Wednesday, June 26, 2019

25 JUNE – 1 JULY 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 26
25 JUNE – 1 JULY 1989

1. SEALED WITH A KISS – Jason Donovan

2. LIAR – Akina Nakamori 

3. RIGHT BACK WHERE WE STARTED FROM – Sinitta https://www.youtube.com/watch?v=I2RXgHfqYx0

4. LET THE RIVER RUN – Carly Simon

5. CRUEL SUMMER ’89 – Bananarama 

6. GOMENYO NAMIDA – Toshihiko Tahara (New Entry)

7. ARASHI NO SUGAO – Shizuka Kudo

8. I DON’T WANNA GET HURT – Donna Summer

9. LOVE LETTER – Noriko Sakai

10. EXPRESS YOURSELF – Madonna

Saturday, June 22, 2019

250/7-8 (2019, Warinda Thepkunchone, 32min, A+30)


ROLLING SENTON (2019, Tanchanonk Musikatham, documentary, A+30)

1.เลือกจับประเด็นได้น่าสนใจมาก เพราะเราไม่เคยรู้เรื่องวงการมวยปล้ำในไทยมาก่อนเลย และก็ไม่เคยดูหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้มาก่อนด้วย เพราะหนังนักศึกษาหลายเรื่องที่เคยดูมา จะเป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับ “นักมวย” แต่ยังไม่เคยมีใครจับประเด็นมวยปล้ำไทยมาก่อน

2.ชอบ “ความใฝ่ฝัน” ของตัว subject เพราะความใฝ่ฝันของเขาคือการปูทางหรือกรุยทางให้กับนักมวยปล้ำรุ่นต่อๆไป มันเป็นการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้รับความสนใจหรือความนิยมมากนักจากคนในสังคม แต่เขาก็หวังว่า การมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองรักต่อไปเรื่อยๆ จะช่วยให้คนอื่นๆที่สนใจจะทำแบบนั้นบ้าง ได้มีที่ยืนและได้พัฒนาวงการมวยปล้ำกันต่อไปเรื่อยๆ

250/7-8 (2019, Warinda Thepkunchone, 32min, A+30)

1.เป็นหนังที่ชอบที่สุดที่ได้ดูในวันพุธ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้มีประเด็นปัญหาสังคม แต่เราชอบมันเป็นการส่วนตัว ดูแล้วรู้สึกอินมากๆ ชอบที่มันนำเสนอความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่มีความบาดหมาง หรือความขุ่นข้องใจลึกๆซ่อนอยู่ภายใน ตัวละครทั้ง 4 คนไม่ได้ระเบิดอารมณ์ด่าทอตบตีกันอย่างรุนแรง แต่มันเหมือนมีคลื่นใต้น้ำซ่อนอยู่ มีความเข้ากันไม่ได้ซ่อนอยู่

2.ชอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับน้องสาวมากๆ มันไม่ได้เกลียดกันอย่างรุนแรง แต่มันก็ไม่ได้รักกันจริงๆ เราว่าความสัมพันธ์แบบนี้มันนิยามเป็นคำคุณศัพท์ได้ยาก และมันยากที่จะนำเสนอออกมา แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำได้สำเร็จ

3.ชอบการสร้าง character ให้ตัวละครคุณแม่เป็นคนที่ชอบเก็บขวดพลาสติกด้วย

4.ตัวละครนางเอกก็น่าสนใจดี เหมือนเธอเป็นคนที่มีปัญหาแล้ว “ไม่พูด” ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เธอแพ้ช็อกโกแลต แต่เธอก็ไม่บอกสาวคนรัก (ถ้าเข้าใจไม่ผิด) ส่วนฉาก climax ของเรื่อง ก็ไม่ได้เป็นการที่เธอด่าทอกับทุกคนในครอบครัวอย่างรุนแรง แต่เป็นการที่เธอเลือกที่จะหนีไปอยู่ตามลำพังคนเดียว

5.จริงๆถ้าวัดกันด้วยเนื้อหาแล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ตัวละครพ่อแม่ที่มีปัญหากัน ก็เคยเห็นในหนังเรื่องอื่นๆมาก่อนแล้ว แต่หนังเรื่องนี้เลือกใช้วิธีการนำเสนอแบบ “ร้าวลึก” แทนที่ตัวละครจะทะเลาะกันแบบตรงไปตรงมา มันก็เลยออกมาดีมาก ส่วนตัวละครลูกสาวที่มีปัญหากับพ่อแม่ และต้องการจะเป็นอิสระ ก็ทำให้นึกถึงตัวละครใน BERMUDA (2016, ภาวิณี ศตวรรษสกุล), HOME (2017, Kanokporn Boonrugchart) และ SEISHUN JIDAI (2018, Siraya Lertsmithwong)

พอคิดอย่างนี้แล้ว ก็เลยทำให้รู้สึกว่า หนังแต่ละเรื่องมันมีคุณค่าแตกต่างกันไป เราชอบหนังอย่าง ROLLING SENTON มากๆ เพราะมันพูดถึงประเด็นที่แปลกใหม่ ไม่เคยเห็นในหนังเรื่องอื่นๆมาก่อน ส่วนหนังอย่าง BERMUDA, HOME, SEISHUN JIDAI และ 250/7-8 นั้น เราชอบสุดๆทุกเรื่อง เพราะเราอินกับมันเป็นการส่วนตัว และถึงแม้ตัวละครนางเอกในหนัง 4 เรื่องนี้จะมีบางอย่างคล้ายคลึงกัน นั่นก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเรา เพราะในแง่นึงเรารู้สึกว่าหนังเหล่านี้มันมีคุณค่าหรือความงดงามในแบบคล้ายๆภาพวาด portrait น่ะ คือความงามของภาพวาด portrait มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คนในภาพมีอะไรแปลกใหม่พิสดารผิดมนุษย์ธรรมดา หรือภาพนั้นมีประเด็นแปลกใหม่อะไรที่ไม่เหมือนกับภาพวาด portrait อื่นๆ แต่บางทีมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ภาพนั้นถ่ายทอดรายละเอียดเล็กน้อยของมนุษย์ในภาพออกมาได้หรือไม่ และถ่ายทอด “จิตวิญญาณ” ของคนในภาพออกมาได้หรือไม่ ซึ่งหนังที่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้มันต้องอาศัยผู้สร้างหนังที่มีความสามารถสูงมาก และอาศัยความเข้าใจมนุษย์ที่ลึกซึ้งมากๆ มันถึงจะถ่ายทอดอะไรที่ละเอียดอ่อนมากๆออกมาแบบนี้ได้

Tuesday, June 18, 2019

NIRATTIGUN


NIRATTIGUN นิรัติกันย์ (2019, Nutthachai Khrueasena, 45min, A+30)

1.เหมือนเป็นเวอร์ชั่นหนังยาวของ “ขอบฟ้า” (2017, 6min) ที่กำกับโดยผู้กำกับคนเดียวกัน ซึ่งเราว่า “ขอบฟ้า” มันซึ้งกว่า 555 เพราะ “ขอบฟ้า” มันเหมือนมีแต่ความรักความผูกพันของพระเอกทั้งสองคน เหมือนมันกลั่นออกมาแค่ aspect ความรักโรแมนติก นำเสนอเฉพาะช่วงเวลาที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน และร้างลากันไป

แต่ไม่ใช่ว่า “ขอบฟ้า” ดีกว่า นิรัติกันย์ นะ มันเหมือนหนังทั้งสองเรื่องดีกันไปคนละแบบน่ะ เพียงแต่ว่าถ้าหากพูดถึง “ความซาบซึ้งแบบหนังโรแมนติก” เราจะนึกถึง “ขอบฟ้า” มากกว่า ส่วนนิรัติกันย์นั้น มันมีแง่มุมอื่นๆของชีวิตตัวละครเข้ามาด้วย และหนังก็ทำตรงส่วนนี้ได้ดี คือนิรัติกันย์มันเป็นหนัง “ชีวิต drama” มากกว่าหนังโรแมนติกน่ะ เพราะช่วงเวลาที่พระเอกทั้งสองได้อยู่ด้วยกันในหนังมันน้อยมากๆ และหนังดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับปัญหาชีวิตของตัวละคร มากกว่า “อารมณ์รัญจวนใจระหว่างตัวละคร”

2.ฉากที่เราชอบที่สุดในนิรัติกันย์ ก็คือฉากตรงกลางเรื่อง ที่ถ่ายดาดฟ้าที่ไม่มีคนเลย คือฉากนั้นเรารู้สึกเศร้ามากๆ จุกอกมากๆ แทบร้องไห้ มันเหมือนกับว่าเราเป็นผีเจ้าที่บนดาดฟ้านั้น หรือเป็นวิญญาณของดาดฟ้าแห่งนั้น เราเคยเห็นกันย์กับเซฟมาคลุกคลีอยู่ด้วยกันเป็นประจำที่ดาดฟ้าแห่งนี้ แล้ววันนึง ก็มีแค่เซฟมาที่นี่คนเดียว แล้วอีกวันนึง ก็มีแค่กันย์มาที่นี่คนเดียว แล้วต่อมา ทั้งสองก็ไม่มาที่นี่อีกเลย และไม่ได้พบกันในที่อื่นๆอีกด้วย เราก็เลยรู้สึกเศร้ามากๆ

3.ชอบหลายๆอย่างในหนังมาก อย่างแรกเลยก็คือนักแสดงที่เล่นเป็น “กันย์” เล่นดีสุดๆ

4.ชอบการใส่ตัวละคร “เจ๊” ที่ดูเหมือนจะเป็นโสเภณี และเป็นเพื่อนสนิทของกันย์เข้ามาด้วย เหมือนตัวละครนี้โผล่มาแค่สองฉาก แต่ดูแล้วมันจริงมาก ดูแล้วทำให้เข้าใจความว้าเหว่ของกันย์ และชีวิตของกันย์เพิ่มขึ้นมากๆ เราว่าตัวละครเจ๊นี่ช่วยเพิ่มความซึ้งให้หนังขึ้นได้มากๆ

5.ชอบการนำเสนอฉากแม่ทรมานเซฟด้วย เราชอบที่หนังนำเสนอมันแบบที่ไม่ต้องเร้าอารมณ์ดราม่าใดๆเลยน่ะ ซึ่งมันจะแตกต่างจากวิธีการนำเสนอฉากคล้ายๆกันนี้ในหนังเรื่องอื่นๆ ที่ออกมาดูเมโลดราม่ามากๆ

คือเราว่าพอหนังนำเสนอ “เหตุการณ์รุนแรง” แต่นำเสนอมันแบบไม่เร้าอารมณ์แบบนี้ มันจะดูโหดมากๆ ทารุณมากๆ น่ากลัวมากๆ และสะเทือนใจเรามากๆน่ะ เพราะวิธีการนำเสนอแบบนี้มันจะทำให้เรารู้สึกว่า นี่คือการนำเสนอเหตุการณ์จริง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง แล้วหนังก็ค่อยนำเสนอมันออกมา แต่ถ้าหากหนังเลือกที่จะนำเสนอ “เหตุการณ์รุนแรง” แล้วพยายามเร้าอารมณ์มันให้ดูรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก มันจะทำให้เรารู้สึกว่า “เหตุการณ์เหล่านี้ ดำรงอยู่ เพื่อกระตุ้นอารมณ์ผู้ชม” น่ะ และมันจะทำให้เราไม่เชื่อถือในเหตุการณ์นั้น

คือมันเหมือนกับว่า ถ้าหากหนังนำเสนอ “เหตุการณ์รุนแรง” แบบหนังของ Michael Haneke/Robert Bresson คือไม่เร้าอารมณ์เลย เราจะรู้สึกว่า “เหตุการณ์นั้นดำรงอยู่ด้วยตัวมันเอง เกิดขึ้นจริงก่อน” แล้วหนังจึงนำเสนอมันออกมาสู่ผู้ชม

แต่ถ้าหากหนังนำเสนอเหตุการณ์รุนแรงแบบเร้าอารมณ์เต็มที่ เราจะรู้สึกเหมือนกับว่า สิ่งที่ดำรงอยู่ก่อนคือ “ผู้ชมที่ต้องการอารมณ์สนุกตื่นเต้น” แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “หนังก็เลยพยายามสร้างฉากรุนแรง เพื่อสนองอารมณ์ผู้ชม” เพราะฉะนั้นฉากดังกล่าวมันจะดูไม่จริงสำหรับเราน่ะ

ก็เลยสรุปว่า ชอบวิธีการถ่ายทอดเรื่องแม่ทรมานลูกชายใน “นิรัติกันย์” มากพอสมควร

6.ชอบความใส่ใจในรายละเอียดด้วย ตั้งแต่ฉากแรกๆที่เห็นกันย์ใส่กางเกงนักเรียนสีดำ แล้วเซฟใส่กางเกงนักเรียนสีฟ้า คือรายละเอียดแบบนี้มันช่วยบอกได้เลยว่า ทั้งสองอยู่คนละโรงเรียน และอาจจะมีฐานะแตกต่างกันด้วย

7.ตัวละครแฟนเก่าของเซฟก็ดีมาก คือเหมือนเธอโผล่มาแค่ฉากเดียว แต่มันดูจริง มันดูมีออร่า ดูมีของมากๆ

คือเราชอบที่ตัวหญิงสาวคนนี้ ดูไม่ใช่ลูกคุณหนูสวยใส โง่ๆ แบ๊วๆน่ะ หน้าของเธอดูมีออร่าบางอย่าง คือเราดูแล้วจินตนาการได้เลยว่า เธอเหมือนมีปัญหาชีวิตอะไรบางอย่างของเธอเองเหมือนกัน เซฟก็เลยอาจจะจูนติดกับเธอเพราะสาเหตุนี้

8.แต่สิ่งที่เรามีปัญหากับหนัง ก็คือเรื่อง การสืบข้อมูลหาบ้านของเซฟนี่แหละ คือดูแล้วนึกถึง UNDER THE SILVER LAKE (2018, David Robert Mitchell) มากๆ แต่การที่มันคล้ายกับ UNDER THE SILVER LAKE ไม่ใช่ปัญหานะ ปัญหาสำหรับเราก็คือว่า เราจะสงสัยว่า ทำไมเซฟต้องทิ้งรหัสลับอะไรมากมายไว้แบบนั้นในตอนแรกด้วย ทำไมเซฟไม่บอกกันย์ไปตรงๆว่าบ้านตัวเองอยู่ที่ไหน หรือทำไมไม่เขียนที่อยู่ของตัวเองตรงๆใส่ไปในขวดแก้วเลย ทำไมต้องทำรหัสลับอะไรมากมายด้วย หรือเธอเป็นคนบ้ารหัสลับอะไรพวกนี้ 555

แต่อันนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมากมายนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเนื้อหาตรงส่วนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงหรือเปล่า แต่ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราไม่ค่อยเชื่อถือเนื้อหาตรงส่วนนี้เท่าไหร่น่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ใช่คนแบบเซฟก็ได้มั้ง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ชอบทิ้งรหัสลับอะไรพวกนี้ไม่ได้มีอยู่จริงๆ

9.แต่ถึงแม้เราจะมีปัญหากับจุดนั้นในหนัง แต่โดยรวมๆเราก็โอเคกับหนังมากๆนะ หนังทำให้เรารู้สึกได้ว่า ทั้งตัวละครกันย์, เซฟ, เจ๊ และแฟนเก่าของเซฟ  ดูเป็นมนุษย์จริงๆน่ะ และมันทำให้เรารู้สึกเป็นห่วงตัวละครพวกนี้ และรักตัวละครพวกนี้ หนังอาจจะจบไปแล้วก็จริง แต่ตัวละครพวกนี้ยังคงอยู่ในใจเราต่อไป

18 JUNE – 24 JUNE 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 25
18 JUNE – 24 JUNE 1989

1. LET THE RIVER RUN – Carly Simon (New Entry)

ดูมิวสิควิดีโอ LET THE RIVER RUN แล้วแทบร้องไห้ เพราะฉากต่างๆจากหนังเรื่อง WORKING GIRL (1988, Mike Nichols) มันทำให้นึกถึงอดีต และ “ความใฝ่ฝันของตัวเองในอดีต” มากๆ

ตอนที่เราดูหนังเรื่อง WORKING GIRL เมื่อ 30 ปีก่อนนั้น เรายังอยู่ในวัยมัธยม และพอเราได้มาเห็นฉากต่างๆจากหนังเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อ 30 ปีผ่านไปแล้ว เราถึงเพิ่งตระหนักว่า จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มันเหมือนช่วยบันทึก “ความหอมหวานของความฝันในวัยเยาว์ของเราในโลกที่ทุนนิยมยังเป็นสิ่งสวยงาม” เอาไว้ด้วย

คือเหมือนกับว่า ในยุคนั้น ในปี 1988-1989-1990 เราเองก็คงใฝ่ฝันอยากเติบโตขึ้นมาเป็นสาวออฟฟิศที่ประสบความสำเร็จน่ะ มันเหมือนกับว่าในยุคนั้น ยุคทศวรรษ 1980 ยุคที่มีหนังอย่าง THE SECRET OF MY SUCCESS (1987, Herbert Ross) ยุคที่มีละครทีวีเรื่อง “เลขานินทานาย” ที่นำแสดงโดยมยุรา ธนะบุตร ยุคที่มีละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ที่นำแสดงโดย หลินจุ้นเสียน มันเหมือนกับว่าในยุคนั้น โลกทุนนิยมยังเป็นสิ่งที่สวยงาม หนุ่มออฟฟิศ, สาวออฟฟิศ น่าจะเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวได้ ประสบความสำเร็จได้

แต่ต่อมามันก็เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง และตามมาด้วยรัฐประหารปี 2006 และโลกมันก็ไม่ได้สวยงามแบบที่เคยใฝ่ฝันไว้เหมือนในวัยเด็กอีกต่อไป

พอได้มาดูมิวสิควิดีโอ LET THE RIVER RUN อีกครั้งในตอนนี้ เราก็เลยรู้สึกทอดถอนใจประมาณนึง มิวสิควิดีโอนี้มันช่วยให้เรารำลึกขึ้นมาได้ว่า ในวัยเด็ก เราเคยใฝ่ฝันอยากเป็นสาวออฟฟิศแบบนี้ และมีสามีเป็นหนุ่มออฟฟิศแบบหลินจุ้นเสียนในศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย แต่ความฝันแบบนี้มันหายไปจากความคิดของเรามานานกว่า 20 ปีแล้ว

2. RIGHT BACK WHERE WE STARTED FROM – Sinitta https://www.youtube.com/watch?v=I2RXgHfqYx0

3. I DON’T WANNA GET HURT – Donna Summer https://www.youtube.com/watch?v=B4k5xJDwOWI

4. ARASHI NO SUGAO – Shizuka Kudo

5. SEALED WITH A KISS – Jason Donovan

6. LIAR – Akina Nakamori  (New Entry)

7. CRUEL SUMMER ’89 – Bananarama https://www.youtube.com/watch?v=pY9o7X6pGPc

8. EXPRESS YOURSELF – Madonna

9. LOVE LETTER – Noriko Sakai

10. FOREVER YOUR GIRL – Paula Abdul

Tuesday, June 11, 2019

11 JUNE – 17 JUNE 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 24
11 JUNE – 17 JUNE 1989

1. I DON’T WANNA GET HURT – Donna Summer https://www.youtube.com/watch?v=B4k5xJDwOWI

2. EXPRESS YOURSELF – Madonna

3. ARASHI NO SUGAO – Shizuka Kudo

4. RIGHT BACK WHERE WE STARTED FROM – Sinitta (New Entry)
https://www.youtube.com/watch?v=I2RXgHfqYx0

5. LOVE LETTER – Noriko Sakai

6. SEALED WITH A KISS – Jason Donovan (New Entry)

7. CRUEL SUMMER ’89 – Bananarama (New Entry)

8. FOREVER YOUR GIRL – Paula Abdul

9. EVENING FALLS – Enya

10. LIAR – Akina Nakamori  (New Entry)

Sunday, June 09, 2019

DARK PHOENIX (2019, Simon Kinberg, A+30)


DARK PHOENIX (2019, Simon Kinberg, A+30)

1.เป็นหนังที่ตอบสนองแฟนตาซีวัยเด็กของเราได้มากในระดับนึง เพราะเราชื่นชอบตัวละครประเภท "สาวพลังจิต" มาตั้งแต่เด็กน่ะ โดยเฉพาะสาวพลังจิตที่พลังจะสัมพันธ์กับอารมณ์โกรธแค้น ตัวละครหญิงสาวแบบนี้ที่ทำให้เราหลงใหลตั้งแต่เด็กคือ "เขี้ยวงาสีแดง" หรือ red fang หรือ Lan ในการ์ตูนเรื่อง BLUE SONNET ของ Shibata Masahiro คือในการ์ตูนจะมีนางเอกสาวสองคนที่เป็นศัตรูกัน คนนึงชื่อ Sonnet ที่เป็นสาวพลังจิตสูงมาก และมีร่างกายเป็น cyborg ส่วนอีกคนคือ Lan ที่มีพลังเขี้ยวงาสีแดงอยู่ในตัว ฉากที่เราชอบสุดๆคือฉากที่ Lan เหมือนจะสลบไป แล้วถูกพลังเขี้ยวงาสีแดงเข้าครอบงำ แล้วพลังนี้ก็สำแดงตัวออกมาในรูปมือยักษ์ และมือยักษ์นี้ก็สามารถตบ Sonnet ให้พ่ายแพ้ไปได้ คือเขี้ยวงาสีแดงไม่จำเป็นต้องปรากฏออกมาทั้งตัว แต่ปรากฏออกมาแค่ “มือ” ก็รับมือกับ Sonnet ได้แล้ว แต่การที่มันปรากฏออกมาได้เฉพาะตอนที่ Lan สลบไป ก็เท่ากับว่าพลังอันมหาศาลนี้อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของ Lan และนั่นทำให้ตัวละคร Lan หรือเขี้ยวงาสีแดงมีความคล้ายคลึงกับ Jean Grey มากๆในด้านนี้

หลังจากตัวละคร “เขี้ยวงาสีแดง” ใน BLUE SONNET ตัวละครที่เราชอบสุดๆในชีวิตอีกตัวก็คือตัวละคร Sailor Saturn ในการ์ตูนโทรทัศน์ชุด SAILOR MOON ซึ่งเราเคยเขียนถึงตัวละครตัวนี้ไปแล้วหลายครั้ง เราชอบสุดๆที่ Sailor Saturn เหมือนดูเผินๆเป็นเด็กสาวใจดีที่ไม่มีพิษมีภัย แต่จริงๆแล้วเธอมีพลังที่สามารถทำลายโลกทั้งโลกได้ และเธอมีปีศาจร้ายซ่อนอยู่ในตัวที่ชื่อว่า Mistress 9 ด้วย เพราะฉะนั้น Sailor Saturn ก็เลยดูเหมือนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และเธอก็เลยเหมือนแทบไม่เคยได้ใช้พลังของเธอจริงๆสักที เพราะถ้าหากเธอปล่อยพลังออกมาจริงๆ โลกทั้งใบก็จะถูกทำลายไปพร้อมกับเหล่าร้าย เราหลงใหลตัวละครแบบนี้มากๆ คือในแง่นึงเราว่ามันเหมือนกับ “อาวุธนิวเคลียร์” น่ะ คือมันมีพลังมหาศาล แต่มันจะไม่ถูกใช้จริงๆ เพราะถ้ามันถูกใช้จริงๆเมื่อไหร่ ผู้ร้ายก็จะตายไป แต่มันก็อาจจะนำไปสู่การล่มสลายของโลกทั้งใบได้ด้วย

แล้วหลังจากนั้น เราก็จะเจอตัวละคร “สาวพลังจิต ที่ชอบมีอารมณ์เคียดแค้น” อะไรทำนองนี้อยู่บ้าง อย่างเช่น CARRIE ของ Stephen King และ Scarlet Witch ในหนังชุดของ Marvel แต่ตัวละคร Carrie กับ Scarlet Witch มันดูไม่ค่อยดึงดูดเรามากเท่า “เขี้ยวงาสีแดง” กับ Sailor Saturn

ที่เขียนมา ก็เพื่อจะสรุปว่า สาเหตุที่เราชอบ DARK PHOENIX มากๆเป็นการส่วนตัว เพราะเราเติบโตมากับความหลงใหลตัวละครหญิงแบบนี้นี่แหละ ตัวละครหญิงที่มีพลังจิตสูงมาก แต่ไม่สามารถใช้พลังจิตของตัวเองตามใจชอบได้ง่ายๆ ตัวละคร Jean Grey เหมือนกับ “เขี้ยวงาสีแดง” ในแง่ที่ว่า เธอทั้งสองไม่สามารถควบคุมพลังมหาศาลของตัวเองได้ และตัวละคร Jean Grey ก็คล้ายกับ Sailor Saturn ในแง่ที่ว่า พวกเธอทั้งสองอาจจะอยู่ “ฝ่ายธรรมะ” ก็จริง แต่ถ้าไม่ระวังให้ดี พวกเธอก็จะไปอยู่ฝ่ายอธรรมได้ และถ้าหากพวกเธอทั้งสองปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเองออกมา โลกก็อาจจะพินาศได้

การที่ DARK PHOENIX โฟกัสไปยัง “ตัวละครหญิงแบบที่เราชอบ” แบบนี้ ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอินกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร ถึงแม้หนังมันอาจจะไม่ได้ดีมากนัก ซึ่งจะต่างกับหนังชุด WOLVERINE  ซึ่งมันจะเป็นกลุ่มหนังที่เราไม่ค่อยอินเป็นการส่วนตัว เพราะเราไม่ได้ identify ตัวเองกับพระเอกของเรื่อง เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้สึกเฉยมากๆเวลาดู THE WOLVERINE (2013, James Mangold)  เพราะหนังมันดึงดูดเราไม่ได้เลย แต่ก็ชอบ LOGAN (2017, James Mangold) มากๆอยู่ เพราะหนังมันดีจริง

2.ฉากที่ชอบที่สุดใน DARK PHOENIX อยู่ในช่วงกลางเรื่อง ที่ Jean Grey ใช้พลังจิตบังคับให้ Charles Xavier เดินขึ้นกระได ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเราถึงชอบฉากนี้อย่างสุดๆ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างคล้ายๆหนังสยองขวัญ และมันเป็นฉากที่ “เจ็บปวดยอกแสยงใจ” ที่สุดสำหรับเรา มันเหมือนได้เห็น “การทำร้ายทรมานจิตใจผู้มีพระคุณ” หรืออะไรทำนองนี้น่ะ ฉากนี้มันก็เลยมีพลัง disturbing สุดๆสำหรับเรา

คือเราไม่ใช่คนที่อินกับ “การเห็นนางเอก/พระเอก ต่อสู้บู๊ล้างผลาญกับผู้ร้าย” น่ะ คือการเห็น “ธรรมะที่ขาวสะอาดต่อสู้กับอธรรมที่ดำสนิท” มันไม่ใช่อะไรที่ disturbing หรือน่าสนใจ หรือ “สนุก” สำหรับเรา แต่การเห็น “คนดีค่อยๆถูกความเจ็บปวดของชีวิต ผลักให้เขากลายเป็นคนเลว” และหันมาทำร้ายผู้มีพระคุณอะไรแบบนี้ แบบที่ Jean Grey ทำในฉากนี้ คือสิ่งที่เราสนใจมากๆ (ลองนึกถึงบทที่เส้าเหม่ยฉีเล่นในละครทีวีฮ่องกงเรื่อง CONSCIENCE สิ)

3.พออ่านที่อาจารย์ Prawit TaengAksorn เขียนถึง DARK PHOENIX เราก็เลยเข้าใจว่าทำไมเรา “อิน” กับ DARK PHOENIX มากกว่า AVENGERS: ENDGAME 555 คือจริงๆเราก็ชอบ AVENGERS: ENDGAME ในระดับ A+30 นะ แต่ชอบในแง่ที่มันเหมือน “เทปรวมเพลงฮิตของศิลปินคนนึง” เพราะหนังเรื่องนี้มันเหมือนเป็นการย้อนกลับไปทบทวนเรื่องต่างๆในอดีตน่ะ แต่ DARK PHOENIX มันมีพลังด้าน psychological สูงมากสำหรับเรา คือพอเราเห็นตัวละคร Jean Grey, Charles Xavier และ Magneto เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราถูกจู่โจมด้วยความเจ็บปวดของตัวละครทั้ง 3 ตัวนี้ ทั้งจากเนื้อเรื่องที่อยู่ในภาคนี้ และจากเนื้อเรื่องที่อยู่ในภาคก่อนๆหน้านี้น่ะ มันเหมือนกับว่าเราผูกพันกับความเจ็บปวดของ Magneto มานานเกือบ 20 ปีแล้ว อะไรทำนองนี้ ซึ่งเราจะไม่รู้สึกแบบนี้กับตัวละครใน AVENGERS คือเราผูกพันกับตัวละครใน AVENGERS มากพอสมควรก็จริง แต่เราจะไม่ผูกพันกับ “ความเจ็บปวดในใจ” ของตัวละครใน AVENGERS แต่หนังชุด X-MEN มันจะมีพลังของ “ความเจ็บปวดในใจ” ด้วย

4.ชอบการแสดงของ Jessica Chastain มากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเธอดู “สูญสิ้นความเป็นคน” จริงๆ 555 คือเราจะกลัวคนแบบนี้มากๆน่ะ คนที่เหมือนขจัด “สามัญสำนึกของความเป็นคน” ออกไปจากตัวหมดแล้ว แต่ในอีกแง่นึงเราก็รู้สึกว่าเธอมีความคล้ายตัวละคร Ryoko Tamiya (Eri Fukatsu) ในหนังชุด PARASYTE (2014-2015, Takashi Yamazaki) ในแง่ของ “อารมณ์หน้า” มากๆ 555

5.อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราไม่ชอบใน DARK PHOENIX คือหนังมันเหมือนขาดฉาก climax จริงๆ และหนังมันสั้นเกินไปน่ะ คือฉาก climax ของ DARK PHOENIX มันเหมือนเป็นแค่ “ฉาก climax รอง” เท่านั้นน่ะ ไม่ใช่ “ฉาก climax จริง” ที่ต้องรุนแรงกว่านี้

คือจริงๆแล้วเราอยากให้หนังมันยาวกว่านี้อีก 1 ชั่วโมงน่ะ และหันมาให้ความสำคัญกับ “กลุ่มผู้ร้าย” ที่ควรจะมีฤทธิ์อำนาจสูงกว่านี้มากๆ โดยเน้นให้เห็นว่าทั้งตัวหัวหน้าผู้ร้ายและลูกสมุนแต่ละคนมีอิทธิฤทธิ์อะไรบ้าง และพอหนังทำให้เราเห็นพลานุภาพของผู้ร้ายแต่ละคนในเรื่องได้จริงๆแล้ว หนังก็จะสร้างฉาก climax ที่สู้กับแบบหืดขึ้นคอ หรือลุ้นจริงๆได้ ในขณะที่ในหนังเรื่องนี้นั้น กลุ่มผู้ร้ายมันดู bland และแบนมากๆ คือมันเป็นผู้ร้ายที่ดูมีมิติเดียว ดูเหมือนเป็นกลุ่มนางแบบนายแบบโง่ๆ และดูก็ไม่รู้ว่ามันจะสู้เก่งมากน้อยแค่ไหน มีอิทธิฤทธิ์อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ยังดีที่ตัวหัวหน้า (Jessica Chastain) มันดูมีเสน่ห์สำหรับเรา แต่พลังของมันก็น้อยเกินไป

6.อีกสิ่งที่ชอบสุดๆคือหนังเหมือนจะนำเสนอ dilemma ระหว่างการเลือกที่จะทำตัวเป็น hero ซะเหลือเกินแบบ Charles Xavier ที่ยึดมั่นกับอุดมคติ “Leave no one behind” กับการเน้นความ practical ของ Raven น่ะ คือจริงๆแล้วเราเข้าข้าง Raven ในกรณีนี้นะ ถึงแม้ว่าการเลือกแบบนี้มันจะดูเหมือนคนเลวก็เถอะ เราเลือก “ช่วยเท่าที่ช่วยได้” แทนที่จะเลือก “ต้องช่วยทุกคน” น่ะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบ DARK PHOENIX มากๆในแง่ที่ว่า หนังมันเหมือนตั้งคำถามว่า การพยายามทำตัวเป็น hero หรือการยึดมั่นในอุดมคติบางอย่างของ Charles Xavier มันเป็นสิ่งที่ดีแล้วจริงๆหรือไม่

7.สิ่งที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจจะพูด แต่ทำให้เรานึกถึงก็คือว่า ความเชื่อและการกระทำบางอย่างของ Charles Xavier ในการพยายามทำให้ประชาชนยอมรับ X-MEN นั้น มันทำให้เรานึกถึงความเชื่อบางอย่างในสังคมไทยที่ว่า “เป็นเกย์ก็ได้ ขอแค่เป็นคนดีก็พอ” น่ะ ซึ่งมันเหมือนเป็นความเชื่อที่ดูเหมือนจะเปิดกว้าง ยอมรับเกย์หรือความแตกต่างทางเพศสภาพก็จริง แต่จริงๆแล้วมันเป็นความเชื่อที่มีปัญหาอะไรบางอย่างแฝงซ่อนอยู่ด้วยหรือเปล่า

Friday, June 07, 2019

LONG SHOT (2019, Jonathan Levine, A+30)


LONG SHOT (2019, Jonathan Levine, A+30)

1. ดูแล้วแอบสงสัยว่ามันเหมือนจะเป็นการแก้ต่างให้กับ "นักการเมืองที่ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ทางเพศ" แบบ Bill Clinton, Anthony Weiner ในหนังสารคดีเรื่อง WEINER (2016, Josh Kriegman, Elyse Steinberg) และ Gary Hart ในหนังเรื่อง THE FRONT RUNNER (2018, Jason Reitman) น่ะ คือเหมือนหนังพยายามจะบอกว่า ประชาชนไม่ต้องไป focus มากนักกับแง่มุมอะไรคาวๆ ฉาวๆ ของนักการเมืองหรอก แต่ควรสนใจนโยบายการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองของเขามากกว่า เพราะความเงี่ยนมันไม่เข้าใครออกใคร นักการเมืองก็เงี่ยนได้เหมือนมนุษย์ทั่วๆไป และหนังพูดเรื่องนี้ในทางอ้อม ผ่านทาง “แฟนของนักการเมืองหญิง” แทนที่จะพูดผ่านทางตัวละครนักการเมืองชายโดยตรง เพราะการนำเสนอแนวคิดแบบนี้ผ่านทางตัวละครนักการเมืองชายโดยตรงมันอาจจะดูไม่ดีเท่าการพูดทางอ้อมแบบนี้

2.ชอบตัวละครหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ Parker Wembley (Andy Serkis) มากๆ ไม่รู้ว่าเธอเป็นแฟนหรือนางบำเรอหรือเลขานุการ คือเธอไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เธอทำหน้าโง่ๆประกอบฉากไปเรื่อยๆตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

3.รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นฝันเปียกสำหรับผู้ชายมากๆ และการจับคู่พระนางในหนังก็ทำให้นึกถึง KINGSMAN ที่พระเอกได้แฟนเป็นเจ้าหญิงสวีเดนที่สวยสะอาด แต่ซ่อนความซุกซนไว้ภายใน คือเป็นคู่รักแบบดอกฟ้ากับหมาวัดน่ะ

แต่ถึงแม้หนังจะเอาใจผู้ชายเป็นหลัก เราก็ถูกโฉลกกับหนังเรื่องนี้มากผิดคาดนะ ทั้งๆที่เราไม่ได้ identify ตัวเองกับนางเอกเลย เราเดาว่าสาเหตุที่เรารู้สึกดีในแง่นึงกับหนังเรื่องนี้ เป็นเพราะเราถูกโฉลกกับ "นิสัยของพระเอก" อย่างรุนแรงน่ะ ที่เขาเป็นคนประเภท "ยอมหัก ไม่ยอมงอ"

เราชอบที่หนังสร้าง character ของพระเอกออกมาแบบนี้ คือดูแล้วนึกถึงตัวเองในบางแง่ ทั้งการทำงานด้านข่าว, การเป็น loser ที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต, และที่สำคัญสุดๆคือ การที่พระเอกมี "อารมณ์โกรธ" เป็นเจ้าเรือนน่ะ เพราะเราก็มีอารมณ์โกรธเป็นเจ้าเรือนเหมือนกัน

อีกสิ่งที่ชอบสุดๆคือการที่พระเอก "ยอมหัก ไม่ยอมงอ" เราชอบสุดๆที่เขาเหมือนไม่แคร์ "เงิน", ความมั่นคงทางอาชีพ หรืออาจจะรวมถึงความรักในบางขณะ แต่แคร์ integrity ของตัวเอง, หลักการของตัวเอง หรือความเชื่อของตัวเองมากที่สุด และหนังก็ค่อนข้างจริงจังและจริงใจกับนิสัยนี้ของพระเอก คือหนังทำให้เราหลงเชื่อได้ว่า พระเอกเป็นคนที่มีนิสัยแบบนี้จริงๆ ไม่ใช่มีนิสัยแบบนี้เพียงเพื่อสร้างอารมณ์สนุกให้ผู้ชม

ชอบที่หนัง treat นิสัยนี้ว่าเป็นทั้ง ข้อดีและข้อเสียของพระเอกด้วย

ดูแล้วก็นึกถึงตัวเองเหมือนกัน เพราะเราก็เคย "ปิดโอกาส" ของชีวิตตัวเองในหลายๆครั้ง เพราะนิสัย “ยอมหัก ไม่ยอมงอ” เหมือนๆกัน เพราะการมี “อารมณ์โกรธเป็นเจ้าเรือน” เหมือนๆกัน และเพราะการยึดมั่นกับความคิดความเชื่อหรืออุดมการณ์อะไรบางอย่างของตัวเองเหมือนๆกัน และมันก็เลยเหมือนอาจจะทำให้ชีวิตตัวเราเองไม่ก้าวหน้า และจนถึงบัดนี้เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือเปล่าในหลายๆครั้งในชีวิตที่ตัดสินใจทิ้งสังคมบางสังคมหรือตัดสินใจตบตีคนบางคนเพราะเรายึดความโกรธและความเชื่อของตัวเองเป็นหลัก

สองฉากที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากๆอยู่ตั้งแต่ในช่วงต้นเรื่อง คือฉากที่พระเอกลาออกจากงาน แทนที่จะยอมรับเงินชดเชยในการถูกปลดออกจากงาน และฉากที่พระเอกด่า Parker Wembley กลางงานเลี้ยง คือหนัง treat การกระทำของพระเอกว่าดูโง่และตลก กระทำตัวผิดหลักเหตุผล แต่จริงๆแล้วเราว่าหนังมันเข้าใจ “คนแบบเรา” น่ะ หรือไม่เราก็เข้าใจพระเอกน่ะ คือมันเป็นคนประเภทที่ถ้าหากถูกความโกรธเกลียดใครเข้าครอบงำแล้ว “เงินกูก็ไม่สน” หรือ “ชีวิตกูจะชิบหาย พังพินาศแค่ไหน กูก็ไม่สน” สิ่งที่กูสนคือการทำตามความโกรธเกลียดของกูเท่านั้น ชีวิตกูจะล่มสลาย กูก็ไม่แคร์

และเราว่าหนังก็รักษานิสัยนี้ของพระเอกไว้ได้ดีเกือบตลอดทั้งเรื่องน่ะ เราก็เลยรักหนังเรื่องนี้มากๆในแง่นี้ คือหนังมันไม่ได้ตอบสนอง romantic fantasy อะไรเราเลย แต่เราชอบ character พระเอกแบบนี้อย่างสุดๆ แต่ไม่ได้ชอบในแบบที่ว่าเราอยากได้ผัวแบบนี้นะ แต่ชอบเพราะมันเหมือนเป็นกระจกส่องสะท้อนให้เราเห็นบางแง่มุมของตัวเราเองน่ะ

สรุปว่า รักหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราว่าหนังเรื่องนี้ “เข้าใจเรา” ผ่านทางการนำเสนอนิสัยบางอย่างของพระเอก

Tuesday, June 04, 2019

SOME THAI LGBTQ FILMS OR GAY FILMS I HAVE SEEN/ UPDATE 1


SOME THAI LGBTQ FILMS OR GAY FILMS I HAVE SEEN/ UPDATE 1 
                 
IN ALPHABETICAL ORDER OF THE DIRECTOR’S FIRST NAME IN THAI (except that the director is a foreigner)
                                                          
--สมัยนิยม POPULAR (2009, กร กนกคีขรินทร์ Korn Kanogkekarin, 16min)
--โดด WHY DO YOU JUMP? (2011, กร กนกคีขรินทร์ Korn Kanogkekarin, 19min)
--RETROSPECTIVE (2012, กร กนกคีขรินทร์ Korn Kanogkekarin, 3min)
--03/01/2013 & 24/05/2013 (2013, กร กนกคีขรินทร์ Korn Kanogkekarin, 7min)
--อีกรลี่ HEE พลาสติกใส KORNLY AND HER TRANSPARENT PLASTIC VAGINA (2013, กร กนกคีขรินทร์ Korn Kanogkekarin, 19min)
--เฉือน SLICE (2009, ก้องเกียรติ โขมศิริ Kongkiat Khomsiri, 99min)
--เราโอเค YEAH I’M FINE (2017, กิ่งกาญจน์ สุวรรณจินดา Kingkarn Suwanjinda, 30min)
--ห้วงวิปลาส IN THE BOX OF FISH (2016, เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว, Kiattisak Kingkaew, 13min)
--เราล้วนเว้าแหว่งในตำแหน่งที่แตกต่างกัน YOU’VE GOT ME STUMPED (2018, เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว, Kiattisak Kingkaew, 23min)
--เด็กน้อยบ้านโนนสะอาด THE COUNTRY BOYS (2014, ไกรลาศ พลดงนอก Krailas Phondongnok, 30min)
--มะลิซ้อนออกดอกเป็นมะละกอ SAME SAME IS NOT THE SAME (2015, ไกรลาศ พลดงนอก Krailas Phondongnok, 18min)
--ROSE รักครั้งสุดท้าย (2013, จิตตินันท์ ยอดวงศ์สกุล Jittinan Yodwongsakul, 25min)
--การเมืองเรื่องเพศหลากหลายในโรงเรียนมัธยมชายล้วน (2015, จิตรา วรรณะดิลก Jitra Wannadilok, documentary)
--เด็กสาวสองคนในสนามแบดมินตัน SHE IS MY BEST FRIEND (2012, จิรัศยา วงศ์สุทินJirassaya Wongsutin, 30min) LB
--วันนั้นของเดือน MENSTRUAL SYNCHRONY (2014, จิรัศยา วงศ์สุทินJirassaya Wongsutin, 30min) LB
--LUCKY (2015, จีรภรณ์ วิชัยดิษฐ Jeeraporn Wichaidist, 17min)
--MONK AND MOTERCYCLE TAXI DRIVER (2013, จุฬญาณนนท์ ศิริผล Chulayarnnon Siriphol)
--ลงสนาม GOGO (2010, จุฬาลักษณ์ กองพล Jurarak Kongpol, 3min) LB
--ONE MORE TIME (2018, เจ๊ะฟาเดีย เจ๊ะอาแว Cherfadia Chearwae, สุทธิกานต์ พูลทวี Sutthikan Puntawee, สกาวรัตน์ วีรวุฒิไกร Sakaowrat Weerawutikrai, Chefadia Chearwae) LB
--โลกละเมอ IN THE DREAM OF EMPTY NIGHT (2015, เฉลิมพงษ์ อุดมศิลป์ Chalermpong Udomsilp, 58min)
--สุขากาลเวลา TOIRALLEL TIMES (2018, ชนสรณ์ ชัยกิตติภรณ์ Chanasorn Chaikitiporn, 45min)
--A YEAR AGO (2016, ชัญญา จิวโชติกำจร Shanya Jiwachotkamjorn, 20min) LB
--ESSENCE DE FEMME (2011, ชามา เล็กผลา Chama Lekpla, 15min)
--EARTHCORE (2005, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล Chookiat Sakveerakul)
--รักแห่งสยาม LOVE OF SIAM (2007, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล Chookiat Sakveerakul)
--HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ (2012, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล Chookiat Sakveerakul, 90min)
-- คนขับรถ DRIVER (2017, ฐิติพันธ์ รักษาสัตย์ Thitipan Raksasat)
--PORTRAIT OF THE UNIVERSE (2012, ณพรรธน์ ตรีผลาวิเศษกุล Napat Treepalawisetkun, 45min)
--ผลิรัก ไม่รู้โรย FORGET ME NOT (2011, ณภัทร ใจเที่ยงธรรม Naphat Chaithiangthum, 30min)
--LOVE’S COMING ใช่รักหรือเปล่า (2014, ณภัทร ใจเที่ยงธรรม Naphat Chaithiangthum, 109min)
--LOVE LOVE YOU 2 อยากบอกให้รู้ว่ารัก (2015, ณภัทร ใจเที่ยงธรรม Naphat Chaithiangthum)
--UPSIDE, DOWN (2017, ณัฐชนน วะนา Natchanon Vana, Suwanchart Suwanjaroen, 37min)
--ขอบฟ้า HORIZON (2018, Nutthachai Khrueasena ณัฐชัย เครือเสนา, 6min)
--19CM (2018, ณัฐฐาพร ทองโรจน์ Nattaporn Thongroj, 16min) LB
--MAGNET (2017, ณัฐพงศ์ ประศรี Natthapong Prasri, 8min) LB
--DUPLICATE (2018, ณิชา สุขกล่ำ Nicha Sukklam, 36min) LB
--ปาดัง เบซาร์ I CARRIED YOU HOME (2011, ต้องปอง จันทรางกูร Tongpong Chantarangkul, 115min) LB
--ที่หยุด-จุดเริ่มต้น BUS STOP (2004, ทศพร มงคล Tossaporn Mongkol, 30min)
--กลางวันแสกๆ IN BROAD DAYLIGHT (2003, ทายาท เดชเสถียร Taryart Datsathean, พิศาล แสงจันทร์ Phisal Sangjan, 10min)
--มอแกน, ป่ะ? MOKEN, RIGHT? (2007, ทายาท เดชเสถียร Taryart Datsathean, พิศาล แสงจันทร์ Phisal Sangjan, ณัฐวิทย์ ขาวศรี Nattawit Kaosri, documentary, 40min)
--ETHEREAL CREATURE (2017, ทินฉาย มงคลมนต์ Tinshine Mongkolmont, 19min) LB
--ทางเบี่ยง ALTERNATE ROUTE (1999, ธนนท์ สัตตะรุจาวงษ์ Tanon Sattarujawong, 14min)
--นิมิต ฝัน ภวังค์  ปรารถนา R E M (2012, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก Tanaset Siriwattanadirek,12min)
--ลากันที! โลกนี้ HE ครอง ENDING STRAIGHT WORLD (2013, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก Tanaset Siriwattanadirek, 30min)
--A STORY OF GEN Z (2012, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก Tanaset Siriwattanadirek, 9min)
--แหวน RING (2001, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, 29min)
--เปลือก DEEP INSIDE (2002, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, 23min)
--TOP SECRET (2005, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit)
--กะเทยนรก QUEER FROM THE HELL OF TEARS PART 1: INNOCENCE (2006 ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit)
--ในเปลือก INTO THE SEED (2006, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, 30min)
--รัก/ผิด/บาป IN THE NAME OF SIN (2006, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, Nikorn Sripongwarakul, 36min)
--รักไร้ราก UNDISCOVERED HEART (2007, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, 22min)
--ตุ๊กตาอยู่ไหน WHERE’S MY DOLL? (2008, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, 5min)
--เวลากับความทรงจำและสิ่งที่ทำเพื่อเธอ TIMELESS MEMORY AND EVERYTHING I’VE DONE FOR YOU (2008, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, 3min)
--I’M FINE สบายดีค่ะ (2008, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit, 4min)
--INSECTS IN THE BACKYARD (2010, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit)     
--ไม่ได้ขอให้มารัก IT GETS BETTER (2012, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit)
--คาราบาว เดอะ ซีรีส์ ตอน บัวลอย CARABAO THE SERIES EPISODE “BUALOI” (2014, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit)
--ฟินสุโค่ย FIN SUGOI (2014, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit)
--คืนนั้น RED WINE IN THE DARK NIGHT (2015, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ Tanwarin Sukkhapisit)
--BOY WITH A BASKET OF FRUIT (2016, นนทชัย วิญญูศุภรชัย, Nontachai Vinyousupornchai, 25min)
--พื้นรุ้งผ่าน SOMEWHERE UNDER THE RAINBOW (2018, นนทชัย วิญญูศุภรชัย, Nontachai Vinyousupornchai
--MAHJONG (2009, นภา ศศลักษณ์ Napha Sasalak, 15min) LB
--A PART OF PARK THE SERIES EP.2 --THE PART OF US เศษหนึ่งส่วนรัก (2015, นรวิชญ์ สาคริกานนท์ Narawich Sakikanan, 16min)
--MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY (2013, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ Nawapol Thamrongrattanarit) LB
--ห้องน้ำสำหรับคนหลากหลายทางเพศ (2015, นิสิตมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต, Students at Kasem Bundit University, documentary)
--เรื่องสุดท้าย (ฯลฯ) ในวันสิ้นปี THE LAST THING (ETC.) ON NEW YEAR’S EVE (2017, บวรลักษณ์ สมรูป Bowornlak Somroob, 20min) LB
--I WANT YOU TO BE (2015, บัณฑิต สินธนภารดี Bundit Sintanaparadee, 76min)
--อานัติ ARNAT (2018, บุญณรงค์ มาฟู Boonnarong Mafu, 21min)
--แอ๊บสเตชั่น ABSTATION (2015, ปฏิภาณ สุรภิญโญ Patiparn Surapinyo)
--3RD PERSONAL (2015, ปฐมพงศ์ แพรสมบูรณ์ Pathompong Praesomboon, 8min)
--เด็กห้องหลัง CLASS NUMBER (2015, ปฐมพงศ์ แพรสมบูรณ์ Pathompong Praesomboon, 20min)
--ONE NIGHT STANDING TILL IT OVER (2016, ปฐมพงศ์ แพรสมบูรณ์ Pathomgpong Praesomboon, 8min)
--TRIAMO (2017, ปฐมพงศ์ แพรสมบูรณ์ Pathompong Praesomboon, 28min)
--เพื่อนรัก รักเพื่อน JOURNEY OF LOVE (2015, ปรัชญา วงศ์นันตา Pratchaya Wongnanta)
--FISH DON’T FLY (2001, ปราโมทย์ แสงศร Pramote Sangsorn, 18min)   
--กะเทยเป็นเหตุ THE TRANSVESTITE IS THE CAUSE (1955, พนักงานธนาคารมณฑล Employees of Monthol Bank, 10min)
--BE –WHERE (2013, พรสิริ ทองใบศรี Pornsiri Tongbaisri, 30min)
--FATHERS (2016, พลัฏฐ์พล มิ่งพรพิชิต Palatpol Mingpornpichit)
--ภาพติดตา AFTER IMAGE (2015, พัฒนะ จิรวงศ์ Patana Chirawong, 20min)
--ค้างคาวหลงกรง BATS LOST AMONG CAGES (2016, พัฒนะ จิรวงศ์Patana Chirawong, 26min)
--ปรองดอง NON ZERO SUM GAME (2017, พันธวิศย์ เทพจันทร์ Bhandavis Depchand, documentary, 20min)
--ฉันผู้ชายนะยะ THE BOYS IN THE BAND (1987, มล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ML. Bhandevanop Devakul)
--เพื่อนรักเพื่อนร้าย HOW TO CAST MY DEAR FRIENDS? (2010, พิเชษ เสมอเชื้อ Pichet Smerchau, documentary, 25min)
--เรื่องของเธอ HERSTORY (1999, พุทธิพร บุษบารติ Buddhiporn Boossabarati, 18min) LB
--พี่นาค PEE NAK (2019, ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ Phontaris Chotkijsadarsophon)
--พรุ่งนี้ของเรา WHERE IS TOMORROW? (2015, ภานุพงษ์ ไชยโย, Parnupong Chaiyo, 15min)
--BERMUDA (2016, ภาวิณี ศตวรรษสกุล Pawinee Sattawatsakul, 39min) LB
--403 (2009, ภาวิส เสาร์ศรีอ่อน Pavis Saosi-on, 18min)
--ISOLATE (2016, ภาษิต พร้อมนำพล Pasit Promnumpol, 20min)
--GAY MEGADANCE (2001, มานัสศักดิ์ ดอกไม้ Manussak Dokmai, 6min)
--KKK (KHOB KHUN KHRAB) (1996, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai, 8min)
--THE ADVENTURE OF IRON PUSSY, EPISODE 1 (1997, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai, 8min)
--EXOTIC 101 (1997, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai, 7min)
--BUNZAI CHAIYO: THE ADVENTURE OF IRON PUSSY II (1999, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai, 22min)
--THE ADVENTURE OF IRON PUSSY III: TO BE OR NOT TO BE (2000, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai, 30min)
--หัวใจทรนง THE ADVENTURE OF IRON PUSSY (2003, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล Apichatpong Weerasethakul)
--PLAYGIRL@PLAYGROUND (2005, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai, 3min)
--LONG NIGHT – SHORT FILM (2008, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai)
--LE CIRQUE DE L’HOMME (2008, ไมเคิล เชาวนาศัย Michael Shaowanasai)
--แก๊งชะนีกับอีแอบ METROSEXUAL (2006, ยงยุทธ ทองกองทุน Yongyoot Thongkongtoon)
--แต่เราก็หากันจนเจอ DAILY MALICE (2015, ยุคนธร แก้วปราง Yukontorn Kaewprang, 44min)
--GIRL FRIEND (2016, รจนา สังยะรอ Rajana Sangyaraw, 22min)
--ฮัลโหล จำเราได้ไหม MEMOIR (2017, รพีพิมล ไชยเสนะ Rapeepimol Chaiyasena) LB
---ของเหลวที่หลั่งจากกาย BODILY FLUID IS SO REVOLUTIONARY (2009, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค Ratchapoom Boonbunchachoke, 41min)
--ยิ่งใกล้ยิ่งไกล THE CLOSER, THE FURTHER (2012, รานิตา ถิ่นทะเล Ranita Tintalay, 5min) LB
--คำพิพากษาของความรัก THE JUDGE (2010, วชร กัณหา Wachara Kanha, 25min)
--SILOM (2016, วรกร ฤทัยวานิชกุล Vorakorn Ruetaivanichkul, a segment in the omnibus film BANGKOK STORIES)
--สุดที่รัก SWEETHEART (2010, วรเทพ ธรรมโอรส Woratep Tummaoros, 20min)
--วัฏสงสาร ALL DONE IN THE OPPOSITE OF AFTERNOON (2018, Watcharapol Paksri วัชรพล ปักษี, 27min)
--COMING OF AIDS (2010, วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์ Waasuthep Ketpetch, 35min)
--เรื่องจริง ONE TRUE THING (2007, วิชาติ สมแก้ว Vichart Somkaew, documentary, 80min)
--ล่าสุดจ่ะ นกอีกแล้ว JUST NOW (2016, ศตายุ ดีเลิศกุลชัย Just Now, Satayu Deelertkulchai, 18min)
--PASSION SONATA (2009, ศุภิสรา กิตติคุณารักษ์ Suphisara Kittikunarak)
-- CROC (2008, สราวุธ อินทรพรหม Sarawut Intaraprom, 16min)
--เซ็งเป็ด BORING LOVE (2009, สราวุธ อินทรพรหม Sarawut Intaraprom)
--ครูและนักเรียน TEACHER AND STUDENT (2014, สราวุธ อินทรพรหม Sarawut Intaraprom, 75min)
--พ่อและลูกชาย FATHER & SON (2015, สราวุธ อินทรพรหม Sarawut Intaraprom, 84min)
--IF (2015, สายกลาง สุรเวคิน Saiklang Suravekin, 15min)
--สุดทางรัก ENFIN (2012, สิทธิพงษ์ วงศ์อาจ Sitthipong Wong-ard, 15min)
--หยดน้ำตารวมกันเป็นมหาสมุทร ODALISQUE (2018, สิริภัช นมรักษ์ Siripat Nomruk, 35min)
--PARALLEL (2011, สิโรรส ดำจันทร์ Siroros Damjun, 15min)
--หวิว BUTTERFLIES IN MY STOMACH (2014, สิโรรส ดำจันทร์ Siroros Damjun, 25min)
--BEGUINE (2017, สุภาภรณ์ ขำเจริญ Supaporn Kamcharoen, 30min) LB
--ไม่ได้เป็นอะไรกัน REMARK (2016, สุวนันท์ โพธิ์กุดไสย์ Suwanun Pohgudsai, 30min)
--วันเกิด BIRTHDAY (2001, สุวรรณ ห่วงศิริสกุล Suwan Huangsirisakul, 21min)
--BECAUSE OF LOVE (2018, อดิศักดิ์ ทองใหม่ Adisak Tongmai, 20min)
--SCARLET DESIRE (2001 อนุชา บุญยวรรธนะ Anucha Boonyawatana, 24min)
--ตามสายน้ำ DOWN THE RIVER (2004, อนุชา บุญยวรรธนะ Anucha Boonyawatana, 52min)
--EROTIC FRAGMENTS NO. 1, 2, 3 (2012, อนุชา บุญยวรรธนะ Anucha Boonyawatana)
--อนธการ THE BLUE HOUR (2015, อนุชา บุญยวรรธนะ Anucha Boonyawatana)
--มะลิลา MALILA: THE FAREWELL FLOWER (2017, อนุชา บุญยวรรธนะ Anucha Boonyawatana)
--ระหว่างกัน IN BETWEEN (2015, อนุวัชร์ อำนาจเกษม Anuwat Amnajkasem, 9min)
--DON’T WORRY, BE HAPPY (2015, อนุวัชร์ อำนาจเกษม Anuwat Amnajkasem)
--แด่ความสวยงามของทุกเพศสภาพบนโลกนี้ (2015, อนุพร พานแก้ว Anuporn Pankaew)
--รักคงยังไม่พอ LOVE MAY BE NOT ENOUGH (2015, อภิชน รัตนาภายน Abhichon Rattanabhayon, วัชรี รัตนะกรี Watcharee Ratanakree, documentary, 22min)
--ถามหาความรัก LOOKING FOR LOVE (1984, อภิชาต โพธิไพโรจน์ Apichart Popairoj) LB
--สัตว์ประหลาด TROPICAL MALADY (2004, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล Apichatpong Weerasethakul)
--เดชะบุญ OH MY BUDDHA (2018, อภิชาติ สุขเกษม Aphichart Sukkasem)
--I AM WHAT I AM (2019, อภิชาติ สุขเกษม Aphichart Sukkasem, 45min)
--720P (2018, อภิสรา เพชรจู Apisara Petchjoo, 22min) LB
--ฮะซัน HASAN (2008, อรรถพล ปะมะโข Attapon Pamakho, 29min)
--BEING (2015, อรุณกร พิค Aroonakorn Pick, 27min)
--1448 รักเรา...ของใคร 1448 LOVE AMONG US (2014, อรุณศักดิ์ อ่องลออArunsak Ongla-or) LB
--PLAYBOY (AND THE GANG OF CHERRY) (2017, อุ้มพล กิติกัมรา Oompon Kitikamara)
--
พี่ชาย MY HERO (HOW TO WIN AT CHECKERS (EVERY TIME)) (2015, Josh Kim, 80min)