Friday, March 27, 2026

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

OPERATION COUGAR (1989, Zhang Yimou, Yang Fengliang, China) น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยกงลี่ในบทแอร์โฮสเตสในเครื่องบินที่ถูกจี้

+++

 

ORPHEUS (OUTTAKES) (2012, Mary Helena Clark, 6min, A+30)

 

THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30)

 

FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

ดูแล้วให้ความรู้สึกงดงามสุดขีด พอ ๆ กับตอนที่เราได้ดูหนังของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Baillie, Bruce Conner กราบตีน Mary Helena Clark

 

EXHIBITION (2022, Mary Helena Clark, 19min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ Mary Richardson ซึ่งเป็น feminist ชื่อดัง พยายามทำลายภาพวาดของ Velasquez รุนแรงมากๆๆๆๆๆ

 

On 10 March 1914 Richardson entered the National Gallery in London to attack a painting by Velázquez, the Rokeby Venus, using a chopper she smuggled into the gallery.[3] She wrote a brief statement explaining her actions to the WSPU which was published by the press.

 

"I have tried to destroy the picture of the most beautiful woman in mythological history as a protest against the Government for destroying Mrs Pankhurst, who is the most beautiful character in modern history. Justice is an element of beauty as much as colour and outline on canvas."

 

น่าดูสุดขีด อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Frank Borzage, Mitchell Leisen กับ Douglas Sirk ในไทยมาก ๆ เพราะเราเข้าใจว่า 3 คนนี้คือ “สามปรมาจารย์ภาพยนตร์ MELODRAMA” ของฮอลลีวู้ดที่ทำหนัง melodrama ออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ ซึ่งเราก็เคยดูแต่หนังของ Frank Borzage กับ Douglas Sirk เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง และเรายังไม่เคยดูหนังของ Mitchell Leisen เลย

 

+++

 

FILM WISH LIST: TROPICAL PARK (2025, Hansel Porras Garcia, USA, 87min)

 

อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีด หนังยาว 87 นาที แต่เห็นใน imdb บอกว่าใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 2,000 ดอลลาร์ หรือ 65,587 บาท

 

หนังเรื่องนี้เป็นลองเทค เทคเดียวยาว 80 กว่านาที เนื้อหาเกี่ยวกับสองพี่น้องชาวคิวบาที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐที่ไม่ได้เจอกันมานาน 20 ปี คนหนึ่งเป็นผู้ชาย ส่วนอีกคนเป็น trans woman ทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์และคุยกันไปเรื่อย ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่อง transphobia

 

คิดว่าหนังแบบนี้น่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาภาพยนตร์บางคนด้วย

++++

 

วันนี้อุณหภูมิที่เขตราชเทวีอยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส เมื่อกี้เราอาบน้ำแล้วนึกว่าอาบน้ำร้อนเพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ

 

เราตั้งอุณหภูมิแอร์ในห้องของเราไว้ที่ 26 องศา เปิดนานติดต่อกันหลายชั่วโมง ตอนนี้อุณหภูมิในห้องก็อยู่สูงถึง 29 องศา เราคิดว่าแอร์คงไม่ได้เสีย แต่แอร์คงช่วยได้แค่นี้จริง ๆ ไม่รู้ว่าแอร์ที่บ้านเพื่อน ๆ เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

 

ชีวิตในกรุงเทพมาถึงจุดที่ “เครื่องปรับอากาศ” กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างรุนแรงที่สุด

 

ลงรูปนี้เพราะเห็นว่ามีเครื่องปรับอากาศอยู่ในรูป 55555

+++

 

Lygiapape (1991, Paula Gaitán, Brazil, 42min, A+30)

 

เราไม่เคยได้ยินชื่อของศิลปินหญิง Lygia Pape มาก่อนเลย ดีมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักผลงานของศิลปินหญิงชาวบราซิลคนนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0QairJ1Sbur7b4tPrGg2jPaxp3u3YU4dsng11PeqW8w9ZqLqfhyTzjTWdJKaodT5Kl

 

NOITE (2014, Paula Gaitán, Brazil, 83min, A+30)

 

งดงามที่สุด ดูแล้วนึกว่าปะทะกับ A WHOLE NIGHT (1982, Chantal Akerman, Belgium, 90min, A+30) ได้เลย

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0LAQWrM5Z2bXGGQiQ5hMo8EaZ2ziTqC7fG1sqXUaBEEtTURJZpwgYMECUbcCCUS6vl

++++

 

เห็นข่าวคนเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี เราก็เลยนึกถึง ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ซึ่งก็คือหนังเรื่อง  MYHUSBAND หรือ “ผ...สุดที่รัก” (UNCENSORED VERSION) (2008, Chawagarn Amsomkid) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสองสาวที่ตบแย่งผัวกันอย่างรุนแรงกลางสวนลุมพินี

 

เราดูหนังเรื่องนี้มานานเกือบ 17 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงลืมมันไม่ลง และก็เลยยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ไปเลย หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของ “สาเหตุที่ทำให้เราอยากดูหนังในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนต่อไป” เพราะหนังแบบนี้คงไม่สามารถหาได้ตามเทศกาลภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์โดยทั่วไป

++++

 

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

(เนื้อหาข้างล่างนี้มันเป็นการ copy paste จากสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยเขียนไว้แล้วในอดีต เพราะฉะนั้นมันจะมีเนื้อหาบางส่วนที่ซ้ำไปซ้ำมานะ)

 

1. Kluge is one of my most favorite filmmakers of all time เรารักเทิดทูนและบูชาเขามาก ๆ เขาเสียชีวิตตอนอายุ 94 ปี

 

ส่วนผู้กำกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีเช่น

 

1.1 Hans-Jürgen Syberberg (ตอนนี้อายุ 90 ปี)

1.2 Helke Sander (89)

1.3 Reinhard Hauff (86)

1.4 Rudolf Thome (86) เรากับเพื่อน ๆ เรียกเขาว่า Eric Rohmer แห่งเยอรมนี

1.5 Volker Schlöndorff (86)

1.6 Jutta Brückner (84)

1.7 Margarethe von Trotta (84)

1.8 Ulrike Ottinger (83)

1.9 Werner Herzog (83)

1.10 Klaus Wyborny (80)

1.11 Wim Wenders (80)

 

2. หนังของ Kluge ส่วนใหญ่มันตรงกับ concept LIMITLESS CINEMA ของเรามาก ๆ เพราะการดูหนังของเขามันช่วยผลัก “ขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์” ในความคิดของเราออกไปอย่างรุนแรงสุดขีดมาก

 

หนังเรื่องแรกของเขาที่เราได้ดูคือ THE POWER OF EMOTION (1983, 115min) ในปี 2001 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด พอเราได้ดูแล้วเราก็ตกตะลึงไปเลย เพราะหนังมันแปลกประหลาดพิสดารมาก ๆ สำหรับเรา หนังมันเต็มไปด้วย fragments ฉากสั้น ๆ เรื่องสั้น ๆ ที่เหมือนไม่เกี่ยวเนื่องกันมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันไปเรื่อย ๆ และเหมือนจะมีทั้งส่วนที่สารคดีและส่วนที่เป็น fiction ตัดสลับกันไปมาด้วย

 

คือก่อนหน้านั้นเราก็เคยดูหนังอย่าง SONGS FROM THE SECOND FLOOR (2000, Roy Andersson, Sweden) มาแล้ว ที่มันประกอบด้วยเรื่องย่อย ๆ เรียงร้อยเข้าด้วยกัน แต่มันเหมือน SONGS FROM THE SECOND FLOOR และหนังทำนองนี้เรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาก่อนหน้านั้น มันยังพอเห็น “ธีม” อะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ เข้าด้วยกันได้ค่อนข้างง่าย แต่พอเราเจอ THE POWER OF EMOTION เข้าไป เราก็โยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกันแทบไม่ได้อีกต่อไป

 

แต่อย่างที่ชื่อหนัง THE POWER OF EMOTION บอกไว้แล้ว เพราะในขณะที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้โดยผ่านทาง “ธีม”, “ความหมาย”, “สัญลักษณ์”, “การตีความ” หรืออะไรก็ตามแต่ที่ต้องใช้สมอง เรากลับรู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราในระหว่างดูหนังเรื่องนี้ มันเรียงร้อยต่อเนื่องกันได้อย่างงดงามสุดขีดที่สุด

 

มันเหมือนกับว่า ในขณะที่ “สมอง” ของเรา มองว่าแต่ละเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันเต็มไปด้วย gap ที่สมองของเราไม่สามารถถมมันให้เต็มเพื่อเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ “ตามหลักเหตุผล” อารมณ์ความรู้สึกของเรากลับไม่รู้สึกถึง gap พวกนี้แต่อย่างใด ราวกับว่า “gap ทางเหตุผล” เหล่านี้คือสิ่งที่ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราให้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปอีก

 

เราก็เลยกราบตีน Alexander Kluge อย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

3. เราว่าคู่เปรียบเทียบที่เหมาะมากของ Alexander Kluge ก็คือ Dusan Makavejev เพราะหนังของ Makavejev บางเรื่อง อย่างเช่น INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Yugoslavia) มันเต็มไปด้วย “ฉากย่อย ๆ” ที่ถูกตัดสลับเข้ามาในเนื้อเรื่องหลักของหนัง คือเราว่าโครงสร้างหนังของ Kluge กับ Makavejev มีส่วนคล้ายกัน คือหนังหลายเรื่องของผู้กำกับสองคนนี้ อาจจะมี “เส้นเรื่องหลัก” แต่เส้นเรื่องหลักมันจะถูกขัดจังหวะด้วย fragments ฉากย่อย ๆ มากมายที่เหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Makavejev นั้น เรารู้สึกว่า เราสามารถ “เชื่อมจุดประ” เข้าด้วยกันได้โดยใช้สมองของเราน่ะ เราสามารถหาเหตุผลเชื่อมโยงฉากย่อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่องหลัก ให้มันเชื่อมโยงกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหาก Makavejev กำกับ “คู่กรรม” เขาก็อาจจะเล่าเส้นเรื่องหลักของโกโบริกับอังศุมาลิน และขัดจังหวะเส้นเรื่องหลักนี้ ด้วยการใส่ “แผนที่เกาะกวม”, “แผนที่แมนจูเรีย”, แผนที่การรุกรานของทหารญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์” เข้ามาในหนังเป็นระยะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า “แผนที่เกาะกวม” นี้ มันดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราวของ “โกโบริ + อังศุมาลิน” แต่สมองของเราสามารถเชื่อมโยงได้ง่าย ๆ เลยว่า แผนที่เกาะกวมกับ “เรื่องราวโกโบริ + อังศุมาลิน” มันเชื่อมโยงกันโดยอ้อมได้อย่างไรบ้าง

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Kluge เรามักจะไม่สามารถ “หาเหตุผล” เชื่อมโยงฉากต่าง ๆ ในหนังเข้าด้วยกันได้น่ะ แต่เรากลับพบว่าหนังของ Kluge มันทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเราพุ่งปรี๊ดสูงกว่าการดูหนังของ Makavejev มาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ผู้กำกับสองคนนี้เป็นตัวเปรียบเทียบที่ดีสำหรับเรา เรารู้สึกว่าเราสามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของ Dusan Makavejev เข้าด้วยกันได้ แต่อารมณ์ของเราไม่ได้พุ่งสูงสุดขีด ในขณะที่หนังของ Alexander Kluge นั้น เราไม่สามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของเขาเข้าด้วยกันได้เลย แต่หนังของ Kluge กลับส่งผลสะท้านสะเทือนเราอย่างรุนแรงมาก ๆ เหมือนมันไม่ผ่านสมอง แต่มันยิงเข้าสู่จิตวิญญาณเราได้เลย

 

4. แล้วพอเราได้อ่านสิ่งที่ Kluge เขียน เราก็เห็นด้วยกับเขาอย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันตรงเป๊ะกับ concept ในการดูหนังของเรา เขาเขียนไว้ในปี 1979 ว่า

 

Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.

 

การเข้าใจภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ถือเป็นจักรวรรดินิยมทางความคิด ถือเป็นการเข้ายึดสิ่งนั้นเป็นอาณานิคม ถ้าหากฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นก็แสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งที่ถูกกวาดล้างออกไปแล้ว

 

เราต้องสร้างภาพยนตร์ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมทางสำนึกรู้แบบนี้ ฉันได้พบบางสิ่งในภาพยนตร์ที่ยังคงทำให้ฉันประหลาดใจและฉันสามารถเห็นมันได้โดยไม่ต้องกลืนกินมันลงไป ฉันไม่สามารถเข้าใจแอ่งน้ำที่ฝนตกลงมาใส่ได้ ฉันทำได้เพียงแค่เห็นแอ่งน้ำนั้น การจะบอกว่าฉันเข้าใจแอ่งน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย การผ่อนคลายคือการที่ตัวฉันเองได้กลับมามีชีวิตจริงๆในชั่วขณะนั้น และปล่อยให้ผัสสะต่างๆของฉันได้เป็นอิสระอย่างเต็มที่ มันเป็นช่วงเวลาของการไม่ต้องทำตัวเหมือนตำรวจที่ต้องคอยเฝ้าระวังจดจ้องไม่ให้มีสิ่งใดเล็ดรอดการรับรู้ของเราไปได้”

 

5. ประสบการณ์ที่เราได้จากการดูหนังของ Kluge และได้อ่านสิ่งที่เขาเขียนเมื่อราว 25-30 ปีก่อน ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อเราจนถึงทุกวันนี้ เพราะอย่างเมื่อวานนี้เราได้ดูหนังของ Mary Helena Clark อย่างเช่นเรื่อง THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30) และ FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

หนังสองเรื่องนี้ เราดูสองรอบ รอบแรกเราดูโดยพยายามจะใช้สมอง พยายามจะทำความเข้าใจมัน พยายามจะเข้าใจว่าแต่ละฉากสื่อถึงอะไร และมันเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วเราก็พบว่ามันพิศวงมาก ๆ เราไม่เข้าใจอะไรมันเลย (เรายังไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Mary Helena Clark นะ ถ้าหากเราได้อ่านแล้ว เราคงเข้าใจมันมากขึ้น)

 

เราก็เลยดู THE GLASS NOTE กับ FIGURE MINUS FACT รอบสอง โดยไม่พยายามจะทำความเข้าใจอะไรต่าง ๆ ในหนังอีกต่อไป และเราก็พบว่ามันงดงามสุดขีดมาก ๆ มันก่อให้เกิดความรู้สึกท่วมท้นในใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ พอเรา approach มันด้วยวิธีนี้

 

ซึ่งวิธีการแบบนี้ก็เป็นวิธีเดียวกับที่เราใช้ในการดูหนังหลาย ๆ เรื่องของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Conner, Bruce Baillie และผู้กำกับคนโปรดของเราอีกหลาย ๆ คน และแน่นอนว่าวิธีการแบบนี้เป็นสิ่งที่เราได้รับการปลูกฝังส่วนหนึ่งมาจากการได้ดูหนังของ Alexander Kluge และได้อ่านงานเขียนของเขานี่เอง

 

6. หนังของ Alexander Kluge ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

6.1 THE POWER OF EMOTION (1983, 115min)

 

6.2 BRUTALITY IN STONE (1961, Alexander Kluge, Peter Schamoni, documentary, 12min)

 

6.3 THE FEMALE PATRIOT (1979)


6.4 ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968)

 

6.5 YESTERDAY GIRL (1966)

 

6.6 FIREMAN E.A. WINTERSTEIN (1968, 10min)

 

6.7 STRONGMAN FERDINAND (1976)

 

6.8 HEADLESS MAN (2007, short film)

 

6.9  WHAT IS THE ORIGIN OF THE SONG ‘THE FLAG ON HIGH’? (1994, short film)

 

7. เราเคยเขียนเปรียบเทียบ DIE TOMORROW (2017, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) กับหนังของ Alexander Kluge ไว้ดังนี้ :

 

“แต่ก็อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า เราชอบ DIE TOMORROW อย่างสุดๆ เมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน แต่ถ้าเทียบกับหนังต่างประเทศที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันแล้ว เราชอบมันเท่ากับ INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Dusan Makavejev) แต่ชอบน้อยกว่า THE POWER OF EMOTION และชอบน้อยกว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke) น่ะ

 

คือเราเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วล่ะว่า Dusan Makavejev กับ Alexander Kluge ทำหนังที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน นั่นก็คือหนังบางเรื่องของสองคนนี้เต็มไปด้วย fragments ต่างๆมากมาย และมีทั้งสารคดี+เรื่องแต่งอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แต่ในหนังของ Dusan Makavejev นั้น fragments ทุกอันสามารถเชื่อมโยงกันได้ตามหลักเหตุผล ในขณะที่ในหนังของ Alexander Kluge นั้น เราจะไม่สามารถเชื่อมโยง fragments หลายอันเข้าด้วยกันได้ตามหลักเหตุผลในทันที เราจะไม่เข้าใจว่าหลายๆฉาก หลายๆเรื่องราวย่อยๆมันเชื่อมโยงกันยังไง แต่ในทางอารมณ์ความรู้สึกนั้น fragments ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยนี้ กลับสอดประสานเข้าด้วยกันได้อย่างงดงามและให้อารมณ์ที่ sublime มากๆ

 

อย่างใน THE POWER OF EMOTION นั้น ชื่อหนังอาจจะทำให้เราเข้าใจว่า fragments ย่อยๆในหนังเรื่องนี้คงจะนำเสนอ the power of emotion แต่พอดูเข้าจริงๆ เราก็จะงงว่า “ฉากผู้หญิงที่เอาไม้หนีบมาหนีบหน้าของตัวเองทั้งหน้า” มันคืออะไร หรือการเล่าเรื่องโรงโอเปร่าถูกไฟไหม้ มันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับ the power of emotion ตรงไหน

 

มันเหมือนกับว่า เวลาดูหนังของ Dusan Makavejev เราใช้ “สมอง” ดู แล้วเราจะเข้าใจมันน่ะ แต่เวลาดูหนังของ Alexander Kluge เราใช้ทั้งสมองและ “จิตใต้สำนึก” ดู แล้วเราจะรู้สึกว่ามันงดงามที่สุดในโลกสำหรับเรา

 

และเราว่าการที่ DIE TOMORROW ไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆก็เป็นเพราะปัจจัยนี้แหละ คือเราว่า fragments ทุกอย่างใน DIE TOMORROW มันเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล แต่มันยังไปไม่ถึงขั้นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge ที่เต็มไปด้วย fragments เหี้ยห่ามากมายที่ไม่รู้มันเชื่อมโยงกันยังไง หรือเกี่ยวข้องกันตรงไหน แต่ในทางอารมณ์แล้วมันไปสุดมากๆ

 

เราว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE ก็สะเทือนเราในระดับมากกว่า DIE TOMORROW เพราะ 71 FRAGMENTS มันเหมือนอยู่เหนือ “เหตุผล” และ “สมอง” น่ะ มันมีซีนที่กระทบเราอย่างรุนแรงทั้งที่เราไม่เข้าใจความหมายของมันอยู่ด้วย เราก็เลยแอบเสียดายนิดนึงที่ DIE TOMORROW ไปไม่ถึงขั้นนั้น

 

แต่เราไม่ได้ต้องการให้นวพลพยายามทำหนังแบบ Alexander Kluge ในเรื่องต่อๆไปนะ เพราะเราว่าคนที่จะทำหนังแบบ Kluge ได้ ต้องมี “ความเป็นกวี” อยู่สูงมากพอสมควรน่ะ มันถึงจะสามารถร้อยเรียง fragments ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล เข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม และเราไม่แน่ใจว่านวพลจะฝืนตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากต้องทำอย่างนั้น มันเหมือนกับไปเรียกร้องให้นักวิชาการหรือนักเล่าเรื่องร้อยแก้วมาเขียนกวี อะไรทำนองนี้ หรือเหมือนกับไปเรียกร้องให้ศิลปินแนว Conceptual Art มาแต่งเพลง House Music อะไรทำนองนี้

 

คือเราเชื่อว่าผู้กำกับทุกคนมีข้อดีข้อด้อย จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกันน่ะ เราว่านวพลมีจุดแข็งที่ concept, ความคิดสร้างสรรค์, อารมณ์ตลกเสียดสีอะไรทำนองนี้ แต่เราว่าเราไม่เห็น “ความสามารถเชิงกวี” แบบรุนแรงจากหนังหลายๆเรื่องของนวพล และมันก็ไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดที่ผู้กำกับคนใดก็ตามไม่ได้มีความสามารถดีเลิศสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกด้านทุกอย่าง เราก็เลยคิดว่านวพลก็ควรทำหนังที่สามารถใช้ข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองต่อไปเรื่อยๆแบบนี้นี่แหละ ดีแล้ว เพียงแต่ว่าหนังของนวพลบางเรื่องอาจจะไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับหนัง และก็ไม่ใช่ความผิดของเรา ที่รสนิยมไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว

 

แต่เราสนับสนุนให้ผู้กำกับหนังไทยคนอื่นๆ หาหนังของ Alexander Kluge มาดูหลายๆเรื่อง แล้วลองพยายามทำหนังแบบนั้นดูบ้างนะ 555

 

8. เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke กับ Alexander Kluge ไว้ดังนี้

 

“เราว่าหนังของอุ้ยมีบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังของ Alexander Kluge ในแง่ที่ว่า มันเป็นหนัง narrative ที่มีความเป็นหนัง essay ผสมอยู่ด้วย แต่สิ่งที่ตรงข้ามกันก็คือว่า ตัวละครนางเอกในหนังของอุ้ย 2 เรื่องหลัง ซึ่งได้แก่เรื่องแหม่มแอนนา และมะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ เป็นตัวละครที่สมควรถูกตบด้วยตีน เพราะพวกเธอเป็นสาวฐานะดีที่ดัดจริต ทำเป็นอยากช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย, ชนชั้นล่าง แต่ใจจริงแล้วพวกมึงก็ดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่ในใจ อีห่า กูอยากจะตบอีคนพวกนี้มากๆ

 

ส่วนในหนังของ Alexander Kluge นั้น ตัวละครนางเอกจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้น่าโดนตบแบบนี้ แต่ตัวละครนางเอกมักจะเป็นสาวหัวแข็งที่มีความขบถต่อสังคมในแบบของตนเอง คือเรานึกถึงนางเอกในหนังอย่าง YESTERDAY GIRL (1966), ARTISTS AT THE TOP OF THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968), OCCASIONAL WORK OF A FEMALE SLAVE (1973) และ THE PATRIOT WOMAN (1979) น่ะ”

 

9. ความเห็นของเราที่มีต่อ THE FEMALE PATRIOT (1979, ALEXANDER KLUGE) A++++++++++

หนังเล่าเรื่องของอะไรไม่รู้มากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องหลักๆอาจจะมีอยู่สองเรื่อง นั่นก็คือเรื่องของ “หัวเข่า” ของนายทหารเยอรมันคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสมรภูมิสตาลินกราดในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยถึงแม้ทหารคนนั้นจะตายไปแล้ว แต่หัวเข่าของนายทหารคนนี้ก็ยังคงเล่าเรื่องต่างๆนานาของมันและของประวัติศาสตร์โลกต่อไป

ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของครูสอนประวัติศาสตร์ (แสดงโดย HANNELORE HOGER จาก ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968, A+++++++)) ที่ตั้งคำถามกับหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เยอรมนีในโรงเรียน ดังนั้นเธอก็เลยพยายามขุดค้นหาข้อมูลวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้จอบเสียมขุดลงไปในดินเรื่อยๆ และเธอก็พยายาม “ซึมซับ” ประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาเลื่อย, ค้อน และสว่านมาเจาะทำลายตำราประวัติศาสตร์ และเอาเศษตำราเหล่านั้นไปผสมกับน้ำต้มเพื่อเอามาดื่มกิน

หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่ะ เพราะขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันพบว่าหัวสมองของดิฉัน คือ “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ สมองของดิฉันจะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะพยายามทำความเข้าใจกับหนัง และพยายามหาทางเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเข้าด้วยกัน แต่สักพักนึงดิฉันก็รู้ตัวว่าถ้าหากดิฉันหยุดคิดเมื่อใด ดิฉันจะจูนตัวเองให้เข้ากับหนังได้ในทันที ดังนั้นดิฉันก็เลยต้องคอยควบคุมความคิดของตัวเองตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คิดปุ๊บ ดิฉันก็จะหยุดคิดปั๊บ และทำให้การดูหนังเรื่องนี้กลายเป็นความบันเทิงและความสุขอย่างมาก หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนที่จะต่อสู้กับ “การคิด” ของตัวเองอย่างดีมากเลยค่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันได้สัมผัสกับความสุขของ “การหยุดคิด” อย่างที่แทบไม่เคยรู้สึกกับหนังเรื่องไหนมาก่อน

 

10. ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ระหว่าง Harun Farocki กับ Alexander Kluge นี่ เราชอบใครมากกว่ากัน แต่เราเคยดูหนังสารคดีที่สัมภาษณ์ Farocki แล้วเราก็พบว่ามันทำให้นึกถึงหนังของ Kluge ด้วยมาก ๆ

 

ในหนังสารคดีเรื่อง DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20) นั้น คริสตอฟ ฮึบเนอร์ได้สัมภาษณ์ฮารุน ฟาร็อกกี และมีคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายส่วน ส่วนนึงที่เราชอบมากๆเป็นตอนที่ Farocki บอกว่า บางทีการดูซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันอาจจะทำให้ผู้ชมบางคนสรุปความแบบนิรนัย (deduction) อย่างผิดพลาดได้ เพราะผู้ชมบางคนอาจจะตีความว่า “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” (ทั้งที่จริงๆแล้วฟาร็อกกีไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเชื่อมโยงฉาก A กับฉาก B ในแบบที่เป็นเหตุเป็นผลกันหรือเป็นลำดับเหตุการณ์กันแบบนั้น) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับปัญหาของภาษาแบบที่นิทเช่เคยพูดถึงด้วย ในขณะที่นักปรัชญาชื่อ Flusser ก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย Flusser กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่พูดว่า “A เป็นสาเหตุของ B” แต่เราจะพูดว่า “A ในส่วนที่สัมพันธ์กับ B” มันมีโครงสร้างของอำนาจอยู่ในไวยากรณ์ของภาษา หรืออยู่ในรูปประโยคที่เราใช้พูดกัน (เราเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นปัญหาที่พบในภาษาเยอรมันมากกว่าภาษาอังกฤษ) และ Flusser ก็ต้องการขจัดโครงสร้างนี้ไป (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) และฟาร็อกกีก็ทำเช่นนั้นกับภาพยนตร์ของเขาเหมือนกัน เขาต้องการขจัดโครงสร้างของอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา

 

เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าใจสิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถูกทั้งหมดหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้เราคิดถึงหนังบางเรื่องที่เราชอบมากๆ อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge, Bruce Conner และ Teeranit Siangsanoh เพราะการเชื่อมโยงซีนต่างๆเข้าด้วยกันในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่ “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” แต่มันเป็น “ฉาก A สัมพันธ์กับฉาก B” โดยที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง แต่มันกระตุ้นให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆมากมายในการเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเรื่องนั้นเข้าด้วยกัน

 

11. อันนี้เป็นตัวบทความเต็มของ Alexander Kluge ที่เรายก quote มาข้างต้น

 

“This article is called THE SPECTATOR AS ENTREPRENEUR, which Alexander Kluge wrote in 1979 and is included in the book WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES, published by Holmes & Meier in 1988.

 

I think I really agree with his article. So I quote what Kluge wrote here:

 

“The film and television corporations live off the money and the cooperation of the imaginative faculties (unpaid labor) which they extract from the spectator. They designate anyone a mature citizen who is willing to pay. Kant says: “Enlightenment is man’s release (Ausgang) from his self-incurred tutelage.”

 

Leni Pickert says:

“People are mature

when they have their day off…”

 

In order to cheat the spectators on an entrepreneurial scale, the entrepreneurs have to designate the spectators themselves as entrepreneurs. The spectator must sit in the movie house or in front of the TV set like a commodity owner: like a miser grasping every detail and collecting surplus on everything which has any value. Value per se. So uneasy this spectator-consumer, alienated from his own life so completely like the manager of a supermarket or a department store who—even at the price of death (heart attack)—will not stop accumulating the last scraps of marketable goods in the storeroom so that they may find their buyers. How disturbed he is when people pass by his store; how nervous he gets about objects in the storeroom which do not sell immediately.

 

In a similar entrepreneurial fashion the spectator-having reached the desired consumer maturity—scans films for their spectacle and exhibition values, for complete intelligibility, just as one is taught to gnaw a bone thoroughly, as the saying goes, so that the sun will shine. The sun, however, “taking its thunderous course”, according to its own habits and unconcerned with human communication, does not care the least whether or not we clean our plates.

 

Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.””

 

12. อันนี้เป็นความเห็นของเราที่มีต่องานเขียนเรื่องสั้นของ Kluge

 

REVENGE FOR VERDUN (Alexander Kluge, short story, A+30)

Alexander Kluge is not only one of my most favorite directors, he also wrote REVENGE FOR VERDUN, which is one of my most favorite short stories of all time.

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Willi Eisler ทหารเยอรมันที่สู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เมือง Verdun เขาพบว่าฝ่ายศัตรูยิงระเบิดถล่มฝ่ายพวกเขาหนักมาก เขากับพรรคพวกก็เลยหนีออกมาจากสมรภูมิตรงนั้น แต่ขณะที่หลบหนีออกมา พวกเขาก็เจอกับเจ้าหน้าที่ทหารชื่อ Dr von Fredersdorff ที่สั่งพวกเขาให้กลับไปยังสมรภูมิจุดเดิม ไอส์เลอร์ ก็เลยแค้น Fredersdorff มากที่ออกคำสั่งโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญ

อีก 18 ปีต่อมา (ประมาณปี 1934) ไอส์เลอร์เจอเฟรเดอร์สดอร์ฟมาตรวจสะพานแห่งหนึ่ง ไอส์เลอร์ก็เลยพยายามแก้แค้นด้วยการทำให้สะพานแห่งนั้นถล่มลงมา ปรากฏว่าเฟรเดอร์สดอร์ฟไม่ตาย เขาได้รับบาดเจ็บที่หลังจนเป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น แต่มีคนงานตายไป 12 คน

ไอส์เลอร์ติดคุกเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เขาถูกปล่อยตัวออกจากคุกในปี 1942 เพื่อมาทำงานให้กระทรวงอาวุธของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังปี 1945 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจอที่เทือกเขาสวาเบียน ไอส์เลอร์ก็เลยลากเฟรเดอร์สดอร์ฟลงจากรถเข็นเพื่อไปฆ่าที่บึงน้ำแห่งนึง แต่มีคนมาช่วยชีวิตเฟรเดอร์สดอร์ฟได้ทัน ส่วนไอส์เลอร์ก็ติดคุก 3 ปี

ในปี 1959 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจออีกครั้ง เขาก็เลยเผาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนตาย

เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง เราก็เลยไป google ดู แต่ไม่เจอข้อมูลของ Willi Eisler เลย เราก็เลยเดาว่า Kluge คงแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา แต่มันดูจริงมากๆจนเรานึกว่าเป็นเรื่องจริง

เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไอส์เลอร์นะ เพราะเขาฆ่าคนบริสุทธิ์ตายไปตั้ง 12 คน แต่เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราว่า Kluge เข้าใจ human nature มากๆ เขาเข้าใจดีว่าสำหรับคนบางคนนั้น ความเคียดแค้นชิงชังมันไม่สามารถถูกลบเลือนไปได้ด้วยเวลาแต่อย่างใด ต่อให้เวลาผ่านไป 30 ปี หรือ 40 กว่าปีอย่างในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ความเคียดแค้นชิงชังก็ไม่ลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย

ในเรื่องสั้นเรื่องนี้มีรายละเอียดอื่นๆ และมีส่วนที่เป็นบทกวีแทรกมาด้วย เราอ่านแล้วแทบร้องไห้ เราไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจบทกวีที่แทรกอยู่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้หรือเปล่า แต่พอเราอ่านแล้ว มันทำให้เราจินตนาการว่า ตัวไอส์เลอร์เองก็รู้ดีว่าความแค้นมันทำให้เขาเป็นทุกข์ มันทำให้เขาไม่สามารถมีความสุขกับความงดงามตามธรรมชาติของโลกได้อีกต่อไป ถึงเขาจะมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว ความงดงามนั้นก็ไม่สามารถชโลมจิตใจของเขาได้ เพราะน้ำตามันบดบังดวงตาของเขาจนทำให้เขามองไม่เห็นความงามของหมู่ดาวอีกต่อไป

เราชอบตรงจุดนี้มากๆ เราเข้าใจดีว่าสำหรับบางคนนั้น เขารู้ดีว่าความเคียดแค้นชิงชังเป็นสิ่งไม่ดี และมันจะเผาผลาญตัวเขาไปนานหลายสิบปี แต่ถึงเขารู้ว่ามันไม่ดี เขาก็ไม่สามารถดับมันได้แต่อย่างใด

ตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้ทำให้นึกถึงนางเอกของ THE PAGE TURNER (2006, Denis Dercourt) ด้วย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Alexander Kluge ได้ในหนังสือฟิล์มไวรัส 2

 

DIE TOMORROW

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10215473038522479&set=a.10214495441043153

 

Thursday, March 26, 2026

FRANZ RADZIWILL

 

พออ่านบทความของเพจ designism แล้วเราก็เลยต้องตามไปดู paintings ของ Franz Radziwill (1895-1983) จิตรกรชาวเยอรมัน เราชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ

 

BACK HOUSES IN DRESDEN (1931, Franz Radziwill)

THE BEAUTY OF ALONENESS (1948, Franz Radziwill)

THE COLORFUL FIELDS (1957, Franz Radziwill)

THE END OF SEASON (1955, Franz Radziwill)

FLOODING (THE WATER IS RISING) (Franz Radziwill)

THE GREAT ARNGAST (Franz Radziwill)

THE GREEN PLANK WITH THE HAT (1969, Franz Radziwill)

LANDSCAPE WITH THE FLOWER SUN (Franz Radziwill)

LANDSCAPE WITH YELLOW TREES (1922, Franz Radziwill)

THE STRIKE (1931, Franz Radziwill)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0EsCT2F1XXKfrhSUxRE9pUCndYFU5S7e4bAQ6ykeBeRqYe2qiuxFiFAbAtbPKe6nAl

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานของเขาได้ที่

https://www.lempertz.com/en/catalogues/artist-index/detail/radziwill-franz.html

 

 

Wednesday, March 25, 2026

OSCAR BEST PICTURES SINCE THE YEAR 2000 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

34. NIGHT OF THE KINGS (2020, Philippe Lacôte, France/Ivory Coast, A+30)

DP – Tobie Marier-Robitaille

+++

 

OSCAR BEST PICTURES SINCE THE YEAR 2000 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. NO COUNTRY FOR OLD MEN (2007, Joel Coen + Ethan Coen)

 

2. MOONLIGHT (2016, Barry Jenkins)

 

3. MILLION DOLLAR BABY (2004, Clint Eastwood)

 

4. PARASITE (2019, Bong Joon Ho, South Korea)

 

5. ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson)

 

6. ANORA (2024, Sean Baker)

 

7. 12 YEARS A SLAVE (2013, Steve McQueen)

 

8. SPOTLIGHT (2015, Tom McCarthy)

 

9. GREEN BOOK (2018, Peter Farrelly)

 

10. ARGO (2012, Ben Affleck)

 

11. THE SHAPE OF WATER (2017, Guillermo del Toro)

 

12. EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE (2022, Daniel Kwan, Daniel Scheinert)

 

13. BIRDMAN OR (THE UNEXPECTED VIRTUE OF IGNORANCE) (2014, Alejandro González Iñárritu)

 

14. CRASH (2005, Paul Haggis)

 

15. THE HURT LOCKER (2009, Kathryn Bigelow)

 

16. OPPENHEIMER (2023, Christopher Nolan)

 

17. THE ARTIST (2011, Michel Hazanavicius, France/Belgium)

 

18. THE LORD OF THE RINGS: THE RETURN OF THE KING (2003, Peter Jackson)

 

19. CODA (2021, Sian Heder)

 

20. SLUMDOG MILLIONAIRE (2008, Danny Boyle, UK)

 

21. THE KING’S SPEECH (2010, Tom Hooper)

 

22. THE DEPARTED (2006, Martin Scorsese)

 

23. A BEAUTIFUL MIND (2001, Ron Howard)

 

24. GLADIATOR (2000, Ridley Scott)

 

25. CHICAGO (2002, Rob Marshall)

 

เรายังไม่ได้ดู NOMADLAND (2020, Chloe Zhao) เพราะหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวมั้งในบรรดาผู้ชนะรางวัลนี้ที่ไม่ได้ลงโรงฉายในไทย

+++

 

เมื่อใดก็ตามที่คุณพกเหรียญบาทไปซื้อของที่ 7-Eleven วันนี้ยอดบิลจะออกมาลงท้ายด้วยเลขศูนย์ (อย่างเช่น 400 บาท) ทำให้คุณไม่ได้ใช้เหรียญบาทที่พกไป

 

แต่ถ้าหากวันไหนคุณไม่ได้พกเหรียญบาทไปซื้อของที่ 7-Eleven วันนั้นยอดบิลจะลงท้ายด้วยเลขหนึ่ง (อย่างเช่น 461 บาทในบิลนี้) แล้วคุณก็จะได้รับเงินทอนที่มีเหรียญ 9 บาทรวมอยู่ด้วย เพื่อให้คุณได้ทยอยเก็บสะสมเหรียญบาทต่อไป

+++

 

เห็นอากาศวันนี้แล้วนึกถึงชื่อหนัง “คนกลางแดด” (1979, Kid Suwannasorn คิด สุวรรณศร, A+30)

+++

“ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย”

โรคไข้กาฬหลังแอ่น’ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria Meningitidis ทำให้เกิดโรครุนแรงที่อาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง”

 

กรี๊ดดดดดดดดด

 

+++

 

งดงามที่สุด เราชอบงานวิดีโอนี้มาก ๆ บทความนี้มีเอ่ยถึง Walid Raad ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง HOSTAGE: THE BACHAR TAPES (2001, Walid Raad, Souheil Bachar, Lebanon, documentary, 16min, A+30) และ THE DEAD WEIGHT OF A QUARREL HANGS (1999, Walid Ra’ad, Lebanon) ด้วย

---

 

เนื่องจากเรามีเพื่อนชื่อ “วาริน” เราก็เลยซื้อนิยายเรื่อง “วารินกลับบ้าน” ของ basil w. มาให้ลูกหมีอ่าน

---

YASEI NO KAZE (1987) – Miki Imai

LYRICS

 

Just like the words on a ticket that was torn off
I don't make any promises of memories anymore
Every time we meet, I won't erase the sketches of memories
I can't be there until the end and protect them
Even if I know the sadness that comes through
I can't smile and say goodbye
If one day I'll go all alone
On a day when the wind blows in the wild, throw away everything I've just now
Abandon everything I've just thrown away
White shoes chasing the apple I tossed away
Abstain from the quirky way of running, I won't even forget that
I said, "Sorry..." Just like listening to a flute on my back

You're the only one who's small on the slope
Don't cry, raise your hand at dusk
I want a strong heart like a wild wind
I want a strong heart

I want to stare at the end
Even if I know the sadness that surrounds
I stand in the wind
The wind in your heart
That blows forever more
Don't cry, raise your hand at dusk
Until the end...

ちょうどやぶりとられたちけっとのもじのようにChōdo yaburi tora reta chiketto no moji no yō ni
おもいではもうなにもやくそくはしないけどomoide wa mō nani mo yakusoku wa shinaikedo
あうたびかわってたきおくのすけっちけさんないau tabi kawatteta kioku no suketchi kesanai

さいごまでそばにいてまもれないのsaigomade soba ni ite mamorenai no
めぐりくるかなしみがわかっててもmeguri kuru kanashimi ga wakattete mo
ほほえんでさよならがいえないからhohoende sayonara ga ienaikara
いつのひかひとりきりいくのならitsunohika hitori kiri iku nonara

やせいのかぜふくひにいまのすべてをすててyasei no kaze fuku hi ni ima no subete o sutete
いまのすべてをすててima no subete o sutete

ほうりなげたりんごをおいかけるしろいくつhōri nageta ringo o oikakeru shiroi kutsu
くせのないはしりかたそれさえもわすれないkuse no nai hashiri kata sore sae mo wasurenai
ごめんといったのねgomen’ to itta no ne
せなかでふるーときくようにsenaka de furūto kiku yō ni

さかみちにあなたけだけちいさくなるsakamichi ni anata dake chīsaku naru
なかないでゆうぐれにてをあげてnakanaide yūgure ni te o agete

やせいのかぜみたいにつよいこころがほしいyasei no kaze mitai ni tsuyoi kokoro ga hoshī
つよいこころがほしいtsuyoi kokoro ga hoshī

さいごまでみつめたいのsaigomade mitsumetai no
めぐりくるかなしみがわかっててもmeguri kuru kanashimi ga wakattete mo
I stand in the u~indoI stand in the u~indo
The u~indo in your herutsuThe u~indo in your herutsu
That blows forever moaThat blows forever moa
なかないでゆうぐれにてをあげてnakanaide yūgure ni te o agete
さいごまでsaigomade

 

Tuesday, March 24, 2026

THE CONNECTION BETWEEN BLADE OF THE GUARDIANS AND GUY DE MAUPASSANT

 

เพิ่งรู้ว่า Autumn Durald Arkapaw เป็นตากล้องคู่บุญของ Gia Coppola โดยทั้งสองเคยร่วมงานกันในหนังเรื่อง PALO ALTO (2013), MAINSTREAM (2020) และ THE LAST SHOWGIRL (2024)

 

ผู้หญิงอีก 3 คนที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Cinematographer คือ Rachel Morrison จาก MUDBOUND (2017, Dee Rees), Ari Wegner จาก THE POWER OF THE DOG (2022, Jane Campion) และ Mandy Walker จาก ELVIS (2022, Baz Lurhmann)

 

+++

 

แอบสงสัยว่า “BLADES OF THE GUARDIANS” อาจจะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจาก GUY DE MAUPASSANT

 

QUINTUPLET BILL FILM WISH LIST

 

หนังกลุ่ม “หลากหลายตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน และมักจะมีกะหรี่สาวร่วมเดินทางไปด้วย”

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

+ OYUKI THE VIRGIN (1935, Kenji Mizoguchi, Japan)

+ STAGECOACH (1939, John Ford, A+30)

+ ANGEL AND SINNER (1945, Christian-Jacque, France)

+ THE HATEFUL EIGHT (2015, Quentin Tarantino, 168min, A+30)

Yakdonyed36

1. พอเราได้ดู BLADES OF THE GUARDIANS เราก็เลยอยากให้มีการฉายหนัง 5 เรื่องนี้ควบกันมาก ๆ เพราะทั้ง 5 เรื่องเป็นหนังเกี่ยวกับกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน

 

เรายังไม่ได้ดู OYUKI THE VIRGIN กับ ANGEL AND SINNER นะ แต่เราอยากดูหนังสองเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ

 

2. หนังเหล่านี้มักจะมีตัวละคร “โสเภณี” ร่วมอยู่ในการเดินทางด้วย ซึ่งได้แก่

 

2.1 เกอิชาสาวสองคน (Isuzu Yamada and Komako Hara) ใน OYUKI THE VIRGIN

 

2.2 Dallas (Claire Trevor) in STAGECOACH เธอเป็นโสเภณีที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองเมืองหนึ่ง แต่เธอคือนางเอกของหนังเรื่องนี้

 

2.3 Élisabeth Rousset (Micheline Presle) กะหรี่สาวใจเพชร นางเอกของ ANGEL AND SINNER

 

2.4 Yan Ziniang (Li Yunxiao) ใน BLADES OF THE GUARDIANS

 

ส่วน THE HATEFUL EIGHT ไม่มีตัวละครกะหรี่สาว แต่มีตัวละครอาชญากรสาวที่เราชอบสุดขีด เธอคือ Daisy Domergue (Jennifer Jason Leigh)

 

3. เราเคยดูหนังเรื่อง CHEZ MAUPASSANT: BALL OF FAT (2011, Philippe Bérenger, France, A+30) ซึ่งเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวีของฝรั่งเศส เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆๆ หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง BOULE DE SUIF หรือ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant (1850-1893) และเล่าเรื่องของกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกันในช่วงสงคราม โดยมีโสเภณีนางหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย โสเภณีนางนี้ถูกคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในรถม้าดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงตลอดเวลา แต่ในระหว่างการผจญภัย โสเภณีนางนี้ก็ได้พิสูจน์ตนเองให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเธอมีจิตใจประเสริฐดีงามยิ่งกว่าคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางหลายเท่านัก

 

บทประพันธ์ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant นี้ ก็ได้ถูกดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง OYUKI THE VIRGIN และ ANGEL AND SINNER ด้วยเช่นกัน ส่วน John Ford นั้น ก็เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากบทประพันธ์เรื่อง BALL OF FAT ด้วยเช่นกัน ในการสร้างหนังเรื่อง STAGECOACH ที่มีนางเอกเป็นกะหรี่สาวใจเพชร

 

4. เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใครในการสร้างตัวละครกะหรี่สาว Yan Ziniang ในหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้ด้วยว่า ตัวละครนี้มีอยู่ในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนของ BLADES OF THE GUARDIANS ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2015 ด้วยหรือเปล่า

 

แต่เรารู้สึกว่า ตัวละครกะหรี่สาวใน BLADES OF THE GUARDIANS มันทำให้นึกถึงทั้ง STAGECOACH และ THE HATEFUL EIGHT ผสมรวมกันน่ะ คือเธอเป็นกะหรี่สาวที่อาจจะเป็นคนดีเหมือนใน STAGECOACH แต่เธอถูก bounty hunter ล่ามตัวไว้เหมือนกับ Daisy Domergue ใน THE HATEFUL EIGHT เราก็เลยเดาว่า บางทีผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากทั้ง STAGECOACH + THE HATEFUL EIGHT ในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวคนนี้ก็ได้ 555555

 

ซึ่งถ้าหากผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวมาจาก STAGECOACH จริง ๆ นั่นก็เท่ากับว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในทางอ้อมมาจาก Guy de Maupassant ด้วยเช่นกัน

 

อันนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นนะ ซึ่งสิ่งที่เราสันนิษฐานไว้นั้น อาจจะไม่ตรงกับความจริงแต่อย่างใด บางทีผู้สร้าง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจในส่วนนี้มาจาก STAGECOACH ก็ได้

+++

 

DURIAN, DURIAN (2024, Nelson Yeo, Singapore, 7min, A+30)

 

WHERE THE WILD FRANGIPANIS GROW (2023, Nirartha Bas Diwangkara, Indonesia, 15min, A+30)

 

หนังเกย์อินโดนีเซีย ชอบสุดขีด ดูแล้วได้อารมณ์มาก ๆ นึกว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อปะทะ BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France)

 

+++

 

RIP MAKR DISALLE

 

เขาเสียชีวิตในเดือนส.ค. 2025 ขณะอายุ 79 ปี แต่ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเขาเพิ่งได้รับการเผยแพร่ในช่วงนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง มันเป็น “หนังบู๊” ซึ่งไม่ใช่หนังแนวที่เราชอบ แต่เราดูหนังแบบนี้เพราะว่า ในยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่นนั้น การเข้าถึง “รูปผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม” มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเด็กเกย์จน ๆ อย่างเรา เพราะยุคนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และเราก็ยังเป็นนักเรียนมัธยม จะซื้อนิตยสารเกย์มาเก็บไว้ในบ้านก็ไม่ได้ ส่วนนิตยสารเพาะกายของต่างประเทศ อย่างเช่น MEN’S WORKOUT ก็มีราคาแพง และเราเพิ่งเห็นนิตยสารต่างประเทศกลุ่มนี้วางแผงตามร้านหนังสือในไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เพราะฉะนั้นในยุคทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 เราก็เลยต้องดูหนังบู๊แบบนี้นี่แหละ เพื่อจะได้ดู “ผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม”

 

หนังที่กำกับโดย Mark DiSalle ที่เราเคยดู

 

1. KICKBOXER (1989, Mark DiSalle)

หนังใช้ทุนสร้าง 1.5 ล้านดอลลาร์ แต่ทำเงินได้ 14.697 ล้านดอลลาร์

 

2. DEATH WARRANT (1990, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ แล้วก็พบว่ามันยังไม่หนำใจ ดูในโรงเสร็จแล้วก็เลยไปซื้อวิดีโอหนังเรื่องนี้จากร้านลูกแมวมาดูซ้ำอีกหลายรอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ดูซ้ำตลอดทั้งเรื่อง แต่ดูซ้ำเฉพาะฉากพระเอกโชว์เรือนร่าง

 

หนังใช้ทุนสร้าง 6 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 16.853 ล้านดอลลาร์

 

3. THE PERFECT WEAPON (1991, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงแมคเคนนา

 

หนังใช้ทุนสร้าง 10 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 14 ล้านดอลลาร์

+++

 

HITO (2023, Stephen Niels Lopez, Philippines, 22min, A+30)

 

หนังเซอร์เรียล ไซไฟ แฟนตาซี ตลก cult  ที่มีเนื้อหาต่อต้านเผด็จการ ดูแล้วนึกว่า Stephen Niels Lopez คือคู่แข่งของ Ratchapoom Boonbunchachoke 55555

 +++

ฉันรักเขา อัฟ ธนากร อุดชุมพิสัย จาก MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++

 

33. GIRLHOOD (2014, Céline Sciamma, France)

DP – Crystel Fournier

Monday, March 23, 2026

TO INTERRUPT OR NOT TO INTERRUPT A THRILLER SCENE

 

31. THE WOMAN KING (2022, Gina Prince-Bythewood, USA/South Africa/Ireland)

DP – Polly Morgan

 

เมื่อวานตอนทำลิสท์ลืมนึกถึงหนังเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yvHPLNeWPJqxopoNu4VoP68LD3UAp5uGknrEabfVynPaTNwVpMmp7yqFhWw9hPfPl

 

+++

 

เฉลยว่าอ่านข่าวนี้แล้วนึกถึงหนังไทยเรื่องอะไร

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

คือเราอ่านข่าวนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังไทยเรื่อง PEE NAK 5 พี่นาค 5 (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, horror, A+20) เพราะว่าตัวละครผู้ร้ายใน “พี่นาค 5” เคยเป็นเด็กที่ถูกพ่อทำทารุณกรรม แล้วพอเขาโตขึ้นมา เขาก็เห็น “พ่อกับลูกชายคู่นึง” มีความสุขด้วยกันมาก ๆ พ่อคนนั้นรักและปฏิบัติกับลูกชายตนเองอย่างดีมาก เขาก็เลยทนเห็นคนอื่น ๆ มีความสุขไม่ได้ เขาก็เลยก่ออาชญากรรมร้ายแรงขึ้นมา

 

คือตอนที่เราดู “พี่นาค 5” ฉากอาชญากรรมนั้นมัน disturbing เราอย่างรุนแรงมาก ๆ แต่เราก็จะตั้งคำถามว่า มันมีคนแบบนั้นจริง ๆ เหรอ แต่พอเราอ่านข่าวญี่ปุ่นข่าวนี้ เราก็พบว่า ความเป็นจริงบนโลกนี้มันโหดร้ายกว่าใน “พี่นาค 5” เสียอีก เศร้ามาก ๆ

+++

 

RIP JAMIE BLANKS (1971-2026)

 

เราชอบหนังเรื่อง URBAN LEGEND (1998) ที่เขากำกับมาก ๆ ส่วน VALENTINE (2001, Jamie Blanks) เราก็ชอบในระดับนึง

 

ชอบ quote คำพูดของเขาอันนี้มาก ๆ

 

On his film-making style, Blanks told an interviewer: “I tried to learn a lot from John Carpenter in terms of keeping things simple, I tried to learn a lot from Sam Raimi about how to keep things fun, and I tried to learn a lot from Kathryn Bigelow about how to make things really stylish.”

 

ภาพจาก URBAN LEGEND

 

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่

https://www.theguardian.com/film/2026/mar/20/urban-legend-director-jamie-blanks-dies-valentine-jared-leto?utm_term=Autofeed&CMP=fb_us&utm_medium=Social&utm_source=Facebook&fbclid=IwY2xjawQrpqZleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFKZ210OVQxNzI0WWVSelRyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHoWHXpEq2H9faSnyFWHKLCvBp0gsMvHbwF4BGCzTKRXeNkPsn3NOY4ozlGYn_aem_PJDF4GShu-Oz0v_boISWWg#Echobox=1774025311

++++

 

15. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)

 

ตัวละคร Shiori Maezawa พูดคำว่า Tadaima ในหนังเรื่องนี้

+++

พอเห็นข่าว Kim Ju Ae เด็กหญิงอายุ 13 ปีที่เป็นลูกสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ขับรถถังด้วยตัวเอง เราก็นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับ “สิงห์สาวบาซูก้า” SCHOOLGIRL COMMANDO IZUMI (1987, Japan, TV series)

 

ญี่ปุ่นควรฝึกนักเรียนหญิงในโรงเรียนไฮสกูลให้ยิงบาซูก้าแม่น ๆ แบบในละครเรื่องนั้น เพื่อรับมือกับผู้นำหญิงของเกาหลีเหนือในอนาคต 55555 (ล้อเล่นค่ะ)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller, A+30)

+ CONTACT (1997, Robert Zemeckis, 150min, A+30)

+ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg, A+30)

 

1.ในขณะที่ไทยถนัดเรื่องการผลิตหนังสยองขวัญแนว “เหนือธรรมชาติ” “ผี ๆ สาง ๆ” แต่ไม่ถนัดในการผลิตหนังไซไฟ ฮอลลีวู้ดก็มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการผลิตหนังไซไฟ ซึ่งเราสงสัยว่าความถนัดที่แตกต่างกันนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ความเชื่อพื้นฐาน” ของประชากรในทั้งสองประเทศหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

แต่พอเราดู PROJECT HAIL MARY ที่เราชอบสุดขีด เราก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่ถึงแม้ฮอลลีวู้ดจะถนัดในการผลิตหนังไซไฟ เน้นความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่หนังไซไฟบางเรื่องมันก็มีการพาดพิงถึง “สิ่งเหนือธรรมชาติ” หรือมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย คือถึงแม้ “วิทยาศาสตร์” กับ “supernatural beliefs” จะดูเหมือนเป็นสิ่งตรงข้ามกัน แต่หนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่องก็ผนวกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน

 

อย่างใน PROJECT HAIL MARY นั้น เราจะเห็นนัยทางศาสนาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 ชื่อหนัง

1.2 ชื่อพระเอก “Grace”

1.3 ดนตรีประกอบ

1.4 เพลงในช่วง end credit

 

แต่โดยรวม ๆ แล้ว เราว่า PROJECT HAIL MARY มีความเป็น secular มากกว่า religious นะ แต่มันก็น่าสนใจดีที่ตัวนิยายต้นฉบับและผู้สร้างหนังเรื่องนี้จงใจใส่นัยทางศาสนาเข้ามาผ่านทางองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนัง

 

2. เราก็เลยนึกถึงหนังไซไฟฮอลลีวู้ด อย่าง CONTACT และ WAR OF THE WORLDS ที่มันก็มีนัยทางศาสนาอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของ CONTACT นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณประชา สุวีรานนท์ เคยเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดยิบและอย่างดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ไปแล้ว

 

ในส่วนของ WAR OF THE WORLDS นั้น ตอนจบของหนังก็แสดงให้เห็นถึงนัยทางศาสนาเป็นอย่างดี

 

3. ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดี ที่หนังไซไฟของฮอลลีวู้ดบางเรื่อง มันมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย ซึ่งก็จะทำให้นึกถึง NEON GENESIS EVANGELION และสิ่งนี้ก็อาจจะเหมาะนำมาเปรียบเทียบกับ

 

3.1 หนังไซไฟของสหภาพโซเวียตและรัสเซียบางเรื่อง ที่ “มีความเป็น spiritual แต่ไม่ religious” หรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อย่างเช่น SOLARIS (1972, Andrei Tarkovsky), STALKER (1979, Andrei Tarkovsky), HARD TO BE A GOD (2013, Aleksei German, 177min)

 

3.2 หนังไซไฟของจีน ที่น่าจะเป็น secular + political อย่างรุนแรง และไม่มีความ religious อย่างเช่น THE WANDERING EARTH 2 (2022, Frant Gwo, China, A+30)

+++

 

รายงานผลประกอบการประจำวันที่ 20-21 MARCH 2026

 

FRIDAY 20 MARCH

 

1. DHURANDHAR THE REVENGE (2026, Aditya Dhar, India, 230 min, A+30)

 

ดูที่ SF TERMINAL 21 รอบ 11.40 น.

 

2. BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

 

ดูที่ EmQuartier รอบ 17.20 น.

 

SATURDAY 21 MARCH

 

3. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 11.30 น.

 

4. MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 14.00 น.

 

5. WOODEN BUDDHA พระไม้ (2026, Preecha Sakorn ปรีชา สาคร, Niyom Wongpongkam นิยม วงศ์พงษ์คำ, A-)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 16.30 น.

 

6. PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller, A+30)

 

ดูโรง IMAX ที่ Major Ratchayothin รอบ 19.00 น.

 

อพาร์ทเมนท์ของเราอยู่ห่างจากพารากอน 1.44 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมเจอร์ รัชโยธิน 9.15 กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าช่วงนี้เราอาจจะไปดูหนังที่รัชโยธินบ่อยกว่าพารากอนเสียอีก เพราะว่า

 

1. หนังเข้าฉายที่รัชโยธินเยอะกว่าที่พารากอน

 

2. จัดรอบการดูหนังที่รัชโยธินง่ายกว่า เพราะแต่ละเรื่องมีรอบฉายเยอะ

 

3. เมเจอร์ รัชโยธินเต็มไปด้วยร้านอาหารที่ราคาถูกกว่าพารากอน

 

4. ไม่ต้องกังวลเรื่องแย่งกันลงลิฟท์หลัง 4 ทุ่ม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่พารากอน

 

+++

 

32. HALE COUNTY THIS MORNING, THIS EVENING (2018, RaMell Ross)

DP – RaMell Ross

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yk8P3ENmZg62zqx5Ywr6Ls6NgjKYVNyARLjTPREVrWe3VXQoaLY7ryHwckrPgDkzl

+++

 

ฉันรักเขา คนึงพจน์ ถิ่นจันทร์ ใน MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++++

 

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง BECOMING HUMAN (2025, Polen Ly, Cambodia, A+30) ที่ Bangkok Kunsthalle แล้วเราก็เห็นว่ามันมีงาน LISA ALTEREGO ASIA POP-UP จัดอยู่ในตึกเดียวกันด้วย ก็เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นแฟนเพลงของวง Lisa Lisa & Cult Jam และไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ Lisa แต่อย่างใด 555

++++

 

ช่วง “กระแสสำนึกของแม่หมี” – ฉากแอคชั่นที่ประทับใจ, ปัญหาในการดัดแปลงนิยายเป็น moving images, thriller scenes and what interrupts them

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

 + ดาบมังกรหยก NEW HEAVENLY SWORD AND DRAGON SABRE (1986, Hong Kong, TV series, 40 episodes, A+30)

+  DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki, Japan, animation, A+30)

+ GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip Wongpoltree, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่การจดบันทึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อบางแง่มุมของหนังเหล่านี้เท่านั้นนะคะ

 

1. หนึ่งในฉากที่เราชอบมาก ๆ ใน BLADES OF THE GUARDIANS คือฉากที่ Dao Ma (Wu Jing) (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ) สู้กับผู้ร้ายคนนึงที่อยู่ทางด้านหลังของตัวเขา แล้ว Dao Ma เลยใช้กระบี่แทงทะลุตนเองบริเวณใต้ไหล่ แล้วกระบี่นั้นก็แทงทะลุผู้ร้ายที่อยู่ด้านหลังของตัวเขา คือกระบี่แทงทะลุทั้งตัว Dao Ma และผู้ร้าย แต่ Dao Ma เหมือนได้รับบาดเจ็บแค่นิดเดียว เพราะกระบี่ไม่ได้แทงทะลุร่างเขาในจุดสำคัญ แต่ผู้ร้ายตายห่าไปเลย เหมือนกับว่ากระบี่เล่มนั้นแทงทะลุหัวใจผู้ร้าย

 

คือเราชอบฉากนี้มาก ๆ เพราะว่ามันเป็นกระบวนท่าต่อสู้ที่รุนแรงมาก มันคือการใช้กระบี่แทงทะลุตัวเองเพื่อไปฆ่าฝ่ายตรงข้าม และกระบวนท่านี้มันทำให้เรานึกถึง ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES OF ALL TIME ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งด้วย

 

2. ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งนั้น ในช่วงกลางเรื่อง  ทูตเมฆลิ่วล่อง ทูตลมศักดิ์สิทธิ์ และ ทูตจันทร์รำไพ จากพรรคจรัสเปอร์เซีย ได้ต่อสู้กับตัวละครอื่น ๆ อย่างรุนแรง สามทูตเปอร์เซียนี้ใช้ป้ายอัคคีศักดิ์สิทธิ์ 6 อันเป็นอาวุธ และพวกเขาสามารถเอาชนะยายเฒ่าบุปผาที่มีวิทยายุทธสูงมาก และสามารถเอาชนะราชสีห์ขนทองที่มีวิทยายุทธสูงมากได้

 

เตียบ่อกี้กลัวว่าราชสีห์ขนทองจะถูกสามทูตเปอร์เซียฆ่าตาย เขาก็เลยตัดสินใจเข้าไปต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซีย แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถเอาชนะได้ องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยเอากระบี่อิงฟ้า (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ) เข้าไปต่อสู้ด้วย เพื่อจะได้ช่วยชีวิตเตียบ่อกี้ที่เธอหลงรัก

 

ในขณะที่เตียบ่อกี้กับองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอยู่นั้น ทูตเปอร์เซียคนหนึ่งที่เป็นสตรีได้โอบตัวองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงจากทางด้านหลัง องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยตัดสินใจจะ “พลีชีพเพื่อผู้ชายที่ตนรัก” ด้วยการใช้กระบี่อิงฟ้าแทงทะลุร่างกายตนเอง เพื่อที่กระบี่จะได้แทงทะลุทูตสตรีเปอร์เซียที่อยู่ด้านหลังจนตกตายไปตามกันด้วย แต่พอดีเตียบ่อกี้เห็นว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงกำลังจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพแบบนั้น เขาก็เลยพยายามเข้าขัดขวางไม่ให้เธอแทงกระบี่จนทะลุร่างของตนเอง ผลก็คือองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงได้รับบาดเจ็บจากกระบี่ที่แทงตนเอง แต่เธอก็รอดตายมาได้ เธอพลีชีพไม่สำเร็จ

 

คือฉากนี้ในนิยายมันเป็นหนึ่งในฉากที่เราชอบที่สุดตลอดกาลน่ะ เราชอบ “การพลีชีพเพื่อผู้ชายที่เราอยากได้เป็นผัว” อะไรแบบนี้มาก ๆ มันเป็นการพลีชีพของผู้หญิงที่เรารู้สึกตราตรึงสุดขีดมาก ๆ การใช้กระบี่แทงทะลุร่างตนเองเพื่อจะได้ฆ่าศัตรูให้ได้

 

แต่ตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็แอบงง ๆ ว่า ก่อนหน้านั้นเราเคยดูละครทีวีเรื่อง “ดาบมังกรหยก” (1986) ทางช่อง 3 มาแล้ว ซึ่งมันก็มีฉากการต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอย่างรุนแรงมาก แต่มันมี moment กระบี่พลีชีพของผู้หญิงแบบนี้ในละครหรือเปล่านะ ทำไมเราจำไม่ได้ว่ามันมี moment แบบนี้ในฉากนั้นด้วย หรือว่าผู้สร้างละครทีวีตัดฉากนี้ในนิยายออกไป

 

ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานหลายปี และเราได้โอกาสดูฉากนี้ซ้ำอีกครั้งในยูทูบ เราก็พบว่า ฉากนี้ในละครมันเร็วมาก องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง (หลีเหม่ยเสียน) ในละครพยายามจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพในการต่อสู้กับทูตสตรีเปอร์เซียจริง ๆ แต่ moment นั้นใช้เวลาเพียงแค่ 1-5 วินาทีเท่านั้นตอนเป็นละคร คนดูดูไม่ทันแน่นอน เพราะผู้สร้างละครเรื่องนี้ไม่ได้ “อธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร” เลยแม้แต่นิดเดียวในช่วงที่ตัวละครต่อสู้กัน ผู้สร้างละครเรื่องนี้เลือก choice ที่ให้คนดูได้ดูการต่อสู้แบบวินาทีต่อวินาที โดยไม่มีการ interrupt ฉากการต่อสู้เหล่านี้ด้วยการอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครแต่ละตัว

 

(เราลงลิงค์ไปดูฉากนี้ไว้ใน comment นะ ฉากนี้จะอยู่ในนาทีที่ 10-20 ของคลิปในลิงค์)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากนี้มันคือปัญหาคลาสสิคมาก ๆ ในการดัดแปลง texts, words, นิยาย มาเป็น moving images คือเหมือนพอเราจะดัดแปลงวรรณกรรมมาเป็นหนัง/ละคร เราก็พบว่าเราไม่สามารถถ่ายทอด ”ความคิด”, “ความรู้สึก”, “ความตั้งใจ” ของตัวละครออกมาผ่านทาง words แบบในนิยายได้ แล้วพอเราไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครออกมาได้ เราสามารถถ่ายทอดได้เพียง “สิ่งที่ตัวละครกระทำ” คนดูละครทีวีก็เลยได้ดูเพียงแค่ “การต่อสู้อย่างรวดเร็วมากขององค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง จนองค์หญิงบาดเจ็บ” แต่คนดูละครทีวีไม่รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพให้เตียบ่อกี้ (เหลียงเฉาเหว่ย) ด้วยกระบวนท่าแทงทะลุร่างตนเอง

 

คือฉากนี้มันคือ ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES OF ALL TIME ในนิยายเลยน่ะ แต่พอมันเป็นละครทีวี มันเหมือน “หาย” ไปเลย เพราะพอเราได้เห็นอะไรแบบนี้แค่ 1-5 วินาทีบนจอ เราก็ไม่รู้เลยว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพ เราก็เลยมองว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้ “ตัดสินใจดัดแปลงบทประพันธ์ด้วยการทำในสิ่งที่โหดมาก ๆ” ด้วยการตัดเนื้อหาส่วนที่เป็นความคิดของตัวละครออกไปจากฉากนี้

 

แต่เราก็ไม่โทษผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้เลยนะ เพราะตอนที่เราดูละครทีวีเรื่องนี้ เราก็รู้สึกว่าฉากนี้มันสนุกสุดขีดมากๆๆๆๆๆ น่ะ เราว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้คงชั่งน้ำหนักมาเป็นอย่างดีแล้วแหละว่า จะเลือกอะไร ระหว่างการนำเสนอฉากแอคชั่นแบบต่อเนื่อง ไม่มี interruption ใด ๆ หรือว่าจะนำเสนอฉากแอคชั่นแบบที่ให้คนดูได้รู้สิ่งที่อยู่ในหัวตัวละครด้วย แต่การทำเช่นนั้นมันอาจจะทำให้ฉากแอคชั่นขาดความต่อเนื่อง และฉากนั้นมันอาจจะลดความสนุกลุ้นระทึกลงไป

 

เห็นว่า ตู้ฉีฟ่ง (Johnnie To) กับ Benny Chan ร่วมกำกับดาบมังกรหยกด้วยนะ แต่เราไม่รู้ว่าฉากนี้ ซึ่งอยู่ใน “ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29” ใครเป็นคนกำกับ

 

อย่างไรก็ดี พอเราได้เห็น “ความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ระหว่างดาบมังกรหยกเวอร์ชั่นนิยายกับเวอร์ชั่นละครทีวีแล้ว เราก็เลยตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า หรือว่า “ผู้สร้างหนัง/ละครทีวี” โดยทั่วไป เขามีความเชื่อหรือมีกฎคร่าว ๆ กันว่า เราไม่ควร interrupt ฉากแอคชั่นหรือฉากลุ้นระทึก ด้วย “การอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในหัวของตัวละคร” ในฉากนั้น ๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่าสมมุติฐานของเราถูกต้องหรือเปล่า เพราะเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น เราก็เลยไม่มีความรู้เรื่องหนังแอคชั่น

 

3. อย่างไรก็ดี สมมุติฐานดังกล่าวของเรา ก็ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงจนไม่เหลือชิ้นดีในปีที่แล้ว เมื่อเราได้ดู DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki, Japan, animation, A+30) เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากแอคชั่นดุเดือดเลือดพล่านอย่างรุนแรง แต่ฉากเหล่านี้ “ล้วนถูกขัดจังหวะ” ด้วยฉาก flashbacks มากมาย ซึ่งคล้าย ๆ กับการอธิบายอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในระหว่างการต่อสู้ คือเราได้เห็นว่าตัวละครต่อสู้ด้วยกระบวนท่าลีลาอย่างไร และเราก็ได้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของตัวละครในระหว่างการต่อสู้ไปด้วย โดยผ่านทางฉาก flashbacks มากมายในฉากต่อสู้อย่างคับขัน

 

เหมือนแฟน ๆ DEMON SLAYER หลายคนเกลียดฉากแฟลชแบ็คเหล่านี้มาก ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่เรากลับชอบการแฟลชแบ็คเหล่านี้อย่างสุดขีด เพราะว่า

 

3.1 มันแสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องทำฉากแอคชั่นแบบ “ดาบมังกรหยก”, หนังจีน, หนังฮ่องกงเสมอไป คือการทำฉากแอคชั่นแบบไม่อธิบายความคิดตัวละคร มันไม่ใช่ “กฎที่ห้ามละเมิด” มันเป็นเพียง choice หนึ่งในการสร้างฉากแอคชั่นเท่านั้น มันมี choices อื่น ๆ ในการนำเสนอฉากแอคชั่นด้วย และ DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE ได้แสดงให้เห็นอีกทางเลือกหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม

 

3.2 เราแทบไม่เคยดู DEMON SLAYER มาก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เบื่อฉาก flashbacks เหล่านี้ เพราะว่าฉาก flashbacks เหล่านี้คือ “การให้ข้อมูลใหม่แก่เรา” แต่สำหรับแฟน ๆ anime เรื่องนี้ คงจะเบื่อ “การเล่าซ้ำในสิ่งที่แฟน ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้ว” ในฉาก flashbacks เหล่านี้มาก ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

 

3.3 ดูแล้วนึกว่า เราสามารถผสม “ฉากแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่าน” กับ “วิธีการสร้างหนังแบบ Alain Resnais” เข้าด้วยกันได้อย่างคาดไม่ถึง นึกว่าหนังทดลองหลาย ๆ เรื่องยังต้องพ่าย 55555

 

4. แต่พอเราได้ดู GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip Wongpoltree, A+30) เราก็มองว่า การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกด้วยสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร ที่เราเคยมองว่ามัน work ใน DEMON SLAYER มันกลับไม่ work ใน GHOST BOARD 55555

 

คือใน GHOST BOARD มันเหมือนมี moments ที่ตัวละครอยู่ในภาวะคับขัน ลุ้นระทึก จะตายมิตายแหล่ จะเก็บลูกเต๋าได้ไหม จะทอยลูกเต๋าได้ไหม หรืออะไรทำนองนี้น่ะ แต่แทนที่หนังเรื่องนี้จะนำเสนอ “สิ่งที่ตัวละครกระทำในแบบวินาทีต่อวินาที” ให้คนดูได้เห็น หนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะนำเสนอ “moments ซึ้ง ๆ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน ระหว่างตัวละครแต่ละตัว” แทรกเข้ามาในวินาทีคับขันแบบนั้น

 

คือเหมือน moments เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริง มันน่าจะใช้เวลาเพียงแค่ 5 วินาทีในการตัดสินความเป็นความตาย แต่ในหนังเรื่องนี้ คนดูได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่หนึ่ง แล้วก็ได้เห็นmoments ความสัมพันธ์ซาบซึ้งในใจตัวละครอีก 1 นาที ก่อนที่จะได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่สอง อะไรทำนองนี้ 555555 (คือเราจำไม่ได้แน่นอนว่า การเรียงซีนในฉากนั้นมันเป็นยังไงนะ อันนี้เป็นเพียงแค่การสมมุติตัวอย่างคร่าว ๆ ตามความรู้สึกของเราเท่านั้นจ้ะ)

 

เราก็เลย “แอบรำคาญ” การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกใน GHOST BOARD ในระดับนึง แล้วเราก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมคนดูหลาย ๆ คนถึงรำคาญฉาก flashbacks ใน DEMON SLAYER 55555

 

เพื่อน ๆ คนไหนเคยดูฉากแอคชั่นในหนังเรื่องอื่น ๆ แล้วมันมี “การขัดจังหวะอย่างรุนแรง” อะไรแบบนี้อีก ก็ยกตัวอย่างมาใน comments ได้นะ

 

ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29 (1986)

https://youtu.be/7mp9HiV1lpA?si=a8ariPwwSyggvh-M

 

เรารักอู๋จิงมานานแล้ว แต่เราบอกรักเขาได้ไม่เต็มปาก เพราะเขาชอบรับบทเป็น “ทหารของรัฐบาลจีน” หรือ “เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน” ในหนังเรื่องต่าง ๆ 55555 พอในหนังเรื่องนี้เขารับบทเป็น “จอมยุทธ์ผู้ต่อต้านจักรพรรดิราชวงศ์สุย” เราถึงค่อยรักตัวละครของเขาได้อย่างเต็มที่เสียที

Saturday, March 21, 2026

SOME CINEMATOGRAPHY IN MY FAVORITE FILMS WITH DARK-SKINNED CHARACTERS

 

เราเคยดูแต่ version ภาพยนตร์ที่ดีมาก ๆ "เพื่อนรัก" (1977, Sakka Jarujinda) ตัวหนังเป็นเหมือน microcosm of Thailand-China-USA relationship ในช่วงสงครามเย็น

+++

เนื่องจาก Autumn Durald Arkapaw ได้รับรางวัลออสการ์ Best Cinematography ปีนี้จาก SINNERS (2025, Ryan Coogler) และถือเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขานี้ เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนังที่ถ่ายภาพโดยผู้หญิงที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็น BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France) หนังเรื่องนี้ถ่ายโดย Agnès Godard ซึ่งทำงานเป็น cinematographer ให้หนังเรื่องต่าง ๆ มาแล้ว 66 เรื่อง และเธอเคยได้เข้าชิงรางวัลมาแล้วมากมาย อย่างเช่น

 

1. เข้าชิงรางวัล Golden Frog จาก I CAN’T SLEEP (1994, Claire Denis, France, A+30)

 

2. ชนะรางวัลเทศกาลหนัง Torino จาก U.S. GO HOME (1994, Claire Denis, France)

 

3. เข้าชิงรางวัล Golden Frog จาก Nénette and Boni (1996, Claire Denis, France, A+30)

 

4. เข้าชิงรางวัล César จาก THE DREAMLIFE OF ANGELS (1998, Erick Zonca, France, A+30)

 

5. ชนะรางวัล Chlotrudis จาก FRIDAY NIGHT (2002, Claire Denis, France, A+30)

 

6. เข้าชิงรางวัล César จาก STRAYED (2003, André Téchiné, France)

 

7. เข้าชิงรางวัล David di Donatello จาก GOLDEN DOOR (2006, Emanuele Crialese, Italy)

 

8. เข้าชิงรางวัล César จาก HOME (2008, Ursula Meier, Switzerland, A+30)

 

9. เข้าชิงรางวัล Golden Camera 300 จาก LET THE SUNSHINE IN (2017, Claire Denis)

 

10. เข้าชิงรางวัล Golden Camera 300 จาก WHEN THE DAY HAD NO NAME (2017, Teona Strugar Mitevska, North Macedonia)

 

ลิสท์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพจ “ซีนหนึ่ง เทคหนึ่ง”

https://web.facebook.com/sceneonetakeonecinema/posts/pfbid0EsjvTNfbSvUuxTPgxTowL3xhDhZMGhP3H5USPBRswDC3KTn1wbdfLAaG5BVmWg5Al

+++

 

SOME CINEMATOGRAPHY IN MY FAVORITE FILMS WITH DARK-SKINNED CHARACTERS

 

เนื่องจาก Autumn Durald Arkapaw ได้รับรางวัลออสการ์ Best Cinematography ปีนี้จาก SINNERS (2025, Ryan Coogler) เราก็เลยนึกถึง myth ที่เราเคยได้ยินเมื่อราว 25-30 ปีก่อนว่า ผู้กำกับและผู้กำกับภาพ (DP) บางคนยังไม่รู้วิธีจัดแสงที่เหมาะสมสำหรับนักแสดงผิวสี คือเหมือนกับว่า ผู้กำกับและ DP บางคนในฮอลลีวู้ดยุคนั้น (ยุคก่อนปี 2000) คุ้นเคยแต่กับนักแสดงผิวขาว เขาก็เลยไม่รู้วิธีจัดแสงที่เหมาะสมสำหรับนักแสดงผิวสี แต่ผู้กำกับอย่าง Claire Denis อะไรแบบนี้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดีกับการจัดแสงสำหรับนักแสดงผิวสี

 

คือเราไม่รู้ว่า myth อันนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะเราไม่มีความรู้แม้แต่นิดเดียวเรื่องการถ่ายภาพและการจัดแสง อันนี้ต้องให้เพื่อน ๆ ที่มีความรู้เรื่องนี้มา comment ว่ามันจริงไหมว่า การจัดแสงที่ดีสำหรับการถ่ายภาพยนตร์นั้น มันต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางโทนสีผิวของนักแสดงแต่ละคนด้วย

 

แต่เราก็คิดว่า myth อันนี้น่าจะจริง เพราะเราเคยดู “ละครโทรทัศน์ฝรั่งเศส” บางเรื่องทางช่อง TV5MONDE ที่มันมีทั้งนักแสดงผิวขาวและผิวดำอยู่ในละคร แล้วบางฉากมันหนักมาก คือพอมันตัดไปรับใบหน้านักแสดงผิวดำ เราพบว่าเราแทบไม่เห็นอะไรในใบหน้านักแสดงเลย ใบหน้านักแสดงกลายเป็นแค่อะไรดำ ๆ คือนักแสดงจะแสดงอารมณ์วิตก, หวาดกลัว, ตระหนกตกใจ อะไรก็ตามแต่ในฉากนั้น เราก็แทบไม่เห็นอะไรในใบหน้านั้นเลย เราก็เลยเดาว่า ฉากแบบนี้น่าจะเกิดจาก “ความไม่แม่นของ DP” หรือของทีมงานละครโทรทัศน์เรื่องนั้นในการจัดแสงสำหรับนักแสดงผิวสี

 

เราก็เลยลองนึกย้อนถึงหนังที่มีนักแสดงผิวคล้ำที่เราเคยดูแล้วชอบมาก ทั้งนักแสดงผิวดำ หรือผิวคล้ำในชาติต่าง ๆ (อย่างเช่น อะบอริจินส์ และศรีลังกา) แล้วลองรวบรวมภาพจากหนังเหล่านี้ดู เพื่อดูว่าเขาถ่ายนักแสดงผิวคล้ำอย่างไรกันบ้าง

 

In alphabetical order

 

1. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

DP – Pedro Luque

 

2. BAARA (WORK) (1975, Souleymane Cissé, Mali)

DP – Abdoulaye Sidibé, Étienne Carton de Grammont

 

3. BAMAKO (2006, Abderrahmane Sissako, France/Mali)

DP – Jacques Besse

 

4. THE CAMP AT THIAROYE (1988, Ousmane Sembene, Thierno Faty Sow, Senegal/Algeria/Tunisia)

DP – Smaïl Lakhdar-Hamina

 

5. THE COLOR PURPLE (2023, Blitz Bazawule)

DP – Dan Laustsen

 

6. DAHOMEY (2004, Mati Diop, France/Senegal/Benin)

DP – Joséphine Drouin-Viallard

 

7. DAUGHTERS OF THE DUST (1991, Julie Dash)

DP – Arthur Jafa

 

8. DO THE RIGHT THING (1989, Spike Lee)

DP – Ernest Dickerson

 

9. THE HELP (2011, Tate Taylor)

DP – Stephen Goldblatt

 

10. HIDDEN FIGURES (2016, Theodore Melfi)

DP – Mandy Walker

 

11. HYENAS (1992, Djibril Diop Mambéty, Senegal)

DP – Matthias Kälin

 

12. THE FORSAKEN LAND (2005, Vimukthi Jayasundara, Sri Lanka)

DP – Channa Deshapriya

 

13. THE LIMITS OF CONTROL (2009, Jim Jarmusch)

DP – Christopher Doyle

 

14. LITTLE BY LITTLE (1970, Jean Rouch, France/Niger)

DP – Jean Rouch

 

15. LITTLE SENEGAL (2000, Rachid Bouchareb, Algeria/France)

DP – Benoît Chamaillard, Youcef Saraoui

 

16. MOONLIGHT (2016, Barry Jenkins)

DP – James Laxton

 

17. OUR LADY OF THE NILE (2019, Atiq Rahimi, France/Belgium/Rwanda)

DP – Thierry Arbogast

 

18. THE PRIMITIVE เงาะป่า (1980, Prince Bhanubandhu Yugala, Pieak Poster, Thailand)

เราไม่รู้ว่าใครคือตากล้องของหนังเรื่องนี้ แต่เราชอบหนังมาก ๆ

 

19. RADIANCE (1998, Rachel Perkins, Australia)

DP Warwick Thornton

 

20. ROSEWOOD (1997, John Singleton)

DP – Johnny E. Jensen

 

21. SAINT OMER (2022, Alice Diop, France)

DP – Claire Mathon

 

22. THE SAPPHIRES (2012, Wayne Blair, Australia)

DP Warwick Thornton

 

23. SET IT OFF (1996, F. Gary Gray)

DP – Marc Reshovsky

 

24. SINNERS (2025, Ryan Coogler)

DP -- Autumn Durald Arkapaw

 

25. 35 SHOTS OF RUM (2008, Claire Denis, France)

DP – Agnès Godard

 

26. TO SLEEP WITH ANGER (1990, Charles Burnett)

DP – Walt Lloyd

 

27. 12 YEARS A SLAVE (2013, Steve McQueen)

DP – Sean Bobbitt

 

28. US (2019, Jordan Peele)

DP -- Mike Gioulakis

 

29. WAITING TO EXHALE (1995, Forest Whitaker)

DP – Toyomichi Kurita

 

30. WHAT’S LOVE GOT TO DO WITH IT (1993, Brian Gibson)

DP – Jamie Anderson

 

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบการจัดแสง + การถ่ายภาพในหนังแบบนี้เรื่องไหนมากเป็นพิเศษ ก็ comment มาได้นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yvHPLNeWPJqxopoNu4VoP68LD3UAp5uGknrEabfVynPaTNwVpMmp7yqFhWw9hPfPl