ROOM WITH FLASHING LIGHTS by SaturateDesigns
ดูในนิทรรศการ Diage at Cloud 11
https://web.facebook.com/reel/1102945665880369
+++
33. GODZILLA MINUS ZERO (2026, Takashi Yamazaki, Japan,
135min, A+30)
ตัวละคร Koichi Shikishima (Ryunosuke
Kamiki) และตัวละครเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็ก พูดคำว่า TADAIMA
ในหนังเรื่องนี้
+++
RIP TINTO BRASS (1933-2026)
เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียวเอง
ซึ่งก็คือ CALIGULA (1979)
เสียดายมาก ๆ ที่หนังเรื่อง FRIVOLOUS
LOLA (1998, Tinto Brass, Italy) เคยมีกำหนดจะเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย
แต่โดนกองเซ็นเซอร์ในยุคนั้นสั่งแบนห้ามฉายในไทย
อยากให้มีคนจัดงาน TINTO BRASS
RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ คิดว่าหนังของเขาน่าจะขายง่าย เพราะส่วนใหญ่มันเป็นหนังอีโรติก
ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด 555
หนังของ Tinto Brass ที่เราอยากดูก็มีเช่น
1. WHO WORKS IS LOST (1963)
2. I AM WHAT I AM (1967)
หนังเรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส
แต่ผู้ชนะรางวัลสิงโตทองคำในปีนั้นคือ BELLE DE JOUR (Luis Buñuel)
3. THE HOWL (1970, 93min)
เรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน
4. VACATION (1971)
นำแสดงโดย Vanessa Redgrave
5. SALON KITTY (1976, 129min)
+++
DUAL by Nonotak
ดูในนิทรรศการ Diage at Cloud 11
https://web.facebook.com/reel/1515241380509231
++
ของสะสมของแม่หมี
เราสะสมขวดครีมอาบน้ำ Babi Mild – Ultra Mild
เพราะมันออกแบบฉลาก teddy bear ได้น่ารักมาก ๆ
และเราก็ชอบตัวครีมอาบน้ำของมันด้วย เพราะเราอาบแล้วไม่คัน
ในขณะที่ครีมอาบน้ำยี่ห้อดัง ๆ บางยี่ห้อทำให้เราคัน
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามันทำให้ผิวของเราแห้งเกินไป ยิ่งครีมอาบน้ำประเภท whitening
นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันระคายเคืองผิวของเรามาก เราก็เลยซื้อครีมอาบน้ำ
Babi Mild มาใช้เป็นประจำ เพราะมันอ่อนโยนต่อผิวอันบอบบางของเราจริง
ๆ
ตอนนี้เราสะสมได้ 7 แบบแล้ว
1. Bedtime Story
2. First Love
3. Daydream
4. Happiness
5. Innocence
6. Milky Way
7. Over the Rainbow
ถ้าหากใครเห็นลายอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ มีวางขายที่ไหน
ก็บอกเรามาได้นะ เผื่อเราไปตามซื้อ (เฉพาะครีมอาบน้ำนะ)
+++
Films seen on 28-29 October 2026
In my preferential order
1. UDTA TEER (2026, Aakash Kaushik, India, 135min, A+30)
ชอบสุดขีด ถึงแม้มันจะเป็นหนังขวาจัดคลั่งชาติก็ตาม
คือเราไม่ได้ชอบความขวาจัดคลั่งชาติของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะในช่วงท้าย ๆ ของหนัง
แต่เราว่าหนังมันเก่งมาก ๆ ในการสร้างความบันเทิงให้กับเราผ่านทางมุกตลกต่าง ๆ คือมุกตลกหลาย
ๆ อันในหนังเรื่องนี้มันโดนเส้นเราจริง ๆ ดูแล้วก็กราบตีนมาก ๆ
2. THE SOCIAL RECKONING (2026, Aaron Sorkin, 112min, A+30)
ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า THE SOCIAL
NETWORK (2010, David Fincher) เราขอจองเป็น Amal (Tehmina
Sunny) ในหนังเรื่องนี้
รู้สึกว่าจริง ๆ แล้ว HUMAN RESOURCE
(Nawapol Thamrongrattanarit), THE SOCIAL RECKONING และ THE
INTERN (2026, Kim Do-young, South Korea, A+30) นี่ฉายควบกันได้เป็น
triple bill ในแง่หนังที่สะท้อนความรู้สึกของพนักงานบริษัทเอกชนออกมาได้ดีมาก
ๆ
3. ONSLAUGHT (2026, Adam Wingard, USA, 92min, A+30)
ชอบสุดขีด เพราะสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือเรารู้สึกว่ามันน่าจะจงใจทำฟอร์มและสไตล์ของหนังให้เหมือนหนัง
grindhouse เกรดบีทุนต่ำในทศวรรษ 1970 และมันทำออกมาได้รสชาติแบบนั้นมาก
ๆ ซึ่งรวมถึงมีการใส่ฉากวับ ๆ แวม ๆ เข้ามาโดยแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเรื่อง
เพราะมันเหมือนเป็นท่าบังคับของหนัง grindhouse ที่ต้องมีอะไรแบบนี้
555
และสาเหตุที่สองก็คือว่า เราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในการทำให้เราอินกับตัวละครนางเอกมากเกินไปน่ะ
555 เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึก “โล่งใจ” ที่นางเอกจัดการตัวร้ายได้อย่างง่ายดายภายในเวลาอันรวดเร็วมาก
ซึ่งอันนี้อาจจะแตกต่างจากผู้ชมคนอื่น ๆ ที่ต้องการเห็นนางเอกได้รับความลำบากเจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นเวลานานกว่านี้ในการต่อสู้กับเหล่าร้าย
คือพอเรารู้สึกอินกับนางเอกในระดับนึง เราก็เลยไม่ได้มองว่าตัวละครนางเอกตัวนี้จำเป็นต้อง
exist เพื่อสร้างความรู้สึกลุ้นระทึกตื่นเต้นให้กับผู้ชม แต่เธอ exist
เพื่อหาทางรอดชีวิตให้ได้
ก็เลยกลายเป็นว่าเราโอเคกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ ถึงแม้บางคนอาจจะมองว่าฉากบู๊มันน้อยเกินไปก็ตาม
สรุปว่า เราชอบ THE SOCIAL RECKONING ที่ “เนื้อเรื่อง” ของหนัง ส่วน ONSLAUGHT นี่เราชอบ
form หรือ style ของหนังเป็นหลัก
ที่มันเหมือนหนัง grindhouse ยุค 1970
4. PARADISE (2022, Alexander Abaturov, Switzerland/France,
about Russia, documentary, 88min, A+30)
เราดูหนังเรื่องนี้ในห้องสมุดที่ Alliance
Française in Bangkok ตามที่เราเคยเขียนไปแล้ว ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า
ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอใหญ่ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากกว่านี้ก็ได้นะ
5. LOOK BACK (2026, Hirokazu Koreeda,
Japan, 100min, A+30)
เราชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 นะ แต่ก็ชอบน้อยกว่าหนังเรื่องอื่นๆ
ของ Koreeda ซึ่งสาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่า พอเราเคยดู LOOK
BACK (2024, Kiyotaka Oshiyama, Japan, animation, A+30) มาแล้ว
เราก็เลยเหมือนรู้เนื้อเรื่องหมดแล้ว และเราก็มองว่าตัวหนังเวอร์ชั่นคนแสดงนี้ไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเติมแก่เรามากนัก
ซึ่งจะแตกต่างจาก BLUE LOCK (2026, Yusuke Taki, Japan, A+30) เวอร์ชั่นคนแสดง เพราะถึงแม้เราเคยดู BLUE LOCK: EPISODE NAGI
(2024, Shunsuke Ishikawa, Japan, animation, A+30) มาแล้ว
แต่การได้ดูผู้ชายหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ ที่เป็นคนจริง ๆ มาแสดงในหนัง มันก็ช่วยตอบสนองความต้องการทางเพศของเราได้ดีกว่าการดู
BLUE LOCK ที่เป็น animation อย่างมาก
ๆ 55555
ในส่วนของ LOOK BACK (2026) นั้น เราชอบช่วงที่เป็นเด็กประถมมากนะ เราแอบรู้สึกว่า Koreeda สามารถทำให้นักแสดงเด็ก/ตัวละครเด็ก ส่องประกายบางอย่างที่น่าสนใจออกมา
แต่พอเป็นเรื่องของตัวละครในวัยสาวสองคนที่เป็นเพื่อนรักกัน เรากลับรู้สึกว่า อะไรแบบนี้อาจจะเข้าทาง
Shunji Iwai มากกว่า
พอพูดถึง Koreeda เราก็เลยอยากตั้งข้อสงสัยว่า
การที่หนังหลาย ๆ เรื่องในเทศกาลกางจอปีนี้ เป็นหนังเกี่ยวกับตัวละครวัยเด็กที่ทำออกมาได้ดีมาก
ๆ ละมุนมาก ๆ human มาก ๆ อันนี้เป็นเพราะอิทธิพลจาก Hirokazu
Koreeda ด้วยส่วนนึงหรือเปล่า 555
6. A MIXED BLESSING (2026, Cinta Setia,
Indonesia, 15min, A+15)
ดูที่ Art4c Art Centre ในนิทรรศการ
ART IN MOTION: SYNCHRONICITY X RESONATE
+++
เพิ่งรู้ว่า โจวชิงฉือ ร่วมแสดงใน แปดเทพอสูรมังกรฟ้า
(1982) ด้วย รุนแรงมาก ๆ นึกถึงตอนที่ เส้าเหม่ยฉี รับบทเป็นสาวใช้องค์หญิงใน “กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม”
THE REINCARNATED PRINCESS (1985)