Friday, April 17, 2026

TOSSAPHON RIANTONG

 

SOME OF MY OLD WRITINGS ABOUT TOSSAPHON RIANTONG

 

เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026, Tossaphon Riantong, 19min) ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับภาพยนตร์สั้นที่คุณทศพร เหรียญทองเคยกำกับมาไว้ในที่นี้นะ โดยข้อมูลส่วนแรกจะเป็นชื่อเรื่องสั้นกับเรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น และข้อมูลส่วนที่สองจะเป็นสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในอดีตเกี่ยวกับผลงานของคุณทศพร

 

ข้อมูลพวกนี้ถือเป็นเพียง partial filmography เท่านั้นนะ เพราะเราไม่ได้มีข้อมูลหนังสั้น ”ทุกเรื่อง” ของคุณทศพร และเราแทบไม่ได้ติดตามดูซีรีส์ใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมาเลยจ้ะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์มาลงไว้ในที่นี้

 

ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Tossaphon Riantong ได้ในช่องยูทูบของเขานะ อย่างเช่น “น้าโอมอยากมีผัว”, “หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม”, “หยอย”, MEOW MEOW

 

SOME INFORMATION ABOUT SOME SHORT FILMS MADE BY TOSSAPHON RIANTONG

 

 

1.REMEMBER จำ (2008, 28min)

Synopsis: ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อม ชายอีกคนผู้เป็นต้นเหตุจึงต้องรับชายคนนี้มาพักรักษาที่บ้าน

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่ 13 ก.ย. 2008

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลดีเด่นประจำปีในสาขา “ช้างเผือกพิเศษ” ในเทศกาลหนังสั้น

 

2. DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min)

Synopsis: แมง เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครคบ ยกเว้นพริม เด็กสาวคบเขาเพราะเหตุผลบางประการ เมื่อพริมจากเขาไป เพียวเด็กสาวอีกคนก็มาแทนที่ ... แต่ในใจของแมงยังมีแต่พริม

 

เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะวันฉายมันชนกับงาน LAV DIAZ RETROSPECTIVE ในปี 2009

 

3. MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min)

Synopsis: คำว่า เพื่อน มีจริงหรือไม่

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 23 ก.ค. 2009

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลประกาศนียบัตรชมเชยในสาขาช้างเผือกพิเศษในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 13

 

4. WHEN FON LEFT CHUANG เมื่อฝนทิ้งช่วง (2009, Thossaporn Riantong, Thailand, 27min)

Synopsis: เมื่อฝนทิ้งช่วงไป ทำให้ช่วงเศร้าอย่างมาก...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 25 ก.ค. 2009

 

5.GIVE ME YOUR HEART (2011, Tosaporn Riantong, 5min)
Synopsis: เกตบอกให้นัตตี้ควักหัวใจตัวเองออกมาให้เธอ

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2011

 

6. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว (2011, Tossaphon Riantong, 27min)

Synopsis: น้าสาวไร้ผัวต้องมาทนปกครองหลานชาย

 

หนังเรื่องนี้ผ่านเข้ารอบสองในสาขาช้างเผือกในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 15

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังสั้นไทยที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

7. MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, queer film, documentary, 13.51min, A+30)

Synopsis: เมื่อถึงวันเกิดของนุ่น นัตตี้แต่งเพลงให้เธอ

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ในสาขาสารคดี (หรือดุ๊ก) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 โดยกรรมการปีนั้นคือ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา และ บรรพต วุฑฒิปรีชา (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดี เรื่อง ลุมพินี)

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 12 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2012

 

8.THIS FILM IS INSPIRED BY ANN TONGPRASOM หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม (2012, Tossaphon Riantong, 29.45min, A+15)

Synopsis: บูมอยากเป็นดาราและเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในการเข้าชิงรางวัลช้างเผือก ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16

 

9. YOY หยอย (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

Synopsis: ฉันไม่ได้ชื่อหยอย ตอนอยู่ปีหนึ่งช่วงห้องเชียร์ รุ่นพี่เปลี่ยนชื่อฉันเป็นหยอย

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสาย Digital Forum ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 17 และได้รับรางวัล “วิจิตรมาตรา” ในปีนั้น

 

10. RAPIST’S NIGHTMARE (2014, Tossaphon Riantong, 12.15min, A+30)

Synopsis: พี่กดไหล่มันไว้ ไม่ให้มันตื่น...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 10 ก.ค. 2014 เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะว่าเรามักจะชอบหนังทดลอง แต่ปกติแล้วคุณทศพรทำหนัง narrative ไม่ได้ทำหนังทดลอง เพราะฉะนั้นหนังบางเรื่องของคุณทศพรก็เลยไม่ตรงทางของเราซะทีเดียว แต่ RAPIST’S NIGHTMARE นี่ถือเป็นหนังทดลองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา

 

11. THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary, 23min, A+30)

Synopsis: บ้านนี้มีความรัก

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสายหนังสารคดีในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 19

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด

 

12. MEOW MEOW (2015, Tossaphon Riantong, animation, 2.30min, A+25)

Synopsis: แมวเกาหลีชื่อคิตตี้ พาร์ค ร้องเพลง

+++++

 

สรุปว่าเราได้ดูผลงานการกำกับภาพยนตร์ของคุณทศพร เหรียญทองไปเพียงแค่ 11 เรื่องเท่านั้นค่ะ โดยหนัง 5 เรื่องที่เราชอบมากที่สุดของคุณทศพรก็คือ

(เรียงตามลำดับความชอบ)

 

1. MY NOON เพลงวันเกิด

2. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว

3. THE HOUSE OF LOVE

4. RAPIST’S NIGHTMARE

5. REMEMBER จำ

++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนไว้ใน blog ตอนปี 2009 ช่วงที่คะแนนเต็มของเราเป็น A+ ไม่ใช่ A+30 เหมือนในปัจจุบัน

 

POLL 65: LESBIAN

My poll 65 is inspired by five Thai short films I saw this year – MAHJONG, MISS YOU SO MUCH, SHE AND HER, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG  (เมื่อฝนทิ้งช่วง). These five films deal with lesbianism. MAHJONG and SHE AND HER are very interesting, because these two films present lesbianism in a very positive way. These two films are against discrimination and ask for society's acceptance of lesbianism.

MISS YOU SO MUCH, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG are darker. These three films focus on the psychological aspects of their characters. I like the narrative structure of MISS YOU SO MUCH very much. THE SPECIAL LOVE is made by a female high-school student. The film shows that this young filmmaker is ambitious and has a high potential to be a great director in the future. WHEN FON LEFT CHUANG is like a psychological thriller. It is made by Tossaporn Riantong. I like Tossaporn's films very much, but I usually give "A+/A" to his films, not "A+". I love the emotions and atmosphere in his films, but I think his films are restricted by "genre". His films seem to belong in either horror or thriller genre, and that makes the stories in his films not really interesting. I think if Tossaporn makes a film which focuses only on the atmosphere and emotions, but does not try to make the film fit into the horror/thriller formula, that may be the kind of films that I like.

+++++

WHY I LIKE "FLUSH TANK" (2011, Tossaphon Riantong, A++++++++++)


(ผมขออนุญาตใช้คำว่า "เงี่ยน" ใน comment ข้างล่างนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันสื่อสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจออกมาได้ตรงที่สุด)

โดยหลักๆก็คือผมดูแล้วรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้มากๆน่ะครับ ซึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้ผมรู้สึกดีมากๆกับหนังเรื่องนี้รวมถึง

1.เส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเริ่มจากการที่น้าสาวทึนทึกกับหลานชายทะเลาะกัน และจบลงด้วยการที่หลานชายยอมรับตัวน้าสาวได้ในที่สุด (เขาตัดสินใจที่จะอยู่กับน้าต่อไป) ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลานชายถึงยอมรับตัวน้าสาวได้ในตอนจบ แต่มันก็ทำให้ผมจินตนาการไปว่า บางทีหลานชายอาจจะตระหนักได้ว่า "มนุษย์มันก็แค่นั้นแหละ ต่างก็อยากมีผัวด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์มันก็เต็มไปด้วยข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์แต่ละคนมันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่ละคนมันก็มีปัญหาอึดอัดคับข้องใจของตัวเอง", "อยู่กับน้าสาวนี่แหละดี เราจะได้แอบไปมีเซ็กส์ได้ตามสบาย" หรือ "กูเงี่ยน กูยังได้ระบายออก น้าโอมเงี่ยน แต่น้าโอมอาจจะไม่ได้ระบายออก น้าโอมแม่งน่าสงสารว่ะ" สรุปว่าผมไม่แน่ใจหรอกครับว่าอะไรทำให้หลานชายตัดสินใจอยู่กับน้าต่อไปในตอนจบ แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีที่หนังจบแบบนี้

2.ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมจะนึกถึงหนังสั้นกลุ่มนึง ประเภทที่เล่าเรื่องที่ว่า "ลูกสาวทะเลาะกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพราะพวกเขาเข้มงวดมากเกินไป แล้วลูกสาวก็หนีออกจากบ้านไป แล้วก็ถูกข่มขืน ก็เลยตระหนักได้ว่า โอ้ พ่อแม่เรานี้แสนดีหนักหนา แล้วก็กลับบ้านในที่สุด" ซึ่งผมเกลียดหนังสั้นกลุ่มนี้มากๆเลยครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่เวลาผมดูหนังสั้นกลุ่มนี้แล้วผมจะรู้สึกแย่มากๆ

ในทางตรงกันข้าม ผมรู้สึกเหมือนกับว่า "น้าโอมอยากมีผัว" มันเป็นเหมือนภาคกลับของหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด เพราะถึงแม้เส้นเรื่องมันจะมีบางอย่างคล้ายกัน ซึ่งก็คือ "เริ่มต้นด้วยการที่ผู้ปกครองกับเด็กมีปัญหากัน และจบลงด้วยการเข้าใจกัน หรือการคืนดีกัน" แต่รายละเอียดปลีกย่อยมันทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของหนังกลุ่มที่ผมเกลียด ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ รวมถึง

2.1 ปกติผมจะรำคาญตัวละครผู้ปกครองในหนังประเภทนี้ แต่ผมกลับอินกับตัว "น้าโอม" ในหนังเรื่องนี้ในระดับนึง เพราะเธอเป็นสาวทึนทึก และไม่ใช่สาวทึนทึกในหนัง "พาฝัน" ประเภท 30+ โสด on sale หรือ 30 กำลังแจ๋ว หรือ SEX AND THE CITY ที่มีความสวยเซ็กซี่อยู่ในตัวมากพอสมควร แต่เป็นสาวทึนทึกที่มีลักษณะความเป็นมนุษย์เดินดินอยู่ในตัวสูงมากๆ

2.2 หนังไม่ได้บอกว่าการที่น้าโอมเข้มงวดกับหลานชายเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งผิด หรือสิ่งที่ให้อภัยได้หรือไม่ได้ แต่เหมือนจะให้คนดูตัดสินใจเอาเอง ซึ่งแตกต่างจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด ที่เหมือนจะ "ให้อภัย" กับการกระทำของเหล่าตัวละครพ่อแม่ปู่ย่าตายายในตอนจบ นอกจากนี้ การเข้มงวดของน้าโอม ก็ดูเหมือนจะเป็นการแสดงบทบาทของผู้ปกครองไปอย่างแกนๆ มากกว่าการเข้มงวดอย่างจริงๆจังๆ

2.3 ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น เรื่องเซ็กส์จะถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งผิด วัยรุ่นไม่ควรเข้าใกล้ วัยรุ่นหญิงชายไม่ควรมั่วสุมอยู่ด้วยกัน ตัวละครพ่อแม่ในหนังสั้นกลุ่มนี้จะไม่มีความต้องการทางเพศหลงเหลืออยู่อีกแล้ว หรือสรุปได้ว่า ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นตัวละครที่ไม่มีความเงี่ยน

ตัวละครวัยรุ่น ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายผิด เป็นตัวละครที่มีความเงี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ควร"

แต่ใน "น้าโอมอยากมีผัว" นั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครวัยรุ่น มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครอื่นๆในหนัง ทั้งสาวผมยาวและสาวผมสั้นที่คุยโทรศัพท์ ต่างก็ดูเหมือนจะอยากมีผัว และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ"

2.4 ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หนังก็ไม่ได้บอกว่าน้ากับหลานเข้าใจกันหรือให้อภัยกันแต่อย่างใด แต่มันทำให้ผมจินตนาการไปว่า ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หลานอาจจะสามารถยอมรับน้าได้ในฐานะมนุษย์ขี้เหม็นคนนึง หรือมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องและปัญหาชีวิตมากมายคนนึง ซึ่งแตกต่างไปจาก "ภาพนางสาวไทย" หรือภาพ "เจ้าแม่กวนอิม" ที่ปรากฏอยู่ในฉากแรกๆของหนังเรื่องนี้

ตอนจบแบบนี้มันก็เป็นสิ่งนึงที่แตกต่างไปจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดน่ะครับ เพราะในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น ตอนจบของหนังประเภทนี้ "ผู้ปกครองจะอยู่ในสถานะสูงกว่าเด็ก" แต่ในตอนจบของน้าโอมอยากมีผัวนั้น ผมรู้สึกว่า "ผู้ปกครองอยู่ในสถานะเท่ากับเด็ก เพราะต่างก็เป็นมนุษย์เงี่ยนๆเหมือนกัน" และผู้ปกครองไม่ได้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางกาย, วาจา, ใจ เหมือนกับภาพเจ้าแม่กวนอิมช่วงเปิดเรื่องแต่อย่างใด

3.ผมชอบความ weird หรือความเซอร์เรียลของหนังด้วยครับ หนังมีการใช้ soundtrack เพื่อเพิ่มความเซอร์เรียล และมีการใส่ฉากจุลินทรีย์อะไรเข้ามา ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจความหมายของฉากพิสดารเหล่านี้ แต่ดูแล้วรู้สึกดีกับมันครับ

4.โดยปกติแล้วผมจะชอบหนังที่นำเสนอความเงี่ยนของผู้หญิงน่ะครับ ซึ่งตัวละครน้าโอมกับสาวผมยาวในเรื่องนี้ตอบโจทย์ของผมตรงนี้ได้ดีมากๆ และหนังก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งผิดด้วย

5.ชอบฉากที่น้าโอมพยายามยั่วผู้ชายในออฟฟิศมากๆครับ ผมรู้สึกว่ามันจริงดี น้าโอมเป็นผู้หญิงธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีจริตจะก้าน, มารยาร้อยเล่มเกวียน หรือความสามารถพิเศษในทางด้านนี้แต่อย่างใด เธอทำได้แค่นี้แหละ และเธอแทบจะไม่มีวันสู้เด็กรุ่นใหม่ที่มันซิง มันสดกว่าได้ จุดนี้ของหนังมันทำให้ผมนึกถึงชีวิตจริงของตัวเองด้วยเหมือนกัน

++++

 

ในปี 2011 เราเคยทำลิสท์ภาพยนตร์ไทย 12 เรื่องที่เข้ากับ concept ของ Ray Carney ด้วย ซึ่งหนังเรื่อง “น้าโอมอยากมีผัว” ก็เป็นหนึ่งในหนังไทย 12 เรื่องนั้น โดยตอนนั้นเราเขียนว่า

 

24. Ray Carney said that Mike Leigh and John Cassavetes " show us how extraordinary the most ordinary life can be. They show us that it’s not the complexity of events that makes for interest but the complexity of a character’s feelings.

The turning points in life usually occur in the simplest settings and situations. Not racing somewhere in a car, but sitting in a room and suddenly realizing something. Not yelling and screaming, but reading a magazine and feeling bored or discouraged. If you feel your character has to have something extraordinary happen to her to make her interesting, ask yourself why ordinary life does not matter enough to hold your interest."

Discuss how Ray Carney's quote above may or may not be applied to the following films, and why?:

24.1 DINNER (2005, Sivaroj Kongsakul)

24.2 FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) (2011, Tossaphon Riantong)

24.3 HAPPINESS (สุขขี) (2011, Chadchon Nonthichan)

24.4 LET'S EAT (2011, Wasunan Hutawach)

24.5 ON THE ROAD (2010, Thepmanee Kittitawornkul)

24.6 THE OTHER WORLD (2007, Chutchon Ajanakitti)

24.7 OUR LAST NIGHT TOGETHER (ค่ำคืนสุดท้าย) (2010, Wachara Kanha, 48 min)

24.8 SHE IS READING NEWSPAPER (2005, Tossapol Boonsinsukh)

24.9 STUDENT (2005, James Prutwarasin)

24.10 TO (2010, Uruphong Raksasad, 16 min)

24.11 A WEEK'S VACATION (1980, Bertrand Tavernier, France)

24.12 A YEAR HENCE (2011, Rachakorn Potito)

24.13 YESTERDAY (2008, Sompot Chidgasornpongse)

++++

MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, Thailand, documentary, 14min)

 

หนังสารคดีที่นำเสนอความรักระหว่างนิสิตสาวสองคนออกมาได้อย่างงดงามและชื่นมื่นเบิกบานมาก ๆ

 

เราเดาว่าความดีงามอย่างหนึ่งของหนังสารคดีเรื่องนี้น่าจะเกิดจากการที่ผู้กำกับเป็นเพื่อนของ subjects ของหนังมั้ง หนังมันเลยนำเสนอตัว subjects ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองมาก ๆ

 

ไม่รู้มันมีศัพท์เฉพาะเรียกหนังสารคดีกลุ่มนี้หรือเปล่า นั่นก็คือหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องส่วนตัวของผู้กำกับ, เรื่องในครอบครัวของผู้กำกับ หรือคนใกล้ชิดกับผู้กำกับ เราว่าหนังสารคดีกลุ่มนี้มันเป็นญาติสนิทกับหนังกลุ่ม home movies/home videos และมันมีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมันเอง นั่นก็คือการพาเราเข้าไปชิดใกล้กับตัว subjects ได้อย่างมาก ๆ หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects ออกมาได้อย่างดีมาก ๆ ไม่รู้ว่าเราจะเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าเป็น personal documentaries หรือ intimate documentaries ได้หรือเปล่า และเราคิดว่าหนังกลุ่มนี้มีข้อดีแตกต่างไปจากหนังสารคดีอย่างเป็นทางการทั่ว ๆ ไป ที่อาจจะเน้น “สะท้อนโครงสร้างปัญหาสังคม” ได้ดีมาก แต่อาจจะไม่ได้ลงลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects อย่างเช่น หนังสารคดีของ Raymond Depardon, Frederick Wiseman และ Michael Moore

 ++++

YOY (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

หยอย (ทศพร เหรียญทอง)

 

หนังเรื่อง “หยอย” ทำให้นึกถึงประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้

 

1.ไปๆมาๆแล้ว สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนหรือการกำหนดตัวตน) แต่เป็นอะไรเดิมๆที่เรามักชอบในหนังเรื่องอื่นๆ นั่นก็คือการที่เราสามารถ identify ตัวเองเข้ากับความปรารถนาทางเพศของนางเอก ฮ่าๆๆ คือหนังเรื่องนี้สร้าง character พระเอกออกมาได้ตรงสเปคเรามากพอสมควร ทั้งหน้าตาและบุคลิก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือนางเอกหนังเรื่องนี้เธอเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายที่พยายามเสยตัวเองเข้าหาพระเอกตลอดเวลา นางเอกหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็น object of desire แต่เธอเป็น subject ในขณะที่พระเอกตกเป็น object of desire ของทั้งนางเอกและคนดูอย่างเต็มๆ (จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่านางเอกคิดอะไรยังไงกับพระเอกมากน้อยแค่ไหน เพราะนางเอกก็ชอบรุ่นพี่ด้วย เราก็เลยไม่แน่ใจว่านางเอกเธอต้องการเป็นเพื่อนของพระเอก, หรือต้องการเป็นแฟน, เธอรักพระเอก หรือว่าเธอแค่ want want แต่ไม่จริงจังอะไรมากนัก)

 

อย่างไรก็ดี การที่เราได้เห็นนางเอกหนังเรื่องนี้พยายามหาช่องทางตีสนิทกับพระเอกต่างๆนานา มันจึงเหมือนเป็นการปลดปล่อยความต้องการทางเพศของเราไปโดยปริยาย ฮ่าๆๆ คือเราคงไม่สามารถทำแบบนางเอกได้ในชีวิตจริง แต่นางเอกหนังเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่แทนเรา เธอทำกับพระเอกในสิ่งที่เราอยากจะทำกับพระเอก และการที่เราได้เจอตัวละครที่คิด, พูด, ทำแทนเราแบบนี้ มันก็ทำให้เรามีความสุขมากๆ

 

พฤติกรรมอย่างนึงของนางเอกที่ทำให้เรานึกถึงตัวเองมากๆ คือการที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพระเอกน่ะ เธอเปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้าของตัวเองใหม่ และพยายามอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกับที่พระเอกอ่าน เธอพยายามเปลี่ยน “ตัวตน” ของเธอ แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดเธอจะฝืนทำมันได้ไม่สำเร็จ

 

ความพยายามจะเปลี่ยนตัวเองของนางเอกทำให้เรานึกได้ว่า เราเองก็เคยทำอะไรคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกัน เพราะผู้ชายที่เราแอบหลงรักเขาชอบโพสท์ข่าวการเมืองบน wall ของเขา เราก็เลยพยายามตามอ่านข่าวการเมืองที่เขาโพสท์ แต่นานๆเข้าเราก็ค่อยๆอ่อนล้าและหมดแรงในการฝืนตัวเองให้อ่านสิ่งที่เราไม่ได้สนใจจริงๆ และในที่สุดเราก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา

 

การที่นางเอกกับพระเอกไม่ได้ลงเอยกันในตอนท้ายของเรื่อง มันก็เป็นจุดที่เราทั้งชอบและไม่ชอบ เราชอบที่ว่ามันดูสมจริงดี และมันก็ถูกต้องแล้วล่ะที่ลงเอยเหมือนชีวิตจริงแบบนี้ ชีวิตจริงที่เรามักไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอไป แต่ในอีกแง่นึง เราก็ยอมรับว่าความสมจริงมันต้องแลกด้วย “ความพาฝัน” อยู่เหมือนกัน เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้พาฝันเราไปจนสุดทาง เราจะชอบมันมากขึ้นหรือน้อยลง (ตัวอย่างหนังที่พาฝันเราไปสุดทางแล้วเราชอบมากๆ คือเรื่อง “ความรู้สึกที่หายไป” (LOST IN EMOTION) (2008, โสรญา ดวงเทพ, 16min, A+30) ที่เป็นเรื่องของสาวออฟฟิศที่อยากได้ยามรักษาความปลอดภัยหนุ่มหล่อ แล้วก็ได้ในตอนจบ ถ้าจำไม่ผิด)

 

ถึงแม้เราจะ identify ตัวเองกับความ want ของนางเอก แต่เราก็ไม่ได้ identify ตัวเองกับพฤติกรรมอื่นๆของนางเอก และไม่ได้ identify ตัวเองกับหน้าตาของนางเอกด้วย ฮ่าๆๆ คือถ้าหากนางเอกหนังเรื่องนี้เป็นสาวอ้วนดำแบบนางเอกหนังเรื่อง “สวัสดีมานพ” (2013, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก + วันดี ตะบูนพงศ์, A+30) ที่ want ผู้ชายมากๆเหมือนกัน เราก็อาจจะ identify ตัวเองกับนางเอกและความ want ของนางเอกได้มากยิ่งขึ้น คือนางเอกของ “หยอย” มันยังมีความเป็นพิมพ์นิยมของชนชั้นกลางอยู่สูงน่ะ และนิสิตหญิงจุฬาส่วนใหญ่ก็คง identify ตัวเองกับนางเอกคนนี้ได้สบายๆ แต่ไม่ใช่เรา (ในแง่ของหน้าตาและบุคลิก)

 

2.อย่างไรก็ดี เราก็ชอบนางเอกหนังเรื่องนี้ในแง่ที่ว่า เธอดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญนะ มันเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในนางเอกหนังเรื่อง CLUELESS (1995, Amy Heckerling) และ LEGALLY BLONDE (2001, Robert Luketic)  คือผู้หญิงคิกขุหลายคน มันดูน่ารำคาญมากๆในชีวิตจริง แต่นางเอกของหยอย, CLUELESS และ LEGALLY BLONDE มันดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญ

 

3.เรา identify ตัวเองไม่ได้กับพฤติกรรมบางอย่างของนางเอก แต่นั่นคืออีกจุดที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ คือนางเอกหนังเรื่องนี้มันมีด้านมืด หรือมีความเป็นนางอิจฉาอยู่ในตัว คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เปลี่ยนโฟกัสไปที่ตัวละครรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่เป็นเกย์ปุ๊บ สถานะของตัวละครเชอรี่ในเรื่องนี้จะกลายเป็นนางอิจฉาในทันที

 

พฤติกรรมของนางเอกที่เรารับไม่ได้ คือเรื่องที่เธอแอบถ่ายรูปในห้องน้ำน่ะ เราว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นมากๆ อย่างไรก็ดี การที่นางเอกทำแบบนี้มันก็ทำให้ตัวละครนางเอกดูกลมมากขึ้น และดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เธอไม่ใช่ตัวละครสาวใสซื่อใจบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เธอกลายเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีศักยภาพในการทำความเลวซ่อนอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ใดจะกระตุ้นให้เธอปลดปล่อยความเลวออกมา

 

แต่นางเอกก็มีจุดที่ดีมากๆอยู่ในตัวเหมือนกัน จุดที่เราชอบมากคือตอนที่เธอพูดกับเพื่อนในทำนองที่ว่า เราไม่ควรไปก้าวก่ายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนตัวสูงกับอาจารย์ชาย เราเห็นด้วยกับนางเอกมากๆในจุดนั้น และไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสนิทของนางเอกที่พยายามจะเข้าไปก้าวก่ายความรักระหว่างศิษย์-อาจารย์ของเพื่อนตัวเอง

 

4.ฉากที่ติดตาติดใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือฉากที่ล้อตำนานซินเดอเรลล่า ด้วยการให้นางเอกวิ่งลงบันไดมา แล้วทิ้งรองเท้าไว้ข้างนึง เราว่ามันล้อตำนานนี้ได้น่าสนใจมาก เพราะในฉากนี้ เชอรี่ทำพฤติกรรมแบบนางอิจฉา ไม่ใช่นางเอก การวิ่งลงบันไดของเธอเหมือนกับการดิ่งลงสู่นรกในจิตใจเธอเอง และรองเท้าที่เธอทิ้งไว้ไม่ได้ทำให้เธอได้พบกับเจ้าชายในฝัน แต่มันเป็นหลักฐานมัดตัวเธอในฐานะผู้กระทำผิด

 

5.ประเด็นหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือโครงสร้างของสังคมที่เอื้อให้มีการกดขี่กันเป็นทอดๆ ซึ่งในที่นี้คือระบบที่รุ่นพี่มีสิทธิในการตั้งชื่อใหม่ให้รุ่นน้อง

 

ในตอนแรกนั้น นางเอกตกเป็นเหยื่อของระบบนี้ เธอดูน่าสงสาร แต่หนังเรื่องนี้ดีมาก ที่ในเวลาต่อมา นางเอกก็กลายเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่นโดยอาศัยประโยชน์จากระบบนี้เสียเอง

 

การที่นางเอกตั้งชื่อใหม่ให้ศัตรูหัวใจของเธอว่าหยอย จึงเป็นการสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และโครงสร้างสังคมที่น่าสนใจมาก และมันทำให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราเคยทำแบบนางเอกหนังเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า เราเคยทำร้ายคนอื่นในแบบที่เราเคยถูกคนอื่นทำร้ายหรือเปล่า

 

6.เรา identify ตัวเองกับตัวพระเอกของเรื่องด้วยเหมือนกัน เพราะเราเคยเรียนคณะบัญชี และเราทนการซ้อมเชียร์ในคณะนี้ไม่ได้ เราซ้อมเชียร์อยู่ 3 วันแล้วก็ไม่เข้าซ้อมเชียร์อีกเลย แต่เราไม่เคยลุกขึ้นมาโต้เถียงกับรุ่นพี่เหมือนพระเอกของเรื่องนี้นะ

 

อีกอย่างที่เรา identify กับพระเอกของเรื่อง ก็คือการที่เราแทบไม่มีเพื่อนในคณะ ตอนเรียนบัญชีเรามีปัญหาบางอย่าง ทำให้เราแทบไม่มีเพื่อนเลย แต่ปัญหาของเราจบลงด้วยการลาออกแล้วเอนท์ใหม่เข้าคณะอักษรแทน

 

ตัวละครพระเอกของเรื่องนี้ ก็เลยทำให้เรานึกถึงตัวเอง บางทีเราก็เคยจินตนาการว่า ถ้าหากเราเรียนบัญชีต่อไป ชีวิตเราจะเป็นยังไง เราจะตกอยู่ในสถานะคล้ายๆพระเอกหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

 

7.อีกสิ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่ามันเหมือนกับเป็นภาคสองของหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE (2013, อรุณกร พิค, 22.30min, A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับระบบ SOTUS และการซ้อมเชียร์ที่โหดเกินไป

 

คือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหนังอย่างน้อย 3 เรื่องที่นำเสนอประเด็นเดียวกัน ซึ่งก็คือ THE PASSION OF FRESHY (2008, Pirun Anusuriya, 11min), A TRAGEDY OF DIFFERENT MIND (โศกนาฏกรรมแห่งความคิด) (2011, Thanawate Sunyanuchit, 15min) และ VICIOUS CYCLE โดยหนังสามเรื่องนี้พูดถึงนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นต่อต้านระบบ SOTUS เหมือนกับพระเอกเรื่องหยอย แต่หนังสามเรื่องนี้นำเสนอเพียงแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียว และไม่ได้นำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากประเด็นนี้ คือคนดูจะไม่รู้หรอกว่า หลังจากพระเอกต่อต้าน SOTUS เสร็จแล้ว ชีวิตในอีก 2 ปีข้างหน้าของพระเอกจะเป็นยังไง

 

เราชอบหนัง 3 เรื่องนั้นมากๆ และเราว่าหนังสามเรื่องนั้นก็บรรลุวัตถุประสงค์ของมันเองในการ anti sotus แต่หยอยคือหนังที่ก้าวไปไกลกว่านั้น หยอยตอบคำถามที่ว่า ชีวิตของพระเอกในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

8.ในขณะที่หยอยนำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากการเป็นคน anti sotus แล้ว หยอยก็นำเสนอหลายๆแง่มุมในชีวิตของนางเอกด้วย และเราก็ชอบตรงจุดนี้มากๆ คือหนังเรื่องอื่นๆอาจจะเน้นพูดเพียงแค่ประเด็นเดียว แง่มุมเดียว แต่หยอยทำให้เราเห็นชีวิตนางเอกรอบด้านดี และมันก็เลยทำให้หยอยเหมือนเป็นการรวมประเด็นที่น่าสนใจที่ตรงกับหนังหลายๆเรื่องมาไว้ด้วยกัน อย่างเช่น

 

8.1 ประเด็นเรื่องการ anti sotus เหมือนหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE

 

8.2 ความผิดหวังที่ชายที่หลงรักเป็นเกย์ ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BE-WHERE (2013, พรศิริ ทองใบศรี, A+30)

 

8.3 ความสับสนเรื่องเส้นทางการเรียนที่ตัวเองจะเลือกเดิน และเส้นทางการเรียนที่เพื่อนสนิทจะเลือกเดิน ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง THE WAY I WANT วันที่ฝันเป็นจริง (2013, สุภาณี ลิ้มโรจน์นุกูล, 27.42min)

 

8.4 ปัญหาจุกจิกในการทำงานกลุ่มและการออกกองถ่ายหนัง ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง FAIR…FAIR (2013, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ, 12min) และ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” (2013, ธนพฤทธิ์ ประยูรพรหม, 64min, A+30)

 

คือหยอยมันไม่ได้คล้ายกับหนังที่เราระบุชื่อมาหรอก เราแค่จะเน้นย้ำว่าหยอยมันอาจจะนำเสนอชีวิตของนางเอกได้ “รอบด้าน” มากกว่าหนังอีกหลายๆเรื่องน่ะ เพราะหนังหลายๆเรื่องมันเสนอเพียงแค่แง่มุมเดียวหรือปัญหาเดียวในชีวิตนางเอกเท่านั้น

 

9.ชอบความแตกต่างกันระหว่างพระเอกกับนางเอกด้วย คือถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นคนนอกของเอกภาพยนตร์เหมือนกัน ทั้งคู่ก็มีบางอย่างที่ตรงข้ามกัน เพราะเชอรี่พยายามจะ fit in ให้ได้ในสังคมใหม่นี้ ในขณะที่พระเอกไม่พยายามทำตรงนี้เลย และในขณะที่เชอรี่ไม่พอใจกับการที่คนอื่นๆเรียกเธอว่าหยอย พระเอกกลับต้องการให้คนอื่นๆรู้จักเขาในชื่อ “ไอ้ตัวซวย”

 

10.ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอพฤติกรรมของคนในสังคมเล็กๆที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน เราไม่เคยรู้ว่าเวลาเลือกวิชาเอกในบางคณะ แล้วเราจะต้องพยายามตีสนิทกับเพื่อนในเอกเดียวกันแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจดี เราไม่เคยเห็นหนังเรื่องอื่นๆหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด

 

11.ชอบการเล่าย้อนเวลาไปมาในเรื่องนี้มาก เราว่าหนังเรื่องนี้จับจังหวะอารมณ์ได้ถูกต้องในการ flash back แต่ละครั้ง

 

12. อีกจุดที่ชอบมากๆในเรื่องนี้ คือการสร้าง character ตัวละครประกอบแต่ละตัว เราว่าตัวประกอบหลายๆตัวในเรื่องนี้มันดูเป็นมนุษย์หรือมันดูจริงมากกว่าตัวละครประกอบในหนังทั่วๆไป เราชอบตัวละครกลุ่มเพื่อนสนิทนางเอกและกลุ่มเพื่อนที่ออกกองถ่ายเดียวกับนางเอกมากๆ เราไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ทำยังไง แต่ตัวละครประกอบเหล่านี้มันออกมาดูมีชีวิตมากๆน่ะ หรือว่าพวกเขาเล่นเป็นตัวเอง ฮ่าๆๆ

 

13.อีกจุดที่น่าสนใจคือชีวิตนางเอกดูเหมือนไม่ใช่ชีวิตที่แรงที่สุดในเรื่อง คือปกติแล้วตัวละครนางเอกในหนังส่วนใหญ่ จะเป็นตัวละครที่มีชีวิตรุนแรงที่สุดในหนังเรื่องนั้น แต่เราว่าปัญหาชีวิตต่างๆที่นางเอกประสบในหนังเรื่องนี้ มันดูไม่รุนแรงมากนัก ในขณะที่ชีวิตของรุ่นพี่กับรุ่นน้องเกย์ และชีวิตเพื่อนนางเอกที่มีความสัมพันธ์กับอาจารย์ มันดูเป็นชีวิตที่น่าจะ dramatic กว่านางเอกมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ dramatize หรือ melodramatize ชีวิตนางเอกอย่างเต็มที่ หรือไม่ได้เลือกนำเสนอชีวิตตัวละครที่ dramatic กว่านางเอก

 

14.ปรากฏว่าที่เขียนมาเราแทบไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญในหนังเลย ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นเรื่องการกำหนดตัวตนของตัวเองด้วยตัวเอง หรืออะไรทำนองนี้ คือเราว่าเราอาจจะไม่ได้อินอะไรมากนักกับประเด็นนี้ในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เราประทับใจมากๆในหนังเรื่องนี้ จึงกลายเป็นองค์ประกอบยิบย่อยต่างๆในหนังแทน

 

15.เพราะเหตุใดเราถึงชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+15 แต่ไม่ใช่ A+30 นั่นก็เป็นเพราะว่าถึงแม้เราจะ identify ตัวเองได้กับพระเอกและนางเอกของหนังเรื่องนี้ในบางจุด หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีจุดใดที่ทำให้เรารู้สึกพีคสุดๆหรือสะเทือนใจเราอย่างรุนแรง คือถ้าหากเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหาร เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่อร่อยและมีรสชาติ “กลมกล่อม” แต่ไม่มีรสชาติ “จัดจ้าน” น่ะ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวของเราเองนะ ในแง่นึงมันก็ทำให้เรานึกถึงหนังของ Céline Sciamma เรื่อง TOMBOY (2011) กับ WATER LILIES (2007) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นที่ให้รสชาติ “กลมกล่อม” เหมือนกัน คือหนังฝรั่งเศสสองเรื่องนี้มันดูเหมือนจะแรง แต่พอดูจริงๆแล้วมันไม่แรงเท่าที่คาด แต่โดยรสนิยมส่วนตัวของเรา เราต้องการหนังที่รสชาติจัดจ้านจัญไรเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นแบบหนังอย่าง LOVELY RITA (2001, Jessica Hausner) มากกว่า

 

สรุปว่าหนังที่เราชอบที่สุดของทศพร เหรียญทอง ยังคงเป็นเรื่อง MY NOON (เพลงวันเกิด) กับ FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) จ้ะ แต่หยอยก็เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และน่าติดตามต่อไปว่าหนังเรื่องต่อๆไปของทศพรจะคลี่คลายออกมาในแนวใด

 

เพิ่มเติมจ้ะ

 

16.คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกว่า อีกจุดนึงที่ตัวเองชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “ความสับสนว่าจะเลือกเรียนเอกอะไรดี” ซึ่งมันสะท้อนความสับสนในการเลือกเส้นทางชีวิตของคนทั่วๆไปได้ด้วย และหนังเรื่องนี้สะท้อนปัจจัยหลายประการที่สร้างความสับสนให้กับการเลือกเส้นทางชีวิตตรงจุดนี้ อย่างเช่น

 

16.1 รุ่นพี่ที่ชอบ

16.2 เพื่อนชายที่ชอบ

16.3 เส้นทางชีวิตที่เพื่อนสนิทเลือกเดิน

16.4 ความเข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้กับเพื่อนๆในภาค

 

ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนเอกอะไรดี มันทำให้เรานึกถึงตัวเองด้วยเหมือนกัน เราอาจจะไม่ได้ประสบปัญหานี้ตอนเรียนมหาลัย เพราะตอนนั้นเราได้เรียนคณะที่อยากเรียน และได้เรียนเอกที่อยากเรียน “ณ ขณะนั้น” แต่หลังจากจบจากมหาลัยมาแล้ว เราถึงพบว่าจริงๆแล้วเราอาจจะมี passion กับภาพยนตร์ มากกว่า passion กับวรรณคดีต่างๆที่ร่ำเรียนมา ความสับสนของเชอรี่อาจจะไม่ตรงกับความสับสนของเราซะทีเดียว แต่ “ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนอะไรดี” มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ และเป็นเรื่องดีที่ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงในหนังเรื่องนี้

+++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับนิยายเรื่อง WALTZ IN FLAME (2019, Borit Pongwatchr) หรือ เต้นรำในวอดวาย (2019บริษฎ์ พงศ์วัชร์)

 

“ส่วนช่วง “วอดวาย” นั้น รุนแรงมาก เดือดมาก ชอบสุดๆ ทำให้นึกถึงหนังอย่าง CRY IN SILENCE (2006, Gabriel Biggs, France), MY SON (2006, Martial Fougeron, France), THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary), A CREMATION DAY (2017, Napasin Samkaewcham, documentary) หรือมิวสิควิดีโอ FIRE ON BABYLON ของ Sinead O’Connor ที่นำเสนอภาพ “บ้านคือนรก” หรืออะไรทำนองนี้”

 

 +++++

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับ ตาโขน THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30)

 

พอเราเห็นว่ามีคุณ Tossaphon Riantong ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “ตาโขน” ด้วย มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังสั้นของคุณ Tossaphon อย่างรุนแรงมาก เพราะว่า ตาโขน เป็นหนังแนว “ปริศนาฆาตกรรม” “ฆาตกรลึกลับ” และมันก็เลยทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์แนว thriller ที่คุณ Tossaphon Riantong เคยกำกับตอนที่เขาเรียนชั้นมัธยม อย่างเช่นเรื่อง REMEMBER จำ (2008, 28min), MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min) และ เมื่อฝนทิ้งช่วง WHEN FON DUMPS CHUANG (2009, 27min)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราจำได้ว่าช่วงนั้นเรากับเพื่อน ๆ ตื่นเต้นมากพอสมควรที่เห็นเด็กมัธยมสามารถกำกับ+เขียนบทหนังแนว thriller ที่มีความซับซ้อนรุนแรงขนาดนี้ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ดูหนังเรื่อง DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min) นะ เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่อง DARKSIDE เป็น thriller ซับซ้อนเหมือนกันหรือเปล่า แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็น thriller เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นบทภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อน มีลูกล่อลูกชน และสร้างความสนุกแบบ thriller + horror ได้อย่างน่าพึงพอใจมาก ๆ ใน “ตาโขน” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง จำ, เพื่อน และ เมื่อฝนทิ้งช่วงที่คุณ Tossaphon เคยกำกับในปี 2008-2009 มาก ๆ เหมือนเขามีแววทางนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว 55555

++++

ภาพจาก “หยอย”

 

ช่องยูทูบของคุณ Tossaphon Riantong

https://www.youtube.com/@propulsionmeen/videos

++++

 

ONE MAN (1989) – Chanelle

https://youtu.be/O3uiLA90eTs?si=wUbRRom5YlTOJHT7


 

AFFAIR (1989) – Cherelle

https://youtu.be/W10Yl_s1Ytc?si=9-qHs0N8Wo3lz0tA

+++

 

LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971) is my most favorite film of Werner Herzog, and is one of my most favorite documentaries of all time.

++++

 

เห็นคุณ Sonny Selector เขียนถึง Beverley Craven มันก็เลยกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเราขึ้นมา จนต้องจดบันทึกไว้

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนช่วงต้นทศวรรษ 1990 เราติดตามฟังรายการเพลงแดนซ์ที่คุณอลิศรา ศิริชุมแสงจัดในคืนวันธรรมดา ตอน 24.00-03.00 น. ซึ่งคุณอลิศราจะเปิดเพลงแดนซ์เป็นหลัก แต่พอถึงเวลาราว 02.55 น.คุณอลิศราจะเปิดเพลงสุดท้ายของรายการ ด้วยเพลง PROMISE ME ของ Beverley Craven เพื่อส่งผู้ฟังเข้านอน เพราะฉะนั้นเราก็เลยได้ฟังเพลง PROMISE ME เป็นร้อย ๆ ครั้งในช่วงนั้น ซึ่งฟังแล้วก็เข้านอนหลับฝันดีจริง ๆ

 

จำได้ว่าช่วงนั้นเราเรียนมหาลัย แล้วเราจะเข้านอนตอน 2-3 ทุ่ม แล้วก็ตื่นมาตอนเที่ยงคืน เพื่อฟังรายการเพลงแดนซ์ของคุณอลิศรา พร้อมกับท่องหนังสือไปด้วย แล้วเราก็เข้านอนรอบสองตอน 03.00-05.00 น. แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำไปมหาลัย

 

ซึ่งการทำแบบนี้มันส่งผลให้เราเรียนหนังสือได้ดีมาก 5555 เพราะว่าถ้าหากเราท่องหนังสือหลังกินข้าวเย็น เราจะง่วงมาก ท่องหนังสือไม่ได้ แต่ถ้าหากเราเข้านอนตอน 21.00-24.00 น. แล้วตื่นมาท่องหนังสือตอน 24.00-03.00 น. พร้อมกับฟังเพลงแดนซ์ในรายการของคุณอลิศราไปด้วย เราจะไม่ง่วงนอนเลย เราก็เลยท่องหนังสือได้ดีมากด้วยวิธีการแบบนี้

 

ภาพมาจาก LAST TRAIN TO TRANCENTRAL (1991) ของ KLF Featuring the Children of Revolution ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่เราได้ฟังจากรายการของคุณอลิศรา

+++

อดีตฝันวันวาน ยุคนั้นยังไม่มี facebook เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คนที่เรารู้จักพูดคุยกันในเว็บบอร์ด เราก็เลยไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา แต่ตอนหลังพอได้เจอตัวจริงตามเทศกาลหนังเราก็จะตกใจมาก เพราะตัวจริงหล่อมาก 555

+++

 

THE LAST ONE FOR THE ROAD (2025, Francesco Sossai) ได้ฉายในสาย un certain regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

++++

เราก็ทันได้ดู SECRETS & LIES (1996) ตอนมันเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย โดยเราได้ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้าง World Trade Center หรือ Central World ในปัจจุบัน กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่นำ SECRETS & LIES มาลงโรงฉายในไทยตอนนั้นมาก ๆ

 

จำได้ว่า เรารู้จัก Mike Leigh ครั้งแรกตอนที่คุณมาลีพูดชื่นชมหนังเรื่อง LIFE IS SWEET (1990) ในรายการวิทยุ Sat & Sun

 

อยากให้มีคนจัด MIKE LEIGH RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ แต่ต้องมีซับไตเติลนะ เป็นซับไตเติลภาษาอังกฤษก็ได้ เพราะเราจำได้ว่า เราเคยดู TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh) ใน British Film Festival in Bangkok ที่ Central World แต่หนังไม่มีซับไตเติลใด ๆ ให้ เราก็เลยฟังที่ตัวละครพูดได้ไม่ครบ เหมือนเข้าใจแค่ 50% ของที่ตัวละครพูด

+++

 

เราอ่านแล้วก็คิดต่อไปว่า “สื่อที่หลากหลาย” ในปัจจุบันนี้ช่วยให้เด็กปั๊มบางคนได้กลายเป็น influencer ไปแล้ว อย่างเช่นน้องก้อง ปั๊มบางจาก รามคำแหง 152 (ลิงค์ในคอมเมนท์)

 

https://www.instagram.com/reel/DXHUC7sCeYf/

+++

 

MY BEST FRIEND’S WEDDING (1997, P.J. Hogan)

Vs. CROSSING DELANCEY (1988, Joan Micklin Silver)

+++

 

เราเคยดูหนังตัวอย่างของ MASS HYSTERIA ตอนที่เราเข้าไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ ในโรงภาพยนตร์เมื่อราว 20 ปีก่อน จำได้ว่าน่ากลัวมาก ๆ มีฉากเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมร้องกรี๊ด ๆ  หรือทำอาการโรคจิตสิงสู่ในโรงเรียน คือพอเห็นหนังตัวอย่างแล้วเราก็อยากดูอย่างสุดขีด

+++

เพิ่มรายชื่อ FLESH AND BONE กับ THE DEAD MOTHER เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีบางอย่างใกล้เคียงกัน และออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

86. FLESH AND BONE (1993, Steve Kloves, USA)

+ THE DEAD MOTHER (1993, Juanma Bajo Ulloa, Spain)

 

ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ นางเอกในวัยเด็กเคยเห็นครอบครัวของตัวเองถูกฆาตกรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และในอีกหลายปีต่อมา นางเอกก็ได้ผูกสัมพันธ์กับฆาตกรหรือลูกชายของฆาตกร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

 +++++

ความเฮี้ยนก็คือว่า

 

1. Ingeborg Bachmann คือคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง MALINA (1991, Werner Schroeter)

 

 

2. Vicky Krieps เพิ่งรับบทเป็น Ingeborg Bachmann ใน INGEBORG BACHMANN – JOURNEY INTO THE DESERT (2023, Margarethe von Trotta)

 

แต่มั่นใจว่า Sandra Hüller ไม่แพ้ Isabelle Huppert และ Vicky Krieps อย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Regina Schilling ที่เป็นผู้กำกับด้วย

Thursday, April 16, 2026

RYUSUKE HAMAGUCHI VS. JACQUES RIVETTE

บทบาทการแสดงครั้งสำคัญของ Miho Nakayama ใน SAILOR UNIFORM REBEL ALLIANCE (1986-1987)

 

อยากเปิดร้านขาย “ดอกไม้ที่ใช้เป็นอาวุธได้” แบบนี้

 

https://web.facebook.com/watch/?v=928414579805758

+++

 

ถ้าจำไม่ผิด เราเคยดูละครเวทีเรื่องนี้นะ เพราะเราจดไว้ว่า เราเคยดูละครเวทีเรื่อง WHEN A MAN LOVES A MAN ในวันที่ 20 ต.ค. 2002

+++

 

คิดถึงการรับสายโทรศัพท์บ้าน ไม่ได้รับสายโทรศัพท์บ้านมานานมากแล้ว

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/4350902985178535

++++

RYUSUKE HAMAGUCHI VS. JACQUES RIVETTE

 

จับคู่ภาพยนตร์ของปรมาจารย์สองท่านนี้ที่มีความยาวใกล้เคียงกัน

 

1. HAPPY HOUR (2015, Ryusuke Hamaguchi, 317min, A+30)

Vs. JOAN THE MAIDEN (1994, Jacques Rivette, 335min)

 

2. INTIMACIES (2012, Ryusuke Hamaguchi, 255min, A+30)

Vs. MAD LOVE (1969, Jacques Rivette, 252min)

 

3. ALL OF A SUDDEN (2026, Ryusuke Hamaguchi, 195 min)

Vs. CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette, 193min, A+30)

 

4. DRIVE MY CAR (2021, Ryusuke Hamaguchi, 179min, A+30)

Vs. UP, DOWN, FRAGILE (1995, Jacques Rivette, 170min, A+30)

 

5. THE SOUND OF WAVES (2012, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary, 142min)

Vs. PARIS BELONGS TO US (1961, Jacques Rivette, 141min, A+30)

 

6. THE DEPTHS (2010, Ryusuke Hamaguchi, 121min, A+30)

Vs. NOROIT (1976, Jacques Rivette, 130min, A+30)

 

7. WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi, 121min, A+30)

Vs. LE PONT DU NORD (1981, Jacques Rivette, 127min)

 

8. STORYTELLERS (2013, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary, 120min, A+30)

Vs. DUELLE (1976, Jacques Rivette, 120min, A+30)

 

9. ASAKO I & II (2018, Ryusuke Hamaguchi, 119min)

Vs. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, 130min, A+30)

 

เหมือนเราจะจับคู่กันได้แค่นี้ เพราะว่า Ryusuke Hamaguchi ทำหนังที่ “สั้นกว่า” ASAKO I & II อีกหลายเรื่อง แต่ว่า Jacques Rivette ทำหนังที่ “ยาวกว่า” WUTHERING HEIGHTS อีกมากมายหลายเรื่อง เพราะฉะนั้น Ryusuke Hamaguchi ยังคงห่างไกล Jacques Rivette อยู่อีกมากในด้านความยาวเฉลี่ยของหนัง

 

ถ้าหาก Hamaguchi จะไล่ตาม Rivette ให้ทัน เขาก็ต้องทำหนังที่มีความยาวใกล้เคียงกับ OUT 1: DON’T TOUCH ME (1971, 760min, A+30), LA BELLE NOISEUSE (1991, 240min, A+30), TOP SECRET (1998, 170min, A+30), LOVE ON THE GROUND (1984, 170min), GANG OF FOUR (1989, 160min, A+30), etc. กันต่อไปในอนาคตค่ะ

 

โพสท์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโพสท์ของคุณ Chonnatee Pimnam

+++

 

พบว่ากระดาษหน้าปกเทป ONPA ที่เราใช้จดชื่อเพลงที่อัดไว้จากวิทยุเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน มันกลายสภาพเป็นเหลือง ๆ กะดำกะด่าง แบบนี้แล้วน่ะ เราก็เลยอยากถามว่า มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่าน่ะ มันมีเชื้อราหรืออะไรแบบนี้หรือเปล่า เราจะได้จดชื่อเพลงลงไว้ในที่อื่น แล้วโยนปกเทปเหล่านี้ทิ้งไป

 

แต่ถ้าหากมันเป็นเพียงปฏิกิริยาเคมี ที่ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ เป็นเพียงแค่สนิมสังคมอะไรแบบนี้ เราจะได้เก็บหน้าปกเทปเหล่านี้เอาไว้ต่อไป

++++

 

A MIXTAPE FROM A FRIEND IN 1997

 

ผลจากการจัดห้องวันนี้คือการค้นเจอ mixtape ที่เพื่อนคนหนึ่งทำแจกเพื่อนหลายๆ คนในปี 1997 โดยเพื่อนคนนั้น (สมมุติว่าชื่อ S) ทำหน้าปกเทปเป็นกลอน I WANDERED LONELY AS A CLOUD (1807) ของ William Wordsworth และมีการอุทิศเพลง AIR WE BREATHE ของ Alisha’s Attic ให้เรา โดยเขาขอบคุณเราด้วยที่เราแนะนำให้เขาดูหนังเรื่อง BEAUTIFUL THING (1996, Hettie Macdonald, UK)

 

แต่ที่สะท้อนใจมากก็คือว่า กูถูกเรียกว่า “ป้าจิตร” ตั้งแต่ปี 1997 ค่ะ คือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กูก็มีสถานะเป็น “ป้าจิตร” แล้ว 55555

 

รู้สึกว่า mixtape ม้วนนี้ทรงคุณค่ามาก ๆ สำหรับเรา ขอบคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ นะคะ

 

รายชื่อเพลงใน mixtape นี้

 

1. PRELUDE: Én csak azt csodálom (Lullaby For Katharine) – Gabriel Yared from the film THE ENGLISH PATIENT (1996, Anthony Minghella)

 

2. หนึ่งในหลาย – อังศณา ช้างเศวต

 

3. เจอกันในใจ – อัญชลี & เกริกศักดิ์

 

4. THE DAY WE FIND LOVE – 911

 

5. IF YOU WERE MINE – Bed & Breakfast

 

6. เดินทาง...นับดาว...รอคอย – วรรธนา & เชษฐา

 

7. STAR – เจมส์

 

8. อยู่เพื่อใคร – มาช่า

 

9. NOBODY KNOWS – Tony Rich Project

 

10. ห่วงหา – Banana Boat

 

11. เก็บมันเอาไว้ – เจตริน วรรธนสิน

 

12. วันเวลา – อัญชลี จงคดีกิจ

 

13. จากกันไม่ตลอดไป – Ford

 

14. BECAUSE YOU LOVED ME – Celine Dion

 

15. เจ้าหญิง – บอยด์ โกสิยพงษ์

 

16. สายฝนกับน้ำตา – บุปผา ธรรมบุตร

 

17. ไม่อาจเปลี่ยนใจ – เจมส์

 

18. AIR WE BREATHE – Alisha’s Attic

 

19. ขอใครสักคน – ลีโอ พุฒ

 

20. I WON’T RUN OUT ON YOU – Newton

 

21. TAKE A BOW – Madonna

 

22. เสียงอ่านกลอน I WANDERED LONELY AS A CLOUD

++++

 

คำถาม: นักแสดงท่านใด และตากล้องท่านใดมีผลงานภาพยนตร์ฉายในคานส์ติดต่อกันสองปีซ้อน ทั้งในปี 2025 และ 2026

 

คำตอบ: 1. ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด Wachra Kanha คือนักแสดงชาวไทยที่มี “ผลงานการแสดงฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์” ติดต่อกันถึงสองปีซ้อน กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพราะเขาร่วมแสดงใน A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) ที่เข้าประกวดในสาย Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2025 และเขาก็ร่วมแสดงใน WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026, Tossaphon Riantong, 19min) ที่ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 ด้วย

 

นอกจาก Wachara Kanha จะเป็นนักแสดงที่เก่งมาก ๆ แล้ว เขายังทำหน้าที่เป็น production designer & art director ให้กับ WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? ด้วย และเขาเองก็เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างหนังสั้นและหนังยาวมาแล้วเป็นจำนวนรวมกันไม่ต่ำกว่า 50 เรื่องได้มั้ง ซึ่งเราก็ถือว่าเขาเป็น one of my most favorite directors in the decade 2010s

 

หวังว่าจะได้เห็นผลงานการแสดงภาพยนตร์ของ Wachara Kanha อีกหลาย ๆ เรื่องนะ

 

2. Pasit Tandaechanurat เป็นตากล้องให้กับทั้ง A USEFUL GHOST และ WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? (แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยเป็นตากล้องให้กับหนังที่ฉายคานส์ปี 2018 ด้วย)

 

โดยตัว Pasit เองนั้นก็เคยกำกับภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีดเหมือนกัน เพราะว่าหนังเรื่อง OUR HOME SAYS ALL ABOUT US (2017, Pasit Tandaechanurat) เคยติดอันดับ 57 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่เคยดูในปี 2017 และหนังเรื่อง THE DEATH OF FIREFLIES การตายของหิ่งห้อย (2016, Jirudtikal Prasonchoom, Pasit Tandaechanurat) เคยติดอันดับ 21 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2016

 

Edit เพิ่ม: พี่บี๋มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ Pasit ก็เคยเป็นตากล้องให้กับหนังเรื่อง TEN YEARS THAILAND (2018Aditya AssaratWisit SasanatiengChulayarnnon Siriphol, Apichatpong Weerasethakul)  ที่ได้ฉายในสาย Special Screening ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2018 ด้วย ขอบคุณข้อมูลจากพี่บี๋มากครับ

++++

 

อี Facebook ทำพิษอีกแล้ว มีใครเป็นบ้างคะ มันเข้าไปดูข้อความบางข้อความใน Messenger ไม่ได้ถ้าหากเข้าทาง laptop มันบอกให้ใส่ pin ก่อน เราก็ใส่ pin ไป มันก็ขึ้นว่า "Verifying your PIN" เป็นเวลานาน ไม่มีที่สิ้นสุด เราก็เลยเลือกใช้วิธีให้มันส่ง one-time code มาให้เราทางมือถือ แล้วเอา code นั้นไปใส่ใน laptop แต่มันก็ยังคงขึ้นว่า "Verifying your code" เป็นเวลานาน ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ดี

 

แต่เรายังดูข้อความต่าง ๆ ทางมือถือได้อยู่ ซึ่งเราก็ดูไม่สะดวก เพราะเวลาใช้มือถือ เราไม่กล้าเปิดเสียงเพื่อดูคลิปต่าง ๆ เราจะเปิดเสียงเพื่อดูคลิปต่าง ๆ เฉพาะตอนเราใช้ laptop + หูฟังเท่านั้น

 

เราก็เลยร้องเรียนเรื่องนี้ไปทาง facebook แล้ว แต่ก็อยากถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ไหมคะ แล้วมีวิธีแก้ปัญหาอะไรหรือเปล่า

 

I cannot access some messages in my Messenger today via my laptop. It asks me to enter my pin, but after I enter my pin. It says "Verifying your code", and it takes forever. So I choose to use a one-time code to access my messages, but the problem stays the same. Now I can access all my messages only by my phone.

 

Edit เพิ่ม: กรี๊ดดดดดดด ตอนนี้แก้ได้แล้วโดยทำตามวิธีที่คุณ Sorayos บอก ซึ่งก็คือ “clear cache ใน browser ในคอมก่อน แล้วค่อยกดขอ code ใหม่” ขอบพระคุณคุณ Sorayos มาก ๆ ค่ะ

++++

 

One of the most beautiful charts in my life เพราะมี ONE MAN ของ Chanelle กับ AFFAIR ของ Cherrelle ติดอันดับในชาร์ทพร้อมกัน ขอบพระคุณสถานี 88FM ในปี 1989 ที่เปิดสองเพลงนี้กรอกหูเราในตอนนั้น จนเรายังคงรำลึกถึง

สองเพลงนี้ได้ไม่มีวันลืมเลือนแม้จะผ่านมานาน 37 ปีแล้ว

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1588560039374255&set=a.597663498463919

+++

 

ผลงานใหม่ของ Nobuhiro Yamashita ผู้กำกับ NO ONE’S ARK (2003), LINDA LINDA LINDA (2005), LET’S GO KARAOKE! (2023) และ GHOST CAT ANZU (2024)

https://web.facebook.com/photo?fbid=35874876605432912&set=a.34246018001652122

 

 

 

Wednesday, April 15, 2026

WEERASETHAKUL, BOONBUNCHACHOKE, THAMRONGRATTANARIT, CHIDGASORNPONGSE

 

SOME PHOTOCOPIED BOOKS I FOUND

 

สิ่งที่เจอในการจัดห้องวันนี้ ก็คือหนังสือหลายเล่มที่เราเคยถ่ายเอกสารไว้จากห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

คือในช่วงที่เราไปดูหนังที่ Filmvirus จัดฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น เรามักจะถือโอกาสถ่ายเอกสารหนังสือในห้องสมุดนั้นไปด้วย เพราะว่าห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์เต็มไปด้วยหนังสือที่น่าอ่านจำนวนเยอะมาก ๆ และเป็นหนังสือที่หาซื้อไม่ได้ตามร้าน Kinokuniya หรือร้านหนังสือใด ๆ ในกรุงเทพ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปดูหนังที่ Filmvirus จัดฉาย เราก็จะเลือกหนังสือในห้องสมุดไปให้ร้านถ่ายเอกสารในห้องสมุด แล้วเราก็ไปนั่งดูหนังราว 2-3 เรื่องที่ฟิล์มไวรัสจัดฉาย แล้วพอดูหนังเสร็จ เราก็ไปรับหนังสือที่ถ่ายเอกสารไว้

 

หนังสือที่เราค้นเจอในการจัดห้องวันนี้ ก็มีเช่น

 

1. สารนิพนธ์ “เวลาในภาพยนตร์” (1986) ของคุณ Sasithorn Ariyavicha ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time

 

2. PETER WATKINS (1979)

 

3. THE FILMS OF NICOLAS ROEG: MYTH AND MIND (1992) เขียนโดย John Izod

 

4. FROM AGATHA CHRISTIE TO RUTH RENDELL (2001) เขียนโดย Susan Rowland

 

5. THE FRENCH NEW NOVEL: CLAUDE SIMON, MICHEL BUTOR, ALAIN ROBBE-GRILLET (1969) เขียนโดย John Sturrock

 

เราอ่านเฉพาะส่วนของ Alain Robbe-Grillet ในหนังสือเล่มนี้ แล้วเรารู้สึกว่า John Sturrock เขาเขียนดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02seC2RSUDucZ9sPH3qBHU78n4PLFCW5DYCJxvxH8cm5BoHXFZFWXRVM6gJA26sPx8l

+++

 

เห็นขนมแล้วอยากกินมาก ๆ

 

สมาชิกวง Hikaru Genji ถ้าหากเราเดาไม่ผิด เรียงจากซ้ายไปขวา

1. Atsuhiro Sato

2. Yamamoto Junichi

3. Kazumi Morohoshi

4. Hiroyuki Sato

5. Akira Akasaka

 

ฉันรักพวกเขามาก ๆ เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243407979478544&set=a.10234326669131461

++++

 

นาฬิกาปลุก HELLO KITTY ของลูกหมี ใช้มานานราว 15 ปี (ตั้งแต่ราวปี 2011)  แต่ก็ยังทำงานได้ดีอยู่
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1837934790924856


+++

DIRECTORS’ FORTNIGHT 2026

 

มีการประกาศรายชื่อหนังในสาย Directors’ Fortnight ของคานส์ประจำปี 2026 ออกมาแล้ว เราก็เลยถือโอกาสนี้แปะข้อมูลผู้กำกับในสายนี้ที่ cinephiles ชาวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีดีกว่า

 

1. Alain Cavalier เคยมีหนังเรื่อง THÉRÈSE (1986, France, A+30) มาฉายที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ และเราเคยดูหนังเรื่อง FIRE AND ICE (1962, Alain Cavalier, A+30) ของเขาทางสถานีโทรทัศน์ TV5MONDE

 

2. Dominga Sotomayor เคยมีหนังเรื่อง THURSDAY TILL SUNDAY (2012, Chile, A+30) มาฉายที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา

 

3. July Jung เคยมีหนังเรื่อง NEXT SOHEE (2022, South Korea, A+30) เข้าฉายเชิงพาณิชย์ในโรงภาพยนตร์ในไทย

 

4. Lila Pinell เคยมีหนังเรื่อง KING DAVID (2021, France, 41min, A+30) มาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันเสาร์ที่ 23 ธ.ค. 2023

 

5. Lisandro Alonso เคยมีหนังเรื่อง JAUJA (2014, Argentina, A+30) ฉายอย่างไม่เป็นทางการที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ และเคยมีหนังเรื่อง EUREKA (2023, France/Argentina, A+30) ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

6. Quentin Dupieux เคยมีหนังเรื่อง MANDIBLES (2020, France, A+30) เข้าฉายที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

7. Radu Jude เคยมีหนังเรื่อง THE DEAD NATION (2017, Romania, documentary, A+30) เข้าฉายเชิงพาณิชย์ในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ และเคยมีหนังเรื่อง KONTINENTAL ’25 (2025, Romania, A+30) กับ DRACULA (2025, Romania, A+30) เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

8. Sébastien Laudenbach เคยมีหนังเรื่อง CHICKEN FOR LINDA! (2023, France, animation, F) เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

9. William Greaves เคยมีหนังเรื่อง SYMBIOPSYCHOTAXIPLASM: TAKE ONE (1968, documentary, 75min, A+30) มาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันที่ 26 มิ.ย. 2025

 

10. ส่วน Sompot Chidgasornpongse นั้น เคยมีหนังเรื่อง RAILWAY SLEEPERS (2016, documentary, A+30) เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ และเคยมีหนังหลายเรื่องเข้าฉายในเทศกาลหนังสั้น นับตั้งแต่ “อวดดี” (2003, 10min, A+30) ที่ได้ฉายที่ “อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา” ตรงสี่แยกคอกวัว ในวันที่ 26 ก.ค. 2003 ซึ่งเท่ากับว่าเขาทำหนังสั้นให้ cinephiles ชาวไทยได้ดูกันอย่างต่อเนื่องมานานเกือบ 23 ปีแล้ว กรี๊ดดดดดดด

 

ภาพจากสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้นปี 2004 เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “รอเธออยู่ตรงนี้” ที่ Sompot Chidgasornpongse กำกับร่วมกับ Panu Trivej เราเซ็นเซอร์ข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ผู้กำกับภาพยนตร์ออกไปนะ

 

รายชื่อ DIRECTORS’ FORTNIGHT 2026

https://www.quinzaine-cineastes.fr/en/news/la-selection-2026

+++

SOMPOT CHIDGASORNPONGSE’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง 9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse) ได้รับเลือกให้ฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้ทำลิสท์หนังของคุณ Sompot ที่เราเคยดูดีกว่า แต่เราไม่ได้ดูหนังของเขาครบทุกเรื่องนะ เราเคยดูแค่ 14 เรื่อง

 

ข้อมูลหลาย ๆ อันข้างล่างนี้ copy มาจากสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ เมื่อราว 20 ปีก่อนจ้ะ

 

Films directed by Sompot Chidgasornpongse in my roughly preferential order:

1. RAILWAY SLEEPERS (2016, 102min)

 

2. THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, 30min)


3.LANDSCAPE 101 01 1101 01… (2007, 28 min)

I like some films which have no story, because they allow me to create a story of my own, though the director may not intend it. As for this film, there are some scenes in it which inspire me to imagine myself as the Mother Earth. I felt as if I was the Mother Earth visiting the burnt forest. The digitally blurred images of the burnt forest in this film make me feel as if I (the Mother Earth) was watching the burnt forest through my tears.

I don’t know the intention of the director. Maybe he is interested in the “digital” medium and digital images and didn’t intend for the viewer to have a wild imagination like me. But I am not interested in the difference between digital medium and celluloid medium, or something like that. I can’t differentiate between them. Anyway, I find a way to greatly enjoy this film, though it might be very different from the intention of the director.


4. AUAD DEE (อวดดี) (2003, 10 min)

This is a kind of essay film. Sompot criticized the social trends at that moment by having a guy talking incessantly to the camera. What the guy talked all through the film is the opposite of what Sompot thought or believed. I like this kind of essay film very much, but there are few Thai filmmakers who make this kind of films. This film should be screened together with the films of Prap Boonpan, Manutsak Dokmai, and Watthana Rujirojsakul.

 

5. YESTERDAY (2008, 13min)


6. BANGKOK IN THE EVENING (2005)

I like the later part of this film very much when Sompot shows us only buildings. Sometimes I wonder if Sompot is better at filming buildings and landscape than filming human beings. (อันนี้คือเราเขียนไว้เมื่อราว 20 ปีก่อนนะ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันนี้ความคิดนั้นก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว 55555)

7. TO INFINITY AND BEYOND (2004, 10 min)

8. ANDAMAN (2005)

ดูแล้วเศร้ามาก รู้สึกเศร้าตั้งแต่เห็นใบหน้าคนบนเรือแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ทำสีหน้าอะไรออกมาอย่างชัดเจน แต่เราก็จินตนาการความรู้สึกของคนบนเรือขึ้นมาเองแล้ว และการที่เราไม่ได้ยินเสียงคนพูด ได้ยินแต่เสียงลมแรง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้ามากยิ่งขึ้น โดยไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะอะไร

 

มีเพื่อนตั้งข้อสังเกตว่าหนังเรื่อง SMILES OF THE FIFTH NIGHT (2005, สนธยา ทรัพย์เย็น) กับ ANDAMAN (2005, สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์) มีอะไรเกี่ยวเนื่องกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะในหนังเรื่อง SMILES OF THE FIFTH NIGHT จะมีการแสดงความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่มีต่อเหตุการณ์สึนามิ ปรากฏในรูปของตัวอักษร โดยที่เรามองไม่เห็นตัว “ชาวต่างชาติ” ที่เป็นเจ้าของความคิดเห็นนั้น

ส่วนใน ANDAMAN นั้น มีการสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ (เดาว่าเกี่ยวกับเรื่องสึนามิ) เราได้เห็น “ภาพ” ของพวกเขา แต่เรากลับไม่ได้รับรู้ความคิดเห็นของพวกเขา พอดูหนังสองเรื่องนี้ด้วยกันแล้วก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่ถูกตัดออกไปจาก ANDAMAN มันมาปรากฏอยู่ในรูปของตัวอักษรใน SMILES OF THE FIFTH NIGHT แทน

 

9. DISEASES AND A HUNDRED YEAR PERIOD โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี (2008, 20min)


10. 8,241.46 MILES FROM HOME (2006, 6 min)

Somehow this film reminds me of FATA MORGANA (Werner Herzog) though these two films have nothing in common. This film reminds me of FATA MORGANA because both films make me feel as if I was an alien visiting the earth for the first time and looking at the landscape of the earth with amazement, wonder, and alienation.

11. NAOKO IS TRYING TO TEACH ME HOW TO MAKE “TONKATSU” IN 1 MINUTE (2006, 1 min)

I think this film might be about how difficult it is to cross the language and cultural barriers and connect to foreigners. Though I have never been abroad and rarely have a chance to talk to foreigners, this film still reminds me of some experiences. It makes me think about the difficulty when I try to put my feelings into words. Sometimes I find it very hard, very difficult, to describe my feelings by using words.

12. PHYSICAL THERAPY (2007, 1min)

13. ABC (2006, Sompot Chidgasornpongse + Nika Shek, 3 min)

 

14. STORYTELLING เรื่องเล่า (2010, 5min)

เราได้ดูหนังภาษากรีกเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่ 27 ก.ค. 2010

 

I don't think I understand the intention of the director in my first viewing of this film, but that is what makes this film interesting. In this film, a man tells a short story to a woman, while we see some seemingly unimportant activities of them. What should I focus in this film? The story being told? Their relationship? The connection between the story and their relationship? Their small gestures?

 

เรายังคงไม่ได้ดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของคุณ Sompot Chidgasornpongse นะ อย่างเช่นเรื่อง HOME VIDEO (MADE IN THAI TOWN) ที่เราเดาว่าน่าจะเคยฉายในเทศกาลหนังสั้นที่ BACC ในวันที่ 3 ก.ค. 2010 แต่วันนั้นเราติดไปดูละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” (2010, Sineenadh Keitprapai) เราก็เลยพลาดดูหนังเรื่องนี้ไปจ้ะ

++++++

อันนี้คือสิ่งที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับ Sompot ลงในเว็บไซต์ INDIAN AUTEUR ในช่วงราวปี 2009 แต่เว็บไซต์นั้นเหมือนจะเจ๊งไปแล้ว

 

Sompot's first film is AUAD DEE (2003, 10 min), which impresses me a lot because it is like an essay. In this film we see a young man, who is supposed to be a representative of a certain group of Thai teenagers, expressing his opinions on many social trends for nearly 10 minutes. But in the end we hear the voice of a narrator expressing some scorn on this man. I think Sompot made this film in order to express his opinions on other people's opinions, and he succeeded. His method may be easy, but I like its straightforwardness and its difference from most Thai films. Sompot made another essay film called Diseases and a Hundred Year Period (2008, 20 min), which talks about the censorship of Syndromes and a Century. He also made some atmospheric films, including Bangkok in the Evening (2005, 16 min), Andaman (2005, 16 min), 8,241.46 Miles Away From Home (2006, 6 min), and Landscape 101 01 1101 01 ... (2007, 28 min), all of which seem to present "landscape" as one of the main characters. All of them are documentary-like and very slow. In this group of films, I prefer Landscape 101 01 1101 01 ... the most. This film explores the landscape of a burnt forest very patiently. I love its extreme slowness and the fact that the images in this film become blurred from time to time. However, it is interesting that Sompot changes the rhythm of his films after that. Physical Therapy (2007, 1 min), which is about a woman running in a desert, and Yesterday (2008, 13 min), which is about the hectic lives of Thai students in USA, are fast-paced, and it indicates that Sompot is a director who may like to change his styles from film to film in order to fit the different themes of each film. I can't wait to see his thesis film Are WeThere Yet?.

(I want to note that Sompot used to be an assistant director of Apichatpong Weerasethakul, and many other people who used to work with Apichatpong have turned out to be great independent directors, too. These great directors include Nitipong Thinthupthai, Phaisit Phanphruksachat, Santiphap Inkong-ngam, Suchada Sirithanawuddhi, Supamok Silarak, and Teekhadet Vucharadhanin.)

++++

10 ฉากที่ชอบที่สุดใน RAILWAY SLEEPERS (2016, Sompot Chidgasornpongse, documentary, A+30)

1.ฉากสาวเล่นรูบิก ลุ้นมากๆว่าเธอจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ชอบมากๆที่หนังจับจ้องมองเธอจนเธอทำได้สำเร็จ

2.ฉากรถไฟสองขบวนแล่นห่างจากกันออกไปเรื่อยๆ โดยมีผู้หญิงคนนึงนั่งมองออกมาจากหน้าต่างรถไฟที่แล่นห่างออกไป

3.ฉากหญิงขายหนังสือทำนายดวง ที่มีกลเม็ดเด็ดพรายในการจูงใจลูกค้า

4.ฉากขอทานขาขาดหลบเจ้าหน้าที่ และไปขอเงินจากฝรั่ง

5.ฉากชายหนุ่มเล่นกับจิ้งหรีดที่หน้าต่าง

6.ฉากชายวัยกลางคนพนมมือไหว้พระพุทธรูปหรือวัดที่อยู่นอกรถไฟ

7.ฉากกลุ่มกะเทยเม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน

8.ฉากไฟไหม้ข้างทางรถไฟ และฉากกองไฟใกล้ๆสลัมข้างทางรถไฟ

9.ฉากแสงอะไรสักอย่างกะพริบเลื่อนไหลไปตามหน้าต่างในตู้รถไฟชั้น 1

10.ฉากฝรั่งหนุ่มหล่อใส่เสื้อสีฟ้า

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

1.SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig, A+30)

2.THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, Sompot Chidgasornpongse, A+30)

3.THE CITY BELOW (2010, Christoph Hochhausler, Germany, A+30)

รู้สึกว่าหนัง 3 เรื่องนี้มันเหมาะจะฉายควบกัน เพราะเหมือนมันนำเอา "สิ่งปลูกสร้าง" มาเป็นตัวละครสำคัญในหนังทั้ง เรื่อง และใช้ "สิ่งปลูกสร้าง" มาสะท้อนความสัมพันธ์ของมนุษย์, โครงสร้างอำนาจในสังคม, ปัญหาการเมือง เหมือนกัน โดยใน SOLIDS BY THE SEASHORE นั้น ตัวเขื่อนหินกั้นคลื่น อาจจะสะท้อนความพยายามที่ล้มเหลวของมนุษย์ในการฝืนธรรมชาติ และอาจจะสะท้อนความสัมพันธ์และปัญหาของตัวละครหลัก อย่างที่เพื่อน ๆ หลายคนเขียนถึงไปแล้ว

ส่วนใน THE PHYSICAL REALM นั้น หนังมีการพูดถึง "เมือง", การขยายเมือง, เสียงที่ถูกกดทับในเมือง, ผู้อพยพ, การที่คนไทยไม่อยากมีลูก และอยากย้ายประเทศ etc. และเล่าเรื่องตัวละครพระเอกที่น่าจะเป็น office syndrome ซึ่งดูเหมือนการแพทย์แผนปัจจุบันอาจจะช่วยเขาได้ไม่มากนัก เขาก็เลยหันไปใช้ไสยาศาสตร์ช่วย เพราะอาการ office syndrome ของเขาอาจจะเกิดจากมีผีมาขี่คอเขาอยู่

เหมือน THE PHYSICAL REALM มี 3 ส่วนสำคัญในหนัง นั่นก็คือส่วนที่พูดถึง "เมือง/การเมือง", ส่วนที่พูดถึงชีวิตพระเอก และส่วนที่พูดถึงชีวิตของนักวิชาการสาว ที่ตัวละครทั้งสองต่างก็หมกมุ่นกับการตั้งชื่อลูกเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่คนนึงหมกมุ่นกับการตั้งชื่อ "ลูกที่ตายไปแล้ว" โดยพยายามให้ชื่อมีความยึดโยงกับ "เทพ" ส่วนอีกคนพยานามตั้งชื่อ "ลูกที่กำลังจะเกิดในอนาคต"

เราว่าหนังคงจงใจให้แต่ละส่วนในหนังสะท้อนอะไรบางอย่างซึ่งกันและกัน โดยที่ "ความเป็นเมือง" ดูเหมือนมีความเป็นสัญลักษณ์ส่องสะท้อนอะไรบางอย่างทั้งในชีวิตตัวละคร และปัญหาสังคมในวงกว้างด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง SOLIDS BY THE SEASHORE ในแง่การใช้ symbols แบบนี้

ส่วน THE CITY BELOW นั้น ก็ใช้ "เมือง" เป็น symbol และเป็นตัวละครสำคัญเหมือนกัน โดย "เมือง" ในหนัง เหมือนสะท้อนปัญหา capitalism และโครงสร้างอำนาจทางการเงิน และล้อไปกับปัญหารักสามเส้าของตัวละครในหนังด้วย

ก็เลยรู้สึกว่า อยากให้มีนักวิจารณ์เขียนเปรียบเทียบหนัง 3 เรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ 555

+++

 

อยากให้ตัวละครในหนัง 3 เรื่องนี้ย้ายมาอาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกัน ชื่อคอนโดคือ THE DISCREET CHARM OF THE THAI BOURGEOISIE 55555

1. HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

2. SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon)

3. THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, Sompot Chidgasornpongse)

++++

 

รูปจาก “อวดดี”

+++

 

เพิ่งจำได้ว่า น้องอุ้ยเคยส่งคลิป POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski) มาอวยพรวันเกิดเราในวันที่ 26 ก.พ. 2012  แสดงว่าเรานี่สวยเหมือน Isabelle Adjani จริง ๆ 555555

++++

 

 Weerasethakul, Boonbunchachoke, Thamrongrattanarit, Chidgasornpongse

 

ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าพอพูดนามสกุลของผู้กำกับหนังไทย 4 ท่านนี้ติดกัน แล้วมันคล่องปากดี 55555

++++

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: คุณ Sompot Chidgasornpongse ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 9 TEMPLES TO HEAVEN (2026) ที่ได้รับเลือกให้ฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เคยเข้าร่วมการแข่งขันในรายการโทรทัศน์ “แฟนพันธุ์แท้” ตอน “ดิสนีย์” ด้วย โดยเขาเข้าร่วมการแข่งขันนี้ขณะมีอายุราว 20 ปี เราเข้าใจว่าเทปนี้น่าจะออกอากาศในช่วงราวปี 2001

 

ลิงค์ดูรายการนี้อยู่ในคอมเมนท์นะ

https://youtu.be/h6RGyGSvduE?si=9j60sK8OpC-FGNeE

 

 

Tuesday, April 14, 2026

RIP MARIO ADORF

4. TO YOU TWO! BEST SELECTION (1992) – Chikaco Sawada

 

อัลบัมเพลงชุดนี้เป็นอัลบัมของ Chikaco Sawada ที่เราชอบสุดขีด แต่มันหาฟังไม่ได้ใน spotify เราเลยต้องไปขุดเอา tape cassette ที่เคยซื้อไว้ในราคา 60 บาทเมื่อ 34 ปีก่อนมาเปิดฟัง ปรากฏว่ายังเปิดฟังได้อยู่ กราบขอบพระคุณเทป Octopus มาก ๆ ค่ะ ผ่านมานาน 34 ปีแล้วเทปยังเปิดฟังได้ แต่อัลบัมชุดนี้กลับหาฟังใน spotify ไม่ได้

 

อัลบัมชุดนี้มีเพลงเพราะ ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงซิงเกิลของ Chikaco Sawada อย่างเช่น WASURERARENAI (1992), FUTARI (1992), BOY (1991), KATAOMOI (1989), I...LOVE...YOU (1988)

 

เสียดายอยู่อย่างเดียวที่อัลบัมนี้ไม่มีเพลง AITAI (1990) ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมากที่สุดของ Chikaco Sawada เราก็เลยต้องฟังเพลงนี้ในยูทูบแทน

 

ตัดสินไม่ได้ว่าระหว่าง Chikaco Sawada กับ Hiroko Yakushimaru นี่ใคร “เสียงหวาน” กว่ากัน

 

AITAI

https://youtu.be/9LZUBujHk18?si=B_8flY62FiJBUEhE

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Joyce Sims นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนต.ค. 2022 ขณะอายุได้ 63 ปี คือข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเธอไม่ได้มาถึงการรับรู้ของเราเลย

 

วันนี้เรากลับมาฟังเพลงของ Joyce Sims ในยูทูบ แล้วเราก็เลยลองเข้าไปอ่านวิกิพีเดีย เพื่อดูว่าชีวิตของเธอเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เลยเพิ่งรู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2022 โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของการเสียชีวิต เศร้าใจมาก ๆ

 

ชอบเพลง ALL AND ALL (1986), LIFETIME LOVE (1987), COME INTO MY LIFE (1987)  และ LOOKING FOR A LOVE (1989) ของ Joyce Sims มาก ๆ

 

ALL AND ALL

https://youtu.be/1AGDEZQmJio?si=gMYtdsQdu66vgFH6

 

LIFETIME LOVE

https://youtu.be/YNFz5MkHBSE?si=rGN2IU0LTw6hCRVl

 

COME INTO MY LIFE

https://youtu.be/v_H23dEmO4Y?si=8630e9aT7YvIEW-5

 

LOOKING FOR A LOVE

https://youtu.be/Rib5le5WU0A?si=GmEKxrRpMdmXF-2g

+++

 

SOME THAI DVDS WITH ENGLISH SUBTITLES

 

มีเพื่อนต่างชาติถามเกี่ยวกับดีวีดีหนังไทยที่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ ซึ่งที่เรามีติดตัวอยู่ก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่องเหล่านี้

 

1. COUNTRY HOTEL (1957, R.D. Pestonji, 148min)

 

2. DARK HEAVEN (1958, R.D. Pestonji, 102min)

 

3. SUGAR IS NOT SWEET (1965, R.D. Pestonji, 134min)

 

4. MONEY MONEY MONEY (1965, Prince Anusornmongkolgan, 196min)

 

5. E-TAN (1968, Prince Anusornmongkolgan, 180min)

 

6. PARADISE ISLAND (1969, Prince Anusornmongkolgan, 153min)

 

7. POOR PEOPLE THE GREAT (2010, Boonsong Nakphoo, 76min)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02E75zn2Bw2A7KozHbc9msJK2B5B4nxfFhcyJEgbgg7XSoErQw4ANsrffh4JGgVcMUl

 

+++

 

ลูกหมีฝาก HAPPY SONGKRAN ถึงทุกคนด้วยค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243392253605407&set=a.10229204021028460

 

+++

 

แสดงว่าหนังเก่าที่สุดของ Wagner Moura ที่เราเคยดู น่าจะเป็น CARANDIRU (Héctor Babenco, 2003)

 

รู้สึกว่าเขาให้ vibe บางอย่างที่ทำให้นึกถึง Mark Ruffalo ตอนหนุ่ม ๆ คือดูเป็นผู้ชายที่มีความ macho แต่ไม่มากเกินไป ผสมกับความอบอุ่นนุ่มนวลบางอย่างอยู่ข้างใน ไม่ดูเจ้าชู้เท่า George Clooney

https://web.facebook.com/mubi/posts/pfbid0V5CWAFUc4d7f5LAugwDtafpVJJhYKS5rf9BsLvoqy3bi8XmirQU65z6zG6mZvTg9l

 

+++

 

RIP MARIO ADORF (1930-2026)

 

ดาราชายท่านนี้เสียชีวิตในวัย 95 ปี

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. SHORT NIGHT OF GLASS DOLLS (1971, Aldo Lado, Italy)

 

2. THE LOST HONOR OF KATHARINA BLUM (1975, Volker Schlöndorff, Margarethe von Trotta, West Germany)

 

3. THE TIN DRUM (1979, Volker Schlöndorff, West Germany)

 

4. CLASS RELATIONS (1984, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany/France)

 

5. THE HOLCROFT COVENANT (1985, John Frankenheimer)

 

6. ROSSINI (1997, Helmut Dietl, Germany)

 

7. SMILLA’S SENSE OF SNOW (1997, Bille August, Denmark)

 

หนังของ Mario Adorf ที่เราอยากดู

 

1. THE DEVIL STRIKES AT NIGHT (1957, Robert Siodmak, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขา Young Actor จากหนังเรื่องนี้

 

2. THE GENTLEMEN (1965, Franz Seitz, Rolf Thiele, Alfred Weidenmann, West Germany)

Mario Adorf ได้เข้าชิงรางวัล German Film สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

3. A TRIP TO VIENNA (1973, Edgar Reitz, West Germany)

 

4. THE LEADING MAN (1977, Reinhard Hauff, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Bambi จากหนังเรื่องนี้

 

5. VIA MALA (1986, Tom Toelle, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Chaplin Shoe หรือ Best Actor ใน Munich Film Festival จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

6. QUIET DAYS IN CLICHY (1990, Claude Chabrol, France)

 

7. PIZZA COLONIA (1991, Klaus Emmerich, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

8. THE GREAT BELLHEIM (1993, Dieter Wedel, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Adolf Grimme จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

9. THE SHADOW MAN (1996, Dieter Wedel, Germany, 10hours)

Mario Adorf ได้รางวัล Bavarian TV award จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

10. LONELY U (2012, Lola Randl, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัลจาก Oldenburg Film Festival จากหนังเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0k1mKHrnwMqDNHQivLSWbJdWNJ1PreZTsAkDZ2ZgD8uNAgje2QDVzdnRRj1ZvmTol

+++

 

ในที่สุดเราก็ค้นเจอนิตยสาร Bioscope ฉบับ 71 ประจำเดือนต.ค. 2007 เล่มนี้มี

 

1. บทความ “Bela Tarr พ่อมดฮังการี” ที่เขียนโดย FLICK-ISM

 

2. บทความ “Nina Menkes: The American Witch of Modern Cinema” ที่เขียนโดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

3. มีบทสัมภาษณ์ Prap Boonpan  โดยมีการพูดถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY ความลักลั่นในงานรื่นเริง (2007, Prap Boonpan) ในฐานะหนังแนว magical realism ด้วย เพราะในหนังเรื่องนี้ “วิญญาณของผู้ที่ถูกฆ่าตายเพราะความเห็นต่างทางการเมือง” ได้มาพูดคุยสนทนากับกลุ่มฆาตกรที่เป็นชนชั้นกลางในกรุงเทพ โดยเป็นการพูดคุยอย่างเป็นปกติ และถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่ผี

 

ก็เลยขอแปะสองบทความแรกให้ดูกันแบบเต็ม ๆ นะคะ

 

Edit เพิ่ม: Bioscope เล่ม 71 นี้มี Sandra Hüller ขึ้นปกด้วยนะ จากหนังเรื่อง REQUIEM (2006, Hans-Christian Schmid, Germany, A+30)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0wW5Ae8aNVeHCKJiFutf8p4zhhjbicrDV2xChq6e1vJubv1FA4tWaEagMTbLQ1u5Ul

 

+++

 

วันนี้เรายังคงเดินหน้าจัดห้องต่อไป ผลก็คือเจอนิตยสาร GM ฉบับเดือนพ.ค. 2008 หรือฉบับที่ 358 ฉบับนี้เป็น movie issue เล่มนี้มี

 

1. บทสัมภาษณ์ Apichatpong Weerasethakul โดย นราวุธ ไชยชมภู ยาว 13 หน้า

 

2. บทสัมภาษณ์ Kong Rithdee, Wiwat Lertwiwatwongsa และ Warin Nilsirisuk กรี๊ดดดดดด 55555 โดย ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

 

อันนี้เราถ่ายภาพมาเพื่อให้เห็นภาพรวมโดยคร่าว ๆ นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02ndoNg5MHhFsXksHSB16BiBMd8kWQnuyepiJJjCU8vLCsSSyMbinasNgxxX2kByc9l

+++

 

วันนี้เราจัดห้อง และก็เลยค้นเจอนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” ฉบับที่ 23 ประจำปักษ์แรกเดือนก.พ. 1989 ในเล่มนี้มี

 

1. บทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง THE LAST METRO (1980, François Truffaut, France) เราเข้าใจว่าคุณมโนธรรม เป็นคนเขียนบทความนี้นะ ไม่รู้ว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่า

 

2. ภาพจากหนังเรื่อง SHADOW OF THE PEACOCK หรือ ECHOES OF PARADISE (1987, Phillip Noyce, Australia) ที่น่าดูมาก ๆ เพราะว่า John Lone หล่อมากในหนังเรื่องนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดด

 

เสียดายที่ John Lone หายสาบสูญไปจากวงการนับตั้งแต่ปี 2007 ในขณะที่ Joan Chen ซึ่งโด่งดังมาพร้อม ๆ กับ John Lone ยังคงเล่นหนังมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง DIDI (2024, Sean Wang) ที่เพิ่งเข้าฉายที่ House Samyan ในช่วงปลายปี 2024

 

3. สิ่งที่งดงามที่สุดสำหรับเราในนิตยสารเล่มนี้ ก็คือคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ที่รายงานว่ามีหนังเรื่องใดบ้างเข้ามาลงโรงฉายที่สมาคมฝรั่งเศสและสถาบันเกอเธ่ในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

คือเราเพิ่งเริ่มเป็น cinephile ในช่วงปลายปี 1995 น่ะ หลังจากเราเรียนจบมหาลัยและเริ่มต้นทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากรู้มาก ๆ ว่า เราพลาดหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เราชอบจินตนาการเสมอว่า ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปได้ และเริ่มไปดูหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ตั้งแต่เรายังเป็นนักเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 เราจะได้ดูหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เพราะฉะนั้นบันทึกการฉายหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ในช่วงก่อนปี 1996 จึงมีความสำคัญมาก ๆ สำหรับเรา มันช่วยแสดงให้เราเห็นว่า การที่เราเป็น cinephile ในเวลาที่ช้าเกินไป มันทำให้เราพลาดอะไรไป

 

ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในกรุงเทพในช่วงเดือนก.พ. 1989 และเป็นหนังที่เราพลาดดูไปแล้ว ก็รวมถึงเรื่อง

 

3.1 MOLIÈRE (1978, Ariane Mnouchkine, France, 4hrs 20mins)

 

กรี๊ดดดดดดด Alliance เคยฉายหนังยาว 4 ชั่วโมง 20 นาทีในวันที่ 13 ก.พ. 1989 และ 16 ก.พ. 1989 ด้วย เสียดายมากๆๆๆๆๆๆๆ ฉันอยากย้อนเวลากลับไปดูหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองที่คานส์ และชนะรางวัลซีซาร์สาขา production design กับสาขา cinematography ด้วยนะ

 

เหมือนหนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปเลยนะ Alliance ไม่เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายเลยนับตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา และเราก็ไม่เห็นคนอื่น ๆ พูดคุยกันถึงหนังเรื่องนี้เลย

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้สามารถดูทาง Apple TV ได้หรือเปล่า

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ariane Mnouchkine เลย แต่เธอเป็นผู้กำกับหญิงของฝรั่งเศสที่น่าสนใจสุดขีด หนังของเธอที่เราอยากดูก็มีเช่น

 

3.1.1 1789 (1974, 150min)

 

3.1.2 THE FLOOD DRUMMERS (2002, 137min)

 

3.1.3 THE LAST CARAVAN STOP (2003, 250min)

 

3.1.4 THE SHIPWRECKED OF THE MAD HOPE (2006, 180min)

 

3.2 PARTNERS (1984, Claude d’Anna, France)

 

หนังที่เข้าฉายที่ Alliance เรื่องนี้นำแสดงโดย Nicole Garcia และเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเรายังไม่เคยดูหนังของ Claude d’Anna มาก่อนเลย

 

Claude d’Anna เคยกำกับหนังเรื่อง SALOMÉ (1986) ที่ได้ฉายในสาย un certain regard ในคานส์ด้วย

 

3.3 THE MURDERER (1979, Ottokar Runze, West Germany)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ George Simenon ซึ่งถนัดในการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ “การฆาตกรรม ที่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไป”

 

และพอเราอ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ มันคือความเป็น Simenon จริง ๆ เพราะเรื่องย่อมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือ “หนังฆาตกรรม” แต่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไปในหนังเรื่องนี้

 

หนังเรื่อง THE MURDERER นี้ส่งผลให้ Gerhard Olschewski ได้รับรางวัล Best Actor จากเทศกาลภาพยนตร์ Sitges-Catalonian ด้วยนะ

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ottokar Runze เลย อยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

3.4 MOON MADNESS (1984, Jean Image, France, animation, 82min)

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Jean Image เหมือนกัน อยากดูมาก ๆ หนังเรื่อง MOON MADNESS นี้ได้ชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมที่เทศกาลภาพยนตร์ Fantasporto ด้วย

 

3.5 FALSE CONFESSIONS (1984, Daniel Moosmann, France, 110min)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ Marivaux เรายังไม่เคยดูหนังที่กำกับโดย Daniel Moosmann เหมือนกัน

 

Daniel Moosmann เคยได้รับรางวัล Best Director จากเทศกาลภาพยนตร์ Taormina จากหนังเรื่อง BIRIBI (1971) ด้วย

 

3.6  A FINE BUNCH OF PEOPLE-LTD. (1981, Ottokar Runze, West Germany)

 

อยากดูหนังของ Ottokar Runze จริง ๆ เขาเคยได้รับรางวัลหมีเงินในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินจากหนังเรื่อง IN THE NAME OF THE PEOPLE (1974) ด้วย

 

เราว่าคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” นี่มันรุนแรงมาก ๆ เลยนะ เพราะถึงแม้มันเป็นนิตยสารในปี 1989 แต่ข้อมูลในคอลัมน์นี้ก็ยังล้ำค่ามาก ๆ ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เพราะว่าคุณลองเข้าไปดูใน imdb สิ ใน imdb น่ะ ไม่มี “เรื่องย่อ” ของหนังหลาย ๆ เรื่องในลิสท์ข้างต้นนะ ทั้งหนังของ Ottokar Runze, Daniel Moosmann, Claude d’Anna แต่ว่านิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มีเรื่องย่อของภาพยนตร์เหล่านี้ นิตยสารภาพยนตร์ของไทยในปี 1989 ฉบับนี้มีสิ่งที่แม้แต่ imdb ในปัจจุบันยังให้ไม่ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0v2tW43tANGojhQZsj6ckT1bvzuPjsszPAjR9TQhk7VcQHc2Z1q3cWE9oeTHeweNpl

 

+++

ชอบ MELO มาก ๆ เลยครับ จิตรได้ดู MELO ตอนที่พี่สนยืมฟิล์ม 16 มม.จาก Alliance มาฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ถ้าหากจำไม่ผิด

 

ยังจำได้เลยว่า MELO เหมือนจะมีฉากที่ Sabine Azema ม้วนหน้าม้วนหลังโดยไม่มีสาเหตุด้วย 55555

++++

 

สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่สุดจากการจัดห้องในวันนี้ คือการค้นเจอแฟ้มเอกสารสำคัญที่เราหาไม่เจอมานาน 14 ปีแล้ว

 

คือเราเคยย้ายห้องในปี 2012 น่ะ แล้วการย้ายห้องในช่วงต้นปี 2012 มันทำให้แฟ้มเอกสารสำคัญของเราหายไป เราหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า ห้องของเรารกมากด้วยแหละ ห้องของเรามันเต็มไปด้วยวิดีโอเทป, เทปเพลง, หนังสือ และนิตยสารมากมาย

 

พอวันนี้เราได้จัดห้องของตัวเอง เราก็เลยเจอแฟ้มเอกสารสำคัญนี้โดยบังเอิญ มันซุกอยู่รวมกับนิตยสารต่าง ๆ เราก็เลยรู้สึกดีใจที่สุด สิ่งที่เราเคยทำหายไปในช่วงต้นปี 2012 ในที่สุดเราก็ได้มันกลับคืนมาแล้ว หลังจากเราหามันไม่เจอมานาน 14 ปี

 

แฟ้มเอกสารสำคัญนี้คือแฟ้มที่รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเพื่อนเก่าของเราในทศวรรษ 1980 ถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 น่ะ คือพอเราได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในแฟ้มนี้ มันก็ทำให้เรานึกถึง “ช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต” ในปี 1989 และในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มาก ๆ

 

คือสิ่งเหล่านี้มันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับคนอื่น ๆ แต่มันคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเรา เพราะแต่ละสิ่งมันบรรจุความทรงจำของเราในปี 1989-1995 เอาไว้ ไม่มีอะไรจะมาแทนที่ได้

 

อย่างเช่น ภาพสองภาพนี้ คือเพื่อนของเราเขาชอบ “วาดใบหน้าใหม่ทับใบหน้าของคนอื่น ๆ” น่ะ และเราก็ชอบเก็บรวบรวมภาพที่เขาวาดทับเหล่านี้เอาไว้ เพราะเราว่ามันฮาดี พอเราได้เห็นมันอีกครั้ง มันก็ทำให้นึกถึงความสุขในปี 1989 มาก ๆ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0281uEnbNnfyHRjwwYssbG2G5pgtCSuj3iuQVmnSrY8gTUCBMggDcY4E5UjR9zkEuCl