Tuesday, July 07, 2026

REMEMBERING 2004, ONE OF THE BEST YEARS FOR CINEPHILES IN BANGKOK

 

REMEMBERING 2004, ONE OF THE BEST YEARS FOR CINEPHILES IN BANGKOK

 

1.เมื่อวานเราได้คุยกับเพื่อน cinephile ที่เพิ่งเข้าวงการเมื่อราว 10 ปีก่อน พอเราบอกเขาว่า ปีนี้จะมีการจัดงาน Bangkok International Film Festival ในวันที่ 17-27 September และเราก็ได้ข่าวว่าจะมีการจัดงาน World Film Festival of Bangkok ด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะจัดในปีนี้เหมือนกันหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่รู้ข้อมูลเหมือนกัน

 

เพื่อนก็เลยตั้งข้อสงสัยว่า ถ้ามันมีการจัดงาน Bangkok International Film Festival และ World Film Festival of Bangkok ในปีเดียวกัน แล้วมันจะมีหนังมากพอจัดได้ทั้งสองงานเหรอ

 

เราก็เลยตอบว่า มันมีหนังมากพอแน่นอน หนังดี ๆ มันมีเยอะแยะมากมาย มากพอจะจัดได้ทั้งสองงานแน่ ๆ และการที่มีเทศกาลจัดถึงสองเทศกาลในปีเดียวกัน มันจะได้เปิดโอกาสให้ “หนังดีที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง” หรือ “หนังดีแบบลับแล” ได้มีโอกาสเข้ามาฉายในกรุงเทพด้วย เพราะเทศกาลไหนที่มีทุนทรัพย์เยอะ ก็จะได้เอา “หนังดีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง” เข้ามาฉายในกรุงเทพ และเทศกาลไหนที่อาจจะไม่ได้มีทุนมากนัก ก็จะได้เอา “หนังดี ๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง” เข้ามาฉายให้ cinephiles ในกรุงเทพได้ดูเป็นบุญตาด้วย

 

2. จากการที่เราได้คุยกับเพื่อนเมื่อวาน เราก็เลยเข้าใจว่า เพื่อนที่เพิ่งเข้าวงการ cinephile เมื่อราว 10 ปีก่อน ไม่ทันยุคทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นยุคที่มีการจัดทั้ง Bangkok International Film Festival และ World Film Festival of Bangkok ในปีเดียวกัน และทั้งสองเทศกาลก็มีหนังดี ๆ มากมายมาจัดฉายให้พวกเราได้ชมโดยไม่ซ้ำเรื่องกันแต่อย่างใด

 

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทั้ง Bangkok International Film Festival และ World Film Festival of Bangkok ในทศวรรษ 2000 แต่ละเทศกาลก็มีหนังดี ๆ มากมาย และแต่ละเทศกาลก็มีทั้ง “หนังดีที่โด่งดัง” และ “หนังดีที่ไม่โด่งดัง” ผสมอยู่รวมกันในแต่ละเทศกาล แต่เราก็แอบรู้สึกว่า Bangkok International Film Festival ซึ่งมีเงินทุนหนากว่า ก็มักจะคัดเลือกหนังดัง ๆ มาจัดฉายให้พวกเราได้ชมกัน อย่างเช่น

 

2.1 ANATOMY OF HELL (2004, Catherine Breillat, France)

2.2 VERA DRAKE (2004, Mike Leigh, UK)

2.3 CLEAN (2004, Olivier Assayas, France)

2.4 THE SUN (2005, Alexander Sokurov, Russia)

2.5 SYMPATHY FOR LADY VENGEANCE (2005, Park Chan-wook, South Korea)

2.6 WATER (2005, Deepa Mehta, Canada/India)

2.7 BELLE TOUJOURS (2006, Manoel de Oliveira, Portugal/France)

2.8 SHORTBUS (2006, John Cameron Mitchell)

2.9 MODERN LIFE (2008, Raymond Depardon, France, documentary)

2.10 BIRDSONG (2008, Albert Serra, Spain)

 

ซึ่งการคัดเลือกเอาหนังดี ๆ ที่โด่งดังเหล่านี้มาฉาย ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพราะ cinephiles ในกรุงเทพจะได้ดูหนังดี ๆ และจะได้ตามทัน “กระแสโลก” ด้วย

 

3. แต่สิ่งที่เราชอบมากไปกว่านั้น ก็คือการได้มีโอกาสดู “หนังดี ๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง” หรือ “หนังดีแบบลับแล” ซึ่งหลายเรื่องเราก็ได้ดูมันใน World Film Festival of Bangkok ซึ่งหนังเหล่านี้หลาย ๆ เรื่องเราก็ไม่เจอมันอีกในรูปแบบดีวีดีหรือใน streaming ใดๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นบุญตาของพวกเรามาก ๆ ที่ได้มีโอกาสดู “หนังดีแบบลับแล” หลาย ๆ เรื่อง ก่อนที่หนังเหล่านี้จะเหมือนหายสาบสูญไปจากโลกนี้

 

หนังที่เราชอบสุดขีดที่เราได้ดูใน World Film Festival of Bangkok ก็มีเช่น

 

3.1 CASE FOR A ROOKIE HANGMAN (1969, Pavel Juracek, Czechoslovakia)

3.2 MOTHERLAND HOTEL (1986, Omer Kavur, Turkey)

3.3 INNOCENCE (1997, Zeki Demirkubuz, Turkey)

3.4 PHANTOM LOVE (2007, Nina Menkes, USA)

3.5 FALLEN (2005, Fred Kelemen, Latvia)

3.6 LISTENER’S TALE (2007, Arghya Basu, India, documentary)

3.7 BHUMIKA (1977, Shyam Benegal, India)

3.8 HASHI (2008, Sherman Ong, Japan/Singapore/Malaysia)

3.9 I FORGOT THE TITLE (2009, Christelle Lheureux, Italy)

3.10 THEY ALL LIE (2009, Matías Piñeiro, Argentina)

 

4. เพราะฉะนั้นเราก็เลยดีใจมาก ๆ ถ้าหากจะมีการจัดทั้ง Bangkok International Film Festival และ World Film Festival of Bangkok ในปีเดียวกัน เพราะมันจะได้เหมือนกับในทศวรรษ 2000 ซึ่งการจัดทั้งสองเทศกาลในปีเดียวกันมันก็เปิดโอกาสให้เราได้ดูหนังดี ๆ เป็นจำนวนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหนังดี ๆ แบบลับแล หรือหนังดี ๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง

 

5. และเราก็เลยนึกย้อนไปถึงปี 2004 ด้วย ซึ่งเรายกให้เป็นปี peak สำหรับ cinephiles in Bangkok เพราะว่าปีนั้นมีทั้ง Bangkok International Film Festival, Bangkok Film Festival ของ Brian Bennett และ World Film Festival of Bangkok ในปีเดียวกัน ซึ่งทั้ง 3 เทศกาลนี้ก็นำพาหนังดี ๆ หลาย ๆ เรื่องมาให้เราได้ดูเป็นบุญตา

 

หนังที่เราชอบสุดขีดใน Bangkok International Film Festival ในปี 2004 ก็มีเช่น

 

5.1 SPARE PARTS (2003, Damjan Kozole, Slovenia)

5.2 FREE RADICALS (2003, Barbara Albert, Austria)

5.3 LOVE THAT BOY (2003, Andrea Dorfman, Canada)

5.4 GOODBYE, DRAGON INN (2003, Tsai Ming-liang, Taiwan)

5.5 HUKKLE (2002, György Pálfi, Hungary)

5.6 EVIL (2003, Mikael Håfström, Sweden)

5.7 A THOUSAND MONTHS (2003, Faouzi Bensaïdi, France/Morocco)

5.8 IN MY SKIN (2002, Marina de Van, France)

5.9 THE MAGIC GLOVES (2003, Martín Rejtman, Argentina)

5.10 A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raúl Ruiz, France)

 

6. หนังที่เราชอบสุดขีดใน Bangkok Film Festival ของ Brian Bennett ในปี 2004 ก็มีเช่น

 

6.1 ALEXEI AND THE SPRING (2002, Seiichi Motohashi, Japan, about Belarus, documentary)

6.2 THE DAY I WILL NEVER FORGET (2002, Kim Longinotto, UK, about Kenya, documentary)

6.3 THE KITE (2002, Aleksey Muradov, Russia)

6.4 LOVE AND DIANE (2002, Jennifer Dworkin, USA, documentary, 155min)

6.5 BALSEROS (2002, Carles Bosch, Josep Maria Domènech, Spain, about Cuba, documentary)

6.6 SOME SECRETS (2002, Alice Nellis, Czech Republic/Slovakia)

6.7 THE BARBECUE PEOPLE (2003, Yossi Madmoni, David Ofek, Israel)

6.8 SCIENCE FICTION (2003, Franz Müller, Germany)

6.9 JAMES’ JOURNEY TO JERUSALEM (2003, Ra’anan Alexandrowicz, Israel)

6.10 SEE YOU OFF TO THE EDGE OF TOWN (2002, Ching C. Ip, Hong Kong/USA)

 

7. หนังที่เราชอบสุดขีดใน World Film Festival of Bangkok ในปี 2004 ก็มีเช่น

 

7.1 OURS DOESN’T WORK (2003, Nicólas Álvarez, Iván Wolovik, Argentina, 75min)

7.2 THE FIFTH REACTION (2003, Tahmineh Milani, Iran)

7.3 THE SKYWALK IS GONE (2003, Tsai Ming-liang, Taiwan)

7.4 TORREMOLINOS 73 (2003, Pablo Berger, Spain)

7.5 PLATFORM (2001, Jia Zhangke, China)

7.6 A TALKING PICTURE (2003, Manoel de Oliveira, Portugal)

7.7 CZECH DREAM (2004, Vit Klusák, Filip Remunda, Czech, documentary)

7.8 PETERKA: YEAR OF DECISION (2003, Vlado Sakfar, Slovenia, documentary)

7.9 SEVEN DAYS SEVEN NIGHTS (2003, Joel Cano, Cuba, 104min)

7.10 SEAWARDS JOURNEY (2003, Guillermo Casanova, Uruguay)

 

8. เพราะฉะนั้นพอเรานึกย้อนกลับไป เราก็เลยมีความสุขสุดขีดเมื่อนึกถึงปี 2004 และก็พบว่า การมีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติจัดถึง 3 เทศกาลในปีเดียวกัน มันเปิดโอกาสให้เราได้ดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่ติดอันดับ one of my most favorite films of all time อย่างเช่น THE KITE ของ Aleksey Muradov, OURS DOESN’T WORK, SEVEN DAYS SEVEN NIGHTS ของ Joel Cano และเปิดโอกาสให้เราได้ดูหนังที่เราชอบสุดขีดอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น LOVE THAT BOY, SEAWARDS JOURNEY, PETERKA: YEAR OF DECISION, SCIENCE FICTION, ALEXEI AND THE SPRING, etc. ซึ่งหนังเหล่านี้ล้วนเป็น “หนังดีแบบลับแล” หรือหนังดีที่เราแทบไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน แต่พอเราเข้าไปดูแล้วเราก็กราบตีนอย่างรุนแรง

+++

 

My first TV series -- ปอบผีฟ้า (1975) ทางช่อง 7

+++

 

งดงาม เราเองก็ยังไม่เคยดูหนังของ Glauber Rocha, Hollis Frampton, Mário Peixoto, Humberto Mauro, Tofig Taghizade เลย เพราะฉะนั้นผู้กำกับหนังส่วนล่างสุดนี้เราเห็นด้วยว่า ลับแล จริง ๆ 55555

+++

 

งดงามที่สุด SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน (2026, F but CULT CLASSIC) คือ “หนังที่ท้าทายทุก CINEMATIC LANGUAGE” ของจริงค่ะ

 

คือหนังเรื่อง SOS อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เราว่ามันไล่ระดับอารมณ์ของเราให้ขึ้นถึงจุดสูงสุดได้ในแบบที่เราชอบมาก คือระดับอารมณ์ของเราจะเป็นแบบนี้

 

1. ตัวละครนักเรียนสาว แตม แรงมาก ๆ ร่านมาก ๆ

2. ว้าย ปรากฏว่าแม่ของแตมร่านกว่าอีก ตายแล้ว ลูกสาวว่าแรงแล้ว ปรากฏว่าคุณแม่แรงกว่า

3. ว้าย นักเรียนชาย วิน พยายามขืนใจคุณครูหนุ่มกลางห้องเรียน อะไรกันเนี่ย ตัวละครแรง ๆ โผล่มาเป็นตัวที่สาม

4. ว้าย กะเทยสาว เจแปน แรงที่สุด คืออี 3 ตัวข้างต้นว่าแรงแล้ว ยังต้องพ่ายให้กับกะเทยสาวเจแปน เพราะเธอได้ร่วมรักกับนักเรียนหนุ่ม 3 คนอย่างสุขสม รุนแรงที่สุด

 

แล้วพอฉาก “สามหนุ่มร่วมรักกับหนึ่งกะเทย” จบลงแล้ว อารมณ์ของเรานึกว่าพีคไปแล้ว หนังก็ตัดมาเป็นฉากแนะนำตัวละครตัวใหม่ “โบว์” หญิงสาวที่หน้าตาแรงมาก นั่งโล้ชิงช้ากับเด็กหนุ่มมัธยม เราก็เลยร้องกรี๊ดไปเลย

 

คือหนังปกติอาจจะมีตัวละครแรงๆ แค่หนึ่งตัว แต่หนังเรื่องนี้ค่อย ๆ ทยอยแนะนำตัวละครแรง ๆ ทีละตัว แล้วความแรงของแต่ละตัวมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือแตมว่าแรงแล้ว ก็ต้องพ่ายให้กับแม่ แต่ทั้งสองคนนี้ก็ยังไม่กล้าขืนใจคุณครูหนุ่มกลางโรงเรียนเหมือน “วิน” แล้ววินว่าแรงแล้ว ก็ต้องพ่ายให้กับเจแปน แล้วเจแปนว่าแรงแล้ว ก็ต้องพ่ายให้กับ “โบว์”

 

คือตัวละครโบว์อาจจะไม่ได้ทำอะไรรุนแรงเหมือนเจแปน แต่สิ่งที่รุนแรงคือ THE EXISTENCE OF THIS CHARACTER คือเหมือน “การดำรงอยู่ของตัวละครตัวนี้” ในหนังเรื่องนี้ มันท้าทายทุกระบบตรรกะมาก ๆ ถึงแม้ว่าโบว์จะไม่ได้ทำอะไรรุนแรงก็ตาม

+++

 

Med Hondo เราเคยดูเรื่อง SARRAOUNIA (1986, Med Hondo, Burkina Faso) ตอนมันมาฉายที่ Alliance หนังดีมาก ๆๆๆๆๆ แต่น่าจะมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวแหละมั้งที่เคยได้ฉายโรงในไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

 

Boris Barnet ผมเคยดูแค่เรื่องเดียวคือ THE HOUSE ON TRUBNAYA (1928) ตอนมันมาฉายในเทศกาลหนังเงียบ ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เลยครับ

  

Sunday, July 05, 2026

MY EXPERIENCE ABOUT “OLD FILMS DIRECTED BY WOMEN”

 

MY EXPERIENCE ABOUT “OLD FILMS DIRECTED BY WOMEN”

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30) ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราชอบหนังอินโดนีเซียทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ พอดูแล้วก็เลยคิดว่า เราควรจดบันทึกอะไรพวกนี้ไว้ด้วยดีกว่า

 

2. ถ้าหากเราจำไม่ผิด DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) นี่น่าจะเป็น “Film directed by Asian female filmmakers” ที่เก่าที่สุดที่เราเคยดูเลยนะ

 

คือ DR. SAMSI นี่น่าจะเป็นหนังที่เก่าที่สุดที่กำกับโดย Indonesian female filmmakers ที่สามารถหาดูได้ในตอนนี้ เพราะว่า SEDAP MALAM (1950, Ratna Asmara) กับ MUSIM BUNGA DI SELABINTANA (1952, Ratna Asmara) หายสาบสูญไปแล้ว

 

เพราะฉะนั้น DR. SAMSI ซึ่งเป็นหนังเรื่องที่ 3 ที่กำกับโดย Ratna Asmara ก็เลยครองตำแหน่ง Oldest surviving film which is directed by Indonesian female filmmakers และก็ถือเป็น “หนังที่เก่าที่สุดที่กำกับโดยผู้หญิงอินโดนีเซียที่เราเคยดู” ด้วย โดยทำลายสถิติเดิมที่หนังเรื่อง CA-BAU-KAN (2002, Nia Di Nata, Indonesia) เคยทำไว้

 

เราเคยดู CA-BAU-KAN ในวันที่ 22 ต.ค. 2003 ใน World Film Festival of Bangkok ของพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ซึ่งตอนนี้หนังเรื่องนี้ก็น่าจะครองตำแหน่ง “หนังที่เก่าที่สุดเป็นอันดับสองที่กำกับโดยผู้หญิงอินโดนีเซียที่เราเคยดู”

 

3. พอคิดไปคิดมาแล้ว DR. SAMSI นี่นอกจากจะครองตำแหน่ง Oldest film made by Indonesian female filmmakers that I have seen แล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะครองตำแหน่ง Oldest film made by Southeast Asian female filmmakers that I have seen และ Oldest film made by Asian female filmmakers that I have seen ด้วย เพราะว่า

 

3.1 สำหรับหนังไทยนั้น ผู้กำกับหญิงคนแรกน่าจะเป็น ประเทือง ศรีสุพรรณ ผู้มีชื่อกำกับเรื่อง ทาษรัก SLAVE OF LOVE (1953,  ร่วมกับ รังสี ทัศนพยัคฆ์) และ สุดที่รัก (1955) แต่หนังสองเรื่องนี้เหมือนมีสถานะหายสาบสูญในปัจจุบัน

 

หนังของผู้กำกับหญิงไทยที่เก่าที่สุดที่หลงเหลืออยู่ น่าจะเป็น ปักธงไชย (1957, หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา) แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้

 

ส่วนหนังของผู้กำกับหญิงไทยที่เก่าที่สุดที่เราเคยดู น่าจะเป็น รักริษยา (1979, ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์) และ ปีศาจ (1980, Supan Buranapim)

 

3.2 สำหรับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เราแทบไม่ได้ดูหนังเก่า ๆ ที่กำกับโดยผู้หญิงเลย หนังของผู้กำกับหญิงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราเคยดู ก็มีเช่น

 

3.2.1 SURNAME VIET GIVEN NAME NAM (1989, Trinh T. Minh Ha, USA, documentary)

หนังมีเครดิตเป็นหนังสหรัฐ แต่กำกับโดยผู้หญิงเวียดนาม และมีเนื้อหาเกี่ยวกับเวียดนาม

 

3.2.2 THE WHITE FUNERAL (1997, Sari Raissa Lluch Dalena, Phillippines, 30min)

 

3.2.3 JOSÉ RIZAL (1998, Marilou Diaz Abaya, Philippines, 178min)

 

3.2.4 THERE IS TREASURE EVERYWHERE (1999, Tan Chui Mui, Malaysia)

 

3.2.5 SINGAPORE GAGA (2005, Tan Pin Pin, Singapore, documentary)

 

3.2.6 A FARMER’S TALE (2007, Lay Thida, Myanmar, documentary, 18min)

หนังเรื่องนี้เคยมาฉายในเทศกาลหนังสั้นในปี 2010

 

3.2.7 CHANTHALY (2012, Mattie Do, Laos)

 

3.2.8 TWO GIRLS AGAINST THE RAIN (2012, Sao Sopheak, Cambodia, documentary)

 

เพราะฉะนั้น DR. SAMSI ก็เลยครองตำแหน่ง Oldest film made by Southeast Asian female filmmakers that I have seen ในตอนนี้

 

4. ในส่วนของประเทศอื่น ๆ ในเอเชียนั้น เราก็แทบไม่ได้ดูหนังเก่า ๆ ที่กำกับโดยผู้หญิงเช่นกัน หนังเก่า ๆ ของผู้กำกับหญิงเอเชียที่เราเคยดู ก็มีแค่ THE ARCH (1968, Shu Shuen Tong, Hong Kong), SALAAM BOMBAY! (1988, Mira Nair, India), SIAO YU (1995, Sylvia Chang, Taiwan) อะไรทำนองนี้

 

เรายังไม่เคยดูหนังที่กำกับโดย Kinuyo Tanaka, Huang Shuqin, Park Nam-ok, Hong Eun-won, Forugh Farrokhzad, etc.

 

เพราะฉะนั้น DR. SAMSI ก็เลยครองตำแหน่ง Oldest film made by Asian female filmmakers that I have seen ในตอนนี้

 

5. แต่ในส่วนของประเทศนอกเอเชียนั้น เราก็เคยดูหนังของผู้กำกับหญิงที่เก่ากว่า DR. SAMSI อยู่บ้างนะ อย่างเช่น

 

5.1 THE ADVENTURES OF PRINCE ACHMED (1926, Lotte Reiniger, Carl Koch, Germany, animation, 80min)

 

5.2 WHERE OLD PEOPLE LIVE (1931, Ella-Bergmann Michel, Germany, documentary, 13min)

 

5.3 DERAILED (1942, Bodil Ipsen + Lau Lauritzen Jr., Denmark)

 

5.4 MESHES OF THE AFTERNOON (1943, Maya Deren, Alexander Hammid, USA)

 

5.5 MELODY OF MURDER (1944, Bodil Ipsen, Denmark)

 

5.6 AT LAND (1944, Maya Deren, USA)

 

แต่เรายังไม่เคยดูหนังของ Alice Guy, Germaine Dulac, Esther Shub, Dorothy Arzner, Muriel Box, Wendy Toye, Jacqueline Audry, Ida Lupino, etc. นะ

+++

 

ช่วง บันทึกซวย

 

1. เราจองตั๋ว MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda, Japan) รอบวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. เอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ไปดู เพราะวันนั้นเราป่วย เป็นคออักเสบ เพราะฉะนั้น MABOROSI ที่เรารอดูมานานราว 30 ปี ก็เลยยังคงเป็นหนังที่เราพลาดดูต่อไป

 

2. วันนี้พอเราดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายาเสร็จ เราก็รีบกลับเข้ากรุงเทพเพื่อมาดูหนังเกย์เรื่อง TO DANCE IS TO RESIST (2026, Julian Lautenbacher, Ukraine/Germany) ที่ Jim Thompson

 

ปรากฏว่า พอเราดูหนังเรื่องนี้ไปได้ราว 15 นาที เราก็ต้องรีบออกจากโรง เพราะเราปวดท้อง ท้องเสียค่ะ

 

เฮ้อ ช่วงนี้นึกว่าบุญมีแต่กรรมบังจริง ๆ มีโอกาสได้ดูหนังที่อยากดูมาก ๆ 2 เรื่อง แต่ก็ไม่ได้ดู เพราะแต้มบุญไม่ถึง

 

ชีวิตเราก็เท่านี้จริง ๆ ค่ะ

 

TO DANCE IS TO RESIST

https://www.imdb.com/title/tt38808637/?ref_=ext_shr_lnk

+++

 

AN UNFINISHED FILM เป็นหนังที่เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ แต่เราไม่ได้ไปดู เพราะจัดตารางไม่ลงตัว อยากดูมาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

สลดหดหู่กับ comments ของหลาย ๆ คนในโพสท์นี้

 

จำได้ว่าหนังเรื่อง BLIND PIG WHO WANTS TO FLY (2008, Edwin, Indonesia) พูดถึงเหตุการณ์นี้ด้วยเหมือนกัน แต่นั่นคือหนังอินโดนีเซียเรื่องเดียวที่เราเคยดูที่พูดถึงเหตุการณ์นี้

+++

 

สำหรับเราแล้ว soft power นี่มีผลกับเรามากนะ เพราะพอเราเติบโตมากับการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น CANDY CANDY (1975-1979, Yumiko Igarashi) และเติบโตมากับการดูละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นอย่าง “ยอดหญิงชิงโอลิมปิก” MOERO ATTACK (1979, 71 episodes, A+30) ตั้งแต่เด็ก ๆ เราก็เลยมองคนญี่ปุ่นยุคนั้นในทางบวกมาก ๆ 55555

 

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI

 

มีฉายหนังเรื่อง GIGI (2024, Cynthia Calvi, France, animation, 14min) กับ PELIKAN BLUE (2023, László Csáki, Hungary, animation, 79min) ด้วย

+++

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30) ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราชอบหนังอินโดนีเซียทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

หนังเรื่อง MERANGKAI RATNA ASMARA ทำให้เราทึ่งในตัวผู้หญิงกลุ่มนี้มาก ๆ ที่พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการอนุรักษ์ภาพยนตร์อะไรใด ๆ แต่อย่างใด แต่ passion ของพวกเขากระตุ้นให้พวกเขามีความมุมานะพยายามเป็นอย่างมาก ออกดั้นด้นติดตามสืบค้นจนสามารถพบเจอและอนุรักษ์ม้วนฟิล์มภาพยนตร์เก่าในทศวรรษ 1950 ได้ในที่สุด

 

เราคิดว่า MERANGKAI RATNA ASMARA นี่เหมาะฉายควบกับ THE CEMETERY OF CINEMA (2023, Thierno Souleymane Diallo, France/Senegal/Guinea, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE CEMETERY OF CINEMA ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความพยายามสืบค้นหาหนังเก่าเหมือนกัน โดยเป็นการตามหาหนังเรื่อง MOURAMANI (1953, Mamadou Touré, Guinea) ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในหนังเรื่องแรก ๆ ของโลกที่กำกับโดยชาวแอฟริกัน แต่น่าเสียดายที่ในกรณีของหนังเรื่อง THE CEMETERY OF CINEMA นั้น ความพยายามดังกล่าวประสบความล้มเหลว และหนังเรื่อง MOURAMANI จากประเทศกินีก็ยังคงมีสถานะหายสาบสูญต่อไป

 

2. ในส่วนของหนังเรื่อง DR. SAMSI นั้น เราก็ชอบหนังมาก ๆ เช่นกัน ดูแล้วนึกถึงพวกหนังชีวิตผู้หญิง หนัง melodrama ยุคเก่า ๆ มาก ๆ  อีกสิ่งที่ประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังปล่อยให้มีฉาก “ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบสมจริง” เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันเหมือนเป็นฉากแบบที่เราพบได้เฉพาะในหนังยุคเก่า ๆ และละครโทรทัศน์ยุคเก่า ๆ เท่านั้น แต่เราแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้ในหนัง/ละครยุคใหม่นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา

 

ฉากพวกนี้ไม่ได้เป็นฉากแบบในหนัง musical หรือฉาก musical นะ เพราะฉากแบบในหนัง musical เป็นฉากที่ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบ “หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง” น่ะ แต่ฉากที่เราพูดถึงคือฉากที่ตัวละครร้องเพลง, เต้นรำ, แสดงนาฏศิลป์เป็นเวลานาน ๆ แบบที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครตัวนั้นจริง ๆ

 

คือถ้าหากใครเคยดูละครทีวีฮ่องกงยุคทศวรรษ 1980 คงจะนึกออก เพราะในละครยุคนั้นมันชอบมีฉากฮ่องเต้ดูกลุ่มนางรำมาร่ายรำเป็นเวลา 3-5 นาที ซึ่งเป็นฉากที่ไม่มีเนื้อเรื่องเกิดขึ้น และไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนเป็นฉากที่ให้ “นักเรียนในโรงเรียนการแสดง” ได้ฝึกร่ายรำ ฝึกการแสดงต่อหน้ากล้อง อะไรทำนองนั้น

 

แต่พอเริ่มเข้าสู่ยุคทศวรรษ 1990 เราก็เหมือนแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้อีกเลยมั้ง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่เราเดาว่าคนดูคงเบื่อดูฉากแบบนี้ เพราะมันไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด

 

และเราก็พบว่าฉากแบบนี้สามารถพบได้บ่อยเหมือนกันในหนังยุคทศวรรษ 1950-1960 อย่างเช่นใน DR. SAMSI ก็มีฉากที่ตัวละครเต้นรำในงานรื่นเริงเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันก็ไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง แต่เราก็ชอบมันมาก ๆ เพราะมันเป็นทั้งการบันทึกนาฏศิลป์ยุคเก่าของอินโดนีเซีย และมันก็สะท้อนความนิยมหรือความต้องการของผู้ชมภาพยนตร์ยุคนั้นที่อาจจะชอบดูอะไรแบบนี้ ซึ่งแตกต่างจากผู้ชมภาพยนตร์ในยุคต่อ ๆ มาที่อาจจะเบื่อการดูอะไรแบบนี้

 

3. พอดู DR. SAMSI แล้วก็เลยคิดว่า มันเหมาะฉายควบกับ “หนังชีวิตผู้หญิง” ยุคเก่าหลายเรื่องมาก ๆ อย่างเช่น

 

3.1 THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

 

3.2 7TH HEAVEN (1927, Frank Borzage, USA)

 

3.3 THE GODDESS (1934, Wu Yonggang, China)

เพราะมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ที่ต่อสู้เพื่อลูกเหมือนกัน

 

3.4 SOUND OF THE MOUNTAIN (1954, Mikio Naruse, Japan)

 

3.5 THE CRANES ARE FLYING (1957, Mikhail Kalatozov, Soviet Union)

 

3.6 THE LOVERS (1958, Louis Malle, France)

 

3.7 THE BRASS RING แหวนทองเหลือง (1973, Prince Anusorn Mongkolkarn, Thailand)

เรื่องของผู้หญิงที่ท้องนอกสมรสเหมือนกัน

+++

 

From the exhibition THE ADVENTURES OF HIMMAPAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

SHINING IN THE OCEAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

CHANGING by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

FLYING LIKE BIRDS by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

THE FIGHTER OF TIGER by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 ++++

SEVEN DAYS RITUAL (2025, Wichaporn Tangklang)

 

งานศิลปะนี้ใช้โลหิตที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศมาทำเป็นงานศิลปะ

 

ดูในนิทรรศการ PATCH THE WORLD : Between the Seams, Beyond the Surface โลกที่ต่อกันไม่สนิท–ลึกกว่าที่เห็น

จัดแสดงที่ชั้น 3 BACC

+++

 

หนังที่ดูแล้วทำให้หิว – LITTLE FOREST: SUMMER/AUTUMN (2014, Junichi Mori, Japan) + LITTLE FOREST: WINTER/SPRING (2015, Junichi Mori, Japan)

 

แต่ฉากการกินอาหารที่ประทับใจเรามากที่สุดอยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง WAR AND REMEMBRANCE (1988-1989, Dan Curtis, USA, 1620mins, A+30) ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งครอบคลุมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป ฉากนั้นมันเป็นฉากที่ Natalie Henry (Jane Seymour) ซึ่งเป็นชาวยิวถูกจับขึ้นรถไฟเพื่อส่งไปค่ายกักกัน ชาวยิวแต่ละคนบนรถไฟอยู่ในสภาพหิวโซอย่างรุนแรงมาก ๆ แทบไม่ได้กินอาหารกันมาเป็นเวลานานหลายวัน และละครเรื่องนี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงความโหยหิวอาหารอย่างรุนแรงมาก ๆ ของตัวละครเหล่านี้

 

รถไฟขบวนนี้แล่นไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสถานีรถไฟแห่งนึง มีชายแปลกหน้าคนนึงแอบขนกระสอบบรรจุอะไรสักอย่างมาให้นักโทษชาวยิวบนรถไฟ กระสอบนั้นบรรจุแอปเปิลจำนวนมาก เมื่อชาวยิวถามว่าทำไมชายแปลกหน้าคนนั้นถึงแอบช่วยพวกเขา ชายแปลกหน้าคนนั้นก็แอบโชว์ไม้กางเขนที่ซุกซ่อนไว้ให้ดู แล้วตอบว่า “เพราะผมเป็นคาทอลิก”

 

หลังจากนั้น Natalie ซึ่งนั่งหิวโซอยู่ในรถไฟก็ได้รับการแบ่งปันแอปเปิลหนึ่งลูกจากกระสอบนั้น ฉากที่เธอกินแอปเปิลหนึ่งลูกในละครเรื่องนั้นมันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทั้ง Jane Seymour และผู้กำกับละครเรื่องนี้ด้วย นึกไม่ถึงว่าฉากตัวละครกินแอปเปิลหนึ่งลูกมันจะทำให้เราร้องห่มร้องไห้ได้อย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เราดู WAR AND REMEMBRANCE ตอนมันมาฉายทางช่อง 3 ในปี 1989 และจนถึงตอนนี้เวลาผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เราก็ยังลืมฉากนี้ไม่ลงเลย 

 

Saturday, July 04, 2026

MISCELLANEOUS POSTS IN FACEBOOK

 OBSESSION (2025, Curry Barker, A+30) กลายเป็นมีมในเพจนักลงทุนตลาดหุ้นแล้ว


สัญลักษณ์ตัว A  ในรูปนี้คือหุ้น AMD ที่ดิ่งลง 4.26% ในวันที่  2 JULY
---
อยากดู MODERATO CANTABILE (1960, Peter Brook) จำได้ว่าร้าน AVS เคยขายวิดีโอหนังเรื่องนี้ แต่เราไม่ได้ซื้อเก็บไว้
--
MAZE (2025, Wit Pimkanchanapong)
--
พอเห็นว่าคุณ Prapamonton Eiamchan ได้แสดงหนังเรื่อง  เทอม 4 เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า คุณ Prapamonton เคยให้การแสดงที่ดีมาก ๆ มาแล้วในหนังผี/หนังสยองขวัญปี 2021 เรื่องนี้
---
ASSI (2026, Anubhav Sinha, India, 134min, A+30)

ชอบสุดขีด กราบมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้ไม่มี intermission นะ เพราะฉะนั้นอย่ากินน้ำเยอะเกินไปก่อนดูหนัง

หนังมีการขึ้นประกาศเตือนว่าทุก ๆ 20 นาทีมีผู้หญิงถูกข่มขืนในอินเดีย และประกาศเตือนนี้ก็ปรากฏขึ้นมา ทุก ๆ 20 นาทีในหนัง รุนแรงมาก ๆ
---
เราชอบที่คุณ Warut Pornchaiprasartkul เขียนเปรียบเทียบ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonca Filho, Brazil) กับ A USEFUL GHOST  ผีใช้ได้ค่ะ (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) มาก ๆ เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณ Warut เขียนมาก ๆ

พอนึกตามแล้ว ก็พบว่า

1. ศพในเขื่อน และ ศพในท้องฉลาม ก็แอบทำให้นึกถึง ศพในแม่น้ำโขง แต่อันนึงพูดถึงอดีตในบราซิล ส่วนอีกอันพูดถึง ปัจจุบันของไทย

2. ตัวละคร กะเทยวิชาการ ใน A USEFUL GHOST กับ Flavia  ใน THE SECRET AGENT มันคือภาพสะท้อนของกันและกันจริง ๆ
---
อ่านข่าวนี้แล้วนึกถึงหนังเรื่อง PRIMATE (2025, Johannes Roberts, A+30)


---
ทำไมช่วงนี้ facebook ชอบยิงโฆษณาโรงเรียนนานาชาติให้เราดู มันนึกว่า เราจะส่ง "ลูกหมี" ของเราไปเข้าโรงเรียนนานาชาติเหรอ

เราเดาว่า มันเป็นเพราะ เราเขียนถึงหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) แน่ ๆ เลย อีเฟซบุ๊กมันเลยเข้าใจผิด 55555
---
ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แอบสงสัยว่า แพทริค ธรรม ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงหรือเปล่า เรื่องของ Richard Speck ที่ฆ่าพยาบาล 8 คนที่อาศัยในหอพักเดียวกันในชิคาโกในปี 1966 คือหนังไม่ได้บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากคดีนี้ แต่ผู้ชมบางคนที่ดูหนังเรื่องนี้ต่างก็นึกถึงคดีเดียวกัน (แต่ Richard Speck ไม่ได้ทำเพราะความรักนะ เขาทำเพราะเขาเป็นโรคจิต)
---
JAMNIME FILM FESTIVAL 2026 คนล้นทะลักมาก
---
GUNDAM WING: THE MOVIE -- ENDLESS WALTZ (1998, Yasunao Aoki, Nana Harada, Japan, animation) ตั๋วเกือบ sold out
---
In which films shoud these snobbish parents live their lives? Luis Bunuel's, Rainer Werner Fassbinder's, Claude Chabrol's, or Michael Haneke's?
---
อยากให้ตัวละครในหนัง 3 เรื่องนี้ย้ายมาอาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกัน ชื่อคอนโดคือ THE DISCREET CHARM OF THE THAI BOURGEOISIE 55555

1. HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

2. SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon)

3. THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, Sompot Chidgasornpongse)
---
รู้สึกว่า ครูอ้อย, ดิว อริสรา, แอน จักรพงษ์ ถ้าหากทั้งสามคนนี้ได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในละครทีวีเรื่อง MELROSE PLACE (1992-1999) ทั้งสามคนนี้จะมีชีวิตอยู่ได้นานเกิน 1 season อย่างแน่นอน เพราะเราว่าทั้งสามคนนี้สามารถรับมือกับ Amanda (Heather Locklear) ได้นานเกิน 1 season
---
FOLLOWING เปิดขายตั๋วแล้วนะ
---
อยากให้มีคนเขียนแฟนฟิคเป็นการสัมภาษณ์ตัวละครนางเอกของ MATERIALISTS (2025, Celine Song)  ถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)  แล้วก็มีการสัมภาษณ์ตัวละครนางเอกของ HUMAN RESOURCE ถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับ "การตัดสินใจ" ของตัวละครนางเอกของ MATERIALISTS

แต่แน่นอนว่า "สภาพสังคม" และ "สวัสดิการสังคม" ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของประชากรในประเทศนั้น ๆ 555
---
เราเคยดูสารคดีเรื่องนี้ MEET THE FOKKENS (2011, Gabrielle Provaas, Rob Schroder) ตอนมันมาฉายที่ Esplanade Ratchada
---
เมื่อวันศุกร์เราไปดูหนังที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินข้าวที่ร้าน MINNA NO SUSHI เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง MINNA NO UTA เทปผีดุ (2023, Takashi Shimizu)  และกินโยเกิร์ตที่ร้าน TICKLED PINK  เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง PINK FLAMINGOS (1972, John Waters) ทั้งสองร้านอยู่แถวม.มหิดล
---
กิน Tandoori Paneer Pizza ของร้าน Street Pizza ชอบที่มีการโรยทับทิมบนหน้าพิซซ่าด้วย ถาดใหญ่มาก เหมาะมากินกับผัวมากกว่ามากินคนเดียว แต่กินคนเดียวก็แดกหมดนะ 555
---
BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min) รอบ 4 ทุ่มครึ่ง หนังเลิกตีสอง คนแน่นมาก ๆ
---
"พลังอันเป็นนิรันดร์ไร้ขีดจำกัด" (2026, Sudha Kongara, India, 162min)  เข้าโรงฉายในกรุงเทพแล้วนะ หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย "สรีลีลา" ในบทของหญิงสาวที่มีชื่อว่า "รัตนมาลา" และมีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านภาษาฮินดีในรัฐทมิฬนาดู

ชอบชื่อนางเอก "สรีลีลา" มาก ๆ
---
หนังคัลท์คลาสสิค -- คนเช็ดเงา THE MAN WHO WIPES HIS OWN  SHADOW (2016, Theetaphat Ngathong)

หนังเรื่องนี้เคยฉายที่ Reading Room ในวันที่ 25 มิ.ย. 2016 และถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมานาน 9 ปีแล้ว ผู้ชมก็ยังคงร่ำลือถึงหนังเรื่องนี้อยู่เสมอ
---
หนังสยองขวัญไทย อย่าง พนอ, ธี่หยด, ข้างบ้าน, etc. ควรทำสินค้าออกขายบ้างนะ พวกเครื่องรางของขลังต่าง ๆ ทำได้ทั้งในรูปสร้อยคอ, กำไล, แหวน, หม้อเก็บผีตายโหง 555
---
เพิ่งสังเกตว่า AVATAR 3  ตั๋ว IMAX 600 บาท คนจองแน่นเกือบเต็ม แต่ตั๋วที่นั่งธรรมดา 280 บาท มีคนจองแค่ 2 คน ถือเป็นสิ่งที่ดีงามมาก ๆ สำหรับคนดูหนังอย่างดิฉันที่ไม่อยากนั่งติดคนอื่น ๆ ค่ะ "ถูกและดี" จริง ๆ ประหยัดเงินได้หลายบาท และได้นั่งห่างจากคนอื่น ๆ 555
---
บางทีหนังที่เราอาจจะดูในวันที่ 31 ธ.ค. อย่างเช่น "มหัศจรรย์ไอดอลพริตตี้เคียว" ก็อาจจะขึ้นอันดับ 1 ประจำปีได้อย่างไม่คาดฝัน ต้องรอลุ้นกันในวันสุดท้ายของปีค่ะ
---
เราชอบ "เพลง" ของ Brigitte Bardot อย่างรุนแรงสุดขีดนะ เคยซื้อ tape cassette ของเธอด้วย แต่แนวคิดทางการเมืองของเธอมันเลวจริง ๆ แอบนึกถึง ทมยันตี ที่เราชื่นชอบ "ผลงาน" ของเขา แต่ไม่ใช่แนวคิดทางการเมืองของเขา
---
วันนี้มาดูหนังที่พารากอนรอบเย็น ๆ ดึก ๆ ตกใจกับบรรดามวลหมู่ "ปลาหมึกแถวบน" หนุ่มหล่อล่ำชาวเอเชียจำนวนมากทั้งในห้างและสถานีรถไฟฟ้า นึกว่า "ประตูสวรรค์" เปิด  ละลานตามาก หิวมาก เงี่ยนมากค่ะ เดาว่าพวกเขาคงมางาน KEN LAND แค่เราได้เห็นเป็นบุญตาก็ฟินแล้ว 555
---
เห็นออสเตรเลียทำปฏิทินนักดับเพลิงออกมาทุกปี ก็เลยหวังว่าในไทยจะมีคนทำ "ปฏิทินนักมวย" ออกมาบ้าง ถ้าหากมีใครทำขาย และเน้นนักมวยหุ่นดี ๆ ดิฉันก็จะตามซื้อ "ปฏิทินนักมวย" ทุกปีค่ะ
---
หนังเรื่อง LITTLE BY LITTLE นี้เปิดให้ดูฟรีที่เว็บไซต์ lecinemaclub ในช่วงนี้นะ ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็นึกถึง Luis Bunuel ด้วยเหมือนกัน และคิดว่ามันเหมาะฉายควบกับ RICH FLU (2024, Galder Gaztelu-Urrutia, Spain, A+30) มาก ๆ ในแง่ที่หนังทั้งสองเรื่องนำสถานะทางสังคมมากลับหัวกลับหางในหนังของตัวเอง
---
มาดื่ม "กาแฟมรกต" ที่ร้าน "แป้งนุ่ม" ติดหอภาพยนตร์ ศาลายา ที่ร้านมี "อาหารคาว" ขายด้วยนะ ครัวปิด 18.00  น. แต่เราสามารถนั่งทำหน้าแป้นแล้นในร้านต่อได้จนถึง 19.00 น.
---

SOS

SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน (2026, Krist Insompun กฤษ อินสมพันธ์, F but CULT CLASSIC)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. เมื่อวานดูหนังเรื่องนี้แล้วแทบไม่ได้นอน คือพอเราจะเข้านอนแล้วนึกถึงแต่ละฉากในหนังเรื่องนี้ เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ คือตอนดูหนังเรื่องนี้เราก็หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลหนักมากแล้ว แล้วพอเราจะเข้านอน หัวของเราก็นึกถึงแต่ละฉากในหนังเรื่องนี้ เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้อีก คือกว่าจะนอนหลับได้ก็หนักอยู่เหมือนกัน

 

ยกให้หนังเรื่องนี้เป็น “หนึ่งในหนังที่ทำให้เราหัวเราะหนักมากที่สุดในชีวิต” ในทันที แต่เสียดายที่มันเป็น unintentional laughter ทั้งหมด

 

คือเรารู้สึกว่าหนังมันห่วยมาก ๆ นะ เราก็เลยให้ F แต่เป็น F ในแบบที่แตกต่างจาก “หนังที่น่าเบื่อสุดขีดสำหรับเรา” อย่าง THE LEGEND HUNTERS (2025, Li Yifan, Simon West, China) และ MASTERS OF THE UNIVERSE (2026, Travis Knight) น่ะ เพราะหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เราหัวเราะเลย

 

แต่ SOS นี่ทำให้เราหัวเราะหนักมาก ๆ คือมันไม่ได้ห่วยจนน่าเบื่อ แต่มันห่วยจนมันฮามาก ๆ น่ะ เราก็เลยยกให้มันเป็น cult classic สำหรับเรา 55555

 

ในแง่นึงมันก็เลยทำให้เรานึกถึงละครโทรทัศน์คลาสสิคเรื่อง “คุณหญิงบ่าวตั้ง” ของสุนันทา นาคสมภพ หรือละครออนไลน์อย่าง LADY BOY FRIENDS THE SERIES (เพื่อนกันมันส์ดี) หรือหนังอย่าง THE MAESTRO: A SYMPHONY OF TERROR (2021, Paul Spurrier) ด้วย คือเราไม่ได้มองว่าหนัง/ละคร 3 เรื่องนี้เป็นหนัง/ละครที่ดี แต่เรามองว่ามันมีความเฮี้ยนบางอย่างในหนัง/ละคร 3 เรื่องนี้ที่ส่งผลให้มันกลายเป็นของ classic ในแบบของมันเอง

 

2. ความฮาใน SOS มันเกิดจากความรู้สึกของเราที่ว่า ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้มันลักลั่น ผิดที่ผิดทางไปหมดน่ะ ทั้งบทภาพยนตร์, บทสนทนา, ตรรกะของตัวละครทุกตัว, การแสดง, การใช้ดนตรีประกอบ, จังหวะการตัดต่อ, การเรียงซีน, ความพยายามจะบิ๊วอารมณ์คนดู, etc. คือทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมดจนเราฮามาก ๆ

 

นึกว่า Everything in this film defies explanations ของจริง

 

3. ตัวละครกะเทยสาว “เจแปน” ในหนังเรื่องนี้นี่ ปะทะกับคุณหญิงบ่าวตั้ง (สุนันทา นาคสมภพ) ได้สบาย ๆ เลย เรายกให้ทุกฉากของตัวละครเจแปนนี่เป็นฉากคลาสสิคสำหรับเราเลย คือตัวละครตัวนี้นี่มันไม่มีความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป แต่มันมีความเฮี้ยนในแบบเดียวกับตัวละครคุณหญิงบ่าวตั้ง

 

ฉากคลาสสิคของเจแปน

 

3.1 ฉากแรกที่เห็นแค่รองเท้าส้นสูงเดินมาในโรงเรียน

 

3.2 ฉากที่นักเรียนหนุ่มลวนลามครูหนุ่ม นักเรียนหนุ่มใช้กำลังบังคับขืนใจครูหนุ่มกลางโรงเรียน แล้วเจแปนเดินมาเห็น แต่แทนที่เจแปนจะประณามนักเรียนหนุ่มที่พยายามขืนใจครูหนุ่ม เจแปนกลับกล่าวให้โอวาทครูหนุ่มว่าควรเปิดใจยอมรับความหลากหลายทางเพศ !?!?!?!?!?

 

3.3 ฉากเจแปนให้โอวาทนักเรียนหนุ่มที่บันไดโรงเรียนนี่ก็คลาสสิคมาก

 

3.4 ฉากเจแปนใช้ยาถ่ายเพื่อช่วยชำระล้างทวารหนักก่อนมีเซ็กส์ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

3.5 ฉากคลาสสิคที่สุดของที่สุด คือฉากเจแปนร่วมรักกับนักเรียนช่างกลหนุ่ม 3 คน เราชอบฉากนี้มากๆ ฉากนี้ได้ A+30 ไปเลย

 

3.6 ฉากเจแปนพูดกับนักเรียนช่างกลหนุ่ม 3 คนว่า “ฉันไม่มีตังค์หรอกนะ ฉันมีแต่ตูดเพื่อให้พวกเธอได้ระบาย” หรืออะไรทำนองนี้ แล้วเจแปนก็ให้เงิน 200 บาทกับนักเรียนหนุ่ม 3 คนที่มาร่วมรักกับเธอ

 

3.7 ฉากเจแปนพูดประโยคเดียวซ้ำไปซ้ำมาราว 10 ครั้ง เพื่อ????????

 

3.8 ฉากเจแปนทำความสะอาดห้องน้ำชายในโรงเรียน

 

คือเราเข้าใจผิดมาตลอดว่า เจแปนเป็นครูในโรงเรียนนี้ แต่พอมาถึงช่วงท้ายเรื่อง เราถึงเพิ่งรู้ว่า เธอเป็นภารโรงในโรงเรียนนี้

 

3.9 ฉากเจแปนทาลิปสติกซ้ำไปซ้ำมา นึกว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก Diane Ladd ใน WILD AT HEART (1990, David Lynch)

 

คือมีสิทธิว่า ถ้าหากหนังทั้งเรื่องมีแต่ตัวละครเจแปน เราอาจจะยกให้หนังเรื่องนี้เป็น Guilty Pleasure of the Year ไปเลย เพราะมันเป็นตัวละครที่ defies explanations มาก ๆ

 

4. ฉากคลาสสิคอื่น ๆ ใน SOS

 

4.1 ฉากคุณโบว์เล่นชิงช้า คือเนื้อหาในฉากนี้ไม่ได้ตลก แต่สิ่งที่ฮาสุดขีดคือจังหวะการปรากฏของฉากนี้ เพราะฉากนี้ปรากฏเข้ามาโดยไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ ทั้งสิ้นกับฉากก่อนหน้านี้และฉากหลังจากนี้ ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ ทั้งสิ้นทั้งในทางเนื้อเรื่อง, เหตุผล, อารมณ์ คือนึกว่า Alexander Kluge ยังต้องไหว้ของจริง

 

4.2 ฉากคุณครู อิคิ อิคิ

 

4.3 ฉากผีโชว์หีกลางห้องเรียน

 

4.4 ฉากที่ครูคิมเหมือนโดนไล่ออก แต่หนังถ่ายไม่ให้เห็นตัวละครอีกคน

 

แล้วหลังจากนั้นเราก็งงว่า ตกลงครูคิมโดนไล่ออกหรือไม่โดนไล่ออก ทำไมตอนหลังเขายังเหมือนสอนหนังสือในโรงเรียนอยู่

 

4.5 ฉากวินขอนอนหนุนตักคุณครูก็ฮามาก เหมือนทุกอย่างในฉากนี้มันลักลั่นมาก ๆ จนมันฮา

 

4.6 จังหวะการตัดต่อในฉากจบ

 

5. ก็เลยสรุปว่า SOS เป็นหนังที่แย่มาก ๆ ในความเห็นของเรา แต่มันก็ถือเป็นหนึ่งใน “หนังที่ทำให้เราหัวเราะได้มากที่สุด” เรื่องหนึ่งเท่าที่เราเคยดูมาในชีวิตนี้

 

+++

 

ซื้อรูปผู้ชายมาให้ลูกหมีเชยชม

 

เป็นรูป SPECTRUM OF LOVE (2026, Theepatis Boonvijitnititorn) มีขายในงานนิทรรศการ PATCH THE WORLD ที่ชั้น 3 BACC

+++

 

กินอาหารเวียดนามเพื่อเป็นพลีแด่จอห์นนี่ เหงียน

+++

 

เพิ่งสังเกตว่ามี เซิงเจียนเปา ขายที่ food court ของพารากอนด้วย เป็นของร้านเชิง เฮง เก (Cheung Hing Kee) 4 ชิ้น 160 บาท

 

เห็นแล้วก็นึกถึงเซิงเจียนเปากับเสี่ยวหลงเปาที่ร้านโคมแดง (Hong Teong Long) มาก ๆ แต่จำไม่ได้แล้วว่า เซิงเจียนเปาที่ร้านโคมแดงนี่ขายในราคายังไง เพราะพอ Reading Room ไม่ได้จัดฉายหนังตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา พวกเราก็เหมือนแทบไม่ได้ไปกินอาหารที่ร้านโคมแดงอีกเลย

 

ความแตกต่างระหว่างเซิงเจียนเปากับเสี่ยวหลงเปา

https://web.facebook.com/thaibornchinese/posts/pfbid0VRf1rfdQpn5DupXfkdtG4Bq5gKa73ewZi9UK7kgcrb1G9QoVMAEEiSmkauViUSBl

+++

 

DRAG IS SPIRITUAL (2026, Bunny be Fly aka กฤตเมธ สีถาน, video installation, approximately 2 mins)

 

ดูในนิทรรศการ PATCH THE WORLD : Between the Seams, Beyond the Surface โลกที่ต่อกันไม่สนิท–ลึกกว่าที่เห็น

จัดแสดงที่ชั้น 3 BACC

+++

 

PORTALS II (2026, Karma Sirikogar, video installation, approximately 7mins)

 

ดูในนิทรรศการ PATCH THE WORLD : Between the Seams, Beyond the Surface โลกที่ต่อกันไม่สนิท–ลึกกว่าที่เห็น

จัดแสดงที่ชั้น 3 BACC

+++

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Dorothy Arzner เลย เพราะฉะนั้นหนังของผู้กำกับหญิงชาวอเมริกันที่เก่าที่สุดที่เราเคยดู ก็เลยยังคงเป็น MESHES OF THE AFTERNOON (1943, Maya Deren, Alexander Hammid)

 

แต่ถึงแม้เราจะยังไม่เคยดู WORKING GIRLS (1931, Dorothy Arzner) เราก็เคยดู

 

1. WORKING GIRLS (1984, Ishmael Bernal, Philippines, A+30)

 

2. WORKING GIRLS (1986, Lizzie Borden, USA, A+30)

 

3. WORKING GIRL (1988, Mike Nichols, USA)

 

+++

 

ญี่ปุ่นนี่มีคนนามสกุลซ้ำกันอยู่บ้างนะ ถึงแม้ไม่ได้เป็นญาติกัน อย่างเช่น

 

1. Hideko Takamine vs. Mieko Takamine

 

2. Akira Kurosawa vs. Kiyoshi Kurosawa

 

3. Misato Watanabe vs. Marina Watanabe

 

แต่จะว่าไปแล้ว นามสกุล โพธิ์แก้ว ของเรา ก็เป็นนามสกุลโหลนะ มีคนนามสกุลนี้อยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ถึงแม้ไม่ได้เป็นญาติกัน 55555

 


Friday, July 03, 2026

ANDTEAM VR CONCERT BOUNDLESS

 

Edit เพิ่ม: เสียดายที่ต้นโพสท์เขาลบไปแล้ว โดยโพสท์ต้นทางเขาเล่าว่าเขาไปตรงจุดชาร์ตแบตในสถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ แล้วก็พบว่ามีคนต่างจังหวัดจำนวนมากมาอยู่ตรงบริเวณนี้ คนต่างจังหวัดเหล่านี้เดินทางเข้ากรุงเทพแบบมาตายกันดาบหน้า เดินทางเข้ามาโดยไม่มีที่พักและก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร แต่พอมาถึงบางซื่อแล้วก็เริ่มหางานทำกันทันที โดยเฉพาะงานประเภทยามรักษาความปลอดภัยและแม่บ้าน คนเหล่านี้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็เลยมาพบกันตรงจุดนี้เป็นครั้งแรก และพวกเขาช่วยเหลือเกื้อกูล ให้คำแนะนำกันและกันในการหางานทำในกรุงเทพ

+++

&TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS (2026, ไม่รู้ชื่อผู้กำกับ, VR, concert film, A+30) และ MY IMAGINARY VR FILM

 

1. หลังจากที่เราเคยดูงาน VR ที่เป็น video installations และงาน A CONVERSATION WITH THE SUN (2024, Apichatpong Weerasethakul, VR, A+30) หรือที่เราเรียกเองว่า “ภารกิจพิชิตจู๋ยักษ์” ไปแล้ว คราวนี้เราก็เลยขอลองดูงาน VR CONCERT FILM ดูบ้าง พอดูแล้วก็พบว่า เทคโนโลยี VR นี่มันตอบสนองความต้องการทางเพศได้ดีมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เลยค่ะ 55555

 

พอดูหนังเรื่องนี้ &TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS แล้ว เราก็เลยลองเสิร์ชดูว่า มีคนสร้างหนัง erotic VR บ้างแล้วยัง แล้วก็พบว่า มันมีเว็บไซต์หนังโป๊เกย์ VR เยอะมาก ๆ แต่เราไม่กล้ากดเข้าไปดู เพราะเรากลัวติดไวรัสคอมพิวเตอร์

 

แต่ก็ไม่ประหลาดใจที่มันมีหนังโป๊ VR เยอะมาก เพราะเทคโนโลยีนี้นี่มันน่าเอามาทำหนังแบบนี้จริง ๆ

 

ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนนำเทคโนโลยี VR มาสร้างหนังอีโรติกแบบที่พอฉายโรงได้บ้างนะคะ แบบหนังของ Scud และ Sarawut Intaraprom เผื่อดิฉันอาจจะตีตั๋วเข้าไปดูในโรงซ้ำหลายรอบค่ะ 55555

 

2. พอดู VR concert film แบบนี้แล้ว ก็เลยพบว่า มันทำให้รู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดเนื้อตัวของหนุ่มหล่อเหล่านี้มาก ๆ และมันสร้างความรู้สึกเหมือนเราได้อยู่ในสถานที่นั้นด้วย

 

ฉากที่ทำให้รู้สึกสยิวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ คือฉากที่นักร้องหนุ่มหล่อ 9 คนในวง &TEAM ทยอยกันเดินเข้ามาหาเราทีละคน ทีละคน เพื่อจีบ/บอกรัก/พูดประโยคโรแมนติกกับเราทีละคน ทีละคน โดยมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เขามาอยู่ตรงหน้าเราจริง ๆ มาก ๆ

 

คือฉากนี้ทำให้เราจินตนาการต่อไปเองเลยว่า เรากำลังมีอะไรกับหนุ่มหล่อเหล่านี้ทีละคน ทีละคน จนครบทั้ง 9 คน 55555

 

3. อีกฉากที่รู้สึกสยิวเหมือนกัน คือฉากที่นักร้องคนนึงนอนคว่ำ แล้วนักร้องคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันยกตัวเขาลอยขึ้นไป แล้วก็ยกตัวเขาที่อยู่ในท่านอนคว่ำ เคลื่อนเข้ามาหาคนดู จนทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า อีกแป๊บนึงเราจะเข้าไปอยู่ข้างใต้ตัวเขาแล้วนะ เขากำลังจะมานอนทับตัวเราแล้วนะ

 

แต่เสียดายมาก ๆ ที่ฉากนี้ไม่ได้ทำต่อไปจนถึงขั้นนั้น 55555

 

4. สรุปว่า ในวง &TEAM ดิฉันชอบสมาชิกแต่ละคนเรียงตามลำดับดังนี้

 

4.1  K

4.2 Maki

4.3 Jo

4.4 Harua

4.5 Yuma

ส่วนอีก 4 คนที่เหลือ EJ, Fuma, Nicholas, Taki นั้นชอบในระดับพอ ๆ กัน

 

5. เพราะฉะนั้นพอเราดู &TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS แล้ว เราก็เลยสร้าง “หนัง VR” ในแบบที่เราต้องการ ในหัวของเราต่อในทันที โดยหนังเรื่องนี้จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

5.1 ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่เก้าอี้ที่นั่งดู ควรเป็นแบบ “เก้าอี้นวดไฟฟ้า” เพราะเราเคยนั่งเก้าอี้นวดไฟฟ้าแบบนี้แล้ว พบว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนโดนผู้ชายมาจับขึงแขนขาของเราไว้มาก ๆ และมันมีการคลึงเคล้นเนื้อตัวไปเรื่อย ๆ เจ็บหน่อย ๆ ในแบบที่เหมาะกับการดูหนังแบบนี้มาก ๆ 55555

 

5.2 เต็มไปด้วยนักแสดงหนุ่มหล่อที่ถอดเสื้อเกือบทั้งเรื่อง

 

5.3 มีฉากที่ให้นักแสดงหนุ่มหล่อแต่ละคน เดินเข้ามาหาเราทีละคน ทีละคน เพื่อ...

 

5.4 มุมกล้องในหนังเรื่องนี้จะแตกต่างจาก VR concert film เพราะใน VR concert film นั้น กล้องมักจะอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้า, คอ, อกของนักแสดง หรือเป็นมุมมองจากด้านบนหน่อย ๆ เหมือนอยู่เหนือหัวนักแสดงนิดนึง เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นนักแสดงได้หลายคนพร้อม ๆ กันจากมุมมองด้านบน

 

แต่กล้องในหนัง VR ในจินตนาการของเรานั้น จะมีหลาย moments ที่กล้องอยู่ในระดับตรงกับเอวของนักแสดงหรือต่ำกว่าเอวเล็กน้อย เป็นมุมมองแบบเสยขึ้นไปแล้วถึงเห็นใบหน้าของนักแสดง 55555

 

และก็มีหลาย moments ที่กล้องอยู่ใน position ที่เหมือนกับว่าอยู่ใต้ร่างของนักแสดงที่นอนคว่ำทับเราอยู่

 

รูปประกอบ 4 รูป (ที่ไม่ใช่รูปตั๋วภาพยนตร์) เป็นรูปจาก MY IMAGINARY VR FILM เรื่อง “ซอยปรารถนา 2569” รูปพวกนี้เราใช้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ 55555

 

A CONVERSATION WITH THE SUN

https://celinejulie.blogspot.com/2025/01/a-conversation-with-sun-2024.html

 

  

 

Thursday, July 02, 2026

ART EXHIBITIONS ENDING IN JULY

 

เหมือนเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เราเคยอ่านบทสัมภาษณ์คนอเมริกาใต้ สมมุติว่าเป็นคนอุรุกวัย เขาก็บอกว่า เขาก็ได้ดูแต่หนังฮอลลีวู้ดเป็นหลัก แต่แทบไม่ได้ดูหนังปารากวัย หนังเปรู อะไรทำนองนั้นเลย ถึงแม้ว่าประเทศมันจะตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน และพูดภาษาสเปนเหมือนกัน

 

แต่นั่นคือเมื่อ 20 กว่าปีก่อนนะ เราเดาว่า globalization + streaming น่าจะทำให้สถานการณ์อะไรพวกนี้ดีขึ้นมาบ้างแล้ว

+++

 

เตือนภัย นิทรรศการที่จะสิ้นสุดในเดือนก.ค.

 

ตอนนี้เข้าสู่เดือนก.ค.แล้ว ใครวางแผนว่าจะไปดูนิทรรศการเหล่านี้ (ซึ่งบางนิทรรศการก็มี video installation ด้วย แต่บางนิทรรศการก็ไม่มี) ก็ต้องรีบไปดูนะคะ หรือรีบจัดวางตารางชีวิตฮิสทีเรียกันให้ดีนะคะ โดยต้องไม่ลืมว่า เดือนนี้มีเทศกาลภาพยนตร์ WILDTYPE MIDDLECLASS ในวันที่ 11-12 ก.ค. และงาน Taiwan Documentary Film Festival ในวันที่ 22-26 ก.ค.ด้วย

 

1. WEAVING MATTER AND MEMORY

จัดแสดงที่ Bangkok Kunsthalle

จัดแสดงถึง 5 ก.ค.

 

2. รูปสุวรรณศิวิไลซ์: METAMORPHOSIS IN GOLD

by Nakrob Moonmanas | Curated by Alex Ungprateeb Flynn

จัดแสดงที่ Warin Lab Contemporary

จัดแสดงถึง 10 ก.ค.

 

3. ART CART 2026: THE SHAPE OF MEMORY

จัดแสดงที่ SAC Gallery

สิ้นสุดวันที่ 11 ก.ค.

เปิดวันอังคาร–เสาร์ เวลา 11:00 – 18:00 น.

(ปิดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

 

4. MELT “ละ-ลาย: ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า”

นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยโดย สุธี คุณาวิชยานนท์ + 11 ศิลปินรับเชิญ

จัดแสดงที่ อาคารคุณากิจเทรดดิ้ง 131 ถนนเยาวราช ซอย 2 แขวงสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100

จัดแสดงถึง 12 กรกฎาคม 2569

 13.00-19.00 น. ปิดวันจันทร์

 

5. SAKSI: A Passing Thing จักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป

โดย Ise Parking Project x Mafia Table

ภัณฑารักษ์ - อรรฆย์ ฟองสมุทร และกฤษฎา ดุษฎีวนิช

นิทรรศการจัดแสดงที่ Art Centre, Silpakorn University

สิ้นสุดวันที่ 18 กรกฎาคม 2569

จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 18.00 น. (ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ)

 

6. TRACING

a solo exhibition of video-performance works by Kawita Vatanajyankur. 

จัดแสดงที่ Nova Contemporary

จัดแสดงถึง 25 ก.ค.

 

7. NIRAT NEW YORK

by KAMIN LERTCHAIPRASERT
จัดแสดงที่ JWD Art Space

จัดแสดงถึง 26 July 2026

 

8. COSMIC BLOOM

นิทรรศการ immersive ครั้งแรกในกรุงเทพฯ โดย จิงกอย บวนซูเซโซ (Jinggoy Buensuceso) ศิลปินและประติมากรร่วมสมัยชาวฟิลิปปินส์

จัดแสดงที่ Luenrit Yaowarat

จัดแสดงถึง 28 ก.ค.

 

WEAVING MATTER AND MEMORY

https://web.facebook.com/photo/?fbid=122272669262165046&set=a.122113830386165046

 

METAMORPHOSIS IN GOLD

https://web.facebook.com/photo.php?fbid=1303898531846687&set=pb.100066796567610.-2207520000&type=3

 

ART CART 2026

https://web.facebook.com/photo?fbid=1420197946805440&set=a.550574373767806

 

MELT

https://web.facebook.com/mvenzkystalling/posts/pfbid0pprh322gB6PJhWwRmdErvsCrcy32hhyP3qSb4mueQE1WWzwUScgYfdPTt4A6PWTsl

 

SAKSI

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1389071299932023&set=a.625751186264042

 

TRACING

https://web.facebook.com/photo.php?fbid=1816984986322657&set=pb.100040335202107.-2207520000&type=3

 

NIRAT NEW YORK

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1003566998994135&set=a.168142772536566

 

COSMIC BLOOM

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid07uwU2DWUipGt3sqmv5e9AtmTJ1w54gmZSZoMfW7xdrfxAaJbgzXMXCpEk4VroTSWl&id=61581118688991

+++

 

SHROOMS (2023, Jorge Jácome, Portugal, 18min, A+30)

 

ทึ่งมาก ๆ ที่ตัวละครใช้นกพิราบในการขนส่งเห็ดเมาให้กับลูกค้า

+++

 

หนังที่เรารักที่เข้าฉายในปีเกิดของเรา

 

1. DUVIDHA (1973, Mani Kaul, India)

 

2. F FOR FAKE (1973, Orson Welles, Oja Kodar, Gary Graver, France, documentary)

 

3. HIGH KUKUS (1973, James Broughton, USA, 3min)

 

4. HOTEL MONTEREY (1973, Chantal Akerman, Belgium/USA, 65min)

 

5. THE ILLUMINATION (1973, Krzysztof Zanussi, Poland)

 

6. THE KINGDOM (1973, Katsu Kanai, Japan)

 

7. LUDWIG'S COOK (1973, Hans Jürgen Syberberg, West Germany)

 

8. THE MOTHER AND THE WHORE (1973, Jean Eustache, France, 210min)

 

9. A SIMPLE EVENT (1973, Sohrab Shahid Saless, Iran)

 

10. SPEAKING DIRECTLY (1973, Jon Jost, USA, 110min)

Wednesday, July 01, 2026

ROOFTOPS IN JAPANESE FILMS

สงสัยว่ามันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า เพราะเหตุใดเราถึงมักเห็น “ดาดฟ้า” ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าในภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ คืออันนี้เรารู้สึกเองนะว่า เรามักจะเห็น “ดาดฟ้า” ในหนังญี่ปุ่นมากกว่าในหนังของชาติอื่น ๆ เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทางสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์, ธรณีวิทยา, สังคมวิทยา, etc. อะไรทำนองนี้หรือเปล่า

 

เราเดาว่า คำอธิบายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า โรงเรียนญี่ปุ่นมักจะปล่อยให้นักเรียนขึ้นมาสังสรรค์กันบนดาดฟ้า แต่โรงเรียนของชาติอื่นๆ อาจจะไม่ทำแบบนั้น แล้วญี่ปุ่นถนัดทำ “หนังวัยรุ่น” มากกว่าประเทศอื่นๆ แล้วพอญี่ปุ่นทำหนังวัยรุ่นออกมาเยอะ ดาดฟ้าก็เลยได้ปรากฏตัวบ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่นตามไปด้วย

 

แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปญี่ปุ่น และเราไม่มีความรู้เรื่องสังคมญี่ปุ่นโดยตรง เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด ดาดฟ้าถึงปรากฏตัวในหนังญี่ปุ่นบ่อยมาก ๆ

 

ส่วนดาดฟ้าในหนังของชาติอื่น ๆ นั้น

 

1. หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 เหมือนมีฉากตัวละครคุยกันบนดาดฟ้าเยอะมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำได้ง่าย กันคนนอกได้ง่าย ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายแล้วก็ดูไม่อึดอัดคับแคบดีด้วย

 

2. หนังอเมริกันก็มีดาดฟ้าบ้างนะ โดยเฉพาะถ้าหากตัวละครอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30) แต่ดาดฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยในหนังอเมริกันเท่ากับในหนังญี่ปุ่น

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังอเมริกัน เรามักจะนึกถึง “ห้องใต้ดิน” เป็นหลักน่ะ แล้วเราก็เลยสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมี “ห้องใต้ดิน” ในหนังญี่ปุ่น อันนี้เป็นเพราะเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือเปล่า

 

ถ้าหากพูดถึง สถานที่ที่เรามักนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังของแต่ละชาติแล้ว

 

1. หนังญี่ปุ่น – ดาดฟ้า

2. หนังอเมริกัน – ห้องใต้ดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า อเมริกันถนัดทำหนังสยองขวัญ

3. หนังอังกฤษ – บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ดูชื้น ๆ สงบร่มเย็นน่ารักน่าอยู่

4. หนังฝรั่งเศส – อาคารการเคหะสำหรับคนจน/เชื้อสายผู้อพยพในย่านชานเมือง ตัวละครมักคุยกันที่ด้านหน้าอาคาร

5. หนังไทย – บ้านใต้ถุนสูงแบบที่พบบ่อยในชนบท อย่างเช่นใน ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ถ้าใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ภาพประกอบ

 

1. ดาดฟ้าในมิวสิควิดีโอเพลง HALF A GIRL (HANBUN SHOJO) – KYOKO KOIZUMI ในปี 1983

https://youtu.be/hU-0nx4qHgQ?si=wXsHF00gZe0rH-in

 

2. ดาดฟ้าใน GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30)

 

3. ห้องใต้ดินใน THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada/USA)

 

4. ชนบทอังกฤษใน THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland/UK)

 

5. THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France)

 

 6. บ้านใต้ถุนสูงใน UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, Thailand, 208min)

+++

 

THE WAVES WILL CARRY US จะได้ลงโรงฉายในไทยแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะมีคนนำหนังเรื่อง THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran) มาลงโรงฉายในไทยคะ THE WIND WILL CARRY US นี่ได้รางวัล Grand Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสเลยนะคะ

++++

 

บทพูดจากหนังที่แค่อ่าน คุณก็ได้ยินเสียง

 

“โอ้ดอกบัวทอง บานในหนองน้ำใส เกิดบัวใบในตม .... แต่เป็นดอกภูผา ... ยามเมื่อเช้าตรู่ หมู่แมงแสวงป่าย โอ้ดอกบัวทอง เป็นเจ้าของของไผ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โอ๊ย อยากตายเด้ อ้าย อ้าย ข้าน้อยขอเงินเด้ ขอเงินไปซื้อข้าวกิน ทุกข์ยากเด้ อยากตายเด้ อยากตายให้มันพ้น โลกอันนี้น่ะ ไผก็บ่ปานนี้”

 

ไม่ต้องบอกชื่อหนัง ทุกคนก็รู้ว่าบทพูดนี้มันมาจากหนังเรื่องอะไร เสียงของตัวละครตัวนี้นี่มัน THE MOST UNFORGETTABLE VOICE IN THE HISTORY OF CINEMA ของจริง

 

เราฟังที่ตัวละครพูดไม่ออกในบางประโยคนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราแกะคำพูดของตัวละครได้ถูกต้องทุกคำหรือเปล่า ถ้าหากใครฟังออกเพิ่มเติม หรือรู้ว่าเราฟังผิดที่คำไหน ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

Tuesday, June 30, 2026

ONE OF MY MOST FAVORITE FILM DIALOGUES OF ALL TIME

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min) ดูครั้งที่สอง

 

ครั้งที่แล้วเราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไปเพียงแค่ 62 นาที ส่วนครั้งนี้เรามานั่งดูวิดีโอนี้เพิ่มอีก 53 นาที สรุปว่าตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

สรุปเนื้อหาใน 115 นาทีที่ได้ดูไป

 

ช่วงต้นของวิดีโอเป็นคุณยายแบ่งตื่นนอนมาตักบาตร เราได้เห็นกิจกรรมการตักบาตรของคนในชนบทที่ต้องใช้เวลาในการรอพระนานพอสมควร

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็กินข้าวเช้า และเริ่มกระบวนการปั้นหม้อ วิดีโอแสดงให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียดในการปั้นหม้อ กราบคุณยายมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าคุณยายจะสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

(เรายังไม่ได้ดูเนื้อหาส่วนกลางของวิดีโอนี้ราว 93 นาที)

 

ช่วงท้ายของวิดีโอเป็นคุณยายแบ่งพักผ่อนในยามบ่าย ก่อนจะรับประทานอาหารเย็น เราได้เห็นอาหารที่คุณยายกิน ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา

 

หลังจากนั้นคุณยายก็ดูทีวี และน่าจะเข้านอน

 

เป็นวิดีโอที่ดูเพลินมาก ๆ สำหรับเรา ดูแล้วนึกถึงบ้านของตากับยายของเราที่อุบลในช่วงทศวรรษ 1980 มาก ๆ

 

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0QhYgrXh5TNsSXHDrMXFe9uFeqVZvLYQcFnp7yVgGDHaSRyM8fTLaWRpBhorCwtr3l

+++

ONE OF MY MOST FAVORITE FILM DIALOGUES OF ALL TIME: หอแต๋วแตก แหกกระเจิง (2009, Poj Arnon)

 

ผีอุษามณี: มึงเป็นใคร มึงเดินตามกูมาทำไม

ผีแพนเค้ก: จำใส่กะโหลกบาง ๆ ของมึงเอาไว้เลยนะ กูชื่อแพนเค้ก อยากฟังสโลแกนกูมั้ย

ผีอุษามณี: แล้วแต่มึง

ผีแพนเค้ก: แร่ดอย่างสงบ ตบเมื่อจำเป็น ตอแหลอย่างเยือกเย็น เพราะกูเป็นไฮโซ

ผีอุษามณี: เอ้า ตากูบ้าง

ผีแพนเค้ก: เชิญ

ผีอุษามณี: สวยแบบนี้ พัชราภาเรียกพี่

ผีแพนเค้ก: ถุ้ย

ผีอุษามณี: เจนนี่เรียกน้อง

ผีแพนเค้ก: จะอ้วก

ผีอุษามณี: พอลล่ายังเป็นรอง ทักษอร หมองไปเลย กู อุษามณี

+++

 

พอดู LEVITICUS (2026, Adrian Chiarella, Australia, A+30) แล้วก็รู้สึกว่า เมืองที่ตัวละครอาศัยอยู่นี่ทำให้นึกถึงเมืองที่ Gilbert อาศัยอยู่ในหนังเรื่อง MEMOIR OF A SNAIL (2024, Adam Elliot, Australia, animation, A+30) มาก ๆ เหมือน LEVITICUS กับ MEMOIR OF A SNAIL นี่สะท้อนภาพเมืองในออสเตรเลียหรือคนบางกลุ่มในออสเตรเลียได้ตรงกันจริง ๆ

+++

 

SHEATH (2025, Jarupatcha Achavasmit)

 

THE FACE (DANN 3 I LOOK AT MY FACE, MY PLACE, MY TIME AND MY IMPRISONMENT) (2025, Nithee Suthammaruk)

 

THE MOON PHASES (2025, Emsophian Benjametha)

 

FRIENDS TO THE END (2025, Ploenchan Vinyaratn)

 

MARKING BASINS ร่องรอยแห่งลุ่มน้ำ (2026, Mit Jai Inn)

 

BIO RAWANA ทศกัณฐ์ชีวภาพ (2016/2024, Kris Yensudchai, bacterial cellulose)

 

CROCHETING FORM OF EQUILIBRIUM (2017, Sita Inyai)

 

+++

 

อย่าจำหนังเรื่องนี้สลับกับหนังเกย์เรื่อง BEING 17 (2016, André Téchiné, France) และหนังเกย์เรื่อง EDGE OF SEVENTEEN (1998, David Moreton, USA)