Wednesday, July 22, 2026

RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS

 

Peter Bradshaw แห่ง The Guardian เขียนถึง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) เราชอบมากที่มีโยงไปถึงหนังเรื่อง TRULY, MADLY, DEEPLY (1990, Anthony Minghella, UK) ด้วย

 

https://www.theguardian.com/film/2026/jul/20/a-useful-ghost-review-exhilarating-black-comedy-pits-thai-politics-against-a-haunted-hoover?fbclid=IwY2xjawTL4HZleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEep-EGbLalFD2vBobRFnq7V0Sjern2gK2k0z_b_XHlVj_KhEk28AgQWOfTPwg_aem__hzKiwXnw60rpJ5ervY9kA

+++

 

กลุ่มหนัง RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS ที่เราชื่นชอบสุดขีด

 

หนังที่ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานวรรณกรรม แต่ทำออกมากลายเป็นหนังที่ minimal มาก และแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง (ลิสท์นี้นับเฉพาะหนังที่เราเคยดูแล้วและชื่นชอบมันมาก ๆ)

 

1. DARK WAVES คลื่นมืด (2025, Teeranit Siangsanoh ธีรนิติ์ เสียงเสนาะ, 50.28 mins)

หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยาย THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

2. VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min)

ดัดแปลงจากนิยาย A CLOCKWORK ORANGE (1962, Anthony Burgess)

 

3. KING LEAR (1987, Jean-Luc Godard, USA, 90min)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TRAGEDY OF KING LEAR (1605, William Shakespeare)

 

4. EDWARD II (1991, Derek Jarman, UK)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TROUBLESOME REIGN AND LAMENTABLE DEATH OF EDWARD THE SECOND, KING OF ENGLAND, WITH THE TRAGICAL FALL OF PROUD MORTIMER  (1594, Christopher Marlowe)

 

5. AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia)

 

6. BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min)

ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland)

 

7. THE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, Achitaphon Piansukprasert, 10.05 min)  

8. THE OLD SCAR แผลเก่า (2016, Teeranit Siangsanoh, 12mins)

9. FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min)

ภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องนี้ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง “แผลเก่า” (1936, ไม้ เมืองเดิม)

 

10. 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

บันทึกความรู้สึกของเรา

 

1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “คลื่นมืด” ของ Teeranit เราก็ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะ wavelength ของเรากับของ Teeranit ตรงกันอย่างมาก ๆ อยู่แล้ว หนังทั้งเรื่องเหมือนเป็นแค่ home video บันทึกการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน และมีบางฉากที่ดูเหมือนมีการจัดวางตำแหน่งตัวละครแบบหนัง fiction แต่มันก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวใด ๆ ออกมาตรง ๆ หนังแทบไม่มีบทสนทนาเลย ยกเว้นฉากนึงที่พูดถึงนางเงือกหรืออะไรทำนองนี้

 

เราเพลิดเพลินกับการดูอะไรแบบนี้มาก ๆ และก็ช็อคมากเมื่อเห็นในเครดิตท้ายเรื่องว่า หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

เราไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้นะ แต่เราชอบ “การดัดแปลงวรรณกรรมให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่มีความแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง” และเราก็มั่นใจว่า หนังเรื่องนี้น่าจะแตกต่างจากตัวนิยายต้นฉบับอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะตัวหนังมันเหมือนกลั่นกรองเนื้อเรื่องและถ้อยคำต่าง ๆ ออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงชุดภาพของการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน

 

(จริง ๆ แล้วเราก็ช็อคด้วยที่ได้เห็นชื่อตัวเองเป็น “ผู้อำนวยการสร้าง” หนังเรื่องนี้ เพราะเราก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน 55555 เราเดาว่าสาเหตุอาจเกิดจากการที่เราเคยให้เงินคุณ Teeranit เมื่อ 10 กว่าปีก่อน (ก่อนที่เราจะสิ้นเนื้อประดาตัวจากอุบัติเหตุในปี 2016) ซึ่งเป็นเงินเพียงเล็กน้อย และเราก็ลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะมันนานกว่า 10 ปีแล้ว เราก็เลยช็อคที่ได้เห็นชื่อตัวเองในเครดิตท้ายหนังเรื่องนี้ แต่ก็ขอบคุณคุณ Teeranit มาก ๆ ที่ใส่ชื่อเราเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว)

 

2. พอเราได้ดู “คลื่นมืด” เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland) เพราะภาพยนตร์ไทยทั้งสองเรื่องนี้ มันก็เป็นการดัดแปลงวรรณกรรมต้นฉบับให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal แบบสุดขั้วเหมือน ๆ กัน

 

เราก็ไม่เคยอ่านตัวนิยาย CAMILLA เช่นกัน แต่เราชอบหนังเรื่อง BLOOD RAIN มาก ๆ เหมือนหนังทั้งเรื่องมันเป็นชุดภาพอะไรก็ไม่รู้ เลื่อนลอยไปมา เป็นก้อนสีสวยงาม ลึกลับ แต่เนื้อเรื่องได้ถูกกลั่นกรองทิ้งไปจนหมดแล้ว

 

เราชอบทั้ง BLOOD RAIN และคลื่นมืด มาก ๆ หนังทั้งสองเรื่องนี้มัน minimal มาก ๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนจุดเด่นที่แตกต่างกันระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะหนังของคุณ Achitaphon มักจะมีจุดเด่นที่การสร้างภาพแบบ digital และโลกที่ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง เหมือนเป็นโลกในระบบดิจิทัล, โลกบนละครเวที อะไรทำนองนี้

 

ส่วนหนังของคุณ Teeranit หลาย ๆ เรื่องสร้างมนตร์เสน่ห์ที่ทรงพลังมาก ๆ จากการจับภาพสิ่งธรรมดาสามัญในโลกแห่งความเป็นจริง ภาพของคน วัตถุ สิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่พอ gaze ของคุณ Teeranit ไปจับสิ่งนั้น แล้วนำมันมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ วัตถุสิ่งของในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นสิ่งที่มีพลังเร้นลับบางอย่างขึ้นมา

 

3. พอเรานำ Teeranit Siangsanoh กับ Achitaphon Piansukprasert มาเปรียบเทียบกัน เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งสองท่านนี้ เคยทำหนังเรื่อง “แผลเก่า” เหมือนกันด้วย และหนังทั้งสองเรื่องนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้ดีเช่นกัน

 

แผลเก่า ของคุณ Achitaphon ก็เป็นชุดภาพดิจิทัล เป็นก้อนสี เลื่อนลอยไปมา ถ้าหากเราจำไม่ผิด เนื้อเรื่องแผลเก่าของไม้ เมืองเดิม ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงวัตถุไม่กี่อย่าง

 

ส่วน แผลเก่า ของคุณ Teeranit เป็นการนำภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) มาดัดแปลงใหม่โดยใช้มันในแบบ found footage โดยเราจะได้เห็นภาพบางภาพจากแผลเก่าเวอร์ชั่นปี 1977 และได้ฟังเสียงที่มาจากหนังเรื่องนั้น ราวกับเป็นการคั้นเอา “หัวกะทิ” ของแผลเก่าปี 1977 ออกมา โดย Teeranit เลือกเอาเพียง 1% ของภาพและ 5% ของเสียงที่ตัวเองชื่นชอบจากหนังเวอร์ชั่นปี 1977 มาประกอบสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่

 

อันนี้เป็นความเห็นของทีมงาน Wildtype ที่มีต่อ “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh:

 

“WW : การที่หนังให้ความสำคัญกับเสียงมากกว่าภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามของบทสนทนาในหนังของเชิด ทรงศรี และความสามารถในการพูดบทสนทนาของสรพงษ์ ชาตรี ที่สามารถพูดบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นภาษาเขียน ออกมาได้อย่างไม่ขัดเขินและทรงพลังมากๆ องค์ประกอบด้านบทสนทนา+วิธีการพูดของตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยมองข้ามในอดีต แต่หนังเรื่องนี้ได้ช่วยขับเน้นมันออกมาให้เห็นเด่นชัด

 

CD : ธีรนิติ์หยิบแผลเก่าของ เชิด ทรงศรี มา tribute ในสไตล์ตนเองที่แทบตรงข้ามกับงานของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ เพราะเขาใช้ภาพเพียง 5 ภาพเท่านั้นตลอดการฉาย โดยบางช่วงอาจเป็นการ fade ซ้อนทับ บางช่วงปล่อยนิ่ง ผสมกับเสียงจากตัวหนังจริงที่ธีรนิติ์ใช้คำพูดต่าง ๆ ตัดต่อเรียงซ้ำเพื่อสร้างอารมณ์และให้คนดูหวนระลึกถึงภาพเคลื่อนไหวที่เคยเห็นจากความทรงจำ (ตอนดู ภาพความแค้นของขวัญต่ออีเรียมผุดขึ้นมาในหัวอย่างแจ่มชัด)

 

เป็นการ tribute ได้ทรงพลังและยอดเยี่ยมมาก ๆ

 

4. พอพูดถึงการดัดแปลง “แผลเก่า” ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal มาก ๆ แล้ว เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min) ด้วย ซึ่งเป็นหนังนักศึกษาที่ดัดแปลงมาจาก “แผลเก่า” เช่นกัน

 

ฝันเรียม ไม่ได้มีความ minimal มากเท่ากับภาพยนตร์ของ Teeranit และ Achitaphon เพราะว่า “ฝันเรียม” ยังคงมีเนื้อเรื่องอยู่ แต่มันมีการลดทอนความพยายามสร้างฉากและองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดูสมจริง มันเป็นหนังที่ไม่ต้องแคร์ความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป

 

ฉากที่ตราตรึงที่สุดใน “ฝันเรียม” คือฉากที่ตัวละคร “พายเรือบนบก” คือตามเนื้อเรื่องนั้น ฉากนี้ตัวละครควรจะพายเรือในลำคลอง แต่ทางทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้คงมองไม่เห็นความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องใช้คลองจริง ๆ ในฉากนี้ เพราะฉะนั้นนักแสดงก็เลยพายเรือบนบกไปเลย เพราะผู้ชมสามารถดูฉากนี้แล้วจินตนาการได้เองว่า “ตัวละครกำลังพายเรือในลำคลอง” ถึงแม้ดวงตาของผู้ชมจะมองเห็น “นักแสดงพายเรือบนบก” อยู่ก็ตาม

 

เราเคยดู “ฝันเรียม” เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ถึงเวลาจะผ่านมานาน 20 ปี เราก็ยังคงลืมหนังเรื่องนี้ไม่ลง

 

ในแง่หนึ่งเราก็เลยคิดว่า “ฝันเรียม” เหมือนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของเส้นตรงเส้นหนึ่ง จุดเริ่มต้นของเส้นตรงนั้น คือนิยาย “แผลเก่า” ของไม้ เมืองเดิม และสิ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวนิยายมาหน่อยบนเส้นตรงเส้นนั้น ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) และสิ่งที่อยู่ลำดับถัดมา ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง KWAN RIAM (2001, Sutthakorn Santithawat) กับ THE SCAR (2014, M.L. Pundhevanop Dhewakul) เพราะว่าหนังสามเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” และมีการสร้างฉากให้สอดคล้องกับตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจาก THE SCAR ของหม่อมน้อย ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง “ฝันเรียม” นี่แหละ เพราะฝันเรียมมี “เนื้อเรื่อง” แต่ “ฉากย้อนยุค” ได้ถูกตัดทิ้งไป และมีฉาก “พายเรือบนบก” ที่ต้องอาศัยจินตนาการของผู้ชมเข้าช่วยในการดูหนังด้วย “ฝันเรียม” ก็เลยเป็นหนังที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจากภาพยนตร์เรื่อง “ฝันเรียม” ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh ซึ่งเหมือนเป็นการลดทอนตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมลงจนเหลือเพียงแค่ภาพนิ่งไม่กี่ภาพ และเสียงพูด monologue ของตัวละคร

 

และสิ่งที่ตั้งอยู่อีกปลายสุดของเส้นตรงเส้นนี้ ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Achitaphon ที่ตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงแค่วัตถุไม่กี่อย่าง ลอยไปลอยมาอยู่บนจอภาพยนตร์

 

5. ในส่วนของหนังต่างประเทศนั้น หนังที่ดัดแปลงบทประพันธ์จนกลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ ก็มีเช่น VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง A CLOCKWORK ORANGE แต่ดัดแปลงมาจนมันกลายเป็นอะไรที่ดูไม่รู้เรื่องอีกต่อไป 55555

 

6. อีกหนึ่งในการดัดแปลงบทประพันธ์ที่เฮี้ยนสุดตีนมาก ๆ ก็คือ KING LEAR ของ Godard คือเรียกว่าไม่เสียชื่อ Godard จริง ๆ เพราะ KING LEAR เวอร์ชั่นนี้มัน “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป” มาก ๆ 55555

 

7. EDWARD II ของ Derek Jarman ก็อาจจะเข้าข่ายหนังกลุ่มนี้ด้วย แต่มันอาจจะไม่ได้ radical adaptation มากเท่ากับ VINYL ของ Warhol และ KING LEAR ของ Godard เพราะเรารู้สึกว่า EDWARD II มันยัง “เล่าเรื่อง” อยู่ มันยังคงมีเนื้อเรื่อง และตัวเนื้อเรื่องนี้อาจจะไม่ได้แตกต่างจากตัวต้นฉบับของ Christopher Marlowe มากนัก แต่ว่า EDWARD II มันใช้ฉากที่ minimal มาก ๆ คล้าย ๆ กับ “ฝันเรียม” และมันสร้างโลกที่ timeless มีทั้งสิ่งของโบราณและสิ่งของยุคปัจจุบันผสมอยู่รวมกัน

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทประพันธ์ต้นฉบับของ Christopher Marlowe นะ แต่เราก็ประทับใจกับความ minimal ทางฉากของ EDWARD II มาก ๆ น่ะ ซึ่งมันจะแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนังแบบ BRAVEHEART (1995, Mel Gibson) ที่เล่าเรื่องของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สองเหมือนกัน แต่หนังพยายามสร้างฉากทุกอย่างให้ดูสมจริง

 

จริง ๆ แล้วหนังแบบ EDWARD II ที่สร้างฉากย้อนยุคแบบ minimal สุดขีดนี้ ก็อาจจะจัดให้เข้าพวกได้กับหนังอย่าง PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer, France) และ LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson, France) นะ เพราะหนังสองเรื่องนี้ก็โคตร minimal เช่นกัน แต่หนังสองเรื่องนี้สร้างจากตำนานโบราณ และเน้นเล่าเรื่องตามตำนานโบราณ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) เราก็เลยไม่ได้นำมันมารวมไว้ในลิสท์หนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรม

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราประทับใจการดัดแปลงวรรณกรรมของมันมาก ๆ ก็คือ AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany) ที่ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia) เพราะว่า AFTERNOON เหมือนตัดทิ้งอารมณ์รุนแรง อารมณ์ melodrama ในตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมออกไปจนหมด เหลือเพียงแค่ “กลุ่มตัวละครมาพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศอย่างชิล ๆ สบาย ๆ”

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทละคร “นางนวล” ของเชคอฟนะ แต่เราเคยดูหนังเรื่อง “นางนวล” (1987, M.L. Pundhevanop Dhewakul) และ LA PETITE LILI (2003, Claude Miller, France) ที่ดัดแปลงจากเชคอฟมาแล้ว เราก็เลยทึ่งมาก ๆ กับ AFTERNOON ที่มันเหมือนลดทอนอารมณ์รุนแรงออกไปจนหมด เหลือเพียงตัวละครคุยกันอย่างชิล ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง คือกราบตีน Angela Schanelec มาก ๆ

 

9. หนึ่งในภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีดในกลุ่มนี้ ก็คือ 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

เราไม่เคยอ่านหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” นะ แต่เรารักหนังเรื่อง 30 อย่างรุนแรงมาก หนังเรื่องนี้ประกอบไปด้วยเสียง voiceover เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ แบบไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน แต่เหมือนเป็นเรื่องราวชีวิตของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง และมีเนื้อเรื่องบางส่วนเกิดขึ้นในนครชิคาโกของสหรัฐ และในเมืองหยางโจวของจีนด้วย

 

ในส่วนของ “ภาพ” นั้น หนังเรื่องนี้ให้ผู้ชมเห็นแต่เพียง “จุด” ต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา จนกระทั่งมันกลายเป็นสี่เหลี่ยม และคืนร่างเป็นจุดอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง

 

แต่ปรากฏว่า แค่เราได้ดูเพียงแค่ “จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา” ในหนังเรื่องนี้ เราก็แทบร้องไห้แล้ว เหมือนคุณ Tossapol เขาออกแบบการเคลื่อนที่ของจุดต่าง ๆ บนจอภาพยนตร์ ให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องในเสียง voiceover แต่มันเป็นการสอดคล้องกันในแบบที่เราไม่รู้ตัว กว่าเราจะรู้ตัวว่ามันทำปฏิกิริยากันอย่างรุนแรงในใจเรา มันก็บีบคั้นใจเราจนแทบร้องไห้แล้วในช่วงท้ายเรื่อง กราบตีนมาก ๆ

 

อีกสิ่งที่ minimal มาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือเครดิตช่วงท้ายเรื่อง ที่ขึ้นชื่อนักแสดงมาสองกลุ่ม กลุ่มแรกมี 4 คน ส่วนกลุ่มที่สองมี 10 กว่าคน

 

คือเราเห็นรายชื่อนักแสดงแล้วก็งงมาก เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นเพียงแค่ จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมาบนจอภาพยนตร์ เราก็เลยเดาว่า รายชื่อ 4 คนแรก น่าจะเป็น “ผู้พากย์” หรือ “เจ้าของเสียง voiceover”

 

ส่วนรายชื่อนักแสดง 10 กว่าคนในกลุ่มที่สอง เราเดาว่า นักแสดงเหล่านี้น่าจะเป็น “เพื่อนในชีวิตจริง” ของผู้กำกับ และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่อง 30 นี้ และบางทีจุดต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นเหมือนตัวแทนของพวกเขา แต่อะไรพวกนี้คือเราเดาเอาเองหมดเลยนะ

 

เพราะฉะนั้น 30 ก็เลยถือเป็นหนึ่งในหนังที่ minimal ที่สุดที่เราเคยดูมาในชีวิตนี้ แต่มันส่งผลสะท้านสะเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ และน่าจะถือเป็นการสร้างหนังโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ แต่ตัวหนังกลายเป็นอะไรที่แตกต่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมอย่างสุดขั้วมาก ๆ

+++

 

ช่วงนี้เราหยิบเทปม้วนนี้กลับมาฟังอีก UNTIL THE END OF THE WORLD SOUNDTRACK (1991)

 

เทปลิขสิทธิ์นี้ผลิตโดยค่ายวอร์เนอร์ และน่าจะออกวางแผงในไทยตั้งแต่ปี 1991 แต่ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราซื้อเทปม้วนนี้ในปี 1996 เพราะว่าในปีนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders) ที่คุณสนธยา ทรัพย์เย็น แห่ง Filmvirus นำมาจัดฉายที่ดวงกมล ซีคอนสแควร์

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง และก็ชอบเพลง SUMMER KISSES, WINTER TEARS ของ Julee Cruise ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราก็เลยตัดสินใจซื้อเทปเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ปรากฏว่า เวลาผ่านมานาน 30 ปีแล้ว เทปม้วนนี้ก็ยังคงฟังได้ดีอยู่ เราดีใจมาก ๆ แต่เสียดายที่ปกเทปนี้ไม่มีเนื้อเพลง อย่างไรก็ดี ปกเทปม้วนนี้ดีที่มีภาพประกอบสวย ๆ

 

ลำดับความชอบของเราที่มีต่อเพลงในอัลบัมชุดนี้ (ไม่นับเพลงบรรเลงในอัลบัม)

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. SUMMER KISSES, WINTER TEARS – Julee Cruise

 

2. CALLING ALL ANGELS – Jane Siberry with k.d. lang

 

3. DAYS – Elvis Costello

 

4. (I’LL LOVE YOU) TILL THE END OF THE WORLD – Nick Cave and the Bad Seeds

 

5. SAX AND VIOLINS – Talking Heads

 

6. THE ADVERSARY – Crime & The City Solution

เราเพิ่งรู้จักวงนี้ก็เมื่อเราได้ซื้ออัลบัมชุดนี้นี่แหละ

 

7. FRETLESS – R.E.M.

 

8. DEATH’S DOOR – Depeche Mode

 

9. IT TAKES TIME – Patti Smith & Fred Smith

 

10. MOVE WITH ME (DUB) – Neneh Cherry

Neneh Cherry นี่เป็นนักร้องคนโปรดของเรา แต่เพลงนี้สู้เพลงอื่น ๆ ในอัลบัมไม่ค่อยได้

 

11. LAST NIGHT SLEEP -- Can

 

12. SLEEPING IN THE DEVIL’S BED – Daniel Lanois

 

13. WHAT’S GOOD – Lou Reed

 

14. HUMANS FROM EARTH – T-Bone Burnett

 

15. UNTIL THE END OF THE WORLD – U2

 

U2 นี่ถือเป็นวงโปรดของเราวงนึงนะ แต่ไป ๆ มา ๆ เราดันรู้สึกเฉย ๆ กับเพลงนี้ ซึ่งแตกต่างจากเพลง FARAWAY, SO CLOSE! (1993) ที่เราชอบสุดขีด

+++

 

ลองถาม AI ว่า สินค้าจีนมียี่ห้ออะไรบ้าง เผื่อเราจะได้ไม่ไปอุดหนุนมันอีก

 

 

Tuesday, July 21, 2026

FILMS ABOUT THE VOID IN HUMAN SOULS

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30) และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้

 

เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้

 

Cinema Scope on COMA

https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/

+++

 

ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค” เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้

 

เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง “ตำนาน Saint George” เหรอ

+++

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์

 

SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST

 

1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

 

2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation)

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany)

 

4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)

 

6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง free will + determinism

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)

 

1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน, ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้ หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์ มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว 30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ 100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

 

เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้ แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว (เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)

 

เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้

 

2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

 

แต่ตัวละคร Raymond ใน THE VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ free will อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า

 

2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย “ไร้เหตุผล” เหมือนกัน

 

2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหมือนกัน

 

2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will vs. determinism เหมือนกัน

 

3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน

 

คือใน COMA นั้น ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ “โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน “โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free will ได้

 

และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน” เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เสียอีก 55555

 

คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS มาก ๆ ในความเห็นของเรา

 

แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง

 

4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่ four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้ ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT 25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย

 

เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted screens”

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA, มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness” ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง 3 โลกสมมุติเลย

 

แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น” จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้ อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง” เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด

 

5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography

 

6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism

 

ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ

+++

 

RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)

 

เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู

 

1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)

เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้

 

3. มังกรหยก (1983)

เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง

 

4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)

เขารับบทองค์ชายเฟยหลง ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน

 

ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา

 

เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว” (Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า

+++

 

I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)

++++

 WRECKED กองกอย

ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้ 55555

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

EVIL DEAD BURN

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน EVIL DEAD BURN (2026, Sébastien Vanickek, A+15) ก็คือ การที่หนังเรื่องนี้เหมือนจะจงใจ tribute ให้หนังสยองขวัญที่เราชอบมาก ๆ อย่างเช่น

 

มี spoil EVIL DEAD BURN

--

--

--

--

--

1. ใน EVIL DEAD BURN ฉากที่คุณยาย Polly (Maude Davey) กลายเป็นผี แล้วลุกขึ้นภายใต้ผ้าคลุมสีขาว เรารู้สึกว่ามันคือการจงใจคารวะฉากการฟื้นคืนชีพของ Marjorie Glick ในโรงพยาบาลใน SALEM’S LOT (1979, Tobe Hooper, 183min, A+30) โดย SALEM’S LOT (1979) นี่ถือเป็นหนึ่งในหนัง/ละครสยองขวัญสุดโปรดตลอดกาลของเรา

 

2. ใน EVIL DEAD BURN ฉากที่ผี Edgar (Erroll Shand) มาเคาะกระจกหน้าต่างชั้นสองท่ามกลางความมืด เราก็รู้สึกว่ามันคือการจงใจคารวะฉากกระจกหน้าต่างใน SALEM’S LOT (1979, Tobe Hooper, 183min, A+30) เช่นกัน

 

3. ฉากช่วงท้ายของ EVIL DEAD BURN นี่เราก็เดาว่ามันคือการจงใจคารวะฉากจบของ READY OR NOT (2019, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett) เพียงแต่ว่านางเอกของ EVIL DEAD BURN ตอบว่า my ex-husband หรืออะไรทำนองนี้ ส่วนนางเอกของ READY OR NOT ตอบว่า in-laws

 

4. ส่วนฉากที่ไม่ได้จงใจ tribute แต่เป็นฉากที่ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ โดยบังเอิญ ก็คือฉากผีไต่เพดานห้องใน EVIL DEAD BURN ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงฉากคลาสสิคใน THE EXORCIST III (1990, William Peter Blatty)

 

คือเราเดาว่าฉากผีไต่เพดานห้องอาจจะมีในหนังสยองขวัญหลาย ๆ เรื่องก็เป็นได้นะ เราก็เลยไม่รู้ว่าฉากนี้ใน EVIL DEAD BURN มี reference มาจากหนังเรื่องไหนกันแน่ แต่ฉากผีไต่เพดานห้องฉากแรกที่เราเคยดูในชีวิต ก็คือในหนังเรื่อง THE EXORICIST III ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า ฉากแบบนี้มันปรากฏครั้งแรกใน THE EXORCIST III หรือเปล่า หรือว่ามันมีมาในหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านั้น

 

ถ้าใครมีข้อมูลว่าฉากไหนใน EVIL DEAD BURN จงใจ tribute ให้หนังเรื่องไหนอีก ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

 The resurrection of Marjorie Glick in SALEM’S LOT (1979)

https://www.youtube.com/watch?v=hc_mUIkiDX4

 

Window scene in SALEM’S LOT (1979)

https://www.youtube.com/watch?v=w1unHCE_Npw

 

+++

 

เพิ่งรู้เรื่องของ Saint Eulalia นักบุญหญิงที่ถูกประหารชีวิตขณะอายุ 13 ปี ในปี 303 รุนแรงมาก เธอเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของนครบาร์เซโลนาด้วย

 

อันนี้เป็นภาพวาด THE MARTYRDOM OF SAINT EULALIA วาดโดย Bernat Martorell ในปี 1442-1445

 

Saint Eulalia

https://en.wikipedia.org/wiki/Eulalia_of_Barcelona

+++

 

เห็น Dermot Mulroney แล้วก็นึกถึงสมัยที่ตัวเองยังเป็นวัยรุ่นมาก ๆ เราน่าจะเคยเห็นเขาครั้งแรกจากหนังเรื่อง LONG TIME COMPANION (1989, Norman René)

+++

 

ภาพประวัติศาสตร์มาก ๆ เห็นใน comment มีคนบอกว่า คนในภาพคือ “แถวนั่งเก้าอี้ กอบสุข  จารุจินดา, ลลนา สุลาวัลย์, พิศมัย วิไลศักดิ์, นิภาพร นงนุช, มนัสชนก ส่งศรีสุข ส่วนแถวนั่งพื้น วรรณิศา ศรีวิเชียร, เป็นหนึ่ง ไชยชิต, ยิ่งใหญ่ อายะนันท์, วิยะดา อุมารินทร์”

 

เราไม่ได้ไปงานนี้ที่หอภาพยนตร์นะ เพราะว่าเราเคยดู ไร้เสน่หา (1978, Chana Kraprayoon) ไปแล้วในเดือนเม.ย. 2009

  

Saturday, July 18, 2026

HOW VICTIMS BECOME AGGRESSORS

 

ผู้หญิงแย่งสับ WEB OF DECEPTION (1989, David Chung, Hong Kong) is one of my most favorite films of all time. เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นเราจองเป็น “หลินชิงเสีย” ในหนังเรื่องนี้ ส่วนเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยในกลุ่มของเรา ก็จองเป็น “หวังจู่เสียน”, “หวังซิ่วเฟิง” และ “หลี่เหม่ยฟ่ง” ในหนังเรื่องนี้

+++

 

เพิ่งรู้ว่า BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) มีชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “สองสาวอันตรายหัวใจนรกแตก”

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กองกอย WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30)

+ WARLA (2025, Kevin Z. Alambra, Philippines, A+30)

หนังสองเรื่องเกี่ยวกับตัวละครเอกที่เรามองว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

หรือตัวละครที่ “ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว/สังคม/ระบอบปิตาธิปไตย แต่ต่อมาเหยื่อก็กลับทำตัวเป็นคนชั่ว/ปีศาจ เสียเอง”

หรือตัวละครที่อาจจะบอกตัวเองว่า “ในเมื่อโลกและสังคมเคยทำร้ายฉันอย่างรุนแรงมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากฉันจะทำเลวกับคนอื่น ๆ บ้าง แล้วมันจะทำไม”

 

ซึ่งประเด็นนี้อาจจะโยงไปถึง VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain), L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France) และ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) ด้วย

 

1. ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราแอบตั้งคำกริยาคำหนึ่งไว้ใช้เรียกคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม คำกริยานั้นคือคำว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

 

การ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” ในที่นี้ ก็คือการที่คนบางคน ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนที่เคยถูกกดขี่/กดทับ จากระบอบการเมือง/สังคม/โลก ที่ไม่เป็นธรรมในอดีต ได้ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง และใช้โอกาสนั้นในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ หรือใช้ “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการหลอกตัวเองให้เชื่อว่า ตัวเองไม่ผิดอะไรถ้าหากจะทำร้ายคนอื่น ๆ

 

2. คือเรามองว่า อิสราเอล คือตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการกระทำแบบนี้ เราก็เลยเอาชื่อประเทศนี้มาใช้เป็นคำกริยา ซึ่งจริง ๆ แล้วเราคิดว่ามันน่าจะมีศัพท์เฉพาะสั้น ๆ สำหรับใช้เรียกการกระทำแบบนี้หรือใช้เรียกคนกลุ่มนี้นะ แต่เราไม่รู้ว่าศัพท์เฉพาะนั้นมันคือคำศัพท์อะไร ถ้าใครรู้ว่ามันมีคำศัพท์อะไรที่เหมาะจะใช้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

เหมือน “วงจรปีศาจ” สำหรับอิสราเอล มันเริ่มต้นจาก นาซี ที่ทำตัวเป็นปีศาจ ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นชาวยิวก็เลยมีสถานะเป็น “เหยื่อ” ในเหตุการณ์นี้ ส่วนนาซี ก็มีสถานะเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์

 

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิว “บางคน” (ไม่ใช่ทุกคน) ก็ได้กลายเป็น “ปีศาจ” เสียเอง เมื่อพวกเขาเริ่มต้นเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ เหมือนพวกเขาฉกฉวยโอกาสจาก “สถานะเหยื่อ” ของตนเอง หรือฉกฉวยโอกาสที่พวกเขา “ได้รับความสงสารเห็นใจจากคนจำนวนมากทั่วโลก” และเลยเอาโอกาสนั้นมาใช้ในการเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ และสิ่งนี้ก็ยังคงดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงยุคปัจจุบัน

 

3. และในยุคปัจจุบันนี้ เราก็มองว่า มีคนบางคนที่ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” นั่นก็คือคนที่ใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการไปทำร้ายคนอื่น ๆ หรือในการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ ซึ่งการใช้ประโยชน์นี้ มีได้ทั้งในรูปแบบของ การเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากสังคมโดยตรง และในรูปแบบของ “การหลอกตัวเองให้ไม่ต้องรู้สึกผิด เมื่อตนเองทำร้ายคนอื่น ๆ”

 

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสารมาก่อน บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชนชั้น”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชาติพันธุ์”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “เพศ”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ศาสนา”, etc.

 

แต่เราเชื่อว่า “คนชั่ว” มีอยู่ในคนทุกกลุ่ม คนชั่วมีอยู่ในทุกชนชั้น ทั้งคนรวย, ชนชั้นกลาง, คนจน  คนชั่วมีอยู่ในทุกชาติพันธุ์ ทั้งคนผิวขาว และคนผิวสีอื่น ๆ และคนชั่วก็มีอยู่ในทุก gender และทุกศาสนา/ความเชื่อ/ลัทธิ เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีคนชั่วบางคน ที่เคยอยู่ในกลุ่มที่เคยถูกกดทับมาก่อน ฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการทำร้ายหรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ พวกเขาเคยตกเป็น “เหยื่อของปีศาจ” แต่ต่อมาพวกเขาก็ได้กลายสถานะมาเป็น “ปีศาจ” เสียเอง

 

ซึ่งพอคนแบบนี้กลายมาเป็น “ตัวละครในภาพยนตร์” มันก็เลยเป็นตัวละครที่น่าสนใจสุดขีดสำหรับเรา เพราะนี่คือตัวละครที่ “เทา” จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครที่ขาวจัดเป็นแม่พระ หรือดำจัดเป็นนาซี แต่เป็นตัวละครที่ “เป็นทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน และเป็นคนประเภทที่เราพบได้จริง ๆ ในสังคมรอบตัวเราในโลกยุคปัจจุบัน

 

4. หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับคนประเภทนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็คือ Vickrum Digwa ชายชาวซิกข์วัย 23 ปีในอังกฤษ ที่ใช้กริชแทงสังหาร Henry Nowak ชายผิวขาวอายุ 18 ปี แต่พอกลุ่มตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ Digwa กลับอ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของ racist attack (Digwa told the police that Nowak was drunk, had punched him, used a racial slur and pulled off his turban, and showed them what he said was a swollen eye and small bruise.)

 

ตำรวจก็เลยไปจับกุม Nowak ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ก่อนที่ Nowak จะเสียชีวิต (The officers pulled Nowak's hands behind his back and handcuffed him. Nowak said, "Please brother, I can't breathe". These were his last words. He was arrested and read his rights before an officer realised he was unresponsive.)

 

ซึ่งเราว่า Vickrum Digwa ไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนี้ แต่มีอีกหลายคนที่ทำคล้าย ๆ กันแต่อาจจะไม่ได้ทำรุนแรงเท่า Digwa แต่ในสังคมไทยเราอาจจะไม่ได้เจอสิ่งนี้ชัดเท่ากับในสังคมเมืองนอก เพราะสังคมไทยมีปัญหาเรื่องชนชั้นมากพอสมควร และมีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศอยู่บ้าง แต่อาจจะไม่ได้มีความขัดแย้งเรื่อง “สีผิว” อย่างรุนแรงเท่ากับเมืองนอก

 

5. เราก็เลยรู้สึกว่า สังคมโลกยุคนี้มันน่าสนใจดี เพราะในอดีตเมื่อเราเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 นั้น เรามองว่าผู้ร้ายมักจะเป็นนาซี หรือคนรวย หรือชายแท้ หรือคนผิวขาว แต่พอสังคมโลกมันพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ความอยุติธรรมในอดีตถูกทำลายหรือถูกสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ สังคมโลกมันก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก แต่เราก็ต้องระวัง “คนบางคน” ที่เคยตกเป็นเหยื่อ และฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นเหยื่อของตนเอง ในการทำสิ่งที่เลวร้ายต่อคนอื่น ๆ

 

6. เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่เหมือนเป็น “ทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน อย่างเช่น

 

6.1 VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain)

สาวสวยฐานะดีพยายามช่วยเหลือดูแลกลุ่มคนจนและขอทาน แต่เธอกลับถูกขอทานข่มขืน ขอทานในหนังเรื่องนี้ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจ เพราะพวกเขาเป็นเหมือนเหยื่อของโครงสร้างทางสังคม แต่บางคนในกลุ่มพวกเขาก็เป็นปีศาจด้วยเช่นกัน

 

6.2 L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France)

 

One of my most favorite films of all time เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวัยรุ่นสองคนจงใจใช้ธนบัตรปลอมไปซื้อสินค้า พวกเขาคิดว่านั่นเป็นการกระทำผิดเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า การกระทำผิดเพียงเล็กน้อยในสายตาของพวกเขา มันก่อให้เกิดห่วงโซ่ของความเลวร้ายต่อเนื่องและขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้เกิดฆาตกรโรคจิตที่ออกเข่นฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมากในเวลาต่อมา

 

ตัวละครฆาตกรโรคจิตใน L’ARGENT ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเขาเคยตกเป็น “เหยื่อ” ของคนอื่น ๆ และตกเป็นเหยื่อของ “ระบอบยุติธรรม” ด้วย แต่หลังจากที่เขาตกเป็นเหยื่อแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นปีศาจในเวลาต่อมา

 

6.3 BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France)

 

หนังเรื่องนี้ก็เป็น one of my most favorite films of all time เช่นกัน หนังเรื่องนี้มีนางเอกสองคน คนหนึ่งเคยถูกข่มขืนในช่วงต้นเรื่อง แต่หลังจากที่เธอถูกข่มขืนแล้ว เธอก็ได้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

 

7. พอมาในปีนี้ เราก็เจอหนังสองเรื่องที่เราชอบสุดขีด เพราะมันนำเสนอตัวละครที่เข้าข่ายข้างต้น ตัวละครที่เป็นทั้ง “เหยื่อและปีศาจในคนคนเดียวกัน” ซึ่งเรื่องแรกก็คือ WARLA ที่เพิ่งฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Baturu

 

WARLA เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากคดีจริงในฟิลิปปินส์ หนังเล่าเรื่องของกะเทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้มีสถานะเป็น “เหยื่อ” อย่างชัดเจน เพราะความเป็นกะเทยของเธอส่งผลให้เธอถูกรังแกจากชายแท้, หญิงแท้, สังคม, สถาบันทางศาสนา

 

แต่ว่าพวกเธอไม่ได้มีสถานะเป็นเหยื่อเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเธอกลับเลือกที่จะตั้งตัวเป็น “แก๊งอาชญากร” ด้วย พวกเธอปล้นทำร้ายนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้เก็บเงินมาผ่าตัดแปลงเพศที่กรุงเทพ

 

หนังเรื่องนี้สร้างจากคดีจริง และมีความคล้ายคลึงกับ DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet) ที่สร้างจากคดีจริงเกี่ยวกับการปล้นธนาคารเพื่อหาเงินไปผ่าตัดแปลงเพศเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบ WARLA มาก ๆ ตัวละครในหนังมัน “เทา” มาก ๆ และนำเสนอความซับซ้อนของมนุษย์, โลก และสังคมได้อย่างน่าสนใจ

 

ตัวละครใน WARLA ไม่ได้ใช้สถานะความเป็นเหยื่อของตนเองมาเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม แต่เราว่าตัวละครบางตัวใน WARLA เผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจในจิตใจของตัวเอง เพราะตัวละครบางคนถูกเหยียดจากครอบครัวและสังคมเป็นอย่างมาก พวกเธอ “อับจนหนทางไป” เป็นอย่างมาก และในเมื่อโลกไม่เคยยุติธรรมกับพวกเธอ การต่อสู้กันระหว่าง “ปีศาจ” กับ “มโนธรรม” ในใจตนเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

 

8. เราก็เลยชอบหนังเรื่อง “กองกอย” หรือ WRECKED อย่างรุนแรงด้วยเหตุผลเดียวกัน

 

Spoilers alert สำหรับ “กองกอย”

โพสท์นี้มีการเปิดเผยจุดหักมุมที่สำคัญมากในหนังเรื่อง “กองกอย” เพราะฉะนั้นควรไปดูหนังเรื่อง “กองกอย” ก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านนะคะ

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

หนึ่งในตัวละครเอกของ “กองกอย” คือหญิงสาวที่ถูกข่มขืน เธอตกเป็น “เหยื่อ” แต่มันก็คล้ายกับตัวละครใน BAISE-MOI เพราะหลังจากนั้นเธอได้กลายเป็น “ปีศาจ” ไปด้วย เธอทำร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เพียงเพราะเขาอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางเส้นทางรอดพ้นในชีวิตของเธอ

 

เราก็เลยชอบ “กองกอย” มาก ๆ เราว่ามันทำให้เรานึกถึงคนหลาย ๆ คนในสังคมยุคปัจจุบันได้ดี สังคมที่มีการกดขี่กดทับจากคนบางกลุ่ม แต่ “ผู้ที่ถูกกดทับ” หรือ “ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ” เองนั้น ก็ไม่ใช่คนที่เราจะไว้ใจอะไรได้เลย

 

มันคือวงจรแห่งความเลวร้าย ปีศาจทำร้ายเหยื่อ แล้วเหยื่อก็กลายเป็นปีศาจเสียเอง ทำร้ายเหยื่อคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ เป็น chain reaction ที่น่าเศร้ามาก ๆ

+++

 

RIP BRENDA FRICKER

 

I worship her performance in SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada). Her performance in SWANN is the performance of a lifetime.

 

การแสดงของ Brenda Fricker ใน SWANN นี่ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

 

ผลงานการแสดงของ Brenda Fricker ที่เราเคยดู

 

1. MY LEFT FOOT (1989, Jim Sheridan, Ireland/UK)

Brenda Fricker ได้รางวัลออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

2. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)

 

3. A TIME TO KILL (1996, Joel Schumacher)

 

4. SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada)

 

เสียดายที่เราได้ดูผลงานการแสดงของเธอเพียงแค่ 4 เรื่อง เพราะผลงานการแสดงส่วนใหญ่ของเธอน่าจะเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ของไอร์แลนด์ เห็นเธอเคยเข้าชิงรางวัลด้านการแสดงของไอร์แลนด์จาก RELATIVE STRANGERS (1999, TV series), VERONICA GUERIN (2003, Joel Schumacher, Ireland), NO TEARS (2002, TV series), RORY O’SHEA WAS HERE (2004, Damien O’Donnell, Ireland), ALBERT NOBBS (2011, Rodrigo García, USA/Ireland), HOLDING (2022, TV series) ซึ่งเราไม่ได้ดูหนังและละครเหล่านี้เลย แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เธอคงเป็น “เจ้าแม่ด้านการแสดงของไอร์แลนด์”

 

พอเราไปอ่านใน wikipedia เราถึงเพิ่งรู้ว่าประวัติชีวิตของเธอมันหนักมาก ๆ

 

In her 2025 memoir She Died Young: A Life in Fragments, Fricker wrote that she was physically abused by her mother and groomed by a teacher when she was eight. At 14 she spent two years in hospital after going through a car windscreen in a cycling accident, later developed tuberculosis, and made repeated suicide attempts that led to periods in psychiatric care. She said she was raped at 17 and described another assault early in her career. She also wrote that she began self‑harming before the age of 10, influenced by religious imagery she saw in church

+++

 

บางส่วนของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING จักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

RAJADAMNERN (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

I DON’T KNOW LA (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NANCY (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

YOD ZEI (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

TAROT (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NEW WORLD BUILDING (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

LUMPINI PARK (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

ROYAL TURF CLUB THAILAND (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

UNTITLED (Roslisham Ismail, color drawing on paper)

Ise archives

WHERE THE LIGHT FOUND US (2026, Naruebes Vadvaree)

WELCOME BRO (2026, Adisak Choksongsaeng, oil painting)

 

WHITE SNAKE (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

WRESTLING MEN (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

PROCESSION (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

THEY WERE ONLY LOOKING WITH THEIR HANDS (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IS ANYONE STILL HERE? (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

+++

 

อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Lea Pool ในไทย เพราะเราได้ยินชื่อเสียงของเธอมานาน 20 กว่าปีแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังของเธอเลย

 

 

Friday, July 17, 2026

WRECKED

 

Misato Watanabe เป็นหนึ่งในนักร้องญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบมากที่สุด และเราก็รู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อคล้าย ๆ กัน ซึ่งก็คือ Marina Watanabe แต่มาวันนี้เราถึงเพิ่งรู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อ Minayo Watanabe ด้วย ขำมาก ๆ ที่ทั้งสามคนเป็นนักร้องในทศวรรษ 1980 เหมือนกัน นามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นญาติกัน นึกว่าปวดกะโหลก

++++

 

STILL (2026, Tammarat Kittiwatanokun, photographs on iPhone, printed on clear acrylic, and found scientific glass bottle)

 

ชอบงานนี้มาก ๆ เราเข้าใจว่ามันเป็นภาพถ่าย found objects ที่อาจจะมีความเกี่ยวพันกับ Roslissham Ismail (Ise) ศิลปินชาวมาเลเซียผู้ล่วงลับ

 

สิ่งที่เราชอบมาก ๆ ไม่ใช่เนื้อหาในภาพถ่าย แต่เป็นขนาดเล็ก ๆ ของภาพถ่าย และ “การจัดวาง” ภาพถ่ายและ found bottle นี้ โดยการวางมันไว้บนพื้นห้อง อิงแอบอยู่กับฝาผนัง

 

ตัวศิลปินอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่การจัดวางภาพถ่ายและสิ่งของเหล่านี้เอาไว้แบบนั้น ทำให้เรานึกถึงการวางสิ่งของเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในจุดที่มีผู้เสียชีวิต และการวางของเซ่นไหว้อะไรแบบนี้น่ะ ตัว found bottle ก็ทำให้เรานึกถึงแจกันดอกไม้โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

 

เราก็เลยชอบ “การจัดวาง” ภาพถ่ายในงานนี้มาก ๆ

 

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

+++

Artworks seen

 

THE KISS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IT’S JUST A PRANK (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

COME IN (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

BUTTS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

YES (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

Christopher Nolan อะไรกันคะ มันต้องหนังอย่าง “กองกอย” เท่านั้นค่ะ ที่กูจะรีบพุ่งตัวออกไปดูในวันแรกที่ออกฉาย 55555

 

สรุปว่าเราชอบ “กองกอย” WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30) มาก ๆ นะ ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่เราชอบหนังแบบนี้มาก ๆ เหมือนจริง ๆ แล้วมันเป็น “หนังชีวิต” หรือหนัง drama แต่มันแกล้งฉาบหน้าว่าเป็นหนัง horror และมันมีบางประเด็นใน “กองกอย” ที่เราชอบอย่างรุนแรงสุดขีด

 

ตอนนี้เราเพิ่งได้ดูหนังของ Anysay Keola ไปเพียงแค่ 5 เรื่อง สรุปว่าเราชอบ ABOVE IT ALL (2015, Anysay Keola, Laos) มากที่สุดในบรรดา 5 เรื่องนี้

+++

 

ซื้อหนังสือ WITTGENSTEIN: A VERY SHORT INTRODUCTION ของ A.C. Grayling มาแล้ว หนังสือเล่มนี้แปลเป็นไทยโดยคุณ เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์

 

สาเหตุที่เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เป็นเพราะว่าเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราเคยซื้อวิดีโอภาพยนตร์เรื่อง WITTGENSTEIN (1993, Derek Jarman, UK) มาจากร้าน AVS แล้วเราดูไม่รู้เรื่องเลย 55555 หนังเรื่องนั้นก็เลยฝังใจเราอย่างรุนแรง และก็เลยเป็นแรงผลักดันให้เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าในอนาคตเมื่อเราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเราได้ดูหนังของ Derek Jarman อีกครั้ง เราจะได้เข้าใจหนังมากขึ้น

+++

 

อยากให้มีคนนำ LES VAMPIRES (1915, Louis Feuillade, France) มาลงโรงฉายในไทย หนังเรื่อง LES VAMPIRES นี้มีความยาวเพียงแค่ 7 ชั่วโมงเท่านั้นเองนะ ถ้าหากมีคนเล่นเปียโนประกอบหนังเงียบเรื่องนี้ไปด้วยตลอด 7 ชั่วโมงก็น่าจะดีมาก

 

 

Thursday, July 16, 2026

FILM OF HOMELESS VS. SPAIN IN A DAY

 ARTWORKS SEEN


DEVOUR (2026, Parinot Kunakornwong)

 

TWO MEN IN THE AFTERNOON MEETING (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

THE AGENTS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

SNAKE LEGS (2025, Parinot Kunakornwong)

 

TALK TO THE HAND (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

THE SHOP ON MAIN STREET น่าดูสุดขีด แต่เราชอบจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ THE SHOP AROUND THE CORNER (1940, Ernst Lubitsch)

++++

อยากให้มีคนจัดงาน Russ Meyer Retrospective ในไทย (เคยมีการจัดงาน Derek Jarman Retrospective ในกรุงเทพไปแล้วในปี 2008 แต่จะจัดอีกรอบก็ได้นะ 555)

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก (2022, Ongart Hanchanawong, documentary, 70min, A+30)

+ SPAIN IN A DAY (2016, Isabel Coixet, documentary, 81min, A+25)

 

1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “ภาพยนตร์คนยาก” ในงาน Wildtype Middleclass ในวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง SPAIN IN A DAY และก็คิดว่าหนังสองเรื่องนี้มีทั้งจุดที่เหมือนกันและจุดที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

 

จุดที่เหมือนกันก็คือว่า หนังทั้งสองเรื่องนี้ประกอบด้วยฟุตเตจที่ถ่ายโดยคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปหลาย ๆ คนมารวมกัน มันก็เลยเป็นหนังที่สะท้อนภาพชีวิตจริงอันหลากหลายของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้เป็น filmmaker มืออาชีพ

 

หนังทั้งเรื่องเลยเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อกัน เป็น fragments เศษเสี้ยวเล็ก ๆ จากชีวิตของคนมากมาย เพราะฉะนั้นเส้นอารมณ์ในหนังเลยไม่ได้สร้าง “ความเพลิดเพลิน” แบบหนังทั่ว ๆ ไป เพราะเส้นอารมณ์ในหนังมันจะขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ ไม่ราบเรียบมาก ๆ แต่ความตะปุ่มตะป่ำทางอารมณ์นี้มันมาพร้อมกับ concept ของหนังอยู่แล้ว

 

และเราก็ชอบ concept ของหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนเป็นหนังที่เราชอบตัว concept มากกว่าตัวผลลัพธ์ที่ออกมาทั้งสองเรื่อง คือตัวหนังที่ออกมาเราก็ชอบมากนะ แต่เราประทับใจกับ concept ของหนังมากกว่า

 

2. ส่วนสิ่งที่ตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้ ก็คือสถานะทางสังคมของผู้ถือกล้องในหนังทั้งสองเรื่องนี้ โดย “ภาพยนตร์คนยาก” นั้นเราเข้าใจว่า ถ่ายโดยคนไร้บ้านหลายคนในจังหวัดขอนแก่น เพราะฉะนั้นตัวหนังก็เลยช่วยพาให้ผู้ชมได้ไปสัมผัสกับเศษเสี้ยวต่าง ๆ ในชีวิตของคนไร้บ้าน โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของหนังที่เป็นช่วงกลางคืน ที่หนังแทบไม่ได้ให้เราเห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่เราได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ถือกล้องผ่านทางบทสนทนาต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้

 

แต่ช่วงครึ่งหลังของ “ภาพยนตร์คนยาก” นั้นวิเศษมาก ๆ เพราะในช่วงครึ่งหลังเราได้เห็นการยังชีพหาอาหารด้วยการขุดปู ได้เห็นภาพชีวิตของคนเหล่านี้อย่างชัด ๆ ซึ่งถือเป็นฟุตเตจที่งดงามมาก ๆ

 

 3. ในส่วนของ SPAIN IN A DAY นั้น เราเข้าใจว่าผู้ถือกล้องส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางชาวสเปน ซึ่งมีความพรั่งพร้อมต่าง ๆ มากมายในชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น เพราะฉะนั้นเราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe กับ “ความสุขของชนชั้นกลาง” ในหนังเรื่องนี้มากพอสมควร 55555

 

คือถ้าหากเป็นหนัง fiction หรือหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป ตัวละครหรือ subject ในหนังเหล่านี้มักจะต้องเผชิญกับ “ความทุกข์ที่สำคัญ” บางอย่างน่ะ มันถึงจะเกิดเป็น “เนื้อเรื่อง” และ conflict หลักขึ้นมา ตัวละครในหนัง fiction มักจะต้องเผชิญกับความทุกข์และฝ่าฟันอุปสรรค ส่วน subject ในหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป ก็มักจะเผชิญกับปัญหาทุกข์ร้อนบางอย่าง มันก็เลยมีการสร้างหนังสารคดีเพื่อถ่ายทอดปัญหาสังคมดังกล่าว

 

แต่พอ SPAIN IN A DAY ให้คนทั่ว ๆ ไปถ่ายชีวิตของตนเอง คนเหล่านั้นก็เลยเหมือนนำเสนอความสุขรื่นรมย์ในชีวิตครอบครัวของตัวเอง อะไรทำนองนี้ เราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe มาก ๆ แต่นี่แหละ ความจริงของชีวิตชนชั้นกลางในประเทศโลกที่หนึ่ง 55555

 

4. เราก็เลยรู้สึกว่า FILM OF HOMELESS กับ SPAIN IN A DAY มันอาจจะเหมาะฉายควบกัน เพราะมันมีทั้งความเหมือนกันและความตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้

 

FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก มีให้ดูในยูทูบนะ

 

ส่วน SPAIN IN A DAY นั้น ใน imdb บอกว่ามีผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นจำนวนทั้งหมดราว 51 คน แต่เราเข้าใจว่าเจ้าของโครงการคือ Isabel Coixet

 

ดู FILM OF HOMELESS ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=kfbhdNPfPwg&t=1642s

++++

 

เมื่อวานไปดูงาน video installation ที่ Art Centre, Silpakorn University มันมีจองานวิดีโออันนึงที่นำเสนอภาพสถานที่ต่าง ๆ แล้วเปลี่ยนภาพสถานที่ไปเรื่อย ๆ เราดูไปราว 30 วินาทีก็เริ่มเอะใจ เลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าที่แท้มันเป็นภาพ screen saver ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ 5 วินาทีอะไรทำนองนี้ 555555 เจ้าหน้าที่เขาก็เลยแก้ไขให้เรา

+++

 

ช่วงนี้เราหยิบ cassette tape เก่า ๆ มาฟัง ซึ่งรวมถึงอัลบัม VISION: THE MUSIC OF HILDEGARD VON BINGEN (1994) ที่ทางค่าย EMI เคยผลิตเป็นเทปลิขสิทธิ์ออกขายในไทยในทศวรรษ 1990 ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้เป็นแฟนเพลงแนวศาสนา แต่พอวง Enigma ประยุกต์เอาเพลงแนวนี้มาใช้ในดนตรีเต้นรำของตัวเอง เราก็เลยสนใจฟังเพลงที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้วง Enigma

 

ปกเทป HILDEGARD VON BINGEN ม้วนนี้เล่าถึงงานศิลปะชิ้นสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ด้วย ซึ่งตอนที่เราซื้อเทปม้วนนี้มาในช่วงราวปี 1994 นั้น ยุคนั้นมันยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นพอปกเทปม้วนนี้เขียนเล่าถึงงานศิลปะ แต่ไม่ได้ลงภาพประกอบเอาไว้ เราก็เลยนึกภาพตามไม่ออก เพราะมันยังไม่มี google ให้ค้นในยุคนั้น

 

แต่พอเราหยิบเทปม้วนนี้มาฟังอีกรอบในปี 2026 แล้วได้อ่านปกเทปนี้อีกครั้ง เราก็เลยได้โอกาส google หาภาพตาม เพราะปกเทปม้วนนี้เล่าถึง

 

1. the church of St. Denis ซึ่งเป็นต้นกำเนิด Gothic style

 

2. the Cloisters Cross ของ Hugo of Bury St. Edmunds

 

3. ภาพประกอบคัมภีร์ไบเบิลของ Hugo of Bury St. Edmunds

 

4. altar in Klosterneuberg near Vienna

 

เดี๋ยววันหลังถ้าหากเราว่าง ๆ เราอาจจะทยอยลงภาพ cassette tape ที่เรามีไปเรื่อย ๆ

+++

 

DIALOGUES FROM ARK TO ISE, AND FROM ISE TO ARK

 

ตัวงานจริง ๆ เราไม่รู้ว่ายาวกี่นาทีนะ อันนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวนิดเดียวของงานนี้

 

ดูนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

CARRIER (FISH) (2017, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 3mins)

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

THE MACHINE GHOST IN THE HUMAN SHELL (2024, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 20mins)

 

ชอบงานชิ้นนี้มาก ๆ ตัวศิลปินใช้ชอล์กวาดเส้นรอบวงที่ต่อเนื่องซ้อนกันไปเรื่อย ๆ หลาย ๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้นแรกหรือชั้นในสุด จนถึงชั้นที่สิบกว่า ๆ ขณะที่เธอเหมือนถูกช็อตไฟฟ้าไปด้วยเป็นระยะ ๆ และพอเธอพยายามวาดเส้นรอบวงที่อยู่ไกลตัวออกไปเรื่อย ๆ ร่างของเธอก็ค่อย ๆ ลบทับเส้นรอบวงที่อยู่ด้านในไปด้วยโดยปริยาย

 

ตัววิดีโอมีเสียงบรรยายภาษาไทย พูดถึงอะไรแนว ๆ ปรัชญาพิสดาร ผี เครื่องจักร มนุษย์ อะไรต่าง ๆ  แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราไปดูนิทรรศการก็มีผู้ชมชาวต่างชาติมานั่งดูวิดีโอนี้พร้อมกับเราเป็นจำนวนหลายคนนะ เสียดายที่พวกเขาอาจไม่เข้าใจตัว voiceover ในวิดีโอนี้ เพราะมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ แต่จริง ๆ แล้วถึงเราฟังภาษาไทยออก เราก็ไม่ได้เข้าใจมันเช่นกัน 555 แต่การฟังออกก็ช่วยให้เราดูวิดีโอนี้ด้วยความเพลิดเพลินได้มากยิ่งขึ้น

 

เห็นเส้นรอบวงในงานนี้แล้วนึกถึงเส้นรอบวงปีของต้นไม้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ตัวงานนี้ตั้งใจสื่อถึงหรือเปล่า

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova