Thursday, October 15, 2026

9 TEMPLES TO HEAVEN VS. REGRETFULLY AT DAWN

งดงามที่สุด ชอบ 3 ย่อหน้านี้มาก ๆ กราบบบบบบ

 

“The journey consequently becomes increasingly uneven and exhausting as their different perspectives collide. And what if this were not a family, but Thailand itself? The relationship would look remarkably similar: someone with good intentions gathers everyone together and leads them toward a common destination, yet generational differences produce gaps in understanding. A smoldering tension therefore accompanies them throughout the journey.

 

9 Temples to Heaven reflects contemporary Thai society, in which a traditional belief structure has remained firmly in place even as many other things have changed. The family members are diverse, and their differences carry long-standing resentment, dissatisfaction, and accumulated tension.

 

They—and we—may remain on the same journey because of blood ties, because we belong to the same system, or because of some other necessity, invoking ‘love’ as the force that holds everyone together. Yet something even more important has long been in short supply: ‘mutual understanding and empathy.’”

https://art4d.com/en/2026/09/9-temples-to-heaven

 

+++

 

9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse, A+30)

+ REGRETFULLY AT DAWN อรุณกาล (2024, Sivaroj Kongsakul, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

 

1. เนื่องจากเราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน เราก็เลยเขียนถึงหนังสองเรื่องนี้ควบคู่กันไปเลยดีกว่า เราจะได้เปรียบเทียบอะไรต่าง ๆ ในหนังสองเรื่องนี้ได้

 

เราว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้อาจจะเข้าข่ายหนังที่เรา admire มากกว่าหนังที่เราอินอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัวนะ อาจจะเพราะหนังสองเรื่องนี้นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามักจะไม่อินด้วย เราก็เลยไม่ได้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งอย่างรุนแรงกับเนื้อหาหรือตัวละครในหนังสองเรื่องนี้

 

แต่เราก็ชอบหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ นะ เราชอบความละมุนละไม และความรู้สึกละเอียดอ่อนบางอย่างในหนังสองเรื่องนี้ คือหนังสองเรื่องนี้มันเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนบางอย่างมาก ๆ น่ะ มันเหมือนเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน และมันเป็นสิ่งที่ยากจะถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้ เราก็บรรยายสิ่งนี้ได้ไม่ถูกเหมือนกัน

 

ซึ่งเราว่าก้อนความรู้สึกละเอียดอ่อนนี้ เป็นสิ่งที่เป็นลายเซ็นชัดเจนในหนังสั้น + หนังยาวของคุณ Sivaroj Kongsakul มาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ส่วนหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Sompot อาจจะไม่ได้แสดงจุดนี้ออกมาอย่างชัดเจนนัก เพราะหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Sompot มักจะมีจุดเด่นที่ไอเดีย มากกว่าการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ของตัวละคร เพราะฉะนั้น 9 TEMPLES TO HEAVEN ก็เลยเหมือนเป็นก้าวที่สำคัญและแสดงศักยภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวคุณ Sompot ออกมา

 

2. เราชอบ 9 TEMPLES TO HEAVEN มากกว่า REGRETFULLY AT DAWN นะ เพราะถึงแม้เราไม่อินกับพวกเรื่องครอบครัวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ แต่ 9 TEMPLES TO HEAVEN มันมีประเด็นเรื่อง “ท่าทีที่แตกต่างกันไปของคนต่าง ๆ ที่มีต่อศาสนา, องค์กรทางศาสนา, พิธีกรรมทางศาสนา” อะไรพวกนี้น่ะ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เรารู้สึกว่าใกล้ตัวเราหน่อย ในขณะที่โลกของตัวละครใน REGRETFULLY AT DAWN จะค่อนข้างไกลตัวเรามาก ๆ

 

3. อีกจุดที่ทำให้เราชอบ 9 TEMPLES TO HEAVEN มากกว่า REGRETFULLY AT DAWN ก็คือ “สถานที่” ในหนังทั้งสองเรื่องนี้น่ะ คือเราว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้ทรงพลังมาก ๆ ในการนำเสนอสถานที่ต่าง ๆ ในหนัง มันคว้าจับบรรยากาศของสถานที่ต่าง ๆ ในหนัง และสามารถนำเสนอบรรยากาศหรือจิตวิญญาณของสถานที่ต่าง ๆ ในหนังออกมาได้ดีมาก ๆ

 

แต่พอ REGRETFULLY AT DAWN มันเน้นนำเสนอชนบทที่ค่อนข้างสงบร่มรื่นในไทย โลกของหนังเรื่องนี้มันก็เลยค่อนข้างไกลตัวเราน่ะ

 

ส่วน 9 TEMPLES TO HEAVEN มันเน้นนำเสนอวัดต่าง ๆ ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพ หรือในจังหวัดใกล้ ๆ กรุงเทพ แล้วเราว่ามันคว้าจับบรรยากาศภายในวัดเหล่านี้ออกมาได้อย่างดีมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ คือเราดูแล้วนึกถึงบรรยากาศในวัดต่าง ๆ ที่เราเคยประสบพบเจอมามาก ๆ

 

คือเหมือนวัดที่ปรากฏในหนังไทยโดยทั่วไป มันเหมือนเป็นเพียง “สถานที่ที่ดำรงอยู่เพื่อรองรับเนื้อเรื่องและตัวละคร” น่ะ

 

แต่วัดต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ + “บรรยากาศภายในวัด” + จิตรกรรมฝาผนังในแต่ละวัด มันเหมือนเป็นสิ่งที่สำคัญเทียบเท่ากับตัวละครเลย เราก็เลยประทับจิตประทับใจกับจุดนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก

 

เราว่า “การนำเสนอบรรยากาศภายในวัด” นี่อาจจะเป็นจุดที่เราชอบมากที่สุดใน 9 TEMPLES TO HEAVEN นะ เพราะอันนี้มันเป็นสิ่งที่ relate กับชีวิตเราโดยตรงมากที่สุดแล้ว

 

4. เนื้อเรื่องของหนังสองเรื่องนี้ ก็มีจุดที่เหมือนกันและจุดที่ตรงข้ามกันอย่างน่าสนใจดี คือ

 

4.1 หนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนนำเสนอ “ตัวละครที่กำลังเดินหน้าไปสู่ความตาย” เหมือนกัน เพราะทั้งพระเอกของ REGRETFULLY AT DAWN และคุณย่าใน 9 TEMPLES TO HEAVEN ต่างก็อยู่ในวัยชรา และค่อย ๆ เดินหน้าไปสู่ความตายเรื่อย ๆ เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป

 

4.2 หนังทั้งสองเรื่องนี้เน้นนำเสนอตัวละคร 3 รุ่นเหมือนกัน นั่นก็คือคนวัยชรา, คนวัยกลางคน หรือคนรุ่นลูก (อภัยใน REGRETFULLY AT DAWN) และคนรุ่นหลาน โดยที่คนรุ่นลูกเหมือนจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวละครวัยชราในหนังทั้งสองเรื่อง ส่วนคนวัยชรากับคนรุ่นหลานเหมือนจะไม่ค่อยสร้างปัญหาให้แก่กัน

 

4.3 คนรุ่นหลานในหนังทั้งสองเรื่องนี้ กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศเหมือนกัน โดยตัวละครใน REGRETFULLY กำลังจะไปฝรั่งเศส ส่วนตัวละครใน 9 TEMPLES กำลังจะไปเยอรมนี

 

4.4 แต่ REGRETFULLY AT DAWN เน้นนำเสนอ “ตัวละครวัยชราที่กำลังเตรียมการบางอย่างให้คนรุ่นหลาน” ส่วน 9 TEMPLES เน้นนำเสนอ “ตัวละครรุ่นลูก + รุ่นหลานที่พยายามเตรียมการบางอย่างให้คนวัยชรา”

 

คือตัวละครที่ active ในหนังสองเรื่องนี้ตรงข้ามกัน ตัวละครวัยชราคือคนที่ active ใน REGRETFULLY AT DAWN แต่ตัวละครรุ่นลูก + รุ่นหลานคือคนที่ active ใน 9 TEMPLES

 

4.5 “ความหวังดี” ในหนังสองเรื่องนี้ เหมือนส่งผลที่ตรงข้ามกัน

 

ใน REGRETFULLY AT DAWN คุณปู่หวังดีต่อหลาน รักหลาน ดูแลหลานสาวอย่างดีมาก ๆ สร้างบ้านบนต้นไม้ให้หลาน ทำอาหารให้หลานกิน อ่านนิทานให้หลานฟัง เย็บปักชุนผ้าให้หลาน และปล่อยหลานสาวให้ไปเจริญเติบโตในที่ที่เหมาะสมในฝรั่งเศส คือเหมือนคุณปู่หวังดีจริง ๆ และมันก็ส่งผลดีจริง ๆ

 

ส่วนใน 9 TEMPLES นั้น สกล (สุรชัย นิงสานนท์) หวังดีต่อสลวย (อมรา รามณรงค์) เรารู้ว่าเขารักและหวังดีต่อแม่ของของเขาจริง ๆ  แต่ “ความรัก” และ “ความหวังดี” ที่คนหนึ่งมีต่ออีกคนหนึ่งนั้น บางทีมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป ถ้าหากมันขาดความคำนึงถึงอีกฝ่ายหนึ่งจริง ๆ สกลยึดถือแต่ “สิ่งที่เขาคิดว่าดีและเหมาะสมต่อผู้อื่น” เป็นที่ตั้ง แทนที่จะยอมรับว่าความรักและความหวังดีที่เขามีต่อคนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการบังคับคนอื่น ๆ ให้ทำตามที่เขาต้องการได้

 

4.6 เพราะฉะนั้น ตัวละครที่มีลักษณะคล้ายเป็น authority figure ในหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะตรงข้ามกัน

 

ตัวละครที่คล้ายเป็น authority figure ใน REGRETFULLY คือยง (Surachai Juntimatorn) ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นคนดีที่น่านับถือ

 

แต่ตัวละครที่คล้ายเป็น authority figure ใน 9 TEMPLES คือ สกล ซึ่งดูเหมือนไม่ใช่คนดีที่น่านับถือ แต่เป็นคนที่น่าตั้งคำถามในหลาย ๆ ด้าน เขาดูเหมือนไม่ใช่คนเลวที่ทำผิดคิดร้ายกับใคร แต่ดูเหมือนความรักและความหวังดีของเขาคือสิ่งที่ทำร้ายคนอื่น ๆ

 

4.7 ในแง่หนึ่ง วิธีการสร้างตัวละคร + สร้างโลก ในหนังสองเรื่องนี้ ก็เลยดูเหมือนแตกต่างกันมากในความรู้สึกของเรา เพราะเรารู้สึกราวกับว่า 9 TEMPLES มันคือ “สิ่งที่เป็น” ส่วน REGRETFULLY มันคือ “สิ่งที่ฝัน”

 

คือตัวละครต่าง ๆ ใน 9 TEMPLES มันดูเป็นมนุษย์ปุถุชนมาก ๆ และสิ่งต่าง ๆ และปัญหาต่าง ๆ ใน 9 TEMPLES มันก็ดูใกล้เคียงกับที่เราเคยเจอในชีวิตจริง เราก็เลยรู้สึกราวกับว่า ตัวละครและสิ่งต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันคือการสะท้อน “สิ่งที่เป็น” ในสายตาของผู้กำกับออกมา

 

แต่ในส่วนของ REGRETFULLY นั้น ตัวละครหลักมันดูเป็นมนุษย์จริง ๆ ก็จริง แต่พอทั้งตัวละครยง, หลานสาว และคุณครู ดูเหมือนสะท้อนแต่ด้านดีออกมาในหนังเรื่องนี้ ตัวละครทั้งสามตัวนี้ก็เลยดูเหมือนเป็น ideal persons มาก ๆ ในความรู้สึกของเรา

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกราวกับว่า ตัวละครและโลกใน REGRETFULLY มันเหมือนเป็น “สิ่งที่ฝัน” น่ะ มันให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กับว่า ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ อาจจะสะท้อน “โลกที่ตัวเองอยากจะเห็น” ออกมาผ่านทางหนังเรื่องนี้ ซึ่งเราอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้นะ 55555

 

คืออันนี้เราประเมินเอาจากตัวเองเป็นหลักน่ะ เพราะช่วงที่ผ่านมาเราชอบสร้างคลิปเอไอ แล้วเราก็เน้นสร้างคลิปเอไอที่เต็มไปด้วย “ชายหนุ่มหล่อล่ำ” กับ “ตุ๊กตาหมีบ้าผู้ชาย” ออกมา เพราะเราใช้เอไอในการสร้างคลิปที่สะท้อน “โลกจินตนาการที่เราอยากจะเห็น” ออกมา เราไม่ได้ใช้เอไอในการสร้างคลิปที่สะท้อน “ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง”

 

เราก็เลยรู้สึกราวกับว่า โลกใน REGRETFULLY มันอาจจะเป็น “โลกที่ผู้สร้างหนังอยากจะเห็น” ก็เป็นได้ เหมือนหนังเรื่องนี้อาจจะสะท้อนสิ่งที่ผู้สร้างหนังอยากจะเห็น หรือสิ่งที่ผู้สร้างหนังใฝ่ฝันถึงออกมา โลกในหนังเรื่องนี้เลยมีตัวละครหลัก 3 ตัวที่ดูมีความเป็น ideal persons แต่เราอาจจะเดาผิดก็ได้นะ

 

5. จุดหนึ่งที่ชอบมากในหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็คือการสร้างฉากเซอร์เรียลที่น่าประทับใจ โดยใน REGRETFULLY AT DAWN มันคือฉากหมาเดินฝ่ากับระเบิดในช่วงกลางเรื่อง ก่อนที่หนังจะเปลี่ยนจากฉากปัจจุบันเป็นฉาก flashback

 

ส่วนใน 9 TEMPLES มันคือฉากท้องฟ้ามืดมิดในช่วงท้าย ๆ เรื่อง ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่สุริยคราสแบบ literally เพราะเราก็เคยผ่านสุริยคราสมาแล้วในวันที่ 24 ต.ค. 1995 ซึ่งมันก็ไม่มืดแต่อย่างใด มันยังสว่างโร่อยู่ 55555 เราก็เลยไม่แน่ใจว่าปรากฏการณ์ท้องฟ้ามืดมิดในช่วงท้ายเรื่องมันคืออะไร แต่มันน่าจะสะท้อนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวละครคุณย่า แทนที่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

 

เราว่าทั้งสองฉากนี้ในหนังทั้งสองเรื่อง มันเป็น “ฉากจำ” มาก ๆ สำหรับเรา

 

6. เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีฉาก homoerotic แบบไม่ได้ตั้งใจด้วย 55555

 

6.1 ใน 9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น มันคือฉากที่พระจับมือคูน (สิรภพ สัณหภักดี) เป็นเวลายาวนาน

 

6.2 ใน REGRETFULLY นั้น มันเป็นฉากที่เราอาจจะคิดไปเอง แต่มันคือฉากที่นักข่าวสาวกับคุณครูสาวพูดคุยกัน นักข่าวชมคุณครูว่าสวย ทั้งสองสูบบุหรี่ด้วยกัน ครูเล่าเรื่องที่แม่ของเธอถูกคนจีนยิงตายกลางร้านอาหาร แล้วนักข่าวก็เอามือไปลูบไหล่ครู

 

คือฉากนี้จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นฉากเลสเบียนนะ แต่มันเหมือนเอื้อให้พัฒนาต่อไปในแนวทางนั้นได้ 55555

 

7. สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังทั้งสองเรื่องนี้ คือ “กลวิธีลดทอนความเป็น melodrama” โดยผ่านทางการเลือกวิธีการถ่าย

 

7.1 ใน REGRETFULLY นั้น มันมีฉากที่พ่อกับลูกชายทะเลาะกันอย่างรุนแรงมากหน้าบ้าน ตัวพ่อแทบไม่พูดอะไร แต่ตัวลูกชายแผดอารมณ์อย่างรุนแรง

 

คือฉากนี้มันเอื้อให้เป็น melodrama ได้ง่ายมาก แต่หนังเรื่องนี้เลือกถ่ายจากระยะค่อนข้างไกล เราไม่เห็นหน้าของพระเอกเลย พระเอกยืนนิ่ง เราเห็นแต่ด้านหลังของเขา ส่วนตัวลูกชาย (อภัย) เราก็เห็นหน้าของเขาไม่ชัดมากนัก

 

เหมือนพอหนังเลือกวิธีการถ่ายแบบนี้ในฉากนี้ มันก็เลยลดทอนความ melodrama ลงไปได้เยอะมาก ๆ

 

7.2 ใน 9 TEMPLES นั้น ในวัดที่ 5 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) คุณย่านั่งอยู่ในรถตู้ ในขณะที่ต่อ (สมภพ ทรงกำพล) ลงจากรถตู้ เขาดูเหมือนลงไปทะเลาะกับสกลอย่างรุนแรงกลางลานวัดท่ามกลางครอบครัวของเขา ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ พระอาทิตย์ทรงกลด และเกิด “บรรยากาศมาคุ” ท้องฟ้ามืดมิด แต่หลังจากนั้นสกลก็ดูเหมือนจะอนุญาตให้คุณย่ากลับไปพักผ่อนที่บ้านได้

 

คือเราก็ไม่แน่ใจว่า ตอนนั้นต่อกับสกลทะเลาะกันอย่างรุนแรงกลางลานวัดจริง ๆ หรือเปล่านะ เพราะเราไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน หนังเลือกใช้วิธีถ่ายฉากนี้จากในรถตู้ กล้องเหมือนมองลอดหน้าต่างรถตู้ออกไป เห็นตัวละครคุยกันในระยะไกล แต่เราไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน

 

พอเราไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เราก็เลยจินตนาการไปเองว่า ต่อกับสกลคงตบตีกันอย่างรุนแรง และในที่สุดสกลก็อนุญาตให้สลวยกลับบ้านได้

 

เราก็เลยชอบวิธีการถ่ายฉากนี้มาก ๆ คือแทนที่ฉากนี้จะถ่ายแบบให้เห็นการตบตีกันโดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่อารมณ์แบบ melodrama หนังกลับเลือกถ่ายฉากนี้จากระยะที่ไกลมาก จนเราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตัวละครคุยหรือทะเลาะอะไรกันบ้าง 55555

 

8. อีกสิ่งที่ชอบมากในหนังสองเรื่องนี้ คือการเลือกเล่าชีวิตตัวละครเฉพาะบางจุด การไม่ต้องชี้แจงอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตตัวละคร

 

8.1 ใน REGRETFULLY นั้น หนังเหมือนละเว้นหลายจุดเอาไว้ให้เราจินตนาการต่อเติมเองได้ อย่างเช่น

 

8.1.1 อภัยเป็นคนเช่นใด เขามีปัญหาแค่ติดเหล้า หรือเขามีปัญหาอื่น ๆ ด้วย เขาทำสิ่งใดไว้ ยงถึงได้ไม่ยอมให้เขาได้เจอลูกสาว

 

8.1.2 อภัยตายเพราะอุบัติเหตุ หรือฆาตกรรม ถ้าหากอภัยตายเพราะฆาตกรรม ทำไมคนขับรถสิบล้อต้องฆ่าเขา กำนันมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือเปล่า

 

8.1.3 ทำไมศักดิ์ถึงพยายามผูกคอตาย

 

8.1.4 ทำไมศักดิ์ต้องให้ปืนกับยง

 

8.1.5 การที่ศักดิ์ให้ปืนกับยง มันเกี่ยวข้องกับประโยคที่ว่า ยงเคยเป็น “มือปืนของเพื่อน ๆ” หรือเปล่า

 

8.1.6 ประโยคที่ว่ายงเคยเป็น “มือปืนของเพื่อน ๆ” มีความหมายอย่างไรกันแน่ หรือว่ายงเคยทำงานที่คล้าย ๆ เป็นมือปืนรับจ้าง

 

8.1.7 เซียงรู้ตอนไหนว่ายงคือปู่ของเธอ เซียงรู้มานานแล้วว่ายงคือปู่ของเธอ หรือว่ายงเพิ่งมาเฉลยทีหลัง คือเซียงเรียกยงว่าพ่อมาโดยตลอด แล้วยงก็บอกเซียงว่า อภัยคือลูกพี่ลูกน้องของเซียง แต่ในฉากที่สนามบินตอนท้ายเรื่อง เซียงเรียกยงว่าปู่ เราก็เลยแอบสงสัยตรงจุดนี้

 

8.1.8 ยงแอบหลงรักแฟนเพื่อนหรือเปล่า (ผู้หญิงคนที่เหมือนเป็นอัลไซเมอร์)

 

8.1.9 ลูกสาวของยงหายไปไหน เพราะยงพูดในช่วงท้ายเรื่องว่า เขาเป็นทั้ง “ปู่และตา” และนั่นแสดงให้เห็นว่า เขามีลูกสาวด้วย แต่ลูกสาวของเขาไม่ปรากฏตัวแต่อย่างใดในหนังเรื่องนี้

 

8.2 ในส่วนของ 9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น หนังก็เว้นส่วนไว้ให้เราจินตนาการต่อได้มาก เพราะหนังเหมือนสร้างตัวละครทุกตัวออกมาได้เป็นมนุษย์จริง ๆ มาก ทั้งสมาชิกครอบครัว 11 คน (9 คนในทริป และอีกสองคนที่เพิ่งมาโผล่ในงานศพ) และพระในหลาย ๆ วัด ตัวละครทุกคนเหมือนมีเรื่องราวชีวิตและปัญหาเป็นของตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจหรือน่านำไปจินตนาการต่อเล่น ๆ ก็มีเช่น

 

8.2.1 ความสัมพันธ์ระหว่างสกลกับเจ้านายของเขา และความป่วยทางร่างกายของสกล

 

8.2.2 เรื่องราวประวัติชีวิตของสลวย

 

8.2.3 ความเกลียดชังที่น้องสาวคนเล็กมีต่อสกล

 

8.2.4 ชีวิตของปองพล

 

8.2.5 ชีวิตรักของต่อกับแยม

 

8.2.6 ปัญหาในโรงเรียนของแพร

 

8.2.7 ปัญหาทางจิตของคูน

 

8.2.8 เรื่องราวชีวิตของพระรูปหล่อในวัดที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) พระที่มีปัญหาทางบ้านและอาจจะต้องสึกออกมาเพื่อช่วยดูแลที่บ้าน

 

8.2.9 และสิ่งที่เราสนใจมากที่สุดก็คือ ปัญหาทางจิตของ วิมล คือเราชอบตัวละครตัวนี้มากที่สุดในเรื่อง เหมือนเธอมีปัญหาเก็บกดทางจิตอย่างรุนแรงอยู่ในตัว แต่หนังก็ไม่ได้ไปชี้แจงหรืออธิบายมันออกมาแบบชัดเจนกระจ่างแจ้ง หนังแค่ให้เราได้เห็นการกระทำต่าง ๆ ของวิมล และมันก็เลยส่งผลให้เราสนใจตัวละครตัวนี้มากที่สุดในเรื่อง

 

คือถ้าหากให้เราเลือก spin off ตัวละครตัวใดในหนังเรื่องนี้ออกมาเพื่อสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่ เราก็ขอเลือกตัวละคร วิมล เพราะเราว่าตัวละครตัวนี้เหมาะจะนำมาพัฒนาเป็น “หนังผู้หญิงจิตแตก” แบบหนังของ Ingmar Bergman ได้ 55555

 

ถ้าหากให้เราจองเป็นตัวละครตัวใดในหนังเรื่องนี้ เราก็ขอจองเป็น “วิมล” นะ แต่เราว่าถ้าหากมอง 9 TEMPLES ในแง่สัญลักษณ์ทางการเมืองแล้ว เราว่าตัวเราเองมีลักษณะคล้ายกับ “ปองพล” คือเราเป็นคนเจนเอ็กซ์ที่ไม่ชอบ authority figure อย่างสกล แต่เราเป็นคนที่ไม่ได้ออกไปประท้วงทางการเมืองด้วยตัวเอง แต่เราแอบอาศัยพลังของเด็กๆ รุ่นใหม่ในการตบตีกับผู้มีอำนาจ ซึ่งก็คล้าย ๆ กับสิ่งที่ปองพลทำในหนังเรื่องนี้ 55555

 

9. อีกสิ่งที่เราชอบสุดขีดในหนังสองเรื่องนี้ ก็คือเราว่าหนังสองเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากเล็ก ๆ ที่น่าจดจำเยอะมาก มันเหมือนเต็มไปด้วยฉากที่อาจจะไม่มีความสำคัญต่อเส้นเรื่อง หรือฉากที่ถ้าหากตัดออกไป เส้นเรื่องก็ไม่เปลี่ยน แต่ฉากเหล่านี้กลับสร้างความประทับใจให้เรามาก ๆ

 

9.1 ในส่วนของ REGRETFULLY นั้น ฉากแบบนี้ที่เราชอบมาก ก็มีเช่น

 

9.1.1 ฉากที่รถชนบรรทุกชนกับรถยนต์ในช่วงต้นเรื่อง คือในช่วงต้นเรื่องมีฉากที่ยงขับรถของตัวเอง ผ่านรถบรรทุกที่ชนกับรถยนต์อยู่ข้างทาง (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

คือเราไม่รู้ว่าฉากนี้มีความหมายอะไร และมันเกี่ยวข้องกับรถบรรทุกที่ขับชนอภัยด้วยหรือเปล่า แต่เหมือนกับว่า จริง ๆ แล้วฉากนี้ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเกิดขึ้นข้างทางก็ได้ เส้นเรื่องก็ไม่เปลี่ยน แต่เราชอบที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ข้างทางที่ดูเหมือนไม่มีผลต่อเส้นเรื่องขึ้นมา

 

9.1.2 การคุยกันเรื่องค้างคาวในช่วงต้นเรื่อง

 

9.1.3 ฉากยงโดนเซลส์แมนหลอกขายน้ำยาล้างรถ

 

9.1.4 ฉากยงในวัยหนุ่มเหมือนแอบหลบออกจากค่ายทหาร เพื่อไปเที่ยวกับเพื่อน

 

9.2 ในส่วนของ 9 TEMPLES นั้น ฉากแบบนี้ที่เราชอบมาก ก็มีเช่น

 

9.2.1 ทุกฉากเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนัง

 

9.2.2 ฉากหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ที่อาจจะดูคล้าย ๆ เด็กแว๊นเด็กสก๊อย คุยกันในวัด ในช่วงก่อนและหลังปรากฏการณ์ฟ้ามืด คือตอนแรกเรานึกว่าพวกเด็ก ๆ กลุ่มนี้จะมีความสำคัญต่อเส้นเรื่องด้วย แต่ปรากฏว่าไม่มี 55555

 

9.2.3 การพูดคุยกันเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของเมือง เมื่อแหล่งที่อยู่อาศัยกลายเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม

 

9.2.4 การนำเสนอขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำสังฆทานอย่างละเอียด

 

9.2.5 การนำเสนอส่ำสัตว์ในวัดสุดท้ายที่สกลไปเยือน

 

10. จุดนึงที่หนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจ แต่เราจินตนาการต่อไปเองแบบฮา ๆ เล่น ๆ ก็คือว่า เราว่าจริง ๆ แล้วหนังสองเรื่องนี้สามารถพลิกมาเป็น “หนังเมนสตรีม” ได้ไม่ยาก เพราะหนังสองเรื่องนี้มันสร้างโลก + ตัวละครออกมาได้อย่างดีงามมาก ๆ แล้ว เหมือนโลก + ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มันน่าเชื่อถือและน่าสนใจมาก ๆ และสิ่งนี้สามารถนำไปดัดแปลงเป็นหนังเมนสตรีมได้

 

10.1 คือเราแอบจินตนาการว่า REGRETFULLY AT DAWN นี่ สร้างองก์สามของหนังให้เป็นหนังบู๊ได้เลย 55555 เพราะว่ายงนั้นพูดว่าเขาเคยเป็น “มือปืนของเพื่อน ๆ” เราก็เลยเอาไปจินตนาการต่อว่า เขาเคยเป็นทหารที่เก่งกาจ และพอเขากับเพื่อน ๆ ออกจากการเป็นทหารแล้ว เขาก็เคยทำงานคล้าย ๆ มือปืนรับจ้างด้วย

 

เพราะฉะนั้นพอเขาสืบรู้ว่า ใครหรือองค์กรใดอยู่เบื้องหลังการตายของอภัย เขาก็เลยส่งหลานสาวไปอยู่เมืองนอก เขารู้ว่าตัวเองป่วยใกล้ตายอยู่แล้วด้วย เขาก็เลยพกปืนและหมาแรมโบ้ออกจากบ้าน และออกมาล้างแค้นให้อภัย โดยองก์สามของหนังเรื่องนี้จะออกมาคล้าย ๆ หนัง Michael Mann + Clint Eastwood (GRAN TORINO) 55555

 

10.2 ในส่วนของ 9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น การสร้างเซ็ตติ้งให้สมาชิกครอบครัว 9 คนมาอยู่รวมกัน และตัวละครแต่ละคนต่างก็มีปัญหาเป็นของตัวเอง มีปฏิสัมพันธ์และความขัดแย้งต่าง ๆ กันไป เราว่านี่มันคือเซ็ตติ้งแบบ Agatha Christie เลยนะ 555555

 

คือเราว่าเซ็ตติ้งแบบ 9 TEMPLES TO HEAVEN นั้น พลิกมาเป็นหนังปริศนาฆาตกรรมได้สบาย ๆ เลย สลวยถูกฆ่าตายในวัด แล้วใครเป็นฆาตกร สมาชิกครอบครัวคนใดเป็นคนทำ หรือพระรูปไหนแอบใส่ไซยาไนด์ในน้ำมนต์ 55555

 

11. สรุปว่า เราชอบทั้ง 9 TEMPLES TO HEAVEN กับ REGRETFULLY AT DAWN ในระดับ A+30 หรือ “ชอบสุดขีด” แต่เราอาจจะชอบ 9 TEMPLES TO HEAVEN มากกว่าหน่อย ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่ได้เขียนไปแล้ว อย่างไรก็ดี เราเหมือนไม่ได้รู้สึกอินเป็นการส่วนตัวกับหนังสองเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่ก็ admire หนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ อยู่ดี

 

เราขอเลี่ยงที่จะพูดถึงประเด็นพุทธพาณิชย์ หรือประเด็นที่น่าสนใจต่าง ๆ ใน 9 TEMPLES TO HEAVEN นะ เพราะเราว่าเพื่อน ๆ และนักวิจารณ์ต่าง ๆ เขียนถึงประเด็นพวกนี้ไปอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และเราก็ไม่มีอะไรจะเสริมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้

+++

 

This is what happens every time I come home.

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1504713158149422

 

Wednesday, October 14, 2026

PUBLICATION FOR DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

อ่านหนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ DRAWING ของคุณ Parinot Kunakornwong จบแล้ว เพราะมันมี texts น้อยมาก 555 ในหนังสือเล่มนี้มี

 

1.บทความ THE LINES OF POLITICS: PARINOT KUNAKORNWONG’S DRAWING เขียนโดยคุณ Brian Curtin

 

เป็นบทความที่ดีมาก ๆ อ่านแล้วทำให้เข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น โดยเฉพาะแรงบันดาลใจสำหรับภาพวาดบางภาพในนิทรรศการนี้ เพราะถ้าไม่บอกแรงบันดาลใจ เราก็จะไม่นึกไปถึงสิ่งนั้นด้วยตัวเราเอง 55555

 

อย่างเช่นภาพวาด YES ที่เราดูแล้วนึกไปถึงผู้ชายที่สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองจนน้ำแตก แต่จริง ๆ แล้วภาพนี้อาจจะอ้างอิงถึงเหตุการณ์ทางการเมืองบางเหตุการณ์ในไทย

 

หรือภาพวาด PROCESSION ที่เราดูแล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรน่ารัก ๆ แต่แรงบันดาลใจของภาพวาดนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่ารักเลยแม้แต่น้อย 555

 

หรือภาพวาด THE AGENTS ที่เราดูแล้วแอบรู้สึกสยิวเสียวซ่าน แต่จริง ๆ แล้วแรงบันดาลใจของภาพวาดนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ 555

 

นอกจากบทความของคุณ Brian จะน่าประทับใจมาก ๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราประทับใจอย่างสุดขีด ก็คือการแปลบทความนี้เป็นภาษาไทย ไม่รู้เหมือนกันว่าใครแปล แต่แปลออกมาได้ดีงามมาก ๆ เพราะเราว่าบทความภาษาอังกฤษของคุณ Brian ไม่ใช่สิ่งที่จะแปลออกมาเป็นภาษาไทยได้ง่าย ๆ เราว่ามันแปลยากมาก มันมีความซับซ้อนทั้งทางรูปประโยค, ความคิด และสิ่งที่พูดถึง แต่ผู้แปลก็สามารถแปลออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างยอดเยี่ยม และช่วยให้เราเข้าใจบทความนี้ได้มากยิ่งขึ้น

 

2. ภาพถ่ายของงาน drawings และสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการ

 

ส่วนนี้ของหนังสือสูจิบัตรก็ดีงามมาก ๆ เพราะถึงแม้เราจะถ่ายภาพงาน drawings + สิ่งต่าง ๆ ในนิทรรศการเอาไว้บ้างแล้ว แต่การได้เห็น + สัมผัส ภาพเหล่านี้บนกระดาษหนังสือ มันก็ให้ความรู้สึกที่ใกล้ชิดกว่าการดูทางหน้าจอ

 

ตัวงานศิลปะบางชิ้นในนิทรรศการนี้ที่ไม่ใช่งานภาพวาด อย่างเช่น ภาพถ่ายและงานเซรามิกต่าง ๆ มันก็มีขนาดเล็กด้วย แต่พอมันมาอยู่ในหน้าหนังสือ มันก็ดูใหญ่ดี ซึ่งก็ช่วยให้เราดูและพิจารณาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

ชอบการเฟรมภาพวาดบางภาพในหนังสือสูจิบัตรด้วย เพราะว่านอกจากหนังสือเล่มนี้จะแสดงให้เห็นภาพวาดแต่ละภาพอย่างเต็ม ๆ แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีการ focus ไปที่บางพื้นที่ในภาพวาดบางภาพด้วย และพอมันเลือก focus ไปที่บางจุดของภาพวาด มันก็เลยก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นมา ซึ่งแตกต่างไปจากการดูภาพวาดนั้นแบบเต็ม ๆ ภาพด้วยตัวเราเอง

 

3. Artist Statement

 

ส่วนนี้ก็ช่วยให้เราเข้าใจแรงบันดาลใจบางส่วนของนิทรรศการนี้ได้มากยิ่งขึ้น และเนื้อหาตรงส่วนนี้ก็มีการพูดถึงศิลปินบางท่าน อย่างเช่นคุณ Andrew Stahl และคุณ Yujin Lee ด้วย เราก็เลยลองไป search ดูว่า เราเคยดูงานของศิลปินสองท่านนี้บ้างหรือเปล่า และก็ปรากฏว่าเราเคยดูมาบ้างนิดหน่อย

 

4. JOURNEY

 

เนื้อหาตรงส่วนนี้เป็นเหมือนการรวบรวมภาพถ่ายสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตของศิลปินที่มีความเกี่ยวเนื่องกับตัวนิทรรศการนี้ ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ประท้วงทางการเมืองในไทย, สมาชิกบางคนในครอบครัว (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด), สิ่งที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น, สิ่งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

 

หนังสือสูจิบัตรนี้ซื้อได้ที่ 100 Tonson Foundation นะ

++++

 

CITY FLOW (2018, Andrew Stahl)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02QfRQeBFWzsWF1GFiAY39oJP8nKT1E7dtarXjgu15TSYzYQysGA55mz8j1R94mqJal

 

Yujin Lee

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02LJ46XzGPBGk21HpDjEoeckK4h1YQZwYRb9h2aNmPqbicP4Xx1CvPBx49sqrLmWf9l

 

เพิ่งได้อ่านหนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ DRAWING ของคุณ Parinot Kunakornwong เห็นในหนังสือมีการพูดถึงคุณ Yujin Lee ด้วย เราก็เลยลองเสิร์ชดูว่า เราเคยดูผลงานของคุณ Yujin Lee มาก่อนหรือเปล่า

THE WIND WILL CARRY US

 

Films seen on Monday 12 October 2026

 

1. THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran, 118min, A+30)

 

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังในตำนานเรื่องนี้ พอดูแล้วก็เลยเพิ่งเข้าใจว่า ที่แท้ ONCE UPON A TIME IN ANATOLIA (2011, Nuri Bilge Ceylan, Turkey, 157min, A+30) น่าจะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจากหนังอิหร่านเรื่องนี้นี่เอง

 

2. THE COACH OF DREAMS เดอะโค้ช รถขนฝัน (2026, Samruay Rakchart, Thailand, 95min, F)

 

++++++++

 

อันนี้เป็นบทกวี THE WIND WILL CARRY US ของ Forough Farrokhzad ที่ปรากฏอยู่ในหนังของ Abbas

 

In my night, so brief, alas
The wind is about to meet the leaves.
My night so brief is filled with devastating anguish
Hark! Do you hear the whisper of the shadows?
This happiness feels foreign to me.
I am accustomed to despair.
Hark! Do you hear the whisper of the shadows?
There, in the night, something is happening
The moon is red and anxious.
And, clinging to this roof
That could collapse at any moment,
The clouds, like a crowd of mourning women,
Await the birth of the rain.
One second, and then nothing.
Behind this window,
The night trembles
And the earth stops spinning.
Behind this window, a stranger
Worries about me and you.
You in your greenery,
Lay your hands – those burning memories –
On my loving hands.
And entrust your lips, replete with life's warmth,
To the touch of my loving lips
The wind will carry us!
The wind will carry us!”

++++

เสนอ IMBURNAL (2008, Sherad Anthony Sanchez, Philippines, 212min) 555555

https://www.imdb.com/title/tt1308122/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_3_nm_5_in_0_q_IMBURNAL

+++

 

27. SCHOOL TRIP: JOINED  A GROUP I’M NOT CLOSE TO (2025, Takehiro Shindo, Hirokazu Fujisawa, Goro Yasumi, Takuya Hasegawa, Japan, queer TV series, 255min, A+30)

 

มีตัวละครพูดคำว่า TADAIMA ราว 2-3 ครั้งในหนัง/ละครเรื่องนี้

+++

 

กิน ก๋วยจั๊บญวนมังสวิรัติ ร้าน Viet Cuisine เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง สายลับก๋วยจั๊บญวน NOODLE AGENT (2026, Thanawat Numcharoen)

 

กินไอติมเพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง ICE CREAM MAN (2026, Eli Roth), one of my most favorite films I saw in 2026

+++

เมื่อวานได้ไปเดินห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ถือเป็นห้างสรรพสินค้าที่เรารู้สึกถูกโฉลกด้วยมาก ๆ

 

ไปเดินครั้งนี้ก็เจอสิ่งที่ประทับใจ ซึ่งก็คืองานออกร้านขายสัตว์เลี้ยงน่ารัก อย่างเช่น งู, เต่า, etc.

 

เห็นเขาขายสัตว์คล้าย ๆ หนูด้วย แต่เราไม่รู้ว่าพวกสัตว์คล้าย ๆ หนูนี้มันมีชื่อเฉพาะว่าอะไร

+++



Tuesday, October 13, 2026

SCHOOL TRIP: JOINED A GROUP I’M NOT CLOSE TO

 

Films seen on Saturday 10 October 2026

 

In my preferential order

 

1. LOVE AFTER DEATH (2026, Korakrit Arunanondchai, video installation, 43min)

 

หนักที่สุด ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

2. REGRETFULLY AT DAWN อรุณกาล (2024, Sivaroj Kongsakul, Thailand, 116min, second viewing, A+30)

 

3. 3 FILMS BY WARAT BUREEPHAKDEE (2026, Warat Bureephakdee, documentary 179min, A+30)

 

These three films including WITH LOVE AND MELODY ด้วยรักและทำนองเพลง, LO and VE.

 

เราชอบ WITH LOVE AND MELODY มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ รองลงมาคือ VE และ LO

 

4. DORAEMON: NOBITA AND THE NEW CASTLE OF THE UNDERSEA DEVIL (2026, Tetsuo Yajima, Japan, animation, 102min, A+30)

 

My activities on Sunday 11 October 2026

 

A. ดู art exhibitions 5 งานที่ BACC

 

In viewing order

 

1. BKK COMICS ART FESTIVAL 5

 

2. WOVEN ECHOES: FROM ROOTS TO ROUTES by Bowie Lee

 

3. IN FLUX (แปรเปลี่ยน) by Sisana Chotechiwatorn

 

4. LIFE CONTAINER AREA: VIEW FROM HIGH TO LOW พื้นที่ภาชนะชีวิต: มุมมองจากพื้นที่สูงลงพื้นที่ต่ำ by Panom Sematong

 

5. ART HEAL HEART

 

B. ดูหนัง 3 เรื่องที่พารากอน

 

In my preferential order

 

1. SCHOOL TRIP: JOINED  A GROUP I’M NOT CLOSE TO (2025, Takehiro Shindo, Hirokazu Fujisawa, Goro Yasumi, Takuya Hasegawa, Japan, queer TV series, 255min, A+30)

 

เป็นการเอาละครโทรทัศน์ 12 ตอน (รวมตอนพิเศษ 2 ตอน) มาขึ้นจอภาพยนตร์ ซึ่งพอภาพมันคมชัดเหมือนกับภาพยนตร์จริง ๆ เราก็เลยดูด้วยความเพลิดเพลินมาก ๆ

 

เราพลาดดูไปช่วง 11 นาทีแรก เพราะหนังมันเริ่มฉายตรงเวลา (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แต่หลังจากนั้นเราก็ดูจนจบโดยไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำเลยนะ แต่จริง ๆ แล้วถ้าหากมันมีช่วง intermission ให้แบบหนังอินเดียก็จะดีมาก ๆ

 

ดูแล้วก็อยากให้มีคนเอาละครโทรทัศน์มาฉายขึ้นจอใหญ่แล้วดูรวดเดียวจบแบบนี้มาก ๆ อยากให้มีคนเอา TWIN PEAKS SEASON 3 (2017, David Lynch, 18episodes) มาฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบมาก ๆ เพราะมันมีความยาวเพียงแค่ 961 นาที หรือ 16 ชั่วโมง 1 นาทีเท่านั้นเอง จะจัดฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา, House Samyan, Paragon, เมเจอร์ รัชโยธิน หรือโรงหนังใด ๆ ก็ได้นะ ได้โปรดเถอะ

 

2. AGITO: PSYCHIC WAR (2026, Ryuta Tasaki, Japan, 97min, A+30)

 

3. VERITY (2026, Michael Showalter, USA, 117min, A)

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการเอา Anne Hathaway กับ Dakota Johnson มาปะทะกัน แต่เราว่าหนังเรื่องนี้เหมือนมี plot holes และการกระทำ + การตัดสินใจของตัวละครต่าง ๆ ก็ไม่เข้าทางเรามาก ๆ หนังเรื่องนี้ก็เลยด้อยมาก ๆ ในสายตาเราเมื่อเทียบกับ THE HOUSEMAID (2025, Paul Feig) และ BASED ON A TRUE STORY (2017, Roman Polanski)

Monday, October 12, 2026

3 FILMS BY WARAT BUREEPHAKDEE

 

วันนี้มีฉาย SCHOOL TRIP: JOINED  A GROUP I’M NOT CLOSE TO (2025,  Takehiro Shindo, Hirokazu Fujisawa, Goro Yasumi, Takuya Hasegawa, Japan) ที่ยาวเพียงแค่ 300 นาที หรือยาวเพียงแค่ 5 ชั่วโมงในโรงภาพยนตร์ด้วยนะ อันนี้เป็นละครโทรทัศน์ แต่เราก็หวังว่าหลังจากนี้จะมีการนำภาพยนตร์ที่ยาว 300 นาทีมาฉายในโรงภาพยนตร์กันอีกบ่อย ๆ

+++

 

Films seen on Saturday 10 October 2026

 

In my preferential order

 

3 FILMS BY WARAT BUREEPHAKDEE (2026, Warat Bureephakdee, documentary 179min, A+30)

 

1. เข้าใจว่าโปรแกรมนี้ประกอบด้วยหนัง 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ WITH LOVE AND MELODY ด้วยรักและทำนองเพลง, LO และ VE

 

WITH LOVE AND MELODY เน้นไปที่เหตุการณ์ความขัดแย้งในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ในงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ลานคนเมือง ซึ่งถือเป็นฟุตเตจการบันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา เราว่าเหตุการณ์นี้มันเป็น dilemma ที่น่าสนใจสุดขีด

 

ส่วนหนังเรื่อง LO กับ VE นั้น เราไม่แน่ใจว่าหนังสองเรื่องนี้มันแยกออกจากกันตอนไหน เราเดาว่า LO อาจจะครอบคลุมแค่การบันทึกเหตุการณ์กลุ่มคนเล่นดนตรีข้างมหาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงราวปี 2023 หรือเปล่า ซึ่งก็ถือเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เราชอบมาก ๆ

 

ส่วน VE นั้นอาจจะเป็นการบันทึกเหตุการณ์การจัดงานรำลึก 6 ตุลาในมหาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และวิธีการรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาของ Filmsick Wiwat Lertwiwatwongsa และคนอื่น ๆ ในปีล่าสุด

 

2. ชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มาก ๆ ชอบ sense ความเป็นอิสระบางอย่างในการทำหนัง, ชอบความเป็น video diary และชอบที่หนังมันมี “ความไม่สามารถถ่ายทอดเป็นตัวอักษร” ได้เยอะมาก ๆ

 

2.1 คือมันไม่ได้เล่าเหตุการณ์ 6 ตุลาในอดีต เพราะหนังเรื่องอื่น ๆ + บทความต่าง ๆ ทำไปแล้ว

 

2.2 มันไม่ได้เน้นไปที่คนในเหตุการณ์ 6 ตุลา เพราะหนังสารคดีเรื่อง INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705 min, A+30) ทำไปแล้ว

 

2.3 มันไม่ได้เน้นการรายงานว่า กิจกรรมรำลึก 6 ตุลาประกอบไปด้วยกิจกรรมอะไรบ้าง เพราะหนังสารคดีเรื่อง วนเวียน (THE RETURNING)(2025,สุพงศ์ จิตต์เมือง, 30 mins, A+30) ทำไปแล้ว

 

2.4 แต่มันเหมือนเก็บเกี่ยวบางสิ่งบางอย่างในงานรำลึก + การรำลึก 6 ตุลาเอาไว้ โดยไม่ได้เอา messages + information ไปครอบไว้ หนังมันก็เลยให้ sense ของความเป็นอิสระที่เราชอบมาก ๆ

 

3. ชอบความที่หนังมันล้อกับ “ตำรวจนอกเครื่องแบบ” ที่มาสอดส่องงาน 6 ตุลา มาก ๆ ด้วย เพราะหลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้ มันก็คล้าย ๆ กับการถ่ายด้วยกล้องวงจรปิด กล้อง CCTV หรือกล้องของตำรวจนอกเครื่องแบบ คือหลาย ๆ ช็อตมันเป็นเหมือนการแอบถ่ายภาพคนต่าง ๆ ในงานด้วยตำรวจนอกเครื่องแบบ เพียงแต่ว่า “จุดประสงค์” ของคนถ่ายหนังเรื่องนี้กับตำรวจนอกเครื่องแบบตรงข้ามกัน

 

4. ชอบ moment นึงในหนังเรื่อง VE มาก ๆ ใน moment นั้น เราเห็นบุคคลที่เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มาเล่าเหตุการณ์นี้ โดยคนนั้น + ฝูงชนอยู่ใน background, ส่วนตรง middle ground เป็นคน perform เป็นคนตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา และเราได้ยินเสียงคนคุยกันหลังกล้อง เรื่องวงการภาพยนตร์ คุยกันถึงชามดอง, Ratchapoom, Sompot Chidgasornpongse, etc. ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

เพราะฉะนั้นในช็อตนี้ มันก็เลยเป็นการผสมรวมกันของหลายสิ่งหลายอย่างที่เราชอบมาก ๆ

 

4.1 เป็นการผสมกันระหว่าง personal เรื่องราวส่วนตัวของคนทำหนังที่คุยกันหลังกล้อง + political ของเหตุการณ์ที่อยู่หน้ากล้อง

 

4.2 เป็นการผสมกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เพราะ background ของภาพเป็นคนเล่าเหตุการณ์ในปี 1976 ส่วนเสียงคนคุยกันหลังกล้อง คือเสียงของคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน

 

แล้วในขณะที่ personal + political และ อดีต + ปัจจุบัน ปะทะกันหรือดำเนินควบคู่ไปด้วยกันในซีนนี้ ก็มี performance artist ที่แสดงเป็นคนตาย อยู่ที่ middle ground ของซีนพอดี ซีนนี้ก็เลยเป็นซีนที่เราประทับใจอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

5. ชอบที่หนังมันบันทึกภาพหญิงชราคนนึงที่มานั่งอยู่ในระยะไกลของภาพมาก ๆ คือเราไม่รู้ว่าหนังจงใจถ่ายหญิงคนนี้หรือเปล่านะ เพราะมันเป็นฉากกล้องนิ่ง บันทึกภาพคนที่เดินผ่านไปผ่านมา น่าจะเป็นเวลาราว 10 นาที แล้วมันมีหญิงชราคนนึงมานั่งอยู่ใน background ของภาพเป็นเวลานานมาก เราก็เลยเลือกที่จะ focus ความสนใจของเราไปที่หญิงคนนี้เป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีอีกหลายจุดหลายคนในภาพที่ให้เราเลือกไป focus ได้

+++

 

From the exhibition ART HEAL HEART at BACC

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0322AgeAkAQKZ6oXRVFT9Ve6SS5e9QyE5Jd3M2yDDjXsR9avTTYptnb4e3hcfX8TxBl

 

From the exhibition LIFE CONTAINER AREA: VIEW FROM HIGH TO LOW พื้นที่ภาชนะชีวิต: มุมมองจากพื้นที่สูงลงพื้นที่ต่ำ by Panom Sematong at BACC

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0fCR17KfpqTZ4fxeP1dXdVhHxF9DGiR5rCxBw3kkJdbBSJjmVQxPPPmJVR4YoGFt8l

 

Sunday, October 11, 2026

Films seen on Friday 9 October 2026

 

Films seen on Friday 9 October 2026

 

In my preferential order

 

1. TEENAGE SEX AND DEATH AT CAMP MIASMA (2026, Jane Schoenbrun, Canada/UK/USA, queer film, 112min, A+30)

 

เหมือนช่วงนี้เราได้ดูหนังที่ช่วงแรก ๆ เหมือนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่ แต่ช่วงองก์สาม หรือช่วงท้าย ๆ ของหนังจะ shift ไปสู่โลกเซอร์เรียล หรือโลกที่ดูเหนือจริง อย่างเช่น TEENAGE SEX AND DEATH AT CAMP MIASMA, 9 TEMPLES TO HEAVEN และ BRAND NEW LANDSCAPE (2025, Danzuka Yuika) ส่วน FRUIT GATHERING (2026, Aung Phyoe) ก็มีซีเควนซ์ที่ดูเหนือจริง แทรกเข้ามาในช่วงท้าย ๆ ของหนัง

 

ก็เลยอยากถามเพื่อน ๆ ว่า มีหนังเรื่องไหนอีกบ้างที่มีโครงสร้างคล้าย ๆ กันนี้

 

2. DRISHYAM: THE CONCLUSION (2026, Abhishek Pathak, India, 150min, A+25)

 

เป็นหนังที่เราไม่เคยดูภาค 1 กับ 2 มาก่อน แต่เข้าไปดูภาค 3 เลย 55555 (สามารถอ่านเรื่องย่อภาค 1 กับ 2 ได้ทาง wikipedia)

 

3. DEATH WHISPERER: SAMING THE WEREBEAST (ธี่หยด: สมิงเขาขวาง) (2026, Chalit Krileadmongkon, Thanadet Pradit, Narit Yuvaboon, Thailand, 111min, A+25)

 

เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเอาทหารคนไหนดี ฮิฮิฮิ

 

Saturday, October 10, 2026

Films seen on Thursday 8 October 2026

 

Films seen on Thursday 8 October 2026

 

In my preferential order

 

1. THE ORIGIN OF ULTRAMAN (2026, Yu Nakamura, Kazuki Yoshida, Japan, documentary, 105min, A+30)

 

2. DIGGER (2026, Alejandro G. Iñárritu, USA, 129min, A+30)

 

3. BEWARE BOIÚNA (2026, Mike P. Nelson, USA/Germany, horror, 104min, A+30)

 

4. OTHER MOMMY (2026, Rob Savage, USA/Ireland, horror, 93min, A+30)

+++

 

เมื่อวันพฤหัสบดีเราได้ไปดูหนังที่โรง ONE ULTRASCREEN เป็นครั้งแรก พบว่าเบาะที่นั่งมันเป็นแบบปรับเอนได้ ถึงแม้เราเลือกที่นั่งแบบใกล้ ๆ จอ สรุปว่าประทับใจตัวโรงหนังพอสมควร ใช้บัตร M PASS ดูได้

 

แต่เราไม่ค่อยประทับใจ food court ของห้าง one bangkok ที่อยู่ใกล้ ๆ โรงหนังสักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นแบบต้องกดสั่งอาหารผ่านหน้าจอที่อยู่หน้าร้าน แทนที่จะสั่งกับพนักงานโดยตรง แล้วเราต้องการกินข้าวราดแกงโดยที่ตัวข้าวเป็นข้าวกล้อง ซึ่งเรากดไม่เป็น งงมาก แม่ครัวต้องออกมาช่วยกด ปรากฏว่าหน้าจอค้างอีก กว่าจะกด order ได้เสร็จก็ใช้เวลานานมาก สรุปว่าแค่การสั่งอาหารนี่เราก็ต้องวุ่นวายหลายสเต็ปหลายขั้นตอนมาก ๆ แทนที่จะสั่งกับพนักงานแล้วจบไปเลยเหมือน food court ตามห้างทั่ว ๆ ไป

 

แต่เราไม่มีปัญหากับการสั่งอาหารผ่านหน้าจอของแมคโดนัลดส์, Taco Bell กับของโรงหนังเมเจอร์นะ เหมือนหน้าจอสั่งอาหารของ 3 กิจการนี้มันออกแบบมาดี เรากดแล้วไม่งง ในขณะที่บางร้านอาหาร หรือบางตู้ขายสินค้า มันออกแบบหน้าจอ order อาหาร/สินค้าแล้วมันทำออกมางง เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการไม่ซื้อมันไปเลย จบ

+++

 

เมื่อวันพุธเราไปเยี่ยมแม่ที่ซอยลาดพร้าว 101 แล้วเราก็เลยลองจับเวลาดูว่า ถ้าหากเราเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้า ซอยลาดพร้าว 101 เพื่อไปดู video installation ที่ซีคอนสแควร์ กับเพื่อไปดูหนังที่ Doc Club มันจะใช้เวลากี่นาที

 

ก็เลยพบว่า การเดินทางจากสถานีลาดพร้าว 101 ไปถึงสถานีสวนหลวงร.9 เพื่อไปซีคอนสแควร์ ใช้เวลาราว 24 นาที

 

ส่วนการเดินทางจากสถานีลาดพร้าว 101 ไปถึงสถานีปุณณวิถี แล้วลงเดินต่อไปจนถึง True Digital Park (เพื่อกินข้าวก่อนดูหนังที่ Doc Club) ใช้เวลาราว 65 นาที แต่ถ้าหากนับเฉพาะการเดินทางจากสถานีสวนหลวงร. 9 ไปจนถึง True Digital Park ก็จะใช้เวลา 41 นาที

 

เราต้องบันทึกเวลาพวกนี้เอาไว้ เผื่อในอนาคตเราเดินทางไปดูหนังที่ DOC CLUB บ่อย ๆ เราจะได้ประเมินได้ว่า เราควรเริ่มออกเดินทางจากจุดไหนตอนกี่โมง

 

Friday, October 09, 2026

TWO DOCUMENTARIES ABOUT ETHIOPIA

 

Double Bill Film Wish List

 

MADE IN ETHIOPIA (2024, Max Duncan, Xinyan Yu, USA/Denmark/Canada, about Ethiopia, documentary, 91min, A+30)

+ RIFT FINFINNEE (2020, Daniel Kötter, Germany/Ethiopia, documentary, 80min, A+30)

 

เมื่อวานเราได้ดูหนังสารคดีเรื่อง MADE IN ETHIOPIA ที่ doc club ซึ่งพูดถึงนิคมอุตสาหกรรมของจีนในเอธิโอเปีย และรวมไปถึงการเวนคืนที่ดินจากเกษตรกรชาวเอธิโอเปียเพื่อนำมาสร้างนิคมอุตสาหกรรมของจีน หนังเน้นนำเสนอชีวิตของผู้หญิง 3 คน ซึ่งก็คือเจ้าแม่ชาวจีนในนิคมอุตสาหกรรม, สาวโรงงานชาวเอธิโอเปีย และหญิงเกษตรกรชาวเอธิโอเปียที่ถูกเวนคืนที่ดิน โดยหนังเรื่องนี้พาดพิงถึงสงครามกลางเมืองในเอธิโอเปียด้วย

 

พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังสารคดีอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีด ซึ่งก็คือ RIFT FINFINNEE (2020, Daniel Kötter, Germany/Ethiopia, documentary, 80min, A+30) ที่เคยมาฉายออนไลน์ในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit in Bangkok ในปี 2021 เพราะว่า RIFT FINFINNEE ก็พูดถึงเอธิโอเปียในช่วงก่อนเกิดสงครามกลางเมือง และชาวบ้านในเอธิโอเปียที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน

 

เหมือนกับว่าหนังสองเรื่องนี้มันช่วยเติมเต็มภาพให้กันและกันได้ดีมาก เพราะเราว่าจุดเด่นของ MADE IN ETHIOPIA คือการเน้นไปที่ชีวิตเจ้าแม่นักธุรกิจชาวจีนในเอธิโอเปีย แต่จุดเด่นของ RIFT FINFINNEE คือการเน้นไปที่ชีวิตชาวเอธิโอเปียที่ยากจนที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน, urbanisation และความแตกแยกในสังคมก่อนเกิดสงครามกลางเมือง หนังสองเรื่องนี้ก็เลยเหมือนมีจุด focus ที่แตกต่างกัน แต่มันพูดถึงปัญหาเดียวกันหรือปัญหาที่เหลื่อมซ้อนกัน และหนังสองเรื่องนี้ต่างก็ช่วยเติมเต็มภาพรวมของปัญหาให้แก่กันและกันได้ดีมาก ๆ

 

ข้อมูลเกี่ยวกับ RIFT FINFINNEE

Rift Finfinnee takes the viewer on a journey through the periphery of the Ethiopian capital Addis Ababa. In strictly composed images and a soundtrack that interweaves the original conversations in a complex way, the film takes the concrete geography, architecture and the
everyday life of individual agricultural and construction workers in the east of Addis Ababa (in Oromo: Finfinnee) as the starting point for an allegorical narrative about the urbanisation of African societies on the edge of civil war. The film documents the rural-urban transformation of space and its consequences for living together using the example of four settlements in the east of the fast-growing Ethiopian capital: the village of Dingaja, the Bole Arabsa social housing estate, the Ayat Condominiums, and the gated community CCD Homes. Four different backdrops for the profound social change in Ethiopia, all four within sight of each other, but separated by a deep rift, which divides city and non-city, present from projected future, Oromo from Amhara: the gorge of the Akaki River.


Filmsick on RIFT FINFINNEE

https://web.facebook.com/photo?fbid=10158485706963576&set=a.10157951619528576