Tuesday, December 06, 2022

CHAIKOVSKY’S WIFE (2022, Kirill Serebrennikov, Russia, A+30)

 

พอดู TCHAIKOVSKY’S WIFE (2022, Kirill Serebrennikov, Russia, A+30) แล้วก็เลยนึกถึง ONEGIN (1999, Martha Fiennes, UK, A+30) มาก ๆ เพราะเมียของไชคอฟสกี้พูดถึง ONEGIN ตลอดเวลา (ONEGIN เป็นบทประพันธ์ของ Alexander Pushkin ที่ไชคอฟสกี้เอามาทำเป็นโอเปร่า) เราชอบหนังเรื่อง ONEGIN อย่างสุด ๆ ONEGIN เคยติดอันดับ 14 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2001 ด้วย

 

แต่เราว่าตัวนางเอกของ TCHAIKOVSKY’S WIFE ดูแล้วนึกถึงตัวละครนางเอกของ CAMILLE CLAUDEL (1988, Bruno Nuytten, France, 178min, A+30) ในบางจุดนะ คือเป็นหญิงสาวที่คลั่งรัก “ศิลปินใหญ่” เหมือนกัน และมีความ “โรคจิตสิงสู่” เหมือนกัน และผู้หญิงที่มีตัวตนจริงทั้งสองคนนี้ต่างก็มีบั้นปลายชีวิตที่เหมือนกันด้วย

 

แต่ถ้าหากเอาตัวละครนางเอกของ TCHAIKOVSKY’S WIFE ไปเทียบกับบรรดา “เมียนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิค” ด้วยกันเองแล้ว คนที่เราชอบที่สุดก็ยังคงเป็น George Sand แฟนของ Chopin นี่แหละ เราว่า George Sand เป็นผู้หญิงที่แรงสุดตีนมาก ๆ ถือเป็น “สตรีที่เป็นแม่แบบ” คนหนึ่งในดวงใจเราเลย

 

รูปล่างขวาคือ George Sand (Judy Davis) จากหนังเรื่อง IMPROMPTU (1991, James Lapine)

Sunday, December 04, 2022

SHANGRI-LA

 สิ่งแรกที่ทำหลังจากดู KAMOME DINER (2006, Naoko Ogigami, Japan, A+30) ในวันศุกร์ ก็คือการเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น 555


THE LAUNDRY CLUB (2022, Monthiya Sae-Ueng, 40min, A+30)

1.ชอบมากที่เหมือนหน้าหนังมันเป็นหนัง romantic comedy แต่ตัวเนื้อหาจริง ๆ แล้วมันพูดถึงปัญหาของนางเอกในฐานะนักประพันธ์มากกว่า

2.ชอบที่หนังมันเหมือนนำเสนออารมณ์ที่ "รื่นรมย์" คือไม่ได้จริงจัง และก็ไม่ได้เน้นตลกเพียงอย่างเดียว คือเหมือนหนังสร้าง tone บางอย่างที่เฉพาะตัวขึ้นมา และเราก็ชอบตรงจุดนี้มากน่ะ

เหมือนตัวอย่างที่เห็นชัดคือการที่ตัวละครแก้ไขปัญหา writer's block ด้วยการจัดงานแข่งขันเกมขึ้นมา (ถ้าจำไม่ผิด)  คือเหมือนถ้าหากมันเป็นหนังซีเรียส ตัวละครก็อาจจะไม่ทำอะไรแบบนี้ หรือถ้าหากมันเป็นหนังตลก หนังก็จะพยายามรีดเค้นความตลกออกมาอย่างเต็มที่จากฉากนี้ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำแบบนั้น เหมือนฉากการแข่งขันเกมนี้ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อความตลกของผู้ชม แต่เป็นสิ่งที่ตัวละครอยากทำจริง ๆ ซึ่งเราว่ามันน่าสนใจดี

3.ฉากที่ฝังใจเรามากที่สุดจากหนังเรื่องนี้มีอยู่ 2  ฉาก  ซึ่งก็คือ

3.1 ฉากที่ถ่ายจากมุมสูง ที่พระเอกนางเอกวิ่งมาเจอกัน

3.2 ฉากที่พระเอกหอบหนังสือเป็นตั้ง ๆ มาให้นางเอกอ่านในห้องสมุด

MEMORIES OF BURGER (2022, เดือนมีนา หนานเจียง, 33min,  A+30)

1.ยอมรับว่า พอเวลาผ่านไปนานราว 2 เดือนหลังจากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เริ่มจำสับสนระหว่างหนังเรื่องนี้กับ THE SAND CASTLE (2022, Monapsorn Saritapirak) ที่ฉายในงานเดียวกัน เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนจะเล่าเรื่องพี่สาวที่พยายามจะ  reconnect กับน้องสาวเหมือนกัน 555 แต่เราเหมือนจำได้ลาง ๆ ว่า THE SAND CASTLE ให้รสชาติเหมือนกินแกงจืดลูกชิ้นปลากราย  เพราะหนังมันราบเรียบกว่า ส่วน MEMORIES OF BURGER เหมือนกินแกงเผ็ด เพราะความสัมพันธ์ในหนังมันจัดจ้านกว่า ถ้าจำไม่ผิด 555

2.กลายเป็นว่า สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือปฏิกิริยาเคมีระหว่างนางเอกกับช่างซ่อมรถ ชอบอะไรแบบนี้มาก ๆ คือผู้ชายดูซื่อ ๆ ดี และดูเหมือนไม่ได้คิดอะไรกับนางเอก แต่นางเอกเองที่เป็นฝ่ายที่ดีใจที่ได้เจอเขาอีก

เราชอบดื่มน้ำมังคุดมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ช่วงหลัง ๆ พอจะดื่มทีไร ก็ต้องนึกถึง MANGOSTEEN (2022, Tulapop Saenjaroen, video iinstallation) 555

CHANCE SEIZER สลากบอย (2022, Jiraporn Yomkerd, 15min, A+30)

SHANGRI-LA (2022, Saharat Ungkitphaiboon, 51min, A+30)

1.ช่วงแรก ๆ เรารู้สึกประดักประเดิดนิดหน่อยกับหนังเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่า dialogue มันยังไงไม่รู้ 5555 คล้าย ๆ กับ dialogue ใน POLARIS ที่อาจจะเป็นการระบายความในใจของผู้สร้างหนังอย่างตรงไปตรงมา แต่พอมันอยู่ในหนังทั้งสองเรื่องนี้มันดูแปลก ๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมันตรงไปตรงมาเกินไป หรือเป็นเพราะ dialogue มันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติมากพอสำหรับเรา

2.โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่าน้อง Poon Mitpakdee เล่นเก่งมาก ๆ เพราะเราว่า dialogue มันดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติมากนัก แต่เขาสามารถพูดให้มันดูเข้าปาก ไหลลื่น เป็นธรรมชาติมากขึ้นได้ รู้สึกว่าอะไรแบบนี้มันยากมาก ๆ ความยากของนักแสดงในการจัดการกับ dialogue แบบนี้ทำให้นึกถึงภาพยนตร์ไทยในทศวรรษ 1970 แบบที่สรพงศ์ ชาตรี, พิศมัย วิไลศักดิ์ เล่น ที่ monologue +  dialogue มันเป็นภาษาเขียนหรือภาษาวรรณกรรมมาก ๆ แต่นักแสดงสามารถพูดออกมาได้ไหลลื่น และดูไม่ขัดเขิน คือ dialogue ใน SHANGRI-LA  มันไม่ได้ดูเป็นภาษาวรรณกรรมขนาดนั้นนะ แต่เราว่ามันไม่ใช่ dialogue ที่ง่ายต่อการพูดให้เข้าปากแบบในหนังทั่วไปน่ะ มันเลยต้องอาศัยความสามารถของนักแสดงในการพูดออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

3.ชอบมาก ๆ ที่หนังนำเสนอทั้ง "ความใฝ่ฝัน" (ambition) ที่ตัวละครไม่รู้ว่าจะทำให้มันเป็นจริงได้หรือเปล่า และ "ความฝัน" (dream)  ในวัยเด็กที่ดูเหมือนไร้เหตุผล ไร้คำอธิบาย แต่กลายเป็นความจริงในเวลาต่อมา

4.น้อง Poon  ในหนังเรื่องนี้คือหล่อแบบสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่หนังถ่ายหน้าเขาแบบตรง ๆ เหมือนให้เขาพูดกับคนดูในทางอ้อม ฉากนั้นคือตายคาโรงไปเลย

5.ช่วงกลาง ๆของหนัง ที่เป็นเรื่องของสองหนุ่มพบกัน ดูพิศวงดี แต่ช่วงท้ายของหนังคือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พุ่งขึ้นมาเป็น one of my most favorite films I saw in 2022

คือเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่การที่หนังตั้งกล้องนิ่ง ถ่ายตัวละครจัดบ้านไปเรื่อย ๆ เป็นเวลายาวนานในตอนท้ายของหนังเรื่องนี้ มันส่งผลกระทบต่อเราในแบบที่พิศวง ไร้คำอธิบายมาก ๆ คือเรารู้สึกราวกับว่า เราได้รับการ "ชำระล้างจิตใจ" หลังดูหนังเรื่องนี้จบน่ะ มันเป็นความรู้สึกที่พิสุทธิ์พิเศษสุกใสมาก ๆ 555 ราวกับว่าหนังเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใต้สำนึกของเราอย่างรุนแรงในแบบที่เราไม่สามารถเข้าใจได้

เหมือนเราเคยรู้สึกแบบนี้กับหนังแค่ไม่กี่เรื่องนะ เราเคยรู้สึกแบบนี้กับหนังเรื่อง PISCINE (2002, Jean-Baptiste Bruant + Maria Spangaro) ที่ถ่ายกลุ่มคนเดินไปเดินมาในสระว่ายน้ำราว 1 ชั่วโมง PISCINE เคยมาฉายที่สวนลุมพินีในปี 2005 และพอเราดูหนังเรื่องนั้นจบ เราก็รู้สึกเหมือนได้รับการชำระล้างจิตใจอย่างไม่มีคำอธิบายเหมือนกัน

6.พอหนังเรื่องนี้ฉายจบในโรง LIDO ผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ เราก็อุทานขึ้นมาว่า "OH MY GOD" ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเธออุทานแบบนั้นเพราะอะไร แต่ชอบเหตุการณ์การอุทานนี้มาก ๆ

7.ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดในงานกางจอหรือเปล่า เพราะหนังแต่ละเรื่องก็ส่งผลกระทบต่อตัวเราในแบบที่แตกต่างกันไป อย่าง "นางอาย" ก็รู้สึกว่าเป็นหนังที่ดูสมบูรณ์ที่สุด ส่วน "US, BEING AND TIME" ก็เป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกงดงามที่สุด ส่วน SHANGRI-LA ก็เป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเรามากที่สุด โดยเฉพาะต่อจิตใต้สำนึกของเรา

---
สรุปว่า การซื้อตั๋วหนังใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK ทำให้เราได้ตั๋วหนังฟรีในระบบ SF+ มาทั้งหมด 6 ใบ วันนี้เราเลยใช้สิทธิตั๋วฟรีเพื่อหนีมาฝังตัวที่ SF เพราะเรากลัวคนแน่นโรงเมเจอร์วันนี้ แล้วมันจะมีปัญหาด้าน FACILITY ตามมา อย่างเช่น ส้วมระเบิด 555
----

รายงานผลประกอบการประจำวันเสาร์ที่ 26 พ.ย. 2022

1. SICK OF MYSELF (2022, Kristoffer Borgli, Norway/Sweden, A+30)

ดูที่ HOUSE รอบ 10.30 hrs

สุดฤทธิ์ นึกว่า "เพลิงพ่าย" หนักมาก ๆ ชอบตัวละครนางเอกโรคจิตแบบนี้มาก ๆ นึกว่าต้องฉายควบกับ FAME WHORE (1997, Jon Moritsugu)

2. BONES AND ALL (2022, Luca Guadagnino, Italy/USA, A+30)

ดูที่ House รอบ 12.20 hrs

รุนแรงมาก นึกว่าปอบ

3.A GIRL RETURNED (2021, Guiseppe Bonito, Italy, A+30)

ดูที่ SF CENTRAL WORLD รอบ 16.00

4.THE INNER CAGE (2021, Leonardo Di Costanzo, Italy, A+30)

ดูที่ CENTRAL WORLD รอบ 19.00

5. JEEPERS CREEPERS: REBORN (2022  Timo Vuorensola, C- )

ดูที่ Central World รอบ 21.30

ต่ำมาก 555 แต่พอดีก่อนหน้านี้เราซื้อตั๋ว WORLD FILM ไปเยอะมาก SF เลยแถมตั๋วฟรีให้ และเราก็เลยใช้สิทธิตั๋วฟรีในการซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้

เตโช (2022, Usicha Udomsak, 35min, A+20)

ชอบมาก ๆ แต่เหมือนพอมันเป็นหนัง fantasy แบบนี้เราก็เลยอยากได้อะไรที่มันรุนแรงกว่านี้หน่อย 555

ดูแล้วนึกถึง THE VILLAGE (2004, M. Night Shyamalan) ด้วย

FRIDAY SATURDAY SUNDAY (2022, Pobmek Junlakarin, 45min, A+30)

1.ชอบการแบ่งโครงสร้างหนังมาก ๆ ที่เหมือนแบ่งออกเป็น 3 ช่วง friday, saturday กับ  sunday และหนังเล่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกกับแฟนหนุ่ม, เพื่อนหญิง และครอบครัว

2.ชอบการเล่นกับความลังเลของนางเอกในการใส่ชื่อบุคคลที่ติดต่อได้มาก ๆ เพราะเราจะอินกับจุดนี้อย่างรุนแรงมากเป็นพิเศษ เพราะเราก็ไม่สนิทกับครอบครัว หรือเพื่อนคนใดในแบบที่จะฝากผีฝากไข้ได้ เหมือนทั้งชีวิตก็มีแค่ตุ๊กตาหมีเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งทางใจได้ เพราะฉะนั้นเอาเข้าจริงเราก็ไม่รู้ว่าควรจะใส่ชื่อใครเหมือนกัน คือจริง ๆ ก็อยากใส่ชื่อผัว แต่ยังหาผัวไม่ได้ จบ 555

BIG TRASH SMALL TOWN (2022, Supavit Sirisawadwattana, documentary, A+30)

ไม่เคยรู้มาก่อนว่าการนำเข้าขยะจะสร้างปัญหาร้ายแรงแก่ประเทศไทยได้มากขนาดนี้

หนังที่อยากดู แต่ไม่สามารถหาเวลาไปดูได้

12.  GOOD MORNING, SLEEPING LION (2022, Koichi Sakamoto, Japan)

หนังที่อยากดู แต่ไม่สามารถหาเวลาไปดูได้

11. CONFESSION (2022, Yoon Jong-seok, South Korea)

แต่เราเคยดู BADLA (2019, Sujoy Ghosh, India) แล้ว ที่ดัดแปลงมาจากหนังเรื่อง THE INVISIBLE GUEST ของ Spain เหมือนกัน

ปกติในช่วง WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK พอหนังเรื่องสุดท้ายของแต่ละวันจบตอนราว 23.00 น. พวกเราที่หิวโฮกก็จะไปสุมหัวแดกและเมาท์มอยกันที่แมคโดนัลด์ในห้าง SOGO เพราะมันเปิดดึก

แต่ตอนนี้ร้านไม่อยู่แล้ว แล้ว WORLD FILM ปีนี้พวกเราจะไปฝากท้องฝากครรภ์ที่ไหนหลัง 5 ทุ่มคะ 555

HOMELAND หากแต่แค่ระลึกถึงและรำพึง (2022, Chayanon Wongsomsri, Hybrid-documentary, A+30)


1.เหมือนเป็น sub-sub genre ของหนังไทย 555 คือในขณะที่ genre  หนึ่งของภาพยนตร์คือ documentary เราก็พบว่าผู้สร้างหนังอิสระของไทยจำนวนมากในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา สร้าง "หนังสารคดีเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเอง" จนเรียกได้ว่าเป็น  sub genre หลักอันหนึ่งที่พบได้ทุกปีในงานฉายหนังสั้นของไทยในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เด็กไทยรักครอบครัวมากกว่าเด็กชาติอื่น ๆ 555 แต่ส่วนใหญ่ก็ทำหนังแนวนี้ออกมาได้ดีมากนะ

และในบรรดาหนังกลุ่มนี้ ก็เหมือนจะมี  sub-sub genre แยกย่อยออกไปอีก เพราะมันมีทั้งหนังสารคดีจริง ๆ กับหนังสารคดีลูกผสมแบบหนังเรื่องนี้ ที่มีความเป็น fiction และความเป็นหนังทดลองรวมอยู่ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ทำออกมาได้อย่างงดงามสุด ๆ รวมถึงหนังเรื่องนี้ด้วย

2. คือเหมือนเราอาจจะได้ดูหนังไทยแนว family hybrid documentary นี้ราว 5 เรื่องต่อปีได้มั้ง อันนี้เป็นการประมาณคร่าว ๆ นะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราในฐานะคนดูค้นพบก็คือว่า เราจะต้องหาจุดที่ unique ในหนังแต่ละเรื่องให้ได้ ไม่งั้นเราจะจำหนังแต่ละเรื่องในกลุ่มนี้สลับกันไปหมด เพราะหนังหลาย ๆ เรื่องในกลุ่มนี้ชอบเป็นการไปเยี่ยม "ปู่ย่าตายาย" ใน "ชนบท" และชอบมีฉากหลังเป็นป่าละเมาะ ลำธาร และน้ำตก เราก็เลยต้องพยายามหาจุด unique ของหนังแต่ละเรื่องให้ได้ ไม่งั้นเราจะจำสลับกัน เพราะเอาเข้าจริงแล้วหนังแต่ละเรื่องในกลุ่มนี้มันงดงามมาก ๆ มันกินกันไม่ลงในแง่ระดับความชอบหรือความงดงาม

3. เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นให้จดจำ เพราะเราเข้าใจว่าส่วนที่เป็นสารคดีคือส่วนที่เป็นหลานชายไปเยี่ยม grandmother และส่วนที่เป็น fiction คือส่วนที่เป็นหลานสาวไปเยี่ยม grandmother เราว่าการสลับเพศกันตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่น่าจดจำสุด ๆ สำหรับเรา แทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน

ฉากที่ตัวละครจากพาร์ท fiction กับ documentary มาอยู่ในฉากเดียวกัน เราก็เลยใช้มันเป็น "ฉากจำ" สำหรับเราในหนังเรื่องนี้ เพื่อใช้แยกหนังเรื่องนี้ออกจากหนังเรื่องอื่น ๆ ในความทรงจำของเรา ถือว่าเป็นซีนที่ออกแบบมาได้ดีมาก ๆ


ONCE IN A DREAM ห้วงฝัน (2022, Karnsupong Siriluck, musical, 52min, A+5)

1.เราไม่ค่อยอินกับหนังเพลง ก็เลยอาจจะชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังเรื่องอื่น ๆ ในงานกางจอ แต่ก็ดีใจที่ได้ดูหนังเพลงของไทยในปีนี้ เพราะในแต่ละปีเราก็จะได้ดูหนังเพลงของไทยแค่ปีละ 1-2 เรื่องจากผลงานของนักศึกษานี่แหละ

2.ชื่นชมความพยายามในการผลิตหนังเพลงออกมา เพราะมันต้องแต่งเนื้อร้อง, ทำนอง, ออกแบบท่าเต้น และต้อง cast นักร้องและนักเต้นด้วย ก็เลยทำให้การสร้างหนังแบบนี้อาจจะยากกว่าหนังทั่วไป

3.ชอบตัวไอเดียของเนื้อเรื่องนะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แต่เป็นเรื่องของนักศึกษาที่ออกแบบชุดโดยพึ่งพาการเข้าฝัน ซึ่งเป็นไอเดียที่แปลกประหลาดดีมาก

4. แต่เรารู้สึกว่า หนังไม่ค่อยสนุกสำหรับเรา ฉากเต้นก็ไม่ทำให้เราว้าว ซึ่งความผิดอาจจะเป็นเพราะจริง ๆ แล้วเราแทบไม่ได้ดูหนังเพลงเลย เราดูแต่หนังอินเดียที่ฉากเต้นมันจะเป็นอีกสไตล์นึง เราก็เลยเหมือนชินกับฉากเต้นในหนังอินเดีย แล้วพอมาดูฉากเต้นแบบหนังเพลงในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกเหมือนมันจืดไปหน่อยสำหรับลิ้นของเรา 555

หนึ่งเสี้ยวทรงจำ STILL ON OUR MIND (2022, Worraluk Monsaksit, 30min, A+15)

เราอาจจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ แต่เราก็ชอบที่หนังเหมือนไม่มีความดราม่าฟูมฟายแบบหนังความสัมพันธ์พ่อลูกโดยทั่วไป และเราว่าตัวพ่อในหนังเรื่องนี้ดูจริงมาก ๆ

MUTZENBACHER

 

รายงานผลประกอบการประจำวันเสาร์ที่ 3 DEC 2022

 

1.MUTZENBACHER (2022, Ruth Beckermann, Austria, DOCUMENTARY, 100min, A+30)

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดคลั่ง เตรียมลุ้นแข่งขันชิงอันดับหนึ่งประจำปีกับ JUST 1 AND 1/2 (2022, Bunnawit Boonsonparn), WANDERING (2022, Lee Sang-il) และ A PERFECT PLACE: 09022021 (HUMP) (2022, Nipan Oranniwesna)

 

ตัวละครนางเอกในนิยายที่เป็นที่มาของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ มีความใกล้เคียงกับชีวิตในฝันของดิฉันอย่างมาก ๆ เพราะดิฉันอยากร่วมรักกับผู้ชายหนุ่มหล่อล่ำบึ้กแค่เพียง 33,000 คนก็พอเพียงแล้วค่ะ

 

2.R.M.N. (2022, Cristian Mungiu, Romania, 125MIN, A+30)

A+30

 

พอหนังเรื่องนี้เข้าฉายในกรุงเทพต่อจากหนังโรมาเนียเรื่อง THE DEAD NATION (2017, Radu Jude) (ที่เข้า DOC CLUB) มันก็เลยเหมือนแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยในช่วง 90 ปีที่ผ่านมา

 

ชอบที่เพื่อนเขียนถึงหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงชาวฮังการีที่อาศัยอยู่ในโรมาเนีย และคนกลุ่มนี้ต่อต้านผู้อพยพชาวศรีลังกา เพื่อนบอกว่าดูแล้วนึกถึงคนเชื้อสายจีนในไทยที่ต่อต้านผู้อพยพชาวโรฮิงญา

 

ไม่แน่ใจว่าตอนที่ “ซับไตเติลเป็นสีเหลือง” ในบางช่วงของหนังเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าตัวละครกำลังพูดกันเป็นภาษาอะไร ภาษาฮังการีหรือเปล่า เพราะเราก็แยกไม่ออกว่าตอนไหนตัวละครคุยกันเป็นภาษาโรมาเนียหรือฮังการี เราแยกออกแค่ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส 555

 

ดีใจที่ปีนี้มีหนังโรมาเนียมาฉายในไทยอย่างน้อย 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ CINEMA, MON AMOUR (2015, Alexandru Belc) ที่ฉาย DOC CLUB, THE DEAD NATION แล้วก็เรื่องนี้ ซึ่งดีงามอย่างสุด ๆ ทั้ง 3 เรื่อง

 

เราชอบ 4 MONTHS, 3 WEEKS AND 2 DAYS (2007, Cristian Mungiu) ของผู้กำกับคนนี้มาก ๆ เช่นกัน ตอนนั้นหนังเรื่องนี้ก็มาฉายใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK ที่ Esplanade Ratchada

 

ถ้าจำไม่ผิด หนังโรมาเนียเรื่องแรกที่เราเคยดูในชีวิตคือ REQUIEM FOR DOMINIC (1990, Robert Dornhelm)

 

3.KACCHEY LIMBU (2022, Shubham Yogi, India, 109min, A+30)

 

ชอบที่หนังมันเหมือนมี passion กับตัวกีฬาในหนังมาก ๆ คือเหมือนเก็บทุกเม็ดทุกแต้มในการแข่งขันทุกนัดของทีมนางเอก ไม่นึกว่ามันจะลงรายละเอียดในช่วงการแข่งขันกีฬามากขนาดนี้

 

เหมือนหนังกีฬาแต่ละเรื่องมันต้องใส่ “ดราม่าชีวิต” ผสมกับ “การแข่งขันกีฬา” เข้าไปในหนังด้วย และเราว่าตัวดราม่าชีวิตในหนังเรื่องนี้เอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้น่าสนใจมากนักในสายตาของเรา เราว่ามันก็เลยดีแล้วที่หนังไป focus ที่การแข่งขันไปเลยในช่วงครี่งหลัง

 

นึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ลูกสุดท้าย” (2022, ภูริณัฐ วิชชุประภาพร, A+30) ที่ตัวดราม่าชีวิตของนักบาสหนุ่มในเรื่องมันดู cliché มาก ๆ แต่เหมือนผู้กำกับรู้จุดอ่อนตรงจุดนี้ เลยเหมือนใส่ส่วนผสมที่เป็น “ดราม่าชีวิต” เข้ามาแค่พอเป็นพิธี และไปเน้นที่การแข่งขันกีฬาไปเลย จุดอ่อนของหนังเลยไม่ปรากฏชัดนัก

 

4. DESPERATE FOR MARRIAGE (2022, Sonya Karpunina, Russia, B- )

 

พอไฟไหม้ CENTRAL WORLD เราเลยหนีมาเทศกาลหนังรัสเซียแทน ปรากฏว่าคนเต็มโรงเลย ประหลาดใจมาก ๆ มีตำรวจมาคุมงานด้วย

 

หนังสูตรสำเร็จมาก ๆ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังมันน่าเบื่อมาก ๆ ตัวละครพระเอกนางเอก, ผู้ร้าย, นางอิจฉาอะไรดูเป็นสูตรสำเร็จไปหมด ถึงพระเอกและผู้ร้ายจะหล่อ มันก็ช่วยอะไรหนังไม่ได้

 

มีจุดเดียวที่ชอบในระดับ A+30 ในหนังเรื่องนี้ คือฉากที่พระเอกเดินออกมาจากตึก และมีหญิงชรา 2 คนหน้าตึกกรี๊ดกร๊าดบอกว่าพระเอกหล่อจัง หล่อมากเลยค่ะ พระเอกเลยหันไปถามหญิงชรา 2 คนนี้ว่า “สามีของพวกคุณอยู่ไหน” หญิงชรา 2 คนก็เลยตอบว่า “อยู่ในสุสานจ้ะ”

 

เหมือนช่วงนี้ได้ดูหนัง “สูตรสำเร็จ” แบบ DESPERATE FOR MARRIAGE หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่อง

 

4.1 LOST IN BLUE ละเลย เลย เลือนราง (2022, ฉัตรชนก ศศิชานนท์, MUSICAL, 40MIN, A+30)

 

ถึงแม้หนังเรื่องนี้อาจจะสูตรสำเร็จ เราก็ชอบสุด ๆ อยู่ดี เพราะเราชอบเพลงในหนัง และอาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่คิดเรื่องการฆ่าตัวตายอยู่ทุกวัน เราก็เลยเหมือนเข้าใจนางเอกหนังเรื่องนี้ในระดับนึง

 

4.2 LOVE AT FIRST RIGHT รักปั่นป่วน ชวนปัดขวา (2022, ศุจีภรณ์ ฉ่ำชื่นวงศ์, 83min, A+)

 

จริง ๆ แล้วมันก็สูตรสำเร็จเหมือน LOST IN BLUE แต่พอ LOST IN BLUE นำเสนอนางเอกที่เป็นสาวอ้วน ส่วน LOVE AT FIRST RIGHT นำเสนอนางเอกที่เป็น “สาวสวยเลือกได้ มีหนุ่ม ๆ มารุมจีบมากมาย” กูก็เลยไม่ค่อยอินกับ LOVE AT FIRST RIGHT ค่ะ 5555

 

4.3 หมู่ฮัก (2022, ปราการ จอมหงส์, 32min, A-)

 

เหมือนสิ่งเดียวที่ชอบมาก ๆในหนังเรื่องนี้ คือ location ชนบทของอุบลราชธานี (ถ้าเข้าใจไม่ผิด)

Saturday, December 03, 2022

THE BURNING SUN

หนังสั้นมาราธอน 30 (Marathon 30)

พฤหัสบดี 24 พฤศจิกายน 2565 18.00 Thu 24 Nov 2022 (6 PM.)

.

220. เธอ-เขา-เรา-ฝัน / มานิตย์ หวันชิตนาย, สุรพงษ์ พรรณ์วงษ์ / 21.10 นาที  DOCUMENTARY

A+25

 

221. น(า)ทีวิปโยค : 10 ปีมหาอุทกภัย / อริสา พลโยธา, พชร์ โพธิ์พุ่ม, ณิชากร ศรีเพชรดี, ชลิตา สุนันทาภรณ์ / 19.55 นาที DOCUMENTARY

A+30

 

--นครฝุ่น / เจษฎา จันทร์แย้ม / 33.50 นาที [E]

เคยดูแล้ว เขียนถึงหนังไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10228649072955105&set=a.10227993335122069

 

222.นาคไรเดอร์ / อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ / 5.49 นาที ECOLOGICAL CINEMA

A+25

 

223.นายตำรวจ / พีรพล ร้อยแก้ว / 30.24 นาที

A+

 

224.นิรันดร์ / อธิวัฒน์ สุ่มมาตย์ / 10.29 นาที

A+30

 

225.ในเช้าที่พระอาทิตย์ไม่ได้ลอยเหนือท้องฟ้า (THE BURNING SUN) / วรรณวัฒน์ สุวรรณรัตน์ / 22.40 นาที [E]

A+30

 

226. ในบ้าน / มาวิน บุญเหลือ / 30 นาที [E]

A+30

 

227.บทเพลงแห่งราษฎร (SONGS OF THE PEOPLE) / บุรภัทร จันทร์ประทัด / 11.57 นาที DOCUMENTARY

A+30


Thursday, December 01, 2022

YEARBOOK FILMS

 

หนังใน genre  “หนังสือรุ่น”  ของไทย

 

เมื่อวานเราทำลิสท์นี้ไปตอนเขียนถึงหนังเรื่อง “ธีรวรกานต์” พอดีนึกรายชื่อหนังเพิ่มเติมได้ ก็เลยแยกออกมาแปะเป็นอีกโพสท์นึงดีกว่า

 

1.“หนังสือรุ่น” (2005, เบญจพรรณ รุ่งศุภตานนท์) ที่ได้รางวัลช้างเผือก และเหมือนเป็นการเปิดศักราชของหนัง genre นี้

 

2. 6 OR 5 (2006, Sarawan Weerawat, 56min) สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนหญิง 6 คนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม ก่อนที่บางคนจะหายไปจากกลุ่ม

 

3. 3 DAYS BEFORE SAY GOOD BYE 3 วัน ก่อน กล่าวคำอำลา (2007, Rachanon Taweephol, 17min)

 

4. MY ROOM AND I (2010, Ka-nes Boonyapanachoti) ชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนบันทึก moments ของผู้กำกับกับเพื่อน ๆ ขณะเรียนใน ICT ศิลปากรเอาไว้ด้วย

 

 5.HELL นรก (2013, Theeraphat Ngathong, 20min) ที่เป็นบันทึกงานคอนเสิร์ตโรงเรียน แต่มีความเป็นหนังทดลองอยู่ด้วย

 

6.THE LAST UNIVERSITY มหาลัยหลังเขา (2013, Worachet Bunpasukprasong, 25min)

 

7. ALL OF US: PART 8 MEDICAL ENTRANCE EXAMS AT RATCHABURI (2014, Theeraphat Ngathong, 102min) เป็นหนังที่ความยาวสูสีกับ “ธีรวรกานต์” แต่หนังเรื่องนี้อาจจะดูง่ายกว่าหน่อย เพราะมันมีเนื้อเรื่องอยู่ด้วย เป็นบันทึกการเดินทางของเด็กมัธยม 6 คนที่เดินทางไปสอบเข้ามหาลัยที่ราชบุรี

 

8.13 FEBRUARY (2015, Pattraporn Ratchatakittisuntorn, 29min)

หนังเกี่ยวกับนักเรียนโรงเรียนราชินีบน รุ่นที่ 85

 

9.LAST TIME ครั้งสุดท้าย (2015, Teerachot Jivorasetkul, 60min)

 

10.DOCUMENTARY BABY THESIS (2019, Tharitawan Pittapatee, 31min)

หนังเกี่ยวกับนักศึกษาปี 3 มศว สาขาภาพยนตร์

 

11.NOT A THESIS (2020, Sirilak Thongprataung, 37min)

หนังเกี่ยวกับนักศึกษาฟิล์มรังสิตชั้นปี 4 จำนวน 10 คน

 

 12.BEFORE FRI(END) (2022, ศรัณย์ภัทร กองสุข, 41min) ชอบเรื่องนี้สุดขีด เพราะมันผสมความเป็น fiction เข้ามาด้วย และมันออกมาดีงามมาก ๆ

 

13.ธีรวรกานต์ (ธนกฤต ศิริประทุม, 128.54 นาที, DOCUMENTARY, A+15)

 

https://www.youtube.com/watch?v=YhgoAOYcQFg&t=6829s

 

และก็มีหนังเรื่องอื่น ๆ อีกที่เป็นหนังแนว “หนังสือรุ่น” ที่เราได้ดู แล้วเรานึกชื่อเรื่องไม่ออก จำได้ว่ามีเรื่องนึงที่ครูกับนักเรียนร้องห่มร้องไห้ร่ำลากันหนักมาก และก็มีหนังสารคดีของม.กรุงเทพ ที่เป็นการบันทึกเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกันขณะถ่ายหนัง เหมือนเราเคยดูหนังสารคดีของม.กรุงเทพแบบนี้เรื่องนึงในงานมาราธอน แต่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นหนังเรื่องอะไรในปีไหน

 

สามารถเพิ่มเติมรายชื่อหนังกลุ่มนี้ได้ใน comments ตามสบายนะคะ

  

Edit เพิ่ม: 14. สิรินธรรำลึก 2553 (2022, Narongrit Phisut, 116MIN, A+30)

ยกให้เป็นหนึ่งในหนังไทยคลาสสิคสำหรับเราไปเลย

Wednesday, November 30, 2022

THEERAWORAGARNT

 

ธีรวรกานต์ (ธนกฤต ศิริประทุม, 128.54 นาที, DOCUMENTARY, A+15)

 

https://www.youtube.com/watch?v=YhgoAOYcQFg&t=6829s

 

1.ยอมรับว่าเราดูหนังเรื่องนี้ในช่วงแรก ๆ แบบไม่ได้ตั้งใจดู 100% เต็ม 55555 โดยเราเล่นมือถือไปด้วยและ shopping online ไปด้วย เพราะดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้นำเสนอเนื้อหาอะไรที่สำคัญแบบที่ต้องตั้งอกตั้งใจดูแบบหนังทั่วไป

 

2.ตอนแรกก็ลังเลว่าจะดูหนังเรื่องนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ดีไหม เพราะเนื้อหาของหนังดูเหมือนจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรสำหรับเรา แต่ก็ตัดสินใจดูต่อไปเรื่อย ๆ ก่อน เพราะเราชอบ gaze ของหนัง ซึ่งเรื่อง gaze นี่ก็เป็นอะไรที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่เหมือนหนังมี gaze ที่ค่อนข้างโอเคสำหรับเรา ตรงกับ wavelength ของเราในระดับนึง และไม่ทำให้เราเบื่อ ถึงแม้ดูเหมือนว่าในแต่ละฉากจะไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรสำคัญเกิดขึ้น

 

เหมือนเราถูกโฉลกกับหนังตั้งแต่ฉากแรก ๆ ที่ถ่ายเด็กนักเรียนเดินเข้าหรือเดินออกจากประตูโรงเรียน คือฉากนั้นทำให้นึกถึง LEAVING THE FACTORY (1895, Louis Lumiere) ที่เป็นหนังเรื่องแรกของโลก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผู้กำกับจงใจพาดพิงถึงหนังเรื่องนั้นหรือเปล่า 5555

 

3.ถ้าหากเทียบกับหนังกลุ่ม “หนังสือรุ่น” ด้วยกัน หนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังใน genre เดียวกันด้วยเหมือนกัน เพราะหนังกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะนำเสนอความผูกพันอันซาบซึ้งระหว่างเพื่อน ๆ มัธยม และระหว่างนักเรียนกับครู ซึ่งหนังใน genre “หนังสือรุ่น” ที่ทำแบบนี้ก็จะได้อย่างเสียอย่าง เพราะหนังที่ทำแบบนี้ก็จะสามารถบันทึกมวลอารมณ์ความรู้สึกของผู้สร้างหนังกับกลุ่มเพื่อน ๆ เอาไว้ได้ดีมาก แต่ผู้ชมที่เป็น “คนนอก” ก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองถูกตอกย้ำความเป็นคนนอกไปด้วย 555

 

แต่หนังเรื่องธีรวรกานต์นี้เหมือนจะไม่ได้นำเสนอบทสนทนาแบบส่วนตัวระหว่างเพื่อน ๆ หรือไม่ได้นำเสนอความผูกพันอันซาบซึ้ง น้ำตาไหลพราก ๆ ระหว่างนักเรียนกับครูแบบหนังใน genre เดียวกัน ซึ่งเราว่ามันน่าสนใจดี คือการรักษาระยะห่างแบบนี้ทำให้หนังมันอาจจะดูเย็นชาและน่าเบื่อกว่าหนังใน genre “หนังสือรุ่น” เรื่องอื่น ๆ แต่มันก็ทำให้หนังเรื่องนี้ดูแตกต่างออกไปจากหนังใน genre เดียวกัน

 

4.ตอนช่วงแรก ๆ เราชอบหนังเรื่องนี้ในระดับแค่ A+ เพราะเราว่าเนื้อหาของมันไม่ได้น่าสนใจสำหรับเรามากนัก แต่ความชอบของเราก็พุ่งขึ้นมาเป็น A+15 ในช่วงท้ายของหนัง เพราะเราชอบฉาก “วิชาชีวิตศาสตร์” ในหนังมาก ๆ เหมือนเนื้อหาของช่วงนี้มันเป็นสิ่งที่ผู้ชมที่เป็นคนนอกอย่างเราสนใจ แต่น่าเสียดายที่การบันทึกเสียงในฉากนี้ทำได้ไม่ดีนัก เราก็เลยฟังสิ่งที่คุณ “อุ๊บอิ๊บ” (ไม่แน่ใจว่าชื่อนี้หรือเปล่า) พูดไม่ออกเลย แต่เราชอบสิ่งที่คุณแป้งและคุณต้องตาพูดมาก ๆ

 

คือสิ่งที่คุณแป้งพูดในฉากนี้มันตรงใจเรามาก ๆ ทั้งเรื่องราวแบบ THE ROAD NOT TAKEN ความหลอนไปตลอดชีวิตว่า “ทำไมเราถึงไม่เลือกทางเดินชีวิตเส้นนั้นเมื่อ 10 ปีก่อน” “ถ้าเมื่อ 10 ปีก่อน เราเลือกเดินทางนั้น เราเลือกเข้าเรียนคณะนั้น ป่านนี้ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรไปแล้ว” ซึ่งเรื่องนี้มันจริงมาก ๆ สำหรับเรา และเรื่องที่คุณแป้งแนะให้นักเรียนสารภาพรักกับคนที่ชอบไปเลยก่อนเรียนจบ ไม่เช่นนั้นเราจะทุกข์ทรมานใจไปตลอดเป็นเวลานานหลายปี โดยเฉพาะเมื่อเราได้เจอเขาอีกทีในอีกหลายปีต่อมา และพบว่าเขามีเมียมีลูกไปแล้ว

 

คือชอบสิ่งที่คุณแป้งพูดในฉากนี้มาก ๆ มันสอดคล้องตรงกับความคิดของเราจริง ๆ

 

5.ถึงแม้เราจะชอบช่วงท้ายของหนังอย่างสุด ๆ แต่เราก็ไม่ได้ชอบหนังทั้งเรื่องมากถึงขั้น A+30 นะ เพราะมันยาวเกินไปสำหรับ “คนนอก” อย่างเราน่ะ 5555 คือถ้าช่วงครึ่งแรกของหนังมันสั้นกว่านี้ หรือหนังเลือกใช้วิธีอื่น ๆ ในการนำเสนอ อย่างเช่นใส่บทสนทนาแบบส่วนตัวเข้าไป หรือใส่ความเป็น fiction ลงไปด้วย แบบที่หนังใน genre หนังสือรุ่นบางเรื่องทำกัน เราก็อาจจะ enjoy กับหนังมากยิ่งขึ้น

 

6.ถ้าหากพูดถึงหนังใน genre  “หนังสือรุ่น” และหนังกลุ่ม “สารคดีบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน”  โดยรวมแล้ว เรารู้สึกว่าเรามักจะได้ดูหนังแบบนี้ในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนของไทยมาแล้วแค่ไม่กี่เรื่องมั้ง ซึ่งรวมถึงเรื่อง

 

6.1 “หนังสือรุ่น” (2005, เบญจพรรณ รุ่งศุภตานนท์) ที่ได้รางวัลช้างเผือก และเหมือนเป็นการเปิดศักราชของหนัง genre นี้

 

6.2 6 OR 5 (2006, Sarawan Weerawat, 56min) สารคดีเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนหญิง 6 คนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม ก่อนที่บางคนจะหายไปจากกลุ่ม

 

6.3 MY ROOM AND I (2010, Ka-nes Boonyapanachoti) ชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนบันทึก moments ของผู้กำกับกับเพื่อน ๆ ขณะเรียนใน ICT ศิลปากรเอาไว้ด้วย

 

6.4 HELL นรก (2013, Theeraphat Ngathong, 20min) ที่เป็นบันทึกงานคอนเสิร์ตโรงเรียน แต่มีความเป็นหนังทดลองอยู่ด้วย

 

6.5 ALL OF US: PART 8 MEDICAL ENTRANCE EXAMS AT RATCHABURI (2014, Theeraphat Ngathong, 102min) เป็นหนังที่ความยาวสูสีกับ “ธีรวรกานต์” แต่หนังเรื่องนี้อาจจะดูง่ายกว่าหน่อย เพราะมันมีเนื้อเรื่องอยู่ด้วย เป็นบันทึกการเดินทางของเด็กมัธยม 6 คนที่เดินทางไปสอบเข้ามหาลัยที่ราชบุรี

 

6.6 BEFORE FRI(END) (2022, ศรัณย์ภัทร กองสุข, 41min) ชอบเรื่องนี้สุดขีด เพราะมันผสมความเป็น fiction เข้ามาด้วย และมันออกมาดีงามมาก ๆ

 

และก็มีหนังเรื่องอื่น ๆ อีกที่เป็นหนังแนว “หนังสือรุ่น” ที่เราได้ดู แล้วเรานึกชื่อเรื่องไม่ออก จำได้ว่ามีเรื่องนึงที่ครูกับนักเรียนร้องห่มร้องไห้ร่ำลากันหนักมาก และมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราชอบสุด ๆ ที่เหมือนมีการ reenact เหตุการณ์ตอนกะเทยเต้นหลีดเอาไว้ด้วย

 

ถ้าใครนึกชื่อหนังเรื่องไหนในกลุ่มนี้ออก ก็บอกมาด้วยนะ

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต่างประเทศมีการผลิตหนังกลุ่มนี้ออกมาบ้างหรือเปล่า คิดว่าคงมีทำกันออกมาบ้าง แต่ผู้สร้างคงมองว่าเป็นหนังส่วนตัว หนังเหล่านี้ก็เลยไม่ได้เผยแพร่ในเทศกาลอะไรจนมาถึงสายตาผู้ชมที่เป็นคนนอกโรงเรียนมากนัก

 

ก็ถือได้ว่าเป็นหนังกลุ่มที่น่าสนใจดี แต่หนังกลุ่มนี้มันก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเองอยู่แหละ นั่นก็คือผู้ชมที่เป็นคนนอกก็อาจจะไม่อินด้วย และพอมันเป็น “สารคดี” แบบนี้ มันก็จะไม่สามารถสะท้อนความรู้สึกบางอย่างออกมาได้ คืออย่างเรานี่ถ้าหากนึกถึงตอนมัธยมเราก็จะนึกถึง “ครูบางคนที่เราเกลียดชังอย่างรุนแรงมาก” อะไรทำนองนี้ด้วย ซึ่งความเกลียดชังแบบนี้คงใส่เข้าไปในหนังสารคดีแบบนี้ไม่ได้ 555 นอกจากว่าจะทำให้มันเป็น fiction ไปเลย

Tuesday, November 29, 2022

CHRISTMAS EVE -- TATSURO YAMASHITA

 

ดีใจที่รัสเซียเลือกหนังห่วย ๆ มาชนกับ WORLD FILM เราจะได้ไม่รู้สึกว่าพลาดอะไรไป คือถ้าหากรัสเซียจัดงาน retrospective ฉายหนัง 20 เรื่องของ Nikita Mikhalkov อะไรอย่างนี้เพื่อชนกับ WORLD FILM เราคงกรีดร้องสุดเสียงด้วยความเสียดาย 55555

 

ปีนี้กะว่าจะพยายามสังเกตว่า ตัวเองได้ยินเพลง ALL I WANT FOR CHRISTMAS IS YOU ของ Mariah Carey กี่รอบ วันนี้ได้ยินไปแล้ว 1 รอบตอนเดินใน SILOM COMPLEX

 

ส่วนภาพมาจากหนึ่งในเพลงคริสต์มาสที่เราชอบที่สุดในชีวิต ซึ่งก็คือ CHRISTMAS EVE (1983) ของ Tatsuro Yamashita ที่ดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ชอบเปิดบ่อย ๆ เมื่อราว 30 ปีก่อน

https://www.youtube.com/watch?v=nhmHpI1hT4U

 

หนังสั้นมาราธอน 29 (Marathon 29)

พฤหัสบดี 24 พฤศจิกายน 2565 13.00 Thu 24 Nov 2022 (1 PM.)

.

216. ท่วงทำนองที่ระลึก / เอกภพ นนทภา / 16.04 นาที [E] DOCUMENTARY

A+30

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของ “ประกายฟ้า” เศร้ามาก ๆ

 

217. ท๊อป ออฟ เดอะ เวิลด์ / ธนากร สุทธิประภา / 17.57 นาที

A+

 

218. แทนปิติ / กุลพัทธ์ เอมมาโนชญ์ / 16.20 นาที [E] DOCUMENTARY

A+15

 

219. ธีรวรกานต์ (2022, ธนกฤต ศิริประทุม, 128.54 นาที, DOCUMENTARY, A+15)

https://www.youtube.com/watch?v=YhgoAOYcQFg&t=6829s