Tuesday, July 14, 2026

MY EROTIC DREAM OF SECURITY GUARDS

 

ดีงามมาก ๆ ค่ะที่มีเพื่อนช่วยกันดูหลาย ๆ เวอร์ชั่นเปรียบเทียบกัน ส่วนเราเคยดูแค่เวอร์ชั่นต้นฉบับของอิตาลี PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) และเราก็ขอเดาเอาเองว่า การที่หนังอิตาลีเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคแล้วราว 30 เวอร์ชั่น ปัจจัยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมันใช้ทุนสร้างต่ำ เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันก็เป็นแค่ตัวละครกลุ่มหนึ่งคุยและทะเลาะกันในบ้านตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง มีตัวละครออกไปนอกบ้านแค่ราว 3% ของหนังได้มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด คือมันเป็นหนังอิตาลีที่พึ่งพา “บทภาพยนตร์ที่ออกแนว humanist” (และจริง ๆ แล้วตัวบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็น่าจะคล้าย ๆ บทละครเวทีดี ๆ เรื่องนึง) และ “ฝีมือการแสดงของนักแสดง” น่ะ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ต้องพึ่ง “ทุนสร้างสูง” แต่อย่างใด

 

เราก็เลยเดาว่าปัจจัยเรื่องทุนสร้างต่ำนี่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้หนังเรื่องนี้ถูกนำไปรีเมคราว 30 เวอร์ชั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าเวอร์ชั่นรีเมคแต่ละอันมันจะยังคงความดีงามได้เหมือนเวอร์ชั่นต้นฉบับหรือเปล่า

+++

 

ช่วง ผลพวงจากการดูหนังในงาน Wildtype Middleclass

 

เมื่อวันเสาร์เราได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT (กะ ดึก) (2024, รตินธรรม ตั้งตรงศักดิ์, 69min, A+30) ในงาน Wildtype Middleclass และเมื่อวันอาทิตย์เราก็เขียนถึงภาพยนตร์ไทย 4 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับยามรักษาความปลอดภัยหนุ่ม เราก็เลยเดาว่า สิ่งนี้มันคือสาเหตุของ “ฝันดีน่าตบ” ของเราในคืนวันอาทิตย์ค่ะ 555

 

คือเมื่อคืนเราฝันดีจนพอตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องขอจดบันทึกเก็บไว้ เราจำเหตุการณ์ในฝันช่วงแรก ๆ ไม่ได้ เราเริ่มจำเหตุการณ์ได้ก็เป็นตอนที่เราอยู่ในสถานที่ที่คล้าย ๆ โรงยิม แล้วเราก็สงสัยว่า “นี่กูกำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่าวะ”

 

เราก็เลยทดสอบตัวเองว่ากำลังอยู่ในความฝันหรือเปล่า ด้วยการทดลองลอยตัวขึ้นจากพื้น ปรากฏว่าเราลอยขึ้นมาได้จริง ๆ แล้วเราก็เลยทดลองเหาะทะลุฝาผนังของโรงยิม ก็ปรากฏว่าเราสามารถเหาะทะลุฝาผนังออกมาได้ เราก็เลยรู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ในความฝัน

 

เราก็เลยคิดว่า เราขอลองเหาะสำรวจโลกในความฝันของเราดูดีกว่า เราอยากรู้ว่ามันมีอะไรน่าสนใจในโลกความฝันของเราบ้าง แล้วเราก็พบว่า เราเหมือนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนึงในชนบทไทย มีบ้านไม้หลาย ๆ หลัง มีชาวบ้านเดินไปเดินมา มีหนุ่ม ๆ ด้วย

 

เราก็เลยคิดว่า เนื่องจากนี่เป็นโลกในความฝันของเรา เพราะฉะนั้นเราน่าจะทำอะไรก็ได้ เราก็เลยควรจะฉวยโอกาสนี้ ร่วมรักกับหนุ่มหล่อหลาย ๆ คนในโลกแห่งความฝันนี่เลยดีกว่า เดี๋ยวเราจะเหาะไปที่ที่มีคนเยอะ ๆ น่าจะเป็นตลาดสดกลางหมู่บ้าน แล้วร่วมรักกับหนุ่ม ๆ กลางตลาดสดที่นั่น แต่เราต้องหาฟูกนอนนุ่มๆ ไปรองตัวเราก่อน เราไม่อยากร่วมรักบนพื้นถนนกลางตลาด เดี๋ยวเจ็บหลัง

 

เราก็เลยเหาะเข้าบ้านไม้หลังต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอน 555555 แล้วเราก็เจอ “กระจก” อยู่ในบ้านไม้หลังนึง เราก็เลยเหาะไปส่องกระจก เพราะเราอยากรู้ว่าหน้าตาของตัวเราในความฝันเป็นอย่างไร ปรากฏว่ากระจกนั้นสะท้อนภาพ “คนไม่มีหัว” หรือคล้าย ๆ “ผีหัวขาด” น่ะ คือเหมือนเห็นคน + เสื้อผ้าอยู่ในกระจก แต่ส่วนหัวหายไป

 

แต่เราไม่ตกใจนะ เพราะเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วเมื่อราวสัปดาห์ก่อน คือเมื่อสัปดาห์ก่อนเราก็รู้ตัวว่าเราอยู่ในความฝัน แล้วในฝันอันนั้น เราส่องกระจก แล้วพบว่าเงาสะท้อนของเราในกระจกมันไม่มีหัว เราก็เลยตกใจ แล้วก็คิดว่า มีผีหัวขาดมาเข้าฝันเราหรือเปล่า เราก็เลยถามไปว่า “เธอต้องการอะไร ให้พูดมาตรง ๆ” แต่เงาไร้หัวในกระจกก็ไม่ได้ตอบอะไร

 

พอเราเจอเงาสะท้อนไร้หัวอีกครั้งในความฝันเมื่อคืนวันอาทิตย์ เราก็เลยเฉย ๆ ชิล ๆ คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติในความฝัน เราก็เลยเหาะทะลุบ้านไม้ต่าง ๆ เพื่อหาฟูกนอนต่อไป แล้วเราก็เจอห้องนอนห้องนึงในบ้านไม้หลังนึง มีฟูกนอนของใครก็ไม่รู้ เราก็เลยเอาฟูกนอนนั้นขึ้นมา แล้วก็พบว่ามันเบากว่าที่คิดไว้มาก

 

เราเหาะเอาฟูกนอนออกมาจากบ้านไม้ แล้วก็พบว่า อยู่ดี ๆ ตัวเราเหาะถือฟูกนอนอยู่ในอาคารสำนักงานในกรุงเทพ (แบบในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE ของเต๋อ) เราอยู่ที่ชั้น ground ของอาคาร เราก็เลยเหาะเอาฟูกนอนนั้นออกมาจากตัวอาคาร แล้วก็เจอยามหนุ่มหล่อคนนึงอยู่หน้าตัวอาคารแห่งนั้น

 

เราก็เลยบอกยามหนุ่มหล่อคนนั้นให้วอเรียกเพื่อน ๆ ยามหนุ่มมากันอีกหลาย ๆ คน เพื่อจะได้มาร่วมรักกับเราบนฟูกนอนหน้าอาคารสำนักงานแห่งนั้น ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยวอเรียกเพื่อน ๆ ยามมา

 

เราก็นอนลงไปบนฟูก แล้วบอกให้ยามหนุ่มหล่อร่วมรักกับเรา แต่เขากลับพูดว่า “จะให้พวกผมคนละกี่บาท”

 

เราก็นึกในใจว่า นี่มันโลกในความฝันของเรา เราน่าจะเสกเงินขึ้นมาได้เองตามใจชอบ เราก็เลยตอบเขาไปว่า “ให้คนละ 1 หมื่นบาท”

 

ยามหนุ่มหล่อคนนั้นก็เลยถอดเสื้อออก เห็นกล้ามเป็นมัด ๆ เห็น six pack เขายิ้ม และกำลังจะเอนกายลงมาทับตัวเรา

 

แล้วกูก็ตื่นนอนทันทีเลยค่ะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด นี่มันอะไรกันคะ ทำไมกูต้องตื่นนอนใน moment นั้นด้วย

 

เราก็เลยเดาว่า สาเหตุส่วนนึงของความฝันเมื่อคืนนี้น่าจะเป็นเพราะกูได้ดูหนังเรื่อง NIGHT SHIFT ในงาน Wildtype Middleclass แน่ ๆ เลยค่ะ 55555

 

ภาพประกอบนี่เราให้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ

+++

 

เราก็รู้จัก Derek Jarman ครั้งแรกจากนิตยสาร Filmview ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แล้วต่อมาเราก็ได้ดู EDWARD II (1991, Derek Jarman) กับ THE GARDEN (1990, Derek Jarman) ด้วยการเช่าวิดีโอเทปจากร้านเฟม คลองสานในช่วงราวปี 1994-1995 แล้วเราก็ตื่นตะลึง ช็อกไปเลย

 

คือเหมือนก่อนหน้านั้นเรายังไม่ได้หลงใหลในภาพยนตร์มากนักน่ะ แล้วช่วงนั้นเราก็เข้าใจผิดไปเองว่า ภาพยนตร์ขั้นสุดยอดมันคงเป็นพวกภาพยนตร์ที่ชนะหรือได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มั้ง ซึ่งเราดูหนังกลุ่มนั้นแล้วก็รู้สึกว่า ภาพยนตร์พวกที่ชนะรางวัลออสการ์มันไม่ได้ “สั่นสะเทือนจิตใจ” เราได้มากเท่าบทกวี

 

แต่พอเราเช่าวิดีโอเทปของ Derek Jarman จากร้านเฟม คลองสานมาดู เราก็เลยร้องกรี๊ด เพราะเหมือนเราเพิ่งค้นพบว่า ภาพยนตร์ที่สามารถสั่นสะเทือนจิตใจเราได้มากกว่าหรือเท่ากับบทกวีมันมีอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เป็นพวกหนังดัง ๆ ในไทยหรือหนังที่ชนะรางวัลออสการ์ แต่มันเป็นหนังแบบของ Derek Jarman นี่แหละ

 

หนังของ Derek Jarman ก็เลยส่งผลให้เราเริ่มรู้ตัวว่า มีภาพยนตร์ที่อาจจะเหมาะกับเราอยู่บนโลกใบนี้ แต่เราอาจจะต้องมองหามันในจุดที่ลับแลมากยิ่งขึ้น แล้วพอเราได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany) ที่สถาบันเกอเธ่ในช่วงปลายปี 1995 เราก็เริ่มกลายเป็น cinephile ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

+++

 

อยากดู MY BRILLIANT CAREER (1979, Gillian Armstrong, Australia) อย่างรุนแรงมาก ๆ หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่องนี้มาเข้าฉายในไทย

+++

 

EATING TOKYO (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 24:09mins)

+ THE MAN (2025, Parinot Kunakornwong, black porcelain, storage cases, Tokyo map chewed by the artist)

 

วิดีโอนี้นำเสนอฉากที่ตัวศิลปินยัดแผนที่กรุงโตเกียวเข้าไปในปากแล้วเคี้ยว เรายืนดูตัววิดีโอนี้แค่ราว 5 นาทีนะ ไม่ได้ยืนดูตลอด

 

เหมือนตัววิดีโอนี้สัมพันธ์กับงาน THE MAN ที่วางไว้ใกล้กัน เพราะแผนที่กรุงโตเกียวที่ถูกเคี้ยวแล้ว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน THE MAN ด้วย

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

มีภาพยนตร์เรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME ของ Chulayarnnon Siriphol + จิดาภา จิรยั่งยืนยง ฉายในเทศกาลนี้ด้วยนะ ซึ่งเราว่าเราเคยดูหนังเรื่อง GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) แล้วนะ แต่พอเราอ่านเรื่องย่อของหนังที่จะฉายในเทศกาลนี้ เราก็ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องเดียวกันกับที่เราเคยดูหรือเปล่า 55555

 

สรุปว่ามันคือหนังคนละเรื่องกับ GIVE US A LITTLE MORE TIME (2020, Chulayarnnon Siriphol) ใช่ไหม 555 เพราะเหมือนเราไม่เคยเห็นฉากนี้มาก่อน

https://web.facebook.com/photo?fbid=1084203017280873&set=a.204432178591299

 

+++

 

RIP SAM NEILL (1947-2026)

 

จริง ๆ แล้วเราแทบไม่ได้ดูหนังของเขาในช่วงทศวรรษ 2010 และ 2020 เลยนะ (เพราะเราไม่ได้ตามดูหนังชุด JURASSIC WORLD ด้วย) แต่เรากลับรู้สึกว่าเขาแทบไม่ได้หายไปจากการรับรู้ของเราเลย เพราะว่าหนังเก่า ๆ ของเขาเป็นหนังที่ยังคงถูก cinephiles หยิบยกมาพูดถึงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น POSSESSION, THE PIANO, UNTIL THE END OF THE WORLD, IN THE MOUTH OF MADNESS, etc. เราก็เลยเหมือนเห็นหน้าเขาใน facebook เป็นระยะ ๆ ทั้ง ๆ ที่เราแทบไม่ได้ดูหนังใหม่ ๆ ของเขาเลยในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หรือถึงเราได้ดู มันก็เป็นหนังที่เขารับบทเป็นตัวประกอบมาก ๆ

 

หนัง/ละครของเขาที่เราเคยดู รวมถึงเรื่อง

 

1. POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany)

 

2. THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol, USA/France, miniseries)

 

3. PLENTY (1985, Fred Schepisi, UK)

 

4. STRONG MEDICINE (1986, Guy Green, UK, miniseries)

 

5. DEAD CALM (1989, Phillip Noyce, Australia)

 

6. THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan, USA)

 

7. UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders, Germany)

 

8. ONE AGAINST THE WIND (1991, Larry Elikann, Luxembourg)

 

9. THE PIANO (1993, Jane Campion, New Zealand)

 

10. JURASSIC PARK (1993, Steven Spielberg, USA)

 

11. SIRENS (1994, John Duigan, Australia)

 

12. IN THE MOUTH OF MADNESS (1994, John Carpenter, Canada)

 

13. CHILDREN OF THE REVOLUTION (1996, Peter Duncan, Australia)

 

14. SNOW WHITE: A TALE OF TERROR (1997, Michael Cohn, Czech)

 

15. DIRTY DEEDS (2002, David Caesar, Australia)

 

16. YES (2004, Sally Potter, UK)

 

17. WIMBLEDON (2004, Richard Loncraine, UK)

 

18. ANGEL (2007, François Ozon, France)

 

19. DAYBREAKERS (2009, Michael Spierig, Peter Spierig, Australia)

 

20. PETER RABBIT (2018, Will Gluck, UK)

 

--ถ้าหากเทียบ Sam Neill กับนักแสดงไทย เราก็แอบนึกถึงคุณ “อดุลย์ ดุลยรัตน์” ในแง่ที่ว่า ทั้งสองมักไม่ได้รับบทเป็น “พระเอก” ที่ได้ขายฝีมือทางการแสดงของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่มักรับบทเป็น “ตัวประกอบ” ทั้ง ๆ ที่ทั้งคู่ก็แสดงดีมาก ๆ

 

--คือ Sam Neill อาจจะมีสถานะเป็นพระเอกในหนังหลายเรื่องนะ แต่เขาก็มักจะไม่ใช่ “ตัวดำเนินเรื่อง” ในหนังเรื่องนั้น ๆ น่ะ และก็อย่างที่คุณ Graiwoot Chulphongsathorn เคยเขียนไว้ว่า “คือความพิเศษของ Sam Neill คือการที่เขามักเป็น “พระเอก” ที่เป็นคนสมทบคนอื่นได้ดี กลายเป็นว่า ใครเล่นกับเขาจะดัง แต่เขาจะไม่ดัง”

 

Monday, July 13, 2026

FOUR THAI FILMS ABOUT NIGHT GUARD

 

แอบสงสัยว่า การที่ Shinji Somai เลือก Rentaro Mikuni มานำแสดงใน THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, A+30) นั้น เป็นเพราะ Shinji ต้องการพาดพิงถึงหนังเรื่อง THE BURMESE HARP (1956, Kon Ichikawa, Japan, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าตัวละครที่ Rentaro Mikuni แสดงในหนังทั้งสองเรื่องนี้ มีความใกล้เคียงกันมากในระดับนึง เพียงแต่ว่าตัวละครตัวนึงไปก่อกรรมในฟิลิปปินส์ ส่วนอีกตัวนึงไปอยู่ในพม่า

+++

20. THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

ตัวละครเด็กในหนังเรื่องนี้ พูดคำว่า TADAIMA ตอนวิ่งกลับไปเอาหินลับมีดที่บ้าน

+++

 

PARASITE FAMILY (2021, Prapat Jiwarangsan, video installation, 5min)

 

THE FAMILY (2025, Prapat Jiwarangsan, video installation, 3min)

 

ตัววิดีโอจริงไม่ได้มีปื้นดำ ๆ แบบนี้นะ พอดีเราใช้มือถือถ่ายรูปจอทีวี แล้วมันก็เลยเกิด effect ทางภาพแบบนี้ และส่งผลให้ภาพที่ออกมาแตกต่างจากตัววิดีโอจริง

 

PARASITE FAMILY NO.3 (2024, Prapat Jiwarangsan)

 

THE MARRIAGE OF COUPLES NO. 1 (2025, Prapat Jiwarangsan)

 

THE MARRIAGE OF COUPLES NO. 2 (2025, Prapat Jiwarangsan)

+++

 

I worship Frank Beyer เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนที่สถาบันเกอเธ่จัดงาน FRANK BEYER RETROSPECTIVE ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามมาก ๆ ส่วนหนังของ Frank Beyer ที่เราชอบมากที่สุดคือ HELD FOR QUESTIONING (1983)

+++

 

รู้สึกว่าถ้าหากมีการนำการ์ตูนเรื่อง CRYSTAL DRAGON ของ Ashibe Yuho มาสร้างเป็นภาพยนตร์ เพลงของ Enya + Clannad นี่แหละที่เหมาะจะนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

+++

คำถาม: ในบรรดาหนัง 4 เรื่องนี้ หนังเรื่องใดแตกต่างมากที่สุดจากหนังเรื่องอื่น ๆ (หรือหนังเรื่องใดไม่เข้าพวก)

 

1. A NIGHT ยามดึก (2013, Phongsakan Son-klin พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น, 10min)

 

2. LINEUS LONGGISSIMUS เดือด (2017, Parin Ananpati, 27min)

 

3. NIGHT SHIFT กะ ดึก (2025, Ratintham Tangtrongsak รตินธรรม ตั้งตรงศักดิ์, 69min)

 

4. GUARD TONIGHT ยามดึก (2025, Thiti Maneesri, 13min)

 

คำตอบ: ภาพยนตร์ไทยทั้ง 4 เรื่องนี้มีตัวละครพระเอกเป็นยามหนุ่มที่ทำงานกะกลางคืนเหมือนกัน แต่หนังที่ไม่เข้าพวกก็คือ A NIGHT ยามดึก (2013, Phongsakan Son-klin พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น, 10min) เพราะว่า A NIGHT ยามดึก เป็นหนังชีวิตแนว slice of life ส่วนหนังที่เหลืออีก 3 เรื่องล้วนเป็นหนังแนว horror

 

อันนี้เป็นความเห็นของคุณ Wiwat Lertwiwatwongsa ที่มีต่อหนังเรื่อง A NIGHT ยามดึก (2013)

 

“A +++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพฉายเชื่องช้าของยามกะดึก ท่ามกลางสถานที่ซึ่งเงียบเสียงลงแล้ว หนังจ้องมองยามกะดึก เดินตรวจตรา พูดคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องกับเพื่อนยาม เล่มกับแมว ปอกส้ม กายบริหาร แอบงีบหลับ มันอาจจะเป็นคืนปีใหม่อันอึกทึกพราวพรายด้วยพลุเพลิง แต่มันเป็นอีกคืนเงียบเชียบเรียบเฉยของลุงยามคนหนึ่ง คืนเงียบๆที่น่าเบื่อพอๆกับที่มันสงบ

ชอบสายตาของหนังที่เว้นระยะประมาณพอดีกับตัวละคร และความเรียบเฉยไม่พยายามอะไรมากไปกว่าจ้องมองของมัน

งดงามมากๆ

  

ดู A NIGHT ยามดึก ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=0-wt8eriHig

 

ดู LINEUS LONGGISSIMUS เดือด ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=ITHCVEbnsoU&t=701s

 

Filmsick on A NIGHT

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10152275131238576&set=a.10152296403653576

+++

 

ตอนดูหนังเรื่อง STREETS OF GLORIA (2024, Felipe Sholl, Brazil, A+30) ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF เราก็นึกถึงโพสท์นี้ของคุณ Zenki the Hunter

+++

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้แค่สองภาคแรก ซึ่งก็คือ DR. MABUSE, THE GAMBLER (1922, Fritz Lang, Germany, 155min) กับ THE TESTAMENT OF DR. MABUSE (1933, Fritz Lang, Germany) แต่เรายังไม่ได้ดูภาคสามของหนังชุดนี้ ซึ่งก็คือ THE 1,000 EYES OF DR. MABUSE (1960, Fritz Lang, West Germany)

+++

 

SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

Sunday, July 12, 2026

VARIOUS POSTS IN FACEBOOK

 สัปดาห์นี้คือสัปดาห์ของ "หนังภาค 4" โดย CARRY ON JATTA 4 นั้นฉายแบบพูด Punjabi ด้วยนะ

----
เป็น moving image อีกหนึ่งกลุ่มที่เราไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย

Edit เพิ่ม: โพสท์เดิมถูกลบไปแล้ว มันเป็นโพสท์ขายวิดีโอลิเกกับลำตัด
---
งานฉายหนังงานนี้ guests เยอะเกินคาด เพราะมีสถานทูตเยอรมนีกับสถานทูตยูเครนร่วมกันจัดงาน
---
น้ำตาจะไหล วันนี้มานั่งกินข้าวที่ NEXTOPIA แล้วได้ยินเพลง WEAK (1992) ของ SWV แต่เหมือนเป็น version ที่คนอื่นเอามาร้องใหม่ อย่างไรก็ดี การได้ยินเพลงโปรดเมื่อ 33 ปีก่อนนี่ทำให้น้ำตาจะไหลมาก ๆ

I worship SWV
---
A USEFUL GHOST ติดอันดับหนังประจำปี 2025 ของ Alain Guiraudie ในขณะที่ SUKEBAN DEKA สิงห์สาวนักสืบ (1985) ติดอันดับหนังประจำปี 2025 ของ Cat Beckstrand  กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด ดีใจที่ ซากิ อาซามิยะ ยังคงเป็นตัวละครที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมแม้เวลาผ่านมานาน 40 ปีแล้ว น้ำตาจะไหล
---
เพิ่งสังเกตว่าบนด้ามมีดมันมีเงาหรือฝ้าขาว ๆ วูบไหวไปมา เดาว่ามันเกิดจากคลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาจากอาหารที่เพิ่งผ่านการไมโครเวฟ (ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วมันคือวิญญาณที่มาขอส่วนบุญ)
---
ดีใจสุดขีดกับ Adilkhan Yerzhanov (NIGHT GOD) และ  Sandro Aguilar (UPRISE) เราชอบหนังของสองคนนี้อย่างรุนแรง
--
THE LYCHEE ROAD (2025, Da Peng, China) เหลือแค่ 4 ที่นั่งนะ
---
วันนี้มากินอาหารที่ร้าน CHEF THANOM ที่ซีคอน ศรีนครินทร์ พิซซ่าถาดใหญ่มาก และอร่อยดี น้ำมะขามที่ร้านนี้ก็อร่อยมาก วันหลังต้องหาโอกาสมากินร้านนี้อีก

วันนี้เราต้องเดินทางมาซีคอนเพื่อรีบดูงาน video installations ต่าง ๆ ก่อนที่เทศกาลหนังสั้นจะเริ่มต้นขึ้น

เดินทางด้วยรถไฟฟ้าจากราชเทวี มาซีคอน ใช้เวลาราว 1 ชม.

นึกถึงอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนตอนที่เดินทางจากราชเทวีมาซีคอน ด้วยรถเมล์ท่ามกลางแดดร้อนจัดตอนเที่ยง ในปี 1996 เพื่อดู STALKER (1979, Andrei Tarkovsky, Soviet Union, 162min,  A+30) ที่ดวงกมลฟิล์มเฮาส์ของ FILMVIRUS เหมือนตอนนั้นต้องใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงในการเดินทาง

ยุคนั้นเป็นยุคที่หนังนอกกระแส หาดูยากจริง ๆ การที่เราจะได้ดู STALKER คือต้องยอมเดินทางแบบนั้น

นึกไม่ถึงว่า 30 ปีผ่านไป เราก็ต้องถ่อมาซีคอนเพื่อดู video installations ต่าง ๆ แต่คราวนี้มาทางรถไฟฟ้านภากาศ ไม่ต้องมาทางสถุลมารค
---
ตอนแรกตกใจนึกว่ามีคนนำ HAIL MARY (1985, Jean-Luc Godard) มาฉายในฐานะหนังคลาสสิค
---
บริษัทในเครือดิสนีย์ทุ่มเงินลงทุนในภาพยนตร์ภาษา Tamil, Telugu, Kannada  และ Malayalam
https://www.reuters.com/business/media-telecom/reliance-disneys-jiohotstar-invest-444-million-south-indian-content-executive-2025-12-09/
---
ขำชื่อหนังภาษาไทยมาก ๆ "หน่วยรบผู้เชี่ยวชาญ" (2025, Aditya Dhar, India, 3hrs 32mins) รู้สึกว่ามันไม่ต้องการจะดึงดูดคนดูเลยแม้แต่นิดเดียว 5555
---
CAHIERS DU CINEMA ประกาศลิสท์ของปี 2025 ออกมาแล้ว งดงามที่สุดของที่สุด เราได้ดูไป 5  เรื่อง จาก 10 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 5 เรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้ง AFTERNOONS OF SOLITUDE, ONE BATTLE AFTER ANOTHER, YES, I ONLY REST IN THE STORM และ MIROIRS NO. 3

ตอนที่เราจัดอันดับหนังที่เราได้ดูใน BKKIFF 2025 เราให้ I ONLY REST IN THE STORM ติดอันดับ 11, MIROIRS NO. 3 ติดอันดับ 14, YES ติดอันดับ 17 และ AFTERNOONS OF SOLITUDE ติดอันดับ 23
---
ชอบหนังเรื่อง วิมานสีชมพู THE PINK REVERIE  (2025, Wachara Kanha, A+30) มาก ๆ พิศวงมาก
---
QUESTION: เพราะเหตุใด Christian Petzold กับ Lee Chang-dong ถึงสู้ "สุนันทา นาคสมภพ" ไม่ได้

ANSWER: เพราะคนนึงกำกับ AFIRE ส่วนอีกคนกำกับ BURNING เห็นชื่อหนังแล้วก็รู้เลยว่า  ทั้งสองคนนี้สมควรแพ้พ่ายให้กับผู้สร้างละครโทรทัศน์ เรื่อง "เพลิงพ่าย"
---
วันนี้ทดลองใช้เก้าอี้นวดแถวโรงหนังเป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดง ตอนแรกเราก็นึกว่ามันจะนวดเบา ๆ เราจะได้ถือโอกาสงีบหลับไป ปรากฏว่ามันนวดแรงมาก นึกว่าถูกเก้าอี้ข่มขืน ชอบเวลามันนวดก้นของเรามาก ๆ สรุปว่าสนุกดี ชอบ 55555
---
RIP RICHARD DARBYSHIRE (1960-2025) นักร้องนำวง LIVING IN A BOX เรารักเพลงของเขาอย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะเพลง ROOM IN YOUR HEART (1989) และ  DIFFERENT AIR (1989) เป็นสองเพลงที่ผูกพันกับชีวิตเราอย่างเหลือเกิน เพราะมันเป็นเพลงที่เราชอบมาก ๆ ที่เราได้ฟังในหนึ่งในช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิตตอนเรียนม.5 เพราะฉะนั้นสองเพลงนี้เลยมักทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่สุกสกาวอยู่ในความทรงจำของเราอยู่เสมอ
---
หนังใหม่ของ Teeranit Siangsanoh มีความยาวเพียงแค่ 215 นาทีเท่านั้นเอง แต่มันชนกับ Taiwan Doc Film Festival กรี๊ดดดดด
---
โปรแกรมหนังญี่ปุ่นในเทศกาลหนัง ROTTERDAM ปีหน้าน่าดูสุดขีด อยากให้มีคนยกทั้งโปรแกรมมาลงโรงฉายในไทยด้วย ทำแบบ DEX FILM FEST หรือ JAMNIME FESTIVAL ก็ได้
---
ชอบ CALM PERVAIL OVER THE COUNTRY (1975, Peter Lilienthal, West Germany, 103min) อย่างรุนแรงสุดขีด
---
วันนี้จัดห้องแล้วเลยเจอนิตยสารเก่า ๆ SIGHT & SOUND เล่ม  DEC 2010 กับ IMAGE เล่ม JUNE-JULY 2015
---
แดกอาหารเกาหลีเพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง YOUR LETTER (2025, Kim Yong-hwan, South Korea, animation, A+30)
---
เมื่อวานนี้กินอาหารเลบานอน Fatayer Spinach กับ walnut maamoul
---
ชอบสุดขีดที่ BLACK PHONE 2 เหมือนคารวะ FRIDAY THE 13TH  และ A NIGHTMARE ON ELM STREET ไปพร้อม ๆ กัน
---
David Pablos ผู้กำกับ ON THE ROAD (2025, A+30) เคยมีหนังเรื่อง THE LIFE AFTER (2014) เข้ามาฉายที่ SF Central World ด้วยนะ
---
พอเราได้ดูหนังเรื่อง RICH FLU (2024, Galder Gaztelu-Urrutia, Spain, A+30) เราก็เลยสนใจประเทศ Tanzania มากเป็นพิเศษ
---
ฉากท้าย end credit ของ THE LEGEND OF HEI 2 (2025, A+30) เป็นฉากอะไรน่ะ เรานึกว่าหนังมันจบแล้ว หลังจากขึ้นภาพโลโก้สปอนเซอร์หนังมาราว 100 บริษัท เราก็เลยกำลังจะเดินออกจากโรง แต่เรารู้สึกแปลก ๆ พอหันไปดู ก็พบว่ามีฉากท้าย END CREDIT แต่เราดูไม่ทันว่ามันเกิดอะไรขึ้นในฉากนั้น
---
พอเราได้ดู DIRECTOR'S DIARY (2025, Aleksandr Sokurov, A+30) ก็เลยได้รู้ว่า มีหนังโซเวียตอึกเป็นจำนวนเยอะมาก ๆ ที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ดูแล้วอยากเอาสมุดเข้าไปจดชื่อหนังที่ถูกเอ่ยถึงใน DIRECTOR'S DIARY มาก ๆ
---
Boris Pasternak นี่เหมือนเป็นตัวละครสำคัญตัวนึงใน DIRECTOR'S DIARY (2025, Aleksandr Sokurov, A+30) เลย เพราะหนังเรื่องนี้ใส่ text  เกี่ยวกับชีวิต Pasternak เข้ามาเรื่อย ๆ
---
Boris Pasternak นี่เหมือนเป็นตัวละครสำคัญตัวนึงใน DIRECTOR'S DIARY (2025, Aleksandr Sokurov, A+30) เลย เพราะหนังเรื่องนี้ใส่ text  เกี่ยวกับชีวิต Pasternak เข้ามาเรื่อย ๆ
---
FRANZ (2025, Agnieszka Holland, Czech/Poland)  คนจองตั๋วเยอะนะเนี่ย อยากให้มีคนซื้อหนังเรื่องนี้มาฉายในไทยมาก ๆ
---
ดีใจที่วันนี้เราวิ่งรอกดู BKKIFF แค่  CTW กับ  PARAGON เพราะถ้าหากวันนี้เราต้องวิ่งไป HOUSE SAMYAN  ด้วย เราคงสิ้นสติสมปฤดี
---
LIVING ON THE RIVER AGANO (1992, Makoto Sato, Japan, documentary, A+30)  เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในปี 2006 เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ
---
ในหนังเรื่อง ORWELL: 2+2 =5 (2025, Raoul Peck, A+30) ที่เพิ่งเข้าฉายใน BKKIFF ก็มีฉากที่ Milan Kundera ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ George Orwell ด้วย
---
หลังจากนี้เราคงไม่มีเวลาเขียนถึงหนังเรื่องอะไรอีกต่อไป จนกว่าเทศกาล BKKIFF จะสิ้นสุด ขอดูหนังในเทศกาล  + นอนให้เต็มที่ก่อนค่ะ 55555
---
เพื่อนบอกว่า การแสดงที่ดีที่สุดของ Diane Keaton อยู่ในหนังเรื่อง REDS (1981, Warren Beatty, 195min) กรี๊ดดดดด อยากดูมาก ๆ อยากให้มีคนซื้อหนังคลาสสิคเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย
---
ปีนี้หนังที่เข้าฉายในกรุงเทพมีทั้งหนังที่กำกับโดย  Kristen Stewart, Scarlett Johansson  และ สินจัย เปล่งพานิช
---
ดีใจสุดขีดที่  UNTIL THE END OF THE WORLD: DIRECTOR'S CUT (1991  Wim Wenders) เวอร์ชั่น 4 ชม. 47 นาที จะมาฉายที่ lido ในวันที่ 12 ต.ค. รอบ 12.00 น. และ THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany, A+30)   ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time จะมาฉายที่ลิโด ในวันพุธที่ 15 ต.ค.

THE LEFT-HANDED WOMAN นี่ถือเป็นหนึ่งในหนังเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิตเลย ชอบตัวละครนางเอกในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต เรามักใช้หนังเรื่องนี้เป็น  benchmark ในการวัดหนังเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงเรื่องอื่น ๆ เพื่อดูว่านางเอกในหนังเรื่องอื่น ๆ กล้าลุกขึ้นทำแบบนี้ไหม
---
เห็นสภาพเพื่อน ๆ cinephiles บางคนที่ต้องวิ่งรอกระหว่างเรื่อง และระหว่างโรง ใน BKKIFF 2025  แล้วนึกว่าถูก Laure Calamy จากหนังเรื่อง FULL TIME (2021, Eric Gravel, France, A+30) เข้าสิง แน่นอนว่ารวมถึงตัวกูด้วย สวมวิญญาณ Laure Calamy อย่างเต็มตัวค่ะ 555
---
ถึงแม้เนื้อหาใน THE MYSTERIOUS GAZE OF THE FLAMINGO (2025, Diego Cespedes, Chile, A+30)  อาจจะพูดถึงทศวรรษ 1980 แต่ประเด็นบางประเด็นในหนังเรื่องนี้ ยังคง relevant อย่างมากในโลกปี 2025
---
SONIC WEAPON DISRUPTS DIPLOMATIC RELATIONS (2020, Sung Tieu, video installation, A+30)
+ PROTECTIVE COVER (2022, Sung Tieu, sound installation)

ตอนที่เรายืนดูภาพจากวิดีโอ SONIC WEAPON พร้อมกับฟังเสียงจากงาน sound installation ไปด้วย เรารู้สึก "ตาลายและเวียนหัว" เราก็เลยสงสัยว่ามันเป็นเพราะ

1.สุขภาพร่างกายเราไม่ดี

2. เราอุปาทานไปเอง

3. ภาพจากวิดีโอมันจงใจให้เราเวียนหัว

4. sound installation จงใจให้เราเวียนหัว
---
MOVING TARGET SHADOW DETECTION (2022, Sung Tieu, video installation, 19min, A+30)
---
เมื่อกี้ลองจับเวลาตอนเดินจาก CENTRAL WORLD มาพารากอนทาง skywalk ปรากฏว่าใช้เวลาแค่ 4 นาที 30 วินาที สรุปว่าอาจจะใช้เวลาน้อยกว่า "ทางลัดทางสำนักชีสงบจิตต์" ที่ใช้เวลา 4 นาที 45 วินาที 5555 แต่เราอาจจะรู้สึกว่ามันใช้เวลานานกว่า เพราะว่ามันเจอการจราจรติดขัดตรง "ระเบียงไร้มนุษยธรรม" (anti-humanitarian corridor)  ตรงสามแยกอังรีดูนังต์ การจราจรติดขัดตรงนั้นเลยทำให้เรารู้สึกว่า มันใช้เวลานาน

แต่ถ้าออกจาก central world แล้วไปขึ้นรถไฟฟ้า เราชอบเดินไปขึ้นที่สถานีชิดลมนะ เราเคยลองเดินจับเวลาจาก central world ไปสถานีชิดลม พบว่าใช้เวลาแค่ 3 นาที 46 วินาที ซึ่งน้อยกว่าเวลาที่เดินไปสถานีสยามราว 1 นาที เพราะว่ามันไม่ต้องไปเจอการจราจรติดขัดตรงระเบียงไร้มนุษยธรรม
---
วันนี้เราดูหนังที่พารากอน แล้วต่อด้วย central world  ปกติเราจะเดินทางด้วยการเดินผ่าน skywalk แต่เรารำคาญที่ต้องเดินผ่าน inhuman corridor (ระเบียงไร้มนุษยธรรม) หรือทางแคบที่เชื่อมจากพารากอนไปสามแยกอังรีดูนังต์ เพราะตรงนั้นคนมักจะแน่นมาก เดินลำบากมากตรงช่วงนั้น วันนี้เราก็เลยทดลองเดินทางด้วยการเดินออกจากทางด้านหลังของพารากอน ผ่าน "สำนักชีสงบจิตต์" แล้วเดินมาเข้า central world พบว่าใช้เวลาเดินแบบแค่ 4 นาที 45 วินาทีตามคลิปนี้ค่ะ
---
ทำลายสถิติของตัวเองไปเรื่อย ๆ 

วันนี้เดินฝ่าพายุฝนเพื่อไปดูหนังของสามีที่ชื่อ Ryusuke Hamaguchi เรื่อง HEAVEN IS STILL FAR AWAY (2018, A+30) รอบ 12.30 ไปถึงโรงหนัง 12.47 หนังเริ่มฉายพอดี
---
LOVE ON TRIAL (2025, Koji Fukada, Japan, 124min) ตั๋วไปไวเหมือนกันนะ
---
ชอบ THEY ALL LIE (2009, Matias Pineiro, Argentina) อย่างรุนแรงสุดขีด
---
เพิ่งเห็นว่า INTIMACIES (Ryusuke Hamaguchi) มีมนุษย์จองตั๋วล่วงหน้าแค่คนเดียว ที่พารากอน สงสาร Hamaguchi
---
สรุปว่า LIKE NOTHING HAPPENED (2003, Ryusuke Hamaguchi) ที่จะฉายใน BKKIFF ยาวกี่นาที เพราะว่าใน IMDB บอกว่ายาว 98 นาที แต่เว็บไซต์ของ MAJOR บอกว่ายาว 43 นาที
---
ฉันยังไม่ได้ซื้อตั๋ว RESURRECTION เลย แต่ไม่เป็นไร ถือซะว่าปีนี้เราได้ดู SOME NIGHTS I FEEL LIKE WALKING (2024, Petersen Vargas, Philippines, A+30)  ที่ได้รับอิทธิพลจาก "ปี้กัน" ไปแล้ว 555
---
ชีวิต CINEPHILE ช่วงเทศกาลหนัง

เมื่อวานได้กินมื้อแรกของวันตอน 15.30 น. หลังกราบตีน HONG SANG-SOO ในโรงหนัง

วันนี้โชคดีหน่อย ได้กินมื้อแรกของวันตอน 13.35 น. หลังได้ดู PASSION (2008, Ryusuke Hamaguchi, Japan, A+30)  ที่พารากอน แล้วรู้สึกหิวหนุ่ม ๆ ญี่ปุ่นในหนังอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านี้ได้ดื่มแค่ "นมถั่วเหลือง" กับ "ยาธาตุน้ำขาว" ก่อนเข้าโรงไปดูหนังรอบ 11.00 น.
---
RENOIR (2025, Chie Hayakawa) ตั๋วไปเร็วเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นควรมีคนจัดงาน retrospective ของ JEAN RENOIR ได้แล้ว 55555 #ผิด
---
ฉันยังไม่ได้ซื้อตั๋วหนัง Christian Petzold, Lav Diaz กับ Mamoru Oshii เลย กรี๊ดดดดดดด ตอนแรกกะจะรอดูตารางฉายของโรง SF + MAJOR ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ หรือว่าเราควรเสี่ยงซื้อตั๋วหนังเหล่านี้ไปก่อน เพื่อรับประกันความปลอดภัย ชีวิต CINEPHILE เต็มไปด้วยความเสี่ยงจริง ๆ 55555
---
CASUALTIES OF WAR (1989, Brian De Palma) is one of my most favorite films of all time. จำได้ว่าไปดูหนังเรื่องนี้ที่โรง "ไมโครแมค" (ใต้โรงแมคเคนนา) กับเพื่อนตอนม. 5 แล้วเพื่อนร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ
---
ได้ดู HARUN FAROCKI PROGRAM 1 แล้วน้ำตาไหล ดีใจสุด ๆ ที่ได้ดูหนังของเขาอีก รู้สึกว่าเราได้อะไรจากหนังของเขาเยอะมาก ๆ

ในแง่หนึ่ง เราก็รู้สึกว่า "HARUN FAROCKI คือ พ่อบังเกิดเกล้าของ VIRIYAPORN BOONPRASERT" เพราะฉะนั้น HARUN FAROCKI ก็เลยถือว่าเป็น "ปู่ของผู้กำกับหนังไทยหลายคน" ที่ได้รับอิทธิพลจาก VIRIYAPORN BOONPRASERT 55555

หนังที่ได้ดูใน PROGRAM 1

1. TWO PATHS (1966)

หนังกระตุ้นให้เราคิดถึง "การโฆษณาชวนเชื่อทางศาสนา" ผ่านทางภาพวาด หรืออาจจะรวมไปถึง จิตรกรรมฝาผนัง

2. EVERYONE IS A BERLINER KINDL (1966)

หนังทำให้เราครุ่นคิดถึง "การจัดวางโปสเตอร์ในสถานประกอบการต่าง ๆ"

3. THEIR NEWSPAPER (1968)

หนังทำให้เรานึกถึง การใช้ "ข่าว" เป็น "อาวุธสงคราม"  ซึ่งในหนังเรื่องนี้คือสงครามเวียดนาม แต่ประเด็นต่าง ๆ ในหนัง ก็ทำให้นึกถึง สงครามกาซา กับสงครามไทย-กัมพูชา ที่ "ข้อมูล ข่าวสาร ความจริง ความลวง" ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ในยุคปัจจุบัน

ตัวละครในหนังเรื่องนี้ของ Farocki ทำให้นึกถึง LA CHINOISE (Jean-Luc Godard) และ ONE BATTLE AFTER ANOTHER ด้วย

4. THE SILVER AND THE CROSS (2010)

สุดฤทธิ์ อันนี้เป็นหนังที่เราชอบที่สุดใน PROGRAM 1  ดูแล้วแทบร้องไห้ หนังแค่กวาดสายตาไปตามจุดต่าง ๆ ในภาพวาดภาพหนึ่งจาก 18TH CENTURY แล้วให้ Cynthia Beatt บรรยายสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถพูดถึงได้เกี่ยวกับแต่ละจุดในภาพวาดนั้น แต่แค่นี้มันก็หนักหนาสาหัสมาก ๆ แล้ว

เนื้อหาส่วนหนึ่งของมันพูดถึงการที่สเปนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ + enslave ชนพื้นเมืองในเปรู

เราเพิ่งรู้ว่า สเปนเคยนำ "ชื่อนักบุญในศาสนาคริสต์" มาตั้งเป็นชื่ออ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่ที่มีการกดขี่เข่นฆ่าชนพื้นเมืองด้วย

5. NEW PRODUCT (2012)

ดูแล้วนึกถึงหลายประเด็นมาก ๆ ซึ่งรวมถึง

5.1 การที่ WORK DESK ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็น WORK SPACE โดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งมันทำให้ความเป็น individuality ในตัวพนักงานแต่ละคนลดน้อยลงไปด้วย

เหมือนเราก็อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านนั้น จาก work desk มาเป็น work space แต่เราไม่เคยสังเกตถึงสิ่งนี้อย่างจริงจังมาก่อน

5.2 architectural models ของแต่ละบริษัท อาจจะสะท้อนอะไรต่าง ๆ ได้มากกว่าที่เราคิด

5.3 corporate culture

5.4 ความไร้สาระของ corporate culture

5.5 การทำงาน/การประชุมของ  managers

เราว่าหนังเรื่องนี้กับ NOTHING VENTURED เป็น   FAROCKI ในโหมด  documentarian แบบ  Frederick Wiseman ไม่ใช่โหมด essayist แบบหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขา เพราะหนังสองเรื่องนี้สะท้อน "กลไกในระบบทุนนิยม"
---
เราได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อราว 25 ปีก่อน ตอนที่พี่เจ้ย Apichatpong จัดฉายหนังที่สำนักงานของเขาที่ลาดพร้าว จำได้ว่ามีคุณมโนธรรมกับคุณ Sasithorn ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วย แล้ว THE LONG DAY CLOSES ก็ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS OF ALL TIME ไปเลย
---
วันนี้วันแรกของ BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2025 เราได้ดู HARUN FAROCKI PROGRAM 1 ที่ HOUSE แล้วก็เดินทางต่อมาที่ CENTRAL WORLD โดยขึ้นวินมอไซค์ที่หน้าสามย่านมิตรทาวน์ ปรากฏว่าใช้เวลาแค่ 5 นาที ประทับใจมาก ๆ

เราบอกวินมอไซค์ว่าไป "สี่แยกราชประสงค์" เขาก็เลยขับจากสามย่านมิตรทาวน์ ทะลุจุฬา ไปออกถนนอังรีดูนังต์ แล้วเขาก็ทะลุเข้าด้านหลังรพ.ตำรวจ มาออกตรง SKYWALK สี่แยกราชประสงค์ ที่อยู่ตรงประตูรพ.ตำรวจ ใช้เวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้นเอง ประทับใจวินมอไซค์มาก ๆ ที่รู้เส้นทางเป็นอย่างดี

มาถึง CENTRAL WORLD แล้วเรามีเวลาเหลือเยอะมาก เราก็เลยแดกอาหารที่ FOOD COURT ชั้น GROUND FLOOR ค่ะ
---

Saturday, July 11, 2026

WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY

 

ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเขาคือใคร

 

ปี 2005 ทาง World Film Festival of Bangkok มีฉายหนังของผู้กำกับเหล่านี้ด้วย

 

1. German Kral (CUBAN MUSIC)

2. Josue Mendez (DAYS OF SANTIAGO)

3. Karen Shakhnazarov (A RIDER NAMED DEATH)

4. Emmanuel Carrere (THE MOUSTACHE)

5. Ismael Ferroukhi (GRAND VOYAGE)

6. Semih Kaplanoglu (ANGEL’S FALL)

7. Tómas Vorel (THE IMP)

8. Carlos Reygadas (BATTLE IN HEAVEN)

9. Caveh Zahedi (I AM A SEX ADDICT)

10. Dan Wolman (BEN’S BIOGRAPHY)

 

แต่เช็คดูแล้ว ผู้ชายในรูปไม่น่าจะเป็นผู้กำกับเหล่านี้ 555

+++

 

หอเย็นสีเทา (1953, น. ประภาสถิต) น่าอ่านมาก ๆ เลยครับ กรี๊ดดดดดดดดดดดด

+++

 

ใครที่เป็นแฟนคลับของหนังเรื่อง WITTGENSTEIN (1993, Derek Jarman, UK) ก็เหมาะจะซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านประกอบการดูหนังด้วยนะ

+++

 

หนึ่งในงานศิลปะที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026 ก็คือ WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY (2026, Elaine W. Ho) ในนิทรรศการ OFF-SIGHT ที่ Storage คือพอเราเข้าไปในนิทรรศการนี้ แล้วดู brochure มันก็บอกว่า มีงานชิ้นนี้อยู่ในห้องนี้ เราก็เลยเข้าไปในห้อง ก็เจอแต่ห้องโล่ง ๆ ตามภาพแรกที่เราลงไว้ เหมือนในห้องมีภาพถ่ายเล็ก ๆ อะไรไม่รู้ติดอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นภาพถ่ายที่ค้างมาจากนิทรรศการก่อนหน้านี้หรือเปล่า เราก็เลยไม่แน่ใจ ส่วนตัวห้องนั้นก็โล่ง ๆ เหมือนมีน้ำเจิ่งนองอยู่บนพื้นห้อง เราก็เลยเดาว่ามันคงเป็นน้ำฝนที่สาดเข้ามา หรือไม่ก็น้ำที่รั่วมาจากชั้นบน

 

เราอ่าน brochure ที่บรรยายถึงตัวงาน WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY แต่อ่านไม่รู้เรื่องเลย 555 เราก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ว่า ตัวงานนี้มันอยู่ตรงไหน ฉันเห็นแต่ห้องโล่ง ๆ เจ้าหน้าที่ก็เลยตอบว่า มันคือน้ำตาลที่ราดไว้บนพื้นห้อง หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยเดาว่า น้ำตาลดังกล่าวมันคงเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของเหลว หรือกลายเป็นน้ำเชื่อมไปแล้ว

 

เราก็เลยกลับเข้าไปเพ่งดูแอ่งน้ำที่เจิ่งนองบนพื้นห้องนั้น แล้วก็พบว่า มันไม่ใช่น้ำฝนจริง ๆ ด้วย แต่มันเป็นน้ำเชื่อมเหนียว ๆ เหนอะ ๆ และบางจุดก็มีมดเดินกันขวักไขว่ เราต้องระวังไม่ให้เดินเหยียบมด

 

เราก็เลยประทับใจงานชิ้นนี้มาก ๆ

 

นิทรรศการ OFF-SIGHT นี้หมดไปแล้วนะ แต่เราเพิ่งมีเวลาลงรูป

+++

 

SUPER NON-BINARY

 

พอเราดูหนังเรื่อง SUPERGIRL (2026, Craig Gillespie, A+10) จบแล้ว เราก็เลยสงสัยว่า มีคนสร้างหนังเรื่อง SUPER NON-BINARY แล้วยัง เราก็เลย search ดู แล้วก็พบว่า ยังไม่มีคนสร้างหนังเรื่องนี้ แต่มันมีตัวละคร superheroes หลายตัวที่เป็น non-binary ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน น่าสนใจมาก ๆ เหมือนตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่ปรากฏแค่ในรูปแบบการ์ตูนหรือ TV animation แต่ยังไม่ได้กลายเป็นตัวละครในภาพยนตร์ด้วยนะ

 

NON-BINARY SUPERHEROES

(ข้อมูลพวกนี้มาจาก Google + AI นะ เราไม่รับประกันความถูกต้องใด ๆ ทั้งสิ้น)

 

1. Charli Ramsey ค่าย Marvel

2. Morph ค่าย Marvel

3. Snowflake ค่าย Marvel

4. The Aerie ค่าย DC

5. Circuit Breaker ค่าย DC

6. Kid Quick ค่าย DC

++++

เราชอบ THE 36TH CHAMBER OF SHAOLIN (1978, Lau Kar-leung) อย่างรุนแรงสุดขีด

+++

 

เราว่าหนังที่พอจะใกล้เคียงกับ SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน ได้บ้างนิดนึง ก็คือ “ผีเบล” (2025, Stephen Yip) เพราะว่า “ผีเบล” มันเต็มไปด้วยการทำผิด cinematic grammar ในหลาย ๆ ฉากเหมือน ๆ กัน มันก็เลยมีความฮาอยู่บ้าง แต่ตัวละคร + เนื้อเรื่องใน “ผีเบล” มันไม่ได้ท้าทายตรรกะเหตุผลของมนุษย์มากเท่ากับ SOS เพราะฉะนั้นระดับความฮาของผีเบลก็เลยด้อยกว่า SOS อยู่มากเหมือนกัน

+++

 

THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

ดูแล้วร้องห่มร้องไห้หนักมาก ๆ Shinji Somai โคตรเทพ กราบตีน Shinji Somai

 

เราได้ดูหนังของ Shinji Somai ไปเพียงแค่ 6 เรื่อง กราบตีนเขาอย่างรุนแรง ตอนนี้ตัดสินไม่ได้จริง ๆ ว่าชอบหนังของเขาเรื่องไหนมากที่สุดระหว่าง THE FRIENDS, MOVING (1993) กับ TYPHOON CLUB (1985)

Friday, July 10, 2026

MORTE CUCINA VS. TWILIGHT PORTRAIT

 

THE PYRAMID (1976, Gary Kent, 94min) นึกว่าบรรพบุรุษของ Chulayarnnon Siriphol 55555

 

แอบอยากรู้ว่า SORRY TO BOTHER YOU (2018, Boots Riley) จะมีซับไตเติลไหม เพราะถ้าหากฉายแบบไม่มีซับ ให้เราฟังภาษาอังกฤษเอง เราก็อาจจะฟังไม่ค่อยออกนะ

+++

คำถามไร้สาระ: ร้านอาหารที่ “สาว” ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ในช่วงต้นเรื่อง มันชื่อร้านอะไรน่ะ

 

คือสาวเคยเรียนทำอาหารใน “จันท์แรมคูลินารี” แล้วพอช่วงกลางเรื่อง สาวก็เปิดร้านอาหาร “ครัวสาว” แล้วช่วงท้ายเรื่อง สาวก็เปิดร้านอาหาร “จันทรา”

 

พอเราเห็นชื่อร้าน “จันทรา” เราก็เลยแอบสงสัยว่า ชื่อร้านที่สาวทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในช่วงต้นเรื่อง มันมีชื่อว่าอะไร มันชื่อว่า “รสริน” อะไรทำนองนั้นหรือเปล่า 55555

+++

 

Favorite Fighting Female Characters: 25. Sita (Alia Bhatt) from ALPHA (2026, Shiv Rawail, India, 141min, A+25)

Favorite Fighting Female Characters: 26. Durga (Sharvari) from ALPHA (2026, Shiv Rawail, India, 141min, A+25)

 

ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่มาช่วยยืนยันว่า “รสริน จันทรา” ถูก mention ถึงในหนังเรื่อง MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) ด้วย

+++

THE FAVOR (1994, Donald Petrie) มี Ken Wahl สามีเก่าของเราร่วมแสดงด้วยนะ เราเองก็ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยคลั่งไคล้ Ken Wahl อย่างรุนแรงสุดขีดจากละครโทรทัศน์เรื่อง WISEGUY (1987-1990) ที่เคยมาฉายทางช่อง 3

 

เมื่อกี้เราสงสัยว่า Ken Wahl หายสาบสูญไปไหน เราก็เลยเช็คดู แล้วก็ตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าเขาอำลาวงการในปี 1996 เพราะเขากลายเป็นคนพิการเนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่คอและกระดูกสันหลังอย่างรุนแรง

 

Ken Wahl

https://www.imdb.com/name/nm0906261/?ref_=tt_cst_t_6

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่อง ALPHA (2026, Shiv Rawail, India, 141min, A+25) ก็คือการที่มันจงใจ tribute ให้ “หนังผู้หญิงบู๊” หลาย ๆ เรื่องที่เราชอบมาก ๆ

 

1. ฉากหน้าผาใน ALPHA น่าจะเป็นการจงใจ tribute ให้ “สวยประหาร” THE HEROIC TRIO (1993, Johnnie To, Hong Kong)

 

2. ฉากร้านอาหารนี่แน่นอนว่าจงใจ tribute ให้ LA FEMME NIKITA (1990, Luc Besson, France)

 

3. ฉากที่ “สีดา” ปะทะกับ “ทุรคา” ครั้งแรก แล้วมีการขว้างมีด เราว่ามันคือการจงใจ tribute ให้ ELEKTRA (2005, Rob Bowman) ซึ่งมีฉากที่อีเลคตรากับแอบบี้ปะทะกันครั้งแรกในบ้านแล้วมีการขว้างมีดเหมือนกัน

 

ถ้าหากใครนึกออกว่ามีฉากไหนใน ALPHA ที่ tribute ให้หนังเรื่องไหนอีก ก็บอกมาได้นะคะ

 

เราชอบ ALPHA ในระดับพอ ๆ กับ ELEKTRA นะ แต่ชอบน้อยกว่า LA FEMME NIKITA, สวยประหาร, NAKED WEAPON (2002, Ching Siu-tung, Hong Kong), SO CLOSE (2002, Corey Yuen, Hong Kong)

 

เพราะว่า LA FEMME NIKITA มันมีจุดเด่นที่ความเป็นมนุษย์ของตัวละคร ส่วนหนังฮ่องกงมันก็มีจุดเด่นที่ฉากต่อสู้ที่ทำได้อย่างถึงพริกถึงขิง มันส์สะเด็ดน่ะ ซึ่งเราว่า ALPHA มันยังสู้หนังฝรั่งเศสและหนังฮ่องกงตรงจุดนี้ไม่ได้

 

เหมือนหนังบู๊อินเดีย ซึ่งรวมถึง ALPHA มันมีจุดเด่นที่ “การโพสท่าเก๋ ๆ” ของตัวละครน่ะ เหมือนการโพสท่าเก๋ ๆ มันถูกใช้ช่วยกลบ “ความสามารถทางการต่อสู้/ความเชี่ยวชาญด้านการแสดงคิวบู๊” ของนักแสดงอินเดีย ที่คงด้อยกว่านักแสดงฮ่องกงในด้านนี้

 

และเราก็เลยเดาว่า การที่นางเอกทั้งสองคนของ ALPHA เน้นใช้ “ปืน” ในหลาย ๆ ฉาก ก็เพื่อจะได้ช่วยกลบจุดด้อยด้านนี้ด้วย เพราะพอตัวละครใช้ปืนเป็นอาวุธ นักแสดงก็ไม่จำเป็นต้องเล่นคิวบู๊ที่ซับซ้อนและยากเหมือนกับหนังฮ่องกง

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบ THE FURIOUS (2025, Kenji Tanigaki, Hong Kong/China, A+30) อย่างสุดขีด เพราะ THE FURIOUS เหมือนเป็นหนังที่ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองมีจุดเด่นและจุดด้อยในด้านใด แล้วสร้างหนังที่สอดรับกับจุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง เพราะฉะนั้น THE FURIOUS ก็เลยเป็นหนังที่ “เนื้อเรื่องแทบไม่มีความสำคัญ” และเน้นจุดเด่นของตนเอง ซึ่งก็คือฉากบู๊แบบไปให้สุดทางสุดตีนของมัน

 

ส่วน ALPHA นั้น นักแสดงอาจจะไม่ได้มีความสามารถทางการต่อสู้มากเท่านักแสดงฮ่องกง ฉากบู๊ก็เลยทำได้ไม่มันส์เท่าหนังฮ่องกง แต่ไปเน้นการโพสท่าเก๋ ๆ แทน ซึ่งจุดด้อยแบบนี้อาจจะถูกกลบได้ถ้าหาก “เนื้อเรื่อง” มันดี สนุก ลุ้นระทึก น่าติดตาม

 

แต่เหมือนเนื้อเรื่องของ ALPHA มันก็ใช้ได้แค่ช่วงสององก์แรก และหนังก็มีจุดด้อยอย่างรุนแรงเรื่องความคลั่งชาติอินเดียในช่วงองก์สาม เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้แค่ในระดับ A+25

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30)

+ TWILIGHT PORTRAIT (2011, Angelina Nikonova, Russia, A+30)

 

SPOILERS ALERT สำหรับหนังทั้งสองเรื่อง

--

--

--

--

--

1. เราเพิ่งดู MORTE CUCINA เมื่อวานนี้ พอดูแล้วก็เลยนึกถึง TWILIGHT PORTRAIT โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนมีความใกล้เคียงกับหนังแนว rape revenge แต่ทั้งสองเรื่องก็ไม่ใช่หนังแนว rape revenge

 

ตอนดู MORTE CUCINA ช่วงแรก ๆ เราจะนึกถึง MARLINA THE MURDERER IN FOUR ACTS (2017, Mouly Surya, Indonesia, A+30) ด้วย เพราะมันมีความผู้หญิงทำอาหารเหมือนกัน แต่ MARLINA THE MURDERER IN FOUR ACTS จะเหมือนเป็นหนังแนว rape revenge ตามขนบ มีการแก้แค้นที่ตรงไปตรงมา เราเข้าใจนางเอกของหนังได้ง่าย ๆ ส่วน MORTE CUCINA นั้น เราว่าตัวละครนางเอกมีความ ambiguous มาก ๆ เราไม่สามารถเข้าใจอะไรตัวละครตัวนี้ได้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นางเอกทำไปนั้น มีความจงใจ revenge อยู่กี่ส่วน หรือเธอมีความปรารถนาอะไรอื่น ๆ แอบแฝงด้วยอยู่กี่ส่วน เราก็เลยรู้สึกว่า MORTE CUCINA นั้นเหมือนเฉียดใกล้ความเป็นหนัง rape revenge ในช่วงแรก ๆ ก่อนที่หนังมันจะพลิกหรือดำเนินไปในแนวทางของมันเอง

 

2. ส่วน TWILIGHT PORTRAIT นั้น ก็มีตัวละครนางเอกที่ “ยากจะเข้าใจได้” เหมือน MORTE CUCINA โดย TWILIGHT PORTRAIT นั้น เล่าเรื่องของสาวสวยในรัสเซียที่มีสามีแล้ว เธอถูกตำรวจ 3 คนข่มขืนอย่างทารุณ หลังจากนั้นเธอก็ตั้งใจจะแก้แค้นหนึ่งในตำรวจที่ข่มขืนเธอ แต่อยู่ดี ๆ เธอก็เปลี่ยนใจอย่างกะทันหันและอย่างไม่มีสาเหตุ เธอก้าวเข้าไปในชีวิตของตำรวจชั่ว กลายเป็นคนรักของเขา ร่วมรักกับเขา และ “พร่ำบอกรัก” เขาหลายครั้งหลายหนจนเขารำคาญ เธอไม่ได้แก้แค้นอะไรเลย

 

คือเราว่าตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT นี่ยิ่งไปไกลกว่า MORTE CUCINA นะ เพราะนางเอกของ MORTE CUCINA ยังดูเหมือนจะมีความต้องการแก้แค้นอยู่บ้าง แต่ตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT นี่เป็นอะไรที่ไม่ทราบชีวิตมาก ๆ

 

3. เราชอบ TWILIGHT PORTRAIT มากกว่า MORTE CUCINA มาก ๆ นะ เพราะถึงแม้เราจะไม่เข้าใจตัวละครนางเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือน ๆ กัน แต่ TWILIGHT PORTRAIT มันเป็นหนังแนว “มนุษย์” มาก ๆ น่ะ เรารู้สึกว่าตัวละครทุกตัวใน TWILIGHT PORTRAIT เหมือนมนุษย์จริง ๆ มาก ๆ

 

ส่วน MORTE CUCINA นั้น ก็อาจจะคล้าย ๆ กับหนังของเป็นเอกเรื่องอื่น ๆ ที่เราชอบสุดขีดเพราะเราชอบ mood and tone และองค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพยนตร์ของเขา เหมือนเขาคุมทุกองค์ประกอบของหนังให้ออกมาราบรื่นและงดงามมาก ๆ สำหรับเรา แต่เราจะไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวละครของเขาเป็นมนุษย์จริง ๆ อะไรทำนองนี้

 

4. ถึงแม้ตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT จะทำในสิ่งที่ดูเหมือนผิดตรรกะมาก ๆ แต่เราก็ชอบหนังรัสเซียเรื่องนี้อย่างสุดขีดนะ เพราะเรารู้สึกว่า มันเหมือนสะท้อนภาพ “ความจำยอมของประชาชนรัสเซียต่อระบอบการปกครอง และพยายามปรับตัวเองให้อยู่รอดและมีความสุขกับระบอบการปกครองที่เลวร้าย” อะไรทำนองนี้ คือเหมือนตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT อาจจะเป็นสัญลักษณ์แทนประชาชนรัสเซียหลาย ๆ คนที่เหนื่อยเกินกว่าที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับความเลวร้ายในประเทศ ถึงแม้ว่าตัวเองจะถูกระบอบนี้กดขี่บีฑามากขนาดไหน และในที่สุดประชาชนกลุ่มนี้ก็เลือกที่จะปรับตัว สวามิภักดิ์กับระบอบ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบอบไป ซึ่งจุดนี้ก็อาจจะทำให้นึกถึงหนังเรื่อง A REPORT ON THE PARTY AND GUESTS (1966, Jan Nemec, Czechoslovakia, A+30)

 

แต่เราเดาว่า เราน่าจะตีความหนังเรื่อง TWILIGHT PORTRAIT ผิดนะ Angelina Nikonova ผู้กำกับหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นก็ได้ ก็เอาเป็นว่า สิ่งที่เราเขียนมาในย่อหน้าข้างต้น คือสิ่งที่หนังเรื่อง TWILIGHT PORTRAIT ทำให้เรานึกถึง โดยที่ตัวหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็แล้วกัน

 

5. ในส่วนของ MORTE CUCINA นั้น นอกจาก mood and tone และองค์ประกอบต่าง ๆ ทางภาพยนตร์แล้ว อีกสิ่งที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ ก็คือหนังเหมือนเสนอแนะ “วิธีการแก้แค้น” ในแบบที่แตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่น ๆ น่ะ 5555 และหนังก็เหมือนเตือนให้เราระวังตัวเองในแบบที่เราชอบด้วย

 

คือดู MORTE CUCINA แล้ว ก็นึกถึงที่ใครบางคนเคยกล่าวหรือเขียนไว้เมื่อราว 40 ปีก่อนว่า ถ้าหากสหรัฐอยากทำลายเวียดนาม สหรัฐไม่ควรทิ้ง “ระเบิด” ใส่เวียดนาม แต่ควรทิ้ง “น้ำอัดลม ช็อคโกแลต อาหารฟาสท์ฟู้ด” หรืออะไรทำนองนี้ ใส่เวียดนาม เพราะสิ่งเหล่านี้นี่แหละ ที่จะบ่อนทำลายเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพเสียยิ่งกว่าระเบิดใด ๆ

 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็น่าจะเป็นจริงนะ เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะบ่อนทำลายสุขภาพของประชากรในประเทศต่าง ๆ ได้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ยังหลอกล่อให้ประชากรในประเทศต่าง ๆ มองสหรัฐในแง่ดี ชื่นชมสหรัฐ รู้สึกเป็นมิตรต่อสินค้าสหรัฐและตัวประเทศสหรัฐเองด้วย 55555 คือสิ่งเหล่านี้สามารถทำลายสุขภาพร่างกายของประชากรประเทศอื่น ๆ แต่สามารถซื้อใจของประชากรประเทศอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน

 

เราก็เลยสนใจวิธีการแก้แค้นใน MORTE CUCINA เพราะมันไม่ใช่การแก้แค้นแบบตรงไปตรงมา แต่เป็นการแก้แค้นแบบหลอกให้ตายใจ แล้วค่อย ๆ กัดเซาะ บ่อนทำลายไปเรื่อย ๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย ซึ่งเป็นวิธีที่อาจจะเหมาะนำมาใช้กับศัตรูบางจำพวก เพราะศัตรูบางจำพวกเราไม่สามารถใช้กำลังเข้าต่อสู้ด้วยได้ ดังนั้นถ้าหากเราจะต่อสู้กับศัตรูประเภทนี้ เราอาจจะต้องทำตัวเป็นพรรคพวกเดียวกับเขา แล้วค่อย ๆ หาทางบ่อนทำลายพวกเขาทีละเล็ก ทีละน้อย โดยผ่านทางการปรนเปรอให้พวกเขามีความสุขไปเรื่อย ๆ โดยไม่เฉลียวใจ

 

6. พอดู MORTE CUCINA แล้วก็นึกถึงตัวเองด้วย เพราะสิ่งที่ทำลายเรา บางทีมันไม่ได้มาในรูปแบบของ “ความทุกข์โดยตรง” แต่มันมาในรูปแบบของ “ความสุข” นี่แหละ

 

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือว่า ความทุกข์ของเรา บางทีมันมาจากการเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งอาจจะแก้ไขได้ส่วนหนึ่งด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ และด้วยการไม่นอนดึก

 

แต่หลายคืนเราก็นอนดึก เพราะเราเสพติดการเล่นอินเทอร์เน็ตจนดึกดื่น เราเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาของเรา จนสุขภาพเราเสีย

 

และก็มีอยู่หลายเดือน ที่เราไม่ได้ไปออกกำลังกายเลย เพราะว่ามันเป็นเดือนที่เต็มไปด้วยเทศกาลภาพยนตร์ 55555

 

คือพอเราถูกปรนเปรอด้วยความสุข ด้วยสิ่งที่ตอบสนองกิเลสของเรา (ภาพยนตร์, การเล่นอินเทอร์เน็ต) เราก็เสพสิ่งนั้นอย่างบ้าคลั่ง อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนในที่สุดสุขภาพของเราก็แย่ อะไรทำนองนี้

 

คือหนังเรื่อง MORTE CUCINA อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงตัวเราเอง ที่หลาย ๆ ครั้ง ตัวเราถูกทำลาย และสิ่งที่ทำลายเรามันมาในรูปแบบของ “ความสุข” มันมาในรูปแบบของ “สิ่งที่ตอบสนองความต้องการของเรา”

+++

 

METAMORPHOSIS IN GOLD, ACT I รูปสุวรรณศิวิไลซ์ (2025, Nakrob Moonmanas, video installation, 13min)

 

กราบมาก ๆ ชอบสุดขีด ตัววิดีโอนี้จริง ๆ แล้วไม่ค่อยมีอะไรมากนักนะในด้านภาพ เพราะเราเข้าใจว่าตัวภาพแสดงให้เห็นการทำงานของศิลปินขณะทำ KANANG’S WOODEN MASK เพื่อใช้ในนิทรรศการ METAMORPHOSIS IN GOLD

 

แต่สิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือเนื้อหาในเสียงบรรยายของวิดีโอนี้ เพราะตัววิดีโอนี้เล่าเรื่องของบทประพันธ์ สังข์ทอง ของร. 2, บทประพันธ์ เงาะป่า ของร. 5 และสิ่งที่สำคัญก็คือมันเล่าเรื่องราวของ Kanang ซึ่งเป็นชาวมานิที่ถูกนำตัวมาเป็นมหาดเล็กในวังในสมัยของร. 5 ในปี 1905 ซึ่งเราไม่เคยรู้เรื่องราวของ Kanang มาก่อนเลย เราก็เลยประทับใจกับเนื้อหาในส่วนนี้มาก ๆ

 

METAMORPHOSIS IN GOLD, ACT II รูปสุวรรณศิวิไลซ์ (2025, Nakrob Moonmanas, video installation, 13min)

 

อันนี้ตัวภาพดูสวยดี เป็นการร่ายรำไปมาของตัวละครสองตัว แต่ “เนื้อหา” อาจจะไม่รุนแรงเท่า Act I

 

เราเข้าใจว่าตัวเสียงในงานนี้มาจากบทละครรำสังข์ทองหรืออะไรทำนองนี้นะ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ซึ่งพอมันมาปรากฏใน video installation มันก็เลยเปิดโอกาสให้เราได้คิดพิจารณาถึงค่านิยมอะไรบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในตำนาน/นิทาน/เรื่องเล่าโบราณแบบนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่านี่คือจุดประสงค์ของตัวศิลปินหรือเปล่านะ

 

METAMORPHOSIS IN GOLD, ACT III รูปสุวรรณศิวิไลซ์ (2025, Nakrob Moonmanas, video installation, 6min)

 

องก์สามนี้สวยทั้งภาพและเนื้อหาก็น่าสนใจ ตัวภาพมีลักษณะเป็นศิลปะ collage ตามสไตล์ของคุณนักรบ ส่วนตัวเนื้อหาของวิดีโอเป็นเรื่องราวตำนานความเชื่อของชาวมานิ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

 

สรุปว่าชอบ METAMORPHOSIS IN GOLD ทั้งสามองก์มาก ๆ โดยเราชอบองก์หนึ่งมากที่สุด, ชอบองก์สามเป็นอันดับสอง และชอบองก์สองเป็นอันดับสาม

++++

 

พอดู “ครัวสาว” แล้วก็สงสัยว่า มันมีหนังเรื่องไหนที่ตัวละครใช้ “ยาสั่ง” ฆ่าคนไหม เราเข้าใจว่าหนังไทยยุคเก่า ๆ บางเรื่องน่าจะมีตัวละครที่ใช้ “ยาสั่ง” ฆ่าคนนะ แต่เราแทบไม่เคยเห็น “ยาสั่ง” มีบทบาทในหนังไทยยุคหลัง ๆ อีก

+++

 

พอดู SHEEP IN THE BOX แล้วก็นึกถึง SHARA (2003, Naomi Kawase) โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึงตัวละครที่ค่อย ๆ ทำใจยอมรับความสูญเสียเหมือนกัน และความสูญเสียนั้นเกี่ยวข้องกับเด็กชายที่ตายหรือหายไปอย่างเป็นปริศนา

  

Thursday, July 09, 2026

RIP TONY RAYNS

 

น่าดูที่สุด เห็นเขาบอกว่าหนังของ Claudia von Alemann สามารถปะทะกับ Chantal Akerman และ Marguerite Duras ได้เลย

+++

 

เห็นแสงเงาในรูปนี้แล้วนึกถึง paintings ยุคเก่า เราเลยถาม Gemini แล้ว Gemini ก็ตอบว่า

 

The photographic style in this image—characterized by a high contrast between a brightly lit subject and a dark, obscured background—closely mirrors a technique known as chiaroscuro (Italian for "light-dark") and its more dramatic evolution, tenebrism.

The master painter most famous for using light and shadow exactly like this is Caravaggio (Michelangelo Merisi da Caravaggio).

Here are a few iconic painters renowned for this specific technique:

  • Caravaggio: He revolutionized Baroque art by plunging his backgrounds into near-total darkness and using a single, intense, directed light source (often called "cellar light") to sharply illuminate his subjects. This created an intense, theatrical, and highly realistic effect, much like the dramatic spotlight on the muscles and face in this photo.
  • Rembrandt van Rijn: While Rembrandt used a softer, warmer variation of chiaroscuro, he is legendary for using focused light to draw attention to faces and hands out of deep, atmospheric shadows.
  • Georges de La Tour: A French Baroque painter heavily inspired by Caravaggio, he used extreme contrasts, often using a single candle as the light source to illuminate figures against pitch-black backgrounds.

+++

 

RIP TONY RAYNS (1948-2026)

 

เราไม่เคยรู้จักเขาเป็นการส่วนตัวนะ แต่เราเคยอ่านงานวิจารณ์หนังของเขาใน หนังสือ TIME OUT FILM GUIDE เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน และก็ได้รับประโยชน์จากสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเขียน ซึ่งแน่นอนว่าเราก็เห็นด้วยกับเขาในบางครั้ง และเราก็ไม่เห็นด้วยกับเขาในหลาย ๆ ครั้ง เพราะหนังที่เขาด่าหลาย ๆ เรื่องเป็นหนังที่เราชื่นชอบอย่างสุดขีด แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะความเห็นของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

 

ตัวอย่างงานเขียนของ Tony Rayns ใน TIME OUT FILM GUIDE

(เราไม่ได้เห็นด้วยกับความเห็นของเขาที่มีต่อหนังบางเรื่องนะ เราแค่ copy มาให้เห็นเฉย ๆ ว่าเขาเคยเขียนถึงหนังเรื่องอะไรว่าอย่างไรบ้าง)

 

1. ...AND THE MOON DANCES (1995, Garin Nugroho, Indonesia)

 

A young man and woman, both from troubled backgrounds, come to Surakarta to study under Waluyo, a master of traditional Javanese arts. The boy, Ilalang, wants to write music but seems trapped in memories of childhood traumas; the girl, Bulan (= Moon), is simply trying to find herself. The suppressed violence which haunts their lives - which, the film implies, may be endemic in Indonesian society - surfaces when their master dies in an accidental fire. Nugroho's exquisite film doesn't tell a story so much as it explores ambiguities of mood, texture, light and meaning. There's nothing folksy or 'Third World' about this daringly modernist film which uses a rich sound design to point up submerged emotional truths.

 

2. BLISSFULLY YOURS (2002, Apichatpong Weerasethakul, Thailand)

 

Apichatpong's 'emotional disaster movie' opens wittily with the longest pre-credits scene ever: a leisurely introduction to the three main characters and the binds that tie them. Min (Oo) is a Burmese illegal immigrant, a strapping lad with a nagging skin problem, in need of a fake ID. His Thai girlfriend Roong (Kanokporn), a factory worker, has hired Orn and her husband to help get it. Orn wants to have another child before she's too old, but her husband isn't keen. The credits show up some 45 minutes in, as Min guides Roong to a secluded spot near the Thai-Burmese border where they'll eat, laze, bathe and eventually make love. By chance Orn has chosen a spot nearby for illicit sex with her lover... There's more here than meets the eye: the shattered Thai economy and the Burmese military junta are only just offscreen, and unvoiced fears simmer in the sweltering heat. But the film takes its tone from the uncomplicated Min, whose diary notes and sketches are sometimes superimposed over the images. A languid celebration of the pleasures of the moment, which climaxes with an image of startling sexual candour.

 

3. BUTTERFLY AND FLOWERS (1985, Euthana Mukdasanit, Thailand)

 

An exceptionally beautiful movie set among Thailand's Muslim minority in villages near the Malaysian border, and centering on a bright teenage kid forced to drop out of school and support his family by turning small-time smuggler. Impossible to convey its qualities without falling back on turn-off words like 'charm' and 'sensitivity', but the fact is that it succeeds in evoking the trials, terrors and excitements of childhood with an immediacy that's both sweet and tough. There's an eye-opening blend of universal and local elements: trouble with punks at a rock concert, daredevil feats on the roof of a moving train. And it offers the joy of seeing a director in full control of his medium.

 

4. COME, COME, COME UPWARD (1989, Im Kwon-taek, South Korea)

 

A female companion-piece to Im's classic MANDALA, this too rests on a contrast between sacred and profane approaches to Buddhist enlightenment. Sun-Nyo (Kang, superb) runs away from her broken home and her crush on a teacher to become a nun, expecting to pray and meditate. But the convent sends her out into the world, where she mixes with the poor and desperate and forms one sexual attachment after another with rough working-class men. Im compares her self-abasement with the more orthodox asceticism of another young nun, whose retreat from worldly things results in a brutal rape. The drama is rooted in a clear sense of social and psychological realities but lifted above mere social realism by Gu Joong-Mu's sensationally beautiful cinematography, mostly in shades of blue and grey.

 

5. THE DUMB DIE FAST, THE SMART DIE SLOW (1991, Manop Udomdej, Thailand)

 

The hard-boiled thriller, Thai-style - obviously indebted to The Postman Always Rings Twice and other models, but irreducibly Thai in its plotting and characterisations. The kindly owner of a gas station with a no-good wife takes on a hitchhiker as a handyman, unaware that he's on the run. The wife learns the newcomer's secret, and tries to blackmail him into robbing her husband. Manop started out as an 'underground' political film-maker, which doubtless explains the hints of social comment here. Mostly, though, he has fun in the plot's moral quicksand. Very entertaining, and very novel to see these conventions through Thai eyes.

 

6. INVISIBLE WAVES (2005, Pen-ek Ratanaruang, Thailand)

 

Reuniting the LAST LIFE IN THE UNIVERSE team, this is essentially a tale of bad karma coming home to roost. A Japanese chef in Macau (Asano) murders his lover on the orders of his boss, the woman’s unfaithful husband, and is sent off to Phuket to lie low. Many misadventures later, he realises that the boss actually wants him killed -- and moves through guilt towards a serene acceptance of his fate. Shot in murky grunge-vision and resolutely minimising the impact of its sparky supporting cast, this non-thriller announces at the outset that narrative will count for less than mood, but then goes on to tie itself up in irrelevant storytelling knots with a series of elisions, ambiguities and delayed revelations. Part redeemed by its moments of black comedy, but a real disappointment.

 

7. KARL MAY (1974, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 180min)

 

The second film in Syberberg’s trilogy forming, with LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING and HITLER, A FILM FROM GERMANY, a unique analysis of the dominant forces in German history and culture. Like a German Riger Haggard, May was an ‘imperialist’ novelist with a strong romantic idealism (best remembered for his American ‘noble savage’ character, Winnetou), and part of Syberberg’s aim is to celebrate the fragile beauty of his fantasies. But the film is structured as a kind of biography, and the long central scene of a courtroom battle marks the collapse of May’s dreams as he gets more and more deeply embroiled in the realities of Prussian jurisprudence. The matter-of-fact historical framework acquires an added resonance from the fact that all the main parts are played by prominent figures from the Nazi cinema for the ‘30s. The mesh of fact, fiction, realism and expressionism is complex and fascinating. And the film’s ‘plastic’ qualities are at least as sumptuous as those in LUDWIG.

 

8. LOVE WILL TEAR US APART (1999, Yu Lik-wai, Hong Kong)

 

Ace cinematographer Yu (XIAO WU, ORDINARY HEROES) has come up with the kind of debut feature that vindicates shoestring indie film-making. He focuses on the new underclass of recent immigrants to Hong Kong from Mainland China – the ‘hicks’ stuck in the sex industry or crappy menial jobs – but looks beyond sociology. Ah Ying (Wong Ning, a recent graduate from drama college in Beijing) gives up karaoke bar work in China to try her luck in Hong Kong. Trapped in prostitution and shoplifting, she heads for a crack-up. Her path crosses those of porn tape vendor Ah Jian (Leung Ka-fai, from L’AMANT, also the co-producer), ex-dancer and fantasist Ah Yan (Lu Liping from  THE BLUE KITE) and elevator repairman Ah Chun (first-timer Rolf Chow). Yu’s real subject is the masochistic resignation that keeps these people locked in their personal hells; he approches it with inexpected wit and good humour.

 

9. PUEN-PAENG (1983, Cherd Songsri, Thailand)

 

Quite unlike the mainstream of Thai movies (but a little too similar to the same director’s masterly THE SCAR), this is an elegiac rural melodrama about two contrasted sisters in love with the same cowherd. It’s set in the ‘30s, and lovingly detailed period touches strike an optimum balance between nostalgic escapism and serious reconstruction of traditions that are already almost extinct. At its heart are magical images of life in a Thai village: a brazen girl propositioning a naked boy as he bathes in the river, a romance pursued on the backs of water buffalo.

 

10. SUZAKU (1997, Naomi Kawase, Japan)

 

Impressionistic portrait of a dying family in a dying mountain village in Nara Prefecture: a 'nothing happens' film which ratherly cleverly camouflages its own lack of grip and focus by hinting at hidden themes (incest, ghosts) and using people from the real-life village as actors. It opens in 1971: recession is already thinning the population but Kozo Tahara (Kunimura, the only professional actor) believes that a rail link will bring new prosperity and eagerly helps dig the tunnel through the mountain. Fifteen years later the railroad is a forgotten dream, the tunnel seems haunted and the Taharas are fading fast. According to Kawase, the obscure title refers to a local bird deity; she wants to see the Tahara family as if through this creature's eyes. Somebody must buy this stuff, because the film won the 1997 Caméra d'Or at Cannes.

+++

 

เสียดายเว็บไซท์ Palestine Film Institute เพราะหนังในเว็บไซท์นี้น่าดูสุดขีด แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้วพบว่าหนังมันกระตุกและสะดุดมาก ๆ เหมือนหนังมันสะดุดทุก ๆ 10 วินาทีจนเราทนดูไม่ไหว

+++

 

หนังสือ CONTEMPORARY THAI CINEMA จะออกวางแผงในเดือนม.ค. 2027 ในราคา 90 ปอนด์ (หรือ 4016 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) น่าสนใจมาก ๆ มีบทความ THE CINEMA OF POJ ARNON ด้วยนะ กรี๊ดดดดดด

+++

 

ARTWORKS

 

JIN IN PARADISE HORIZON DREAM 01 (2025, Mairung Jarurattanaporn)

 

AMEN TO THE WEEKEND! (2025, Mairung Jarurattanaporn)

 

VASE CASE: POLYURETHANE LEATHER (2026, Mairung Jarurattanaporn)

 

JIN IN PARADISE HORIZON DREAM 02 (2026, Mairung Jarurattanaporn)

 

A UNIVERSE OF CHAOS: JIN TAKES A BUBBLE TEA BREAK (2026, Mairung Jarurattanaporn)

 

Poster of the exhibition MILLENNIALS FLEX by Jin HaloQ (Mairung Jarurattanaporn)

 

Wednesday, July 08, 2026

EDITING

 

อยากดู THE MANCHURIAN CANDIDATE (1962, John Frankenheimer), MELVIN AND HOWARD (1980, Jonathan Demme), THE NIGHT OF THE HUNTER (1955, Charles Laughton) และ STARS IN MY CROWN (1950, Jacques Tourneur) หวังว่าจะมีคนเอาหนังทั้ง 4 เรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

 

ส่วน TO SLEEP WITH ANGER เราเคยดูแล้ว

+++

 

เราทำ survey ของ Mubi แล้ว เขามีถามด้วยว่า Which filmmakers, artists or brands would you love to see MUBI collaborate with?

 

เราเลยตอบ Elia Suleiman

++++

 

FAVORITE SCENE EDITING:

SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน (2026, F but CULT CLASSIC)

Vs. THE SILENCE OF THE LAMBS (1991, Jonatham Demme, A+30) ตัดต่อโดย Craig McKay ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากหนังเรื่องนี้

 

มี SPOIL สำหรับ THE SILENCE OF THE LAMBS

 

1. พอเราได้อ่านบทวิจารณ์หนังเรื่อง SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน ที่เขียนโดยคุณ Khim Pimchanok เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนึ่งในสิ่งที่เราชอบสุดขีดใน SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน ก็คือการตัดต่อฉากรองเท้าส้นสูงในหนังเรื่องนี้ เพราะมันหลอกคนดูอย่างเราให้เข้าใจผิดได้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยนึกถึงการตัดต่อแบบ parallel editing ในฉากสำคัญใน THE SILENCE OF THE LAMBS เพราะการตัดต่อในฉากนั้นก็ส่งผลให้คนดูอย่างเราเข้าใจผิดได้อย่างรุนแรงเหมือนกัน

 

2. ใน THE SILENCE OF THE LAMBS หนึ่งในฉากที่ประทับใจเราอย่างไม่รู้ลืม ก็คือฉากที่หนังตัดสลับระหว่างเหตุการณ์นอกบ้านกับเหตุการณ์ในบ้าน

 

คนดูจะเห็นภาพเหตุการณ์นอกบ้าน เจ้าหน้าที่เอฟบีไอค่อย ๆ กระจายกำลังกันเข้ารายล้อมบ้านหลังหนึ่ง

 

ฉากดังกล่าวจะถูกตัดสลับกันเป็นระยะ ๆ กับเหตุการณ์ภายในบ้านของฆาตกรต่อเนื่อง เขาทะเลาะกับเหยื่อสาวที่ขู่จะทำร้ายสัตว์เลี้ยงของเขา

 

คนดูจะเข้าใจผิดว่า บ้านดังกล่าวคือบ้านหลังเดียวกัน คนดูจะนึกว่า เอฟบีไอกำลังกระจายกันเข้ารายล้อมบ้านของฆาตกรโรคจิต ซึ่งหนังไม่ได้บอกเลยว่า มันคือบ้านหลังเดียวกัน หนังเพียงแค่ใช้ “การตัดต่อ” ระหว่างฉากเหตุการณ์ในบ้านกับเหตุการณ์นอกบ้าน ตัดสลับกันไปมาเป็นระยะ ๆ คนดูก็เลยเข้าใจผิดว่า ฉากเหตุการณ์นอกบ้าน กับฉากเหตุการณ์ในบ้านนี้ มันคือบ้านหลังเดียวกัน

 

แล้วก็มาถึงฉากกดออด คนดูเห็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอกดออดนอกบ้าน ฉากดังกล่าวถูกตัดสลับกับฉากฆาตกรโรคจิตที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงออด

 

แล้วหนังถึงค่อยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มันคือบ้านคนละหลังกัน เมื่อฆาตกรโรคจิตเปิดประตูบ้าน

 

3. เราก็เลยชอบการตัดต่อในฉากดังกล่าวใน THE SILENCE OF THE LAMBS อย่างรุนแรงสุดขีด เพราะหนังเพียงแค่ใช้ “การตัดต่อ” ฉากในบ้านกับฉากนอกบ้านสลับกันไปมา หนังก็หลอกคนดูได้อย่างสนิท

 

ฉากดังกล่าวใน THE SILENCE OF THE LAMBS ได้รับการ TRIBUTE อย่างงดงามที่สุดในละครโทรทัศน์เรื่อง “ล่า” (1994, สุพล วิเชียรฉาย, A+30) ด้วย คนที่เคยดูละครเรื่องล่า 1994 คงจำได้ดีว่ามันมีฉากที่หลอกคนดูด้วยการตัดต่อคล้าย ๆ กันนี้ ซึ่งก็คือฉากที่ตำรวจเคลื่อนกำลังจะมาบุกจับมธุสรในตึก ฉากดังกล่าวตัดสลับกับฉากมธุสรเดินขึ้นตึกมาเรื่อย ๆ คนดูก็เลยถูกหลอกให้เข้าใจผิดว่า มันคือตึกบริเวณเดียวกัน (เราดูละครเรื่องนี้มานาน 32 ปีแล้ว ถ้าหากเราจำผิดก็ขออภัยด้วยนะคะ)

 

4. พอเราดู SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน เราก็เลยนึกถึง “การตัดต่อสุดคลาสสิคใน THE SILENCE OF THE LAMBS” มาก ๆ

 

เพราะใน SOS นั้น มันมีฉากนึงที่เราเห็น คุณครูคิมอยู่ในห้องพักครู แล้วหนังก็ตัดต่อฉาก “คนใส่รองเท้าส้นสูงสีชมพูเดินมาเรื่อย ๆ” แต่เรามองเห็นแค่เท้า มองไม่เห็นตัวและใบหน้า เราก็เลยไม่รู้ว่าใครเดินมา

 

แล้วเราก็เห็น วิน นักเรียนหนุ่ม โผล่มาหาครูคิมที่ห้องพักครู เพื่อจะพยายามขืนใจคุณครูหนุ่ม เราก็เลยเข้าใจผิดว่า วินคือคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงสีชมพู เดินเยื้องย่างมาเรื่อย ๆ ตามทางเดินเมื่อกี้แน่ ๆ

 

แต่ปรากฏว่าเราถูกหลอกต้มจนเปื่อย วินไม่ใช่เจ้าของรองเท้าส้นสูงสีชมพูคู่นั้น เราต้องรออีกประมาณ 5 นาที หนังถึงเฉลยให้เห็นชัด ๆ ว่า ใครคือเจ้าของรองเท้าส้นสูงสีชมพูคู่นั้น

 

เราก็เลยประทับใจการตัดต่อฉากนี้มาก ๆ เพราะ “การตัดต่อ” ของฉากนี้มันสามารถหลอกให้เราเข้าใจผิดได้อย่างรุนแรง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า มันคือการตัดต่อที่ผิดพลาด หรือผู้ตัดต่อจงใจใช้การตัดต่อเพื่อหลอกล่อให้คนดูเข้าใจผิด

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูการตัดต่อฉากนี้ใน SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน เราก็เลยนึกถึงการตัดต่อใน THE SILENCE OF THE LAMBS เพราะมันคือการตัดต่อที่หลอกให้เราเข้าใจผิดได้อย่างสมบูรณ์

 

ฉากคลาสสิคใน THE SILENCE OF THE LAMBS

https://youtu.be/nAcNner6AzY?si=Zk_sFXlSXkoIHEwo

+++

 

19. SHEEP IN THE BOX (2026, Hirokazu Koreeda, Japan, A+30)

 

ตัวละครในหนังเรื่องนี้ พูดคำว่า TADAIMA ราว 8 ครั้ง

+++

 

ARTWORKS

 

SOM-DUM: THE COZY LAZY CAT by Kowit Thali

 

RAISED ON CURRY BAGS: THE TRANSMUTATION OF THAI SOFT POWER by Kritsada Sangseubchart

 

VIMANA วิมานกลายรูป (2026, Tanakrit Polngam)

 

ดูผลงานศิลปะชิ้นนี้แล้วทำให้เราจินตนาการต่อไปว่า อยากสร้างละครสยองขวัญแนว THE CONJURING โดยใช้รูปปั้นอาถรรพณ์เหล่านี้  โดยเนื้อหาในละครแต่ละตอนคือการที่ปีศาจในรูปปั้นอาถรรพณ์แต่ละตัวออกมาอาละวาด

 

TRACES OF LAYERED by Tanakrit Polngam

 

THE MEDIUM’S HAND by Tanakrit Polngam

 

THANK GOD IT’S FRIDAY! (2026, Mairung Jarurattanaporn)

++++

นักแสดงที่อยากให้โคจรมาเจอกัน

 

1. เจริญพร อ่อนละม้าย (โก๊ะตี๋) ปะทะ Octavia Spencer

 

2. อาภาศิริ นิติพน ปะทะ Nina Hoss

 

3. อาภาพร นครสวรรค์ ปะทะ Jennifer Coolidge