาจจะไม่อินกับพระเอก แต่เราก็ enjoy กับหนังได้อย่างรุนแรงอยู่ดี ถ้าหากผู้สร้างหนังเก่งจริง

 

เรามีปัญหาแต่กับหนังที่เรามองว่า “พระเอกเหี้ยมาก” แต่ผู้สร้างหนังมองว่า พระเอกในหนังของตน “รักครอบครัว รักชาติ ทำความดี กอบกู้โลก อุทิศตนเพื่อคนอื่น ๆ เสียสละเพื่อส่วนรวม” อะไรแบบนั้นมากกว่า

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid04iSbyJqWHiryK6kGppPj91YTP3tpTJEADbUZ4qAFaffgsCGLG97421smoLod1aoQl

 

++++

 

QUADRUPLE BILL FILM WISH LIST

 

PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland)

+ O FANTASMA (2000, João Pedro Rodrigues, Portugal)

+ PUP สุนัขและเจ้านาย (2024, Sarawut Intaraprom, Thailand)

+ TOM OF FINLAND (2017, Dome Karukoski, Finland)

 

Spoilers alert for PILLION

--

--

--

--

--

1. ชอบ PILLION อย่างรุนแรงสุดขีด รวมถึงชอบตอนจบด้วย คือตอนจบพระเอกกับคู่ขาคนใหม่ “เดินเคียงคู่ไปด้วยกัน” มันก็เลยทำให้เรานึกถึงระนาบความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะถึงแม้ว่าพระเอกจะยังคงชอบรับบท submissive ทางเพศเหมือนเดิม แต่เขาก็ไม่ใช่ “ช้างเท้าหลัง” ในทางความสัมพันธ์อีก

 

คือชื่อหนัง PILLION และการนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ มันทำให้เรารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Colin (Harry Melling) กับ Ray (Alexander Skarsgård) มันเป็นความสัมพันธ์แบบช้างเท้าหน้ากับช้างเท้าหลังน่ะ Ray เป็นคนขี่มอไซค์ ส่วน Colin นั่งซ้อนข้างหลัง Colin ไม่สามารถควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ไซค์ได้ และสิ่งนี้มันก็สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Ray ด้วย เพราะ Ray เป็นคนกำหนดทุกอย่าง และ Colin ก็จำเป็นต้องทำตาม เพื่อแลกกับความสุขทางเพศที่เขาจะได้รับจาก Ray เป็นครั้งคราว

 

และสิ่งนี้มันก็ทำให้เรานึกถึง “ความสัมพันธ์รัก” ระหว่างชายหญิงหลาย ๆ คู่ ในแบบที่หนังเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะในความสัมพันธ์รักระหว่างชายหญิง, ชายชาย, หญิงหญิง อะไรก็ตามแต่นั้น มันมีทั้งคู่ที่ “เสมอภาค” กัน และคู่รักที่ “ฝ่ายหนึ่งเป็นช้างเท้าหน้า หรือเป็นคนคุมเกม หรือเป็นคนออกกฎ ส่วนอีกฝ่ายเป็นช้างเท้าหลัง” อย่างเช่น

 

1.1 ฝ่ายที่มีฐานะการเงินสูงกว่า จะเป็นช้างเท้าหน้า อย่างเช่น ฝ่ายที่เมียเป็นไฮโซ และได้ผัวหล่อ แต่ไม่รวยเท่าเมีย คู่รักแบบนี้บางทีเมียก็จะเป็น “คนคุมเกม” เพราะเงินและทรัพย์สมบัติอยู่กับเธอ

 

1.2 ฝ่ายที่ “หน้าตาดีกว่า” จะเป็นคนคุมเกม ในกรณีที่ทั้งคู่มีฐานะการเงินเท่ากัน ซึ่งก็รวมถึงในหนังเรื่อง PILLION

 

1.3 ในสังคมที่ระบบ patriachy ยังคงเข้มข้น ฝ่ายชายก็จะเป็นช้างเท้าหน้า

 

2. ด้วยเหตุนี้ เราก็เลยชอบฉากที่ Colin ได้เป็นฝ่าย “ขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยตนเอง” ในช่วงหลังของเรื่อง เหมือนเขาเริ่มเขยิบสถานะตนเองขึ้นมา และเขาได้ลิ้มรสความสุขจากการได้เป็นผู้ควบคุมมอเตอร์ไซค์ด้วยตนเอง

 

และเราก็ชอบตอนจบด้วย ที่มันแสดงให้เห็นว่า Colin ได้ “เดินเคียงคู่” ไปกับคู่ขาคนใหม่ มันคือความเสมอภาคกัน เขาไม่ต้องเป็นช้างเท้าหลังอีก

 

3. อันนี้อาจจะเป็นความเห็นแบบ stereotype ทางสีผิว คือพอเราได้เห็นคู่ขาคนใหม่ของ Colin ในตอนจบ หัวเราก็คิดลามกโดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมาในทันทีว่า Colin เขามีรสนิยม “ชอบของใหญ่” หรือเปล่านะ 55555

 

4. ชอบ “ความพาฝัน” อย่างสุดขีดของ PILLION ด้วย เราว่ามัน “พาฝัน” ทั้งในส่วนของ

 

4.1 การได้ผัวหล่อ+ใหญ่

 

4.2 การมีครอบครัวที่เปิดรับเกย์

 

4.3 การจบแบบ happy ending ในระดับนึง

 

5. เราว่า “ความพาฝันอย่างสุดขีด” ของ PILLION มันช่วยให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ เป็นอย่างดี และเราว่ามันเหมาะฉายควบกับ PUP และ O FANTASMA มาก ๆ เพราะว่า PUP มันเป็น REALISM ส่วน O FANTASMA มันเป็น SURREALISM เพราะฉะนั้นถึงแม้หนังเกย์ทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีอะไรบางอย่างคล้ายกัน แต่โทนของหนัง 3 เรื่องนี้ก็แตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก

+++

 

เราเกิดมาในช่วงที่แองโกลายังคงเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และเราเติบโตเป็นวัยรุ่นในช่วงที่แองโกลาเผชิญกับสงครามกลางเมืองอย่างรุนแรง (นึกถึงตัวละครผู้หญิงคนนั้นใน THE SECRET AGENT) และเราก็มีชีวิตอยู่มาจนถึงวันที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยต้องพึ่งพาน้ำมันจากประเทศแองโกลาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน นึกว่าชีวิตพลิกผัน ชะตากรรมพลิกผวน

 

 

Wednesday, March 18, 2026

MARTY SUPREME VS. QUEEN VETEHI

 

อ่านที่ Nawapol เขียนแล้วนึกถึงตอนเราอยู่มัธยมในช่วงทศวรรษ 1980  ในยุคนั้น “หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์” หลาย ๆ เรื่องเป็นหนังที่หาดูยากสุดขีดจริง ๆและถ้าหากเราจำไม่ผิด “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดสดในไทยด้วย เพราะยุคนั้นยังไม่มีเคเบิลทีวี ยุคนั้นยังมีสถานีโทรทัศน์แค่ 5 ช่อง แล้ว “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็มักจะได้มาแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในไทยหลังจากประกาศผลไปนานแล้ว 1 เดือน หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่านะ หรือว่าเราจำผิด มีใครจำอะไรพวกนี้ในทศวรรษ 1980 ได้บ้างไหม  คือเหมือนกับว่าตอนที่เราดูงานประกาศผลออสการ์ทางโทรทัศน์ในไทย เราก็ดูเพื่อที่จะได้ดูดารา แต่ไม่ได้ดูเพื่อลุ้นผล เพราะว่าผลมันประกาศมานานแล้ว 1 เดือนก่อนที่งานออสการ์จะได้มาออกอากาศในไทย

 

คือเหมือนในทศวรรษ 1980 โทรทัศน์ในไทยต้องเปิดสถานีตอน 16.00 น. และปิดสถานีตอน 24.00 น.ในวันจันทร์ถึงศุกร์ด้วยแหละ เพราะฉะนั้นงานออสการ์ที่มักจะจัดในช่วงเวลาที่ตรงกับ “เช้าวันอังคาร” ของไทยในยุคนั้น ก็เลยหมดสิทธิ์ “ถ่ายทอดสด” ในไทยไปด้วย เพราะว่าสถานีโทรทัศน์ในไทยจะเริ่มแพร่ภาพได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลา 16.00 น.แล้วในส่วนของวันจันทร์ถึงศุกร์

 

ครั้งแรกในชีวิตที่เราได้ดูงานถ่ายทอดสดรางวัลออสการ์แบบตรงกับเวลาที่เมืองนอกจริง ๆ คือตอนที่มีสถานีเคเบิลทีวี IBC ตอนนั้นเราจำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ แห่ไปดูกันที่บ้านเพื่อนที่มีเคเบิลทีวีในช่วงปลายเดือนมี.ค. 1992 ปีนั้นเป็นปีที่ THE SILENCE OF THE LAMBS ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยม และหนังที่เข้าชิงอีก 4 เรื่องก็ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยหมดทุกเรื่อง ซึ่งก็คือ BEAUTY AND THE BEAST (1991, Gary Trousdale, Kirk Wise), BUGSY (1991, Barry Levinson), THE PRINCE OF TIDES (1991, Barbra Streisand)  ที่เข้าฉายในไทยแบบโดนเซ็นเซอร์อย่างไร้เหตุผลมาก ๆ และ JFK (1991, Oliver Stone) ที่เข้าฉายในไทยในช่วงที่เกิด “พฤษภาทมิฬ”

 

อย่างไรก็ดี ตอนนี้เวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังไม่ได้ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศในปีนั้นครบทุกเรื่องอยู่ดี เพราะว่าเรายังไม่ได้ดู CHILDREN OF NATURE (1991, Fridrik Thor Fridriksson, Iceland) กับ THE ELEMENTARY SCHOOL (1991, Jan Sverak, Czechoslovakia)

 

แต่ดีใจที่หนังที่เข้าชิงปีนั้นเรื่อง RAISE THE RED LANTERN ผู้หญิงคนที่ 4 ชิงโคมแดง (1991, Zhang Yimou, China) ได้ลงโรงฉายในไทยด้วย เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเซ็นจูรี่ ส่วน THE OX (1991, Sven Nykvist, Sweden) ก็ได้มาฉายทางโทรทัศน์ทางช่อง 5

 

เหตุการณ์ที่ไร้สาระแต่เรายังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือว่า เรากับเพื่อน ๆ ได้ไปดูหนังเรื่อง THE PRINCE OF TIDES ที่โรง “ไมโครแม็ค” ชั้นล่างโรงหนังแมคเคนนา แล้วเพื่อนเราก็กรี๊ดกร๊าด บอกว่า คนดูคนนึงในโรงหล่อมาก หน้าตาคล้าย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

 

ปรากฏว่าเวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังคงจำเหตุการณ์นี้ได้ดี เหมือนเหตุการณ์นี้มันแสดงให้เห็นว่า เรากับเพื่อน ๆ เคยกรี๊ดกร๊าด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กันอย่างรุนแรงขนาดไหนในปี 1992 ก่อนที่ความเห็นของเราที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

 

ที่ Nawapol เขียน
https://web.facebook.com/photo?fbid=1441357794027913&set=a.208129860684052

++++

กรี๊ดด เพิ่งรู้ว่ามันมีหนังกลุ่ม TAIWAN BLACK MOVIES ด้วย ซึ่งเป็นหนัง exploitation ที่ผลิตกันเยอะในไต้หวันในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เราไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้มาก่อนเลย อยากดูมาก ๆ ค่ะ หวังว่าจะมีคนนำหนังกลุ่มนี้มาฉายในไทยนะคะ

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้

 

1. WOMAN REVENGER (1981, Tsai Yang-ming, Taiwan)

 

2. THE LADY AVENGER (1981, Yang Chia-yun, Taiwan) เรื่องนี้กำกับโดยผุ้หญิง

 

3. THE WOMAN OF WRATH (1984, Tseng Chuang-hsiang, Taiwan) หนังด่า patriarchy

 

Edit เพิ่ม: ขำที่ไต้หวันก่อนหน้านั้นเน้นหนังแนว HEALTHY REALISM ในทศวรรษ 1960-1970 แล้วมันก็สวิงมาเป็น TAIWAN BLACK MOVIES เลยในช่วงปลายทศวรรษ 1970 55555 เราเดาว่าคนดูยุคนั้นอาจจะเริ่มเบื่อการ propaganda ของรัฐบาลไต้หวันในหนังกลุ่ม HEALTHY REALISM ที่เน้นค่านิยมแบบขงจื๊อ

+++

เดาว่าน่าจะมีความใกล้เคียงกันในระดับหนึ่งครับ เพราะหนังทั้ง 3 กลุ่มนี้น่าจะเน้น sex + violence อย่างรุนแรงทั้ง 3 กลุ่ม แต่หนัง TAIWAN BLACK MOVIES นั้นจะมีความ SOCIAL REALIST อยู่ด้วย โดยเน้นสร้างหนังที่ดัดแปลงจาก “ข่าวฉาว” ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ถ้าหากผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ

 

เข้าใจว่าในบรรดาหนัง pink film ของญี่ปุ่นนั้น มันจะมี subgenre ที่เรียกว่า pinky violence อยู่ด้วย ผมก็เลยเดาว่า pinky violence น่าจะใกล้เคียงกับ Taiwan Black Movies เพราะว่าหนังสองกลุ่มนี้อาจจะเน้น “หญิงสาวแก้แค้น” เหมือนกัน

 

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยดูหนัง 3 กลุ่มนี้เลย ทั้ง pink film, Hong Kong grade 3 films และ Taiwan Black Movies อาจจะต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ หรือไม่ก็มีการจัดงานฉายหนัง 3 กลุ่มนี้เทียบกันไปเลย น่าจะดีที่สุด 55555

+++

 

เมื่อราว 2 ปีก่อน คุณ Vorakorn Weerakul เคยตั้งชื่อเล่นให้สถานีรถไฟฟ้าแห่งนึงว่า สถานี “ไข่มุกแห่งเอเชีย”

 

เราเห็นแล้วก็เลยชอบมาก ๆ เราก็เลยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าอีกสองแห่งว่า

 

1. สถานี “ดาราคู่ขวัญจารุณี สุขสวัสดิ์”

 

2. สถานี “นักดนตรี”

 

เพื่อน ๆ คงตอบได้ว่า สถานีรถไฟฟ้าทั้งสามสถานีคือสถานีอะไร 55555

 

แล้วเพื่อน ๆ เคยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ บ้างไหมคะ

+++

 

อยากไปดูหนังในเทศกาลหนังเหล่านี้มาก ๆ หรืออยากให้หนังที่เคยฉายใน 10 เทศกาลนี้ได้มาฉายในไทยมาก ๆ ถึงแม้มันไม่ติด A-LIST อะไรแต่อย่างใดก็ตาม

 

1. Rotterdam International Film Festival

 

2. Yamagata International Documentary Film Festival

 

3. Sundance Film Festival

 

4. Viennale

 

5. Fantasporto ในโปรตุเกส

 

6. International Short Film Festival Oberhausen

แอบสงสัยว่าหนังสั้นใน Oberhausen นี่เข้าทางเรามากกว่าหนังสั้นในเทศกาล Clermant Ferrand หรือเปล่า

 

7. FIDMarseille

 

8. Il Cinema Ritrovato ในเมือง Bologna ของอิตาลี

 

9. Far East Film Festival ในเมือง Udine ของอิตาลี

 

10. Images Festival ในเมืองโตรอนโต ของแคนาดา อันนี้เน้นหนังทดลอง

https://www.screendaily.com/news/17-film-festivals-receive-official-a-list-classification-as-part-of-major-fiapf-revamp/5214719.article

+++

 

พอดู MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30) แล้วก็เลยนึกถึง “ตำนานพระนางเวเทหิ” โดยไม่ได้ตั้งใจมาก ๆ

 

เพราะใน MARTY SUPREME นั้น มันมีตัวละคร Bela Kletzki ซึ่งเป็นชาวยิวที่เคยถูกจับเข้าค่ายกักกันในช่วง Holocaust สงครามโลกครั้งที่สอง การที่เขาเป็นนักปิงปองชื่อดังส่งผลให้นาซีที่คุมค่ายอนุญาตให้เขาไปทำงานนอกค่ายได้ แล้วเขาก็ไปเจอรังผึ้งในป่านอกค่าย เขาก็เลยเอาน้ำผึ้งจากรังมาทาตามเนื้อตัวของเขา แล้วลักลอบนำเอาน้ำผึ้งดังกล่าวไปให้ชาวยิวคนอื่น ๆ ในค่ายกักกันได้กินโดยผ่านทางการเลียเนื้อตัวของเขา

 

เรื่องราวตรงส่วนนี้ใน MARTY SUPREME ก็เลยทำให้นึกถึงตำนานพระนางเวเทหิมาก ๆ โดยพระนางเวเทหินั้นเป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร แต่พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้นำพระเจ้าพิมพิสารไปขังคุก

 

อันนี้เป็นเนื้อเรื่องในตำนาน

 

“พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงส่งพระบิดา ไปคุมขังไว้ในห้องขัง รมด้วยควันไฟ อีกทั้งให้อดพระกระยาหาร 
ในเบื้องต้นพระเจ้าอชาตศัตรูอนุญาตให้พระมารดาเข้าเยี่ยมพระบิดาได้


แต่พระมารดาแอบลักลอบถวายพระกระยาหาร ด้วยวิธีการน่าสังเวชสลดใจทั้งสิ้น เช่น ทำอาหารให้ละเอียดที่สุดแล้วทาที่พระวรกายของพระนาง
เมื่อเข้าไปเยี่ยม ก็ถวายพระกระยาหารโดยให้พระเจ้าพิมพิสารเลียอาหารจากพระวรกาย เป็นต้น


ด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยังคงทรงพระชนม์ชีพได้
ในเวลาถัดมา พระเจ้าอชาตศัตรูก็สั่งพระมารดาไม่ให้เยี่ยมพระบิดาอีกต่อไป”

 

อ่านรายละเอียดได้ที่

https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/90803/-dhart-

++++

Monday, March 16, 2026

FAVORITE PERFORMANCES BY OLD OR SENIOR ACTRESSES IN HORROR FILMS

 

FAVORITE PERFORMANCES BY OLD OR SENIOR ACTRESSES IN HORROR FILMS

 

เนื่องจาก Amy Madigan ชนะรางวัลออสการ์ปีนี้ เราก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า

 

In alphabetical order

 

1. Amara Assawanon in EVIL คน ผี ปีศาจ (2004, Chookiat Sakveerakul)

อมรามีอายุราว 68 ปีตอนหนังออกฉาย

 

2. Amy Madigan in WEAPONS (2025, Zach Cregger)

Amy มีอายุราว 75 ปีตอนหนังออกฉาย

 

3. Anne Ramsey in DEADLY FRIEND ศพกระดิก (1986, Wes Craven)

Anne มีอายุราว 57 ปีตอนหนังออกฉาย

 

4. Barbara Hershey in INSIDIOUS (2010, James Wan)

Barbara มีอายุราว 62 ปีตอนหนังออกฉาย

 

5. Christine Hakim in IMPETIGORE (2019, Joko Anwar, Indonesia)

Christine มีอายุราว 63 ปีตอนหนังออกฉาย

 

6. Demi Moore in THE SUBSTANCE (2024, Coralie Fargeat)

Demi มีอายุราว 61 ปีตอนหนังออกฉาย

 

7. Diana Rigg in LAST NIGHT IN SOHO (2021, Edgar Wright, UK)

Diana เสียชีวิตขณะอายุ 82 ปี หรือเสียชีวิตก่อนหนังออกฉาย

 

8. Ellen Burstyn in THE WICKER MAN (2006, Neil LaBute)

Ellen มีอายุ 74 ปีตอนหนังออกฉาย

 

9. Eugenie Bondurant in THE CONJURING: THE DEVIL MADE ME DO IT (2021, Michael Chaves)

Eugenie มีอายุ 60 ปีตอนหนังออกฉาย

 

10. Faye Dunaway in THE BYE BYE MAN (2017, Stacy Title)

Faye มีอายุราว 76 ปีตอนหนังออกฉาย

 

11. Fionnula Flanagan in THE OTHERS (2001, Alejandro Amenábar)

Fionnula มีอายุราว 60 ปีตอนหนังออกฉาย

 

12. Gabrielle Rose in FINAL DESTINATION: BLOODLINES (2025, Zach Lipovsky, Adam B. Stein)

Gabrielle มีอายุราว 71 ปีตอนหนังออกฉาย

 

13. Gena Rowlands in THE SKELETON KEY (2005, Iain Softley)

Gena มีอายุราว 75 ปีตอนหนังออกฉาย

 

14. Geraldine Chaplin in THE ORPHANAGE (2007, J.A. Bayona, Spain)

Geraldine มีอายุราว 63 ปีตอนหนังออกฉาย

 

15. Glenn Close in THE GIRL WITH ALL THE GIFTS (2016, Colm McCarthy, UK)

Glenn มีอายุ 69 ปีตอนหนังออกฉาย

 

16. Imelda Staunton in AMULET (2020, Romola Garai, UK)

Imelda มีอายุราว 64 ปีตอนหนังออกฉาย

 

17. Jamie Lee Curtis in HALLOWEEN (2018, David Gordon Green)

Jamie มีอายุราว 60 ปีตอนหนังออกฉาย

 

18. Lanette Ware in WHISTLE (2025, Corin Hardy, Canada/Ireland)

Lanette มีอายุราว 57 ปีตอนหนังออกฉาย

 

19. Lindsay Duncan in A BANQUET (2021, Ruth Paxton, UK)

Lindsay มีอายุราว 71 ปีตอนหนังออกฉาย

 

20. Lin Shaye in INSIDIOUS (2010, James Wan)

Lin มีอายุราว 67 ปีตอนหนังออกฉาย

 

21. Noknoi Uraiporn in TA KHON (2025, Puwadon Naosopa)

นกน้อยมีอายุราว 68 ปีตอนหนังออกฉาย

 

22. Penpak Sirikul in HOME FOR RENT บ้านเช่า บูชายัญ (2023, Sophon Sakdaphisit)

Penpak มีอายุราว 62 ปีตอนหนังออกฉาย

 

23. Robyn Nevin in RELIC (2020, Natalie Erika James, Australia)

Robyn มีอายุราว 78 ปีตอนหนังออกฉาย

 

24. Seeda Puapimon in THE CURSED LAND แดนสาป (2024, Panu Aree, Kong Rithdee)

สีดามีอายุราว 69 ปีตอนหนังออกฉาย

 

25. Silvina Sabater in WHEN EVIL LURKS (2023, Demián Rugna, Argentina)

Silvina มีอายุราว 62 ปีตอนหนังออกฉาย

 

26. Toshie Negishi in HOUSE OF SAYURI (2024, Koji Shiraishi, Japan)

Toshie มีอายุราว 70 ปีตอนหนังออกฉาย

 

27. Vasana Chalakorn in THE 8TH DAY แปดวัน แปลกคน (2008, Chadchai Yodseranee)

วาสนามีอายุราว 61 ปีตอนหนังออกฉาย

 

28. Viyada Umarin in OUR HOUSE ข้างบ้าน (2025, Kongkiat Khomsiri)

วิยะดามีอายุราว 70 ปีตอนหนังออกฉาย

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การที่หนัง horror ชอบ cast นักแสดงหญิงสูงวัยแบบนี้ มีต้นกำเนิดมาจาก WHAT EVER HAPPENED TO BABY JANE? (1962, Robert Aldrich) ที่นำแสดงโดย Bette Davis กับ Joan Crawford หรือเปล่า แต่ทั้งสองมีอายุราว 50 กว่าปีเท่านั้นตอนที่เล่นหนังเรื่องนี้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าควรถือว่าทั้งสองเป็น old actresses ด้วยหรือเปล่า

 

อยากให้มีการสร้างหนังที่นำเอาตัวละครแต่ละตัวในลิสท์นี้มาปะทะกันเองมาก ๆ อยากให้ตัวละคร grandmother จาก HOUSE OF SAYURI มาตบกับ Amy Madigan จาก WEAPONS ในหนังเรื่องใหม่

 

ใครชอบการแสดงของดาราหญิงรุ่นใหญ่ท่านไหนในหนังสยองขวัญ ก็มา comment เพิ่มเติมกันได้นะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02LMsFMakX113yoL2rSHgydZ7RYDhjGAtbfxYgpKY4PJn72VcrH7Xe5rgZFEHbJai5l

 

+++

 

เห็นจากโพสท์ของคุณ Virapat Bamrungcharoenchai เราเลยเพิ่งรู้ว่า Norway เคยมีหนังเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ 7 ครั้งด้วยกัน ซึ่งได้แก่

 

1. NINE LIVES (1957, Arne Skouen)

เรายังไม่เคยดูเรื่องนี้

 

2. PATHFINDER (1987, Nils Gaup)

เราเคยดูเรื่องนี้ตอนมันมาฉายทางรายการ Big Cinema ของช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน

 

3. THE OTHER SIDE OF SUNDAY (1996, Berit Nesheim)

เราเคยดูเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

 

4. ELLING (2001, Petter Næss)

เรายังไม่เคยดูเรื่องนี้

 

5. KON-TIKI (2012, Joachim Rønning, Espen Sandberg)

เราเคยดูเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ในห้าง EmQuartier

 

6. THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier)

เราเคยดูเรื่องนี้ที่พารากอน

 

7. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้สองรอบในโรงภาพยนตร์

 

สรุปว่าในบรรดาหนังนอร์เวย์ 7 เรื่องนี้ เราได้ดูไปเพียงแค่ 5 เรื่อง ซึ่งเราก็ชอบในระดับ A+30 ทั้ง 5 เรื่อง

 

ในบรรดาหนัง 5 เรื่องที่เราได้ดูนี้ เราชอบ SENTIMENTAL VALUE มากสุด และชอบ PATHFINDER น้อยสุด แต่ PATHFINDER เราได้ดูแบบพากย์ไทยทางจอโทรทัศน์นะ

 

อย่างไรก็ดี ถ้าหากเทียบกับ “หนังนอร์เวย์” นอกลิสท์ 7 เรื่องนี้แล้ว เราก็ชอบ SENTIMENTAL VALUE น้อยกว่า หนังไตรภาคของ Dag Johan Haugerud และหนังเรื่อง THE GREATEST THING (2001, Thomas Robsahm) ซึ่งถือเป็น MY MOST FAVORITE NORWEGIAN FILM OF ALL TIME

+++

 

ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2025 ของคุณ Noel Vera เราได้ดูไปเพียงแค่ 12 จาก 20 เรื่อง ดีใจมาก ๆ ที่ SUPERMAN ของ James Gunn กับ CHAINSAW MAN THE MOVIE: REZE ARC ของ Tatsuya Yoshihara ติดอยู่ใน 20 อันดับหนังยอดเยี่ยมประจำปีด้วย

 

ดูลิสท์ของคุณ Noel Vera ได้ที่
https://criticafterdark.blogspot.com/2026/01/best-films-of-2025.html

 

FAST FOOD RESTAURANTS AND THE BEAUTIFUL MOMENTS OF MY LIFE

 

วันนี้นัดเจอเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันสมัยเว็บบอร์ดรุ่งเรืองเมื่อ 20 ปีก่อน ขำมากที่เพื่อนคนนึงตั้งใจจะพูดถึง flash mob แต่เขาพูดผิดเป็น flashdance คือบ่งบอกอายุมาก ๆ พวกเราเติบโตมากับ Irene Cara และ Jennifer Beals ค่ะ

+++

วันนี้ไปกินร้าน HEY GUSTO ที่ central world ชั้น 6 ถ้าจำไม่ผิด ที่ตั้งร้านนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นที่ตั้งของร้านหนังสือ KINOKUNIYA หรือไม่ก็ใกล้ ๆ ร้านนั้น

 

จำได้ว่าชั้น 6 ส่วน Isetan มันมีร้าน bakery ที่เราเคยมาซื้ออาหารกินเป็นประจำตอนช่วงเทศกาลภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษ 2000 ด้วย ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด มันคือร้าน SUN MOULIN

 

และจำได้ว่า ตอนมาดูเทศกาลภาพยนตร์ที่ World Trade Center / Central World พวกเราต้องมาเข้าห้องน้ำที่ Isetan เพราะห้องน้ำที่ Isetan ดีกว่าห้องน้ำในส่วนของห้าง Central World

 

คือพอวันนี้เราได้มานั่งในร้าน HEY GUSTO กับเพื่อนเก่า ก็เลยได้แต่นึกถึงอดีต นึกถึงสมัยที่ร้าน KINOKUNIYA อยู่ตรงนี้, นึกถึงสมัยที่ดูเทศกาลภาพยนตร์ แล้วกระหืดกระหอบ ไม่มีเวลากินอาหาร มีเวลากินได้แต่เบเกอรี่ร้าน SUN MOULIN, นึกถึงห้องน้ำห้าง Isetan และก็นึกถึง Supermarket ห้างอิเซตัน ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เดิมแล้ว

+++++++++

 

FAST FOOD RESTAURANTS AND THE BEAUTIFUL MOMENTS OF MY LIFE

 

พอนั่งคุยกับเพื่อน ๆ แล้วก็เลยพบว่า ความทรงจำถึงความสุขที่เรามีในอดีต มันผูกพันกับ “ที่ตั้งของร้าน fast food” เพราะว่าในอดีตนั้นเรากับเพื่อน ๆ มักนัดเจอกันที่ร้าน fast food เพราะร้าน fast food พวกนี้มันนั่งแช่กันได้นานหลายชั่วโมง ไม่มีพนักงานมากดดัน

 

แต่ปรากฏว่าร้าน fast food หลาย ๆ แห่งมัน “ไม่คงทน” หลาย ๆ ร้านมันปิดหรือมันย้ายไปแล้ว เวลาเราเดินผ่านสถานที่หลาย ๆ แห่งในปัจจุบัน เราก็มักจะพบว่า “ร้าน fast food แห่งความทรงจำของเรา” “ร้าน fast food แห่งความสุขในอดีตของเรา” มันหายไปหมดแล้ว อย่างเช่น

 

1. ร้าน McDonald’s ที่ห้างโซโก้ แหล่งรวม cinephiles ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ คุยกันได้ถึงเที่ยงคืน

 

2. ร้าน McDonald’s ที่ชั้นล่างห้างสยามเซ็นเตอร์

 

3. ร้าน Dunkin’ Donuts โรงหนังสยาม

 

4. ร้าน A&W ชั้นใต้ดิน Silom Complex แหล่งสิงสถิตของเราเวลามาดูหนังที่ Alliance Française ในช่วงทศวรรษ 1990

 

5. ร้าน Burger King ปากซอยสีลมซอย 2

 

เวลาเราได้ดูหนังกับเพื่อน ๆ cinephiles ที่ Alliance ในช่วงทศวรรษ 1990-2000 พอดูเสร็จแล้ว บางทีเรากับเพื่อน ๆ ก็มานั่งร้าน Burger King สาขานี้ต่อ คุยกันตั้งแต่ 21.00-03.00 น. คือยุคนั้นพวกเรายังไม่มี facebook และยังไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นโอกาสที่แต่ละคนจะได้ “ระบายความรู้สึกที่มีต่อภาพยนตร์” ให้เพื่อน ๆ ที่รู้ใจกัน มันจึงมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นเวลาพวกเราได้เจอกันแต่ละทีที่ Alliance ก็เลยถือโอกาสนี้เมาท์มอยกันต่อนานราว 5-6 ชั่วโมง หลังจากหนังจบ

 

6. ร้าน Burger King ตรงลานจอดรถใกล้อาคารมณียา

 

จำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ เคยเจอกันที่ร้าน fast food ตรงนี้ แต่ไม่แน่ใจ 100% เต็มว่ามันคือ Burger King หรือเปล่า

 

7. ร้าน Hoburger หัวมุมถนนตรงเพลินจิต

 

8. ร้าน McDonald’s ชั้นล่างตึกซีพี

 

ร้านนี้ยังเปิดให้บริการอยู่หรือเปล่านะ เพราะเราไม่ได้ไปร้านนี้นานมากแล้ว แต่ถ้าเป็นในทศวรรษ 1990 เรากับเพื่อน ๆ ไปนั่งร้านนี้เป็นประจำช่วง 22.00-23.30 น. ก่อนไปเที่ยว DJ STATION ในสีลมซอยสอง

 

มีบางครั้งเรากับเพื่อน ๆ cinephiles ก็มานั่งคุยกันที่ร้านนี้ด้วย เราจำได้ว่า มีครั้งนึง ตอนราว ๆ 5 ทุ่ม พวกเราคุยกันอยู่ดี ๆ แล้วเพื่อน cinephile คนนึงก็ร้อง “เฮ้ย!!!” อย่างตกใจ แล้วชี้ให้ดูกลุ่มคนที่เหมือนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่อยู่นอกร้าน เพราะเขาเชื่อว่าหนึ่งในนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นคือ “จางป๋อจือ” !!!!!

 

สรุปว่า เวลาผ่านมานาน 25 ปีแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น แต่เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนคนนั้นคือ จางป๋อจือ จริง ๆ หรือเปล่า

 

9. ร้าน McDonald’s ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

 

ร้านนี้ยังเปิดให้บริการอยู่หรือเปล่านะ เราจำได้ว่า ตอนที่พี่สนธยา ทรัพย์เย็น เอาฟิล์มหนัง 16 มม.ของ Edgar Reitz และ Werner Herzog ไปฉายที่สวนสุนันทา พอฉายเสร็จ เรากับพี่สนและเพื่อน ๆ ของพี่สน ก็มานั่งคุยกันต่อที่แมคโดนัลด์สาขานี้

 

อันนี้นับเฉพาะ ร้าน fast food นะ ไม่นับร้านอาหารที่อยู่ยงคงกระพัน อย่างเช่น “ร้านโคมแดง” หรือ “หงเติงหลง” ใกล้ถนนสุรวงศ์

 

คือพอเรามีอายุมานานถึง 53 ปีแล้ว นอกจากเราจะอาลัยอาวรณ์ “โรงภาพยนตร์แมคเคนนา”, “โรงภาพยนตร์รามา”, โรงภาพยนตร์เอเธนส์”, etc. อะไรต่าง ๆ พวกนี้แล้ว เราก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ร้านอาหาร fast food หลาย ๆ แห่งด้วย เพราะมันเป็น “สถานที่แห่งความสุขในอดีต” จริง ๆ คือธุรกิจ fast food เหล่านี้หลาย ๆ แห่งมันก็ยังอยู่ดีน่ะแหละ (ยกเว้น Hoburger กับ A&W) แต่พอสถานที่ตั้งมันย้ายไปจากเดิม มันก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาด้วย

 

ส่วนภาพนี้คือภาพพื้นที่ที่น่าจะเคยเป็นที่ตั้งของร้าน Burger King ในอดีต ตรงลานจอดรถใกล้ๆ ตึกมณียา

++++++++

 

ฉันรักเขา Tyriq Withers from REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30)

 

เห็นเขาแล้วเรานึกถึง Laurence Fishburne โดยไม่ได้ตั้งใจ

++++

 

สรุปผลประกอบการประจำวันที่ 13-14 MARCH 2026

 

FRIDAY 13 MARCH 2026

 

1. สิงห์เหนือ เสือใต้ THAI FIGHTERS (2026, Chaiwat Sitalasai, Towatchai Ladloy, A+15)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 11.30 น.

 

2. NUMBER ONE (2026, Kim Tae-yong, South Korea, A+30)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 14.00 น.

 

3. THE MORTUARY ASSISTANT (2026, Jeremiah Kipp, horror, B+ )

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 16.40 น.

 

ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็งง ๆ ว่าทำไมเนื้อเรื่องในหนังมันวนไปวนมา ไม่เดินหน้าไปไหน หลาย ๆ ฉากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันใน variations ที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย แต่พอหนังจบแล้วเราถึงเพิ่งรู้ว่า หนังมันสร้างขึ้นจาก “วิดีโอเกม” เราก็เลยเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมเนื้อเรื่องมันดูวน ๆ แบบนี้

 

4. PEE NAK 5 (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, horror, A+20)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 19.30 น.

 

เราไม่ชอบอะไรหลาย ๆ อย่างใน “พี่นาค 5” แต่รวม ๆ แล้วกลายเป็นว่า เราชอบ “พี่นาค 5” มากกว่า “ธี่หยด 3” DEATH WHISPERER 3 (2025, Thanadet Pradit, Narit Yuvaboon, A+15) เสียอีก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า

 

4.1 ธี่หยด 1 กับ 2 มันตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก เพราะฉะนั้นธี่หยด 3 ถึงแม้จะออกมาพอใช้ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานหนังผีไทย แต่มันก็ต่ำกว่ามาตรฐานที่ธี่หยด ภาค 1 กับ 2 มันตั้งไว้

 

ส่วน “พี่นาค” นั้น เหมือนภาค 1-4 มันไม่ได้ตั้งมาตรฐานไว้สูง เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่ภาค 5 จะออกมาแล้ว “ไม่ต่ำกว่าความคาดหวัง”

 

4.2 เรารู้สึกว่า “พี่นาค 5” มันลดสัดส่วน “ความตลก” ลง และเน้น “ความ horror” มากขึ้น มันก็เลยเข้าทางเรามากกว่าภาคก่อน ๆ

 

4.3 พอดู “พี่นาค” มาแล้ว 5 ภาค มันก็เลยเหมือนเริ่มเกิดความผูกพันและความคุ้นชินกับตัวละครในหนัง ถึงแม้ตัวละครในหนังมันจะยังคงห่างไกลมาก ๆ จากความเป็นมนุษย์จริง ๆ ก็ตาม

 

SATURDAY 14 MARCH 2026

 

5. REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30)

 

ดูที่ Emquartier รอบ 11.30

 

6. IRON LUNG (2026, Mark Fischbach, horror, A-)

 

ดูที่ Emquartier รอบ 14.00 น.

 

เราคงไม่ถูกโฉลกกับ “หนังที่สร้างจากวิดีโอเกม” จริง ๆ น่ะแหละ กลายเป็นว่าหนังกลุ่มนี้นี่แทบจะไม่มีเรื่องไหนที่เราชอบสุดขีดเลย หนังที่เราชอบที่สุดในกลุ่มนี้น่าจะเป็น PRINCE OF PERSIA: THE SANDS OF TIME (2010, Mike Newell) และหนังชุด RESIDENT EVIL ที่นำแสดงโดย Milla Jovovich

 

7. KAMEN RIDER GAVV: GUILTY PARFAIT (2025, Takayuki Shibasaki, Japan, A+30)

 

ดูที่ Paragon รอบ 16.40

 

กูเกิดมาเพื่อมีความสุขกับการดูหนังปัญญาอ่อนแบบนี้นี่แหละ

 

8. MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30)

 

ดูที่ Paragon รอบ 19.00

 

ดูแล้วนึกถึงหนังยุค Martin Scorsese อะไรแบบนั้นมาก ๆ

 

ดูแล้วตกหลุมรักตัวละคร Koto Endo (Koto Kawaguchi) ดิฉันลุ้นเอาใจช่วยคุณ Koto Endo อย่างรุนแรงมาก ๆ ค่ะ

+++

 

อยากดู RAGING BULL (1980, Martin Scorsese) อีกรอบ ในแบบที่มีซับไตเติลมาก ๆ เพราะเราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันฉายที่ Cyberia Cafe เมื่อราว 26 ปีก่อน และตอนนั้นมันฉายแบบไม่มีซับไตเติล

 

Cyberia Cafe คือร้านอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ + ร้านอาหาร ที่ชอบจัดฉายหนังนอกกระแสในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ร้านตั้งอยู่ใกล้ ๆ ห้างเอ็มโพเรียม แต่ร้านนี้น่าจะปิดกิจการไปนานแล้ว และคงไม่เกี่ยวข้องกับร้านที่มีชื่อคล้าย ๆ กันในปัจจุบัน ไม่รู้ว่ามีเพื่อนคนไหนเคยไปดูหนังที่นี่บ้าง

 

 

Sunday, March 15, 2026

MY PREFERENTIAL ORDER FOR OSCAR 2025

 

สิ่งที่ลูกหมีแอบทำหลังจากไปดูหนังเรื่อง POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/960385139738878

 

เห็นประโยคนี้ของเปิ้ล ไอริณแล้ว นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับสุนันทา นาคสมภพใน “คุณหญิงบ่าวตั้ง”

+++

 

ปีนี้ได้ดูหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์หนังยอดเยี่ยมไปเพียงแค่ 8 จาก 10 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัวในตอนนี้ได้ดังนี้

 

1. THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil)

 

2. ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson)

 

3. SINNERS (2025, Ryan Coogler)

 

4. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway)

 

5. MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie)

 

6. HAMNET (2025, Chloé Zhao)

 

7. BUGONIA (2025, Yorgos Lanthimos)

 

8. F1 (2025, Joseph Kosinski)

 

แน่นอนว่าลำดับความชอบของเราไม่ขึ้นอยู่กับความดีงามของหนัง แต่มักจะขึ้นอยู่กับว่าเราอินกับตัวละครในหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน

 

การที่เราชอบดู “หนังสยองขวัญ” ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบ SINNERS เป็นอันดับ 3 และการที่เรามักจะไม่อินกับ “หนังครอบครัว” ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบ SENTIMENTAL VALUE เพียงแค่อันดับ 4 และชอบ HAMNET เพียงแค่อันดับ 6 คือเหมือนหนังสองเรื่องนี้คือตัวอย่างอันดีของ “หนังที่เราชอบมาก ๆ แต่ไม่รู้สึกอินกับมันเลย”

 

ปรากฏว่าปีสุดท้ายที่เราได้ดูหนังเข้าชิงออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมครบทุกเรื่อง คือหนังที่เข้าชิงประจำปี 2017 เพราะว่าเราได้ดูครบทั้ง THE SHAPE OF WATER, CALL ME BY YOUR NAME, DARKEST HOUR, DUNKIRK, GET OUT, LADY BIRD, PHANTOM THREAD, THE POST และ THREE BILLBOARDS OUTSIDE EBBING, MISSOURI โดยปีนั้นเราชอบ LADY BIRD (2017, Greta Gerwig) มากที่สุด

 

แต่ว่าหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมประจำปี 2018-2025 นี่เราได้ดูไม่ครบทุกเรื่องในแต่ละปี

Friday, March 13, 2026

CENGRADE

 

ต่อเนื่องจากโพสท์เมื่อวาน อันนี้คือการแสดงให้เห็นว่า เรายังมีเครื่องเล่น VHS อยู่ และเราพยายามเปิดใช้งานเครื่องเล่นวิดีโอเทปสัปดาห์ละครั้ง เพราะเรากลัวว่า ถ้าหากเราไม่ใช้งานมันนาน ๆ แล้วเครื่องเล่นมันอาจจะเสียได้

 

+++

 

จริงที่สุด ดู YEAST (2008, Mary Bronstein, A+30) กับ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30) แล้วนึกถึง John Cassavetes อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

แชร์โพสท์นี้ซ้ำอีกรอบ เพราะตอนนี้เราชอบ Mary Bronstein อย่างรุนแรงมาก แต่เราอาจจะชอบ YEAST (2008, Mary Bronstein) มากกว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU หน่อยนึง เพราะว่า YEAST มันพูดถึง “เพื่อนสาวประสาทแดก” และมันก็เลย relate กับคนที่เราเคยพบเจอในชีวิตจริง มากกว่า “คุณแม่ประสาทแดก” ใน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU

 

ชอบมากที่เขาเขียนว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU “capturing the chaos of life just as vividly”

 

ชอบมากที่เขาเขียนว่า YEAST ของ Mary Bronstein คือ THE GREATEST MUMBLECORE FILM แต่เสียดายที่เราแทบไม่เคยดูหนังกลุ่ม MUMBLECORE เลย เราก็เลยไม่สามารถแสดงความเห็นในประเด็นนี้ได้

 

เหมือนหนังกลุ่ม MUMBLECORE นี่แทบไม่ได้ลงโรงฉายในไทยเลยนะ เท่าที่เรานึกออกก็มี YOUR SISTER’S SISTER (2011, Lynn Shelton, A+30) ที่ได้ลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้ได้ไปดู RAW (2016, Julia Ducournau, France, A+30)  ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินขนมต่อที่ร้าน “เรือนจำนมสด” ตรงใกล้ ๆ มหาลัยมหิดลค่ะ ทางร้านบอกว่าเปิดถึง 5 ทุ่มครึ่ง

++++

อัตถิภาวะนิยมสุขสันต์ นี่ถือเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะมาก ๆ ที่จะฉายควบกับ TIMELESS REACTIONS: A COMPOSITION OF WRITING, CHEMISTRY, AND SILENCE เรื่องในข้อแม้ของเวลาการเขียนเคมี และความเงียบ (2025, Jirat Sompakdee, A+25)

++++

 

ชอบข้อสังเกตของคุณ Stark Ramsay มาก ๆ เกี่ยวกับ “หนังสยองขวัญฝรั่งเศส”

 

พอได้อ่านที่คุณ Stark เขียน แล้วก็เลยทำให้เรานึกถึง “ข้อสงสัย” ของตัวเองที่มีต่อภาพยนตร์ของประเทศอื่นเหมือนกัน เพราะเราก็สงสัยว่า ทำไม “อินเดีย” ผลิตหนังแนว supernatural horror น้อยกว่าที่เราคาดไว้มาก ๆ คือเราก็ได้ดูหนังแนว supernatural horror ของอินเดียเป็นระยะ ๆ นะ แต่สัดส่วนมันน้อยกว่า “หนังบู๊แอคชั่น” และ “หนังรักโรแมนติก” มาก ๆ น่ะ ซึ่งมันตรงข้ามกับจินตนาการของเราที่มีต่ออินเดียในวัยเด็ก

 

คือตอนเราเป็นเด็ก เรานึกว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่าจะเต็มไปด้วยไสยาศาสตร์และมนตร์ดำน่ะ เพราะว่าอินเดียมี “เทพเจ้า” เยอะมาก ๆ เราก็เลยนึกว่าการที่อินเดียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย gods and goddesses จำนวนมาก มีวิหารเทพต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย มันจะส่งผลให้อินเดียผลิตหนังแนวไสยาศาสตร์ มนตร์ดำ ออกมาเยอะแยะมากมาย

 

แต่ปรากฏว่าในขณะที่อินเดียเป็น Polytheism และอินโดนีเซียเป็น Monotheism อินโดนีเซียกลับเหมือนมีชื่อเสียงด้านหนังแนว supernatural horror มากกว่าอินเดียเสียอีก

 

และเราว่าอินเดียผลิตหนังแนว supernatural horror น้อยกว่าไทยมาก ๆ ด้วย หรืออาจจะเป็นเพราะว่า รากฐานของไทยเป็นการ “นับถือผี” ส่วนอินเดีย “นับถือเทพเจ้า” และการเอา “ผี” มาใส่ในภาพยนตร์อาจจะ “เสี่ยงน้อยกว่า” การเอา “เทพเจ้า” มาใส่ในภาพยนตร์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ

รูปจาก RAAT (1992, Ram Gopal Varma, India) ที่เราอยากดูมาก ๆ

+++++++++++

 

CENGRADE (1990, Poon, A+30)

เช้งกะเด๊ะส์ (1990, ปุญญ์, A+30)

 

SERIOUS SPOILERS ALERT

(มีการเปิดเผยตอนจบและรายละเอียดต่าง ๆ ของหนัง)

--

--

--

--

--

 

1. เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ที่คอมพิวเตอร์ของห้องสมุด หอภาพยนตร์ ศาลายา ดูแล้วก็นึกว่า นี่แหละ หนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น double bill ของ PRETTY WOWAN (1990, Garry Marshall) ของจริง ซึ่งในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์”, ความ cinematic, ความ aesthetic, ความ art อะไรต่าง ๆ แล้ว PRETTY WOMAN ดีกว่า เช้งกะเด๊ะส์เป็นร้อยเท่า แต่ในแง่ความท้าทายทางศีลธรรมแล้ว เราว่า เช้งกะเด๊ะส์ ไปไกลกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก เพราะถึงแม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้จะเป็น romantic หรือ romantic comedy ที่มีนางเอกเป็น “โสเภณี” เหมือนกัน แต่ในส่วนของ PRETTY WOMAN นั้น พระเอกเป็น “เศรษฐี” ส่วน “เช้งกะเด๊ะส์” นั้น พระเอกเป็น “เซลส์แมนผู้ยากจน ที่พอได้เจอกับโสเภณีสาวสวย เขาก็เลยผันตัวเองมาทำงานเป็นแมงดาไปด้วย”

 

เพราะฉะนั้น เราก็เลยรู้สึกว่า การที่เช้งกะเด๊ะส์ เป็นหนัง romantic comedy ที่มีนางเอกเป็นโสเภณี และมีพระเอกเป็นแมงดา แล้วหนังมันออกมาน่ารักกุ๊กกิ๊กต๊ะติ้งโหน่งมาก ๆ แบบนี้ หนังเรื่องนี้มันก็เลย “ท้าทายจารีตประเพณี” มากเสียยิ่งกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก

 

คือเรามองว่า PRETTY WOMAN เป็น “หนังรักข้ามชนชั้น” แต่ “หนังรักข้ามชนชั้น” มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ท้าทายคนดูมากนักน่ะ เพราะพวกเราก็คุ้นชินกับนิทาน CINDERELLA มาแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ

 

แต่การที่ “เช้งกะเด๊ะส์” ทำให้ “แมงดา” ออกมาดูเป็นพระเอก romantic comedy ที่น่ารักมาก ๆ ได้เนี่ย เรารู้สึกว่ามัน “ท้าทายจารีตประเพณี” มาก ๆ สำหรับเรา

 

คือในขณะที่ เช้งกะเด๊ะส์ ต้องยกมือไหว้ PRETTY WOMAN ในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์” เราว่า PRETTY WOMAN ก็ต้องยกมือไหว้ เช้งกะเด๊ะส์ เช่นกัน ในแง่ “การท้าทายจารีตประเพณี”

 

2. เช้งกะเด๊ะส์ เล่าเรื่องของ “สมบูรณ์ กระจายทรัพย์” (ซูโม่กิ๊ก หรือ เกียรติ กิจเจริญ) เซลส์แมนหนุ่มที่เร่ขายของตามบริษัทต่าง ๆ ในกรุงเทพ แต่เขาแทบขายของไม่ได้เลย แล้วต่อมาเขาก็ได้รู้จักกับอังสนา (พิมพิไล ไชยโย) โสเภณีสาวที่นครราชสีมา

 

แล้วเขาก็เกิดไอเดียแบบ PYGMALION + MY FAIR LADY (1964, George Cukor, 170min, A+30) โดยทั้งเขาและอังสนา เห็นพ้องต้องกันว่า ร่างกายของอังสนาถือเป็น product อย่างหนึ่ง และเซลส์แมนอย่างเขาก็จะช่วยอังสนาขาย product นี้ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้กันตามที่อังสนาต้องการ

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง สมบูรณ์ก็เลยเป็นเหมือนทั้ง “แมงดา” + “ผู้จัดการส่วนตัว” + “หุ้นส่วน” ของอังสนาในเวลาเดียวกัน

 

คือเราว่าการที่สมบูรณ์ทำตัวคล้าย ๆ แมงดาอย่างนี้ มันอาจจะเป็นการท้าทายศีลธรรมของผู้ชมบางคนได้เหมือนกันนะ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สำหรับเราไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะว่าอังสนาทำงานนี้ด้วยความเต็มใจ และเธอก็ยินดีอย่างยิ่งที่งานของเธอจะสบายยิ่งขึ้นและรายได้ดีขึ้นเมื่อมีสมบูรณ์มาช่วยจัดการธุรกิจให้เธอด้วย

 

อังสนาสนิทกับ “เจ๊” ซึ่งเป็นโสเภณีรุ่นพี่คนนึงที่แสดงโดยสินาภรณ์ พิไลลักษณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกวงดนตรี “สามบอมบ์” เหมือนกับพิมพิไล ไชยโย และเมื่ออังสนาเล่าถึงแผนการทางธุรกิจของเธอให้เจ๊ฟัง เจ๊ก็พูดว่า มันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่าอังสนาถือเป็นโสเภณีรุ่นเก่าที่โคราช แต่ถ้าหากเธอได้ย้ายไปกรุงเทพ เธอก็จะเป็น “ของใหม่” ได้

 

3. พออังสนาย้ายตามมาอยู่กับสมบูรณ์ที่กรุงเทพ สมบูรณ์ก็พยายาม upgrade อังสนาในแบบที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง MY FAIR LADY เขาถามอังสนาว่า เวลาลูกค้าจะเอากับอังสนา อังสนาพูดกับลูกค้าว่าอะไร

 

“เร็วเข้าสิ เวลาฉันมีน้อย” อังสนาตอบ

 

สมบูรณ์ก็เลยบอกว่า พูดแบบนี้กับลูกค้ามันไม่ได้ เราต้องหาวิธีการพูดกับลูกค้าในแบบที่จะกระตุ้นอารมณ์ลูกค้าได้ดีกว่านี้

 

พออังสนาได้รับการ upgrade แล้ว สมบูรณ์ก็ส่งอังสนาไปนอนกับผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เขาได้ดีลทำสัญญากับผู้บริหารบริษัทเหล่านั้น ทั้งสมบูรณ์กับอังสนาก็เลยมีความสุข win win ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ได้เงินเป็นกอบเป็นกำกันทั้งสองฝ่าย

 

แต่ผู้บริหารบริษัทบางคนก็ต้องการให้อังสนาย้ายไปเป็น “เมียเก็บ” เฉพาะของตนเองคนเดียวไปเลย เธอจะได้ไม่ต้องเร่นอนกับผู้บริหารบริษัทหลายคนอีก ซึ่งการเป็น “เมียเก็บ” นั้น มันก็ถือเป็นอาชีพที่สบายกว่าโสเภณีชั้นสูงแบบนี้มาก ๆ แต่อังสนาตกหลุมรักสมบูรณ์เข้าแล้ว เธอก็เลยต้องเผชิญกับทางเลือกของหัวใจ ว่าจะเลือกเป็น “เมียเก็บ” ของผู้ชายคนอื่น หรือจะทำงานเป็นโสเภณีให้แมงดาอย่างสมบูรณ์ต่อไป

 

4. หนังจบลงแบบ happy ending ที่สถานีรถไฟสามเสน ซึ่งในแง่หนึ่ง การจบแบบ happy ending นั้นถือเป็นการจบตามขนบหนัง romantic comedy ไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นเต้น

 

แต่เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างสำคัญสำหรับเรา เพราะว่าในหนังไทยหรือละครไทยหลาย ๆ เรื่องที่มี “ตัวละครนางเอกที่มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเต็มใจกับผู้ชายหลายคน” นั้น ตัวละครนางเอกมักจะได้รับตอนจบแบบ “ไม่ดี” หรือตอนจบที่เหมือนเป็นการลงโทษนางเอกที่มีพฤติกรรมแบบนั้น ทั้ง “คนเริงเมือง”, “ทองประกายแสด (1988, Chana Kraprayoon) และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” ตัวละครนางเอกก็เหมือนจบแบบ tragedy ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

เพราะฉะนั้นการที่ “เช้งกะเด๊ะส์” มอบตอนจบแบบเปี่ยมสุขให้แก่ตัวละครนางเอกที่เป็นโสเภณี เราก็เลยสงสัยว่า นี่ถือเป็นประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งหรือเปล่าของวงการหนังไทย

 

ส่วน “เทพธิดาโรงแรม” HOTEL ANGEL (1974, Chatrichaloem Yukol, A+30) นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด นางเอกที่เป็นโสเภณีก็เหมือน “มีความสุขตามอัตภาพ” ในตอนจบนะ แต่เธอไม่ได้ “รับรางวัลเป็นรักแท้” จากชายหนุ่ม เหมือนกับในตอนจบของ “เช้งกะเด๊ะส์” เพราะฉะนั้นเช้งกะเด๊ะส์ก็เลยเหมือนผลักสิ่งนี้ไปไกลกว่า HOTEL ANGEL (แต่หนังสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหลายแง่มุมนะ เพราะว่า HOTEL ANGEL เป็นหนัง drama ที่ realist ส่วน เช้งกะเด๊ะส์ เป็น romantic comedy ที่ “พาฝัน” และไม่มีความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป)

 

5. ชอบคู่รองของหนังอย่างรุนแรงสุดขีด เพราะในหนังเรื่องนี้ “ซูโม่เป๊ปซี่” รับบทเป็น “เพื่อนพระเอก” และเขาก็พบรักกับ “เจ๊” (สินาภรณ์ พิไลลักษณ์) เขาตัดสินใจอยู่กินมีลูกกับเจ๊ ทั้ง ๆ ที่เจ๊เคยทำงานเป็นโสเภณี และเขาก็เปิดร้าน minimart แถวสำโรงเพื่อให้เจ๊ทำงานคุมร้านขายของ และจะได้ไม่ต้องทำงานเป็นโสเภณีอีก

 

เขาพูดกับพระเอกในทำนองที่ว่า ถ้าหากใครจะเลิกคบกับเขา เพราะเขามีเมียเป็นโสเภณี เขาก็ไม่แคร์แต่อย่างใด

 

เราก็เลยประทับใจกับจุดนี้ของหนังอย่างรุนแรงมากเหมือนกัน เรารู้สึกว่าในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้เหมือนสานต่อสปิริตมาจากหนังเรื่อง “ช่างมันฉันไม่แคร์” (1986, Pundhevanop Dhewakul, A+30) ที่พูดถึงรักแท้ของโสเภณีชาย

 

คือพอดู “ช่างมันฉันไม่แคร์”, “เช้งกะเด๊ะส์” และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” เราก็เลยสงสัยว่า มันเป็นกระแสอย่างหนึ่งในยุคนั้นหรือเปล่า ที่เอาตัวละครโสเภณีและโสเภณีชายมาเป็นพระเอกนางเอก มันถือเป็นส่วนหนึ่งของ liberalism ที่มาคัดง้างกับ “อนุรักษ์นิยม” “จารีตนิยม” ในยุคนั้นหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

6. พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่หอภาพยนตร์ เราก็เลยเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงหาดูไม่ได้ในยูทูบ เพราะว่าหนังมีการใช้เพลงฝรั่งหลายเพลงมาประกอบในหนัง และเพลงเหล่านี้น่าจะเอาลงยูทูบไม่ได้แน่ ๆ

 

เพลงประกอบของ “เช้งกะเด๊ะส์” ก็มีอย่างเช่น

 

6.1 ROCK AROUND THE CLOCK (1954, Bill Haley & His Comets)

 

6.2 ITSY BITSY TEENY WEENIE YELLOW POLKADOT BIKINI (1960, Brian Hyland)

 

6.3 CAN’T HELP FALLING IN LOVE (1961, Elvis Presley)

 

6.4 SAD MOVIES (MAKE ME CRY) (1961, Sue Thompson)

 

6.5 SMOKE GETS IN YOUR EYES (1958, The Platters)

 

7. ดูบางช่วงของ “เช้งกะเด๊ะส์” ที่หอภาพยนตร์ แล้วนึกว่า “หนักกว่า Marguerite Duras” โดยไม่ได้ตั้งใจ 555555 เพราะว่าในบางฉากของหนังเรื่องนี้ พระเอกกับนางเอกจะพูดคุยกันตลอดทั้งฉาก แต่เราจะไม่เห็นพระเอกกับนางเอกอยู่บนจอ เราจะเห็นแค่ “โต๊ะกินข้าว” อยู่บนจอ และได้ยินเสียงของพระเอกกับนางเอก แต่ตัวของทั้งสองคนอยู่ offscreen คือดูแล้วนึกว่า Marguerite Duras มาเอง

 

ซึ่งนี่ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้างภาพยนตร์แต่อย่างใด แต่เราเข้าใจว่า มันเกิดจากการ crop ภาพจากภาพยนตร์มาลงแผ่นวีซีดี แล้วมัน “ตัดขอบซ้าย” กับ “ตัดขอบขวา” ของภาพทิ้งไป

 

คือในฉากนั้น พระเอกนั่งอยู่ขอบขวาของโต๊ะกินข้าว นางเอกนั่งอยู่ขอบซ้ายของโต๊ะกินข้าว แล้วทั้งสองก็คุยกัน แต่พอหนังเรื่องนี้โดน crop ภาพเพื่อมาลงแผ่นวีซีดี พระเอกกับนางเอกก็เลยถูกตัดออกจากภาพ และคนดูก็เลยได้เห็นแต่โต๊ะกินข้าว นึกว่า Marguerite Duras มาเอง 55555

 

คือดูแล้วก็เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ทันได้ดู “เช้งกะเด๊ะส์” บนจอภาพยนตร์ในปี 1990 เพราะพอเรามาดูในยุคนี้แล้วภาพมันถูกหั่นข้างทิ้งไปทั้งซ้ายและขวา มันก็เลยเกิดความ Marguerite Duras โดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

8. อยากให้มีคนศึกษาเรื่อง “วิธีการเขียนเปลือกตา” ของพิมพิไล ไชยโยในหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่ามันรุนแรงมาก

 

9. อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราหวีดร้องกับ “เช้งกะเด๊ะส์” มาก ๆ ก็คือว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ซูโม่กิ๊ก” น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

คือหน้าหนังของ “เช้งกะเด๊ะส์” มันเหมือนเป็นหนังขายความเซ็กซี่ของพิมพิไล ไชยโย อะไรทำนองนี้ แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าจริง ๆ เรากลับตกใจกับความน่ารักของซูโม่กิ๊กอย่างมาก ๆ

 

คือก่อนหน้านี้เรามักเห็นซูโม่กิ๊กในรายการโทรทัศน์ “เพชฌฆาตความเครียด” และในหนังชุด “บุญชู” น่ะ และเราก็เลยติดภาพจำของเขาว่าเป็นเพียงแค่ “ตัวตลก”

 

แต่พอได้ดู “เช้งกะเด๊ะส์” เรากลับพบว่าหนังเรื่องนี้มันดึงเอาศักยภาพความน่ารักและเสน่ห์ในตัวซูโม่กิ๊กออกมาได้อย่างคาดไม่ถึงมาก ๆ หวีดสลบไปเลย เราว่าเขาแข่งกับ Seth Rogen, Jack Black, Kevin James ได้สบาย ๆ เลย ถ้าหากวงการหนังไทยในทศวรรษ 1990 มีการสร้างหนังที่หลากหลายกว่านี้

 

10. คิดว่า “เช้งกะเด๊ะส์” นี่เหมาะนำมา remake มาก ๆ เลยนะ เพราะว่าในแง่ความ cinematic แล้ว หนังเรื่องนี้มันสอบตกมาก ๆ และบทภาพยนตร์ก็เน้นขายฉากตลกมากเกินไป

 

คือเราชอบ “แกนเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เวอร์ชั่นรีเมคน่าจะทำได้ดีกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันยังมีข้อบกพร่องร้ายแรงในหลาย ๆ จุดน่ะ และเวอร์ชั่นรีเมคอาจจะแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid032KXCdBu3phN5GwCnyRdmUm7TkrRjnFQphjunqR65Q2TwreArdMeLNiBSLimk8Z2yl

 

ภาพของพิมพิไล ไชยโย มาจากเพจ “นางงามไทย”

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30)

+ ERASERHEAD (1977, David Lynch, A+30)

 

ชอบที่พี่สนธยาเขียนมาก ๆ ที่บอกว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU แตกต่างจากหนังเรื่อง YEAST (2008, Mary Bronstein, A+30) เพราะว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU “ผนวกสไตล์โลกมืดของ David Lynch เพิ่มเข้ามาด้วยเป็นจุดขายใหม่ให้ค่าย A24 พาเข้าตลาดง่ายขึ้น”

 

เพราะเราก็รู้สึกว่า YEAST มันดิบมาก ๆ มันมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงมาก และถูกนำเสนอออกมาอย่างดิบ ๆ ส่วน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU ยังคงมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงอยู่ แต่มันถูก polished, มีการเน้นถ่ายภาพสวย ๆ และมีความ David Lynch โปะอยู่ด้วย เหมือนเป็นน้ำหวานที่เคลือบไว้ เพื่อให้คนดูกลืนหนังเรื่องนี้ลงคอได้ง่ายขึ้น ไม่สากคอเหมือน YEAST

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า ความเป็น David Lynch คืออะไรที่ไม่แคร์ตลาด แต่ในกรณีของ Mary Bronstein นั้น การใส่ความเป็น David Lynch เข้ามา คือความพยายามที่จะเอาใจตลาด คือความพยายามที่จะเอาใจคนดู คือน้ำหวานที่เคลือบไว้เพื่อไม่ให้คนดูสากคอ