Monday, November 09, 2026

THE LINE IN THE DIAGRAM

 34. NEON GENESIS EVANGELION: DEATH & REBIRTH (1997, Hideaki Anno, Masayuki, Kazuya Tsurumaki, Japan, animation, 100min, A+30)

 

ตัวละคร Shinji Ikari พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

+++

ตอบคำถามเรื่อง DIAGRAM

 

มีเพื่อนถามว่า “เส้น” ที่ลากแบ่งอยู่ตรงกลางระหว่างเส้น MOST CONVENTIONAL กับเส้น LEAST CONVENTIONAL มีความหมายอะไร คือเส้นนั้นมันเหมือนแบ่งรายชื่อผู้กำกับให้อยู่วงนอกกับวงใน

 

ผมก็เลยขอตอบว่า ผมเดาว่าเส้นนั้นมัน “ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น” ครับ เส้นนั้นอาจจะมีไว้เพื่อความสวยงามให้มันอยู่ตรงกลางภาพเท่านั้นครับ 55555

 

คือผมไม่ได้เป็นคนออกแบบ diagram ครับ แต่ผมเป็นคนป้อนข้อมูลให้ทาง MARG1N ซึ่งพอเอาข้อมูลที่ผมมีไปเทียบกับใน diagram ที่ได้รับการตีพิมพ์ออกมาแล้ว ก็พบว่า

 

1. ในทศวรรษ 1930 นั้น เส้นนั้นเหมือนใช้แบ่งระหว่างกลุ่ม 11.2 (MODERATELY CONVENTIONAL) กับกลุ่ม 11.3 (A LITTLE BIT CONVENTIONAL) เพราะว่าเราจัดให้ R.D. Pestonji อยู่ในกลุ่ม 11.3 และชื่อคุณรัตน์ เปสตันยีก็ปรากฏอยู่เหนือเส้นนั้น

 

2. ในทศวรรษ 1940 นั้น เส้นนั้นก็เหมือนใช้แบ่งระหว่างกลุ่ม 11.2 (MODERATELY CONVENTIONAL) กับกลุ่ม 11.3 (A LITTLE BIT CONVENTIONAL) เช่นกัน เพราะว่าเราจัดให้ Prince Anusorn Mongkolkarn อยู่ในกลุ่ม 11.3 และชื่อนี้ก็ปรากฏอยู่เหนือเส้นดังกล่าว

 

3. ในทศวรรษ 1950 และ 1960 นั้น เส้นนั้น “ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น” เพราะว่าจริง ๆ แล้วเราจัดให้ Payut Ngokrachang กับ Vichit Kounavudhi อยู่ในกลุ่ม 11.3 ของทศวรรษ 1950 แต่ปรากฏว่าชื่อของสองคนนี้กลับมาปรากฏอยู่ใต้เส้นดังกล่าว

 

ส่วนชื่อที่ปรากฏอยู่เหนือเส้นดังกล่าวคือ Sunh Vasudhara ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจัดให้อยู่ในกลุ่ม 11.3 ของทศวรรษ 1940 และ Thavi Na Bangchang ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจัดให้อยู่ในกลุ่ม 11.3 ของทศวรรษ 1950

 

เส้นนั้นก็เลยเหมือนไม่ได้แบ่งอะไรจริง ๆ ในทศวรรษ 1950 และ 1960

 

4. ในทศวรรษ 1970 เส้นนั้นก็ไม่ได้ตัดแบ่งอะไรทั้งสิ้นครับ เพราะว่า

 

4.1 เราจัดให้ Banjong Kosallawat กับ Cherd Songsri อยู่ในกลุ่ม 11.3 ของทศวรรษ 1960 เหมือนกันทั้งสองคน แต่ปรากฏว่า ชื่อ Banjong กลับไปอยู่เหนือเส้น แต่ชื่อ Cherd มาปรากฏอยู่ใต้เส้นในทศวรรษ 1970

 

4.2 เราจัดให้ Sakka Jarujinda กับ Krit Boonprapruek (Jazzsiam) อยู่ในกลุ่ม 11.2 ของทศวรรษ 1970 แต่ชื่อ Sakka กับ Krit กลับไปปรากฏอยู่เหนือเส้น

 

ก็เลยเหมือนกับว่า ชื่อที่อยู่เหนือเส้นในทศวรรษ 1970 มีทั้งกลุ่ม 11.2 + 11.3 + 11.4 (A LITTLE BIT UNCONVENTIONAL) ส่วนชื่อที่อยู่ใต้เส้นในทศวรรษ 1970 มีทั้งกลุ่ม 11.1 (VERY CONVENTIONAL) + 11.2 + 11.3 ครับ เส้นนั้นมันก็เลยเหมือนไม่มีความหมายอะไร

 

5. ในทศวรรษ 1980 เส้นนั้นก็ไม่มีความหมายอะไรครับ เพราะว่าชื่อของผู้กำกับที่อยู่ในกลุ่ม 11.2 มันปรากฏอยู่ทั้งเหนือเส้นและใต้เส้นครับ

 

คือชื่อผู้กำกับที่อยู่ใต้เส้นในทศวรรษ 1980 ส่วนใหญ่เป็นชื่อผู้กำกับที่อยู่ในกลุ่ม 11.1 ในทศวรรษ 1970 + 1980 แต่มี Chana Kraprayoon กับ Santa Pestonji หลุดมาอยู่ใต้เส้นนี้ด้วย ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราจัดให้ Chana กับ Santa อยู่ในกลุ่ม 11.2 ของทศวรรษ 1970 ครับ

 

ส่วนชื่อผู้กำกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่ม 11.2 ของทศวรรษ 1980 กลับไปปรากฏอยู่เหนือเส้นดังกล่าว ซึ่งก็คือ Adirek Wattaleela, Itthisoontorn Vichailak, Tanit Jitnukul, Supachai Surongsain, Toranong Srichua

 

เพราะฉะนั้นพอชื่อผู้กำกับในกลุ่ม 11.2 มาปรากฏอยู่ทั้งเหนือเส้นและใต้เส้นนั้น เส้นนั้นมันก็เลยเหมือนไม่มีความหมายอะไรจริง ๆ ในทศวรรษ 1980 ครับ

 

6. ในทศวรรษ 1990 เส้นนั้นก็ไม่มีความหมายอะไรจริง ๆ ครับ เพราะว่าชื่อผู้กำกับที่อยู่ในกลุ่ม 11.3 มาปรากฏอยู่ทั้งเหนือเส้นและใต้เส้นนั้นครับ

 

คือจริง ๆ แล้วเราจัดให้ Soraya Nakasuwan, Panu Aree, Navarutt Roongaroon, Patana Chirawong, Kongdej Jaturanrasamee, Jumpoth Ruayjaroensap อยู่ในกลุ่ม 11.3 เหมือนกันครับ แต่ปรากฏว่าชื่อคุณ Soraya ไปอยู่เหนือเส้น ส่วนชื่อคนอื่นๆ ไปอยู่ใต้เส้น เพราะฉะนั้นเส้นนั้นมันก็เหมือนไม่ได้มีความหมายอะไรจริง ๆ ครับ

 

7. ในทศวรรษ 2000 เส้นนั้นก็ยิ่งไม่มีความหมายอะไร เพราะว่าจริง ๆ แล้วเราจัดให้ Wisit Sasanatieng อยู่ในกลุ่ม 11.3 และ Vichart Somkaew อยู่ในกลุ่ม 11.4 แต่ปรากฏว่าชื่อคุณ Wisit มาปรากฏอยู่เหนือเส้น ส่วนชื่อคุณ Vichart มาปรากฏอยู่ใต้เส้น

 

ผู้กำกับหลาย ๆ คนที่เราจัดให้อยู่ในกลุ่ม 11.4 ก็มีชื่อมาปรากฏอยู่ใต้เส้นนั้นครับ ทั้ง The Professional Dry Cleaners, Nawapol Thamrongrattanarit, Lee Chatametikool, Mingmongkol Sonakul

 

เพราะฉะนั้นเส้นนี้ก็เลยเหมือนไม่มีความหมายอะไรจริง ๆ ในทศวรรษ 2000 เช่นกันครับ

 

8. ในทศวรรษ 2010 เส้นนั้นก็ไม่มีความหมายเช่นกันครับ เพราะว่ามีชื่อผู้กำกับหลายคนที่เราจัดให้อยู่ในกลุ่ม 11.4 กระจายกันอยู่ทั้งเหนือเส้นและใต้เส้นนั้นครับ คือผู้กำกับหลายคนควรจะอยู่ในกลุ่ม 11.4 เหมือน ๆ กัน แต่ชื่อของบางคนกลับไปอยู่เหนือเส้น และชื่อของบางคนกลับไปอยู่ใต้เส้นนั้นครับ

 

ผมก็เลยต้องกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งครับ ที่เส้นนั้นมันอาจจะก่อให้เกิดความสับสน งุนงง เพราะผมเองก็งงเหมือนกันครับ 555 แต่สรุปได้ว่า เส้นนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรจริง ๆ ครับใน diagram นี้ มันไม่ได้ใช้ตัดแบ่งกลุ่มอะไรใด ๆ ครับ

 

(เผื่อคนงงกับชื่อกลุ่ม -- 11.1 คือ VERY CONVENTIONAL, 11.2 คือ MODERATELY CONVENTIONAL, 11.3 คือ A LITTLE BIT CONVENTIONAL, 11.4 คือ A LITTLE BIT UNCONVENTIONAL)

 

Edit เพิ่ม: เพื่อนบอกว่า เส้นนั้นน่าจะเอาไว้ลากตรงกลางเพื่อบอก timeline เฉย ๆ ครับ ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านั้นครับ

Sunday, November 08, 2026

DIAGRAM OF THE THAI MOVING IMAGE UNIVERSE

DIAGRAM OF THE THAI MOVING IMAGE UNIVERSE in the magazine MARG1N issue 3

แผนภูมิเศษเสี้ยวเล็ก ๆ เพียงเศษเสี้ยวเดียวในจักรวาลภาพยนตร์ไทย

 

1. อันนี้เป็นแผนภูมิ diagram ที่เรากับ Chanasorn Chaikitiporn และ Joyce Kanyarat Theerakrittayakorn ร่วมกันจัดทำเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร MARG1N เล่ม 3 ใครอยากดูแผนภูมินี้ชัด ๆ ก็ไปซื้อนิตยสารเล่มนี้ได้ที่ร้าน Vacilando Bookshop นะ

 

ขอกราบขอบพระคุณ Chanasorn Chaikitiporn, Joyce Kanyarat และทีมงานนิตยสาร MARG1N มาก ๆ นะครับที่ร่วมกันจัดทำ diagram นี้ขึ้นมา

 

Thank you very much, MARG1N, for designing this beautiful diagram, and for giving us the chance to make it.

 

2. แผนภูมินี้มีต้นกำเนิดมาจากการที่เราได้รับการติดต่อจาก Chanasorn ในช่วงกลางปี 2025 ให้ช่วยกันทำแผนภูมิผู้กำกับหนังไทยเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารนี้ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผนภูมิ The Transcendental Style in Film ของ Paul Schrader ซึ่งเราก็ชอบแผนภูมินั้นมาก ๆ เพราะมันบรรจุรายชื่อผู้กำกับหนังที่เราชื่นชอบเอาไว้เยอะมาก และก็มีผู้กำกับที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วย อย่างเช่น Tony Conrad, Zhengfan Yang, Valerie Massadian, Ben Stamper, Mark John Ostrowski โดยตัวแผนภูมินั้นของ Paul Schrader มันเหมือนช่วยให้เราได้สังเกตว่า ผู้กำกับเหล่านี้มีสไตล์แตกต่างกันอย่างไรในความเห็นของผู้จัดทำแผนภูมิ

 

3. เรากับ Chanasorn และ Joyce ก็เลยช่วยกันรวบรวมรายชื่อผู้กำกับหนังไทยที่เราอยากใส่ลงไปในแผนภูมิของพวกเรา และก็ส่งข้อมูลต่าง ๆ ไปให้ทางนิตยสารเมื่อราว 1 ปีก่อน ส่วนตัวแผนภูมินั้นออกแบบโดยทางทีมงานของ MARG1N

 

4. วันนี้เราได้ตัวนิตยสารมาแล้ว เราก็เลยถ่ายรูปมาลงไว้ในนี้ด้วย เพราะจุดประสงค์หลักของเราในการจัดทำแผนภูมินี้ก็คือ การกระตุ้นให้ผู้อ่านแต่ละคนจัดทำ diagram หรือ list ผู้กำกับ หรือ diagram/list หนังของตัวเอง แล้วมาแชร์ให้คนอื่น ๆ ได้ดูหรือได้อ่านกันออนไลน์

 

เพราะว่าแผนภูมินี้เป็นแผนภูมิที่จัดทำขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร MARG1N ซึ่งเป็นนิตยสารกระดาษน่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีข้อจำกัดต่าง ๆ มากมายในการจัดทำแผนภูมิ และส่งผลให้พวกเราสามารถใส่ชื่อผู้กำกับหนังไทยลงไปในแผนภูมินี้ได้เพียงแค่ 300 คนเท่านั้น

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีผู้กำกับหนังไทยอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้กำกับหนังไทยรุ่นเก่า ๆ หรือรุ่นก่อนทศวรรษ 2000 ที่ไม่ได้รับการบรรจุไว้ในแผนภูมินี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่าแผนภูมินี้มันนำเสนอเพียงแค่ความเห็นเฉพาะตัวของพวกเรา 3 คนที่มีต่อ “เศษเสี้ยวเล็ก ๆ เพียงเศษเสี้ยวเดียว” เท่านั้นในจักรวาลผู้กำกับหนังไทย มันยังคงมีผู้กำกับหนังไทยที่น่าสนใจอีกเยอะมากที่ไม่ได้อยู่ในแผนภูมินี้ และมันมี “แง่มุมอื่น ๆ” อีกมากมายหลายหมื่นหลายพันแง่มุมเกี่ยวกับหนังไทยที่ไม่ได้สะท้อนออกมาในแผนภูมินี้

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยหวังว่า แผนภูมินี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านบางคนจัดทำ diagram หรือ list ต่าง ๆ ของตัวเอง แล้วมาแชร์ให้ดูกันออนไลน์ เผื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ อย่างเช่น ผู้อ่านบางคนอาจจะทำ

 

4.1 diagram ผู้กำกับหนังไทยยุคเก่า

 

4.2 diagram ผู้กำกับหนังทดลองในเอเชียอาคเนย์

 

4.3 diagram ผู้กำกับหนังไทย โดยวัดว่า หนังแต่ละคนมีความเป็น “การเมือง” มากน้อยแค่ไหน

 

4.4 diagram ผู้กำกับหนัง/ละคร queer ของไทย

 

4.5 diagram ผู้กำกับหนังไทย โดยจำแนกตามแต่ละภูมิภาคของไทย

 

4.6 diagram ผู้กำกับหนังบู๊ไทย

 

4.7 diagram ผู้กำกับหนังอาร์ตทั่วโลกที่ผู้อ่าน/ผู้ชมคนนั้นชื่นชอบ

 

อะไรแบบนี้เป็นต้น

 

คือเราว่าผู้อ่านแต่ละคน เวลาได้อ่าน diagram ของเรา แล้วก็คงจะรู้สึกว่า diagram นี้มันช่าง “ขาดพร่อง” น่ะ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เราเข้าใจ เพราะ diagram นี้มันบรรจุรายชื่อผู้กำกับหนังไทยไว้เพียงแค่ 300 คนเท่านั้น และมันนำเสนอความเห็นส่วนตัวของเรา 3 คนเพียงแค่ “แง่มุมเดียว” เท่านั้น ซึ่งก็คือแง่มุมที่ว่า ผู้กำกับแต่ละคนทำหนังตามขนบหนังกระแสหลัก หรือทำหนังตามขนบหนัง mainstream มากน้อยแค่ไหน

 

เพราะฉะนั้นความเห็นส่วนตัวของเรา 3 คน มันย่อมต้องไม่ตรงกับความเห็นของคนอื่น ๆ เป็นเรื่องธรรมดา และมันก็มีแง่มุมอื่น ๆ อีกมากมายนอกเหนือจากนี้ที่สมควรถูกพูดถึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยหวังว่า diagram นี้ของพวกเรา จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านบางคน จัดทำ diagram หรือ list ของตัวเองขึ้นมา เพื่อนำเสนอชื่อผู้กำกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในนี้, นำเสนอความเห็นของตัวเองที่แตกต่างจากพวกเรา หรือนำเสนอแง่มุมอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายหลายพันแง่มุมที่ไม่ได้อยู่ในแผนภูมินี้

 

5. พวกเราเริ่มต้นจัดทำแผนภูมินี้ในช่วงกลางปี 2025 โดยตอนแรกเราเคยเสนอให้ลองทำแผนภูมิแบบแยกผู้กำกับตามแต่ละ genre แต่มันก็ยากเกินไป เพราะว่าผู้กำกับบางคนทำหนังหลาย genre บางคนก็ทำทั้งหนังสารคดีและหนัง fiction (อย่างเช่น Ing K., Soraya Nakasuwan, Sompot Chidgasornpongse) เพราะฉะนั้นการแยกผู้กำกับหนังไทยออกเป็น genre มันก็เลยไม่ work สำหรับเรา คือการตัดสินว่าหนังเรื่องไหนอยู่ genre ไหนมันเป็นเรื่องง่าย แต่การตัดสินว่าผู้กำกับคนไหนทำหนัง genre ไหนมันเป็นเรื่องยาก

 

พอลองปรึกษากันไป ๆ มา ๆ มันก็เลยออกมาเป็น diagram แบบมีสองแกน แกน A เป็นทศวรรษ ส่วนแกน B เป็นมุมมองเฉพาะตัวของเรา 3 คนที่มีต่อผู้กำกับแต่ละคนว่า เขาทำหนังตามขนบหนังกระแสหลักมากน้อยแค่ไหน โดยคำว่า conventional ใน diagram นี้หมายความถึง การทำหนังตามขนบหนังกระแสหลัก

 

6. เราขออธิบายแกน A ก่อน ทศวรรษใน diagram นี้คือทศวรรษของ “หนังเรื่องแรกที่เราเคยได้ยินของผู้กำกับท่านนั้น”

 

คือตอนแรกเราก็คิดว่า การแยกตามทศวรรษมันอาจจะแยกได้เป็นทศวรรษที่ผู้กำกับคนนั้นเกิด แต่อันนี้ก็ไม่ work เพราะเราไม่รู้ว่าผู้กำกับหลาย ๆ คนเกิดปีอะไร

 

หรือจะเอาเป็น “ทศวรรษที่ผู้กำกับคนนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด” ซึ่งอันนี้ก็ไม่ work เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินได้ว่า ผู้กำกับแต่ละคนมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในทศวรรษไหน การต้องตัดสิน “ระดับความโด่งดัง” ของผู้กำกับแต่ละคนตามช่วงเวลาต่าง ๆ มันเป็นสิ่งที่เถียงกันได้ไม่รู้จบรู้สิ้น

 

เราก็เลยเอา “ทศวรรษของหนังเรื่องแรกที่เราเคยได้ยิน” ของผู้กำกับท่านนั้นแล้วกัน ยกตัวอย่างเช่น

 

นางสาวขัตติโหเคยทำหนังเรื่องแรกตอนเรียนม.6 ในปี 1999 แต่หนังเรื่องนั้นฉายในวงแคบมาก ไม่มีคนเขียนถึงหนังเรื่องนั้น เราไม่เคยรับรู้ว่ามีหนังเรื่องนั้น ๆ อยู่บนโลกใบนี้

 

ต่อมานางสาวขัตติโหทำหนังสั้นในปี 2003 หนังเรื่องนั้นเคยฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอน

 

ต่อมานางสาวขัตติโหโด่งดังเป็นพลุแตกในปี 2011 จากการกำกับหนังยาวเรื่องหนึ่ง

 

คือในกรณีแบบนี้ เราจะจัดให้นางสาวขัตติโหอยู่ในทศวรรษ 2000 เพราะว่า “หนังเรื่องแรกที่เราเคยได้ยิน” ของนางสาวขัตติโหอยู่ในปี 2003 คือหนังเรื่องนั้นอาจจะไม่ใช่ “หนังเรื่องแรก” จริง ๆ ของนางสาวขัตติโห แต่มันเป็น “หนังเรื่องแรกที่เราเคยได้ยิน” ของนางสาวขัตติโห เราก็เลยจัดให้เธออยู่ในทศวรรษ 2000

 

7. เพราะฉะนั้นพอเราใช้เกณฑ์แบบนี้ เราก็เลยจัดให้

 

7.1 Banjong Kosallawat อยู่ในทศวรรษ 1960 เพราะเขาเคยกำกับหนังเรื่อง EYE (1967)

 

7.2 Jira Maligool อยู่ในทศวรรษ 1980 เพราะเราเคยได้ยินว่าเขาเคยกำกับหนังสั้นเรื่อง “หนังไม่เคยมีชื่อเรื่อง” (1981)

 

7.3 Rashane Limtrakul อยู่ในทศวรรษ 1980 เพราะเราเคยได้ยินว่าเขาเคยกำกับหนังสั้นเรื่อง ตะเบ็ง (1986)

 

7.4 Somkiat Vituranich อยู่ในทศวรรษ 1980 เพราะเราเคยดูหนังสั้นเรื่อง I’M NOBODY, WHO ARE YOU (1987, Somkiat Vituranich)

 

7.5 Kongdech Jaturanrasamee อยู่ในทศวรรษ 1990 เพราะเขาเคยกำกับหนังสั้นเรื่อง เจ๊ง (1999, คงเดช จาตุรันต์รัศมี, เกียรติ ศงสนันท์)

 

7.6 Nuttawut Poonpiriya อยู่ในทศวรรษ 2000 เพราะเขาเคยกำกับหนังสั้นเรื่อง HEAVEN (2009)

 

อะไรดังนี้เป็นต้น

 

8. แต่เมื่อกี้เราเช็คดู diagram ที่เขาทำมา ก็พบว่ามันมีจุดที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่เราตั้งใจไว้อยู่หลายจุด ซึ่งอันนี้เราก็ต้องขอโทษด้วยที่เกิดความผิดพลาดนี้ขึ้น ความผิดพลาดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดขึ้น ผมต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

 

ตัวอย่างข้อมูลที่ไม่ตรงกับที่เราตั้งใจไว้

 

8.1 Promsin Sriboonruang กับ Sunh Vasudhara ควรอยู่ทศวรรษ 1940 ไม่ใช่ 1950

 

8.2 Thavi Na Bangchang, Dokdin Kanyamarn, Boonrat Chaiwises, Ubol Yukol Na Ayudhya, Noi Kamolwatin, Wasant Soonthornpaksin ควรอยู่ทศวรรษ 1950 ไม่ใช่ทศวรรษ 1960

 

8.3 Cherd Songsri, Banjong Kosallawat, Ruj Ronapop, Chalong Pakdeevijit, Pairat Gasiwat, Chaluay Srirattana, Charin Nantanakorn ควรอยู่ทศวรรษ 1960 ไม่ใช่ทศวรรษ 1970

 

8.4 Mitr Chaibancha, Rassamee Paoleungthong, Jon Ungpakorn, Kid Suwannasorn, Sompote Saengduenchai, Pongsak Jantarookkha, Sombat Metanee, Santa Pestonji, Chana Kraprayoon, Padej Pakdeevijit, Patravadi Mejudhon, Pornpoj Kanitthasen ควรอยู่ทศวรรษ 1970 ไม่ใช่ทศวรรษ 1980

 

เนื่องจากข้อมูลใน diagram ในทศวรรษ 1940-1980 มีสิ่งที่คลาดเคลื่อนไปจากที่เราตั้งใจไว้เยอะมาก เพราะฉะนั้นเราขอแปะรายชื่อผู้กำกับแยกตามแต่ละทศวรรษในแบบที่เราตั้งใจไว้ในตอนท้ายของโพสท์นี้ด้วยแล้วกันนะครับ เผื่อใครอยากใช้เป็นฐานข้อมูล จะได้ไม่งง

 

9. ในส่วนของแกน B นั้น เราจัดเรียงรายชื่อผู้กำกับโดยพิจารณาว่า ผู้กำกับแต่ละคนทำหนังตามขนบหนังกระแสหลักมากน้อยแค่ไหน โดยผู้กำกับที่เน้นทำหนังตามขนบหนังกระแสหลัก ก็จะอยู่ใกล้เส้น MOST CONVENTIONAL หรืออยู่ขอบนอก ๆ ของ diagram

 

ส่วนผู้กำกับที่เน้นทำหนังทดลอง หนัง non-narrative หนังไม่มีเนื้อเรื่อง หนังที่มีความเป็นนามธรรมมาก ๆ หรือเน้นทำ video art ก็จะอยู่ใกล้เส้น LEAST CONVENTIONAL หรืออยู่ขอบใน ๆ ของ diagram

 

สาเหตุส่วนหนึ่งที่เราเลือกแกน B เป็นแบบนี้ เป็นเพราะว่า เรามองว่าเราเองก็ไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องหนังไทยอะไรมากนักน่ะ แต่สิ่งที่เรามองว่า เราอาจจะพอรู้อยู่บ้าง ก็คือเราพอรู้ว่า ผู้กำกับหนังทดลองของไทยมีใครบ้าง คือเราพอแยกได้ว่า ใครทำหนังที่มีความเป็นหนังทดลองอย่างรุนแรง อะไรทำนองนี้ และตัวเราเองก็สนใจหนังทดลองเป็นหลักด้วย

 

เพราะฉะนั้นแกน B มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ ใครเน้นทำหนังกระแสหลักก็จะอยู่ใกล้เส้น MOST CONVENTIONAL ใครเน้นทำหนังทดลองก็อยู่ใกล้เส้น LEAST CONVENTIONAL เผื่อผู้อ่านท่านใดสนใจหนังทดลอง หรือผู้อ่านท่านใดสนใจหนังกระแสหลักในแต่ละทศวรรษไหน ก็อาจจะใช้ข้อมูลใน diagram นี้ให้เป็นประโยชน์ได้

 

10. แต่เราก็ต้องย้ำว่า การทำแกน B เพื่อแยกหนังกระแสหลักกับหนังทดลองนี้ ไม่ได้บ่งชี้ถึง “การประเมินคุณค่า”, “ระดับความดีงาม” หรือ “ระดับความชื่นชอบ” ของเราที่มีต่อผู้กำกับแต่ละคนแต่อย่างใดนะ เพราะผู้กำกับหนังกระแสหลักหลาย ๆ คน เราก็ชอบหนังของเขาอย่างรุนแรงสุดขีดได้เช่นกัน

 

คือถ้าหาก diagram นี้เป็น diagram สำหรับหนังต่างประเทศ ผู้กำกับที่อยู่ใกล้เส้น LEAST CONVENTIONAL ก็จะเป็น Chantal Akerman, Marina Abramovic, Michael Snow, Bruce Conner, Bruce Baillie อะไรทำนองนี้น่ะ

 

ส่วนผู้กำกับที่อยู่ใกล้เส้น MOST CONVENTIONAL ก็จะเป็น Michael Curtiz, Victor Fleming, Robert Wise, George Lucas, Steven Spielberg, Ron Howard อะไรทำนองนี้

 

ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงระดับความชอบของเราแต่อย่างใด เพราะว่าหนังเรื่อง ALWAYS (1989, Steven Spielberg) ก็ถือเป็น one of my most favorite films of all time เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่างานวิดีโอของ Marina Abramovic ถึงแม้ว่าหนังเรื่อง ALWAYS มันเป็นหนัง narrative ที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมาตามขนบหนังกระแสหลักก็ตาม

 

11. ในช่วงที่พวกเราร่าง diagram นี้ เราก็เลยจัดกลุ่มผู้กำกับออกเป็น 6 กลุ่มคร่าว ๆ เพื่อใช้ในการทำ diagram ดังนี้

 

11.1 กลุ่ม VERY CONVENTIONAL ก็คือผู้กำกับที่เรามองว่าทำหนังกระแสหลัก และเราอาจจะยังมองไม่ออกว่าเขามีลายเซ็นเฉพาะตัวอะไรหรือเปล่า ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าเราอาจจะยังดูหนังของเขาน้อยเกินไป หรือเรายังไม่ได้เข้าใจหนังของเขามากพอ คือเขาอาจจะมีลายเซ็นเฉพาะตัวก็ได้ แต่เรายังศึกษาหนังของเขาไม่ถ่องแท้เอง

 

ผู้กำกับในกลุ่มนี้ก็อาจจะมีเช่น พันคำ, เนรมิต, รังสี ทัศนพยัคฆ์

 

11.2 กลุ่ม MODERATELY CONVENTIONAL ซึ่งก็คือผู้กำกับหนังกระแสหลักที่หนังมันเหมือนเริ่มมีลายเซ็นเฉพาะตัว หรือมีลักษณะเฉพาะตัว หรือชื่อของเขาเหมือนเป็นการรับประกันคุณภาพบางอย่าง อย่างเช่น พชร์ อานนท์, พิศาล อัครเศรณี, ชนะ คราประยูร, แจ๊สสยาม, รุจน์ รณภพ

 

11.3 กลุ่ม A LITTLE BIT CONVENTIONAL ผู้กำกับในกลุ่มนี้ครอบคลุมหลายกลุ่มย่อย อย่างเช่น

 

11.3.1 ผู้กำกับหนังกระแสหลักที่เหมือนมีความเป็น auteur หรือมีลักษณะเด่นอย่างชัดเจน หรือชื่อของเขารับประกันคุณภาพได้มาก ๆ อย่างเช่น R.D. Pestonji, Prince Anusorn Mongkolkarn, Thavi Na Bangchang, Dokdin Kanyamarn, Cherd Songsri, Somboonsuk Niyomsiri, Permpol Choei-arun

 

11.3.2 ผู้กำกับหนังกระแสหลักที่เน้นสะท้อนปัญหาสังคม ไม่ได้ทำหนังเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว อย่างเช่น Prince Chatrichalerm Yukol, Apichat Phopairot, Surasee Patham

 

11.3.3 ผู้กำกับหนัง cult อย่างเช่น Sompote Saengduenchai, Sarawut Intaraprom คือหนังของเขามันสร้างมาเพื่อความบันเทิงสำหรับผู้ชมในวงกว้างก็จริง แต่ความ cult ความพิลึกพิลั่นของมันทำให้เรารู้สึกว่า มันไม่ค่อย conventional

 

11.3.4 ผู้กำกับที่ทำหนังกึ่ง ๆ กระแสหลัก กึ่ง ๆ อาร์ตเฮาส์ อย่างเช่น Kongdej Jaturanrasamee, Wisit Sasanatieng

 

11.3.5 ผู้กำกับหนังสารคดีที่เล่าเรื่องค่อนข้างตรงไปตรงมา อย่างเช่น Panu Aree

 

11.4 กลุ่ม A LITTLE BIT UNCONVENTIONAL กลุ่มนี้ครอบคลุม

 

11.4.1 ผู้กำกับที่ทำหนังที่ค่อนข้างแหวกแนวในยุคสมัยของมัน อย่างเช่น กลุ่มผู้กำกับที่ทำ “ทองปาน”, Jon Ungpakorn ที่กำกับ THE FACTORY WORKERS OF HARA (1975)

 

11.4.2 Video artists อย่างเช่น Apinan Poshynanda, Vasan Sitthiket, Kamol Phaosavasdi

 

11.4.3 กลุ่มที่ทำหนังที่ค่อนไปทางหนังทดลอง หนังอาร์ตเฮาส์ แต่หนังอาจจะมีความ narrative อยู่บ้าง อย่างเช่น Prabda Yoon, Pimpaka Towira, Boonsong Nakphoo, Anucha Boonyawatana, Nawapol Thamrongrattanarit

 

11.4.4 ผู้กำกับหนัง cult ที่เหมือนไม่ได้สนใจผู้ชมกระแสหลักอีกต่อไป อย่างเช่น Sompong Soda, Kullachat Jitkajornwanit, Weerasak Suyala, Weera Rakbankerd, The Professional Dry Cleaners

 

11.4.5 ผู้กำกับหนังสารคดีที่ค่อนไปทางอาร์ตเฮาส์ มีความ essay มีความ poetic อยู่ในสารคดี อย่างเช่น Nontawat Numbenchapol, Wattanapume Laisuwanchai, Vichart Somkaew, Pisut Srimhok

 

11.5 กลุ่ม MODERATELY UNCONVENTIONAL ผู้กำกับในกลุ่มนี้ก็คือสายหนังทดลอง หรือทำหนังที่มีความเป็นหนังทดลองสูงมาก แต่หนังอาจจะยังพอมีเนื้อเรื่องให้จับต้องได้บ้าง มีอะไรที่มีความเป็นรูปธรรมในหนังอยู่บ้าง อย่างเช่น Apichatpong Weerasethakul, Phaisit Phanphruksachat, Surapong Pinijkhar (สำเพ็ง), Ratchapoom Boonbunchachoke, Anocha Suwichakornpong

 

11.6 กลุ่ม VERY UNCONVENTIONAL ผู้กำกับในกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มที่ทำหนังทดลองหรือวิดีโออาร์ตที่เหมือนไม่มีเนื้อเรื่อง มีความเป็นนามธรรมสูง หรือดูแตกต่างอย่างรุนแรงจาก “ขนบหนังกระแสหลัก” อย่างเช่น Sasithorn Ariyavicha, Araya Rasdjarmrearnsook, Chaloemkiat Saeyong, Teeranit Siangsanoh, Achitaphon Piansukprasert

 

แต่พอเราเอาข้อมูลพวกนี้มาลง diagram เราไม่ได้แยกให้เห็นเป็น 6 กลุ่มอย่างชัดเจน เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ประเมินไม่ได้หรอกว่า ระดับความทำตามขนบหนังกระแสหลักของผู้กำกับแต่ละคน มันวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้เป๊ะ ๆ เท่าใด

 

12. ซึ่งการวางชื่อผู้กำกับแต่ละคนในแกน B ตามระดับความทำตามขนบหนังกระแสหลักนี้ มันก็สะท้อนเพียงแค่ “ความเห็นส่วนตัวของเรา 3 คนในวันนั้นในปี 2025” เท่านั้น และมันย่อมต้องแตกต่างจากความเห็นของผู้อ่านแต่ละคนอย่างแน่นอน

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้อ่านท่านใดไม่เห็นด้วยกับตำแหน่งของผู้กำกับคนไหนใน diagram นี้ มันก็เป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ ครับ มันก็เหมือนกับความเห็นของผู้ชมแต่ละคนที่มีต่อหนังแต่ละเรื่อง ที่ย่อมแตกต่างจากกันอย่างมาก ๆ

 

และแม้แต่พวกเรา 3 คนเอง ถ้าหากพวกเรา 3 คนเพิ่งมาเริ่มทำ diagram นี้ในวันนี้ ตัว diagram มันก็ย่อมต้องแตกต่างจากสิ่งที่พวกเราทำไว้เมื่อ 1 ปีก่อนอย่างแน่นอน

 

คือตัว diagram นี้มันอาจจะดูเหมือน “แผนที่ดวงดาว” แต่จริง ๆ แล้ว ผมมองว่า ผู้กำกับแต่ละคนที่ยังมีชีวิตอยู่ จริง ๆ แล้วพวกเขาหลาย ๆ คนเคลื่อนที่เป็น “ดาวหาง” ครับ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่เป็นดาวฤกษ์ ผู้กำกับบางคนอาจจะเริ่มหันมาทำหนังที่ unconventional อย่างรุนแรงในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หรืออาจจะทำหนังที่ unconventional อย่างรุนแรงในอีกหนึ่งปีข้างหน้าก็ได้ เพราะฉะนั้น diagram นี้ก็เลยเหมือนแค่สะท้อนความเห็นส่วนตัวของพวกเราเฉพาะใน “วันวันนั้นในปี 2025” ที่พวกเราสุมหัวกันทำ diagram เท่านั้นครับ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่แน่นอนตายตัวแต่อย่างใด

 

13. เนื่องจาก diagram นี้สะท้อนความเห็นส่วนตัวของพวกเราที่มีต่อระดับความ conventional ของผู้กำกับแต่ละคน เพราะฉะนั้น diagram นี้ก็เลยเน้นไปที่ผู้กำกับที่พวกเราเคยดูหนังของเขาครับ เพราะว่าถ้าหากเราไม่เคยดูหนังของเขา เราก็ไม่สามารถประเมินได้ว่า หนังของเขามีความ conventional มากน้อยเพียงใดในสายตาของเรา

 

และด้วยเหตุนี้ diagram นี้ก็เลยเน้นแต่ผู้กำกับรุ่นใหม่ ๆ ครับ และไม่ค่อยมีผู้กำกับหนังไทยยุคเก่า ๆ อยู่ใน diagram นี้ เพราะว่าพวกเราไม่ค่อยได้ดูหนังไทยยุคเก่า ๆ ครับ พวกเราขาดความรู้มาก ๆ ในด้านนี้ และด้วยเหตุนี้พวกเราจึงไม่กล้าประเมินว่า ผู้กำกับหนังไทยยุคเก่าหลาย ๆ ท่านทำหนังที่มีความ conventional มากน้อยเพียงใด ถ้าหากเราไม่เคยดูหนังของเขา

 

อันนี้ผมก็ขอยอมรับว่ามันเป็นจุดขาดพร่องสำคัญใน diagram นี้ครับ แต่ผมก็หวังว่า diagram นี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านบางท่านจัดทำ diagram ของตัวเองขึ้นมาเพื่อมาแชร์กันครับ พวกเรามองว่า diagram นี้สะท้อนเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นในจักรวาลหนังไทยครับ ยังมีอะไรอีกเยอะมากในจักรวาลหนังไทยที่ไม่ได้อยู่ใน diagram นี้ และสิ่งนั้นอาจจะรอให้ผู้อ่านคนอื่น ๆ ช่วยกันนำเสนอมันออกมา

 

และก็ขอเสริมนิดนึงว่า ถึงแม้ผู้กำกับราว 95% ใน diagram นี้ เป็นผู้กำกับที่พวกเราเคยดูหนังของเขา แต่ก็มีผู้กำกับราว 5% ใน diagram นี้ ที่พวกเราไม่เคยดูหนังของเขา แต่ก็ตัดสินใจใส่ชื่อเข้ามาใน diagram เพราะพวกเรามองว่าผู้กำกับท่านนั้นมีความสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยครับ อย่างเช่น Prince Sanbassatra ที่ถือเป็น Father of Thai Film และ Khun Anurak Ratthakarn ที่เป็นผู้กำกับหนังเรื่อง “โชคสองชั้น” (1927) ซึ่งถือเป็นหนังไทยแบบ feature film เรื่องแรกในประวัติศาสตร์

 

14. ตอนแรกพวกเราทำ diagram ออกมาเป็นแบบแกน x แกน y ซึ่ง diagram ที่ออกมามันดูไม่สวยเลย และมันดูยากมาก ๆ แต่พวกเราก็ส่งข้อมูลดิบ ๆ แบบนั้นไปให้ทาง MARG1N

 

ต่อมาทาง MARG1N ก็พิจารณาแล้วเห็นว่า diagram ที่พวกเราทำมันไม่ work เวลาพิมพ์ออกมาในหน้ากระดาษ ทางทีมงาน MARG1N ก็เลยออกแบบ diagram ให้ใหม่ คล้าย ๆ แผนที่ดวงดาวแบบนี้ครับ ซึ่งมันออกมาดูสวยมาก ๆ และมันดูง่ายขึ้นมากในความเห็นของผม

 

15. เนื่องจากข้อมูลผู้กำกับหนังไทยใน diagram ในช่วงทศวรรษ 1940-1980 มีความคลาดเคลื่อนไปจากที่ตั้งใจไว้เยอะมาก ผมก็เลยขอนำข้อมูลที่พวกเราตั้งใจไว้ มาแปะไว้ในนี้แล้วกันนะครับ เผื่อใครอยากใช้เป็นฐานข้อมูล โดยรายชื่อนี้แยกตามทศวรรษ และเรียงตามตัวอักษรนะครับ ลิสท์ข้างล่างนี้ไม่ได้บ่งชี้แต่อย่างใดว่า ใครทำหนังตามขนบหนังกระแสหลักมากน้อยเพียงใดนะครับ

 

15.1 รายชื่อผู้กำกับหนังไทยที่อาจจะทำหนังเรื่องแรกในทศวรรษ 1940

Amnuay Klasnimi (Neramit)

Prince Anusorn Mongkolkarn

Promsin Sriboonruang (Pankham)

Prince Sukarawandis Diskul

Sunh Vasudhara

Tae Prakartwuttisarn

 

15.2 รายชื่อผู้กำกับหนังไทยที่อาจจะทำหนังเรื่องแรกในทศวรรษ 1950

Boonrat Chaiwises (the director of Tamone Prai, a film commonly attributed to his producer, Thamrong Rujanaphand)

Dokdin Kanyamarn

Noi Kamolwatin

Parinya Leelasorn

Payut Ngaokrachang

Rungsri Tasanapayak

Sanan Kraprayoon

So Asanajinda

Somkuan Krajangsat

Supan Buranapim

Thavi Na Bangchang (Khru Marut)

Ubol Yukol Na Ayudhya

Vichit Kounavudhi

Wasant Soonthornpaksin

 

15.3 รายชื่อผู้กำกับหนังไทยที่อาจจะทำหนังเรื่องแรกในทศวรรษ 1960 (รวมถึงหนังสั้น)

Banjong Kosallawat

Chalee Intharavijit

Chalong Pakdeevijit

Chaluay Srirattana

Charin Nantanakorn

Cherd Songsri

Chutima Suwannarat

Graiwat Sriwoothiwong (Ajcharapunt)

Pairach Gasiwat

Ruj Ronapop

 

15.4 รายชื่อผู้กำกับหนังไทยที่อาจจะทำหนังเรื่องแรกในทศวรรษ 1970

Apichat Phopairot

Chana Kraprayoon

Prince Chatrichalerm Yukol

Chumphorn Thepphithak

Jirawan Gampanartsaenyakorn (Saenyagorn)
Jon Ungpakorn

Kid Suwannasorn

Kom Akkadej

Krit Boonprapruek (Jazzsiam)

Mitr Chaibancha

Padej Pakdeevijit

Paijong Laisakul

Patravadi Mejudhon

Permpol Choei-arun

Pisan Akaraseranee

Pongsak Jantarookkha

Pornpoj Kanitthasen
Rassamee Paoleungthong

Rerngsiri Lim-aksorn

Sakka Jarujinda

Santa Pestonji

Sombat Metanee

Somboonsuk Niyomsiri (Pieak Poster)

Sompong Treebuppa

Sompote Saengduenchai

Surachai Chantimatorn
Surapong Pinijkhar

Surasee Patham

Thitisarn Suriyong

Prince Tipyachat Chatchai

Yutthana Mukdasanit

 

15.5 รายชื่อผู้กำกับหนังไทยที่อาจจะทำหนังเรื่องแรกในทศวรรษ 1980 (รวมถึงหนังสั้น)

Adirek Wattaleela

Apinan Poshyananda

Bhandit Rittakol

Itthisoontorn Vichailak

Jira Maligool

Manop Udomdej

Pakorn Prohmvitak

M.L. Pundhevanop Dhewakul

Rashane Limtrakul

Somching Srisupap

Somkiat Vithuranich

Sukhum Maythawanit

Supachai Surongsain

Tanit Jitnukul

Toranong Srichua

 

ผมต้องกราบขออภัยอีกครั้งนะครับ สำหรับความคลาดเคลื่อนใน diagram ในส่วนของการแบ่งตามทศวรรษในทศวรรษ 1940-1980

 

สุดท้ายนี้ ก็ขอย้ำว่า ถ้าหากใครสนใจ diagram นี้ ก็ไปหาซื้อนิตยสาร MARG1N เล่ม 3 ได้ที่ร้าน Vacilando Bookshop นะครับ ในนิตยสารเล่มนี้ยังมีบทความอื่น ๆที่น่าสนใจอีกมากมาย ขอบพระคุณมากครับ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0ZU6xu53G2gJTXBYAdWFTNrbBHRvL7jciFqPXEC1rmyzqwp5JeiSmPmdn8VNiMb91l

 


TAME

 

RIP SEBASTIÁN LELIO (1974-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. A FANTASTIC WOMAN (2017, Chile)

 

2. DISOBEDIENCE (2017, Ireland/UK/USA)

 

3. GLORIA BELL (2018, Chile/USA)

+++

 

LOOM ROOM by Wit Pimkanchanapong

 

เราดูในนิทรรศการ Diage at Cloud 11

https://web.facebook.com/reel/29120348597573658

+++

 

Films seen on Saturday 31 October 2026

 

In my preferential order

 

1. SHUNGA: THE LOST JAPANESE EROTICA (2023, Junko Hirata, Japan, documentary, 121min, A+30)

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยทำให้สงสัยว่า เพราะญี่ปุ่นมีรากฐานวัฒนธรรมอีโรติกที่หยั่งรากลึกมาเนิ่นนานแบบนี้หรือเปล่า ญี่ปุ่นก็เลยขึ้นชื่อด้าน pink films และมีผู้กำกับที่ทำหนังแบบ Nagisa Oshima, Hisayasu Sato รวมถึงมีหนังแบบ BLIND BEAST (1969, Yasuzo Masumura, A+30) อะไรแบบนี้ออกมา

 

2. TAME เลี้ยงไม่เชื่อง (2026, Thamuya Thasananukulkij, 103min, A+30)

 

สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในหนังทุกเรื่องของคุณ Thamuya ก็คือการออกแบบตัวละครหญิงให้เข้าทางเรามาก ๆ ตัวละครหญิงแต่ละตัวในหนังทุกเรื่องของคุณ Thamuya เป็นตัวละครหญิงที่มีอิทธิฤทธิ์ ไม่งอมืองอตีน แข็งแกร่ง ไม่ใช่คนที่อ่อนแอบอบบาง

 

แต่เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่า BANGKOK TRADITION สันดานกรุง (2021, Thamuya Thasananukulkij) เพราะว่าเรารู้สึกผูกพันหรือ identify กับตัวละครนางเอกในสันดานกรุงมากในระดับนึงน่ะ เพราะเรารู้สึกเหมือนกับว่า เราเข้าใจตัวละครนางเอกของสันดานกรุงตั้งแต่ในช่วงต้นเรื่อง เราก็เลยเหมือน “ตาม” ตัวละครตัวนี้ไปอย่างใกล้ชิดได้โดยตลอด

 

แต่ตัวละครนำหญิงใน TAME และใน “เรือนนางสนม” นั้น เป็นตัวละครที่เผ็ดและมีอิทธิฤทธิ์ก็จริง แต่เหมือนเธอมีแผนลับอะไรบางอย่างอยู่ในใจ มันก็เลยเหมือนเป็นตัวละครที่เราไม่เข้าใจ motivation ไม่เข้าใจว่าเธอคิดอะไรอยู่ ไม่เข้าใจว่าเธอกำลังวางแผนอะไรกันแน่ สิ่งนี้เป็นแผนของเธอ หรือสิ่งนี้คือโชคช่วย อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะชอบตัวละครนำใน TAME และในเรือนนางสนมมาก ๆ แต่เราก็รู้สึกมีระยะห่างมากพอสมควรกับตัวละครนำในหนังทั้งสองเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง เหมือนเป็น untrustworthy narrator/lead character แล้วพอเรารู้สึกมีระยะห่างมากพอสมควรกับตัวละครนำ เราก็เลยไม่อินกับหนังสองเรื่องนี้มากเท่ากับ “สันดานกรุง” ที่เรารู้สึกอินอย่างรุนแรงสุดขีด

 

แต่เราชอบการให้นางเอกของ Tame ฆ่าวัวเพราะสงสารวัวตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องนะ เหมือนหนังมันบอกใบ้ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องว่า เธอเป็นคนใจเด็ดมาก ๆ จุดนี้ทำให้นึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง บูเช็กเทียน EMPRESS WU (1984) ที่มีฉากนางเอกฆ่าม้าในช่วงต้น ๆ เรื่อง เพื่อเหมือนบอกใบ้ถึงธาตุแท้ของผู้หญิงคนนี้ว่าเป็นคนใจเด็ดมาก ๆ เหมือนกัน

 

ชอบประเด็นเรื่อง grooming ในหนังมาก ๆ ด้วย เหมือนเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่เราได้ดูที่พูดถึงประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ

 

แต่ถึงแม้จุดนี้เป็นจุดที่เราชอบมาก ๆ จุดนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้เรา “ไม่อิน” กับตัวละครนางเอกเป็นการส่วนตัวเช่นกัน 55555 เพราะเรามักจะอินกับหนังที่นำเสนอตัวละครเด็กสาวที่ want ผู้ชายมากกว่า โดยเฉพาะ LOVELY RITA (2001, Jessica Hausner, Austria) ที่นางเอก want คนขับรถเมล์อย่างรุนแรง และ ON FIRE (2006, Claire Simon, France) ที่นางเอกเผาป่าทั้งป่า เพราะเธอ want พนักงานดับเพลิงอย่างรุนแรง

 

แต่ก็คิดว่า TAME นี่ฉายควบกับ LOVELY RITA และ ON FIRE ได้นะ เพราะว่าถึงแม้ “แรงขับ” ของตัวละครเด็กสาวในหนังทั้งสามเรื่องนี้แตกต่างกันมาก ๆ แต่หนังทั้งสามเรื่องนี้ก็ทรงพลังมาก ๆ, นำเสนอตัวละครเด็กสาวที่ unforgettable มาก ๆ และตัวละครเด็กสาวในหนังทั้งสามเรื่องนี้ต่างก็ “มีพลังในการทำลายล้างสูงสุดขีด” ทั้งสามเรื่อง

 

3. BLACK PANTHERS (1968, Agnès Varda, France/USA, documentary, 28min, A+30)

 

4. WOMEN REPLY: OUR BODIES OUR SEX (1975, Agnès Varda, France, documentary, 8min, A+30)

 

5. TOM AND JERRY: FORBIDDEN COMPASS (2025, Gang Zhang, China, animation, 104min, A+5)

 

ชอบไอเดียของหนังมาก ๆ ที่เอา Tom and Jerry มาครอสจักรวาลกับตัวละครที่เหมือนอยู่ในตำนานจีน พวกตำนาน Nezha, ไซอิ๋ว

 

แต่มันเหมือนเป็นการทดลองครอสจักรวาลที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากเท่าไหร่ เพราะหนังเหมือนไม่มีตัวละครที่เหมาะให้เราติดตามเนื้อเรื่องได้ คือตัวละครประเภท Tom and Jerry มันเหมือนไม่เหมาะใช้สำหรับให้เราติดตามเนื้อเรื่อง narrative แบบนี้น่ะ ส่วนตัวละครฝั่งจีนนั้น ตัวละครนำก็เหมือนเป็นเทพที่มีลับลมคมใน เราก็เลยเหมือนมีระยะห่างกับตัวละครตัวนี้โดยตลอด แล้วมันก็เลยทำให้เราขาด emotional involvement กับเนื้อเรื่องไปด้วยในช่วงราว ๆ 2 องก์แรกของหนัง

 

แต่ช่วงท้ายหนังก็บู๊สู้กันเข้มข้นแบบหนัง animation จีนยุคหลัง ๆ ที่ถนัดในการทำสิ่งนี้

 

6. CRAWLERS (2026, Ángel Gómez Hernández, USA/UK/Spain, 81min, A+)

 

แอบงงว่า หนังมันคล้าย INFESTED (2023, Sébastian Vanicek, France) มาก ๆ แต่มันไม่ได้บอกว่าเป็นการรีเมค INFESTED แต่อย่างใด เราก็เลยคิดว่าหนังสอง

เรื่องนี้เข้าข่ายหนังที่ทำออกมาไล่เลี่ยกัน แล้วมีบางจุดคล้ายกันโดยบังเอิญ (หรือที่เราตั้งชื่อว่า หนังกลุ่มคลื่นกะหล่ำ)

 

ชอบตัวละครกะหรี่สาวใน CRAWLERS มาก ๆ

Saturday, November 07, 2026

PUELLA MAGI MADOKA MAGICA THE MOVIE PART III: THE REBELLION STORY

 

POPULATION by SquareDots

 

ดูในนิทรรศการ Diage at Cloud 11

 

เห็นลูกกลม ๆ นี่แล้วนึกถึงมิวสิควิดีโอ MY KINGDOM – Future Sound of London (1996)

https://web.facebook.com/reel/1845595996859788

 

+++

 

Films seen on Friday 30 October 2026

 

In my preferential order

 

1. PUELLA MAGI MADOKA MAGICA THE MOVIE PART III: THE REBELLION STORY (2013, Yukihiro Miyamoto + Akiyuki Shinbo, Japan, animation, 116min, A+30)

 

กราบตีนมาก ๆ ยกให้ MADOKA ทั้ง 3 ภาคเป็น one of my most favorite animations of all time ไปเลย

 

สิ่งที่หนังชุดนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เรารักหนังชุดนี้อย่างสุด ๆ ก็คือว่า หนังเรื่องนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อของเราที่ว่า คนหลาย ๆ คนในโลกนี้ทำชั่วทำเลว ทั้ง ๆ ที่พวกเขากำลังมองว่า ตนเองกำลังทำความดี ผดุงความยุติธรรมอยู่ พวกเขาคิดว่าตัวเองคือสาวน้อยผู้พิทักษ์ความดีงาม ความยุติธรรม แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคือแม่มด พวกเขารักพระเจ้าและศาสนาเป็นอย่างมาก พวกเขาอุทิศตัวเพื่อพระเจ้าและศาสนา แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาทำคือสิ่งที่ชั่วร้ายไม่ต่างจากปีศาจ

 

ลองดูง่าย ๆ คือกรณีอินฟลูสาวกับตัวนาก เธอคิดว่าเธอคือสาวน้อยผู้เรียกร้องเพื่อความดีงาม เธอคิดว่าตัวเองกำลังทำดี แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เธอทำคืออะไร

 

แล้วลองดูคนบางกลุ่มที่เคยออกมาเรียกร้องอะไรบางอย่างในนามของ “ความรักชาติ” พวกเขาคิดว่าตัวเองกำลังทำดีเพื่อชาติ แต่จริง ๆ แล้วมันคือความดีจริงหรือ

 

หรือลองดู “ความรักชาติของคนญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง” ดูก็ได้ คนญี่ปุ่นหลาย ๆ คนในยุคนั้นคงคิดว่าตัวเองกำลัง “ทำดีเพื่อชาติ” แต่ลองถามคนเกาหลีและคนจีนดูสิว่า มันคือความดีแบบใด

 

แล้วลองดู “สงครามศาสนา” หรือการกระทำอะไรหลาย ๆ อย่างในนามของศาสนาดูสิ

 

เพราะฉะนั้นการที่หนังชุดสาวน้อยเวทมนตร์ MADOKA ทั้ง 3 ภาคนี้ตอกย้ำว่า ความดี/ความชั่ว มันคือคนคนเดียวกัน หรือตอกย้ำให้เห็นว่า ความรักในความดีงาม มันนำไปสู่อะไรที่น่าสะพรึงกลัวได้บ้าง มันก็เลยทำให้หนังชุดนี้กลายเป็น one of my most favorite films of all time ไปเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้มันอาจจะไม่ได้ตั้งใจพูดถึงประเด็นเหล่านี้ก็ได้ แต่หลาย ๆ อย่างในหนังเรื่องนี้มันสอดคล้องกับแนวคิดของเราโดยไม่ได้ตั้งใจ กราบตีนอย่างที่สุดของที่สุด

 

2. NIGHT OF THE LIVING DEAD (1968, George A. Romero, A+30)

 

ดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูหนังในตำนานเรื่องนี้เสียที

 

เราเคยดู DAWN OF THE DEAD (1978, George A. Romero), LAND OF THE DEAD (2005, George A. Romero) และ DIARY OF THE DEAD (2007, George A. Romero) แล้ว

 

เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็เลยขอภาวนาให้มีคนนำหนังเรื่อง DAY OF THE DEAD (1985, George A. Romero) กับ SURVIVAL OF THE DEAD (2009, George A. Romero) มาลงโรงฉายในไทยด้วยนะ เราจะได้ดูครบเซ็ตเสียที 555

+++

เราเคยอ่านแต่ CIPHER บางตอนนะ เรายังไม่เคยอ่าน ALEXANDRITE แต่เห็นลุคตัวละครแล้วนึกว่า Milli Vanilli กับ Jane Child

 

Friday, November 06, 2026

Films seen on 28-29 October 2026

 

ROOM WITH FLASHING LIGHTS by SaturateDesigns

 

ดูในนิทรรศการ Diage at Cloud 11

https://web.facebook.com/reel/1102945665880369

+++

 

33. GODZILLA MINUS ZERO (2026, Takashi Yamazaki, Japan, 135min, A+30)

 

ตัวละคร Koichi Shikishima (Ryunosuke Kamiki) และตัวละครเด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็ก พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

+++

 

RIP TINTO BRASS (1933-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียวเอง ซึ่งก็คือ CALIGULA (1979)

 

เสียดายมาก ๆ ที่หนังเรื่อง FRIVOLOUS LOLA (1998, Tinto Brass, Italy) เคยมีกำหนดจะเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย แต่โดนกองเซ็นเซอร์ในยุคนั้นสั่งแบนห้ามฉายในไทย

 

อยากให้มีคนจัดงาน TINTO BRASS RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ คิดว่าหนังของเขาน่าจะขายง่าย เพราะส่วนใหญ่มันเป็นหนังอีโรติก ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด 555

 

หนังของ Tinto Brass ที่เราอยากดูก็มีเช่น

 

1. WHO WORKS IS LOST (1963)

 

2. I AM WHAT I AM (1967)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส แต่ผู้ชนะรางวัลสิงโตทองคำในปีนั้นคือ BELLE DE JOUR (Luis Buñuel)

 

3. THE HOWL (1970, 93min)

เรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน

 

4. VACATION (1971)

นำแสดงโดย Vanessa Redgrave

 

5. SALON KITTY (1976, 129min)

+++

 

DUAL by Nonotak

 

ดูในนิทรรศการ Diage at Cloud 11

https://web.facebook.com/reel/1515241380509231

 

++

 

ของสะสมของแม่หมี

 

เราสะสมขวดครีมอาบน้ำ Babi Mild – Ultra Mild เพราะมันออกแบบฉลาก teddy bear ได้น่ารักมาก ๆ และเราก็ชอบตัวครีมอาบน้ำของมันด้วย เพราะเราอาบแล้วไม่คัน ในขณะที่ครีมอาบน้ำยี่ห้อดัง ๆ บางยี่ห้อทำให้เราคัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามันทำให้ผิวของเราแห้งเกินไป ยิ่งครีมอาบน้ำประเภท whitening นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันระคายเคืองผิวของเรามาก เราก็เลยซื้อครีมอาบน้ำ Babi Mild มาใช้เป็นประจำ เพราะมันอ่อนโยนต่อผิวอันบอบบางของเราจริง ๆ

 

ตอนนี้เราสะสมได้ 7 แบบแล้ว

 

1. Bedtime Story

2. First Love

3. Daydream

4. Happiness

5. Innocence

6. Milky Way

7. Over the Rainbow

 

ถ้าหากใครเห็นลายอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ มีวางขายที่ไหน ก็บอกเรามาได้นะ เผื่อเราไปตามซื้อ (เฉพาะครีมอาบน้ำนะ)

+++

 

Films seen on 28-29 October 2026

 

In my preferential order

 

1. UDTA TEER (2026, Aakash Kaushik, India, 135min, A+30)

 

ชอบสุดขีด ถึงแม้มันจะเป็นหนังขวาจัดคลั่งชาติก็ตาม คือเราไม่ได้ชอบความขวาจัดคลั่งชาติของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะในช่วงท้าย ๆ ของหนัง แต่เราว่าหนังมันเก่งมาก ๆ ในการสร้างความบันเทิงให้กับเราผ่านทางมุกตลกต่าง ๆ คือมุกตลกหลาย ๆ อันในหนังเรื่องนี้มันโดนเส้นเราจริง ๆ ดูแล้วก็กราบตีนมาก ๆ

 

2. THE SOCIAL RECKONING (2026, Aaron Sorkin, 112min, A+30)

 

ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า THE SOCIAL NETWORK (2010, David Fincher) เราขอจองเป็น Amal (Tehmina Sunny) ในหนังเรื่องนี้

 

รู้สึกว่าจริง ๆ แล้ว HUMAN RESOURCE (Nawapol Thamrongrattanarit), THE SOCIAL RECKONING และ THE INTERN (2026, Kim Do-young, South Korea, A+30) นี่ฉายควบกันได้เป็น triple bill ในแง่หนังที่สะท้อนความรู้สึกของพนักงานบริษัทเอกชนออกมาได้ดีมาก ๆ

 

3. ONSLAUGHT (2026, Adam Wingard, USA, 92min, A+30)

 

ชอบสุดขีด เพราะสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือเรารู้สึกว่ามันน่าจะจงใจทำฟอร์มและสไตล์ของหนังให้เหมือนหนัง grindhouse เกรดบีทุนต่ำในทศวรรษ 1970 และมันทำออกมาได้รสชาติแบบนั้นมาก ๆ ซึ่งรวมถึงมีการใส่ฉากวับ ๆ แวม ๆ เข้ามาโดยแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเรื่อง เพราะมันเหมือนเป็นท่าบังคับของหนัง grindhouse ที่ต้องมีอะไรแบบนี้ 555

 

และสาเหตุที่สองก็คือว่า เราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในการทำให้เราอินกับตัวละครนางเอกมากเกินไปน่ะ 555 เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึก “โล่งใจ” ที่นางเอกจัดการตัวร้ายได้อย่างง่ายดายภายในเวลาอันรวดเร็วมาก ซึ่งอันนี้อาจจะแตกต่างจากผู้ชมคนอื่น ๆ ที่ต้องการเห็นนางเอกได้รับความลำบากเจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นเวลานานกว่านี้ในการต่อสู้กับเหล่าร้าย คือพอเรารู้สึกอินกับนางเอกในระดับนึง เราก็เลยไม่ได้มองว่าตัวละครนางเอกตัวนี้จำเป็นต้อง exist เพื่อสร้างความรู้สึกลุ้นระทึกตื่นเต้นให้กับผู้ชม แต่เธอ exist เพื่อหาทางรอดชีวิตให้ได้ ก็เลยกลายเป็นว่าเราโอเคกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ ถึงแม้บางคนอาจจะมองว่าฉากบู๊มันน้อยเกินไปก็ตาม

 

สรุปว่า เราชอบ THE SOCIAL RECKONING ที่ “เนื้อเรื่อง” ของหนัง ส่วน ONSLAUGHT นี่เราชอบ form หรือ style ของหนังเป็นหลัก ที่มันเหมือนหนัง grindhouse ยุค 1970

 

4. PARADISE (2022, Alexander Abaturov, Switzerland/France, about Russia, documentary, 88min, A+30)  

 

เราดูหนังเรื่องนี้ในห้องสมุดที่ Alliance Française in Bangkok ตามที่เราเคยเขียนไปแล้ว ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอใหญ่ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากกว่านี้ก็ได้นะ

 

5. LOOK BACK (2026, Hirokazu Koreeda, Japan, 100min, A+30)

 

เราชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 นะ แต่ก็ชอบน้อยกว่าหนังเรื่องอื่นๆ  ของ Koreeda ซึ่งสาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่า พอเราเคยดู LOOK BACK (2024, Kiyotaka Oshiyama, Japan, animation, A+30) มาแล้ว เราก็เลยเหมือนรู้เนื้อเรื่องหมดแล้ว และเราก็มองว่าตัวหนังเวอร์ชั่นคนแสดงนี้ไม่ได้ให้อะไรเพิ่มเติมแก่เรามากนัก

ซึ่งจะแตกต่างจาก
BLUE LOCK (2026, Yusuke Taki, Japan, A+30) เวอร์ชั่นคนแสดง เพราะถึงแม้เราเคยดู BLUE LOCK: EPISODE NAGI (2024, Shunsuke Ishikawa, Japan, animation, A+30) มาแล้ว แต่การได้ดูผู้ชายหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ ที่เป็นคนจริง ๆ มาแสดงในหนัง มันก็ช่วยตอบสนองความต้องการทางเพศของเราได้ดีกว่าการดู BLUE LOCK ที่เป็น animation อย่างมาก ๆ 55555

 

ในส่วนของ LOOK BACK (2026) นั้น เราชอบช่วงที่เป็นเด็กประถมมากนะ เราแอบรู้สึกว่า Koreeda สามารถทำให้นักแสดงเด็ก/ตัวละครเด็ก ส่องประกายบางอย่างที่น่าสนใจออกมา แต่พอเป็นเรื่องของตัวละครในวัยสาวสองคนที่เป็นเพื่อนรักกัน เรากลับรู้สึกว่า อะไรแบบนี้อาจจะเข้าทาง Shunji Iwai มากกว่า

 

พอพูดถึง Koreeda เราก็เลยอยากตั้งข้อสงสัยว่า การที่หนังหลาย ๆ เรื่องในเทศกาลกางจอปีนี้ เป็นหนังเกี่ยวกับตัวละครวัยเด็กที่ทำออกมาได้ดีมาก ๆ ละมุนมาก ๆ human มาก ๆ อันนี้เป็นเพราะอิทธิพลจาก Hirokazu Koreeda ด้วยส่วนนึงหรือเปล่า 555

 

6. A MIXED BLESSING (2026, Cinta Setia, Indonesia, 15min, A+15)

 

ดูที่ Art4c Art Centre ในนิทรรศการ ART IN MOTION: SYNCHRONICITY X RESONATE

+++

 

เพิ่งรู้ว่า โจวชิงฉือ ร่วมแสดงใน แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982) ด้วย รุนแรงมาก ๆ นึกถึงตอนที่ เส้าเหม่ยฉี รับบทเป็นสาวใช้องค์หญิงใน “กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม” THE REINCARNATED PRINCESS (1985)

Wednesday, November 04, 2026

STRANGE LUCK

 

เพิ่งทราบข่าวว่าอาจารย์ฉันทนา ไชยชิต เสียแล้ว เราเคยเรียนวิชา Development of British and American Novel กับอาจารย์ในปี 1993 เป็นวิชาที่เราได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ๆ และเป็นวิชาที่ยังคงมีประโยชน์กับเราจนถึงทุกวันนี้ เพราะว่าภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่เราได้ดู โดยเฉพาะหนังฮอลลีวู้ดและหนังอังกฤษ ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับนิยายอังกฤษและอเมริกันที่เราเคยเรียนในวิชานี้

+++

 

บางครั้งความโชคดีก็มาในรูปแบบแปลก ๆ

 

เราได้ดู CHARLIE HARPER (2025, Tom Dean, Mac Eldridge, A+30) ที่เมกะ บางนาในวันอังคารที่ 27 ต.ค. แต่เราเข้าโรงสาย ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเราเข้าสายไปนานกี่นาที แต่ตอนที่เราเดินเข้าไปในโรง หนังมันได้ฉายไปแล้ว ซึ่งพอเราดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราก็เลยแอบคาใจเล็กน้อยว่าเราพลาดอะไรไปบ้างหรือเปล่าในช่วงต้นเรื่อง แต่มันก็ไม่ได้คาใจมากพอที่จะทำให้เรายอมจ่ายเงินซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้เพื่อดูช่วงต้นเรื่องซ้ำอีกรอบ

 

ต่อมาในวันเสาร์ที่ 31 ต.ค. เราได้ไปดูหนังเรื่อง TOM AND JERRY: FORBIDDEN COMPASS (2025, Gang Zhang, China, animation, A+5) ที่ SF Central World แต่ปรากฏว่า ทางโรงดันฉายหนังผิดเรื่อง คือมันดันฉาย CHARLIE HARPER แทน เราก็เลยได้ดู CHARLIE HARPER ช่วงต้นเรื่องไปราว 5 นาที ก่อนที่ทางโรงจะเปลี่ยนกลับมาฉาย TOM AND JERRY: FORBIDDEN COMPASS ได้อย่างถูกต้อง

 

เราก็เลยได้รู้ว่า ตอนที่เราไปดู CHARLIE HARPER ที่เมกะ บางนานั้น เราเข้าโรงช้าไปราว 1-2 นาทีเท่านั้นมั้ง

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ตัวเองโชคดีมาก ๆ ที่พลาดช่วงต้นเรื่องของ CHARLIE HARPER ไป แต่ก็มีโอกาสได้มาตามเก็บ ตามดูช่วงต้นของ CHARLIE HARPER ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบ 55555

 

อยู่ดี ๆ การฉายหนังผิดเรื่องของทางโรงภาพยนตร์ ก็กลายเป็นความโชคดีของเราไปซะอย่างนั้น

++++

 

30. THE COMPLEX (2013, Hideo Nakata, Japan, horror, 106min, A+15)

 

ตัวละคร Asuka (Atsuko Maeda) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

+++

 

ชอบรองเท้า ecco มาก ๆ เพราะมันกันน้ำได้ เวลาเราใส่ลุยน้ำท่วมแล้วน้ำไม่ซึมเข้ามาในรองเท้าเหมือนยี่ห้ออื่น ๆ

+++

 

RIP เมตตา รุ่งรัตน์ (1942-2026)

 

อันนี้เป็นไตเติลละครโทรทัศน์ สุสานคนเป็น (1982, Supan Buranapim) ที่นำแสดงโดยเมตตา รุ่งรัตน์ในบทคุณนายลั่นทม เราว่านี่เป็นหนึ่งในไตเติลละครโทรทัศน์ที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาลเลย เราชอบที่เพื่อนคนนึงเคยเขียนไว้มาก ๆ เขาเขียนในทำนองที่ว่า ไตเติลละครโทรทัศน์สุสานคนเป็นนี่แข่งกับงาน video art ได้เลย คือ “แม้แต่ Bill Viola ก็ยังต้องพ่าย เมื่อเจอกับสุสานคนเป็น”

https://www.youtube.com/watch?v=b7HBS9NkQgM

 

+++

 

31. SUSPECT X (2008, Hiroshi Nishitani, Japan, 128min, A+30)

 

มีตัวละคร 2 ตัวพูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือตัวละคร Yasuko Hanaoka (Yasuko Matsuyuki) กับตัวละคร Misato Hanaoka (Miho Kanazawa)

 

32. MIDSUMMER’S EQUATION (2013, Hiroshi Nishitani, Japan, 128min, A+30)

 

ตัวละคร Narumi Kawabata (Anne Watanabe) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

Tuesday, November 03, 2026

SIGNS OF THE END OF MY BELOVED MOVIE THEATRE

 

สัญญาณการล่มสลายของโรงภาพยนตร์ในแบบที่เรารัก

 

อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราในวันพุธที่ 28 ต.ค. แต่เราเพิ่งมีเวลาว่างจดบันทึก คือในวันนั้นเราได้เดินทางไปดูหนังเรื่อง PARADISE (2022, Alexander Abaturov, Switzerland/France, about Russia, documentary, 88min, A+30)  ที่ Alliance Française in Bangkok รอบ 18.00 น. หนังสารคดีเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในไซบีเรียที่ต้องกระเสือกกระสนหาทางดับไฟป่าที่กำลังจะลุกลามเข้าสู่หมู่บ้านของพวกเขาด้วยตนเอง โดยที่ทางรัฐบาลรัสเซียไม่ยอมให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด เพราะทางรัฐบาลมองว่าต้นทุนในการดับไฟป่าในไซบีเรียนั้นสูงกว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ทางรัฐบาลก็เลยปล่อยให้ไฟป่าในไซบีเรียไหม้ลามเข้าสู่หมู่บ้านต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ

 

แต่วันนั้นมีคนมาดูหนังเรื่องนี้เพียงแค่ 2 คน คือเรากับผู้ชายอีกท่านหนึ่ง ทางโรงภาพยนตร์เขาเลยบอกว่าจำนวนคนดูน้อยเกินไป คือเขาจะฉายหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ก็ต่อเมื่อมีจำนวนคนดูมากพอ (เราไม่แน่ใจว่า ต้องมีคนดูอย่างน้อย 3 คน หรือ 4 คน เขาถึงจะตัดสินว่ามากพอ) ทางโรงภาพยนตร์เขาเลยคืนเงินค่าตั๋ว 120 บาทให้กับเรา แล้วงดการฉายหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ แล้วให้เรากับผู้ชมอีกท่านไปนั่งดูหนังเรื่องนี้ได้ฟรีทางจอโทรทัศน์ในห้องสมุดแทน

 

เราก็เลยไปนั่งดูหนังเรื่องนี้ทางจอทีวีในห้องสมุดของ Alliance ซึ่งจอทีวีก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไร อารมณ์ก็เลยคล้าย ๆ กับการนั่งดูหนังทางจอ laptop ซึ่งเราว่าพลังของหนังมันลดลงไปเยอะมากเวลานั่งดูแบบนี้

 

ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกสำหรับเราที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ที่ Alliance นะ เราก็เลยเศร้าใจมาก ๆ และคิดว่าพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เราก็เลยไม่อยากเสี่ยงมาดูหนังที่ Alliance อีกถ้าหากไม่จำเป็นจริง ๆ และเราก็แอบกลัวว่ามันอาจจะเป็นสัญญาณการล่มสลายของโรงหนังแบบ Alliance ด้วย

 

เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับสถาบันเกอเธ่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 น่ะ คือเรากลายเป็น cinephile ในปี 1995 ก็เพราะเราได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany, 125min) ที่สถาบันเกอเธ่นี่แหละ ในช่วงทศวรรษ 1990 นั้น สถาบันเกอเธ่ฉายหนังดี ๆ จำนวนมากมายทุกสัปดาห์ด้วยฟิล์ม 16 มม. ทั้งหนังของ Rainer Werner Fassbinder, Alexander Kluge, Werner Schroeter, Peter Lilienthal, Herbert Vesely, Ulrike Ottinger, Ula Stöckl, Peter Fleischmann, Niklaus Schilling, Nina Grosse, Herbert Achternbusch, etc.

 

แต่เหมือนจำนวนคนที่มาดูหนังที่ฉายด้วยฟิล์ม 16 มม.ที่สถาบันเกอเธ่ มันมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ มั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2000 และในบางรอบเราก็ไม่แน่ใจว่า เราเป็นคนดูเพียงคนเดียวในรอบนั้นหรือเปล่า ซึ่งเราก็เศร้าใจมาก ๆ เพราะว่าหนังเยอรมันที่ฉายที่สถาบันเกอเธ่มันเยี่ยมยอดสุดตีนมาก ๆ, เราเองก็พยายามโปรโมทหนังที่ฉายที่เกอเธ่ทางเว็บบอร์ด Bioscope และ Pantip (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) และการเดินทางไปสถาบันเกอเธ่ในทศวรรษ 2000 มันก็ง่ายมาก เพราะมันใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน เราไม่ต้องเสียเวลาฝ่ารถติดโหนรถเมล์ไปเกอเธ่แบบในทศวรรษ 1990 แต่จำนวนคนดูมันก็ลดลงเรื่อย ๆ

 

และในที่สุดพอเข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 สถาบันเกอเธ่ก็งดกิจกรรมการฉายหนังทุกสัปดาห์ในห้องแอร์ (ซึ่งเราเดาว่าคงเป็นเพราะจำนวนคนดูมันน้อยมาก) เหลือแต่เพียงกิจกรรมการฉายหนังเฉพาะในบางเทศกาล และในเวลาต่อมาเกอเธ่ก็จัดฉายหนังกลางแปลงเฉพาะในช่วงฤดูหนาวแทน (ราว 3 เดือนต่อปี) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เราไม่ชอบ เพราะเราทนความร้อนไม่ได้ เราชอบดูหนังในห้องแอร์มากกว่า

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่องท้าย ๆ ที่เราได้ดูในกิจกรรมการฉายหนังแบบดั้งเดิมของสถาบันเกอเธ่ คือหนังเรื่อง SCHOOL TRIP (2002, Henner Winckler, Germany) ที่เราชอบอย่างรุนแรงมาก ๆ เราได้ดูหนังเรื่องนั้นในวันที่ 15 ก.ย. 2004

 

เหมือนประสบการณ์ที่สถาบันเกอเธ่ในช่วงนั้นสอนให้เรารู้ว่า โรงหนังที่เรารักสุดขีด มันคงเป็นโรงหนังที่ไม่ได้รับความนิยมจากผู้ชมคนอื่น ๆ และในที่สุดมันก็ต้องจากเราไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นพอเราเจอเหตุการณ์โรงหนังอื่น ๆ ค่อย ๆ ทยอยจากเราไปเรื่อย ๆ ในช่วงต่อ ๆ มา เราก็เลยเริ่มชินชากับเหตุการณ์แบบนี้

 

ส่วน Alliance Française นั้น ย้ายโรงหนังมาแล้ว 3 รอบตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราก็รู้สึกผูกพันกับการฉายหนังของสถาบันนี้มาก ๆ หนังที่ฉายที่สถาบันนี้มันมีส่วนช่วย shape ตัวตนของเรามาก ๆ โดยเฉพาะหนังของ Marguerite Duras, Alain Robbe-Grillet, Jacques Rivette, Paul Vecchiali, Bertrand Blier, Louis Malle, Jean Delannoy, Jean-Luc Godard, Robert Bresson, Marcel Pagnol, Yves Allégret, Marcel Carné, Alexandre Astruc, Pierre Schoendoerfer, Claude Miller, etc.

 

แต่พอเราเจอเหตุการณ์งดฉายหนังทางจอใหญ่ เพราะมีผู้ชมเพียง 2 คนในวันพุธที่ผ่านมา เราก็เลยรู้สึกเศร้าใจ และก็คิดว่า ถ้าหากผู้ชมมันยังคงมีจำนวนน้อยแบบนี้ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับสถาบันเกอเธ่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ก็อาจจะเกิดขึ้นกับ Alliance ได้ด้วยเหมือนกัน

 

แต่เราเองก็มีอายุ 53 ปีแล้ว รู้สึกสังขารมันเริ่มเหนื่อยล้าแล้ว เราเองก็เริ่มขี้เกียจตระเวนออกไปดูหนังตามโรงหนังต่าง ๆ แล้วด้วยเหมือนกัน

 

สรุปว่า เราเศร้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนะ โรงหนังที่เรารักก็มักจะเจอปัญหาจำนวนคนดูน้อยเกินไปแบบนี้นี่แหละ และในที่สุดมันก็อาจจะต้องจากเราไปตามกาลเวลา เราเจออะไรแบบนี้มาบ่อยครั้งแล้วในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เราบอกตัวเองว่าเราชินชากับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว แต่มันก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้

+++

ที่แรกคือตรงถนนสาทร

 

โรงที่สอง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 จนถึงกลางปี 2018 มันอยู่ตรงที่ปัจจุบันเป็นห้าง One Bangkok ครับ คือ Alliance เคยไปสร้างตึกไว้ตรงนั้น แล้วมีโรงหนังในตึกนั้น แต่ต่อมาทาง Alliance ก็ขายพื้นที่ตึกตรงนั้นไปให้กับทางห้าง One Bangkok แล้วทางห้างก็รื้อตึกนั้นทิ้งไป แล้วสร้างห้างทับพื้นที่เดิมของ Alliance

 

หนังเรื่องสุดท้ายที่ผมได้ดูที่ตึกนั้น คือหนังเรื่อง BARBARA (2017, Mathieu Amalric) ที่ฉายที่ alliance ในวันที่ 13 มิ.ย. 2018 ถ้าหากจำไม่ผิด แต่หนังเรื่องนั้นไม่ได้ฉายในโรง เพราะตัวตึกมันกำลังจะโดนทุบแล้ว หนังเรื่องนั้นเลยไปฉายในห้องเรียนใน Alliance แทน

 

โรงที่สาม อยู่ใกล้ ๆ ห้าง One Bangkok โดยน่าจะห่างจากสถานที่ตั้งเดิมของโรงที่สองราว ๆ 100-200 เมตรครับ

+++

 

ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่า ระหว่างหนังของ Rirkrit Tiravanija กับหนังชุด PUELLA MAGI MADOKA MAGICA THE MOVIE อะไรคือหนังอันดับหนึ่งของเราประจำปี 2026 เพราะว่าเราชอบ MADOKA THE MOVIE ทั้ง 3 ภาคอย่างรุนแรงมาก ๆ แต่เราคงต้องรอดูภาค 4 ที่กำลังจะเข้าฉายก่อน แล้วพอดูครบทั้ง 4 ภาคแล้ว เราถึงจะตัดสินใจได้ว่า ระหว่าง MADOKA กับ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min) และ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min) เราชอบหนังเรื่องไหนมากที่สุดในปี 2026

 

เราเจอหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของ alliance นะ แต่เราว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่คนดูน้อยเป็นเพราะ Alliance ก็ทำตัวเองด้วยแหละ เพราะว่า

 

1. ในเว็บไซต์ไม่ได้บอกว่า หนังเรื่องนี้มีซับไตเติลหรือไม่ แต่เราก็เสี่ยงดวงมาดูเอง เผื่อมันจะมีซับไตเติลภาษาอังกฤษ ซึ่งหนังมันก็มีซับไตเติลให้จริง ๆ แต่มันไม่บอกในเว็บไซต์

 

2. Alliance แทบไม่ได้โปรโมทหนังเรื่องนี้ในช่องทางใด ๆ เลย

 

3. Alliance แทบไม่ได้ฉายหนังเลยในปีนี้ เหมือนปีนี้ Alliance ไปให้ความสำคัญกับ “การแสดงละครเวที” “การจัดแสดงดนตรี” อะไรแบบนั้นแทน

 

แต่ปกติแล้วเวลาเรามาดูหนังที่ alliance เรามักจะเจอฝรั่งมาดูกันอย่างน้อย 5 คน แต่คราวนี้ไม่มีฝรั่งมาดูเลย เราก็เลยประหลาดใจ

 

+++

 

หนักที่สุด ปะทะกับ ซูสีไทเฮา และเจ้านางอนัญทิพย์ได้เลย

https://web.facebook.com/photo/?fbid=4420340041443196&set=gm.1133886659350344&idorvanity=576779471727735

 

Monday, November 02, 2026

Films seen on 26-27 October 2026

 

Films seen on 26-27 October 2026

 

In my preferential order

 

1. PIXOTE: THE LAW OF THE WEAKEST (1980, Hector Babenco, Brazil, 128min, A+30)

 

2. A MECHANISM THAT REPEATS DEATH แต่ความตายที่ถูกผลิตซ้ำบนสายพานของความจริงเทียม (2026, Fais Hadsaram ฟาอิซ หัสราม, video installation, 14min, A+30)

 

3. TRIPTYCH OF YANTRA ตรีมูรติ (2025, Ekkarat Manameteekul เอกรัตน์ มานะเมธีกุล, video installation, 15min, A+30)

 

4. I HAVE NO CHOICE AND I MUST CHOOSE ฉันไม่มีทางเลือกและฉันต้องตัดสินใจ (2026, Natthakan Kaesontamkittiwut ณัฐกันต์ เกสรธัมกิตติวุท, video installation, 7.10min, A+30)

 

5. THE INFLUENCER PROJECT (2026, Mike Nybroe, Denmark/USA, A+30)

 

ชอบสุดขีด ดูแล้วนึกถึงหนังชุด SCREAM และหนังเรื่อง KRISTY (2014, Olly Blackburn) และก็ชอบที่หนังมันตอบสนองเราที่ “อยากรู้อยากเห็น” ชีวิตการทำงานของ influencers และ “อิจฉา” influencers ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

รู้สึกว่ามุกตลกต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะมุกตลกเกี่ยวกับ comments ต่าง ๆ ทางโซเชียลมีเดีย มันเป็นมุกตลกที่เข้าทางเราอย่างรุนแรงด้วย

 

6. CHARLIE HARPER (2025, Tom Dean, Mac Eldridge, USA, 102min, A+30)

 

7. MILLENNIALS FLEX (2026, Jin HaloQ (Mairung Jarurattanaporn), video installation, 8.44min)

 

และในวันที่ 27 ต.ค. เราก็ได้ดูนิทรรศการ


1. FRAGMENTS REBORN แตกตื่น by Sumanatsya Voharn

 

2. THE INVISIBLE CHEF รสเร้นลับ by TCDC COMMONS MunMun Srinakarin

+++

 

วันนี้เราดูหนังโรงติดกัน 3 เรื่องแล้วไม่มีเวลาพักกินข้าวเลย กว่าจะได้กินข้าวเย็นก็ 21.20 น. เราเลือกกินผักกระเฉดไฟแดง ร้านฉอเล้ง หมี่กระเฉดตลาดพลู ใน food court พารากอน

+++

 

ในกระบี่ไร้เทียมทาน จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เราจองเป็นต๊กโกวหงส์ และเพื่อนกะเทยคนนึงจองเป็น "ฝน" แห่งสำนักหุบเขาสำราญ โดยเธอเอา "ไส้ปากกาดินสอ" มาคีบไว้แทนเข็มพิษของ "ฝน"