Saturday, February 21, 2026

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

ONE SECRET AGENT AFTER ANOTHER

 

เราชอบ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 161min, A+30) และ ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson, 161min, A+30) อย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้งสองเรื่อง และก็แอบขำที่หนังทั้งสองเรื่องมีความยาว 161 นาทีเท่ากัน และพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองเหมือน ๆ กัน เราก็เลยทำลิสท์ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ที่ทำให้นึกถึงกันและกันขึ้นมาด้วยดีกว่า 55555

 

เราดู ONE BATTLE AFTER ANOTHER เมื่อหลายเดือนก่อนจนเราลืมรายละเอียดในหนังเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจำข้อมูลอะไรผิดไป ก็ comment มาบอกกันได้นะคะ

 

1. Armando Solimões (Wagner Moura) vs. Bob (Leonardo DiCaprio)

พระเอก

 

2. Flávia (Laura Lufési) vs. Willa (Chase Infiniti)

สาวสามกีบ ความหวังของโลกนี้ฝากไว้กับพวกเธอ

 

3. Henrique Ghirotti (Luciano Chirolli) vs. Col. Steven J. Lockjaw (Sean Penn)

ตัวผู้ร้ายที่เคยเผชิญกับ “เมียพระเอก”

 

4. Sebastiana (Tânia Maria) vs. Sensei Sergio St. Carlos (Benicio Del Toro)

ผู้คอยปกป้องผู้ลี้ภัย ช่วยเหลือคนทุกข์คนยาก

 

5. Fátima Nascimento (Alice Carvalho) vs. Perfidia (Teyana Taylor)

เมียพระเอก

 

6. Elza (Maria Fernanda Cândido) vs. Deandra (Regina Hall)

ผู้หญิงที่คอยช่วยเหลือตัวละครเอกในการหลบหนี

 

7. Luanda (Rafaela Pavin) vs. Mae West (Alana Haim)

หญิงสาวที่อยู่ในองค์กรเดียวกับพระเอก และถูกผู้ร้ายกำจัดไป

 

8. João Pedro (Marcello Valle) vs. Howard “Billy Goat” Sommerville (Paul Grimstad)

ผู้ชายที่ช่วยพระเอกในการหลบหนี/ตั้งต้นชีวิตใหม่ ตัวละคร João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT ส่วน Billy Goat คือคนที่ให้อัตลักษณ์ใหม่กับพระเอก ONE BATTLE AFTER ANOTHER

 

9. Lenira Nascimento (Aline Marta Maia) vs. Gramma Minnie (Starletta DuPois)

แม่ยายของพระเอก ทั้งสองคนเหมือนไม่ค่อยชอบพระเอก แต่ด้วยเหตุผลที่ตรงข้ามกัน Lenira ไม่ชอบพระเอกเพราะกลัวว่า “ภัยการเมือง” ที่ตามตัวพระเอกมาจะทำให้ชีวิตของเธอขาดความสงบสุข ส่วน Gramma Minnie ไม่ค่อยชอบพระเอก เพราะเธอมองว่าพระเอกดูขี้ขลาดเมื่อเทียบกับตัวลูกสาวของเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ตัวละคร Gramma Minnie นี้ ตั้งชื่อตาม Minnie Riperton ซึ่งเป็น “แม่ยาย” ตัวจริงของ Paul Thomas Anderson โดยทุกคนคงรู้จัก Minnie Riperton กันเป็นอย่างดีจากเพลง LOVIN’ YOU (1974) ที่สถานีวิทยุในไทยเปิดบ่อยมาก ๆ และถือเป็น “หนึ่งในเพลงคลาสสิคอมตะนิรันดร์กาล” ในความเห็นของเรา

 

10. Vilmar (Kaiony Venâncio) vs. Avanti (Eric Schweig)

มือสังหารที่ดูมีความบ้าน ๆ ตัวละคร Vilmar นี่ถ้าเป็นหนังไทยต้องรับบทโดย “คุณคาเงะ”

 

11. Augusto Borba (Roney Villela) vs. Tim Smith (John Hoogenakker)

มือสังหารที่มีความเป็น elite ดูหล่อเท่

 

 

12. Euclides Cavalcanti (Robério Diógenes) vs. Virgil Throckmorton (Tony Goldwyn)

หัวหน้ากลุ่มคนเหี้ย

 

13. Daniela (Isadora Ruppert) vs. Bobo (Colton Gantt)

เพื่อนของสาวสามกีบ ตัวละคร Bobo คือคนที่เป็น non-binary

 

เราชอบ THE SECRET AGENT มากกว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER นะ ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่าหนังเรื่องไหนดีกว่ากันแต่อย่างใด 55555 เพราะเรามองว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER ก็เป็นหนังที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วในแนวทางของมันเอง เพียงแต่ว่าสไตล์/แนวทางของ THE SECRET AGENT เป็นสิ่งที่เข้าทางเรามากกว่า

 

อยากให้หนังสองเรื่องนี้มี spin off ของตัวเองมาก ๆ โดย

 

1. ONE BATTLE AFTER ANOTHER ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Perfidia ในเม็กซิโก เราอยากรู้มาก ๆ ว่า Perfidia จะไปประกอบวีรกรรมใดบ้างในเม็กซิโก เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันว่า Mexico เป็นประเทศที่เดือดมาก ๆ

 

2. THE SECRET AGENT ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Sebastiana ตอนอยู่อิตาลี ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist เพราะ Sebastiana เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟัง และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02rBCJ9JWWsDuH88JyKCg7oFxbkQ16XPRyTRsh9EDnStUhCdxJhpSRhZBLLKW1tntKl

 

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆ แต่เราไม่ขอเขียนถึงประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญใด ๆ ในหนังเรื่องนี้นะ ทั้งเรื่องการเมือง, การสื่อสารยุคเก่า, สื่อยุคเก่า, ความสำคัญของภาพยนตร์, ความสำคัญของ archives, etc. เพราะว่าเพื่อน ๆ ของเราเขียนถึงประเด็นเหล่านี้กันไปหมดแล้ว และเราได้แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนมาไว้บนวอลล์ของเราแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะขอทำเพียงแค่จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้แล้วกัน โดยจะไม่แตะแก่นหลักหรือประเด็นหลัก ๆ ของหนังแต่อย่างใด 55555

 

2. อย่างแรกที่ชอบเป็นการส่วนตัวเลยก็คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประเทศไทยในหลาย ๆ แง่มุม โดยแง่มุมแรกก็คือ “สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งจะเห็นได้จาก  “เหงื่อ” ของตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าเหตุการณ์มันเกิดในบราซิล ในช่วงที่อุณหภูมิน่าจะใกล้เคียงกับประเทศไทย และเราก็จะเห็นเหงื่อของตัวละครเยอะมาก โดยเฉพาะ “รอยเหงื่อที่เปื้อนเสื้อ” ขณะที่ตัวละครใช้โทรศัพท์สาธารณะ หรือฉากที่ Augusto กับ Bobbi เหงื่อแตกขณะไปหา Vilmar ในโรงงานน้ำตาล

 

คือภาพยนตร์มันเป็น “สื่อ” ที่กระทบเราทางภาพและเสียงโดยตรง แต่ไม่ได้กระทบเราทางกลิ่น, รส และสัมผัสโดยตรง เราก็เลยชอบที่หนังบางเรื่องมันทำให้เรารู้สึกถึง “สัมผัสทางกาย” ได้ในทางอ้อมด้วย โดยผ่านทาง “อุณหภูมิ” ที่ตัวละครเผชิญในหนัง แต่ว่าหนังที่เราดูส่วนใหญ่มันเป็นหนังฮอลลีวู้ด, หนังยุโรป และหนังญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะสัมผัส “ความหนาวเย็น” ผ่านทางหนังเหล่านี้เป็นหลัก โดยเฉพาะหนังอย่าง ZERO KELVIN (1995, Hans Petter Moland, Norway) แต่พออันนี้มันเป็นหนังบราซิล และมันละเอียดลออกับการใส่เหงื่อให้กับตัวละครในแต่ละฉาก เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงอุณหภูมิที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก ๆ คือแค่กูเดินออกไปหน้าบ้าน เหงื่อกูก็แตกแล้ว

 

3. การเข่นฆ่าประชาชนในยุคสงครามเย็น เผด็จการทหาร ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงประเทศไทยมาก ๆ โดยไทยในยุคนั้นก็เป็นยุคที่มีการ propaganda ให้คนหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ และมีการลอบสังหารอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตหัวหน้าแผนกวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 

 

4. เรารู้สึกผูกพันกับ “ยุคสมัย” ของหนังเรื่องนี้อย่างเป็นการส่วนตัวมาก ๆ ด้วย เพราะว่า เราเกิดในปี 1973 ส่วน Kleber Mendonça Filho เกิดปี 1968 เพราะฉะนั้นพอเขาสร้างหนังที่ถ่ายทอด “บรรยากาศในวัยเด็ก” ของเขา มันก็เลยซ้อนทับกับ “ความทรงจำในวัยเด็ก” ของเรามาก ๆ โดย

 

4.1 อย่างแรกที่เราร้องวี้ดเลยก็คือดนตรีประกอบ เมื่อหนังใช้เพลง IF YOU LEAVE ME NOW (1976) ของวง Chicago ในช่วงต้นเรื่อง เพราะนี่คือเพลงที่กรอกหูเราบ่อย ๆ ในวัยเด็กของจริง และเราก็ชอบมากที่หนังใช้เพลง LOVE TO LOVE YOU BABY (1975) ของ Donna Summer ด้วย

 

4.2 ชอบที่ตัวละครติดต่อกันโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะกับโทรเลขมาก ๆ เพราะว่า

 

4.2.1 บ้านของเราเพิ่งมีโทรศัพท์ใช้ในปี 1988 เพราะฉะนั้นก่อนหน้าปี 1988 เราก็เลยต้องพึ่งพาการสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะเป็นหลัก

 

4.2.2 บ้านของตากับยายเราที่จังหวัดอุบลราชธานีก็ไม่มีโทรศัพท์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่แม่ของเราพาเราไปเยี่ยมตากับยายในทศวรรษ 1970-1980 แม่ของเราก็จะส่ง “โทรเลข” ไปหาตากับยาย เพื่อบอกตากับยายว่า แม่จะเดินทางจากกรุงเทพไปเยี่ยมนะ

 

5. หนังที่ถูกอ้างอิงถึงในหนังเรื่องนี้ ก็ล้วนเป็นหนังที่ผูกพันกับความทรงจำของเราในวัยเด็ก ซึ่งก็คือ

 

5.1 JAWS (1975, Steven Spielberg)

มันคือหนังที่เราอยากดูตอนเด็ก ๆ เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้ดู เรามาได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่เราโตแล้ว เราจำได้แต่ว่า ตอนเด็กๆ มีข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการพบศพคนถูกกินอยู่ในท้องปลาฉลามที่ถูกจับได้แถวศรีราชา ซึ่งข่าวฉลามกินคนที่ศรีราชานี่มันเป็นข่าวที่ฝังใจเราตอนเด็กมาก ๆ เหมือนกับตัวละครในหนังเรื่องนี้

 

5.2 THE OMEN (1976, Richard Donner)

นี่ก็เป็นหนังที่ดังสุดขีดตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

5.3 การ์ตูน POPEYE THE SAILOR 

นี่ก็เป็นการ์ตูนที่เราได้ดูบ่อย ๆ ทางโทรทัศน์ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่เราเข้าใจว่าการ์ตูนที่เราได้ดูอาจจะเป็นการ์ตูนที่สร้างขึ้นในปี 1960-1963 ส่วนการ์ตูนที่ Fernando ได้ดูในหนังเรื่องนี้คือ POPEYE THE SAILOR MEETS ALI BABA’S FORTY THIEVES (1937, Dave Fleischer, Willard Bowsky, 17min) ซึ่งมีให้ดูในยูทูบ

 

6. เราชอบที่ THE SECRET AGENT refer ถึงหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องด้วย โดยเฉพาะ

 

6.1 DONA FLOR AND HER TWO HUSBANDS (1976, Bruno Barreto, Brazil, A+30)

มีภาพจากหนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.2 MIDNIGHT COWBOY  (1969, John Schlesinger)

มีโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.3 ISAURA: SLAVE GIRL (1976-1977, Brazil)

เราเพิ่งมารู้จาก IMDB ว่า คลิปจากละครทีวีเรื่องนี้ถูกนำเสนอในช่วงต้นของหนังเรื่อง THE SECRET AGENT เราก็เลยจะเสริมว่า ละครทีวีเรื่องนี้เคยมาฉายในไทยด้วยนะ ในชื่อเรื่องว่า “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” โดยฉายทางช่อง 5 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แต่ฉายไม่จบเรื่องนะ คือเหมือนพอฉายไปได้ระยะนึง แล้วมันสิ้นปีพอดี แล้วพอขึ้นปีใหม่ เจ้าของสิทธิละครทีวีเรื่องนี้คงประมูลซื้อเวลาออกอากาศจากทางช่อง 5 ไม่ได้ ละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยไม่ได้แพร่ภาพต่อในไทย

 

โชคดีที่เราไม่ได้ตามดูละครเรื่องนี้ เราก็เลยไม่ได้ค้างคาใจว่ามันจบยังไง แต่เราจำได้ว่ามันฉายในเวลาใกล้ ๆ กับ “สิงห์สาวนักสืบ” (SUKEBAN DEKA) เราก็เลยเหมือนได้เห็นละครเรื่องนี้ผ่าน ๆ ตาตอนที่เราเปิดทีวีเพื่อรอดูสิงห์สาวนักสืบ

 

แต่แม่ของเราชอบดู “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาก ๆ เราก็เลยเสียดายเหมือนกันที่แม่ของเราไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ต่อจนจบ

 

เราว่าการนำภาพจาก “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาใช้ใน THE SECRET AGENT ก็เพื่อเป็นการพาดพิงถึงตัวละครแม่ของ Amando Solimões (Wagner Moura)

 

6.4 ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละคร Elza พูดว่า “Ghirotti ควรติดคุก Carandiru” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง CARANDIRU (2003, Hector Babenco, Brazil, 145min) ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพ โดยคุกแห่งนี้เคยเกิดเหตุสังหารหมู่นักโทษ 111 คนในปี 1992

 

7. ชอบดนตรีประกอบอย่างสุดขีด โดยเฉพาะในฉาก climax ระหว่าง Bobbi กับ Vilmar ที่เหมือนมีการใช้ “เครื่องเป่า” ในการเร้าอารมณ์

 

Composers ของหนังเรื่องนี้คือ Mateus Alves กับ Tomaz Alves Souza

 

8. ชอบที่หนังมันเหมือนจะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ในบราซิล เหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างทางเหนือกับทางใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และหนังก็พูดถึงเมืองหลาย ๆ เมืองในบราซิลด้วย อย่างเช่น

 

8.1 ฉากหลักเกิดที่เมือง Recife ในรัฐ Pernambuco ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล

 

8.2 ตัวละครพระเอกใช้โทรเลขและโทรศัพท์ติดต่อกับตัวละคร João Pedro ในกรุงบราซิเลีย

 

8.3 เราไม่แน่ใจว่าตัวละครสองมือสังหาร Bobbi กับ Agusto เดินทางมาจาก Rio de Janeiro หรือเปล่า เรารู้แค่ว่าทั้งสองเดินทางไปทิ้งศพผู้หญิงคนนึงที่เขื่อน Sérgio Motta ใกล้นครเซาเปาโล

 

8.4 Bobbi กับ Agusto เดินทางไปเจอกับ Henrique Ghirotti ที่นครเซาเปาโล ที่อยู่ทางใต้ของบราซิล

 

9. เราว่าหนังมันถ่ายทอดยุคสมัยนั้น ๆ ออกมาได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว โดยผ่านทาง “เสื้อผ้าหน้าผม” ของ “ตัวประกอบ” ทุกตัว ทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูด ทั้งตัวประกอบที่แค่อยู่ในฉาก หรือตัวประกอบที่แค่เดินผ่านฉากเฉย ๆ คือพอหนังมันให้ความสำคัญกับรายละเอียดของ “ทรงผม”, “เครื่องแต่งกาย”, “บุคลิกลักษณะ” ของตัวประกอบทุกตัวแบบนี้ เราก็เลยกราบตีนหนังเรื่องนี้มาก ๆ มัน bring back to life the bygone era อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

10. สรุปว่า สิ่งที่เราชอบที่สุดใน THE SECRET AGENT ก็คือการที่หนังมันใส่ใจกับ “ตัวประกอบ” ของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ น่ะ หนังมันทำให้เรารู้สึกใส่ใจและประทับใจกับตัวละครประกอบเยอะมาก ๆ ทั้งตัวประกอบที่ปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัวในหนัง และทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูดในหนัง คือไม่รู้ว่าผู้สร้างหนังและผู้กำกับหนังเรื่องนี้ทำได้อย่างไร ถึงสามารถทำให้เรารู้สึกประทับใจกับตัวประกอบในหนังเรื่องนี้ได้เยอะมาก ๆๆๆๆๆ ขนาดนี้

 

อย่างที่นักวิจารณ์บางท่านได้เขียนไว้แล้วว่า THE SECRET AGENT มันเป็นหนังที่ใส่ใจกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมจริง ๆ

 

และด้วยเหตุนี้ THE SECRET AGENT มันก็เลยเข้ากับหนึ่งใน concept ของ “ภาพยนตร์ที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด” ด้วย ซึ่งก็คือ concept ที่ว่า “ตัวละครทุกตัวในหนัง มีชีวิตมาก่อนหน้าที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากที่หนังจบลงแล้ว (ถ้าหากตัวละครนั้นไม่ตายในระหว่างที่เนื้อเรื่องดำเนินไปนะ)” และ “ตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อรับใช้ตัวละครเอก และตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อทำ function บางอย่างให้กับหนังเรื่องนั้น ๆ พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นรองพระเอก นางเอก เพราะตัวละครประกอบทุกตัวก็ล้วนเป็นพระเอก นางเอกในมุมมองของตนเอง และตัวละครประกอบทุกตัว ก็ล้วนมีชีวิตจิตใจ รักโลภโกรธหลง มีปัญหาชีวิตเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อหมุนรอบตัวละครพระเอกนางเอก”

 

คือเรารู้สึกว่า THE SECRET AGENT มัน treat ตัวประกอบทุกตัวจนทำให้เรารู้สึกแบบข้างต้นได้น่ะ หนังเรื่องนี้มันก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีดที่สุด

 

11. ตัวละครที่เราประทับใจใน THE SECRET AGENT

 

11.1 เราจองเป็น “ผู้หญิงที่ถูกผีเข้าสิงระหว่างดูหนังเรื่อง THE OMEN”

 

11.2 อีกตัวละครที่เราอยากจองรับบทมาก ๆ ก็คือ “กะหรี่สาวในห้องเก็บเอกสาร” ที่เอากับยามรักษาความปลอดภัย เราชอบมาก ๆ ที่เธอถูกจับได้ แต่เธอก็เดินเชิดหน้า หยิ่งผยองออกจากห้องเก็บเอกสาร ไม่มีความยี่หระอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

 

11.3 ชอบ “ผู้หญิง” ที่เดินผ่านสวนสาธารณะตอนกลางคืนด้วย คือตัวละครตัวนี้ไม่มีบทพูดอะไรเลยนะ คือเธอแค่เดินผ่านสวนสาธารณะขณะที่คนมากมายกำลังมีเซ็กส์กัน เหมือนเธอแค่เดินจากด้านขวาของจอ ไปยังด้านซ้ายของจอ ด้วยรองเท้าส้นหนา ๆ คือแค่เธอเดินผ่านหน้าจอแค่นั้น หนังก็สามารถทำให้เรากับเพื่อนประทับใจตัวละครตัวนี้อย่างรุนแรงสุดขีดได้

 

11.4 แมวสองหน้า ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

11.5 Geisa ซึ่งเป็นหลานสาวของ Sebastiana โดย Geisa เป็นตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้เลย เพราะว่าเธอได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่เยอรมนี และสิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนหนุ่มของเธอ เขาก็เลยฆ่าเธอตาย ก่อนที่เนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น

 

เราชอบมาก ๆ ที่ THE SECRET AGENT ใส่เรื่องเล่าเกี่ยวกับ Geisa เข้ามาในหนัง เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้แอบใส่ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีในยุคนั้นเข้าไปด้วยได้อย่างเนียน ๆ และอย่างน่าสะเทือนใจมากๆ  คือหนังเรื่องนี้เนื้อหาหลักมันอาจจะพูดถึงเผด็จการบราซิลในยุคสงครามเย็น แต่มันก็สอดแทรกประเด็นสิทธิสตรีและอาจจะรวมถึงสิทธิเกย์เข้าไปด้วย

 

11.6 Clóvis คือเราว่าตัวละครตัวนี้อาจจะสะท้อนประเด็นปัญหาเรื่องสิทธิเกย์ในบราซิลในยุคนั้น เพราะว่า Clóvis  “ไม่ได้เป็นผู้ชายในแบบที่ครอบครัวของเขาต้องการ” Clóvis ก็เลยต้องหนีออกจากบ้าน และกลายเป็นคนไร้การศึกษา

 

11.7 Sebastiana ถือเป็น one of my most favorite characters I saw this year เลย เราชอบมากที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist และเธอเคยเห็น “สิ่งที่ไม่อาจบอกเล่าได้” ระหว่างที่อยู่ที่อิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้ Sebastiana ก็เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟังด้วย และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

ถ้าหากเป็นในไทย ตัวละคร Sebastiana ต้องรับบทโดยคุณธิดา ถาวรเศรษฐ

 

11.8 Tereza Victória สาวผู้ลี้ภัยจาก Angola เราว่าตัวละครตัวนี้ทำให้เรานึกถึงคุณ May Adadol มาก ๆ

 

เราชอบการสร้างตัวละคร Tereza Victória มาก ๆ ทั้งในส่วนของ

 

11.8.1 การที่เธอ “ปวดหัว” เพราะเสียงการเฉลิมฉลองในช่วงงานคาร์นิวัล

 

11.8.2 การที่เธอเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในแองโกลา และฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในแองโกลา

 

11.8.3 การที่เธอไม่ยอมนั่งเครื่องบินที่มีธงชาติโปรตุเกส

 

11.9 Débora เด็กหญิงมีเหา

 

11.10 Cláudia แม่ของ Débora เราชอบที่เธอรีบเสยหีใส่พระเอกในทันที

 

11.11 ศพที่ปั๊มน้ำมัน ตัวละครที่ไม่ปรากฏหน้าให้ผู้ชมได้เห็น

 

11.12 หญิงสาวที่ไม่ยอมจอดรถที่ปั๊มน้ำมัน

 

11.13 พนักงานอ้วนประจำปั๊มน้ำมัน

 

11.14 แม่ของพระเอก ที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่เหมือนเธอมีอิทธิพลบางอย่างครอบคลุมหนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่อง เธอเป็นทาสหญิงอายุ 14 ปีที่ได้กับลูกชายเจ้านายที่มีอายุ 17 ปี

 

11.15 อีกตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นชัด ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ก็คือ “หนุ่มผิวดำ นักศึกษา Agronomy” ที่ถูกพวกของ Euclides Cavalcanti ฆ่าตาย (ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น) และเขาคือเจ้าของขาที่ถูกพบอยู่ในท้องฉลาม

 

เราได้เห็นเพียงแค่ภาพของตัวละครตัวนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น และหนังก็ไม่บอกแต่อย่างใดว่า เพราะเหตุใด Euclides ถึงฆ่าเขา เรารู้แค่ว่า จริง ๆ แล้วเขาเป็น “คนดี”

 

11.16 Hans (Udo Kier) หนังเรื่องนี้ใช้ Udo Kier ได้อย่างดีงามจริง ๆ ตัวละครตัวนี้หนักมาก ๆ เพราะเขาเป็นยิวที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขาก็ย้ายมาอยู่บราซิล แต่พอเขาย้ายมาอยู่บราซิล เขาก็เหมือนจะโกหกคนอื่น ๆ ว่าเขาเป็นอดีตทหารเยอรมันหรืออดีตนาซี เพราะดูเหมือนว่าพวกผู้มีอำนาจในบราซิลจะชื่นชอบนาซีมากกว่ายิว

 

11.17 เพื่อนของ Hans ที่เป็นคนผิวดำที่พูดภาษาเยอรมันได้

 

11.18 Arlindo ตำรวจผิวดำที่เป็นลูกสมุนของ Euclides แต่เขากลับดูเหมือนพูดจาดูถูกคนดำด้วยกันเอง

 

11.19 สาวใส่แว่นที่ยืนรอใช้โทรศัพท์สาธารณะ คือเธอไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.20 สาวผิวดำที่รินน้ำดื่มจากตู้กดน้ำ ตัวละครตัวนี้ก็ไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.21 คนที่ป่าวประกาศว่า “Don’t do tomorrow what you can do the day after tomorrow. Hail Procrastination.” บ้าบอมาก ๆ 55555

 

11.22 ชายชราถอดเสื้อกับชายชราเสื้อเขียวที่พูดคุยกันในถนนในช่วงที่ Vilmar หนีการตามล่าของ Bobbi

 

คือเราว่าชายชราสองคนนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึง “ความละเอียดลออ” ในการสร้างหนังเรื่องนี้ คือทั้งสองเป็นแค่ตัวละครประกอบฉาก ไม่มีบทพูด ไม่มีความสำคัญอะไรเลย แต่หนังกลับทำให้ตัวละครประกอบกระจิดกระจ้อยร่อยแบบนี้ ดูเป็นมนุษย์ที่ “มีชีวิตมาก่อนหนังเริ่มเรื่อง” มาก ๆ

 

11.23 Elisângela หนึ่งในตัวละครที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือเราชอบ “ทรงผม” ของเธออย่างรุนแรงมาก ๆ มันบ่งบอกถึงยุคสมัยมาก ๆ และเราก็ชอบมาก ๆ ที่เธอพิมพ์ดีดโดยไม่มีกระดาษ, ชอบที่เธอพยายามจะจีบพระเอก และก็ชอบที่เธอใช้ไหวพริบช่วยเหลือพระเอกตอนที่ Vilmar มาตามล่าพระเอกด้วย

 

11.24 คุณนายที่ทำให้เด็ก 3 ขวบต้องตาย

 

11.25 สาวใช้ที่สูญเสียลูก

 

11.26 ทนายของสาวใช้

 

11.27 อาจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ที่ล้วงขาจากท้องปลาฉลาม

 

11.28 Luanda อาจารย์มหาลัยที่กล้าปะทะกับ Ghirotti

 

11.29 Susan Schaffer อาจารย์มหาลัยชาวสหรัฐที่ไปทำงานที่ลีดส์ในอังกฤษ แล้วก็ย้ายมาบราซิล

 

11.30 Sanjay Jasieen อาจารย์หน้าแขก แต่เป็นชาวแคนาดา และมาทำงานที่บราซิล

 

11.31 Fátima Nascimento (Alice Carvalho) เมียพระเอกในหนังเรื่องนี้ก็ “เผ็ด สวย ดุ” มาก ๆ

 

11.32 Alexandre Nascimento พ่อตาของพระเอก ที่ทำให้เราแทบร้องไห้ ตอนที่เขาถามพระเอกว่า Fátima เคยพูดว่าเขาเป็นคนถ่อมตัว ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุ 9 ขวบจริง ๆ เหรอ

 

11.33 Flávia อนาคตของโลกนี้ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่อย่างเธอ

 

11.34 Daniela (Isadora Ruppert) เพื่อนของ Flávia

 

11.35 Elza (Maria Fernanda Cândido) ผู้หญิงที่ช่วยเหลือพระเอก ผู้บันทึก archive เราชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

11.36 Elza บอกว่า มี “ลูกสาวมหาเศรษฐีที่คอยช่วยเหลือ dissidents” ซึ่งตัวละครลูกสาวมหาเศรษฐีนี้ก็ไม่ปรากฏตัวเลยในเรื่อง

 

11.37 João Pedro (Marcello Valle)

João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT

 

11.38 ผู้หญิงที่ถูกนำศพไปทิ้งที่เขื่อน เพราะสาเหตุเกี่ยวกับมรดก และความอิจฉาริษยา เราก็ไม่ได้เห็นหน้าของตัวละครตัวนี้เช่นกัน

 

11.39 ชายชราขากะเผลกที่เหมือนดูศพเมียอยู่ในห้องดับจิต

 

11.40 นักโทษที่ถูกขังอยู่ในรถของ Euclides เราก็ไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

 

แล้วคุณจองเป็นใครในหนังเรื่องนี้คะ 55555

 

เราเขียนเปรียบเทียบตัวละครใน THE SECRET AGENT กับ ONE BATTLE AFTER ANOTHER ไว้ในอีกโพสท์นึงนะ ลิงค์อยู่ใน comment

++++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ที่แล้ว อันนี้คือทรงผมของ Elisângela (Geane Albuquerque) ใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ไม่รู้ว่าทรงผมนี้เขามีชื่อเรียกว่าทรงผมอะไร แต่เห็นแล้วมัน nostalgic มาก ๆ อยากทำผมทรงนี้แล้วออกไปดูหนังที่ House Samyan มาก ๆ อยากรู้ว่าถ้าหากเราเป็นผู้หญิง แล้วเข้าร้านทำผม บอกว่าจะทำผมทรงนี้ ช่างทำผมเขาจะคิดตังค์กี่บาท

+++

 

อีกสิ่งหนึ่งที่แอบคาใจใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ก็คือว่า มันมีฉากนึงที่ตัวละคร Daniela (Isadora Ruppert) ดูหนังทางจอคอมพิวเตอร์ แล้วภาพมันไม่แน่ชัดว่ามันเป็นหนังแนวสารคดีสัตว์โลก หรือมันเป็นหนังแนว cannibals ในยุคทศวรรษ 1970 ที่ชอบนำเสนอฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง “คนกินเห้” หรือ PRIMITIF (1978, Sisworo Gautama Putra, Indonesia) ที่เคยเข้ามาฉายในไทยตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

คือเราลองเช็คใน imdb แล้ว มันก็ไม่ได้บอกว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรในจอคอมพิวเตอร์ขณะที่เธอทำงานอยู่กับ Flávia

 

แต่พอเราได้เห็นภาพสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “หนังตัวอย่าง” ของ “คนกินเห้” ที่เราเคยเห็นในโรงหนังตอนเด็ก ๆ น่ะ คือเราไม่เคยดูหนังเรื่อง “คนกินเห้” นะ แต่ตอนนั้นเราเข้าโรงหนังไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ แล้วเห็นหนังตัวอย่างของ “คนกินเห้” ที่มันมีฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มากมาย แล้วมันก็เลยฝังใจเราในวัยเด็กมาก ๆ และเราก็เลยไม่กล้าดูหนังแนวนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

ถ้าหากใครรู้ว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรใน THE SECRET AGENT ก็ comment มาได้นะคะ

++++

 

9. THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, 128min, A+30)

 

ในหนังเรื่องนี้มีฉากที่ตัวละคร Miwa Sugai (Nanase Nishino) พูดคำว่า TADAIMA กับหมาของเธอ และก็มีฉากที่ Haruya (Shuntaro Yanagi) พูดคำว่า TADAIMA กับ Miwa

 

เราว่า THE BOY AND THE DOG คือ “ขั้วตรงข้าม” ของ AU HASARD BALTHAZAR (1966, Robert Bresson, A+30) เหมือนหนังเรื่องนี้ทำทุกอย่างที่หนังของ Robert Bresson ต่อต้าน 555555 แต่เราก็ชอบทั้งสองเรื่องนะ

 

จุดที่ชอบที่สุดก็คือการที่นางเอกเป็นกะหรี่ฆาตกร และพระเอกหล่อมากนี่แหละ หนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ my favorite romantic film ไปโดยปริยาย เสียดายที่ส่วนอื่น ๆ ของหนังดูล้น ๆ ไปหน่อย

 

Friday, February 20, 2026

NEW FILMS THIS WEEK

 

8. ANGRY SQUAD: CIVIL SERVANTS & SEVEN SWINDLERS (2024, Shinichiro Ueda, Japan, 120min, A+30)

 

ตัวละครที่แสดงโดย Masaki Okada พูดคำว่า TADAIMA ในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้

+++++++++

หนังเข้าใหม่สัปดาห์นี้

 

เนื่องจากสัปดาห์นี้มีหนังเข้าใหม่เยอะมาก จนเรางง เราเลยขอจดไว้ดีกว่าว่ามีหนังเรื่องไหนเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้าง

 

1. ASSI (2026, Anubhav Sinha, India, 136min)

Anubhav Sinha เคยกำกับ THAPPAD (2020) ที่เราชอบมาก ๆ

 

2. BACK TO THE PAST (2025, Jack Lai, Yuen Fai Ng, Hong Kong, 107min)

 

3. CRIME 101 (2026, Bart Layton, UK/USA, 140min)

 

4. DETECTIVE CONAN EPISODE ZERO: THE SHINICHI KUDO AQUARIUM CASE (2026, Yasuichiro Yamamoto, Japan, animation, 60min)

 

5. DO DEEWANE SEHER MEIN (TWO LOVERS IN THE CITY) (2026, Ravi Udyawar, India, 138min)

 

6. 5 CENTIMETERS PER SECOND (2025, Yoshiyuki Okayama, Japan, 123min)

 

7. HAMNET (2025, Chloé Zhao, UK/USA, 125min)

 

8. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway, 133min)

 

9. SURVIVE OR DIE รอด/ตาย (2026, Kornphat Thungsri, 90min)

 

10. THE STRANGERS: CHAPTER 3 (2026, Renny Harlin, 91min)

 

11. WHISTLE (2025, Corin Hardy, Canada/Ireland, 100min)

 

 

 

Thursday, February 19, 2026

SAPPALEEHUAN (2026, Ekkachai Srivichai, A+20)

 

RIP TOM NOONAN (1951-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือเรื่อง THE WIFE (1995) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบ THE WIFE อย่างสุดขีดมาก ๆ การแสดงของ Julie Hagerty ในหนังเรื่องนี้ถือเป็น one of my most favorite female performances of all time เลย

 

เสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ Tom Noonan กำกับ แต่ THE WIFE นี่ถือเป็นหนังที่ highly recommended สำหรับคนที่ชอบหนังที่เจาะลึกถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละคร พวกหนังของ John Cassavetes และ Mike Leigh และถือเป็นหนังที่ highly recommended เช่นกันสำหรับคนที่ชอบหนังแนว “ผัวเมียละเหี่ยใจ” ของกลุ่ม Post French New Wave โดยเฉพาะหนังของ Jacques Doillon, Jean Eustache, Maurice Pialat

++++

 

7. SUNSET SUNRISE (2025, Yoshiyuki Kishi, Japan, 139min, A+30)

 

ตัวละคร Momoka Sekino (Mao Inoue) พูดคำว่า TADAIMA ราวสองครั้งในหนังเรื่องนี้

++++

 

SAPPALEEHUAN (2026, Ekkachai Srivichai, A+20)

สรรพลี้หวน (เอกชัย ศรีวิชัย)

 

เราไม่เน้นเขียนถึงหนังเรื่องนี้นะ เราเน้นเขียนถึงชีวิตตัวเอง 55555

 

1. พอดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน” แล้ว เราก็เลยเข้าใจตัวเองว่า เพราะเหตุใด MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ดอกฟ้าในมือมาร (2000) ถึงยังคงครองตำแหน่ง “หนังยาวของ Apichatpong Weerasethakul ที่เราชื่นชอบมากที่สุด” คือเรารู้สึกว่า หนังยาวเรื่องอื่นๆ ของ Apichatpong เป็นหนังที่ “ดีกว่า” MYSTERIOUS OBJECT AT NOON แต่ดอกฟ้าในมือมาร ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งหนังยาวของเจ้ยในใจเราอยู่ดี ถึงแม้มันจะไม่ดีกว่าหนังยาวเรื่องอื่น ๆ (อย่างไรก็ดี หนังของ Apichatpong ที่เราชื่นชอบมากที่สุด ก็ยังคงเป็น WINDOWS (1999) เพียงแต่ว่า WINDOWS มันเป็นหนังสั้น)

 

2. คือทั้ง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON และสรรพลี้หวน มันโดนใจเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันตรงกับกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็ก โดยที่หนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจน่ะ คือกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็กก็คือ

 

2.1 ช่วงที่เราอยู่ป.6 เรากับเพื่อน ๆ อีกสองคนแต่งนิยายด้วยกัน แต่แต่งกันเป็นทอด ๆ คือเราแต่งบทที่หนึ่ง, อีกคนแต่งบทที่สอง, อีกคนแต่งบทที่สาม แล้วเราก็แต่งบทที่สี่ วนกันไปแบบนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกสุดขีดสำหรับเรา เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมอนาคตของเนื้อเรื่องและตัวละครใด ๆ ในเรื่องได้เลย เราอาจจะชอบตัวละครตัวนี้มาก แต่เพื่อนของเราอาจจะแต่งเรื่องให้ตัวละครตัวนี้ถูกฆ่าตายก็ได้ในตอนต่อมา ซึ่งลักษณะแบบนี้มันก็เลยทำให้เราชอบ MYSTERIOUS OBJECT AT NOON มาก ๆ มันทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยทำกับเพื่อนๆ ตอนอยู่ป.6 และมันก็ทำให้เรารู้สึก “อยากเข้าไปร่วมแต่งเรื่องในหนังเรื่องนี้ด้วยมาก ๆ”

 

ในขณะที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Apichatpong มันทำให้เราได้ “ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง” และ “เปิดประสาทสัมผัสทางจิตวิญญาณ” ในการดูหนังของเขา แต่มันไม่ได้กระตุ้นให้เรารู้สึก “อยากเข้าไปช่วยแต่งเรื่องด้วย” เหมือน MYSTERIOUS OBJECT AT NOON น่ะ

 

2.2 อีกกิจกรรมนึงที่เราชอบทำตอนเรียนชั้นมัธยม ก็คือแต่งเรื่องราวกับเพื่อน ๆ กะเทย แต่เป็นการแต่งเรื่องแบบ “กลอนพาไป” เพราะว่าพอขึ้นชั้นมัธยม พวกเราก็ต้องเรียน “โคลงสี่สุภาพ” อะไรต่าง ๆ เพื่อน ๆ กะเทยของเราก็เลยแต่ง “โคลงสี่หยาบคาย” บ้า ๆ บอ ๆ ไร้สาระ และแต่งกลอน + วาดภาพประกอบกันเล่น ๆ ในยามว่าง แต่กลอนที่พวกเราช่วยกันแต่งเล่น ๆ ฮา ๆ กันในยามว่าง เป็นแบบ “กลอนพาไป” ให้กลอนมันพาไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ว่าเรื่องราวมันจะไปในทิศทางใด 55555

 

เสียดายที่เราไม่ได้เก็บกลอนพวกนี้ไว้เลย เพราะตอนนั้นเราเป็นเด็กมัธยมที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในทศวรรษ 1980 และเราไม่อยากให้ครอบครัวมาค้นเจอโคลงสี่หยาบคาย อะไรเกย์ ๆ กะเทย ๆ พวกนี้ในห้องของเรา เราก็เลยไม่สามารถเก็บ “กลอนพาไป” ที่เรากับเพื่อน ๆ กะเทยเคยแต่งกันเอาไว้ได้

 

เท่าที่พอนึกออกในตอนนี้ ก็จำได้ว่าในปี 1987 (หรือเมื่อ 39 ปีก่อน) เพื่อนเราตอนเรียนม. 3 เคยแต่งเอาไว้ว่า

 

“อัญขยมบรมแรดเรื้อง ร่านวงศ์​

สงวนผัวไว้ในกรง ที่บ้าน

หากว่าผัวสิ้นลง ร่านอยู่ ได้ฤา

ผัวรอบบ้านเมืองแล้ ผัวผัว ผัวใคร”

 

อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน” มันก็เลยทำให้นึกถึงกิจกรรมในอดีตของเรากับกลุ่มเพื่อนๆ กะเทยอย่างมาก เพราะตัวบทประพันธ์ “สรรพลี้หวน” เราว่ามันก็มีลักษณะของบทประพันธ์ที่ “ตัวเนื้อเรื่องไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือความฮาของถ้อยคำที่ใช้ในเรื่อง” มันก็เลยทำให้เรานึกถึงกิจกรรมการแต่ง “กลอนพาไป” ของเรากับเพื่อนๆ อย่างมาก ๆ เพราะ “กลอนพาไป” ที่พวกเราแต่งกัน ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ “ถ้อยคำที่เลือกใช้ในกลอน”

 

เราก็เลยวี้ดว้ายกับบทประพันธ์ สรรพลี้หวน ที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้อย่างมาก ๆ คือก่อนที่เราจะดูหนังเรื่องนี้ เราไม่เคยได้อ่านสรรพลี้หวน หรือมีความรู้เกี่ยวกับบทประพันธ์นี้มาก่อนเลย เราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราได้รับรู้เกี่ยวกับ “วรรณกรรมโบราณ” ที่ถูกลืม ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณที่ถูกโฉลกกับตัวเราเป็นการส่วนตัวอย่างมาก ๆ มันมีลักษณะของ “บทประพันธ์แบบที่เรากับเพื่อน ๆ ชอบแต่งกันในวัยเด็ก” มากกว่าบทประพันธ์ใด ๆ ที่เราได้เรียนในชั้นเรียน

 

ก็เลยต้องกราบหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับวรรณกรรมอันดีงามจากอดีตเรื่องนี้

 

3. และเราว่าตัวหนังสรรพลี้หวนเอง ก็ตรงกับ wavelength ของเรามากพอสมควร และมีโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้นึกถึงตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน เล่าเรื่องชีวิตเจ้าชายเจ้าหญิงตามแบบนิทานพื้นบ้านทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเจ้าชายเจ้าหญิงในสรรพลี้หวนจะพบเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง (ตามแบบแผนนิยมของวรรณกรรมตะวันตก) เพราะสิ่งที่สำคัญคือ “อารมณ์หุยฮาที่เกิดจากการเลือกใช้ถ้อยคำในบทประพันธ์”

 

คือตัวหนังเรื่องนี้ โครงใหญ่ของมันอาจจะมีลักษณะเหมือน “เรื่องเล่าในหนังทั่วไป” อยู่ คือมีตัวละครหลัก มีภารกิจหลัก ตัวละครคือกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการทำละครเวทีสรรพลี้หวน และพวกเขาก็เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ อย่างเช่น การหานักแสดง, การหาเงินทุน, การหานักดนตรี, etc. คือโครงหลักของหนัง มันอาจจะมีลักษณะคล้ายกับ narrative ที่นิยมกันในชาติตะวันตก

 

แต่พอเราดูหนังไปเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกว่า เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดจากเนื้อเรื่องที่ว่า “นักศึกษากลุ่มนี้จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างไร” แต่เกิดจากอารมณ์หุยฮา บ้า ๆ บอๆ เสียสติอะไรต่าง ๆ นานาที่ประดังประเดใส่กันเข้ามาในหนัง โดยไม่ต้องแคร์ว่ามันจะเกี่ยวกับเส้นเรื่องหลักอะไรหรือไม่ เราก็เลยรู้สึกว่าในแง่หนึ่ง ตัวหนังทั้งเรื่องมันก็ไปกันได้ดีในระดับหนึ่งกับตัววรรณกรรม เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวนนั้น “สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่คือการเลือกใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่อง” ส่วนตัวหนังเรื่องนี้นั้น “สิ่งที่สำคัญก็อาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นอารมณ์หุยฮาหีแตกกันไปเรื่อย ๆ”

 

คือเราว่าหนังเรื่องนี้มันมี sense of freedom ทางการเล่าเรื่องบางอย่างที่เข้าทางเรามาก ๆ น่ะ คือถึงแม้โครงหลักของหนังมันจะยังคงยึดหลัก narrative แบบชาติตะวันตกอยู่ แต่หลายอย่างในหนังมันมีความ “กลอนพาไป” มากพอสมควร โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ มีเรื่องราวมโนสาเร่ อะไรเหี้ย ๆ ห่า ๆ บ้า ๆ บอ ๆ หุยฮาไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เราชอบและไม่ชอบ อย่างเช่น

 

3.1 ส่วนที่เราคิดว่าไม่ work เลยก็คือ เรื่องของอาจารย์มหาลัยสองคนที่ตบกันเรื่องยืมเงินกับเรื่องแชร์ อันนี้เราว่ามุกแป้ก

 

3.2 แต่เราชอบตัวละครเด็กกะเทยในโรงอาหารอย่างรุนแรงมาก น้องแรงมากค่ะ อยากให้น้องมีบทบาทมากกว่านี้

 

3.3 ส่วนที่ work ที่สุดสำหรับเรา ก็คือเรื่องของบาร์โฮสต์ ส่วนนี้สนุกมาก ๆ ชอบมาก ๆ

 

3.4 เรื่องกองถ่ายหนังกิ่งแก้ว, พาร์ทรักสี่เส้าของตัวละคร (นางเอกมีผู้ชายมาชอบ 3 คน ซึ่งรวมถึงตัวผู้ร้าย), เรื่องของโกศล แสงวิเชียร, พ่อนางเอกที่อาจจะโดนรถชนตาย, etc. เราว่ามันก็ให้ความรู้สึกแบบ “กลอนพาไป” ได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา 55555

 

คือถ้าหากเอาหลักการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตกไปจับ ที่เรื่องเล่าต้องมี unity, แต่ละพาร์ทต้องมีความหมาย, แต่ละพาร์ทต้องรับใช้ประเด็นหลัก, บีทอารมณ์ในแต่ละองก์ต้องมีการขึ้นๆ ลง ๆ ตามสูตรสำเร็จที่วางไว้ อะไรทำนองนี้ เนื้อเรื่องในสรรพลี้หวน ก็คงจะสอบตก แต่ถ้าหากเอา “ความสุขที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้” ไปวัด เราก็ต้องบอกว่าเรา enjoy อะไรแบบนี้มาก ๆ เรา enjoy ความรู้สึกแบบอิสระทางการเล่าเรื่อง sense of freedom ที่ได้จาก “กลอนพาไป” แบบนี้มาก ๆ

 

4. ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วหนังของพชร์ อานนท์ และหนังตลกหลาย ๆ เรื่องของไทย ก็มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” อยู่เหมือนกันนะ คือมีลักษณะของ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง โดยไม่ต้องแคร์ unity ของเรื่องเล่าหรือความเกี่ยวข้องกับธีมหลักตามแบบแผนของตะวันตก”  แต่ wavelength ของพชร์ไม่ตรงกับเรามากนักน่ะ ในขณะที่หนังของเอกชัยมี wavelength ที่ตรงกับเรามากกว่า

 

เราว่าอารมณ์แบบ “กลอนพาไป” หรือ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง” ของผู้กำกับแต่ละคนมันก็แตกต่างกันไป คือเราว่า

 

4.1 ในหนังหลาย ๆ เรื่องของพชร์นั้น แรงขับให้ “ใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง” มันเกิดจากความพยายามจะบรรจุ “ประเด็นดัง ๆ ของยุคสมัยนั้น ๆ” เข้าไปในหนังน่ะ หนังหลายเรื่องของพชร์เลยเต็มไปด้วย “คนดัง คนที่เป็นข่าวดัง” ในยุคนั้น ๆ มาปรากฏตัว, มีบทสนทนา และมีสถานการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดัง ๆ ในยุคนั้น ๆ ซึ่งนี่ก็เหมือนเป็นลายเซ็นของพชร์ เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวในหนังของเขา

 

4.2 หนังตลกของไทยหลาย ๆ เรื่อง ก็ “ใส่ฉากที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับ conflict หลัก” ของหนังเข้าไปเหมือนกัน เพื่อสร้างอารมณ์ขำขันให้ผู้ชมไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าหากฉากนั้น ๆ มันทำให้ขำได้จริง มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับเรา

 

4.3 ในส่วนของ “สรรพลี้หวน” นั้น เรารู้สึกว่า แรงขับของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความพยายามจะบรรจุประเด็นร่วมสมัยเข้าไปในหนัง แบบหนังของพชร์ อานนท์ แต่เกิดจาก “ความหลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดง” และเราว่าแรงขับนี้มันทำให้เกิดความ weird บางอย่างในหนังที่เข้าทางเรามาก ๆ เพราะเราว่าการแสดงของนักแสดงในหลาย ๆ ฉาก มันดู weird มันดูเหมือนมันจะกลายเป็น musical อยู่มะรอมมะร่อ แต่มันก็ไม่เป็น musical มันมีจริตบางอย่างที่ unrealistic แบบหนัง musical แต่ตัวละครก็ไม่ได้ร้องเพลงเต้นรำออกมา เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากบางฉากในหนังเรื่องนี้มันเหมือนถูกออกแบบมาด้วยอารมณ์แบบ “ตามใจฉัน” หรือตามแรงขับบางอย่างในใจที่ไม่ต้องยึดโยงกับขนบการแสดงแบบหนังดราม่าหรือหนัง musical ใด ๆ แต่เป็นการแสดงด้วยสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง

 

คือตัวละครใน “สรรพลี้หวน” มันชอบย้ำประโยคที่ว่า “เราควรเป็นตัวของตัวเอง” อะไรทำนองนี้นะ และเราว่าตัวหนังเรื่องนี้มันก็ดูเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ในมุมมองของเรา มันดูเหมือนมี sense of freedom บางอย่างที่ครอบคลุมการเล่าเรื่อง และอาจจะรวมไปถึงการแสดงในบางฉากด้วย เราก็เลย enjoy หนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. เราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “วรรณกรรมไทยยุคโบราณ” และ “การแสดงของไทยในยุคโบราณ” แต่พอเราได้ดูหนังเรื่อง สรรพลี้หวน ที่มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องของหนัง และในส่วนของละครเวทีในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งนี้มันสะท้อนความแตกต่างระหว่างไทยและชาติตะวันตก ในส่วนของ “วรรณกรรมยุคโบราณ” และ “การแสดงยุคโบราณ” ด้วยหรือเปล่าน่ะ เพราะเราว่าเรื่องเล่าของไทยในยุคโบราณ ทั้งขุนช้างขุนแผน, พระอภัยมณี, etc. มันอาจจะมี narrative structure ที่ไม่ตรงกับวรรณกรรมของชาติตะวันตก และการแสดง “ลิเก” หรือการแสดงพื้นบ้านต่าง ๆ ของไทย ก็อาจจะมี narrative structure ที่ไม่ตรงกับของชาติตะวันตกด้วยหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เลย ต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ

 

เท่าที่เราพอรู้ ก็คือว่าหนังไทยยุคเก่า ๆ มันดูมีรสชาติและโครงสร้างที่แตกต่างจากหนังยุคหลังนะ คือหนังไทยยุคเก่าหลาย ๆ เรื่อง มันดูเป็นหนังรวมทุกรสน่ะ มีทั้งบู๊แอคชั่น, รักโรแมนติก, ตลก, สยองขวัญ, etc. ผสมอยู่ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งมันจะแตกต่างจากโครงสร้างหนังฝรั่ง และเราก็เลยสงสัยว่า การที่หนังไทยยุคเก่า มัน “รวมทุกรสไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน” แบบนี้ มันเป็นการสืบทอดมาจาก “ลิเก” หรือการแสดงพื้นบ้านแบบที่เคยได้รับความนิยมในไทยในอดีตหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า การที่ สรรพลี้หวน มันมีความมโนสาเร่ มีความกลอนพาไป อะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นอิสระจากกรอบวิธีการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตก โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่เราชอบอะไรแบบนี้มาก ๆ

 

6. จริง ๆ แล้วเรามักจะได้รับความสุขจากการดู “หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู “หนังทดลอง”, “หนังอาร์ต”, “หนังเชิงกวี” และ “หนังบ้าน ๆ ในเทศกาลหนังมาราธอน” นะ แต่หนังทดลองและหนังอาร์ตหลายเรื่อง มันก็เหมือนมี patterns ของมัน ที่อาจจะซ้ำ ๆ กันได้

 

และเราก็พบว่าเราได้รับความสุขจากการดู “หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู สรรพลี้หวน ด้วย โดยที่ patterns ของมันไม่ซ้ำกับหนังอาร์ต, หนังทดลอง แต่อาจจะใกล้เคียงกับ “หนังตลกไร้สาระของไทย” แบบหนังของพชร์ อานนท์มากกว่า แต่พอ “สรรพลี้หวน” มันมี sense ของความ weird บางอย่าง และมี sense of freedom ในการเล่าเรื่องบางอย่างในความรู้สึกของเรา เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังตลกของไทยโดยทั่วไป

 

คือความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อสรรพลี้หวน จริง ๆ แล้วมันใกล้เคียงกับความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อ “หนังทดลอง” น่ะ 55555 เพราะตัวสรรพลี้หวนมันเหมือนไม่สน narrative structure แบบเรื่องเล่าทั่วไป แต่มีความ “กลอนพาไป” อยู่ในหนัง มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังทดลองบางเรื่อง ที่ไม่สน “การเล่าเรื่องตาม pattern ทั่วไป” แต่หยิบยืม pattern ของบทกวีหรือ pattern ของสิ่งอื่น ๆ มาปรับใช้ อย่างเช่นเรื่อง

 

6.1 4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker + Thet Zaw Win, A+30) หนัง Myanmar ที่เอาโครงสร้างของบทกวีมาใช้ในหนัง

 

6.2 HIGH KUKUS (1973, James Broughton, A+30) หนังทดลองที่เอาโครงสร้างของบทกวีไฮกุของญี่ปุ่นมาใช้ในหนัง

 

6.3 EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet, A+30) เพราะ EDEN AND AFTER เอาโครงสร้างดนตรี twelve-tone ของ Arnold Schoenberg มาดัดแปลงเป็นโครงสร้างภาพยนตร์

 

6.4 NATURAL HISTORY (2014, James Benning, Austria, 77min)

เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ แต่เราได้ยินมาว่า หนังเรื่องนี้มี 54 ช็อต และความยาวของแต่ละช็อตถูกกำหนดโดยตัวเลข 27 ตัวแรกของค่า Pi (3.141592653589793238462643383...) อะไรทำนองนี้

 

พอดูหนังเหล่านี้ เราก็เลยนึกเล่น ๆ ว่า อยากให้มีผู้กำกับหนังไทย เอา “โครงสร้างของบทกวี” มาใช้ในการสร้างหนังบ้าง แบบเอาโครงสร้างของ “กลบทกบเต้นสามตอน” หรือโครงสร้างของ “วสันตดิลกฉันท์ 14” หรือ “กาพย์สุรางค์เปรมปรีดิ์” มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ 55555

 

7. ตอนช่วงแรก ๆ ที่เราดูสรรพลี้หวน เราพยายามจะเอา benchmarks ในใจเรา มาเทียบกับหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะช่วงแรก ๆ ที่เราดูนั้น เราจะคิดว่า

 

7.1 ถ้าหากหนังมันถ่ายทอดเรื่องเจ้าชายเจ้าหญิงในยุคโบราณออกมาได้ sensual จริง ๆ เราก็อาจจะได้หนังแบบ ARABIAN NIGHTS (1974, Pier Paolo Pasolini, Italy)

 

7.2 ถ้าหากหนังมันสร้างฉากหุยฮาหีแตกติดต่อกันไปได้เรื่อย ๆ แบบถึงขั้นจริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบ PINK FLAMINGOS (1972, John Waters)

 

7.3 ถ้าหากหนังมันต้องการจะเป็นหนังตลก ที่มี “การเขียนบทอย่างรัดกุม” จริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบของสองพี่น้อง Farrelly

 

แต่พอเราดูหนังเรื่องสรรพลี้หวนไปเรื่อย ๆ เราก็พบว่าหนังไม่ได้ดำเนินไปในแนวทางเดียวกับ benchmarks ในใจเราแต่อย่างใด แต่มันก็ออกมามีเสน่ห์ในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

8. แอบขำที่ตัวเนื้อเรื่องของสรรพลี้หวนมัน “ต่ำ” มาก ๆ แต่หนังเลือกนักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ มาเล่นเป็น “เจ้าชายเจ้าหญิง” ซึ่งก็คือ ฟาบริชโช่ เปาโล กับ ฟิลิปปา รินลนี ดีคอน เราก็เลยแอบสงสัยว่า การเลือกใช้นักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ แบบนี้มาแสดง มันมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสร้างความ balance ให้กับความหยาบโลนของเนื้อเรื่องหรือเปล่า 555

 

9. เรางงว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึง “เล่าเรื่องในละครเวทีไม่จบ” แต่พอเราตามอ่านข้อมูลภายหลัง เราถึงเพิ่งรู้ว่า บทประพันธ์ สรรพลี้หวน เป็นบทประพันธ์ราวปีค.ศ. 1877-1897 ที่แต่งไม่จบ เรื่องราวในบทประพันธ์มันก็ตัดจบดื้อ ๆ ห้วน ๆ คล้าย ๆ กับละครเวทีในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าผู้ประพันธ์ สรรพลี้หวน เป็น สามเณรที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก กระอักเลือดตาย ระหว่างที่แต่งบทประพันธ์เรื่องนี้ไปได้เพียงแค่ครึ่งเรื่อง รุนแรงที่สุด

 

10. อันดับหนังของ Ekkachai Srivichai

 

In my preferential order

 

10.1 อีหล่าเอ๋ย (2021, A+30)

10.2 มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020)

10.3 สะพานรักสารสิน (2022)

10.4 เทริด (2016)

10.5 เหมรฺย MEI (2024, A+25)

10.6 สรรพลี้หวน (2026, A+20)

10.7 KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, A+15)

10.8 โนราห์ (2018, A+15)

10.9 มนต์รักวัวชน (2022)

 

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับบทประพันธ์สรรพลี้หวนได้ที่

https://web.facebook.com/SilpaWattanatham/posts/pfbid0sg1xdwWCqMTDAi7tAf6Fuks2xQtFynRJiD6cts6QRojHBafVMDesecWFsFWtvd4Hl

 

Wednesday, February 18, 2026

RIP FREDERICK WISEMAN

 

RIP FREDERICK WISEMAN (1930-2026)

 

เขาถือเป็น one of my most favorite filmmakers of all time เลย หนังสารคดีของเขามันยอดเยี่ยมมาก ๆ กราบทุกคนที่เคยนำหนังของเขาเข้ามาฉายในไทย และกราบทุกคนที่เคยแปลซับไตเติลหนังของเขาเป็นภาษาไทยด้วย

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. EX LIBRIS (2017, 197min)

เราได้ดูในวันที่ 5 เม.ย. 2019 โดยทาง Doc Club เป็นผู้นำหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในกรุงเทพ

 

2. NATIONAL GALLERY (2014, 180min)

เราได้ดูในวันที่ 27 มี.ค. 2015 ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีศาลายา

 

3. AT BERKELEY (2013, 244min)

เราได้ดูในวันที่ 25 มี.ค. 2014 ที่ BACC ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีศาลายา

 

4. LA DANSE: THE PARIS OPERA BALLET (2009, 159min)

เราได้ดูที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

5. THE STORE (1983, 118min)

เราได้ดูฟรีออนไลน์ทาง Le Cinema Club

 

หนึ่งในฉากที่ชอบสุดๆใน AT BERKELEY (2013, Frederick Wiseman, A+30) คือฉากที่มีคนอ่านกลอน ANYONE LIVED IN A PRETTY HOW TOWN ของ E. E. Cummings คือเราไม่รู้หรอกว่ากลอนนี้แปลว่าอะไร แต่คนที่อ่านกลอนนี้ในหนังเรื่องนี้ อ่านได้จังหวะจะโคนมากๆ และทำให้เรารู้สึกว่ากลอนนี้มันเพราะสุดๆ

 

“anyone lived in a pretty how town

(with up so floating many bells down)

spring summer autumn winter

he sang his didn't he danced his did

Women and men(both little and small)

cared for anyone not at all

they sowed their isn't they reaped their same

sun moon stars rain

children guessed(but only a few

and down they forgot as up they grew

autumn winter spring summer)

that noone loved him more by more

when by now and tree by leaf

she laughed his joy she cried his grief

bird by snow and stir by still

anyone's any was all to her

someones married their everyones

laughed their cryings and did their dance

(sleep wake hope and then)they

said their nevers they slept their dream

stars rain sun moon

(and only the snow can begin to explain

how children are apt to forget to remember

with up so floating many bells down)

one day anyone died i guess

(and noone stooped to kiss his face)

busy folk buried them side by side

little by little and was by was

all by all and deep by deep

and more by more they dream their sleep

noone and anyone earth by april

wish by spirit and if by yes.

Women and men(both dong and ding)

summer autumn winter spring

reaped their sowing and went their came

sun moon stars rain”

 

RIP ROBERT DUVALL (1931-2026)

 

หนังที่เราเคยดูที่มี Robert Duvall ร่วมแสดงอยู่ด้วย

 

1. TO KILL A MOCKINGBIRD (1962, Robert Mulligan)

 

2. THE CHASE (1966, Arthur Penn)

 

3. THE GODFATHER (1972, Francis Ford Coppola)

 

4. THE GODFATHER PART II (1974, Francis Ford Coppola)

 

5. APOCALYPSE NOW (1979, Francis Ford Coppola)

 

6. TENDER MERCIES (1983, Bruce Beresford)

 

7. THE NATURAL (1984, Barry Levinson)

 

8. LONESOME DOVE (1989, Simon Wincer, miniseries, 384min)

 

9. DAYS OF THUNDER (1990, Tony Scott)

 

10. RAMBLING ROSE (1991, Martha Coolidge)

 

11. THE PLAGUE (1992, Luis Puenzo, France)

 

12. FALLING DOWN (1993, Joel Schumacher)

 

13. SOMETHING TO TALK ABOUT (1995, Lasse Hallström)

 

14. THE SCARLET LETTER (1995, Roland Joffé)

 

15. PHENOMENON (1996, Jon Turteltaub)

 

16. DEEP IMPACT (1998, Mimi Leder)

 

17. JOHN Q (2002, Nick Cassavetes)

 

18. WE OWN THE NIGHT (2007, James Gray)

 

19. THE ROAD (2009, John Hillcoat)

 

20. JACK REACHER (2012, Christopher McQuarrie)

 

ตอนเด็ก ๆ เราเคยจำ Robert Duvall สลับกับ Richard Dreyfuss แต่ Richard Dreyfuss อายุน้อยกว่านะ Dreyfuss เกิดปี 1947 และตอนนี้มีอายุ 78 ปี เหมือนทั้งสองคนนี้โด่งดังในยุค New Hollywood พร้อมกัน แต่ Duvall โด่งดังจากหนังของ Francis Ford Coppola ส่วน Dreyfuss โด่งดังจากหนังของ George Lucas (AMERICAN GRAFFITI) และ Steven Spielberg (JAWS, CLOSE ENCOUTERS OF THE THIRD KIND, ALWAYS)

 

ดาราอีกคนที่เราเคยจำสลับกับ Robert Duvall ตอนที่เรายังเป็นเด็ก ก็คือ Ed Harris ซึ่งตอนนี้มีอายุ 75 ปี

 

ตอนแรกเรานึกว่าเราเคยดู GONE IN 60 SECONDS (2000, Dominic Sena) กับ THE 6TH DAY (2000, Roger Spottiswoode) ที่มี Robert Duvall ร่วมแสดงอยู่ด้วย แต่พอเช็คข้อมูลดูแล้ว เรายังไม่เคยดูหนังสองเรื่องนี้ แต่เราคงเคยดู trailers ของหนังสองเรื่องนี้บ่อยมาก ๆ ในโรงหนังในช่วงปี 2000 จนมันทำให้เราเกิด “ความทรงจำลวง” ว่าเราเคยดูหนังสองเรื่องนี้ไปแล้ว

 

Robert Duvall เคยได้ออสการ์ดารานำชายจาก TENDER MERCIES และเคยเข้าชิงออสการ์อีก 6 ครั้งจาก THE GODFATHER, APOCALYPSE NOW, THE GREAT SANTINI (1979, Lewis John Carlino), THE APOSTLE (1998, Robert Duvall), A CIVIL ACTION (1998, Steven Zaillian), THE JUDGE (2014, David Dobkin)

 

เสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังที่ Robert Duvall กำกับเลย

 

หนึ่งในบทบาทของ Robert Duvall ที่เราชอบมากที่สุดอยู่ใน LONESOME DOVE ซึ่งถือเป็น one of my most favorite miniseries of all time ละครเรื่องนี้เคยมาฉายทางช่อง 3 เราชอบละครเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ จนถึงขั้นซื้อดีวีดีเก็บไว้เลย

+++

ATEEZ VR CONCERT LIGHT THE WAY ตั๋ว 600 บาท แต่คนซื้อตั๋วไปแล้วเยอะเหมือนกันนะ

+++

ดู PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland, A+30) ในโรงภาพยนตร์ 2 รอบในวันเดียวกัน เพราะดิฉันเป็นคนจิตใจใสสะอาด ผ่องแพ้ว บริสุทธิ์ และดีงาม

++++

สรุปว่าช่วงต้นปีนี้มีหนังที่เราดูในโรงภาพยนตร์เรื่องละ 2 รอบไปแล้วเป็นจำนวน 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30), PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland, A+30) และ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 161min, A+30) เพราะเป็นหนังที่เราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง ดูรอบเดียวแล้วมันยังไม่อิ่ม

 

นึกถึงช่วงต้นปี 2025 ที่เราดูหนัง 7 เรื่อง ในโรงภาพยนตร์ ไปเรื่องละสองรอบ ซึ่งได้แก่

1. HAPPYEND (2024, Neo Sora, Japan)

2. THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet, 216min)

3. SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore, 103min)

4. THE MOURNING FOREST (2007, Naomi Kawase, Japan, 97min)

5. THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min, A+30)

6. GRAND TOUR (2024, Miguel Gomes, Portugal, 128min, A+30)

7. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation, A+30)

+++

 

6. PETALS AND MEMORIES (2025, Tetsu Maeda, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Toshiki ในวัยเด็ก พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

Tuesday, February 17, 2026

WUTHERING HEIGHTS

 

ฉันรักเขา Avinash Tiwary in O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30)

 

1. พอเราดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงยาวแค่ 150 นาที (ตามที่เว็บเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์บอกไว้) แต่เวอร์ชั่นที่ลงใน WIKIPEDIA กับ IMDB บอกว่าหนังมันยาว 178 นาที ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงสั้นกว่าที่อื่น 28 นาที แล้วเนื้อหาตรงส่วนไหนที่มันหายไป

 

แต่เราก็ไม่ได้จับเวลาดูหรอกนะว่า เวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาวจริง ๆ กี่นาที อาจจะต้องฝากเพื่อน ๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ช่วยจับเวลาดูว่า หนังมันยาวจริง ๆ กี่นาทีโดยไม่รวมเวลา intermission

 

คือเมื่อวานเราดูรอบ 19.00 น. หนังมันเริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.20 น. แล้วหนังมี intermission ราว 5-10 นาที พอหนังจบแล้ว เราไม่ได้ดู end credits ต่อ เราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือแป๊บนึง แล้วเราก็ส่ง line คุยกับเพื่อนตอนเวลา 22.33 น. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า ตกลงเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาว 150 นาทีหรือ 178 นาที หรือว่าจริง ๆ แล้วของไทยมันก็ยาว 178 นาที แต่อีเว็บไซท์ Major Cineplex ลงข้อมูลผิดเอง 55555

 

2. พอดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า Vishal Bhardwaj ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงในการสร้างหนังเรื่องนี้จาก AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าใน O’ROMEO นั้น มีฉากสำคัญสองฉากเกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงในสเปน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เนื้อหาของหนังมันไม่จำเป็นต้อง set ฉากให้เกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงก็ได้ คือเหมือนตัวผู้ร้ายของหนังมันชื่นชอบการสู้วัวกระทิง ฉากสำคัญของหนังมันเลยไปเกิดขึ้นที่สนามสู้วัวกระทิง แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันสร้างตัวละครผู้ร้ายให้ชื่นชอบ hobby อื่น ๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้อง set ฉากสนามสู้วัวกระทิงขึ้นมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงต้องให้ความสำคัญกับฉากสนามสู้วัวกระทิงมากมายขนาดนี้ หรือว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงจาก AFTERNOONS OF SOLITUDE 55555

++++

 

หลังจากที่เราได้ดูหนังเรื่อง O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30) ที่พูดถึงการสู้วัวกระทิงในสเปน เราก็เลยสงสัยว่าศาสนาฮินดูมอง “วัวกระทิง” อย่างไร คือเรารู้ว่า “วัว” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู แต่เราไม่เคยรู้ว่าวัวกระทิงกับควายมีสถานะอย่างไรในฮินดู เราก็เลยต้องกูเกิลถามเอา

 

เราว่าเป็นหนังที่ "ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้" นะ คือหนังมัน visually striking เหมือนหนังทุกเรื่องของ Vishal Bhardwaj และก็มีมาตรฐานดีกว่าหนังบอลลีวู้ดทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ "ห้ามพลาด" แต่อย่างใด

 

แต่ก็ถือเป็นหนังที่ "ห้ามพลาด" สำหรับใครก็ตามที่อินกับหนังเรื่อง THE BRIDE WORE BLACK (Francois Truffaut) 55555

++++++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยอยากให้มีคนเขียนเปรียบเทียบตัวละคร “ปวุติ” (ธงไชย แมคอินไตย์) ในละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) ที่สร้างจากนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” ของโบตั๋น กับตัวละคร “หีดขลิบ” Heathcliff ใน WUTHERING HEIGHTS มาก ๆ เราว่า

 

1. ปวุติ กับ Heathcliff นี่มีส่วนคล้ายกันในบางแง่มุม คือเป็น “ลูกบุญธรรม” ที่คั่งแค้นตระกูลคนรวย และพยายามทำลายล้างตระกูลคนรวยเหมือนกัน

 

2. ถึงแม้เนื้อหาส่วนอื่น ๆ ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “บ้านสอยดาว” จะไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แต่เราว่าตัวละครบางตัวในสองเรื่องนี้ก็ “มีความแตกต่างกัน” อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น ตัวละครแอบจันทร์ (มยุรา ธนะบุตร) ใน “บ้านสอยดาว” กับ Catherine ใน WUTHERING HEIGHTS นั้นก็เป็นตัวละครสาวคนรวยผู้คลั่งรัก และเก็บกดทางเพศอย่างรุนแรงเหมือนกัน แต่แอบจันทร์ถูก treat เป็น “นางอิจฉา” ในขณะที่ Catherine ถูก treat เป็นนางเอก

 

3. ตัวละคร Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “อิงฟ้า” (อุทุมพร ศิลาพันธุ์) ในบ้านสอยดาว ก็เหมาะจะนำมาเทียบเคียงกัน เพราะทั้งสองมีสถานะ “กึ่ง ๆ ลูกบุญธรรมในบ้านคนรวย” เหมือนกัน และคอยดูแล “บัญชี” ของบ้านคนรวยเหมือน ๆ กัน และก็เป็น “หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ “อิงฟ้า” ถูก treat เป็นนางเอกของ “บ้านสอยดาว” ในขณะที่ Nelly นั้น คือ “นางตัวร้าย” ที่แท้จริงของ WUTHERING HEIGHTS เพราะความชิบหายของตัวละครอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ Nelly “เลือกว่าจะให้ตัวละครตัวไหน ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ้าง”

 

อันนี้คือสิ่งที่นักวิจารณ์ตีความบทประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS ของ Emily Bronte นะ ซึ่งเราก็เห็นด้วยมาก ๆ เพราะในเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เห็นได้ชัดว่า การกระทำของ Nelly ในการควบคุม “ข้อมูลข่าวสาร” ของตัวละครอื่น ๆ มันนำมาซึ่งความชิบหายของทุก ๆ คนของจริง

 

จริง ๆ แล้ว เราก็แอบสงสัยว่า โบตั๋นได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครปวุติมาจาก WUTHERING HEIGHTS หรือเปล่า 55555

 

อันนี้เป็นภาพของ

 

1.ธงไชย แมคอินไตย์ ในบท ปวุติ ใน “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30)

 

2. อภิชาติ พัวพิมล ในบท ปวุฒิ ใน “บ้านสอยดาว” (1996) เวอร์ชั่นนี้ คุณอินทิรา เจริญปุระ รับบท “อิงฟ้า” แต่เราไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้นะ

 

3. WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ มี Richard Gomez รับบทเป็น Gabriel ใน I WILL WAIT FOR YOU IN HEAVEN (1991, Carlos Siguion-Reyna, Philippines) เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

4. WUTHERING HEIGHTS (1988, Yoshishige Yoshida, Japan, 143min) มี Yusaku Matsuda เล่นเป็นพระเอก เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

5. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มี Lucas Belvaux เล่นเป็นพระเอก เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell

 

สรุปว่าเราเคยดู WUTHERING HEIGHTS ไปแค่สองเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นของ Jacques Rivette กับ Emerald Fennell และเคยดู “บ้านสอยดาว” ไปแค่เวอร์ชั่นเดียวนะ เราชอบ WUTHERING HEIGHTS ของ Jacques Rivette มากๆ มันมี magic ของความรู้สึก “โปร่งโล่งเบาสบาย อากาศถ่ายเท” ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ความรู้สึก magic แบบนี้มันอธิบายได้ยากมาก

 

ส่วนเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เราชอบ “ความพยายามทำให้เหมือนหน้าปกนิยาย Romance” ของมัน 5555 และเราชอบการ treat ตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะตัวละคร Nelly (Hong Chau), Isabella (Alison Oliver) และ Zillah (Amy Morgan) คือเราว่าจริง ๆ แล้วทั้งสามตัวนี้ “แรง” พอ ๆ กับนางเอกเลยทีเดียว และทั้งสามตัวนี้ดูเหมือน “ไม่ใช่เหยื่อของผู้ชาย” โดยเฉพาะ Isabella กับ Zillah ที่สามารถทำให้ผู้ชายมาตอบสนองอารมณ์ทางเพศของพวกเธอได้

 

คือหน้าที่หลักของนิยาย Romance คือการตอบสนอง sexual fantasy ของผู้อ่าน ที่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเป็นผู้หญิงหรือเกย์ และผู้อ่านกลุ่มนี้อาจจะชอบจินตนาการถึง “ผู้ชายดิบ ๆ เถื่อน ๆ” และเราว่าพอมองการ treat ตัวละคร Isabella กับ Zillah ในหนังของ Emerald Fennell เราก็รู้สึกว่า WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นนี้มันทำหน้าที่คล้าย ๆ กับ “นิยาย Romance” ยุคเก่าได้ดีพอสมควร

 

สรุปว่าดิฉันขอจองเป็น Zillah ใน WUTHERING HEIGHTS (2026) ค่ะ เพราะดิฉันอยากเริงรักกับ Joseph (Ewan Mitchell) มาก ๆ

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีการนำ “บ้านสอยดาว” มาสร้างอีกไหม หรือจะมีการนำ WUTHERING HEIGHTS มาดัดแปลงเป็นไทยบ้างหรือเปล่า แต่ดิฉันอยากได้ “ปวุติ” หรือ Heathcliff ที่ให้อารมณ์แบบ เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี หรือทศพล หมายสุข ค่ะ 55555

+++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ข้างล่าง ที่เราเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างตัวละคร “อิงฟ้า” ใน “บ้านสอยดาว” กับ Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) ไปแล้ว เราก็เลยขอแปะรูปไปด้วยเลยดีกว่า 555

 

หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย

 

1. อิงฟ้า ใน “บ้านสอยดาว” (1996) รับบทโดย อินทิรา เจริญปุระ

2. อิงฟ้า ใน  “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) รับบทโดย อุทุมพร ศิลาพันธุ์

3. Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) รับบทโดย Hong Chau

4. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1992, Peter Kosminsky, UK) รับบทโดย Janet McTeer

5. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1939, William Wyler) รับบทโดย Flora Robson

 

จริง ๆ แล้วเราชอบการแสดงของ Sandra Montaigu ในบท “พี่เลี้ยงนางเอก” ใน WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มาก ๆ เลยนะ แต่เสียดายที่เราหารูปของ Sandra Montaigu จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย

+++

 

5. SHAM (2025, Takashi Miike, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Seiichi Yabushita (Go Ayano) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE BRONTË SISTERS (1979, André Téchiné, France, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE BRONTË SISTERS เล่าเรื่องของสามสาวพี่น้องตระกูลบรอนเต ซึ่งประกอบด้วย

 

1. Emily Brontë (Isabelle Adjani) ผู้แต่งนิยายเรื่อง WUTHERING HEIGHTS ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ “โบตั๋น” แต่งนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ที่ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, 1996) ในเวลาต่อมา ตามที่เราโพสท์ไปแล้วในช่วงเช้าวันนี้

 

2. Charlotte Brontë (Marie-France Pisier) ซึ่งเป็นพี่สาวของ Emily โดย Charlotte นั้นเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง JANE EYRE (1847) ที่ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “รักเดียวของเจนจิรา” (1996)

 

3. Anne Brontë (Isabelle Huppert) ซึ่งเป็นน้องสาวของ Emily โดย Anne Brontë นั้น เป็นผู้แต่งนิยายเรื่อง THE TENANT OF WILDFELL HALL (1848) ที่ถือเป็น “หนึ่งในนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของโลก”

 

(แล้วนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของไทยมีเรื่องอะไรบ้าง อันนี้เราไม่มีความรู้เลย ถ้าหากใครพอรู้เรื่องนี้แล้วก็ comment มาได้นะคะ)

 

เราเคยดู THE BRONTË SISTERS แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ กราบการแสดงของ Isabelle Adjani ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ การแสดงของเธอมันแสดงให้เห็นถึง “ความบ้าคลั่ง” บางอย่างในจิตใจของ Emily Brontë ได้อย่างทรงพลังจริง ๆ

 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบนักประพันธ์หญิงในยุคนั้นมาก ๆ ทั้ง

 

1. Emily Brontë (1818-1848)

2. Emily Dickinson (1830-1886) คนนี้ถือเป็น one of my most favorite writers of all time เธอเป็นกวีชาวอเมริกัน

 

3. Mary Shelley (1797-1851) ผู้แต่ง FRANKENSTEIN

 

4. Jane Austen (1775-1817) ผู้แต่ง PRIDE AND PREJUDICE, SENSE AND SENSIBILITY, MANSFIELD PARK, NORTHANGER ABBEY, PERSUASION, EMMA (ต้นแบบของ CLUELESS) ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่อินกับนิยายของเธอ แต่เราชอบหนัง/ละครทีวีที่ดัดแปลงจากนิยายของเธอ 55555

 

5. George Sand (1804-1876) นักแต่งนิยายชาวฝรั่งเศส เราไม่เคยอ่านนิยายของเธอนะ แต่เราเคยดูหนัง 3 เรื่องที่สร้างจากชีวิตของเธอ ซึ่งได้แก่ CHILDREN OF THE CENTURY (1999, Diane Kurys, France), IMPROMPTU (1991, James Lapine) และ CHOPIN: DESIRE FOR LOVE (2002, Jerzy Antczak, Poland)

 

6. George Eliot (1819-1880) ผู้แต่งนิยาย  Adam Bede (1859), The Mill on the Floss (1860), Silas Marner (1861), Romola (1862–1863), Felix Holt, the Radical (1866), Middlemarch (1871–1872) and Daniel Deronda (1876)

 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายของ George Eliot นะ แต่ก็ตั้งใจว่าอยากจะอ่าน 55555

 

แล้วคุณชอบนักประพันธ์หญิงคนไหนมากที่สุดในยุคนั้นคะ ของเราคือ Emily Dickinson ค่ะ

 

ภาพ

1. รักเดียวของเจนจิรา (1996)

2. ความแตกต่างของสามสาว Brontë

3. Isabelle Adjani as Emily Brontë

4. Isabelle Huppert as Anne Brontë

5. Marie-France Pisier as Charlotte Brontë

6. Molly Shannon as Emily Dickinson in WILD NIGHTS WITH EMILY (2018, Madeleine Olnek, lesbian film, A+30)

7. Judy Davis as George Sand in IMPROMTU

8. Juliette Binoche as George Sand in CHILDREN OF THE CENTURY

9. Natasha Richardson as Mary Shelley in GOTHIC (1986, Ken Russell, UK)

10. MANSFIELD PARK (1999, Patricia Rozema) ที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen เราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

 

Sunday, February 15, 2026

TRIPLE BILL FOR THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE

 

หนึ่งในสิ่งที่หนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) ทำให้เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็คือ Annabel Chong นางเอกหนังโป๊ที่เคยทำสถิติมีเซ็กส์กับผู้ชาย 251 คนในเวลา 10 ชั่วโมง (หรือมีเซ็กส์ 251 ครั้งกับผู้ชาย 70 คน ข้อมูลตรงจุดนี้ไม่แน่นอน) ซึ่งเธอถือเป็น role model คนนึงของเรา

 

เพราะหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE มันพูดถึง

 

1. การวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด ปลาที่กระเสือกกระสนขึ้นมาบนบก เปลี่ยนครีบเป็นอวัยวะส่วนอื่น

 

2. การที่มนุษย์เราต้องหาทางอยู่รอดให้ได้ในสังคมยุคปัจจุบัน

 

3. ซึ่งหนึ่งในวิถีทางอยู่รอด ก็คือการเพิ่ม skill ให้ตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งรวมถึง skill การเขียน code, การใช้งาน AI

 

เราก็เลยแอบนึกถึง role model ของเรา เพราะเราชอบมาก ๆ ที่ Annabel Chong (หรือ Grace Quek) เธอเคยทำงานเป็นนางเอกหนังโป๊ เธอเคยเล่นหนังเรื่อง THE WORLD’S BIGGEST GANG BANG ในปี 1995 ขณะอายุ 22 ปี โดยมีเซ็กส์กับผู้ชาย 251 คน หรือ 251 ครั้งในหนังเรื่องนั้น หลังจากนั้นเธอก็ทำงานใน strip club และได้ลูกค้าคนนึงที่สอนเธอเรื่องการเขียน code ในปี 2000 โดยลูกค้าคนนั้นชอบรับบทเป็นครูที่ตีก้นนักเรียนสาว และเขาก็เลยสอนเธอเรื่องการเขียน code ขณะที่เขาเล่นบทบาทตีก้นนักเรียนสาวไปด้วย จนในที่สุดเธอก็เอาความรู้ที่ได้จากการทำงานนี้มาสร้างเว็บไซต์ของตนเองได้

 

และหลังจากนั้นเราเดาว่าเธอคงรู้ตัวแหละว่า อาชีพนางเอกหนังโป๊ และการทำงานใน strip club มันเป็นอาชีพที่อยู่ได้ไม่นาน เธอก็เลยหันไปเรียนวิศวะ เธอ  signed up for an intense 10-month engineering crash course at Westwood College in 2001.  Her software programming course taught her front end, back end, network, and database engineering.

 

และเธอก็เลยหันมาทำงานเป็น software engineer ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

That “something different” led her to a full-time job as a software and user interface engineer at a digital consulting agency with an office a five-minute walk from Venice Beach, by 2006.

 

I’m Grace, I’m a software engineer

 

“Nobody needs to know who wrote that code. They just need to know the code works,” Quek said. 

 

(ข้อมูลจาก VICE)

 

เราก็เลยยกให้ Annabel Chong เป็นหนึ่งใน role model ของเรา เพราะเราก็อยากมีเซ็กส์กับผู้ชาย 251 คน และเราก็อยากเก่ง รู้วิธีปรับตัวเพื่อความอยู่รอด อยากมีความสามารถมากพอที่จะทำงานเป็น software engineer อะไรแบบนี้ได้ด้วย

 

https://www.vice.com/en/article/what-happened-to-annabel-chong/

 

เราเขียนถึง HUMAN RESOURCE ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo?fbid=10242494454680995&set=a.10242169138148285

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

ชายหนุ่มผู้หมกมุ่นกับความตาย หรือหมกมุ่นกับความอยากตาย

 

1. THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE สัปเหร่อ 2 (2026, Thiti Srinual, A+30)

2. TASTE OF CHERRY (1997, Abbas Kiarostami, Iran, A+30)

3. THE FIRE WITHIN (LE FEU FOLLET) (1963, Louis Malle, France, A+30)

 

ตอนดู “สัปเหร่อ 2” เราจะแอบนึกถึง “ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง” CHUNKING EXPRESS (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong, A+30) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องมันเหมือนมี 2 พาร์ทอย่างชัดเจน และเราชอบพาร์ทนึงมากกว่าอีกพาร์ทนึงอย่างเห็นได้ชัด โดยใน CHUNGKING EXPRESS นั้น เราจะชอบพาร์ทของ “จินเฉิงอู่ + หลินชิงเสีย” อย่างรุนแรงที่สุด แต่จะเฉย ๆ กับพาร์ทของ “เหลียงเฉาเหว่ย + เฟย์ หว่อง”

 

ส่วน “สัปเหร่อ 2” นั้น เราชอบพาร์ทของธูป (Phuwasit Ananbhornsiri) อย่างรุนแรงมาก ส่วนพาร์ทของยายจ่อยนั้น เราก็ชอบเหมือนกัน แต่ไม่ได้ชอบมากเท่ากับพาร์ทของธูป จุดนี้ของหนังก็เลยทำให้เรานึกถึงอารมณ์ตอนที่ดู “ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง”

 

พอเราดูพาร์ทของธูปใน THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับ TASTE OF CHERRY และ LE FEU FOLLET เพราะหนัง 3 เรื่องนี้มันพูดถึงชายหนุ่มที่หมกมุ่นกับความตายตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเหมือนกัน

 

ทุกคนคงเคยดู TASTE OF CHERRY กันไปแล้ว ส่วน LE FEU FOLLET นั้นเล่าเรื่องของ Alain Leroy (Maurice Ronet) ชายหนุ่มที่เดินทางไปพบเพื่อน ๆ และคนรู้จักต่าง ๆ เพื่อดูว่าคนเหล่านี้ ผู้คนต่าง ๆ ที่อยู่ในชีวิตของเขา จะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่

 

ในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ เราชอบ LE FEU FOLLET มากเป็นอันดับหนึ่งนะ ชอบ TASTE OF CHERRY มากเป็นอันดับสอง และชอบ THE UNDERTAKER 2: AFTERLIFE มากเป็นอันดับสาม

 

ส่วนสาเหตุที่เราชอบ LE FEU FOLLET อย่างรุนแรงที่สุด และชอบมากที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้นั้น ก็เป็นเพราะว่า Maurice Ronet ในหนังเรื่องนี้ (และในหนังอีกมากมายหลายเรื่อง) หล่อตรงสเปคดิฉันมากที่สุดเลยค่ะ

+++

 

เราก็ชอบ THE SECRET AGENT มากกว่า IT WAS JUST AN ACCIDENT และ ONE BATTLE AFTER ANOTHER ค่ะ

+++++

เพิ่งรู้ว่า ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์หล่อมาก