Thursday, February 19, 2026

SAPPALEEHUAN (2026, Ekkachai Srivichai, A+20)

 

RIP TOM NOONAN (1951-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือเรื่อง THE WIFE (1995) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบ THE WIFE อย่างสุดขีดมาก ๆ การแสดงของ Julie Hagerty ในหนังเรื่องนี้ถือเป็น one of my most favorite female performances of all time เลย

 

เสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ Tom Noonan กำกับ แต่ THE WIFE นี่ถือเป็นหนังที่ highly recommended สำหรับคนที่ชอบหนังที่เจาะลึกถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละคร พวกหนังของ John Cassavetes และ Mike Leigh และถือเป็นหนังที่ highly recommended เช่นกันสำหรับคนที่ชอบหนังแนว “ผัวเมียละเหี่ยใจ” ของกลุ่ม Post French New Wave โดยเฉพาะหนังของ Jacques Doillon, Jean Eustache, Maurice Pialat

++++

 

7. SUNSET SUNRISE (2025, Yoshiyuki Kishi, Japan, 139min, A+30)

 

ตัวละคร Momoka Sekino (Mao Inoue) พูดคำว่า TADAIMA ราวสองครั้งในหนังเรื่องนี้

++++

 

SAPPALEEHUAN (2026, Ekkachai Srivichai, A+20)

สรรพลี้หวน (เอกชัย ศรีวิชัย)

 

เราไม่เน้นเขียนถึงหนังเรื่องนี้นะ เราเน้นเขียนถึงชีวิตตัวเอง 55555

 

1. พอดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน” แล้ว เราก็เลยเข้าใจตัวเองว่า เพราะเหตุใด MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ดอกฟ้าในมือมาร (2000) ถึงยังคงครองตำแหน่ง “หนังยาวของ Apichatpong Weerasethakul ที่เราชื่นชอบมากที่สุด” คือเรารู้สึกว่า หนังยาวเรื่องอื่นๆ ของ Apichatpong เป็นหนังที่ “ดีกว่า” MYSTERIOUS OBJECT AT NOON แต่ดอกฟ้าในมือมาร ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งหนังยาวของเจ้ยในใจเราอยู่ดี ถึงแม้มันจะไม่ดีกว่าหนังยาวเรื่องอื่น ๆ (อย่างไรก็ดี หนังของ Apichatpong ที่เราชื่นชอบมากที่สุด ก็ยังคงเป็น WINDOWS (1999) เพียงแต่ว่า WINDOWS มันเป็นหนังสั้น)

 

2. คือทั้ง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON และสรรพลี้หวน มันโดนใจเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันตรงกับกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็ก โดยที่หนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจน่ะ คือกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็กก็คือ

 

2.1 ช่วงที่เราอยู่ป.6 เรากับเพื่อน ๆ อีกสองคนแต่งนิยายด้วยกัน แต่แต่งกันเป็นทอด ๆ คือเราแต่งบทที่หนึ่ง, อีกคนแต่งบทที่สอง, อีกคนแต่งบทที่สาม แล้วเราก็แต่งบทที่สี่ วนกันไปแบบนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกสุดขีดสำหรับเรา เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมอนาคตของเนื้อเรื่องและตัวละครใด ๆ ในเรื่องได้เลย เราอาจจะชอบตัวละครตัวนี้มาก แต่เพื่อนของเราอาจจะแต่งเรื่องให้ตัวละครตัวนี้ถูกฆ่าตายก็ได้ในตอนต่อมา ซึ่งลักษณะแบบนี้มันก็เลยทำให้เราชอบ MYSTERIOUS OBJECT AT NOON มาก ๆ มันทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยทำกับเพื่อนๆ ตอนอยู่ป.6 และมันก็ทำให้เรารู้สึก “อยากเข้าไปร่วมแต่งเรื่องในหนังเรื่องนี้ด้วยมาก ๆ”

 

ในขณะที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Apichatpong มันทำให้เราได้ “ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง” และ “เปิดประสาทสัมผัสทางจิตวิญญาณ” ในการดูหนังของเขา แต่มันไม่ได้กระตุ้นให้เรารู้สึก “อยากเข้าไปช่วยแต่งเรื่องด้วย” เหมือน MYSTERIOUS OBJECT AT NOON น่ะ

 

2.2 อีกกิจกรรมนึงที่เราชอบทำตอนเรียนชั้นมัธยม ก็คือแต่งเรื่องราวกับเพื่อน ๆ กะเทย แต่เป็นการแต่งเรื่องแบบ “กลอนพาไป” เพราะว่าพอขึ้นชั้นมัธยม พวกเราก็ต้องเรียน “โคลงสี่สุภาพ” อะไรต่าง ๆ เพื่อน ๆ กะเทยของเราก็เลยแต่ง “โคลงสี่หยาบคาย” บ้า ๆ บอ ๆ ไร้สาระ และแต่งกลอน + วาดภาพประกอบกันเล่น ๆ ในยามว่าง แต่กลอนที่พวกเราช่วยกันแต่งเล่น ๆ ฮา ๆ กันในยามว่าง เป็นแบบ “กลอนพาไป” ให้กลอนมันพาไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ว่าเรื่องราวมันจะไปในทิศทางใด 55555

 

เสียดายที่เราไม่ได้เก็บกลอนพวกนี้ไว้เลย เพราะตอนนั้นเราเป็นเด็กมัธยมที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในทศวรรษ 1980 และเราไม่อยากให้ครอบครัวมาค้นเจอโคลงสี่หยาบคาย อะไรเกย์ ๆ กะเทย ๆ พวกนี้ในห้องของเรา เราก็เลยไม่สามารถเก็บ “กลอนพาไป” ที่เรากับเพื่อน ๆ กะเทยเคยแต่งกันเอาไว้ได้

 

เท่าที่พอนึกออกในตอนนี้ ก็จำได้ว่าในปี 1987 (หรือเมื่อ 39 ปีก่อน) เพื่อนเราตอนเรียนม. 3 เคยแต่งเอาไว้ว่า

 

“อัญขยมบรมแรดเรื้อง ร่านวงศ์​

สงวนผัวไว้ในกรง ที่บ้าน

หากว่าผัวสิ้นลง ร่านอยู่ ได้ฤา

ผัวรอบบ้านเมืองแล้ ผัวผัว ผัวใคร”

 

อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน” มันก็เลยทำให้นึกถึงกิจกรรมในอดีตของเรากับกลุ่มเพื่อนๆ กะเทยอย่างมาก เพราะตัวบทประพันธ์ “สรรพลี้หวน” เราว่ามันก็มีลักษณะของบทประพันธ์ที่ “ตัวเนื้อเรื่องไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือความฮาของถ้อยคำที่ใช้ในเรื่อง” มันก็เลยทำให้เรานึกถึงกิจกรรมการแต่ง “กลอนพาไป” ของเรากับเพื่อนๆ อย่างมาก ๆ เพราะ “กลอนพาไป” ที่พวกเราแต่งกัน ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ “ถ้อยคำที่เลือกใช้ในกลอน”

 

เราก็เลยวี้ดว้ายกับบทประพันธ์ สรรพลี้หวน ที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้อย่างมาก ๆ คือก่อนที่เราจะดูหนังเรื่องนี้ เราไม่เคยได้อ่านสรรพลี้หวน หรือมีความรู้เกี่ยวกับบทประพันธ์นี้มาก่อนเลย เราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราได้รับรู้เกี่ยวกับ “วรรณกรรมโบราณ” ที่ถูกลืม ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณที่ถูกโฉลกกับตัวเราเป็นการส่วนตัวอย่างมาก ๆ มันมีลักษณะของ “บทประพันธ์แบบที่เรากับเพื่อน ๆ ชอบแต่งกันในวัยเด็ก” มากกว่าบทประพันธ์ใด ๆ ที่เราได้เรียนในชั้นเรียน

 

ก็เลยต้องกราบหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับวรรณกรรมอันดีงามจากอดีตเรื่องนี้

 

3. และเราว่าตัวหนังสรรพลี้หวนเอง ก็ตรงกับ wavelength ของเรามากพอสมควร และมีโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้นึกถึงตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน เล่าเรื่องชีวิตเจ้าชายเจ้าหญิงตามแบบนิทานพื้นบ้านทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเจ้าชายเจ้าหญิงในสรรพลี้หวนจะพบเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง (ตามแบบแผนนิยมของวรรณกรรมตะวันตก) เพราะสิ่งที่สำคัญคือ “อารมณ์หุยฮาที่เกิดจากการเลือกใช้ถ้อยคำในบทประพันธ์”

 

คือตัวหนังเรื่องนี้ โครงใหญ่ของมันอาจจะมีลักษณะเหมือน “เรื่องเล่าในหนังทั่วไป” อยู่ คือมีตัวละครหลัก มีภารกิจหลัก ตัวละครคือกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการทำละครเวทีสรรพลี้หวน และพวกเขาก็เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ อย่างเช่น การหานักแสดง, การหาเงินทุน, การหานักดนตรี, etc. คือโครงหลักของหนัง มันอาจจะมีลักษณะคล้ายกับ narrative ที่นิยมกันในชาติตะวันตก

 

แต่พอเราดูหนังไปเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกว่า เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดจากเนื้อเรื่องที่ว่า “นักศึกษากลุ่มนี้จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างไร” แต่เกิดจากอารมณ์หุยฮา บ้า ๆ บอๆ เสียสติอะไรต่าง ๆ นานาที่ประดังประเดใส่กันเข้ามาในหนัง โดยไม่ต้องแคร์ว่ามันจะเกี่ยวกับเส้นเรื่องหลักอะไรหรือไม่ เราก็เลยรู้สึกว่าในแง่หนึ่ง ตัวหนังทั้งเรื่องมันก็ไปกันได้ดีในระดับหนึ่งกับตัววรรณกรรม เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวนนั้น “สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่คือการเลือกใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่อง” ส่วนตัวหนังเรื่องนี้นั้น “สิ่งที่สำคัญก็อาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นอารมณ์หุยฮาหีแตกกันไปเรื่อย ๆ”

 

คือเราว่าหนังเรื่องนี้มันมี sense of freedom ทางการเล่าเรื่องบางอย่างที่เข้าทางเรามาก ๆ น่ะ คือถึงแม้โครงหลักของหนังมันจะยังคงยึดหลัก narrative แบบชาติตะวันตกอยู่ แต่หลายอย่างในหนังมันมีความ “กลอนพาไป” มากพอสมควร โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ มีเรื่องราวมโนสาเร่ อะไรเหี้ย ๆ ห่า ๆ บ้า ๆ บอ ๆ หุยฮาไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เราชอบและไม่ชอบ อย่างเช่น

 

3.1 ส่วนที่เราคิดว่าไม่ work เลยก็คือ เรื่องของอาจารย์มหาลัยสองคนที่ตบกันเรื่องยืมเงินกับเรื่องแชร์ อันนี้เราว่ามุกแป้ก

 

3.2 แต่เราชอบตัวละครเด็กกะเทยในโรงอาหารอย่างรุนแรงมาก น้องแรงมากค่ะ อยากให้น้องมีบทบาทมากกว่านี้

 

3.3 ส่วนที่ work ที่สุดสำหรับเรา ก็คือเรื่องของบาร์โฮสต์ ส่วนนี้สนุกมาก ๆ ชอบมาก ๆ

 

3.4 เรื่องกองถ่ายหนังกิ่งแก้ว, พาร์ทรักสี่เส้าของตัวละคร (นางเอกมีผู้ชายมาชอบ 3 คน ซึ่งรวมถึงตัวผู้ร้าย), เรื่องของโกศล แสงวิเชียร, พ่อนางเอกที่อาจจะโดนรถชนตาย, etc. เราว่ามันก็ให้ความรู้สึกแบบ “กลอนพาไป” ได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา 55555

 

คือถ้าหากเอาหลักการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตกไปจับ ที่เรื่องเล่าต้องมี unity, แต่ละพาร์ทต้องมีความหมาย, แต่ละพาร์ทต้องรับใช้ประเด็นหลัก, บีทอารมณ์ในแต่ละองก์ต้องมีการขึ้นๆ ลง ๆ ตามสูตรสำเร็จที่วางไว้ อะไรทำนองนี้ เนื้อเรื่องในสรรพลี้หวน ก็คงจะสอบตก แต่ถ้าหากเอา “ความสุขที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้” ไปวัด เราก็ต้องบอกว่าเรา enjoy อะไรแบบนี้มาก ๆ เรา enjoy ความรู้สึกแบบอิสระทางการเล่าเรื่อง sense of freedom ที่ได้จาก “กลอนพาไป” แบบนี้มาก ๆ

 

4. ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วหนังของพชร์ อานนท์ และหนังตลกหลาย ๆ เรื่องของไทย ก็มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” อยู่เหมือนกันนะ คือมีลักษณะของ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง โดยไม่ต้องแคร์ unity ของเรื่องเล่าหรือความเกี่ยวข้องกับธีมหลักตามแบบแผนของตะวันตก”  แต่ wavelength ของพชร์ไม่ตรงกับเรามากนักน่ะ ในขณะที่หนังของเอกชัยมี wavelength ที่ตรงกับเรามากกว่า

 

เราว่าอารมณ์แบบ “กลอนพาไป” หรือ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง” ของผู้กำกับแต่ละคนมันก็แตกต่างกันไป คือเราว่า

 

4.1 ในหนังหลาย ๆ เรื่องของพชร์นั้น แรงขับให้ “ใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง” มันเกิดจากความพยายามจะบรรจุ “ประเด็นดัง ๆ ของยุคสมัยนั้น ๆ” เข้าไปในหนังน่ะ หนังหลายเรื่องของพชร์เลยเต็มไปด้วย “คนดัง คนที่เป็นข่าวดัง” ในยุคนั้น ๆ มาปรากฏตัว, มีบทสนทนา และมีสถานการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดัง ๆ ในยุคนั้น ๆ ซึ่งนี่ก็เหมือนเป็นลายเซ็นของพชร์ เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวในหนังของเขา

 

4.2 หนังตลกของไทยหลาย ๆ เรื่อง ก็ “ใส่ฉากที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับ conflict หลัก” ของหนังเข้าไปเหมือนกัน เพื่อสร้างอารมณ์ขำขันให้ผู้ชมไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าหากฉากนั้น ๆ มันทำให้ขำได้จริง มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับเรา

 

4.3 ในส่วนของ “สรรพลี้หวน” นั้น เรารู้สึกว่า แรงขับของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความพยายามจะบรรจุประเด็นร่วมสมัยเข้าไปในหนัง แบบหนังของพชร์ อานนท์ แต่เกิดจาก “ความหลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดง” และเราว่าแรงขับนี้มันทำให้เกิดความ weird บางอย่างในหนังที่เข้าทางเรามาก ๆ เพราะเราว่าการแสดงของนักแสดงในหลาย ๆ ฉาก มันดู weird มันดูเหมือนมันจะกลายเป็น musical อยู่มะรอมมะร่อ แต่มันก็ไม่เป็น musical มันมีจริตบางอย่างที่ unrealistic แบบหนัง musical แต่ตัวละครก็ไม่ได้ร้องเพลงเต้นรำออกมา เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากบางฉากในหนังเรื่องนี้มันเหมือนถูกออกแบบมาด้วยอารมณ์แบบ “ตามใจฉัน” หรือตามแรงขับบางอย่างในใจที่ไม่ต้องยึดโยงกับขนบการแสดงแบบหนังดราม่าหรือหนัง musical ใด ๆ แต่เป็นการแสดงด้วยสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง

 

คือตัวละครใน “สรรพลี้หวน” มันชอบย้ำประโยคที่ว่า “เราควรเป็นตัวของตัวเอง” อะไรทำนองนี้นะ และเราว่าตัวหนังเรื่องนี้มันก็ดูเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ในมุมมองของเรา มันดูเหมือนมี sense of freedom บางอย่างที่ครอบคลุมการเล่าเรื่อง และอาจจะรวมไปถึงการแสดงในบางฉากด้วย เราก็เลย enjoy หนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. เราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “วรรณกรรมไทยยุคโบราณ” และ “การแสดงของไทยในยุคโบราณ” แต่พอเราได้ดูหนังเรื่อง สรรพลี้หวน ที่มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องของหนัง และในส่วนของละครเวทีในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งนี้มันสะท้อนความแตกต่างระหว่างไทยและชาติตะวันตก ในส่วนของ “วรรณกรรมยุคโบราณ” และ “การแสดงยุคโบราณ” ด้วยหรือเปล่าน่ะ เพราะเราว่าเรื่องเล่าของไทยในยุคโบราณ ทั้งขุนช้างขุนแผน, พระอภัยมณี, etc. มันอาจจะมี narrative structure ที่ไม่ตรงกับวรรณกรรมของชาติตะวันตก และการแสดง “ลิเก” หรือการแสดงพื้นบ้านต่าง ๆ ของไทย ก็อาจจะมี narrative structure ที่ไม่ตรงกับของชาติตะวันตกด้วยหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เลย ต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ

 

เท่าที่เราพอรู้ ก็คือว่าหนังไทยยุคเก่า ๆ มันดูมีรสชาติและโครงสร้างที่แตกต่างจากหนังยุคหลังนะ คือหนังไทยยุคเก่าหลาย ๆ เรื่อง มันดูเป็นหนังรวมทุกรสน่ะ มีทั้งบู๊แอคชั่น, รักโรแมนติก, ตลก, สยองขวัญ, etc. ผสมอยู่ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งมันจะแตกต่างจากโครงสร้างหนังฝรั่ง และเราก็เลยสงสัยว่า การที่หนังไทยยุคเก่า มัน “รวมทุกรสไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน” แบบนี้ มันเป็นการสืบทอดมาจาก “ลิเก” หรือการแสดงพื้นบ้านแบบที่เคยได้รับความนิยมในไทยในอดีตหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า การที่ สรรพลี้หวน มันมีความมโนสาเร่ มีความกลอนพาไป อะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นอิสระจากกรอบวิธีการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตก โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่เราชอบอะไรแบบนี้มาก ๆ

 

6. จริง ๆ แล้วเรามักจะได้รับความสุขจากการดู “หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู “หนังทดลอง”, “หนังอาร์ต”, “หนังเชิงกวี” และ “หนังบ้าน ๆ ในเทศกาลหนังมาราธอน” นะ แต่หนังทดลองและหนังอาร์ตหลายเรื่อง มันก็เหมือนมี patterns ของมัน ที่อาจจะซ้ำ ๆ กันได้

 

และเราก็พบว่าเราได้รับความสุขจากการดู “หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู สรรพลี้หวน ด้วย โดยที่ patterns ของมันไม่ซ้ำกับหนังอาร์ต, หนังทดลอง แต่อาจจะใกล้เคียงกับ “หนังตลกไร้สาระของไทย” แบบหนังของพชร์ อานนท์มากกว่า แต่พอ “สรรพลี้หวน” มันมี sense ของความ weird บางอย่าง และมี sense of freedom ในการเล่าเรื่องบางอย่างในความรู้สึกของเรา เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังตลกของไทยโดยทั่วไป

 

คือความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อสรรพลี้หวน จริง ๆ แล้วมันใกล้เคียงกับความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อ “หนังทดลอง” น่ะ 55555 เพราะตัวสรรพลี้หวนมันเหมือนไม่สน narrative structure แบบเรื่องเล่าทั่วไป แต่มีความ “กลอนพาไป” อยู่ในหนัง มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังทดลองบางเรื่อง ที่ไม่สน “การเล่าเรื่องตาม pattern ทั่วไป” แต่หยิบยืม pattern ของบทกวีหรือ pattern ของสิ่งอื่น ๆ มาปรับใช้ อย่างเช่นเรื่อง

 

6.1 4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker + Thet Zaw Win, A+30) หนัง Myanmar ที่เอาโครงสร้างของบทกวีมาใช้ในหนัง

 

6.2 HIGH KUKUS (1973, James Broughton, A+30) หนังทดลองที่เอาโครงสร้างของบทกวีไฮกุของญี่ปุ่นมาใช้ในหนัง

 

6.3 EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet, A+30) เพราะ EDEN AND AFTER เอาโครงสร้างดนตรี twelve-tone ของ Arnold Schoenberg มาดัดแปลงเป็นโครงสร้างภาพยนตร์

 

6.4 NATURAL HISTORY (2014, James Benning, Austria, 77min)

เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ แต่เราได้ยินมาว่า หนังเรื่องนี้มี 54 ช็อต และความยาวของแต่ละช็อตถูกกำหนดโดยตัวเลข 27 ตัวแรกของค่า Pi (3.141592653589793238462643383...) อะไรทำนองนี้

 

พอดูหนังเหล่านี้ เราก็เลยนึกเล่น ๆ ว่า อยากให้มีผู้กำกับหนังไทย เอา “โครงสร้างของบทกวี” มาใช้ในการสร้างหนังบ้าง แบบเอาโครงสร้างของ “กลบทกบเต้นสามตอน” หรือโครงสร้างของ “วสันตดิลกฉันท์ 14” หรือ “กาพย์สุรางค์เปรมปรีดิ์” มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ 55555

 

7. ตอนช่วงแรก ๆ ที่เราดูสรรพลี้หวน เราพยายามจะเอา benchmarks ในใจเรา มาเทียบกับหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะช่วงแรก ๆ ที่เราดูนั้น เราจะคิดว่า

 

7.1 ถ้าหากหนังมันถ่ายทอดเรื่องเจ้าชายเจ้าหญิงในยุคโบราณออกมาได้ sensual จริง ๆ เราก็อาจจะได้หนังแบบ ARABIAN NIGHTS (1974, Pier Paolo Pasolini, Italy)

 

7.2 ถ้าหากหนังมันสร้างฉากหุยฮาหีแตกติดต่อกันไปได้เรื่อย ๆ แบบถึงขั้นจริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบ PINK FLAMINGOS (1972, John Waters)

 

7.3 ถ้าหากหนังมันต้องการจะเป็นหนังตลก ที่มี “การเขียนบทอย่างรัดกุม” จริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบของสองพี่น้อง Farrelly

 

แต่พอเราดูหนังเรื่องสรรพลี้หวนไปเรื่อย ๆ เราก็พบว่าหนังไม่ได้ดำเนินไปในแนวทางเดียวกับ benchmarks ในใจเราแต่อย่างใด แต่มันก็ออกมามีเสน่ห์ในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

8. แอบขำที่ตัวเนื้อเรื่องของสรรพลี้หวนมัน “ต่ำ” มาก ๆ แต่หนังเลือกนักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ มาเล่นเป็น “เจ้าชายเจ้าหญิง” ซึ่งก็คือ ฟาบริชโช่ เปาโล กับ ฟิลิปปา รินลนี ดีคอน เราก็เลยแอบสงสัยว่า การเลือกใช้นักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ แบบนี้มาแสดง มันมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสร้างความ balance ให้กับความหยาบโลนของเนื้อเรื่องหรือเปล่า 555

 

9. เรางงว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึง “เล่าเรื่องในละครเวทีไม่จบ” แต่พอเราตามอ่านข้อมูลภายหลัง เราถึงเพิ่งรู้ว่า บทประพันธ์ สรรพลี้หวน เป็นบทประพันธ์ราวปีค.ศ. 1877-1897 ที่แต่งไม่จบ เรื่องราวในบทประพันธ์มันก็ตัดจบดื้อ ๆ ห้วน ๆ คล้าย ๆ กับละครเวทีในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าผู้ประพันธ์ สรรพลี้หวน เป็น สามเณรที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก กระอักเลือดตาย ระหว่างที่แต่งบทประพันธ์เรื่องนี้ไปได้เพียงแค่ครึ่งเรื่อง รุนแรงที่สุด

 

10. อันดับหนังของ Ekkachai Srivichai

 

In my preferential order

 

10.1 อีหล่าเอ๋ย (2021, A+30)

10.2 มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020)

10.3 สะพานรักสารสิน (2022)

10.4 เทริด (2016)

10.5 เหมรฺย MEI (2024, A+25)

10.6 สรรพลี้หวน (2026, A+20)

10.7 KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, A+15)

10.8 โนราห์ (2018, A+15)

10.9 มนต์รักวัวชน (2022)

 

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับบทประพันธ์สรรพลี้หวนได้ที่

https://web.facebook.com/SilpaWattanatham/posts/pfbid0sg1xdwWCqMTDAi7tAf6Fuks2xQtFynRJiD6cts6QRojHBafVMDesecWFsFWtvd4Hl

 

Wednesday, February 18, 2026

RIP FREDERICK WISEMAN

 

RIP FREDERICK WISEMAN (1930-2026)

 

เขาถือเป็น one of my most favorite filmmakers of all time เลย หนังสารคดีของเขามันยอดเยี่ยมมาก ๆ กราบทุกคนที่เคยนำหนังของเขาเข้ามาฉายในไทย และกราบทุกคนที่เคยแปลซับไตเติลหนังของเขาเป็นภาษาไทยด้วย

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. EX LIBRIS (2017, 197min)

เราได้ดูในวันที่ 5 เม.ย. 2019 โดยทาง Doc Club เป็นผู้นำหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในกรุงเทพ

 

2. NATIONAL GALLERY (2014, 180min)

เราได้ดูในวันที่ 27 มี.ค. 2015 ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีศาลายา

 

3. AT BERKELEY (2013, 244min)

เราได้ดูในวันที่ 25 มี.ค. 2014 ที่ BACC ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีศาลายา

 

4. LA DANSE: THE PARIS OPERA BALLET (2009, 159min)

เราได้ดูที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

5. THE STORE (1983, 118min)

เราได้ดูฟรีออนไลน์ทาง Le Cinema Club

 

หนึ่งในฉากที่ชอบสุดๆใน AT BERKELEY (2013, Frederick Wiseman, A+30) คือฉากที่มีคนอ่านกลอน ANYONE LIVED IN A PRETTY HOW TOWN ของ E. E. Cummings คือเราไม่รู้หรอกว่ากลอนนี้แปลว่าอะไร แต่คนที่อ่านกลอนนี้ในหนังเรื่องนี้ อ่านได้จังหวะจะโคนมากๆ และทำให้เรารู้สึกว่ากลอนนี้มันเพราะสุดๆ

 

“anyone lived in a pretty how town

(with up so floating many bells down)

spring summer autumn winter

he sang his didn't he danced his did

Women and men(both little and small)

cared for anyone not at all

they sowed their isn't they reaped their same

sun moon stars rain

children guessed(but only a few

and down they forgot as up they grew

autumn winter spring summer)

that noone loved him more by more

when by now and tree by leaf

she laughed his joy she cried his grief

bird by snow and stir by still

anyone's any was all to her

someones married their everyones

laughed their cryings and did their dance

(sleep wake hope and then)they

said their nevers they slept their dream

stars rain sun moon

(and only the snow can begin to explain

how children are apt to forget to remember

with up so floating many bells down)

one day anyone died i guess

(and noone stooped to kiss his face)

busy folk buried them side by side

little by little and was by was

all by all and deep by deep

and more by more they dream their sleep

noone and anyone earth by april

wish by spirit and if by yes.

Women and men(both dong and ding)

summer autumn winter spring

reaped their sowing and went their came

sun moon stars rain”

 

RIP ROBERT DUVALL (1931-2026)

 

หนังที่เราเคยดูที่มี Robert Duvall ร่วมแสดงอยู่ด้วย

 

1. TO KILL A MOCKINGBIRD (1962, Robert Mulligan)

 

2. THE CHASE (1966, Arthur Penn)

 

3. THE GODFATHER (1972, Francis Ford Coppola)

 

4. THE GODFATHER PART II (1974, Francis Ford Coppola)

 

5. APOCALYPSE NOW (1979, Francis Ford Coppola)

 

6. TENDER MERCIES (1983, Bruce Beresford)

 

7. THE NATURAL (1984, Barry Levinson)

 

8. LONESOME DOVE (1989, Simon Wincer, miniseries, 384min)

 

9. DAYS OF THUNDER (1990, Tony Scott)

 

10. RAMBLING ROSE (1991, Martha Coolidge)

 

11. THE PLAGUE (1992, Luis Puenzo, France)

 

12. FALLING DOWN (1993, Joel Schumacher)

 

13. SOMETHING TO TALK ABOUT (1995, Lasse Hallström)

 

14. THE SCARLET LETTER (1995, Roland Joffé)

 

15. PHENOMENON (1996, Jon Turteltaub)

 

16. DEEP IMPACT (1998, Mimi Leder)

 

17. JOHN Q (2002, Nick Cassavetes)

 

18. WE OWN THE NIGHT (2007, James Gray)

 

19. THE ROAD (2009, John Hillcoat)

 

20. JACK REACHER (2012, Christopher McQuarrie)

 

ตอนเด็ก ๆ เราเคยจำ Robert Duvall สลับกับ Richard Dreyfuss แต่ Richard Dreyfuss อายุน้อยกว่านะ Dreyfuss เกิดปี 1947 และตอนนี้มีอายุ 78 ปี เหมือนทั้งสองคนนี้โด่งดังในยุค New Hollywood พร้อมกัน แต่ Duvall โด่งดังจากหนังของ Francis Ford Coppola ส่วน Dreyfuss โด่งดังจากหนังของ George Lucas (AMERICAN GRAFFITI) และ Steven Spielberg (JAWS, CLOSE ENCOUTERS OF THE THIRD KIND, ALWAYS)

 

ดาราอีกคนที่เราเคยจำสลับกับ Robert Duvall ตอนที่เรายังเป็นเด็ก ก็คือ Ed Harris ซึ่งตอนนี้มีอายุ 75 ปี

 

ตอนแรกเรานึกว่าเราเคยดู GONE IN 60 SECONDS (2000, Dominic Sena) กับ THE 6TH DAY (2000, Roger Spottiswoode) ที่มี Robert Duvall ร่วมแสดงอยู่ด้วย แต่พอเช็คข้อมูลดูแล้ว เรายังไม่เคยดูหนังสองเรื่องนี้ แต่เราคงเคยดู trailers ของหนังสองเรื่องนี้บ่อยมาก ๆ ในโรงหนังในช่วงปี 2000 จนมันทำให้เราเกิด “ความทรงจำลวง” ว่าเราเคยดูหนังสองเรื่องนี้ไปแล้ว

 

Robert Duvall เคยได้ออสการ์ดารานำชายจาก TENDER MERCIES และเคยเข้าชิงออสการ์อีก 6 ครั้งจาก THE GODFATHER, APOCALYPSE NOW, THE GREAT SANTINI (1979, Lewis John Carlino), THE APOSTLE (1998, Robert Duvall), A CIVIL ACTION (1998, Steven Zaillian), THE JUDGE (2014, David Dobkin)

 

เสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังที่ Robert Duvall กำกับเลย

 

หนึ่งในบทบาทของ Robert Duvall ที่เราชอบมากที่สุดอยู่ใน LONESOME DOVE ซึ่งถือเป็น one of my most favorite miniseries of all time ละครเรื่องนี้เคยมาฉายทางช่อง 3 เราชอบละครเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ จนถึงขั้นซื้อดีวีดีเก็บไว้เลย

+++

ATEEZ VR CONCERT LIGHT THE WAY ตั๋ว 600 บาท แต่คนซื้อตั๋วไปแล้วเยอะเหมือนกันนะ

+++

ดู PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland, A+30) ในโรงภาพยนตร์ 2 รอบในวันเดียวกัน เพราะดิฉันเป็นคนจิตใจใสสะอาด ผ่องแพ้ว บริสุทธิ์ และดีงาม

++++

สรุปว่าช่วงต้นปีนี้มีหนังที่เราดูในโรงภาพยนตร์เรื่องละ 2 รอบไปแล้วเป็นจำนวน 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30), PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland, A+30) และ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 161min, A+30) เพราะเป็นหนังที่เราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง ดูรอบเดียวแล้วมันยังไม่อิ่ม

 

นึกถึงช่วงต้นปี 2025 ที่เราดูหนัง 7 เรื่อง ในโรงภาพยนตร์ ไปเรื่องละสองรอบ ซึ่งได้แก่

1. HAPPYEND (2024, Neo Sora, Japan)

2. THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet, 216min)

3. SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore, 103min)

4. THE MOURNING FOREST (2007, Naomi Kawase, Japan, 97min)

5. THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min, A+30)

6. GRAND TOUR (2024, Miguel Gomes, Portugal, 128min, A+30)

7. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation, A+30)

+++

 

6. PETALS AND MEMORIES (2025, Tetsu Maeda, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Toshiki ในวัยเด็ก พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

Tuesday, February 17, 2026

WUTHERING HEIGHTS

 

ฉันรักเขา Avinash Tiwary in O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30)

 

1. พอเราดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงยาวแค่ 150 นาที (ตามที่เว็บเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์บอกไว้) แต่เวอร์ชั่นที่ลงใน WIKIPEDIA กับ IMDB บอกว่าหนังมันยาว 178 นาที ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงสั้นกว่าที่อื่น 28 นาที แล้วเนื้อหาตรงส่วนไหนที่มันหายไป

 

แต่เราก็ไม่ได้จับเวลาดูหรอกนะว่า เวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาวจริง ๆ กี่นาที อาจจะต้องฝากเพื่อน ๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ช่วยจับเวลาดูว่า หนังมันยาวจริง ๆ กี่นาทีโดยไม่รวมเวลา intermission

 

คือเมื่อวานเราดูรอบ 19.00 น. หนังมันเริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.20 น. แล้วหนังมี intermission ราว 5-10 นาที พอหนังจบแล้ว เราไม่ได้ดู end credits ต่อ เราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือแป๊บนึง แล้วเราก็ส่ง line คุยกับเพื่อนตอนเวลา 22.33 น. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า ตกลงเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาว 150 นาทีหรือ 178 นาที หรือว่าจริง ๆ แล้วของไทยมันก็ยาว 178 นาที แต่อีเว็บไซท์ Major Cineplex ลงข้อมูลผิดเอง 55555

 

2. พอดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า Vishal Bhardwaj ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงในการสร้างหนังเรื่องนี้จาก AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าใน O’ROMEO นั้น มีฉากสำคัญสองฉากเกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงในสเปน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เนื้อหาของหนังมันไม่จำเป็นต้อง set ฉากให้เกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงก็ได้ คือเหมือนตัวผู้ร้ายของหนังมันชื่นชอบการสู้วัวกระทิง ฉากสำคัญของหนังมันเลยไปเกิดขึ้นที่สนามสู้วัวกระทิง แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันสร้างตัวละครผู้ร้ายให้ชื่นชอบ hobby อื่น ๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้อง set ฉากสนามสู้วัวกระทิงขึ้นมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงต้องให้ความสำคัญกับฉากสนามสู้วัวกระทิงมากมายขนาดนี้ หรือว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงจาก AFTERNOONS OF SOLITUDE 55555

++++

 

หลังจากที่เราได้ดูหนังเรื่อง O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30) ที่พูดถึงการสู้วัวกระทิงในสเปน เราก็เลยสงสัยว่าศาสนาฮินดูมอง “วัวกระทิง” อย่างไร คือเรารู้ว่า “วัว” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู แต่เราไม่เคยรู้ว่าวัวกระทิงกับควายมีสถานะอย่างไรในฮินดู เราก็เลยต้องกูเกิลถามเอา

 

เราว่าเป็นหนังที่ "ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้" นะ คือหนังมัน visually striking เหมือนหนังทุกเรื่องของ Vishal Bhardwaj และก็มีมาตรฐานดีกว่าหนังบอลลีวู้ดทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ "ห้ามพลาด" แต่อย่างใด

 

แต่ก็ถือเป็นหนังที่ "ห้ามพลาด" สำหรับใครก็ตามที่อินกับหนังเรื่อง THE BRIDE WORE BLACK (Francois Truffaut) 55555

++++++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยอยากให้มีคนเขียนเปรียบเทียบตัวละคร “ปวุติ” (ธงไชย แมคอินไตย์) ในละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) ที่สร้างจากนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” ของโบตั๋น กับตัวละคร “หีดขลิบ” Heathcliff ใน WUTHERING HEIGHTS มาก ๆ เราว่า

 

1. ปวุติ กับ Heathcliff นี่มีส่วนคล้ายกันในบางแง่มุม คือเป็น “ลูกบุญธรรม” ที่คั่งแค้นตระกูลคนรวย และพยายามทำลายล้างตระกูลคนรวยเหมือนกัน

 

2. ถึงแม้เนื้อหาส่วนอื่น ๆ ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “บ้านสอยดาว” จะไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แต่เราว่าตัวละครบางตัวในสองเรื่องนี้ก็ “มีความแตกต่างกัน” อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น ตัวละครแอบจันทร์ (มยุรา ธนะบุตร) ใน “บ้านสอยดาว” กับ Catherine ใน WUTHERING HEIGHTS นั้นก็เป็นตัวละครสาวคนรวยผู้คลั่งรัก และเก็บกดทางเพศอย่างรุนแรงเหมือนกัน แต่แอบจันทร์ถูก treat เป็น “นางอิจฉา” ในขณะที่ Catherine ถูก treat เป็นนางเอก

 

3. ตัวละคร Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “อิงฟ้า” (อุทุมพร ศิลาพันธุ์) ในบ้านสอยดาว ก็เหมาะจะนำมาเทียบเคียงกัน เพราะทั้งสองมีสถานะ “กึ่ง ๆ ลูกบุญธรรมในบ้านคนรวย” เหมือนกัน และคอยดูแล “บัญชี” ของบ้านคนรวยเหมือน ๆ กัน และก็เป็น “หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ “อิงฟ้า” ถูก treat เป็นนางเอกของ “บ้านสอยดาว” ในขณะที่ Nelly นั้น คือ “นางตัวร้าย” ที่แท้จริงของ WUTHERING HEIGHTS เพราะความชิบหายของตัวละครอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ Nelly “เลือกว่าจะให้ตัวละครตัวไหน ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ้าง”

 

อันนี้คือสิ่งที่นักวิจารณ์ตีความบทประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS ของ Emily Bronte นะ ซึ่งเราก็เห็นด้วยมาก ๆ เพราะในเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เห็นได้ชัดว่า การกระทำของ Nelly ในการควบคุม “ข้อมูลข่าวสาร” ของตัวละครอื่น ๆ มันนำมาซึ่งความชิบหายของทุก ๆ คนของจริง

 

จริง ๆ แล้ว เราก็แอบสงสัยว่า โบตั๋นได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครปวุติมาจาก WUTHERING HEIGHTS หรือเปล่า 55555

 

อันนี้เป็นภาพของ

 

1.ธงไชย แมคอินไตย์ ในบท ปวุติ ใน “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30)

 

2. อภิชาติ พัวพิมล ในบท ปวุฒิ ใน “บ้านสอยดาว” (1996) เวอร์ชั่นนี้ คุณอินทิรา เจริญปุระ รับบท “อิงฟ้า” แต่เราไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้นะ

 

3. WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ มี Richard Gomez รับบทเป็น Gabriel ใน I WILL WAIT FOR YOU IN HEAVEN (1991, Carlos Siguion-Reyna, Philippines) เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

4. WUTHERING HEIGHTS (1988, Yoshishige Yoshida, Japan, 143min) มี Yusaku Matsuda เล่นเป็นพระเอก เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

5. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มี Lucas Belvaux เล่นเป็นพระเอก เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell

 

สรุปว่าเราเคยดู WUTHERING HEIGHTS ไปแค่สองเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นของ Jacques Rivette กับ Emerald Fennell และเคยดู “บ้านสอยดาว” ไปแค่เวอร์ชั่นเดียวนะ เราชอบ WUTHERING HEIGHTS ของ Jacques Rivette มากๆ มันมี magic ของความรู้สึก “โปร่งโล่งเบาสบาย อากาศถ่ายเท” ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ความรู้สึก magic แบบนี้มันอธิบายได้ยากมาก

 

ส่วนเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เราชอบ “ความพยายามทำให้เหมือนหน้าปกนิยาย Romance” ของมัน 5555 และเราชอบการ treat ตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะตัวละคร Nelly (Hong Chau), Isabella (Alison Oliver) และ Zillah (Amy Morgan) คือเราว่าจริง ๆ แล้วทั้งสามตัวนี้ “แรง” พอ ๆ กับนางเอกเลยทีเดียว และทั้งสามตัวนี้ดูเหมือน “ไม่ใช่เหยื่อของผู้ชาย” โดยเฉพาะ Isabella กับ Zillah ที่สามารถทำให้ผู้ชายมาตอบสนองอารมณ์ทางเพศของพวกเธอได้

 

คือหน้าที่หลักของนิยาย Romance คือการตอบสนอง sexual fantasy ของผู้อ่าน ที่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเป็นผู้หญิงหรือเกย์ และผู้อ่านกลุ่มนี้อาจจะชอบจินตนาการถึง “ผู้ชายดิบ ๆ เถื่อน ๆ” และเราว่าพอมองการ treat ตัวละคร Isabella กับ Zillah ในหนังของ Emerald Fennell เราก็รู้สึกว่า WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นนี้มันทำหน้าที่คล้าย ๆ กับ “นิยาย Romance” ยุคเก่าได้ดีพอสมควร

 

สรุปว่าดิฉันขอจองเป็น Zillah ใน WUTHERING HEIGHTS (2026) ค่ะ เพราะดิฉันอยากเริงรักกับ Joseph (Ewan Mitchell) มาก ๆ

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีการนำ “บ้านสอยดาว” มาสร้างอีกไหม หรือจะมีการนำ WUTHERING HEIGHTS มาดัดแปลงเป็นไทยบ้างหรือเปล่า แต่ดิฉันอยากได้ “ปวุติ” หรือ Heathcliff ที่ให้อารมณ์แบบ เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี หรือทศพล หมายสุข ค่ะ 55555

+++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ข้างล่าง ที่เราเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างตัวละคร “อิงฟ้า” ใน “บ้านสอยดาว” กับ Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) ไปแล้ว เราก็เลยขอแปะรูปไปด้วยเลยดีกว่า 555

 

หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย

 

1. อิงฟ้า ใน “บ้านสอยดาว” (1996) รับบทโดย อินทิรา เจริญปุระ

2. อิงฟ้า ใน  “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) รับบทโดย อุทุมพร ศิลาพันธุ์

3. Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) รับบทโดย Hong Chau

4. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1992, Peter Kosminsky, UK) รับบทโดย Janet McTeer

5. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1939, William Wyler) รับบทโดย Flora Robson

 

จริง ๆ แล้วเราชอบการแสดงของ Sandra Montaigu ในบท “พี่เลี้ยงนางเอก” ใน WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มาก ๆ เลยนะ แต่เสียดายที่เราหารูปของ Sandra Montaigu จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย

+++

 

5. SHAM (2025, Takashi Miike, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Seiichi Yabushita (Go Ayano) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE BRONTË SISTERS (1979, André Téchiné, France, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE BRONTË SISTERS เล่าเรื่องของสามสาวพี่น้องตระกูลบรอนเต ซึ่งประกอบด้วย

 

1. Emily Brontë (Isabelle Adjani) ผู้แต่งนิยายเรื่อง WUTHERING HEIGHTS ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ “โบตั๋น” แต่งนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ที่ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, 1996) ในเวลาต่อมา ตามที่เราโพสท์ไปแล้วในช่วงเช้าวันนี้

 

2. Charlotte Brontë (Marie-France Pisier) ซึ่งเป็นพี่สาวของ Emily โดย Charlotte นั้นเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง JANE EYRE (1847) ที่ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “รักเดียวของเจนจิรา” (1996)

 

3. Anne Brontë (Isabelle Huppert) ซึ่งเป็นน้องสาวของ Emily โดย Anne Brontë นั้น เป็นผู้แต่งนิยายเรื่อง THE TENANT OF WILDFELL HALL (1848) ที่ถือเป็น “หนึ่งในนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของโลก”

 

(แล้วนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของไทยมีเรื่องอะไรบ้าง อันนี้เราไม่มีความรู้เลย ถ้าหากใครพอรู้เรื่องนี้แล้วก็ comment มาได้นะคะ)

 

เราเคยดู THE BRONTË SISTERS แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ กราบการแสดงของ Isabelle Adjani ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ การแสดงของเธอมันแสดงให้เห็นถึง “ความบ้าคลั่ง” บางอย่างในจิตใจของ Emily Brontë ได้อย่างทรงพลังจริง ๆ

 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบนักประพันธ์หญิงในยุคนั้นมาก ๆ ทั้ง

 

1. Emily Brontë (1818-1848)

2. Emily Dickinson (1830-1886) คนนี้ถือเป็น one of my most favorite writers of all time เธอเป็นกวีชาวอเมริกัน

 

3. Mary Shelley (1797-1851) ผู้แต่ง FRANKENSTEIN

 

4. Jane Austen (1775-1817) ผู้แต่ง PRIDE AND PREJUDICE, SENSE AND SENSIBILITY, MANSFIELD PARK, NORTHANGER ABBEY, PERSUASION, EMMA (ต้นแบบของ CLUELESS) ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่อินกับนิยายของเธอ แต่เราชอบหนัง/ละครทีวีที่ดัดแปลงจากนิยายของเธอ 55555

 

5. George Sand (1804-1876) นักแต่งนิยายชาวฝรั่งเศส เราไม่เคยอ่านนิยายของเธอนะ แต่เราเคยดูหนัง 3 เรื่องที่สร้างจากชีวิตของเธอ ซึ่งได้แก่ CHILDREN OF THE CENTURY (1999, Diane Kurys, France), IMPROMPTU (1991, James Lapine) และ CHOPIN: DESIRE FOR LOVE (2002, Jerzy Antczak, Poland)

 

6. George Eliot (1819-1880) ผู้แต่งนิยาย  Adam Bede (1859), The Mill on the Floss (1860), Silas Marner (1861), Romola (1862–1863), Felix Holt, the Radical (1866), Middlemarch (1871–1872) and Daniel Deronda (1876)

 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายของ George Eliot นะ แต่ก็ตั้งใจว่าอยากจะอ่าน 55555

 

แล้วคุณชอบนักประพันธ์หญิงคนไหนมากที่สุดในยุคนั้นคะ ของเราคือ Emily Dickinson ค่ะ

 

ภาพ

1. รักเดียวของเจนจิรา (1996)

2. ความแตกต่างของสามสาว Brontë

3. Isabelle Adjani as Emily Brontë

4. Isabelle Huppert as Anne Brontë

5. Marie-France Pisier as Charlotte Brontë

6. Molly Shannon as Emily Dickinson in WILD NIGHTS WITH EMILY (2018, Madeleine Olnek, lesbian film, A+30)

7. Judy Davis as George Sand in IMPROMTU

8. Juliette Binoche as George Sand in CHILDREN OF THE CENTURY

9. Natasha Richardson as Mary Shelley in GOTHIC (1986, Ken Russell, UK)

10. MANSFIELD PARK (1999, Patricia Rozema) ที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen เราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

 

Sunday, February 15, 2026

TRIPLE BILL FOR THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE

 

หนึ่งในสิ่งที่หนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) ทำให้เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็คือ Annabel Chong นางเอกหนังโป๊ที่เคยทำสถิติมีเซ็กส์กับผู้ชาย 251 คนในเวลา 10 ชั่วโมง (หรือมีเซ็กส์ 251 ครั้งกับผู้ชาย 70 คน ข้อมูลตรงจุดนี้ไม่แน่นอน) ซึ่งเธอถือเป็น role model คนนึงของเรา

 

เพราะหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE มันพูดถึง

 

1. การวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด ปลาที่กระเสือกกระสนขึ้นมาบนบก เปลี่ยนครีบเป็นอวัยวะส่วนอื่น

 

2. การที่มนุษย์เราต้องหาทางอยู่รอดให้ได้ในสังคมยุคปัจจุบัน

 

3. ซึ่งหนึ่งในวิถีทางอยู่รอด ก็คือการเพิ่ม skill ให้ตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งรวมถึง skill การเขียน code, การใช้งาน AI

 

เราก็เลยแอบนึกถึง role model ของเรา เพราะเราชอบมาก ๆ ที่ Annabel Chong (หรือ Grace Quek) เธอเคยทำงานเป็นนางเอกหนังโป๊ เธอเคยเล่นหนังเรื่อง THE WORLD’S BIGGEST GANG BANG ในปี 1995 ขณะอายุ 22 ปี โดยมีเซ็กส์กับผู้ชาย 251 คน หรือ 251 ครั้งในหนังเรื่องนั้น หลังจากนั้นเธอก็ทำงานใน strip club และได้ลูกค้าคนนึงที่สอนเธอเรื่องการเขียน code ในปี 2000 โดยลูกค้าคนนั้นชอบรับบทเป็นครูที่ตีก้นนักเรียนสาว และเขาก็เลยสอนเธอเรื่องการเขียน code ขณะที่เขาเล่นบทบาทตีก้นนักเรียนสาวไปด้วย จนในที่สุดเธอก็เอาความรู้ที่ได้จากการทำงานนี้มาสร้างเว็บไซต์ของตนเองได้

 

และหลังจากนั้นเราเดาว่าเธอคงรู้ตัวแหละว่า อาชีพนางเอกหนังโป๊ และการทำงานใน strip club มันเป็นอาชีพที่อยู่ได้ไม่นาน เธอก็เลยหันไปเรียนวิศวะ เธอ  signed up for an intense 10-month engineering crash course at Westwood College in 2001.  Her software programming course taught her front end, back end, network, and database engineering.

 

และเธอก็เลยหันมาทำงานเป็น software engineer ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

That “something different” led her to a full-time job as a software and user interface engineer at a digital consulting agency with an office a five-minute walk from Venice Beach, by 2006.

 

I’m Grace, I’m a software engineer

 

“Nobody needs to know who wrote that code. They just need to know the code works,” Quek said. 

 

(ข้อมูลจาก VICE)

 

เราก็เลยยกให้ Annabel Chong เป็นหนึ่งใน role model ของเรา เพราะเราก็อยากมีเซ็กส์กับผู้ชาย 251 คน และเราก็อยากเก่ง รู้วิธีปรับตัวเพื่อความอยู่รอด อยากมีความสามารถมากพอที่จะทำงานเป็น software engineer อะไรแบบนี้ได้ด้วย

 

https://www.vice.com/en/article/what-happened-to-annabel-chong/

 

เราเขียนถึง HUMAN RESOURCE ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo?fbid=10242494454680995&set=a.10242169138148285

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

ชายหนุ่มผู้หมกมุ่นกับความตาย หรือหมกมุ่นกับความอยากตาย

 

1. THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE สัปเหร่อ 2 (2026, Thiti Srinual, A+30)

2. TASTE OF CHERRY (1997, Abbas Kiarostami, Iran, A+30)

3. THE FIRE WITHIN (LE FEU FOLLET) (1963, Louis Malle, France, A+30)

 

ตอนดู “สัปเหร่อ 2” เราจะแอบนึกถึง “ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง” CHUNKING EXPRESS (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong, A+30) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องมันเหมือนมี 2 พาร์ทอย่างชัดเจน และเราชอบพาร์ทนึงมากกว่าอีกพาร์ทนึงอย่างเห็นได้ชัด โดยใน CHUNGKING EXPRESS นั้น เราจะชอบพาร์ทของ “จินเฉิงอู่ + หลินชิงเสีย” อย่างรุนแรงที่สุด แต่จะเฉย ๆ กับพาร์ทของ “เหลียงเฉาเหว่ย + เฟย์ หว่อง”

 

ส่วน “สัปเหร่อ 2” นั้น เราชอบพาร์ทของธูป (Phuwasit Ananbhornsiri) อย่างรุนแรงมาก ส่วนพาร์ทของยายจ่อยนั้น เราก็ชอบเหมือนกัน แต่ไม่ได้ชอบมากเท่ากับพาร์ทของธูป จุดนี้ของหนังก็เลยทำให้เรานึกถึงอารมณ์ตอนที่ดู “ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง”

 

พอเราดูพาร์ทของธูปใน THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับ TASTE OF CHERRY และ LE FEU FOLLET เพราะหนัง 3 เรื่องนี้มันพูดถึงชายหนุ่มที่หมกมุ่นกับความตายตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเหมือนกัน

 

ทุกคนคงเคยดู TASTE OF CHERRY กันไปแล้ว ส่วน LE FEU FOLLET นั้นเล่าเรื่องของ Alain Leroy (Maurice Ronet) ชายหนุ่มที่เดินทางไปพบเพื่อน ๆ และคนรู้จักต่าง ๆ เพื่อดูว่าคนเหล่านี้ ผู้คนต่าง ๆ ที่อยู่ในชีวิตของเขา จะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่

 

ในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ เราชอบ LE FEU FOLLET มากเป็นอันดับหนึ่งนะ ชอบ TASTE OF CHERRY มากเป็นอันดับสอง และชอบ THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE มากเป็นอันดับสาม

 

ส่วนสาเหตุที่เราชอบ LE FEU FOLLET อย่างรุนแรงที่สุด และชอบมากที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้นั้น ก็เป็นเพราะว่า Maurice Ronet ในหนังเรื่องนี้ (และในหนังอีกมากมายหลายเรื่อง) หล่อตรงสเปคดิฉันมากที่สุดเลยค่ะ

+++

 

เราก็ชอบ THE SECRET AGENT มากกว่า IT WAS JUST AN ACCIDENT และ ONE BATTLE AFTER ANOTHER ค่ะ

+++++

เพิ่งรู้ว่า ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์หล่อมาก

Friday, February 13, 2026

HENRY FONDA FOR PRESIDENT

 

HENRY FONDA FOR PRESIDENT (2024, Alexander Horwath, Austria/Germany, documentary, 184min, A+30)

 

กราบตีนนนนนนนนนนนน สารคดีเกี่ยวกับ Henry Fonda นักแสดงชื่อดังของฮอลลีวู้ดที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 1980 โดยหนังเล่าตั้งแต่ประวัติต้นตระกูลของเขาในเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรื่อยมาจนถึงเรื่องของ Jane Fonda ซึ่งเป็นลูกสาวของเขา โดยมีการนำคลิปหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ Henry Fonda แสดง มาใช้ในการวิพากษ์ถึงประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาในช่วง 400 ปีที่ผ่านมาด้วย

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับกรณี life imitates art imitates life นั่นก็คือเรื่องของความพยายามจะลอบสังหาร George Wallace นักการเมืองสหรัฐในปี 1972 แล้วเหตุการณ์ลอบสังหาร George Wallace ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างหนังเรื่อง TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) แล้วหนังเรื่อง TAXI DRIVER ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ John Hinckley Jr. พยายามจะลอบสังหารประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในปี 1981 เพราะ Hinckley เชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะสร้างความประทับใจให้ Jodie Foster

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้อีกด้วยว่า Hinckley ถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลแล้ว และเขากลายเป็นนักดนตรีที่มีช่องยูทูบเป็นของตัวเองในปัจจุบัน

 

บางเหตุการณ์ในสหรัฐที่ถูกพูดถึงในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ในไทยมาก ๆ

 

คิดว่าหนังเรื่องนี้ปะทะกับหนังของ Mark Rappaport ได้สบาย ๆ เลย เพราะ Mark Rappaport ก็ชอบทำหนัง essay film เกี่ยวกับนักแสดงต่าง  ๆ โดยใช้เรื่องราวของนักแสดงเหล่านั้นเป็น “จุดตั้งต้น” ในการขยายไปพูดถึงประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายในโลก

 

เราดูหนังเรื่องนี้ฟรีออนไลน์ทาง Le Cinema Club

 

 

อันนี้เป็นภาพประกอบบทบันทึกความรู้สึกของเราที่มีต่อ HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)  ข้อ 13 ที่เราแปะไว้เมื่อหลายชั่วโมงก่อน ในส่วนที่เราเขียนไว้ว่า

 

“อีกสิ่งที่ชอบมากคือการที่ “แววตา” ของเฟรนในหนังเรื่องนี้ มันดูแตกต่างจากในภาพถ่ายของเธอในวัยเด็กมาก ๆ เพราะภาพถ่ายในวัยเด็กของเฟรน มันดูเป็น “เด็กหญิงที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง” น่ะ มันเป็นดวงตาของเด็กก่อนที่จะเจอพิษต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ มันยากมาก ๆ

 

เราว่าการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ มันถ่ายทอดแววตาที่ “แตกต่างจากภาพถ่ายในวัยเด็ก” ได้ดีทีเดียว มันไม่ได้ดูหดหู่เศร้าสร้อย แต่มันดูไร้ “ประกายแห่งความหวัง” อย่างรุนแรง เราก็เลยชอบการแสดงตรงจุดนี้ และชอบแง่มุมนี้ของหนังมาก ๆ ด้วย

 

จุดนี้ของหนังทำให้เรานึกถึงสารคดีชุด 7 UP ของ Michael Apted มาก ๆ ด้วย เพราะสารคดีชุดนี้ตามถ่ายชีวิตของชาวอังกฤษหลายคนที่มีฐานะและชนชั้นแตกต่างกัน ซึ่งรวมถึง subject คนนึงที่เป็นคนจน

 

ในภาคแรกของหนังสารคดีชุดนี้ ซึ่งก็คือ SEVEN UP! (1963, Paul Almond) นั้น เด็กชายจน ๆ คนนั้นซึ่งมีอายุ 7 ขวบ มีประกายตาแห่งความหวัง และมีใบหน้าที่เปี่ยมสุขมาก ๆ เขาดูร่าเริงและมีความสุขมาก ๆ

 

แต่ในภาคต่อ ๆ มาในหนังสารคดีชุดนี้ ประกายตาของเขา และแววตาของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป “แสงแห่งความหวัง” ในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หรี่หายไป เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบ “คนจน” บนโลกใบนี้ มันทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใด และเขาก็เติบโตขึ้นมาเป็นชายไร้บ้านในเวลาต่อมา เราแทบไม่เห็นความหวังใด ๆ ในดวงตาของเขา (แต่ในภาคท้าย ๆ ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นมาบ้างนะ)

 

ความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตาแห่งความสุข” ของเด็กวัย 7 ขวบ กับผู้ชายคนเดียวกันผู้มีดวงตาที่สิ้นหวังเมื่อโตขึ้น เมื่อเขาได้เผชิญกับ “ความทุกข์ของชีวิตคนจน” ในหนังสารคดีชุดนี้ของ Michael Apted มันก็เลยทำให้เรานึกถึงความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตา” ของเฟรนในวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE ด้วย”

 

เราก็เลยเอาภาพมาลงให้เห็นชัด ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทำไม HUMAN RESOURCE จึงทำให้เรานึกถึงหนังสารคดีของ Michael Apted

 

ภาพแรกเป็นภาพของ Neil Hughes ในวัย 7 ขวบ ในหนังสารคดีเรื่อง SEVEN UP! (1964, Paul Almond, UK, documentary, A+30) ตอนนั้นเขายังเป็นเด็ก 7 ขวบ เขาเป็นเด็กที่มีความสุข เขายังไม่รู้ว่า “ความจน” มันจะส่งผลต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง

 

ภาพที่สองคือ Neil Hughes ในวัย 14 ปี ใน 7 PLUS SEVEN (1970, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

 

ภาพที่สามคือ Neil Hughes ในวัย 21 ปีใน 21 UP (1977, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

 

ภาพที่สี่และภาพที่ห้าคือ Neil Hughes ในวัย 28 ปีใน 28 UP (1984, Michael Apted, UK, documentary, A+30) ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเป็นคนไร้บ้าน

 

เพราะฉะนั้นพอเราเห็น “ประกายตา” ที่แตกต่างกันระหว่างเฟรนวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE เราก็เลยนึกถึงประกายตาที่แตกต่างกันของ Neil Hughes ในหนังสารคดีของ Michael Apted

 

เราเขียนถึง HUMAN RESOURCE ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo?fbid=10242494454680995&set=a.10242169138148285

 

4. SENPAI IS AN OTOKONEKO: SUNSHINE AFTER THE RAIN (2025, Shinsuke Yanagi, Japan, animation, 82min, A+30)

 

มีตัวละครพูดคำว่า Tadaima หลายครั้งมากในหนังเรื่องนี้

+++

เราก็เคยทำงานอยู่ตึกนี้เป็นเวลา 6 ปี ตึก ALL SEASONS ตรงถนนวิทยุ (ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอยู่ 3 ตึกรวมกัน) แต่ช็อตอื่น ๆ ในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) เหมือนไม่ได้มาจากตึกนี้นะ อย่างช็อตตรงลิฟท์และสถานที่กินข้าวกลางวัน น่าจะถ่ายทำที่ตึกอื่น ๆ เพราะว่าลิฟท์ตึก ALL SEASONS ไม่ได้เป็นแบบในหนังเรื่องนี้

+++

 

1. การถ่าย landscape ของกรุงเทพและการเน้นหยดน้ำที่เกาะบนกระจกใน HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) ทำให้นึกถึง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) โดยไม่ได้ตั้งใจอยู่เหมือนกัน 555

 

2. อยากให้มีการจัดฉายหนังควบ 3 เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

 

HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

+THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

+ TAIPEI STORY (1985, Edward Yang, Taiwan)

 

แล้วมีการจัดงานเสวนาหรือมีคนเขียนบทความเปรียบเทียบหนัง 3 เรื่องนี้ในหัวข้อ BIG CITY, CAPITALISM, AND THE VOID IN HUMAN SOULS

***

ต้อนรับ WUTHERING HEIGHTS เข้าฉายในไทย ด้วยการกลับมาฟังเพลงโปรดของเรา WUTHERING HEIGHTS ของ Kate Bush ที่เคยขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษในปี 1978 เราชอบเพลงนี้และมิวสิควิดีโอเพลงนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ

 

Out on the wily, windy moors
We'd roll and fall in green
You had a temper like my jealousy
Too hot, too greedy

How could you leave me
When I needed to possess you?
I hated you, I loved you, too

Bad dreams in the night
They told me I was going to lose the fight
Leave behind my Wuthering, Wuthering
Wuthering Heights

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Ooh, it gets dark, it gets lonely
On the other side from you
I pine a lot, I find the lot
Falls through without you

I'm coming back love, cruel Heathcliff
My one dream, my only master

Too long I roam in the night
I'm coming back to his side to put it right
I'm coming home to wuthering, wuthering
Wuthering Heights

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
You know it's me, Cathy

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold

+++++++
เราเองก็รู้สึกว่า Prapamonton มีความเป็น Tilda Swinton อยู่ในตัว คือนอกจากทั้งสองจะมีฝีมือทางการแสดงมาก ๆ แล้ว นักแสดงทั้งสองยังมี otherworldly aura หรืออะไรทำนองนี้แผ่ออกมาจากตัวได้ด้วย

++++

Thursday, February 12, 2026

HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)

 

HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)

พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

 

1. SOME QUOTES

 

1.1 “ราหุล ชาโต, พันธน ชาต”

“บ่วงเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”

เจ้าชายสิทธัตถะตรัส หลังจากทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรส (พระราหุล)

 

1.2 COSMOPOLIS (2012, David Cronenberg)

 

  • Vija Kinsky (Samantha Morton): What is the flaw of human rationality?
  • Eric Packer (Robert Pattinson): What?
  • Vija Kinsky: It pretends not to see the horror and death at the end of the schemes it builds. This is a protest against the future. They won't hold off the future. They want to normalize it, keep it from overwhelming the present. The future is always a wholeness, a sameness, we're all tall and happy there. This is why the future fails. It can never be the cool and happy place we want to make it.

 

1.3 THE DEVIL, PROBABLY (1977, Robert Bresson, France)

 

Charles: In losing my life, here's what I'd lose. Family planning, package holidays, cultural sporting, linguistic. The cultivated man's library. All sports. How to adopt a child. Parent-teacher associations. Education. Teaching 0 to 4 years, 7 to 14 years, 14 to 17 years. Preparation for marriage. Military duties. Europe. Decorations - honorary insignia. The single woman. Paid sick leave, unpaid sick leave. The successful man. Tax benefits for the elderly. Local taxes. Hire purchase. Radio and television rentals. Credit cards. Home repairs. Index-linking. VAT and consumers.

 

2. HUMAN RESOURCE เป็นหนังที่เราชอบสุดขีดมาก ๆ แต่เราจะไม่เขียนวิเคราะห์หนังเรื่องนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะเพื่อน ๆ ของเราและเพจต่าง ๆ เขียนถึงประเด็นเหล่านี้ได้ตรงใจเรามาก ๆ แล้ว และเราก็แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาไว้บนวอลล์ของเราไปแล้วมากมาย เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่เขียนประเด็นพวกนี้ซ้ำแต่อย่างใด ประหยัดเวลาไปได้มาก 55555

 

เพราะฉะนั้นเราก็จะขอจดบันทึกแค่ความรู้สึกบ้า ๆ บอ ๆ หาสาระอะไรมิได้ของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็แล้วกัน และก็จะจดบันทึกเฉพาะสิ่งที่เราถนัด นั่นก็คือว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกเชื่อมโยงถึงหนังเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายโดยไม่ได้ตั้งใจเรื่องไหนบ้าง

 

3. กลับไปที่ข้อ 1.1 สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือมุมมองที่มีต่อ “การให้กำเนิดบุตร” เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้เชิดชูหรือยินดีปรีดากับการให้กำเนิดบุตรขึ้นมาในประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้แต่อย่างใด หนังเหมือนจะตั้งคำถามว่า “คุณอยากให้ลูกเกิดมาเป็นคนไทยในยุคปัจจุบันนี้จริง ๆ เหรอ ถ้าหากคุณไม่รวยพอ” และหนังเหมือนจะบอกผู้ชมในทางอ้อมว่า “ถ้าหากคุณอยากให้ลูกเกิดมาเป็นคนไทยในยุคปัจจุบันนี้จริง ๆ คุณก็จะต้องพิจารณาประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยนะ”

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่หนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้เราตั้งคำถามในหัวตัวเองต่อไปว่า คุณอาจจะเต็มใจให้ลูกเกิดมา คุณอาจจะตั้งใจเลี้ยงดูลูก ๆ อย่างดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ แต่ลูก “เลือกที่จะเกิดมาเป็นลูกของคุณ” จริง ๆ เหรอ ลูกของคุณ “เลือกที่จะเกิดมาเป็นคนไทยในยุคปัจจุบันนี้” จริง ๆ เหรอ ถ้าหากลูกเลือกเกิดได้จริง ทำไมลูกไม่เลือกไปเกิดเป็นลูกคนสแกนดิเนเวีย ทำไมลูกไม่เลือกไปเกิดเป็นลูกของคนรวยล่ะ

 

หรือแม้แต่คำถามที่ว่า ลูกเลือกที่จะเกิดมาจริง ๆ หรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วลูกไม่ได้อยากเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ

 

เรารู้สึกว่า ประโยคบางประโยคที่เฟรน (Prapamonton Eiamchan) พูดในหนังเรื่องนี้ มันกระตุ้นให้เราตั้งคำถามข้างต้น และเราก็จินตนาการว่า บางทีในฉากแรกของหนังเรื่องนี้ เมื่อเฟรนเห็นภาพเด็กทารกอายุ 5 สัปดาห์ในครรภ์ของตัวเอง เธออาจจะนึกประโยคนี้ขึ้นมาในหัวก็ได้

 

ราหุล ชาโต, พันธน ชาต”

“บ่วงเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”

 

เพราะเฟรนไม่ได้ยินดีปรีดา เมื่อได้ทราบข่าวว่าเธอตั้งครรภ์ เธอตั้งใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่บอกให้ Thame (Paopetch Charoensook) รู้ เพื่อที่ว่าเธอจะได้มีโอกาสแอบไปทำแท้งได้โดยที่ผัวไม่รู้

 

เพราะถ้าหากเธอปล่อยให้ลูกเกิดมา ลูกก็อาจจะกลายเป็น “บ่วง” กลายเป็น “เครื่องจองจำ” ลูกคนนี้จะ “จองจำ” เธอให้เธอต้องทำงานกับเจ้านายที่ชั่วร้ายต่อไป เธอจะต้องทนทุกข์กับการทำงานที่เลวร้ายนี้ต่อไป และเราก็จินตนาการต่อไปว่า ลูกจะกลายเป็น “เครื่องจองจำ” ให้เธอหย่าขาดจากผัวไม่ได้ง่าย ๆ ด้วย

 

คือหนังไม่ได้บ่งชี้แต่อย่างใดว่าเฟรนอยากจะหย่าขาดจากเธมนะ เรามองว่าเฟรนกับเธมเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในระดับนึง ทั้งสองมีบางอย่างที่เข้ากันได้ และเข้ากันไม่ได้ เหมือนคู่สมรสทั่ว ๆ ไป แต่เราจินตนาการต่อไปเองว่า ถ้าหากวันไหนเฟรนเกิดเบื่อเธมขึ้นมา เพราะเธอเริ่มทนนิสัยบางอย่างของเธมไม่ได้อีกต่อไป การจะหย่าขาดจากเขาก็จะกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเธอปล่อยให้ลูกเกิดขึ้นมา ลูกจะกลายเป็น “เครื่องจองจำ” เธอให้อยู่กับ “เจ้านายที่ชั่วร้าย” และ “ผัว” ต่อไป และจะทำให้เธอยิ่งวิตกกับ risks ต่าง ๆ มากมายในสังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้อย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย

 

ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็สาธยายให้เราเห็นถึง risks และปัญหาต่าง ๆ มากมายได้ดีมาก อย่างเช่น

 

3.1 Environmental risks in the air (ตัวละครพูดถึง PM 2.5)

3.2 Environmental risks in food (ไมโครพลาสติกในแอปเปิลและลูกแพร์)

3.3 Environmental risks in water (แคดเมียม)

3.4 Climate change (ตัวละครบ่นในทำนองที่ว่า อากาศมันวิปริตจนฝนตกในฤดูหนาว)

3.5 flood risk (ข่าววิทยุพูดถึงน้ำท่วม)

3.6 Economic risks ที่กระทบคนไทยในวงกว้าง

3.7 Financial status ของพ่อแม่ที่อาจจะไม่ได้เป็นคนรวย

3.8 School risk from bad teachers (ข่าวครูใช้ถาดฟาดหัวเด็กนักเรียน, ประสบการณ์วัยเด็กของ Thame ที่ครูใช้แปรงลบกระดานเขวี้ยงใส่เพื่อน จนเพื่อนกลายเป็นผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น)

3.9 School risk from mass murderers

3.10 Bad social structure (สังคมที่พึ่งเส้นสาย)

3.11 Bad city plan ปัญหาด้านการจราจรในหนังเรื่องนี้ สาเหตุบางส่วนมันเกิดจาก “การวางผังเมือง” ที่ไม่ดีหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ทำไมมันถึงต้องไปสร้างตึกสูง ๆ ในพื้นที่ที่ผู้อยู่ในตึกต้องขับรถผ่านถนนที่แคบขนาดนั้น

3.12 Epidemic risk (ข่าววิทยุพูดถึงเรื่องนี้)

3.13 Technological risk กว่าลูกของเราจะโตขึ้นมา เขาจะหางานทำได้หรือเปล่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วตลอดเวลา

 

เราก็เลยชอบมุมมองของหนังเรื่องนี้ที่มีต่อ “การให้กำเนิดบุตร” เพราะมันแตกต่างจากหนังโดยทั่ว ๆ ไปที่มักจะยินดีปรีดากับการให้กำเนิดบุตร หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่อง ที่ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสตั้งแต่ในฉากแรกของหนัง ทำให้เรานึกถึงประโยคที่ว่า

 

ราหุล ชาโต, พันธน ชาต”

“บ่วงเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”

 

4. เราชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนจะทำให้เราจินตนาการถึง “เสียงที่ทารกในครรภ์ได้ยิน” ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องด้วย

 

คือในฉากแรกของหนังเรื่องนี้ คุณหมอ (Ornanong Thaisriwong) พูดกับเฟรนในทำนองที่ว่า “ตอนนี้ลูกในท้องเหมือน “เรือดำน้ำ” นะคะ เขาได้ยินเสียงต่าง ๆ ผ่านทางหูของคุณแม่”

 

คือหนังเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยฉากที่เฟรนท้องได้ 5 สัปดาห์ แล้วก็เล่าต่อไปถึงช่วงที่เฟรนท้องได้ 8 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ โดยที่หนังทั้งเรื่องวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เฟรนเห็นและได้ยินเป็นหลัก

 

เราก็เลยชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนเล่าผ่าน 2 มุมมอง คือในแง่นึง หนังทั้งเรื่องก็เล่าผ่านทางประสบการณ์ของสิ่งที่เฟรนเห็นและได้ยิน

 

แต่การที่หนังเรื่องนี้เน้นเรื่อง “เสียงประกอบ” เป็นอย่างมาก เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเล่าเรื่องผ่าน “เสียง” ที่ “ลูกในครรภ์ของเฟรนได้ยินผ่านหูของเฟรน” ด้วย

 

ตั้งแต่เสียงของคุณหมอที่ลูกได้ยินตั้งแต่อายุ 5 สัปดาห์ในครรภ์ ไปจนถึงเสียงข่าวอันน่าสลดหดหู่ต่าง ๆ ที่ได้ยินเกือบตลอดทั้งเรื่อง และในช่วงท้ายของหนัง เฟรนและลูกในครรภ์ของเฟรน ก็ได้ยิน “เสียงข่าวเกี่ยวกับการซ้อมหนีภัยในโรงเรียนเพื่อรับมือกับฆาตกรสังหารหมู่” และก็ดูเหมือนว่า เฟรนจะพยายามเลือกให้ลูกได้ฟัง “เสียงดนตรีคลาสสิค” แทนที่เสียงข่าวนั้น

 

ในแง่นึงสิ่งที่เฟรนทำในฉากจบ ก็เลยทำให้เรานึกถึงสิ่งที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่พยายามจะทำ นั่นก็คือเอาสิ่งสวย ๆ งาม ๆ มาให้ลูกได้ยินได้ฟัง ได้รับรู้ ได้สัมผัส แทนที่เสียงข่าวอันน่าสลดหดหู่ หรือความเป็นจริงอันน่าเศร้าของโลกยุคปัจจุบัน (ทำไมเราถึงนึกถึงสิ่งที่พระเจ้าสุทโธทนะ ทำกับเจ้าชายสิทธัตถะล่ะ 55555)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหากเราเป็นลูกในครรภ์ของเฟรน เราก็คงเครียดมาก ๆ เพราะเสียงที่เราได้ยินผ่านทางหูของเฟรนตลอดช่วงเวลาในหนังเรื่องนี้ มันมีแต่เสียงที่แทบไม่อยากทำให้เราถือกำเนิดเกิดขึ้นมาในประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้เลย 55555

 

5. พอพูดถึงเสียงประกอบของหนังเรื่องนี้ เราก็ขอจดบันทึกความทรงจำต่อว่า เราว่าเสียงในหนังเรื่องนี้มันน่าสนใจดี เพราะว่า

 

5.1 มันเหมือนจะเป็น diagetic sound (sound that originates from within the film's story world and is audible to the characters) เกือบตลอดทั้งเรื่อง

 

5.2 มันมี sound editing แบบ J CUT หลายฉากมาก (the audio from a following scene overlaps the picture from the preceding scene) ในขณะที่ตัวเนื้อเรื่องเล่าแบบ linear ไปเรื่อย ๆ ไม่มี flashback

 

ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกนะว่า จุดประสงค์ของการตัดต่อเสียงแบบ J CUT ในหนังเรื่องนี้คืออะไร แต่ถ้าหากถามว่า การตัดต่อเสียงแบบนี้ทำให้เรานึกถึงอะไรโดยไม่ได้ตั้งใจ เราก็จะตอบว่า การที่เสียงจากอนาคตชอบสอดแทรกเข้ามารบกวนในปัจจุบัน มันทำให้เรานึกถึงการที่ตัวละครดูเหมือนจะหมกมุ่น วิตกกังวลกับอนาคตตลอดเวลา โดยเฉพาะตัวละคร Thame ที่วางแผนล่วงหน้าให้กับชีวิตของลูกอย่างรุนแรงมาก และการวางแผนล่วงหน้าให้กับชีวิตของลูก ก็กลายเป็น “บ่อเกิดแห่งทุกข์” สำหรับชีวิตในปัจจุบันของเฟรน เพราะมันเหมือนทำให้เธอไม่กล้าลาออกจากงาน งานที่ทำให้เธอนอนไม่หลับ งานที่เหมือนทำให้เธอมีทุกข์หม่นหมองในใจตลอดเวลา

 

คือในแง่นึงหนังเรื่องนี้ก็คือขั้วตรงข้ามกับหนังของ Alain Resnais เพราะหนังของ Resnais เต็มไปด้วยการ flashback สลับห้วงเวลา และตัวละครในหนังของ Resnais หลาย ๆ เรื่องต้องเผชิญกับ CORROSIVE POWER OF MEMORY

 

แต่ตัวละครใน HUMAN RESOURCE ไม่ได้หมกมุ่นกับอดีต อดีตส่งผลอย่างรุนแรงต่อตัวตนที่พวกเขาเป็นในปัจจุบัน (วิกฤติต้มยำกุ้งส่งผลให้เฟรนเป็นคนอย่างนี้, ประสบการณ์ในโรงเรียนส่งผลให้เธมหมกมุ่นกับการหาเงินให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ) แต่พวกเขาก็เหมือนไม่ได้ใช้เวลาไปกับการหวนคิดถึงอดีต พวกเขาดูเหมือนจะใช้เวลาไปกับการคำนึงถึง risks ต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญในสังคมไทยในปัจจุบัน, การหาหนทางเอาตัวรอดในโลกยุคปัจจุบัน และการหาทางรับมือกับ risks ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (การฟังข่าวอันน่าหดหู่, การหา connection เพื่อจะได้รับรู้ข้อมูลวงใน, การซื้อเครื่องกรองน้ำ, การหาโรงเรียนแพง ๆ ให้ลูกเรียนในอีกหลายปีข้างหน้า)

 

เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวละครใน HUMAN RESOURCE เผชิญกับ CORROSIVE POWER OF ANXIOUS ANTICIPATION ตัวละครหมกมุ่นกับปัญหาและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต และสิ่งเหล่านี้ก็กัดกินบ่อนเซาะตัวตน, จิตวิญญาณ และความสุขของพวกเขาในปัจจุบัน และเราว่าสิ่งนี้มันเข้ากับการตัดต่อเสียงแบบ J CUT โดยไม่ได้ตั้งใจ การที่ตัวละครหมกมุ่นกับปัญหาในอนาคต มันเข้ากับการตัดต่อเสียงแบบที่ “เสียงจากอนาคต โผล่ลอดเข้ามารบกวนในฉากก่อนหน้า” 55555

 

และเราก็ว่ามันน่าสนใจดีที่ตัวละครใน HUMAN RESOURCE เผชิญกับปัญหาที่ตรงข้ามกับตัวละครในหนังของ Alain Resnais เพราะว่าตัวละครในหนังของ Resnais “ถูกกัดกินจากอดีตอันเลวร้าย ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ฝรั่งเศสเคยทำไว้กับประเทศอาณานิคมในอดีต” อย่างเช่นในหนังเรื่อง MURIEL, OR THE TIME OF RETURN (1963) เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครในหนังของ Resnais ต้องรับมือกับอดีตอันเลวร้าย แต่พวกเขาอาจจะไม่ต้องกังวลมากนักกับอนาคต เพราะสังคมฝรั่งเศสในอนาคตอาจจะไม่ได้ทำผิดพลาดมากเท่ากับฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมในอดีต

 

แต่ตัวละครในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE ต้องกังวลอย่างรุนแรงกับอนาคต เพราะว่าอนาคตของประเทศไทย มันอาจจะดูมืดมน ขมุกขมัว มันก็เลยน่าสนใจดี ที่ตัวละครในหนังสองประเทศนี้ถูกกัดเซาะจากสิ่งที่แตกต่างกันไป ตัวละครจากประเทศนึงถูกกัดเซาะโดยความทรงจำที่มีต่ออดีตอันเลวร้าย ส่วนตัวละครอีกประเทศนึงถูกกัดเซาะโดยความกังวลที่มีต่ออนาคตอันมืดมนไร้ทางออก

 

5.3 ในขณะที่หลาย ๆ ฉากใน HUMAN RESOURCE ใช้การตัดต่อเสียงแบบ J CUT มันก็มีอยู่ฉากนึงที่น่าสนใจดี ที่เสียงจากฉากนั้นแลบเข้าไปอยู่ทั้งในฉากก่อนหน้า และในฉากตามหลัง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่า เสียงจากฉากที่ 2 แลบเข้าไปอยู่ทั้งในฉากที่ 1 และในฉากที่ 3 โดยรายละเอียดของ 3 ฉากนั้นมีดังนี้

 

5.3.1 ฉากที่เห็นอัฐิของจูน ฉากนั้นไม่มีเสียง แต่ในช่วงท้าย ๆ ของฉาก เราได้ยินเสียงของวิทยากรพูดเรื่อง Think positive (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) การใช้ภาพกับเสียงในฉากนี้ก็เลยทำให้เกิดความ irony อย่างมาก

 

5.3.2 แล้วเราก็ได้เห็นภาพของฉากงานบรรยาย ที่วิทยากรพูดเรื่อง Think positive ฉากนี้ภาพกับเสียงสัมพันธ์กัน

 

5.3.3 แล้วเราก็ได้เห็นฉากนางเอกที่ลานแดกข้าวกลางวัน แต่เรายังคงได้ยินเสียงบรรยายจากฉาก Think positive ดังอยู่ต่อไป มันก็เลยเหมือนกับว่า เสียงจากฉาก 2 แลบเข้ามาอยู่ทั้งในฉาก 1 และฉาก 3

 

ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การตัดต่อเสียงใน 3 ฉากนี้มีจุดประสงค์อะไร แต่ก็รู้สึกว่ามัน ironic ดี และมันเหมือนก่อให้เกิดความขัดแย้งกันดีระหว่าง “คำสอนในสังคมเรื่องวิธีการดำรงชีวิต” กับ “ความเป็นจริงของชีวิต”

 

5.4 มีการตัดต่อเสียงแบบ L CUT (the audio from the preceding scene overlaps the picture from the following scene)  ในฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่เราชอบมาก ๆ ด้วย นั่นก็คือในฉากที่

 

5.4.1 นางเอกมองเด็ก ๆ ในโรงเรียนนานาชาติ นางเอกเห็นภาพเด็ก ๆ จำนวนมาก และได้ยินเสียงอื้ออึงของเด็ก ๆ

 

5.4.2 นางเอกนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาเดิน treadmill กลางดึก แต่ “เสียงอื้ออึงของเด็ก ๆ จำนวนมาก” ในฉาก 5.4.1 ดูเหมือนว่าจะยังคงรบกวนโสตประสาทของเธออย่างรุนแรง เธอเดิน treadmill ต่อไปเรื่อย ๆ จนเสียงอื้ออึงของเด็ก ๆ เบาลงและหายไป (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ซึ่งเราว่าการตัดต่อเสียงแบบ L CUT ในฉากนี้สอดคล้องกับประเด็นในข้อ 3 ที่เราได้เขียนไป คือมันเหมือนกับว่า “ภาพและเสียงของเด็ก ๆ จำนวนมาก” ไม่ได้ทำให้นางเอกมีความสุข แต่มันกลับรบกวนเธอจนเธอนอนไม่หลับ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร แต่เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะว่าเธออาจจะกังวลกับการต้องหาเงินมาเลี้ยงดูลูกในอนาคตก็เป็นได้ เพราะอย่างที่เฟรนกล่าวไว้ในทำนองที่ว่า การจะทำให้เด็กสักคนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคม มันอาจจะต้องทุ่มเททรัพยากรเป็นจำนวนมาก 55555

 

และเราว่าฉากนี้มัน “ตรงข้าม” กับหนังฝรั่งเศสได้อย่างน่าสนใจดีด้วย เหมือนกับในกรณีของ Alain Resnais คือในหนังเรื่อง THREE COLORS: BLUE (1993, Krzysztof Kieslowski, France) นั้น นางเอก (Juliette Binoche) สูญเสียลูกไปในอุบัติเหตุในช่วงต้นเรื่อง และในฉากต่อ ๆ มา เราเห็นนางเอกว่ายน้ำในสระว่ายน้ำสีฟ้า แต่ก็มี “เด็ก ๆ” จำนวนมาก ใส่ชุดว่ายน้ำสีขาวพร้อมกับอุปกรณ์ว่ายน้ำสีแดง โผล่เข้ามาว่ายน้ำในสระเดียวกับนางเอก และเราก็จะรู้สึกว่าการปรากฏตัวของ “เด็ก ๆ” เหล่านี้คงจะสร้างความสะเทือนใจให้กับ Binoche โดยไม่ได้ตั้งใจ มันคงจะทำให้ Binoche คิดถึง “อดีต” คิดถึงลูก ๆ ของเธอ การปรากฏตัวของเด็ก ๆ เหล่านี้ที่สระว่ายน้ำทำให้ Binoche ต้อง “เจ็บปวดกับอดีต”

 

แต่ในกรณีของ HUMAN RESOURCE นั้น การปรากฏตัวของเด็กนักเรียนจำนวนมาก มันหลอกหลอนเฟรนจนถึงขั้นนอนไม่หลับ เพราะมันอาจจะทำให้เฟรน “กังวลอย่างรุนแรงกับอนาคต”

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากนี้ใน HUMAN RESOURCE ก็เป็นอีกฉากที่อาจจะสะท้อนความแตกต่างกันระหว่างหนังฝรั่งเศสกับหนังไทยอย่างไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย 55555

 

6. ชอบ “ความนิ่งของภาพ” และ “ความเงียบของเสียง” ในสองฉากสำคัญด้วย นั่นก็คือฉากเกี่ยวกับการเกิดและการตาย มันคือฉากต้นเรื่องที่เป็นภาพเด็กทารกอายุ 5 สัปดาห์ในครรภ์ และฉากอัฐิของจูน

 

แน่นอนว่าเราไม่รู้หรอกว่า จุดประสงค์ของผู้สร้างหนังคืออะไร แต่สิ่งที่ “ความเงียบของเสียง” และ “ความนิ่งของภาพ” ในสองฉากนี้ทำให้เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือว่า เรารู้สึกว่าสองฉากนี้ การเกิด และการตาย มันเป็น “สองสิ่งที่แน่นอนในชีวิต” ชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องผ่านสองสิ่งนี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ การเกิด และการตาย ในขณะที่อะไรอย่างอื่น ๆ ในชีวิตมันเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” และเต็มไปด้วย risks ซึ่งนั่นก็รวมถึงความสุขและความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิต มันล้วนเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ “มึงน่ะต้องตายแน่นอน” ในวันใดวันหนึ่งในอนาคต จริงมั้ยล่ะคะ คุณผู้ชม

 

เราก็เลยชอบสุดขีด ที่หนังเรื่องนี้จงใจ highlight ฉากการเกิดและการตาย และทำให้เราตระหนักถึงสัจธรรมข้อนี้ของชีวิต สัจธรรมที่ว่าการเกิดและการตาย เป็น “สองสิ่งที่แน่นอนในชีวิตมนุษย์”

 

7. เรารู้สึกว่า HUMAN RESOURCE มันกระตุ้นให้เราใคร่ครวญถึง “ชีวิตมนุษย์” อย่างรุนแรง คล้าย ๆ กับหนังเรื่อง THE DEVIL, PROBABLY และเราก็เลยชอบจุดนี้มาก ๆ

 

คือก่อนที่เราจะได้ดูหนังเรื่องนี้ เราเข้าใจผิดว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังแนว “การห้ำหั่นกันในวงการธุรกิจ” หนังแบบ “ตัวละครตบกันแหลกเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวงการธุรกิจ” น่ะ

 

แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็พบว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่การสะท้อนความโหดร้ายของระบอบทุนนิยมเท่านั้น แต่มันกระตุ้นให้เรานึกถึงอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตมนุษย์ด้วย เราก็เลยชอบจุดนี้มาก ๆ

 

อย่างในข้อ 6 ที่เราเขียนไปแล้วนั้น เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กระตุ้นให้เรานึกถึงความแน่นอนของชีวิตมนุษย์ ที่ “มึงน่ะต้องตายแน่นอน” (เหมือนในหนังเรื่อง DIE TOMORROW) และกระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อมาว่า แล้วในช่วงระหว่างการเกิดกับการตาย หรือในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้น เราจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง

 

หนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกโดยตรงว่า เราจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ แต่มันเหมือนบอกเราโดยอ้อมว่า ถ้าหากมึงเกิดมาในสังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้ แล้วมึงไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนรวย มึงจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและปัญหาอะไรบ้าง ตามข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.13 ที่เราได้เขียนไปแล้ว

 

เราก็เลยรู้สึกว่า มุมมองของ HUMAN RESOURCE ที่มีต่อชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบันนี้ มัน anti-romantic มาก ๆ และมันก็เลยสอดคล้องกับมุมมองของหนังเรื่อง THE DEVIL, PROBABLY ที่มีต่อ “ชีวิตมนุษย์ในยุคปัจจุบัน” ตาม quote ที่เรายกมาไว้ในข้อ 1.3

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ในแง่หนึ่ง HUMAN RESOURCE กับ THE DEVIL, PROBABLY นี่มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ หนังทั้งสองเรื่องมันมองชีวิตมนุษย์ได้ในแบบที่ anti-romantic อย่างสุด ๆ นอกจากนี้ นักวิจารณ์บางท่านยังเขียนไว้ด้วยว่า THE DEVIL, PROBABLY เป็นหนังที่พูดถึง “COSMIC BLEAKNESS” และเราว่า HUMAN RESOURCE นี่ก็น่าจะเป็นหนังไทยที่พูดถึงอะไรที่ใกล้เคียงกัน

 

8. อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า HUMAN RESOURCE กับ THE DEVIL, PROBABLY มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ ก็คือว่า เราว่าตัวละครเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้มันดู “เนือย” มาก ๆ เหมือนกัน 55555

 

คือเรารู้สึกว่าในแง่หนึ่ง นางเอกของ HUMAN RESOURCE นี่น่าจะถือเป็นหนึ่งในตัวละครเอกที่ดู passive ที่สุดในบรรดาหนังยาวที่เราเคยดูมาในชีวิตเลยน่ะ เพราะตัวละครเอกในหนังโดยทั่ว ๆ ไป มักจะต้องลุกขึ้นสู้รบปรบมือกับอุปสรรคอะไรบางอย่าง แก้ปัญหาใหญ่ในชีวิตอะไรบางอย่าง หรือทำอะไรที่รุนแรงสักอย่างในฉาก climax น่ะ แต่เฟรนเหมือนกับว่าไม่ได้ทำอะไรแบบนี้เลย (คือจริง ๆ แล้วเธอก็เหมือนรับมือกับปัญหาตลอดเวลานะ แต่เป็นการรับมือแบบ passive ในแบบของเธอเอง 555)

 

เฟรนในหนังเรื่องนี้ ดู passive มาก ๆ มันก็เลยขัดกับ “สิ่งที่เรามักเห็นในหนังทั่วไป” มาก ๆ และเราก็ชอบจุดนี้อย่างสุด ๆ เพราะเราว่าการสร้างตัวละครแบบนี้ขึ้นมามันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เพราะตัวละครมันโคตรจะ passive มาก ๆ แต่เรากลับรู้สึกว่ามันดูสมจริงสุดๆ เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจสุด ๆ มันคล้ายกับคนที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง และเป็นคนที่ “ใกล้เคียงกับบางแง่มุมในตัวเรา” ด้วย และหนังก็ใช้ตัวละครที่โคตรจะ passive แบบนี้ ในการแบกหนังทั้งเรื่อง และสะท้อนสังคมได้อย่างน่าสนใจไปด้วย เราก็เลยรู้สึกกราบตีนมาก ๆ กับการสร้างตัวละครแบบนี้ขึ้นมาในโลกภาพยนตร์

 

นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามีหนังยาวเรื่องไหนที่เลือกใช้ตัวละครเอกที่โคตรจะ passive แบบนี้ คืออย่างใน THE DEVIL, PROBABLY นั้น ตัวละครเอกก็ให้ความรู้สึก “เนือย ๆ” เหมือนกัน แต่เราว่าตัวละครเอกของหนังเรื่องนั้นก็ยัง take action อะไรบางอย่างที่รุนแรงกว่านางเอกของ HUMAN RESOURCE

 

ตัวละครที่ passive มากกว่านางเอก HUMAN RESOURCE ก็อาจจะเป็นพระเอกของหนังเรื่อง BARTLEBY (1976, Klaus Wyborny, West Germany) ที่ปฏิเสธที่จะทำงานใด ๆ แต่หนังเรื่อง BARTLEBY นี้ก็มีความยาวเพียงแค่ 45 นาที เพราะฉะนั้นความ passive ของตัวละครก็เลยไม่ได้ถูกใช้แบกหนังเป็นเวลานานเหมือนใน HUMAN RESOURCE

 

จริง ๆ แล้วเรานึกถึงตัวละครนางเอกของ THE ACCOMPANIST (1992, Claude Miller, France) ด้วย เพราะตัวละครนางเอกของ THE ACCOMPANIST นั้น มีหน้าที่หลักเป็น silent witness คอยมองดูเรื่องราวดราม่ารุนแรงที่เกิดขึ้นกับตัวละครอื่น ๆ ในสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นตัวละครที่เหมือนกับ “watch life pass by” เหมือนกัน แต่เหมือน THE ACCOMPANIST มันทดแทนความปล่อยเลยตามเลยของชีวิตตัวละครนางเอก ด้วยความดราม่าอย่างรุนแรงของชีวิตตัวละครอื่น ๆ น่ะ THE ACCOMPANIST ก็เลยเป็นเหมือนกับเป็น “หนังที่เล่าเรื่องราวดราม่ารุนแรงในช่วงสงครามโลกด้วยมุมมองที่แตกต่างจากหนังปกติ” (เพราะมันเล่าเรื่องจากมุมมองของตัวละครที่ passive) ซึ่งมันจะแตกต่างจาก HUMAN RESOURCE เพราะ HUMAN RESOURCE มันทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ความเฉย ความไม่ลุกขึ้นสู้” ของตัวละครนางเอก มันเป็นสิ่งที่เราเคยทำแบบนั้นในชีวิตจริงด้วยหรือไม่ เราก็เลยรู้สึกว่า HUMAN RESOURCE มันเหนือชั้นมาก ๆ ตรงจุดนี้

 

คือเราว่า ถ้าหากเป็นหนังปกติทั่ว ๆ ไป หนังจะเลือกใช้ “จิดา” (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ)  เป็นตัวละครนางเอกน่ะ สาวยากจนจากร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีพ่อที่ดุด่าอย่างรุนแรง แต่เธอก็สู้ชีวิต เข้ามาทำงานเป็น junior marketing เจอพี่จักรเป็นเจ้านายที่ชั่วร้าย แต่เธอก็กัดฟันสู้ ถึงแม้ชีวิตสู้กลับ คือตัวละครแบบนี้เป็นได้ทั้งนางเอกหนังไทย, หนังเกาหลี, ละครทีวีฮ่องกงยุคทศวรรษ 1980, etc. อะไรแบบนั้นได้เลย เป็นตัวละครหลักของหนังแบบ NEXT SOHEE (2022, July Jung, South Korea) ได้เลย ชีวิตของจิดาเป็นได้ทั้งวัตถุดิบชั้นดีของหนัง/ละครแนวดราม่าและแนวเมโลดราม่า แต่บางทีหนัง/ละครแบบนี้ก็อาจจะมีการผลิตออกมามากพออยู่แล้ว

 

เราก็เลยชอบมากที่ HUMAN RESOURCE เลือกใช้เฟรนเป็นตัวละครนางเอก ทั้ง ๆ ที่ชีวิตของเฟรนมีความดราม่า มีความน่าตื่นเต้นน้อยกว่าจิดามาก ๆ มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้เลือกที่จะไปโฟกัสที่ “ตัวละครที่มักจะรับบทเป็นตัวละครประกอบฉาก” ในหนังเรื่องอื่น ๆ น่ะ ตัวละครแบบเฟรนเหมือนเป็นตัวละครประกอบที่ไม่มีบทบาทอะไรมากนักในหนัง/ละครแนว “การต่อสู้ฟาดฟันในโลกธุรกิจ” มันดูเหมือนเป็นตัวละครที่ดู “ไม่น่าสนใจมากนัก” ในหนัง/ละครเมโลดราม่าทั่ว ๆ ไป แต่ที่จริงแล้วตัวละครแบบนี้ก็มีความน่าสนใจสุด ๆ ในแบบของมันเอง เพราะตัวละครแบบนี้มันจะมีบางแง่มุมที่ตรงกับเราในชีวิตจริง และการที่หนังเลือกที่จะโฟกัสไปยังตัวละครแบบนี้ มันก็ช่วยให้เราฉุกคิดทบทวนถึงอะไรบางอย่างในชีวิตจริงของเราในแบบที่หนังเรื่องอื่น ๆ มักจะมองข้ามไปด้วย

 

เราก็เลยชอบอะไรหลาย ๆ อย่างในการออกแบบตัวละครเฟรนมาก ๆ ทั้งเสื้อผ้าของเธอที่เน้นความเรียบ ๆ ไม่มีอะไรกุ๊กกิ๊กเก๋ไก๋ฟูฟ่อง ไม่ฉูดฉาด, การที่เธอใส่ตุ้มหูเล็ก ๆ ที่ไม่มีความโดดเด่นอยู่เกือบตลอดเวลา, การที่เธอพยายามคุมสีหน้าของตัวเองตลอดทั้งเรื่อง คือเธอพยายามทำให้ตัวเองดูไม่โดดเด่นมาก ๆ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม, เครื่องประดับ และสีหน้าท่าทางของเธอ

 

เราชอบชื่อของเธอมาก ๆ ด้วย ทั้งชื่อ “เฟรน” และ “มิตรา เขียวรอดสถาพร” คือเราไม่แน่ใจ 100% หรอกนะว่า ตัวตนจริง ๆ ของเฟรนเป็นคนยังไง แต่เราดูแล้วจินตนาการว่า เธอเป็นคนที่พยายาม present ตัวเองว่า “ไม่เป็นพิษเป็นภัย” (เฟรนด์/มิตร) ต่อคนอื่น ๆ น่ะ, เธอเน้นไม่สร้างศัตรู และเธอเน้น “ความอยู่รอดของชีวิตตนเองท่ามกลาง hostile environment” เป็นหลัก เพราะฉะนั้นนามสกุลของเธอก็เลยมีคำว่า “รอด” (survive) และสิ่งหนึ่งที่เธอต้องการมากที่สุดในชีวิตก็อาจจะเป็นความสถาพร หรือเสถียรภาพด้วย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะได้มาง่าย ๆ เพราะบ้านเธอไม่ได้รวยมากนัก เพราะฉะนั้นถ้าหากเธอต้องการจะ “รอด” และ “สถาพร” เธอก็จะต้องแลกกับการยอมกล้ำกลืนฝืนทนกับการทำอะไรบางอย่างในชีวิต ซึ่งรวมถึงเจ้านายที่เลวร้าย และการยอมมีลูกกับสามี

 

เราว่าการออกแบบตัวละครเฟรนในหนังเรื่องนี้ มันช่วยแก้ไขปัญหาที่เรามีต่อหนังเรื่อง NO OTHER CHOICE (2025, Park Chan-wook, South Korea, A+30) ด้วย เพราะเราไม่อินกับตัวละครพระเอกของ NO OTHER CHOICE เลยแม้แต่นิดเดียว (ถึงแม้เราจะรู้สึกว่านักแสดงหล่อมากในสายตาของเรา 555) ตัวละครที่เราอินที่สุดและรักที่สุดใน NO OTHER CHOICE ก็คือตัวละคร “พนักงานขายรองเท้า” Sijo (Cha Seung-won) ที่จริง ๆ แล้วเป็นผู้ชายที่มีความสามารถสูงมาก แต่เขาก็ยอมมาทำงานขายรองเท้า ยอมทนให้ลูกค้ารวย ๆ ด่ากราด ดูถูกเหยียดหยามต่าง ๆ นานา เราก็เลยอินกับตัวละครประกอบตัวนี้มากที่สุดในหนัง เพราะมันทำให้เรานึกถึงชีวิตจริงของตัวเราเองด้วย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ถึงแม้ NO OTHER CHOICE และ HUMAN RESOURCE นำเสนอความโหดร้ายของโลกทุนนิยมเหมือนกัน แต่ choice ในการสร้างตัวละครเอกของหนังสองเรื่องนี้แตกต่างกันมาก ๆ และมันก็เลยส่งผลให้เราชอบ HUMAN RESOURCE มากกว่า NO OTHER CHOICE อย่างรุนแรง เพราะเราว่าตัวละครเอกของ HUMAN RESOURCE ทำให้เรานึกถึงบางแง่มุมของตัวเราเอง

 

9. ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าเฟรนเป็น “หนึ่งในตัวละครเอกในหนังยาวที่ดู passive มากที่สุดในชีวิต” แต่ก็มีฉากนึงที่เฟรนลุกขึ้นมา active ในแบบที่เราอินด้วยมาก ๆ นะ นั่นก็คือฉากที่เธอตัดสินใจขับรถหนีหนุ่มมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ด่าพระเอกอย่างรุนแรงในทำนองที่ว่า “ถ้าหากเขาชักปืนขึ้นมา แล้วคุณจะทำยังไง จะแก้ปัญหาได้มั้ย”

 

คือเราเดาว่าการที่เฟรนเลือกที่จะทำตัว passive ในฉากอื่น ๆ แต่ลุกขึ้นมา active ในฉากนั้น เป็นเพราะตัวละครตัวนี้เน้น “ความอยู่รอดของชีวิตตนเองท่ามกลาง hostile environment” เป็นหลักน่ะ และเรารู้สึกว่านี่เป็นแง่มุมที่เราก็พบได้ในตัวเราเองเช่นกัน และเราก็ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดที่เลือกที่จะนำเสนอแง่มุมนี้ของมนุษย์ขึ้นมา เพราะมันทำให้เรานึกถึงตัวเองอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

คือเราเดาว่า การที่เฟรนเป็นคนแบบนี้ เป็นเพราะสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งคือการที่เธอมี “แผลเป็นทางใจ” จากวิกฤติต้มยำกุ้งในวัยเด็กน่ะ วิกฤตินั้นอาจจะสั่นคลอน “ความมั่นคงทางใจ” ของเธออย่างรุนแรง และทำให้เธอกระเสือกกระสน พยายามอย่างมากที่จะรักษาความมั่นคงทางการเงินของเธอ ถึงแม้มันต้องแลกกับการทำงานกับเจ้านายที่ชั่วร้ายก็ตาม

 

และการที่เธอเน้นทำตัว passive เป็นหลักในฉากอื่น ๆ เพราะเธอมองแล้วว่า การทำตัว passive แบบนั้น ทำตัวเรียบ ๆ ไม่โดดเด่นแบบนั้น มันจะช่วยให้เธออยู่รอดได้ในบริษัทแห่งนี้

 

เธอกล่าวขอโทษพี่จักร ทั้ง ๆ ที่เธออาจจะไม่ได้มองว่าตัวเองผิด และเธอก็ยกมือขอโทษหนุ่มมอเตอร์ไซค์ในโรงพัก เพราะเธอมองว่า การขอโทษ (ไม่ว่าจะด้วยความจริงใจหรือไม่จริงใจ) มันคือสิ่งที่จะช่วยให้เธอซึ่งเป็น “หญิงสาวที่ไม่มีฐานะร่ำรวย” อยู่รอดต่อไปได้เรื่อย ๆ เธอจะไม่ถูกไล่ออกจากบริษัท และเธอจะไม่ถูกใครดักฆ่าตาย

 

แต่เธอจะลุกขึ้นมา active กล้าปะทะกับสามีได้ในทันที เพราะว่าสิ่งที่สามีบอกให้เธอทำในฉากนั้น มันอาจจะทำให้เธอถูกยิงตายได้ สมองของเธอส่วนที่ “เน้นการเอาตัวรอด” มันเลยกระตุ้นให้เธอกลายร่างจาก passive เป็น active ได้ในฉับพลัน เพราะการทำตัว passive ต่อไปในฉากนั้นอาจจะทำให้เธอถูกฆ่าตายได้

 

เราก็เลยชอบจุดนี้ของตัวละครเฟรนมาก ๆ เธอทำตัว passive เกือบตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นเพราะว่า เธอ “โง่” และไม่ได้เป็นเพราะว่าเธอ “ไม่มีอิทธิฤทธิ์” แต่เธอทำตัว passive เกือบตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะเธอคำนวณมาอย่างดีแล้วว่า การทำแบบนั้นจะทำให้เธออยู่รอดได้ แต่ถ้าหากเมื่อใดที่การทำตัว passive จะทำให้เธอถูกฆ่าตาย กูก็เปลี่ยนโหมดได้ในทันทีค่ะ

 

ส่วนอันนี้เป็นประเด็นที่เราเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว นั่นก็คือประเด็นที่ว่า ตัวละครเฟรนทำให้เรานึกถึงตัวละครสองตัวที่เราชอบสุดขีดในละครทีวีเรื่อง “เพลิงพระนาง” (1996, อดุลย์ บุญบุตร) ด้วย นั่นก็คือ เจ้านางเก็จถวา” (ปัทมา ปานทอง) และ “เจ้านางแก้วอากาศ” (เสาวลักษณ์ ศรีอรัญ) ทั้ง ๆ ที่สองตัวละครนี้เป็นเพียงตัวละครประกอบในเพลิงพระนาง แต่สองตัวละครนี้คือ role model ของเรา เพราะสองตัวละครนี้ “ปรับตัวเก่งมาก” และได้ผัวรวยเป็นพ่อค้าชาวอินเดียในตอนจบ (ในเวอร์ชั่นปี 1996) คือเจ้านางคนอื่น ๆ ห้ำหั่นกันจะเป็นจะตาย สองตัวนี้ก็หาหนทางให้ตัวเอง “อยู่รอดปลอดภัย ไม่ถูกฆ่าตาย” ได้ เหมือนทั้งสองตัวละครนี้ “เน้นความ survive ของชีวิตตนเองเป็นหลักท่ามกลาง hostile environment” เหมือนกับเฟรน และทั้งสองตัวละครนี้ก็ “ไม่ ambitious มากนัก” และ “ไม่คิดที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความถูกต้องดีงาม” เหมือนกับเฟรนด้วย 55555

 

คือเราชอบมากที่เฟรนไม่ได้เป็นทั้ง “นางเอกตามขนบ” และ “นางอิจฉาตามขนบ” น่ะ คือถ้าหากเฟรนเป็น “นางเอกตามขนบ” เธอก็คงจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับพี่จักร และลุกขึ้นมาคัดง้างกับผัวในบางประเด็น แต่ถ้าหากเธอเป็น “นางอิจฉาตามขนบ” หรือ “anti-heroine ตามขนบ” เธอก็คงจะยอมทำเลวอะไรต่าง ๆ นานานา เพื่อให้ตัวเธอเองอยู่ในสถานะที่ร่ำรวยกว่านี้

 

ซึ่งการที่หนังไม่เลือกให้เฟรนเป็นนางเอกและนางอิจฉาตามขนบ มันก็เลยทำให้เฟรนดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาแบบที่ใกล้เคียงกับตัวเรา หรือดูเหมือนมนุษย์แบบที่เราสามารถพบได้ในชีวิตประจำวันมาก ๆ คนที่ยอมทำตัว passive ปล่อยให้เรื่องเลวร้ายในบริษัทและสังคมรอบข้างดำเนินต่อไป เพราะกูแค่ทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง กูก็จะตายห่าอยู่แล้ว แต่กูก็มีหลักศีลธรรมตามแบบของตัวเองอยู่ในใจนะ เพราะกูก็ไม่ได้ทำอะไรที่ชั่วช้ามากนักในสายตาของกูเองเช่นกัน

 

10. และเราก็ชอบที่หนังออกแบบตัวละครเธมให้เข้ากับเฟรนได้ดีมาก ๆ ตรงจุดนี้ด้วย เพราะเธมก็ไม่ใช่ “พระเอกตามขนบหนังทั่วไป” และก็ไม่ใช่ “ผู้ร้ายที่ดูชั่วมาก ๆ” (แบบพี่จักร) แต่ดูเป็นมนุษย์เทา ๆ แบบที่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพมาก ๆ

 

คือเธมดูเป็นคนที่มีข้อเสียในตัวเยอะก็จริง แต่เรามองว่าเขาเป็น “คนที่มีกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม” ตามขนบสังคมของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากเราน่ะ เขามองว่าการทำแท้งเป็นเรื่องผิด, การขับรถผิดกฎจราจรเป็นเรื่องผิดมาก และการใช้เส้นสายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ซึ่งชุดความคิดของเขามันเหมือนเป็นชุดความคิดของชนชั้นกลางบางกลุ่มในไทย และเราก็มีมุมมองทางศีลธรรมแตกต่างจากเขาในบางเรื่อง แต่เขาก็ไม่ใช่ “ผู้ร้ายตามขนบ” ประเภทที่ก่ออาชญากรรมจนลงข่าวหน้าหนึ่งตามหนังสือพิมพ์ อะไรทำนองนี้ เขาก็เป็นตัวละครที่ถูกสร้างให้ดูใกล้เคียงกับคนหลาย ๆ คนในชีวิตประจำวันของเรามาก ๆ เหมือนกับเฟรน

 

เราก็เลยมองว่าเขากับเฟรนดูเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในบางแง่มุม เพราะว่า

 

10.1 ทั้งสองดูเป็นมนุษย์จริง ๆ สะท้อนให้เห็นภาพชนชั้นกลางในไทยจริง ๆ ไม่ใช่ “พระเอกนางเอกตามขนบ” และ “ผู้ร้ายตามขนบ” ตามแบบที่เราเขียนไปแล้ว

 

10.2 รูปร่างหน้าตาของทั้งคู่ก็ดูเหมาะสมกันดี ดูสวยหล่อในระดับที่ไม่ใช่นางแบบ/นายแบบ แต่ก็ดูดีมากในแบบของตัวเอง

 

10.3 ทั้งคู่ดูมี “กรอบศีลธรรมในแบบของตัวเอง” ซึ่งกรอบศีลธรรมของทั้งคู่ไม่ตรงกัน (อย่างเช่นในเรื่องการทำแท้ง) แต่ทั้งคู่ไม่ใช่คู่ผัวเมียประเภทที่ “ไร้ศีลธรรม” จนถึงขั้นที่จะช่วยกันประกอบอาชญากรรมเลวร้ายเพื่อความร่ำรวย หรืออะไรแบบนั้นได้

 

10.4 เราว่าเฟรนเป็นคนที่ “เก็บกดอารมณ์ตัวเองเก่ง” และไม่พูดอะไรบอกผัวตรง ๆ ซึ่งเธมเองนั้นอาจจะไม่ใช่คนที่เก็บกดอารมณ์ตัวเองเก่งเท่าเฟรน แต่เขาก็เป็นคนที่บางทีก็เก็บงำความรู้สึกเหมือนกัน อย่างเช่นในฉาก

 

10.4.1 ฉากที่เขาน่าจะรู้ความจริงว่าเฟรนปกปิดความจริงเรื่องการตั้งครรภ์ แต่เขาก็ไม่หยิบเอาประเด็นนี้มาทะเลาะกับเฟรน

 

10.4.2 ฉากที่เขาคุยกับหมอ แล้วหมอพูดถึงความจริงที่ว่า มันมีโรคบางโรคที่ไม่มีทางป้องกันล่วงหน้าได้ในช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ อย่างเช่น deafness, autism, etc.

 

หลังจากนั้นก็มีฉากที่เธมขับรถแล้วเงียบขรึม จนเฟรนถามว่าเขาเป็นอะไร ซึ่งเธมก็ไม่ตอบ และเราก็ไม่รู้จริง ๆ หรอกว่า เธมเป็นอะไรในฉากนั้น แต่เราเดาว่า เขาอาจจะกังวลอย่างรุนแรงกับสิ่งที่หมอพูดหรือเปล่า เขาอาจจะเป็นคนที่รู้สึก insecure มาก ๆ กับความจริงที่ว่า มันมีความเป็นไปได้ที่ลูกของเขาอาจจะคลอดออกมากลายเป็นคนพิการ ไม่ว่าเขาจะทำดีแค่ไหนก็ตาม หรืออะไรทำนองนี้

 

ซึ่งหนังไม่ได้บอกอะไรตรงจุดนี้หรอกนะ ว่าเธมคิดอะไรในฉากนั้น แต่เรามองว่าเขาก็อาจจะเป็นคนที่ “ไม่พูดอะไรตรง ๆ” กับคู่ครองเหมือนกับเฟรน และเราก็เลยมองว่า เขากับเฟรนก็น่าจะเข้ากันได้ตรงจุดนี้ 555

 

10.5 เราว่าทั้งคู่ดูดูแลกันดีในระดับนึง เพราะเธมก็ดูเหมือนจะดีกับแม่ของเฟรน และเราชอบอากัปกิริยาที่เฟรนทำกับเธม คือเรารู้สึกว่าในบางครั้งเฟรนปฏิบัติกับเธมเหมือนเธมเป็นเด็กชายตัวน้อย ๆ น่ะ ซึ่งเราอาจจะคิดไปเองก็ได้นะ คือเราชอบฉากที่

 

10.5.1 เธมขอโทษเฟรนในตอนเช้าหลังเกิดเหตุทะเลาะกับหนุ่มมอเตอร์ไซค์ แล้วเฟรนก็เข้าไปโอบเธม คือลักษณะการโอบมันแอบทำให้เรานึกถึงการโอบปลอบกำลังใจเด็กน่ะ

 

10.5.2 มีฉากที่เฟรนใช้มือยีหัวเธมที่ระเบียง และฉากนั้นมันทำให้เรารู้สึกว่า เธมเหมือนมีความเป็นเด็กชายตัวน้อย ๆ อยู่ในตัวเหมือนกัน

 

10.6 และสิ่งที่สำคัญก็คือว่า เราว่าเธมเป็นคนที่มีคุณลักษณะบางอย่างเข้ากับเฟรน เพราะเฟรนเป็นคนที่เน้น “ความอยู่รอดของชีวิตท่ามกลาง hostile environment” และอาจจะต้องการเสถียรภาพของชีวิต (หลังจากมีปมในวัยเด็กเพราะวิกฤติต้มยำกุ้ง)

 

ซึ่งเธมไม่ใช่ “ผู้ชายที่รวยมากพอ” ที่จะมอบสิ่งเหล่านี้ให้เฟรนได้ แต่เขาเป็นคนที่ “เน้นแสวงหาผลกำไรจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ” และเราว่าคุณลักษณะแบบนี้ นอกจากจะสะท้อนภาพชนชั้นกลางของไทยแล้ว (ซึ่งอาจจะรวมถึงตัวเราเองในบางครั้ง 55555) มันก็น่าจะเหมาะกับคู่ครองที่พยายามเน้นหาเสถียรภาพทางการเงินด้วย

 

คือเราชอบการออกแบบตัวละครเธมมาก ๆ ในฉากที่

 

10.6.1 มีข่าวเรื่องการพบไมโครพลาสติกในแอปเปิลและลูกแพร์ แต่แทนที่เธมจะกังวลกับไมโครพลาสติก เขากลับกินแอปเปิลอย่างสบายใจ และพูดว่า “ถ้าหากใครคิดเครื่อง filter ได้ ก็คงรวยไปเลยเนอะ” คือปฏิกิริยาแรกของเขาที่มีต่อวิกฤติ ไม่ใช่ “ความตื่นตระหนกและความกังวลต่อวิกฤติ” แต่เป็น “การคิดจะหาทางทำกำไรจากวิกฤติ” และเราว่าผู้ชายแบบนี้ ก็อาจจะเหมาะกับผู้หญิงที่ “เน้น survival in the hostile environment” 55555

 

10.6.2 เธมเล่าเรื่องที่มีคน “ทำกำไรได้เยอะมากจาก masks ในช่วงโควิด” เพราะคนกลุ่มนี้รู้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนคนอื่น ๆ ในสังคม

 

คือแทนที่เธมจะแสดงปฏิกิริยาต่อข่าวนี้ ด้วยการพูดถึง “social inequality” เขากลับแสดงท่าทีต่อข่าวนี้ในทำนองที่ว่า “เราจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลวงในแบบนี้ได้ เพื่อที่เราจะทำกำไรได้เยอะ ๆ เมื่อเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต”

 

เราก็เลยชอบการออกแบบตัวละครเธมในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เขามี mindset แบบที่ไม่ได้ใสสะอาดในทางศีลธรรม แต่มันตรงกับคนหลายคนในสังคม, ตรงกับเราในบางสถานการณ์ และมันก็อาจจะเข้ากับเฟรนที่เน้น survival in the hostile environment ด้วย

 

เราชอบความละเอียดในการออกแบบตัวละครเธมด้วย เพราะในตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาต้องผลักดันให้ลูกต้องเรียนโรงเรียนนานาชาติ แต่พอเขาพูดถึงประสบการณ์เลวร้ายของตัวเองในวัยเด็ก (และการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอข่าวเรื่องครูใช้ถาดตีหัวเด็กในช่วงต้นเรื่อง) เราก็เลยเข้าใจเขาว่า เพราะเหตุใดเขาถึงดูเหมือนพยายามจะทำอะไรที่เกินตัวในเรื่องโรงเรียนนานาชาติ

 

เราชอบ dilemma ของหนังในเรื่องกฎจราจรมาก ๆ ด้วย เราว่ามันเป็น dilemma ที่น่าสนใจดี เราเองก็ตัดสินไม่ได้ว่า ใครถูกใครผิด หรือใครถูกมากน้อยแค่ไหน และใครผิดมากน้อยแค่ไหน สำหรับกรณีขัดแย้งของเธมกับหนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้ แต่เราแอบจินตนาการว่า ถ้าหากหนังมันหันไปโฟกัสที่ความขัดแย้งนี้ โดยลากเอาครอบครัวของหนุ่มมอเตอร์ไซค์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หนังเรื่องนี้ก็อาจจะกลายเป็นเหมือนหนังอิหร่านของ Asghar Farhadi 55555

 

11. หนังเรื่องนี้มันทำให้เรานึกถึง quote จากหนังเรื่อง COSMOPOLIS ที่เรายกมาไว้ในข้อ 1.2 ด้วย เพราะบทสนทนาในหนังเรื่อง COSMOPOLIS มันพูดถึงความจริงที่ว่า “สิ่งต่าง ๆ ในโลกยุคปัจจุบันนี้มันจะนำไปสู่ความชิบหายและความตาย แต่มนุษย์เราพยายามจะมองข้ามความจริงในเรื่องนี้ พยายามจะสร้างภาพว่า อะไรต่าง ๆ ทางเทคโนโลยี, การเงิน, ระบบสังคมในโลกยุคปัจจุบันนี้ มันจะนำไปสู่ชีวิตที่สุขสบาย สมบูรณ์แบบ สวยงามในอนาคต แต่ภาพที่พวกเราสร้างหลอกตัวเองนี้ จะประสบความล้มเหลวในที่สุด”

 

เราว่า HUMAN RESOURCE ทำให้เรานึกถึงประเด็นคล้าย ๆ กันโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอภาพความตายว่าเป็นสิ่งจีรังในชีวิต (ฉากอัฐิของจูน) และนำเสนอ risks และปัญหาต่าง ๆ มากมายในชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบัน คือมันนำเสนอภาพปัจจุบันและอนาคตของชีวิตคนไทยในแบบที่ bleak มาก ๆ แต่ตัวละครเธมก็พยายามจะกระเสือกกระสนที่จะใฝ่ฝันถึง “อนาคตที่ดีงาม สุขสบาย สมบูรณ์แบบ” สำหรับลูกของตัวเองอยู่ เขาทุ่มเงินจองที่นั่งให้ลูกตัวเองเรียนในโรงเรียนนานาชาติ, เขาต้องการให้ผู้คนเคารพกฎระเบียบจราจรอย่างเคร่งครัด, เขาต้องการจะมีเส้นสาย และเขาดูเหมือนจะอ่อนไหวกับความจริงที่ว่า ลูกของเขาอาจจะเกิดมาเป็นคนพิการก็ได้ คือเหมือนเขาเป็นคนที่ยังฝันจะมี happy future อยู่ ถึงแม้ว่า the future of Thailand is very bleak ก็ตาม

 

12. นอกจากหนังเรื่องนี้จะนำเสนอตัวละครเอกที่ดู passive มากที่สุดในชีวิตเรื่องนึงแล้ว เราก็ชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ลดทอน “เหตุการณ์รุนแรง” ในหนังด้วย คือระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับต่ำมาก ๆ ถ้าหากเทียบกับหนังไทยขนาดยาวที่ฉายโรงโดยทั่วไป หนังไม่ได้ให้เราเห็นความรุนแรงที่พี่จักรกระทำต่อจูนและจิดาโดยตรง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแบบ offscreen และความรุนแรงทางกายภาพที่เราได้เห็นมากที่สุดในหนัง ก็มีเพียงแค่ฉากที่เธมขับรถชนหนุ่มมอเตอร์ไซค์เท่านั้น

 

เราก็เลยรู้สึกว่า HUMAN RESOURCE เลือก choice ที่กล้าหาญมาก ๆ ตรงจุดนี้ด้วย หนังเหมือนเลือกที่จะสำรวจนิสัยบางอย่างของมนุษย์อย่างละเอียด และไม่พยายามที่จะใส่ฉากดราม่าเข้ามาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ผู้ชม

 

เราก็เลยรู้สึกว่าจุดนี้ของ HUMAN RESOURCE ทำให้เรานึกถึงหนังอีก 3 เรื่องที่เทียบเคียงกันได้ในแง่นี้ ซึ่งก็คือ

 

12.1 HI-SO (2010, Aditya Assarat)

 

อันนี้เป็นหนังที่สำรวจ “จริตชนชั้น” ได้อย่างดีงามที่สุดเท่า ๆ กับ HUMAN RESOURCE เลย เพียงแต่ว่าหนังสองเรื่องนี้สำรวจ “จริตชนชั้น” คนละกลุ่มกัน เรื่องนึงสำรวจจริตคนรวย/ลูกครึ่ง อีกเรื่องสำรวจจริตชนชั้นกลางไทย

 

12.2 EVERYONE ELSE (2009, Maren Ade, Germany)

 

คู่รักชายหญิงคู่นึงไปพักผ่อนชายทะเลด้วยกัน หนังเหมือนไม่มี “เหตุการณ์รุนแรง” เกิดขึ้นเลยตลอดทั้งเรื่อง แต่หนังเหมือนส่องสะท้อนมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ

 

12.3 AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany)

 

ครอบครัวหนึ่งไปพักผ่อนที่บ้านพักริมทะเลสาบ หนังทั้งเรื่องเหมือนไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นเลย แต่มันออกมาน่าสนใจมาก ๆ

 

13. พอ HUMAN RESOURCE เลือก choice ของตัวละครนางเอกให้เป็นคนที่ดูเหมือน passive อย่างมาก และเลือกที่จะตัดทอน “เหตุการณ์รุนแรง” ออกไปจากเนื้อเรื่อง ภาระหนักในการแบกหนังเรื่องนี้ ก็เลยตกเป็นของ “ฝีมือของนักแสดง” และเราก็ขอกราบตีนนักแสดงในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราชอบการแสดงของ Prapamonton Eiamchan, Paopetch Charoensook และ พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ คือถ้าไม่ได้การแสดงที่ดีจริง ๆ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ก็อาจจะออกมาน่าเบื่อมาก ๆ ได้ แต่พอได้การแสดงที่ดีมาก ๆ ตัวละครที่ “ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ ถ้าหากไปอยู่ในหนังเรื่องอื่น ๆ” ก็เลยกลายเป็นตัวละครที่ “ดูเหมือนมนุษย์มากที่สุด” ขึ้นมาได้

 

โดยส่วนตัวแล้ว เราขอยกให้การแสดงของ Prapamonton Eiamchan ในหนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งในการแสดงในหนังไทยที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงในชีวิตเลย นึกว่า “น้อยแต่มาก เรียบแต่ลึก” ของจริง

 

คือคุณ Prapamonton ก็แสดงเก่งมาก ๆ ในหนังทุกเรื่องอยู่แล้วนะ ตั้งแต่ MOTEL MIST (2016, Prabda Yoon) เป็นต้นมา แต่บทเฟรนในหนังเรื่องนี้มันท้าทายความสามารถจริง ๆ มันหินสุดขีดจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่ตัวละครที่ “นักแสดงจะต้องพยายามแสดงอารมณ์รุนแรงของตัวละครออกมา” แต่มันเป็นตัวละครที่ดูเหมือน “เก็บกดอารมณ์ของตนเองตลอดเวลา” เป็นตัวละครที่เหมือนคิดและรู้สึกอะไรอยู่ภายในใจ ภายในหัวตลอดเวลา แต่พยายามไม่แสดงมันออกมาในทางสีหน้า ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ซึ่งเราว่าบทแบบนี้ถือเป็นหนึ่งในบทที่หินที่สุด แสดงยากที่สุดแบบหนึ่ง ซึ่งคุณ Prapamonton ก็ทำออกมาได้ดีสุด ๆ

 

ไม่รู้เราคิดไปเองหรือเปล่าว่า มันมีหลาย moments ที่เฟรน “มุมปากกระตุก” โดยเฉพาะในฉากงานศพของจูน เราก็เลยเดาว่า มันคืออาการอย่างนึงของคนที่รู้สึกอะไรอยู่ภายใน แต่พยายาม don’t let it show on your face อย่างเต็มที่

 

การแสดงบทเฟรนก็เลยยากกว่าปกติมาก ๆ เพราะเฟรนไม่ใช่คนที่ “รู้สึกอะไร ก็แสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้าแบบนั้น” แต่นักแสดงอาจจะต้องจินตนาการเอาเองว่า “เฟรนรู้สึกอะไรในฉากนั้น และเธอจะพยายามไม่แสดงมันออกมาอย่างไร” 55555

 

อีกสิ่งที่ชอบมากคือการที่ “แววตา” ของเฟรนในหนังเรื่องนี้ มันดูแตกต่างจากในภาพถ่ายของเธอในวัยเด็กมาก ๆ เพราะภาพถ่ายในวัยเด็กของเฟรน มันดูเป็น “เด็กหญิงที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง” น่ะ มันเป็นดวงตาของเด็กก่อนที่จะเจอพิษต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ มันยากมาก ๆ

 

เราว่าการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ มันถ่ายทอดแววตาที่ “แตกต่างจากภาพถ่ายในวัยเด็ก” ได้ดีทีเดียว มันไม่ได้ดูหดหู่เศร้าสร้อย แต่มันดูไร้ “ประกายแห่งความหวัง” อย่างรุนแรง เราก็เลยชอบการแสดงตรงจุดนี้ และชอบแง่มุมนี้ของหนังมาก ๆ ด้วย

 

จุดนี้ของหนังทำให้เรานึกถึงสารคดีชุด 7 UP ของ Michael Apted มาก ๆ ด้วย เพราะสารคดีชุดนี้ตามถ่ายชีวิตของชาวอังกฤษหลายคนที่มีฐานะและชนชั้นแตกต่างกัน ซึ่งรวมถึง subject คนนึงที่เป็นคนจน

 

ในภาคแรกของหนังสารคดีชุดนี้ ซึ่งก็คือ SEVEN UP! (1963, Paul Almond) นั้น เด็กชายจน ๆ คนนั้นซึ่งมีอายุ 7 ขวบ มีประกายตาแห่งความหวัง และมีใบหน้าที่เปี่ยมสุขมาก ๆ เขาดูร่าเริงและมีความสุขมาก ๆ

 

แต่ในภาคต่อ ๆ มาในหนังสารคดีชุดนี้ ประกายตาของเขา และแววตาของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป “แสงแห่งความหวัง” ในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หรี่หายไป เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบ “คนจน” บนโลกใบนี้ มันทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใด และเขาก็เติบโตขึ้นมาเป็นชายไร้บ้านในเวลาต่อมา เราแทบไม่เห็นความหวังใด ๆ ในดวงตาของเขา (แต่ในภาคท้าย ๆ ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นมาบ้างนะ)

 

ความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตาแห่งความสุข” ของเด็กวัย 7 ขวบ กับผู้ชายคนเดียวกันผู้มีดวงตาที่สิ้นหวังเมื่อโตขึ้น เมื่อเขาได้เผชิญกับ “ความทุกข์ของชีวิตคนจน” ในหนังสารคดีชุดนี้ของ Michael Apted มันก็เลยทำให้เรานึกถึงความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตา” ของเฟรนในวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE ด้วย

 

สรุปว่าเราชอบการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ เทียบเท่ากับระดับความชอบที่เรามีต่อการแสดงของ Meryl Streep, Isabelle Huppert, Sandrine Bonnaire และ Sandrine Kiberlain เลย

 

14. พอหนังเรื่องนี้เลือกที่จะให้เฟรน “ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาตรง ๆ” และเลือกที่จะถ่ายด้านข้างของนักแสดงเป็นหลัก มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้นำไปสู่อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจด้วย นั่นก็คือว่า หนังเหมือนเปิดโอกาสให้ผู้ชมแต่ละคน “จินตนาการความคิด อารมณ์ ความรู้สึก” ของเฟรนได้อย่างหลากหลาย ตามแต่ผู้ชมจะจินตนาการ ในแต่ละฉาก เพราะเราว่าใบหน้าของเฟรนมันแสดง “ambiguous expressions” และอะไรแบบนี้มันช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมแสดงความเห็นต่อหนังเรื่องนี้ได้อย่างหลากหลาย แตกต่างกันไปด้วย เพราะผู้ชมแต่ละคนจะจินตนาการสิ่งที่อยู่ในหัวของเฟรนในแบบที่แตกต่างกันไป

 

คือในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง Lev Kuleshov experiment ซึ่งเป็นการทดลองทางภาพยนตร์ในรัสเซียในทศวรรษ 1910 และ 1920 โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยการทดลองดังกล่าว คือการให้นักแสดงแสดงใบหน้าแบบ expressionless แล้วนำใบหน้าที่เหมือนกันนี้ มาตัดต่อเข้ากับภาพวัตถุที่แตกต่างกันไป ซึ่งปรากฏว่าภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์ expressionless เหมือน ๆ กันนี้ ส่งผลให้ผู้ชมแต่ละคนมองว่า มันแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกันไป ทั้ง ๆ ที่มันเป็นใบหน้าเดียวกัน

 

 คือการแสดงใบหน้าแบบ expressionless  มันเหมือนกลายเป็น blank canvas ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมจินตนาการอารมณ์ของตัวละครได้อย่างหลากหลายน่ะ และเราก็รู้สึกว่า HUMAN RESOURCE มันเหมือนก่อให้เกิดอะไรแบบนี้ด้วย ผ่านทาง ambiguous expressions ของเฟรน โดยที่เราไม่แน่ใจว่าตัวผู้สร้างหนังตั้งใจให้เกิด effect แบบนี้หรือเปล่า

 

ถ้าหากใครสนใจเรื่อง Lev Kuleshov Experiment ก็ดูได้เพิ่มเติมจากหนังเรื่อง FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG (1995, Mark Rappaport, A+30) นะ เพราะหนังเรื่องนั้นก็พูดถึงการทดลองนี้เหมือนกัน และแสดงให้เห็นว่า การแสดงใบหน้าแบบ ambiguous expressions ของ Jean Seberg และ Clint Eastwood ในบางฉาก มันเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความอารมณ์ของตัวละครได้อย่างหลากหลายมาก ๆ

 

15. หลาย ๆ คนคงเขียนถึงประเด็นนี้ไปแล้ว แต่เราขอจดบันทึกไว้ด้วยแล้วกันว่า เราชอบไอเดียหลักของ HUMAN RESOURCE มาก ๆ ที่เปรียบเทียบการถือกำเนิดของมนุษย์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ เหมือนกับ “การเข้าทำงานในบริษัทใหม่” ซึ่งสองสิ่งนี้ก็มีอะไรที่แตกต่างกันแน่นอนอยู่แล้ว แต่มันก็มีอะไรเหมือนกันในบางจุด เพราะมนุษย์พอถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกแล้ว ก็ต้องหาทางปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เรียนรู้ skill ต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอด เหมือนกับพนักงานบริษัท

 

ชอบที่หนังมันพูดถึงการปรับตัวและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันมาก ๆ โดยผ่านทาง

 

15.1 ตัวละครเฟรน ทั้งนามสกุลของเธอ “เขียวรอดสถาพร” และสิ่งต่าง ๆ ที่เฟรนทำในหนังเรื่องนี้

 

15.2 เรื่องการปรับตัวของปลาที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาบนบก จนกลายเป็นบรรพบุรุษของสัตว์บก

 

15.3 งานบรรยายที่ย้ำว่า คนเราในยุคปัจจุบันนี้ต้อง reskill ไปเรื่อย ๆ ไม่งั้นจะอยู่ไม่รอด โดนเทคโนโลยีแย่งงาน

 

15.4 เรื่องการซักซ้อม “หนี ซ่อน สู้” เพื่อรับมือกับ mass murderer ในโรงเรียน คือมันเหมือนเป็นทักษะที่นักเรียนในยุคปัจจุบันนี้ต้องมีจริง ๆ ไม่งั้นจะเอาชีวิตไม่รอด

 

16. พอพูดถึงการฝึกซ้อมในโรงเรียนแล้ว เราก็เลยขอเสริมว่า เราชอบฉากที่ “เด็ก ๆ ในโรงเรียนนานาชาติ” ซ้อมการใช้ถังดับเพลิงด้วย

 

คือเราว่าในหลาย ๆ ฉากในหนังเรื่องนี้ หนังเล่าเรื่องผ่านทาง “ข่าววิทยุ” ที่ตัวละครได้ยิน ซึ่งข่าวเหล่านั้นก็นำเสนอ risks ต่าง ๆ ในสังคมไทยในปัจจุบัน

 

แต่ในฉากซ้อมถังดับเพลิงนี้ เราไม่รู้หรอกว่าจุดประสงค์ของผู้สร้างหนังคืออะไร แต่มันกระตุ้นให้เรานึกถึงข่าวถังดับเพลิงระเบิด ใน ร.ร.ราชวินิตมัธยม ขณะซ้อมดับไฟ นร.ตาย 1 ราย บาดเจ็บ 5 ราย ในวันที่ 23 มิ.ย. 2023

 

คือในฉากนี้เราไม่ได้ยินเสียงข่าววิทยุแต่อย่างใด แต่ภาพในหนังมันก็กระตุ้นให้เรานึกถึง risks ที่น่ากลัวมาก ๆ จากข่าวที่เราเคยได้ยินในชีวิตจริงโดยอัตโนมัติ

 

17. ชอบที่หนังเรื่องนี้ “ไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครและผู้ชมได้ระบายออก” ด้วย ซึ่งเราว่าอันนี้เป็นทางเลือกของหนังที่น่าทึ่งมาก ๆ ในขณะที่หนังแบบ BREMEN FREEDOM (1972, Rainer Werner Fassbinder, West Germany), THE MATCH FACTORY GIRL (1990, Aki Kaurismäki, Finland), LA CEREMONIE (1995, Claude Chabrol, France), OFFICE (2015, Hong Won-chan, South Korea) และ RICH FLU (2024, Galder Gaztelu-Urrutia, Spain) ยังเปิดโอกาสให้ตัวละครหรือผู้ชมได้รับ “การระบายออก” บ้าง

 

ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้งสองแบบนะ ทั้งแบบระบายออกและแบบไม่ระบายออก แต่แบบ “ไม่ระบายออก” นี่อาจจะถือเป็น choice ที่หายากกว่า

 

18. ดูหนังเรื่องนี้แล้วเราก็ “สะท้อนใจ” กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกด้วย

 

คือเราเกิดในปี 1973 เติบโตมาเป็นวัยรุ่นในทศวรรษ 1980 ในยุคที่เราถูกสอนให้หวาดกลัวคอมมิวนิสต์น่ะ โดยเฉพาะสหภาพโซเวียต, เขมรแดง และเวียดนาม เพราะฉะนั้นในช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น เราก็เลยเหมือนถูกสอนให้รัก capitalism ไปโดยปริยาย

 

เราเติบโตมากับหนังและละครโทรทัศน์ที่สอนให้เรา “ขยัน” และ “ตั้งใจทำงาน” เพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จในโลก capitalist โดยเฉพาะหนังอย่าง THE SECRET OF MY SUCCESS (1987, Herbert Ross), WORKING GIRL (1988, Mike Nichols) และละครโทรทัศน์หลาย ๆ เรื่องของฮ่องกง

 

แต่พอเราเติบโตขึ้น และได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างสังคมไทย กับสังคมในประเทศอื่น ๆ และได้เรียนรู้ถึงข้อเสียของโลกทุนนิยม เราก็เลยพบว่า หนังและละครทีวีที่เคยปลูกฝังค่านิยมและความเชื่อต่าง ๆ ให้แก่เราในวัยเด็ก มันอาจจะใช้การไม่ได้อีกแล้ว “ความใฝ่ฝัน” ในวัยเด็กของเรา มันถูกทำลายไปหมดแล้ว

 

และหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE นี้ ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างอันดีของหนังในโลกยุคปัจจุบัน ที่เหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของหนัง/ละครโทรทัศน์ ที่ปลูกฝัง capitalist dream ให้แก่เราในวัยเด็กในทศวรรษ 1980

 

19. ชอบความ anti-romantic ในหนังเรื่องนี้ด้วย คือพอหนังเรื่องนี้นำเสนอ “ปัญหาของชีวิตคู่ชนชั้นกลางไทย” โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการเงินแล้ว มันก็เลยเหมือนสร้างบทสนทนาอย่างไม่ได้ตั้งใจกับ “หนังโรแมนติก” โดยเฉพาะหนังโรแมนติกที่พระเอกจน ๆ ต้องเผชิญกับคู่แข่งหนุ่มหล่อรวย อย่างเช่น MATERIALISTS (2025, Chloe Zhao) และ DON’T GO BREAKING MY HEART (2011, Johnnie To, Hong Kong)

 

คือในหนังโรแมนติกเหล่านี้ ความรักสำคัญกว่าเงินน่ะ การที่นางเอกในหนังเหล่านี้เลือกผัวเป็นชายหนุ่มที่รักจริง แต่ไม่ได้เป็นเศรษฐี ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วของนางเอก ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร เราเองก็ไม่ขัด

 

แต่ HUMAN RESOURCE เหมือนสร้างบทสนทนากับหนังเหล่านี้ในแง่ที่ว่า “มึงเอ๊ย แต่ถ้าหากมึงมาอยู่ในสังคมไทยนะ การที่มึงได้ผัวไม่รวย มึงจะเจอกับปัญหาอะไรบ้าง” 55555

 

ก่อนหน้านี้เราก็เลยโพสท์ไปในทำนองที่ว่า เราอยากให้ตัวละครนางเอกของ MATERIALISTS แสดงความเห็นต่อหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE และอยากให้ตัวละครนางเอกของ HUMAN RESOURCE ดูหนังเรื่อง MATERIALISTS เพราะเราอยากรู้เหมือนกันว่า เฟรนจะตัดสินใจแบบเดียวกับนางเอกของ MATERIALISTS ไหม ถ้าหากเธอตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน 55555

 

20. พอพูดถึง MATERIALISTS แล้ว เราก็เลยขอสวมวิญญาณ จินตนาการตัวเองเป็นสาวสวย materialist แล้วกัน เพราะพอเราดู HUMAN RESOURCE เราก็จินตนาการต่อเล่น ๆ ว่า ถ้าหากฉันเป็นสาวสวยที่สามารถเลือกตัวละครชายตัวใดก็ได้ในหนังเรื่องนี้มาเป็นผัว แล้วฉันจะเลือกใคร 55555

 

20.1 ตัวเลือกอันดับหนึ่งของดิฉัน คือหนุ่มที่เคยฝึกงานที่สิงคโปร์ค่ะ ไม่แน่ใจว่าตัวละครนั้นชื่อภัคพลหรือเปล่า เราขอเรียกเขาว่า “หนุ่มสิงคโปร์” แล้วกัน เพราะว่าเขาดูเป็น “หนุ่มฐานะดี”  “เลือกงานได้” “มีอนาคตไกล” ถ้าได้เป็นเมียเขา เราอาจจะสบาย ดิฉันขอเลือกตัวละครตัวนี้เป็นสามีอันดับหนี่งค่ะ ดิฉันจินตนาการว่า ถ้าหากดิฉันเป็นแฟนเขา มันก็มีโอกาสสูงที่ชีวิตของดิฉันจะกลายเป็นแบบหนัง romantic comedy

 

20.2 ตัวเลือกอันดับสองของดิฉัน ก็คือ “เต้น” ค่ะ เพราะเขา “ฐานะดี” และดูเป็นคนที่ decent มากพอสมควร ถ้าหากได้เขาเป็นผัว ชีวิตของดิฉันก็อาจจะสบายในระดับนึง

 

20.3 อันดับสามคือพี่ชัยวัฒน์ค่ะ เพราะเขาน่าจะ “รวย” 55555 คือถ้าหากได้เขาเป็นผัว ชีวิตเราก็น่าจะ “สบายกาย” อย่างแน่นอน แต่มันไม่แน่ว่าอาจจะ “สบายใจ” หรือเปล่า เพราะชีวิตของเขาเหมือนเป็น “ลิ่วล้อผู้มีอิทธิพล” อะไรทำนองนี้ คือใน “โลกแห่งความเป็นจริง” นั้น เมียพี่ชัยวัฒน์ น่าจะมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ใน “โลกของภาพยนตร์” นั้น ตัวละครลิ่วล้อผู้มีอิทธิพล น่าจะไม่ตายดีเท่าไหร่นัก 55555

 

คือถ้าหากเลือกพี่ชัยวัฒน์เป็นผัว ดิฉันกลัวว่าชีวิตของดิฉันอาจจะไม่เป็นหนัง romantic comedy ค่ะ มันอาจจะเป็นหนัง film noir หนังแนว CHINATOWN (1974, Roman Polanski), หนังของ John Woo, หนังของ Michael Mann หรือหนังของ James Gray แทน 55555

 

20.4 ตัวเลือกอันดับสี่ คือเธมค่ะ เพราะรูปร่างหน้าตาของเขาถูกสเปคมากในระดับนึง 55555 แต่ดิฉันอยากได้เขาเป็น friend with benefits มากกว่า เขาไม่เหมาะที่จะ “แต่งงานมีลูก” ด้วย เพราะการแต่งงานมีลูกกับเขามันทำให้ชีวิตเครียด เป็นแค่ friend with benefits เนี่ยแหละ พอแล้ว

 

20.5 พี่จักร คือตัวเลือกอันดับสุดท้าย เพราะเขา “หล่อ”, “รูปร่างดี” และท่าทางจะ “รวยมาก” แต่การที่เขานิสัยเหี้ยมาก ทำให้เขาเป็นตัวเลือกอันดับสุดท้าย ถ้าหากเราต้องการให้ชีวิตของเราออกมาเป็นแบบหนัง romantic comedy

 

แต่ถ้าหากเราอยากให้ชีวิตของเราออกมาเป็นแบบ “นางเอกนิยายของ Agatha Christie” พี่จักรเนี่ยแหละคือ “ตัวเลือกอันดับหนึ่ง” ค่ะ ผู้ชายหล่อ ๆ รวย ๆ เหี้ย ๆ แบบเขาเนี่ย ถือเป็นผู้ชายที่ “เหมาะจะแต่งงานด้วย เสร็จแล้วเราก็ฆาตกรรมเขา เพื่อฮุบสมบัติ” มากที่สุดค่ะ 55555

 

คือขนาดพี่จักรโผล่มาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีในหนังเรื่องนี้ ดิฉันยังจินตนาการต่อเล่น ๆ ได้เลยว่า ถ้าหากพี่จักรถูกฆาตกรรม ก็มี “ผู้ต้องสงสัย” อย่างน้อย 5 คนแล้วในหนังเรื่องนี้ ซึ่งได้แก่

 

20.5.1 เฟรน

20.5.2 เต้น

20.5.3 จิดา

20.5.4 เมย์ (พี่สาวของจูน)

20.5.5 แม่ของจูน

หรือ 20.5.6 ทั้ง 5 คนร่วมมือกันฆาตกรรมพี่จักร

 

ก็เลยขอสรุปว่า ถ้าหากดิฉัน “เลือกได้” ดิฉันก็ขอเลือก “หนุ่มสิงคโปร์” เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งค่ะ เพื่อทำให้ชีวิตของดิฉันเป็นแบบหนัง romantic comedy แต่ถ้าหากดิฉันอยากเป็นตัวละครในหนังฟิล์มนัวร์ หรือหนังแอคชั่นฮ่องกง ดิฉันก็จะเลือกพี่ชัยวัฒน์เป็นผัวค่ะ และถ้าหากดิฉันอยากเป็น “นางเอกนิยายของ Agatha Christie” ดิฉันก็จะเลือกพี่จักรเป็นผัวค่ะ แต่อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยกับการวางแผนฆาตกรรมอย่างแยบยล

 

แล้วคุณล่ะคะ จะเลือกใครเป็นผัว