Saturday, October 31, 2026

RIP PATRICK STEWART

RIP ELKE SOMMER (1940-2026)

 

เราเคยดู Elke Sommer แสดงในมินิซีรีส์สองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. PETER THE GREAT (1986, Marvin J. Chomsky, Lawrence Shiller, 6hrs 11mins)

 

2. ANASTASIA: THE MYSTERY OF ANNA (1986, Marvin J. Chomsky, 3hrs 20mins)

 

เราเพิ่งรู้ว่า Elke Sommer เป็น painter ด้วย

 

ภาพแรกมาจากหนังเรื่อง A TRIP TO VIENNA (1973, Edgar Reitz, West Germany) ที่เราอยากดูอย่างรุนแรงที่สุด หนังเรื่องนี้ร่วมเขียนบทโดย Alexander Kluge และหนังเรื่องนี้ส่งผลให้ทั้ง Elke Sommer และ Hannelore Elsner ได้เข้าชิงรางวัล German Film Award สาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมด้วย แต่ผู้ชนะรางวัลดารานำหญิงปีนั้นคือ Brigitte Mira จาก ALI: FEAR EATS THE SOUL (1974, Rainer Werner Fassbinder, A+30)

 

ส่วนภาพอื่นๆ เป็น paintings ของ Elke Sommer

RIP PATRICK STEWART (1940-2026)

 

ผลงานการแสดงของเขาที่เราเคยดู

 

1. EXCALIBUR (1981, John Boorman, UK)

 

2. DUNE (1984, David Lynch)

 

3. JEFFREY (1995, Christopher Ashley, queer film)

 

4. X-MEN (2000, Bryan Singer)

 

5. X2: X-MEN UNITED (2003, Bryan Singer)

 

6. X-MEN: THE LAST STAND (2006, Brett Ratner)

 

7. X-MEN ORIGINS: WOLVERINE (2009, Gavin Hood)

 

8. THE WOLVERINE (2013, James Mangold)

 

9. X-MEN: DAYS OF FUTURE PAST (2014, Bryan Singer)

 

10. GREEN ROOM (2015, Jeremy Saulnier)

 

11. LOGAN (2017, James Mangold)

 

12. CHARLIE’S ANGELS (2019, Elizabeth Banks)

 

13. DOCTOR STRANGE IN THE MULTIVERSE OF MADNESS (2022, Sam Raimi)

 

ภาพจาก JEFFREY

+++

 

ช่วงนี้เวลามาดูหนังที่ Doc Club เรามักจะกินอาหารที่ร้าน Ootaya สาขา True Digital Park

+++

 

สิ่งหนึ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจขณะที่ดูหนังเรื่อง LOOK BACK (2026, Hirokazu Koreeda, Japan, animation, A+30) ก็คือเรานึกถึงคอลัมน์ Art Square และคอลัมน์ Staedtler Art Club ของนิตยสาร Starpics (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

คือนางเอกทั้งสองคนของ LOOK BACK พยายามฝึกฝนตนเองอย่างจริงจังในเรื่องการวาดภาพตั้งแต่สมัยที่ทั้งสองยังเรียนป.4 น่ะ ทั้งสองคนเหมือนคร่ำเคร่งและตั้งใจจริงในการพัฒนาฝีมือตัวเองทางการวาดภาพอย่างมาก ๆ จุดนี้มันก็เลยทำให้เรานึกถึงคอลัมน์วาดภาพในนิตยสาร Starpics ขึ้นมา

 

เราจำได้ว่า คอลัมน์นี้ใน Starpics ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 มันเปิดโอกาสให้ผู้อ่านส่งภาพวาด ภาพสเก็ตช์มาให้ทางนิตยสารน่ะ แล้วเจ้าของคอลัมน์เขาจะวิจารณ์ภาพวาดเหล่านี้ ซึ่งเราเดาว่าคำวิจารณ์ดังกล่าวมันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านนิตยสารเป็นอย่างมาก และน่าจะช่วยให้ผู้อ่านนิตยสารหลาย ๆ คนพัฒนาฝีมือทางการวาดภาพให้ดีขึ้นได้

 

จริง ๆ แล้วเราว่าคอลัมน์นี้น่าจะรวบรวมทำเป็นเล่มขายนะ

 

ไม่รู้ว่ามีใครเคยประทับใจคอลัมน์นี้เหมือนเราบ้าง

 

รูปประกอบมาจากคอลัมน์ Art Square ในนิตยสาร Starpics เล่ม 174, January 1983


Friday, October 30, 2026

RIP PETER MEDAK

 

วินมอเตอร์ไซค์ชอบเรียกเราว่า “เฮีย” แต่เราอยากให้เขาเรียกเราว่า “น้องสาว” มากกว่า

https://web.facebook.com/reel/2029700951056613

+++

 

ซื้อหนังสือ WANT ของ Gillian Anderson มาให้ลูกหมีอ่าน หนังสือเล่มนี้ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 2024 และเป็นการรวบรวมจินตนาการทางเพศของผู้หญิงทั่วโลก โดยมี Gillian Anderson เป็นคนรวบรวม

 

หนังสือเล่มนี้สามารถหาซื้อได้ที่ Kinokuniya นะ

+++

 

เพิ่งรู้ว่าในประเทศ Antigua and Barbuda ในทะเลแคริบเบียนนั้น มีความพยายามจะแยกประเทศ Barbuda ออกจาก Antigua โดย Barbuda นั้นมีประชากรแค่ราว 2200 คน แต่ Antigua มีประชากรราว 93000 คน

 

คือเรานึกไม่ถึงว่า ในประเทศที่มีขนาดเล็กสุดขีดแบบ Antigua and Barbuda ก็ยังมีความพยายามจะแยกประเทศออกไปอีก โดยประเทศที่ต้องการจะแยกออกไปอาจจะมีประชากรแค่ราว 2000 คน รุนแรงมาก (ข้อมูลพวกนี้มาจาก wikipedia)

+++

 

หากพูดถึงต้นไม้ เรานึกถึงหนังเรื่อง BAOBAB (2000, Laurence Attali, France/Senegal) หนังเรื่องนี้มีให้ดูฟรีใน Vimeo นะ

https://vimeo.com/178261399

+++

 

เพิ่งเห็นว่าที่ Cine Scene Zine เขาบอกว่าจะฉายตอน 19.00 น. โดยต้องจองล่วงหน้า

We will open our space with a video program, curated by Videotage (Hong Kong) and Forum Lengteng (Jakarta), happening on November 6 and 7 (starting at 7pm). The videos will be subtitled in English and there will be a Q&A on November 6.

For a complete overview of the program, plus two curatorial essays, please check the Program for 6-7 November.

Also, let us know (via email) if you would like to attend any of the two screenings (or both) as space is limited. 

+++

 

วันนี้ SF Central World มีหนังฉาย 22 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนี้เราได้ดูไปแล้วแค่ 9 เรื่อง

 

มีหนังเรื่อง TOM & JERRY: FORBIDDEN COMPASS (2025, Gang Zhang, China, animation, 104min) ฉายด้วยนะ

+++

RIP PETER MEDAK (1937-2026)

 

เราเคยดูหนัง/ละครโทรทัศน์ที่เขากำกับแค่ 6 เรื่องเอง

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE CHANGELING (1980, Canada)

 

2. THE TWILIGHT ZONE: STILL LIFE (1986)

ชอบแดนสนธยาตอนนี้มาก ๆ เกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปที่เคยดูดวิญญาณคนป่าเผ่าหนึ่งเข้ามาไว้ในกล้อง เพราะฉะนั้นพอใครมาใช้กล้องนี้ต่อ วิญญาณคนป่าก็จะค่อย ๆ หลุดออกมาจากกล้อง

 

3. THE TWILIGHT ZONE: PERSONAL DEMONS (1986)

แดนสนธยาตอนนี้นี่ถือเป็น one of my most favorites of all time เลย มันดูเป็น meta fiction มาก ๆ และสามารถนำไปฉายควบกับหนัง meta แบบ ADAPTATION. (2002, Spike Jonze) อะไรพวกนี้ได้สบาย ๆ กราบตีนมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

4. THE TWILIGHT ZONE: BUTTON, BUTTON (1986)

ชอบแดนสนธยาตอนนี้อย่างรุนแรงมาก มันสร้างมาจากบทประพันธ์ BUTTON, BUTTON (1970) ของ Richard Matheson ที่เหมือนเคยถูกแปลเป็นภาษาไทยลงในนิตยสาร “ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์” และต่อมาบทประพันธ์ดังกล่าวก็ถูกนำไปสร้างเป็นหนังเรื่อง THE BOX (2009, Richard Kelly, A+30) ด้วย

 

5. BEAUTY AND THE BEAST SEASON 1 EPISODE 8: SONG OF ORPHEUS (1987, TV series)

เราชอบละครทีวีเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ และเราน่าจะได้ดู episode นี้นะ ถ้าจำไม่ผิด

 

6. THE KRAYS (1990, UK)

 

จริง ๆ แล้วเราคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยดู THE TWILIGHT ZONE อีกสองตอนที่ Peter Medak กำกับด้วยนะ ซึ่งก็คือตอน DEAD WOMAN’S SHOES (1985) ที่นำแสดงโดย Helen Mirren กับตอน GRACE NOTE (1986) แต่เนื่องจากเวลามันผ่านมานาน 40 ปีแล้วหลังจากเราได้ดู “แดนสนธยา” สองตอนนั้น เราก็เลยไม่มั่นใจ 100% เต็มว่าเราเคยดูสองตอนนั้นจริง ๆ หรือเปล่า

 

Peter Medak เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE RULING CLASS (1972, UK, 154min) ด้วยนะ แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้

 

อยากให้มีคนจัดงาน Peter Medak Retrospective มาก ๆ เพราะเราอยากดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่เขากำกับ อย่างเช่น

 

1. THE RULING CLASS

เห็นเพื่อนบอกว่า หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับ THE DEVILS (1971, Ken Russell) มาก ๆ

 

2. A DAY IN THE DEATH OF JOE EGG (1972, UK)

 

3. THE THIRD GIRL FROM THE LEFT (1973)

นำแสดงโดย Kim Novak

 

4. THE ODD JOB (1978, UK)

 

5. ZORRO: THE GAY BLADE (1981)

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ George Hamilton ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำดารานำชายหนังตลกด้วย แต่ปีนั้นผู้ชนะรางวัลลูกโลกทองคำคือ Dudley Moore จาก ARTHUR (1981, Steve Gordon)

 

6. NABOKOV ON KAFKA (1989, USA, 30min)

 

7. LA VOIX HUMAINE (1990, France, 60min)

 

8. LET HIM HAVE IT (1991, UK)

 

9. PONTIAC MOON (1994)

 

10. THE GHOST OF PETER SELLERS (2018, Cyprus, documentary, 93min)

 

ภาพจาก ZORRO: THE GAY BLADE

+++

 

I HAVE NO CHOICE AND I MUST CHOOSE ฉันไม่มีทางเลือกและฉันต้องตัดสินใจ (2026, Natthakan Kaesontamkittiwut ณัฐกันต์ เกสรธัมกิตติวุท, video installation, 7.10min, A+30)

 

ชอบวิดีโอนี้มาก ๆ ภาพในวิดีโอเหมือนมาจากวิดีโอเกม ส่วนตัวเนื้อเรื่องของวิดีโอทำให้เรานึกถึงสงครามอิรัก, สงครามอิหร่าน, สงครามกาซา, etc. เราคิดว่าตัววิดีโอนี้เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง NAZA (2026, Yuval Abraham, Rachel Szor) มาก ๆ

 

มีแผ่นพับการ์ตูนวางไว้ประกอบวิดีโอนี้ด้วย และในแผ่นพับนี้มีการอธิบายความหมายของคำว่า tragedy แต่เอาความหมายของคำว่า comedy ไปใส่ไว้แทน รุนแรงมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ซีคอนสแควร์

+++

 

A MECHANISM THAT REPEATS DEATH แต่ความตายที่ถูกผลิตซ้ำบนสายพานของความจริงเทียม (2026, Fais Hadsaram ฟาอิซ หัสราม, video installation, 14min, A+30)

 

ชอบวิดีโอนี้มาก ๆ เราเข้าใจว่าตัววิดีโอพูดถึงปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยใช้ภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ซึ่งมันออกมาดูแล้วหลอนมาก ๆ

 

ตัวเนื้อเรื่องของวิดีโอแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่าเรื่องสามีของเธอที่หายสาบสูญไป โดยเสียงเล่านี้ไม่ได้ใช้ภาษาไทย (เราไม่แน่ใจว่าภาษาที่ใช้ในหนังเรื่องนี้คือภาษายาวีหรือภาษาอะไร) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องเล่าในภาษาไทยของผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ดี ๆ ก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างบังคับให้เขาสวมบทบาทผู้ก่อการร้าย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ โดยเนื้อเรื่องทั้งสองส่วนนี้จะเล่าควบคู่กันไป ตัดสลับกันไปมา

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ซีคอนสแควร์

 

TRIPTYCH OF YANTRA ตรีมูรติ (2025, Ekkarat Manameteekul เอกรัตน์ มานะเมธีกุล, video installation, 15min, A+30)

 

1. ชอบวิดีโอนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ มันทรงพลังสุด ๆ สำหรับเรา คิดว่าจริง ๆ แล้วมันเหมาะฉายในโรงภาพยนตร์ในจอใหญ่มาก ๆ เพราะว่าวิดีโอนี้มันเหมาะสำหรับ “การให้ร่างกายของผู้ชมถูกอาบไล้ด้วยแสงจากจอภาพยนตร์” น่ะ เหมือนกับหนังเรื่องต่าง ๆ ของ Takashi Makino และหนังเรื่อง CONTRE-JOUR (2009, Christoph Girardet, Matthias Müller, Germany)

 

2. แต่อย่าถามว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เพราะเราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน 55555

 

3. สิ่งต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็มีเช่น

 

3.1 found footage จากละครทีวีอินเดียเกี่ยวกับเทพเจ้าต่าง ๆ

 

3.2 found footage จากหนังอย่าง SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM และ UN CHIEN ANDALOU

 

3.3 คลิปรถถัง

 

3.4 ฉากท้องฟ้า, อาคาร, เสาไฟ

 

3.5 ฉากการผ่าตัดตา

 

3.6 ฉากการยิงขีปนาวุธ

 

3.7 ภาพข่าวการประท้วงอะไรสักอย่าง

 

3.8 คลิปข่าวจอห์น เอฟ เคนเนดี้ถูกลอบสังหาร

 

3.9 คลิปข่าวภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่, พายุ

 

4. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า วิดีโอนี้ต้องการพูดถึงพระตรีมูรติหรือเปล่า พระพรหม ผู้สร้างโลก, พระนารายณ์ ผู้ปกป้องคุ้มครองจักรวาล และพระอิศวร  ผู้ทำลายโลกเพื่อให้เกิดการสร้างใหม่

 

เราเดาว่าวิดีโอนี้อาจจะเน้นไปที่พระอิศวรหรือเปล่านะ เพราะสิ่งนี้มันเชื่อมโยงได้กับคลิปภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อยู่ในวิดีโอนี้

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ซีคอนสแควร์

 

+++

 

ลิสท์หนังสยองขวัญ 8 เรื่องในบทความของ Mubi งดงามที่สุดดดดด มีคุณ Ratchapoom Boonbunchachoke เขียนถึงหนังเรื่อง เมืองในหมอก (1978, Permpol Choei-arun) ด้วย

 

ใน 8 เรื่องนี้เราเคยดูแค่ 2 เรื่องนะ ซึ่งก็คือ เมืองในหมอก กับ REMINGTON AND THE CURSE OF THE ZOMBADINGS (2011, Jade Castro, Philippines)  ส่วนอีก 6 เรื่องที่เหลือเรายังไม่เคยดู ซึ่งก็คือ SUKKUBUS (1989, Georg Tressler, West Germany), HELL’S GATE (2007, Omar Ali Khan, Pakistan), DACHRA (2018, Abdelhamid Bouchnak, Tunisia), VAMPIR-CUADECUC (1970, Pere Portabella, Spain), LEPTIRICA (1973, Dorde Kadijevic, Yugoslavia), PROPERTY (2022, Daniel Bandeira, Brazil) อยากดูทั้ง 6 เรื่องนี้มาก ๆ อยากให้มีคนเอาหนังทั้ง 6 เรื่องนี้มาฉายในไทยในช่วงเทศกาลฮัลโลวีนปีหน้า

 

https://mubi.com/en/notebook/posts/multiplex-ghoulish-globetrotting

 

+++

 

น้องหมีที่ Emporium น่ารักมาก ๆ

+++

 

วันนี้เราเดินทางไปถึง Dib26 ตอนราว ๆ 18.20 น.เพื่อดูภาพวาดของ Henri Matisse และศิลปินคนอื่น ๆ ปรากฏว่าเราเข้าไปดูไม่ได้ เพราะว่าผู้ชมนิทรรศการนี้ล้นทะลักมาก เขาเลยจัดคิวให้ผู้ชมทยอยเข้าไปทีละกลุ่ม และคิวของวันนี้มันเต็มหมดแล้ว

 

รู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ดูงานนี้ แต่ก็ดีใจแทนผู้จัดงานที่ผู้ชมล้นทะลักอย่างรุนแรง ส่วนวันพรุ่งนี้เราก็คงไม่ไปดูนิทรรศการนี้แล้ว เพราะเราต้องรีบเก็บหนังโรงต่าง ๆ ก่อนที่เทศกาลหนังสั้นมาราธอนจะเริ่มต้นขึ้น

+++

29. LOOK BACK (2026, Hirokazu Koreeda, Japan, 100min, A+30)

 

มีตัวละครพูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

Wednesday, October 28, 2026

MEGA BANGNA

 

THE END OF EVANGELION (1997, Hideaki Anno, Kazuya Tsurumaki, Japan, animation, 87min) ตั๋วไปเร็วเหมือนกันนะ ใครอยากดูต้องรีบจองตั๋ว

 

LUPIN III: THE CASTLE OF CAGLIOSTRO (1979, Hayao Miyazaki, Japan, animation, 102min) ตั๋วยังเหลือเยอะมาก

+++

 

บันทึกความโชคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเอง

 

วันนี้เราลองกินโยเกิร์ตที่ร้าน Yogurtland เป็นครั้งแรก เราก็ตักทุกอย่างใส่ไปตามที่เราอยากกิน แล้วเขาจะคิดราคาตามน้ำหนัก ซึ่งราคามันออกมาราว ๆ 167 บาทถ้าหากเราจำไม่ผิด แต่ปรากฏว่าพนักงานบอกว่าเราไม่ต้องจ่ายตังค์ เพราะว่าถ้าหากราคามันลงท้ายด้วยเลข 6 หรือเลข 7 เขาจะถือว่าเป็น lucky number ลูกค้ารายนั้นจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าโยเกิร์ตถ้วยนั้นแต่อย่างใด

 

เราก็เพิ่งรู้ว่าร้านนี้มีนโยบายแบบนี้ด้วย ดีงามที่สุดค่ะ

 

วันนี้กินข้าวซอยผัดไส้อั่ว ที่ร้านอองตอง ข้าวซอย ใน food court ของ Mega Bangna

 

วันนี้ได้มาดูหนังที่ Mega Bangna เป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดง 555 ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เหตุการณ์สำคัญอะไร แต่มันถือเป็นครั้งแรกของเราที่ได้มาเยือนห้างนี้และมาดูหนังที่ห้างนี้

 

สาเหตุที่วันนี้เรามาเยือนที่นี่เป็นเพราะว่า วันนี้เราไปดูงาน video installations 4 ชิ้นที่ซีคอน สแควร์ แล้วเราก็อยากดู THE INFLUENCER PROJECT กับ CHARLIE HARPER ต่อ เราก็เลยต้องหาโรงหนังใกล้ ๆ ซีคอน สแควร์ที่สามารถดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันได้สะดวก ซึ่งก็มีโรงหนังของเซ็นทรัล บางนา กับ Mega Bangna ที่มีฉายหนังทั้งสองเรื่องนี้ (แต่ซีคอน สแควร์ดันไม่มี) แต่รอบฉายที่ Mega Bangna มันสะดวกสำหรับเรามากกว่า เราก็เลยตัดสินใจเดินทางจากซีคอน สแควร์เพื่อไปดูหนังต่อที่ Mega Bangna

 

ปรากฏว่าเราประทับใจห้างนี้พอสมควร เพราะตอนแรกเรานึกว่าสภาพของห้างมันจะใกล้เคียงกับบิ๊กซี บางพลีที่อยู่ละแวกเดียวกัน แต่ปรากฏว่าตัวห้าง Mega Bangna มันดูสะอาดและดูใหม่กว่าบิ๊กซี บางพลีมาก ๆ

 

พอเราดูหนังเสร็จราว ๆ 3 ทุ่มกว่า เราก็ลงมาขึ้นรถ shuttle bus ฟรีของห้าง Mega Bangna รถนี้จะพาผู้โดยสารออกจาก Mega Bangna ไปส่งที่สถานี BTS อุดมสุขที่อยู่ห่างออกไปราว 8.4 กิโลเมตร สะดวกสบายมากค่ะ

 

แต่รถ shuttle bus นี้เขาบอกว่า เขาจะรับผู้โดยสารได้ไม่เกินคันละ 25 คนนะ ซึ่งตอนที่เราขึ้นรถคันนี้ในเวลาราว ๆ 21.30 น.นั้น รถมันว่างพอสมควร แต่เราเข้าใจว่า ในช่วงเวลาอื่น ๆ ของวัน รถ shuttle bus สายนี้อาจจะไม่ว่างแบบนี้

++++

โปรแกรมฉายหนังที่ Cine Scene Zine ตรงบางยี่ขันน่าสนใจมาก ๆ แต่เขายังไม่ประกาศว่าหนังจะฉายตอนกี่โมง

 

ดูรายชื่อหนังได้ที่ลิงค์ใน comment นะ

 

โปรแกรมฉาย

https://cms.cine-scene-zine.org/uploads/VT_FL_program_09edccb7fa.pdf

 

สถานที่ฉาย

https://cine-scene-zine.org/about

 

Tuesday, October 27, 2026

KANGJOR 2026

 

พอเราได้ฟังเพลง TARANTINO (2026) ของ Lisa เราก็เลยนึกถึงเพลงที่เราชอบสุดขีดสองเพลงที่เอาชื่อผู้กำกับภาพยนตร์มาตั้งเป็นชื่อเพลงเหมือนกัน ซึ่งก็คือเพลง BRAKHAGE (1997) ของวง Stereolab และเพลง TSUI HARK (1994) ของวง Sparks

 

เนื้อเพลง TSUI HARK (1994)

 

I'm Tsui Hark
I'm a film director

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've made several films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've won several awards for my films

My first film was
The Butterfly Murders
Shanghai Blues
Peking Opera Blues
Swordsman, Part 1, Part 2, Part 3
Once Upon a Time in China, Part 1, Part 2, Part 3, Part 4, Part 5
Chinese Ghost Story, Part 1, Part 2, Part 3
And some other films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've made several films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've won several awards for my films

 

I'm Tsui Hark
I'm Tsui Hark
I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've made several films

I'm Tsui Hark
I'm a film director
I've won several awards for my films

++++++

เนื้อเพลง BRAKHAGE (1997) by Stereolab

 

We need so damn many things
To keep our dazed lives going
Many things, to keep our lives
Lives going, so many things
We need so damn many things
(We need so damn, we need so damn many things)
To keep our stupid lives going
(To keep our stupid, keep our stupid lives going)
Many things to keep our lives
(To keep our lives, to keep our lives, many things)
Lives going, so many things

 

We can be bound, run around
(We can be bound, we can be bound, run around)
Fooled animal bite its tail
(Fooled animal, fooled animal, bite its tail)
Animal, he has been bound
(He has been bound, he has be bound, animal)
Run around, around and 'round
('Round and around, 'round and around, run around)

TSUI HARK (1994) by Sparks

https://youtu.be/XhaWYj9DoMU?si=tiKegHuQVE45M-yi

 

BRAKHAGE (1997) by Stereolab

https://youtu.be/OZA1vKv2SAk?si=vlOeQQSBhop0yhtv

 

+++

 

28. TAKARAZUKA REVUE SNOW TROUPE: TOKYO TAKARAZUKA THEATER LAST PERFORMANCE “THE POE CLAN” LIVE VIEWING (2026, Shuichiro Koike, stage performance shown on film screen, A+30)

 

ในละครเวทีที่ฉายบนจอภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละคร Alan Twilight (Agata Sen) พูดคำว่า TADAIMA (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

++++

 

Films seen on Friday 23 October 2026

 

In my preferential order

 

1. PUELLA MAGI MADOKA MAGICA THE MOVIE PART 1: BEGINNINGS (2012, Akiyuki Shinbo, Yukihiro Miyamoto, Hiroyuki Terao, Japan, animation, 130min, A+30)

 

2. DETECTIVE CONAN: THE COUNTERFEIT CASE OF ULTRA 30 (2026, Nobuharu Kamanaka, Japan, animation, 93min, A+30)

 

+++

เราชอบ "เสือโค คำสัตย์" (2026, Achitaphon Piansukprasert, A+30) มาก ๆ ถือเป็นหนังที่พิสดาร limitless cinema มาก ๆ แต่ดูเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ที่จะฉายในวันเดียวกันจะไม่ยอมแพ้หนังเรื่องนี้

+++

 

ตารางหนังของหอภาพยนตร์เดือนพ.ย.-ธ.ค.ประกาศแล้ว ดีใจสุดขีดที่เราจะได้ดู WITH HASAN IN GAZA (2025, Kamal Aljafari) กับ ROSE (2026, Markus Schleinzer)

+++

 

MATE เพื่อนสัมพันธ์ (2026, Worraphop Polbundit วรภพ ผลบัณฑิต, 26min, A+30)

 

เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในงานกางจอปีนี้ แข่งกับหนังเรื่อง ICE-SKATING CLASS ตอนนี้เรายังไม่แน่ใจว่าเราชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน คือเราอินกับ ICE-SKATING CLASS มาก ๆ เพราะเราว่าหลายอย่างในหนังเรื่องนั้นมันคล้ายกับชีวิตจริงของเรา แต่เราว่าสไตล์การกำกับมันอาจจะยังไม่ได้ตรงใจเรามากนัก คือเราชอบ ICE-SKATING CLASS ที่ “เนื้อเรื่อง” แต่เราเฉย ๆ กับสไตล์ของหนัง

 

ส่วน MATE นี่ตัวเนื้อเรื่องไม่ได้ใกล้เคียงอะไรกับชีวิตจริงของเรา นอกจากการที่ตัวละครเป็นเกย์ แต่เราว่าสไตล์การกำกับมันดูมีความทรงพลังในตัวของมันเอง เพราะฉะนั้นโดยรวม ๆ แล้วเราก็เลยยังไม่ค่อยแน่ใจว่า ระหว่างเรื่องนี้กับ ICE-SKATING CLASS เราชอบเรื่องไหนมากที่สุดในงานกางจอปีนี้ 55555

 

เราว่าประเด็นใน MATE มันน่าสนใจดี มันเหมือนเป็น psychological abuse ใน friend/lover relationship ซึ่งเราว่า psychological abuse นี่เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนและ dilemma ดี และเหมือนเราไม่ค่อยเจอหนังที่แตะประเด็นนี้ตรง ๆ ในขณะที่ประเด็นแบบ physical abuse, sexual abuse แบบใช้กำลัง/อิทธิพล ตรง ๆ จะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดกว่า, ถูกนำเสนอในหนังได้ง่ายกว่า และชี้ชัดว่าใครถูกใครผิดได้ง่ายกว่า

 

เราก็เลยรู้สึกว่า การที่จะนำเสนอประเด็นอะไรแบบนี้ได้นั้น มันต้องอาศัยคนที่ช่างสังเกตและรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมการปั่นหัวคน, การโน้มน้าวชักจูงคน เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเราเองก็แทบไม่เคยสังเกตอะไรแบบนี้มาก่อน

 

ในแง่หนึ่ง เราก็รู้สึกว่าชีวิตจริงของเราแตกต่างจากตัวละครในหนังมาก ๆ แต่เราก็สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังมาก ๆ อยู่ดี เพราะเราก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์แบบนี้กับใคร และเรามองว่า เราถูกฝึกให้ SAY “NO” ง่ายมาก ๆ น่ะ คือถ้าใครมาชวนเราให้ทำสิ่งใด ปฏิกิริยา reflex ของเราแบบอัตโนมัติคือการพูดว่า “ไม่” ในทันที แล้วถ้ามึงยังเซ้าซี้ต่อ กูก็จะไม่พูดกับมึง หรือนิ่ง แล้วจ้องหน้ามึงอย่างอาฆาตแค้นไปเรื่อย ๆ อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นตัวละครที่ดูหัวอ่อนในหนังเรื่องนี้ ก็เลยดูเป็นตัวละครที่ตรงข้ามกับเรามาก ๆ แต่อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ถูกฝึกให้พูดว่า “ไม่” โดยอัตโนมัติแบบนี้ล่ะมั้ง เราถึงได้ยังเป็นโสด และไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทแบบนี้ 55555

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือ “ความรู้สึกย้อนแย้ง” กันระหว่างที่ดูหนัง เพราะถึงแม้เราจะรังเกียจสิ่งที่ตัวละครฝ่าย manipulator ในหนังเรื่องนี้กระทำ เราก็อยากจะถูก abused ถูก manipulated จากหนุ่มหล่อบ้าง “เป็นครั้งคราว” แบบในหนังเรื่องนี้ 55555 คือเราว่าตัวละครตัวนี้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่เราก็ไม่รังเกียจนะ ถ้าหากเขาจะทำแบบนั้นกับเราสักระยะนึง (เอ๊ะ ถ้าเป็นกรณีแบบนี้ จะเรียกว่าเราถูก abused หรือถูก manipulated ได้ไหมนะ 55555)

 

ICE-SKATING CLASS คาบเรียนไอซ์สเก็ต (2026, Nantanach Krungsrimuang นันทนัช กรุงศรีเมือง, 25min, A+30)

 

อันนี้เราเน้นเขียนถึงชีวิตตัวเอง ไม่ได้เน้นเขียนถึงหนังเรื่องนี้แต่อย่างใด 555

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

1. อินสุดขีด ดูแล้วนึกถึงชีวิตตัวเองมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในงานกางจอปีนี้เลย เพราะเนื้อเรื่องของมันทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเอง แต่ในส่วนของสไตล์ของหนัง หรือพลังทางการกำกับนั้น เราอาจจะไม่ได้ชอบตรงจุดนี้มากเท่ากับหนังเรื่องอื่น ๆ บางเรื่องในงานกางจอนะ คือเราอาจจะชอบ “สไตล์” ของหนังเรื่องอื่น ๆ มากกว่าหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าเอาเฉพาะในส่วนของ “เนื้อเรื่อง” นั้น เราชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดในงานกางจอปีนี้

 

2. หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเองในแง่ที่ว่า

 

2.1 เราเติบโตมาในครอบครัวจน ๆ แม่เลี้ยงเดี่ยว (พ่อของเราเสียชีวิตตอนเราอายุ 3 ขวบ) แม่ของเราที่เป็นครูก็เลยต้องหาเลี้ยงลูก 4 คนตามลำพัง และแม่ก็ต้องตั้งใจทำงานหาเงิน ไม่ได้มีเวลามาคอยเล่นกับลูก ซึ่งจุดนี้คล้ายกับแม่ในหนังเรื่องนี้

 

2.2 เราไม่สนิทกับพี่ ๆ ซึ่งก็คล้ายกับนางเอกของหนังเรื่องนี้

 

2.3 ตอนเด็ก ๆ เราก็เลยต้อง “เล่นตามลำพัง” เวลาที่เราอยู่บ้าน แต่เราไม่ได้เล่นถุงพลาสติกแบบนางเอกหนังเรื่องนี้ เพราะเราเล่นตุ๊กตา และเราก็อยู่กับโลกจินตนาการของเราไป

 

2.4 เราเป็นหนึ่งในเด็กที่จนที่สุดในโรงเรียน เพื่อน ๆ ในโรงเรียนของเรามีแต่คนที่รวยกว่าเรามาก ๆ จุดนี้เราก็เลยอินกับนางเอกมาก ๆ

 

2.5 ชอบช่วงวัยของนางเอกหนังเรื่องนี้ด้วย เรามองว่าเธอน่าจะอยู่ราว ๆ ป.6

 

คือพอเรามองย้อนกลับไป เราก็รู้สึกว่าเราเริ่มมีปมด้อยอย่างรุนแรงเรื่องการเป็นหนึ่งในเด็กที่จนที่สุดในโรงเรียนในช่วงราว ๆ ป.5-ป.6 นี่แหละ คือเหมือนในช่วงป.1-ป.4 นั้น เรายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่พอเรามีอายุราว 10 ขวบ เราถึงเพิ่งเข้าใจว่า ตัวเราเป็นหนึ่งในเด็กที่จนที่สุดในโรงเรียน เราเป็นเด็ก 1% ในโรงเรียนที่ต้องโหนรถเมล์กลับบ้าน ในขณะที่เด็กอีก 99% ในโรงเรียนนั่งรถยนต์กลับบ้าน และเราก็รู้สึกอายเพื่อน ๆ ในเรื่องนี้ในช่วงอายุราว ๆ นั้น

 

เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครนางเอกที่มีอายุราว ๆ นี้ มันเหมือนเป็นอายุที่เริ่มเข้าใจความทุกข์จากความยากจนของตัวเอง และเริ่มมีปมด้อยอย่างรุนแรงจากความยากจน แต่ถ้าหากนางเอกโตกว่านี้มากในระดับนึง หรือโตในระดับเข้ามหาลัยแล้ว นางเอกก็อาจจะหายมีปมด้อย เพราะเธอคงเข้าใจแล้วว่า การเกิดมาจนกว่าเพื่อนไม่ใช่สิ่งผิดอะไร

 

นึกไปถึงหนังสารคดีชุด 7-UP ของ Michael Apted ด้วย เพราะในหนังสารคดีชุดนั้น ภาคแรกมันนำเสนอเด็กอายุ 7 ขวบราว 10 คนจากหลากหลายชนชั้นในอังกฤษ ซึ่งทุกคนดูมีความสุข ร่าเริงกันหมด เด็กจนก็ร่าเริงมีความสุข เด็กรวยก็ร่าเริงมีความสุข แต่ในภาคสองของหนังเรื่องนี้ เมื่อหนังตามไปสัมภาษณ์เด็ก ๆ เหล่านี้ขณะมีอายุ 14 ปี เราจะเห็นได้ชัดว่า เด็กรวยยังคงดูมีความสุขดี แต่เด็กจนดูหม่นหมองเศร้าสร้อยอย่างรุนแรง (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

2.6 ฉากที่ตรงกับชีวิตเรามาก ๆ จนเราตกใจ คือฉากที่เด็กรวยชวนเพื่อนไปเรียน ice skate ด้วยกัน แต่นางเอกกลับเดินจากไปอย่างโกรธ ๆ โดยไม่อธิบายให้เพื่อนฟังตรง ๆ ว่าเพราะเหตุใดเธอถึงไปเรียน ice skate ด้วยไม่ได้

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยทำมาก ๆ คือเราจำได้ว่า ตอนที่เราอยู่ชั้นป. 5 ในช่วงราวปี 1983 (หรือเมื่อ 43 ปีก่อน) เราอายที่ต้องโหนรถเมล์กลับบ้าน แล้วในระหว่างที่เรากับแม่เดินออกจากโรงเรียนเพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์นั้น เพื่อนของเราคนนึงก็นั่งรถยนต์ผ่านมาพอดี แม่ของเขาขับรถคันนั้นอยู่ เพื่อนของเราที่นั่งอยู่ในรถยนต์ก็ให้แม่ชะลอรถ แล้วเขาก็ชะโงกหน้าออกมานอกรถเพื่อถามว่าบ้านเราอยู่ไหน เผื่อจะได้ให้เรากับแม่ของเราติดรถยนต์ไปด้วยได้

 

แต่เราในตอนนั้นมัวแต่รู้สึกอับอายกับความจนของตัวเอง เราก็เลยไม่ตอบเพื่อน เดินไปเรื่อย ๆ กับแม่จนถึงป้ายรถเมล์ แม่ของเราก็งงว่าทำไมเราไม่ตอบเพื่อน เพื่อนของเราก็คงงงเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ตอบคำถามของเขา เขาพยายามถามเราอยู่ราว 3-4 ครั้งได้มั้ง แล้วพอเราไม่ยอมตอบ เขาก็เลยให้แม่ของเขาขับรถจากไป

 

ซึ่งหลังจากนั้นเราก็รู้สึกแย่ที่ตัวเองทำแบบนั้น คือในเหตุการณ์นั้นไม่มีใครทำอะไรผิด นอกจากตัวเราเอง เพื่อนของเราก็หวังดีกับเราจริง ๆ แม่ของเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด มีแต่เราที่ทำผิด ที่ไม่ยอมตอบคำถามของเพื่อนที่หวังดี เรามัวแต่อับอายกับความจนของตัวเอง

 

เพราะฉะนั้นฉากนั้นใน ICE-SKATING CLASS มันก็เลยทำให้เรานึกถึงตัวเองมาก ๆ ฉากนั้นมันเหมือนเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่มีปมด้อยจริง ๆ และมันเข้าใจจริง ๆ ว่าเด็กที่มีปมด้อยแบบนั้นอาจจะแสดงออกอย่างไรบ้าง

 

3. ชอบตอนจบของหนังอย่างรุนแรงมาก ๆ ด้วย เหมือนในที่สุดนางเอกก็ต้องเรียนรู้ที่จะหาความสุขตามอัตภาพของตัวเอง หรือเรียนรู้ที่จะต้องหาทางเดินของชีวิตตัวเองต่อไป ไม่พึ่งแม่ ไม่พึ่งพี่ ไม่พึ่งครอบครัว ไม่พึ่งเพื่อน ๆ ที่รวยกว่า เราหาความสุขจากถุงพลาสติกข้างทางก็ได้ หรือถ้าหากถุงพลาสติกมันไม่สามารถ satisfy เราอีกต่อไปแล้ว เราก็มองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้กว้างขึ้น เพื่อหาทางมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

4. แอบนึกถึง FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin) ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องของเด็กหญิงสองคน ที่คนนึงจนกว่าอีกคนนึงเหมือนกัน

 

WEETHARA IS A GOATMAN วีธราเป็นมนุษย์แพะ (2026, Adisorn Klomkleaw อดิศร กลมเกลียว, 26min, A+30)

 

1. อันนี้ถือเป็นหนังที่เราชอบ “สไตล์” ของมันมาก ๆ ชอบความแปลกประหลาดของมันมาก ๆ แต่ในส่วนเนื้อเรื่องของหนังนั้น เราดูแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร คือความไม่เข้าใจของเราไม่ได้ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยลง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกอะไรกับหนังเรื่องนี้มากขึ้น 555

 

2. ชอบภาษาของ voiceover ด้วย ในแง่ที่ว่า เราฟังแล้วก็งง ๆ กับภาษาไทยที่ใช้ในหนังเรื่องนี้ คือเหมือนหนังเรื่องนี้ช่วยให้เราได้เรียนรู้ว่า ภาษาไทยในยุคนี้เขาสื่อสารกันแบบนี้แล้ว คือเหมือนมันเอาคำคุณศัพท์มาใช้เป็นคำนามโดยตรง โดยไม่ใส่คำว่า “ความ” เข้าไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น คือแทนที่จะพูดว่า “ความเหงา” ก็ใช้คำว่า “เหงา” เป็นคำนามไปเลย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

คือตอนแรกเราก็งงมาก ๆ กับภาษาใน voiceover แต่พอดูไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจและตามทันได้มากขึ้น

 

3. แต่ก็คิดว่าเป็นหนังที่เหมาะดูมากกว่า 1 รอบสำหรับเรานะ เพราะเรื่องที่เล่าก็พิสดาร, ภาพในหนังก็พิสดาร แล้วภาษาไทยที่ใช้ใน voiceover ก็พิสดารจนเราคิดตามไม่ทันอีก การดูหนังเรื่องนี้มากกว่า 1 รอบน่าจะช่วยให้เก็บอะไรต่าง ๆ ได้มากขึ้น

 

4. ถ้าหากต้องเลือกฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องไหน เราก็คงเลือกฉายควบกับ DAJANG SOEMBI, THE WOMAN WHO WAS MARRIED TO A DOG (2005, Edwin, Indonesia, 7min) เพราะมันเป็นหนัง surreal ที่เล่าเรื่องราวกึ่ง ๆ นิทานเหมือนกัน มีความ stylish และมีความแปลกประหลาดบางอย่างที่อาจจะเหมาะนำมาเทียบเคียงกัน

 

THE WAVE OF STILL นะโมกินหมา (2026, Prem Plittapolkranpim, 20.42min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังมันใช้ setting เป็นน้ำท่วมใหญ่ แต่แทนที่จะพูดถึงความเสียหายทางทรัพย์สิน หรือปัญหาในการจัดการของภาครัฐ มันกลับไปพูดถึง psychological trauma แทน ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะยังไม่เคยดูหนังที่พูดถึง trauma ทางจิตใจจากน้ำท่วมแบบนี้มาก่อน

 

2. ชอบที่หนังมันดูเหมือนจะเข้าอกเข้าใจตัวละครพี่น้องทั้ง 3 คนเป็นอย่างดี คือตัวละครพี่น้องทั้ง 3 คนดูเหมือนจะไม่เข้าใจกัน โดยเฉพาะตัวน้องชายคนเล็กที่ไม่เข้าใจพี่ชายคนกลาง แต่ตัวหนังเหมือนจะเข้าใจตัวละครทั้ง 3 คนนี้ และเข้าใจ “ความไม่เข้าใจกัน” ระหว่างตัวละครทั้ง 3 คนนี้

 

3. ฉากที่อินมาก ๆ เป็นการส่วนตัว คือสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของหนัง 555555 คือเรารำคาญคนแบบคุณแม่ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ น่ะ เราอินกับคุณพ่อมาก ๆ ในฉากที่เถียงกับแม่เป็นเวลายาวนานเรื่อง wallpaper

 

คือแม่ในหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นคนที่งกมาก ๆ ตระหนี่มาก ๆ เสียดายของมาก ๆ น่ะ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราจะรำคาญคนประเภทนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะฉะนั้นในฉากที่แม่กับพ่อถกเถียงกันเป็นเวลายาวนานในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยอินกับฉากนี้อย่างรุนแรง

 

ซึ่งเราว่าผู้กำกับก็เก่งนะ เขาคงสังเกตว่ามันมีคนแบบพ่อกับแม่ในหนังเรื่องนี้อยู่จริง ๆ และเขาก็ถ่ายทอดเอาลักษณะนิสัยของคนจริง ๆ แบบนี้เข้ามาใส่ในฉากนั้นได้

 

เพราะฉะนั้นไป ๆ มา ๆ เราก็เลยอินกับฉากนี้มากที่สุด และอาจจะชอบฉากนี้มากที่สุดในหนัง เพราะฉากนี้มันเหมือนช่วยถ่ายทอดความรู้สึกรำคาญของเราที่มีต่อคนแบบคุณแม่ในหนังเรื่องนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้มันไม่ใช่ประเด็นหลักของหนังก็ตาม 555

 

PARADISE LOST วิมานลอย (2026, Nongnapas Veeraphol, 30min, A+30)

 

1. โดยส่วนตัวแล้ว เรารู้สึกว่า นี่แหละคือ “เพลงสุดท้าย” (พิศาล อัครเศรณี) ในแบบที่มันควรจะเป็น 55555 คือเราเคยดู เพลงสุดท้าย แค่เวอร์ชั่นปี 2006 นะ เรายังไม่เคยดูเวอร์ชั่นปี 1985

 

คือเพลงสุดท้าย (2006, พิศาล อัครเศรณี) มันถือเป็นหนัง queer ก็จริง แต่ดูแล้วมันกึ๋ย ๆ ยังไงก็ไม่รู้สำหรับเรา คือเรารู้สึกว่าตัวเนื้อเรื่องของ “เพลงสุดท้าย” ที่เล่าเรื่องของ “กะเทยที่หลงรักผู้ชายข้างเดียว เอาเงินไปปรนเปรอเขา แต่ในที่สุดผู้ชายก็เลือกคนมีกี” คือตัวเนื้อเรื่องมันเอื้อให้นำไปพัฒนาให้กลายเป็นหนังที่น่าจะเข้าทางเราได้มากกว่าตัวหนังที่ออกมาในปี 2006 มาก ๆ น่ะ คือตัวพล็อตเรื่อง โครงเรื่อง มันเหมาะที่จะถูกนำไปสร้างเป็นหนังที่ดีกว่านั้น ถ้าหากมันได้คนเขียนบท/นักแสดง/ผู้กำกับที่ดีจริง ๆ เข้าอกเข้าใจตัวละครจริง ๆ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู PARADISE LOST เราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ หนังเรื่องนี้นี่แหละคือ “เพลงสุดท้าย” ในแบบที่ถูกที่ควร ในแบบที่มันควรจะเป็นสำหรับเรา

 

2. ชอบความสัมพันธ์แบบห่วงโซ่ในหนังเรื่องนี้ด้วย

 

2.1 ฝรั่ง จ่ายเงิน หรือเสียเงิน ให้แอนกับจอย (ถ้าหากเราจำชื่อตัวละครไม่ผิดนะ แอนคือโสเภณีสาว ส่วนจอยคือโสเภณีกะเทย)

 

2.2 แอนจ่ายเงินปรนเปรอจอย

 

2.3 จอยจ่ายเงินปรนเปรอผัวหนุ่ม

 

2.4 ผัวหนุ่มจ่ายเงินปรนเปรอเมียเก็บที่ดูเหมือนสาวสก๊อย

 

ลำดับขั้นตอนของ “ความรัก” “ความปรารถนาทางเพศ” และ circulation of money ในหนังเรื่องนี้ มันก็เลยน่าสนใจดีสำหรับเรา

 

3. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยทำให้นึกถึงประโยค 2 ประโยคมาก ๆ นั่นก็คือพระพุทธพจน์ที่ว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” และประโยคที่เพื่อนเราชอบพูดว่า “ความรักคือธุรกิจ”

 

เพราะว่าถ้าหากแอนไม่ได้รักจอย แอนก็คงมีความสุขไปแล้ว และถ้าหากจอยไม่ได้รักผู้ชาย จอยก็น่าจะมีความสุขมากกว่านี้เช่นกัน แต่ความรักมันเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ตัวละครเหล่านี้ก็เลยต้องเวียนว่ายในห้วงรักห้วงทุกข์กันต่อไป

 

4. เราว่าจุดด้อยของหนังเรื่องนี้ก็คือ ความที่มันเป็นหนังสั้น มันก็เลยไม่มีเวลาให้คนดูได้เห็น “ความรักความผูกพัน” ของตัวละครเหล่านี้ก่อนที่จะเกิดเรื่องราวในหนัง คือพอหนังเปิดมา คนดูก็ได้เห็นความสัมพันธ์ที่ใกล้จะปริแตกระหว่างแอนกับจอยเลย คนดูไม่ได้เห็น “ความรักระหว่างแอนกับจอย” ในช่วงก่อนหน้านั้น และไม่ได้เห็น “ความรักระหว่างจอยกับผัวหนุ่ม” ในช่วงก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นอารมณ์ในหนังมันเลยเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของหนังนะ เพราะว่าพอมันเป็นหนังสั้น มันก็เลยทำได้แค่นี้

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ประสบปัญหาคล้าย ๆ กับหนังเรื่อง LA RONDE (1950, Max Ophüls, France) เพราะว่า LA RONDE ก็เล่าความสัมพันธ์รัก/ความสัมพันธ์ทางเพศแบบ “ห่วงโซ่” เหมือนกัน แต่พอมันเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแต่ละตัวแบบสั้นเกินไป อารมณ์บางอย่างมันเลยหายไปสำหรับเรา ถึงแม้ว่าทั้ง LA RONDE และ PARADISE LOST มันดูมีความมนุษยนิยม หรือนำเสนอตัวละครได้เป็นมนุษย์มาก ๆ เหมือนกันก็ตาม

 

STRAIGHTFORWARD (2026, Nopchanok Panyapoon นภชนก ปัญญะปูญ, 32.16min, A+)

 

1. เราว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้อาจจะเหมาะทำงานโฆษณามาก ๆ นะ เพราะเขาถนัดในการจับมาดเท่ ๆ ของผู้ชายน่ะ เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าบางฉาก บางอารมณ์มันเหมาะเอาไปดัดแปลงใช้ในโฆษณากางเกงยีนส์ หรือโฆษณาสินค้าบางอย่างที่ชอบนำเสนอการวางมาดเท่ ๆ ของผู้ชาย

 

2. ตอนที่เราดู เราจะนึกเปรียบเทียบกับ “หนังชายแท้” ของพุฒิพงษ์ นาคทอง และเรารู้สึกว่ามันมีความแตกต่างกันที่น่าสนใจดี คือเรารู้สึกว่า ในหนังของคุณพุฒิพงษ์ นาคทองนั้น “เนื้อเรื่องที่เข้มข้น” คือสิ่งที่สำคัญ หรือเกือบเหมือนเป็นแกนหลักของหนัง ในขณะที่ “การวางมาดแบบชายแท้” เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของหนัง

 

แต่สำหรับ STRAIGHTFORWARD นั้น เรารู้สึกว่า “การวางมาดแบบชายแท้” คือแก่นหลักของหนัง ส่วน “เนื้อเรื่อง” เป็นเรื่องรอง 55555 เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันน่าสนใจตรงจุดนี้สำหรับเรา คือเนื้อเรื่องอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการวางมาดของตัวละคร

 

3. เพราะฉะนั้นสิ่งที่ติดตาติดใจเราที่สุดในหนังเรื่องนี้ จึงไม่ใช่ “เนื้อเรื่อง” ไม่ใช่ประเด็นที่ว่า ใครจะอยู่ ใครจะตาย ซึ่งสิ่งนี้ตรงข้ามกับหนังของคุณพุฒิพงษ์ นาคทอง

 

แต่สิ่งที่ติดตาเราที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือการเดินวางมาดแบบกวนตีนเป็นเวลายาวนานของเพื่อนพระเอก คือการวางมาดแบบกวนตีนอย่างนี้ในหนังเรื่องอื่น ๆ มันเหมือนถูกใส่เข้ามาเพื่อความขำขัน หรือเพื่อให้คนดูรู้สึกดูถูกตัวละครตัวนั้น

 

แต่การวางมาดแบบกวนตีนของเพื่อนพระเอกในหนังเรื่องนี้ มันเหมือนถูกมองด้วยความหลงใหลน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี gaze ที่แปลกดี คือถ้าหากมองจากเนื้อเรื่องแล้ว จักรวาลของตัวละครในหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ห่างไกลจากจักรวาลในหนังชายแท้ของคุณพุฒิพงษ์ นาคทอง แต่ gaze ของหนังเรื่องนี้มันแตกต่างมาก ๆ จากหนังของคุณพุฒิพงษ์

 

 

Films seen on Saturday 24 October 2026

 

วันเสาร์เราได้ดูหนังโรงปกติ 1 เรื่อง และหนังสั้นในงาน “กางจอ” อีก 16 เรื่อง

 

In my preferential order

 

1. PUELLA MAGI MADOKA MAGICA THE MOVIE PART 2: ETERNAL (2012, Akiyuki Shinbo, Yukihiro Miyamoto, Hiroyuki Terao, Japan, animation, 109min, A+30)

 

หนัง “สาวน้อยเวทมนตร์” ภาคหนึ่งกับภาคสองนี่น่าจะถือเป็น one of my most favorite animations of all time ไปเลย กราบตีนมาก ๆ นึกว่าเอาเรื่องอจินไตยมาทำเป็นหนัง ถ้าดูแล้วคิดตามไปเรื่อย ๆ อาจจะกลายเป็นบ้าได้ 55555

 

ชอบสุดขีดที่มันเริ่มต้นด้วยการนำเสนอเรื่องราวของเด็กสาวคิกขุน่ารัก ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับไปเรื่อย ๆ สู่การตั้งคำถามต่อพระเจ้าและการดำรงอยู่ของจักรวาล ชอบความพยายามของตัวละครในการแก้ไขกฎเกณฑ์ของจักรวาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอินด้วยมาก ๆ

 

2. MATE เพื่อนสัมพันธ์ (2026, Worraphop Polbundit วรภพ ผลบัณฑิต, 26min, A+30)

 

3. ICE-SKATING CLASS (2026, นันทนัช กรุงศรีเมือง, 25min, A+30)

 

4. WEETHARA IS A GOATMAN วีธราเป็นมนุษย์แพะ (2026, Adisorn Klomkleaw อดิศร กลมเกลียว, 26min, A+30)

 

5. THE WAVE OF STILL นะโมกินหมา (2026, Prem Plittapolkranpim, 20.42min, A+30)

 

6. เหรียญสลึง (2026, รัฐธนินท์ จรรยาประเสริฐ, 15.45min, A+30)

 

7. PARADISE LOST วิมานลอย (2026, Nongnapas Veeraphol, 30min, A+30)

 

8. MOTHER, ALGORITHM (2026, ศิระ บูรณะศรี, 22.30min, A+30)

 

9. WU WEI (2026, พอฤทัย แซ่หลิน, 8min, A+30)

 

10. FAMILY PORTRAIT (2026, ณภัทร อุนนะนันทน์, 14min, A+30)

 

11. LAST RIDE (2026, กุลนันท์ ศรีทองสุข, 30min, A+30)

 

12. ผู้เป็นที่รัก (2026, ไอริณ พวงกิจจา, 18min, A+30)

 

13. MIMOSA (2026, กัญญภา ตู้บรรเทิง, 34min, A+25)

 

14. STRAIGHTFORWARD (2026, นภชนก ปัญญะปูญ, 32.16min, A+)

 

15. MEMORY ON THE ROCKS (2026, ภูภิภัทร์ บูรณตระกูล, 30min, A+)

 

16. LOVE-LY 7 วันนี้ลี่จะมีแฟน (2026, นุชประวีณ์ รัตนเพียรชัย, 26min, A+)

 

17. SOMEWHERE OVER THE RAINBOW (2026, มนวัต วรรัตน์, 29min, A)

 

หนังที่เราชอบน้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความดีไม่ดีของหนังแต่อย่างใดนะ แต่เป็นเพราะว่าเรามักจะไม่อินกับหนัง genre นั้น ๆ น่ะ โดยเฉพาะหนัง comedy กับหนัง romantic ที่เราดูแล้วมักจะไม่ค่อยอิน เพราะฉะนั้นไม่ว่าหนัง romantic เรื่องนั้นจะทำออกมาดีแค่ไหน เราดูแล้วก็อาจจะไม่อิน และอาจจะชอบหนังเรื่องนั้นน้อยกว่าหนังเรื่องอื่นๆ อยู่ดีจ้ะ

 

Monday, October 26, 2026

DREAM RENDER VS. GROK

 

เห็น Facebook บอกว่าให้เราใช้ DREAM RENDER สร้างวิดีโอเอไอฟรีได้ เราก็เลยทดลองใช้ดู จะให้สร้างคลิป “Madam Koi Koi ปะทะผีกองกอย” แต่ปรากฏว่า พอส่งคำสั่งเข้าไป DREAM RENDER บอกว่า This request can't be generated because it may go against content policies. เราก็เลยกลับไปใช้ grok ตามเดิมแทน แต่ก็แอบงงว่า การสร้างวิดีโอ “Madam Koi Koi ปะทะผีกองกอย” มัน go against content policies ตรงไหน

 

คลิปนี้สร้างโดย grok นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1120998757173681

+++

 

เราเคยดูแค่ 2 จาก 10 เรื่อง ซึ่งก็คือ RAFIKI (2018, Wanuri Kahiu, Kenya) กับ TALKING ABOUT TREES (2019, Suhaib Gasmelbari, Sudan, documentary) หวังว่าจะได้ดูอีก 8 เรื่องที่เหลือในอนาคตนะ

https://web.facebook.com/photo?fbid=1570815911739385&set=a.609133737907612

+++

 

เปรียบเทียบ DREAM RENDER กับ GROK ในการสร้างคลิปเอไอ

 

เราทดลองส่งคำสั่งเดียวกันให้ Dream Render และ Grok สร้างคลิปเอไอ A TEDDY BEAR IN AFGHANISTAN ผลที่ได้ก็คือสองคลิปข้างล่างนี้ คลิปของ Dream Render ผู้ชายจะใส่กางเกงขายาว แต่คลิปของ Grok ผู้ชายจะใส่กางเกงขาสั้น ทั้ง ๆ ที่เราใช้คำสั่งเดียวกันในการสร้างสองคลิปนี้

 

คลิปของ Dream Render ดู professional กว่า แต่ผู้ชายแต่งตัวมิดชิดกว่า ส่วนคลิปของ Grok ดูฮามาก ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจในตอนจบ แต่กล้าโชว์เรือนร่างของผู้ชายมากกว่า Dream Render

 

คลิปของ Dream Render ไม่มี voiceover และบทสนทนาใด ๆ ส่วนคลิปของ Grok นั้นมันแต่งบทสนทนาขึ้นมาเอง ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้สั่งมัน

 

ก็เลยรู้สึกว่าคุณสมบัติเด่นของ Grok คือการสร้างคลิปที่ตอบสนองความต้องการทางเพศ และการสร้างความฮาโดยไม่ได้ตั้งใจ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02Rzy5PqM7a6ybetm4a3uzApXHWrTr483msLbyt7W8RahNwxPhKnBxDFQ6urNits3Yl

 

Saturday, October 24, 2026

RENOIR VS MOVING VS YI YI IN SENSES OF CINEMA

 

หลังจากเราได้ฟังเทป podcast ของคุณอรรถ บุนนาค เรื่องการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน เราก็อยากอ่านการ์ตูนเรื่อง THE POE CLAN (1972-1976, Moto Hagio) มาก ๆ เพราะมันได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือการ์ตูนระดับคลาสสิค

 

ตอนนี้เราก็เลยดีใจสุดขีดที่พบว่า จะมีการฉายหนัง/ละครเวที เรื่อง THE POE CLAN ที่ SF Central World ในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.นี้ โดยหนัง/ละครเวทีเรื่องนี้ มีความยาว 3 ชม. 30 นาที โดยการแสดงนี้ใช้ภาษาญี่ปุ่น และมีซับไตเติลภาษาไทยกับภาษาจีนให้ด้วย

 

ถึงแม้เราไม่ได้อ่านตัวการ์ตูน THE POE CLAN แต่การได้ดูการแสดงละครเวทีเรื่องนี้บนจอภาพยนตร์ ก็คงจะช่วยทดแทนได้เป็นอย่างดี

+++

 

WATER LINE (2024, Torlarp Larpjaroensook, video installation, 2.27min)

 

ดูที่หอศิลป์ ราชดำเนิน

+++

 

RIP RYU MURAKAMI (1952-2026)

 

เขาเคยกำกับภาพยนตร์ 6 เรื่อง ซึ่งเราไม่เคยดูเลย แต่เราอยากดูหนังที่เขากำกับมาก ๆ ทั้ง ALMOST TRANSPARENT BLUE (1979), “IT’S ALL RIGHT, MY FRIEND” (1983), WELTER - WEIGHT (1987), RAFFLES HOTEL (1989), TOKYO DECADENCE (1992), KYOKO (1996)

 

ภาพจาก TOKYO DECADENCE ที่มี Yayoi Kusama ร่วมแสดง เราจำได้ว่า เราเคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในนิตยสาร “ฟิล์มวิว” ในช่วงราวปี 1992-1993 และเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่จนป่านนี้เวลาผ่านมานาน 34 ปี เราก็ยังหาหนังที่น่าดูสุดขีดจำนวนมากมายหลายเรื่องจากนิตยสารฟิล์มวิวมาดูไม่ได้อยู่ดี

 

TOKYO DECADENCE

https://www.imdb.com/title/tt0105622/?ref_=nm_flmg_job_1_accord_1_cdt_t_2


++++

 

บทความอีกชิ้นที่เราชอบมาก ๆ ใน Senses of Cinema ฉบับ 119 ก็คือบทความนี้ของ Bea Phi ที่เปรียบเทียบหนัง 3 เรื่อง -- RENOIR (Chie Hayakawa), MOVING (Shinji Somai) และ YI YI (Edward Yang) ซึ่งพอเราอ่านบทความนี้แล้วมันก็ทำให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดเราถึงชอบ MOVING มากที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ (ลิงค์อยู่ในคอมเมนท์)

https://www.sensesofcinema.com/2026/feature-articles/think-of-the-children-childlike-wonder-and-death-in-the-films-of-chie-hayakawa-shinji-somai-and-edward-yang/

+++

 

เห็นเพื่อนโพสท์ถึงหนัง CANNIBAL HOLOCAUST เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนเด็ก ๆ เราอยากดูหนัง “เปรตเดินดินกินซอมบี้” หรือ ZOMBIE HOLOCAUST (1980, Marino Girolami, Italy, 84min) มาก ๆ เพราะเราเห็นชื่อหนัง “เปรตเดินดินกินซอมบี้” แล้วมันกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในไทยในปี 1983 ซึ่งตอนนั้นเรามีอายุ 10 ขวบ และครอบครัวของเราไม่พาเราเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อไปดูหนังแบบนี้อย่างแน่นอน 5555 ซึ่งกว่าเราจะกล้าเข้าโรงหนังคนเดียวก็ต้องรอจนถึงปี 1987 เมื่อเรามีอายุ 14 ปี และปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่ได้ดู “เปรตเดินดินกินซอมบี้” เสียที

 

Friday, October 23, 2026

LITTLE SPARKERS แสบพลังสปาร์คส VOL.1 (2026, graphic novel)

 

Films seen on Wednesday 21 October 2026

 

In my preferential order

 

1. THE BLACK BALL (2026, Javier Ambrossi, Javier Calvo, Spain, queer film, 155min, A+30)

 

เราซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้ที่ House Samyan สองรอบต่อกันเลย เพราะว่าตอนดูรอบแรกเราหลับ ๆ ตื่น ๆ ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังรอบแรกเสร็จ เราก็เลยซื้อตั๋วหนังรอบสองเพื่อเข้าไปดูช่วง 1 ชั่วโมงแรกใหม่อีกครั้ง ไม่งั้นมันจะคาใจว่าเราหลับไปในช่วงไหนบ้าง หรือเราพลาดฉากอะไรไปบ้างในหนังเรื่องนี้

 

2. EXTENDED RELEASE (2020, Pratchaya Phinthong, video installation, 8.59min)

 

3. ISLAND FOUNTAIN (2024, Nawin Nuthong, video installation, 1min)

 

4. BAZAAR (2024, Nawin Nuthong, video installation, 1min)

 

ในงานวิดีโอทั้งสองชิ้นของ Nawin Nuthong นั้น ตัวป้ายบอกว่า วิดีโอแต่ละชิ้นยาว 1 นาที แต่เราใช้เวลาหลายนาทีมากในการดูงานวิดีโอสองชิ้นนี้ 55555 เพราะเราพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่องเล็ก ๆ แต่ละช่องในวิดีโอสองชิ้นนี้ เราก็เลยชอบงานวิดีโอสองชิ้นนี้มาก ๆ กราบมาก ๆ

 

5. FRICTION CURRENT: MAGIC MOUNTAIN PROJECT (2019, Jiandyin, video installation, 23.52min)

 

6. WATER LINE (2024, Torlarp Larpjaroensook, video installation, 2.27min)

 

ตัววิดีโอไม่ได้มีอะไรมาก แต่เราชอบตัวงานศิลปะที่มาคู่กับตัววิดีโอนี้

 

7. PART III: THE ETERNAL RECORD (2025, Pathompon Tesprateep, video installation, 12.06min, second viewing)

 

8. PART I: PLENG-KROM-DEK (LULLABY) (2019, Pathompon Tesprateep, video installation, 8.24min)

 

เราเพิ่งรู้ว่ามี “ภาษาเจ๊ะเห” อยู่ด้วย ประทับใจมาก ๆ ที่งานวิดีโอนี้ช่วยบันทึกภาษาเจ๊ะเหเอาไว้

 

สรุปว่าเราชอบหนัง/ภาพเคลื่อนไหว ทั้ง 8 เรื่องที่เราได้ดูในวันพุธในระดับ “ชอบสุดขีด” นะ ถือเป็นวันที่ดีงามมาก ๆ เพราะเราได้ดูหนัง/ภาพเคลื่อนไหวที่เราชอบสุดขีดถึง 8 เรื่องติดต่อกัน

 

และเราก็ได้ดูนิทรรศการ “สูงกว่าฟ้าต่ำกว่าหญ้านิดเดียว” ที่หอศิลป์ ราชดำเนินด้วย

 

ISLAND FOUNTAIN (2024, Nawin Nuthong, video installation, 1min)

+ BAZAAR (2024, Nawin Nuthong, video installation, 1min)

 

ในงานวิดีโอทั้งสองชิ้นของ Nawin Nuthong นั้น ตัวป้ายบอกว่า วิดีโอแต่ละชิ้นยาว 1 นาที แต่เราใช้เวลาหลายนาทีมากในการดูงานวิดีโอสองชิ้นนี้ 55555 เพราะเราพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่องเล็ก ๆ แต่ละช่องในวิดีโอสองชิ้นนี้ เราก็เลยชอบงานวิดีโอสองชิ้นนี้มาก ๆ กราบมาก ๆ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1116832694039044

 ---------

เห็นคลิปในคดีนี้แล้วนึกถึงฉากนึงในหนังเรื่อง WE’RE NOTHING AT ALL (2026, Herman Yau, Hong Kong, queer film, A+30)

+++

 

เพิ่งฟังเทปนี้จบ ฟังแล้วก็ทำให้อยากดูหนังเรื่อง BLANCANIEVES (SNOW WHITE) (2012, Pablo Berger, Spain) กับละครเรื่อง MINDHUNTER (2017-2019) มาก ๆ เพิ่งเห็นว่า MINDHUNTER นี่กำกับโดย David Fincher, Carl Franklin, Andrew Douglas, Asif Kapadia, Tobias Lindholm, Andrew Dominik คือแค่เห็นชื่อผู้กำกับก็กราบแล้ว

 

+++

 

อยากกิน “ผักตู่ไทยป่า” มาก ๆ อยากรู้ว่ารสชาติของมันเป็นอย่างไร

 

เมื่อกี้เราลอง google หาข้อมูลเพิ่มเติม ก็เลยเพิ่งรู้ว่า มันมี “กะเพราผี” หรือ “ผักตู่วิเศษ” ด้วย เป็นพืชที่มักใส่ในแกงป่า แกงอ่อม และใช้ไล่ยุงได้ด้วย เราก็อยากลองกิน “กะเพราผี” ด้วยเหมือนกัน

++

 

LITTLE SPARKERS แสบพลังสปาร์คส VOL.1 (2026, graphic novel)

 

เนื้อเรื่องโดย สนธยา ทรัพย์เย็น และ ศุภโมกข์ ศิลารักษ์

วาดภาพโดย เกศรา จันทร์แดง

 

1. สนุกดี แต่เสียดายที่มันเป็นเพียงแค่เล่ม 1 มันยังไม่จบ เราคนอ่านก็เลยต้องรอดูกันต่อไป ว่าเนื้อเรื่องมันจะดำเนินต่อไปอย่างไร 55555

 

2. เหมือนมันเหมาะจะนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละครมาก ๆ เพราะว่าตัว graphic novel เล่มนี้มันชี้แนะไว้หมดแล้วว่า ถ้าหากมันถูกนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ ตัวละครแต่ละตัวควรจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร, ตัวละครควรจะแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมามากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญก็คือ “จังหวะการตัดต่อ” ของแต่ละฉากแต่ละซีน ควรจะเป็นอย่างไร

 

3. ช่วงแนะนำตัวละครในช่วงแรกของหนังสือเล่มนี้ แอบนึกถึงหนังเรื่อง DOCTOR SLEEP (2019, Mike Flanagan) ที่เปิดเรื่องด้วยการทยอยแนะนำตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงแต่ละตัว แต่ว่าในนิยายเรื่องนี้ ตัวละครแต่ละตัวที่ถูกแนะนำในช่วงต้นเรื่อง มีอิทธิฤทธิ์เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น 55555 ซึ่งก็เข้ากับจุดประสงค์หลักของเรื่อง

 

4. ดีใจที่มีการพาดพิงถึง SUKEBAN DEKA สิงห์สาวนักสืบ และ Yoko Minamino ในนิยายภาพเล่มนี้ด้วย 55555

 

5. ตัวละครเยอะ แต่นิยายเรื่องนี้ก็แจกแจงลักษณะของตัวละครแต่ละตัวได้ดี ทำให้เราไม่สับสน ทั้งชัย, สมาน, วัน, น้ำหวาน, จอร์จ, โย่ง, ครูสกล, พี่หนุ่ม และพี่พร

 

6. ชอบที่ชีวิตตัวละครมันถูกรายล้อมไปด้วยปัญหามากมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่ประสบพบเจอได้ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะในไทย ทั้งปัญหาความยากจน, คนไร้รัฐ, การยุบโรงเรียนในชนบท, จีนเทา, อิสราเอล, สนามกอล์ฟ, ทุนต่างชาติกับที่ดินทำกินของไทย, การผูกขาดต่าง ๆ ในระบบทุนนิยม, เกษตรพันธสัญญา, การปลูกข้าวโพดจนอาจจะกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม, ระบบเส้นสาย, การรีดไถของตำรวจ, etc.

 

ก็หวังว่าจะได้อ่านต่อเล่ม 2 และก็หวังว่าจะมีการนำ graphic novel เล่มนี้ไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ด้วยนะ

+++

 

ทดลองดูว่าเอไอเข้าใจจิตร โพธิ์แก้วมากน้อยแค่ไหน

 

เราทดลองให้ AI “Create a poster of an imaginary film from an imaginary director that Jit Phokaew would really worship wholeheartedly”

 

แล้วเอไอก็สร้าง poster หนังเรื่อง THE WEIGHT OF THE UNWATCHED หรือน้ำหนักของเฟรมที่ยังไม่ถูกมอง ที่กำกับโดย Narin Thongchai ออกมา พร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้น ซึ่งพอเราอ่านคำอธิบาย เราก็พบว่า เอไอมันเข้าใจไปเองว่า หนังที่เราจะ worship wholeheartedly ก็คือหนังเกี่ยวกับชีวิตของเราเอง 55555

 

แต่เอไอเข้าใจถูกต้องเรื่อง “สไตล์” ของหนังที่เราชอบ และมันก็เข้าใจอีกด้วยนะว่า เรามักจะหมกมุ่นกับ “หนังที่ตัวเองอยากดู แต่ยังไม่ได้ดู”

 

เสร็จแล้วเราก็ทดลองเอาคำอธิบายนั้นไปให้ AI สร้างเป็น trailer ออกมา แล้วก็ได้ผลออกมาดังคลิปนี้

 

เอไอเป็นคนแต่งชื่อผู้กำกับ Narin Thongchai ขึ้นมาเองนะ ซึ่งมันไปซ้ำกับชื่อคนจริง ๆ แต่เราไม่ได้มีเจตนาพาดพิงถึงบุคคลจริงใด ๆ นะ ชื่อผู้กำกับนี้เป็นชื่อของบุคคลสมมุติที่เอไอมันแต่งขึ้นมาเอง

 

อันนี้เป็นคำอธิบายจากเอไอเกี่ยวกับหนังเรื่อง THE WEIGHT OF THE UNWATCHED น้ำหนักของเฟรมที่ยังไม่ถูกมอง:

 

Narin Thongchai is a fictional reclusive Thai director who has spent decades making only one kind of film: extremely long, almost diary-like works (usually 4–6 hours) that sit somewhere between observational documentary, personal essay, and quiet fiction. He rarely appears in public, works with non-actors, and has almost no interest in conventional narrative or commercial release. His reputation exists almost entirely inside the short-film and experimental circuits.

 

THE WEIGHT OF THE UNWATCHED follows a man who has attended the same short-film marathon for more than twenty years. Instead of telling a story about him, the film simply stays with him—watching the films, waiting between screenings, walking home, lying in bed later replaying fragments. Over the course of its length, the short films he has seen begin to reappear not as quotations but as faint after-images that mix with his own memories of places, people, and years that have passed. Nothing is explained. The film trusts that the act of sustained, repeated looking is already meaningful.

 

It would land as an A+30 for Jit because it treats the private ritual of long-term film-watching with the same seriousness and tenderness that other directors reserve for grand historical or romantic subjects. It has the patience of Hamaguchi, the ghostly memory of Apichatpong, the diary impulse of Jonas Mekas, and the quiet respect for small cinematic moments that defines the short-film world Jit has followed for decades—without ever trying to flatter or summarize that world. It simply stays inside it.

 

ความเห็นของเรา: ตอนนี้เอไอเข้าใจถูกต้องว่าเราชอบหนังแนวไหน แต่ดูเหมือนว่าเอไอจะเข้าใจไปเองว่า หนังที่เราจะ worship wholeheartedly ก็คือหนังเกี่ยวกับชีวิตของเราเอง และสิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเอไอยังไม่สามารถคิดสร้างสรรค์อะไรจริง ๆ ตรงจุดนี้ได้

 

และเมื่อเราดูคลิปที่ออกมา เราก็พบว่าเอไอยังไม่สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวให้ใกล้เคียงกับแนวหนังที่เราชอบจริง ๆ ได้ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะถ้าหากเอไอมันเก่งเกินไป เราก็คงกลัวมันเหมือนกัน 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/2355617401855835