ARTWORKS SEEN
DEVOUR (2026, Parinot Kunakornwong)
TWO MEN IN THE AFTERNOON MEETING (2026, Parinot
Kunakornwong)
ชอบภาพนี้มาก ๆ
THE AGENTS (2026, Parinot Kunakornwong)
SNAKE LEGS (2025, Parinot Kunakornwong)
TALK TO THE HAND (2025, Parinot Kunakornwong)
ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่
100 Tonson Foundation
+++
THE SHOP ON MAIN STREET น่าดูสุดขีด
แต่เราชอบจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ THE SHOP AROUND THE CORNER (1940,
Ernst Lubitsch)
++++
อยากให้มีคนจัดงาน Russ Meyer
Retrospective ในไทย (เคยมีการจัดงาน Derek Jarman
Retrospective ในกรุงเทพไปแล้วในปี 2008 แต่จะจัดอีกรอบก็ได้นะ
555)
+++
DOUBLE BILL FILM WISH LIST
FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก (2022,
Ongart Hanchanawong, documentary, 70min, A+30)
+ SPAIN IN A DAY (2016, Isabel Coixet, documentary, 81min,
A+25)
1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “ภาพยนตร์คนยาก” ในงาน Wildtype
Middleclass ในวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง SPAIN
IN A DAY และก็คิดว่าหนังสองเรื่องนี้มีทั้งจุดที่เหมือนกันและจุดที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
จุดที่เหมือนกันก็คือว่า
หนังทั้งสองเรื่องนี้ประกอบด้วยฟุตเตจที่ถ่ายโดยคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปหลาย ๆ
คนมารวมกัน มันก็เลยเป็นหนังที่สะท้อนภาพชีวิตจริงอันหลากหลายของคนธรรมดาทั่ว ๆ
ไปที่ไม่ได้เป็น filmmaker มืออาชีพ
หนังทั้งเรื่องเลยเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อกัน
เป็น fragments เศษเสี้ยวเล็ก ๆ จากชีวิตของคนมากมาย
เพราะฉะนั้นเส้นอารมณ์ในหนังเลยไม่ได้สร้าง “ความเพลิดเพลิน” แบบหนังทั่ว ๆ ไป
เพราะเส้นอารมณ์ในหนังมันจะขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ ไม่ราบเรียบมาก ๆ
แต่ความตะปุ่มตะป่ำทางอารมณ์นี้มันมาพร้อมกับ concept ของหนังอยู่แล้ว
และเราก็ชอบ concept ของหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก
ๆ เหมือนเป็นหนังที่เราชอบตัว concept มากกว่าตัวผลลัพธ์ที่ออกมาทั้งสองเรื่อง
คือตัวหนังที่ออกมาเราก็ชอบมากนะ แต่เราประทับใจกับ concept ของหนังมากกว่า
2.
ส่วนสิ่งที่ตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้
ก็คือสถานะทางสังคมของผู้ถือกล้องในหนังทั้งสองเรื่องนี้ โดย “ภาพยนตร์คนยาก” นั้นเราเข้าใจว่า
ถ่ายโดยคนไร้บ้านหลายคนในจังหวัดขอนแก่น
เพราะฉะนั้นตัวหนังก็เลยช่วยพาให้ผู้ชมได้ไปสัมผัสกับเศษเสี้ยวต่าง ๆ
ในชีวิตของคนไร้บ้าน โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของหนังที่เป็นช่วงกลางคืน
ที่หนังแทบไม่ได้ให้เราเห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่เราได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ถือกล้องผ่านทางบทสนทนาต่าง
ๆ ที่ถูกบันทึกไว้
แต่ช่วงครึ่งหลังของ “ภาพยนตร์คนยาก”
นั้นวิเศษมาก ๆ เพราะในช่วงครึ่งหลังเราได้เห็นการยังชีพหาอาหารด้วยการขุดปู ได้เห็นภาพชีวิตของคนเหล่านี้อย่างชัด
ๆ ซึ่งถือเป็นฟุตเตจที่งดงามมาก ๆ
3.
ในส่วนของ SPAIN IN A DAY นั้น
เราเข้าใจว่าผู้ถือกล้องส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางชาวสเปน ซึ่งมีความพรั่งพร้อมต่าง ๆ
มากมายในชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น เพราะฉะนั้นเราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe
กับ “ความสุขของชนชั้นกลาง” ในหนังเรื่องนี้มากพอสมควร 55555
คือถ้าหากเป็นหนัง fiction หรือหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป ตัวละครหรือ subject ในหนังเหล่านี้มักจะต้องเผชิญกับ
“ความทุกข์ที่สำคัญ” บางอย่างน่ะ มันถึงจะเกิดเป็น “เนื้อเรื่อง” และ conflict
หลักขึ้นมา ตัวละครในหนัง fiction มักจะต้องเผชิญกับความทุกข์และฝ่าฟันอุปสรรค
ส่วน subject ในหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป
ก็มักจะเผชิญกับปัญหาทุกข์ร้อนบางอย่าง
มันก็เลยมีการสร้างหนังสารคดีเพื่อถ่ายทอดปัญหาสังคมดังกล่าว
แต่พอ SPAIN IN A DAY ให้คนทั่ว
ๆ ไปถ่ายชีวิตของตนเอง
คนเหล่านั้นก็เลยเหมือนนำเสนอความสุขรื่นรมย์ในชีวิตครอบครัวของตัวเอง
อะไรทำนองนี้ เราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe มาก ๆ แต่นี่แหละ
ความจริงของชีวิตชนชั้นกลางในประเทศโลกที่หนึ่ง 55555
4. เราก็เลยรู้สึกว่า FILM OF HOMELESS กับ SPAIN IN A DAY มันอาจจะเหมาะฉายควบกัน
เพราะมันมีทั้งความเหมือนกันและความตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้
FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก
มีให้ดูในยูทูบนะ
ส่วน SPAIN IN A DAY นั้น
ใน imdb บอกว่ามีผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นจำนวนทั้งหมดราว
51 คน แต่เราเข้าใจว่าเจ้าของโครงการคือ Isabel Coixet
ดู FILM OF HOMELESS ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=kfbhdNPfPwg&t=1642s
++++
เมื่อวานไปดูงาน video installation ที่ Art Centre, Silpakorn University มันมีจองานวิดีโออันนึงที่นำเสนอภาพสถานที่ต่าง
ๆ แล้วเปลี่ยนภาพสถานที่ไปเรื่อย ๆ เราดูไปราว 30 วินาทีก็เริ่มเอะใจ
เลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าที่แท้มันเป็นภาพ screen saver ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ 5 วินาทีอะไรทำนองนี้ 555555
เจ้าหน้าที่เขาก็เลยแก้ไขให้เรา
+++
ช่วงนี้เราหยิบ cassette tape เก่า ๆ มาฟัง ซึ่งรวมถึงอัลบัม VISION: THE MUSIC OF HILDEGARD VON
BINGEN (1994) ที่ทางค่าย EMI เคยผลิตเป็นเทปลิขสิทธิ์ออกขายในไทยในทศวรรษ 1990 ซึ่งจริง ๆ
แล้วเราไม่ได้เป็นแฟนเพลงแนวศาสนา แต่พอวง Enigma
ประยุกต์เอาเพลงแนวนี้มาใช้ในดนตรีเต้นรำของตัวเอง
เราก็เลยสนใจฟังเพลงที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้วง Enigma
ปกเทป HILDEGARD VON BINGEN ม้วนนี้เล่าถึงงานศิลปะชิ้นสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ด้วย
ซึ่งตอนที่เราซื้อเทปม้วนนี้มาในช่วงราวปี 1994 นั้น
ยุคนั้นมันยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นพอปกเทปม้วนนี้เขียนเล่าถึงงานศิลปะ
แต่ไม่ได้ลงภาพประกอบเอาไว้ เราก็เลยนึกภาพตามไม่ออก เพราะมันยังไม่มี google
ให้ค้นในยุคนั้น
แต่พอเราหยิบเทปม้วนนี้มาฟังอีกรอบในปี 2026
แล้วได้อ่านปกเทปนี้อีกครั้ง เราก็เลยได้โอกาส google หาภาพตาม
เพราะปกเทปม้วนนี้เล่าถึง
1. the church of St. Denis ซึ่งเป็นต้นกำเนิด Gothic style
2. the Cloisters Cross ของ Hugo of Bury
St. Edmunds
3. ภาพประกอบคัมภีร์ไบเบิลของ Hugo of
Bury St. Edmunds
4. altar in Klosterneuberg near Vienna
เดี๋ยววันหลังถ้าหากเราว่าง ๆ เราอาจจะทยอยลงภาพ
cassette tape ที่เรามีไปเรื่อย ๆ
+++
DIALOGUES FROM ARK TO ISE, AND FROM ISE TO ARK
ตัวงานจริง ๆ เราไม่รู้ว่ายาวกี่นาทีนะ
อันนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวนิดเดียวของงานนี้
ดูนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art
Centre, Silpakorn University
CARRIER (FISH) (2017, Kawita Vatanajyankur, video
installation, approximately 3mins)
ดูในนิทรรศการ TRACING ที่
Nova
THE MACHINE GHOST IN THE HUMAN SHELL (2024, Kawita
Vatanajyankur, video installation, approximately 20mins)
ชอบงานชิ้นนี้มาก ๆ
ตัวศิลปินใช้ชอล์กวาดเส้นรอบวงที่ต่อเนื่องซ้อนกันไปเรื่อย ๆ หลาย ๆ ชั้น
ตั้งแต่ชั้นแรกหรือชั้นในสุด จนถึงชั้นที่สิบกว่า ๆ
ขณะที่เธอเหมือนถูกช็อตไฟฟ้าไปด้วยเป็นระยะ ๆ
และพอเธอพยายามวาดเส้นรอบวงที่อยู่ไกลตัวออกไปเรื่อย ๆ ร่างของเธอก็ค่อย ๆ
ลบทับเส้นรอบวงที่อยู่ด้านในไปด้วยโดยปริยาย
ตัววิดีโอมีเสียงบรรยายภาษาไทย พูดถึงอะไรแนว ๆ
ปรัชญาพิสดาร ผี เครื่องจักร มนุษย์ อะไรต่าง ๆ
แต่จริง ๆ
แล้วช่วงที่เราไปดูนิทรรศการก็มีผู้ชมชาวต่างชาติมานั่งดูวิดีโอนี้พร้อมกับเราเป็นจำนวนหลายคนนะ
เสียดายที่พวกเขาอาจไม่เข้าใจตัว voiceover ในวิดีโอนี้
เพราะมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ แต่จริง ๆ แล้วถึงเราฟังภาษาไทยออก
เราก็ไม่ได้เข้าใจมันเช่นกัน 555
แต่การฟังออกก็ช่วยให้เราดูวิดีโอนี้ด้วยความเพลิดเพลินได้มากยิ่งขึ้น
เห็นเส้นรอบวงในงานนี้แล้วนึกถึงเส้นรอบวงปีของต้นไม้
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ตัวงานนี้ตั้งใจสื่อถึงหรือเปล่า
ดูในนิทรรศการ TRACING ที่
Nova