เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022,
Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า
เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก
ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello
ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30)
และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้
เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว
ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน
แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้
Cinema Scope on COMA
https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/
+++
ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998,
Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง
แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค”
เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก
ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้
เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย
รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง
“ตำนาน Saint George” เหรอ
+++
กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์
SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST
1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)
2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025,
Hiroyuki Hata, Japan, animation)
3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023,
Sonja Heiss, Germany)
4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)
5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)
6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)
แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST
กลุ่มหนังที่พูดถึง free will +
determinism
COMA (2022, Bertrand Bonello, France)
+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)
1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022,
Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย
เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก
หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์
ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน
ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ
และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ
void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด
หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ
The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน,
ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง
ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ
void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้
หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์
มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง
ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว
30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ
100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ
จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา
เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก
ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้
แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว
(เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)
เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย
ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก
ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง
อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้
2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร
Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George
Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ
ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง
ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ
แต่ตัวละคร Raymond ใน THE
VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ
free will อะไรทำนองนี้
เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ
THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า
2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย
“ไร้เหตุผล” เหมือนกัน
2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง”
เหมือนกัน
2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will
vs. determinism เหมือนกัน
3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL
STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ
void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้
สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน
คือใน COMA นั้น
ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The
Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ
“โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน
“โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo
โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย
และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free
will ได้
และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน”
เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป
มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย
โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม
วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ
แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons,
A+30) เสียอีก 55555
คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ
โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป
และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู
COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา
เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS
มาก ๆ ในความเห็นของเรา
แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ
เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental
มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า
มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง
4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE
MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว
แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน
และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่
four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้
ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT
25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย
เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก
ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists
of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted
screens”
ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA,
มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness”
ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง
3 โลกสมมุติเลย
แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE!
THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น”
จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN
THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้
อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555
เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL
STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี
void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง”
เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ
COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL
STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น
ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด
5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี
void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN
WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography
6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว
เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962,
Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980,
Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989,
Michael Haneke, Austria)
โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE
VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ
hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่
void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism
ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ
+++
RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)
เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957,
Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)
ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู
1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong,
A+30)
2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)
เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้
3. มังกรหยก (1983)
เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง
4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)
เขารับบทองค์ชายเฟยหลง
ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน
ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน
ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา
เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว”
(Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า
+++
I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก
ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL
ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)
++++
ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก
ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน
อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้
55555