Thursday, August 06, 2020

MY PRECIOUS BAD LUCK 1-3 EPISODES

TV SERIES “ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋” 3 ตอนแรก

 

บันทึกความรู้สึกเอาไว้ก่อน

 

1.ตกหลุมรักคุณโชคบดี ตอนที่เขาให้ของขวัญวันเกิดอีนังกี้เป็นหนังสือ grammar ภาษาอังกฤษ 55555 แล้วเขาให้เหตุผลว่า ถ้าให้ของขวัญแบบปกติ (อย่างเช่นตุ๊กตาหรือดอกไม้) แป๊บเดียวนังกี้ก็เบื่อแล้ว แต่ถ้าให้ของขวัญเป็นหนังสือแบบนี้ “ความรู้จะติดตัวเราไปจนวันตาย”

 

ว้าย ตายแล้ว ดิฉันชอบผู้ชายแบบนี้มากค่ะ แล้วมันคือเรื่องจริงนะ เพราะเรารู้สึกว่า ที่เราทำมาหาเลี้ยงชีพมาได้นาน 25 ปีแล้วเนี่ย มันมีพื้นฐานมาจากหนังสือ grammar ภาษาอังกฤษที่เราเคยอ่านตอนม.1-ม.2 ทั้งนั้นเลย มันเหมือนกับว่า หนังสือ grammar ที่เราได้อ่านตอนปี 1985 มันช่วยให้เราเริ่มอ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เข้าใจรูปประโยคอะไรต่างๆได้ แล้วไอ้ความรู้ที่ได้จากหนังสือ grammar ตอนปี 1985 นี่แหละ ที่ติดตัวเรามาจนถึงทุกวันนี้ และช่วยให้เราทำมาหาเลี้ยงชีพมาได้จนถึงทุกวันนี้

 

เราก็เลยตกหลุมรักคุณโชคบดีจากฉากนั้น 55555

 

2. ฉากที่รู้สึกพีคที่สุดใน 3 ตอนแรก ก็คือฉากที่แม่กี้ (ขวัญฤดี กลมกล่อม) ด่ากี้อย่างรุนแรงต่อหน้าคุณโชคบดี แล้วแม่ก็ตบหน้ากี้ แล้วกี้ก็หนีไปร้องไห้ซบไหล่คุณโชคบดี แล้วกี้ก็เล่าประวัติชีวิตของตัวเองกับแม่ให้โชคบดีฟัง

 

เหมือนฉากนั้นอารมณ์มันรุนแรงมากน่ะ และมันมองมนุษย์ได้ลึกมากน่ะ เพราะมันช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเราที่มีต่อแม่กี้กับกี้ไปได้เยอะเลย คือตอนที่ดูละครช่วงแรกๆ เราจะรู้สึกว่าแม่กิ้นิสัยไม่ดีมากๆ ส่วนกี้ก็ดูโง่มากๆ 55555 แต่พอกี้เล่าประวัติชีวิตของตัวเองกับแม่ออกมา มันก็ช่วยให้เราเข้าใจขึ้นมาได้มากขึ้นเยอะเลยว่า ทำไมตัวละครสองตัวนี้ถึงทำอะไรเหี้ยๆห่าๆตลอดช่วงที่ผ่านมา คือมันเหมือนกับว่าตัวละครสองตัวนี้ไม่ได้ทำตัวเหี้ยห่าแบบลอยๆ แต่การทำตัวเหี้ยห่าของตัวละครสองตัวนี้เป็น “ผล” ที่มี “เหตุปัจจัย” ทำให้เกิดเป็นเช่นนั้นน่ะ และเหตุปัจจัยนั้นมันก็เหมือนอัดแน่นไปด้วย “ความเจ็บปวดของชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” ด้วย ฉากนี้มันก็เลยพีคมาก ซึ้งมาก เจ็บปวดมากสำหรับเรา

 

ดูฉากนี้แล้วก็คิดถึงเรื่องบางเรื่องในชีวิตของเราเองนะ เรานึกถึงไปคนบางคนที่เรากับเพื่อนๆเคยเจอน่ะ คือคนบางคนมีนิสัยหวาดระแวง กลัวว่าคนอื่นๆจะโกงเงินตัวเอง อย่างเช่นกลัวว่าเด็กปั๊มน้ำมันจะโกงเงินของเขา แล้วพอเด็กปั๊มน้ำมันยิ้มให้ เขาก็ตีความรอยยิ้มนั้นว่า “แสดงว่าเขาตั้งใจจะโกงเราแน่ๆ”

 

คือตอนแรกเราจะไม่ชอบคนนิสัยแบบนี้นะ แต่พอเราได้ฟังเพื่อนๆของเราคุยกัน เราก็เปลี่ยนความคิด เพราะเพื่อนๆเราคุยกันว่า สมัยพวกเขาเด็กๆพวกเขาก็คงไม่ชอบคนแบบนี้เหมือนกัน แต่พอพวกเขาโตขึ้น พวกเขาก็เข้าใจว่า ที่คนบางคนกลายเป็นแบบนี้ “เพราะคนคนนั้นคงเจออะไรบางอย่างมาแล้วในชีวิต” ที่ทำให้คนคนนั้นกลายเป็นแบบนี้ คนคนนั้นคงเจอประสบการณ์อะไรบางอย่างในชีวิต ที่ทำให้เขากลายเป็นคนมองโลกแบบนี้ หวาดระแวงแบบนี้ ไม่ไว้ใจรอยยิ้มของผู้คนแบบนี้ เราอาจจะรุ้สึกว่าคนแบบนี้มีลักษณะนิสัยบางอย่างที่เราไม่ค่อยชอบ แต่เราเองก็ไม่รู้หรอกว่า คนคนนั้นเคยเจอประสบการณ์ชีวิตอะไร เลวร้ายขนาดไหน ถึงทำให้เขากลายมาเป็นคนแบบนี้ได้

 

พอเราได้ฟังเพื่อนๆคุยกันแบบนั้น มันก็ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของเรามากๆเลย เหมือนกับฉากที่กี้เล่าประวัติชีวิตของตัวเองนี่แหละ ที่มันช่วยให้เราเข้าใจ

”มนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง” ได้มากยิ่งขึ้น


Sunday, August 02, 2020

PAST PERFECT

HOW TO DISAPPEAR (2019, Robin Klengel, Leonhard Mullner, Michael Stumpf , Austria, 21min, A+30)

ถ้า Hito Steyerl มากำกับ A HIDDEN LIFE ก็อาจจะออกมาเป็นแบบหนังเรื่องนี้ 55555 หนังเรื่องนี้สำรวจความเป็นไปได้ในการหนีทหารในเกมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสงคราม ซึ่งแน่นอนว่าเกมคอมพิวเตอร์เหล่านี้ไม่สามารถรองรับความซับซ้อนของมนุษย์แบบนี้ได้

CARGO -- DER TRANSPORT (2019, Christina Tournatzes, Germany/Hungary, 15min, A+30)

ดูแล้วนึกถึง SPARE PARTS (2003, Damjan Kozole, Slovenia) ที่พูดถึง human smugglers เหมือนกัน ดูแล้วนึกถึงเหตุการณ์แรงงานพม่าขาดอากาศหายใจ และนึกถึงเหตุการณ์ที่ตากใบด้วย

PAST PERFECT (2019, Jorge Jacome, Portugal, 23min, A+30)

1. เป็นหนังที่ชอบที่สุดในเทศกาล Signes de Nuit ปีนี้ เพราะหนังพูดประเด็นที่ relate กับเราโดยตรง เพราะเราเป็นคนที่หมกมุ่นกับอดีตชีวิตของเราเอง ซึ่งสาเหตุส่วนนึงคงเป็นเพราะว่า เรากลัวอนาคต อนาคตมันช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (โดยเฉพาะชีวิตคนจนที่ไม่มีเงินเก็บมากนัก) เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเป็นทุกข์ เราก็มักจะคิดถึงความสุขในอดีตเพื่อปลอบใจตัวเอง

คือถึงแม้ว่าจริงๆแล้วอดีตของเราจะมีส่วนที่เป็น "ความทุกข์" อยู่ด้วย แต่การที่เรารอดชีวิตจากเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้ มันก็ทำให้เรารู้สึก "ปลอดภัย" ที่จะคิดถึงอดีตน่ะ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากการคิดถึงอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆในอนาคตได้หรือไม่ รู้แต่ว่าเราต้องตายในวันใดวันนึงในอนาคตแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่กล้าคิดถึงอนาคต เพราะอนาคตมันเต็มไปด้วย "ความไม่ปลอดภัย"

หนังเรื่องนี้ก็เลยจี้ใจเรามาก เพราะเราเองก็เป็นคนนึงที่มักรู้สึกว่า past มัน perfect การคิดถึงอดีต มันเต็มไปด้วยความสุข, ความอุ่นใจ, ความปลอดภัย

2.แต่การหมกมุ่นกับอดีตก็มีข้อเสียของตัวมันเองเช่นกัน แบบที่หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า "nostalgia is a political tool" เพราะคนบางฝ่าย (โดยเฉพาะฝ่ายหัวโบราณ, อนุรักษ์นิยม) มักจะใช้ภาพความงดงาม เรืองรอง รุ่งโรจน์ของอดีต เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวประชาชนให้เชื่อหรือทำในสิ่งที่ฝ่ายนั้นต้องการ

3.คิดว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นคล้ายๆกับ MIDNIGHT IN PARIS (2011, Woody Allen) ที่แสดงให้เห็นว่า หลายๆคนมักจะมองว่า อดีตบางช่วงถือเป็น "ยุคทอง" หรือยุครุ่งเรืองของวงการอะไรสักอย่าง และอยากจะย้อนเวลาไปใช้ชีวิตใน ยุคทอง นั้นๆ แต่พอเขาได้ย้อนกลับไปจริงๆ เขาก็พบว่า คนในยุคทองนั้น ก็มี ยุคทอง ของตัวเองในอดีตเช่นกัน และมันก็จะย้อนกลับไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เหมือนเป็นธรรมชาติที่น่าขันบางอย่างของมนุษย์

4.แต่ชอบวิธีการนำเสนอของ PAST PERFECT มากๆ เหมือนมันมีความเป็นกวีสูงมากๆ แต่ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่อัดแน่นมากๆด้วย เหมือนมันพูดตั้งแต่กลุ่ม ISIS ในยุคปัจจุบัน และค่อยๆย้อนกลับไปเรื่อยๆจนถึงการสิ้นชาติของ Wales ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และย้อนไปถึงไดโนเสาร์

5.ดูแล้วรู้สึกว่า นี่คือหนังเชิงกวีแบบที่เราอยากให้ Terrence Malick ทำ แต่เขาไม่ได้ทำ

ACTION, ALMOST UNABLE TO THINK (2018, Haonan Mao, China, 11min, A+) 

รู้สึกจูนไม่ติดกับหนังเรื่องนี้

SKEWWHIFF (2018, Robin Summons, Australia, 12min, A+25)

ดูแล้วนึกถึงกลุ่มหนังสั้นไทยเกี่ยวกับคนชราที่เป็นอัลไซเมอร์

A MORDIDA


CONGRUITY CHANT (2019, Kunchanit Liengudom, 21min, second viewing, A+30)

ได้ดูเป็นรอบที่สอง ชอบที่มันดูเหมือนจะเป็นหนังต่อต้านเผด็จการหรือ conformism อะไรพวกนี้

แต่ถ้าเทียบกับ THE PERSONAL (2014, Nattapon Jomjun) ที่พูดถึงเผด็จการและวงประสานเสียงเหมือนกันแล้ว เราก็ชอบ THE PERSONAL มากกว่าเยอะเลยนะ เพราะนางเอก THE PERSONAL ดูแรงดี เหมือนเธอมีพลังงานนิวเคลียร์คุกรุ่นอยู่ข้างในใจเธอ ส่วนนางเอก CONGRUITY CHANT ดูไม่แรงเท่า

A MORDIDA (2019, Pedro Neves Marques, Portugal/Brazil, 26min, A+30)

หนังมี gaze ที่พิศวงมากๆ ชอบสุดๆ ส่วนนึงของหนังเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามหาวิธีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุง ด้วยการทำให้ยุงสืบพันธุ์ไม่ได้ ส่วนอีกครึ่งนึงของหนังเป็นเรื่องของความสัมพันธ์อีโรติกพิศวงที่ระบุเพศสภาพใดๆไม่ได้อีกต่อไป

SUNDAY (2019, Fulara Arun, India, 10min, A+30)

ชายวัยกลางคนคนนึงไปตัดผม เขาแทบไม่พูดอะไรเลย ตัดผมเสร็จเขาก็กลับไปหาลูกเมียที่บ้าน

ถึงแม้ชายคนนี้ไม่ได้ "แสดงออก" อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แต่หนังก็ใช้กลเม็ดต่างๆในการทำให้คนดูเข้าใจได้ว่า จริงๆแล้วชายวัยกลางคนคนนี้เงี่ยนช่างตัดผมหนุ่มหล่ออย่างรุนแรงมาก

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUK SUK

BEFORE APRIL (2019, Chaweng Chaiyawan, 20min, A+30)

หนังเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร เมื่อพระเอกพยายามปลอมตัวเป็นกะเทย แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด

รู้สึกว่าหนังเลือกมุมมองแปลกดีในการพูดถึงปัญหาการเกณฑ์ทหาร ตัวละครกะเทยก็ดูเป็นมนุษย์ดีมากๆ ช่วงท้ายก็ surprise พอสมควร

THE VISIT (2019, Kristi Tethong, Canada, 4min, A+)

Saturday, August 01, 2020

STILL HUMAN

STILL HUMAN (2018, Oliver Siu Kuen Chan, Hong Kong, A+25)

1.ถ้าเทียบกับ THE INTOUCHABLES (2011, Olivier Nakache, Eric Toledano, France) และ THE UPSIDE (2017, Neil Burger) แล้ว เราก็อินกับ STILL HUMAN มากสุดนะ แต่ไม่แน่ใจว่าชอบเรื่องนี้มากสุดหรือเปล่า เหมือนทั้งสามเรื่องมันมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป

THE INTOUCHABLES เราว่ามัน  original ดี และมันเป็นหนังเกี่ยวกับผู้พิการที่แตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ เพราะมันดูตลก และผู้พิการก็ไม่ได้ดู "น่าสงสาร" เพียงมิติเดียว แต่หนังมันเหมือนมีความ musculine บางอย่างที่ทำให้เราไม่อินกับมัน

THE UPSIDE ถือเป็นหนังรีเมคที่โอเค ฉากที่  Bryan Cranston ปะทะกับ Julianna Margulies นี่เฮิร์ทมากๆ

ส่วน STILL HUMAN นั้น พอมันใช้ตัวละครเป็นสาวใช้ฟิลิปปินส์ เราก็เลยอินได้ง่ายขึ้น ตัวละครคนพิการก็ "จน" กว่าเรื่องอื่นๆ และไม่ได้พิการมากเท่าเรื่องอื่นๆ มันก็เลยดูใกล้ตัวมากขึ้น แต่พอตัวละครมันไม่ได้ "ลำบาก" ทางกายมากนัก ระดับความสะเทือนใจในหนังก็เลยลดลงหน่อย

2.เราว่า STILL HUMAN มันพยายามทำซึ้งมากไปหน่อยในช่วงท้าย ระดับความชอบเลยลดลงหน่อย

3.ตกใจกับ Sam Lee เหมือนเราติดภาพเขาตอนเป็นเด็กกะโปโลใน MADE IN HONG KONG (1997, Fruit Chan) พอมาเจออีกทีก็เป็นชายวัยกลางคนแล้ว

4. Himmy Wong Ting-him น่ากินที่สุด







 

Thursday, July 30, 2020

SUMIKKO

SUMIKKO GARASHI THE MOVIE: THE UNEXPECTED PICTURE BOOK AND THE SECRET CHILD (2019, Mankyuu, Japan, animation, A+5)

เหมือนเป็นหนังสำหรับเด็กอนุบาล 555 ชอบ "ก้อนเนื้อหมู" ที่ใฝ่ฝันว่าอยากให้มีคนมากินตัวมัน ชอบไอเดียของหนังด้วยที่ผสมนิทานหลายๆเรื่องเข้าด้วยกัน ทั้งโมโมทาโร่, เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ, เงือกน้อย, หนูน้อยหมวกแดง, อาหรับราตรี และลูกเป็ดขี้เหร่ แต่มันเป็นหนังสำหรับเด็กเล็กน่ะ

--------
พูดถึงเพลงเพื่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในยุคที่เราเป็นวัยรุ่นนั้น มันต้องเป็นเพลง WIND OF CHANGE (1990) ที่เฉลิมฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต เหมือนกับว่าคนแต่ละยุคมันคงมี "สิ่งที่ต่อต้าน" ที่แตกต่างกันไป ซึ่งยุคของเราตอนนั้นคือโซเวียต

 The future's in the air
I can feel it everywhere
Blowing with the wind of change

Tuesday, July 28, 2020

SUK SUK (2019, Ray Yeung, Hong Kong, A+30)


SUK SUK (2019, Ray Yeung, Hong Kong, A+30)

1.ตอนดูจะนึกว่า ถ้าหากตัวละครใน “ฉันผู้ชายนะยะ” (1987, M.L. Bhandevanop Devakul) ยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร จะมีอายุพอๆกับตัวละครใน SUK SUK หรือเปล่า แล้วชีวิตของพวกเขาจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรกับตัวละครใน SUK SUK แล้วถ้าหากมีการสร้าง “ฉันผู้ชายนะยะ” ภาคสองที่นำเสนอตัวละครชุดเดียวกันในวัยชรา หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

แต่เราเดาเอาเองว่า  “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” กับ SUK SUK มันคงจะแตกต่างกันเป็นอย่างมากนะ เพราะถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด สังคมไทยน่าจะเปิดกว้างรับกะเทย/เกย์ได้มากกว่าสังคมจีนหรือเปล่า เพราะฉะนั้น “เกย์ไทยที่แต่งงานกับผู้หญิง” อาจจะมีจำนวนน้อยกว่า
”เกย์เชื้อสายจีนที่แต่งงานกับผู้หญิง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ คงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาตอบ

เพราะฉะนั้นตัวละคร “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” ก็คงจะไม่ได้ประสบปัญหาแบบเดียวกับตัวละครใน SUK SUK เพราะความแตกต่างด้านวัฒนธรรมอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญ เราว่าตัวละคร Dior ใน SUK SUK น่าจะใกล้เคียงกับตัวละครใน “ฉันผู้ชายนะยะ ภาควัยชรา” มากที่สุด เพราะตัวละคร Dior ไม่ต้องแอบ

2.ปัจจัยที่ทำให้นึกถึงประเด็นข้างต้นขึ้นมา ก็คือถึงแม้ว่า SUK SUK จะดูสมจริงสุดๆ และดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องใกล้ต้วเรา ซึ่งเป็นเกย์เอเชียวัย 47 ปี แต่พอดูๆไป เราก็สงสัยว่า ทำไมเหมือนเราแทบไม่ค่อยรู้จักคนแบบใน SUK SUK เลยวะ ซึ่งไม่ใช่ว่าคนแบบนี้ไม่มีอยู่จริงนะ คนแบบนี้มีอยู่จริง และเยอะมากๆด้วย แต่เหมือนเราไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงเดียวกับเขามั้ง

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงช่วงที่ไปเที่ยว DJ STATION และ BABYLON ช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งช่วงนั้นก็ได้รู้จักฝรั่งมีอายุคนนึง เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม มีเมีย มีลูกแล้วอยู่ที่อเมริกา (ลูกชายหล่อล่ำมาก 555) และเขาก็เปิดเผยกับเมียกับลูกตามตรงว่า เขาค้นพบตัวเองว่าเขาชอบผู้ชาย และเมียกับลูกๆเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ย้ายมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพ มีแฟนเป็นหนุ่มไทย ลูกชายเขาก็มาเที่ยวเมืองไทย ควงสาวไทย ทุกคนในครอบครัวเขาก็มีความสุขดี ไม่เห็นใครจะมีปัญหาอะไรกับการที่พ่อตัวเอง come out ว่าเป็นเกย์

เหมือนพอเราอยู่ในแวดวงคนที่เปิดเผยตัวเองแบบนี้ เราก็เลยเหมือนไม่ค่อยเจอคนแบบใน SUK SUK น่ะ พอเราได้มาดูหนังเรื่องนี้ มันก็เลยน่าสนใจมาก และมันทำให้เราตระหนักว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละเชื้อชาติ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน คือปัญหาการปกปิดตัวเองแบบใน SUK SUK มันคงแทบไม่เกิดที่ “เนเธอร์แลนด์”  หรืออะไรทำนองนี้

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากใน SUK SUK ก็คือการที่หนังทำให้เราได้รู้จักชีวิตของตัวละครแบบ Pak และ Hoi นี่แหละ เพราะจริงๆแล้วในชีวิตเราก็ไม่ได้รู้จักคนแบบนี้มากเท่าไหร่ ซึ่งก็คือ “คนที่มีลูกมีเมียและไม่เปิดเผยตัวเอง” เพราะเกย์ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักก็เป็นกลุ่มที่เปิดเผยกับลูกเมียของตัวเองตามตรงว่าตัวเองเป็นเกย์ (ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในสังคมฝรั่ง) หรือเกย์ที่ไม่ได้แต่งงานกับผู้หญิงอยู่แล้ว

3.ชอบรายละเอียดต่างๆในหนัง อย่างเช่น

3.1 การทะเลาะกันระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ของ Hoi ในบางฉาก

3.2 ฉากที่เมียของ Pak เหมือนจะจับพิรุธได้ในงานแต่งงานลูกสาว

3.3 ฉาก Hoi เช็ดน้ำลายให้เพื่อน

3.4 ฉากเพื่อนบ้านแอบมองหรือนินทา

3.5 ฉาก Hoi ต่อราคาในตลาดสด

เหมือนพอหนังใส่ใจกับรายละเอียดชีวิตต่างๆเหล่านี้ มันเลยทำให้หนังดูนุ่มนวลและงดงามสุดๆ

4.ชอบที่หนังเหมือนเปิดพื้นที่ให้จินตนาการด้วย อย่างเช่น

4.1 การที่ Pak เล่าเรื่องเพื่อนที่จมน้ำตาย มันทำให้เราแอบจินตนาการว่า เขาคือหนุ่มคนรักของ Pak หรือเปล่า

4.2 ฉากที่ Hoi เหมือนเอาข้าวของและผ้าเช็ดหน้าของผัวเก่าไปทิ้ง คือเหมือนหนังไม่ได้เล่าเรื่องปูมหลังตรงนี้ แต่แค่การได้เห็นผ้าเช็ดหน้ากับภาพถ่ายเก่าๆ มันก็เหมือนทำให้ผู้ชมอย่างเรา “สร้างหนังในจินตนาการขึ้นมาได้อีก 1 เรื่องเต็มๆ” แล้ว

5. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของ Ray Yeung ที่เราได้ดู ต่อจาก YELLOW FEVER (1998), CUT SLEEVES BOY (2006) และ FRONT COVER (2015) ซึ่งแน่นอนว่าเราชอบ SUK SUK มากที่สุด เพราะมันดูแตกต่างจากหนังเกย์ทั่วไปมากๆ

คือเราว่าหนังเกย์ทั่วไปส่วนใหญ่มันมี element ของการ “ตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้ชม” น่ะ ผ่านทางการนำเสนอตัวละครหนุ่มหล่อล่ำหำตึง น่ากิน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และเป็นสิ่งที่เราสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่แน่นอนว่าพอหนังเกย์ทั่วไปมันมี element ตรงจุดนี้เหมือนกันไปหมด หนังแบบ SUK SUK ก็เลยโดดเด้งขึ้นมา

และถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆของ Ray Yeung แล้ว เราก็ชอบที่ SUK SUK มันไม่ได้มี “การสั่งสอนผู้ชมว่าเกย์เอเชียควรปฏิบัติตัวอย่างไร” แบบในหนังเรื่องอื่นๆของ Ray Yeung ด้วย

คือถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังบางเรื่องของ Ray Yeung โดยเฉพาะใน YELLOW FEVER นั้น พัฒนาการของตัวละครมันจะเหมือนหนังทั่วไปมากๆน่ะ นั่นก็คือเส้นเรื่องมันจะเป็นแบบ “ตัวละครเกย์เอเชียมีปัญหา พยายามตามหาสิ่งที่ใฝ่ฝัน และก็ได้เรียนรู้ว่าควรจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร แก้ไขตัวเองอย่างไร เพื่อจะไปให้ถึงจุดที่ใฝ่ฝัน”

แต่ SUK SUK มันไม่ได้เป็นแบบนั้น มันเหมือนสร้างจากชีวิตคนจริงๆ ที่ไม่มีทางออกง่ายๆให้กับชีวิต มันไม่มี “คำตอบ” ที่สมบูรณ์แบบให้กับปัญหาชีวิต ไม่มี happy ending  

SUK SUK มันเลยเหมือนเป็นการคว้าจับเศษเสี้ยวของชีวิตคนจริงๆมานำเสนออย่างงดงาม แทนที่จะเป็นการบิดผันชีวิตตัวละครให้มีพัฒนาการตามเส้นเรื่องแบบหนังทั่วไป หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามหาทางออกให้กับตัวละคร พร้อมกับสั่งสอนผู้ชมว่า “เกย์เอเชียควรปฏิบัติตัวอย่างไร” ในตอนจบแบบในหนังเรื่องอื่นๆ

เราก็เลยชอบที่ SUK SUK มันเหมือนกับนำเสนอ “ชีวิตคนจริงๆ” โดยไม่ได้มีความ “พาฝัน” และไม่ได้ต้องการ “สั่งสอนผู้ชมว่าควรทำอย่างไร” นี่แหละ

TRAIN TO BUSAN 2: PENINSULA (2020, Yeon Sang-ho, South Korea, A+25)


HUG TERD TERNG (2020, Theeradech Sapanyoo, A+5)
ฮักเถิดเทิง (ธีรเดช สพันอยู่)

1.ถ้าเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆของผู้กำกับคนเดียวกัน เราก็ยังคงชอบ ฮักแพง (2018) มากที่สุดนะ และชอบเรื่องนี้มากเป็นอันดับสอง และชอบ “ออนซอนเด” (2019) น้อยที่สุด

2.ตัวละครของก้อง ห้วยไร่ ทำให้นึกถึงหนังไทยยุค 1980 มากๆ ส่วนตัวละครของเบิ้ล ปทุมราช ทำให้นึกถึงหนังไทยโรแมนติกโง่ๆยุคปัจจุบัน

3.กลุ่มใจกับทรงผมของเบิ้ล ปทุมราช

4. น่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้มีตัวละครเลสเบียนด้วย คือถ้าหากมันเป็น “หนังอินดี้” แล้วมีตัวละครเลสเบียน เราจะไม่ประหลาดใจ แต่พอมันเป็นหนังเพลงลูกทุ่ง เราก็เลยประหลาดใจเล็กน้อย


TRAIN TO BUSAN 2: PENINSULA (2020, Yeon Sang-ho, South Korea, A+25)

1.ว้าย ทำไมฉันดูแล้วอินมาก 55555 จริงๆแล้วหนังมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นะ เหมือนเป็นการยำใหญ่เอาสิ่งต่างๆจากหนังหลายๆเรื่องมารวมกัน แต่พอเหมือนหนังมันค่อนข้างให้น้ำหนักกับ “ตัวละครผู้หญิงบู๊สะบั้น” มากกว่าที่เราคิด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายมั้ง เหมือนกับหนังแบบ TERMINATOR: DARK FATE (2019, Tim Miller) และ CHARLIE’S ANGELS (2019, Elizabeth Banks) ที่หลายคนดูเหมือนไม่ค่อยชอบ แต่เราดูแล้วก็อินมากๆ ชอบสุดๆอยู่ดี 55555

2.ตัวละครเด็กหญิงสองคนในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงตัวละครที่ชอบสุดๆสองตัว นั่นก็คือ

2.1 ตัวละครเด็กหญิงใน ALIENS (1986, James Cameron) ที่เหมือนเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ในดาวเอเลียน เพราะเธอเอาตัวรอดเก่งสุดๆ

2.2 ตัวละครเด็กหญิงใน LONESOME DOVE (1989, Simon Wincer, 6hours 24mins) ที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในป่า จนดวงตาของเธอมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าคนทั่วไป เราชอบตัวละครเด็กหญิงแบบนี้อย่างสุดๆ

3.สิ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่พระเอกสุดหล่อ ไม่ได้เสี่ยงตายถวายชีวิตเพื่อ “สาวคนรัก” หรือ “ลูก” แต่เสี่ยงตายถวายชีวิตเพื่อ “น้องเขย” คือแบบว่า มึงแอบหลงรักน้องเขยหรือเปล่าคะ 55555 คือถ้าเอาส่วนนี้ไปขยายต่อให้ดีๆ มันจะกลายเป็นหนังซอมบี้เกย์โรแมนติก homoerotic ได้เลยนะ



Monday, July 27, 2020

ASHMINA

ASHMINA (2018, Dekel Berenson, Nepal, 15min, A+30)

 One of my most favorite films I saw this year นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับเวฬุรีย์ จาก "เพลิงพ่าย" ชอบสุดๆที่เธอเริ่มจากการเป็น "เด็กหญิงผู้น่าสงสารที่ต้องการกินไอติม" และกลายเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของฆาตกรโรคจิตในตอนจบ

HI, A.I. (2019, Isa Willinger, Germany, documentary, 87min, A+30)

รูปไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ 555

พอดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการสร้างหุ่นยนต์ เราก็เลยมั่นใจว่า ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ต้องมีการผลิต "ผัว robot" ออกมาวางขายอย่างแพร่หลายแน่ๆ และลูกค้าคงกำหนดขยาดความยาวขององคาพยพต่างๆในตัว robot ได้ตามใจชอบ

เพราะฉะนั้นตอนนี้ดิฉันต้องเก็บเงินค่ะ ในอนาคตจะได้มีเงินซื้อ "ผัว robot" เอาแค่ 9 ตัวก็พอแล้ว บอกให้เขาผลิตออกมาตามรูปร่างหน้าตาแบบในรูปนี้ 555

แล้วในอนาคต ถ้าพวกคุณกดสั่งซื้อผัว robot จาก lazada หรือ shopee ได้ตามใจชอบ พวกคุณอยากได้ผัว robot รูปร่างหน้าตาแบบไหนคะ แล้วอยากได้ specifications อะไรบ้าง

MTHUNZI (2019, Tebogo Malebogo, South Africa, 8min, A+25)

MONSIEUR PIGEON (2019, Antonio Prata, Switzerland, documentary, 56min, A+25)

WE HAVE BOOTS (2020, Evans Chan, Hong Kong, documentary, 130min, A+30)

THE YEAR WITHOUT A SUMMER (2020, Elise Rasmussen, Switzerland, 20min, A+30)

1.ชอบการเชื่อมโยงกันระหว่างอินโดนีเซียกับสวิตเซอร์แลนด์มากๆ นึกว่า "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว"  ไม่นึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียเมื่อ 200 ปีก่อน จะส่งผลกระทบมาถึงสวิส และส่งผลมาถึงปัจจุบันผ่านทางนิยายเรื่อง FRANKENSTEIN

2.เหมาะฉายควบกับ GOTHIC (1986, Ken Russell) มากๆ เพราะ GOTHIC ก็เล่าถึงเหตุการณ์การปะทะกันของนักเขียนชื่อดังในตอนนั้นเหมือนกัน

3.เสียดายที่หนังพูดอังกฤษ แต่ไม่มีซับอังกฤษ พอเราต้องฟังเอง ก็พบว่าตามทันแค่ราว 20-30 %

HOW DO YOU SPELL CAPITALISM? (2019, Lars Karl Becker, Germany, 18min, A+30)

เหมือนปีนี้เทศกาล Signes de Nuit มีหนังแนวที่เราขอเรียกว่าแนว " Alexander Kluge" หลายเรื่อง นั่นก็คือหนังที่เอาสิ่งต่างๆที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันมาปะทะกัน และหนังกลุ่มนี้จะ thought provoking มากๆ ในการกระตุ้นให้ผู้ชมพยายามหาทางเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ นึกว่าแบบทดสอบไอคิว

หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนเสียงบรรยายของหนังจะพูดถึงอาณาจักรโรม, เปอร์เชีย แต่ภาพของหนังจะเป็นคลิปจากหนัง Hollywood แนวแอคชั่นที่ใช้ฉากในแกลเลอรี่หรือ museum

FILMORGH or ELEPHANT-BIRD (2018, Masoud Soheili, Afghanistan, 15min, A+25)

1.นึกถึง " 1-2-3 ด่วนมหาภัย" (1977, Narongpoomin, Winai Wisetsiri) มากๆ

2.เหมือนเป็นหนัง comedy ที่ตอนจบเศร้าสะเทือนใจมากๆ ชอบมากที่ผู้ชมที่นั่งแถวหลังก็คุยกันว่ารู้สึกเศร้ามากๆกับตอนจบเหมือนกัน

I HAD TO BURY CUCU (2018, Philippa Ndisi-Herrmann, Kenya, 13min, A+30)

THE MANILA LOVER (2019, Pyykko Johanna, Norway/Philippines, 26min, A+30)

นึกถึง FORCE  MAJEURE (2014, Ruben Ostlund) ที่เล่นกับความไม่มั่นใจของเพศชาย เมื่อพระเอกพบว่าตนเองไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์แบบแมนๆเอาไว้ได้ แต่หนังเรื่อง MANILA LOVER นี้เน้นไปที่ภาพลักษณ์ของเชื้อชาติด้วย เพราะพระเอกของหนังเหมือนมองว่าตนเองเป็น "ชายสแกนดิเนเวียน" เพราะฉะนั้นตนเองต้องเป็นฝ่ายที่รวย และมีเงินหาเลี้ยง "สาวเอเชีย"   แต่เขาจะทำอย่างไรเมื่อเขาถังแตก และเจอกับหญิงสาวที่จริงๆแล้วเหมือนหลุดมาจากคนในแวดวง CRAZY RICH ASIANS

ชอบที่หนังลงลึกไปที่จิตวิทยาของผู้ชายกลุ่มนี้ เพราะถ้าหากเราเป็นพระเอก แล้วพบว่าสาวคนรักรวย เราก็คงยิ้ม มีความสุข ไม่มีความทุกข์ กังวลใจใดๆ แต่พระเอกพอพบว่าตนเองไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ได้ เขาก็เลยจิตแตก

MY OWN LANSCAPES (2020, Antoine Chapon, France, A+30)

BURA (2019, Junjung Eden, Indonesia, 12min, A+30)

นึกถึงความเชื่อเรื่อง "ผีปอบ" และความรุนแรงเชิงโครงสร้างในชนบทไทย

ELECTRIC SWAN (2019, Konstantina Kotzamani, France/Greece/ Argentina, 40min, A+30)

magic มาก

Thursday, July 23, 2020

WATCHING THE PAIN OF OTHERS (2019, Chloé Galibert-Laîné, France, documentary, A+30)


WATCHING THE PAIN OF OTHERS (2019, Chloé Galibert-Laîné, France, documentary, A+30)

สุดฤทธิ์ ชอบมากๆ จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะมาก และหนึ่งในประเด็นที่เราสนใจมากเป็นพิเศษ ก็คือ “โรคทางร่างกายที่เกิดจากอาการทางจิต” เพราะเหมือนหนังเรื่องนี้จะแอบตั้งข้อสงสัยว่า การที่ตัวผู้กำกับ “มีอาการแปลกๆทางผิวหนัง” ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุนั้น เป็นเพราะตัวผู้กำกับไปดูคลิปยูทูบของคนที่มีอาการแปลกๆทางผิวหนังหรือเปล่า 55555 เหมือนกับว่าการดูอะไรแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ชมโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

ซึ่งจริงๆเรื่องแบบบนี้ดูเหลวไหล ไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์นะ แต่มันทำให้นึกถึงเรื่องที่เราเคยได้ยินมา 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ

1.เหมือนเราเคยอ่านบทความเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่มีเด็กๆตายเพราะอดอยากในแอฟริกาเยอะๆน่ะ น่าจะเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วถ้าเราจำไม่ผิด เขาบอกว่า นอกจากจะมีเด็กตายเพราะทุพโภชนาการเยอะมากในค่ายในแอฟริกาในยุคนั้นแล้ว ก็มีคนอื่นๆอีกหลายคนที่อยู่ดีๆก็ตายในค่ายนั้นด้วย ทั้งๆที่ไม่มี “อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย” อะไรเลย เหมือนเขาเรียกว่าคนกลุ่มนี้ตายเพราะ sheer apathy คือคนกลุ่มนี้เห็นคนอื่นๆตายเพราะขาดอาหารกันเยอะมากๆ คนกลุ่มนี้ก็แลยเหมือนไม่มีแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป คนกลุ่มนี้ก็เลยตายไปด้วย เพราะถึงแม้ร่างกายของคนกลุ่มนี้จะไม่ขาดสารอาหาร แต่แค่การขาดแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ก็ส่งผลให้ร่างกายตายไปได้ด้วยเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิด

2.นึกถึงหนังสารคดีเรื่อง EKLEIPSIS (1998, Tran T. Kim-Trang) ที่เราชอบสุดๆ โดยหนังสารคดีเรื่องนี้สำรวจหญิงกัมพูชาจำนวนมากในสหรัฐที่ “ตาบอดเพราะอาการทางจิต” หรือ hysterical blindness เพราะหญิงกัมพูชาเหล่านี้มีดวงตาที่สมบูรณ์ดี แต่กลับมองไม่เห็นอะไร ซึ่งหมอก็หาคำอธิบายไม่ได้ เหมือนหญิงกลุ่มนี้ตาบอดเพราะอาการทางจิต

ซึ่งหญิงทุกคนในกลุ่มนี้คือผู้ที่รอดชีวิตมาได้จากเหตุการณ์เขมรแดง ก่อนที่พวกเธอจะอพยพมาอยู่สหรัฐ มันก็เลยเกิดทฤษฎีว่า หรือว่าผู้หญิงกลุ่มนี้เห็นเหตุการณ์เลวร้ายมามาก และอาจจะรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่า ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็เลย “ตาบอดเพราะอาการทางจิต” ขึ้นมา