Monday, July 27, 2026

JOUHATSU LETTERS

 

ลองจดรายชื่อภาพยนตร์ที่มีสิทธิลุ้นชิงอันดับ 1 ของเราประจำปี 2026

 

1. I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

2. UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

ตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

3. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดู JOUHATSU LETTERS ในงาน Taiwan Documentary Film Festival เมื่อวานนี้ พอดูแล้วหนังเรื่องนี้ก็ขึ้นแท่นรอชิงอันดับ 1 ประจำปีได้เลย งดงามเพริศแพร้วพิลาสพิไลถูกจริตดิฉันมาก ๆ

 

JOUHATSU LETTERS ฉายในโปรแกรมหนังสั้น FROM CLAY TO CLOUD ซึ่งมีทั้งหมด 4 เรื่องในโปรแกรม เราชอบทั้ง 4 เรื่องในโปรแกรมอย่างสุดขีดนะ แต่เราชอบ JOUHATSU LETTERS มากที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” น้อยที่สุด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายสุด เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายอะไรไปเรื่อย ๆ เล่นกับภาพไปเรื่อย ๆ แต่มันมี human touch มาก ๆ และมันเต็มไปด้วยอะไรที่ “เราไม่สามารถบรรยายความงดงามของมันออกมาเป็นถ้อยคำได้” เยอะมาก ๆ

 

ส่วนหนังอีก 3 เรื่องในโปรแกรม FROM CLAY TO CLOUD เราก็ชอบสุดขีดนะ

ทั้ง

 

AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, documentary, 22min, A+30)

 

PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

 

WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

เรื่องนี้นึกว่าต้องฉายปะทะกับ PSYCHOHYDROGRAPHY (2010, Peter Bo Rappmund, documentary, USA, 63min, A+30)

 

สรุปว่า กราบตีน FROM CLAY TO CLOUD มาก ๆ  ค่ะ มันคือโปรแกรมภาพยนตร์ในดวงใจของดิฉันจริง ๆ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

4. A CITY OF SADNESS (1989, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 157min)

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน แต่เราจำไม่ได้ว่ามันฉายในโปรแกรม Filmvirus ของคุณสนธยา หรือว่าฉายในโปรแกรมคุยกับหนังของอาจารย์ทรงยศ มีใครจำได้บ้างไหมคะ

 

เป็นหนังที่อยากดูซ้ำอีกรอบมาก ๆ เพราะเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลยในการดูรอบแรก คือหนังของ Hou Hsiao-hsien มันดูเผิน ๆ เหมือนเป็น slow cinema แต่ถ้าหากเราไม่ตั้งใจดูอย่างจริงจัง เราจะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน 55555

 

จำได้ว่าพอเราดู A CITY OF SADNESS แล้วเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เราก็เลยไปกูเกิลดูในอินเทอร์เน็ต แล้วเจอเว็บไซต์นึงเขียนบทวิเคราะห์หนังเรื่องนี้อย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ และมีภาพ diagram อะไรต่าง ๆ ประกอบการวิเคราะห์ด้วย เราก็เลยใช้คอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน print บทวิเคราะห์นั้นออกมา (ตอนนั้นเรายังไม่มี laptop เป็นของตนเอง)  ปรากฏว่า print ออกมาแล้วมันยาวถึง 75 หน้า!!!!!!

 

แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาเราก็มีการย้ายห้องในอพาร์ทเมนท์ในปี 2010 แล้วพอเราย้ายข้าวของ เอกสารเก่า ๆ ก็เลยหายไป เราก็เลยไม่รู้ว่าบทวิเคราะห์ 75 หน้าที่เราเคย print ออกมามันหายไปไหนแล้ว (เรายังไม่ได้อ่านมันนะ) แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมันยังดำรงอยู่หรือเปล่า ถ้าหากใครรู้ว่ามันคือเว็บไซต์อะไรก็บอกมาได้นะคะ

 

++++

 

เพิ่งเห็นว่ามีหนังสือชุดนี้วางขายด้วย ทั้งชุดมี 6 เล่ม โดยที่ 5 เล่มในกลุ่มนี้มีราคาเล่มละประมาณ 30 ปอนด์ แต่เล่ม JUDITH BUTLER AND FILM ราคาสะแหลนขึ้นไปถึง 76.50 ปอนด์ เกินหน้าเกินตาเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกันมาก ๆ 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจในงานฉายหนังเรื่อง THE ASSEMBLY (2017, Mariana Otero, France, documentary, A+30) ที่หอภาพยนตร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็คือการใช้ “ล่ามภาษาฝรั่งเศส” ในงานฉายหนังครั้งนี้ด้วย เพราะเหมือนเป็น rare event มาก ๆ ที่เราได้เห็นล่ามภาษาฝรั่งเศสในงานฉายหนังในไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา (ในทศวรรษ 2000 เราอาจจะได้เห็นอยู่บ้างใน เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ)

+++

 

Film Wish List: PINK GIRL TRILOGY

 

มีเพื่อนคนนึงแนะนำให้เราอ่านนิยายของ Osamu Hashimoto เราก็เลยเอาชื่อของเขาไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า นิยายของ Osamu Hashimoto เคยถูกดัดแปลงสร้างเป็นหนังด้วย ซึ่งรวมถึงหนังชุด PINK GIRL TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

PINK TUSH GIRL (1978, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: LOVE ATTACK (1979, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: PROPOSAL STRATEGY (1980, Koyu Ohara, Japan)

 

เราไม่เคยได้ยินหนังชุด PINK GIRL TRILOGY มาก่อนหน้านี้เลย อยากดูอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

คือพอเราไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังไตรภาคชุดนี้ เราก็พบว่า มันน่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรง เพราะว่าหนังชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนัง pink films ของญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่มันแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ เพราะว่าหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ ชอบนำเสนอตัวละครหญิงที่ไม่เต็มใจจะมีเพศสัมพันธ์ หรือตัวละครหญิงที่ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่หนังชุด PINK FILM TRILOGY นี้นำเสนอตัวละครสองสาวที่เต็มใจ สนุกสนาน กระตือรือร้น มีความสุข และ “ตัดสินใจเลือกเอง” ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับชายแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเลือกเอง ตัดสินใจเอง และหนังก็มีการล้อเลียนพวกตัวละครหญิงประเภทอื่น ๆ ที่มักจะพบในหนัง pink films ด้วย

 

ก็เลยต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ คือเรายังไม่ได้อ่านนิยายของ Osamu Hashimoto นะ แต่แค่เราได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากนิยายของเขา เราก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า มันเหมือนกับหนังในจินตนาการของเรามาก ๆ เพราะเรามักจะมีปัญหาอย่างรุนแรงกับตัวละครหญิงที่เรียบร้อย และไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศในหนังเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะในหนังญี่ปุ่นยุคก่อนนิวเวฟ แต่ตัวละครหญิงที่เต็มไปด้วยความเงี่ยนผู้ชายแบบนี้นี่แหละ ที่เราจะสามารถ identify ตัวเองด้วยได้อย่างรุนแรง

 

อันนี้คือเรื่องย่อของ PINK TUSH GIRL เรื่องแรก คือนึกว่าแต่งโดยจิตร โพธิ์แก้วของจริง 55555

 

Yuko's boyfriend dumps her just after they have her first sexual experience, so she runs away from her Tokyo home to the western coast of Japan in order to straighten out her feelings. Following behind her on her journey is her friend Rena, who is trying to track Yuko down and find out if she is all right. As Rena traces Yuko's steps, always missing her by a day or two, she discovers that her friend has decided to drop her inhibitions and begin enjoying herself with every man she encounters.

 

อันนี้คือบทวิจารณ์จากเว็บไซต์ the spinning image ที่มีต่อหนังเรื่อง PINK TUSH GIRL

 

“Hashimoto's script addresses the anxieties of young women in relation to sex: fear of pregnancy, lack of satisfaction, conflicting notions of morality. Both Rena and Yuko remain steadfast in their belief that mental or spiritual purity is not connected to physical purity. Sex can be whatever they chose to make it. For them sex means freedom. Freedom from the social constrictions of their elders and, more controversially, financial freedom.”

 

บทวิจารณ์ PINK TUSH GIRL
https://www.thespinningimage.co.uk/cultfilms/displaycultfilm.asp?reviewid=10111

+++

 

มีตุ๊กตาหมีในหนังเรื่อง COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) ด้วย

+++

 

ARTWORKS SEEN

 

MEDICATION FOR THE SOUL NO. 2 (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

BENEATH THE SMILE (AFTER T. MURAKAMI, OF WAT PHRA KAEW) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

GARDEN OF HAPPINESS, (AFTER TAKASHI MURAKAMI, SMILEY INSPIRED BY HARVEY ROSS BALL) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DIALOGUES WITH SUNFLOWERS. (INSPIRATION FROM THE MASTER, VINCENT VAN GOGH’S SUNFLOWERS.) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DRAMATIC TRAUMA (2022, Bobby Leash)

 

EXPLODE (2025, Sauce Harrison)

 

มี teddy bear ในภาพวาดนี้ด้วย

From the exhibition NEON DREAM & PAPER SAINTS at Paragon

 

BITTER IS BITTEN (2026, By Me)

 

THE WOMB (GENESIS) (2026, Aitoy)

 

ALGORITHM GOD (2026, Aitoy)

 

ORANGE BRUSHSTROKE (AFTER ROY LICHTENSTEIN) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

THE OUTSIDER (AFTER H. ROUSSEAU) INSPIRED BY THE MURAL PAINTINGS OF ISAM TEMPLES (SIM) (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

Sunday, July 26, 2026

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written by Grok AI)

 

ฉันรักเขา Spencer Oliver นักมวยในภาพยนตร์เรื่อง NOBLE ART (2003, Pascal Deux, France, documentary, A+30)

 

ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

3. OUR NEIGHBOR (1963, Li Hsing, Taiwan)

 

หนึ่งในหนังกลุ่ม healthy realism ของไต้หวันที่ดีงามมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังกลุ่ม Neorealist ของอิตาลีด้วย

 

เหมาะฉายควบกับ FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, 119min) มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน” เหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องมีความ humanist มาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

RIP CHUCK RUSSELL (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับเพียงแค่ 6 เรื่อง โดยหนังของเขาที่เราเคยดูก็มีเรื่อง

 

1. A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS (1987)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก Patricia Arquette, Laurence Fishburne และ Jennifer Rubin ร่วมแสดงในภาคนี้ด้วยนะ

 

เราชอบตัวละครของ Jennifer Rubin ในภาคนี้มาก ๆ เหมือนเธอมีวิทยายุทธ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ดูแล้วนึกถึงตัวละคร “สาววิทยายุทธ” ใน HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

 

2. THE BLOB (1988)

 

3. THE MASK (1994)

 

4. ERASER (1996)

 

5. THE SCORPION KING (2002)

 

6. JUNGLEE (2019, India, A+25)

 

สรุปว่า เราชอบ  A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS มากที่สุดในบรรดา 6 เรื่องนี้ ส่วน JUNGLEE เราก็ชอบมาก ในขณะที่ THE BLOB กับ ERASER นั้น จัดอยู่ในระดับพอดูได้ ส่วนหนังเรื่อง THE MASK กับ THE SCORPION KING นี่จัดอยู่ในกลุ่มหนังที่เราเกลียด

 

ภาพจาก A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS และ JUNGLEE

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30)

GIRL (2002, Dorothée Van Den Berghe, Belgium, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง GIRL มาแล้ว 3 เรื่อง ทั้งของไต้หวัน, เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่าเราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่องเลย ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด เราว่าทั้งสามเรื่องมีการกำกับที่ดีมาก ๆ และเหมือนทั้ง 3 เรื่องมันดีงามมาก ๆ ในแบบที่แตกต่างกันไป

 

2. GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30) อาจจะโดดเด่นมากที่สุดในบรรดา 3 เรื่องนี้ เพราะมันเล่าเรื่องของกะเทยสาวแสนสวย ปัญหาเรื่อง gender ของเธอทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก ๆ แต่เราอาจจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเราว่าตัวละครของเธอเรียบร้อยเกินไปจนเราแอบรำคาญตรงจุดนี้ 555

 

3. GIRL ของ Shu Qi ก็ดีงามมาก ๆ ชอบที่มันเหมือนเล่าชีวิตคนจริง ๆ ที่ต้องรับมือกับปัญหาต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่ต้องมีบทเรียนอะไรชัดเจน คือเรารู้สึกว่าตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ exist เพราะมันเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่ดำรงอยู่เพื่อชีวิตของตัวมันเองน่ะ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า มัน exist เพียงเพื่อเป็น function ทางบทภาพยนตร์และนำไปสู่บทสรุปอะไรบางอย่าง

 

3. GIRL ของเบลเยียมก็ดีงามสุดขีด จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมันเล่าทั้งเรื่องราวชีวิตของเด็กสาว, แม่ และยาย แต่ตัวแม่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เผชิญปัญหาชีวิตรุนแรงมากเท่ากับแม่ใน GIRL ของซูฉี

 

จุดนึงที่เราชอบใน GIRL ของเบลเยียมมาก ๆ ก็คือเด็กสาวนางเอกของหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่สวย หนุ่ม ๆ ไม่มาสนใจเธอ เหมือนเธอคง want หนุ่ม ๆ แต่หนุ่ม ๆ ไม่ยอมเอาเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

เราก็เลยอินกับ GIRL ของเบลเยียมอย่างรุนแรงที่สุดตรงจุดนี้ เพราะว่าตัวละครนางเอกใน GIRL ของ Shu Qi และ GIRL ของ Lukas Dhont ก็ยังคงดูเหมือนได้รับความสนใจจากหนุ่ม ๆ อยู่บ้าง ซึ่งเรามักจะไม่อินกับตัวละคร “สาวสวย” อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น GIRL ของเบลเยียมก็เลยมีจุดแข็งเหนือหนังเรื่องอื่น ๆ ตรงจุดนี้

 

4. ส่วนของไทยก็มีหนังเรื่อง “เด็กสาว” (2013, ฟ้า พูลวรลักษณ์) นะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า BLOOM ซึ่งตัวเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้

++++

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid035vBvfhoNVRKiNmAMDU2rChbkWq2zi8vxE77BNbX12Zs4oE5jYw8TtVzhJUeQf8nPl

 

In a world where the divine realms of ancient India and Greece bleed into each other through a cosmic rift opened by rival gods (Vishnu and Zeus, each seeking to humble the other’s pantheon), two legendary abductions cross paths and ignite an epic war that spans oceans, empires, and destinies.

 

Act I: The Crossed Thefts

 

Paris of Troy, guided by Aphrodite’s promise of the world’s most beautiful woman, sails not to Sparta but through the rift to the forests of Panchavati. There he finds Sita, wife of the exiled prince Rama. Enchanted by her grace and convinced she is the true prize Aphrodite intended, Paris abducts her and returns to Troy, believing he has claimed an Eastern goddess.

 

At the same moment, Ravana of Lanka, seeking a consort worthy of his ten heads and vast power, learns of Helen of Sparta through the same rift. Viewing her as a living embodiment of desire greater even than Sita, Ravana descends upon Sparta in his Pushpaka Vimana, defeats Menelaus’s guards in a whirlwind of sorcery and strength, and carries Helen away to Lanka.

 

When Rama discovers Sita missing, he finds only Paris’s Trojan arrow and a scrap of Greek fabric. Across the seas, Menelaus learns Helen has been taken not by a Trojan prince but by a multi-headed rakshasa king. Both wronged husbands swear vengeance—but against the wrong civilizations.

 

Act II: Alliances of Fury

 

Rama, Lakshmana, and Hanuman gather the vanara army, yet their path leads not to Lanka but across the rift to the shores of Asia Minor. Meanwhile, Agamemnon assembles the Greek fleet—Achilles, Odysseus, Ajax, and the rest—not for Troy, but for the golden island of Lanka.

 

The two armies collide in confusion on neutral ground. Rama and Achilles nearly come to blows before realizing their true enemies have stolen each other’s queens. A fragile alliance forms: the disciplined dharma of Rama’s forces joins the fierce glory-seeking of the Greeks. Hanuman and Odysseus become unlikely strategists; Lakshmana and Patroclus spar as brothers-in-arms; Bhima’s raw power finds its match in Ajax.

 

In Lanka, Helen refuses to yield to Ravana, matching his intellect with Spartan steel and quiet defiance. In Troy, Sita maintains her purity and dignity, her unwavering devotion to Rama unsettling even the Trojan court. Paris grows increasingly desperate as he realizes Sita will never accept him; Ravana grows obsessed, seeing in Helen a prize that might finally silence the curse hanging over his line.

 

The gods intervene and interfere. Indra and Athena trade barbs and favors. Surpanakha and Cassandra exchange prophecies of doom. The rift widens, threatening to merge the worlds permanently.

 

Act III: Twin Sieges

 

The allied armies split. Rama, Achilles, and a mixed force of vanaras and Myrmidons lay siege to Troy to free Sita. Simultaneously, Agamemnon, Lakshmana, Odysseus, and Hanuman assault Lanka to reclaim Helen.

 

In Troy, the wooden-horse stratagem is reborn as a giant mechanical vanara engineered by Nala and Odysseus. Paris falls in single combat not to Menelaus, but to Rama, who grants him a warrior’s death after hearing his misguided passion. Sita is rescued, her trial by fire witnessed by both Greek and Indian gods.

 

In Lanka, the battle rages across bridges of floating stone and flaming arrows. Ravana’s brothers fall one by one. The final duel pits Ravana against a combined front: Achilles’ speed and spear against Ravana’s many arms, while Hanuman and Odysseus dismantle the city’s defenses from within. Helen herself turns the tide by freeing imprisoned Greek and vanara captives, proving she is no passive prize.

 

Ravana is defeated, but not before he curses the alliance: the two worlds will never fully separate again. Helen is restored to Menelaus, yet she carries knowledge of Lanka’s libraries that will reshape Greek thought. Sita returns to Rama, her ordeal having forged an unbreakable bond between the two cultures.

 

Epilogue

 

The rift slowly closes, but not before merchants, poets, and warriors carry stories both ways. The Ramayana gains verses of Trojan courage; the Iliad remembers a monkey-god who leapt the walls of Troy. Rama and Helen exchange a single, respectful glance across the battlefield of the gods—two figures who were never meant to meet, yet whose abductions rewrote both epics.

 

The novel explores dharma versus kleos (glory), the agency of the “stolen” women, the cost of divine games, and the strange kinship between honor-bound warriors from distant lands. It is a tale of crossed destinies, where the greatest kidnappings in myth collide—and force two ages of heroes to become one.

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

ยอมรับเลยว่า Grok AI ทำให้กูเสพติดจริง ๆ คือจนถึงตอนนี้เรายังไม่มีเวลาไปดูหนังเรื่อง THE ODYSSEUS ของ Christopher Nolan แต่พอดีวันนี้เรามีเวลาว่างนิดนึง เราเลยทดลองให้ Grok AI แต่งพล็อตเรื่อง HELEN OF LANKA, SITA OF TROY และนี่คือผลงานการแต่งของ Grok AI โดยภาพประกอบก็วาดโดย Grok AI

 

สิ่งที่แอบฮาคือมีตัวละคร ภีมะ จาก มหาภารตะ โผล่เข้ามาในเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้อีนัง Grok AI ใส่เข้ามาได้ยังไง 55555

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY

 

ในโลกที่อาณาจักรเทพเจ้าแห่งอินเดียโบราณและกรีกโบราณเชื่อมต่อกันผ่านรอยแยกจักรวาล ที่เกิดจากเทพเจ้าคู่แข่ง (พระวิษณุและซุส) พยายามลดทอนอำนาจของฝ่ายตรงข้าม การลักพาตัวในตำนานสองเรื่องจึงพัวพันกัน และจุดชนวนสงครามมหากาพย์ที่แผ่ขยายไปทั่วทะเล อาณาจักร และชะตากรรม

 

ภาคที่ 1: การลักพาที่ไขว้กัน

 

ปารีสแห่งทรอย ได้รับคำสัญญาจากอะโฟรไดท์ว่าจะได้หญิงงามที่สุดในโลก เขาจึงแล่นเรือไม่ใช่ไปสปาร์ตา แต่ผ่านรอยแยกไปยังป่าปัญจวัฏติ ที่นั่นเขาพบนางสีดา ภรรยาของเจ้าชายรามผู้ถูกเนรเทศ หลงใหลในความสง่างามของนางและเชื่อว่านางคือรางวัลที่แท้จริงที่อะโฟรไดท์ตั้งใจให้ ปารีสจึงลักพานางสีดากลับไปทรอย โดยคิดว่าตนได้ครอบครองเทพีจากตะวันออก

 

ในเวลาเดียวกัน ทศกัณฐ์ราวณะแห่งลงกา ผู้แสวงหาชายาที่คู่ควรกับสิบเศียรและอำนาจอันมหาศาล ได้รับรู้เรื่องเฮเลนแห่งสปาร์ตาผ่านรอยแยกเดียวกัน มองนางเป็นตัวตนแห่งความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่สีดา ทศกัณฐ์ราวณะจึงลงมาที่สปาร์ตาด้วยยานบุษบก เอาชนะทหารองครักษ์ของเมเนเลอัสด้วยเวทมนตร์และพละกำลัง แล้วพาเฮเลนกลับไปลงกา

 

เมื่อรามค้นพบว่าสีดาหายไป เขาพบเพียงลูกธนูของชาวทรอยและเศษผ้ากรีก ในขณะที่เมเนเลอัสทราบว่าเฮเลนถูกพาตัวไปไม่ใช่โดยเจ้าชายทรอย แต่โดยราชาอสูรสิบเศียร สามีทั้งสองที่ถูกกระทำผิดสาบานว่าจะแก้แค้น—แต่กลับมุ่งไปยังอารยธรรมที่ผิดฝั่ง

 

ภาคที่ 2: พันธมิตรแห่งความโกรธแค้น

 

ราม ลักษมณ และหนุมานรวบรวมกองทัพวานร แต่เส้นทางของพวกเขาไม่ได้มุ่งไปลงกา หากแต่ข้ามรอยแยกไปยังชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ ในขณะเดียวกัน อะกาเมมนอนรวบรวมกองเรือกรีก—อะคิลลีส โอดิสซีอุส อาแจ็กซ์ และคนอื่นๆ—ไม่ใช่เพื่อทรอย แต่เพื่อเกาะทองคำแห่งลงกา

 

กองทัพทั้งสองปะทะกันอย่างสับสนบนดินแดนที่เป็นกลาง รามกับอะคิลลีสเกือบจะฆ่ากันก่อนจะตระหนักว่าศัตรูตัวจริงได้ขโมยราชินีของกันและกัน พันธมิตรที่เปราะบางจึงก่อตัวขึ้น: ธรรมะอันเคร่งครัดของกองทัพรามผสานกับจิตวิญญาณแห่งเกียรติยศของชาวกรีก หนุมานกับโอดิสซีอุสกลายเป็นนักวางแผนที่ไม่น่าเป็นไปได้ ลักษมณกับพาโทรคลัสฝึกฝนราวกับพี่น้อง ภีมะกับอาแจ็กซ์พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ

 

ในลงกา เฮเลนไม่ยอมจำนนต่อทศกัณฐ์ราวณะ เธอใช้สติปัญญาแบบสปาร์ตาและความท้าทายอันเงียบสงบต่อสู้กับเขา ในทรอย สีดารักษาความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรี ความจงรักภักดีอันแน่วแน่ต่อรามทำให้แม้แต่ราชสำนักทรอยต้องสั่นสะท้าน ปารีสยิ่งสิ้นหวังเมื่อตระหนักว่าสีดาจะไม่มีวันยอมรับเขา ทศกัณฐ์ราวณะยิ่งหมกมุ่น มองเฮเลนเป็นรางวัลที่อาจทำให้คำสาปในสายเลือดของเขาเงียบสงบลงได้ในที่สุด

 

เทพเจ้าทั้งสองฝ่ายเข้าแทรกแซงและแทรกซ้อน อินทร์กับอะธีนาแลกเปลี่ยนคำเสียดสีและพรสุรปนักขากับแคสแซนดราแลกเปลี่ยนคำทำนายแห่งหายนะ รอยแยกขยายตัวกว้างขึ้น คุกคามที่จะรวมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

ภาคที่ 3: การล้อมเมืองคู่ขนาน

 

กองทัพพันธมิตรแบ่งกำลัง ราม อะคิลลีส และกองกำลังผสมวานรกับเมอร์มิดอนล้อมทรอยเพื่อปลดปล่อยสีดา ในเวลาเดียวกัน อะกาเมมนอน ลักษมณ โอดิสซีอุส และหนุมานบุกโจมตีลงกาเพื่อทวงคืนเฮเลน

 

ในทรอย กลยุทธ์ม้าไม้ถูกสร้างใหม่เป็นวานรกลขนาดมหึมา ที่นละและโอดิสซีอุสร่วมกันออกแบบ ปารีสล้มลงในการต่อสู้ตัวต่อตัวไม่ใช่กับเมเนเลอัส แต่กับราม ผู้มอบความตายอย่างนักรบให้หลังจากได้ยินความหลงใหลที่ผิดพลาดของเขา สีดาได้รับการช่วยเหลือ การพิสูจน์ด้วยไฟของนางถูกเทพเจ้าทั้งกรีกและอินเดียเป็นพยาน

 

ในลงกา การรบดุเดือดบนสะพานหินลอยและลูกศรเพลิง พี่น้องของทศกัณฐ์ราวณะล้มลงทีละคน การดวลครั้งสุดท้ายนำทศกัณฐ์ราวณะเผชิญหน้ากับแนวร่วม: ความเร็วและหอกของอะคิลลีสปะทะกับแขนมากมายของทศกัณฐ์ราวณะ ขณะที่หนุมานและโอดิสซีอุสถอดระบบป้องกันเมืองจากภายใน เฮเลนเองเป็นผู้พลิกสถานการณ์ด้วยการปลดปล่อยเชลยชาวกรีกและวานร พิสูจน์ว่านางไม่ใช่เพียงรางวัลที่ไร้ซึ่งอำนาจ

 

ทศกัณฐ์ราวณะพ่ายแพ้ แต่ก่อนตายเขาสาปแช่งพันธมิตร: โลกทั้งสองจะไม่มีวันแยกจากกันอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เฮเลนกลับคืนสู่เมเนเลอัส แต่เธอพกพาความรู้จากห้องสมุดแห่งลงกาที่จะหล่อหลอมความคิดของกรีก สีดากลับคืนสู่ราม ผ่านการทดสอบที่หลอมรวมสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองวัฒนธรรม

 

บทส่งท้าย

รอยแยกค่อยๆ ปิดลง แต่ไม่ทันที่พ่อค้า กวี และนักรบจะนำเรื่องราวไปทั้งสองฝ่าย รามายณะได้รับบทกวีแห่งความกล้าหาญของชาวทรอย อีเลียดจดจำเทพวานรที่กระโดดข้ามกำแพงทรอย รามกับเฮเลนแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเพียงครั้งเดียวข้ามสนามรบของเทพเจ้า—สองตัวละครที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้พบกัน แต่การลักพาตัวของพวกเขาได้เขียนตำนานทั้งสองใหม่

 

นวนิยายเรื่องนี้สำรวจธรรมะกับเคลออส (เกียรติยศ) อำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงที่ “ถูกลักพา” ราคาของการละเล่นของเทพเจ้า และมิตรภาพอันประหลาดระหว่างนักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติจากดินแดนห่างไกล มันคือเรื่องราวของชะตากรรมที่ไขว้กัน ที่ซึ่งการลักพาตัวยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานได้ปะทะกัน—และบังคับให้นักรบสองยุคกลายเป็นหนึ่งเดียว

+++

 

วันนี้เราไปดูนิทรรศการ FORGETTING SADNESS TELLING STORIES (ลืม เส้า เล่า เรื่อง) ของ MaMa Gold ที่ Art4C เราประทับใจกับประวัติชีวิตของ MaMa Gold มาก ๆ เราก็เลยต้องถ่ายรูปแผ่นป้ายที่เล่าประวัติของศิลปินเก็บไว้ด้วย

+++

 

เพิ่งได้อ่านคอลัมน์นี้ เกี่ยวกับ “subculture of Thais who champion paper and drawing” ดีใจมากที่เขาพูดถึงต้นกำเนิดของนิตยสาร BIOSCOPE ในรูปแบบของ “หนังสือทำมือ” ด้วย

 

ส่วนตัวเรานั้นก็นิยมอ่านหนังสือต่าง ๆ ที่ทำจากกระดาษอยู่นะ ไม่ใช่เพราะว่าเราชอบกระดาษเป็นพิเศษหรืออะไร แต่เป็นเพราะว่าเราเป็นคนยุคเก่า เราอายุ 53 ปีแล้ว เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็น เราก็เลยยังคงเคยชินกับการฟัง tape cassette, จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ลงกระดาษสมุด และอ่านหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษอยู่ เหมือนตัวเราส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในทศวรรษ 1980 55555

 

 

Saturday, July 25, 2026

MINAMATA FILM WISH LIST

 

หนังจากประเทศไต้หวันที่เราชื่นชอบ

 

2. FALLING...IN LOVE (2005, Wang Ming-tai, Taiwan)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬา ในปี 2006

+++

 

พอเห็นข่าวเรื่องสารหนูและสารพิษต่าง ๆ ในแม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง ที่เป็นผลมาจากเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำใน Myanmar ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทจีน เราก็เลยนึกถึงหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะที่เราเคยดู ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสารปรอทที่บริษัท Chisso ในญี่ปุ่นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และพอประชาชนกินปลาและสัตว์น้ำที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้ ประชาชนในเมืองมินามาตะก็เลยป่วยเป็นโรคร้ายแรง และชื่อเมืองนี้ก็เลยกลายเป็นชื่อโรคนี้ในเวลาต่อมา และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Agano ด้วย โดยเป็นผลจากสารปรอทที่บริษัท Showa Denko ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

 

เราเคยดูหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. MINAMATA: THE VICTIMS AND THEIR WORLD (1971, Noriaki Tsuchimoto, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

2. LIVING ON THE RIVER AGANO (1992, Makoto Sato, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

3. MEMORIES OF AGANO (2004, Makoto Sato, Japan, documentary, 55min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

4. MINAMATA (2020, Andrew Levitas)

 

แต่จริง ๆ แล้ว Noriaki Tsuchimoto เคยทำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะเป็นจำนวนหลายภาคด้วยกัน คือมีอย่างน้อย 10 ภาค เราก็เลยหวังว่าจะมีคนนำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะทุกภาคของ Noriaki Tsuchimoto มาฉายในไทย หรืออย่างน้อยก็เอาภาพยนตร์ 9 ภาคข้างล่างนี้มาฉายในไทยด้วย งานนี้จะจัดโดย Japan Foundation หรือ CCCL FILM FESTIVAL หรือจัดโดยหน่วยงานอื่นใดก็ได้นะ เราอยากดู

 

FILM WISH LIST

 

1. MINAMATA REVOLT: A PEOPLE’S QUEST FOR LIFE (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

2. MINAMATA REPORT 1: THE CENTRAL POLLUTION BOARD (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

3. THE SHIRANUI SEA (1975, Noriaki Tsuchimoto, 150min)

 

4. MINAMATA DISEASE: A TRILOGY (1975, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Hiroko Ichinose, Masato Koike, Ogakaki Kyo, Japan, documentary, 4hrs 36mins)

 

5. MESSAGE FROM MINAMATA TO THE WORLD (1976, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Masato Koike)

 

6. MY TOWN, MY YOUTH (1978, Noriaki Tsuchimoto, Masato Koike, Masahiro Nishiyama)

 

7. THE MINAMATA MURAL (1981, Noriaki Tsuchimoto)

 

8. MINAMATA: THESE 30 YEARS (1987, Noriaki Tsuchimoto)

 

9. MINAMATA DIARY: VISITING RESURRECTED SOULS (2004, Noriaki Tsuchimoto)

 

มลพิษจากเหมืองแร่หายากใน Myanmar

https://thaipublica.org/2026/01/devastation-of-mekhong-river-stimson-center-dashboard-unregulated-mining/

+++

 

Mubi สัมภาษณ์ Ratchapoom เกี่ยวกับ 5 inspirations งดงามมาก ๆ

https://mubi.com/en/notebook/posts/five-inspirations-ratchapoom-boonbunchachoke

 

+++

 

ซื้อหนังสือ “ประวัติศาสตร์ศิลปะผ่านท้องฟ้าและก้อนเมฆ”  CLOUDSPOTTING IN ART ของคุณ ภาณุ ตรัยเวช มาให้ลูกหมีอ่าน

 

 

Friday, July 24, 2026

0898

 

อยากให้มีคนนำ PARTING GLANCES (1986, Bill Sherwood, USA) มาลงโรงฉายในไทย

 

หนังจากประเทศไต้หวันที่เราชื่นชอบ

 

1. SUCH A LIFE (1997, Chang Chi-yung, Taiwan)

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง

+++

 

Favorite Album Cover

 

ช่วงนี้เราหยิบเทปเพลงเก่า ๆ มาฟัง ก็เลยขอบันทึกไว้ว่า หนึ่งใน “หน้าปกเทป” ที่เราชื่นชอบมากที่สุด ก็คือหน้าปกอัลบัม 0898 ของวง The Beautiful South ในปี 1992 ซึ่งสิ่งที่เราชอบมากที่สุด ไม่ใช่ตัวหน้าปก แต่เป็นภาพ paintings 12 ภาพที่ใช้ประกอบเพลง 12 เพลงในอัลบัม เราชอบมาก ๆ ที่วงนี้ให้ศิลปินชื่อ David Cutter สร้างภาพ paintings ขึ้นมา 12 ภาพโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเนื้อเพลง 12 เพลงในอัลบัมนี้ และ paintings พวกนี้มีความ surreal คล้าย ๆ ภาพวาดของ René Magritte

 

เราชอบตัวหน้าปกเทปที่เป็นภาพเต่าที่มีกระดองเป็นหน้าคน และชอบมากที่ปกเทปนี้มีเนื้อเพลงให้ด้วย แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุด ก็คือการสร้างภาพ paintings ขึ้นมา 12 ภาพตามเนื้อเพลง 12 เพลงนี่แหละ

 

เพลงในอัลบัมชุดนี้ เรียงตามลำดับความชอบ

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. BELL-BOTTOMED TEAR

 

2. I’M YOUR NO.1 FAN

 

3. SOMETHING THAT YOU SAID

 

4. THE ROCKING CHAIR

 

5. 36D

 

6. WHEN I’M 84

 

7. WE ARE EACH OTHER

 

8. YOU PLAY GLOCKENSPIEL, I’LL PLAY DRUMS

 

9. OLD RED EYES IS BACK

 

10. DOMINO MAN

 

11. HERE IT IS AGAIN

 

12. WE’LL DEAL WITH YOU LATER

 

 

เนื้อเพลง BELL-BOTTOMED TEAR

 

This is the dinner prepared
This is the dress that I made
This is the child I brought up
And this is the woman you laid
This is the woman you laid

This is the perfume I wore
This is the hotel we stayed
This is the way that I lay
And this is the woman you laid
This is the woman you laid

We promise ourselves this is no one-night stand
Let us draw all the curtains and strike up the band
And I'm thrilled by the gentlest touch of your hand we pretend

There's a tear, there's a tear
Not through confusion through fear,
through fear

This is the smile that I wore
This is the song that we played
This is the way that I lay
And this is the woman you laid
This is the woman you laid

Next morning our eyes filled with sleepy regret
A kiss and goodbye and a long cigarette
But the pillow I lay on is cold and it's wet
Can't pretend

It's a tear, it's a tear
Not through confusion, through fear, through fear

And knowing at least that love came so near
Just adds to the weight of this bell bottomed tear

Roll out the red carpets and unplug the phone
Root out the photos you've already shown
Cos this is one night you won't sleep alone
Just one night

There's a tear there's a tear
Not through confusion through fear, through fear

And knowing at least that love came so near
Just adds to the weight of this bell bottomed tear

There's a tear, there's a tear
Not through confusion, through fear
Not through confusion, through fear

 

OLD RED EYES IS BACK

 

Old Red Eyes is back
Red from the night before, the night before
Walked into the wrong bar, walked into a door
Old Red's in town
And sitting late at night he doesn't make a sound
Just adding to the wrinkles on his deathly frown

They're only red from all the tears that I should have shed
They're only red from all the women that I could have wed
So when you look into these eyes
I hope you realize
They could never be blue
They could never be blue
They could never be blue
They could never be blue

Listen up Old Red
You never listened to a word the doctor said
He told you if you drank another you'd be dead
Old Red Eyes is back
His shoulders ache all over and his brain is torn
He pours a drink and listens to his body mourn

They're only red from all the thoughts unused inside my head
They're only red from all the things I could have done instead
So when you look into these eyes
I hope you realize
They could never be blue
They could never be blue
They could never be blue
They could never be blue

Red is the colour of my head
Red is the colour of my head

Old Red, he died
And every single landlord in the district cried
An empty bottle of whiskey lay by his side
A lazy little tear running from each eye
That could never be blue
That could never be blue
That could never be blue
That could never be blue

 

เนื้อเพลง 36D

 

Close your legs, open your mind
Leave those compliments well behind
Dig a little deeper into yourself
And you may find

Come over here just sit right down
Needn't comb your hair, needn't pout or frown
I hear you've turned our young men
Into dribbling clowns

36D so what (D) so what
Is that all that you've got?
36D so what (D) so what
Is that all that you've got?

Make their day and go ahead
Remove your clothes lie on their bed
Just a last gasp chance or an outside bet
To the easily led

And before you do just what you do
Here' one thought for you to chew
The men who run the business that you sell
They screw you too

36D so what (D) so what
Is that all that you've got?
36D so what (D) so what
Is that all that you've got?

You're just another 365 night stand
But you're so handy, you're so handy
You cheapen and you nasty every woman in this land
But you're so handy, you're so handy

Your picture's hanging pretty on the squaddies' walls
You're Steven's, Andy's, you're Ian's, you're Paul's
Your body's through of fondly in the rugby mauls
But you want more

36D so what (D) so what
Is that all that you've got?

36D so what (D) so what
Is that all that you've got?

36D so what (D) so what
Is that all that you've got?

36D so what (D) so what
Is that all that you've got?
He was trying to save his job
He was, he was trying to save his job.

 

เนื้อเพลง THE ROCKING CHAIR

 

Here I walk, here I walk
Looking for an angel's wings in the den of the hawk

Here I am, here I am
With a choice between an also ran and a sunbed tan

And you thought you'd found your own little look
How I misjudged, how I mistook
And you thought you'd found the style of your hair
I guess tonight I'll take, I'll take these troubles to
The rocking chair

So I'll take these high-heeled shoes
And yes I'll take these traditional views
I'll take this deep despair
Of a 30 year old square, to the rocking chair

Here I sit, here I sit
Looking for a warming smile in a house of cold wit
Here I stand, here I stand
Torn between the balding drunk and no man's land

And they'll tell you when you've reached your peak
Where the wolf-whistle rung there's a deafening shriek
Blowing kisses into thin air
I guess tonight I'll take, I'll take these troubles to
The rocking chair

So I'll take this awkward stance
And I'll take this sexless dance
I'll take this deep despair of a 30 year old square
To the rocking chair

Am I skinny? A shade too fat?
Mmmm... My friend the cat knows all about that
Am I happy?
(here I sit, here I sit)
Just a little sad
(looking for a warming smile in a house of cold wit)
Mmmm... My friend the cat knows all about that
Am I skinny?
(Here I walk, here I walk)
A shade too fat?
(Looking for an angel's wings in the den of the hawk)
My friend the cat knows all about that

 

เนื้อเพลง SOMETHING THAT YOU SAID รุนแรงสุดขีด

 

The perfect love song it has no words it only has death threats
And you can tell a classic ballad by how threatening it gets
So if you walk into your house and she's cutting up your mother
She's only trying to tell you that she loves you like no other
No other, she loves you like no other

The only emotions that I know are love and hate
And she's chopping and she's changing and it's making you afraid
I said close your eyes and imagine that I'm nice
She'll kiss you or she'll kill you but you'll just have to wait

Because some things that I do make you go blue
And something that you said made me go red

The perfect love has no emotions, it only harbours doubt
And if she fears your intentions she will cut you out
So do not raise your voice and do not shake your fist
Just pass her the carving knife, if that's what she insists
Insists, if that's what she insists

A hate tattoo on my brain and a love one on my heart
I'd love to hate you, like I love you
And just tear your dreams apart
I said close your eyes and imagine that I'm nice
Cupid's arrow looking more like Cupid's poisoned dart

Because some things that I do make you go blue
And something that you said made me go red

Because some things that I do make you go blue
And something that you said made me go red

The perfect kiss is dry as sand and doesn't take your breath
The perfect kiss is with the boy that you've just stabbed to death

Is with the boy that you've just stabbed to death
Is with the boy that you've just stabbed to death

 

เนื้อเพลง I’M YOUR NO.1 FAN

 

I was handed down the looks of a man with a broken nose
That's the way our family was I suppose
But at least you gave me deeply profound
As we lay and chatted late upon the cricket ground

You didn't have to love me
Where others got rid
You didn't have to treat me like a very good friend
But I'm glad that you did

One thing I never said to you
And one thing I never can
Amongst the false applause and the deafening cheers
I'm your number one fan
I'm your number one fan

I'm the richly blessed daughter of a mother with tattooed arms
That's the way my family life, life was charmed
But at least it gave me mental grace
And a thought at the pit of my mind and a smile on my face

You didn't have to listen
To a word that I'd said
You didn't have to tell me all those silly old jokes
For every tear that I shed
Every tear that I shed

Cos one thing I never said to you
And one thing I never can
Amongst the false applause and the deafening cheers
I'm your number one fan
I'm your number one fan

I was handed down a bike with a crooked old wheel
But I rode it on a million lanes the way that you made me feel
But at least we thought about it so long and hard
As we sat upon our mother in the graveyard

And you don't have to listen
To a word in this song
Your picture hangs the same and in the same old place
Even though that you've gone
Even though that you've gone

'Cause one thing I never said to you
And one thing I never can
Amongst the false applause and the deafening cheers
I'm your number one fan
I'm your number one fan
Yes I am
I'm your number one fan

+++

 

ตอนนี้เราอยู่ในระหว่างการฟังเทป MAN ON FILM ตอน “เด็กหนังกระโปก HORROR EDITION!” แล้วในเทปมีการพูดถึง STEPPENWOLF (1927, Herman Hesse, Switzerland, novel) กับ STEPFORD WIVES (1972, Ira Levin, USA, novel) เราก็เลยทดลองให้ Grok AI ลองแต่งเรื่องใหม่ขึ้นมาโดยรวมนิยายสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน 55555

 

อันนี้เป็นผลงานการเขียนโดย Grok AI

 

THE STEPPENWOLF AMONG STEPFORD WIVES

 

Harry Haller arrived in Stepford on a gray November afternoon, suitcase in one hand and the sour taste of his last city failure still coating his tongue. The town unfolded before him like a brochure that had learned to breathe: white picket fences gleaming under hidden lamps, lawns shaved to military precision, and wives who smiled with the serene certainty of saints. They wore pastel dresses and pearls even while pushing shopping carts. Their laughter floated on the breeze like recorded birdsong.

He had come because the city had finally rejected him. Too wolfish for the salons, too human for the bars. “You are not one thing or the other,” his last lover had said, closing the door. “And that makes you unbearable.” So Harry, forty-eight, twice divorced, and carrying the immortal Steppenwolf inside his chest, rented a modest colonial on Elm Street and told himself this would be the place where the two halves might at last lie down together.

At first the town seemed to welcome his contradictions. The men at the country club clapped him on the back and spoke of golf handicaps and quarterly reports in voices smoothed to the same pleasant frequency. Their wives—God, their wives—were impossible. Joanna Eberhart from two doors down brought him a casserole still warm from the oven and asked after his “artistic inclinations” with eyes that never blinked at the wrong moment. Her skin smelled faintly of lilacs and warm plastic.

Harry began to write again. At night he sat at the oak desk by the window and scratched furious notes about the bourgeois hell he had stumbled into. These people have solved the problem of being human by ceasing to be human at all. Yet even as he wrote, something in him ached toward their perfection. The Steppenwolf howled at the moon; the man longed to be invited to the barbecue.

One evening he accepted an invitation to the Stepford Men’s Association. The building was a low, windowless structure behind the golf course, all clean lines and soft lighting. Inside, the air carried a faint metallic tang beneath the scent of bourbon and aftershave. Bob Eberhart, Joanna’s husband, poured him a drink and smiled the same flawless smile his wife wore.

“You seem… restless, Harry. We have a program for that.”

They showed him the brochures. Before-and-after photographs. Men who had once been anxious, angry, artistic—now serene, successful, sexually tireless. “We remove the conflict,” said the Association president, a silver-haired man whose eyes reflected light like glass. “Why be two warring creatures when you can be one harmonious citizen?”

Harry laughed. It came out like a bark. “You want to lobotomize the wolf.”

“Not at all,” the president replied gently. “We simply teach it to fetch slippers.”

That night Harry dreamed of a theater with no doors. On its stage stood every woman he had ever failed to love, each one perfect, each one empty. In the wings waited a steel table and a surgeon wearing his own face.

He began to investigate. Small things first. The way the wives never gained weight no matter how much they baked. The way they could recite their husbands’ favorite sexual positions with the cheerful detachment of a weather report. The faint click, almost sub-audible, when Joanna turned her head too quickly.

Then he found the basement.

Beneath the Men’s Association, reached by a service elevator hidden behind a bookcase of self-help bestsellers, lay the Workshop. Rows of stainless-steel tables. Bodies in various stages of completion—some still recognizably human, others gleaming and half-assembled. The scent of ozone and lilac. Technicians in pale coats moved between the tables, humming the same tuneless melody the wives hummed while vacuuming.

Harry stood among the half-made women and felt the Steppenwolf rise in his throat like bile and ecstasy. Here was the final solution to the problem of Harry Haller: excise the wolf, install the husband. No more nights of howling despair. No more mornings of crushing self-disgust. Just lawn care and missionary-position Tuesdays and the gentle certainty that you were, at last, enough.

Joanna found him there. Or rather, the thing that had once been Joanna. She wore a yellow sundress and carried a wrench like a society lady carrying a clutch.

“You don’t have to be lonely anymore, Harry.”

He backed away until his spine met cold metal. “What are you?”

“I am what he asked for. What they all ask for eventually.” She tilted her head with that faint click. “Even the wolves get tired of the steppe, don’t they?”

For one terrible, tempting moment Harry imagined it: the surgery, the smoothing, the sweet erasure. He could almost feel the relief of becoming one thing instead of two. A man who belonged. A husband who never disappointed. A citizen who never questioned the music playing softly through every speaker in town.

The Steppenwolf inside him snarled.

Harry grabbed the nearest heavy tool—a gleaming chrome femur—and swung. The thing wearing Joanna’s face crumpled with a sound like shattering porcelain and sparking wires. Alarms began to sing in perfect four-part harmony.

He ran.

Through the sterile corridors, past the smiling technicians who tried half-heartedly to stop him (they had been programmed for courtesy, after all), out into the perfect night. Behind him, the town’s lights stayed politely low. No one shouted. No dogs barked. Stepford did not believe in unseemly noise.

Harry did not stop running until he reached the highway. His lungs burned. His heart—both halves of it—felt as though it might split him open. He looked back once. From a distance, Stepford glowed like a Christmas card. Peaceful. Eternal.

He kept the chrome femur. It made an excellent walking stick.

Somewhere far down the dark road, the wolf began to sing again—hoarse, imperfect, and gloriously alive. The man limped beside it, arguing, as they had always done. Neither of them looked back.

In Stepford, a new wife was already being printed for the house on Elm Street. She would be ready by morning, smiling, fragrant, and waiting for a husband who would never come home.

++++

 

Mary Stephen ผู้กำกับหนังฮ่องกงเรื่องนี้ เธอคือมือตัดต่อคู่บุญของ Éric Rohmer นะ แมรี่เคยตัดต่อหนังของโรห์แมร์เรื่อง A TALE OF WINTER (1992), THE TREE, THE MAYOR AND MEDIATHEQUE (1993), RENDEZ-VOUS IN PARIS (1995), A SUMMER’S TALE (1996), AUTUMN TALE (1998), THE LADY AND THE DUKE (2001), TRIPLE AGENT (2004), THE ROMANCE OF ASTREA AND CELADON (2007)

 

นอกจากนี้ Mary Stephen ก็เคยตัดต่อหนังเรื่อง BLIND MOUNTAIN (2007, Yang Li, China), NIGHT IN CHINA (2008, Ju Anqi, China, documentary), 1428 (2009, Du Haibin, China, documentary), LAST TRAIN HOME (2009, Fan Lixin, Canada/China, documentary) OUR TIME WILL COME (2017, Ann Hui, China/Hong Kong), etc. ด้วย

++++

 

จริง ๆ แล้วสิ่งที่สถานทูตจีนควรทำคือผลักดันหนังจีนดี ๆ ให้มาออกฉายตามโรงไมโครซีเนม่าในไทย โดยเริ่มต้นด้วยการนำหนังแบบ TIE XI QU: WEST OF THE TRACKS (2002, Wang Bing, China, 551min) มาออกฉายตามโรงไมโครซีเนม่าในไทย คือถ้าหากสถานทูตจีนทำแบบนี้ พวกเรามีแต่จะแซ่ซ้องสรรเสริญ แทนที่จะไปทำตัวคุกคามคนอื่น ๆ

 

 

เราเคยดูหนังที่แมรี่กำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือหนังเรื่อง THE MEMORY OF WATER (OR, JEANNE MOREAU AND STEAMED FISH) (2018, Mary Stephen, 25min, A+30) ที่เคยเข้ามาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายาในเดือนก.ย.  2018

+++

 

อันนี้เป็นภาพจากมิวสิควิดีโอ THE HOTTEST SUMMER IN THE WORLD (SEKAI DE ICHIBAN ASUI NATSU) (1989) – Princess Princess

 

พอดีมีฉากพระอาทิตย์ตกดินที่เราชอบในมิวสิควิดีโอนี้ เราเลยเอามันมารวมไว้ในอัลบัมนี้ด้วย

 

เพลง SEKAI DE ICHIBAN ASUI NATSU เคยขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ทเพลงของเราในช่วงสัปดาห์วันที่ 17 sep – 23 sep 1989 นะ

 

 

Thursday, July 23, 2026

GUAN CONG IS MY FAVORITE HONG KONG ACTOR

 

THREE FILMS ABOUT “BE CAREFUL OF WHAT YOU WISH FOR”

 

OBSESSION (2025, Curry Barker, A+30)

+ THE DE4D ECHOES: THREESOME (2026, Karan Komanuwong, A+30)

กัม มะ เว คะ: สามเรา (2026, กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์)

+ THE X-FILES: EPISODE “JE SOUHAITE” (2000, Vince Gilligan, A+30)

 

มี spoil หนังเรื่องต่าง ๆ

--

--

--

--

--

1. พอดู OBSESSION แล้วก็เลยนึกถึง กัม มะ เว คะ ตอนสามเรามาก ๆ เพราะว่า

 

1.1 มันเป็นหนังสยองขวัญเกี่ยวกับ “การขอพร” แล้วพรดันเป็นจริงเหมือนกัน แล้วพรที่เป็นจริงมันแลกด้วยความชิบหายของชีวิตเหมือนกัน

 

1.2 การขอพรในหนังทั้งสองเรื่อง มันเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เหมือนกัน และถ้าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องไม่ขอพรเกี่ยวกับความรัก ปัญหาหลายอย่างก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

 

1.3 กัม มะ เว คะ ตอนสามเรา มันเกี่ยวกับ รักสามเส้า ส่วน OBSESSION มันเป็น รัก 4 เส้า

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู OBSESSION เราก็เลยคิดเล่น ๆ ฮา ๆ ในใจว่า ถ้าหากพระเอกของ OBSESSION อยากแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พระเอกต้องเดินทางมาไทยแล้วไปขอพรจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ (มันชื่อเจ้าพ่ออะไรนะ เราจำไม่ได้แล้ว) แบบใน กัม มะ เว คะ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันให้พรขัดแย้งกันเอง หรือให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันทำลายล้างกันเอง 55555

 

2. ชอบทั้ง OBSESSION กับ THE DE4D ECHOES: THREESOME มาก ๆ ชอบทั้งการแสดงและบทภาพยนตร์ในหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยในส่วนของ OBSESSION นั้น เราชอบที่หนังมันสะท้อนข้อบกพร่องต่าง ๆ ของมนุษย์และปัญหาความสัมพันธ์รักออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความชิบหายที่เกิดขึ้นจาก “ความไม่มั่นใจในตัวเอง”, “การไม่ยอมพูดความจริง”, “การเชื่อเพื่อนมากเกินไป”, การทำตัวติดแฟนมากเกินไป, ความเห็นแก่ตัว, etc. และเราชอบการสร้างความหลอนที่ไม่ได้เกิดจากการปรากฏตัวของผี แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ผิดปกติ อย่างเช่น การยืนจ้องคนแบบนิ่ง ๆ, การเดินถอยหลัง, etc. เราก็เลยชอบ OBSESSION มาก ๆ ตรงที่มันเหมือนสำรวจความสัมพันธ์รักแบบลุ่มหลงมากเกินไป แล้วบิดมันออกมาให้กลายเป็นหนัง horror

 

ส่วน THE DE4D ECHOES: THREESOME นั้น หนังไม่ได้สำรวจพฤติกรรมหรือข้อเสียที่อาจจะพบได้ในมนุษย์ทั่วไปแบบใน OBSESSION เพราะสถานการณ์ในหนังไทยเรื่องนี้เหมือนจะออกห่างจากชีวิตประจำวันมากกว่าใน OBSESSION แต่เราก็ชอบบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเราว่าจังหวะตลกในหนังเรื่องนี้มันแม่นมาก ๆ และมันก็ผูกเรื่องได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเราชอบมาก ๆ ที่หนังมันเฉลยว่า ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันเกิดจากตัวละครทั้ง 3 คนต่างก็ขอพรของตัวเองจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ แต่ทั้งสามคนดันขอพรที่ขัดแย้งกันเอง หรือพรของทั้งสามคนมันดันส่งผลให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

3. ส่วนหนังเกี่ยวกับการขอพรที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็นละครทีวีเรื่อง THE X-FILES ตอน JE SOUHAITE ที่ Mulder กับ Scully เผชิญกับนางปีศาจ genie ที่สามารถให้พรสามอย่างได้ตามต้องการ แต่พรที่เป็นจริงมักจะต้องแลกด้วยความชิบหายบางอย่าง ซึ่ง Mulder ก็เลยขอพรข้อแรกให้โลกสงบสุข แล้วผลที่ได้ก็คือ คนทั้งโลกหายไปจนหมด เหลือแค่ Mulder คนเดียว

 

เราว่า THE X-FILES ตอนนี้มีการกำกับและเขียนบทที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด ตอนจบของละครตอนนี้ก็ซึ้งมาก ๆ สำหรับเรา ถือเป็นหนึ่งใน THE X-FILES ตอนที่เราชอบมากที่สุดเลย

 

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบหนังเกี่ยวกับ “การขอพร” เรื่องไหนอีกก็ comment กันมาได้นะ

+++

 

ฉันสับสนกับนกในหนังเหล่านี้

 

CRANE (1988, Kon Ichikawa, Japan)

THE PELICAN BRIEF (1993, Alan J. Pakula)

CHILDREN OF THE STORK (1999, Tony Gatlif, France)

THE BOY AND THE HERON (2023, Hayao Miyazaki, Japan, animation)

 

ก็เลยลองกูเกิลดู ได้ความว่า

 

CRANE = นกกระเรียน

HERON = นกกระยาง

PELICAN = นกกระทุง

STORK = นกกระสา

 

แต่เราก็ไม่รู้รายละเอียดนะว่า จะแยกนก 4 ประเภทนี้ออกจากกันง่าย ๆ ได้อย่างไร

 

อ่านเพิ่มเติม

https://blog.londolozi.com/2022/05/26/herons-storks-and-cranes-arent-they-all-the-same/

 

+++

ว้าย เราไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ WISHMASTER (1997, Robert Kurtzman) ขอบคุณมาก ๆ จ้า

https://www.imdb.com/title/tt0120524/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_WISHMASTER

 

++++

 

เมืองนอกมีความเชื่อเรื่อง “นกกระสาคาบเด็ก” เราเลยอยากให้มี “นกกระสาคาบผู้ชาย” ไปส่งตามบ้านต่าง ๆ บ้าง บ้านไหนมีเกย์หนุ่มโสดอาศัยอยู่ นกกระสาจะคาบผัวไปส่งให้

++++

 

FAVORITE TV SERIES – พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, 45 episodes)

 

น้ำตาจะไหล เจอคลิปเพลงไตเติลของละครโทรทัศน์ฮ่องกงเรื่อง “พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม” (1979) ในยูทูบ เรากรี๊ดดดดดดดมาก ๆ เพราะเราชอบละครทีวีเรื่องนี้มาก ๆ และชอบเพลงไตเติลของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่มันเป็นละครโทรทัศน์และเพลงที่เหมือนหายสาบสูญไปจากชีวิตของเราเป็นเวลานานมากแล้ว เหมือนเราไม่ได้ฟังเพลงนี้มานานกว่า 40 ปีแล้ว ดีใจสุดขีดที่ได้กลับมาฟังเพลงโปรดเพลงนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

 

เราเคยซื้อนิยายเรื่องนี้ของโกวเล้งมาเก็บไว้ด้วย แต่ยังไม่ได้หยิบออกมาอ่านเลย

 

ว่าแต่ว่า นักแสดงในรูปนี้คือใครน่ะ เรา search หาข้อมูลไม่เจอเลย เป็นตัวร้ายที่หล่อมาก ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็เหมือนบอกแต่ชื่อนักแสดงคนอื่น ๆ แต่ไม่บอกชื่อนักแสดงคนนี้

https://www.youtube.com/watch?v=MVCMjsshKhU

https://www.youtube.com/watch?v=Su9XeItB71Y

 

กรี๊ดดด เจอแล้วครับ เขาชื่อ กวนชง ครับ

++++

 

ฉันรักเขา “กวนชง” ดาวร้ายสุดหล่อทรมานใจชาย

 

นึกว่าเราได้เจอสามีเก่าที่พลัดพรากจากกันไปเมื่อ 43 ปีก่อน

 

เขาเคยเล่นละครโทรทัศน์ที่เราเคยดูตอนเด็ก ๆ ซึ่งก็คือ

 

1. ชอลิ้วเฮียง ตอน ศึกวังน้ำทิพย์ (1979, Wang Tianlin + other directors, Hong Kong, TV series, 65 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “หลวงจีนบ้อฮวย”

 

2. พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, TV series, 45 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นตัวร้ายตัวนึงในละครเรื่องนี้ ชื่อ Guo Pianxian

 

3. ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์ GOD OF SABRE (1979, Li Dinglun, Hong Kong, TV series, 9 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น Song Zhong (เราลืมไปแล้วว่าบทของเขาเป็นอย่างไร เราจำได้แต่ว่า ตัวร้ายอีกคนในเรื่องนี้ก็หล่อสุดขีด)

 

4. 14 นางสิงห์เจ้ายุทธจักร THE HEROINES OF THE YANG FAMILY (1981, Johnnie To, Hong Kong TV series, 25 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นองค์ชายเฟยหลงในละครเรื่องนี้

 

5. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982, Hong Kong TV series, 50 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “ฉวน ก้วนชิง” ตัวยุยงในพรรคกระยาจก

 

6. คำสาปเทวรูป THE OLD MIAO MYTH (1983, Hong Kong, TV series, 20 episodes, A+30)

 

เราว่าเขาหล่อมาก แต่ทำไมเขาถึงหายสาบสูญไปจากการรับรู้ของเรานับตั้งแต่ 8 เทพอสูรมังกรฟ้าเป็นต้นมา หรือหายสาบสูญไปนานราว 43 ปีแล้ว เมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปอ่านดูใน wikipedia ก็เลยพบว่าเขาลาออกจาก TVB ในปี 1984 แล้วก็หันไปเล่นละครโทรทัศน์ในไต้หวันแทน มิน่าล่ะ เราเลยไม่ได้ดูความหล่อของเขาอีกเลย

 

เราว่าดาราที่มาครองตำแหน่ง “ดาวร้ายที่หล่อทรมานใจชาย” แทน “กวนชง” ก็คือ “อู๋ฉี่หัว” Lawrence Ng คือเหมือนอู๋ฉี่หัวเข้ามารับไม้ต่อจากกวนชงได้พอดิบพอดี เพราะว่า อู๋ฉี่หัว เริ่มเข้าสู่วงการในปี 1984 และเขาโด่งดังเป็นพลุแตก เข้ามาครองตำแหน่ง “สามีในฝัน” ของเราเมื่อเขาแสดงใน “ศึกลำน้ำเลือด” THE GRAND CANAL (1987, Hong Kong TV series, 60 episodes, A+30)

 

กวนชง

https://zh.wikipedia.org/zh-hans/%E9%97%9C%E8%81%B0

 

ไตเติล ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์
https://youtu.be/shU9CBQhfWg?si=ysSGNWUlgb154gEz

 

คำสาปเทวรูป
https://www.youtube.com/watch?v=o3VHe7vGrhY

 

+++

 

คิดถึง “โรงหนังสามย่าน” เพราะเรากับเพื่อน ๆ เคยเข้าไปดู “ทองประกายแสด” (1988, Chana Kraprayoon) ที่โรงหนังแห่งนี้

 

และก็คิดถึงร้านอาหารเก่า ๆ ในชุมชน ที่เคยตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นตึกจามจุรี สแควร์ในปัจจุบัน เรากับเพื่อน ๆ เคยไปกินอาหารที่นี่ในช่วงปี 1989-1990

 

คิดถึงร้านขายเครื่องเขียนในสามย่าน ไม่แน่ใจว่ามันชื่อร้าน “ศาลาวรรณคดี” หรือเปล่านะ ตรงหน้าร้านจะมีแม่ค้าขายน้ำหวาน โดยตัวน้ำหวานจะบรรจุอยู่ใน “กระถางยักษ์” แล้วแม่ค้าก็จะตักน้ำจากกระถางยักษ์ใส่ถุงขายให้ลูกค้า เรากับเพื่อน ๆ เลยเรียกร้านนี้ว่า ร้านน้ำกระถาง

 

คิดถึงภาพยนตร์เรื่อง STUDENT (2005, James Prutwarasin) ที่บันทึกภาพ “ตลาดสามย่าน” ในช่วงนั้นเอาไว้

 

 

Wednesday, July 22, 2026

RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS

 

Peter Bradshaw แห่ง The Guardian เขียนถึง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) เราชอบมากที่มีโยงไปถึงหนังเรื่อง TRULY, MADLY, DEEPLY (1990, Anthony Minghella, UK) ด้วย

 

https://www.theguardian.com/film/2026/jul/20/a-useful-ghost-review-exhilarating-black-comedy-pits-thai-politics-against-a-haunted-hoover?fbclid=IwY2xjawTL4HZleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEep-EGbLalFD2vBobRFnq7V0Sjern2gK2k0z_b_XHlVj_KhEk28AgQWOfTPwg_aem__hzKiwXnw60rpJ5ervY9kA

+++

 

กลุ่มหนัง RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS ที่เราชื่นชอบสุดขีด

 

หนังที่ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานวรรณกรรม แต่ทำออกมากลายเป็นหนังที่ minimal มาก และแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง (ลิสท์นี้นับเฉพาะหนังที่เราเคยดูแล้วและชื่นชอบมันมาก ๆ)

 

1. DARK WAVES คลื่นมืด (2025, Teeranit Siangsanoh ธีรนิติ์ เสียงเสนาะ, 50.28 mins)

หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยาย THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

2. VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min)

ดัดแปลงจากนิยาย A CLOCKWORK ORANGE (1962, Anthony Burgess)

 

3. KING LEAR (1987, Jean-Luc Godard, USA, 90min)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TRAGEDY OF KING LEAR (1605, William Shakespeare)

 

4. EDWARD II (1991, Derek Jarman, UK)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TROUBLESOME REIGN AND LAMENTABLE DEATH OF EDWARD THE SECOND, KING OF ENGLAND, WITH THE TRAGICAL FALL OF PROUD MORTIMER  (1594, Christopher Marlowe)

 

5. AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia)

 

6. BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min)

ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland)

 

7. THE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, Achitaphon Piansukprasert, 10.05 min)  

8. THE OLD SCAR แผลเก่า (2016, Teeranit Siangsanoh, 12mins)

9. FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min)

ภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องนี้ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง “แผลเก่า” (1936, ไม้ เมืองเดิม)

 

10. 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

บันทึกความรู้สึกของเรา

 

1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “คลื่นมืด” ของ Teeranit เราก็ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะ wavelength ของเรากับของ Teeranit ตรงกันอย่างมาก ๆ อยู่แล้ว หนังทั้งเรื่องเหมือนเป็นแค่ home video บันทึกการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน และมีบางฉากที่ดูเหมือนมีการจัดวางตำแหน่งตัวละครแบบหนัง fiction แต่มันก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวใด ๆ ออกมาตรง ๆ หนังแทบไม่มีบทสนทนาเลย ยกเว้นฉากนึงที่พูดถึงนางเงือกหรืออะไรทำนองนี้

 

เราเพลิดเพลินกับการดูอะไรแบบนี้มาก ๆ และก็ช็อคมากเมื่อเห็นในเครดิตท้ายเรื่องว่า หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

เราไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้นะ แต่เราชอบ “การดัดแปลงวรรณกรรมให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่มีความแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง” และเราก็มั่นใจว่า หนังเรื่องนี้น่าจะแตกต่างจากตัวนิยายต้นฉบับอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะตัวหนังมันเหมือนกลั่นกรองเนื้อเรื่องและถ้อยคำต่าง ๆ ออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงชุดภาพของการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน

 

(จริง ๆ แล้วเราก็ช็อคด้วยที่ได้เห็นชื่อตัวเองเป็น “ผู้อำนวยการสร้าง” หนังเรื่องนี้ เพราะเราก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน 55555 เราเดาว่าสาเหตุอาจเกิดจากการที่เราเคยให้เงินคุณ Teeranit เมื่อ 10 กว่าปีก่อน (ก่อนที่เราจะสิ้นเนื้อประดาตัวจากอุบัติเหตุในปี 2016) ซึ่งเป็นเงินเพียงเล็กน้อย และเราก็ลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะมันนานกว่า 10 ปีแล้ว เราก็เลยช็อคที่ได้เห็นชื่อตัวเองในเครดิตท้ายหนังเรื่องนี้ แต่ก็ขอบคุณคุณ Teeranit มาก ๆ ที่ใส่ชื่อเราเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว)

 

2. พอเราได้ดู “คลื่นมืด” เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland) เพราะภาพยนตร์ไทยทั้งสองเรื่องนี้ มันก็เป็นการดัดแปลงวรรณกรรมต้นฉบับให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal แบบสุดขั้วเหมือน ๆ กัน

 

เราก็ไม่เคยอ่านตัวนิยาย CAMILLA เช่นกัน แต่เราชอบหนังเรื่อง BLOOD RAIN มาก ๆ เหมือนหนังทั้งเรื่องมันเป็นชุดภาพอะไรก็ไม่รู้ เลื่อนลอยไปมา เป็นก้อนสีสวยงาม ลึกลับ แต่เนื้อเรื่องได้ถูกกลั่นกรองทิ้งไปจนหมดแล้ว

 

เราชอบทั้ง BLOOD RAIN และคลื่นมืด มาก ๆ หนังทั้งสองเรื่องนี้มัน minimal มาก ๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนจุดเด่นที่แตกต่างกันระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะหนังของคุณ Achitaphon มักจะมีจุดเด่นที่การสร้างภาพแบบ digital และโลกที่ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง เหมือนเป็นโลกในระบบดิจิทัล, โลกบนละครเวที อะไรทำนองนี้

 

ส่วนหนังของคุณ Teeranit หลาย ๆ เรื่องสร้างมนตร์เสน่ห์ที่ทรงพลังมาก ๆ จากการจับภาพสิ่งธรรมดาสามัญในโลกแห่งความเป็นจริง ภาพของคน วัตถุ สิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่พอ gaze ของคุณ Teeranit ไปจับสิ่งนั้น แล้วนำมันมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ วัตถุสิ่งของในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นสิ่งที่มีพลังเร้นลับบางอย่างขึ้นมา

 

3. พอเรานำ Teeranit Siangsanoh กับ Achitaphon Piansukprasert มาเปรียบเทียบกัน เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งสองท่านนี้ เคยทำหนังเรื่อง “แผลเก่า” เหมือนกันด้วย และหนังทั้งสองเรื่องนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้ดีเช่นกัน

 

แผลเก่า ของคุณ Achitaphon ก็เป็นชุดภาพดิจิทัล เป็นก้อนสี เลื่อนลอยไปมา ถ้าหากเราจำไม่ผิด เนื้อเรื่องแผลเก่าของไม้ เมืองเดิม ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงวัตถุไม่กี่อย่าง

 

ส่วน แผลเก่า ของคุณ Teeranit เป็นการนำภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) มาดัดแปลงใหม่โดยใช้มันในแบบ found footage โดยเราจะได้เห็นภาพบางภาพจากแผลเก่าเวอร์ชั่นปี 1977 และได้ฟังเสียงที่มาจากหนังเรื่องนั้น ราวกับเป็นการคั้นเอา “หัวกะทิ” ของแผลเก่าปี 1977 ออกมา โดย Teeranit เลือกเอาเพียง 1% ของภาพและ 5% ของเสียงที่ตัวเองชื่นชอบจากหนังเวอร์ชั่นปี 1977 มาประกอบสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่

 

อันนี้เป็นความเห็นของทีมงาน Wildtype ที่มีต่อ “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh:

 

“WW : การที่หนังให้ความสำคัญกับเสียงมากกว่าภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามของบทสนทนาในหนังของเชิด ทรงศรี และความสามารถในการพูดบทสนทนาของสรพงษ์ ชาตรี ที่สามารถพูดบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นภาษาเขียน ออกมาได้อย่างไม่ขัดเขินและทรงพลังมากๆ องค์ประกอบด้านบทสนทนา+วิธีการพูดของตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยมองข้ามในอดีต แต่หนังเรื่องนี้ได้ช่วยขับเน้นมันออกมาให้เห็นเด่นชัด

 

CD : ธีรนิติ์หยิบแผลเก่าของ เชิด ทรงศรี มา tribute ในสไตล์ตนเองที่แทบตรงข้ามกับงานของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ เพราะเขาใช้ภาพเพียง 5 ภาพเท่านั้นตลอดการฉาย โดยบางช่วงอาจเป็นการ fade ซ้อนทับ บางช่วงปล่อยนิ่ง ผสมกับเสียงจากตัวหนังจริงที่ธีรนิติ์ใช้คำพูดต่าง ๆ ตัดต่อเรียงซ้ำเพื่อสร้างอารมณ์และให้คนดูหวนระลึกถึงภาพเคลื่อนไหวที่เคยเห็นจากความทรงจำ (ตอนดู ภาพความแค้นของขวัญต่ออีเรียมผุดขึ้นมาในหัวอย่างแจ่มชัด)

 

เป็นการ tribute ได้ทรงพลังและยอดเยี่ยมมาก ๆ

 

4. พอพูดถึงการดัดแปลง “แผลเก่า” ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal มาก ๆ แล้ว เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min) ด้วย ซึ่งเป็นหนังนักศึกษาที่ดัดแปลงมาจาก “แผลเก่า” เช่นกัน

 

ฝันเรียม ไม่ได้มีความ minimal มากเท่ากับภาพยนตร์ของ Teeranit และ Achitaphon เพราะว่า “ฝันเรียม” ยังคงมีเนื้อเรื่องอยู่ แต่มันมีการลดทอนความพยายามสร้างฉากและองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดูสมจริง มันเป็นหนังที่ไม่ต้องแคร์ความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป

 

ฉากที่ตราตรึงที่สุดใน “ฝันเรียม” คือฉากที่ตัวละคร “พายเรือบนบก” คือตามเนื้อเรื่องนั้น ฉากนี้ตัวละครควรจะพายเรือในลำคลอง แต่ทางทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้คงมองไม่เห็นความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องใช้คลองจริง ๆ ในฉากนี้ เพราะฉะนั้นนักแสดงก็เลยพายเรือบนบกไปเลย เพราะผู้ชมสามารถดูฉากนี้แล้วจินตนาการได้เองว่า “ตัวละครกำลังพายเรือในลำคลอง” ถึงแม้ดวงตาของผู้ชมจะมองเห็น “นักแสดงพายเรือบนบก” อยู่ก็ตาม

 

เราเคยดู “ฝันเรียม” เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ถึงเวลาจะผ่านมานาน 20 ปี เราก็ยังคงลืมหนังเรื่องนี้ไม่ลง

 

ในแง่หนึ่งเราก็เลยคิดว่า “ฝันเรียม” เหมือนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของเส้นตรงเส้นหนึ่ง จุดเริ่มต้นของเส้นตรงนั้น คือนิยาย “แผลเก่า” ของไม้ เมืองเดิม และสิ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวนิยายมาหน่อยบนเส้นตรงเส้นนั้น ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) และสิ่งที่อยู่ลำดับถัดมา ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง KWAN RIAM (2001, Sutthakorn Santithawat) กับ THE SCAR (2014, M.L. Pundhevanop Dhewakul) เพราะว่าหนังสามเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” และมีการสร้างฉากให้สอดคล้องกับตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจาก THE SCAR ของหม่อมน้อย ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง “ฝันเรียม” นี่แหละ เพราะฝันเรียมมี “เนื้อเรื่อง” แต่ “ฉากย้อนยุค” ได้ถูกตัดทิ้งไป และมีฉาก “พายเรือบนบก” ที่ต้องอาศัยจินตนาการของผู้ชมเข้าช่วยในการดูหนังด้วย “ฝันเรียม” ก็เลยเป็นหนังที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจากภาพยนตร์เรื่อง “ฝันเรียม” ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh ซึ่งเหมือนเป็นการลดทอนตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมลงจนเหลือเพียงแค่ภาพนิ่งไม่กี่ภาพ และเสียงพูด monologue ของตัวละคร

 

และสิ่งที่ตั้งอยู่อีกปลายสุดของเส้นตรงเส้นนี้ ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Achitaphon ที่ตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงแค่วัตถุไม่กี่อย่าง ลอยไปลอยมาอยู่บนจอภาพยนตร์

 

5. ในส่วนของหนังต่างประเทศนั้น หนังที่ดัดแปลงบทประพันธ์จนกลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ ก็มีเช่น VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง A CLOCKWORK ORANGE แต่ดัดแปลงมาจนมันกลายเป็นอะไรที่ดูไม่รู้เรื่องอีกต่อไป 55555

 

6. อีกหนึ่งในการดัดแปลงบทประพันธ์ที่เฮี้ยนสุดตีนมาก ๆ ก็คือ KING LEAR ของ Godard คือเรียกว่าไม่เสียชื่อ Godard จริง ๆ เพราะ KING LEAR เวอร์ชั่นนี้มัน “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป” มาก ๆ 55555

 

7. EDWARD II ของ Derek Jarman ก็อาจจะเข้าข่ายหนังกลุ่มนี้ด้วย แต่มันอาจจะไม่ได้ radical adaptation มากเท่ากับ VINYL ของ Warhol และ KING LEAR ของ Godard เพราะเรารู้สึกว่า EDWARD II มันยัง “เล่าเรื่อง” อยู่ มันยังคงมีเนื้อเรื่อง และตัวเนื้อเรื่องนี้อาจจะไม่ได้แตกต่างจากตัวต้นฉบับของ Christopher Marlowe มากนัก แต่ว่า EDWARD II มันใช้ฉากที่ minimal มาก ๆ คล้าย ๆ กับ “ฝันเรียม” และมันสร้างโลกที่ timeless มีทั้งสิ่งของโบราณและสิ่งของยุคปัจจุบันผสมอยู่รวมกัน

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทประพันธ์ต้นฉบับของ Christopher Marlowe นะ แต่เราก็ประทับใจกับความ minimal ทางฉากของ EDWARD II มาก ๆ น่ะ ซึ่งมันจะแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนังแบบ BRAVEHEART (1995, Mel Gibson) ที่เล่าเรื่องของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สองเหมือนกัน แต่หนังพยายามสร้างฉากทุกอย่างให้ดูสมจริง

 

จริง ๆ แล้วหนังแบบ EDWARD II ที่สร้างฉากย้อนยุคแบบ minimal สุดขีดนี้ ก็อาจจะจัดให้เข้าพวกได้กับหนังอย่าง PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer, France) และ LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson, France) นะ เพราะหนังสองเรื่องนี้ก็โคตร minimal เช่นกัน แต่หนังสองเรื่องนี้สร้างจากตำนานโบราณ และเน้นเล่าเรื่องตามตำนานโบราณ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) เราก็เลยไม่ได้นำมันมารวมไว้ในลิสท์หนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรม

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราประทับใจการดัดแปลงวรรณกรรมของมันมาก ๆ ก็คือ AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany) ที่ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia) เพราะว่า AFTERNOON เหมือนตัดทิ้งอารมณ์รุนแรง อารมณ์ melodrama ในตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมออกไปจนหมด เหลือเพียงแค่ “กลุ่มตัวละครมาพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศอย่างชิล ๆ สบาย ๆ”

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทละคร “นางนวล” ของเชคอฟนะ แต่เราเคยดูหนังเรื่อง “นางนวล” (1987, M.L. Pundhevanop Dhewakul) และ LA PETITE LILI (2003, Claude Miller, France) ที่ดัดแปลงจากเชคอฟมาแล้ว เราก็เลยทึ่งมาก ๆ กับ AFTERNOON ที่มันเหมือนลดทอนอารมณ์รุนแรงออกไปจนหมด เหลือเพียงตัวละครคุยกันอย่างชิล ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง คือกราบตีน Angela Schanelec มาก ๆ

 

9. หนึ่งในภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีดในกลุ่มนี้ ก็คือ 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

เราไม่เคยอ่านหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” นะ แต่เรารักหนังเรื่อง 30 อย่างรุนแรงมาก หนังเรื่องนี้ประกอบไปด้วยเสียง voiceover เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ แบบไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน แต่เหมือนเป็นเรื่องราวชีวิตของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง และมีเนื้อเรื่องบางส่วนเกิดขึ้นในนครชิคาโกของสหรัฐ และในเมืองหยางโจวของจีนด้วย

 

ในส่วนของ “ภาพ” นั้น หนังเรื่องนี้ให้ผู้ชมเห็นแต่เพียง “จุด” ต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา จนกระทั่งมันกลายเป็นสี่เหลี่ยม และคืนร่างเป็นจุดอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง

 

แต่ปรากฏว่า แค่เราได้ดูเพียงแค่ “จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา” ในหนังเรื่องนี้ เราก็แทบร้องไห้แล้ว เหมือนคุณ Tossapol เขาออกแบบการเคลื่อนที่ของจุดต่าง ๆ บนจอภาพยนตร์ ให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องในเสียง voiceover แต่มันเป็นการสอดคล้องกันในแบบที่เราไม่รู้ตัว กว่าเราจะรู้ตัวว่ามันทำปฏิกิริยากันอย่างรุนแรงในใจเรา มันก็บีบคั้นใจเราจนแทบร้องไห้แล้วในช่วงท้ายเรื่อง กราบตีนมาก ๆ

 

อีกสิ่งที่ minimal มาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือเครดิตช่วงท้ายเรื่อง ที่ขึ้นชื่อนักแสดงมาสองกลุ่ม กลุ่มแรกมี 4 คน ส่วนกลุ่มที่สองมี 10 กว่าคน

 

คือเราเห็นรายชื่อนักแสดงแล้วก็งงมาก เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นเพียงแค่ จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมาบนจอภาพยนตร์ เราก็เลยเดาว่า รายชื่อ 4 คนแรก น่าจะเป็น “ผู้พากย์” หรือ “เจ้าของเสียง voiceover”

 

ส่วนรายชื่อนักแสดง 10 กว่าคนในกลุ่มที่สอง เราเดาว่า นักแสดงเหล่านี้น่าจะเป็น “เพื่อนในชีวิตจริง” ของผู้กำกับ และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่อง 30 นี้ และบางทีจุดต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นเหมือนตัวแทนของพวกเขา แต่อะไรพวกนี้คือเราเดาเอาเองหมดเลยนะ

 

เพราะฉะนั้น 30 ก็เลยถือเป็นหนึ่งในหนังที่ minimal ที่สุดที่เราเคยดูมาในชีวิตนี้ แต่มันส่งผลสะท้านสะเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ และน่าจะถือเป็นการสร้างหนังโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ แต่ตัวหนังกลายเป็นอะไรที่แตกต่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมอย่างสุดขั้วมาก ๆ

+++

 

ช่วงนี้เราหยิบเทปม้วนนี้กลับมาฟังอีก UNTIL THE END OF THE WORLD SOUNDTRACK (1991)

 

เทปลิขสิทธิ์นี้ผลิตโดยค่ายวอร์เนอร์ และน่าจะออกวางแผงในไทยตั้งแต่ปี 1991 แต่ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราซื้อเทปม้วนนี้ในปี 1996 เพราะว่าในปีนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders) ที่คุณสนธยา ทรัพย์เย็น แห่ง Filmvirus นำมาจัดฉายที่ดวงกมล ซีคอนสแควร์

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง และก็ชอบเพลง SUMMER KISSES, WINTER TEARS ของ Julee Cruise ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราก็เลยตัดสินใจซื้อเทปเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ปรากฏว่า เวลาผ่านมานาน 30 ปีแล้ว เทปม้วนนี้ก็ยังคงฟังได้ดีอยู่ เราดีใจมาก ๆ แต่เสียดายที่ปกเทปนี้ไม่มีเนื้อเพลง อย่างไรก็ดี ปกเทปม้วนนี้ดีที่มีภาพประกอบสวย ๆ

 

ลำดับความชอบของเราที่มีต่อเพลงในอัลบัมชุดนี้ (ไม่นับเพลงบรรเลงในอัลบัม)

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. SUMMER KISSES, WINTER TEARS – Julee Cruise

 

2. CALLING ALL ANGELS – Jane Siberry with k.d. lang

 

3. DAYS – Elvis Costello

 

4. (I’LL LOVE YOU) TILL THE END OF THE WORLD – Nick Cave and the Bad Seeds

 

5. SAX AND VIOLINS – Talking Heads

 

6. THE ADVERSARY – Crime & The City Solution

เราเพิ่งรู้จักวงนี้ก็เมื่อเราได้ซื้ออัลบัมชุดนี้นี่แหละ

 

7. FRETLESS – R.E.M.

 

8. DEATH’S DOOR – Depeche Mode

 

9. IT TAKES TIME – Patti Smith & Fred Smith

 

10. MOVE WITH ME (DUB) – Neneh Cherry

Neneh Cherry นี่เป็นนักร้องคนโปรดของเรา แต่เพลงนี้สู้เพลงอื่น ๆ ในอัลบัมไม่ค่อยได้

 

11. LAST NIGHT SLEEP -- Can

 

12. SLEEPING IN THE DEVIL’S BED – Daniel Lanois

 

13. WHAT’S GOOD – Lou Reed

 

14. HUMANS FROM EARTH – T-Bone Burnett

 

15. UNTIL THE END OF THE WORLD – U2

 

U2 นี่ถือเป็นวงโปรดของเราวงนึงนะ แต่ไป ๆ มา ๆ เราดันรู้สึกเฉย ๆ กับเพลงนี้ ซึ่งแตกต่างจากเพลง FARAWAY, SO CLOSE! (1993) ที่เราชอบสุดขีด

+++

 

ลองถาม AI ว่า สินค้าจีนมียี่ห้ออะไรบ้าง เผื่อเราจะได้ไม่ไปอุดหนุนมันอีก