เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ
"ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ
ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า
ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี
"เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555
+++
เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026,
Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า
หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE
(1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES
(1995, Barry Purves, UK, animation, 11min)
ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles
กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค.
1998
ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น
โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์
9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย
1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY
OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)
2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG
TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)
3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE
(1995, Nick Park, UK, animation, 31min)
4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey
Karaev, Russia/UK, animation, 25min)
5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK,
animation, 11min)
6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK,
animation, 11min)
7. THE BROKEN JAW (1997, Chris
Shepherd, UK, animation)
8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK,
animation, 30min)
9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley,
Jeff Newitt, UK, animation)
คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี
1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ
+++
เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า
“ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD
FOR LOVE หรือเปล่า” 55555
+++
Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี
1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี
2000)
เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage,
Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้
เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน
John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll
probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี
2003)
+++
เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ
รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก
“เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo
Pasolini, Italy) เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น
แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา
เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้
เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ
เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว
เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก
และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน
ปัญหาที่เราเคยเจอ
1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO
DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World
Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา
มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก
2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico
Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์
ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด
พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด
แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก
สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง
หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA
(1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ
3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY
PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart
watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน
หรืออะไรทำนองนี้
แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก
เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง
เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา
เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก
ๆ ค่ะ
4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael
Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา
เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก
เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า
คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร
เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ
ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ
แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย
ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย
เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ
streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ
เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู
+++
ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)
ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ
ดูในนิทรรศการ TRACING ที่
Nova
MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video
installation, approximately 10mins)
วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ
แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ
ดูในนิทรรศการ TRACING ที่
Nova
++++
COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)
ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand
Bonello
ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3
คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno
Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ
และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé
เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน
อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ
3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน
เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก
ๆ
ส่วน Philippe Grandrieux นั้น
เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A
LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า
ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง
เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé
+++
บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson
Foundation
1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH
EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard
box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ,
ผ้าโขมพัสตร์, etc.
ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า
ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์
ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์
หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ
เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์”
มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน
รุนแรงมาก ๆ
ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด
PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย
และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน
เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์
2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้
ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ
SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด
3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ
ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน
ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง
ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์,
ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย
ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์
4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED
(2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก
Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15
ต.ค. 2020
ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED
(2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์
ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ
ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video
installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว
Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual,
เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3
ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย,
ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu
SOY SAUCE
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485
+++
ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี
Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี
แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย
แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก
HORSE MONEY 5555
แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro
Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL
THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล
“คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง
THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)
เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี
2016
Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2