Wednesday, September 16, 2026

THE TIGER AND THE COW

 

เสนอวิธีรับมือกับกฎใน BKKIFF 2026

 

1. เห็นกฎของ BKKIFF 2026 บอกในทำนองที่ว่า “ผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า (pre-registration) ต้องแสดงอีเมลยืนยันจาก Google Form และมารับบัตรก่อนเวลาเริ่มฉาย 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยการเลือกที่นั่งเป็นไปตามลำดับการมารับบัตร (First Come, First Served)

 

ตัวอย่าง: รอบฉายเวลา 16.00 น. ต้องมารับบัตรภายในเวลา 14.30 น.

 

หากผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าไม่มารับบัตรภายในเวลาที่กำหนด สิทธิ์ที่เหลือจะถูกนำไปเพิ่มในจำนวนสิทธิ์ Walk-in ของรอบฉายนั้น”

 

2. วันนี้มีเพื่อนคนนึงมาปรึกษากับเราว่า ตอนดูเทศกาลหนัง BKKIFF แล้วต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ อาจจะส่งผลให้เดินทางไปถึงโรงหนังพารากอนหรือเซ็นทรัลเวิลด์ไม่ทันเวลา 90 นาทีก่อนหนังฉาย ซึ่งจะส่งผลให้สิทธิที่ pre-registration ไว้ถูกยกเลิกไป ตั๋วหนังที่จองไว้แล้วก็จะถูกมอบสิทธิให้แก่กลุ่มผู้ที่ walk in แทน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ตั๋วหนังเรื่องนั้นรอบนั้น sold out ได้ ถึงแม้ผู้ที่จองไว้ทาง pre-registration มาถึงโรงหนังก่อนหนังฉายก็ตาม

 

อย่างเช่น หนังฉายเวลา 20.30 น. เพราะฉะนั้นสิทธิที่ pre-register ไว้ก็จะถูกยกเลิกตอน 19.00 น. ดังนั้นถ้าหากผู้ที่ pre-register ไว้มาถึงโรงหนังในเวลา 19.35 น. เขาก็อาจจะพบว่าไม่มีตั๋วหนังเหลือสำหรับเขาแล้ว ถึงแม้หนังฉายในเวลา 20.30 น.ก็ตาม

 

3. เราได้ลองไปดูหนังใน BKKIFF ที่ไอคอนสยามมาแล้วในวันที่ 14-15 ก.ย. แล้วก็พบว่า เวลารับตั๋ว เรายื่นอีเมล google forms การลงทะเบียนหนังเรื่องนั้นให้เขาดู แล้วเขาก็ดูที่อีเมล google forms ของเรา ว่าในอีเมลนั้นมีชื่อนามสกุลตรงกับข้อมูลการลงทะเบียนที่เขามีอยู่หรือเปล่า

 

4. เพราะฉะนั้นเราก็เลยเข้าใจว่า กรณีแบบนี้เราอาจจะสามารถให้เพื่อนหรือสามีรับตั๋วแทนเราได้ ถ้าหากเรามีเพื่อนหรือสามีที่สะดวกไปรับตั๋วแทนเราในเวลามากกว่า 90 นาทีก่อนหนังฉาย โดยเรา forward อีเมลของเราให้เพื่อนหรือสามี แล้วเพื่อนก็แจ้งชื่อนามสกุลของเรา + ยื่นอีเมลนั้นเพื่อรับตั๋วแทนเรา + เลือกที่นั่งแทนเรา แล้วพอเราเดินทางไปถึงหน้าโรงหนัง เราก็ค่อยรับตั๋วนั้นจากเพื่อนหรือสามีของเรา

 

5. เพราะฉะนั้นถ้าหาก cinephile ท่านใดมีปัญหาเรื่องการวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ แล้วอาจจะไปรับตั๋วไม่ทัน 90 นาทีก่อนหนังฉาย คุณก็อาจจะต้องให้เพื่อน ๆ หรือสามีตามกฎหมาย, สามีชั่วคราว, ผัวเช่าของคุณ, etc. ไปรับตั๋วแทนก็ได้นะคะ โดย forward อีเมลที่คุณ pre-register ไว้ไปให้สามีหรือเพื่อน ๆ รับตั๋วล่วงหน้าแทนคุณ เราเข้าใจเอาเองว่าสิ่งนี้สามารถกระทำได้นะ คือเราอาจจะไปไม่ถึงโรงหนังในเวลา 90 นาทีก่อนหนังฉาย แต่ถ้าหากเรามีเพื่อน ๆ หรือสามีที่ทำแบบนั้นแทนเราได้ เราก็อาจจะ forward อีเมลของเราไปให้เพื่อน ๆ หรือสามีเพื่อใช้ในการรับตั๋วล่วงหน้าแทนเรา

 

ถ้าหากสิ่งนี้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้จริง cinephiles ก็อาจจะต้องรีบฟอร์มทีมกันเพื่อช่วยกันรับตั๋วล่วงหน้าแทนเพื่อน ๆ ที่ต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆค่ะ

+++

Films seen on Monday 14 September 2026

 

In my preferential order

 

1. HOPE (2026, Na Hong-jin, South Korea, IMAX, 160min, A+30)

 

2. UNTIL SHE REMEMBERS (2026, Brillante Mendoza, Philippines, lesbian film, B )

 

ดูในเทศกาล BKKIFF มีโฆษณา 20 นาทีก่อนหนังฉายนะ

 

ในวันที่ 14 ก.ย. เราได้ดูนิทรรศการ 2 อันด้วย ซึ่งก็คือ

 

1. DETECTIVE CONAN 30TH ANNIVERSARY TV SERIES EXHIBITION

ที่ไอคอนสยาม

 

2. ONE PIECE EXHIBITION

ที่ไอคอนสยาม

+++

 

THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
1. ชอบความ radically minimal ในหนังของ Achitaphon มาก ๆ เหมือนมันเป็นลายเซ็นของเขาเลย เพราะหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ บางเรื่องของ Achitaphon อย่างเช่น THE LADY’S TALE ปรัมปรากากี (2019, 100 min), BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, 73 min) และTHE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, animation, 10.05min) ที่เป็นการนำบทประพันธ์ดั้งเดิมมาดัดแปลงใหม่ ให้กลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ และแทบไม่เหลือเนื้อเรื่องเดิมอีกต่อไป เหลือแต่เพียงชุดภาพเคลื่อนไหวชุดหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม
ในแง่หนึ่งก็เลยรู้สึกว่า ภาพยนตร์กลุ่มนี้ของ Achitaphon มีความใกล้เคียงกับการดัดแปลง “เรื่องเล่า fiction” ทั้งนิยาย, นิทาน, ตำนาน ให้กลายเป็น paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง ที่ไม่ได้บอกกล่าวเล่าเรื่องให้แก่ผู้ชมโดยตรง มันเพียงแต่เป็นชุดภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก fiction แต่ตัว fiction นั้นผู้ชมต้องไปหาอ่านเอาจากที่อื่นเอง
เพียงแต่ว่าผลงานของ Achitaphon มันเป็น moving images/films ไม่ใช่ paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง
เราก็เลยรู้สึกว่า สิ่งนี้มันเป็นเอกลักษณ์ที่เราชอบมาก ๆ ในภาพยนตร์ของคุณ Achitaphon
2. ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิทาน “หลวิชัย คาวี” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัว, ลูกวัว, เสือ, แม่เสือ
ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราลืมเนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวีไปเกือบหมดแล้ว พอเราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกที เราก็เลยรู้สึกว่ามันรุนแรงมาก ๆ คือตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันรุนแรง แต่พอเรามาอ่านอีกทีตอนโต เราก็เลยรู้สึกว่า นิทานเรื่องนี้มันมีบางจุดที่น่าสนใจมาก ๆ และเนื้อเรื่องของมันมีบางจุดที่รุนแรงมาก ๆ คือหนักกว่า THE GOOD SON (1993, Joseph Ruben) หลายเท่า
คือเราชอบ THE GOOD SON มาก ๆ นะ เพราะ THE GOOD SON มันเป็นเรื่องของแม่ที่ต้องเลือกระหว่างจะช่วยชีวิตลูกชายนิสัยเลวของตัวเอง หรือช่วยชีวิตเด็กชายนิสัยดีที่เป็นลูกของคนอื่น ๆ เราว่าเนื้อเรื่องของ THE GOOD SON นี่มันโคตรจะ unique มาก ๆ และมันตั้งคำถามต่อ “สถาบันครอบครัว” ได้อย่างรุนแรงมาก ๆ
แต่ “หลวิชัย คาวี” นี่ไปไกลกว่า THE GOOD SON หลายเท่า กราบตีนมาก ๆ ชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่อง THE TIGER & THE COW ทำให้เราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกครั้งในตอนโต
3. แต่ THE TIGER & THE COW ก็แตกต่างจากตัวนิทานหลวิชัย คาวีนะ เหมือนมันตัดครึ่งเรื่องหลังทิ้งไป และถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด มันตัดส่วนที่ controversial ที่สุดของนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปด้วย แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราเข้าใจหนังเรื่องนี้ถูกหรือเปล่านะ บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ 55555
แต่เราก็ไม่ว่าอะไรนะ เพราะถ้าหากเราเป็นคนแต่งเรื่องหลวิชัย คาวี เราก็คงตัดส่วนที่ controversial ที่สุดในนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปเหมือนกัน
4.เนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวี นั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปัญญาสชาดก ตอน พหลาคาวีชาดก
ซึ่งเราเข้าใจว่า ตัวพหลาคาวีชาดกนั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่อง Punyakoti ของอินเดีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แม่วัวที่จะถูกเสือกิน แม่วัวเลยขอร้องเสือว่า ขอให้เธอได้กลับไปให้นมลูกวัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอจะกลับมาให้เสือกิน
ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เรารู้สึกว่าเราเพิ่งได้ดูหนังอินเดีย 2 เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีตัวละครพูดถึงนิทานเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่า มันคือหนังเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) กับหนังเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) หรือเปล่า
คือเราถามเอไอแล้วว่า ในหนังสองเรื่องนี้มีการพูดถึงนิทาน Punyakoti หรือเปล่า แต่เอไอบอกว่าไม่มี
แต่เราว่าตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือนะ หรือว่าเราจำหนังอินเดียผิดเรื่อง มีใครจำได้ไหมว่า ในหนังอินเดียสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือไหม หรือว่ามันอยู่ในหนังอินเดียเรื่องอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้
อย่าง A RIVER CALLED TITAS นี่ มันมีตัวละครตัวนึง (เจ้าหนี้ที่สำนึกผิด) ที่คล้ายกับในนิทาน Punyakoti มาก ๆ เราก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่ามันมีการพาดพิงถึงนิทานเรื่องนี้
5. อันนี้เป็นเนื้อเรื่องของ พหลาคาวีชาดก ที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทาน PUNYAKOTI
(จากเว็บไซต์ Vajirayana)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่เป็นอดีตส่วนล่วงแล้ว มีบุรุษคนหนึ่งอยู่ในโกศลราฐ บุรุษนั้นเลี้ยงแม่โคไว้ตัวหนึ่ง ชื่อนางพหลา นางพหลาคาวีนั้นมีลูกตัวหนึ่ง ในสมัยหนึ่งนางพหลาคาวีนั้น ออกจากบ้านจะไปแสวงหาหญ้ากับลูกของตนแล้วจึงไปกับด้วยฝูงโคทั้งหลาย นางพหลาคาวีนั้นเข้าไปในป่าแต่ตัวเดียว ส่วนลูกโคติดตามไปกับฝูงโคทั้งหลาย
ในกาลนั้น มีเสือโคร่งอยู่ในป่าตัวหนึ่ง ได้เห็นนางโคกินหญ้าอยู่คิดจะจับนางโคกินเป็นอาหารจึงเข้าไปใกล้นางโค นางโคเงยหน้าขึ้นแลเห็นเสือโคร่งแล้วจึงพูดว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ท่านมาจะต้องประสงค์อะไร
เสือโคร่งตอบว่าข้าจะมาจับเจ้ากินเป็นอาหาร นางโคจึงตอบว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงงดข้าพเจ้าไว้ก่อน ข้าพเจ้ามีลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง จะไปให้ลูกกินนมแล้วจะมาให้ท่านกินเป็นอาหาร เสือโคร่งจึงว่า ถ้าถ้อยคำของเจ้าเป็นคำจริงแล้วข้าจะงดให้เจ้า
นางพหลาคาวีก็ลาเสือโคร่งไปหาลูกพูดกับลูกว่า หา หา เจ้าลูกรักเจ้าจงรีบกินนมแม่เร็วๆ เถิด แม่จะไปให้เสือโคร่งกินเป็นอาหาร ลูกโคน้อยจึงถามแม่ว่า เหตุไฉนแม่จึงมาพูดกับข้าอย่างนี้ แม่โคจึงร้องไห้ด้วยความรักบุตรแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่บุตร ลูกโคน้อยจึงพูดกับแม่โคด้วยความภักดี และความกตัญญูในแม่โคว่า แม่อย่าไปให้เสือโคร่งกินเลยลูกจะไปให้เสือโคร่งกินแทนคุณแม่ แม่โคจึงพูดว่า เมื่อแม่จะมา แม่ได้ให้ปฏิญาณแก่เสือโคร่งไว้ว่าจะให้เสือกิน คำของแม่เป็นคำจริง ธรรมดาว่าคำจริงเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายก็สรรเสริญ ส่วนคำเท็จเป็นคำลามกเลวทรามใหญ่ เพราะเหตุนั้น ถึงสรีรร่างกายของแม่จะพินาศฉิบหายไปแม่ก็ไม่ละคำสัจ ในกาลนั้น แม่โคจึงเข้าไปยืนใกล้เสือโคร่ง ส่วนลูกโคน้อยก็เดินร้องไห้ตามไปยืนอยู่ข้างหลังแม่ จึงพูดกับเสือโคร่งว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงอนุเคราะห์กินข้า จงให้ชีวิตแก่มารดาข้าเถิด
สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ตรัสประทานพระธรรมเทศนาไว้ว่าอันธรรมดาว่า ความกตัญญูเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น ควรที่เสือโคร่งจะทราบได้ว่าลูกโคน้อย เป็นสัตว์กตัญญูแล้วงดโทษให้ ส่วนขันตีความอดกลั้นเล่า ก็เป็นกุศลธรรมอย่างประเสริฐกว่าบุญกุศลทั้งปวงเป็นสภาวธรรม ให้ได้สมบัติทั้งปวง เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมสรรเสริญ
ในกาลนั้นเสือโคร่งได้ฟังลูกโคน้อยพูดดังนั้นจึงพูดว่า ข้างดโทษให้เจ้า ข้าไม่กินเจ้าทั้งสองแล้ว
ครั้งนั้น ด้วยอำนาจเดชานุภาพสัจจะความจริง และขันตีความอดใจและความกตัญญูความที่รู้จักคุณผู้อื่นได้กระทำไว้ของสัตว์ทั้งสามนั้น จึงสำแดงอาการให้เร่าร้อนขึ้นไปจนถึงพิภพท้าวสักกเทวราช
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการทราบเหตุนั้นแล้ว จึงลงมาจากสวรรค์เข้าไปใกล้สัตว์ทั้งสามนั้น และสำแดงธรรมแก่สัตว์ทั้งสาม และพาสัตว์ทั้งสามนั้นไปยังเทวโลก ประทานทิพยวิมานอันเดียรดาษไปด้วยนางเทพอัปสรพันหนึ่ง พรั่งพร้อมไปด้วยโภคสมบัติทิพย์ กึกก้องไปด้วยการฟ้อนรำขับร้องและดุริยางดนตรีมีองค์ห้าประการ เกลื่อนกลาดไปด้วยธงชายและธงประฎากเป็นอันมาก สำเร็จไปด้วยกามคุณเป็นของทิพย์ให้แก่สัตว์ทั้งสามนั้นตนละพิมาน
ในกาลนั้น สัตว์ทั้งสามนั้น ก็สละอัตตภาพของตน ๆ เสีย กลับได้อัตตภาพเป็นเทวบุตรในสำนักท้าวสักกเทวราชแล้ว ก็เสวยทิพยสุขอยู่ในเทวโลก
ท้าวสักกเทวราชในกาลนั้น ประวัติกลับชาติมาในกาลนี้ เป็นพระอนุรุทธ์ผู้อุดมกว่าภิกษุที่เป็นทิพจักษุทั้งปวง เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ที่เที่ยวอยู่ในป่าในกาลนั้น มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ผู้พระพุทธบิดาในกาลนี้ นางพหลาคาวีในกาลนั้น มาเป็นพระนางสิริมหามายาผู้พระพุทธมารดาในกาลนี้ ลูกโคในกาลนั้น มาเป็นพระบรมโลกนาถในกาลนี้ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้
6. ส่วนอันนี้เป็นเรื่องย่อของ หลวิชัย คาวี
(จากเว็บไซต์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและเว็บไซต์ต่าง ๆ)
เนื้อเรื่องมีว่า หลวิชัยเป็นลูกแม่เสือที่ออกไปหาอาหารและทิ้งลูกไว้ให้อดนมจนหิวโซ ครั้นแม่โคและลูกเดินผ่านมาเห็นเข้า ลูกโคสงสารจึงอ้อนวอนแม่ให้นมแก่ลูกเสือ แม่โคใจอ่อนยอมให้นมลูกเสือ ลูกเสือสำนึกในบุญคุณ จึงชวนแม่โคและลูกไปอยู่ด้วยกันในถ้ำและให้สัญญาว่าจะไม่ให้แม่เสือทำร้ายสองแม่ลูก
แต่อยู่มาไม่นานแม่เสือก็ออกอุบายไปหาอาหารทิศเดียวกับแม่โคและกัดกินแม่โค ลูกเสือและลูกโคโกรธที่แม่เสือไม่รักษาคำพูดจึงช่วยกันฆ่าแม่เสือ แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางจนไปพบฤๅษี ฤๅษีแปลกใจเพราะผิดวิสัยที่สัตว์ทั้งสองจะเป็นมิตรกัน จึงถามสาเหตุจนทราบความ ฤๅษีชุบลูกเสือและลูกโคให้เป็นมนุษย์ชื่อว่าหลวิชัยและคาวี หลังจากทั้งสองคนเรียนวิชาจากฤๅษีจนสำเร็จแล้ว ฤๅษีจึงให้ไปเที่ยวหาบ้านเมืองครอบครอง ก่อนออกเดินทางฤๅษีได้ให้พระขรรค์วิเศษคนละเล่ม แล้วถอดดวงใจของทั้งสองไว้ในพระขรรค์มิให้ใครฆ่าได้
เมื่อทั้งสองเดินทางถึงเมืองจันทรบุรี หลวิชัยนอนหลับใต้ต้นไทรริมบึง ส่วนคาวีเดินไปตักน้ำในบึง ยักษ์ร้ายในบึงจะจับคาวีกิน ทั้งสองจึงต่อสู้กัน คาวีฆ่ายักษ์ได้ ท้าวมคธราช*และนางจันทรวดี*จะยกนางศรีสุดาธิดาให้เป็นคู่ครอง แต่คาวีปฏิเสธ ขอให้ยกนางให้หลวิชัยเพราะตนเป็นน้อง และบอกว่าถ้าหลวิชัยพบยักษ์ก่อนก็จะฆ่ายักษ์ได้เช่นเดียวกัน หลวิชัยได้เป็นอุปราชของเมืองจันทรบุรีและได้นางศรีสุดาเป็นชายา ก่อนคาวีจะออกเดินทางต่อไปตามลำพัง หลวิชัยได้เตือนคาวีให้เหน็บพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา แล้วนำดอกบัว 2 ดอกมาเสี่ยงทายว่า หากดอกบัวของฝ่ายใดเหี่ยวแสดงว่าฝ่ายนั้นกำลังทุกข์ร้อน
คาวีเดินทางไปถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ร้านรวงต่าง ๆ ยังมีข้าวของแต่ไม่มีผู้คน คาวีเข้าไปในพระราชวังก็ไม่เห็นคนสักคนเดียว จึงเข้าไปในครัวแล้วก่อไฟขึ้นเพื่อจะหุงห อาหาร ทันใดนั้นมีกลุ่มนกอินทรียักษ์บินมาจนท้องฟ้ามืดมิด กลุ่มนกอินทรีบินจะมาจิกกินคาวี คาวีใช้พระขรรค์ต่อสู้และฆ่านกอินทรียักษ์ตายเกือบหมด นกที่เหลือก็บินหนีไป
คาวีจึงเดินสำรวจพระราชวัง เห็นกลองใบใหญ่ พอเดินเข้าไปใกล้ได้ยินเสียงหญิงสาว ร้องว่า ” ช่วยเราด้วย ช่วยเราด้วย ” คาวีใช้พระขรรค์ กรีดหนังกลองก็พบพระราชธิดาชื่อ พระนางจันทร์สุดา คาวีจึงอภิเษกกับนางจันทร์สุดา ผู้คนที่หลบหนีไปเพราะกลัวนกก็อพยพกลับมาอยู่ที่เมือง บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิม
วันหนึ่งพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำ ผมของนางซึ่งมีกลิ่นหอมร่วง พระนางจึงใส่ผอบลอยน้ำไป ต่อมามีคนนำผอบผมหอมไปถวายท้าวสัณนุราช ท้าวสัณนุราชก็อยากทราบ ว่าผมนี้เป็นของผู้ใด จึงมีประกาศป่าวร้องว่า ถ้าใครรู้จักจะให้รางวัล ยายเฒ่าทัดประสาด ซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงของนางจันทร์สุดาก็รีบไปเข้าเฝ้าท้าวสัณนุราช แล้วบอกว่าเป็นเส้นผมของพระนางจันทร์สุดา ท้าวสัณนุราชจึงบอกให้ยายเฒ่าทัดประสาดหาทางนำนางมา แล้วก็ให้เงินทองแก่ยายเฒ่าเป็นอันมาก
ยายเฒ่ารีบกลับไปที่เมือง ทำทีเป็นขออยู่กับพระนางจันทร์สุดา แล้วก็ยุยงพระนางว่าคาวี คงมิได้ไว้ใจพระนางจันทร์สุดาจึงได้พกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาก็มีจิตใจไหวหวั่นหลงเชื่อ จึงถามคาวี ว่าทำไมคาวีจึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา
คาวีจึงบอกความลับว่า เพราะหัวใจคาวีอยู่ที่พระขรรค์ ถ้าใครนำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีก็จะตาย ด้วยเหตุนี้จึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาเมื่อได้ทราบเช่นนั้นก็หายแคลงใจ และได้นำความไปเล่าให้ยายเฒ่าฟัง ลืมไปว่าเรื่องนี้เป็นความลับ
ยายเฒ่าได้ฟังจึงเกิดความคิด ชวนให้คาวีกับพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำที่ชายทะเล คาวีและพระนางจันทร์สุดาถอดเครื่องทรงรวมทั้งพระขรรค์ให้ยายเฒ่าเก็บรักษา ยายเฒ่านำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีกำลังว่ายน้ำเล่นก็รู้สึกร้อนจึงรีบชวนนางจันทร์สุดาว่ายกลับเข้าฝั่ง
พอถึงชายหาดคาวีเห็นยายเฒ่ากำลังเผาพระขรรค์อยู่ ก็นึกโกรธที่พระนางจันทร์สุดาไม่รักษาความลับ แต่ยังไม่ทันพูดคาวีก็ล้มลงสิ้นสติ พระนางจันทร์สุดาตกพระทัยมากได้แต่ร่ำไห้ กอดร่างคาวี ยายเฒ่าจึงรีบให้ทหารของท้าวสัณ นุราชนำพระนางจันทร์สุดาไปถวายท้าวสัณนุราชที่เมืองพัทธวิสัย
หลวิชัยเดินทางไปช่วยคาวีได้ทัน เพราะดอกบัวเสี่ยงทายของคาวีเหี่ยว หลวิชัยเห็นพระขรรค์ที่ถูกไฟเผาเพียงแต่มัวหมองไปเท่านั้น จึงนำพระขรรค์ไปขัดล้างจนผ่องใส คาวีก็ฟื้นขึ้น
หลวิชัยแปลงตนเป็นฤๅษี และเสกคาวีให้ตัวเท่าตุ๊กตาใส่ย่ามออกเดินทางไปถึงเมืองพัทธวิสัย รับอาสาท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นหนุ่ม เมื่อได้ทีขณะเข้าพิธี หลวิชัยก็ผลักท้าวสันนุราชตกลงในกองไฟ แล้วให้คาวีแต่งองค์เป็นท้าวสันนุราชออกว่าราชการเพื่อหลอกให้ใคร ๆ เข้าใจว่าท้าวสันนุราชชุบตัวเป็นหนุ่มได้สำเร็จ และหลอกให้นางคันธมาลี มเหสีของท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นสาวบ้าง
นางคันธมาลีเข้าใจผิดคิดว่าคาวีคือท้าวสันนุราชองค์ชุบ นางหึงหวงสามีจนทะเลาะวิวาทกับนางจันท์สุดา ภายหลังนางคันธมาลีทราบความจริงว่า ท้าวสันนุราชคือคาวีพระสวามีของนางจันท์สุดา นางจึงส่งสาส์นให้ไวยทัตซึ่งเป็นหลานมาช่วยรบกับคาวี ไวยทัตแพ้ สุดท้ายนางคันธมาลี ไวยทัต และยายเฒ่าทัศประสาทถูกประหาร
7. สรุปว่า เราชอบแรงบันดาลใจที่ส่งต่อถึงกันของเรื่องเล่าชุดนี้ด้วย เหมือนมันเริ่มจาก
7.1 นิทาน Punyakoti ของอินเดีย ที่ยังคงถูกกล่าวถึงทั้งในภาพยนตร์บังกลาเทศระดับคลาสสิคเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) และหนังอินเดียยุคปัจจุบันเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) ถ้าหากเราจำไม่ผิด
7.2 นิทาน Punyakoti กลายเป็นแรงบันดาลใจให้พหลาคาวีชาดก ซึ่งถูกนำมาใช้สั่งสอนธรรมะตามหลักพุทธศาสนา
7.3 พหลาคาวีชาดก กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนิทาน หลวิชัย คาวี ที่มีเนื้อเรื่องต่อเติมเสริมเข้ามามากมายอย่างสนุกสนาน
7.4 หลวิชัย คาวี กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
8. และจริง ๆ แล้วเราคิดว่า นิทานเรื่อง หลวิชัย คาวีนี่ ดัดแปลงมาเป็น “หนังเกย์” ได้สบาย ๆ เลยนะ โดยเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง ให้ฤาษีชุบตัวลูกเสือกับลูกโค ให้กลายเป็นชายหนุ่มหล่อล่ำบึ้กสองคน ชื่อหลวิชัย กับคาวี ที่กลายเป็นคู่เกย์ออกผจญภัย แล้วเนื้อเรื่องการผจญภัยของสองหนุ่มเกย์ลูกเสือลูกโคต่อจากนี้ก็จะเป็นแบบนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ของไทย ผสมกับ picaresque novel 55555

หลวิชัย คาวี

https://pubhtml5.com/seiu/lctv/basic/

Tuesday, September 15, 2026

FILMS SEEN ON 13 SEPTEMBER 2026

 

การวิดพื้นแบบไหล่กว้าง (Wide-Grip Push-Up) สามารถทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) หรือกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นได้ หากจัดวางท่าทางไม่ถูกต้องหรือแกนกลางลำตัวไม่มีแรงพยุงเพียงพอ [1]

แม้ว่าการกางแขนกว้างจะส่งผลกระทบและสร้างความเสี่ยงต่อ ข้อต่อหัวไหล่ โดยตรงเป็นอันดับแรก แต่ปัจจัยที่ทำให้ลามไปถึงกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกมีดังนี้ครับ:

ทำไมการวิดพื้น (โดยเฉพาะแบบไหล่กว้าง) ถึงเสี่ยงต่อหมอนรองกระดูก?

  • กระดูกสันหลังส่วนล่างแอ่นหรือหย่อน (Spinal Sagging): การกางแขนกว้างทำให้ร่างกายต้องรับน้ำหนักหน้าอกและลำตัวมากขึ้น หากกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core) ล้าหรือไม่มีแรงพยุง สะโพกและหลังส่วนล่างจะหย่อนลงพื้น ท่าที่หลังส่วนล่างแอ่นผิดรูปนี้จะเพิ่มแรงอัดและแรงเฉือนต่อหมอนรองกระดูกโดยตรง [1]
  • แรงดันในหมอนรองกระดูกเพิ่มสูงขึ้น (Compressive Loading): การอยู่ในท่าระนาบขนานกับพื้น ร่างกายต้องต้านแรงโน้มถ่วง หากมีการเกร็งหลังผิดจังหวะ หรือก้ม/แหงนคอมากเกินไปขณะวิดพื้น จะเกิดแรงเค้นสะสมที่กระดูกสันหลังส่วนคอหรือส่วนเอวได้ [1]

วิธีวิดพื้นให้ปลอดภัยต่อหมอนรองกระดูกและหัวไหล่

หากคุณต้องการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้ออย่างปลอดภัย ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและท่าทางดังนี้:

  • รักษาแนวทางกระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง (Neutral Spine): ตั้งแต่ศีรษะ คอ แผ่นหลัง สะโพก ไปจนถึงส้นเท้าต้องเป็นเส้นตรงขนานกับพื้นตลอดเวลา ห้ามปล่อยให้ท้องหรือสะโพกหย่อน [1]
  • ปรับมุมข้อศอก: แทนที่จะกางศอกออกไปด้านข้าง 90 องศา (ซึ่งมักเกิดในท่าจับกว้าง) ให้ลู่ข้อศอกลงมาทำมุมประมาณ 45 องศา กับลำตัว เพื่อลดแรงเค้นที่หัวไหล่ [1]
  • ปรับไปใช้วิธีที่แรงดันต่ำก่อน: หากเคยมีอาการปวดหลัง ควรเปลี่ยนไปใช้วิธี วิดพื้นกับกำแพง (Wall Push-Ups) หรือวิดพื้นแบบคุกเข่า เพื่อลดภาระการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง [1]

ข้อสังเกตสำคัญ: หากในขณะที่วิดพื้นหรือหลังจากวิดพื้นเสร็จ คุณรู้สึกปวดหลังจี๊ด ๆ ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา มีอาการชา หรือขาอ่อนแรง ให้หยุดทำทันทีเพราะนั่นคือสัญญาณเตือนว่าหมอนรองกระดูกอาจกำลังถูกกดทับ

+++

 

หนังที่เราได้ดูในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2026

 

In my preferential order

 

1.RIZAL’S MAKAMISA: PHANTASM OF REVENGE (2024, Khavn, Philippines/Germany, 73min, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป นึกว่ามีฉากคลาสสิคทุก 5 วินาที

 

One of my most favorite soundtracks of all time ดนตรีประกอบมันไพเราะสุดขีด

 

ชอบมากที่ Lav Diaz เล่นเป็น angry Jesus Christ ในหนังเรื่องนี้ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

2. HOW DARE YOU HAVE SUCH A RUBBISH WISH (2022, Mania Akbari, UK/Iran, documentary, 72min, A+30)

 

3. ALIPATO: THE VERY BRIEF LIFE OF AN EMBER (2016, Khavn, Philippines/Germany, 88min, A+30)

 

นึกว่าเป็นภาคต่อของ MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2012, Khavn, A+30)

 

4. BLUE LOCK (2026, Yusuke Taki, Japan, A+30)

+++

 

ใครจะดู HANUMAN ANSH (2026, Vishal Chaturvedi, India, 150min) รอบวันพรุ่งนี้ อาจจะต้องรีบซื้อตั๋วไว้ก่อนนะคะ เพราะตั๋วไปไวเหมือนกัน

+++

 

ความคาดหวัง (2003, นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์, sculpture)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1135403705671141

 

นิทรรศการ ONE PIECE ที่ Icon Siam

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02Fkx6ppoUqHXKx9i5Aycck4i3vWHZygEaHYvhiGc8pb2hxn8q36Dk9PHXN1bzzuXYl

 

ซูมเข้าไปดูความละเอียดลออของโปสเตอร์

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0296M78cgQFCfhgUwSYVpemzdcegxQddtCnLr5jpMuctRKRCkbq6x9JR6Ay5KC8DzXl

 

ซื้อแฟ้มนี้มาเพราะเรารักตัวละครตัวนี้ คุณ Subaru Okiya ในภาพยนตร์ชุด DETECTIVE CONAN

https://web.facebook.com/photo?fbid=10245654765126781&set=a.10234326669131461

 

หนังสือเกี่ยวกับ RITWIK GHATAK น่าอ่านสุดขีด

https://seagullbooks.org/products/ritwik-ghatak?fbclid=IwY2xjawUVAC5wZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR7TsCY1Ixw6jvDpYjBOA4BOON2inZJYj36PTFwvU7il59NplO-IeMtsjOtw9Q_aem_BvOzjiFA5VCF65qHBrZMdg

+++

วันนี้เราไปดูหนังฟิลิปปินส์ในเทศกาล BKKIFF ที่ไอคอนสยาม เราก็เลยแวะดูนิทรรศการ DETECTIVE CONAN 30TH ANNIVERSARY TV SERIES EXHIBITION ที่ไอคอนสยามด้วย

 

ตั๋วเข้างานแต่ละใบจะมีรูปตัวละครแบบสุ่ม เราสุ่มได้ตั๋วรูป Heiji Hattori เราก็เลยดีใจสุดขีด นึกว่าพลังแห่งความรักมีจริง 55555

 

แต่เสียดายที่นิทรรศการนี้เขาห้ามถ่ายรูป เหมือนในนิทรรศการมันมีราว ๆ 9 โซน แต่มันมีแค่ 2 โซนที่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ เราก็เลยแทบไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลยในนิทรรศการนี้

 

เป็นนิทรรศการที่ไม่มีคนดูเลยนะ มีเราเดินอยู่คนเดียวในนิทรรศการ

 

ก่อนเข้าไปดูในนิทรรศการนี้ เราแอบรู้สึกว่า ภาพในหนังชุด DETECTIVE CONAN มันดูหยาบมาก ๆ เมื่อเทียบกับหนัง animation โดยทั่วไป 55555 คือเราชอบหนังชุด DETECTIVE CONAN มาก ๆ น่ะ แต่เป็นการชอบที่ตัวเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ที่งานภาพ

 

แต่พอได้ดูนิทรรศการนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่า กว่ามันจะออกมาเป็นภาพแต่ละภาพใน TV series ได้นี่ มันก็ต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน งานหนักมากเหมือนกัน คือภาพที่เรารู้สึกว่ามันดู basic มาก ๆ ใน DETECTIVE CONAN นี่ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยกว่ามันจะออกมาเป็นอะไรแบบนี้ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid024iKnjDAcrjKLDLY4sn1HgeG4FGX1voWWzvXdf9Q1ci4Ev1etSCAL2yqtdXzkDJjSl

 

Monday, September 14, 2026

VENICE 2026

 

เพิ่งสังเกตว่า SARDAR 2 (2026, P.S. Mithran, India, 150min) เข้าฉายในกรุงเทพในแบบเสียงภาษาทมิฬนะ

 

วันจันทร์นี้หลังจากดู UNTIL SHE REMEMBERS (2026, Brillante Mendoza, Philippines, 107min) ในเทศกาล BKKIFF ที่ไอคอนสยาม รอบ 17.00 น.แล้ว เราควรจะดูหนังภาษาทมิฬต่อดีไหมนะ

+++

 

ดีใจสุดขีดกับ Ann Sirot และ Raphaël Balboni ที่ชนะรางวัลหนังยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ในเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปีนี้ เราเคยดูหนังเรื่อง MADLY IN LIFE (2020, Raphael Balboni, Ann Sirot, Belgium, A+30) ที่สองคนนี้กำกับ และเราก็ชอบ MADLY IN LIFE มาก ๆ เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันมาฉายในโรงภาพยนตร์ที่ Alliance Française in Bangkok ในปี 2023

 

ดีใจสุดขีดกับ Jacqueline Lentzou ที่ชนะรางวัล Best Director ในสาย Orizzonti ในเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปีนี้ เราเคยดูหนังเก่าของเธอเรื่อง HIWA (2017, Jacqueline Lentzou, Greece, short film, A+30) แล้วชอบมาก ๆ

 

เราได้ดู HIWA ตอนมันมาฉายให้ดูฟรีทาง e-flux ในปี 2023 ในเว็บไซต์ของ e-flux มีบทสัมภาษณ์ Jacqueline Lentzou ด้วยนะ

 

และก็ดีใจสุดขีดกับ A GOOD LITTLE SOLDIER (2026, Stéphane Brizé) ที่ได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเวนิสปีนี้ด้วย เราชอบหนังของ Stéphane Brizé เรื่อง LE BLEU DES VILLES (1999) มาก ๆ

 

รายชื่อผู้ชนะรางวัลเวนิสปีนี้

 

Golden Lion: “Woman Unknown,” May el-Toukhy

 

Silver Lion Grand Jury Prize: “Possible Love,” Lee Chang-dong

 

Silver Lion for Best Director: Ilya Khrzhanovsky, “DAU”

 

Special Jury Prize: “NAZA,” Yuval Abraham and Rachel Szor

 

Best Screenplay: “Un Bon Petit Soldat,” Coralie Amedeo, Stéphane Brizé, Olivier Gorce

 

Volpi Cup for Best Actress: Mathilde Arcel, “Woman Unknown”

 

Volpi Cup for Best Actor: John Malkovich, “Wild Horse Nine”

 

Marcello Mastroianni Best Young Actor Award: Malou Khebizi, “A Place to Heal”

 

Luigi De Laurentiis Award for Debut Film: “House of the Wind,” Auguste Bernard Kouemo Yanghu

 

Audience Award — Armani Beauty: “I Matter,” Alina Șerban

 

Orizzonti Best Film: “Diane in the Loop,” Ann Sirot and Raphaël Balboni

 

Orizzonti Best Director: Jacqueline Lentzou, “A Day in the Life of Jo: Chapter Phaedra”

 

Orizzonti Special Jury Prize: “House of the Wind,” Auguste Bernard Kouemo Yanghu

 

Orizzonti Best Actress: Laleh Marzban, “Falling House”

 

Orizzonti Best Actor: Riccardo Scamarcio, “The Children of the Monkey”

 

Orizzonti Best Screenplay: “The Children of the Monkey,” Tommaso Landucci, Damiano Femfert

 

Orizzonti Best Short Film: “A Few Moments of Happiness,” Shaden Safieddine Tazi

 

Venice Classics Award for Best Restored Film: “La Lunga Notte del ’43”

 

Venice Immersive Achievement Prize: “Empire at Sea,” Peter Flaherty

 

Venice Immersive Special Jury Prize: “Out of the Ashes,” Rory Mitchell and Nonny de la Peña

 

Venice Immersive Grand Prize: “The Pigeon Ring,” Shixin Tao, Yuqi Zhang

 

รายชื่อผู้ชนะรางวัลเวนิส

https://www.indiewire.com/awards/results/venice-film-festival-2026-award-winners-1235216485/

 

บทสัมภาษณ์ Jacqueline Lentzou

https://www.e-flux.com/film/533278/hiwa

 

Sunday, September 13, 2026

BOOKING TICKETS IN A FILM FESTIVAL

 

CONSTELLATION (2025, Takashi Makino, Japan, 21min) จะมาฉายใน IN THE FLOW PROGRAM 3: OPTICAL UNCONSCIOUS ในเทศกาล Bangkok International Film Festival 2026 นะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้ฉายที่ House Samyan โรง 4 ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2026 เวลา 15.35-16.50 น.

 

Takashi Makino ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เราเคยเขียนถึงเขาไปบ่อยมากแล้ว หนังเรื่อง 2012 3D ของเขา เคยติดอันดับหนึ่งในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2018

 

CINEMA CONCRETE (2015, Takashi Makino, Japan) เคยติดอันดับ 8 ของเราประจำปี 2018

 

ON GENERATION AND CORRUPTION (2017, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 21 ของเราประจำปี 2018

 

INTER VIEW (2010, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 28 ของเราประจำปี 2018

 

GHOST OF OT301 (2014, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 29 ของเราประจำปี 2018

 

ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า CONSTELLATION จะติดอันดับที่เท่าไหร่ประจำปี 2026 55555

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้มีฉายหนังทดลองจากออสเตรีย และหนังเรื่อง YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines, A+30) ด้วยนะ

 -------

สรุปว่าเรายังเข้าแอป House ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ House เราเข้าได้ แต่ก็กดจองอะไรไม่ได้

 

เราก็เลยตัดใจ ไม่ดู Takashi Makino แล้ว หนีไปดู Denis Côté ที่พารากอนแทน

+++

 

สรุปความชิบหายแบบคร่าว ๆ ในวันนี้

 

1. เนื่องจากเราเน้นดูหนังในเทศกาล What the Doc Film Festival และตามเก็บหนังเรื่องต่าง ๆ ในโรงปกติในช่วงที่ผ่านมา เราก็เลยไม่มีเวลาทำตารางดูหนังของตัวเองสำหรับ BKKIFF เลย เราเพิ่งมีเวลามาทำแผนดูหนัง BKKIFF ของตัวเองเสร็จก็ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งก็เป็นเวลาที่เขาเปิดจองตั๋วกันไปแล้ว

 

2. และเราก็เศร้าใจอย่างสุดขีดในตอนที่วางแผนดูหนัง เพราะเราเพิ่งสังเกตว่า มีหนังหลายเรื่องใน BKKIFF ที่เข้าฉายที่ “พารากอนโรง 6” ซึ่งเป็นโรงที่เราเข้าไปดูไม่ได้ เพราะว่า “แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเรา มันแสบตามากสำหรับเรา”

 

ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาที่เราเจอเพียงคนเดียวนะ คือในช่วงทศวรรษ 2010 เราไม่มีปัญหาอะไรกับจอโรง 6 เราดูหนังโรงนี้ได้ตามปกติ แต่ในปี 2020 เราผ่าต้อกระจกทั้งตาซ้ายและตาขวา และหลังจากการผ่าตัดดวงตาทั้งสองข้าง เราก็พบว่า เวลาที่เราเข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอน แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเราจนเราทนไม่ไหว แต่ผู้ชมคนอื่น ๆ ไม่มีปัญหาอะไร

 

หลังจากนั้นเราก็เลยไม่ได้เข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอนอีก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยเสียดายมาก ๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้ดู PRIMITIVE DIVERSITY (2025, Alexander Kluge, Germany, 80min) ในเทศกาลนี้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้ฉายแค่รอบเดียวที่โรง 6 ในพารากอน

 

แต่เราก็ทำใจมานานแล้วล่ะว่า เรื่องนี้มันอาจจะเป็นผลจากบาปกรรมที่เราเคยกลั่นแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็ก ผลกรรมนั้นก็เลยส่งผลให้ดวงตาของเราทนแสงจ้า ๆ อะไรแบบนี้ได้น้อยกว่าคนอื่น ๆ

 

3. พอเราจะจองตั๋วเข้าจริง ๆ เราก็พบว่า เราต้องปรับโปรแกรมดูหนังที่เพิ่งทำเสร็จใหม่หมด เพราะว่าตั๋วหนังหลายเรื่องที่ SF เต็มแล้ว อย่างเช่น THE BLOOD COUNTESS (Ulrike Ottinger), THE DAY SHE RETURNS (Hong Sang-soo), MINOTAUR (Andrey Zvyagintsev), GENTLE MONSTER

 

ไป ๆ มา ๆ เราก็เลยได้จองตั๋วหนังที่ SF เพียงแค่เรื่องเดียว จากที่ตอนแรกวางแผนว่าจะดูหลาย ๆ เรื่องที่ SF

 

(โชคดีที่เราสามารถจอง THE DAY SHE RETURNS ที่พารากอนแทนได้)

 

4. แล้วเราก็เข้าแอป HOUSE ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ HOUSE เราเข้าได้ แต่กดจองอะไรไม่ได้ เราก็เลยปรับเปลี่ยนแผนใหม่หมด คือตอนแรกเรากะว่าจะดูหนังที่ HOUSE เยอะมาก ๆ โดยเฉพาะโปรแกรมหนังทดลอง IN THE FLOW ที่มีหนังของ Takashi Makino แต่พอเราจะเข้า app ของ House มันก็ให้เรากรอกอีเมลกับรหัสผ่าน เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ วนลูปอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เลยกรอกอีเมลกับรหัสผ่านไปแล้วเป็นร้อยรอบได้มั้งในวันนี้ กว่าจะเข้าได้ในช่วงหลังสามทุ่มครึ่ง แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราก็เปลี่ยนแผนดูหนังไปเกือบหมดแล้ว

 

5. ก็เลยสรุปว่า ในที่สุดเราก็เลยจองตั๋วดูหนังใน BKKIFF ไปได้เพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมเท่านั้นเองค่ะ

 

ใน 42 โปรแกรมนี้ แยกได้เป็น

 

SF 1 โปรแกรม

HOUSE 5 โปรแกรม

PARAGON 36 โปรแกรม

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราพลาดดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่อยากดูในเทศกาลนี้ คงได้ดูเพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมนี้เท่านั้น

  

Saturday, September 12, 2026

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED)

 

เรื่องที่เราเพิ่งรู้

 

ตอนแรกเรานึกว่าเพลง SWAMP THING (1994) ของวง The Grid ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษ ได้ชื่อเพลงมาจากหนังเรื่อง SWAMP THING (1982, Wes Craven)

 

แต่พอเราลองถามเอไอดู ปรากฏว่าไม่ใช่ คือเพลงนี้ใช้ชื่อเพลงว่า SWAMP THING เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่ใช้เครื่องดนตรี banjo แล้วเครื่องดนตรีนี้มันเชื่อมโยงกับดนตรีแนว bluegrass และดนตรีแนว bluegrass นี้เชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบห้วยหนองคลองบึง swampy atmosphere

 

เอไอยังบอกอีกด้วยว่า นอกจาก The Grid แล้ว วงดนตรีอีกวงในทศวรรษ 1990 ที่นำดนตรีคันทรีมาผสมกับดนตรีแดนซ์ ก็คือวง Rednex ที่ทำเพลง COTTON EYE JOE (1994)

 

เพิ่งเห็นว่า COTTON EYE JOE ในยูทูบมียอดวิว 323 ล้านวิว ส่วน SWAMP THING ของ The Grid มียอดวิว 3.8 ล้านวิว

 

เรายังไม่เคยดู SWAMP THING (1982, Wes Craven) นะ อยากดูมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่อง SWAMP THING นี่เป็นแรงบันดาลใจให้จินตวีร์ วิวัธน์ แต่งนิยายเรื่อง “อาศรมสาง” หรือเปล่า

+++

 

ซื้อหนังสือ “คืนสิ้นกลิ่นกามรส” ของ Araya Rasdjarmrearnsook มาให้ลูกหมีอ่าน อันนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2000

 

มีแถมที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย 3 อัน

+++

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องที่ DOC CLUB ในตึก Cloud 11 พอดูหนัง 5 เรื่องจบแล้ว เราก็เลยลองสำรวจร้านอาหารต่อจากวันก่อน ๆ คราวนี้เราลองกินอาหารเย็นที่ร้าน Easy Health ในชั้นล่างของตึก Cloud 11 พบว่ามันเป็นแนวร้านอาหารสุขภาพ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ร้านแนว Get Fresh และ Ohana Poke

 

หลังจากนั้นเราก็ลองเดินไปสำรวจศูนย์อาหาร Lotus Eatery ในตึก True Digital Park ในช่วงราว ๆ ทุ่มกว่า พบว่ามีลูกค้าจำนวนนึง แต่ไม่แน่น มีที่นั่งว่าง มีดนตรีสดเล่นด้วยจนถึงสองทุ่ม เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านเยอะประมาณนึง เราก็เลยกินปอเปี๊ยะเผือกของร้าน Miss Saigon และน้ำข้าวบาร์เลย์ของร้านวุ้นกบ ไต้หวัน พบว่าพนักงานร้านวุ้นกบอัธยาศัยดีมาก ประทับใจ

+++

 

งานเล่นดนตรีสดประกอบหนัง animation ฝรั่งเศส 18 เรื่อง น่าสนใจมาก ๆ

https://afthailande.org/en/cultural-events/details/?eventId=2424#/

++++

 

A MOON FOR MY FATHER (2019, Mania Akbari, Douglas White, Iran/UK/Germany) ติดอันดับ 6 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

หนังเรื่องนี้มีฉายอีกทีในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. รอบ 13.40 น.ที่ Doc Club ตึก Cloud 11 นะ

+++

 

พอดูหนังเรื่อง WHITNEY (2025, Katia Lara, Honduras, documentary, A+30) เสร็จ สิ่งที่เราทำก็คือเปิดแผนที่หาที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่นกรุงเตกูซิกาลปาของประเทศฮอนดูรัส, รัฐ Oaxaca ในเม็กซิโก, รัฐ Veracruz ในเม็กซิโก, กรุงเม็กซิโก ซิตี้ และเมือง Tijuana ในรัฐ Baja California ของเม็กซิโก

 

เมื่อวานนี้พอเราได้ดูหนังเรื่อง WHITNEY เราก็เลยไปกิน Tijuana Bowl ในร้าน Easy Health ในตึก Cloud 11 เพื่อเป็นพลีให้แก่หนังเรื่อง WHITNEY ด้วย

 

ในแผนที่ที่เรานำมาลงนี้ มีเมือง Ciudad Juarez ในรัฐ Chihuahua ของเม็กซิโกด้วยนะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังเลสเบียนเรื่อง SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในวันที่ 4 ก.ย.

+++++++

 

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED) (2025, Nicolás Onischuk, Argentina, documentary, 60min, A+30)

 

กรีดร้องอย่างสุดเสียง ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป I WORSHIP THIS FILM

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปะทะกับหนังของ Teeranit Siangsanoh หนักที่สุด ตายแล้วววววววววววว

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังของ Teeranit Siangsanoh อยู่บ้างนะ เพราะถึงแม้หลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายหนังของ Teeranit แต่เรารู้สึกว่าหลาย ๆ ช็อตในหนังเรื่องนี้มันมี “ความหมาย” กำกับอยู่ด้วยน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Teeranit ที่มันแทบไม่ค่อยมีสัญญะหรือความหมายหรือ message ใด ๆ อยู่ในหนัง

 

คือเราว่าหลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามในการเชื่อมโยงภาพชีวิตในยุคปัจจุบัน เข้ากับภาพชีวิตของคนอเมริกาใต้ในอดีต เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยไม่ให้ความรู้สึก freestyle มากเท่าหนังของ Teeranit แต่แค่นี้ก็ถือว่ากราบตีนอย่างสุดขีดแล้ว

 

Argentina นี่เต็มไปด้วยผู้กำกับหนังที่เราชอบสุดขีดหลายคน อย่างเช่น

 

1. Nicolás Onischuk

 

2. Julián Galay (LOS CRUCES/INTERSECTIONS)

 

3. Lisandro Alonso

 

4. Eduardo Williams

 

5. Lucrecia Martel

 

6. Matías Piñeiro

 

7. Alejo Moguillansky

 

8. Ana Katz (THE WANDERING BRIDE)

 

9. Martín Rejtman

 

10. Albertina Carri (LA RABIA)

 

11. Delfina Castagnino (WHAT I LOVE THE MOST)

 

12. María Luisa Bemberg (CAMILA)

 

13. Iván Wolovik + Nicolás Álvarez (OURS DOESN’T WORK)

 

14. Néstor Mazzini (THE NIGHT WILL PAY)

 

15. Demián Rugna (WHEN EVIL LURKS)

 

ผู้กำกับบางคนในรายชื่อข้างต้น เราได้ดูหนังของเขาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นนะ แต่เราก็ขอใส่เข้ามาในลิสท์ไว้ก่อน เพราะเราเชื่อฝีมือของเขา 55555

+++

 

หนังของ Jean-François Richet ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

In my preferential order

 

1. INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) (1995, Jean-François Richet, France, A+30)

เราได้ดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

 

2. ASSUALT ON THE PRECINCT 13 (2005, Jean-François Richet, France/USA, A+30)

เราได้ดูในโรงหนังทั่วไป

 

3. PUBLIC ENEMY PART ONE (2008, Jean-François Richet, France, 113min, A+30)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

4. MUTINY (2026, Jean-François Richet, UK/USA, A+30)

เราได้ดูที่โรงหนังเอ็มควอเทียร์

 

5. PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25)

เราได้ดูที่เอสพลานาด รัชดา

 

6. PUBLIC ENEMY PART TWO (2008, Jean-François Richet, France, 133min)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

สรุปว่า เราได้ดูหนังทั้ง 6 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์หมดเลย

 

อาจจะเรียกได้ว่า ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส” ด้วยกันเองแล้ว เราก็ชอบ Jean-François Richet แค่ในระดับปานกลาง แต่ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังแอคชั่น” แล้ว เราก็ถือว่าชอบ Jean-François Richet มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น แต่เรากลับจูนติดกับหนังของ Jean-François Richet มาก ๆ

 

มีหนังของ Jean-François Richet อย่างน้อยสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนะ ซึ่งก็คือ MUTINY ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และ INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) ที่มีตัวละครพูดถึงประเทศไทย ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนหนังของ Jean-François Richet ที่เราอยากดูสุดขีด ก็คือ MA 6-T VA CRACK ER (1997) ที่เคยเข้าฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

Thursday, September 10, 2026

ARSENIC BOMBS (2026, ThaDa Lab, video installation)

 

PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, approximately 11min)

 

ดูที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02fbSNGWsgMBSgSotWpdby6nGYNv6JySzatf4tzi8ZSs7nwgVWBwnnuSqX9FRvLnqul

+++

 

หลังจากเราได้เดินทางไป DOC CLUB ที่ตึก CLOUD 11 ในช่วงวันที่ 5-8 ก.ย. ติดต่อกัน 4 วัน เราก็เลยวางแผนว่า วันหลังเราอาจจะพกพัดลมห้อยคอติดตัวไปด้วย 55555

 

คือเราเป็นคนที่เหงื่อออกง่ายมาก ๆ น่ะ แล้วช่วง 4 วันที่ผ่านมา เราเดินทางไปดูหนังในรอบราวเที่ยง ๆ ที่ Doc Club เราก็เลยเดินบน skywalk จากสถานีปุณณวิถีไปที่ตึก True Digital Park + ตึก Cloud 11 ในช่วงเวลาที่แดดออกแรงมาก แต่กว่าเราจะเดินไปถึงตึก เหงื่อเราก็ออกแล้ว และเราก็ไม่อยากเข้าโรงหนังขณะที่เหงื่อออกตัวเหม็น

 

เหมือนตอนวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. วันนั้นแดดไม่จัดนะ เราก็เลยยังไม่เจอปัญหาใดๆในการเดินทาง แต่ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. เราเดินจากสถานีปุณณวิถีไปถึงตึก True Digital Park แล้วเราก็พบว่าเราเหงื่อออกแล้ว และเราไม่อยากตัวเหม็น เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการกินไอติม Dairy Queen เพราะว่าไอติมจะช่วยให้เหงื่อเราหยุดไหลได้อย่างรวดเร็ว

 

วันนี้ 8 ก.ย. เราก็เจอปัญหาเดิมอีก กว่าเราจะเดินบน skywalk จากสถานีปุณณวิถีไปถึงตึก Cloud 11 เหงื่อเราก็ออกแล้ว เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการกินไอติมร้าน The Queen ตรงทางเข้าตึก Cloud 11 เพื่อให้เหงื่อของเราหยุดไหลโดยเร็ว

 

เราก็เลยกะว่า วันหลังเราอาจจะพกพัดลมห้อยคอติดตัวไปด้วย เพื่อช่วยลดปัญหานี้

 

หรือว่าบางที สิ่งนี้อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างให้เราซื้อไอติมรสต่าง ๆ มากินได้ทุกวันโดยที่เราไม่ต้องรู้สึกผิด 55555

+++

 

ARSENIC BOMBS (2026, ThaDa Lab, video installation)

 

ชอบงานนี้มาก ๆ เป็น video เกี่ยวกับมลพิษแม่น้ำทางภาคเหนือของไทย ตัววิดีโอจะฉายลงไปบนจอรูปร่างประหลาด ตัวจอทำจากดินริมฝั่งแม่น้ำกก ส่วนรูปทรงของจอนั้นอิงมาจากรูปทรงโมเลกุลของ arsenic ในสองสถานะ แต่ตอนดูวิดีโอนี้เราไม่ได้จดไว้ว่า สองสถานะของ arsenic นั้นคือสองสถานะอะไรบ้าง

 

เราชอบมาก ๆ ที่มีการออกแบบรูปทรงของจอวิดีโอให้เหมือนกับรูปทรงโมเลกุลของสารต่าง ๆ

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ชั้น 8 BACC

+++

 

วันนี้เราได้ไปดูหนังเรื่อง FOOD DELIVERY: FRESH FROM THE WEST PHILIPPINE SEA (2025, Baby Ruth Villarama, Philippines, documentary, 84min, A+25) ที่โรงหนังเซ็นจูรี่ อ่อนนุช พอดูหนังจบ เราลงบันไดมา ก็เจอร้านขนมพม่า Ambrosia พอดี เราก็เลยลองกิน “ขนมผู้ชายหล่อ” หรือขนมแพนเค้กข้าว Lu Chaw Gyi Mont ดู อร่อยมาก เดี๋ยววันหลังเราคงมาอุดหนุนร้านนี้อีก

+++

 

ทดลองให้ AI สร้าง “A painting that reflects the true spirit of Jit Phokaew” ผลที่ออกมาก็ถือว่าพอรับได้นะ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0m5MGWwSt6yzRzCV3wLp4s8pjeyGWV328qNzPg7CnzanhZTnLz36YGgx7yW6eFfBpl

 

Tuesday, September 08, 2026

CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

THE LAST TRANSCRIPT (2026, Cyrus James Khan, video installation)

 

อันนี้เป็นงาน video installation ที่ Cloud 11 นะ ตัวโรงหนังนี้ตั้งอยู่ตรงทางผ่านระหว่างเดินไป Doc Club ตัววิดีโอเหมือนมีความยาวไม่เกิน 10 นาที

 

งานนี้มีความเป็น interactive ด้วย เหมือนมันเปิดให้ผู้ชมบันทึกเสียงของตัวเองได้ และเล่นทำสัญญาณมือกับอุปกรณ์อะไรสักอย่าง แต่เราเล่นไม่เป็น 55555

 

Cyrus James Khan เป็นศิลปินที่มีเชื้อสายยุโรป + เปอร์เชีย + คิวบา

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0sYA7znn6kHmvvB5Ak1JxxeJ3Lfx8co3EwJadfL26JjJgFNDBkiM8V1gU8hzUxUm7l

 

+++

 

ในยุคสมัยที่ Doc Club ยังตั้งอยู่แถวซอยศาลาแดง ยุคนั้นเรามักจะไปกินอาหารที่ร้าน THE SPOTTED PIG เป็นประจำก่อนเข้าไปดูหนัง เพราะร้านนี้มันตั้งอยู่ใกล้ Doc Club และมันอร่อยดี

 

ตอนนี้ Doc Club ได้ย้ายมาอยู่ที่ Cloud 11 แล้ว วันนี้พอเราดูหนังที่ Doc Club เสร็จ เราก็เลยลองมากินอาหารเย็นที่ร้าน Bowlito ใน True Digital Park พอเราเปิดเมนูมา เราก็งง ๆ เพราะว่าเมนูมันคล้ายกับร้าน The Spotted Pig มาก ๆ พอเราลองเสิร์ชดู เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า ร้าน The Spotted Pig มันอยู่ในเครือของ Bowlito นี่เอง

 

เพราะฉะนั้นเวลาเรามาดูหนังที่ Doc Club ที่ Cloud 11 แล้วเราอยากย้อนรำลึกถึงความหลังสมัย Doc Club ยังตั้งอยู่แถวศาลาแดง เราก็จะต้องมากินอาหารที่ร้าน Bowlito และกินไอติมที่ร้าน Guss Damn Good ใน True Digital Park เพื่อให้ได้บรรยากาศแบบในอดีต 55555

 

แต่ในยุคที่ Doc Club ยังตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 นั้น พวกเราเคยไปกินอาหารอินเดียใต้ที่ Woodlands Inn ในซอยเจริญกรุง 32 หลังจากดูหนังที่ Doc Club ในยุคนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเราอยากย้อนรำลึกถึงความหลังในยุคที่ Doc Club ยังตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 เราก็ต้องไปกินอาหารอินเดียใต้ต่อหลังจากดูหนัง แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีร้านอาหารอินเดียใต้ร้านไหนบ้างที่ตั้งอยู่ใกล้ Cloud 11

 

Edit เพิ่ม: เผื่อคนอ่านแล้วงง เราก็เลยจะเรียงลำดับเหตุการณ์ดังนี้ว่า

 

1. โรงหนัง Doc Club ยุคแรกเคยตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 ซึ่งพอเรากับเพื่อน ๆ มาดูหนังที่ Doc Club เสร็จ เรากับเพื่อน ๆ ก็เคยไปกินอาหารอินเดียใต้กันต่อที่ Woodlands Inn ในซอยเจริญกรุง 32

 

2. ตอนหลัง Doc Club ได้ย้ายมาอยู่แถวซอยศาลาแดง ซึ่งในยุคนั้นเรามักจะไปกินอาหารที่ร้าน The Spotted Pig และกินไอติมที่ร้าน Guss Damn Good ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ Doc Club ในยุคนั้น

 

3. ตอนนี้ Doc Club ได้ย้ายมาอยู่ที่ Cloud 11 แถวปุณณวิถี + อุดมสุข เราก็เลยลองมองหาร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อใช้ฝากท้องก่อนดูหนังและหลังดูหนังที่ Doc Club ในยุคนี้

+++

 

เพิ่งเห็นว่ามีสิ่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ โรงหนังเมเจอร์ เอกมัย

+++

 

CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

วิดีโอนี้อยู่ที่ชั้น 8 BACC เราชอบสุดขีด เราชอบที่มันเชื่อมโยงเรื่องหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ที่ฝ่ายเทพทำตัวเลวร้าย, การถือกำเนิดของแม่วัวสุรภี, ฟาร์มโคนมหนองโพ, นิทานเกี่ยวกับสามสาว และการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

 

เนื้อหา copy มาจากโพสท์เก่าของเราเอง 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02sFtHvc4cq2uVGSeckkf1sRqJYqioAy1zD2ctngpLq6PMyNiHrKZ6KvuzCC1bKB2dl