Sunday, September 13, 2026

BOOKING TICKETS IN A FILM FESTIVAL

 

CONSTELLATION (2025, Takashi Makino, Japan, 21min) จะมาฉายใน IN THE FLOW PROGRAM 3: OPTICAL UNCONSCIOUS ในเทศกาล Bangkok International Film Festival 2026 นะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้ฉายที่ House Samyan โรง 4 ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2026 เวลา 15.35-16.50 น.

 

Takashi Makino ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เราเคยเขียนถึงเขาไปบ่อยมากแล้ว หนังเรื่อง 2012 3D ของเขา เคยติดอันดับหนึ่งในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2018

 

CINEMA CONCRETE (2015, Takashi Makino, Japan) เคยติดอันดับ 8 ของเราประจำปี 2018

 

ON GENERATION AND CORRUPTION (2017, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 21 ของเราประจำปี 2018

 

INTER VIEW (2010, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 28 ของเราประจำปี 2018

 

GHOST OF OT301 (2014, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 29 ของเราประจำปี 2018

 

ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า CONSTELLATION จะติดอันดับที่เท่าไหร่ประจำปี 2026 55555

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้มีฉายหนังทดลองจากออสเตรีย และหนังเรื่อง YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines, A+30) ด้วยนะ

 -------

สรุปว่าเรายังเข้าแอป House ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ House เราเข้าได้ แต่ก็กดจองอะไรไม่ได้

 

เราก็เลยตัดใจ ไม่ดู Takashi Makino แล้ว หนีไปดู Denis Côté ที่พารากอนแทน

+++

 

สรุปความชิบหายแบบคร่าว ๆ ในวันนี้

 

1. เนื่องจากเราเน้นดูหนังในเทศกาล What the Doc Film Festival และตามเก็บหนังเรื่องต่าง ๆ ในโรงปกติในช่วงที่ผ่านมา เราก็เลยไม่มีเวลาทำตารางดูหนังของตัวเองสำหรับ BKKIFF เลย เราเพิ่งมีเวลามาทำแผนดูหนัง BKKIFF ของตัวเองเสร็จก็ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งก็เป็นเวลาที่เขาเปิดจองตั๋วกันไปแล้ว

 

2. และเราก็เศร้าใจอย่างสุดขีดในตอนที่วางแผนดูหนัง เพราะเราเพิ่งสังเกตว่า มีหนังหลายเรื่องใน BKKIFF ที่เข้าฉายที่ “พารากอนโรง 6” ซึ่งเป็นโรงที่เราเข้าไปดูไม่ได้ เพราะว่า “แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเรา มันแสบตามากสำหรับเรา”

 

ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาที่เราเจอเพียงคนเดียวนะ คือในช่วงทศวรรษ 2010 เราไม่มีปัญหาอะไรกับจอโรง 6 เราดูหนังโรงนี้ได้ตามปกติ แต่ในปี 2020 เราผ่าต้อกระจกทั้งตาซ้ายและตาขวา และหลังจากการผ่าตัดดวงตาทั้งสองข้าง เราก็พบว่า เวลาที่เราเข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอน แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเราจนเราทนไม่ไหว แต่ผู้ชมคนอื่น ๆ ไม่มีปัญหาอะไร

 

หลังจากนั้นเราก็เลยไม่ได้เข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอนอีก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยเสียดายมาก ๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้ดู PRIMITIVE DIVERSITY (2025, Alexander Kluge, Germany, 80min) ในเทศกาลนี้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้ฉายแค่รอบเดียวที่โรง 6 ในพารากอน

 

แต่เราก็ทำใจมานานแล้วล่ะว่า เรื่องนี้มันอาจจะเป็นผลจากบาปกรรมที่เราเคยกลั่นแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็ก ผลกรรมนั้นก็เลยส่งผลให้ดวงตาของเราทนแสงจ้า ๆ อะไรแบบนี้ได้น้อยกว่าคนอื่น ๆ

 

3. พอเราจะจองตั๋วเข้าจริง ๆ เราก็พบว่า เราต้องปรับโปรแกรมดูหนังที่เพิ่งทำเสร็จใหม่หมด เพราะว่าตั๋วหนังหลายเรื่องที่ SF เต็มแล้ว อย่างเช่น THE BLOOD COUNTESS (Ulrike Ottinger), THE DAY SHE RETURNS (Hong Sang-soo), MINOTAUR (Andrey Zvyagintsev), GENTLE MONSTER

 

ไป ๆ มา ๆ เราก็เลยได้จองตั๋วหนังที่ SF เพียงแค่เรื่องเดียว จากที่ตอนแรกวางแผนว่าจะดูหลาย ๆ เรื่องที่ SF

 

(โชคดีที่เราสามารถจอง THE DAY SHE RETURNS ที่พารากอนแทนได้)

 

4. แล้วเราก็เข้าแอป HOUSE ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ HOUSE เราเข้าได้ แต่กดจองอะไรไม่ได้ เราก็เลยปรับเปลี่ยนแผนใหม่หมด คือตอนแรกเรากะว่าจะดูหนังที่ HOUSE เยอะมาก ๆ โดยเฉพาะโปรแกรมหนังทดลอง IN THE FLOW ที่มีหนังของ Takashi Makino แต่พอเราจะเข้า app ของ House มันก็ให้เรากรอกอีเมลกับรหัสผ่าน เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ วนลูปอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เลยกรอกอีเมลกับรหัสผ่านไปแล้วเป็นร้อยรอบได้มั้งในวันนี้ กว่าจะเข้าได้ในช่วงหลังสามทุ่มครึ่ง แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราก็เปลี่ยนแผนดูหนังไปเกือบหมดแล้ว

 

5. ก็เลยสรุปว่า ในที่สุดเราก็เลยจองตั๋วดูหนังใน BKKIFF ไปได้เพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมเท่านั้นเองค่ะ

 

ใน 42 โปรแกรมนี้ แยกได้เป็น

 

SF 1 โปรแกรม

HOUSE 5 โปรแกรม

PARAGON 36 โปรแกรม

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราพลาดดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่อยากดูในเทศกาลนี้ คงได้ดูเพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมนี้เท่านั้น

  

Saturday, September 12, 2026

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED)

 

เรื่องที่เราเพิ่งรู้

 

ตอนแรกเรานึกว่าเพลง SWAMP THING (1994) ของวง The Grid ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษ ได้ชื่อเพลงมาจากหนังเรื่อง SWAMP THING (1982, Wes Craven)

 

แต่พอเราลองถามเอไอดู ปรากฏว่าไม่ใช่ คือเพลงนี้ใช้ชื่อเพลงว่า SWAMP THING เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่ใช้เครื่องดนตรี banjo แล้วเครื่องดนตรีนี้มันเชื่อมโยงกับดนตรีแนว bluegrass และดนตรีแนว bluegrass นี้เชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบห้วยหนองคลองบึง swampy atmosphere

 

เอไอยังบอกอีกด้วยว่า นอกจาก The Grid แล้ว วงดนตรีอีกวงในทศวรรษ 1990 ที่นำดนตรีคันทรีมาผสมกับดนตรีแดนซ์ ก็คือวง Rednex ที่ทำเพลง COTTON EYE JOE (1994)

 

เพิ่งเห็นว่า COTTON EYE JOE ในยูทูบมียอดวิว 323 ล้านวิว ส่วน SWAMP THING ของ The Grid มียอดวิว 3.8 ล้านวิว

 

เรายังไม่เคยดู SWAMP THING (1982, Wes Craven) นะ อยากดูมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่อง SWAMP THING นี่เป็นแรงบันดาลใจให้จินตวีร์ วิวัธน์ แต่งนิยายเรื่อง “อาศรมสาง” หรือเปล่า

+++

 

ซื้อหนังสือ “คืนสิ้นกลิ่นกามรส” ของ Araya Rasdjarmrearnsook มาให้ลูกหมีอ่าน อันนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2000

 

มีแถมที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย 3 อัน

+++

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องที่ DOC CLUB ในตึก Cloud 11 พอดูหนัง 5 เรื่องจบแล้ว เราก็เลยลองสำรวจร้านอาหารต่อจากวันก่อน ๆ คราวนี้เราลองกินอาหารเย็นที่ร้าน Easy Health ในชั้นล่างของตึก Cloud 11 พบว่ามันเป็นแนวร้านอาหารสุขภาพ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ร้านแนว Get Fresh และ Ohana Poke

 

หลังจากนั้นเราก็ลองเดินไปสำรวจศูนย์อาหาร Lotus Eatery ในตึก True Digital Park ในช่วงราว ๆ ทุ่มกว่า พบว่ามีลูกค้าจำนวนนึง แต่ไม่แน่น มีที่นั่งว่าง มีดนตรีสดเล่นด้วยจนถึงสองทุ่ม เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านเยอะประมาณนึง เราก็เลยกินปอเปี๊ยะเผือกของร้าน Miss Saigon และน้ำข้าวบาร์เลย์ของร้านวุ้นกบ ไต้หวัน พบว่าพนักงานร้านวุ้นกบอัธยาศัยดีมาก ประทับใจ

+++

 

งานเล่นดนตรีสดประกอบหนัง animation ฝรั่งเศส 18 เรื่อง น่าสนใจมาก ๆ

https://afthailande.org/en/cultural-events/details/?eventId=2424#/

++++

 

A MOON FOR MY FATHER (2019, Mania Akbari, Douglas White, Iran/UK/Germany) ติดอันดับ 6 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

หนังเรื่องนี้มีฉายอีกทีในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. รอบ 13.40 น.ที่ Doc Club ตึก Cloud 11 นะ

+++

 

พอดูหนังเรื่อง WHITNEY (2025, Katia Lara, Honduras, documentary, A+30) เสร็จ สิ่งที่เราทำก็คือเปิดแผนที่หาที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่นกรุงเตกูซิกาลปาของประเทศฮอนดูรัส, รัฐ Oaxaca ในเม็กซิโก, รัฐ Veracruz ในเม็กซิโก, กรุงเม็กซิโก ซิตี้ และเมือง Tijuana ในรัฐ Baja California ของเม็กซิโก

 

เมื่อวานนี้พอเราได้ดูหนังเรื่อง WHITNEY เราก็เลยไปกิน Tijuana Bowl ในร้าน Easy Health ในตึก Cloud 11 เพื่อเป็นพลีให้แก่หนังเรื่อง WHITNEY ด้วย

 

ในแผนที่ที่เรานำมาลงนี้ มีเมือง Ciudad Juarez ในรัฐ Chihuahua ของเม็กซิโกด้วยนะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังเลสเบียนเรื่อง SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในวันที่ 4 ก.ย.

+++++++

 

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED) (2025, Nicolás Onischuk, Argentina, documentary, 60min, A+30)

 

กรีดร้องอย่างสุดเสียง ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป I WORSHIP THIS FILM

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปะทะกับหนังของ Teeranit Siangsanoh หนักที่สุด ตายแล้วววววววววววว

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังของ Teeranit Siangsanoh อยู่บ้างนะ เพราะถึงแม้หลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายหนังของ Teeranit แต่เรารู้สึกว่าหลาย ๆ ช็อตในหนังเรื่องนี้มันมี “ความหมาย” กำกับอยู่ด้วยน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Teeranit ที่มันแทบไม่ค่อยมีสัญญะหรือความหมายหรือ message ใด ๆ อยู่ในหนัง

 

คือเราว่าหลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามในการเชื่อมโยงภาพชีวิตในยุคปัจจุบัน เข้ากับภาพชีวิตของคนอเมริกาใต้ในอดีต เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยไม่ให้ความรู้สึก freestyle มากเท่าหนังของ Teeranit แต่แค่นี้ก็ถือว่ากราบตีนอย่างสุดขีดแล้ว

 

Argentina นี่เต็มไปด้วยผู้กำกับหนังที่เราชอบสุดขีดหลายคน อย่างเช่น

 

1. Nicolás Onischuk

 

2. Julián Galay (LOS CRUCES/INTERSECTIONS)

 

3. Lisandro Alonso

 

4. Eduardo Williams

 

5. Lucrecia Martel

 

6. Matías Piñeiro

 

7. Alejo Moguillansky

 

8. Ana Katz (THE WANDERING BRIDE)

 

9. Martín Rejtman

 

10. Albertina Carri (LA RABIA)

 

11. Delfina Castagnino (WHAT I LOVE THE MOST)

 

12. María Luisa Bemberg (CAMILA)

 

13. Iván Wolovik + Nicolás Álvarez (OURS DOESN’T WORK)

 

14. Néstor Mazzini (THE NIGHT WILL PAY)

 

15. Demián Rugna (WHEN EVIL LURKS)

 

ผู้กำกับบางคนในรายชื่อข้างต้น เราได้ดูหนังของเขาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นนะ แต่เราก็ขอใส่เข้ามาในลิสท์ไว้ก่อน เพราะเราเชื่อฝีมือของเขา 55555

+++

 

หนังของ Jean-François Richet ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

In my preferential order

 

1. INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) (1995, Jean-François Richet, France, A+30)

เราได้ดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

 

2. ASSUALT ON THE PRECINCT 13 (2005, Jean-François Richet, France/USA, A+30)

เราได้ดูในโรงหนังทั่วไป

 

3. PUBLIC ENEMY PART ONE (2008, Jean-François Richet, France, 113min, A+30)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

4. MUTINY (2026, Jean-François Richet, UK/USA, A+30)

เราได้ดูที่โรงหนังเอ็มควอเทียร์

 

5. PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25)

เราได้ดูที่เอสพลานาด รัชดา

 

6. PUBLIC ENEMY PART TWO (2008, Jean-François Richet, France, 133min)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

สรุปว่า เราได้ดูหนังทั้ง 6 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์หมดเลย

 

อาจจะเรียกได้ว่า ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส” ด้วยกันเองแล้ว เราก็ชอบ Jean-François Richet แค่ในระดับปานกลาง แต่ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังแอคชั่น” แล้ว เราก็ถือว่าชอบ Jean-François Richet มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น แต่เรากลับจูนติดกับหนังของ Jean-François Richet มาก ๆ

 

มีหนังของ Jean-François Richet อย่างน้อยสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนะ ซึ่งก็คือ MUTINY ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และ INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) ที่มีตัวละครพูดถึงประเทศไทย ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนหนังของ Jean-François Richet ที่เราอยากดูสุดขีด ก็คือ MA 6-T VA CRACK ER (1997) ที่เคยเข้าฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

Thursday, September 10, 2026

ARSENIC BOMBS (2026, ThaDa Lab, video installation)

 

PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, approximately 11min)

 

ดูที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02fbSNGWsgMBSgSotWpdby6nGYNv6JySzatf4tzi8ZSs7nwgVWBwnnuSqX9FRvLnqul

+++

 

หลังจากเราได้เดินทางไป DOC CLUB ที่ตึก CLOUD 11 ในช่วงวันที่ 5-8 ก.ย. ติดต่อกัน 4 วัน เราก็เลยวางแผนว่า วันหลังเราอาจจะพกพัดลมห้อยคอติดตัวไปด้วย 55555

 

คือเราเป็นคนที่เหงื่อออกง่ายมาก ๆ น่ะ แล้วช่วง 4 วันที่ผ่านมา เราเดินทางไปดูหนังในรอบราวเที่ยง ๆ ที่ Doc Club เราก็เลยเดินบน skywalk จากสถานีปุณณวิถีไปที่ตึก True Digital Park + ตึก Cloud 11 ในช่วงเวลาที่แดดออกแรงมาก แต่กว่าเราจะเดินไปถึงตึก เหงื่อเราก็ออกแล้ว และเราก็ไม่อยากเข้าโรงหนังขณะที่เหงื่อออกตัวเหม็น

 

เหมือนตอนวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. วันนั้นแดดไม่จัดนะ เราก็เลยยังไม่เจอปัญหาใดๆในการเดินทาง แต่ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. เราเดินจากสถานีปุณณวิถีไปถึงตึก True Digital Park แล้วเราก็พบว่าเราเหงื่อออกแล้ว และเราไม่อยากตัวเหม็น เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการกินไอติม Dairy Queen เพราะว่าไอติมจะช่วยให้เหงื่อเราหยุดไหลได้อย่างรวดเร็ว

 

วันนี้ 8 ก.ย. เราก็เจอปัญหาเดิมอีก กว่าเราจะเดินบน skywalk จากสถานีปุณณวิถีไปถึงตึก Cloud 11 เหงื่อเราก็ออกแล้ว เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการกินไอติมร้าน The Queen ตรงทางเข้าตึก Cloud 11 เพื่อให้เหงื่อของเราหยุดไหลโดยเร็ว

 

เราก็เลยกะว่า วันหลังเราอาจจะพกพัดลมห้อยคอติดตัวไปด้วย เพื่อช่วยลดปัญหานี้

 

หรือว่าบางที สิ่งนี้อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างให้เราซื้อไอติมรสต่าง ๆ มากินได้ทุกวันโดยที่เราไม่ต้องรู้สึกผิด 55555

+++

 

ARSENIC BOMBS (2026, ThaDa Lab, video installation)

 

ชอบงานนี้มาก ๆ เป็น video เกี่ยวกับมลพิษแม่น้ำทางภาคเหนือของไทย ตัววิดีโอจะฉายลงไปบนจอรูปร่างประหลาด ตัวจอทำจากดินริมฝั่งแม่น้ำกก ส่วนรูปทรงของจอนั้นอิงมาจากรูปทรงโมเลกุลของ arsenic ในสองสถานะ แต่ตอนดูวิดีโอนี้เราไม่ได้จดไว้ว่า สองสถานะของ arsenic นั้นคือสองสถานะอะไรบ้าง

 

เราชอบมาก ๆ ที่มีการออกแบบรูปทรงของจอวิดีโอให้เหมือนกับรูปทรงโมเลกุลของสารต่าง ๆ

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ชั้น 8 BACC

+++

 

วันนี้เราได้ไปดูหนังเรื่อง FOOD DELIVERY: FRESH FROM THE WEST PHILIPPINE SEA (2025, Baby Ruth Villarama, Philippines, documentary, 84min, A+25) ที่โรงหนังเซ็นจูรี่ อ่อนนุช พอดูหนังจบ เราลงบันไดมา ก็เจอร้านขนมพม่า Ambrosia พอดี เราก็เลยลองกิน “ขนมผู้ชายหล่อ” หรือขนมแพนเค้กข้าว Lu Chaw Gyi Mont ดู อร่อยมาก เดี๋ยววันหลังเราคงมาอุดหนุนร้านนี้อีก

+++

 

ทดลองให้ AI สร้าง “A painting that reflects the true spirit of Jit Phokaew” ผลที่ออกมาก็ถือว่าพอรับได้นะ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0m5MGWwSt6yzRzCV3wLp4s8pjeyGWV328qNzPg7CnzanhZTnLz36YGgx7yW6eFfBpl

 

Tuesday, September 08, 2026

CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

THE LAST TRANSCRIPT (2026, Cyrus James Khan, video installation)

 

อันนี้เป็นงาน video installation ที่ Cloud 11 นะ ตัวโรงหนังนี้ตั้งอยู่ตรงทางผ่านระหว่างเดินไป Doc Club ตัววิดีโอเหมือนมีความยาวไม่เกิน 10 นาที

 

งานนี้มีความเป็น interactive ด้วย เหมือนมันเปิดให้ผู้ชมบันทึกเสียงของตัวเองได้ และเล่นทำสัญญาณมือกับอุปกรณ์อะไรสักอย่าง แต่เราเล่นไม่เป็น 55555

 

Cyrus James Khan เป็นศิลปินที่มีเชื้อสายยุโรป + เปอร์เชีย + คิวบา

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0sYA7znn6kHmvvB5Ak1JxxeJ3Lfx8co3EwJadfL26JjJgFNDBkiM8V1gU8hzUxUm7l

 

+++

 

ในยุคสมัยที่ Doc Club ยังตั้งอยู่แถวซอยศาลาแดง ยุคนั้นเรามักจะไปกินอาหารที่ร้าน THE SPOTTED PIG เป็นประจำก่อนเข้าไปดูหนัง เพราะร้านนี้มันตั้งอยู่ใกล้ Doc Club และมันอร่อยดี

 

ตอนนี้ Doc Club ได้ย้ายมาอยู่ที่ Cloud 11 แล้ว วันนี้พอเราดูหนังที่ Doc Club เสร็จ เราก็เลยลองมากินอาหารเย็นที่ร้าน Bowlito ใน True Digital Park พอเราเปิดเมนูมา เราก็งง ๆ เพราะว่าเมนูมันคล้ายกับร้าน The Spotted Pig มาก ๆ พอเราลองเสิร์ชดู เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า ร้าน The Spotted Pig มันอยู่ในเครือของ Bowlito นี่เอง

 

เพราะฉะนั้นเวลาเรามาดูหนังที่ Doc Club ที่ Cloud 11 แล้วเราอยากย้อนรำลึกถึงความหลังสมัย Doc Club ยังตั้งอยู่แถวศาลาแดง เราก็จะต้องมากินอาหารที่ร้าน Bowlito และกินไอติมที่ร้าน Guss Damn Good ใน True Digital Park เพื่อให้ได้บรรยากาศแบบในอดีต 55555

 

แต่ในยุคที่ Doc Club ยังตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 นั้น พวกเราเคยไปกินอาหารอินเดียใต้ที่ Woodlands Inn ในซอยเจริญกรุง 32 หลังจากดูหนังที่ Doc Club ในยุคนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเราอยากย้อนรำลึกถึงความหลังในยุคที่ Doc Club ยังตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 เราก็ต้องไปกินอาหารอินเดียใต้ต่อหลังจากดูหนัง แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีร้านอาหารอินเดียใต้ร้านไหนบ้างที่ตั้งอยู่ใกล้ Cloud 11

 

Edit เพิ่ม: เผื่อคนอ่านแล้วงง เราก็เลยจะเรียงลำดับเหตุการณ์ดังนี้ว่า

 

1. โรงหนัง Doc Club ยุคแรกเคยตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 ซึ่งพอเรากับเพื่อน ๆ มาดูหนังที่ Doc Club เสร็จ เรากับเพื่อน ๆ ก็เคยไปกินอาหารอินเดียใต้กันต่อที่ Woodlands Inn ในซอยเจริญกรุง 32

 

2. ตอนหลัง Doc Club ได้ย้ายมาอยู่แถวซอยศาลาแดง ซึ่งในยุคนั้นเรามักจะไปกินอาหารที่ร้าน The Spotted Pig และกินไอติมที่ร้าน Guss Damn Good ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ Doc Club ในยุคนั้น

 

3. ตอนนี้ Doc Club ได้ย้ายมาอยู่ที่ Cloud 11 แถวปุณณวิถี + อุดมสุข เราก็เลยลองมองหาร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อใช้ฝากท้องก่อนดูหนังและหลังดูหนังที่ Doc Club ในยุคนี้

+++

 

เพิ่งเห็นว่ามีสิ่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ โรงหนังเมเจอร์ เอกมัย

+++

 

CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

วิดีโอนี้อยู่ที่ชั้น 8 BACC เราชอบสุดขีด เราชอบที่มันเชื่อมโยงเรื่องหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ที่ฝ่ายเทพทำตัวเลวร้าย, การถือกำเนิดของแม่วัวสุรภี, ฟาร์มโคนมหนองโพ, นิทานเกี่ยวกับสามสาว และการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

 

เนื้อหา copy มาจากโพสท์เก่าของเราเอง 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02sFtHvc4cq2uVGSeckkf1sRqJYqioAy1zD2ctngpLq6PMyNiHrKZ6KvuzCC1bKB2dl

 

  

Monday, September 07, 2026

2026 IS THE YEAR OF COWS IN FILMS

2026 IS THE YEAR OF วัว IN FILMS

 

ปรากฏว่าปีนี้เราได้ดูหนังที่เราชอบสุดขีดที่เกี่ยวข้องกับ “วัว” ไปแล้ว 5 เรื่อง รุนแรงมาก ทำไมผู้กำกับภาพยนตร์หลายคนถึงพร้อมใจกันทำหนังเกี่ยวกับวัวในช่วงนี้คะ 55555

 

หนัง 5 เรื่องเกี่ยวกับวัวที่เราได้ดูในปีนี้แล้วเราชอบสุดขีด

 

1. BLOODLINE (2024, Wojciech Weglarz, Poland, documentary, 12min, A+30)

 

หนังการเมืองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวัว Bison ที่เผชิญปัญหาหนักบริเวณพรมแดนระหว่าง Poland กับ Belarus

 

2. ANIMALS IN WAR (2025, Sviatoslav Kostiuk, Andriy Lidahovskyi, Alexei Mamedov, Ivan Sautkin, Yuliya Shashkova, Myroslav Slaboshpytskyi, Maksym Tuzov, Ukrain, A+30)

 

ตอนที่เกี่ยวกับวัวมีชื่อว่า A COW IN FOG กำกับโดย Sviatoslav Kostiuk หนังตอนนี้พูดถึงชะตากรรมที่เลวร้ายมาก ๆ ของวัวและเด็กชายคนหนึ่งในช่วงสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย

 

3. THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30)

 

แม่วัวนมในรัฐหรยาณาของอินเดียคลอดลูกวัวออกมา แต่ลูกตาย แม่วัวเสียใจมาก ก็เลยไม่มีน้ำนมไหล สัตวแพทย์คนหนึ่งก็เลยบอกชายชราเจ้าของวัวว่า เขาควรให้คนทำตุ๊กตาลูกวัว เผื่อว่าแม่วัวเห็นตุ๊กตาลูกวัวแล้วจะกลับมาให้นมตามเดิม

 

4. CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

วิดีโอนี้อยู่ที่ชั้น 8 BACC เราชอบสุดขีด เราชอบที่มันเชื่อมโยงเรื่องหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ที่ฝ่ายเทพทำตัวเลวร้าย, การถือกำเนิดของแม่วัวสุรภี, ฟาร์มโคนมหนองโพ, นิทานเกี่ยวกับสามสาว และการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

 

5. THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิทาน “หลวิชัย คาวี” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัว, ลูกวัว, เสือ, แม่เสือ

 

เรายังไม่ได้ดู THE BOVINE COMEDY (2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) นะ

 

ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่อยู่ดีๆ ปีนี้เราก็ได้ดูหนังที่เราชอบสุดขีด 5 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัว

 

ในส่วนของ THE TIGER & THE COW นั้น หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหลวิชัย คาวี ที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปัญญาสชาดก ตอน พหลาคาวีชาดก

 

ซึ่งเราเข้าใจว่า ตัวพหลาคาวีชาดกนั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่อง Punyakoti ของอินเดีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แม่วัวที่จะถูกเสือกิน แม่วัวเลยขอร้องเสือว่า ขอให้เธอได้กลับไปให้นมลูกวัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอจะกลับมาให้เสือกิน

 

ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เรารู้สึกว่าเราเพิ่งได้ดูหนังอินเดีย 2 เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีตัวละครพูดถึงนิทานเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่า มันคือหนังเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) กับหนังเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) หรือเปล่า

 

คือเราถามเอไอแล้วว่า ในหนังสองเรื่องนี้มีการพูดถึงนิทาน Punyakoti หรือเปล่า แต่เอไอบอกว่าไม่มี

 

แต่เราว่าตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือนะ หรือว่าเราจำหนังอินเดียผิดเรื่อง มีใครจำได้ไหมว่า ในหนังอินเดียสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือไหม หรือว่ามันอยู่ในหนังอินเดียเรื่องอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้

 

อย่าง A RIVER CALLED TITAS นี่ มันมีตัวละครตัวนึง (เจ้าหนี้ที่สำนึกผิด) ที่คล้ายกับในนิทาน Punyakoti มาก ๆ เราก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่ามันมีการพาดพิงถึงนิทานเรื่องนี้

 

หลวิชัย คาวี

https://thailitdir.sac.or.th/character-detail.php?n_id=4592

https://thailitdir.sac.or.th/literature-detail.php?meta_id=4

 

พหลาคาวีชาดก

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81/%E0%B9%92%E0%B9%99-%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81#google_vignette

 


MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

น่าสนใจ นึกว่าต้องปะทะกับ Joel-Peter Witkin และหนังของ Olivier Smolders

+++

 

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

เจ้าหน้าที่สถานทูตเม็กซิโกคนนึงหล่อมาก 55555

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้แค่ 3 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, 97min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติในเม็กซิโก ซึ่งตรงกับประเด็นที่เราสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงหนังเม็กซิโกยุคบุกเบิกด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่อง THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 223min, A+30) ซึ่งเคยมาฉายที่โรงลิโด และถือเป็นหนังที่เราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่หนังเรื่อง LA BOLA นี้ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Enrique Rosas และ THE GREY AUTOMOBILE ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในเม็กซิโก

 

เพิ่งรู้จาก LA BOLA ว่า เม็กซิโกมี genre หนังเกี่ยวกับการปฏิวัติด้วย เพราะเราไม่เคยดูหนังใน genre นี้มาก่อนเลย เหมือนหนัง genre นี้แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยากให้มีคนนำหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยมาก ๆ

 

ตัวอย่างหนังใน genre นี้

 

1.1 PRISONER 13 (1933, Fernando de Fuentes, 76min)

เกี่ยวกับกลุ่ม Huertistas

 

1.2 GODFATHER MENDOZA (1934, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Zapatistas

 

1.3 LET’S GO WITH PANCHO VILLA (1936, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Villistas

 

1.4 ENAMORADA (1946, Emilio Fernández)

 

1.5 HIDDEN RIVER (1948, Emilio Fernández)

 

2. SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30)

 

หนังเลสเบียนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ๆ แต่ประเด็นเรื่องเลสเบียนเป็นประเด็นรองในหนังนะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนสาวนักบาสที่สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เธอก็เลยออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง

 

3. LUNA NEGRA (2023, Tonatiuh García, Mexico, A+30)

 

หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีตัวละครบางตัวเป็นเลสเบียน

 

แล้วในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. หลังจากเราได้ดู SE BUSCA กับ LUNA NEGRA แล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง GIRLS LIKE GIRLS (2026, Hayley Kiyoko, A+30) ต่อ มันก็เลยกลายเป็นว่า วันนั้นเราได้ดูหนังเลสเบียน 3 เรื่องควบโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

หวังว่าหนังจะยืนโรงนานเป็นเดือนนะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

+++

 

สรุปความชีพจรลงง่ามตีนในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2026

 

1. ดูหนังเรื่อง INVISIBLE PEOPLE (2024, Alisa Berger, France/Germany, about Japan, documentary, A+30) รอบ 12.00 น. ที่ Doc Club ในตึก Cloud 11

 

2. ดูหนังเรื่อง DISTANT SHORES (2025, Thibault Verneret, France, documentary, A+30) รอบ 13.30 น. ที่ Doc Club

 

3. ดูหนังเรื่อง THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30) รอบ 14.45 น. ที่ Doc Club

 

เราขอจัดให้ THE CALF DOLL ไปอยู่ในลิสท์หนัง fiction ของเราเวลาเราจัดอันดับประจำปีนะ คือหนังเรื่องนี้มันมีความ documentary ผสมอยู่ด้วย แต่ถ้าให้เราจัดอันดับหนังของเราเอง เราเอาหนังเรื่องนี้ไปแข่งในสาย fiction แทนแล้วกัน 55555

 

4. นั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยสุขุมวิท 101/1 (ตรงข้ามตึก Cloud 11) ไปซีคอนสแควร์

 

5. ดูหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30) ที่ TCDC Commons ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

6. ดูงานวิดีโอ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, around 11min) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

7. ดูนิทรรศการ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

8. ดูนิทรรศการ CLOUDY AND FRIENDS: HAPPINESS IN THE ISAN COUNTRYSIDE (2026, Tanatip Nachalong) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

9. กินอาหารเย็นที่ร้าน Bratbox ซีคอนสแควร์

 

10. อยากไปดูหนังอินเดียเรื่อง MIRZAPUR: THE MOVIE (2026, Gurmmeet Singh, India, 195min) แต่เห็นคนแน่นโรง เราเลยเปลี่ยนใจไปดู ALL WISHES COME TRUE! (2026, Mu Zhengyang, China, animation, A+30) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รอบ 20.30 น. แทน

 

สรุปว่า วันนี้ออกจากอพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี ไปดูหนังสารคดี 3 เรื่องแถวปุณณวิถี เสร็จแล้วไปดูหนัง + video installation ที่ซีคอนสแควร์ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามา Central World เพื่อดูหนังจีน

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ 55555

Sunday, September 06, 2026

BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT (1956, Tae Prakardwutthisan, documentary/video installation, 29min)

BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT (1956, Tae Prakardwutthisan, documentary/video installation, 29min)

 

ดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูงานชิ้นนี้ งานนี้เป็นเหมือน video installation ที่ทำมาจากฟิล์ม 16 มม.ของคุณ Tae Prakardwutthisan ซึ่งเป็นบันทึกเบื้องหลังกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง ไฟชีวิต (1956, Ladda Saratayon)

 

เราเข้าใจว่ากองถ่ายนี้ได้ไปถ่ายทำกันที่ฮ่องกงด้วยนะ เพราะฉะนั้นหนังสารคดีเรื่องนี้ก็เลยเหมือนได้บันทึกภาพฮ่องกงในทศวรรษ 1950 ไว้ด้วย ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังบางเรื่องที่บันทึกภาพฮ่องกงยุคเก่า ๆ เอาไว้ อย่างเช่น PALIMPSEST: THE STORY OF A NAME (2025, Mary Stephen, Hong Kong, documentary, A+30), WHAT RULES THE INVISIBLE (2022, Tiffany Sia, USA, A+30), BALLAD ON THE SHORE (2017, Ma Chi Hong, Hong Kong, documentary, A+30)

 

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นบันทึกการทำงานของคุณ Ladda Saratayon ที่เคยกำกับหนังเรื่อง ไฟชีวิต (1956) และขบวนเสรีจีน (1958) เราก็เลยถ่ายรูปเรื่องย่อของหนังสองเรื่องนี้จากหนังสือ “ภาพยนตรานุกรมแห่งชาติ” มาลงไว้ด้วย เพราะว่าพอดู BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT แล้ว มันก็ทำให้อยากรู้ต่อไปว่า หนังเรื่อง ไฟชีวิต กับ ขบวนเสรีจีน มันมีเนื้อเรื่องอย่างไร

 

พอพูดถึงคุณ Ladda Saratayon แล้ว เราก็เลยนึกถึงคุณประเทือง ศรีสุพรรณ ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรกของไทยด้วย เราก็เลยถ่ายรูปเรื่องย่อหนังของคุณประเทืองมาลงไว้ด้วยเช่นกัน โดยคุณประเทืองเคยกำกับหนังเรื่อง ทาษรัก (1953) ร่วมกับคุณรังสี ทัศนพยัคฆ์ และเคยกำกับหนังเรื่อง สุดที่รัก (1955)

 

เสียดายที่ตอนนี้เราน่าจะหาหนังเรื่อง ไฟชีวิต, ขบวนเสรีจีน, ทาษรัก และสุดที่รัก มาดูไม่ได้แล้ว

 

เราได้ดูหนังไทยในทศวรรษ 1950 แค่ไม่กี่เรื่อง อย่างเช่น โตนงาช้าง (1951, แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร), ดรรชนีนาง (1953, ส. อาสนจินดา, ศักดิ์เกษม หุตาคม), ทะเลรัก (1953, ขุนวิจิตรมาตรา), DEAD MAN’S VOICE คำสั่งคำสาป (1954, Burnet Lamont), SANTI-VINA (1954, Khru Marut),  ห้วงรักเหวลึก (1955, สมควร กระจ่างศาสตร์), เศรษฐีอนาถา (1956, วสันต์ สุนทรปักษิณ)

 

เราก็เลยไม่แน่ใจเรื่องบรรยากาศทางการเมืองในประเทศไทยในทศวรรษ 1950 แล้วเราก็เลยแอบสงสัยว่า ประเทศไทยในทศวรรษ 2490 ซึ่งเป็นยุคก่อนสฤษดิ์ นี่มันเป็นยุคที่ประเทศไทยยังดูดีมีความหวังหรือเปล่าน่ะ 55555 เหมือนกับไทยในยุคปี 1993-2005 ที่เป็นยุคที่ประเทศไทยดูรุ่งเรือง เจริญ ศิวิไลซ์ ดูดีมีความหวังมาก ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายเมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2006

 

เหมือนหนังไทยที่เราได้ดูในยุคก่อนสฤษดิ์ มันดูแตกต่างจากหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม น่ะ เพราะว่าหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม มันเหมือนเต็มไปด้วยหนังบู๊ มีพระเอกนักบู๊ มีกลุ่มผู้ร้าย มีความขาวจัด ดำจัด ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเหมือนแตกต่างจากหนังไทยในยุคก่อนสฤษดิ์ แต่เราก็ได้ดูหนังไทยยุคเก่า ๆ แค่ไม่กี่เรื่อง เราก็เลยไม่แน่ใจในเรื่องนี้

 

เราก็เลยสงสัยว่า จริง ๆ แล้วหนังไทยในยุคก่อนสฤษดิ์ กับหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม มันมีความแตกต่างกันจริง ๆ หรือเปล่า และความแตกต่างกันนี้ มันเกี่ยวข้องกับบรรยากาศทางการเมืองในไทยด้วยหรือเปล่า

 

หนังยุคนั้นอีกเรื่องที่เราเคยดู คือ กังวานไพร (1954, ส. อาสนจินดา)

+++

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เราได้ดู RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE (2014, Khavn de la Cruz, Philippines, A+30) ในวันที่ 18 พ.ย. 2015 ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok

 

จำได้ว่าพอดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว Filmsick ก็พูดในทำนองที่ว่า “หนังเรื่องนี้เล่าเนื้อเรื่องทั้งหมดจบแล้วในช่วง “แนะนำตัวละคร” ใน 3 นาทีแรก คือเนื้อเรื่องจริง ๆ มีเพียงแค่ 3 นาทีแรก คือแค่หนังแนะนำตัวละคร คนดูก็เดาได้เองว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดมันควรจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลือของหนัง หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่องใด ๆ อีกต่อไป” ซึ่งเราชอบวิธีการแบบนี้อย่างสุดขีด

 

RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE ติดอันดับ 46 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2015

+++

 

FLAMING BROTHERS หลังกระแทกฝา (1987, Joe Cheung, Hong Kong) น่าดูสุดขีด เพราะหนังเรื่องนี้เขียนบทโดย Wong Kar-wai

+++

 

หลี่เหลียงเหว่ย (Raymond Lui) นี่คือหนึ่งในดาราคนแรก ๆ ที่ทำให้เราเกิดอารมณ์ทางเพศ 55555

 

เห็นผังรายการแล้วน้ำตาจะไหล เพราะเราชื่นชอบปอบผีฟ้า กับศึกชิงจ้าวยุทธจักร THE WATER LEGEND (60 episodes) อย่างรุนแรงมาก ๆ อยากดูละครเรื่อง “จิตไม่ว่าง” มาก ๆ ด้วย

+++

 

วันนี้เราได้ดูหนังเรื่อง VIA DOLOROSA (2025, Tal Elkayam, Israel/Palestine, documentary, 12min, A+30) ในเทศกาล What The Doc Film Festival ซึ่งตอนแรกเรานึกว่ามันคือหนังที่เราเคยดูไปแล้ว เพราะเราจำได้ว่า เราเคยดูหนังปาเลสไตน์เรื่อง VIA DOLOROSA ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้

 

แต่พอดูจริง ๆ ปรากฏว่ามันไม่ใช่ เพราะมันมีหนังปาเลสไตน์ 2 เรื่องที่ใช้ชื่อว่า VIA DOLOROSA เหมือนกัน ส่วนหนังที่เราเคยดูไปแล้วคือ VIA DOLOROSA (2021, Oraib Toukan, Palestine, 21min, A+30)

++++

 

Arnold Tam ถือเป็นผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่มาแรงจริง ๆ ในปีนี้ เพราะเมื่อต้นปีเราเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง ANATOMY OF THE CALL (2024, Hong Kong, 18min, A+30) ของเขาในงานฉายหนังฮ่องกงของกลุ่ม Wildtype ปรากฏว่าหนังอีกเรื่องของเขาก็ได้เข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาล What the Doc Film Festival ในช่วงนี้ด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่อง LOVE IN THE GAZE OF A PANOPTICON (2025, Hong Kong, 20min, A+30) เพราะฉะนั้นก็เลยถือได้ว่า Arnold Tam มีหนังสองเรื่องได้เข้าฉายในกรุงเทพในปีนี้

  

Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด