Monday, June 15, 2026

THE WHITE RABBIT

 

THE WHITE RABBIT แดนฝัน อันตรธาน (2026, Natpakorn Nangnoi, 75min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

1. เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่เราดูสองรอบต่อกันเลย เพราะว่าเราดูรอบแรกที่ House รอบ 17.45 น. ในวันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งเป็นการดูหลังกินข้าวเย็นเสร็จ เพราะฉะนั้นเราก็เลยหลับ ๆ ตื่น ๆ ในบางช่วงขณะที่ดูรอบแรก น่าจะหลับไปราว 5 นาที แล้วมันก็เลยเหมือนพลาดข้อมูลสำคัญไป เพราะหนังมันสั้นมาก แล้วมันเป็นหนังที่มีปริศนาลึกลับ ที่ข้อมูลในแต่ละซีนเป็น jigsaw แล้วหนังมันก็จบโดยไม่มีตัวละครมาสรุปข้อมูลต่าง ๆ ให้ เพราะฉะนั้นพอเราดูรอบแรกจบตอน 19.00 น. มันก็เลยค้างคาใจมาก เราก็เลยรีบนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป central world เพื่อดูรอบสองต่อเลย เป็นรอบ 19.00 น. ที่เริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.15-19.20 น.

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราแทบไม่เคยดูหนังสองรอบต่อกันเลยนะ มีครั้งนึงที่ทำแบบนี้ก็คือตอนดู LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, 140min) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ในวันที่ 9 มิ.ย. 2004 เพราะวันนั้นทางเกอเธ่จัดฉายหนังเรื่องนี้สองรอบ เราดูรอบแรกเสร็จแล้วพบว่าเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ แล้วมันเป็นหนังที่ดูรอบแรกแล้วเรารู้สึกว่าเราเข้าใจมันเพียงแค่ราว 30% เท่านั้น เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้รอบสองต่อในทันที

 

2. THE WHITE RABBIT เหมือนเป็นหนังที่เรา admire มากกว่า “ชอบเป็นการส่วนตัว” นะ เราชอบความทะเยอทะยานของหนัง และความ unique บางอย่างของหนัง ซึ่งส่งผลให้หนังเรื่องนี้น่าจะติดอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนาน

 

2.1 เรารู้สึกว่าสิ่ง unique สำคัญของหนังเรื่องนี้ในความรู้สึกของเรา ก็คือการที่ตัวละครพระเอกเป็นนักมายากลนี่แหละ เหมือนเราแทบไม่เคยเจอหนังไทยที่มีพระเอกเป็นนักมายากลมาก่อน และแม้แต่หนังต่างประเทศเราก็อาจจะเคยเจอบ้างแต่ก็มีเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง (THE PRESTIGE, NOW YOU SEE ME) และเราก็อาจจะเคยอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” ที่พระเอกหรือนางเอกเป็นนักมายากลอยู่ 2-3 เรื่อง

 

2.2 เพราะฉะนั้นฉากที่พระเอกใช้ความเป็นนักมายากลของตัวเองในการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในร้านเหล้า ก็เลยเหมือนเป็นฉากที่ทรงพลังมากที่สุด หรือน่าจดจำมากที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับเรา เหมือนฉากอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้อาจจะดู “ไม่โดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ มากนัก” น่ะ แต่ฉากนี้มันดูมีพลัง และมันดูโดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

2.3 การที่หนังเลือกจบอย่างสิ้นหวัง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วย เพราะหนังไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกจบแบบนี้

 

2.4 และการที่หนังเหมือนไม่ได้คลี่คลายปริศนาหลาย ๆ อย่าง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วยเช่นกัน เพราะหนังส่วนใหญ่ก็เหมือนไม่ได้เลือกเส้นทางนี้

 

3. จุดแรกที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเหมือนพาดพิงถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND (1865, Lewis Carroll, novel) ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ เรื่อง

 

เพราะฉากที่พระเอก (เบิร์ด) เห็นนางเอก (อีฟ) เดินผ่านรถของเขากับเพื่อนร่วมงานไปอย่างรวดเร็ว แล้วพระเอกก็เลยรีบเดินตามนางเอกไป แล้วหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เผชิญกับปริศนาพิศวงและกลุ่มผู้มีอิทธิพล มันทำให้เรานึกถึง “อลิศในดินแดนมหัศจรรย์” น่ะ เพราะในนิยาย/นิทานเรื่องนี้ อลิศก็อยู่กับพี่สาวในช่วงต้นเรื่อง แล้วอลิศก็เห็น “กระต่ายขาว” เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว อลิศก็เลยรีบตามกระต่ายขาวไป แล้วหลังจากนั้นอลิศก็เลยได้เข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ และเผชิญหน้ากับ Queen of Hearts ที่ชอบสั่งให้ประหารชีวิตคนต่าง ๆ ด้วยการตัดหัว

 

เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ไม่ว่าหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

4. ชอบความพยายามในการจัดวางเงื่อนงำต่าง ๆ ในหนังน่ะ โดยไม่มีตัวละครมาพูดสรุปให้ เราต้องปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าพอเราหลับไป 5 นาทีในการดูรอบแรก เราก็เลยงงเป็นไก่ตาแตกไปเลย 555 แต่พอเราดูรอบสอง เราก็เลยลองปะติดปะต่อเล่น ๆ ด้วยตัวเองได้ดังนี้

 

เหมือนตัวละครผู้ร้ายสำคัญในหนังเรื่องนี้ คือ “ผู้มีอิทธิพล”, “ลูกชายของเขา”, “เปรม” และ ตำรวจ

 

ตัวละครผู้มีอิทธิพลคนนี้เหมือนปรากฏตัวครั้งแรกในฉากที่พระเอกกับเพื่อน ๆ ไปเก็บศพหญิงสาวคนนึงที่ตายในบ้านหรู ในห้องที่มีรูปวาดกระต่ายขาว ผู้มีอิทธิพลคนนี้ปรากฏตัวแบบเบลอ ๆ เห็นหน้าตาไม่ค่อยชัด เขาอ้างว่าคนตายเป็นลูกสาวของเขา และกดดันเปรมกับตำรวจให้ทำตามที่เขาต้องการ โดยให้มีการกำจัดศพโดยเร็ว ผ่านทางการฌาปนกิจอย่างเร่งด่วน เขาสั่งให้ตำรวจสั่งให้เบิร์ดลบรูปถ่ายทิ้ง และก็ดูเหมือนจะมีบุคคลลึกลับอีกคนนึงอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย (ไม่รู้ว่าคือลูกชายของเขาหรือเปล่า)

 

หลังจากนั้นผู้มีอิทธิพลคนนี้ก็ปรากฏตัวอีกครั้งกับสมัครพรรคพวกในร้านเหล้า พระเอกก็เลยปลอมตัวเป็นพนักงานร้านเหล้าไปปะทะกับคนกลุ่มนี้ในฉากที่น่าจดจำที่สุดของหนัง แล้วพระเอกก็เลยได้ข้อมูลมาว่า ผู้มีอิทธิพลคนนี้อ้างว่าเขาไม่มีลูกสาว และเขาได้สั่งให้ลูกชายไปจัดการปัญหาเรื่องที่ดินในพื้นที่แห่งหนึ่ง

 

พื้นที่แห่งนั้นคือพื้นที่แห่งเดียวกับที่พระเอกไปพบศพคนตายหลายคนในป่าในช่วงท้ายเรื่อง และมีการพบซากยานพาหนะในป่าด้วย ส่วนหนุ่มหล่อที่ปรากฏมาในฉากนั้นน่าจะเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

ชอบบทพูดของ ”เปรม” ด้วย ที่บอกว่า “บางทีคนบางคนกลับเข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อที่....” ซึ่งตอนดูรอบแรกเราก็ไม่ทันคิดอะไร แต่พอดูรอบสองเราถึงเข้าใจว่าบทพูดของเปรมในฉากนี้สื่อถึงอะไร

 

5. ชอบที่หนังเต็มไปด้วยปริศนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจน อย่างเช่น

 

5.1 ในพื้นที่ที่พระเอกทำงาน มีคนตายอย่างเป็นปริศนาหลายคน และมีคนหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังก็ไม่ได้คลี่คลายเรื่องนี้โดยตรง แต่ทำให้นึกถึงประเทศไทย ที่มีคนตายจำนวนมากเพราะผู้มีอิทธิพล และมีการอุ้มหาย

 

5.2 เหมือนครอบครัวของพระเอก ก็เป็นปริศนาสำหรับเรา พระเอกเหมือนจะบอกว่า แม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ แต่ทำไมพระเอกถึงฝันร้ายถึงพ่อหลายครั้ง เหมือนพ่อของเขาทำอะไรเลวร้ายบางอย่างในความฝัน แล้วทำไมในฝันของเขา พ่อของพระเอกถึงหน้าตาคล้ายลูกชายของผู้มีอิทธิพล หรือเราจำมั่ว จำผิดพลาด จำสลับกันเอง 55555

 

5.3 รูปถ่ายในบ้านของพระเอก เหมือนจะสื่อว่า พ่อของพระเอกน่าจะเป็น “ข้าราชการยศสูง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้เราแอบเปรียบเทียบสถานะของพระเอกกับสถานะของเด็กหนุ่มในเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง แล้วหนังก็เก็บงำภาพของ “แม่พระเอก” เอาไว้ ก่อนจะเผยให้เห็นลาง ๆ ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นปริศนาที่น่าสนใจสำหรับเรา

 

6. ประเด็นของหนังก็น่าสนใจดี ที่เหมือนจะพูดถึงประเทศไทยที่มีปัญหาเรื่องเจ้าพ่อ, ผู้มีอิทธิพล ที่สามารถขจัดศัตรูได้อย่างง่าย ๆ ราวกับเป็นนักมายากล พวกเขามีอิทธิพลครอบงำตำรวจบางคนและเจ้าหน้าที่บางคนในองค์กรต่าง ๆ พวกเขาเหมือนจะให้อิสระกับคนอื่น ๆ ในบางครั้ง แต่ก็เป็นอิสระเสรีภาพแบบในวงจำกัด และพวกเขาก็สามารถปลิดชีวิตคนที่ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพได้ทุกเมื่อที่พวกเขาต้องการ

 

สถานะของตัวละครพระเอกก็น่าสนใจดี เพราะถ้าหากพ่อของเขาเป็นข้าราชการยศสูง พระเอกหรือพ่อของเขาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้มีอิทธิพลมาก่อน หรือพ่อของเขาอาจจะเคยทำอะไรเลวร้ายมาก่อน (จนส่งผลให้พระเอกฝันร้าย) แล้วพระเอกก็อาจจะเกลียดผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน เกลียดที่พวกเขาทำให้คนตายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก แต่พระเอกก็ไม่สามารถโค่นล้มอะไรพวกเขาได้

 

7. จุดอ่อนของหนังเรื่องนี้สำหรับเรา ก็อาจจะเป็นเรื่องวิธีการสื่อสารเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง เพราะพอหนังให้นางเอกเล่าเรื่องพวกนี้แบบปากเปล่า ทีละขยัก มันก็เลยยากสำหรับเราในการตามเนื้อเรื่องในการดูรอบแรก เพราะเรื่องสั้นที่นางเอกแต่งมันมีตัวละครเยอะมาก อย่างเช่น

 

7.1 พ่อมด

7.2 เมียของพ่อมด ที่ทิ้งคำสาปหรือคำทำนายเรื่องกระต่ายขาวจะนำมาซึ่งความพินาศ เอาไว้

7.3 ลูกชายพ่อมด ที่มีอายุราว 12 ปี

7.4 แฟนของลูกชายพ่อมด (เราจำไม่ได้แล้วว่า เธอชื่อ เกรซ หรือเปล่า)

7.5 กระต่ายขาว

7.6 กลุ่มกระต่ายดำที่พ่อมดเลี้ยงไว้

7.7 Sofia และครอบครัวของโซเฟีย

7.8 สัตว์ที่ถูกพ่อมดฆ่าตาย

7.9 สัตว์ที่ถูกลูกชายของพ่อมดฆ่าตาย

 

8. เราเข้าใจว่า การนำเสนอเรื่องสั้นแบบนี้ด้วยการให้นางเอกเล่า แล้วให้คนดูจินตนาการภาพตามด้วยตัวเอง มันก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้คนดูตกอยู่ในสถานะเดียวกับพระเอก ต้องคอยจินตนาการภาพในหัวตามด้วยตัวเองเหมือนกัน และพอตัวละครในเรื่องสั้นนี้มันไม่ถูก represent ด้วยภาพใดๆ มันก็เลยส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสั้นเหล่านี้อาจจะ represent แทนสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทย หรือถูกเทียบเคียงกับตัวละครอื่นๆ ในหนัง (พระเอก, ครอบครัวของพระเอก, ผู้มีอิทธิพล, ลูกชายของผู้มีอิทธิพล) ได้ง่ายขึ้น

 

แต่วิธีการแบบนี้ มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะมันทำให้เราตามเนื้อเรื่องได้ยาก เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากมันมีการ represent เรื่องสั้นนี้ ด้วยการทำเป็นฉาก animation ให้คนดูได้เห็นไปเลย มันก็อาจจะช่วยให้คนดูตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า แต่มันก็ต้องแลกกับข้อดีในย่อหน้าข้างต้น เราก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า วิธีการแบบใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

 

9. อีกจุดที่เราชอบมากในหนัง ก็คือเรื่องของตัวละครเจมส์ หนุ่มกู้ภัยที่ฆ่าตัวตายหลังจากได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตคนรัก (หรือเขาถูกผู้มีอิทธิพลฆ่าตาย เพราะเขาล่วงรู้ความลับบางอย่าง เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

 

ที่เราชอบเรื่องราวของเจมส์ หนุ่มช้ำรักมาก ๆ เพราะเรารู้สึกว่า มันเหมือนเป็นส่วนที่อาจจะไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของหนัง ที่เราเขียนไว้ในข้อ 6 น่ะ (หรือเราอาจจะเชื่อมโยงไม่ได้เอง 555) มันก็เลยเหมือนกับว่า ตัวละครเจมส์ช่วยให้หนังเรื่องนี้มีพื้นที่ให้หายใจหายคอได้บ้าง

 

คือรสนิยมส่วนตัวของเรา มักจะชอบหนังที่ treat ตัวละครเป็นมนุษย์ มากกว่าหนังที่ใช้ตัวละครเป็น “เครื่องมือในการบอกเล่าประเด็น” น่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า หนึ่งในจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ตัวละครเกือบทุกตัว “เหมือนจะดำรงอยู่เพียงเพื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นของหนัง” น่ะ หนังไม่ได้มีพื้นที่หรือมีความยาวมากพอที่จะเปิดโอกาสให้ตัวละครแต่ละตัวได้หายใจหายคอบ้าง

 

แล้วพอเราเหมือนเชื่อมโยงเจมส์กับประเด็นหลักของหนังไม่ได้ เราก็เลยชอบตัวละครนี้มาก ๆ ไปเลย เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นมนุษย์ มากกว่าเป็นเพียง function หรือเป็นเพียง “เครื่องมือในการส่งสารถึงผู้ชม”

 

แต่เราก็ไม่ได้มีปัญหากับจุดนี้ของหนังมากนักนะ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นหนังทุนต่ำ ทุนอิสระ หนังมันก็เลยสั้นมาก แล้วพอทุนน้อย หนังสั้น หนังมันก็เลยไม่มีโอกาสให้ตัวละครได้ exist เพื่อชีวิตของตัวเองจริง ๆ ได้ แต่ถ้าหากหนังมันยาวกว่านี้ ตัวละครก็อาจจะมีโอกาสได้มีชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น

 

10. ซึ่งจริง ๆ แล้ว “หนังการเมืองไทย” เรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะมีลักษณะคล้ายหนังเรื่องนี้นะ คือมีการสร้างตัวละครเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นเหมือน ๆ กัน และตัวละครไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ เหมือนกัน แต่หนังการเมืองไทยเรื่องอื่น ๆ มันมี “สิ่งทดแทน” ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินอย่างมากให้กับเราน่ะ อย่างเช่น BY THE TIME IT GETS DARK (2016, Anocha Suwichakornpong) มันก็มี “ความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง/ประเด็น” ที่น่าสนใจมาก  ๆ สำหรับเรา ส่วนหนังของ Taiki Sakpisit กับ Jakrawal Nilthamrong มันก็มี “ความมหัศจรรย์ทางภาพและเสียง” และ “อารมณ์ที่งดงามแบบบทกวี” มาช่วยสร้างความสุขอย่างล้นปรี่ให้กับเรา หนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke มันก็มีเนื้อเรื่องที่สนุกหุยฮามาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังการเมืองไทยที่อาจจะไม่ได้ treat ตัวละครเป็นมนุษย์จริง ๆ เรื่องอื่น ๆ มันก็เลยไม่ได้มีปัญหาสำหรับเรา เพราะเราได้รับความสุขจากองค์ประกอบอื่น ๆ ของหนังได้

 

แต่เหมือน THE WHITE RABBIT ยังขาดจุดนี้อยู่บ้างสำหรับเราน่ะ คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี magic นะ และเราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับชอบสุดขีด หรือ A+30 แต่เราว่า magic ของหนังเรื่องนี้มันยังไปไม่สุด หรือยังไม่ทรงพลังอย่างสุดขีดน่ะ magic ของหนังเรื่องนี้ยังพัฒนาได้อีก และถ้าหากหนังเรื่องนี้มันมี magic รุนแรงจริง ๆ มันก็สามารถทดแทนตัวละครที่อาจจะไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ ได้

 

11. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของคุณ Natpakorn Nangnoi ที่เราได้ดู ต่อจาก

 

11.1 SCREENPLAY (2021, documentary, 40min, A+30)

 

11.2 วายชนม์ ALL THAT LIVES, DIES (2021, Natpakorn Nangnoi, 21min, A+30)

 

11.3 BACK TO HEAVEN โศกาอาดูร (2023, 49min, A+30)

 

ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้ง 4 เรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่อาจจะชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุด เพราะถึงแม้ THE WHITE RABBIT มันอาจจะมีจุดอ่อนหรือจุดที่ไม่เข้าทางเราอยู่บ้างตามที่เราเขียนมาข้างต้น แต่หนังเรื่องนี้มันก็มีความ unique สำหรับเราน่ะ ทั้งเรื่องความเป็นนักมายากลและเรื่องปริศนาที่ไม่คลี่คลายต่าง ๆ (ครอบครัวของพระเอก, คนตายและคนสูญหายจำนวนมาก, ผู้มีอิทธิพล) เราก็เลยรู้สึกว่า เราน่าจะแยก THE WHITE RABBIT ออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายมากในความทรงจำของเรา

 

ส่วน SCREENPLAY นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็อาจจะคล้ายกับหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ในปี 2021 ที่ตัวละครเล่าเรื่อง “หนังที่ถ่ายทำไม่ได้เพราะติดปัญหาโควิด” เหมือนกัน

 

ส่วน “ALL THAT LIVES, DIES” กับ “BACK TO HEAVEN” นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็มีส่วนคล้ายกับหนังสั้นไทยจำนวนมากที่พูดถึง “ตัวละครที่กลับไปเยี่ยมบ้านในชนบท” น่ะ

 

เราก็เลยชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุดในบรรดา 4 เรื่องนี้ เพราะเราว่ามันมีจุดที่ทำให้เราแยกมันออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาได้อย่างง่ายดาย

+++

 

เราอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ “มองไม่เห็นวิว” มานาน 14 ปีแล้ว เพราะห้องของเราโดนตึกข้าง ๆ บดบังวิว เพราะฉะนั้นเวลาเราได้เห็นท้องฟ้ากว้าง ๆ ขณะนั่งรถไฟฟ้า เราก็เลยมีความสุขมาก 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1025475549921857

 

Sunday, June 14, 2026

YAMATO WAKI

 

เพิ่งรู้ว่า NOSFERATU THE VAMPYRE (1979, Werner Herzog) มีภาคต่อด้วย มันคือหนังเรื่อง NOSFERATU IN VENICE (1988, Augusto Caminito, Italy) หรือ “ตำนานรักแดร๊กคูล่า” ที่นำแสดงโดย Klaus Kinski เหมือนกัน

+++

ซื้อหนังสือการ์ตูน “ด้วยเมฆหมอกแห่งรัก” หรือ THE TALE OF GENJI: DREAMS AT DAWN (1979-1993) ของ Yamato Waki มาให้ลูกหมีอ่าน

 

ตอนเราเด็ก ๆ เมื่อราว 35-40 ปีก่อน เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในชื่อเรื่องว่า “ฟ้าใต้แสงจันทร์” ตอนนั้นพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ แต่เราได้อ่านแค่ไม่กี่เล่ม ก็เลยถือเป็นการ์ตูนที่ค้างคาใจเรามานานเรื่องหนึ่งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

 

พอเราได้รู้ว่า มีการพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้จนจบแล้ว โดยมี 13 เล่มจบ เราก็เลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน จะได้ขจัดสิ่งที่ค้างคาใจมานาน 40 ปีออกไปอีกหนึ่งอย่าง

 

Yamato Waki ถือเป็นนักเขียนการ์ตูนในดวงใจของเราคนนึง การ์ตูนเรื่อง HAIKARA-SAN: HERE COMES MISS MODERN (1975-1977) นี่ถือเป็น one of my most favorite cartoons of all time เลย

 

การ์ตูนอีกเล่มของ Yamato Waki ที่เราชอบสุดขีด เป็นเรื่องของนักเรียนคนนึงที่ค้นพบว่ามี “ดินแดนลึกลับ” ซ่อนอยู่ในหอพักของเธอ เธอเป็นสาวเนิร์ด แต่พอเธอได้เข้าไปในดินแดนลึกลับนี้ เธอก็จะกลายร่างเป็นสาวสวย ส่วน “นางอิจฉา” ของเรื่องนี้ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็นนางพญาผึ้ง ส่วนผู้ชายที่ตามจีบเธอ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็น “พระพุทธรูป”

 

แต่เราไม่รู้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่าอะไร มีใครพอรู้บ้างไหมคะ

 

ตอนนี้จิตรกำลังเล็งว่าจะลองอ่านเรื่องนี้อยู่ครับ “สายใยในกรงขัง” ของ Ira Ozaki พิมพ์โดยสำนักพิมพ์บงกช เห็นเรื่องย่อเป็นปัญหาชีวิตแม่กับลูกสาว

 

แต่มันเพิ่งออกมา 4 เล่ม และยังไม่จบ จิตรก็เลยยังไม่แน่ใจว่า ควรให้มันออกจนจบก่อนแล้วค่อยซื้อมาอ่านรวดเดียว หรือว่าจะลองซื้อเล่มแรกอ่านไปเลยดี แต่กลัวว่าการ์ตูนพวกนี้ไม่ใช่ต้องรอนานถึง 20 ปีกว่าจะถึงบทอวสาน 55555

https://www.bongkoch.com/shop/index.php?route=product/search&search=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%87

+++

 

สิ่งที่ลูกหมีพูดกับแม่หมีหลังจากดูหนังเรื่อง SILENT FRIEND (2025, Ildikó Enyedi, Germany/Hungary, A+30):

 

“ดอกเยอราเนียมมันร่านมาก ๆ เลยค่ะ คุณแม่ พอดอกเยอราเนียมมันเห็นผู้ชายหนุ่ม ๆ มันก็ทำระริกระรี้ กระดี๊กระด๊า เปิดประตูต้อนรับ อีเยอราเนียม อีร่าน”

 

(ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ)

++++

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด Julia Ducournau (RAW, TITANE, ALPHA) กำกับมิวสิควิดีโอเพลง C’EST À QUI LE TOUR (2026) ให้ Mylène Farmer และผลงานที่ออกมานี่บอกได้เลยว่า ถูกใจเราจริง ๆ กราบตีนทั้ง Mylène Farmer และ Julia Ducournau นึกว่ามีฉากคลาสสิคหลายฉากมากในมิวสิควิดีโอนี้

 

ดีใจสุดขีดที่ช่วงนี้ศิลปินเพลงที่เราชื่นชอบจากทศวรรษ 1980-1990 กลับมาออกผลงานเพลงใหม่ ๆ ที่น่าพึงพอใจ ทั้ง Chaka Khan, Madonna และ Mylène Farmer

 

Chaka Khan

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=gvS3u20XfZe0aW23

 

 

6. C’EST À QUI LE TOUR -- Mylène Farmer (2026, Julia Ducournau, France, music video)

 

+++

 

ประทับใจอย่างรุนแรงที่สุดที่เทศกาล TILFF ปีนี้ฉายทั้ง BLUE (1993, Derek Jarman), BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, documentary) และ DEATH AND TRANSFIGURATION (1983, Terence Davies) เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องนี้พูดถึง “ความตาย” ของคนที่เป็น queer ได้อย่างทรงพลังสุดขีด นึกว่าเทศกาลหนัง “มรณานุสติ”

 

 

Saturday, June 13, 2026

DEBUT

 

เพิ่งรู้ว่ามันมีหนังเรื่อง “กุนเชียงเนื้อคน” THE UNPUBLICIZABLE FILE (1993, Ma Shao-wei, Taiwan/Hong Kong) ด้วย

+++

 

DEBUT, OR, OBJECTS OF THE FIELD OF DEBRIS AS CURRENTLY CATALOGUED (2025, Julian Castronovo, USA, 78min, A+30)

 

1. กราบมาก ชอบสุดขีด ชอบที่หนังใช้ทุนสร้างต่ำกว่า 1000 ดอลลาร์แต่ยังทำออกมาขนาดนี้ได้

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

2. ชอบโครงสร้างของหนังมาก ๆ เพราะมันเป็นหนังที่กำกับและนำแสดงโดย Julian Castronovo ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ และหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึง (ที่บอกว่าตัวเองเป็น Orientalist ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ที่พยายามสืบค้นข้อมูลของ Julian Castronovo ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ Julian คนนี้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่เขาพยายามดิ้นรนหาทางสร้างภาพยนตร์เรื่องนึง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ Fawn Ma หญิงสาวชาวจีนคนนึงที่ไปพัวพันกับธุรกิจผิดกฎหมาย, หญิงสาวคนนี้เป็น performance artist และหญิงสาวคนนี้ก็เป็นนักสืบเอกชนด้วย

 

Julian เริ่มติดตามสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหญิงสาวชาวจีนคนนี้ โดยเริ่มต้นจากข้อมูลของแกลเลอรี่ของชาวอิหร่านในนครนิวยอร์ค เขาได้ค้นพบเงื่อนงำสำคัญในประวัติของ Han van Meegeren นักวาดภาพปลอมชาวดัทช์ และในนิยาย Don Quijote ของ Cervantes และในเรื่องที่ว่า นิยายเรื่อง Don Quijote นี้บ่งบอกเป็นนัย ๆ ว่า ผู้ประพันธ์ตัวจริงอาจจะไม่ใช่ Cervantes แต่เป็นชาวมัวร์ชื่อ Cide Hamete Benengeli

 

การแกะรอยหญิงสาวชาวจีนคนนี้ดำเนินต่อไปเมื่อ Julian เดินทางมารัฐแคลิฟอร์เนีย และมันก็เข้าไปพัวพันกับ Raymond Chandler ด้วย และในเวลาต่อมา การแกะรอยตามหาหญิงสาวชาวจีนคนนี้ก็เข้าไปพัวพันกับตำนานของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในกรุงปราก ประเทศเช็ก เพราะโบสถ์นี้เคยมีตำนานปาฏิหาริย์บางอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ

 

3. ชอบโครงสร้างการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนมันโยงทั้งประวัติศาสตร์ศิลปะ, วงการภาพยนตร์, วงการ performance art, วรรณคดีโบราณ, วรรณคดีสมัยใหม่, ตำนานโบราณ อะไรต่าง ๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน และมีการซ้อนทับกันของความจริงความลวง, metafiction อะไรต่าง ๆ ที่น่าสนใจมาก ๆ

 

4. ชอบที่มันพูดถึงชะตากรรมของผู้กำกับภาพยนตร์และศิลปินที่ไม่โด่งดัง และชอบการที่ตัวละครทั้งสองคนนี้อาจจะเหมือน dig their own graves แบบ literally และ figuratively

 

5. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงอะไรต่าง ๆ ที่เราชอบสุดขีด อย่างเช่น

 

5.1 นิยายเรื่อง FLICKERS (1991) ของ Theodore Roszak

 

5.2 หนังเรื่อง DOSSIER 51 (1978, Michel Deville, France)

 

5.3 หนังเรื่อง UNDER THE SILVER LAKE (2018, David Robert Mitchell)

 

5.4 หนังสารคดีเรื่อง CHINA’S VAN GOGHS (2016, Yu Haibo, Yu Tianqi Kiki, China/Netherlands, documentary)

 

5.5 หนังเรื่อง THE NINTH GATE (1999, Roman Polanski)

 

5.6 หนังหลอน ๆ ของ Olivier Smolders

 

6. ชอบที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง “สิ่งต่าง ๆ ที่คนธรรมดา หรือ คนที่ไม่โด่งดัง ทิ้งเอาไว้ เมื่อพวกเขาหายไปจากโลก”

 

Friday, June 12, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

ไตเติลละคร แต่ปางก่อน (1987, อดุลย์ ดุลยรัตน์) และฉากจบของละครเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1638595430586665

 

เพลง soundtrack ภาพยนตร์ที่เราฟังเป็นประจำในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือ RAKUEN NO DOOR ของ Yoko Minamino ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง SUKEBAN DEKA (1987, Hideo Tanaka, Japan, 93min, A+30) เพราะทุกครั้งที่เราฟังเพลงนี้ ภาพชีวิตของเราสมัยเรียนมัธยมก็จะหวนคืนมา

https://youtu.be/jQosKV2exE0?si=MrgrnWzFI2qTyTmN

 

ชอบรชนีกร พันธ์มณี มาก ๆ ใน “ปลายฝนต้นหนาว” (1994) กับ ปีกทอง (1999, M.L. Pundhevanop Dhewakul)

+++

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

 

วิดีโอนี้มีความยาวราว 208 นาที แต่เราเพิ่งได้ดูไปเพียงแค่ราว 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที (หรือ 2 ชั่วโมง 26 นาที) กรี๊ดดดด เดี๋ยวจะต้องรีบไปดูต่อให้จบ เผื่อเตรียมชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปี 2026 แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min)

 

ช่วง 62 นาทีที่เราได้ดูไป เป็นช่วงต้นกับช่วงท้ายของวิดีโอนี้  เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง

 

(ตัวเราเองไม่ได้ตักบาตรมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เพราะจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธซะทีเดียว แต่มีอยู่ช่วงนึงที่เราตักบาตรบ่อย ๆ เพราะว่า “เด็กวัด” หล่อมาก เป็นหนุ่มหล่อที่มาคอยช่วยเหลือพระรูปนึงขณะพระรูปนั้นมาบิณฑบาตรในซอยเรา ช่วงนั้นเราก็เลยตักบาตรบ่อย ๆ เพราะเราแอบชอบเด็กวัด แต่พอเด็กวัดคนนั้นหายไป เราก็เหมือนไม่ได้ตักบาตรอีกเลยมั้ง

 

การตักบาตรในซอยเราไม่ต้องใช้เวลารอ เพราะว่าพระกับเด็กวัดจะมานั่งประจำที่ร้านขายกับข้าวในซอยเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตักบาตร เราก็ไปซื้อกับข้าวที่ร้านนั้น แล้วก็ตักบาตรได้เลย ไม่ต้องรอพระเป็นเวลานานเหมือนในวิดีโอนี้)

 

ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เหมือนเป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ทำอาหารเย็น เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีที่จานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

(แม่ของเราซึ่งปัจจุบันนี้มีอายุ 89 ปี ก็กิน “อาหารปั่น” เป็นหลัก เอาถั่วเอาผักไปใส่เครื่องปั่นก่อน พอมันปั่นเสร็จแล้วถึงค่อยเอามากิน)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

พอเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง เราก็นึกถึงบ้านของคุณตาคุณยายเราที่อุบลมาก ๆ เพราะมันเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ที่มีใต้ถุนสูงมากเหมือนกัน สภาพบ้านของตายายเรากับบ้านของคุณยายแบ่งนี่มีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงกันมาก เราเคยไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่พอตากับยายของเราถึงแก่กรรม เราก็ไม่ได้กลับไปบ้านไม้หลังนั้นอีกเลยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าปัจจุบันบ้านไม้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

 

สรุปว่าเราได้ดูวิดีโอนี้ไปแค่ 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที เรายังไม่ได้เห็นคุณยายแบ่งปั้นหม้อเลย แต่ก็ประทับใจวิดีโอนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิเตรียมลุ้นชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปีนี้ค่ะ แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min) ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ของเราในตอนนี้

+++

 

เมื่อวานเราไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ Jim Thompson เสียค่าเข้านิทรรศการ 50 บาทตามปกติ แต่คราวนี้เขามีแถมหนังสือ THE OPEN WORLD: THAILAND BIENNALE CHIANG RAI 2023 มาให้ฟรี ๆ ด้วย หนังสือหนาราว 380 หน้า ดีงามมาก ๆ

 

เราไม่ได้ไปงาน BIENNALE ที่เชียงราย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่อยู่ดี ๆ ก็ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ๆ หนามาก ๆ ประทับใจมาก

+++

ซื้อนิยาย “เมฆหลากสี ลอยเกลื่อน จนเอื้อมคว้า” ของกวีวัธน์ กับหนังสือ “วิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส” ของนพพร ประชากุล มาให้ลูกหมีอ่าน

 

แอบขำการจัดวางหนังสือของนพพร ประชากุล ในร้านหนังสือ

+++

บรรยากาศรอบหอภาพยนตร์ ศาลายา ตอนสามทุ่ม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1671382174192223

+++

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า Jean-Baptiste Alazard เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง MITTLEWERK EXPRESS (2011) ซึ่งติดอันดับ 1 หนังสั้นต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

Wednesday, June 10, 2026

I SWEAR

 

I SWEAR (2025, Kirk Jones, UK, A+30)

 

“House is made of brick and stone. Home is made of love alone.”

 

ประโยคข้างต้นไม่ได้อยู่ในหนังเรื่อง I SWEAR แต่เป็นประโยคที่เรานึกถึงเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะหนึ่งในสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ คือการที่ John Davidson (Robert Aramayo) เหมือนจะค้นพบว่า “บ้าน” ที่เขาอยู่และเติบโตมาตั้งแต่เด็ก บ้านที่เขาอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ที่แท้จริงของเขา อาจจะเป็นเพียงแค่ house

 

แต่บ้านของเพื่อนของเขา บ้านของ Dottie Achenbach (Maxine Peake) หญิงวัยกลางคนที่ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาใดๆ อะไรกับเขา บ้านหลังนี้นี่แหละ ที่อาจจะเป็น home ที่แท้จริงของเขา

 

ชอบการแสดงของทั้ง “แม่ที่แท้จริงใน house” (Shirley Henderson) และ “แม่ของเพื่อนใน home” (Maxine Peake) มาก ๆ

 

เราเดาเอาเองว่า จริง ๆ แล้วแม่ที่แท้จริงก็คง “รัก” ลูกชายของตัวเองบ้างน่ะแหละ แต่พอเธอถูกผัวทิ้ง และต้องเลี้ยงลูกตามลำพังหลายคน แล้วลูกก็มีปัญหาทางร่างกายอย่างรุนแรงมาก ๆ อีก สภาพจิตของเธอก็คงแบกรับอะไรแบบนี้ไม่ไหวเหมือนกัน คือเราก็ไม่ได้โทษเธอแต่อย่างใดนะ เพราะถ้าหากเราตกอยู่ในสภาพเดียวกับเธอ เราก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่ดีไปกว่าเธอ

 

คือเราไม่ได้มองแม่ที่แท้จริงว่าทำอะไรบกพร่องนะ แต่เรามองตัวละคร “แม่ของเพื่อน” ในแง่บวกมาก ๆ น่ะ เหมือนเธอเป็นนางฟ้ามาก ๆ เป็นคนที่ดีกว่าเรามาก ๆ และเราก็ซึ้งใจกับจุดนี้ในหนังมาก ๆ เพราะเธอทำให้เรารู้สึกว่า หลังจาก John อยู่กับ “แม่ที่แท้จริงใน house” มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ในที่สุด John ก็ได้เจอ home ซะที home ของคนที่ไม่ได้มีความผูกพันทางสายเลือดใด  ๆ กับเขาแต่อย่างใด

 

Shirley Henderson แสดงดีมาก ๆ ดีใจที่ได้เห็นเธอเล่นหนังดี ๆ อยู่ เพราะเราได้ดูการแสดงของเธอมาตั้งแต่ยุค ROB ROY (1995, Michael Caton-Jones), TRAINSPOTTING (1996, Danny Boyle), WONDERLAND (1999, Michael Winterbottom), TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh), BRIDGET JONES’S DIARY (2001, Sharon Maguire), YES (2004, Sally Potter) แล้ว เหมือนเธออยู่ในวงการมานาน 30 กว่าปีแล้ว

 

แต่ Maxine Peake นี่เราไม่เคยสังเกตเห็นเธอมาก่อนเลย คือเธอเล่นหนังมาแล้ว 103 เรื่อง ซึ่งรวมถึง THE THEORY OF EVERYTHING (2014, James Marsh) ที่เราเคยดู แต่เราก็ไม่ได้สังเกตเห็นเธอในหนังเรื่องนั้น แต่เธอเฉิดฉายมาก ๆ ใน I SWEAR

 

เมื่อกี้เข้าไปดูประวัติของ Maxine Peake ก็เลยพบว่า เธอมักแสดงในหนังสั้นและละครโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ และเธอก็เป็นนักแสดงละครเวทีด้วย

 

อังกฤษนี่เต็มไปด้วยนักแสดงหญิงดี ๆ มากมายจริง ๆ และเราก็ขอเติมชื่อของ Maxine Peake เข้าไปในรายชื่อของนักแสดงหญิงชาวอังกฤษที่เราชื่นชอบมาก ๆด้วยอีกคน

+++

 

วันนี้เราเจอเพื่อนในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เมื่อกี้ตอนเดินออกจากโรงหนังหลังดู WINTERING (2024, Jang Jun-young, South Korea, 66min, A+30) จบ เพื่อนเดินอยู่ด้านหลังผู้หญิงคนนึงที่ออกมาจากโรงภาพยนตร์เดียวกัน แล้วผู้หญิงคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเพื่อนของเรา ก็ตดปู้ดออกมาต่อหน้าเพื่อนของเรา

 

จบการรายงานข่าว

+++

 

 

ชอบหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN (2025, Uhm Ha-neul, South Korea, A+30) มาก ๆ ดีใจที่หนังเรื่องนี้ใช้เพลงของวง Globe เพราะเราก็ชอบวงนี้มาก ๆ เหมือนกัน

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราก็เลยจินตนาการว่า ถ้าหากเราสร้างหนังเรื่องนี้ เราก็คงใช้ฉากหลังเป็นทศวรรษ 1980 เพื่อย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาที่เราเป็นวัยรุ่น และเพลงหลักของหนังก็อาจจะใช้เพลงที่ produce โดย Tetsuya Komoro เหมือนกัน แต่แทนที่จะใช้เพลง DEPARTURES (1996) ของวง Globe เป็นเพลงหลัก เราก็คงใช้เพลง MY REVOLUTION (1986) ของ Misato Watanabe แทน เพราะมันเป็นหนึ่งในเพลงที่เรารู้สึกผูกพันด้วยจริง ๆ สมัยเรียนอยู่มัธยมปลาย

 

สรุปว่า กราบตีน Tetsuya Komoro มาก ๆ พอเราได้ยินเพลงของวง Globe ในหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN มันก็ bring back old memories มาก ๆ เหมือนกับที่หนังเรื่อง SUNNY: OUR HEARTS BEAT TOGETHER (2018, Hitoshi One, Japan, A+30) เคยทำมาแล้ว เพราะหนังเรื่องนั้นใช้ฉากหลังเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเน้นใช้เพลงที่ produce โดย Tetsuya Komoro เหมือนกัน โดยเฉพาะเพลงของ Namie Amuro, TRF และ hitomi

 

แต่เราเพิ่งรู้จากหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN นี่แหละ ว่าในปี 2001 นั้น เพลงของญี่ปุ่นยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ รุนแรงมาก เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

 

ซึ่งมันแตกต่างจากในเมืองไทยมาก ๆ เพราะว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นั้น เพลงของ Misato Watanabe นี่มี “เทปลิขสิทธิ์” วางขายในไทยเลยนะ เพราะ Misato Watanabe อยู่ค่าย CBS ถ้าหากเราจำไม่ผิด และ CBS มีการทำเทปลิขสิทธิ์ของศิลปินญี่ปุ่นออกวางขายในไทยอย่างเป็นทางการ (อย่างเช่น Seiko Matsuda) และพอเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซีดีเพลงญี่ปุ่นของแท้ก็หาซื้อได้ทั่วไปตามร้าน Tower Records ในไทย

 

ดีใจที่ MY REVOLUTION มีผู้ชม 5 ล้านวิวแล้ว

https://youtu.be/zfcO3Y58m24?si=vKeU5EvbQnOQ0mqS

+++

 

เพิ่งเคยดูมิวสิควิดีโอเพลง DEPARTURES (1996) ของวง Globe เป็นครั้งแรก หนักมาก ๆ เพราะว่าเพลงนี้มันเป็นเพลง dance จังหวะคึกคักนะ แต่ตัวมิวสิควิดีโอนี่นึกว่า slow cinema ของแท้ 55555

 

เราเคยฟังเพลงนี้มานานราว 30 ปีแล้วนะ เพราะว่ารายการวิทยุของดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ เคยเปิดเพลงของวง Globe บ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 แต่เราไม่เคยดูมิวสิควิดีโอของวงนี้มาก่อนเลย

 

วันนี้เราเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN (2025, Uhm Ha-neul, South Korea, A+30) ที่ใช้เพลง DEPARTURES เป็นเพลงหลักของหนัง เราก็เลยลองเข้าไปดู music video เพลงนี้ แล้วก็ตกใจมาก ๆ ที่ตัว MV มัน slow cinema มาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเพลงแดนซ์จังหวะคึกคัก

+++

 

18. UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

 

ตัวละครในหนังเรื่องนี้พูดคำว่า TADAIMA ราว 2-3 ครั้ง

Tuesday, June 09, 2026

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES

 

ชอบเพลง LIVE TO TELL มาก ๆ แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่อง AT CLOSE RANGE (1986, James Foley) เลย

+++

 

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES (2025, Chheangkea, Cambodia, queer film, 19min, A+30)

 

1. ดีใจที่ได้ดูหนังเกย์จากกัมพูชา เพราะเหมือนเราแทบไม่ค่อยได้ดูหนังเกย์จากประเทศนี้มาก่อนเลย หนัง queer จากกัมพูชาที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ก็มี TWO GIRLS AGAINST THE RAIN (2012, Sopheak Sao, Cambodia, documentary) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Salaya Documentary Film Festival ในเดือนเม.ย. 2013 ซึ่งเป็นหนังเลสเบียน

 

แล้วเราก็เคยดู WHERE THERE IS SHADE (2015, Nathan Nicholovitch, France/Cambodia) ที่ดีงามสุด ๆ หนังเรื่องนี้เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok และมีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยชาวฝรั่งเศสในกัมพูชา แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นคนฝรั่งเศส เราก็เลยไม่ค่อยอยากนับ WHERE THERE IS SHADE ว่าเป็น “หนังเกย์กัมพูชา” แบบเต็มตัว

 

2. ขำอาการของพระเอกเวลาเห็นหนุ่มหล่อ คือดวงตาของเขามันเป็นประกายมาก ๆ 555

 

3. เหมือนเราแทบไม่เคยเห็น “งานเช็งเม้ง” ในหนังกัมพูชามาก่อนเลยด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ จากกัมพูชาที่เราได้ดูที่มีพิธีเช็งเม้งในหนัง

 

4. ชอบตอนจบของหนังมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

 

5. หนุ่มหล่อ 2 คนในหนังเรื่องนี้น่ารักมาก ๆ cast มาได้ดีมาก

 

6. โดยรวมแล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่น่ารักมาก ๆ

 

ถ้าใครเคยดูหนังเกย์กัมพูชาเรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ เพราะบางเรื่องเราอาจจะเคยดูเหมือนกัน แต่เราลืมไปแล้ว

+++

 

เราเคยดู TWO WEDDINGS AND A FUNERAL ไปแล้วในเดือนมี.ค. 2013 แต่เราลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ วันนี้เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในเทศกาล TILFF พอดูไปพักนึงถึงค่อยจำได้ว่า กูเคยดูหนังไปแล้วนี่หว่า ดีนะที่คราวนี้เป็นตั๋วฟรี 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่เราทำหลังจากได้ดูหนังเรื่อง BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) ก็คือการเช็คว่า Holly Johnson ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เราดีใจมาก ๆ ตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว

 

คือพอหนังเรื่อง BLUE มันมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความป่วยไข้จาก HIV/AIDS หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงชีวิตของเราเองในช่วงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เพราะเราใช้ชีวิตเกย์วัยรุ่นในช่วงนั้นด้วยความหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรงมาก คือทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าจริง ๆ แล้วเราร่านมาก แต่เราร่านแค่ทางใจ ไม่ได้ร่านทางกาย เพราะสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเราใช้ชีวิตวัยรุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ช่วงที่มีคนตายเพราะโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก มันก็เลยทำให้เราไม่กล้าทำอะไรหลาย ๆ อย่างตามแรงปรารถนาของตัวเองในช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่น

 

เพื่อนของเราคนนึงเคยพูดประโยคที่เราเห็นด้วยมาก ๆ เมื่อราว 30 ปีก่อน เขาบอกว่า “ถ้าหากพวกเราเกิดเร็วกว่านี้สัก 5 ปี พวกเราคงติดโรคเอดส์กันไปแล้ว” เพราะพวกเราคงเป็นวัยรุ่นกันตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และคงจะมีเซ็กส์กับชายแปลกหน้ากันไปแล้วเป็นจำนวนมาก ก่อนที่พวกเราจะรับรู้ถึงอันตรายของมัน

 

แต่พอพวกเราเริ่มเป็นวัยรุ่นกันในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ตอนนั้นสังคมก็หวาดกลัวโรคเอดส์กันอย่างรุนแรงมากแล้ว และสิ่งนั้นก็ส่งผลให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่จะติดโรคนี้

 

จำได้ว่า ตอนนั้นเราฝังใจกับคนดังที่ติดเชื้อ HIV/AIDS หลายคน ซึ่งรวมถึง

 

1. Derek Jarman ตรวจพบเชื้อ HIV ในปี 1986 เสียชีวิตในปี 1994 ขณะอายุ 52 ปี

 

2. Cyril Collard ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง SAVAGE NIGHTS (1992, France) เขาเสียชีวิตในปี 1993 ขณะอายุ 35 ปี

 

3. Freddie Mercury ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV ในปี 1987 เสียชีวิตในปี 1991 ขณะอายุ 45 ปี

 

4. Holly Johnson นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 เขาตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ HIV ในปี 1991 และเขาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนในปี 1993

 

จำได้ว่าตอนช่วงนั้นเราก็เศร้าใจมาก ๆ ที่ได้ข่าวว่า Holly Johnson ติดเชื้อ HIV เพราะช่วงนั้นโรคเอดส์มันยังเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ๆ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตหรืออะไร

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง BLUE เราก็เลยหวนรำลึกถึงชีวิตของเราเองในทศวรรษ 1980-1990 ช่วงที่สังคมหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรง และเราก็เลยหวนรำลึกถึง Holly Johnson ด้วย

 

ปรากฏว่า Holly Johnson ซึ่งรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่ปี 1991 ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน และตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว เราดีใจมาก ๆ

   

Monday, June 08, 2026

WAVE IN THE BLUESCREEN

 

เมื่อวานกิน Street Burger หลังจากดู BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) และก่อนดู CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, A+30)

+++

 

WAVE IN THE BLUESCREEN (2026, Nontapat Piboolpongpun นนทพัทธ์ พิบูลพงศ์พันธ์, 28min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด ชอบทั้งตัวเนื้อเรื่องหลักที่มีความ sci-fi horror และตัวประเด็นรอง ๆ หรือประเด็นอื่น ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 เด็กที่เข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้

1.2 เด็กที่หมกมุ่นกับโลกออนไลน์

1.3 ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ที่บางคนไม่ค่อยยอมทำงาน

1.4 การทำเสียงดังรบกวนห้องข้าง ๆ

 

2. เราชอบหนัง horror หรือ thriller ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยพร้อม ๆ กันไปด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ ICT ซึ่งก็คือ FIND MY IPHONE (2016, กฤษติยา สมบูรณ์ Krittiya Somboon) เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีความเป็น thriller เหมือนกัน, เน้นนำเสนอเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นเหมือนกัน และเน้นนำเสนอ “ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ” เหมือนกัน

 

3. คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบคู่กับ I SAW THE TV GLOW (2024, Jane Schoenbrun) ด้วย เพราะทั้งสองเรื่องเหมือนนำเสนอ “โลกในอีกมิติหนึ่ง” ที่อยู่คนละฟากของหน้าจอ (ทีวี/คอมพิวเตอร์) และมิตินั้นก็สามารถดึงดูดหรือส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์ที่จ้องมองมันได้อย่างรุนแรง

+++

 

HOUSE OF MIRRORBALLS (2026, Yanathip Wonglan ญาณาธิป วงค์ลาน, 30min, A+30)

 

1. หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่มีเพื่อนสนิทเป็น drag queen โดยที่ตัวหญิงสาวเองนั้นก็ดูเหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มาก ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า ตัวหญิงสาวอยากจะเป็น drag queen เสียเองด้วยหรือเปล่านะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบจินตนาการต่อไปว่า ถ้าหากในอนาคตมีการสร้างหนังเรื่องไหนที่มีตัวละครหญิงสาวที่อยากจะเป็น drag queen เสียเอง มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เหมือนมันเกิดวงจรย้อนกลับที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด drag queen หลายคนคือกะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง และการแต่งตัวเป็นนางโชว์ของ drag queen ในสหรัฐ ก็เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส”

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนเกิดวงจรที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่า นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้กะเทยอยากเลียนแบบ จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “นางโชว์ drag queen” ขึ้นมา และพอวัฒนธรรมนางโชว์ drag queen กลายเป็นสิ่งที่มั่นคง โด่งดังได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในไทย (ทิฟฟานี, อัลคาซาร์)  มันก็อาจจะมีผู้หญิงจริง ๆ ที่อยากจะเลียนแบบ “กะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง” ตามมาด้วย

 

2. ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน unique มาก ๆ เพราะว่า

 

2.1 หนังส่วนใหญ่อาจจะเลือกเล่าเรื่องของชีวิตกะเทยนางโชว์ไปเลย เพราะมันเป็นชีวิตที่มีสีสัน และน่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เรื่องดราม่า ความผิดหวังในความรัก และหนังส่วนใหญ่จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวแบบนี้ในฐานะ “เพื่อนนางเอก” หรือ “นางรอง” แทน

 

แต่พอหนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครหญิงสาวคนนี้ในฐานะตัวละครหลัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นการเลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันเป็นตัวละครที่ “แอบอยู่ข้างเวที” หรือเป็นตัวละครที่ “ไม่ได้โดนสปอตไลท์บนเวทีส่องโดยตรง”

 

2.2 ชอบที่ตัวละครหญิงสาวคนนี้เหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ unique มาก ๆ

 

คือในช่วง 10-20 ปีก่อนหน้านี้ มันจะมีหนังที่พูดถึง “วงการคอสเพลย์” ซึ่งรวมถึงหญิงสาวหลายคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ โดยที่เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น วงการคอสเพลย์ยังดูเป็น subculture ที่แปลกอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการคอสเพลย์กลายเป็นอะไรที่ “ปกติธรรมดา” ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังไทยเรื่องไหนในยุคปัจจุบันที่นำเสนอหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ ตัวละครหญิงสาวคนนั้นก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่พิสดารมากนัก คือก็อาจจะแปลกกว่า “ตัวละครนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักในสายตาของผู้ชม เพราะเราก็รู้ว่าคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์มีเป็นจำนวนมาก และมีสังคมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

 

แต่ตัวละครหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ หลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกคนนี้ “มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ๆ” มีความ unique มาก ๆ คือเธอไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ หลงใหลกัน เธอไม่ได้มีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนเป็นของตัวเอง

 

เราก็เลยชอบ ความเป็นตัวของตัวเองของนางเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ความเป็นตัวของตัวเอง บางทีมันก็มาพร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นี่แหละ

 

3. ชอบการนำเสนอปัญหา “รองเท้าเล็กเกินไป” มาก ๆ เพราะเรากับเพื่อนๆ เกย์/กะเทย ก็มักจะเจอปัญหา “รองเท้าส้นสูงไซส์เล็กเกินไป” แบบนี้เหมือนกัน 55555

 

อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่ขอจดบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเรามักจะหารองเท้าส้นสูงใส่ไม่ได้ เพราะตีนของพวกเราใหญ่เกินไป เพื่อนเราคนนึง ก็เลย “หล่อรองเท้าส้นตึก” ขึ้นมา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์

 

ตอนนั้นพวกเราก็เลยมี “รองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์” ใส่กัน เอาไว้ใส่เดินในซอย และรองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์นี้ นอกจากใช้ใส่เดินได้แล้ว มันยังใช้แทน “ชอล์ค” ได้ด้วยนะ เพราะพอเราเอารองเท้าส้นปูนนี้ขูดไปตามพื้นถนน มันก็จะเกิดเป็นลายเส้นสีขาวเหมือนชอล์คขึ้นมา พวกเราก็เลยใช้รองเท้าส้นปูนนี้ เขียนด่าคนบนพื้นถนนบ้างในบางครั้ง 55555

 

4. สรุปว่าเป็นหนังที่ unique มาก ๆ ชอบมาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราได้ไปดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2026 ซึ่งในโปรแกรมมันบอกว่า จะมีฉายหนังเรื่อง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN (2024, AJ Dubler, Carmela Murphy, USA, 8min) ด้วย แต่พอเราดูโปรแกรมนี้จริง ๆ มันเหมือนไม่มีหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมกะทันหันเหรอคะ มีใครทราบเหตุผลไหม

 

คือระหว่างที่เราดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 นี้ เราก็วูบหลับไปช่วงนึงนะ ช่วงที่เป็นหนังเรื่อง THE FIRST TIME (2025, Giulia Consentino, Perla Sardella, Italy/Spain, 16min) แต่เราว่าตอนที่เราหลับไป และตอนที่เราตื่นขึ้นมา มันยังคงอยู่ในช่วงที่ฉายหนังเรื่อง THE FIRST TIME นะ เหมือนเราน่าจะหลับไปไม่เกิน 3 นาที เราไม่น่าจะหลับข้ามหนัง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN ที่ยาว 8 นาทีไปเลยตลอดทั้งเรื่อง

 

เราก็เลยคาใจค่า ถ้าใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยบอกด้วยนะคะ