Saturday, May 09, 2026

A FILMOGRAPHY OF THEERAPAT WONGPAISARNKIT

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ชอบมาก ๆ ที่มีการพูดถึงชีวิตของคนตาบอดสีในเทปด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อน

 

พอเทปนี้พูดถึงเรื่อง “โลกของหนัง” ที่เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นแล้ว เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในจักรวาลภาพยนตร์ของ Eric Rohmer, Jacques Rivette และ Dag Johan Haugerud มาก ๆ รู้สึกว่าเป็นจักรวาลภาพยนตร์ที่ถ้าหากเราได้เข้าไปอยู่แล้ว เราคงมีความสุข

 

ส่วนจักรวาลภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีด แต่ตัวเราไม่อยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ก็คือจักรวาลภาพยนตร์ของ Lav Diaz, Bela Tarr, Scud, Tobe Hooper, Wes Craven

++++

 

เราชอบกิน “ภาชนะใส่อาหาร” มาก ๆ พวก “โคนของไอศกรีม” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบกินเมนูสลัดบางอันมาก ๆ เพราะเมนูสลัดบางอันมี “กระทงใส่อาหาร” ที่เราสามารถกินตัวกระทงได้ อย่างเช่นเมนูสลัดผลไม้กุ้งทอด ของ Salad Factory ที่ตัวกระทงเหมือนทำจากเผือกทอด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

อีกอันที่ชอบกินก็คือ Grande Taco Salad Bowl ของร้าน Sunrise Tacos เพราะตัวกระทงในเมนูนี้ก็สามารถกินได้เช่นกัน

 

ไม่รู้ว่ามีเมนูอาหารอะไรอื่น ๆ อีกบ้างที่เราสามารถกินตัวภาชนะใส่อาหารได้

+++

 

ชอบนิทรรศการนี้มาก ๆ WHERE SPIRITS DWELL ของ Ding Min ที่ GalileOasis

 

ชอบแต่ละตัวละครในภาพของเขามาก ๆ รู้สึกว่าแต่ละตัวละครในภาพของเขาสามารถเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกจินตนาการของเราได้สบาย ๆ

 

เหมือนภาพของเขามันมีความ Junji Ito + David Lynch + เทพนิยาย แต่มันลดทอนความสยองขวัญแบบ Junji Ito ลง และใส่ความน่ารักเข้าไปเป็นส่วนผสมแทน มันก็เลยออกมาดูเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วหลายครั้งว่า เราชอบโลกจินตนาการที่ “ตัวละครทุกตัวมีอิทธิฤทธิ์รุนแรง” เราก็เลยชอบภาพของ Ding Min มาก ๆ อย่างเช่นภาพหนูน้อยหมวกแดงที่ปล่อยตัวโลนยักษ์จำนวนมากออกมา คือตัวละครแบบนี้นี่เหมาะกับโลกจินตนาการของเราจริง ๆ เพราะหนูน้อยหมวกแดงในโลกจินตนาการของเราไม่ใช่เด็กหญิงที่ไร้พิษสง แต่ต้องเป็นเด็กหญิงที่มีพิษสงรุนแรงแบบนี้นี่แหละ

 

ในนิทรรศการนี้มีสมุดภาพของ Ding Min ขายด้วย เราก็เลยซื้อสมุดภาพมาให้ลูกหมี

 

Instagram ของ Ding Min

https://www.instagram.com/dingminart/

++++

 

วันนี้เราได้ไปดูงาน Beam Wong: Selected Moving Images 2015–2026 ที่เกอเธ่ งานนี้มีฉายหนัง 9 เรื่องติดต่อกัน แล้วปรากฏว่าเราหารายละเอียดเกี่ยวกับหนังบางเรื่องในงานนี้แทบไม่เจอเลย เราก็เลยต้องรีบจดบันทึกช่วยจำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจำถูกจำผิดอะไรบ้างหรือเปล่า ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมก็มา comment กันได้นะคะ

 

หนัง 9 เรื่องที่ฉายในงานนี้

 

1. HUU (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 24 min)

เราเคยดูแล้ว


2. SPIRAL IN THE SKY (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, A+15)

Animation สั้น ๆ เข้าใจว่าเป็น MV ประกอบเพลง ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นนี้มีหญิงสาวที่ถอดแว่นออก แล้วก็เหมือนมีดวงตาที่สามปรากฏบนหน้าผาก ดวงตาเป็นรูปชายทะเล แล้วภาพชายทะเลภายในรูปทรงดวงตาก็ลอยออกมาจากหน้าผากของเธอ แต่พอเธอใส่แว่น สีของภาพก็เปลี่ยนไป เหมือนเธอยืนอยู่หน้าแม่น้ำ และอีกฟากเป็นภาคอุตสาหกรรม


3. DIARY OF A PURSE FUCKER (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 11 min)

เราเคยดูแล้ว


4. LONG LIVE THE SIN (2021, Theerapat Wongpaisarnkit, 3:17 min, A+30)

ดีงามมาก ๆ หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบด้วยนะ

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังสั้นเรื่องนี้ใช้ฉากอุโมงค์เดียวกับที่ปรากฏในหนังเรื่อง CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min, A+30)

5. BIRD IN A GLASS COFFIN (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, 7:11 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นเรื่องนี้มีนกที่ถูกใบพัดเครื่องบินดูดเข้าไปจนถึงแก่อสัญกรรม เหล่าอีกาก็เลยบินเข้าไปเอาซากนกตัวนี้ไปใส่ในโลงศพ แล้วจุดไฟเผาโลงศพ แล้วเอาโลงศพไปต่อท้ายเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินถูกเพลิงเผาผลาญทำลายไปด้วย


6. BLESS & CURSE (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 1 min, A+30)

หนังสั้นที่รวบรวมถ้อยคำต่าง ๆ ให้มาปรากฏในรูปของ text และเสียง ซึ่งรวมถึงถ้อยคำที่พวกเราอาจจะคุ้นชินกันดี


7. SOLAR AUTONOMOUS INTERZONE, RAMAVANIAEDITON (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 6:32 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่องนี้ใช้ภาพจาก AI เป็นผู้คนจำนวนมากในคลับเต้นรำ แล้วก็มีการพูดถึง Saros ผู้หลงใหลใน eclipses

 

ใครจำรายละเอียดอื่นใดในหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับ SAROS 143 CLUB (2024, Nanut Thanapornrapee, 20min, A+30) หรือเปล่า เพราะหนังเรื่อง SAROS 143 CLUB ก็พูดถึงวัฏจักร Saros ที่เกี่ยวข้องกับ eclipses เหมือนกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง Saros ตรงกันโดยบังเอิญ หรือว่าเป็นหนังสองเรื่องที่อยู่ในโปรเจคท์เดียวกัน 55555

 

8. 3KAZ (3 Ka inAutonomousZone) (2026, Theerapat Wongpaisarnkit, 5:43 min, A+30)

จำได้ว่าหนังพูดถึงความแตกต่างระหว่าง crows กับ ravens, กากับอีกา

 

ใครจำอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

คุณ Beam Wong พูดในงานว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานกา 3 ขาของญี่ปุ่น ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่น และเรื่อง “กาคาบข่าว” หลังจากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต

9. DECONSTRUCTING ANGELS (2023, Theerapat Wongpaisarnkit, Live Cinema Performance, 10 min, A+30)

Beam Wong เล่นเปียโนเพราะมาก โดยเป็นการเล่นเปียโนสดประกอบกับภาพที่คล้ายสัญญาณจอโทรทัศน์สมัยก่อน

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ช่วงต้นของหนังเรื่องนี้คือฉากผู้หญิงทำ shibari แต่เราก็ไม่แน่ใจว่า มันคือช่วงต้นของ DECONSTRUCTING ANGELS หรือมันคือช่วงท้ายของ 3KAZ

 

ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเหล่านี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Theerapat Wongpaisarnkit ที่เราเคยดูมาแล้ว ก็มีเช่น

 

10. AMONG THE LIGHT (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 11.35min)

 

11. ROOMMATE (รูมเมท) (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 10:07 min)

12. BETWEEN THOUGHT AND EXPRESSION (มนุษย์หงุดหงิด) (2013, 10min)

 

13. JUNK SHIT MINDS (2014, 2min)

 

14. PLEASE CHECK YOUR BELONGING BEFORE LEAVING (โปรดตรวจสอบทรัพย์สินของท่านก่อนลุกจากที่นั่ง) (2014, Theerapat Wongpaisarnkit, 8min)

 

15. BANGKOK SCI-FI 603 (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, Vutichai Tanglaksilathong, Thanakrit Khuntiudom, 13min)

 

16. BANMUN (บ้านหมุน) (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 3min)

 

17. FLUMMOXED COCOON (ดักแด้โกลาหล) (2017, musical film, 28min)

 

18. MGB: SOFTWHERE (2018, Theerapat Wongpaisarnkit, 26min)

 

19. JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

20. CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

แต่เรายังไม่ได้ดู 06263 (2025, Theerapat Wongpaisarnkit, Jidapa Chirayangyuenyong, 9.30min) นะ

 

 

Friday, May 08, 2026

GEORGIAN CINEMA

 

ฉันรักเขา Kanji Ishimaru from TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME (2010, Masaaki Taniguchi, Japan, 122min, A+30)

 

Kanji Ishimaru น่าจะมีอายุราว ๆ 45 ปีตอนเล่นหนังเรื่องนี้ เขาหล่อมากในสายตาของเรา แต่ทำไมเหมือนเราไม่เคยเห็นเขาตอนหนุ่ม ๆ มาก่อน เราก็เลยไปหาข้อมูลดู แล้วก็พบว่า เขาเป็น “นักแสดงละครเวที” เขาเริ่มเล่นละครเวทีตั้งแต่อายุ 25 ปี และเพิ่งเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ตอนอายุราว 44 ปี โธ่ เราก็เลยอดดูเขาตอนหนุ่ม ๆ เลย

 

ตอนแรกเรากะว่าจะไม่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะตอนแรกเราเข้าใจผิดว่า มันเป็นการรีเมคหนังเรื่อง THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME (1983, Nobuhiko Obayashi, Japan) ที่เราเคยดูที่ Japan Foundation ถนนอโศก แล้วเราจะดูเวอร์ชั่นรีเมคทำไมในเมื่อเราเคยดู original version ไปแล้ว

 

แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้จริง ๆ เราก็พบว่า มันไม่ใช่การรีเมค แต่เป็น sequel ต่างหาก มันคือ “ภาคต่อ” เพราะว่าเนื้อหาใน TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME มันคือเรื่องราวของ “รุ่นลูก” ของตัวละครใน THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME

 

เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูหนังภาคต่อของหนังภาคแรกที่กำกับโดย Nobuhiko Obayashi โดยที่ภาคสองนี้สร้างห่างจากภาคแรกนานถึง 27 ปี

+++

 

BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY (2023, Elene Naveriani, Georgia/Switzerland, 111min, A+30)

 

1. ชอบการใช้สีในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สีสวยมาก ๆ เราเลยเอาภาพจากหนังเรื่องนี้มาลงในอัลบัมนี้ ซึ่งเป็นอัลบัมรวมหนังสีสวย

 

2. ดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมากในระดับนึง เพราะหนังมันพูดถึงแรงปรารถนาทางเพศของสาวโสดวัย 48 ปี

 

3. ทำไม Georgia ถึงเป็นประเทศที่มาแรงในวงการภาพยนตร์ในระยะหลังนะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตด้วยกัน เพราะว่านอกจาก BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY แล้ว ภาพยนตร์จากประเทศ Georgia ในระยะนี้ ก็รวมถึง

 

3.1 APRIL (2024, Dea Kulumbegashvili)

3.2 DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze)

3.3 IMAGO (2025, Déni Oumar Pitsaev)

 

แล้วในอดีต หนังอย่าง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov) ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นหนังสหภาพโซเวียต + อาร์เมเนีย + จอร์เจีย เพราะว่า Sergei Parajanov เกิดในจอร์เจีย และหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในจอร์เจีย

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไม Georgia ถึงมาแรงในช่วงนี้ เหมือนมาแรงกว่า Belarus, Moldova, Armenia, Azerbaijan, Kazakhstan, Turkmenistan, Kyrgizstan, Tajikistan, Uzbekistan แต่อาจจะอยู่ในระดับพอ ๆ กับ Ukraine ที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกนับตั้งแต่เกิดสงครามขึ้นมา

 

4. ไม่รู้ว่าสาเหตุส่วนนึงเป็นเพราะ Georgia อาจจะมีรากฐานวัฒนธรรมของตนเองมายาวนานหลายพันปีหรือเปล่า เพราะว่า Georgia เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักร Colchis ที่ปรากฏอยู่ในตำนานกรีก และในตำนาน Jason and the Argonauts ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริเวณที่ตั้งของประเทศจอร์เจียนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่อยู่ร่วมสมัยกับกรีกหรือเป็นอาณาจักรที่มาก่อนกรีกเสียอีก

 

5. Georgia เป็นประเทศที่มีภาษาและตัวอักษรที่ไม่เหมือนใครเลยด้วย เราชอบตัวอักษรของ Georgia มาก ๆ มันกลม ๆ และดูเผิน ๆ แล้วทำให้นึกถึงภาษาพม่า เห็นเขาบอกว่าตัวอักษรของ Georgia ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1500 ปีก่อน และไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน เพราะฉะนั้นภาษาของ Georgia เลยแปลกประหลาดและ unique มาก

 

เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เลยทำให้ Georgia มีรากฐานวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเองมาก ๆ หรือเปล่า และสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึง Georgian Cinema ในปัจจุบัน

 

6. ในส่วนของประเทศอื่น ๆ ที่แตกตัวออกมาจากโซเวียตนั้น เราว่า Lithuania เคยโดดเด่นมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 เพราะ Sharunas Bartas และ Lithuania ก็ยังคงสร้างหนังดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน แต่อาจจะไม่เปรี้ยงเท่ายุค 1990

 

Kazakhstan Cinema ก็เคยเปรี้ยงมาก ๆ ในทศวรรษ 1990 เพราะ Darezhan Omirbaev แต่หลังจากนั้นเหมือนหนังคาซัคสถานก็มีให้เห็นบ้างเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหนังของ Adilkhan Yerzhanov แต่ก็เหมือนหนังคาซัคไม่เปรี้ยงปร้างบนเวทีโลกมากเท่ากับในทศวรรษ 1990 อีก

 

เราก็เลยสงสัยว่า มีปัจจัยใด ๆ บ้างที่อยู่ดี ๆ ทำให้ Georgian Cinema โดดเด้งขึ้นมาในระยะนี้

+++

 

ดีใจมาก ๆ กับหนัง 3 เรื่องที่เราเคยดูเพราะมันเข้าฉายตามเทศกาลในไทย แล้วได้รางวัลในงานนี้ ทั้ง

 

1. UNTIL THE ORCHID BLOOMS (Polen Ly, Cambodia)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ House Samyan

 

2. COMPACT DISC (Rico Wong, Hong Kong)

เราได้ดูในงานฉายของ Wildtype ที่ Buffalo Bridge Gallery

 

3. COLOUR IDEOLOGY SAMPLING.MOV (Chan Cheuk-sze, Kathy Wong, Hong Kong/Taiwan)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ Century Onnut

++++

 

ตอนแรกผมก็นึกว่าผมไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน PACCHIGI พอไปเช็คดูแล้วก็พบว่า ผมเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว 555555 เพราะว่าทาง Japan Foundation ชอบเอาหนังเรื่องนี้มาฉายบ่อย ๆ โดยใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า WE SHALL OVERCOME SOMEDAY (2004, Kazuyuki Izutsu) 

 

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

Wednesday, May 06, 2026

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY

 

ชอบสุดขีด Madonna มางาน Met Gala พร้อมกับลูกสมุนสาวหลายคน เธอมาในชุดของ Saint Laurent ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาด THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY (1945) ที่วาดโดย Leonora Carrington โดย Madonna แต่งตัวเป็น Queen of Sheba ตามภาพวาดนี้

 

ประวัติชีวิตของ Leonora Carrington นั้นน่าสนใจมาก ๆ และประวัติของภาพวาดนี้ก็น่าสนใจ เพราะว่า Leonora Carrington วาดภาพนี้ขึ้นเพื่อแข่งขันกับ Surrealist painters คนอื่น ๆ โดยเป็นการแข่งขันกันว่าภาพวาดแบบ Surreal ของใครที่จะได้รับเลือกให้นำไปใช้ในภาพยนตร์เรื่อง THE PRIVATE AFFAIRS OF BEL AMI (1947, Albert Lewin) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Guy de Maupassant โดยภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย George Sanders, Angela Lansbury, Ann Dvorak

 

คู่แข่งของ Leonora Carrington ในครั้งนั้นก็รวมถึง Salvador Dali, Max Ernst, Paul Delvaux, Dorothea Tanning, Ivan Albright, Horace Pippin และในที่สุดผลการตัดสินก็ออกมาว่า Max Ernst คือผู้ชนะ เขาได้รับรางวัล 2500 ดอลลาร์ และภาพวาดนี้ของ Max Ernst ก็ถูกใช้ในฉากของ Madame Walter (Katherine Emery) ในหนังเรื่องนี้ เพื่อสื่อถึงความเสื่อมศีลธรรมของตัวละครนี้ขณะที่เธอวางแผนแก้แค้น

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้หนังเรื่อง THE ROOM NEXT DOOR (2024, Pedro Almodóvar, A+30) ก็เพิ่งพูดถึง Leonora Carrington เพราะว่าตัวละคร Ingrid (Julianne Moore) ในหนังเรื่องนี้ พูดว่าเธอกำลังจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับ Dora Carrington ซึ่งเป็นจิตรกรหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังน้อยกว่า Leonora Carrington ถึงแม้ทั้งสองคนนี้มีนามสกุลเหมือนกัน (เรื่องราวของ Dora Carrington เคยถูกสร้างเป็นหนังมาแล้วในชื่อเรื่องว่า CARRINGTON (1995, Christopher Hampton, UK) โดยมี Emma Thompson รับบทเป็น Dora Carrington)

 

ย้อนกลับมาที่ภาพวาด THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY ของ Leonora Carrington ภาพวาดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพวาด THE TEMPTATION OF ST. ANTHONY ของ Hieronymus Bosch ที่วาดขึ้นในช่วงราวปี 1500-1525 ส่วนตัวภาพวาดของ Leonora Carrington นั้น ภาพวาดนี้นำเสนอ Saint Anthony ขณะเผชิญกับ temptation ที่จำแลงกายมาในรูปของ Queen of Sheba ถึงแม้ทั้งสองคนนี้อยู่คนละยุคสมัยกัน เพราะว่า Saint Anthony นั้นมีชีวิตในปีค.ศ. 251-356 ส่วน Queen of Sheba นั้นมีชีวิตในช่วงราว 900 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 2900-3000 ปีก่อน

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด Gustave Flaubert อาจจะมีอิทธิพลต่อภาพวาดนี้ของ Leonora Carrington ด้วยหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ เพราะว่า Gustave Flaubert เคยเขียนงาน THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY ในปี 1874 และเขาก็นำเสนอกิเลสยั่วยวนที่จำแลงกายมาในรูปของ Queen of Sheba ในบทประพันธ์นี้ด้วยเช่นกัน

 

ส่วน Queen of Sheba นั้น ก็เป็นบุคคลในตำนานที่เคยถูกนำเสนอมาแล้วหลายครั้งบนจอภาพยนตร์ ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ โดยดาราที่เคยรับบทเป็น Queen of Sheba มาแล้วนั้นก็รวมถึง Gina Lollobrigida, Halle Berry และ Viviva A. Fox

 

เราก็เลยชอบเครื่องแต่งกายของ Madonna ในครั้งนี้มาก เพราะมันเหมือนโยงเอาทั้ง ประวัติศาสตร์, ศาสนา, จิตรกรรม, วรรณกรรม, ภาพยนตร์, แฟชั่น และวงการดนตรีเข้ามาไว้ด้วยกัน

 

1. ประวัติศาสตร์ + ศาสนา เรื่อง Queen of Sheba และ Saint Anthony

2. จิตรกรรมของ Hieronymus Bosch ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Leonora Carrington ในปี 1945

3. วรรณกรรมของ Gustave Flaubert ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ Leonora Carrington

4. ภาพยนตร์เรื่อง THE PRIVATE AFFAIRS OF BEL AMI ที่ส่งผลให้ Leonora Carrington วาดภาพ THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY ขึ้นมา

5. มาดอนน่าจากวงการดนตรี ให้ Saint Laurent จากวงการแฟชั่น สร้างเครื่องแต่งกายขึ้นมาโดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของ Leonora Carrington ซึ่งเป็นภาพวาดที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์+ศาสนา+วรรณกรรม+ภาพยนตร์

 

 

Betty Blythe in THE QUEEN OF SHEBA (1921, J. Gordon Edwards, silent film, 90min)

Gina Lollobrigida in SOLOMON AND SHEBA (1959, King Vidor)

Halle Berry in SOLOMON & SHEBA (1995, Robert M. Young)

Vivica A. Fox in SOLOMON (1997, Roger Young, 180min)

 

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY (1945) by Leonora Carrington

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY (around 1500-1525) by Hieronymus Bosch อันนี้น่าจะเป็นภาพที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Leonora Carrington

TRIPTYCH OF THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY (1501) by Hieronymus Bosch อันนี้เป็นอีกภาพนึงของ Bosch ที่มีชื่อคล้ายกับภาพที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Leonora Carrington

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY (1945) by Max Ernst

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY by Salvador Dali

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY by Dorothea Tanning

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY by Ivan Albright

THE TEMPTATION OF SAINT ANTHONY by Horace Pippin

THE PRIVATE AFFAIRS OF BEL AMI (1947, Albert Lewin)

THE ROOM NEXT DOOR (2024, Pedro Almodóvar, A+30)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0N9KPd1xoAqvoWALYe9aY6BNW1f7qSdMEjZKnK2fTyGuhx6cDSKdDx3GrrPr9WtiMl

+++

 

พอดู THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) จบ ฉันก็สงสัยว่า ทำไมไม่มี Kristin Scott Thomas ในหนังเรื่องนี้ เพราะเหมือนฉันจำได้ว่า Kristin Scott Thomas แสดงใน THE DEVIL WEARS PRADA ภาคแรก (2006, David Frankel) เราก็เลยไปเช็คดู แล้วก็พบว่าเราจำผิด เพราะว่า Kristin Scott Thomas แสดงให้ CONFESSIONS OF A SHOPAHOLIC (2009, P.J. Hogan) แล้วเราจำหนังสองเรื่องนี้สลับกัน 55555

+++

 

CAFE FLESH (1982, Stephen Sayadian (aka Rinse Dream), 74min) น่าดูมาก ๆ

 

 

Tuesday, May 05, 2026

RAJA SHIVAJI

 

ถ้าหากผมจำไม่ผิด WINDOWS (1999, Apichatpong Weerasethakul) เป็นหนังที่ถ่ายหน้าต่างและเน้นแสงแดดที่ส่องลอดออกมาจากหน้าต่างบานนั้นครับ เป็นแสงแดดที่ส่องลอดเข้ามาในห้องที่ดูมืด ๆ หนังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดทั้ง 12 นาที และอาจจะมีการใช้ effect ทางภาพบางอย่างเพื่อทำให้ภาพที่ออกมาดูมีมนตร์ขลัง เหมือนหนังมันไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย แต่ผมดูแล้วรู้สึกว่ามันสามารถสะกดจิตผมอย่างรุนแรงมาก และมันทำปฏิกิริยากับดวงจิตของผมอย่างรุนแรงมาก และมันก็ทำให้สิ่งที่ดูธรรมดาสามัญที่สุดในชีวิตประจำวันกลายเป็นสิ่งที่ดูแล้วงดงามตราตรึงใจที่สุดได้ เหมือนเป็นหนังที่ “มอบดวงตาใหม่” ในการมองโลกให้แก่ผมครับ

 

พอดีผมได้ดูหนังเรื่องนี้ในปี 1999 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมยังไม่ได้ดูหนังทดลองมากนัก หนังเรื่องนี้ก็เลยมีความสำคัญต่อชีวิตผมมาก ๆ ในฐานะหนึ่งในหนังเรื่องแรก ๆ ที่ชักพาผมให้หลงใหลในหนังทดลองครับ และถือเป็น “หนึ่งในหนังไทยเรื่องแรก ๆ” ที่ผมเคยดูแล้วแทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลยด้วย แต่ถ้าหากผมเพิ่งได้มาดูหนังเรื่องนี้ในปีนี้ หลังจากที่เคยดูหนังทดลองไปมากมายหลายเรื่องแล้ว ผมก็อาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากเท่านี้ครับ

+++

 

เพิ่ม RAJA SHIVAJI (2026, Riteish Deshmukh, India, 195min, A+25) เข้าไปในลิสท์ TIMELINE OF STORIES IN INDIAN FILMS OR FILMS ABOUT INDIA THAT I SAW

 

RAJA SHIVAJI (2026, Riteish Deshmukh, India, 195min, A+25)

 

หนังเล่าเรื่องของ Raja Shivaji ที่มีชีวิตอยู่ในปี 1630-1680 เขาเป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักร Maratha และเขาเป็นพ่อของ Sambhaji Maharaj กษัตริย์องค์ที่สองของอาณาจักร Maratha โดยเรื่องราวของ Sambhaji นั้นถูกเล่าไปแล้วในหนังเรื่อง CHHAAVA (2025, Laxman Utekar, 161min, A+25)

 

ตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในหนังเรื่อง RAJA SHIVAJI ก็คือ Shah Jehan จักรพรรดิองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์โมกุล ซึ่งมีชีวิตอยู่ในปี 1592-1666 โดยจักรพรรดิองค์นี้เป็นผู้สร้างทัชมาฮาล และเรื่องราวของเขาถูกเล่าไปแล้วในหนังเรื่อง SHIRAZ (1928, Franz Osten, India/UK/Germany)

 

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237536687539915&set=a.10236654765052404

 

ฉันรักเขา Rudra Soni from RAJA SHIVAJI (2026, Riteish Deshmukh, India, 195min, A+25)

+++

 

เห็นชื่อหนังตุรกีเรื่องนี้แล้วเราก็คิดถึงพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ขึ้นมาเลย เพราะเราเคยดู THE GIRL WITH THE RED SCARF ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 22 ต.ค. 2005 ใน World Film Festival of Bangkok

 

อย่าจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ THE WOMAN WITH RED HAIR (1979, Tatsumi Kumashiro, Japan) 55555

 

 

Monday, May 04, 2026

EDGY FILMS AND THIRD WORLD CINEMA

 

อันนี้เป็นสิ่งที่เราเขียนคุยกับคุณ Warut Pornchaiprasartkul แล้วเราก็เลยถือโอกาสเอามาแปะในนี้ด้วยเลยแล้วกัน:

 

เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากค่ะ เห็นด้วยว่า “หนังแรง ๆ ระดับคลาสสิค” หลายเรื่องในกลุ่มนี้เป็นหนังของคนขาว+ญี่ปุ่น ซึ่งหนังเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก มีคนเขียนถึงหนังเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ เราก็เลยคิดต่อไปได้ดังนี้ว่า

 

1. ของไทยมีกลุ่มหนังสั้นของ Alwa Ritsila ยุคทศวรรษ 2000 ที่โหดและแรงมาก ๆ แต่พอมันเป็นหนังสั้น มันก็เลยมีคนดูไม่มาก และเอาลงยูทูบไม่ได้ เพราะมันติดลิขสิทธิ์เพลง แต่เป็นกลุ่มหนังที่เราชอบสุดขีด และ disturbing มาก ๆ

 

หนังสั้นของกุลชาติ จิตขจรวานิช ก็แรงมาก ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง ค้างคาวดูดกล้วย (2011, 22min) ที่เกี่ยวกับ Dracula ที่ตามกินเลือดประจำเดือนจากผ้าอนามัยที่ผู้หญิงทิ้งไว้ในห้องน้ำ แต่พอมันเป็นหนังสั้น มันก็มีคนดูไม่มากเช่นกัน

 

อีกเรื่องที่เราชอบสุดขีด ถึงแม้มันจะ disturbing มากๆ สำหรับเรา ก็คือ เดรัจฉาน (FIARA)  (2018, วีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ Weerayut Supprasert, 35.26 min)

 

2. ในส่วนของหนังไทยที่เคยได้รับการ commercial release นั้น มีหนังเรื่อง THE BUSH (2019, Jirapat Tuntiwattanakhul, 33min) ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจาก CANNIBAL HOLOCAUST ด้วย

 

แล้วก็มี PLAYBOY (AND THE GANG OF CHERRY) (2017, Oompon Kitikamara) กับหนังบางเรื่องของ Sarawut Intaraprom ที่เป็นหนังแรง ๆ ที่เราชอบสุดขีด แต่พอมันเป็นหนังที่เราเคยดูแล้ว เราก็เลยไม่เอามาใส่ในลิสท์

 

เราชอบหนังเหล่านี้ของไทยมาก ๆ แต่ก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่หนังที่โด่งดังในระดับระหว่างประเทศ

 

3. หนังแรง ๆ ที่เราชอบมาก ๆ ก็รวมถึง PAIN (1994, Eric Khoo, Singapore, 31min) และหนังบางเรื่องของ Khavn De La Cruz จากฟิลิปปินส์ด้วย และเราก็ชอบหนังของ Scud จากฮ่องกงอย่างรุนแรงเช่นกัน แต่มันเป็นหนังที่เราเคยดูแล้ว เราก็เลยไม่ได้ใส่ไปใน Film Wish List

 

4. ส่วน “หนังแรง ๆ เรื่องเพศ” นั้น ของไทย + ฮ่องกง ก็มีหนังซอฟท์คอร์มากมาย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แต่มันเป็นหนังอย่างว่าไปเลย ไม่ได้เป็น “ลูกผสม” ระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์ + หนังอีโรติก” เหมือนหนังฝรั่ง

 

แน่นอนว่าในบรรดาหนังซอฟท์คอร์เหล่านี้ มันต้องมีบางเรื่องที่มีคุณค่าทางศิลปะแอบแฝงอยู่ด้วย แต่พอมันเป็นหนัง “ชาย-หญิง” เราจึงไม่มีความรู้ด้านนี้แต่อย่างใด คงต้องให้ cinephiles บางคนที่คุณก็รู้ว่าใคร มาตอบคำถามในด้านนี้ 55555

 

5. เราก็เลยเดาว่า สาเหตุที่เราไม่ค่อยรู้จัก “หนังแรง ๆ” แบบนี้นอกจากหนังของคนขาวและหนังญี่ปุ่น อาจจะเป็นเพราะว่า

 

5.1 มีคนผลิตหนังแรง ๆ แบบนี้เยอะในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นหนังสั้น ที่ไม่ทำซับไตเติลภาษาอังกฤษ หนังสั้นเหล่านี้ก็เลยเป็นที่รู้จักกันเพียงแค่ในวง cinephiles ในแต่ละประเทศ

 

5.2 มีหนังแรง ๆ แบบนี้เยอะเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เป็น “หนัง cult” ที่มาฉายในเทศกาลหนังพี้ที่ Cinema Oasis และอาจจะฉายตามเทศกาลหนัง cult ในประเทศต่าง ๆ แต่ว่าหนัง cult เหล่านี้ “เน้นอารมณ์ตลก” เป็นหลัก เพราะฉะนั้นความโหด + โป๊เปลือย ในหนังเหล่านี้ จึงไม่ disturbing เพราะมันถูกฉาบหน้าด้วยอารมณ์ตลกแบบหนัง cult

 

5.3 หนังแรง ๆ ในประเทศโลกที่สาม อาจจะต้องเจออุปสรรคจากทั้งการเซ็นเซอร์ในบางประเทศ และระบบศีลธรรมของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในยุคก่อนทศวรรษ 2000 ซึ่งสิ่งนี้ไม่เป็นปัญหาในประเทศโลกที่หนึ่ง ยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น เราก็เลยเดาว่า อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุส่วนนึงที่ทำให้ไม่มีการผลิตหนังเหล่านี้มากนักในประเทศโลกที่สามในยุคก่อนทศวรรษ 2000

 

5.4 เทศกาลภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังโดยทั่วไปเน้นหนังอาร์ตเฮาส์มั้ง หนังแรง ๆ ที่ผลิตจากประเทศโลกที่สาม เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

 

5.5 เห็นด้วยว่า ฟิลิปปินส์ น่าจะมีการผลิตหนังแนวนี้ออกมาเยอะ และเราเดาว่า ไนจีเรีย น่าจะมีการผลิตหนังแรง ๆ อยู่บ้าง แต่เราก็ไม่มีความรู้เรื่องหนังไนจีเรียแต่อย่างใด

 

5.6 ตัวเราเอง ก็ “ไม่ได้มีความสนใจ” ในด้านนี้จริง ๆ เพราะเราเองก็ไม่ได้ชอบ “หนังโหด” และ “หนังอีโรติกชาย-หญิง” เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้สนใจจะตามอ่านหรือตามดูหนังประเภทนี้ นอกจากว่าหนังประเภทนี้จะมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาก่อน 55555

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เรามีความสุขสุดขีดกับการดูหนังทดลอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยให้ความสนใจกับการตามดูหนังทดลองอะไรต่าง ๆ ก่อน ส่วนหนังโหด+หนังอีโรติกนั้น ถ้ามันไม่ดังจริง ๆ เราก็คงไม่ได้สนใจอยากดู

 

เราก็เลยเดาว่า บางทีอาจจะมีบางเว็บไซต์ที่ตามดูและตามเขียนถึงหนังประเภทนี้อยู่ก็ได้นะ แต่เราไม่ได้สนใจจะไปตามอ่านบทวิจารณ์หนังประเภทนี้ตามเว็บไซต์เหล่านี้เอง

 

5.7 ไม่แน่ใจว่า หนังเหล่านี้มันทำการตลาดยากหรือเปล่า เพราะมันคือลูกผสมระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์” + “หนังโหด” หรือลูกผสมระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์” + “หนังอีโรติก”

 

แล้วประเทศโลกที่สาม มันเป็นประเทศที่หาทุนสร้างหนังยากอยู่แล้วน่ะ ขนาดจะทำหนัง mainstream ก็หาทุนสร้างหนังยากอยู่แล้ว

 

แล้วหนังประเภทนี้ ก็ไม่ใช่หนังอาร์ตเฮาส์เพียว ๆ ที่จะส่งไปประกวดตามเทศกาลคานส์,เบอร์ลิน, เวนิซได้ง่าย ๆ ส่วนจะออกฉายเพื่อหวังทำเงิน คนดูหนังอีโรติกก็อาจจะไม่ได้สนใจ หนังอาร์ตเฮาส์+หนังอีโรติก ด้วย

 

เราก็เลยเดาว่า หนังเหล่านี้จากประเทศโลกที่สาม อาจจะหาทุนสร้างหนังได้ยาก ทำออกฉายแล้วก็ส่งเทศกาลดัง ๆ ได้ยาก และออกฉายตามโรงภาพยนตร์ก็อาจจะทำเงินได้ไม่มากนักด้วย เพราะมันเป็นลูกผสม

 

ภาพจาก CITY WITHOUT BASEBALL (2008, Scud, Lawrence Ah-mon, Hong Kong, A+30)

 

ประเด็นข้างต้นต่อเนื่องมาจากลิสท์นี้
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02sncNmvaPP8nqGb5RzYPQhUtE5WZashnta1aRU2YKFJxiHe6Du3cSVQrKqpmpKxaql

 

ผมเคยดู MACHO DANCER แล้วชอบมาก ๆ ครับ เหมือนเป็น “หนังชีวิต” ที่ปะหน้าว่าเป็นหนังวาบหวิว เผื่อคนจะซื้อตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้มากขึ้น

 

ผมดู MACHO DANCER ด้วยการซื้อวิดีโอนี้จากร้านลูกแมวในมาบุญครองเมื่อราว 25 ปีก่อนครับ คือตอนนั้นผมยังไม่รู้จักชื่อเสียงของ Lino Brocka เลย แต่เห็น “หน้าปก” วิดีโอนี้ แล้วมันห้ามใจไม่ได้ เลยต้องซื้อมาดู 55555

 

เข้าใจว่าหนังกลุ่ม “นักเต้นชาย” นี่ ถือเป็น genre นึงของหนังฟิลิปปินส์เลย แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็น่าจะยังมีการผลิตหนังกลุ่มนี้ออกมาอยู่

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่น MIDNIGHT DANCERS (1994, Mel Chionglo) ที่ผมอยากดูมาก ๆ เช่นกัน

https://www.imdb.com/title/tt0111180/?ref_=nv_sr_srsg_dm_0_tt_8_nm_0_in_0_q_midnight%20dancer

++++

 

จริงมาก ๆ ทศวรรษ 1970 นี่เป็นการระเบิดออกอย่างรุนแรงของหนังกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วในทศวรรษนี้ก็มีผู้กำกับหลาย ๆ คนที่ทำหนังแรง ๆ ออกมา อย่างเช่น

 

1. John Waters

2. Kuei Chin-hong

3. Paul Verhoeven

4. Fernando Arrabal

5. Stephen Dwoskin

6. Frans Zwartjes

7. Alain Robbe-Grillet

 

แม้แต่ในอินโดนีเซียก็มีการสร้างหนังเรื่อง PRIMITIF (1978, Sisworo Gautama Putra) ที่เคยเข้าโรงฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “คนกินเห้”

 

และแม้แต่ Wim Wenders ก็ใส่ฉาก “ตัวละครอุจจาระ” เข้าไปใน KINGS OF THE ROAD (1976) ซึ่งเราชอบคิดเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะ trend ในยุคนั้นมันพาไปหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นก็เหมือนไม่มีฉากแบบนี้อีกในหนังของ Wim Wenders 55555

++++

 

จัดโปรแกรมหนังควบให้ตัวเองวันนี้ Sergei Parajanov VS. Poj Arnon

 

1. THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, second viewing, A+30)

 

ดูที่ GD Xperience by Golden Duck รอบ 16.20 น.

 

เราเคยดูรอบแรกทางวิดีโอร้านแว่นเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน พอมาได้ดูในจอใหญ่ก็รู้สึกอิ่มเอมมาก ๆ

 

ชอบเกร็ดที่คุณกิตติพลเล่าให้ฟังในงานเสวนาหลังหนังจบมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ Gilles Deleuze ตบกับ Umberto Eco

 

เหมือนยุคนั้นเป็นยุคของการปฏิวัติภาษาภาพยนตร์จริง ๆ เพราะหนังที่ “ดูเหมือนจะเป็นหนัง biopic” ในยุคนั้นมันไปจนสุดขอบโลกภาพยนตร์มาก ๆ ทั้ง THE COLOR OF POMEGRANATES, THE CHRONICLE OF ANNA MAGDALENA BACH (1968, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet) และ THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter, West Germany)

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เราคิดต่อมาหลังจากดูหนัง + ฟังเสวนา ก็คือว่า เหมือนบางสิ่งในโลกคอมมิวนิสต์กับ “โลกอีกฝ่าย” นี่มันตรงข้ามกันอย่างน่าสนใจ เพราะว่าในโลกสหภาพโซเวียตนั้น การทำหนังที่เน้น folklore, ศิลปะท้องถิ่น, ศิลปะยุคโบราณ อะไรแบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นการต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่พยายามทำลาย “ความชาตินิยม” (จอร์เจีย/อาร์เมเนีย) คือการทำหนังที่เน้น folklore กลายเป็นการต่อต้านรัฐบาล เพราะคนดูจะไปภูมิใจในความเป็นชาวอาร์เมเนียหรือชาวจอร์เจีย แทนที่จะภูมิใจในความเป็นคนสหภาพโซเวียต (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

และในระหว่างที่เราดู THE COLOR OF POMEGRANATES นั้น เราก็พยายามนึกว่า มีหนังไทยเรื่องไหนบ้างที่เอาพวก “ภาพวาดแบบโบราณของไทย หรือภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง” ของไทย มาใช้เป็นต้นแบบในการ compose ภาพในหนังของต้นเอง ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องแรกที่เรานึกถึง ก็คือ “ไอ้จุก” (1997, อธิปัตย์ กมลเพ็ชร, 17min, A+30)

 

แต่การเอาผนวกเอา “ศิลปะไทยแบบโบราณ” มาใช้แบบนี้นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามในไทยอย่างแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่รัฐไทยดูเหมือนจะให้การสนับสนุนอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นคุณอธิปัตย์ ก็ได้กำกับภาพยนตร์อย่าง “รามเกียรติ์แอนิเมชั่น ตอนธรรมะแห่งราชา” (2010) ที่ได้รับการเชิดชูยกย่องจากรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เราก็เลยรู้สึกว่า โลกคอมมิวนิสต์นี่มันมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับประเทศไทยในการรับรู้ของเราอย่างน่าสนใจอยู่เหมือนกัน จุดนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่กลับออกจากป่า” หรือ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705 min, A+30) เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ทำให้เราได้รับรู้ว่า คอมมิวนิสต์ยุคนั้นมองว่า “กีตาร์” เป็นเครื่องมือของนายทุน ส่วนเครื่องดนตรีที่ดีสำหรับสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ก็คือ “ไวโอลิน” ตามที่เราเคยเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดไปแล้ว

 

2. WUKONG JAZZ or THE MONKEY HERO เห้งเจียแจ๊ส (2026, Poj Armon, B+ )

 

ดูที่ Paragon รอบ 19.00 น.

 

เหมือนเป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Poj Arnon ที่เชื่อมจีนยุคโบราณกับโลกปัจจุบันเข้าด้วยกัน โดยต่อจาก สติแตกสุดขั้วโลก (1995) และ หอแต๋วแตก แหกหลีหู (2025)

 

และเราว่าหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันดู “เน้นเนื้อเรื่อง” มากกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ Poj นะ เหมือนพอเขาเอาตัวละครจากจีนยุคโบราณเข้ามาใส่ เขาก็เลยมีเนื้อเรื่องให้ตัวละครดำเนินไปได้เรื่อย ๆ ไม่ใช่เป็นฉากมุกตลกต่อกันไปเรื่อย ๆ เหมือนหนังบางเรื่องของเขา

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหนังเรื่องนี้มันเป็น “หนังสำหรับเด็กเล็ก” ด้วยหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะไม่ค่อยมีอะไรที่ดูแล้ว offensive มากนัก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว

 

แต่เอาจริงแล้วเนื้อเรื่องบางส่วนของหนังมันโหดร้ายสุดขีดเลยนะ เพียงแต่ว่าหนังมันไม่ได้ไปขยี้ตรงจุดนั้นเอง

 

ชอบมาก ๆ ที่ตัวละครเด็กหญิงในเรื่องถือตุ๊กตาหมีตลอดเวลาโดยไม่มีสาเหตุ

 

ใด ๆ คือพระถังซัมจั๋ง (กาจบัณฑิต ใจดี) กับซัวเจ๋ง (จักริน ภูริพัฒน์) หล่อมากค่ะ 55555

 

เราเคยเขียนถึงประเด็น กีตาร์ VS. ไวโอลิน ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237276827163568&set=a.10236654765052404

 

ดู RAMAKIAN ANIMATION EPISODE I ได้ที่

https://web.facebook.com/watch/?v=2698835827035807

+++

 

10 MOST FAVORITE FILMS OF APICHATPONG WEERASETHAKUL

 

เนื่องจาก SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy, A+30) จะได้มาฉายที่ House Samyan เราก็เลยถือโอกาสนี้แชร์บทความนี้จากนิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 14 นะคะ บทความนี้เป็นบทความสัมภาษณ์คุณ Apichatpong Weerasethakul เกี่ยวกับ “หนัง 10 เรื่องที่เขาชื่นชอบมากที่สุดตลอดกาล” หรืออะไรทำนองนี้ และ Apichatpong ก็เลือก SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM เป็นหนึ่งในสิบเรื่องนั้น

 

บทความนี้อยู่ใน blog ของคุณ Panu Eddie ตัวลิงค์ไปยังบทความนี้เราแปะไว้ใน comment นะคะ อ่านความเห็นอย่างละเอียดของคุณ Apichatpong ที่มีต่อ SALO ได้ใน blog ของคุณ Panu Eddie นะคะ

 

 

10 MOST FAVORITE FILMS OF APICHATPONG WEERASETHAKUL

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=movieworm&month=05-2010&date=28&group=3&gblog=24

 

 

Sunday, May 03, 2026

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

เราได้ดู GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 6 ธ.ค. 2001 กรี๊ดดดดสุดขีดกับ Pam Grier และเราก็ชอบ “โครงสร้างการเล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ ชอบที่มันมีความเป็น “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” อยู่ในนั้น และก็ดีใจมาก ๆ ที่มีนักวิจารณ์เขียนบทความเกี่ยวกับ GHOSTS OF MARS ลงเว็บไซต์ Senses of Cinema ด้วย

 

Senses of Cinema

https://www.sensesofcinema.com/2001/essays-on-films-17/ghost-2/

+++

 

24. Commander Helena Braddock (Pam Grier) from GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter)

 

เห็นคุณภู่มณีเขียนถึง GHOSTS OF MARS เราก็เลยถือโอกาสนี้เพิ่มตัวละครนี้ของ Pam Grier เข้าไปในลิสท์ FAVORITE FIGHTING FEMALE CHARACTERS

++++

 

อยากให้มีคนสร้างหนังเรื่อง PSYCHO NETWORK เกี่ยวกับ “เครือข่ายฆาตกรต่อเนื่อง” และมีคนสร้างหนังเรื่อง PERSONA VERTIGO เกี่ยวกับคนที่มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ “เขา/เธอ/มัน” เดินขึ้นบันได

++++

 

PETERSBURG (1913) ของ Andrei Bely น่าสนใจมาก ๆ อ่านพล็อตเรื่องแล้วมันรุนแรงมาก และเห็นเขาบอกว่ามันเป็นนิยายแนว Symbolist ด้วย

++++

 

จริง ๆ แล้วหนังที่ฉายในงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE วันนี้ ไม่ได้ครอบคลุมหนังทุกเรื่องที่เคยออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนนะคะ เพราะยังมีหนังอีกหลายเรื่องของคุณ Weera Rukbankerd ที่เคยฉายในงานเทศกาลหนังสั้นมาราธอน แต่ไม่ได้มาฉายในวันนี้ด้วยค่ะ อย่างเช่น

 

1. MESSAGES ARE NOT TRUE STORY (2008, 15MIN)

เรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น: ชายที่ผิดหวังในความรัก กับเมจเสจเก่า ๆ ของเขา

 

2. HOUSE OF FEEL (2009, 8MIN)

บ้านของผม ชีวิตของผม ความสุขของผม และความทุกข์ของผม

 

3. COMPETITIVE STRATEGY ( 2010, 7min)

ความรักที่ผิดหวังมานาน สุดท้ายก็มีคนอาสามาช่วยผมแล้ว

 

4. B.H.T.S. (2013, 8min)

การทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งครับ

 

5. WALK FALL BACK (2014, 5min)

การถอยหลังของชายที่ผิดหวังในความรัก

 

ใครเคยดูหนังเหล่านี้แล้วในเทศกาลหนังสั้นมาราธอน ก็ถือว่าโชคดีมาก ๆ ค่ะ 55555

 

ส่วนหนังที่มาฉายในวันนี้ เราเดาว่าคุณวีระคงเลือกมาเองว่าอยากฉายเรื่องไหนบ้าง ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

+++

 

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

พอเห็นว่า HOUSE SAMYAN จะเอาหนังแรง ๆ มาฉาย เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมา เผื่อมันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ในอนาคต 55555

 

อยากให้มีคนเอาหนังเหล่านี้มาลงโรงฉายในไทย เพราะเรายังไม่เคยดู จะลงโรงฉายที่ HOUSE, micro cinema, หอภาพยนตร์ ศาลายา, เมเจอร์ สำโรง, etc. อะไรก็ได้นะคะ 55555

 

1. CANNIBAL HOLOCAUST เปรตเดินดิน กินสมองคน (1980, Ruggero Deodato, Italy)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

2. CRASH (1996, David Cronenberg)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

3. SING A SONG OF SEX (1967, Nagisa Oshima, Japan)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Nagisa Oshima Retrospective ในไทย

 

4. FEMALE STUDENT GUERILLA (1969, Masao Adachi, Japan, 73min)

 

5. MUSCLE (1989, Hisayasu Sato, Japan)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Hisayasu Sato Retrospective ในไทย

 

6. SALON KITTY (1976, Tinto Brass, Italy)

 

7. THE PILLOW BOOK (1996, Peter Greenaway, Netherlands/UK)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Peter Greenaway Retrospective ในไทย

 

8. ROMANCE (1999, Catherine Breillat, France)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Catherine Breillat Retrospective ในไทย

 

9. SECRET THINGS (2002, Jean-Claude Brisseau, France)

 

10. NYMPHOMANIAC VOL. I & II (2013, Lars von Trier, Denmark, 241min)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทยในเทศกาลอะไรสักอย่าง แต่เรายังไม่ได้ดู

 

11. NO SKIN OFF MY ASS (1991, Bruce LaBruce, Canada)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Bruce LaBruce Retrospective ในไทย

 

12. THE HOLY MOUNTAIN (1973, Alejandro Jodorowsky, Mexico)

อันนี้อาจจะไม่ได้เข้ากลุ่มหนังแรง ๆ ข้างต้น แต่เป็นหนังที่เหมือน cinephiles ทุกคนรอบตัวเราเคยดูไปแล้ว แต่เรายังไม่ได้ดู