Monday, May 04, 2026

EDGY FILMS AND THIRD WORLD CINEMA

 

อันนี้เป็นสิ่งที่เราเขียนคุยกับคุณ Warut Pornchaiprasartkul แล้วเราก็เลยถือโอกาสเอามาแปะในนี้ด้วยเลยแล้วกัน:

 

เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากค่ะ เห็นด้วยว่า “หนังแรง ๆ ระดับคลาสสิค” หลายเรื่องในกลุ่มนี้เป็นหนังของคนขาว+ญี่ปุ่น ซึ่งหนังเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก มีคนเขียนถึงหนังเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ เราก็เลยคิดต่อไปได้ดังนี้ว่า

 

1. ของไทยมีกลุ่มหนังสั้นของ Alwa Ritsila ยุคทศวรรษ 2000 ที่โหดและแรงมาก ๆ แต่พอมันเป็นหนังสั้น มันก็เลยมีคนดูไม่มาก และเอาลงยูทูบไม่ได้ เพราะมันติดลิขสิทธิ์เพลง แต่เป็นกลุ่มหนังที่เราชอบสุดขีด และ disturbing มาก ๆ

 

หนังสั้นของกุลชาติ จิตขจรวานิช ก็แรงมาก ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง ค้างคาวดูดกล้วย (2011, 22min) ที่เกี่ยวกับ Dracula ที่ตามกินเลือดประจำเดือนจากผ้าอนามัยที่ผู้หญิงทิ้งไว้ในห้องน้ำ แต่พอมันเป็นหนังสั้น มันก็มีคนดูไม่มากเช่นกัน

 

อีกเรื่องที่เราชอบสุดขีด ถึงแม้มันจะ disturbing มากๆ สำหรับเรา ก็คือ เดรัจฉาน (FIARA)  (2018, วีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ Weerayut Supprasert, 35.26 min)

 

2. ในส่วนของหนังไทยที่เคยได้รับการ commercial release นั้น มีหนังเรื่อง THE BUSH (2019, Jirapat Tuntiwattanakhul, 33min) ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจาก CANNIBAL HOLOCAUST ด้วย

 

แล้วก็มี PLAYBOY (AND THE GANG OF CHERRY) (2017, Oompon Kitikamara) กับหนังบางเรื่องของ Sarawut Intaraprom ที่เป็นหนังแรง ๆ ที่เราชอบสุดขีด แต่พอมันเป็นหนังที่เราเคยดูแล้ว เราก็เลยไม่เอามาใส่ในลิสท์

 

เราชอบหนังเหล่านี้ของไทยมาก ๆ แต่ก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่หนังที่โด่งดังในระดับระหว่างประเทศ

 

3. หนังแรง ๆ ที่เราชอบมาก ๆ ก็รวมถึง PAIN (1994, Eric Khoo, Singapore, 31min) และหนังบางเรื่องของ Khavn De La Cruz จากฟิลิปปินส์ด้วย และเราก็ชอบหนังของ Scud จากฮ่องกงอย่างรุนแรงเช่นกัน แต่มันเป็นหนังที่เราเคยดูแล้ว เราก็เลยไม่ได้ใส่ไปใน Film Wish List

 

4. ส่วน “หนังแรง ๆ เรื่องเพศ” นั้น ของไทย + ฮ่องกง ก็มีหนังซอฟท์คอร์มากมาย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แต่มันเป็นหนังอย่างว่าไปเลย ไม่ได้เป็น “ลูกผสม” ระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์ + หนังอีโรติก” เหมือนหนังฝรั่ง

 

แน่นอนว่าในบรรดาหนังซอฟท์คอร์เหล่านี้ มันต้องมีบางเรื่องที่มีคุณค่าทางศิลปะแอบแฝงอยู่ด้วย แต่พอมันเป็นหนัง “ชาย-หญิง” เราจึงไม่มีความรู้ด้านนี้แต่อย่างใด คงต้องให้ cinephiles บางคนที่คุณก็รู้ว่าใคร มาตอบคำถามในด้านนี้ 55555

 

5. เราก็เลยเดาว่า สาเหตุที่เราไม่ค่อยรู้จัก “หนังแรง ๆ” แบบนี้นอกจากหนังของคนขาวและหนังญี่ปุ่น อาจจะเป็นเพราะว่า

 

5.1 มีคนผลิตหนังแรง ๆ แบบนี้เยอะในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นหนังสั้น ที่ไม่ทำซับไตเติลภาษาอังกฤษ หนังสั้นเหล่านี้ก็เลยเป็นที่รู้จักกันเพียงแค่ในวง cinephiles ในแต่ละประเทศ

 

5.2 มีหนังแรง ๆ แบบนี้เยอะเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เป็น “หนัง cult” ที่มาฉายในเทศกาลหนังพี้ที่ Cinema Oasis และอาจจะฉายตามเทศกาลหนัง cult ในประเทศต่าง ๆ แต่ว่าหนัง cult เหล่านี้ “เน้นอารมณ์ตลก” เป็นหลัก เพราะฉะนั้นความโหด + โป๊เปลือย ในหนังเหล่านี้ จึงไม่ disturbing เพราะมันถูกฉาบหน้าด้วยอารมณ์ตลกแบบหนัง cult

 

5.3 หนังแรง ๆ ในประเทศโลกที่สาม อาจจะต้องเจออุปสรรคจากทั้งการเซ็นเซอร์ในบางประเทศ และระบบศีลธรรมของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในยุคก่อนทศวรรษ 2000 ซึ่งสิ่งนี้ไม่เป็นปัญหาในประเทศโลกที่หนึ่ง ยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น เราก็เลยเดาว่า อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุส่วนนึงที่ทำให้ไม่มีการผลิตหนังเหล่านี้มากนักในประเทศโลกที่สามในยุคก่อนทศวรรษ 2000

 

5.4 เทศกาลภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังโดยทั่วไปเน้นหนังอาร์ตเฮาส์มั้ง หนังแรง ๆ ที่ผลิตจากประเทศโลกที่สาม เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

 

5.5 เห็นด้วยว่า ฟิลิปปินส์ น่าจะมีการผลิตหนังแนวนี้ออกมาเยอะ และเราเดาว่า ไนจีเรีย น่าจะมีการผลิตหนังแรง ๆ อยู่บ้าง แต่เราก็ไม่มีความรู้เรื่องหนังไนจีเรียแต่อย่างใด

 

5.6 ตัวเราเอง ก็ “ไม่ได้มีความสนใจ” ในด้านนี้จริง ๆ เพราะเราเองก็ไม่ได้ชอบ “หนังโหด” และ “หนังอีโรติกชาย-หญิง” เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้สนใจจะตามอ่านหรือตามดูหนังประเภทนี้ นอกจากว่าหนังประเภทนี้จะมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาก่อน 55555

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เรามีความสุขสุดขีดกับการดูหนังทดลอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยให้ความสนใจกับการตามดูหนังทดลองอะไรต่าง ๆ ก่อน ส่วนหนังโหด+หนังอีโรติกนั้น ถ้ามันไม่ดังจริง ๆ เราก็คงไม่ได้สนใจอยากดู

 

เราก็เลยเดาว่า บางทีอาจจะมีบางเว็บไซต์ที่ตามดูและตามเขียนถึงหนังประเภทนี้อยู่ก็ได้นะ แต่เราไม่ได้สนใจจะไปตามอ่านบทวิจารณ์หนังประเภทนี้ตามเว็บไซต์เหล่านี้เอง

 

5.7 ไม่แน่ใจว่า หนังเหล่านี้มันทำการตลาดยากหรือเปล่า เพราะมันคือลูกผสมระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์” + “หนังโหด” หรือลูกผสมระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์” + “หนังอีโรติก”

 

แล้วประเทศโลกที่สาม มันเป็นประเทศที่หาทุนสร้างหนังยากอยู่แล้วน่ะ ขนาดจะทำหนัง mainstream ก็หาทุนสร้างหนังยากอยู่แล้ว

 

แล้วหนังประเภทนี้ ก็ไม่ใช่หนังอาร์ตเฮาส์เพียว ๆ ที่จะส่งไปประกวดตามเทศกาลคานส์,เบอร์ลิน, เวนิซได้ง่าย ๆ ส่วนจะออกฉายเพื่อหวังทำเงิน คนดูหนังอีโรติกก็อาจจะไม่ได้สนใจ หนังอาร์ตเฮาส์+หนังอีโรติก ด้วย

 

เราก็เลยเดาว่า หนังเหล่านี้จากประเทศโลกที่สาม อาจจะหาทุนสร้างหนังได้ยาก ทำออกฉายแล้วก็ส่งเทศกาลดัง ๆ ได้ยาก และออกฉายตามโรงภาพยนตร์ก็อาจจะทำเงินได้ไม่มากนักด้วย เพราะมันเป็นลูกผสม

 

ภาพจาก CITY WITHOUT BASEBALL (2008, Scud, Lawrence Ah-mon, Hong Kong, A+30)

 

ประเด็นข้างต้นต่อเนื่องมาจากลิสท์นี้
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02sncNmvaPP8nqGb5RzYPQhUtE5WZashnta1aRU2YKFJxiHe6Du3cSVQrKqpmpKxaql

 

ผมเคยดู MACHO DANCER แล้วชอบมาก ๆ ครับ เหมือนเป็น “หนังชีวิต” ที่ปะหน้าว่าเป็นหนังวาบหวิว เผื่อคนจะซื้อตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้มากขึ้น

 

ผมดู MACHO DANCER ด้วยการซื้อวิดีโอนี้จากร้านลูกแมวในมาบุญครองเมื่อราว 25 ปีก่อนครับ คือตอนนั้นผมยังไม่รู้จักชื่อเสียงของ Lino Brocka เลย แต่เห็น “หน้าปก” วิดีโอนี้ แล้วมันห้ามใจไม่ได้ เลยต้องซื้อมาดู 55555

 

เข้าใจว่าหนังกลุ่ม “นักเต้นชาย” นี่ ถือเป็น genre นึงของหนังฟิลิปปินส์เลย แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็น่าจะยังมีการผลิตหนังกลุ่มนี้ออกมาอยู่

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่น MIDNIGHT DANCERS (1994, Mel Chionglo) ที่ผมอยากดูมาก ๆ เช่นกัน

https://www.imdb.com/title/tt0111180/?ref_=nv_sr_srsg_dm_0_tt_8_nm_0_in_0_q_midnight%20dancer

++++

 

จริงมาก ๆ ทศวรรษ 1970 นี่เป็นการระเบิดออกอย่างรุนแรงของหนังกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วในทศวรรษนี้ก็มีผู้กำกับหลาย ๆ คนที่ทำหนังแรง ๆ ออกมา อย่างเช่น

 

1. John Waters

2. Kuei Chin-hong

3. Paul Verhoeven

4. Fernando Arrabal

5. Stephen Dwoskin

6. Frans Zwartjes

7. Alain Robbe-Grillet

 

แม้แต่ในอินโดนีเซียก็มีการสร้างหนังเรื่อง PRIMITIF (1978, Sisworo Gautama Putra) ที่เคยเข้าโรงฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “คนกินเห้”

 

และแม้แต่ Wim Wenders ก็ใส่ฉาก “ตัวละครอุจจาระ” เข้าไปใน KINGS OF THE ROAD (1976) ซึ่งเราชอบคิดเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะ trend ในยุคนั้นมันพาไปหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นก็เหมือนไม่มีฉากแบบนี้อีกในหนังของ Wim Wenders 55555

++++

 

จัดโปรแกรมหนังควบให้ตัวเองวันนี้ Sergei Parajanov VS. Poj Arnon

 

1. THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, second viewing, A+30)

 

ดูที่ GD Xperience by Golden Duck รอบ 16.20 น.

 

เราเคยดูรอบแรกทางวิดีโอร้านแว่นเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน พอมาได้ดูในจอใหญ่ก็รู้สึกอิ่มเอมมาก ๆ

 

ชอบเกร็ดที่คุณกิตติพลเล่าให้ฟังในงานเสวนาหลังหนังจบมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ Gilles Deleuze ตบกับ Umberto Eco

 

เหมือนยุคนั้นเป็นยุคของการปฏิวัติภาษาภาพยนตร์จริง ๆ เพราะหนังที่ “ดูเหมือนจะเป็นหนัง biopic” ในยุคนั้นมันไปจนสุดขอบโลกภาพยนตร์มาก ๆ ทั้ง THE COLOR OF POMEGRANATES, THE CHRONICLE OF ANNA MAGDALENA BACH (1968, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet) และ THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter, West Germany)

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เราคิดต่อมาหลังจากดูหนัง + ฟังเสวนา ก็คือว่า เหมือนบางสิ่งในโลกคอมมิวนิสต์กับ “โลกอีกฝ่าย” นี่มันตรงข้ามกันอย่างน่าสนใจ เพราะว่าในโลกสหภาพโซเวียตนั้น การทำหนังที่เน้น folklore, ศิลปะท้องถิ่น, ศิลปะยุคโบราณ อะไรแบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นการต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่พยายามทำลาย “ความชาตินิยม” (จอร์เจีย/อาร์เมเนีย) คือการทำหนังที่เน้น folklore กลายเป็นการต่อต้านรัฐบาล เพราะคนดูจะไปภูมิใจในความเป็นชาวอาร์เมเนียหรือชาวจอร์เจีย แทนที่จะภูมิใจในความเป็นคนสหภาพโซเวียต (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

และในระหว่างที่เราดู THE COLOR OF POMEGRANATES นั้น เราก็พยายามนึกว่า มีหนังไทยเรื่องไหนบ้างที่เอาพวก “ภาพวาดแบบโบราณของไทย หรือภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง” ของไทย มาใช้เป็นต้นแบบในการ compose ภาพในหนังของต้นเอง ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องแรกที่เรานึกถึง ก็คือ “ไอ้จุก” (1997, อธิปัตย์ กมลเพ็ชร, 17min, A+30)

 

แต่การเอาผนวกเอา “ศิลปะไทยแบบโบราณ” มาใช้แบบนี้นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามในไทยอย่างแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่รัฐไทยดูเหมือนจะให้การสนับสนุนอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นคุณอธิปัตย์ ก็ได้กำกับภาพยนตร์อย่าง “รามเกียรติ์แอนิเมชั่น ตอนธรรมะแห่งราชา” (2010) ที่ได้รับการเชิดชูยกย่องจากรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เราก็เลยรู้สึกว่า โลกคอมมิวนิสต์นี่มันมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับประเทศไทยในการรับรู้ของเราอย่างน่าสนใจอยู่เหมือนกัน จุดนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่กลับออกจากป่า” หรือ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705 min, A+30) เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ทำให้เราได้รับรู้ว่า คอมมิวนิสต์ยุคนั้นมองว่า “กีตาร์” เป็นเครื่องมือของนายทุน ส่วนเครื่องดนตรีที่ดีสำหรับสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ก็คือ “ไวโอลิน” ตามที่เราเคยเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดไปแล้ว

 

2. WUKONG JAZZ or THE MONKEY HERO เห้งเจียแจ๊ส (2026, Poj Armon, B+ )

 

ดูที่ Paragon รอบ 19.00 น.

 

เหมือนเป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Poj Arnon ที่เชื่อมจีนยุคโบราณกับโลกปัจจุบันเข้าด้วยกัน โดยต่อจาก สติแตกสุดขั้วโลก (1995) และ หอแต๋วแตก แหกหลีหู (2025)

 

และเราว่าหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันดู “เน้นเนื้อเรื่อง” มากกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ Poj นะ เหมือนพอเขาเอาตัวละครจากจีนยุคโบราณเข้ามาใส่ เขาก็เลยมีเนื้อเรื่องให้ตัวละครดำเนินไปได้เรื่อย ๆ ไม่ใช่เป็นฉากมุกตลกต่อกันไปเรื่อย ๆ เหมือนหนังบางเรื่องของเขา

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหนังเรื่องนี้มันเป็น “หนังสำหรับเด็กเล็ก” ด้วยหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะไม่ค่อยมีอะไรที่ดูแล้ว offensive มากนัก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว

 

แต่เอาจริงแล้วเนื้อเรื่องบางส่วนของหนังมันโหดร้ายสุดขีดเลยนะ เพียงแต่ว่าหนังมันไม่ได้ไปขยี้ตรงจุดนั้นเอง

 

ชอบมาก ๆ ที่ตัวละครเด็กหญิงในเรื่องถือตุ๊กตาหมีตลอดเวลาโดยไม่มีสาเหตุ

 

ใด ๆ คือพระถังซัมจั๋ง (กาจบัณฑิต ใจดี) กับซัวเจ๋ง (จักริน ภูริพัฒน์) หล่อมากค่ะ 55555

 

เราเคยเขียนถึงประเด็น กีตาร์ VS. ไวโอลิน ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237276827163568&set=a.10236654765052404

 

ดู RAMAKIAN ANIMATION EPISODE I ได้ที่

https://web.facebook.com/watch/?v=2698835827035807

+++

 

10 MOST FAVORITE FILMS OF APICHATPONG WEERASETHAKUL

 

เนื่องจาก SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy, A+30) จะได้มาฉายที่ House Samyan เราก็เลยถือโอกาสนี้แชร์บทความนี้จากนิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 14 นะคะ บทความนี้เป็นบทความสัมภาษณ์คุณ Apichatpong Weerasethakul เกี่ยวกับ “หนัง 10 เรื่องที่เขาชื่นชอบมากที่สุดตลอดกาล” หรืออะไรทำนองนี้ และ Apichatpong ก็เลือก SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM เป็นหนึ่งในสิบเรื่องนั้น

 

บทความนี้อยู่ใน blog ของคุณ Panu Eddie ตัวลิงค์ไปยังบทความนี้เราแปะไว้ใน comment นะคะ อ่านความเห็นอย่างละเอียดของคุณ Apichatpong ที่มีต่อ SALO ได้ใน blog ของคุณ Panu Eddie นะคะ

 

 

10 MOST FAVORITE FILMS OF APICHATPONG WEERASETHAKUL

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=movieworm&month=05-2010&date=28&group=3&gblog=24

 

 

Sunday, May 03, 2026

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

เราได้ดู GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 6 ธ.ค. 2001 กรี๊ดดดดสุดขีดกับ Pam Grier และเราก็ชอบ “โครงสร้างการเล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ ชอบที่มันมีความเป็น “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” อยู่ในนั้น และก็ดีใจมาก ๆ ที่มีนักวิจารณ์เขียนบทความเกี่ยวกับ GHOSTS OF MARS ลงเว็บไซต์ Senses of Cinema ด้วย

 

Senses of Cinema

https://www.sensesofcinema.com/2001/essays-on-films-17/ghost-2/

+++

 

24. Commander Helena Braddock (Pam Grier) from GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter)

 

เห็นคุณภู่มณีเขียนถึง GHOSTS OF MARS เราก็เลยถือโอกาสนี้เพิ่มตัวละครนี้ของ Pam Grier เข้าไปในลิสท์ FAVORITE FIGHTING FEMALE CHARACTERS

++++

 

อยากให้มีคนสร้างหนังเรื่อง PSYCHO NETWORK เกี่ยวกับ “เครือข่ายฆาตกรต่อเนื่อง” และมีคนสร้างหนังเรื่อง PERSONA VERTIGO เกี่ยวกับคนที่มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ “เขา/เธอ/มัน” เดินขึ้นบันได

++++

 

PETERSBURG (1913) ของ Andrei Bely น่าสนใจมาก ๆ อ่านพล็อตเรื่องแล้วมันรุนแรงมาก และเห็นเขาบอกว่ามันเป็นนิยายแนว Symbolist ด้วย

++++

 

จริง ๆ แล้วหนังที่ฉายในงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE วันนี้ ไม่ได้ครอบคลุมหนังทุกเรื่องที่เคยออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนนะคะ เพราะยังมีหนังอีกหลายเรื่องของคุณ Weera Rukbankerd ที่เคยฉายในงานเทศกาลหนังสั้นมาราธอน แต่ไม่ได้มาฉายในวันนี้ด้วยค่ะ อย่างเช่น

 

1. MESSAGES ARE NOT TRUE STORY (2008, 15MIN)

เรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น: ชายที่ผิดหวังในความรัก กับเมจเสจเก่า ๆ ของเขา

 

2. HOUSE OF FEEL (2009, 8MIN)

บ้านของผม ชีวิตของผม ความสุขของผม และความทุกข์ของผม

 

3. COMPETITIVE STRATEGY ( 2010, 7min)

ความรักที่ผิดหวังมานาน สุดท้ายก็มีคนอาสามาช่วยผมแล้ว

 

4. B.H.T.S. (2013, 8min)

การทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งครับ

 

5. WALK FALL BACK (2014, 5min)

การถอยหลังของชายที่ผิดหวังในความรัก

 

ใครเคยดูหนังเหล่านี้แล้วในเทศกาลหนังสั้นมาราธอน ก็ถือว่าโชคดีมาก ๆ ค่ะ 55555

 

ส่วนหนังที่มาฉายในวันนี้ เราเดาว่าคุณวีระคงเลือกมาเองว่าอยากฉายเรื่องไหนบ้าง ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

+++

 

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

พอเห็นว่า HOUSE SAMYAN จะเอาหนังแรง ๆ มาฉาย เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมา เผื่อมันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ในอนาคต 55555

 

อยากให้มีคนเอาหนังเหล่านี้มาลงโรงฉายในไทย เพราะเรายังไม่เคยดู จะลงโรงฉายที่ HOUSE, micro cinema, หอภาพยนตร์ ศาลายา, เมเจอร์ สำโรง, etc. อะไรก็ได้นะคะ 55555

 

1. CANNIBAL HOLOCAUST เปรตเดินดิน กินสมองคน (1980, Ruggero Deodato, Italy)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

2. CRASH (1996, David Cronenberg)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

3. SING A SONG OF SEX (1967, Nagisa Oshima, Japan)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Nagisa Oshima Retrospective ในไทย

 

4. FEMALE STUDENT GUERILLA (1969, Masao Adachi, Japan, 73min)

 

5. MUSCLE (1989, Hisayasu Sato, Japan)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Hisayasu Sato Retrospective ในไทย

 

6. SALON KITTY (1976, Tinto Brass, Italy)

 

7. THE PILLOW BOOK (1996, Peter Greenaway, Netherlands/UK)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Peter Greenaway Retrospective ในไทย

 

8. ROMANCE (1999, Catherine Breillat, France)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Catherine Breillat Retrospective ในไทย

 

9. SECRET THINGS (2002, Jean-Claude Brisseau, France)

 

10. NYMPHOMANIAC VOL. I & II (2013, Lars von Trier, Denmark, 241min)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทยในเทศกาลอะไรสักอย่าง แต่เรายังไม่ได้ดู

 

11. NO SKIN OFF MY ASS (1991, Bruce LaBruce, Canada)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Bruce LaBruce Retrospective ในไทย

 

12. THE HOLY MOUNTAIN (1973, Alejandro Jodorowsky, Mexico)

อันนี้อาจจะไม่ได้เข้ากลุ่มหนังแรง ๆ ข้างต้น แต่เป็นหนังที่เหมือน cinephiles ทุกคนรอบตัวเราเคยดูไปแล้ว แต่เรายังไม่ได้ดู

 

Saturday, May 02, 2026

SOME THAI SHORT FILMS IN 2005

 

MOST OF ALL ของ Jody Watley นี่ถือเป็นเพลงโปรดของเราเลย ตัว music video ของเพลงนี้ก็ดีงามมาก ๆ กำกับโดย David Fincher

+++

 

EK DIN (2026, Sunil Pandey, India, 120min) ลงโรงฉายในไทยวันนี้แล้วนะ หนังอินเดียเรื่องนี้เป็นรีเมคจากหนังไทยเรื่อง ONE DAY (2016, Banjong Pisanthanakun) เหมือนกับหนังจีนเรื่อง I REMEMBER (2020, Zhou Nan, China) ที่รีเมคจาก ONE DAY เหมือนกัน

 

คุณ Banjong นี่มีฝีมือด้านนี้มาก ๆ เหมือนกันนะ เราขอมอบตำแหน่ง “เจ้าพ่อหนัง original” ให้เขาได้เลย เพราะ SHUTTER (2005) ของเขา ก็ถูกนำไปรีเมคเป็นหนังอีก 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่หนังอเมริกัน SHUTTER (2008, Masayuki Ochiai), หนังภาษาทมิฬ SIVI (2007, Senthil Nathan), หนังภาษาฮินดี CLICK (2010, Sangeeth Sivan) และหนังอินโดนีเซีย SHUTTER (2025, Herwin Novianto)

 

หนังเรื่อง ALONE (2007, Banjong Pisanthanakun) ก็ถูกนำไปรีเมคเป็นหนังภาษากันนาดา เรื่อง CHAARULATHA (2012, Ponkumaran) และหนังภาษาฮินดีเรื่อง ALONE (2015, Bhushan Patel) ด้วย

 

ส่วน PEE MAK (2013, Banjong Pisanthanakun) ก็ถูกนำไปรีเมคเป็นหนังภาษาทมิฬ, หนังภาษามาลายาลัม และหนังอินโดนีเซีย

+++

 

วันนี้ไปดู MONEYSLAPPER (2024, Bor Ocampo, Philippines, 129min, A+30) ที่ Cinema Oasis แล้วก็พบว่า Lav Diaz ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย ใครคิดถึง Lav Diaz ก็มาดูหนังเรื่องนี้กันได้นะคะ

+++

 

เนื่องจากวันเสาร์ที่ 2 พ.ค. 2026 นี้ มีการจัดงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE เราก็เลยถือโอกาสนี้รำลึกถึงความหลังในวันที่ 11 ส.ค. 2005 ซึ่งเป็นวันแรกที่เราได้ดูภาพยนตร์ของคุณวีระ รักบ้านเกิด ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า เราได้ดูภาพยนตร์ที่เขากำกับมานานติดต่อกันเกือบ 21 ปีแล้ว กรี๊ดดดดดดดด

 

ในสมุดบันทึก เราจดไว้ว่า ในวันที่ 11 ส.ค. 2005 เราได้ดูภาพยนตร์ดังต่อไปนี้

 

1. 1 DAY IN UTOPIA (2005, Weera Rukbankerd, 3min)

 

2. LITTLE GARUDA ครุฑน้อย (2005, Suporn Decharin, 7min)

 

3. UNDO REDO (2005, Chatchai Suban, 14min)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด

 

4. MY SONG CLASSROOM หนังสือรุ่น (2005, Benjaphan Rungsubhatanond, 14min)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด และโดยส่วนตัวแล้ว เราถือว่าหนังเรื่องนี้มีความสำคัญสำหรับเราในแง่ “ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย” เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นต้นกำเนิดของ sub-group หนึ่งของภาพยนตร์ไทย นั่นก็คือภาพยนตร์แนว “หนังสือรุ่น” หรือภาพยนตร์ที่นักเรียนชั้นม.6 บันทึกเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนของตนเอง หรือโรงเรียนของตนเอง ก่อนที่จะจบการศึกษาไป

 

เหมือนกับว่า หลังจากหนังเรื่อง MY SONG CLASSROOM ก็มีนักเรียนชั้นม.6 ในแต่ละปีทำหนังแนวนี้ออกมาอีกราว 10 เรื่องได้มั้ง

 

5. THE THAILAND PANORAMA (2005, Surabodin Pooklun, 20min)

 

6. STRAY DOG (2005, Sasiton Sakulchaisirivich, 4min)

 

7. HAPPINESS (2005, Supakorn Petcharat, 31min)

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ปี 2005 เป็นปีที่มีภาพยนตร์ไทยน่าสนใจมากมายหลายเรื่อง เพราะว่าในปีนั้น นอกจากจะมีภาพยนตร์ที่กำกับโดย Weera Rukbankerd ออกฉายแล้ว ปีนั้นยังมีภาพยนตร์อย่างเช่น

 

(หนังในลิสท์ข้างล่างนี้ครอบคลุมทั้งหนังที่เราเคยดูแล้ว และหนังที่เราอยากดูแต่ยังไม่ได้ดูนะ)

 

1. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Tossapol Boonsinsukh

 

2. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Uruphong Raksasad

 

3. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Pass Patthanakumjon

 

4. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Zart Tancharoen

 

5. หนังสั้น 3 เรื่องที่กำกับโดย Dhan Laow + Nathan Homsup

 

6. DINNER มื้อค่ำ (2005, Sivaroj Kongsakul, 10min, A+30)

 

7. LIFE ACTUALLY กิเลส ตัณหา ราคะ อุปทาน (2005, Boonsong Nakphoo, A+30)

 

8. SAD SCENERY บางเหตุการณ์ (2005, Tulapop Saenjaroen, 19min, A+30)

 

9. SLEEPING BEAUTY (2005, Manussa Vorasingha, 8min, A+30)

 

10. VIOLET BASIL ห่อวอเนอมู (2004, Supamok Silarak, 80min, A+30)

 

11. KISS THE MACHINE (2005, Prinn Vadhanavira, R-na Rattanaphan, 25min, A+30)

 

12. A HALF LIFE OF CARBON 14 (2005, Punlop Horharin, 23min, A+30)

 

13. THREE OF US ปล่อยไปตามหัวใจ (2005, Chantavit Dhanasevi ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, 15min)

 

14. เรื่องถ่ายเอกสาร (2005, Tanatchai Bandasak, 12min)

 

15. กล้องเด็ก (2005, Tanatchai Bandasak, 8min)

 

16. เด็กบ้านนา (2005, Worrawut Lakchai วรวุฒิ หลักชัย, 13min)

 

17. DUMP... ทิ้ง... (2005, Chakorn Chaiprecha, 19min)

 

18. โลกเสรีของตะวันแดง (2005, Weerasak Suyala, 16min)

 

19. “POLITICAL”MOVIE หนัง “การเมืองฯลฯ” (2005, Prap Boonpan, 28min)

 

20. ON THE SIDEWALK (2005, Pimsiri Petchnamrob, 11min)

 

ดูรายละเอียดงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE ได้ที่

https://web.facebook.com/wildtypeth/posts/pfbid02wirmy2h9zbv54A4uPY9YJWFicgPRBweyCRnEobxdpf1tthbB4tFidoao2c5yYxopl

 

รายชื่อภาพยนตร์ไทยในกลุ่ม “หนังสือรุ่น” ที่เราเคยดู

https://celinejulie.blogspot.com/2022/11/theeraworagarnt.html

 

Friday, May 01, 2026

RAUL RUIZ AND VALERIA SARMIENTO

 

ฉันรักเขา Abhishek Bhardwaj from BHOOTH BANGLA (2026, Priyadarshan, India, 173min, A+30)

 

เหมือนครึ่งแรกของหนังเป็นหนังตลก ส่วนครึ่งหลังเป็นแนวจินตวีร์ วิวัธน์ และเราก็เลยชอบครึ่งหลังของหนังมากกว่า

+++

 

FILM WISH LIST: REQUIESCANT ฆ่าแล้วสวด (1967, Carlo Lizzani, Italy)

 

เพิ่งรู้จากพี่สนธยาว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini ร่วมแสดง เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่องนี้ KILL AND PRAY หรือ REQUIESCANT

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini กำกับ เคยเข้าฉายในไทยแบบ commercial release บ้างหรือเปล่า

 

ดารานำของ REQUIESCANT คือ Lou Castel (FISTS IN THE POCKET, THE BIRTH OF LOVE, BEWARE OF A HOLY WHORE, THE CASSANDRA CROSSING, THE AMERICAN FRIEND)

 

ซื้อโปสเตอร์ได้ที่นี่
https://www.posterman2000.com/product/requiescant-kill-and-pray-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%94/

 

ชอบวง Cranes มาก ๆ เราเคยซื้อเทปอัลบัม LOVED (1994) ของวงนี้

+++

 

กรี๊ดดด ดีใจที่ได้เห็น trailer ของหนังเรื่องนี้ SECONDHAND LADY ผู้หญิงมือสอง (1979, Apichat Phopairot)

 

หนังเรื่องนี้เคยได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่มอสโคว์ในปี 1979 เราอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเราเคยดูหนังอีก 2 เรื่องของ Apichat Phopairot แล้วเราชอบมาก ๆ

 

เห็นเว็บไซต์ NANGDEE บอกว่า หนังเรื่อง “ผู้หญิงมือสอง” ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent ด้วย แต่เราหาหลักฐานอื่น ๆ มายืนยันเรื่องนี้ไม่ได้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้เคยได้รางวัลที่ Tashkent จริงหรือเปล่า

+++

 

ชอบที่มีทฤษฎีสมคบคิดว่ามีสัญลักษณ์ illuminati ในปกอัลบัมนี้ด้วย 55555

+++

 

FOUR UNLOVED WOMEN, ADRIFT ON A PURPOSELESS SEA, EXPERIENCE THE ECSTASY OF DISSECTION (2023, David Cronenberg, Canada/Italy, 4min, A+30)

 

Cronenberg นี่มัน Cronenberg จริง ๆ ขนาดทำหนังสั้น 4 นาทียังมีลายเซ็นชัดเจนขนาดนี้ 55555

 

ดูแล้วนึกว่า “หนังสอนธรรมะ” สำหรับเปิดฉายให้เด็ก ๆ นักเรียนหรือใช้สอนตามวัด เพราะดูแล้วนึกถึงพระพุทธพจน์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

ในร่างกายของเธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้เหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออกเนืองนิตย์.

 

ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาดหลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะนั้น. หากว่าคนพึงรู้จักสรีระของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหนีเธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกล ฉะนั้น.

 

แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้มี เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ความพอใจในเมถุน ไฉนจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า.

 

เราว่ามันไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ในหนังของ Olivier Smolders ที่เราเคยดูนะคะ แต่น่าจะมีความใกล้เคียงกับหนังเรื่อง PICTURE’S CONCISE ANATOMY (2008, Olivier Smolders) ที่เรายังไม่ได้ดู เพราะหนังเรื่องนั้นก็พูดถึง “หุ่นขี้ผึ้ง” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “ตัวหนัง” เรื่องนี้ของ Cronenberg แล้ว เราว่ามันไปกันได้ดีกับหนังของ Olivier Smolders มาก ๆ ค่ะ

+++

 

งดงามที่สุด ชอบ quote นี้ของ Christian Petzold อย่างรุนแรง

 

“I love Howard Hawks, and he remade his own movies. When we made Miroirs, I knew it was echoing Ghosts. Both are to do with a Brothers Grimm fairytale, ‘Das Totenhemdchen’ [‘The Shroud’], about a mother whose grief for her daughter is so deep that she prepares dinner for the two of them each evening. The daughter comes out of the grave, and says, “Mother, you have to stop your tears, because I want to go to heaven.” The mother stops grieving, and the daughter vanishes.

This is a metaphor for both movies. A mother’s grief creates a ghost.”

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง PEPE (2024, Nelson Carlo de Los Santos Arias, Dominican Republic, A+30)

 

ชื่อผู้กำกับสองคนที่เราชอบจำสลับกัน Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos

 

1. Nelson Carlo de Los Santos Arias

ผู้กำกับชื่อดังจาก Dominican Republic เขากำกับหนังเรื่อง

PEPE (2024, A+30) ที่เคยมาฉายที่ Central World,

COCOTE (2017),

SAINT TERESA AND OTHER STORIES (2015, 65min),

YOU LOOK LIKE A CARRIAGE THAT NOT EVEN AN OXEN CAN STOP (2013, 84min)

 

2. Nelson Pereira dos Santos

ผู้กำกับระดับปรมาจารย์จากบราซิล

 

เขาเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองในคานส์ 3 ครั้งจาก BARREN LIVES (1964), A VERY CRAZY ASYLUM (1970), THE AMULET OF OGUM (1974)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเบอร์ลิน 4 ครั้ง จาก HUNGER FOR LOVE (1968), HOW TASTY WAS MY LITTLE FRENCHMAN (1971, A+30), TENT OF MIRACLES (1977) และ THE THIRD BANK OF THE RIVER (1994)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลลูกโลกคริสตัลในเทศกาลภาพยนตร์คาร์โลวี วารี สองครั้ง จาก RIO, 40 DEGREES (1956) และ RIO, ZONA NORTE (1958)

 

หนังเรื่อง THE MUSIC ACCORDING TO ANTONIO CARLOS JOBIM (2012, Nelson Pereira dos Santos + Dora Jobim, Brazil, A+30) เคยเข้ามาฉายที่ BACC

 

ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบหนังของใครมากกว่ากัน ระหว่าง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos เพราะเราเพิ่งดูหนังของทั้งสองคนนี้ไปแล้วรวมกันเพียงแค่ 3 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของทั้ง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos ในไทยมาก ๆ

 

เราอยากดู  A VERY CRAZY ASYLUM (1970, Nelson Pereira dos Santos) มาก ๆ

 

เรื่องย่อของ A VERY CRAZY ASYLUM

“A new priest comes to a Brazilian coastal town and builds an insane asylum. Eventually the whole population ends up in the asylum.”

+++

 

SOCIALIST REALISM (2023, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด ถือเป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่เราได้ดู ที่เน้นพูดถึงชีวิตคนในชิลีก่อนเกิดรัฐประหารนองเลือดอย่างรุนแรงในปี 1973 เพราะหนังชิลีหรือหนังเกี่ยวกับชิลีส่วนใหญ่ที่เราได้ดู มักจะพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดในปี 1973 หรือชีวิตคนหลังจากนั้น

 

2. เรา worship Raúl Ruiz มาเป็นเวลานานมากแล้ว นับตั้งแต่ได้ดูหนังของเขาอย่าง TIME REGAINED (1999) ที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เพราะเราชอบความพิศวงพิสดารในหนังของเขา แต่การที่เขาเป็น “ชาวชิลี” ก็เคยทำให้เรารู้สึกสงสัยมาโดยตลอดว่า เขามีความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้น เพราะเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ไม่ได้แตะประเด็นนี้เลย และสิ่งนั้นก็ทำให้เขามีความแตกต่างเป็นอย่างมากจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวชิลีรุ่นเดียวกัน อย่างเช่น Patricio Guzmán และMiguel Littin

 

พอได้ดู SOCIALIST REALISM เราก็เลยหายสงสัยในเรื่องนี้

 

3. ชอบสุดขีดที่ตัวผู้ร้ายใน SOCIALIST REALISM ไม่ใช่ฝ่ายเผด็จการทหาร, ขวาจัด, ฟาสซิสต์แบบในหนังการเมืองเรื่องอื่นๆ แต่เป็น “คนเหี้ย” ที่แอบแฝงตัวอยู่ในกลุ่มฝ่ายซ้าย และคนเหี้ยแบบนี้ก็ขยันสร้างความเหี้ยได้ต่อไปเรื่อย ๆ จริง ๆ

 

4. ดูแล้วนึกว่าฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ได้หลายเซ็ตเลย อย่างเช่น

 

4.1 หนังเกี่ยวกับ “โรงงาน” และการต่อสู้ของแรงงานในทศวรรษ 1970 อย่างเช่น A BONUS FOR IRENE (1971, Helke Sander, West Germany), COUP POUR COUP (1972, Marin Karmitz, France), THE FACTORY WORKERS OF HARA (1975, Jon Ungpakorn, documentary)

 

4.2 หนังเกี่ยวกับ “คอมมูน” ในช่วงราวทศวรรษ 1970 อย่างเช่น JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976, Alain Tanner, Switzerland), THE SUBJECTIVE FACTOR (1981, Helke Sander, West Germany) และ TOGETHER (2000, Lukas Moodysson, Sweden)

 

4.3 หนังเกี่ยวกับความขัดแย้งกันเองในกลุ่มฝ่ายซ้าย อย่างเช่น LA CHINOISE (1967, Jean-Luc Godard, France) และ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705min)

 

5. หนึ่งในสิ่งที่เราสนใจก็คือ

 

5.1 ตัวละครใน SOCIALIST REALISM พูดถึงความหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่แบบในอินโดนีเซียขึ้นอีก มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่ฝ่ายขวาสังหารคนตายราว 5 แสนถึงหนึ่งล้านคนในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 มันสร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างมากให้กับฝ่ายซ้าย แม้แต่ในประเทศอย่างเช่น ชิลี ที่อยู่ห่างไกลจากอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก

 

5.2 ตัวละครบางคนพูดถึงการฆ่า reactionaries

 

เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเป็น “รอยต่อ” ที่น่าสนใจที่เชื่อมระหว่างเหตุการณ์สังหารหมู่ในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในทางตรงกันข้าม เมื่อเขมรแดงสังหารหมู่ประชาชนราว 2 ล้านคนในปี 1975-1979

++++

 

ล่าสุดที่เราชอบมากก็คือ Kumi Takiuchi ที่เธอโผล่มาแค่ฉากเดียวใน HOW DARE YOU? (2025, Mipo Oh, Japan, A+30) แต่มาอย่างทรงพลังมาก และเธอก็เหมือนโผล่มาแค่ฉากเดียวเช่นกันใน KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, A+30)

+++

 

เห็นเพื่อนเราเคยตั้งข้อสงสัยว่า หรือสาเหตุส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะ GATEWAY เอกมัย เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้นสอง ที่ติดกับทางเชื่อมรถไฟฟ้า คนก็เลยเดินเข้าไปกินอาหารได้เลย โดยไม่ต้องผ่านชั้นอื่น ๆ แล้วก็เลยไม่ได้เดินชั้นอื่น ๆ ไปด้วย คนเข้าไปกินอาหารได้เลย แล้วก็ออกจากห้างได้เลย ซึ่งเราก็ทำแบบนั้นเวลาเราไปห้างนี้ 5555

 

ซึ่งสิ่งนี้จะตรงข้ามกับ TERMINAL 21 ASOKE ที่เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้น 4 กับชั้น 5 เวลาคนจะขึ้นไปกินอาหาร ก็ต้องขึ้นบันไดเลื่อนผ่านชั้นอื่น ๆ เห็นสินค้าร้านค้าในชั้นอื่น ๆ ก่อนที่จะขึ้นไปถึงชั้นร้านอาหาร

 

แต่แน่นอนว่าอันนี้ก็ย่อมไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดนะ เพราะอย่างพารากอนเอาร้านอาหารไว้ชั้น GROUND FLOOR คนก็เดินแร่ด ๆ ดอก ๆ ขี้ ๆ เยี่ยว ๆ กันในชั้นอื่น ๆ อยู่ดี

+++

 

THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปของจริง 55555 supersurreal มาก ๆ ดูแล้วหัวเราะจนหยุดไม่ได้ นี่แหละหนังตลกในแบบที่ดิฉันต้องการ หรือ THE NAKED GUN ในแบบที่ดิฉันต้องการ

 

2. จำได้ว่า ตอนเราดู THE NAKED GUN (2025, Akiva Schaffer) นั้น เราก็ชอบมันในระดับนึงนะ เราชอบที่มันเล่นตลกกับ cliche ของหนัง genre ต่าง ๆ โดยเฉพาะ film noir และหนังเรื่อง CHINATOWN (1974, Roman Polanski) แต่เราก็ยอมรับว่า sense of humour ของ THE NAKED GUN อาจจะไม่ตรงกับเรานัก และโดยเฉพาะพอมันเป็นหนังตลกที่จงใจจะสร้างความตลก บางทีมันก็อาจจะไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

และตอนเราดู THE NAKED GUN (2025) เราก็นึกถึงหนังเรื่อง A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raúl Ruiz, France) ด้วย เพราะ  A PLACE AMONG THE LIVING ก็เหมือนเป็นหนังที่ล้อเลียนหรือเล่นตลกกับอะไรหลาย ๆ อย่างในหนัง film noir เหมือนกัน แต่จุดประสงค์ของมันอาจจะไม่ได้ทำไปเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมเป็นหลัก แต่ทำไปเพราะอะไรเราก็ไม่รู้ บางทีหนังมันอาจจะเล่นตลกกับองค์ประกอบของหนัง film noir เพียงเพราะผู้กำกับรู้สึกสนุกที่ได้ทำอะไรแบบนี้ก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเข้าทางเรามากกว่า

 

3. เพราะฉะนั้น THE WANDERING SOAP OPERA ก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีด เพราะมันเหมือนเป็นการเล่นตลกกับความ cliche และองค์ประกอบต่าง ๆ ของละครโทรทัศน์ และมันเหมือนเป็นการนำเสนอจินตนาการอันไร้ขอบเขตของตัวผู้กำกับไปด้วยในเวลาเดียวกัน คือเหมือนแทนที่ผู้กำกับจะหยิบจับเอาความ cliche มานำเสนอ พร้อมกับคิดว่า “ฉันจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ชมหัวเราะ” ผู้กำกับกลับเลือกที่จะเอาความ cliche ที่ได้เห็นในละครโทรทัศน์ (ตัวละครคบชู้สู่ชาย แย่งผัวแย่งเมียกันไปมา, etc.) และนำสิ่งนั้นมาเป็นวัตถุดิบในการกระตุ้นจินตนาการอันบรรเจิดเริ่ดสะแมนแตนของตัวเอง โดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ อีกต่อไป

 

เราก็เลยชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เข้าทางเรามาก ๆ

 

4. THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำในปี 1990 แต่เพิ่งมาตัดต่อแล้วออกฉายในปี 2017

 

เราก็เลยคิดว่า หนังเรื่องนี้ก็เข้าข่าย “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ” เหมือนกัน เพราะว่าในช่วงเวลาที่มีการถ่ายทำหนังเรื่อง THE WANDERING SOAP OPERA ในปี 1990 นั้น ก็มีหนังอีกเรื่องนึงที่มีอะไรใกล้เคียงกับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง  กำลังถ่ายทำอยู่ด้วยเหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) และหนังเรื่องนั้นก็คือ SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

 

5. นึกว่า THE WANDERING SOAP OPERA มีฉากคลาสสิคทุก 5 นาทีของจริง

 

5.1 ฉากที่เราชอบมากที่สุด คือฉาก housewives 5 คนปะทะกันขณะเกิดแผ่นดินไหว นึกว่าฉากนี้เป็นการทำนายล่วงหน้าถึงละครโทรทัศน์เรื่อง DESPERATE HOUSEWIVES (2004-2012) ได้ก่อนเวลาถึง 14 ปี

 

5.2 ฉากที่ผู้หญิงบอกให้ผู้ชายโชว์ muscles

 

5.3 ฉากผู้ชายออกไข่นกกระทาตามร่างกาย

 

5.4 ฉากตัวละครคุยโทรศัพท์แล้วหมกมุ่นกับการสะกดคำทุกคำให้ถูกต้อง

 

5.5 ฉากการถอนขนฟัน

 

5.6 ฉากละครทีวีที่แม่ม่ายคุยกับผัวที่ตายไปแล้ว แล้วใช้คำศัพท์ที่วกไปวนมาเกี่ยวกับความตายและการมีชีวิตอยู่

 

5.7 ฉากการลอบยิงต่อกันเป็นทอด ๆ บ้ามาก ๆ

 

5.8 ฉากนักข่าวจับความไร้สาระของนักการเมือง โดยตั้งคำถามว่า why ไปเรื่อย ๆ

 

5.9 ฉากหมอดูสาวคุยกับ “ตัวละครจากอีกเรื่องนึง” ที่แวะมาหา

 

5.10 ฉากสองหนุ่มในทีวีคุยกันเรื่อง crucifixion

 

5.11 ฉากหนุ่มเคร่งศาสนาพยายามพูดปกป้องคริสตจักรที่จับคนไปทรมานในยุคกลาง ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง Luis Buñuel มาก ๆ

 

5.12 ฉากการตามหา La Concepcion แล้วตัวละครชายหนุ่มปล่อยเมียให้นั่งรถไปกับผู้ชายคนอื่น จุดนี้ทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard)

 

5.13 ฉากที่สาวเสิร์ฟอยู่ดี ๆ ก็อ้างว่าตัวเองเป็นเมียเก่าของผู้ชาย ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง CERTIFIED COPY (2010, Abbas Kiarostami)

 

5.14 ฉากที่อยู่ดี ๆ ตัวละครในร้านอาหารก็กลายเป็นตัวละครในละครทีวีที่คนอาหรับนั่งดู ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Buñuel) และฉากนี้ยังเป็นการล้อเลียน honour killing ด้วย

 

5.15 ฉากการพูดคุยกับเพื่อนเก่าที่จำกันไม่ได้แล้ว นึกว่าฉากนี้ต้องปะทะกับ WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi)

 

5.16 ฉากบ้านบ้าคนบอในตอนท้าย ไม่รู้ว่าเป็นการล้อเลียน TWIN PEAKS หรือเปล่า

 

6. จริง ๆ แล้ว “ความเสียสติ” แบบไปเรื่อย ๆ ของ THE WANDERING SOAP OPERA มันทำให้นึกถึงหนังชุด “หอแต๋วแตก” มาก ๆ เหมือนมันเป็นเหรียญสองด้าน เพราะหอแต๋วแตกก็เป็นหนังชุดเสียสติที่จับเอา elements ของสิ่งอื่น ๆ มาใช้เป็นสารตั้งต้นเหมือนกัน แต่มันแตกต่างกันตรงที่หนังชุดหอแต๋วแตกเอา elements ที่ได้จากกระแสนิยมในสังคม มาใช้ในการสร้างเนื้อเรื่องและฉากต่าง ๆ อย่างเสียสติเพื่อหวังจะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมไปเรื่อย ๆ ส่วน THE WANDERING SOAP OPERA เป็นการหยิบจับเอา elements ต่าง ๆ จากละครโทรทัศน์มาใช้เป็นสารตั้งต้น ในการสร้างฉากเสียสติไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความสนุกของผู้กำกับ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ซึ่งผลก็ปรากฏว่า THE WANDERING SOAP OPERA เป็นอะไรที่เข้าทางเราอย่างรุนแรงที่สุด

+++

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉาย (หรือถ่ายทำ) ในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ”

 

87. SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

+ THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำเสร็จในปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการถ่ายทำ SOAPDISH เพราะฉะนั้นเราก็เลยถือว่าหนังสองเรื่องนี้เข้าข่ายนี้ด้วย ถึงแม้ว่า THE WANDERING SOAP OPERA เพิ่งออกฉายครั้งแรกในปี 2017 ก็ตาม

+++

บันทึกไว้ว่า เราจ่ายค่าเช่าห้องอพาร์ทเมนท์เดือนนี้สูงเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ย้ายเข้าอพาร์ทเมนท์นี้มาเมื่อ 31 ปีก่อน

 

ค่าเช่าเดือนเม.ย. 2026 อยู่ที่ 10,122 บาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ สาเหตุเป็นเพราะค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นแตะ 3234 บาทในเดือนเม.ย. 2026 เพราะว่าอากาศร้อนจัดมาก

 

ก่อนหน้านี้ค่าไฟของห้องเราในเดือนมี.ค. 2026 อยู่ที่ 2149 บาท และค่าไฟของห้องเราในเดือนก.พ. 2026 อยู่ที่ 1568 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้ พุ่งขึ้น 1,666 บาทจากเดือนก.พ. หรือพุ่งขึ้นถึง 106.25% จากเดือนก.พ. รุนแรงมาก

 

ส่วนค่าไฟของเราในเดือนเม.ย. 2025 อยู่ที่ 1932 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้พุ่งขึ้น 1302 บาทจากเดือนเม.ย. 2025 หรือพุ่งขึ้น 67.39% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี

 

ค่าไฟมึงจะพุ่งขึ้น 67% ทุก ๆ ปีแบบนี้ไม่ได้นะคะ

+++

 

THE SHADY SAILOR (LE MARIN MASQUE) (2011, Sophie Letourneur, France, 36min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

1. น้ำตาจะไหล ชอบสุดขีดมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงการไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ มาก ๆ

 

2. ยกให้หนังเรื่องนี้เทียบชั้นกับหนังกลุ่มชายทะเลของ Eric Rohmer กับหนังเรื่อง NEAR OROUET (1971, Jacques Rozier, France) ได้เลย

 

3. ดีใจสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ใช้เพลง WORDS (1982) ของ F.R. David เป็นเพลงธีมหลักของหนัง เพราะเราก็ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีดมาเป็นเวลาราว 40 ปีแล้ว

 

4. แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงเพลงไทยเพลงนี้มาก ๆ เพราะเนื้อเพลงมันคือตรงกับหนังเรื่องนี้เด๊ะ ๆ เลย

 

หากรู้สักนิด (1951)

 

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
ยังไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ที่

https://www.lecinemaclub.com/

 

++++

 

ATOMIC GARDEN (2018, Ana Vaz, about Japan, 7min, A+30)

 

 

หนังสวยสุดขีดมาก ๆ และแสดงให้เห็นถึง “พลังของการตัดต่อ” อย่างรุนแรง เพราะหนังทั้งเรื่องเป็นการตัดสลับภาพไปมาระหว่าง “ดอกไม้” กับ “ดอกไม้ไฟ” หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ Fukushima

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู OCCIDENTE (2014, Ana Vaz, France, 15min) ที่เคยมาฉายออนไลน์ทาง lecinemaclub

+++

 

ใช่ จริง ๆ ด้วย หนังเรื่อง LAST AND FIRST MEN (2020, Jóhann Jóhannsson, Iceland) มันใช้กลวิธีเดียวกับหนังของ Werner Herzog คือการสร้างความเป็นไซไฟ โลกอนาคต โดยไม่ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาลเพื่อเนรมิตฉากยิ่งใหญ่อะไร แต่ใช้ gaze ของผู้กำกับเข้าไปจับภาพสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วผสมจินตนาการเข้าไป แล้ว turn มันให้กลายเป็นไซไฟโลกอนาคตได้ ซึ่งหนังของ Teeranit Siangsanoh หลาย ๆ เรื่องก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้เช่นกัน เพราะเขาก็ชอบถ่ายทุ่งร้าง ๆ แถวพระโขนงแล้วเปลี่ยนให้มันเป็นโลก dystopia ในอนาคต

 

 

 

 

Wednesday, April 29, 2026

HUMAN BEING (1994, Ibrahim Shaddad, Sudan, 27min, A+30)

 

NATIONALITY: IMMIGRANT (1976, Sidney Sokhona, Mauritania/France, 85min) จะฉายในวันแรงงานนี้ น่าดูมาก ๆ

++++

 

สงสัยเหมือนกันเลย เพราะเราว่า Ayumu Nakajima เขาหล่อมาก ๆ แต่ปรากฏว่าบางทีเขาก็รับบทเป็น “ตัวประกอบ” มาก ๆ โดยเฉพาะใน HAPPYEND (2024, Neo Sora) ที่เขารับบทเป็นคุณครูหัวก้าวหน้า และ MORI, THE ARTIST’S HABITAT (2018, Shuichi Okita, A+30) ที่เขารับบทเป็นบุรุษไปรษณีย์

 

ล่าสุดเราก็ดีใจที่ได้เห็นเขารับบท “นักหลอกลวงแม่บ้านหีไว” ใน RENOIR (2025, Chie Hayakawa, A+30)

 

แต่เราก็กลัวว่าถ้าหากเขาได้แสดงแต่บทตัวประกอบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อีกไม่กี่ปีเขาคงรับบท “พ่อของพระเอก” หรือ “พ่อของนางเอก”

 

กรี๊ดดดดดด นึกไม่ถึงเลยว่าเขาอายุ 38 ปีแล้ว นึกว่าเขาอายุแค่ราว 30 ปี

 

เมื่อกี้เลยเข้าไปดู wikipedia เราก็เลยเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นเพราะเขาเข้าสู่วงการละครทีวี/ภาพยนตร์ช้ากว่าดาราหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ เพราะดาราหนุ่ม ๆ คนอื่น ๆ เข้าวงการตั้งแต่อายุ 17-18 ปี (อย่างเช่น Tackey) แต่เขาเพิ่งเริ่มแสดงภาพยนตร์ในปี 2013 ตอนอายุราว 25 ปี หรือช้ากว่าชาวบ้านเขาไปเกือบ 10 ปี แล้ววงการบันเทิงญี่ปุ่นมันคงเน้น “เด็กหนุ่มวัยรุ่น” ด้วยแหละ เขาก็เลยแทบไม่เคยมีโอกาสได้รับบทดารานำเลย เพราะเขาไม่ได้เข้าสู่วงการตั้งแต่ยังเป็น “เด็กหนุ่มวัยรุ่น”

 

เหมือนตอนแรก ๆ เขาเป็น “นายแบบ” และ “นักแสดงละครเวที” แล้วเขาเพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการละครทีวี/ภาพยนตร์ในปี 2013 ตอนอายุราว 25 ปี

 

ชอบมาก ๆ ที่เขาจบปริญญาตรีด้าน “วรรณคดี” ด้วย

 

++++

 

เราชอบเดชคัมภีร์เทวดาภาคหนึ่งอย่างรุนแรง แต่ก็ชอบภาคสองมากกว่าภาคหนึ่งนะ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคสองสู้ภาคหนึ่งไม่ได้ก็คือบทของเยิ่นอิ๋งอิ๋ง เพราะเราชอบ “จางหมิ่น” ในบทเยิ่นอิ๋งอิ๋ง อย่างรุนแรงมาก ส่วนกวนจือหลินที่รับบทเยิ่นอิ๋งอิ๋งในภาคสองนั้น แสดงดีใช้ได้ก็จริง แต่เราว่า aura ของเธอสู้จางหมิ่นไม่ได้

 

จริง ๆ แล้วเราก็ชอบภาคสามด้วยนะ SWORDSMAN III: THE EAST IS RED (1993, Ching Siu-tung, Raymond Lee) เหมือนภาคสามมันเปลี่ยนมาเป็นหนังแนว character-driven หลังจากที่ภาคหนึ่งกับสองมันเป็นหนังแนว plot-driven และหลังจาก THE EAST IS RED อะไรแบบนี้ก็ถูกผลักไปจนสุดทางใน ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai)

++++

 

เพิ่งรู้ว่ามีหนังเรื่อง “ความรัก อารมณ์ ผู้หญิง” ด้วย นำแสดงโดย สมเจตน์ สะอาด ที่เสียชีวิตไปแล้วจากเหตุการณ์พลุระเบิดใส่ใบหน้าในช่วงปลายปี 2010 เป็นเหตุการณ์เสียชีวิตที่น่าเศร้ามาก ๆ

 

แต่เรากูเกิลหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แทบไม่เจอเลย ไม่รู้ว่าเป็นหนังปีไหน ใครกำกับ

 

ข่าวการเสียชีวิตของสมเจตน์ สะอาด

https://www.komchadluek.net/today-in-history/406923

++++++++++

 

เห็นข่าวจากคุณเต้ ไกรวุฒิ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ จ่าง แซ่ตั้ง ข่าวนี้ก็เลยทำให้เราหวนรำลึก คิดถึงเทศกาลหนังสั้นสมัยก่อนที่เคยฉายหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องที่กำกับโดย "ทิพย์ แซ่ตั้ง" และ "ภูมิรพี แซ่ตั้ง" อย่างเช่น

 

1. THINKING...OF MY FATHER! (คิด...ถึงพ่อ) (2007, ทิพย์ แซ่ตั้ง, ธีระ ประชุมของ, ชัชชัย ชาญธนวงศ์)

 

2. คน ชีวิต วันเวลา / 2551 / 4 นาที /ทิพย์ แซ่ตั้ง 

 

3. คนรกโลก / 2551 / 3 นาที / ทิพย์ แซ่ตั้ง 

 

4. คนค้นหาของเก่า ชุมชนโบราณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองบางกอกน้อย ธนบุรี (2008, ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

5. ศิลปะใต้ตีน/2551/18 นาที/ทิพย์ แซ่ตั้ง

ART UNDER FOOTPRINTS (2008, Thip Tang)

 

6. SUBTITLE : For Your Eyes Only/2009/ทิพย์ แซ่ตั้ง/5.00

 

7. YES, NO, OK?, BUT, OR, AND, ALL, HOW?, WHY! (2010, Thip Tang)

 

8. เพราะฉันต้องการ ที่ว่างของฉัน (2011, Thip Tang, documentary, 36.10min)

 

9. WILL YOU LEAVE ME TO DIE? (2011, Thip Sae-tang, 8 min, documentary)
ลมหายใจรวยริน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา: เรื่องของเขา หนังเรื่องของเรา หนังเรื่องของใคร? (ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

10. THOUGHTS AND FEELINGS ON CANVAS (2011, Thip Sae-tang, documentary, 25min)
บนพื้นที่สี่เหลี่ยม: ประเทือง เอมเจริญ พิทักษ์ ปิยะพงษ์ สมชาย วัชระสมบัติ (ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

11. ซื้อเสียงไหมครับ (2008, ภูมิรพี แซ่ตั้ง, A+)
WOULD YOU LIKE TO BUY MY VOICE? (2008, Poomrapee SaeTang)

 

12. ทำหล่อครับผม/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00


13. ทำเองสบายเอง/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00

 

14. ผมเกือบจะกลายเป็นหมา/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/3.00

 

15.DREAM (2010, Phumraphee Sae-tang, 5 min, A)
ความฝัน (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

16. THE PARTY OF MY GRANDFATHER'S WIFE (2010, Phumraphee Sae-tang, 4 min)
งานเลี้ยงแฟนปู่ (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

17. WHAT ARE YOU DOING, SIR? (2010, Phumrapee Tang, 3 min, A-)
ผู้ใหญ่ครับทำอะไรกันคราบบบ (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

18. HOW TO MAKE FLOWERS FROM PANDANUS LEAVES (2011, Poomrapee Saetang, 5.2, documentary, A+)
การทำดอกไม้จากเตย (ภูมิรพี แซ่ตั้ง, 5.2min)

 

19. LITTLE KID (2011, Phumraphee Tang, 3min, A+)
เด็กน้อย (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

++++

 

เห็นข่าวนี้แล้วคิดถึงพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ข่าวนี้เป็นข่าวการจัดงาน RITWIK GHATAK RETROSPECTIVE -- This programme includes new restorations of every feature, alongside three unfinished films, two he wrote, one he acted in, and 13 fiction and documentary shorts.

 

เราได้ดูหนังเรื่อง สุพรรณเรขา SUBARNAREKHA (1965, Ritwik Ghatak, India) ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ในวันที่ 14 ม.ค. 2003 ซึ่งถือเป็นหนังเรื่องแรกของ Ritwik Ghatak ที่เราได้ดู และเราเข้าใจว่าพี่วิคเตอร์น่าจะเป็นคนเลือกหนังเรื่องนี้มาฉาย

 

พี่วิคเตอร์เคยจัดงาน SHYAM BENEGAL RETROSPECTIVE ในกรุงเทพมาแล้วในปี 2008 ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่า ถ้าหากพี่วิคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่ พวกเราคงจะต้องพยายามยุพี่วิคเตอร์ให้ยกงาน RITWIK GHATAK RETROSPECTIVE มาจัดฉายในไทยด้วยอย่างแน่นอน

+++

Weera Rakbankerd Retrospective

 

โปรแกรมที่ 1 วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น.

.

1. 1 Day in Utopia (2005, 3.36 นาที)

2. 5 YEARS IN SAD HEART (2006, 9.24 นาที)

3. 2 second in bad love (2007, 7.01 นาที)

4. 4 MINUTE IN BROKEN SOUL (2007, 7.26 นาที)

5. ONE (2011, 7.33 นาที)

6. Retro 1 day (2012, 10.13 นาที)

7. DIRECTOR & ACTOR (2015, 12.39 นาที)

8. อวัยวะ (2016, 13.04 นาที)

9. FUTURE BOARD (2017, 14.05 นาที)

10. ARTICLE KILLING ME (2018, 10.05 นาที)

.

🎬 โปรแกรมที่ 2 วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น.

.

1. Heaven Broken Heart Metal (2019, 15.58 นาที)

2. BLUR HAPPY BLUR SAD (2020, 11.26 นาที)

3. BEGIN, LOVE, HATE, END (2021, 14.42 นาที)

4. DESK CALENDAR (2022, 17.12 นาที)

5. BLACK&WHITE&LOVE&SAD (2023, 15.25 นาที)

6. MIDLIFE CRISIS (2024, 17.25 นาที)

7. SUCCESS’SI SUCCESS (2025, 18.03 นาที)

.

📌 เชิญร่วมสนทนากับคุณวีระ รักบ้านเกิด เวลา 17.30 น.

.

จัดฉาย ณ GalileOasis ถ.บรรทัดทอง

.

บัตรราคาโปรแกรมละ 100 บาท (รายได้ทั้งหมดหารครึ่งมอบให้กับพื้นที่จัดฉายและผู้กำกับ) สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรสามารถเข้าร่วมการสนทนากับคุณวีระ รักบ้านเกิด ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

.

ซื้อบัตรได้ในวันงานครับ

++++

 

วันนี้แดกโซบะ เพื่อเป็นพลีแด่ชายหนุ่มในช่วงท้ายของหนังเรื่อง BRAND NEW LANDSCAPE (2025, Danzuka Yuiga, Japan, A+30)

+++

 

Film Wish List: SHEHERAZADE หรือ SCORCHING SANDS (1963, Pierre Gaspard-Huit, France) นำแสดงโดย Anna Karina น่าดูมาก ๆ

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู CHRISTINE (1958, A+30) ที่กำกับโดย Pierre Gaspard-Huit เหมือนกัน และหนังเรื่องนั้นก็ “สวยสุดขีด” เหมือนกัน อลังโคมมาก ๆ เหมือนกัน แสดงว่าผู้กำกับคนนี้อาจจะเก่งเรื่องควบคุมการใช้สี, ออกแบบเครื่องแต่งกาย, ออกแบบฉาก, กำกับศิลป์, ถ่ายภาพ

 

THE BRIDE IS MUCH TOO BEAUTIFUL (1956, Pierre Gaspard-Huit) นำแสดงโดย Brigitte Bardot

 

CHRISTINE (1958, Pierre Gaspard-Huit, A+30) นำแสดงโดย Alain Delon + Romy Schneider

 

LIVING IT UP (1966, Pierre Gaspard-Huit) นำแสดงโดย Mireille Darc

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0v13GNqZohN3ButtHrtfpmnWSZFxQKmn7A53dSn4oaAAdJxfKhvjLZVCU4ygz46R7l

+++

น่าดูมาก ๆ อ่านพล็อตของ BERLIN EXPRESS แล้วนึกว่าต้องฉายควบกับ THE LADY VANISHES (1938, Alfred Hitchcock, UK) และ ZENTROPA (1991, Lars von Trier, Denmark)

+++

 

HUMAN BEING (1994, Ibrahim Shaddad, Sudan, 27min, A+30)

 

กราบตีนนนนน ไม่นึกว่าหนังซูดานจะพิสดารได้ขนาดนี้ เราว่าหนังเรื่องนี้มีธาตุอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึง A SON OF THE NORTHEAST ลูกอีสาน (1982, Vichit Kounavudhi) และ TONGPAN ทองปาน (1977, Yutthana Mukdasanit) เพราะหนังซูดานเรื่องนี้อาจจะพยายามถ่ายทอดความยากลำบากของชีวิตคนในชนบทในประเทศกำลังพัฒนาเหมือนกัน โดยเฉพาะชนบทที่แร้นแค้นและแห้งแล้งมาก ๆ แต่กลวิธีในการนำเสนอของหนังซูดานเรื่องนี้มันพิสดารมาก ๆ บอกไม่ถูกว่าดูแล้วนึกถึงใคร เหมือนดูแล้วนึกถึงหนังของ Fernando Arrabal และ Alejandro Jodorowsky บ้างนิดหน่อย

 

Ibrahim Shaddad เป็นหนึ่งในปรมาจารย์ภาพยนตร์ของซูดาน เขาคือหนึ่งใน subjects ของหนังสารคดีเรื่อง TALKING ABOUT TREES (2019, Suhaib Gasmelbari, Sudan, A+30) ที่เคยลงโรงฉายในกรุงเทพ

 

เราดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ทางเว็บไซต์ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/pfp

+++

 

มีวิดีโอเทปลิขสิทธิ์ของหนังเรื่อง AN ALMOST PERFECT AFFAIR หัวใจรักต้องห้าม (1979, Michael Ritchie) ที่นำแสดงโดย Monica Vitti ขายด้วยนะ

https://web.facebook.com/groups/572921946979479/posts/2078333449771647/

 

Tuesday, April 28, 2026

THE DRAMA AND OTHER COMEDY OF MANNERS FILMS

 

เนื้อเพลง INDIA SONG แปลโดยกูเกิล

Song,

You who want to say nothing

You who speak to me of her

And you who tell me everything

Oh, you,

That we danced together

You who spoke to me of her

 Of her who sang to you

You who spoke to me of her

Of her forgotten name

Of her body, of my body

 Of that love

Of that dead love

Song,

Of my distant land

You who will speak of her

Now vanished

You who speak to me of her

 Of her erased body

Of her nights, of our nights

Of that desire

Of that dead desire

Song,

You who want to say nothing

 You who speak to me of her

 And you who tell me everything

 And you who tell me everything

 

เนื้อเพลง INDIA SONG

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dis tout

Ô, toi, Que nous dansions ensemble

Toi qui me parlais d'elle

D'elle qui te chantait

Toi qui me parlais d'elle

De son nom oublié

De son corps, de mon corps

De cet amour là

De cet amour mort

Chanson,

De ma terre lointaine

Toi qui parleras d'elle

Maintenant disparue

Toi qui me parles d'elle

De son corps effacé

De ses nuits, de nos nuits

De ce désir là

De ce désir mort

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dit tout

Et toi qui me dit tout

+++

 

RIP LUIS PUENZO (1946-2026)

 

Luis Puenzo เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ขณะอายุได้ 80 ปี เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ THE PLAGUE (1992, Luis Puenzo, France/UK/Argentina) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉาย หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ Albert Camus และนำแสดงโดย Sandrine Bonnaire กับ William Hurt

 

Luis Puenzo เคยกำกับ THE OFFICIAL STORY (1985, Argentina) ที่ได้รับรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และเขาก็กำกับ OLD GRINGO (1989) ที่ส่งผลให้ Jane Fonda ได้เข้าชิงรางวัล Razzie สาขา Worst Actress แต่ผู้ชนะรางวัล Worst Actress ในปีนั้นคือ Heather Locklear จาก THE RETURN OF SWAMP THING (1989, Jim Wynorski)

 

ภาพจาก THE PLAGUE

++++

 

DOUBLE DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

FIRST DOUBLE BILL -- MY FAVORITE ROMANTIC FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ REMINDERS OF HIM ร่องรอยรัก (2026, Vanessa Caswill)

 

SECOND DOUBLE BILL – MY FAVORITE COMEDY OF MANNERS FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater, from the play by Molière, 180min)

 

1. เป็นโชคดีของ REMINDERS OF HIM มาก ๆ ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะว่าถ้าหากเราได้ดู REMINDERS OF HIM หลังจากดู THE DRAMA ระดับความชอบของเราที่มีต่อ REMINDERS OF HIM อาจจะลดลงไปเยอะ

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ปกติแล้วเราจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติกโดยทั่วไป” ซึ่งสาเหตุสำคัญอาจจะเป็นเพราะว่า หนังโรแมนติกโดยทั่วไปชอบนำเสนอตัวละครนางเอกที่เป็น “สาวสวย น่ารัก นิสัยดี อ่อนหวาน น่าทะนุถนอม” อะไรทำนองนี้ เพื่อตอบสนอง romantic fantasy ของผู้ชมเพศชายบางกลุ่ม (อย่างเช่น THE STORY OF A SMALL TOWN (1979, Lee Hsing, Taiwan, A+30))  ซึ่งตัวละครนางเอกประเภทนี้เป็นตัวละครที่เราไม่สามารถ identify ตัวเองด้วยได้แต่อย่างใด เราก็เลยไม่ค่อยอินกับหนังโรแมนติกเหล่านี้

 

และปัจจัยนี้ก็เลยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราชอบ REMINDERS OF HIM มาก ๆ เพราะตัวละครนางเอกของหนังเรื่องนี้มีความแตกต่างจากตัวละครนางเอกในหนังกลุ่มข้างต้น REMINDERS OF HIM ก็เลยกลายเป็นหนังโรแมนติกที่เราชอบสุดขีดเรื่องนึง

 

แต่พอเราได้ดู THE DRAMA หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง REMINDERS OF HIM มาก ๆ ในบางจุด ซึ่งเราคงไม่สามารถเขียนถึงมันได้ในตอนนี้ เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นการสปอยล์ THE DRAMA แต่เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันทำให้ REMINDERS OF HIM จืดไปเลย เพราะพอเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันผลักดันอะไรหลาย ๆ อย่างไปไกลกว่า REMINDERS OF HIM มาก ๆ และมันมี “ความไม่ประนีประนอม” สูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับ REMINDERS OF HIM (แน่นอนว่า THE DRAMA มันมีความประนีประนอมสูงมากเมื่อเทียบกับ “หนังอาร์ตเฮาส์” แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกจะเทียบ THE DRAMA กับอะไร 55555)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า เป็นโชคดีมาก ๆ สำหรับ REMINDERS OF HIM ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะทั้งสองเป็น “หนังโรแมนติก” ที่เราอินด้วยมาก ๆ ในระดับนึงด้วยเหตุผลที่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าหากเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว REMINDERS OF HIM เหมือนเป็นการวิ่งริมชายหาดประจวบคีรีขันธ์ระยะ 10 กิโลเมตร แต่ THE DRAMA เป็นการวิ่งฝ่าดงกับระเบิดระยะ 10 กิโลเมตร

 

2. THE DRAMA ทำให้เรานึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ ด้วย เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า “เราควรพูดตอแหล หรือเราควรพูดความจริง” เหมือน ๆ กัน และหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเหมือนวิเคราะห์ท่าที, มารยาท และทัศนคติของผู้คนในสังคมเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่า THE MISANTHROPE มันมุ่งเป้าไปที่ประเด็นนี้เป็นหลัก ส่วน THE DRAMA อาจจะแตะประเด็นนี้เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น และอาจจะให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น ๆ มากกว่า

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละครพระเอกของ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” คือ Alceste ชายหนุ่มที่มุ่งมั่นที่จะ “ไม่พูดตอแหล” เขาพูดตามสิ่งที่เขาคิดจริง ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยพูดตำหนิข้อบกพร่องของเพื่อน ๆ ทุกคนในสังคมรอบตัวเขา จนเขากลายเป็นที่รังเกียจของสังคมในที่สุด และเขาก็รังเกียจตัวเองด้วยที่เขาตกหลุมรัก Célimène หญิงสาวที่เข้าสังคมได้อย่างคล่องแคล่ว

 

เราชอบ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ เพราะมันเหมือนชำแหละ “มารยาททางสังคม” ได้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก และมันเล่นกับประเด็นเรื่อง “การพูดตอแหล การพูดความจริง และความเหมาะสมทางสังคม” ได้อย่างละเอียดยิบมาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู THE DRAMA เราก็เลยนึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าประเด็นหลักของหนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน แต่หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็นำเสนอ HYPOCRISY ของผู้คนในสังคมได้อย่างน่าสนใจสุดขีดสำหรับเราเหมือน ๆ กัน

 

3. เราไม่แน่ใจว่า THE DRAMA นี่ถือเป็น COMEDY OF MANNERS ได้หรือเปล่านะ แต่เราอยากให้มีคนเขียนวิเคราะห์ THE DRAMA โดยเทียบกับหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ มาก ๆ เพื่อดูว่าหนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มัน “สะท้อนสังคมที่แตกต่างกัน” ได้อย่างแตกต่างกันอย่างไร, หนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มันชำแหละมนุษย์ได้ดีเพียงใด และตัวละครนางเอกของ THE DRAMA มันมีความเหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไรกับตัวละครนางเอกของหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ

 

หนังที่เราเข้าใจว่าเป็น COMEDY OF MANNERS ก็มีเช่น
(เรายังไม่ได้ดูหนังบางเรื่องในลิสท์ข้างล่างนี้นะ ข้อมูลพวกนี้เรากูเกิลเอา เพื่อดูว่าอินเทอร์เน็ตมันบอกว่าหนังเรื่องใดบ้างเป็น
COMEDY OF MANNERS)

 

3.1 THE FAN (1949, Otto Preminger) สร้างจากบทละครเวที LADY WINDERMERE’S FAN ของ Oscar Wilde

 

3.2 SMILES OF A SUMMER NIGHT (1955, Ingmar Bergman, Sweden)

 

3.3 MY FAIR LADY (1964, George Cukor)

 

3.4 MY NIGHT AT MAUD’S (1969, Eric Rohmer, France)

 

3.5 THE HEARTBREAK KID (1972, Elaine May)

 

3.6 A ROOM WITH A VIEW (1986, James Ivory)

 

3.7 MAY FOOLS (1990, Louis Malle, France)

 

3.8 THE REMAINS OF THE DAY (1993, James Ivory)

 

3.9 THE IMPORTANCE OF BEING EARNEST (2002, Oliver Parker, from a play by Oscar Wilde)

 

3.10 THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater)