Monday, May 16, 2022

HEMA MALINI

 

พูดถึงหนังอินเดียแล้วเราก็นึกถึงความทรงจำประหลาดในวัยเด็ก คือในช่วงยุคต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังเรียนอยู่ชั้นประถมนั้น หนังอินเดียยังคงได้รับความนิยมมากในไทยอยู่ เหมือนมีหนังอินเดียเข้าฉายที่โรง “ควีนส์” หรืออะไรทำนองนี้เป็นประจำมั้ง ถ้าจำไม่ผิด แต่เราไม่เคยไปดูเลย เพราะตอนนั้นเรายังเด็กเกินไป ออกมาดูหนังโรงด้วยตัวคนเดียวไม่ได้

 

เราจำได้ว่าตอนนั้นเพื่อนประถมคนนึงชอบพูดประโยคว่า “เฮม่า มาลินี หัวใจเธอเท่ากาละมัง” “เฮม่า มาลินี หัวใจเธอเท่ากาละมัง” ซึ่งตอนนั้นเราก็นึกว่าเพื่อนของเราคงจำประโยคนี้มาจากสโลแกนโฆษณาหนังอินเดียเรื่องอะไรสักเรื่อง เราก็ไม่ได้คิดอะไร แต่รู้สึกว่าเป็นสโลแกนโฆษณาหนังที่เปรี้ยวมาก ๆ

 

แต่พอเราโตขึ้น เราก็เริ่มสงสัยว่า เอ๊ะ มันมีหนังอินเดียที่ใช้สโลแกนโฆษณาแบบนี้จริงๆ เหรอ หรือเพื่อนเราแต่งประโยคนี้ขึ้นมาเอง เราก็เลยจะถามว่า มันมีหนังอินเดียที่ใช้สโลแกนโฆษณาตอนเข้าฉายในไทยว่า “เฮม่า มาลินี หัวใจเธอเท่ากาละมัง” จริง ๆ หรือเปล่า แล้วมันคือโฆษณาหนังอินเดียเรื่องอะไร หรือว่าเพื่อนเราแต่งประโยคนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง 55555

NINE FAVORITE CONTEMPORARY INDIAN ACTRESSES

 1.พอดูหนังพหุภพ 2 เรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า ยังไม่เคยมีใครเอา "แดนดาว" ของ "แก้วเก้า" (ว.วินิจฉัยกุล) ไปทำเป็นละครเลยใช่ไหม ที่เป็นจักรวาลคู่ขนานที่กรุงศรีอยุธยายังเป็นเมืองหลวงของไทยจนถึงปัจจุบัน เราเคยอ่านนิยายเรื่องนี้เมื่อราว 30 ปีก่อน ก็ชอบมากพอสมควรนะ ไม่นึกว่าเวลาผ่านมาแล้ว 30 ปี นิยายเรื่องนี้ก็ยังไม่เคยถูกทำเป็นหนังหรือละครเลย


2.ถ้ายังมีการสร้างหนังแนว SCARY MOVIE อยู่จนถึงยุคนี้ ภาคใหม่มันคงต้องยำ DOCTOR STRANGE กับ EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE เข้าด้วยกัน แล้วมันจะออกมาเป็นยังไง

แต่ไม่เป็นไร  ถึงแม้ไม่มี SCARY MOVIE แล้ว แต่เรายังมี "หอแต๋วแตก"  อยู่ อยากให้หอแต๋วแตกภาคใหม่ยำหนังพวกนี้เข้าด้วยกัน แล้วผสมคุณหมีปาฏิหาริย์กับละครวายต่าง ๆ เข้าไปด้วย 555
---
ดาราหญิงอินเดียยุคนี้ที่เราชอบมาก ๆ

ประกาศไว้ก่อนว่าเราจองเป็น Sonam Kapoor, Kareena Kapoor, Kangana Ranaut และ Tabu ในหนังทุกเรื่อง ก่อนจะโดนแย่ง 55555

1.Sonam Kapoor

ชอบเธอในหนังหลาย ๆ เรื่อง รู้สึกว่าเธอดูสวยสง่าแบบจิตร โพธิ์แก้วมาก ๆ 55555 โดยเฉพาะใน NEERJA (2016, Ram Madhvani) ที่เธอรับบทเป็นแอร์โฮสเตสใจเด็ดที่ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายอย่างรุนแรงมาก หนังสร้างจากเรื่องจริง

2.Kangana Ranaut

ชอบเธอมาก ๆ ในหนังหลายเรื่อง โดยเฉพาะใน QUEEN (2013, Vikas Bahl),  TANU WEDS MANU RETURNS (2015, Aanand L.Rai) ที่ใจสลายมาก ๆ, RANGOON (2017, Vishal Bhardwaj), MANIKARNIKA: THE QUEEN OF JHANSI (2019, Radha Krishna Jagarlamurdi, Kangana Ranaut) และ JUDGEMENTALL HAI KYA (2019, Prakash Kovelamudi) ที่เธอรับบทเป็นสาวโรคจิต เราแอบเรียกเธอว่า Jessica Chastain แห่งอินเดีย เพราะเราว่าเธอเล่นหนังเก่ง, มีความแข็งแกร่ง และมีความเผ็ดอยู่ในตัว

3.Kareena Kapoor

เราแอบเรียกเธอว่า "Emmanuelle Devos แห่งอินเดีย" เพราะโครงหน้าของเธอและอารมณ์หน้าของเธอ เหมือนหน้าเธอมีความแอบฮาบางอย่างที่เราถูกโฉลกด้วย บทของเธอที่ชอบสุดๆ คือบทกะหรี่สาวลึกลับใน TALAASH (2012, Reema Kagti, Priyamvada Narayanan) แต่หนังของเธอที่ชอบมากที่สุดอาจจะเป็น SATYAGRAHA สัตยาเคราะห์ (2013, Prakash Jha)

4.TABU

เราแอบเรียกเธอว่า "ชไมพร จตุรภุช แห่งอินเดีย"  เพราะเราว่าเธอ "สวย ร้าย แบบมีสมอง" คือไม่ใช่นางอิจฉาโง่ ๆ น่ะ

ชอบเธอมาก ๆ ใน HAIDER (2014, Vishal Bhardwaj) ANDHADHUN (2018, Sriram Raghavan) และ DE DE PYAAR DE (2019, Akiv Ali)

ชอบ 4 คนข้างต้นอย่างสุด ๆ ส่วน 5 คนข้างล่างนี้เราชอบพวกเธอแค่ในหนังบางเรื่อง

5.Taapsee Pannu

เราแอบเรียกเธอว่า "Jodie Foster แห่งอินเดีย" เพราะเธอมักได้รับบทผู้หญิงแกร่ง ๆ ที่ต้องตบตีกับผู้ชาย บทแนว feminist ซึ่งถ้าเป็นในหนัง Hollywood ก็อาจจะเป็นบทของ Jodie Foster, Sigourney Weaver, Holly Hunter, Noomi Rapace อะไรพวกนั้น

ชอบตัวละครของเธอมาก ๆ ใน PINK (2016, Aniruddha Roy Chowdhury) ซึ่งทำให้นึกถึง THE ACCUSED ของ Jodie Foster,  BADLA (2019, Sujoy Ghosh), MISSION MANGAL (2019, Jagan Shakti) , SAAND KI AANKH (2020, Tushar Hiranandani) และ THAPPAD (2021, Anubhav Sinha) ที่บทเธอหนักมาก

6.Deepika Pradukone

ชอบเธอมาก ๆ ใน PIKU (2015, Shoojit Sircar), BAJIRAO MASTANI (2015, Sanjay Leela Bhansali) กับใน CHHAPAAK (2020, Meghna Gulzar) ที่เธอรับบทเป็นผู้หญิงที่ถูกสาดน้ำกรดจนเสียโฉม

7. Priyanka Chopra

ชอบเธอใน MARY KOM (2014, Omung Kumar) ที่เธอรับบทเป็นนักมวย, ใน BAJIRAO MASTANI (2015, Sanjay Leela Bhansali) ที่เธอตบกับ  Deepika อย่างรุนแรง และใน  JAI GANGAAJAL (2016, Prakash Jha) ที่เธอรับบทเป็นตำรวจหญิงผู้ผดุงความยุติธรรม ล่าสุดเห็นเธอแสดงใน THE MATRIX RESURRECTIONS (2021, Lana Wachowski) ด้วย

8.Anushka Sharma

ชอบเธอมาก ๆ ใน PK (2014, Rajkumar Hirani), NH10 (2015, Navdeep Singh) ที่เป็น thriller กับใน SUI DHAAGA: MADE IN INDIA (2019, Sharat Katariya)

9.Jacqueline Fernandez

เหมือนเราอาจจะเคยดูหนังของเธอน้อยมาก แต่มียุคนึงที่เรามักเห็นเธอในหนังตัวอย่าง เราไม่คิดว่าเธอเป็น "นักแสดง" ที่ดี แต่เราชอบเธอเพราะเธอเหมือน "เพื่อนเกย์" คนนึงตอนมัธยมมาก ๆ ในแง่ "จริตจะก้าน" และ "การทำหน้าทำตา" คือเห็นเธอทีไรแล้วเราหยุดหัวเราะไม่ได้ เพราะเธอทำให้เรานึกถึงเพื่อนเกย์คนนี้ รู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีความเป็นกะเทยสูงมากอยู่ในตัว 55555

ชอบดาราคนอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น Vidya Balan (TUMHARI SULU) กับ Rani Mukherjee (MADAARNI) แต่ลิสท์นี้เอาแค่นี้ก่อน

ดาราในรูป (จากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา) -- Kareena Kapoor, Priyanka Chopra, Tabu, Sonam Kapoor, Kangana Ranaut, Anushka Sharma, Jacqueline Fernandez, Taapsee Pannu, Deepika Pradukone


---

กรี๊ดดดด อยากดู  MORI, THE ARTIST'S HABITAT (2018, Shuichi Okita) กับ FIRE WILL COME (2019, Oliver Laxe) อย่างสุด ๆ  Shuichi Okita คือผู้กำกับ  A STORY OF YONOSUKE (2012) ส่วน Oliver Laxe คือคนที่อยู่ในหนังเรื่อง THE SKY TREMBLES AND THE EARTH IS AFRAID AND THE TWO EYES ARE NOT BROTHERS (2015, Ben Rivers, A+30)
https://www.bacc.or.th/event/2947.html
---
หนึ่งในประโยคประทับใจจากการคุยกับเพื่อน ๆ เมื่อวานนี้ เพื่อนเล่าว่าผู้ปกครองบางคนโอ๋ลูกมากเกินไป ตามใจเด็กจนเคยตัว เพื่อนก็เลยด่าลับหลังว่า "ถ้าหากมึงกลัวลูกมึงลำบากมากนัก ทำไมมึงไม่อั้นเอาไว้ ไม่ต้องเบ่งลูกออกมา"
---
พอเพื่อนเขียนว่า นักแสดงชายในละครวายมักจะต้องแสดงบทวาย "นอกจอ" ด้วย ก็เลยนึกได้ว่าเหมือนมันตรงข้ามกับยุคของ "สตรีเหล็ก" (2000) ที่นักแสดงต้องปกป้องความเป็น straight ของตัวเองอย่างเต็มที่ ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนนั้นมีนักข่าวถามนักแสดงในสตรีเหล็กคนนึงว่า "เป็นชายแท้หรือเปล่า" แล้วนักแสดงก็ตอบว่า "นักข่าวส่งน้องสาวมาอยู่กับผมสักคืนนึงสิ แล้วจะรู้ว่าผมเป็นชายแท้หรือเปล่า" เหมือนเคสนั้นทั้งนักข่าวและนักแสดงก็โดนสังคมรุมประณามไป แต่ไม่รู้ว่าเราจำถูกหรือเปล่านะ (แต่ก็เห็นใจนักแสดงอยู่บ้างนะ เราว่าเขาอาจจะโกรธกับคำถาม และคนเราพออยู่ในอารมณ์โกรธ มันก็จะพูดอะไรที่ไม่สมควรออกมาได้)

สงสาร Rock Hudson ถ้าเขามาเป็นดารายุคนี้คงสบายไปแล้ว
--
THE RESTLESS (2021, Joachim Lafosse, Belgium, A+30)

ฉากที่พระเอกบุกเข้าไปในโรงเรียนประถมนี่น่ากลัวมาก ๆ
--

BUG TANGMO (2022, Thitipong Chaisati, A+15)
บักแตงโม

Spoilers alert
--
-'
-'
--
-'

1.ขำที่พระเอกชื่อ "โทนี่" ที่ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ส่วนผู้ร้ายในหนังชื่อ "อำนาจ" ไม่รู้หนังตั้งใจสื่ออะไรหรือเปล่า 55555

2.ถ้าหากเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เป็นเพลง มันก็เป็นเพลงที่เราไม่ชอบ "แนวเพลง" และ "เนื้อร้อง" น่ะ แต่เราชอบ "จังหวะ" ของเพลง เหมือนเพลงมันไม่ดี แต่มันถูก remix ออกมาจนจังหวะมันสนุก และเราชอบ "ความแร่ดในการออกเสียงของนักร้อง"

คือเหมือนเราไม่อินกับหนังตลกทำนองนี้อยู่แล้วน่ะ เนื้อหาของหนังเรื่องนี้เราก็เฉย ๆ แต่เราถูกโฉลกกับ energy ของหนังเรื่องนี้ เหมือนจังหวะมันสนุกดี และเหมือนหนังมันดึงพลังความประสาทแดก ความ hysteria บางอย่างของนักแสดงออกมาได้ในระดับนึง

ก็เลยนึกถึงพวกเพลงที่  original version มันไม่ดี แต่มันถูก remix ใหม่จนกลายเป็นเพลง  dance ที่จังหวะมันส์มาก และมีการดึงเอาพลังความแร่ดในเสียงของนักร้องออกมาได้อย่างแจ๋วแหววในเวอร์ชั่นที่  remix แล้ว

3.อะไรคือการที่ แม่ของนางเอกต้องเลือกระหว่าง ค่อม ชวนชื่น, โรเบิร์ต สายควัน และ วิลลี่ แมคอินทอช 55555

4. ตัวละคร "มิกซ์" นี่ดีมาก ๆ

---

THE DESPERATE HOUR (2021, Phillip Noyce, A+25)

1. นึกถึง "จีน่ากับโถสีฟ้า 5 ใบ" ซึ่งเป็นละครเวทีในการ์ตูนเรื่อง "หน้ากากแก้ว" คิตะจิมะ มายะ นางเอกของ "หน้ากากแก้ว" แสดงละครเวทีเรื่องนี้คนเดียว ตลอดทั้งเรื่อง โดยตัวละครคนอื่น ๆ อยู่ "นอกเวที" เกือบทั้งหมด แต่มายะก็เอาอยู่ คนดูสนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกไปกับเนื้อเรื่อง ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นตัวละครคนอื่นเลย เห็นแค่มายะในบทจีน่ารับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ

พอดูหนังเรื่องนี้ก็เลยนึกถึงละครเวทีเรื่องนั้นใน หน้ากากแก้วมาก ๆ เพราะในหนังเรื่องนี้มี Naomi Watts ปรากฏตัวหน้าจอภาพยนตร์แค่คนเดียวเกือบตลอดทั้งเรื่อง แต่เธอก็เอาอยู่ และหนังเรื่องนี้เหมือนช่วยกระตุ้นจินตนาการผู้ชมในทางนึงด้วย และทำให้ผู้ชมเข้าใจความรู้สึกนางเอกมาก ๆ ด้วย เพราะหนังจำกัดการรับรู้ข้อมูลของผู้ชมให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับนางเอก

2. ไม่แน่ใจว่าทั้ง THE DESPERATE HOUR กับหนังออสเตรเลียเรื่อง GOLD (ทองกู) ที่เข้าฉายในตอนนี้เป็นหนังที่เกิดจาก "ข้อจำกัดทางการถ่ายทำในยุคโควิด" เหมือนกันหรือเปล่า เพราะทั้งสองเรื่องใช้นักแสดงน้อยมาก ๆ แต่หนังออกมาดีงามมาก ๆ ต้องชมบทภาพยนตร์, ฝีมือของนักแสดงนำ และการกำกับที่ช่วยกันแบกหนังทั้งสองเรื่องเอาไว้ได้
--
SEA GYPSY'S LIFE INSURANCE (2009, Nok Paksanavin, documentary, A+30)
ประกันชีวิต

ในที่สุดก็ได้ดูหนังสารคดีมานุษยวิทยาเรื่องนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายในงานหนังสั้นมาราธอนปี 2009 เราอาจได้ดูแค่ครึ่งเรื่องหลังมั้ง เหมือนเรามาดูไม่ทันช่วงครึ่งเรื่องแรก

ครั้งนี้ก็เลยอาจจะเป็นครั้งแรกที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ

ช่วงครึ่งหลังหนังมืดมาก ๆ จนแทบมองอะไรไม่เห็นเลย 555 เข้าใจว่าน่าจะเป็นการสะท้อนปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ในพื้นที่นั้นด้วย

ตกใจมากที่ได้รู้ว่าปัจจุบันนี้ปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ก็ยังคงมีอยู่ นึกถึงพิมรี่พายขึ้นมาเลย 555

ขอบคุณหมอเทมป์มาก ๆ ที่หาหนังเรื่องนี้มาฉาย

DREAM, AND CHOICES OF LIFE

 

รีบบันทึกความฝันเมื่อคืนไว้ก่อน ก่อนจะลืม นี่เป็นความฝันที่เป็นผลจากการดู EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE 55555 คือเมื่อคืนเราฝันว่าเราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็พบว่าแทนที่ในห้องน้ำจะเป็นโถส้วมให้เรานั่งดี ๆ มันกลับเป็นส้วมหลุมยุคโบราณแบบที่เราต้องนั่งยอง ๆ เราก็เลยรู้ได้ในทันทีว่ามันมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ เราต้องกำลังฝันอยู่แน่เลย เราก็เลยหลับตาแล้วลืมตาใหม่ เราก็เห็น “โถส้วม” แบบปกติอยู่ตรงหน้าเรา แต่ถ้าหากเราหยีตามอง เราจะเห็นภาพตรงหน้าเป็น split screen คล้ายภาพบนกระจกที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ เสี้ยวด้านซ้ายของภาพเป็นโถส้วม ส่วนเสี้ยวด้านขวาของภาพเป็นส้วมแบบนั่งยอง ๆ เราก็เลยพบว่า ถ้าหากเราหยีตา เราจะมองเห็นอีกเอกภพนึงได้ คือในอีกเอกภพนึง ห้องน้ำของเราเป็นส้วมแบบนั่งยอง ๆ ไม่ใช่โถส้วมแบบนั่งสบาย ๆ 55555

 

เราก็เลยถือโอกาสว่า เออ ไหน ๆ เราก็มองเห็นอีกเอกภพนึงในฝันได้แล้ว เราขอสำรวจดูหน่อยว่าในอีกเอกภพนึงชีวิตของเราเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เลยหยีตามองสำรวจสิ่งต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็พบว่าเมื่อเราหยีตามองตรงหน้าห้องน้ำ เราจะพบว่าซีกซ้ายของภาพที่เราเห็นไม่มีอะไรอยู่หน้าห้องน้ำ แต่ซีกขวาของภาพที่เราเห็นมีเศษกระดาษสีน้ำตาลวางกองอยู่ เราก็เลยพยายามหยิบเศษกระดาษสีน้ำตาลจากอีกเอกภพนึงขึ้นมาดู มันมีตัวเลขอะไรบางอย่างระบุไว้ แล้วเราก็เหมือนรู้ขึ้นมาเองว่า มันคือเลขวันที่ที่จะเป็นวันตายของเรา เราก็เลยพยายามจำเลขนั้นไว้ แต่พอเราตื่นนอนขึ้นมา เรากลับจำเลขนั้นได้ไม่หมด เหมือนมันขึ้นต้นด้วย 2608 แต่เราจำเลขตอนท้ายไม่ได้ คือเหมือนเราจะต้องตายในวันที่ 26 ส.ค. แต่พอเราตื่นนอนขึ้นมา เราจำไม่ได้ว่าปีที่เราจะตายคือปีอะไร จบ

 

POLL: ถ้าหากคุณมีชีวิตเหมือนตัวละครในหนังเหล่านี้ คุณจะตัดสินใจแบบเดียวกับตัวละครตัวใด

 

พอเราได้ดู EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE (2022, Dan Kwan, Daniel Scheinert, A+30) กับ IT’S A FLICKERING LIFE (2021, Yoji Yamada, Japan, A+30) แล้วเราก็พบว่า เราชอบหนังสองเรื่องนี้อย่างสุด ๆ แต่หนังสองเรื่องนี้ทำให้เราชอบ FAST AND FEEL LOVE มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายถึงเราชอบ FAST AND FEEL LOVE มากที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้นะ เพียงแต่ว่า EEAAO กับ IT’S A FLICKERING LIFE มันไปขับเน้นจุดที่เราชอบสุด ๆ ใน FAST AND FEEL LOVE ให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นก็คือการตัดสินใจของตัวละครหญิง

 

ก็เลยอยากสอบถามเพื่อน ๆ ว่า ถ้าหากเพื่อนๆ มีชีวิตเหมือนตัวละครนางเอกในหนังเหล่านี้ เพื่อน ๆ คิดว่าตัวละครนางเอกในหนังเรื่องใด “ตัดสินใจ” ในแบบเดียวกับที่เพื่อน ๆ จะตัดสินใจ ตอบได้มากกว่าหนึ่งคำตอบ 55555

 

1. FAST AND FEEL LOVE

 

2.THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier, Norway)

 

3. EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE ในจักรวาลที่เลือกทีจะมีผัว

 

4. EVERYTHING EVERYWHERE ALL AT ONCE ในจักรวาลที่เลือกที่จะไม่มีผัว แต่ได้เป็นดาราดัง

 

5.IT’S A FLICKERING LIFE อยู่กับผัว ถึงแม้ผัวจะติดเหล้า ติดการพนัน แล้วก็มีหนี้สินรุงรัง ถูกเจ้าหนี้นอกระบบตามรังควานอย่างรุนแรง

 

6. THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany) ทิ้งผัวโดยไม่ต้องมีสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น

 

คือเราชอบ EEAAO กับ IT’S A FLICKERING LIFE อย่างสุด ๆ ก็จริง แต่มันไม่ทำให้เรา identify ตัวเองกับการตัดสินใจของนางเอกแบบเดียวกับที่เรารู้สึกใน FAST AND FEEL LOVE น่ะ โดยเฉพาะนางเอกของ IT’S A FLICKERING LIFE กับ FAST AND FEEL LOVE นี่คือขั้วตรงข้ามกันเลย คือเหมือนนางเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ได้ผัวนิสัยไม่ดีทั้งคู่ แต่คนนึงเลือกที่จะทนทุกข์กับผัว แต่อีกคนตัดสินใจทิ้งผัวไป เราก็เลยชอบ IT’S A FLICKERING LIFE มาก ๆ ในแง่หนังที่ทำให้เราเข้าใจ “ผู้อื่น” แต่เราชอบ FAST AND FEEL LOVE มาก ๆ ในแง่ที่ตัวละครในหนังตัดสินใจแบบเดียวกับเรา

 

แต่ยังไงก็ชอบ THE LEFT-HANDED WOMAN มากที่สุดในกลุ่มนี้นะ 55555

 

 

ROCKET SLIDER

 

เกาะกระแส GANGUBAI KATHIAWADI ด้วยการทำลิสท์หนังเกี่ยวกับผู้ค้าบริการทางเพศที่เราชอบสุด ๆ ค่ะ

 

ไม่ได้เรียงตามลำดับความชอบนะคะ

 

1.SLEEPING BEAUTY (2011, Julia Leigh, Australia)

 

2. NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy)

 

3. LEAVING LAS VEGAS (1995, Mike Figgis)

 

4. PRETTY  BABY (1978, Louis Malle)

 

5. AMERICAN GIGOLO (1980, Paul Schrader)

 

6.BELLE DE JOUR (1967, Luis Bunuel, France)

 

7. FLOWERS OF SHANGHAI (1998, Hou Hsiao-hsien, Taiwan)

 

8. AN OLD PROSTITUTION สูงวัยให้บริการ (2020, Suphisara Kittikunarak, documentary)

 

9. 101 RENT BOYS (2000, Fenton Bailey, Randy Barbato, documentary)

 

 

บั้งไฟสไลเดอร์ (2022, Tayakee Promkomol, A+30)

 

GUILTY PLEASURE OF THE YEAR ติดอันดับประจำปีแน่นอน แน่นอนว่าหนังมีอะไรที่อาจจะไม่เข้าทางเราอยู่หลายอย่าง และในแง่คุณงามความดีแล้วอาจจะเทียบกับหนังอย่างหน่าฮ่านหรือไทบ้านเดอะซีรีส์ไม่ได้เลย แต่ชอบสิ่งที่หนังเรื่องนี้เลือกจะเป็น นั่นก็คือความสุขรื่นเริงกรี๊ดกร๊าดประสาทแดกของกะเทยหมู่บ้านขณะอยู่กับเพื่อน ๆ และความตั้งใจพอสมควรในการทำบั้งไฟ

 

นึกถึงเสน่ห์ของหนังอย่าง ปัญญา เรณู (2011, Bin Bunloerit) กับ ฮักบี้ บ้านบาก (2019, Bin Bunloerit) แต่เรื่องนี้เปลี่ยนมาเป็นแก๊งกะเทยแทน

 

คุณตยาคี พร้อมโกมล เคยกำกับภาพยนตร์เรื่อง "โย...ปริศนาตามหาหัวใจ" ที่เราชอบสุดขีด หนังเรื่องนั้นติดอันดับ 42 ในลิสท์หนังสุดโปรดประจำปี 2019 ของเรา ดีใจมากที่พอเขามาทำหนังใหญ่แล้วฝีมือไม่ตกลงเลย

 

บั้งไฟสไลเดอร์ (ตอน 2)

 

อันนี้เป็นสิ่งที่เราเขียนตอบคุณผู้กำกับไปใน comment ในโพสท์แรก ก็เลยเอามาแปะในนี้ด้วย

 

1.สิ่งที่ชอบมากในหนังเป็นการส่วนตัวก็คือ “อารมณ์” ของการได้อยู่กับแก๊งเพื่อน ๆ กะเทยครับ ผม identify กับมันด้วยได้อย่างรุนแรงมาก ๆ มันคืออารมณ์ของการวี้ดกรี๊ดวี้ดกรี๊ดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมีสาเหตุอะไรอีกต่อไป ฉากที่ชอบมากเป็นพิเศษคือการไล่จับแย้ครับ เพราะฉากนั้นได้อารมณ์ของแก๊งเพื่อนกะเทยมาก ๆ และเป็นฉากที่ทำให้ได้รับรู้ว่าชาวบ้านในชนบทก็มีกิจกรรมประเภทนี้อยู่ด้วย

 

ซึ่งเหมือนหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์เรื่อง “อารมณ์ของการได้อยู่กับแก๊งเพื่อนๆ กะเทย” ตรงนี้ได้ตรงใจผมมากกว่าหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ครับ เพราะว่า

 

1.1 ถ้าหากเทียบกับ “หนังชนบท” ของไทยด้วยกัน หนังชนบทของไทยเรื่องอื่น ๆ มักจะเป็นเรื่องของ “หนุ่มหล่อกับสาวสวย”, “หนุ่มไม่หล่อกับสาวสวย” (ไทบ้านเดอะซีรีส์) หรือ “ตลกชายกับตลกหญิง” (แหยม ยโสธร) ในขณะที่แก๊งกะเทยจะเป็นเพียงแค่ตัวประกอบเท่านั้น แต่ในหนังเรื่องนี้แก๊งกะเทยคือตัวเอกเลย คือแก๊งกะเทยในหนังเรื่องนี้สำคัญในระดับมากกว่าหรือเท่ากับ “พระเอก-นางเอก” หรือ “หนุ่มหล่อ-สาวสวย” ในหนังเรื่องนี้เสียอีก และพอหนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับแก๊งกะเทยแบบนี้ ผมก็เลยรู้สึกเหมือนตัวผมและเพื่อน ๆ ของผมได้รับความสำคัญไปด้วยครับ เหมือนในที่สุด spotlight ก็ส่องมาที่ผมกับเพื่อนๆ ของผมเสียที หลังจากที่ spotlight ในหนังเรื่องอื่น ๆ มักจะถูกส่องไปที่ “สาวสวย” มาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา

 

1.2 ถ้าหากเทียบกับ “หนังกะเทย” เรื่องอื่น ๆ ของไทย ผมก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ผม identify อารมณ์ด้วยได้มากกว่าหนังเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกันครับ โดยเฉพาะหนังอย่าง “หอแต๋วแตก” เพราะถึงแม้ผมจะชอบหนังชุดหอแต๋วแตกมากพอสมควร แต่มันไม่ใช่หนังที่ทำให้ผมมองว่า “กลุ่มตัวละครเอก” ในหนังทำให้ผมนึกถึงเพื่อน ๆ กะเทยในชีวิตจริงของผมแต่อย่างใดเลย เพราะตัวละครเอกในหนังชุดหอแต๋วแตกมันถูกทำให้ grotesque มากเกินไปจนทำให้ผมมองว่ามันห่างไกลจากตัวผมและเพื่อนๆ ของผมมาก ๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งผิด เพราะหนังชุดหอแต๋วแตกมันไม่ได้ต้องการจะ represent ชีวิตจริงของกะเทยไทยอยู่แล้ว และผมก็ชอบหนังชุดหอแต๋วแตกในแง่มุมอื่น ๆ เพียงแต่ไม่ได้มองว่าหนังชุดนี้มันทำให้ผมนึกถึง “อารมณ์ขณะได้อยู่กับเพื่อน ๆ” แต่อย่างใด

 

หนังไทยที่ทำให้ผมนึกถึง “อารมณ์ขณะได้อยู่กับเพื่อนๆ” มากกว่าหนังชุดหอแต๋วแตก จริง ๆ แล้วก็คือหนังเรื่อง “ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค” และหนังชุด “พี่นาค” เพราะผมว่าตัวละครกะเทยในหนังสองเรื่องนี้ มีความใกล้เคียงกับผมและเพื่อน ๆ ในชีวิตจริงมากกว่า “หอแต๋วแตก” หลายเท่า แต่หนังเรื่อง “ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค” มันก็ไม่ได้เน้นไปที่การร้องวี้ดไปเรื่อย ๆ มันเหมือนเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาใหญ่ในชีวิตของตัวละครมากกว่า ส่วนหนังชุด “พี่นาค” นั้น ตัวละครมันก็ดู “นิสัยไม่ดี” มากไปหน่อยจนผมรำคาญ คือหนังชุดพี่นาคมันทำให้ผมนึกถึงความสนุกขณะร้องกรี๊ดไปเรื่อยๆ กับเพื่อน ๆ ก็จริง แต่ผมก็รำคาญพฤติกรรมหรือนิสัยบางอย่างของตัวละครกะเทยในหนังมาก ๆ ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

เพราะฉะนั้นพอเทียบกับหนังไทยเรื่องอื่น ๆ หนังเรื่องนี้ก็เลยตอบโจทย์ผมตรงนี้ได้ดีกว่าหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ครับ

 

คือดูหนังเรื่องนี้แล้วก็จินตนาการว่า ใน multiverse หรือในอีกเอกภพนึง ถ้าหากผมไม่ได้เกิดที่กรุงเทพ แต่ไปเกิดที่ชนบทในยโสธร ผมจะกลายเป็นอย่างไร ผมจะกลายเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในแก๊งกะเทยแบบในหนังเรื่องนี้หรือเปล่า 55555

 

2.สิ่งที่ไม่เข้าทางผมในหนังเรื่องนี้ผมก็ไม่คิดว่าเป็น “ความผิด” ของหนังครับ เพียงแต่ว่าโดยส่วนตัวแล้วผมไมได้ชอบ “หนังตลก” แบบนี้อยู่แล้วครับ 55555 โดยเฉพาะมุกขี้ ๆ ในหนังนี่โดยส่วนตัวแล้วผมเบื่อมาก คือจริง ๆ แล้วผมไม่ได้ชอบหนังไทย genre นี้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าหนังไทย genre นี้ทำอะไรผิด ผมแค่มองว่ามันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อ “ผู้ชมคนอื่น ๆ” ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อผมอย่างเฉพาะเจาะจง เพราะฉะนั้นถ้าหากหนังไทย genre นี้มันจะเต็มไปด้วยอะไรที่ไม่เข้าทางผม ผมก็ไม่ได้มองว่ามันทำผิดอะไร

 

แต่ถ้าหากถามว่าหนังที่เข้าทางผมเป็นอย่างไร ผมก็ตอบได้ว่า

 

2.1 จริง ๆ แล้วผมชอบดูหนังเกี่ยวกับ “ชีวิตประจำวัน” ครับ คือถ้าหากมันเป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตแก๊งกะเทยชนบทที่ไม่ต้องเน้นมุกตลกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนังแนว “สมจริง” ในการถ่ายทอดชีวิตกะเทยไปเลย มีทั้งอารมณ์สนุกรื่นเริงขณะได้ร้องวี้ดกรี๊ดกับเพื่อน ๆ โดยไม่มีสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น และมีแง่มุมอื่น ๆ ของชีวิตด้วย โดยเฉพาะเรื่อง “การทำมาหากิน” และปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของชีวิต หนังก็คงเข้าทางผมมาก ๆ ครับ (แบบหนังเรื่อง “วังพิกุล” ของคุณบุญส่ง นาคภู่ แต่เปลี่ยนตัวละครเอกมาเป็นแก๊งกะเทยแทน) แต่มันอาจจะเป็นหนังที่ไม่ทำเงินใด ๆ, ผู้สร้างคงขาดทุน และหนังแบบนี้คงยากจะหาทุนสร้างจากหน่วยงานที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ได้ ผมก็เลยเข้าใจได้ว่าทำไมถึงไม่ได้มีการสร้างหนังแบบที่ผมต้องการออกมาครับ

 

2.2 ผมชอบมากที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นกระบวนการในการสร้างบั้งไฟครับ เพราะเหมือนผมไม่เคยเห็นกระบวนการสร้างบั้งไฟแบบนี้ในหนังเรื่องอื่น ๆ

 

ผมก็เลยคิดว่าจริง ๆ แล้วหนังมันอาจจะเข้าทางผมได้มากกว่านี้อีก ถ้าหากมันทำเป็นหนังแนว “การแข่งขัน” แบบหนังญี่ปุ่นไปเลย คือลงรายละเอียดเยอะ ๆ เลยเกี่ยวกับการผลิตบั้งไฟและการแข่งขันบั้งไฟครับ

Tuesday, May 10, 2022

THE HAZARDS OF HELEN: EPISODE 33 – IN DANGER’S PATH (1915, J.P. McGowan, A+15)

 

THE HAZARDS OF HELEN: EPISODE 33 – IN DANGER’S PATH (1915, J.P. McGowan, A+15)

 

ดูได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=dYAdrQf4HUg

 

ภาพยนตร์ชุดนี้สร้างขึ้นเมื่อ 107 ปีก่อน ภาพยนตร์ชุด THE HAZARDS OF HELEN ถูกสร้างขึ้นเพื่อตบกับภาพยนตร์ชุด THE PERILS OF PAULINE (1914) ที่มี 20 ภาค โดย THE HAZARDS OF HELEN มีทั้งหมด 119 ภาค!!!!!! ภาคละ 12 นาที โดยค่อย ๆ ทยอยออกฉายทีละภาคจนจบภายในเวลาราว 2 ปีกว่า

 

ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด เคยมีการสร้าง “ภาพยนตร์ชุด” ที่ออกฉายเป็นตอน ๆ แบบนี้เยอะมากเมื่อราว 100 ปีก่อน แต่เรายังไม่เคยได้ดูเลย แต่ก็อยากดูมาก ๆ จริง ๆ แล้วเราเคยซื้อวิดีโอเทปภาพยนตร์ชุด LES VAMPIRES (1915, Louis Feuillade, 7 hours) จากร้านแว่นจตุจักรมาด้วย แต่พอเราเปิดดูแล้ววิดีโอเทปมันเจ๊ง ๆ เราก็เลยยังไม่ได้ดู LES VAMPIRES หรือภาพยนตร์ชุดยุคโบราณมาจนบัดนี้

 

แต่เราก็สนใจไอเดียของการสร้างภาพยนตร์ชุดแบบนี้มากนะ เพราะฟังจากชื่อเรื่อง THE PERILS OF PAULINE และ THE HAZARDS OF HELEN แล้วมันเป็นแนวหญิงสาวผจญภัย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราชอบ และเธอผจญภัยเจออันตรายถึง 119 ภาค คือจำนวนภาคเยอะกว่าเจมส์ บอนด์น่ะ ถึงแม้ความยาวจะแค่ภาคละ 12 นาที 55555

 

วันนี้ลองดูไปตอนนึงทางยูทูบ ก็โอเคแหละ คือถ้ามาดูในยุคปัจจุบันมันก็ไม่สนุก ไม่เร้าใจ ไม่ตื่นตาตื่นใจอะไรไปแล้ว แต่นึกถึงความรู้สึกของผู้ชมเมื่อ 107 ปีก่อนแล้วก็เข้าใจได้

 

ถึงมันจะไม่ตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมยุคปัจจุบัน แต่มันก็ช่วยบันทึกอะไรหลาย ๆ อย่างในยุคนั้นไว้ได้นะ

 

พอมีการสร้าง THE PERILS OF PAULINE กับ THE HAZARDS OF HELEN แล้ว เราก็อยากให้มีคนสร้างภาพยนตร์ชุด THE JOY OF MISS JIT เป็นเรื่องราวการผจญภัยหาผัว ผัวละ 1 ภาค ทั้งหมด 119 ภาค

Sunday, May 08, 2022

MEETING WITH FRIENDS

 

บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการได้คุยกับเพื่อน ๆ เมื่อวานนี้

 

1.ตอนนี้ทั้งเราและเพื่อน ๆ ประสบปัญหาจากการซื้อสินค้าออนไลน์ แล้วผู้ขายสินค้าตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าหากจะเคลมสินค้าที่ชำรุดเสียหายบกพร่อง ผู้ซื้อสินค้าจะต้องถ่ายคลิปตอนแกะกล่องสินค้าด้วย

ซึ่งพวกเราก็ใช้ชีวิตตัวคนเดียว ก็เลยงงว่าแล้วจะถ่ายคลิปตอนตัวเองแกะกล่องสินค้าได้ยังไงโดยไม่ลำบาก ถ้าใช้มือนึงถือโทรศัพท์ แล้วจะใช้มืออีกข้างเดียวแกะกล่องพัสดุที่ปิดเทปกาวหนาแน่นได้ยังไง โดยที่กล้องสามารถจับภาพการเปิดกล่องได้อย่างสมบูรณ์ด้วย หรือจะให้ตั้งกล้องถ่ายเพื่อให้เห็นภาพการแกะกล่อง พวกเราก็ไม่มีความรู้ความชำนาญในการตั้งกล้องถ่าย สรุปคือมึงจะให้กูใช้ “ง่ามตีน” คีบโทรศัพท์มือถือ ขณะมือสองข้างแกะกล่องพัสดุเหรอ

 

เพื่อนเคยซื้อตุ๊กตาออนไลน์ แล้วปรากฏว่าทางนั้นส่งมาแต่ “หัวตุ๊กตา” ด้วย แต่ยังดีที่ด่าทอกับทางผู้ขายสินค้าจนทางนู้นยอมส่งตุ๊กตาตัวอื่นมาให้แทนเป็นการชดเชย

2.เพื่อนเคยติดโควิด เข้า hospitel แล้วเล่าประสบการณ์ให้พวกเราฟังแบบเล่น ๆ ฮา ๆ ว่า “ระบบอะไรต่าง ๆ เชื่อถือไม่ได้สักอย่าง มีให้เอ็กซ์เรย์ปอดตอนเข้ากับตอนออก แต่ไม่เคยได้เห็นผลเอ็กซ์เรย์ ไม่รู้จริง ๆ เครื่องเอ็กซ์เรย์ปอดเสียบปลั๊กอยู่หรือเปล่า หมอที่คุยติดตามอาการเราก็ไม่เคยบอกชื่อ เผลอ ๆ ไม่ใช่หมอ แต่เป็นยาม hospitel คุยกับเราอยู่” (คือรู้ว่าจริง ๆ ก็เป็นหมอแหละ แต่เราขำจินตนาการของเพื่อนมาก ๆ)

 

3. “พอเกิดโควิดระบาดขึ้นมา มันสอนให้รู้ว่า มนุษย์มึงอย่านึกว่าแน่ แต่งหน้าดีนัก อีหลายเซลล์กับอีเซลล์เดียว ดูซิใครจะแน่กว่ากัน”

 

4.เพื่อนเข้าคิวรอจ่ายตังค์ที่โลตัส พอตัวเองถึงคิวจะได้จ่ายตังค์ ก็มีคนจีนเอาสินค้ามาวางตัดหน้า ชี้ไปที่ท้องตัวเอง แล้วพูดภาษาจีนอะไรก็ไม่รู้ ทำเหมือนกับว่าตัวเองปวดเยี่ยว จะขอจ่ายเงินก่อน เพื่อนก็เลยด่าเป็นภาษาไทยกลับไป คนนั้นก็พูดภาษาจีนกลับมา เพื่อนเลยด่าเป็นภาษาที่คิดขึ้นมาสด ๆ กลับไป ทำนองว่า “ฉ่งแฉ่งจิกมึกหิกหัยเหิกกึกทำห่อยฉ่อยหมวก” อะไรไปเรื่อย ๆ สักระยะนึง แล้วลงท้ายว่า “อีเหี้ย” แล้วก็เอาสินค้าของตัวเองให้แคชเชียร์คิดเงิน พบว่าแคชเชียร์หัวเราะจนหยุดไม่ได้

 

เพื่อนด่าอีแซงคิวอีกด้วยว่า “การปวดเยี่ยวนี่คือฟ้าประทานให้มึงปวดขึ้นมาทันทีเหรอ คือก่อนจะปวดเยี่ยวจนทนไม่ได้นี่ มันต้องมีอาการเตือนมาก่อนหน้านั้นนานระยะนึงแล้ว แล้วมึงก็ไม่เอาเวลานั้นไปเยี่ยวก่อนน่ะนะ แล้วทำไมกูต้องให้มึงแซงคิว เยี่ยวกูก็ไม่ได้เยี่ยว คิดเงินกูไม่ได้คิดเงิน ส่วนมึงได้ทั้งไปเยี่ยว ได้ทั้งคิดเงิน ไม่มีวันยอมให้ซะล่ะ”

 

5.เพื่อนคนนึงไปพักโรงแรมที่เคยเกิดเหตุไฟไหม้คนตายจำนวนมากเกือบ 100 คนเมื่อ 25 ปีก่อน นึกว่าผีจะไปผุดไปเกิดกันหมดแล้ว เพราะมันนานมาตั้ง 25 ปีแล้ว ปรากฏว่าก็ยังเจอผีอยู่จ้า กลางวันแสก ๆ เลย ผัวเพื่อนอยู่ในห้องน้ำก็เห็นเงาดำ ๆ แว้บไปแว้บมา และเห็นเงาดำ ๆ แว้บไปแว้บมาบางจุดในห้องด้วย พวกเราก็ขำที่ผีเหมือนมาแอบดูผัวเพื่อนอาบน้ำ พวกเราก็เลยตั้งชื่อให้ผีนั้นว่า “ผีเมียน้อย”

 

แต่จริง ๆ ก็สงสารผีนั้นมาก ๆ นะ เพราะมันนานตั้ง 25 ปีแล้ว ยังไม่ไปผุดไปเกิดสักที น่าจะเป็นผีคนต่างชาติด้วยแหละ เพราะโรงแรมนั้นคนต่างชาติเสียชีวิตเยอะมาก

 

6.ปัญหาคนตายจำนวนมากในโรงแรมข้างต้นมันเกิดจากการล็อกทางหนีไฟ แขกของโรงแรมก็เลยตายกันเกือบร้อยคนเพราะทางหนีไฟโดนล็อก และเพื่อนก็ตั้งข้อสังเกตกันด้วยว่า บางอาคารในไทยชอบเอาของไปเก็บตรง “ทางหนีไฟ” ซึ่งมันเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก เพื่อนอาศัยอยู่ในอาคารแห่งนึงที่มีการเอาของไปเก็บตรงทางหนีไฟ เพื่อนก็เลยแจ้งฝ่ายอาคารไป ทางนั้นก็ตอบกลับมาว่า “ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยนะครับ” เพื่อนก็เลยด่ากลับไปว่า “ไม่ได้นะ สิ่งที่คุณทำมันผิดกฎหมายนะ” แล้วก็ด่า ๆ ไปจนทางนั้นต้องย้ายของออกจากทางหนีไฟจนหมด

 

7.เพื่อนอีกคนเจอผีหลอกบนเครื่องบิน คือนอนหลับอยู่บนเครื่องบิน ตื่นมาเจอผีเอาหน้ามาแปะใกล้ ๆ เลย เหมือนเป็นผีผู้หญิงผมยาวที่มีผมมาปรกหน้าจนหมด เพื่อนก็เลยร้องกรี๊ด

 

แต่หลังจากนั้นพอเกิดโควิดระบาด ทางสายการบินแห่งนั้นก็ได้ขายเครื่องบินลำนั้นไปแล้ว คาดว่าผีก็คงติดไปกับเครื่องบินที่ขายไปแล้วด้วย

 

8.เพื่อนคลั่งไคล้ตุ๊กตาของ Sensational Doll มาก ๆ คุณไชยยันต์ โตเทศ คนทำตุ๊กตานี้ก็หล่อมาก ๆ

https://www.instagram.com/sensationaldoll/

 

9.ข้อคิดประจำวัน “คุยด้วยจิ๋ม จะได้เคลียร์ปัญหา อย่าคุยด้วยปาก ขมุบขมิบปาก มันไม่เท่าจิ๋มขมิบ”

Saturday, April 30, 2022

THE HOUSE OF THE LOST ON THE CAPE

 FATE/KALEID LINER PRISMA ILYA -- LICHT NAMELESS GIRL (2021, Shin Oonuma, Japan, Animation, A+15)


เป็นหนังตระกูล FATE ภาคที่ 6 ที่เราได้ดู และเราก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับมันแล้ว 555 คือก่อนหน้านี้เราเคยชอบหนังชุดนี้มาก ๆ เพราะมันเต็มไปด้วยตัวละครหญิงสาวอิทธิฤทธิ์แรง ๆ ที่บู๊สะบั้นหั่นแหลกน่ะ เหมือนเอาตัวละครจาก SAILOR MOON มาใส่ในการ์ตูนบู๊ ๆ ของผู้ชาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าทางเรามาก ๆ

แต่พอเราดูมาแล้ว 6 ภาค (เหมือนเราพลาดไป 2 ภาคจากที่เข้ามาฉายในไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา) เราก็เริ่มรู้สึกว่า อยากให้หนังชุดนี้มันมีอะไรมากกว่านั้นบ้าง 555
---
ปีนี้ครบรอบ 40 ปีที่วรายุฑ มิลินทจินดา ถูกโฉมฉาย ฉัตรวิไล ใช้ทุเรียนตบหน้า?

หนึ่งใน "ฉากคลาสสิค" ที่ดูเหมือนจะหายสาบสูญไปแล้วตลอดกาล น่าจะเป็นฉากจากละครโทรทัศน์เรื่อง "สงครามพิศวาส" (1982) ที่วรายุฑ ถูกโฉมฉาย ฉัตรวิไลใช้ "ทุเรียน" ตบหน้า

คือเราก็ไม่ได้ดูละครเรื่องนี้นะ ไม่รู้ว่าฉากดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดออกมาบนจอทีวีอย่างไร แต่เหมือนในยุคนั้นคนจำนวนมากพูดกันถึงเนื้อหาจุดนี้ของละครอย่างรุนแรงมาก ๆ จนเราคิดว่า ฉากการใช้ทุเรียนตบหน้านี่มันต้องเป็นฉาก classic อมตะนิรันดร์กาลฉากนึงแน่ ๆ น่ะ คนเลยพูดถึงอย่างรุนแรงขนาดนี้

แต่เหมือนไม่มีใคร upload ฉากนี้ลงยูทูบหรืออะไรเลย ฉากคลาสสิคฉากนี้ก็เลยเหมือนหายสาบสูญไปตลอดกาล เสียดายที่สุด ไม่งั้นฉากนี้อาจจะกลายเป็น gif หรือมีม หรือมีคนทำ tribute ให้ใน tiktok เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีไปแล้วก็ได้ แบบซื้อทุเรียนมาถ่าย tiktok ถ่ายเสร็จก็แดกทุเรียนต่อ

มีใครทันได้ดูฉากคลาสสิคฉากนี้บ้างไหมคะ

ภาพจากเพจ "ภาพจากหนังสือเรื่องย่อละครไทย" ใน facebook
---

เมื่อวานนี้เรานั่งรถไฟฟ้าสายสีทอง เห็นผู้โดยสารหญิงคนนึงในโบกี้หน้าไปยืนติดหน้าต่างด้านหน้าโบกี้ และใช้มือถือถ่ายวิวรางรถไฟด้านหน้าโบกี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง CHICAGO (1996, Juergen Reble) ขึ้นมาเลย (ภาพจากสูจิบัตรเทศกาลภาพยนตร์ทดลองกรุงเทพครั้งที่ 3 ในปี 2001)
---

MARONA'S FANTASTIC TALES (2019, Anca Damian, France/Romania/Belgium,, animation, A+30)

Spoilers alert
--
--
--
--
--

1.ชอบงานด้านภาพของ animation นี้อย่างสุด ๆ รู้สึกว่ามันงดงามในแบบที่ตรงใจเรามาก ๆ นึกว่าต้องปะทะกับ THE BOY AND THE WORLD (2013 Ale Abreu, Brazil) ที่เป็นหนัง animation ที่มีงานด้านภาพสวยสุดขีดเหมือนกัน

2.หนังเล่าเรื่องชีวิตหมาตัวนึง แต่หนังมันสะท้อนชีวิตมนุษย์ได้อย่างน่าสะเทือนใจมาก ๆ เหมือนมันสะท้อนขีดจำกัดของมนุษย์ผ่านทางชีวิตของเจ้านายแต่ละคนของมัน

2.1 เจ้านายคนแรกรักมันมาก เขาเป็นนักแสดงมายากลข้างถนน แต่พอ cirque du soleil หรืออะไรทำนองนี้มาชวนเขาเข้าร่วมทีมเพื่อออกทัวร์ เขาก็เลยต้องแยกทางกับหมาตัวนี้

2.2 หมาตัวนี้ได้ไปอยู่กับหญิงชรา แต่หญิงชราที่เดินไม่ค่อยสะดวกสดุดหมาล้ม ทั้งสองก็เลยต้องแยกทางกัน

2.3 หมาตัวนี้ได้ไปอยู่กับลูกชายหญิงชรา เขารักหมามาก แต่เมียเขาเกลียดหมา หมากับคนก็เลยต้องแยกทางกัน ถ้าจำไม่ผิด

2.4 เด็กหญิงคนนึงเก็บหมาไปเลี้ยง เธอรักหมามาก แต่พอเธอโตขึ้นเป็นสาว เธอก็เน้นเอาเวลาไปหาผัว ไม่มีเวลาให้หมามากเหมือนแต่ก่อน

2.5 แม่ของเด็กหญิงก็ต้องหาเลี้ยงครอบครัวตามลำพัง เลี้ยงทั้งลูก ทั้งพ่อของเธอในวัยชรา เธอก็เลยเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับชีวิตอย่างรุนแรง

พอดูแล้วก็เลยรู้สึกว่าหนังมันสะท้อนข้อจำกัดต่าง ๆ ของชีวิตมนุษย์ได้ดีมากน่ะ ก็เลยชอบหนังอย่างสุดขีด

---

C'MON C'MON (2021, Mike Mills, A+25)

1.ชอบส่วนที่เป็นการสัมภาษณ์เด็ก ๆ มาก ๆ

2. รู้สึกว่าหนังมันดีมาก แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราดูแล้วไม่ค่อยอิน 555 ตอนแรกก็นึกว่าอาจจะเป็นเพราะเราไม่มีสมาธิในการดูมากเท่าที่ควร แต่คิดดูแล้ว เราก็ไม่ได้อินเป็นการส่วนตัวกับ 20TH CENTURY WOMEN (2016, Mike Mills, A+30) เหมือนกัน ก็เลยคิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของ wavelength ของเราที่ไม่ตรงกับของผู้กำกับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายได้

3.แต่รู้สึกได้เลยว่า เราคล้ายกับ "พ่อเด็ก" มากกว่าพระเอกในหนังเรื่องนี้ เหมือนอย่างที่เราให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า เราเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองแบกรับปัญหาชีวิตไว้มากเกินพอแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีปัญหาชีวิต หรือภาระเหี้ยห่าอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง กูจะทนไม่ไหวและจะไม่ทนอะไรอีกต่อไป เราก็เลยเหมือน identify ตัวเองกับพ่อเด็กที่ nervous breakdown มากกว่าจะ identify ตัวเองกับพระเอก



---
THE END OF THE PALE HOUR (2021, Hana Matsumoto, Japan, A+30)

Spoilers alert
--
--
--
--
--
1.เป็นหนังที่ "จริงจนเจ็บ" สำหรับเรา พระเอกเพิ่งจบมหาลัย ไขว่คว้าดิ้นรนที่จะประสบความสำเร็จทั้งในด้านความรักและหน้าที่การงาน แต่ในที่สุดก็ล้มเหลว อยู่เป็นโสด และทำงานต๊อกต๋อยต่อไป

แน่นอนว่าดูแล้วนึกถึงชีวิตตัวเอง และรู้สึกว่ามันช่วยเติมเต็มหนังเรื่อง FAST & FEEL LOVE ได้ดีมาก เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นแชมป์โลก หรือเป็นพนักงานระดับล่าง ชีวิตมันก็เต็มไปด้วยความทุกข์และความไม่สมหวังแบบนี้นี่แหละ
ดูแล้วนึกถึง one of my most favorite TV series of all time เรื่อง "จุดนัดฝัน" (1995) ด้วย

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของหนังอย่าง THE SECRET OF MY SUCCESS (1987, Herbert Ross) ที่ทำให้เรามีความหวังว่าจะประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม คือเหมือนหนังฮอลลีวู้ดยุคทศวรรษ 1980  มันบรรจุความฝันที่หอมหวานของระบบทุนนิยมแบบนี้ไว้เยอะมั้ง ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด บางทีอาจเป็นเพราะยุคนั้นมันเป็นยุคสงครามเย็น

2.รู้สึกว่า Takumi Kitamura ในเรื่องนี้ ดูคล้ายสันติสุข พรหมศิริ ในบางมุม 555
---
THE BATMAN (2022, Matt Reeves, A+30)

1. นึกว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก "กาหลมหรทึก" 55555  ฆาตกรต่อเนื่องที่ทิ้งปริศนาพาสนุกไว้ในการฆ่าแต่ละครั้ง

ดูแล้วนึกถึงหนังชุด SAW มาก ๆ ด้วย แต่เราชอบเรื่องนี้มากกว่า SAW เพราะ SAW มันโหดไปสำหรับคนใส ๆ อย่างเรา 555

2. กลายเป็นแบทแมนภาคที่ชอบที่สุด คงเป็นเพราะการออกแบบบรรยากาศและตัวละครพระเอกที่เข้าทางเรามาก ๆ ชอบพระเอกที่มีอาการหมดอาลัยตายอยาก เซ็งโลกแบบนี้ เพราะมันเข้ากับอารมณ์ของเรา

แต่อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า พระเอกโทนหม่นแบบนี้ ทำให้เรานึกถึง "โป้วอั้งเสาะ" ใน จอมดาบหิมะแดง แต่ยังไงก็ชอบ โป้วอั้งเสาะ มากที่สุดอยู่ดีนะ

3.เหมือนเราเฉยมาก ๆ กับ BATMAN ยุค Michael Keaton, Val Kilmer, George Clooney  เราเริ่มมาชอบหนังชุดนี้ก็ยุคของ Christian Bale + Christophet Nolan นี่แหละ

เหมือน BATMAN ยุคก่อนหน้านั้นเข้าทางเราแค่ 15% ส่วน BATMAN ยุคของ Bale เข้าทางเราประมาณ 60%  ส่วน BATMAN ภาคนี้เข้าทางเราประมาณ 75%

4. ชอบช่วงท้ายของหนังมาก ๆ เพราะมันพูดถึงหนึ่งในสิ่งที่เราหวาดกลัวที่สุด นั่นก็คือการกราดยิงแบบ ISIS หรือแบบที่เคยเกิดขึ้นในงานคอนเสิร์ตในบางประเทศ

คือก่อนหน้านั้นเราไม่ค่อยกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังน่ะ เพราะเหมือน RIDDLER มันฆ่าแต่ผู้มีอิทธิพลเลว ๆ เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะชอบบรรยากาศของหนังอย่างรุนแรงที่สุด หนังก็ไม่ได้จี้จุดความกลัวของเรา

แต่ช่วงท้ายนี่แหละที่จี้จุดความกลัวของเรา เรื่องของกลุ่มคนที่ร่วมกันกราดยิงฆ่าคนบริสุทธิ์ เพราะเรารู้สึกว่าอะไรแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตเราหรือในชีวิตของเพื่อน ๆ เรา
---
THOSE WHO CARE (DEBOUT LES FEMMES) (2021, Gilles Perret, Francois Ruffin, France, documentary, A+30)

ดีงามมาก ๆ หนังสารคดีที่ติดตามนักการเมืองฝรั่งเศสในการไปสำรวจปัญหาการทำงานของ caretakers พวกคนที่ดูแลคนชรา คนพิการตามบ้านในยุคโควิด เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ลูกจ้างประจำของบริษัท เพราะฉะนั้นเงินชดเชยโควิด สวัสดิการอะไรต่าง ๆ จึงมีปัญหา และเหมือนไม่มีสหภาพแรงงานของคนอาชีพนี้ด้วย

เหมือนจุดเริ่มต้นมันเกิดจากการที่สส.ฝรั่งเศสคนนึงสนใจเรื่องความเป็นอยู่ของภารโรงประจำรัฐสภาฝรั่งเศสมั้ง คือเริ่มจากอะไรใกล้ตัวเลย คือในขณะที่สส.ทำงานกันอยู่ ภารโรงในรัฐสภาได้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแล้วยัง ได้สวัสดิการที่เป็นธรรมแล้วยัง เหมือนภารโรงบางคนต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อจะได้เดินทางมาทำงานให้ทัน อะไรทำนองนี้

ถ้าเข้าใจไม่ผิด สส.ที่มีแนวคิดเอียงซ้ายคนนี้ ได้รับความช่วยเหลือจาก celebrity ฝ่ายขวาคนนึงในประเด็นนี้ด้วย เพราะคนดังคนนั้นมีลูกพิการที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจาก  caretaker อย่างรุนแรง คนดังคนนั้นเลยเหมือนเข้าใจหัวอกของ caretaker

พอสส.สำรวจข้อมูลปัญหาได้เยอะมากแล้ว เขาก็เสนอร่างกม.เพื่อแก้ปัญหา แต่ร่างกม.ของเขาก็ถูกปัดตกเกือบหมด หรือถูกแปรญัตติจนแทบไม่มีค่าอะไร

แต่หนังเรื่องนี้เหมือนหาทางลงที่ดี ด้วยการให้แรงงานกลุ่มนี้มาส่งเสียงแสดงความต้องการของตนเองร่วมกันในช่วงท้าย คือถึงแม้ยังออกกม.ใหม่ไม่ได้ดังใจ อย่างน้อยปัญหาและเสียงของคนกลุ่มนี้ก็ได้รับการบันทึกไว้แล้ว

เหมือนฝรั่งเศสน่าจะเป็นประเทศที่มีหนังเกี่ยวกับแรงงานออกมามากที่สุดแล้วมั้ง ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงทั้ง PRECARIAT WOMEN (2005, Marcel Trillat, documentary) และ COUP POUR COUP (1972, Marin Karmitz)
--
COMPARTMENT NO. 6 (2021, Juho Kuosmanen, Finland/Russia, A+30)

1.แน่นอนว่าดูแล้วนึกถึง WISH US LUCK (2013, Wanweaw Hongwiwat + Weawwan Hongwwat, documentary) 555

2.ปรากฏว่าชอบมากกว่า THE WORST PERSON IN THE WORLD ถึงแม้เราคิดว่า THE WORST ดีกว่าในแง่การกำกับนะ ส่วน COMPARTMENT นั้น การกำกับอาจจะธรรมดา แต่เราดูแล้วอินกว่ามาก ๆ เพราะอย่างที่เราเคยเขียนไว้แล้วว่า นางเอก THE WORST เป็นประเภท "สวยเลือกได้"น่ะ เราก็เลยไม่อินมากนัก แต่นางเอก COMPARTMENT ดูติดดินกว่ามาก ๆ เราก็เลยอินกว่ามาก ๆ

3. COMPARTMENT มันมีความ "พาฝัน" ที่ตอบโจทย์เรามากกว่า THE WORST ด้วยแหละ เหมือน THE WORSTมันสะท้อนความซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ที่น่าเจ็บปวด ส่วน COMPARTMENT มันพาฝัน แบบฉันอยากไปเที่ยว แล้วเจอหนุ่มห่าม ๆ ทึ่ม ๆ ทื่อ ๆ แต่จริงใจแบบนี้ 555

4.แต่ชอบสุด ๆ นะ ที่มันกลายเป็น "มิตรภาพ" ไม่ใช่ความรักแบบผู้หญิงผู้ชาย มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่อิสระและสบายใจดี

5.แต่เรารับไม่ได้นะที่พระเอกไปขโมยรถคนอื่นเขามา 555

6.ชอบเพลงตอนจบมาก ๆ VOYAGE, VOYAGE ของ DESIRELESS

7.อีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุด ๆ เพราะมันทำให้นึกถึง one of my most favotite films of all time เรื่อง THE GREN RAY (1986, Eric Rohmer) เพราะมันเป็นเรื่องการเดินทางของผู้หญิงที่ไม่ได้สวยมากนัก, มีปัญหาในการเข้าสังคม และมีความหงุดหงิดงุ่นง่านบางอย่างในใจเหมือนกัน แต่ THE GREEN RAY มหัศจรรย์กว่าหนังเรื่องนี้มาก ๆ
--
GANGUBAI KATHIAWADI (2022, Sanjay Leela Bhansali, India, A+30)

1.หนังเล่าเรื่องชีวิตกะหรี่สาวที่ไต่เต้าขึ้นมาเป็นแม่เล้า และกลายเป็น "เจ้าแม่" ในที่สุด ชอบมาก ๆ หนังเรื่องนี้สามารถปะทะกับ "เทพธิดาโรงแรม"  HOTEL ANGEL (1974, Chatrichaloem Yukol) ได้สบาย ๆ

2.ปัจจัยนึงที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ ในแบบส่วนตัว คือตัวละครผู้ร้ายของหนังที่เป็นกะเทย และเป็นเจ้าแม่ที่คุมย่านค้ากาม เธอมีชื่อว่า Raziabai

คือในการที่นางเอกจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าแม่คุม "ย่านพัฒน์พงศ์ของอินเดีย" ได้นั้น  เธอต้องโค่นอำนาจของเจ้าแม่คนปัจจุบันให้ได้ก่อน และเจ้าแม่คนนั้นก็คือ Raziabai เราชอบพล็อตตรงนี้มาก ๆ

ชอบตัวละคร Raziabai อย่างสุด ๆ เพราะเป็นตัวละครกะเทยที่ทรงพลัง สง่า น่าเกรงขามมาก ๆ ฉากแรกที่เธอปรากฏตัวบนขบวนแห่นี่ทรงพลังสุด ๆ

ถึงตัวละครตัวนี้เป็นตัวร้าย แต่เราก็ไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เกลียดเกย์/กะเทยแต่อย่างใดนะ เหมือนความเลวของตัวละครตัวนี้เป็นเพราะเธอเป็นมนุษย์คนนึง ไม่ได้เป็นเพราะว่าเธอเป็นกะเทย

และสิ่งที่ทำให้ชอบหนังเป็นการส่วนตัว เพราะ Raziabai ทำให้เรานึกถึงอดีตเพื่อนกะเทยคนนึงที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทของเราสมัยมัธยม คือดูแล้วได้แต่นึกในใจว่า ถ้าหากเราจะสร้างนิยาย/ละคร/หนัง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตเพื่อนสนิทคนนี้ ตัวละครตัวนั้นก็อาจจะออกมาแบบ Raziabai นี่แหละ

สรุปว่าขอยกให้ Raziabai เป็น one of my most favorite characters of the year ไปเลย

3. ดูแล้วนึกถึงนิยายเรื่อง "คลื่นชีวิต" ของทมยันตีมาก ๆ เลยด้วย ที่เล่าเรื่องของ "อ้อย บีเอ็ม"  ซึ่งเป็นนิยายที่เราชอบสุด ๆ

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมถึงไม่เคยมีใครเอา "คลื่นชีวิต ของทมยันตี" มาสร้างเป็นหนังหรือละครบ้างเลย หรือเพราะว่ากลัวไม่มีคนดู ผู้ชมส่วนใหญ่อาจจะอยาก identify ตัวเองเป็นนางเอกคู่กรรมหรือทวิภพ อาจจะมีเพียงแค่ไม่กี่คนที่อยากดูชีวิตอ้อย บีเอ็มเหมือนเรา

แต่ถ้าหากจะมีการเอา "คลื่นชีวิต ของทมยันตี" มาสร้างเป็นหนังจริง ๆ เราก็อยากให้เอามาตีความใหม่เป็นหนังแนว "กระแสสำนึก" ไปเลยนะ 55555 คือไม่ต้องเล่าชีวิตของอ้อย บีเอ็ม เรียงตามลำดับเวลา แต่เล่าเป็นห้วงความคิด ความทรงจำ fragments ต่าง ๆ ในชีวิตเธอแทน
--
 
THE HOUSE OF THE LOST ON THE CAPE (MISAKI NO MAYOIGA) (2021, Shinya Kawatsura, Japan, animation, A+30)

ชอบแบบสุดขีดมาก ๆ ชอบโลกจินตนาการที่หนังสร้างขึ้นมาก ๆ โลกที่ภูตผีปีศาจและตัวละครในตำนานปรัมปราต่าง ๆ มีจริง และมาปะทะกัน บางจุดของหนังทำให้นึกถึงนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ด้วย พวกตำนานลี้ลับของสถานที่ในชนบท

ปีศาจในหนังทำให้นึกถึงปีศาจของคริสต์ในแง่นึงนะ เพราะมันเป็นปีศาจที่ได้รับพลังจากจิตด้านมืดของมนุษย์ และจิตด้านมืดของมนุษย์ในเรื่องนี้ก็น่าสนใจ เพราะมันไม่ใช่ "คนเลว" ที่คิดชั่วทำเลว แต่เป็น "ความเศร้าโศก" ของกลุ่มคนที่รอดชีวิตจากแผ่นดินไหว

ฉากที่ตัวละครตัวนึงมองทะเลยามพระอาทิตย์ตกดิน แล้วปีศาจก็แอบมาสูบพลังจากตัวละครตัวนั้นไป เป็นฉากที่ฝังใจเรามาก ๆ เหมือนหนังไม่บอกว่าตัวละครตัวนั้นคิดอะไรอยู่ในใจ แต่เราก็เดาได้เองว่าเธอคงคิดถึงคนรักหรือสมาชิกครอบครัวที่เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว แล้วเกิดความอาดูรขึ้นมา

ตัวละครเด็กหญิงใส่ชุดกิโมโนที่อยู่ใน "บ้านลวงตาแบบทันสมัย" คือใครน่ะ มันคงเป็นตัวละครในตำนานที่คนญี่ปุ่นรู้จักดี แต่เราไม่รู้จัก

ดูแล้วนึกถึง DESTINY: THE TALE OF KAMAKURA (2017, Takashi Yamazaki) มาก ๆ ในแง่การผสาน โลกผี+ตำนานเทพนิยาย+โลกมนุษย์ เข้าด้วยกันได้ในแบบที่ตรงใจเราอย่างสุด ๆ

---