Monday, March 16, 2026

FAST FOOD RESTAURANTS AND THE BEAUTIFUL MOMENTS OF MY LIFE

 

วันนี้นัดเจอเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันสมัยเว็บบอร์ดรุ่งเรืองเมื่อ 20 ปีก่อน ขำมากที่เพื่อนคนนึงตั้งใจจะพูดถึง flash mob แต่เขาพูดผิดเป็น flashdance คือบ่งบอกอายุมาก ๆ พวกเราเติบโตมากับ Irene Cara และ Jennifer Beals ค่ะ

+++

วันนี้ไปกินร้าน HEY GUSTO ที่ central world ชั้น 6 ถ้าจำไม่ผิด ที่ตั้งร้านนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นที่ตั้งของร้านหนังสือ KINOKUNIYA หรือไม่ก็ใกล้ ๆ ร้านนั้น

 

จำได้ว่าชั้น 6 ส่วน Isetan มันมีร้าน bakery ที่เราเคยมาซื้ออาหารกินเป็นประจำตอนช่วงเทศกาลภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษ 2000 ด้วย ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด มันคือร้าน SUN MOULIN

 

และจำได้ว่า ตอนมาดูเทศกาลภาพยนตร์ที่ World Trade Center / Central World พวกเราต้องมาเข้าห้องน้ำที่ Isetan เพราะห้องน้ำที่ Isetan ดีกว่าห้องน้ำในส่วนของห้าง Central World

 

คือพอวันนี้เราได้มานั่งในร้าน HEY GUSTO กับเพื่อนเก่า ก็เลยได้แต่นึกถึงอดีต นึกถึงสมัยที่ร้าน KINOKUNIYA อยู่ตรงนี้, นึกถึงสมัยที่ดูเทศกาลภาพยนตร์ แล้วกระหืดกระหอบ ไม่มีเวลากินอาหาร มีเวลากินได้แต่เบเกอรี่ร้าน SUN MOULIN, นึกถึงห้องน้ำห้าง Isetan และก็นึกถึง Supermarket ห้างอิเซตัน ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เดิมแล้ว

+++++++++

 

FAST FOOD RESTAURANTS AND THE BEAUTIFUL MOMENTS OF MY LIFE

 

พอนั่งคุยกับเพื่อน ๆ แล้วก็เลยพบว่า ความทรงจำถึงความสุขที่เรามีในอดีต มันผูกพันกับ “ที่ตั้งของร้าน fast food” เพราะว่าในอดีตนั้นเรากับเพื่อน ๆ มักนัดเจอกันที่ร้าน fast food เพราะร้าน fast food พวกนี้มันนั่งแช่กันได้นานหลายชั่วโมง ไม่มีพนักงานมากดดัน

 

แต่ปรากฏว่าร้าน fast food หลาย ๆ แห่งมัน “ไม่คงทน” หลาย ๆ ร้านมันปิดหรือมันย้ายไปแล้ว เวลาเราเดินผ่านสถานที่หลาย ๆ แห่งในปัจจุบัน เราก็มักจะพบว่า “ร้าน fast food แห่งความทรงจำของเรา” “ร้าน fast food แห่งความสุขในอดีตของเรา” มันหายไปหมดแล้ว อย่างเช่น

 

1. ร้าน McDonald’s ที่ห้างโซโก้ แหล่งรวม cinephiles ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ คุยกันได้ถึงเที่ยงคืน

 

2. ร้าน McDonald’s ที่ชั้นล่างห้างสยามเซ็นเตอร์

 

3. ร้าน Dunkin’ Donuts โรงหนังสยาม

 

4. ร้าน A&W ชั้นใต้ดิน Silom Complex แหล่งสิงสถิตของเราเวลามาดูหนังที่ Alliance Française ในช่วงทศวรรษ 1990

 

5. ร้าน Burger King ปากซอยสีลมซอย 2

 

เวลาเราได้ดูหนังกับเพื่อน ๆ cinephiles ที่ Alliance ในช่วงทศวรรษ 1990-2000 พอดูเสร็จแล้ว บางทีเรากับเพื่อน ๆ ก็มานั่งร้าน Burger King สาขานี้ต่อ คุยกันตั้งแต่ 21.00-03.00 น. คือยุคนั้นพวกเรายังไม่มี facebook และยังไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นโอกาสที่แต่ละคนจะได้ “ระบายความรู้สึกที่มีต่อภาพยนตร์” ให้เพื่อน ๆ ที่รู้ใจกัน มันจึงมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นเวลาพวกเราได้เจอกันแต่ละทีที่ Alliance ก็เลยถือโอกาสนี้เมาท์มอยกันต่อนานราว 5-6 ชั่วโมง หลังจากหนังจบ

 

6. ร้าน Burger King ตรงลานจอดรถใกล้อาคารมณียา

 

จำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ เคยเจอกันที่ร้าน fast food ตรงนี้ แต่ไม่แน่ใจ 100% เต็มว่ามันคือ Burger King หรือเปล่า

 

7. ร้าน Hoburger หัวมุมถนนตรงเพลินจิต

 

8. ร้าน McDonald’s ชั้นล่างตึกซีพี

 

ร้านนี้ยังเปิดให้บริการอยู่หรือเปล่านะ เพราะเราไม่ได้ไปร้านนี้นานมากแล้ว แต่ถ้าเป็นในทศวรรษ 1990 เรากับเพื่อน ๆ ไปนั่งร้านนี้เป็นประจำช่วง 22.00-23.30 น. ก่อนไปเที่ยว DJ STATION ในสีลมซอยสอง

 

มีบางครั้งเรากับเพื่อน ๆ cinephiles ก็มานั่งคุยกันที่ร้านนี้ด้วย เราจำได้ว่า มีครั้งนึง ตอนราว ๆ 5 ทุ่ม พวกเราคุยกันอยู่ดี ๆ แล้วเพื่อน cinephile คนนึงก็ร้อง “เฮ้ย!!!” อย่างตกใจ แล้วชี้ให้ดูกลุ่มคนที่เหมือนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่อยู่นอกร้าน เพราะเขาเชื่อว่าหนึ่งในนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นคือ “จางป๋อจือ” !!!!!

 

สรุปว่า เวลาผ่านมานาน 25 ปีแล้วหลังจากเหตุการณ์นั้น แต่เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนคนนั้นคือ จางป๋อจือ จริง ๆ หรือเปล่า

 

9. ร้าน McDonald’s ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

 

ร้านนี้ยังเปิดให้บริการอยู่หรือเปล่านะ เราจำได้ว่า ตอนที่พี่สนธยา ทรัพย์เย็น เอาฟิล์มหนัง 16 มม.ของ Edgar Reitz และ Werner Herzog ไปฉายที่สวนสุนันทา พอฉายเสร็จ เรากับพี่สนและเพื่อน ๆ ของพี่สน ก็มานั่งคุยกันต่อที่แมคโดนัลด์สาขานี้

 

อันนี้นับเฉพาะ ร้าน fast food นะ ไม่นับร้านอาหารที่อยู่ยงคงกระพัน อย่างเช่น “ร้านโคมแดง” หรือ “หงเติงหลง” ใกล้ถนนสุรวงศ์

 

คือพอเรามีอายุมานานถึง 53 ปีแล้ว นอกจากเราจะอาลัยอาวรณ์ “โรงภาพยนตร์แมคเคนนา”, “โรงภาพยนตร์รามา”, โรงภาพยนตร์เอเธนส์”, etc. อะไรต่าง ๆ พวกนี้แล้ว เราก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ร้านอาหาร fast food หลาย ๆ แห่งด้วย เพราะมันเป็น “สถานที่แห่งความสุขในอดีต” จริง ๆ คือธุรกิจ fast food เหล่านี้หลาย ๆ แห่งมันก็ยังอยู่ดีน่ะแหละ (ยกเว้น Hoburger กับ A&W) แต่พอสถานที่ตั้งมันย้ายไปจากเดิม มันก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาด้วย

 

ส่วนภาพนี้คือภาพพื้นที่ที่น่าจะเคยเป็นที่ตั้งของร้าน Burger King ในอดีต ตรงลานจอดรถใกล้ๆ ตึกมณียา

++++++++

 

ฉันรักเขา Tyriq Withers from REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30)

 

เห็นเขาแล้วเรานึกถึง Laurence Fishburne โดยไม่ได้ตั้งใจ

++++

 

สรุปผลประกอบการประจำวันที่ 13-14 MARCH 2026

 

FRIDAY 13 MARCH 2026

 

1. สิงห์เหนือ เสือใต้ THAI FIGHTERS (2026, Chaiwat Sitalasai, Towatchai Ladloy, A+15)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 11.30 น.

 

2. NUMBER ONE (2026, Kim Tae-yong, South Korea, A+30)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 14.00 น.

 

3. THE MORTUARY ASSISTANT (2026, Jeremiah Kipp, horror, B+ )

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 16.40 น.

 

ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็งง ๆ ว่าทำไมเนื้อเรื่องในหนังมันวนไปวนมา ไม่เดินหน้าไปไหน หลาย ๆ ฉากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันใน variations ที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย แต่พอหนังจบแล้วเราถึงเพิ่งรู้ว่า หนังมันสร้างขึ้นจาก “วิดีโอเกม” เราก็เลยเพิ่งเข้าใจว่า ทำไมเนื้อเรื่องมันดูวน ๆ แบบนี้

 

4. PEE NAK 5 (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, horror, A+20)

 

ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน รอบ 19.30 น.

 

เราไม่ชอบอะไรหลาย ๆ อย่างใน “พี่นาค 5” แต่รวม ๆ แล้วกลายเป็นว่า เราชอบ “พี่นาค 5” มากกว่า “ธี่หยด 3” DEATH WHISPERER 3 (2025, Thanadet Pradit, Narit Yuvaboon, A+15) เสียอีก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า

 

4.1 ธี่หยด 1 กับ 2 มันตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก เพราะฉะนั้นธี่หยด 3 ถึงแม้จะออกมาพอใช้ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานหนังผีไทย แต่มันก็ต่ำกว่ามาตรฐานที่ธี่หยด ภาค 1 กับ 2 มันตั้งไว้

 

ส่วน “พี่นาค” นั้น เหมือนภาค 1-4 มันไม่ได้ตั้งมาตรฐานไว้สูง เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่ภาค 5 จะออกมาแล้ว “ไม่ต่ำกว่าความคาดหวัง”

 

4.2 เรารู้สึกว่า “พี่นาค 5” มันลดสัดส่วน “ความตลก” ลง และเน้น “ความ horror” มากขึ้น มันก็เลยเข้าทางเรามากกว่าภาคก่อน ๆ

 

4.3 พอดู “พี่นาค” มาแล้ว 5 ภาค มันก็เลยเหมือนเริ่มเกิดความผูกพันและความคุ้นชินกับตัวละครในหนัง ถึงแม้ตัวละครในหนังมันจะยังคงห่างไกลมาก ๆ จากความเป็นมนุษย์จริง ๆ ก็ตาม

 

SATURDAY 14 MARCH 2026

 

5. REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30)

 

ดูที่ Emquartier รอบ 11.30

 

6. IRON LUNG (2026, Mark Fischbach, horror, A-)

 

ดูที่ Emquartier รอบ 14.00 น.

 

เราคงไม่ถูกโฉลกกับ “หนังที่สร้างจากวิดีโอเกม” จริง ๆ น่ะแหละ กลายเป็นว่าหนังกลุ่มนี้นี่แทบจะไม่มีเรื่องไหนที่เราชอบสุดขีดเลย หนังที่เราชอบที่สุดในกลุ่มนี้น่าจะเป็น PRINCE OF PERSIA: THE SANDS OF TIME (2010, Mike Newell) และหนังชุด RESIDENT EVIL ที่นำแสดงโดย Milla Jovovich

 

7. KAMEN RIDER GAVV: GUILTY PARFAIT (2025, Takayuki Shibasaki, Japan, A+30)

 

ดูที่ Paragon รอบ 16.40

 

กูเกิดมาเพื่อมีความสุขกับการดูหนังปัญญาอ่อนแบบนี้นี่แหละ

 

8. MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30)

 

ดูที่ Paragon รอบ 19.00

 

ดูแล้วนึกถึงหนังยุค Martin Scorsese อะไรแบบนั้นมาก ๆ

 

ดูแล้วตกหลุมรักตัวละคร Koto Endo (Koto Kawaguchi) ดิฉันลุ้นเอาใจช่วยคุณ Koto Endo อย่างรุนแรงมาก ๆ ค่ะ

+++

 

อยากดู RAGING BULL (1980, Martin Scorsese) อีกรอบ ในแบบที่มีซับไตเติลมาก ๆ เพราะเราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันฉายที่ Cyberia Cafe เมื่อราว 26 ปีก่อน และตอนนั้นมันฉายแบบไม่มีซับไตเติล

 

Cyberia Cafe คือร้านอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ + ร้านอาหาร ที่ชอบจัดฉายหนังนอกกระแสในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ร้านตั้งอยู่ใกล้ ๆ ห้างเอ็มโพเรียม แต่ร้านนี้น่าจะปิดกิจการไปนานแล้ว และคงไม่เกี่ยวข้องกับร้านที่มีชื่อคล้าย ๆ กันในปัจจุบัน ไม่รู้ว่ามีเพื่อนคนไหนเคยไปดูหนังที่นี่บ้าง

 

 

Sunday, March 15, 2026

MY PREFERENTIAL ORDER FOR OSCAR 2025

 

สิ่งที่ลูกหมีแอบทำหลังจากไปดูหนังเรื่อง POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/960385139738878

 

เห็นประโยคนี้ของเปิ้ล ไอริณแล้ว นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับสุนันทา นาคสมภพใน “คุณหญิงบ่าวตั้ง”

+++

 

ปีนี้ได้ดูหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์หนังยอดเยี่ยมไปเพียงแค่ 8 จาก 10 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัวในตอนนี้ได้ดังนี้

 

1. THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil)

 

2. ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson)

 

3. SINNERS (2025, Ryan Coogler)

 

4. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway)

 

5. MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie)

 

6. HAMNET (2025, Chloé Zhao)

 

7. BUGONIA (2025, Yorgos Lanthimos)

 

8. F1 (2025, Joseph Kosinski)

 

แน่นอนว่าลำดับความชอบของเราไม่ขึ้นอยู่กับความดีงามของหนัง แต่มักจะขึ้นอยู่กับว่าเราอินกับตัวละครในหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน

 

การที่เราชอบดู “หนังสยองขวัญ” ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบ SINNERS เป็นอันดับ 3 และการที่เรามักจะไม่อินกับ “หนังครอบครัว” ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบ SENTIMENTAL VALUE เพียงแค่อันดับ 4 และชอบ HAMNET เพียงแค่อันดับ 6 คือเหมือนหนังสองเรื่องนี้คือตัวอย่างอันดีของ “หนังที่เราชอบมาก ๆ แต่ไม่รู้สึกอินกับมันเลย”

 

ปรากฏว่าปีสุดท้ายที่เราได้ดูหนังเข้าชิงออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมครบทุกเรื่อง คือหนังที่เข้าชิงประจำปี 2017 เพราะว่าเราได้ดูครบทั้ง THE SHAPE OF WATER, CALL ME BY YOUR NAME, DARKEST HOUR, DUNKIRK, GET OUT, LADY BIRD, PHANTOM THREAD, THE POST และ THREE BILLBOARDS OUTSIDE EBBING, MISSOURI โดยปีนั้นเราชอบ LADY BIRD (2017, Greta Gerwig) มากที่สุด

 

แต่ว่าหนังที่เข้าชิงออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมประจำปี 2018-2025 นี่เราได้ดูไม่ครบทุกเรื่องในแต่ละปี

Friday, March 13, 2026

CENGRADE

 

ต่อเนื่องจากโพสท์เมื่อวาน อันนี้คือการแสดงให้เห็นว่า เรายังมีเครื่องเล่น VHS อยู่ และเราพยายามเปิดใช้งานเครื่องเล่นวิดีโอเทปสัปดาห์ละครั้ง เพราะเรากลัวว่า ถ้าหากเราไม่ใช้งานมันนาน ๆ แล้วเครื่องเล่นมันอาจจะเสียได้

 

+++

 

จริงที่สุด ดู YEAST (2008, Mary Bronstein, A+30) กับ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30) แล้วนึกถึง John Cassavetes อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

แชร์โพสท์นี้ซ้ำอีกรอบ เพราะตอนนี้เราชอบ Mary Bronstein อย่างรุนแรงมาก แต่เราอาจจะชอบ YEAST (2008, Mary Bronstein) มากกว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU หน่อยนึง เพราะว่า YEAST มันพูดถึง “เพื่อนสาวประสาทแดก” และมันก็เลย relate กับคนที่เราเคยพบเจอในชีวิตจริง มากกว่า “คุณแม่ประสาทแดก” ใน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU

 

ชอบมากที่เขาเขียนว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU “capturing the chaos of life just as vividly”

 

ชอบมากที่เขาเขียนว่า YEAST ของ Mary Bronstein คือ THE GREATEST MUMBLECORE FILM แต่เสียดายที่เราแทบไม่เคยดูหนังกลุ่ม MUMBLECORE เลย เราก็เลยไม่สามารถแสดงความเห็นในประเด็นนี้ได้

 

เหมือนหนังกลุ่ม MUMBLECORE นี่แทบไม่ได้ลงโรงฉายในไทยเลยนะ เท่าที่เรานึกออกก็มี YOUR SISTER’S SISTER (2011, Lynn Shelton, A+30) ที่ได้ลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้ได้ไปดู RAW (2016, Julia Ducournau, France, A+30)  ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินขนมต่อที่ร้าน “เรือนจำนมสด” ตรงใกล้ ๆ มหาลัยมหิดลค่ะ ทางร้านบอกว่าเปิดถึง 5 ทุ่มครึ่ง

++++

อัตถิภาวะนิยมสุขสันต์ นี่ถือเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะมาก ๆ ที่จะฉายควบกับ TIMELESS REACTIONS: A COMPOSITION OF WRITING, CHEMISTRY, AND SILENCE เรื่องในข้อแม้ของเวลาการเขียนเคมี และความเงียบ (2025, Jirat Sompakdee, A+25)

++++

 

ชอบข้อสังเกตของคุณ Stark Ramsay มาก ๆ เกี่ยวกับ “หนังสยองขวัญฝรั่งเศส”

 

พอได้อ่านที่คุณ Stark เขียน แล้วก็เลยทำให้เรานึกถึง “ข้อสงสัย” ของตัวเองที่มีต่อภาพยนตร์ของประเทศอื่นเหมือนกัน เพราะเราก็สงสัยว่า ทำไม “อินเดีย” ผลิตหนังแนว supernatural horror น้อยกว่าที่เราคาดไว้มาก ๆ คือเราก็ได้ดูหนังแนว supernatural horror ของอินเดียเป็นระยะ ๆ นะ แต่สัดส่วนมันน้อยกว่า “หนังบู๊แอคชั่น” และ “หนังรักโรแมนติก” มาก ๆ น่ะ ซึ่งมันตรงข้ามกับจินตนาการของเราที่มีต่ออินเดียในวัยเด็ก

 

คือตอนเราเป็นเด็ก เรานึกว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่าจะเต็มไปด้วยไสยาศาสตร์และมนตร์ดำน่ะ เพราะว่าอินเดียมี “เทพเจ้า” เยอะมาก ๆ เราก็เลยนึกว่าการที่อินเดียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย gods and goddesses จำนวนมาก มีวิหารเทพต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย มันจะส่งผลให้อินเดียผลิตหนังแนวไสยาศาสตร์ มนตร์ดำ ออกมาเยอะแยะมากมาย

 

แต่ปรากฏว่าในขณะที่อินเดียเป็น Polytheism และอินโดนีเซียเป็น Monotheism อินโดนีเซียกลับเหมือนมีชื่อเสียงด้านหนังแนว supernatural horror มากกว่าอินเดียเสียอีก

 

และเราว่าอินเดียผลิตหนังแนว supernatural horror น้อยกว่าไทยมาก ๆ ด้วย หรืออาจจะเป็นเพราะว่า รากฐานของไทยเป็นการ “นับถือผี” ส่วนอินเดีย “นับถือเทพเจ้า” และการเอา “ผี” มาใส่ในภาพยนตร์อาจจะ “เสี่ยงน้อยกว่า” การเอา “เทพเจ้า” มาใส่ในภาพยนตร์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ

รูปจาก RAAT (1992, Ram Gopal Varma, India) ที่เราอยากดูมาก ๆ

+++++++++++

 

CENGRADE (1990, Poon, A+30)

เช้งกะเด๊ะส์ (1990, ปุญญ์, A+30)

 

SERIOUS SPOILERS ALERT

(มีการเปิดเผยตอนจบและรายละเอียดต่าง ๆ ของหนัง)

--

--

--

--

--

 

1. เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ที่คอมพิวเตอร์ของห้องสมุด หอภาพยนตร์ ศาลายา ดูแล้วก็นึกว่า นี่แหละ หนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น double bill ของ PRETTY WOWAN (1990, Garry Marshall) ของจริง ซึ่งในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์”, ความ cinematic, ความ aesthetic, ความ art อะไรต่าง ๆ แล้ว PRETTY WOMAN ดีกว่า เช้งกะเด๊ะส์เป็นร้อยเท่า แต่ในแง่ความท้าทายทางศีลธรรมแล้ว เราว่า เช้งกะเด๊ะส์ ไปไกลกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก เพราะถึงแม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้จะเป็น romantic หรือ romantic comedy ที่มีนางเอกเป็น “โสเภณี” เหมือนกัน แต่ในส่วนของ PRETTY WOMAN นั้น พระเอกเป็น “เศรษฐี” ส่วน “เช้งกะเด๊ะส์” นั้น พระเอกเป็น “เซลส์แมนผู้ยากจน ที่พอได้เจอกับโสเภณีสาวสวย เขาก็เลยผันตัวเองมาทำงานเป็นแมงดาไปด้วย”

 

เพราะฉะนั้น เราก็เลยรู้สึกว่า การที่เช้งกะเด๊ะส์ เป็นหนัง romantic comedy ที่มีนางเอกเป็นโสเภณี และมีพระเอกเป็นแมงดา แล้วหนังมันออกมาน่ารักกุ๊กกิ๊กต๊ะติ้งโหน่งมาก ๆ แบบนี้ หนังเรื่องนี้มันก็เลย “ท้าทายจารีตประเพณี” มากเสียยิ่งกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก

 

คือเรามองว่า PRETTY WOMAN เป็น “หนังรักข้ามชนชั้น” แต่ “หนังรักข้ามชนชั้น” มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ท้าทายคนดูมากนักน่ะ เพราะพวกเราก็คุ้นชินกับนิทาน CINDERELLA มาแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ

 

แต่การที่ “เช้งกะเด๊ะส์” ทำให้ “แมงดา” ออกมาดูเป็นพระเอก romantic comedy ที่น่ารักมาก ๆ ได้เนี่ย เรารู้สึกว่ามัน “ท้าทายจารีตประเพณี” มาก ๆ สำหรับเรา

 

คือในขณะที่ เช้งกะเด๊ะส์ ต้องยกมือไหว้ PRETTY WOMAN ในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์” เราว่า PRETTY WOMAN ก็ต้องยกมือไหว้ เช้งกะเด๊ะส์ เช่นกัน ในแง่ “การท้าทายจารีตประเพณี”

 

2. เช้งกะเด๊ะส์ เล่าเรื่องของ “สมบูรณ์ กระจายทรัพย์” (ซูโม่กิ๊ก หรือ เกียรติ กิจเจริญ) เซลส์แมนหนุ่มที่เร่ขายของตามบริษัทต่าง ๆ ในกรุงเทพ แต่เขาแทบขายของไม่ได้เลย แล้วต่อมาเขาก็ได้รู้จักกับอังสนา (พิมพิไล ไชยโย) โสเภณีสาวที่นครราชสีมา

 

แล้วเขาก็เกิดไอเดียแบบ PYGMALION + MY FAIR LADY (1964, George Cukor, 170min, A+30) โดยทั้งเขาและอังสนา เห็นพ้องต้องกันว่า ร่างกายของอังสนาถือเป็น product อย่างหนึ่ง และเซลส์แมนอย่างเขาก็จะช่วยอังสนาขาย product นี้ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้กันตามที่อังสนาต้องการ

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง สมบูรณ์ก็เลยเป็นเหมือนทั้ง “แมงดา” + “ผู้จัดการส่วนตัว” + “หุ้นส่วน” ของอังสนาในเวลาเดียวกัน

 

คือเราว่าการที่สมบูรณ์ทำตัวคล้าย ๆ แมงดาอย่างนี้ มันอาจจะเป็นการท้าทายศีลธรรมของผู้ชมบางคนได้เหมือนกันนะ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สำหรับเราไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะว่าอังสนาทำงานนี้ด้วยความเต็มใจ และเธอก็ยินดีอย่างยิ่งที่งานของเธอจะสบายยิ่งขึ้นและรายได้ดีขึ้นเมื่อมีสมบูรณ์มาช่วยจัดการธุรกิจให้เธอด้วย

 

อังสนาสนิทกับ “เจ๊” ซึ่งเป็นโสเภณีรุ่นพี่คนนึงที่แสดงโดยสินาภรณ์ พิไลลักษณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกวงดนตรี “สามบอมบ์” เหมือนกับพิมพิไล ไชยโย และเมื่ออังสนาเล่าถึงแผนการทางธุรกิจของเธอให้เจ๊ฟัง เจ๊ก็พูดว่า มันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่าอังสนาถือเป็นโสเภณีรุ่นเก่าที่โคราช แต่ถ้าหากเธอได้ย้ายไปกรุงเทพ เธอก็จะเป็น “ของใหม่” ได้

 

3. พออังสนาย้ายตามมาอยู่กับสมบูรณ์ที่กรุงเทพ สมบูรณ์ก็พยายาม upgrade อังสนาในแบบที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง MY FAIR LADY เขาถามอังสนาว่า เวลาลูกค้าจะเอากับอังสนา อังสนาพูดกับลูกค้าว่าอะไร

 

“เร็วเข้าสิ เวลาฉันมีน้อย” อังสนาตอบ

 

สมบูรณ์ก็เลยบอกว่า พูดแบบนี้กับลูกค้ามันไม่ได้ เราต้องหาวิธีการพูดกับลูกค้าในแบบที่จะกระตุ้นอารมณ์ลูกค้าได้ดีกว่านี้

 

พออังสนาได้รับการ upgrade แล้ว สมบูรณ์ก็ส่งอังสนาไปนอนกับผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เขาได้ดีลทำสัญญากับผู้บริหารบริษัทเหล่านั้น ทั้งสมบูรณ์กับอังสนาก็เลยมีความสุข win win ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ได้เงินเป็นกอบเป็นกำกันทั้งสองฝ่าย

 

แต่ผู้บริหารบริษัทบางคนก็ต้องการให้อังสนาย้ายไปเป็น “เมียเก็บ” เฉพาะของตนเองคนเดียวไปเลย เธอจะได้ไม่ต้องเร่นอนกับผู้บริหารบริษัทหลายคนอีก ซึ่งการเป็น “เมียเก็บ” นั้น มันก็ถือเป็นอาชีพที่สบายกว่าโสเภณีชั้นสูงแบบนี้มาก ๆ แต่อังสนาตกหลุมรักสมบูรณ์เข้าแล้ว เธอก็เลยต้องเผชิญกับทางเลือกของหัวใจ ว่าจะเลือกเป็น “เมียเก็บ” ของผู้ชายคนอื่น หรือจะทำงานเป็นโสเภณีให้แมงดาอย่างสมบูรณ์ต่อไป

 

4. หนังจบลงแบบ happy ending ที่สถานีรถไฟสามเสน ซึ่งในแง่หนึ่ง การจบแบบ happy ending นั้นถือเป็นการจบตามขนบหนัง romantic comedy ไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นเต้น

 

แต่เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างสำคัญสำหรับเรา เพราะว่าในหนังไทยหรือละครไทยหลาย ๆ เรื่องที่มี “ตัวละครนางเอกที่มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเต็มใจกับผู้ชายหลายคน” นั้น ตัวละครนางเอกมักจะได้รับตอนจบแบบ “ไม่ดี” หรือตอนจบที่เหมือนเป็นการลงโทษนางเอกที่มีพฤติกรรมแบบนั้น ทั้ง “คนเริงเมือง”, “ทองประกายแสด (1988, Chana Kraprayoon) และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” ตัวละครนางเอกก็เหมือนจบแบบ tragedy ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

เพราะฉะนั้นการที่ “เช้งกะเด๊ะส์” มอบตอนจบแบบเปี่ยมสุขให้แก่ตัวละครนางเอกที่เป็นโสเภณี เราก็เลยสงสัยว่า นี่ถือเป็นประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งหรือเปล่าของวงการหนังไทย

 

ส่วน “เทพธิดาโรงแรม” HOTEL ANGEL (1974, Chatrichaloem Yukol, A+30) นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด นางเอกที่เป็นโสเภณีก็เหมือน “มีความสุขตามอัตภาพ” ในตอนจบนะ แต่เธอไม่ได้ “รับรางวัลเป็นรักแท้” จากชายหนุ่ม เหมือนกับในตอนจบของ “เช้งกะเด๊ะส์” เพราะฉะนั้นเช้งกะเด๊ะส์ก็เลยเหมือนผลักสิ่งนี้ไปไกลกว่า HOTEL ANGEL (แต่หนังสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหลายแง่มุมนะ เพราะว่า HOTEL ANGEL เป็นหนัง drama ที่ realist ส่วน เช้งกะเด๊ะส์ เป็น romantic comedy ที่ “พาฝัน” และไม่มีความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป)

 

5. ชอบคู่รองของหนังอย่างรุนแรงสุดขีด เพราะในหนังเรื่องนี้ “ซูโม่เป๊ปซี่” รับบทเป็น “เพื่อนพระเอก” และเขาก็พบรักกับ “เจ๊” (สินาภรณ์ พิไลลักษณ์) เขาตัดสินใจอยู่กินมีลูกกับเจ๊ ทั้ง ๆ ที่เจ๊เคยทำงานเป็นโสเภณี และเขาก็เปิดร้าน minimart แถวสำโรงเพื่อให้เจ๊ทำงานคุมร้านขายของ และจะได้ไม่ต้องทำงานเป็นโสเภณีอีก

 

เขาพูดกับพระเอกในทำนองที่ว่า ถ้าหากใครจะเลิกคบกับเขา เพราะเขามีเมียเป็นโสเภณี เขาก็ไม่แคร์แต่อย่างใด

 

เราก็เลยประทับใจกับจุดนี้ของหนังอย่างรุนแรงมากเหมือนกัน เรารู้สึกว่าในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้เหมือนสานต่อสปิริตมาจากหนังเรื่อง “ช่างมันฉันไม่แคร์” (1986, Pundhevanop Dhewakul, A+30) ที่พูดถึงรักแท้ของโสเภณีชาย

 

คือพอดู “ช่างมันฉันไม่แคร์”, “เช้งกะเด๊ะส์” และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” เราก็เลยสงสัยว่า มันเป็นกระแสอย่างหนึ่งในยุคนั้นหรือเปล่า ที่เอาตัวละครโสเภณีและโสเภณีชายมาเป็นพระเอกนางเอก มันถือเป็นส่วนหนึ่งของ liberalism ที่มาคัดง้างกับ “อนุรักษ์นิยม” “จารีตนิยม” ในยุคนั้นหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

6. พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่หอภาพยนตร์ เราก็เลยเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงหาดูไม่ได้ในยูทูบ เพราะว่าหนังมีการใช้เพลงฝรั่งหลายเพลงมาประกอบในหนัง และเพลงเหล่านี้น่าจะเอาลงยูทูบไม่ได้แน่ ๆ

 

เพลงประกอบของ “เช้งกะเด๊ะส์” ก็มีอย่างเช่น

 

6.1 ROCK AROUND THE CLOCK (1954, Bill Haley & His Comets)

 

6.2 ITSY BITSY TEENY WEENIE YELLOW POLKADOT BIKINI (1960, Brian Hyland)

 

6.3 CAN’T HELP FALLING IN LOVE (1961, Elvis Presley)

 

6.4 SAD MOVIES (MAKE ME CRY) (1961, Sue Thompson)

 

6.5 SMOKE GETS IN YOUR EYES (1958, The Platters)

 

7. ดูบางช่วงของ “เช้งกะเด๊ะส์” ที่หอภาพยนตร์ แล้วนึกว่า “หนักกว่า Marguerite Duras” โดยไม่ได้ตั้งใจ 555555 เพราะว่าในบางฉากของหนังเรื่องนี้ พระเอกกับนางเอกจะพูดคุยกันตลอดทั้งฉาก แต่เราจะไม่เห็นพระเอกกับนางเอกอยู่บนจอ เราจะเห็นแค่ “โต๊ะกินข้าว” อยู่บนจอ และได้ยินเสียงของพระเอกกับนางเอก แต่ตัวของทั้งสองคนอยู่ offscreen คือดูแล้วนึกว่า Marguerite Duras มาเอง

 

ซึ่งนี่ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้างภาพยนตร์แต่อย่างใด แต่เราเข้าใจว่า มันเกิดจากการ crop ภาพจากภาพยนตร์มาลงแผ่นวีซีดี แล้วมัน “ตัดขอบซ้าย” กับ “ตัดขอบขวา” ของภาพทิ้งไป

 

คือในฉากนั้น พระเอกนั่งอยู่ขอบขวาของโต๊ะกินข้าว นางเอกนั่งอยู่ขอบซ้ายของโต๊ะกินข้าว แล้วทั้งสองก็คุยกัน แต่พอหนังเรื่องนี้โดน crop ภาพเพื่อมาลงแผ่นวีซีดี พระเอกกับนางเอกก็เลยถูกตัดออกจากภาพ และคนดูก็เลยได้เห็นแต่โต๊ะกินข้าว นึกว่า Marguerite Duras มาเอง 55555

 

คือดูแล้วก็เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ทันได้ดู “เช้งกะเด๊ะส์” บนจอภาพยนตร์ในปี 1990 เพราะพอเรามาดูในยุคนี้แล้วภาพมันถูกหั่นข้างทิ้งไปทั้งซ้ายและขวา มันก็เลยเกิดความ Marguerite Duras โดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

8. อยากให้มีคนศึกษาเรื่อง “วิธีการเขียนเปลือกตา” ของพิมพิไล ไชยโยในหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่ามันรุนแรงมาก

 

9. อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราหวีดร้องกับ “เช้งกะเด๊ะส์” มาก ๆ ก็คือว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ซูโม่กิ๊ก” น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

คือหน้าหนังของ “เช้งกะเด๊ะส์” มันเหมือนเป็นหนังขายความเซ็กซี่ของพิมพิไล ไชยโย อะไรทำนองนี้ แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าจริง ๆ เรากลับตกใจกับความน่ารักของซูโม่กิ๊กอย่างมาก ๆ

 

คือก่อนหน้านี้เรามักเห็นซูโม่กิ๊กในรายการโทรทัศน์ “เพชฌฆาตความเครียด” และในหนังชุด “บุญชู” น่ะ และเราก็เลยติดภาพจำของเขาว่าเป็นเพียงแค่ “ตัวตลก”

 

แต่พอได้ดู “เช้งกะเด๊ะส์” เรากลับพบว่าหนังเรื่องนี้มันดึงเอาศักยภาพความน่ารักและเสน่ห์ในตัวซูโม่กิ๊กออกมาได้อย่างคาดไม่ถึงมาก ๆ หวีดสลบไปเลย เราว่าเขาแข่งกับ Seth Rogen, Jack Black, Kevin James ได้สบาย ๆ เลย ถ้าหากวงการหนังไทยในทศวรรษ 1990 มีการสร้างหนังที่หลากหลายกว่านี้

 

10. คิดว่า “เช้งกะเด๊ะส์” นี่เหมาะนำมา remake มาก ๆ เลยนะ เพราะว่าในแง่ความ cinematic แล้ว หนังเรื่องนี้มันสอบตกมาก ๆ และบทภาพยนตร์ก็เน้นขายฉากตลกมากเกินไป

 

คือเราชอบ “แกนเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เวอร์ชั่นรีเมคน่าจะทำได้ดีกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันยังมีข้อบกพร่องร้ายแรงในหลาย ๆ จุดน่ะ และเวอร์ชั่นรีเมคอาจจะแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid032KXCdBu3phN5GwCnyRdmUm7TkrRjnFQphjunqR65Q2TwreArdMeLNiBSLimk8Z2yl

 

ภาพของพิมพิไล ไชยโย มาจากเพจ “นางงามไทย”

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30)

+ ERASERHEAD (1977, David Lynch, A+30)

 

ชอบที่พี่สนธยาเขียนมาก ๆ ที่บอกว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU แตกต่างจากหนังเรื่อง YEAST (2008, Mary Bronstein, A+30) เพราะว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU “ผนวกสไตล์โลกมืดของ David Lynch เพิ่มเข้ามาด้วยเป็นจุดขายใหม่ให้ค่าย A24 พาเข้าตลาดง่ายขึ้น”

 

เพราะเราก็รู้สึกว่า YEAST มันดิบมาก ๆ มันมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงมาก และถูกนำเสนอออกมาอย่างดิบ ๆ ส่วน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU ยังคงมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงอยู่ แต่มันถูก polished, มีการเน้นถ่ายภาพสวย ๆ และมีความ David Lynch โปะอยู่ด้วย เหมือนเป็นน้ำหวานที่เคลือบไว้ เพื่อให้คนดูกลืนหนังเรื่องนี้ลงคอได้ง่ายขึ้น ไม่สากคอเหมือน YEAST

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า ความเป็น David Lynch คืออะไรที่ไม่แคร์ตลาด แต่ในกรณีของ Mary Bronstein นั้น การใส่ความเป็น David Lynch เข้ามา คือความพยายามที่จะเอาใจตลาด คือความพยายามที่จะเอาใจคนดู คือน้ำหวานที่เคลือบไว้เพื่อไม่ให้คนดูสากคอ

 

Wednesday, March 11, 2026

OSCAR NOMINEES FOR BEST FOREIGN FILMS 2025 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

Favorite Scene from CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996, Elia Suleiman, Palestine, A+30) : ฉาก “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

หนึ่งในฉากที่ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่อง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE คือฉากที่ Elia Suleiman กับผู้ชายอีกคนนั่งอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึกใน Nazareth (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วอยู่ดี ๆ ก็เหมือนมีหนังสือตกลงมาตรงหน้าของทั้งสองคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตกลงมาจากไหน ตกลงมาจากท้องฟ้าหรือเปล่า แล้วผู้ชายคนนึงก็พูดว่า “It’s raining culture.” หรือ “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

เราชอบฉากนี้อย่างสุดขีดมาก เพราะเราไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร แต่เรารู้สึกว่ามันสร้างความประทับใจให้กับเราอย่างรุนแรงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าฉากนี้ถือเป็น magical realism ได้ไหม

 

ส่วนตัวหนัง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE โดยรวมนั้นเราก็ชอบมาก ๆ นะ กราบตีนมาก ๆ ที่หนังใช้โครงสร้างเหมือน ABOUT ENDLESSNESS (2019, Roy Andersson, Sweden, A+30) เพราะหนังเต็มไปด้วยฉากเล็ก ๆ เกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ดูเหมือนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันมาเรียงร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ แล้วมันออกมาดีงามมาก ๆ

 

ส่วนการแสดงในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วก็นึกถึง Buster Keaton กับ Jacques Tati มาก ๆ

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่องนี้, DIVINE INTERVENTION (2002) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time กับ THE TIME THAT REMAINS (2009) แล้วเราก็พบว่า หนัง 3 เรื่องนี้มันลดความเฮี้ยนลงเรื่อย ๆ เพราะว่า CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE มันดูมีความเป็นหนังทดลองมากสุด มันแทบไม่มีความ narrative ใดๆ อีกต่อไปเหมือนกับ ABOUT ENDLESSNESS ส่วน DIVINE INTERVENTION เริ่มมีความ narrative แทรกเข้ามาบ้าง ในขณะที่ THE TIME THAT REMAINS ดู narrative มากสุด

 

เราไม่มีความรู้เรื่องปาเลสไตน์นะ แต่พอดู CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE แล้วก็สงสัยว่า ช่วงปี 1996 นั้น ถือว่าเป็นช่วงที่ “บ้านเมืองยังดี” ใช่ไหม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในปี 2000-2026 ที่บ้านเมืองดูเหมือนจะทวีความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

คือจริง ๆ แล้วสถานการณ์ในช่วงปี 1996 มันก็ไม่ถือว่า “ดี” หรอกนะ เพียงแต่เราสงสัยว่า มันน่าจะ “ดีกว่าช่วงต่อ ๆ มา” เท่านั้นเอง คือเหมือนพอเราได้ดูหนังปาเลสไตน์ที่สร้างขึ้นในปีที่แตกต่างกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังเหล่านี้มันอาจจะบันทึกสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปด้วย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางดีวีดีที่ซื้อไว้นานมากแล้ว

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

 

1. เนื้อเรื่องที่หนังเรื่องนี้เล่าออกมาโดยตรง มันสะเทือนใจมาก ๆ เหมือนตัวหนังมันช่วยลด “ระยะห่าง” ระหว่างเรากับ “ข่าวปาเลสไตน์” คือเวลาที่เราอ่านข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหารหมู่จำนวนมากในกาซา มันจะมี “ระยะห่าง” ระดับนึงระหว่างเรากับข่าวที่เราอ่าน และระยะห่างนั้นมันส่งผลให้เรา “รับรู้ข้อมูล” แต่ไม่ได้มี emotional involvement อย่างรุนแรงสุดขีดกับข่าวที่เราอ่าน

 

แต่พอเราได้ดูหนังแบบนี้ มันก็เหมือนช่วยลดระยะห่างระหว่างเรากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ “เพียงแค่” รับรู้ข้อมูลและรู้สึกเศร้าใจอีกต่อไป แต่มันทำให้หลายอย่างมันดูใกล้มากขึ้น ดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น ฝังลึกในความทรงจำมากขึ้น และสลัดไม่หลุดมากขึ้น

 

2. แต่หนังเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อตัวเรา “ในทางอ้อม” อย่างรุนแรงด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบในแบบที่หนัง “ไม่ได้ตั้งใจ” แม้แต่น้อย

 

คือพอหนังเรื่องนี้โฟกัสไปที่สมาชิกกลุ่มเสี้ยววงเดือนแดงที่พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “ความไม่สามารถทำอะไรได้” ของตัวเองในเรื่องอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

2.1 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องปาเลสไตน์

2.2 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องกกต.

2.3 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในอะไรหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงกฎหมายไทย

2.4 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

2.5 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Myanmar

2.6 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องฮ่องกง

2.7 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องยูเครน

2.8 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องอิหร่าน

2.9 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Venezuela

2.10 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Trump

ETC.

 

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ไม่ประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่ก็คงจะ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะพอทำได้” ต่อไปก็แล้วกัน

 

3. กราบตีน Kaouther Ben Hania ตอนนี้เราได้ดูหนังของเธอไปเพียง 4 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 4 เรื่องอย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้ง THE VOICE OF HIND RAJAB, IMAMS GO TO SCHOOL (2010, UAE/France/Tunisia, documentary, 76min), THE CHALLAT OF TUNIS (2013, Tunisia/France) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Tunisia)

 

4. กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่ซื้อหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

-------

 

หนังที่ชิงออสการ์หนังต่างประเทศทั้ง 5 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบ

 

 

MY PREFERENTIAL ORDER FOR THE NOMINEES FOR OSCAR’S BEST FOREIGN FILM AWARD 2025

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ ได้รับการ commercially released ในโรงภาพยนตร์ไทยครบทั้ง 5 เรื่อง ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้ ก็เลยส่งผลให้เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่องด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีสำหรับเรา เพราะครั้งล่าสุดที่เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่อง คือหนังที่เข้าชิงประจำปี 2010 ส่วนหนังที่เข้าชิงสาขานี้ประจำปี 2011-2024 นั้น เราได้ดูไม่ครบทั้ง 5 เรื่องในแต่ละปี

 

เราก็เลยถือโอกาสนี้ มาเรียงลำดับความชอบหนังทั้ง 5 เรื่องดีกว่า แน่นอนว่าเราชอบทั้ง 5 เรื่องในระดับ A+30

 

1. THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil)

 

ชอบเรื่องนี้มากสุด ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้วอย่างละเอียด เหมือนเป็นหนังที่เราชอบสุดขีดทั้ง “วิธีการกำกับภาพยนตร์” และ “ประเด็น/เนื้อเรื่อง” ของหนัง

 

2. THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine)

 

ชอบเรื่องนี้เป็นอันดับสอง ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ “ส่งผลกระทบในทางอ้อม” หรือ “ส่งผลกระทบในแบบที่ตัวหนังไม่ได้ตั้งใจ” ต่อตัวเราด้วย

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “choice ทางการกำกับภาพยนตร์” แล้ว เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยสุดในทั้ง 5 เรื่องนะ คือเหมือนเราไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรกับมันในทาง cinematic แต่เราชอบประเด็นที่หนังนำเสนอ และ “ผลกระทบในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ” ที่หนังเรื่องนี้มีต่อตัวเรา

 

3. IT WAS JUST AN ACCIDENT (2025, Jafar Panahi, France, about Iran)

 

ชอบหนังเรื่องนี้เป็นอันดับ 3 คือเราชอบอะไรหลาย ๆ อย่างในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่สาเหตุที่มันติดเพียงแค่อันดับ 3 เป็นเพราะ

 

3.1 ถ้าหากเราเป็นตัวละครเอกในหนังเรื่องนี้ เราคงไม่จับผู้ชายคนนั้นมาตั้งแต่แรก ถ้าหากเรา “ไม่มั่นใจ” จริง ๆ คือพอตัวละครเอกทำในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ระดับความอินของเราก็จะลดลงไปเยอะ

 

3.2 เราเคยดู DEATH AND THE MAIDEN (1994, Roman Polanski, UK) มาแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า อะไรบางอย่างในหนังเรื่องนี้มันเป็นการทำซ้ำ DEATH AND THE MAIDEN แต่เราชอบ IT WAS JUST AN ACCIDENT มากกว่าหนังของโปลันสกีนะ เพียงแต่ว่าพอเราได้ดูมันทีหลัง มันก็เลยลดความสดใหม่ลงไปนิดนึง

 

4. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway)

 

4.1 เราก็เป็นอีกคนที่จูนติดกับหนังของ Dag Johan Haugerud มากกว่า Joachim Trier 55555

 

4.2 ชอบ SENTIMENTAL VALUE มากกว่า THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier) นะ แต่เหมือน Joachim Trier เลือกประเด็นที่เราไม่ค่อยอินในหนังทั้งสองเรื่อง เพราะเรามักจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติก” และ “หนังครอบครัว”

 

4.3 แต่สิ่งที่ชอบสุดขีดทั้งใน SENTIMENTAL VALUE และ THE WORST PERSON IN THE WORLD ก็คือการที่หนังมันนำเสนอ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ดูขัดกับหลักเหตุผล” หรือ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ยากจะอธิบายได้ในบางครั้ง” (อย่างเช่น ทำไมมึงต้องสติแตกตอนจะขึ้นแสดงละครเวที) และหนังทั้งสองเรื่องมันนำเสนอ “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างละเอียดอ่อนและจริงมาก ๆ

 

4.4 แต่เหมือนตัวเราไม่ค่อยอินกับ “ตัวละคร” ในหนังทั้งสองเรื่องน่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของ Joachim Trier แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนมันแตกต่างกัน

 

แต่ถึงแม้เรา “ไม่อิน” กับหนังของ Joachim Trier แต่เราก็ดู SENTIMENTAL VALUE สองรอบในโรงภาพยนตร์นะ คือถึงแม้เรา “ไม่อิน” และ “ไม่ได้รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว” แต่พอหนังมัน “ดีจริง” และ “นำเสนอความเป็นมนุษย์ได้ละเอียดอ่อนจริง ๆ” เราก็ดูมันในโรงภาพยนตร์สองรอบได้ เหมือนมันเป็นการดูเพื่อให้เข้าใจมนุษย์คนอื่น ๆ ไม่ใช่ดูแล้วทำให้นึกถึงตัวเราเอง

 

4.5 พอเราได้อ่านว่า Joachim Trier ได้รับอิทธิพลจาก Yasujiro Ozu กูก็ตบเข่าฉาดเลย 555555 เพราะเราก็ admire หนังของ Ozu แต่เราไม่ได้ “รู้สึกอิน” หรือ “รู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว” กับหนังของ Ozu เช่นกัน ยกเว้นเพียงเรื่อง EARLY SPRING (1956, Yasujiro Ozu, A+30) เพราะพระเอกหล่อ คือตัวละครหลาย ๆ ตัวในหนังของ Ozu มันดูเหมือน “แตกต่างจากเราอย่างรุนแรง” น่ะ

 

4.6 อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ SENTIMENTAL VALUE เพียงแค่อันดับ 4 เป็นเพราะว่าเราดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING (2000, Claude Mouriéras, France, A+30) แล้วเราชอบ EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มากกว่าหนังนอร์เวย์เรื่องนี้มาก ๆ และพอมันมีตัวเปรียบเทียบแบบนี้ SENTIMENTAL VALUE ก็เลยซวยไป 55555

 

EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพ่อวัยชรา (Michel Piccoli) ที่ทิ้งภรรยากับลูกสาว 3 คนไป แต่เขากลับมาเยี่ยมลูกสาวทั้ง 3 อีกหลังจากเวลาผ่านไปนาน 15 ปี โดยลูกสาวทั้งสามแสดงโดย Miou-Miou, Sandrine Kiberlain และ Natacha Régnier

 

คือแค่เห็น casting ก็บอกได้แล้วว่า ทั้ง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING กับ SENTIMENTAL VALUE มัน “ทัดเทียม” กันแน่นอนในเรื่องฝีมือการแสดง แต่สิ่งที่ทำให้หนังฝรั่งเศสชนะใจเราก็คือ “ความเย็นชา” ที่ Miou-Miou กับ Sandrine Kiberlain มีต่อตัวละครพ่อในหนังเรื่องนี้นั้น มันรุนแรงสุดขีดมาก และมันก่อให้เกิด UNFORGETTABLE SCENES สำหรับเราที่ดูแล้วลืมไม่ลงไปจนวันตาย

 

4.7 อีกจุดที่ชอบมาก ๆ ใน SENTIMENTAL VALUE ก็คือมันทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard, France) โดยไม่ได้ตั้งใจ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

คือพอเราได้ดู SENTIMENTAL VALUE เราก็จินตนาการว่า ตอนที่ Joachim Trier โด่งดังจาก THE WORST PERSON IN THE WORLD ในปี 2021 เขาอาจจะได้รับการทาบทามจาก “สตูดิโอฮอลลีวู้ด” หรือ “บริษัทสตรีมมิง” ให้ “สร้างหนังที่ใช้ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” และ “สร้างหนังที่พูดภาษาอังกฤษ”

 

Joachim Trier ก็เลยสร้าง SENTIMENTAL VALUE ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ส่วนนึงเพื่อตอบโต้บริษัทเหล่านั้น เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนจะบอกว่า “กูไม่ต้องการดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” เพราะหนังที่กูอยากจะสร้างจริง ๆ มันมีความ personal involvement และควรจะใช้นักแสดงนอร์เวย์ พูดนอร์เวย์ อะไรแบบนี้ 555555 หนังที่กูอยากสร้าง คือหนังที่มี SENTIMENTAL VALUE มีคุณค่าทางจิตใจต่อตัวกูเองเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่หนังที่เน้น COMMERCIAL VALUE

 

เราก็เลยรู้สึกว่า การใช้ Elle Fanning ในหนังเรื่องนี้อาจจะคล้าย ๆ กับการใช้ Brigitte Bardot ใน CONTEMPT คือหนังทั้งสองเรื่องใช้ “ดาราสาวสวยชื่อดัง” เพื่อด่า “วัฒนธรรมการเชิดชูดาราสาวสวยชื่อดัง”

 

4.8 พอดู SENTIMENTAL VALUE แล้วก็เลยแอบสงสัยว่า หนังมันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกันระหว่างนักแสดงฮอลลีวู้ดกับยุโรปด้วยหรือเปล่า เพราะเหมือน Rachel Kemp (Elle Fanning) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะ “เข้าใจ” ตัวละครที่เธอแสดง ในขณะที่หนังยุโรปหลาย ๆ เรื่องไม่ได้ต้องการสิ่งนี้จากนักแสดง

 

ตัวอย่างเช่น

 

4.8.1 อันนี้คือสิ่งที่ Hanna Scygulla พูดถึง Rainer Werner Fassbinder

 

He never gave psychological explanations. He didn’t talk about roles or characters. He had very concrete ideas about the choreography of bodies and certain gestures that had to be accomplished. He would occasionally leave it to us to invent something. But most of the time he would arrive on set with these little drawings. They were very schematic.

 

4.8.2 ส่วน Marguerite Duras นั้น พยายามทำให้นักแสดง “ไม่มีสมาธิ” กับการแสดง หรือพยายามทำให้นักแสดง “เสียสมาธิ” ขณะแสดง

 

Compounding this limbo effect, Duras replayed the taped dialogue of India Song during filming, so that, listening to both their own words and screen directions, the actors would become distracted, less present to themselves.

 

เราก็เลยชอบจุดนี้ใน SENTIMENTAL VALUE มาก ๆ ด้วย ที่มันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกัน

 

5. SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain)

 

ก็เป็นหนังที่เราชอบสุดขีดนะ แต่ถือว่าชอบน้อยที่สุดในทั้ง 5 เรื่อง เพราะว่าถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราจะ “ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม” ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยน่ะ คือพอทหารมาบอกให้เราอพยพ เราก็จะอพยพตามที่ทหารบอกไปเลย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า “กูอยากรู้ว่า การที่มึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกู มึงจะต้องเจอกับอะไรบ้าง” ซึ่งเราก็ชอบตัวละครในหนังเรื่องนี้นะ แต่เราก็จะรู้สึกมีระยะห่างจากตัวละครมากพอสมควรเพราะสาเหตุนี้แหละ

 

6. แต่ถ้าหากรวมหนังที่ไม่ผ่านเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายด้วย เราก็อาจจะชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany) มากที่สุดในบรรดาหนังที่แต่ละประเทศส่งเข้าชิงออสการ์นะ คือตอนนี้เรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเราชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน ระหว่าง THE SECRET AGENT กับ SOUND OF FALLING คืออาจจะต้องรอให้เวลาผ่านไปอีก 5 ปี เราถึงจะตอบได้ว่า ระหว่างหนังสองเรื่องนี้ หนังเรื่องใดที่ตราตรึงอยู่ในใจเราได้นานกว่ากัน

 

ประวัติการไม่ลงโรงฉายในไทยของหนังชิงออสการ์สาขานี้

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10242796042500502&set=a.10236655507790972

Hanna Schygulla on Fassbinder

https://lwlies.com/interviews/hanna-schygulla-rainer-werner-fassbinder-david-lynch

 

Marguerite Duras

https://www.criterion.com/current/posts/8082-india-song-and-baxter-vera-baxter-in-the-thrall-of-duras#:~:text=Marguerite%20Duras's%20India%20Song,films%20for%20nearly%20a%20decade.

++++

 

คลิป

https://web.facebook.com/reel/1433803541557647

 

จริง ๆ คือ “เรียงมั่ว” ครับ แต่พอดูแล้วก็พบว่ามันเรียงตามความเร็วในการวิ่งหรือเดินจริง ๆ ด้วย 55555

 

คือตอนแรกผมวางแผนจะใช้หนัง 10 เรื่องครับ แล้วก็วางแผนว่าจะเรียงคลิปแบบมีความเชื่อมโยงกัน อย่างเช่น จะเอาคลิป WEAPONS มาต่อจาก POSSESSION เพราะมัน “บ้าคลั่ง” เหมือนกัน และจะเอาคลิป THE 400 BLOWS มาต่อจาก MOVING เพราะมันเป็นตัวละครวัยรุ่นวิ่ง ๆ เหมือนกัน

 

แต่พออัปโหลดคลิปแบบ 10 เรื่องแล้ว facebook มันแบน ผมก็เลยอารมณ์เสีย ก็เลยต้องตัดคลิปจาก POSSESSION กับ THE 400 BLOWS ทิ้งไป แล้วผมก็จะรีบออกไปดูหนังด้วย ผมก็เลยเอาคลิปจาก 8 เรื่องที่เหลือมาเรียงมั่ว ๆ ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ออกไปดูหนัง

 

แต่ในขณะที่ผม “เรียงมั่ว ๆ” เพื่อให้งานเสร็จโดยเร็วนั้น subconscious ของผมมันคงทำงานอยู่ และมันคง guide ให้ผมเรียงคลิปตามความเร็วในการเดินหรือวิ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ตัวในเรื่องนี้ จนคุณ Warut มาสังเกตเห็น และเดาการทำงานของ subconscious ของผมได้อย่างถูกต้อง 55555 ขอบคุณมาก ๆ ครับ

++++

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30) ตอนสอง

 

เพิ่มเติมจากที่เขียนไปก่อนหน้านี้

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงงาน Q&A ของ Omer Fast ที่ Bangkok Kunsthalle ในวันที่ 7 มี.ค. 2026 ที่เพิ่งผ่านมามาก ๆ เพราะในงานนี้ Omer Fast เล่าว่า ผู้กำกับภาพยนตร์อย่างเขา มักจะเจอ crisis ระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm อยู่เสมอ ตามที่เราเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้

 

แล้วพอเราดู THE VOICE OF HIND RAJAB เราก็เลยแอบจินตนาการว่า บางที Kaouther Ben Hania อาจจะเจอปัญหาความขัดแย้งระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm ในการสร้างหนังเรื่องนี้เหมือนกันก็ได้ เพราะเรารู้สึกว่า พอประเด็นของหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้

 

1. เราจะทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ “ลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้น” มากเกินไปก็ไม่ดี มันจะเป็นการ exploit มากเกินไป

 

2. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบบีบเค้นน้ำตามากเกินไป ก็ไม่ดี

 

3. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบเน้นความ art มากเกินไป ก็ไม่ดี

 

4. ถ้าทำหนังเรื่องนี้ออกมาเป็น สารคดี ทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็จะ safe สุด แต่มันก็อาจจะ “ไม่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง” มันก็เลยเหมือนต้องชั่งน้ำหนัก เลือกระดับความ balance ระหว่าง “จำนวนผู้ชมที่ต้องการจะเข้าถึง” กับการรักษา integrity ของประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอ

 

5. แต่จริง ๆ แล้วเราก็แอบสงสัยว่า ถ้าหากทำเป็น essay film หรือใช้ approach อื่น ๆ ในการนำเสนอประเด็นนี้ หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

 

ก็เลยสรุปว่า เราชอบ THE VOICE OF HIND RAJAB มาก ๆ แต่เราจินตนาการว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนี้ เราก็อาจจะเผชิญ crisis หรือความลำบากมากพอดู ในการเลือกหา “วิธีการนำเสนอประเด็นของหนังเรื่องนี้”

 

ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ มีหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหรือเปล่า ที่ตอนดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนั้น ๆ ตัวเองอาจจะเผชิญ crisis ระหว่าง aesthetic กับ ethic ในการนำเสนอประเด็นของหนัง

 

THE VOICE OF HIND RAJAB ส่วนแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid027AC52oBoV74YhP9VEyYhRscESDenJ1PMoYmmVpYYAenWhdrPGxVBVNxf589qBycTl

+++++

 

ฟังเทปนี้จบนานแล้ว แต่ไม่ได้จดบันทึกไว้ เทปนี้พูดถึง “ความเหนื่อยบางอย่างที่ปรากฏผ่านตัวหนัง” ซึ่งถ้าหากถามเราว่า “หนังเรื่องไหนที่เราดูแล้วรู้สึกถึงความเหนื่อย” เราก็จะตอบว่า หนัง (หรือวิดีโอ) หลาย ๆ เรื่องของ Kawita Vatanajyankur  55555 คือเราชอบวิดีโอของ Kawita มาก ๆ นะ เป็นวิดีโอที่เราดูแล้วรู้สึก “เหนื่อย” แทนตัวศิลปินมาก ๆ อย่างเช่น THE SCALES (2015), THE DUSTPAN (2015), THE ROBES (2015), THE ICE SHAVERS (2015), THE SQUEEZERS (2015), UNTANGLED (2018), LADY PAPAYA (2022)

 

เพิ่งฟังเทปนี้จบในวันนี้ ดีใจสุดขีดกับ SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore)

 

THE STAIN ราคี (2026, Ning Bhanbhassa Dhubtien, Pond Krisda Witthayakhajorndet, Ping Lumpraploeng, A+10)

 

Copy เนื้อหาบางส่วนมาจากสิ่งที่เราคุยกับเพื่อนหลังไมค์

 

1. เราว่าหนังมันแย่ และมีหลายมุกหรือหลายส่วนของหนังที่เราเกลียด แต่เราดูแล้วสนุก บันเทิง ฮาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเราชอบที่มันเหมือนเป็นการทดลองเอาผู้กำกับหลาย ๆ คนมารวมกัน แล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่ในความเข้ากันไม่ได้มันก็เกิดเป็นอะไรที่พิสดารขึ้นมา 55555

 

คือเหมือนครึ่งแรกเราว่ามันเป็นส่วนของผู้กำกับที่ถนัดทำหนังดราม่า แล้วครึ่งหลังมันเป็นส่วนของพิง ลำพระเพลิงที่ถนัดทำหนังตลก แล้วพอรวมเข้าด้วยกันแล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่มันกลายเป็นอะไรที่ประหลาด ไม่ซ้ำใคร 55555

 

2. ฉากโปรดคือ

 

2.1 ฉากที่ น้ำใสเห็นมาลีเดินแล้วเลือดไหลนองพื้นไปเรื่อย ๆ แล้วน้ำใสพูดว่า “พี่มาลีเมนส์มาเหรอคะ”

 

2.2 ชอบที่หมอผีพูดเหยียดมาลีว่าเป็นกะหรี่ จนกะหรี่คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ทนไม่ไหว เพราะรู้สึกว่าตนเองโดนเหยียดไปด้วย 55555

 

2.3 ขำฉากที่อาภาพรถวายของกินให้ศาลพระภูมิ แล้วของกินหายไปทีละชิ้น

 

3. คือจริง ๆ แล้วเราชอบ THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU (2025, Boonsong Nakphoo, Jumpot Ruayjaroensap, A+15) ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราชอบดู “หนังทดลอง” 55555

 

คือเรารู้สึกว่าทั้ง THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU มันเหมือนเป็น “การทดลอง” ที่ไม่ประสบความสำเร็จน่ะ มันเหมือนเป็นการผสมรวมผู้กำกับหลายคนเข้าด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อจะสร้าง “สาวงาม” หรือสร้าง “หนังดี” ขึ้นมา แต่ผลที่ออกมามันกลับกลายเป็น “อสูรกาย” กลายเป็น “หนังที่มีความเข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

 

แต่เราก็ชอบ “อสูรกาย” ที่เกิดขึ้นในแง่นึงอยู่ดี เพราะถึงแม้มันจะไม่ใช่หนังดี แต่ความพิกลพิการของมันก็ส่งผลให้มันไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ใช่อะไรสำเร็จรูปที่ดูซ้ำซากเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ เพราะแม้แต่ “หนังทดลอง” จริงๆ เองนั้น มันก็มีหลายเรื่องที่ใช้ pattern รูปแบบความอาร์ตคล้าย ๆ กันจนดูเหมือน ๆ กัน ส่วนหนังไทยสองเรื่องนี้มันไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็น “หนังทดลอง” แต่ผลที่ออกมามันกลับพิสดารหรือประสาทแดกกว่าหนังทดลองบางเรื่องเสียอีก 55555

 

4. ชอบที่เพื่อนเราเขียนมาก เพื่อนเขียนในทำนองที่ว่า “ถ้าหากดูหนังเรื่องนี้ในฐานะ “ภาพยนตร์” เราก็คงจะเกลียดมัน แต่นี่ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกว่าเหตุเกิดที่โรงยิมในโรงเรียนมัธยม ก็เลยฮากับมันมาก ๆ”

 

“นึกว่า​ถ้าดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันในสมัยมัธยม ​ต้องมีการแสดง role play ​ในโรงยิม​ ตามบันได”

 

อินสแตนท์คัลท์มากๆ​

 

“ฉากในเอเทรียม/คอร์ทยาร์ด​ ของอพาร์ทเมนท์ แต่ละฉากคือคลาสสิก​มาก”

 

“คำนี้เลย​ ความเข้ากันไม่ได้​ คือไม่มีอะไรไปด้วยกัน​ ตัดภาพไปอีกฉากนึกว่าหนังเรื่องอื่น”

 

ภาพของ Jespipat Tilapornputt (เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์) ดารานำของหนังเรื่องนี้

+++

 

ล่าสุดเราได้ดู Virginie Ledoyen ในหนังเรื่อง JUST THE TWO OF US (2023, Valérie Donzelli) แล้วชอบมาก เพราะในหนังเรื่องนี้เธอรับบทเป็นคุณป้าท้วม ๆ คนนึง คือเหมือนเธอไม่ยึดติดกับการรับบทสาวสวยอะไรทำนองนี้เลยน่ะ หนังให้เธอแสดงเป็นบทป้าชาวบ้านธรรมดา ๆ เธอก็แสดงได้

 

แต่ถ้าเป็นในยุคทศวรรษ 1990 เราจะชอบจำ Virginie Ledoyen กับ Marie Gillain สลับกัน เหมือนสองคนนี้เป็นดาราสาวฝรั่งเศสที่มาในยุคเดียวกัน

++++

 

Favorite Quote from Abbas Fahdel:

 

Art is dangerous for the powers that live from war, because it reminds that peoples have a memory, imagination, and dignity that cannot be exterminated.

 

Because where there is art, there is still a living society—and a living society always escapes the logic of domination.

https://web.facebook.com/abbas.fahdel.92/posts/pfbid02wbJ1XpUm1QeAS7y1XC8XCmrveTi5j4CNZkLoXERRVLabLDXQowaxJWvehmiG7DsSl

++++

 

คำถามสำหรับคนที่ดู THE BRIDE! (2026, Maggie Gyllenhaal, A+30) แล้ว

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้เราเพิ่งได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่ตัวละครพูดคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เราก็เลยสงสัยว่า มันคือหนังเรื่องอะไร คำถามของเราก็คือว่า

 

1. มันคือหนังเรื่อง THE BRIDE! ใช่ไหมที่มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville หรือว่าเราจำสลับกับหนังเรื่องอื่น ๆ

 

2. ถ้าคำตอบของข้อ 1 คือ “ใช่” เราก็สงสัยต่อว่า ตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างนะเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เหมือนสมองของเราประมวลผลไม่ทันว่าตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างเกี่ยวกับนักประพันธ์สองท่านนี้ สมองของเราจำได้เพียงแค่ว่า มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคะ

 

 

Tuesday, March 10, 2026

IF I HAD LEGS I'D KICK YOU

 

THE BRIDE! (2026, Maggie Gyllenhaal, A+30) คือตัวอย่างของหนังกลุ่มนี้ชัด ๆ เลย

++

นอกจาก THE BRIDE! (2026, Maggie Gyllenhaal, A+30) แล้ว หนังอีกเรื่องที่เราคิดว่าเข้ากันมาก ๆ กับกลุ่มหนัง NEW WAVE OF MONSTROUS FEMININE ตามที่คุณไกรวุฒิบรรยายไว้เมื่อวานนี้ ก็คือ AMULET (2020, Romola Garai, UK/UAE) เพราะว่า AMULET กำกับโดยผู้หญิง, มีประเด็นเรื่องสงครามระหว่างเพศหญิงเพศชาย และมีความ monstrous feminine สูงมาก ๆ

 

ส่วนหนังอีกเรื่องที่เราว่าเกือบจะเข้ากับกลุ่ม NEW WAVE OF MONSTROUS FEMININE ก็คือ A BANQUET (2021, Ruth Paxton, UK) เพราะว่าอันนี้ก็เป็นหนังสยองขวัญที่กำกับโดยผู้หญิงเหมือนกัน และตัวละครเอกก็เหมือนถูก transform ด้วยอำนาจลึกลับเหมือนกัน แต่โดยรวม ๆ แล้วเหมือนมันยังไปไม่สุดเท่ากับหนังกลุ่ม monstrous feminine เรื่องอื่น ๆ ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ

++++++

 

ประทับใจการบรรยายเรื่อง “สตรีปีศาจ” ของคุณไกรวุฒิเมื่อวานนี้มาก ๆ

 

พอฟังบรรยายนี้แล้ว เราก็เลยแอบมาคิดต่อเล่น ๆ ว่า ประเด็นเรื่อง “ศาสนา” มันส่งผลต่อภาพยนตร์กลุ่ม MONSTROUS FEMININE ด้วยหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่าหนังกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นหนังอเมริกัน + ยุโรป

 

เพราะถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด หนังอเมริกัน + ยุโรป ได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์ ซึ่งให้ความสำคัญกับ demons, devils มากกว่า ghosts อะไรพวกนี้ ซึ่งจะแตกต่างจากชาติตะวันออกที่เชื่อเรื่อง ghosts และไสยาศาสตร์ต่าง ๆ อย่างรุนแรง และอินเดียก็มีความเชื่อเรื่อง “เจ้าแม่กาลี” ด้วย

 

เพราะฉะนั้นหนังสยองขวัญของชาติตะวันออก ก็เลยมีหนังกลุ่ม “ผีผู้หญิงล้างแค้น” หรือหนังกลุ่ม “ผีผู้หญิงอาละวาด” เยอะมาก อย่างเช่น

 

1. กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

2. ราคี THE STAIN (2026, Ning Bhanbhassa Dhubtien, Pond Krisda Witthayakhajorndet, Ping Lumpraploeng, A+10)

3. HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan, A+30)

4. SUZZANNA: BURIED ALIVE (2018, Rocky Soraya, Anggy Umbara, Indonesia, A+30)

 

คือเหมือนการเก็บกดของผู้หญิงในชาติตะวันออกบางชาติ สามารถปลดปล่อยได้ด้วยเรื่องเล่าแบบ “ผีผู้หญิงล้างแค้น” หรืออย่างอินเดียนั้น เราก็จะเห็นตัวละครหญิงในหนังบางเรื่องพูดถึง “ความเป็นเจ้าแม่กาลี” ที่แอบซ่อนอยู่ในตัวผู้หญิงแต่ละคน

 

แต่พอชาติตะวันตก ไม่ค่อยเชื่อเรื่อง ghosts และไม่มีความเชื่อเรื่อง “เจ้าแม่กาลี” มันก็เลยเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ “การเก็บกดของผู้หญิง” ได้รับการระบายออกผ่านทางตัวละครแบบ witch และ monstrous feminine ด้วยหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid01AghYfEuAcD9MDVNA6ZicTJe8uPZRxj9AHTkRnLmc9PGbQTYiD3uL5wSrtVzpi6wl

+++

 

ดู POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, second viewing, A+30) กับ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30) แล้วอินมาก ๆ นึกถึงตัวเราเองมาก ๆ ย้อนกลับไปดูวิดีโอที่เคยถ่ายตัวเราเองในปี 1991 แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองรอดชีวิตมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างไร 55555

 

Edit เพิ่ม: เราอัปโหลดวิดีโอนี้ลง Facebook ในวันที่ 1 พ.ค. ปี 2013 นะ แต่วิดีโอนี้ถ่ายในปี 1991 แล้ว Facebook มันให้เราเลือก timeline ได้ เราเลยลงเป็นปี 1991

++++++

 

ขอบคุณมาก ๆ ครับ ผมยังไม่เคยดู “ขมิ้นกับปูน” แบบจริง ๆ จัง ๆ เลย แต่จำได้ว่าตอนอยู่มัธยม เพื่อน ๆ ชอบมา role play ละครขมิ้นกับปูนเวอร์ชั่นปี 1990 โดย role play เป็นบทของ ชไมพร จตุรภุช (ปัทมา) กับปัทมา ปานทอง (ปวีณา) 55555

++++

เมื่อวานนี้เราได้ดู POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, second viewing, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา แล้ววันนี้เราก็ได้ดู IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30) ที่เอ็มควอเทียร์ ปรากฏว่าหนังสองเรื่องนี้เหมือนเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อเป็น double bill ซึ่งกันและกันโดยเฉพาะโดยไม่ได้ตั้งใจ 5555 เพราะเรารู้สึกว่า

 

1. ทั้งสองเรื่องพูดถึงผู้หญิงสติแตกเหมือนกัน

 

2. แต่ POSSESSION เหมือนเป็น “ผู้ชายที่มองผู้หญิงสติแตกด้วยความฉงนสนเท่ห์ ไม่เข้าใจ กังขา รู้สึกว่ามันเป็นปริศนาลี้ลับ” ในขณะที่ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU เหมือนเป็นมุมมองจากตัวผู้หญิงสติแตก

 

3. สามีของนางเอกทั้งสองเรื่องไปทำงานในสถานที่ห่างไกลเหมือนกัน และปล่อยให้นางเอกสติแตกอยู่กับลูก แต่ POSSESSION เริ่มต้นเรื่องเมื่อพระเอกเดินทางกลับมาจากการทำงานในสถานที่ห่างไกล ส่วน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU นั้นเริ่มต้นเรื่องในจุดที่แตกต่างกัน

 

4. หนังทั้งสองเรื่องเต็มไปด้วย “ตัวละครชิบหาย ๆ” คือตัวละครประกอบแต่ละตัวในหนังสองเรื่องนี้ รุนแรงมาก ๆ

 

5. หนังทั้งสองเรื่องเปิดโอกาสให้ “นักแสดงนำหญิง” โชว์ฝีมือทางการแสดงอย่างรุนแรงมาก

 

6. แต่เราชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ในแบบที่แตกต่างกันนะ เราชอบ POSSESSION มากกว่า เพราะมัน “หลุดโลก” มากกว่า ส่วน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU นั้นเราชอบในแบบที่เราอินกับตัวละครในบางแง่มุม ดูแล้วก็นึกถึงหลายช่วงชีวิตของตัวเราเองที่เจอมรสุมชีวิตอย่างรุนแรง

 

ถ้าหากใครเคยดูตัวเราในวิดีโอที่ถ่ายไว้ในปี 1991 ตามคลิปในคอมเมนท์ อาจจะพอนึกภาพออก 55555

 

7. พอดู POSSESSION กับ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU แล้ว ก็เลยรู้สึกว่า antidote ของหนังสองเรื่องนี้อาจจะเป็น THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany, A+30) เพราะว่า THE LEFT-HANDED WOMAN พูดถึงนางเอกที่เผชิญกับอะไรที่คล้าย ๆ วิกฤติชีวิตเหมือนกัน แต่เธอรับมือกับมันในแบบที่สุขุมคัมภีรภาพกว่านางเอกของ POSSESSION และ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU มาก ๆ

 

คือเหมือนพอเราดู IF I HAD LEGS I’D KICK YOU แล้ว เราก็เห็น “ตัวเองในแบบที่เราเองไม่อยากเป็น” แล้วเราก็เลยบอกตัวเองว่า “เราจะต้องไม่ทำตัวเหมือน Rose Byrne ใน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU เราจะพยายามทำตัวให้เหมือน Edith Clever ใน THE LEFT-HANDED WOMAN เราจะไม่ปล่อยให้ตัวเอง nervous breakdown แบบ Rose Byrne เราจะต้องรับมือกับอุปสรรคของชีวิตในแบบสุขุมคัมภีรภาพเหมือน Edith Clever ใน THE LEFT-HANDED WOMAN”

 

เราพยายามบอกตัวเองแบบนั้นนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงแค่ไหน 55555

 

Edit เพิ่ม:

 

8. นางเอกของ POSSESSION และ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU มีปัญหาอย่างรุนแรงกับ “ลูกค้า” เหมือนกัน โดยนางเอกของ POSSESSION ทำในสิ่งที่ดูโหดร้ายต่อ “ลูกศิษย์ในคลาสบัลเล่ต์” ส่วนนางเอกของ IF I HAD LEGS ก็มีปัญหาอย่างรุนแรงกับ “ลูกค้าที่มีปัญหาทางจิต” ของเธอ

 

9. นางเอกของ POSSESSION และ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU เหมือนถูก torn ระหว่าง “สองสถานที่อยู่อาศัย” ต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างสองสถานที่ โดยนางเอกของ POSSESSION ต้องวิ่งรอกไปมาระหว่าง “บ้านที่อยู่กับลูกที่เป็นมนุษย์” กับ “บ้านที่อยู่กับอสูรกาย (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นลูกอีกคนของเธอ?)”

 

ส่วนนางเอกของ IF I HAD ก็ต้องวิ่งรอกไปมาระหว่าง “โรงแรม” กับ “บ้านเพดานพัง” ของเธอ

 

10. ตัวละครสำคัญในหนังทั้งสองเรื่องนี้ “ขากะเผลก” เหมือนกัน

 

MY LIFE IN 1991
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/10201256824966025

 

Monday, March 09, 2026

POSSESSION

 

CONTINUITY (2012, Omer Fast, Germany, 41min, A+30)

 

ชอบตัวหนังอย่างรุนแรงมาก โดยเฉพาะโครงสร้างการเล่าเรื่องของหนัง ชอบการ Q&A กับตัวผู้กำกับมาก ๆ ด้วย ชอบที่เขาพูดถึงเรื่อง trauma ที่มันทำลายความเป็น linear การที่ trauma ในอดีตผุดโผล่ขึ้นมา disrupt เป็นระยะ ๆ ทำให้ความเป็น linear ต้น กลาง ปลาย ถูกทำลายไปจนหมด

 

ชอบที่เขาพูดถึงปัญหาในการสร้างหนังแต่ละเรื่องด้วย คือเหมือนกับว่าเขามักจะ research รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ก่อนทำหนัง ด้วยการสัมภาษณ์พูดคุยกับ subjects แต่ตัวหนังที่ออกมาจริง ๆ มันห่างไกลจากข้อมูลที่เขารวบรวมมามาก ๆ เพราะเขามักจะเจอ crisis รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำหน้าที่เป็น carrier ให้กับ subjects เหล่านั้นได้ เพราะเขามักจะเผชิญความขัดแย้งระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm อยู่เสมอ คือเหมือนกับว่าในการสร้างหนังแต่ละเรื่อง เขามักจะเจอ crisis ในการแปลงข้อมูลที่ได้รับมาให้กลายเป็นหนังที่มี aesthetic ในแบบที่เขาต้องการ เพราะในการแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้ออกมาเป็น aesthetic ที่ดี มันจะเจอปัญหาทาง ethical realm (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ)

 

ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดทั้งหมดหรอกนะ แต่รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมันน่าสนใจมาก ๆ การที่เขาพูดถึงความขัดแย้งระหว่าง aesthetic กับ ethic ในการสร้างหนังแต่ละเรื่อง จนทำให้เกิด crisis ในใจผู้กำกับขึ้นมา มันดูเป็นประเด็นที่น่านำมาขยายต่อมาก ๆ

 

สิ่งที่เขาพูดทำให้เรานีกถึงตัวเราในฝ่าย “ผู้ชมภาพยนตร์” โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย 55555 เพราะมันก็มีหนังหลาย ๆ เรื่องที่เราชอบมันในทางภาพยนตร์ ชอบความ cinematic หรือชอบ aesthetic ของมัน แต่เราก็มีปัญหากับมันในทาง ethic หรือในแง่มุมมองทางการเมือง/สังคม อะไรต่าง ๆ อย่างเช่น WARFARE (2025, Alex Garland + Ray Mendoza, A+25) ที่เราชอบพลังทางภาพยนตร์ของมันอย่างรุนแรงมาก เพราะเรารู้สึกลุ้นระทึกเหมือนเข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยมาก ๆ แต่การที่หนังเรื่องนี้เน้นเล่าแต่มุมมองของทหารอเมริกัน มันก็ทำให้เรามีปัญหากับหนังอย่างรุนแรง ในขณะที่ทางฝ่ายผู้สร้างหนังอาจจะมองว่า ตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะตัวเองก็แค่เล่าเรื่องจาก “สิ่งที่ตัวเองพบเจอมาจริง ๆ” อย่างซื่อตรง

++++

 

ใครอยากดู Isabelle Adjani ปะทะกับ Isabelle Huppert ก็ดูได้จากหนังเรื่องนี้นะจ๊ะ THE BRONTË SISTERS (1979, André Téchiné, France, A+30) เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ Adjani รับบทเป็น Emily Brontë ผู้แต่งนิยายเรื่อง WUTHERING HEIGHTS ส่วน Isabelle Huppert รับบทเป็น Anne Brontë ผู้แต่งนิยายเรื่อง THE TENANT OF WILDFELL HALL (1848) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนิยาย Feminist เรื่องแรก ๆ ของโลก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02n2qGjAmgA29PzcGjoRvJV8hnpBh1buUBvrV2b5s6CB2WV7L833A4rkSyAsBfhBMql

++++

 

POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, second viewing, A+30)

 

1. อันนี้เป็นแค่จดบันทึกความทรงจำบ้า ๆ บอ ๆ นะ เราแทบไม่ได้พูดถึงตัวหนังเรื่องนี้แต่อย่างใด

 

เราเคยดู POSSESSION รอบแรกที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ในเดือนก.ย. 2004 หรือเมื่อราว 22 ปีก่อน ตอนนั้นก็ตกตะลึงกับการแสดงของ Isabelle Adjani มาก ๆ แต่ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย เพราะเราฟังไม่ออกว่าตัวละครคุยอะไรกันบ้าง ถึงแม้ตัวละครคุยกันเป็นภาษาอังกฤษก็ตาม

 

ดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่สองที่หอภาพยนตร์ ศาลายาในวันที่ 8 มี.ค. 2026 ในแบบที่มีซับไตเติลภาษาไทย ในที่สุดเราก็ดูหนังเรื่องนี้รู้เรื่องเสียที 55555 คือเราไม่ได้ “เข้าใจ” นัยะ หรือความหมาย symbols ใด ๆ ในหนังเรื่องนี้นะ แต่การมีซับไตเติลมันช่วยให้เรา “ตามเนื้อเรื่องได้ทัน” ถึงแม้จะไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้เนื้อเรื่องก็ตาม

 

ไปค้นดูแล้วก็พบว่า เราได้ดู POSSESSION รอบแรกในวันที่ 19 ก.ย. 2004 ในการจัดฉายโดยกลุ่ม FILMVIRUS โดยในวันนั้นทางกลุ่ม FILMVIRUS ฉายหนัง 3 เรื่องควบกัน ซึ่งก็คือ

 

1.1 THE BROOD (1979, David Cronenberg, Canada)

1.2 THE SECT (1991, Michele Soavi, Italy)

1.3 POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany)

 

2. แล้วการได้ดู POSSESSION เป็นรอบสองก็ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมาก เพราะเราลองค้นดูใน blog ของเราแล้วก็พบว่า ในเดือนก.ย. 2004 เราได้ดูหนังราว 40 เรื่อง แล้วเราจัดให้ POSSESSION อยู่แค่อันดับ 9 จากทั้งหมด 40 เรื่อง

 

อันดับที่เราเคยจัดไว้เมื่อ 22 ปีก่อน

 

SEPTEMBER 2004 CHART

1. KLASSENFAHRT (SCHOOL TRIP) (2002, HENNER WINCKLER) A+
2. ISLE OF THE DEAD (1945, MARK ROBSON) A+
3. BEDLAM (1946, MARK ROBSON) A+
4. WINTER REMAINS (2002, Sasithorn Ariyavicha) A+
5. TREASURE ISLAND (1999, SCOTT KING) A+
6. 13 GOING ON 30 (2004, GARY WINICK) A+
7. THE BROOD (1979, DAVID CRONENBERG) A+
8. EARLY SPRING (1956, YASUJIRO OZU) A+
9. POSSESSION (1981, ANDRZEJ ZULAWSKI) A+
10. ETERNAL SUNSHINE OF THE SPOTLESS MIND (2004, MICHEL GONDRY) A+
11. DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha) A
12. TRANSFIGURED NIGHT (1993, Sasithorn Ariyavicha) A
13. MY FIRST FILM (1991, Sasithorn Ariyavicha) A
14. THE STEPFORD WIVES (2004, FRANK OZ) A
15. KAZA-HANA (2000, SHINJI SOOMAI) A
16. DARKNESS IN THE LIGHT (2000, KEI KUMAI) A-
17. DREHORT BERLIN (1987, HELGA REIDEMEISTER) A-
18. BEAR CUB (2004, LUIS MIGUEL ALBALADEJO) A-
19. LATE AUTUMN (1960, YASUJIRO OZU) A-
20. THE SOUL OF A MAN (2003, WIM WENDERS) A-
21. AN AUTUMN AFTERNOON (1962, YASUJIRO OZU) A-
22. THREE EXTREMES (2004, TAKASHI MIIKE + FRUIT CHAN + PARK CHAN WOOK) A-
23. THE BODY SNATCHER (1945, ROBERT WISE) A-
24. ODE TO COLOGNE: THE BAP FILM (2002, WIM WENDERS) B+
25. SHUTTER (2004, Banjong Pisanthanakun, Parkpoom Wongpoom) B+
26. ACACIA WALK (2001, JOJI MATSUOKA) B+
27. EVERYBODY’S HOUSE (2001, KOKI MITANI) B+
28. BERLIN IS IN GERMANY (2001, HANNES STOHR) B+
29. WHITE CHICKS (2004, KEENEN IVORY WAYANS) B
30. LAST MISSION (1999, WOJCIECH WOJCIK) B
31. WICKER PARK (2004, PAUL MCGUIGAN) B
32. THE SECT (1991, MICHELE SOAVI) B
33. THE PRINCESS DIARIES 2: ROYAL ENGAGEMENT (2004, GARRY MARSHALL) B
34. CONNIE AND CARLA (2004, MICHAEL LEMBECK) B
35. THUNDERBIRDS (2004, JONATHAN FRAKES) B
36. AZUMI (2003, RYUHEI KITAMURA) B
37. THE TERMINAL (2004, STEVEN SPIELBERG) B-
38. MAN ON FIRE (2004, TONY SCOTT) B-
39. EXORCIST: THE BEGINNING (2004, RENNY HARLIN) C+
40. ELVIS HAS LEFT THE BUILDING (2004, JOEL ZWICK) C+

 

คือในการดูรอบแรกในเดือนก.ย. 2004 ความที่เรา “ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย” เราเลยจัดให้ POSSESSION ติดแค่อันดับ 9 จาก 40 เรื่อง แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้รอบสองแล้ว เราว่า POSSESSION นี่ต้องติดอย่างน้อยอันดับ 4 นะ และอาจจะติดอันดับ 1 เลยด้วยซ้ำ คือเรามั่นใจว่าตอนนี้เราชอบ POSSESSION มากกว่า WINTER REMAINS (2002, Sasithorn Ariyavicha) ที่ติดอันดับ 4 อย่างแน่นอน แต่เรายังไม่แน่ใจว่า เราชอบหนังเรื่องไหนมากที่สุด ระหว่าง POSSESSION, SCHOOL TRIP (2002, Henner Winckler, Germany/Poland), ISLE OF THE DEAD (1945, Mark Robson) และ BEDLAM (1946, Mark Robson) ที่ติดอันดับ 1-3 ในลิสท์ของเดือนก.ย. 2004

 

ก็เลยต้องขอบคุณหอภาพยนตร์ ศาลายามาก ๆ ที่นำหนังเรื่องนี้มาฉายแบบมีซับไตเติล การได้ดูหนังเรื่องนี้ในครั้งนี้ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิมอีกอย่างสุดขีดมาก ๆ จากที่เดิมก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ อยู่แล้ว

 

3. ดูแล้วก็รู้สึกว่า Kiyoshi Kurosawa เหมือนสืบทอด “ความเฮี้ยนที่เหมือนจะอธิบายได้ แต่ก็อธิบายไม่ได้” แบบในหนังเรื่องนี้มาด้วย คือหนังของ Kiyoshi มันไม่ได้มีความ hysteria แบบนี้นะ แต่มันมี sense ของความจิต ๆ วิปริต พิกลพิกาล ไร้เหตุผล แบบในหนังเรื่องนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน และความเฮี้ยนในหนังของ Kiyoshi มันเหมือนไม่ใช่ความเฮี้ยนแบบ “ไม่มีคำอธิบาย” เสียทีเดียว แต่เหมือนมันเป็นสิ่งที่เหมือนจะอธิบายได้ แต่ก็อธิบายไม่ได้ แบบเดียวกับในหนังเรื่องนี้

 

4. ชอบตัวละครประกอบทุกตัวมาก ๆ คือตัวละครประกอบแต่ละตัวมัน “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป” จริง ๆ ทั้ง

 

4.1 Heinrich

4.2 สองนักสืบเกย์

4.3 Margit สาวขาเข้าเฝือก

4.4 แม่ของ Heinrich

4.5 คนกินกล้วย

4.6 คนขับรถแท็กซี่

4.7 คนที่พูดเรื่อง “หมาตัวนี้ไม่ได้แก่ตายนะ”

4.8 ผู้หญิงที่ให้ผู้ชายปีนตัวเธอขึ้นไปในช่วงท้ายของหนัง

4.9 ผู้หญิงที่เต้นระบำด้วยความดีใจที่เห็นอพาร์ทเมนท์โดนระเบิดไฟไหม้

 

5. ถ้าหากให้เราเลือกฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ เราก็อาจจะเลือก

 

5.1 MALINA (1991, Werner Schroeter, Germany/Austria, A+30)

หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย Isabelle Huppert และมันไม่ได้ hysteria แบบ POSSESSION แต่ตัวหนังมันมี “พลังความเฮี้ยน” บางอย่างที่ปะทะกับ POSSESSION ได้สบาย

 

5.2 THE 4TH MAN (1983, Paul Verhoeven, Netherlands, A+30)

เรารู้สึกว่า ทั้ง POSSESSION และ THE 4TH MAN มันมีความ MONSTROUS FEMININE ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับ “ศาสนา” เหมือนกัน เพราะตัวละครใน POSSESSION มันชอบพูดเรื่อง God, Faith และ Chance และตัวละครของ Adjani ก็เหมือนไปท้าทายหรือตั้งคำถามต่อพระเยซูบนไม้กางเขน (เธอสิ้นศรัทธาทางศาสนา?) ก่อนที่เธอจะให้กำเนิดสัตว์ประหลาดในอุโมงค์ใต้ดิน และต่อมาสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็น “Sam Neill คนใหม่” ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ มันก็เลยเหมือนกับว่า POSSESSION อาจจะพูดถึงสัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อคนเริ่มเสื่อมศรัทธาทางศาสนาก็ได้เหมือนกัน และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงประเด็นอื่นๆ  อีกด้วย

 

6. สรุปว่า การดู POSSESSION รอบสองทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก มันคือนิยามหนึ่งของ Limitless Cinema และนิยามหนึ่งของ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป” ของจริง

 

รูปจาก POSSESSION, MALINA, THE 4TH MAN และสมุดจดรายชื่อหนังที่เราเคยดูในเดือนก.ย. 2004

 

SEPTEMBER 2004 CHART

https://celinejulie.blogspot.com/2004/11/september-chart.html

 

Favorite Actor: Heinz Bennent from POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, second viewing, A+30)

https://www.imdb.com/name/nm0071502/?ref_=mv_desc