Thursday, February 05, 2026

KINGKAEW

 

ซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT IN HOLLYWOOD เล่ม 2 ของ Osamu Yamamoto ส่วนเล่ม 1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024

+++++++

 

MARIAM (2020, Dana Durr, Palestine, animation, 5min, A+30)

 

CACHE-CACHE (2012, Dia’ Azzeh, Palestine, animation, 4min, A+30)

 

HOMELAND (2023, Faiza Afifi, Palestine, animation, 2min, A+25)

 

CHECKPOINT (2021, Jana Kattan, Palestine, animation, 6min, A+30)

 

HIDE AND SEEK (2024, Rami Abbas, Palestine, animation, 7min, A+25)

 

MEMORY OF THE LAND (2017, Samira Badran, Palestine, animation, 13min, A+30)

 

สุดฤทธิ์ กราบตีนมาก ๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน

++++

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Kazuhiko Hasegawa และ Toshiharu Ikeda เลย เพิ่งรู้ว่า Toshiharu Ikeda เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายขณะที่เขาอายุ 59 ปี เราอยากดู SUKEBAN MAFIA (1980, Toshiharu Ikeda) มาก ๆ

+++

 

ฉันรักเขา Hideki Nagayama from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

 

ฉันรักเขา Ryota Omi from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+) and (LOVE SONG) (2025, Weerachit Thongjila, A+25)

 

ฉันรักเขา Ahan Shetty from BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  เขาสูง 185 เซนติเมตร

+++

OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

VS. BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-) 

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

1. จริง ๆ แล้วตัวหนัง OMUKADE ออกมาดีกว่าหนังสัตว์ยักษ์ที่ใช้โลเกชั่นใกล้เคียงกันเรื่อง “โบอา งูยักษ์” (2006, ชนินทร เมืองสุวรรณ) มาก ๆ คือเรารู้สึกว่า OMUKADE เป็นหนังที่ตั้งอกตั้งใจทำมากพอสมควร

 

แต่เสียดายที่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุก และเราไม่รู้สึกผูกพันใดๆ กับตัวละครในหนังน่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอย่าง THE DESCENT (2005, Neil Marshall, UK, A+30) ที่ถือเป็น benchmark สำหรับเราในการใช้เทียบกับหนัง cave thrillers เรื่องอื่น ๆ

 

2. ชอบ premise ของ OMUKADE ชอบการใช้ตัวประหลาดเป็นคล้าย ๆ ตะขาบยักษ์ที่พ้องกับตำนานญี่ปุ่น และชอบการเซ็ตเรื่องให้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในไทย

 

จุดที่ชอบมาก ๆ คือนางเอกเป็นสาวชาวเขาที่มีวิทยายุทธพอตัว คือฉากเปิดตัวนางเอกที่ฆ่านายพลญี่ปุ่นนี่เป็นสิ่งที่เราชอบมาก แต่เสียดายที่หลังจากนั้นนางเอกก็เหมือนแทบไม่ได้ใช้ความสามารถทางการต่อสู้อย่างเต็มที่อีก

 

3. ถึงแม้เราจะชอบไอเดียตั้งต้นของ OMUKADE แต่พอเนื้อเรื่องมันเข้าไปอยู่ในถ้ำแล้ว หนังเหมือนไม่สามารถสร้างรายละเอียดสถานการณ์ให้มันลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้นได้มากพอสมควร เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก

 

4. และเราก็ไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครใด ๆ ใน OMUKADE ด้วย ระดับความลุ้นของเราก็เลยลดลงไปอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครในหนังเรื่องนี้ หรือเป็นเพราะว่าหนังแทบไม่ได้ให้ปูมหลังใด ๆ ของตัวละครแก่เรา ซึ่งเราว่าปัญหานี้คล้าย ๆ กับ PRIMITIVE WAR (2025, Luke Sparke, Australia, A+15) ที่มันให้ตัวละครหนีตายจากสัตว์ประหลาดไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสงครามเหมือนกัน โดยที่หนังแทบไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครเลย แต่เหมือนสถานการณ์ใน PRIMITIVE WAR มันสนุกกว่าหน่อย เราก็เลยชอบ PRIMITIVE WAR มากกว่า

 

แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชมแต่ละคนจะรู้สึกไม่เหมือนกันนะ เพราะผู้ชมแต่ละคนก็จะรู้สึกผูกพันกับตัวละครในหนังในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างตัวเรานั้นจะรู้สึกผูกพันกับตัวละครใน THE BAYOU มฤตยูงาบ (2025, Taneli Mustonen, Brad Watson, UK, A+25) และตัวละคร “กลุ่มครอบครัวล่องเรือ” ใน JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30) มาก ๆ คือเราจะรู้สึกลุ้นเอาใจช่วยตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ แต่ผู้ชมหลาย ๆ คนก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรา 55555

 

5. พอดู OMUKADE จบ เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันยาวขึ้นอีก 15 นาที เพื่อขยายพื้นที่ให้ตัวละครในหนังมีชีวิตเป็นของตัวเองมากขึ้น ไม่ได้เป็นตัวละครที่ “มีชีวิตเพื่อหนีตะขาบยักษ์ในช่วง WWII” เพียงอย่างเดียว เราอาจจะชอบหนังมากขึ้นหรือเปล่านะ หรืออย่างน้อยมีฉากทหารญี่ปุ่นถอดเสื้อเยอะ ๆ ก็ยังดี 55555

 

6. หลังจากเราดู OMUKADE เราก็ได้ดู BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  ซึ่งเหมือนมาช่วยตอบคำถามในข้อ 5 ของเรา เพราะว่า BORDER 2 มีหน้าหนังเป็น “หนังสงคราม” เราก็เลยนึกว่ามันจะต้องเป็น “หนังแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่านตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม” อะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปดูจริง ๆ หนังมีฉากสงครามแค่ราว 50% ได้มั้ง ส่วนอีก 50% ที่เหลือเป็นฉากทหารร้องเพลงเต้นรำ, ทหารจีบสาว, ชีวิตก่อนการรบในสงคราม อะไรแบบนี้

 

เพราะฉะนั้นในทางทฤษฎีแล้ว BORDER 2 น่าจะเข้าทางเรา เพราะโครงสร้างของหนังมันเข้าทางเรามาก ๆ หนังให้เวลาราว 90 นาทีแรกไปกับการพูดถึง “แง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตทหาร” ที่ไม่ใช่การรบในสงคราม เราได้ดูชีวิตของทหารแต่ละคนขณะอยู่ในค่ายทหารและขณะอยู่ที่บ้าน พวกเขาถูกสร้างให้ดูเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น แล้วพวกเขาค่อยเข้าสู่สนามรบอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงครึ่งหลังของหนัง

 

7. เราก็เลยรู้สึกว่า ในทางโครงสร้างแล้ว BORDER 2 มันน่าสนใจมาก ๆ คือโครงสร้างของมันคือ “90 นาทีแรกเป็นชีวิตครอบครัวทหาร ส่วน 110 นาทีที่เหลือเป็นการต่อสู้ในสนามรบ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มันเข้าทางเรามากกว่า OMUKADE ที่ให้ตัวละครมา “สู้กับทหารญี่ปุ่น แล้วก็สู้กับตะขาบยักษ์” โดยไม่ได้เล่าถึงชีวิตตัวละครมากไปกว่านั้น

 

แต่ถ้าหากมองโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราก็ชอบ OMUKADE มากกว่าเยอะนะ เพราะเราชอบ OMUKADE ในระดับ A+ และชอบ BORDER 2 ในระดับ A-

 

8. สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะว่า ถึงแม้ BORDER 2 ให้เวลาไปกับการ “ปูภูมิหลังของตัวละคร” อย่างเต็ม ๆ ถึง 90 นาที แต่เนื้อหาในช่วง 90 นาทีแรกนั้น มันรับใช้ “ความเป็นชาตินิยม” และ “ความเป็นอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขีดมาก คือแบบชีวิตทหารแต่ละคนนี่มัน “รักขนบธรรมเนียมประเพณี” อย่างรุนแรงจริง ๆ

 

คือถึงแม้ตัวละครใน BORDER 2 จะได้ใช้ชีวิตอยู่นอกสนามรบ ในช่วง 90 นาทีแรกของหนัง แต่ช่วง 90 นาทีนั้น มันก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่เชิดชู “การใช้ชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขั้ว มันก็เลยไม่ได้ช่วยให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เรายิ่งชอบหนังเรื่องนี้น้อยลงไปอีก ถึงแม้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้มันจะเข้าทางเราก็ตาม 55555

 

9. ก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มีจุดอ่อนที่แตกต่างกันไปในสายตาของเรา เพราะเรามองว่า OMUKADE ให้ภูมิหลังของตัวละครน้อยเกินไปจนทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร

 

ส่วน BORDER 2 นั้น ให้ภูมิหลังของตัวละครเป็นเวลานานถึง 90 นาที แต่ภูมิหลังที่ให้มานั้นกลับทำให้เรารู้สึกหมั่นไส้ความอนุรักษ์นิยมของหนังอย่างรุนแรงมาก ๆ 55555

+++

ฉันรักเขา ภาคียะ โพธิ์เงิน จาก KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

+++

 

KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

VS. RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-)

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. สำหรับเรา ทั้ง “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-) นี่ประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน คือเรามองว่าหนังทั้งสองเรื่องมันมี “วัตถุดิบ” บางอย่างที่เอื้อให้มันสามารถกลายเป็นหนังที่ดีสุดขีดมาก ๆ ได้ แต่อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางหนังทั้งสองเรื่องไม่ให้เปล่งศักยภาพของตัวเองออกมาได้ ก็คือหนังทั้งสองเรื่อง “เลือก GENRE ผิด” มันไปเลือก genre หนังสยองขวัญ และมันพยายามจะเร้าอารมณ์ตามวิธีการเดิม ๆ ของหนังสยองขวัญ แทนที่จะโฟกัสจุดที่ควรจะเป็น หนังทั้งสองเรื่องก็เลยออกมาไม่เข้าทางเราในที่สุด

 

แต่เราก็ไม่ได้เกลียดหนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” แต่อย่างใดนะ เราชอบในระดับ A+15 เพราะเราว่ามันก็ดูเพลิน ๆ ดีสำหรับเรา, มีจุดที่น่าสนใจ และเราเหมือนถูกโฉลกกับหนังหลาย ๆ เรื่องของเอกชัย ศรีวิชัยอยู่แล้ว คือเขาไม่ใช่คนที่ทำหนังเข้าทางเราซะทีเดียวนะ แต่เรา enjoy กับหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา เหมือน wavelength มันใกล้เคียงกันในระดับนึง

 

2. เราว่าไอเดียตั้งต้นของหนังทั้งสองเรื่อง ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในตัวมันเองด้วย เพราะ “กิ่งแก้ว” มันได้รับแรงบันดาลใจจากคดีอาชญากรรมจริง เพราะฉะนั้นหนังมันก็เลยอาจจะไม่สามารถทำบางอย่างได้ตามใจตัวเองมากนัก ส่วน RETURN TO SILENT HILL นั้น การที่หนังมันต้องรับใช้ตัววิดีโอเกมที่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นศักยภาพของหนังไว้ด้วยเช่นกัน

 

3. ในส่วนของ “การเลือก genre ผิด” นั้น เรามองว่า ถ้าหาก “กิ่งแก้ว” ไม่เลือก genre หนังสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเข้าทางเราอย่างสุดขีดมาก ๆ ก็เป็นได้ เพราะตัวเนื้อเรื่องของ “นักโทษประหารหญิง” แบบกิ่งแก้วนั้น มันสามารถทำออกมาได้เป็นทั้ง

 

3.1 เราเห็นด้วยกับเพจ “เชื่อGU ไปดูเลย” มาก ๆ เพราะเพจนี้มองว่า หนังเรื่องนี้สามารถทำเป็นแบบ MONSTER (2003, Patty Jenkins) ได้ และที่แน่ ๆ ก็คือคุณทรายสามารถรับบทหนักแบบ Charlize Theron ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

 

3.2 หรือทำออกมาเป็นแบบหนังดราม่าของ Claude Chabrol ก็ได้ เพราะ “กิ่งแก้ว” ทำให้เรานึกถึงทั้ง STORY OF WOMEN (1988) ที่พูดถึงนักโทษประหารหญิง, LA CEREMONIE (1995) ที่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างหญิงชนชั้นล่างกับชนชั้นกลาง และ LE BOUCHER (1970) ที่เป็นเรื่องของ “ฆาตกรฆ่าเด็ก และความรักโรแมนติกของฆาตกร”

 

3.3 แต่หนังแบบที่เราอยากเห็นมากที่สุด ก็คือ DREILEBEN: BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold, Germany) เพราะว่า BEATS BEING DEAD พูดถึงความรักสามเส้าระหว่างหญิงสาวชนชั้นล่าง, ชายหนุ่มชนชั้นกลาง และ “หญิงสาวลูกคนรวย” ซึ่งมันพ้องกับเรื่องราวของ “กิ่งแก้ว” มาก ๆ ตรงจุดนี้ และตัวละครหญิงสาวชนชั้นล่างใน BEATS BEING DEAD ก็เป็นตัวละครที่เราอินและเอาใจช่วยอย่างสุดขีดมาก ๆ เพลิงพ่าย ร้อนแรงมาก ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางก็เลือกหญิงสาวลูกคนรวยมาเป็นแฟน และฉากท้าย ๆ ของหนังเรื่อง BEATS BEING DEAD ก็เป็นฉากที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางกับหญิงสาวลูกคนรวยขับรถไปด้วยกันตามท้องถนนในชนบท และพยายามลืมเรื่องราวของหญิงสาวชนชั้นล่างออกไปจากความทรงจำของตัวเอง

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู “กิ่งแก้ว” เราก็เลยนึกถึงหนังของ Christian Petzold อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วตัววัตถุดิบบางอย่างใน “กิ่งแก้ว” โดยเฉพาะนักแสดงและเนื้อหาตอนที่กิ่งแก้วยังมีชีวิตอยู่ มันเอื้อให้ทำเป็นหนังแบบ Christian Petzold และ Claude Chabrol ได้สบายมาก ๆ เลย คือถ้าหากหนังมันเลือกเส้นทางแบบนั้น เราก็คงจะชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 ไปแล้ว แต่พอมันเลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ หนังที่ออกมามันก็เลยไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

สิ่งที่เราอยากเห็นมาก ๆ ก็คือช่วงเวลาที่กิ่งแก้วค่อย ๆ กลายเป็นบ้า เหมือนหนังไม่ได้แสดงให้เราเห็นพัฒนาการของกิ่งแก้วในช่วงนี้น่ะ เพราะเนื้อหาตรงส่วนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อพล็อตหนังผี หนังสยองขวัญ แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้เลือกที่จะเป็นหนังดราม่า รักสามเส้า หนังก็อาจจะมีเวลานำเสนอเนื้อหาตรงส่วนนี้ และมันน่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางเรามาก ๆ รวมทั้งน่าจะเป็นอะไรที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ด้วย

 

4. หรือถ้าหาก “กิ่งแก้ว” เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญจริง ๆ มันก็อาจจะยังเป็นหนังที่เข้าทางเราอยู่ก็ได้นะ ถ้าหากมันโฟกัสถูกจุด คือถ้าหากมันทำเป็นแบบหนังของ Mike Flanagan ให้ความสำคัญกับ “หัวจิตหัวใจของตัวละคร” หรือ “อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร” แทนที่จะให้ความสำคัญกับการเร้าอารมณ์ตามสูตรหนังสยองขวัญไปเรื่อย ๆ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

 

5. สิ่งที่ชอบที่สุดในกิ่งแก้ว ก็คือการแสดงของคุณทรายและคุณสายป่านนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่บทหนังมันไม่เอื้อให้ได้ใช้ความสามารถมากนัก

 

ชอบการแสดงของคุณทรายในฉากท้าย ๆ มากเป็นพิเศษ แววตาที่เปลี่ยนไปในฉากท้าย ๆ นี่มันสุดขีดจริง ๆ

 

กราบการแสดงของสายป่านในหนังเรื่องนี้ เพราะเราว่าบทของสายป่านในหนังเรื่องนี้ ถ้าหากเล่นไม่ดี มันจะกลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” ไปเลย แต่พอสายป่านเล่นดี ตัวละครมันเลยไม่กลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” แต่ดูเป็นมนุษย์จริง ๆ เป็นคุณหนู ลูกคนรวย แต่ไม่ใช่คนเลว และมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาก ๆ เพราะเราจะเกิด dilemma ในใจ ว่าเราควรจะเอาใจช่วยผีกิ่งแก้วมากน้อยแค่ไหนดี

 

การแสดงของสายป่านที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงอีกหนึ่งการแสดงที่เราชอบสุดขีดในปีที่แล้ว ซึ่งก็คือการแสดงของคุณสรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ ใน THE TUTOR พี่วรรณมาสอน (2025, Bhandit Thongdee, A+15) เพราะว่าใน THE TUTOR นั้น ถ้าหากคุณสรวงสุดาเล่นไม่ดี บทนั้นมันจะกลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” ไปในทันที เพราะบทมันไม่ส่งมาก ๆ  แต่พอคุณสรวงสุดาเล่นดีมาก ๆ บทนั้นมันก็เลยไม่กลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” แต่ดูเป็น “มนุษย์จริง ๆ" และเป็นมนุษย์แบบที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันด้วย

 

ในแง่นึงเราก็แอบอธิษฐานว่า อยากให้ “นักแสดงหนังไทย” ได้โอกาสดี ๆ แบบ “นักแสดงหนังฝรั่งเศส” อย่าง Sandrine Bonnaire, Léa Seydoux, Nathalie Baye อะไรแบบนั้นบ้าง เพราะเรามองว่านักแสดงหนังไทยหลาย ๆ คน จริง ๆ แล้วมีความสามารถเทียบเท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศสน่ะ ทั้งคุณทราย, สายป่าน, สรวงสุดา และอีกหลาย ๆ คน เพียงแต่ว่าวงการหนังไทยไม่ได้มีการสร้างหนังที่หลากหลายเท่าหนังฝรั่งเศส นักแสดงหนังไทยก็เลยเหมือนไม่ได้รับโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ได้เท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศส

 

6. การเล่าแบบตัดสลับเวลาใน “กิ่งแก้ว” ก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกก้ำกึ่งนะ จุดที่ชอบก็คือว่า จริง ๆ แล้วมันก็ทำออกมาได้ดี คือถึงมันตัดสลับเวลาไปมา เราก็ไม่งงแต่อย่างใด และเราว่ามันทำให้เราเปลี่ยนความคิดต่อตัวละครได้ดีมาก ๆ ด้วย เพราะช่วงต้นเรื่องเราจะเกลียดกิ่งแก้ว และสงสารวัลภา (พิมพรรณ ชลายนคุปต์) แต่พอเนื้อเรื่องมันค่อย ๆ เฉลยอดีตไปเรื่อย ๆ เราก็จะหันมาเข้าข้างกิ่งแก้ว และเกลียดวัลภาในที่สุด เราก็เลยรู้สึกว่า การเล่าแบบตัดสลับเวลาในหนังเรื่องนี้ อาจจะมีจุดประสงค์อย่างนึงคือเพื่อเล่นกับความรู้สึกคนดูตรงจุดนี้ ทำให้คนดูเปลี่ยนข้างอย่างรุนแรงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้คนดูรู้สึกว่า “เราไม่ควรด่วนตัดสินใครอย่างง่าย ๆ” และหนังทำตรงจุดนี้ได้สำเร็จสำหรับเรา

 

แต่จุดที่ทำให้เรารู้สึกก้ำกึ่งก็คือว่า ถ้าหากหนังเรื่องกิ่งแก้ว “ไม่เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ” หรือ “ไม่เลือกที่จะพยายาม surprise คนดู” หนังก็อาจจะเลือกเล่าเรื่องตามลำดับเวลาไปเลยก็ได้ ทำเป็นหนังดราม่า เน้นหัวจิตหัวใจของตัวละคร เพื่อให้คนดูตามดูพัฒนาการของชีวิตและจิตวิญญาณของกิ่งแก้วไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะได้หนังแบบ Claude Chabrol, Chritian Petzold ที่เข้าทางเรามากกว่า

 

7. ฉากที่ติดอยู่ในความทรงจำมากที่สุดใน “กิ่งแก้ว” ก็คือฉากที่กิ่งแก้วใช้เสียงเป็นอาวุธนี่แหละ นึกว่าเป็นหนังที่ “ต้องดูในโรงภาพยนตร์” ของจริง เพราะเราก็นึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องไหนที่ตัวละครกรีดร้องแบบรอบทิศทาง บาดแก้วหูได้มากขนาดนี้ 55555

 

8. อีกปัญหานึงที่เรามีกับ “กิ่งแก้ว” และหนังสยองขวัญของไทยหลายเรื่องในระยะหลัง ซึ่งรวมถึง ธี่หยดภาค 2 และ 3, OUR HOUSE ข้างบ้าน (2025, Kongkiat Khomsiri, A+15), etc. ก็คือว่า “ผีในหนังไทยระยะหลัง” มันมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปน่ะ คือเหมือนมันนึกอยากจะหักคอคน, อยากฆ่าคน ก็ทำได้ตามสบาย ๆ เลย

 

คือการที่ผีในหนังไทยระยะหลัง มันดูมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปแบบนี้ มันก็เลยเกิดผลเสียสองอย่างสำหรับเรา นั่นก็คือ

 

8.1 มันดูเหลือเชื่อมากเกินไป คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในโลกของหนังเรื่องนั้น ๆ แต่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของเราในโลกความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมันก็เลย “ไม่น่ากลัว” เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราในโลกแห่งความเป็นจริงนอกโรงภาพยนตร์

 

8.2 มันดูไร้กติกามากเกินไป คือเกมมันจะสนุก มันต้องมีกติกาให้เล่นหรือปฏิบัติตาม แต่ถ้าหากผีมันสามารถหักคอคนได้ทุกเมื่อ หนังมันก็จะต้องลำบากขึ้นอีกนิดนึงในการพยายามตั้งกฎกติกาใหม่ในหนังเรื่องนั้น  ๆ เพื่อให้คนดูรู้ว่าผีในหนังเรื่องนั้นทำอะไรได้บ้าง และคนสามารถสู้ผีด้วยวิธีการใดได้บ้าง

 

ซึ่งจริง ๆ แล้ว “กิ่งแก้ว” ก็ทำได้ดีบางส่วนนะ คือเราเอาใจช่วย “ผีกิ่งแก้ว” แต่เราไม่ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” ให้อำนาจผีมากเกินไป ผีสามารถฆ่าคนได้ง่ายเกินไป แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” กำหนดกฎกติกาว่า ผีจะมีฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อยังมีวัตถุผูกพันอยู่ และหนังก็ยึดตามกฎกติกานี้ได้จนถึงนาทีสุดท้ายของหนัง (ชอบการเฉลยตรงจุดนี้มาก ๆ ในหนัง)

 

ซึ่งหนังที่เป็น antidote สำหรับเราในปัญหานี้ ก็คือหนังเรื่อง MIERUKO-CHAN ใครว่าหนูเห็นผี (2025, Yoshihiro Nakamura, Japan, A+30) คือผีในหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ ว่า มันคือผีที่เราอาจจะเจอได้ในชีวิตประจำวันน่ะ มันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์หักคอคนได้ตามอำเภอใจ แต่มันเป็นผีที่อาจจะอยู่ใกล้ ๆ คุณตอนที่คุณกำลังอ่านข้อความนี้ของเราอยู่ก็ได้ เราก็เลยรู้สึกว่า MIERUKO-CHAN นี่เป็นตัวอย่างที่ตอบโจทย์ของเราได้ดีที่สุด มันคือขั้วตรงข้ามของ “หนังสยองขวัญของไทยในระยะหลัง” ที่ประสบปัญหาตรงจุดนี้

 

9. สรุปว่าชอบ “กิ่งแก้ว” ในระดับ A+15 นะ ถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณเอกชัย ศรีวิชัย แล้ว เราก็ชอบกิ่งแก้วน้อยกว่า อีหล่าเอ๋ย (2021), มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020), สะพานรักสารสิน (2022), เทริด (2016), เหมรฺย (2024) แต่เราชอบกิ่งแก้วมากกว่า โนราห์ NORAH (2018, A+15) และมนต์รักวัวชน (2022, A+)

 

10. กลับมาที่ RETURN TO SILENT HILL คือเราเสียดายมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ต้องยึดตามวิดีโอเกม และเสียดายที่มันเลือกที่จะเป็น genre หนังสยองขวัญ เพราะเราว่าโดยตัวเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ที่มันเล่นกับ “โลกทางจิต” ของตัวละครแล้ว เราว่ามันไม่ยากเลยที่จะดัดแปลงหนังเรื่องนี้ให้ออกมาเป็นแบบหนังของ Andrei Tarkovsky (ความผูกพันกับหญิงคนรักเก่าที่ตายไปแล้ว, การเดินทางเข้าไปในดินแดนเซอร์เรียล กึ่งไซไฟ กึ่งโลกทางจิตวิญญาณ), Alain Resnais (การตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างรุนแรง) และ Alain Robbe-Grillet (การตัดสลับระหว่างความจริงกับความไม่จริง)

 

คือดู RETURN TO SILENT HILL แล้ว เสียดายมาก ๆ เพราะมันมีศักยภาพที่จะเป็นหนังแบบ Tarkovsky, Resnais, Robbe-Grillet ได้สบาย ๆ แต่มันดันออกมาเป็นอะไรที่น่าเบื่อ

 

11. หรือถ้าหาก RETURN TO SILENT HILL เลือกที่จะเป็น “หนังสยองขวัญ” เราก็อยากให้มันเลือกออกมาเป็นแบบหนังของ David Lynch น่ะ เป็นหนังที่เน้นความหลอน ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป เพราะเราว่ามันทำแบบนั้นได้ไม่ยาก แต่เสียดายที่ RETURN TO SILENT HILL ไม่ได้เลือกเดินไปในเส้นทางนั้น

 

ก็เลยสรุปว่า เสียดาย “ศักยภาพ” ของ “วัตถุดิบบางอย่าง” ใน “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL มาก ๆ

Wednesday, February 04, 2026

100 GREATEST SHORT FILMS OF ALL TIME IN YANCO

 

#HANDBALLSTRIVE (2020, Daigo Matsui, Japan, A+25) ที่ฉายฟรีออนไลน์ทาง JFF THEATER ในตอนนี้ มี Taiga Nakano ร่วมแสดงด้วยนะ

+++

 

ชอบคุณประภามณฑลอย่างสุดขีดใน FFF (2017, Nonthachan Prakobsup) , 168 ฮก ลก ซิ่ว(168 FU LU SHOU) (2019, Natthapong Prasri, 25min)  และ AT LEAST WE TRIED (2019, Nutnicha Decharat, queer film, 38min)

++++++++

 

ตายแล้วววววววววววววววววว พอ KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30) กับ CUTTING THROUGH ROCKS (2025, Mohammadreza Eyni, Sara Khahi, Iran, documentary, A+30) มาฉายติดกันแบบนี้ เราก็เลยเพิ่งนึกออกว่า หนังสองเรื่องนี้มันเหมาะที่สุดที่จะฉายควบกันจริง ๆ เพราะเรามองว่า “สถานะของนางเอก” ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ มันเทียบเคียงกันได้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

ก่อนหน้านี้เราเคยเขียนไปแล้วว่า “ปัจจัยอื่น ๆ ใน KEEPER ที่เราว่าน่าสนใจดีก็คือ เรารู้สึกว่าหนังมันพูดถึงเรื่อง Patriarchy, Property Law, การที่เพศหญิงผูกพันกับ Mother Earth + Nature + Memory และการที่ “เหยื่อยอมทำตามความต้องการของผู้กดขี่ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วตนเองสามารถพลิกกระดาน ลุกขึ้นมาเป็นฝ่ายฆ่าผู้กดขี่ได้” (สิ่งนี้ถูกถ่ายทอดผ่านทางเรื่องเล่าเรื่อง “ปลาที่ให้พรได้”, ตอนจบของหนัง และทำให้เรานึกถึงการที่มนุษย์เราแต่ละคนสามารถเลือกที่จะปฏิเสธขนบธรรมเนียมประเพณีที่เราไม่เห็นด้วยได้)”

+++++

 

ขอแปะบ้าง  3 รูปแรกเป็นรูปจากหนังสั้น 3 เรื่องที่เราชื่นชอบที่นำแสดงโดยคุณ Prapamonton Eiamchan ซึ่งได้แก่เรื่อง FFF (2017, Nonthachan Prakobsup), 168 ฮก ลก ซิ่ว (168 FU LU SHOU) (2019, Natthapong Prasri, 25min)  และ SECRET MOONSHINE (2022, Kantee Teerawaropas) เสียดายที่เราหารูปจากหนังเรื่อง AT LEAST WE TRIED (2019, Nutnicha Decharat, queer film, 38min) ไม่ได้ เพราะเราชอบการแสดงของคุณ Prapamonton ใน AT LEAST WE TRIED มาก ๆ เหมือนกัน

 

ถ้าหากพูดถึง “เจ้าแม่หนังอินดี้” ของไทย (ซึ่งรวมถึงหนังสั้น) ในยุค 10 ปีที่ผ่านมา เราก็จะนึกถึง 3 คนนี้แหละ Prapamonton Eiamchan, Rinrada Pornsombutsatien และ Waywiree Ittianunkul (COME HERE, THE EDGE OF DAYBREAK, BY THE TIME IT GETS DARK) อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของนักแสดงหญิงทั้ง 3 คนนี้มาก ๆ

 

FUN FACT:

1. เอกภพ ไป๋อารีย์ เคยแสดงร่วมกับ Prapamonton ใน 168 ฮก ลก ซิ่ว และเคยแสดงร่วมกับ Waywiree ใน A-WAY (2018, Anongnart Yusananda อนงค์นาถ ยูสานนท์)

 

รูปที่ 4 ที่เราแปะไว้มาจากหนังเรื่อง A-WAY

 

2. นักแสดงที่ร่วมแสดงทั้งใน HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) และ A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) คือคุณ Ornanong Thaisriwong ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ โดยคุณ Ornanong รับบทเป็นแพทย์หญิงใน HUMAN RESOURCE และรับบทเป็นภรรยาดร.พอลใน A USEFUL GHOST

+++++++++

 

มีการทำ poll 100 GREATEST SHORT FILMS OF ALL TIME โดยในลิสท์นี้เราเคยดูไปแค่ 43 เรื่องเท่านั้นเอง ซี่งได้แก่

 

1. All My Life

Bruce BaillieUSA1966, 3’

 

2. One Hundred Children Waiting for a Train

Cien niños esperando un tren

Ignacio AgüeroChileUnited Kingdom1988, 57’

 

3. Fuses

Carolee Schneemann, USA, 1967, 29’

 

4. Nazarbazi

Maryam Tafakory, Iran, United Kingdom, 2022, 19’

 

5. Nest

Hlynur Pálmason, Denmark, Iceland, 2022, 22’

 

6. Blue

ตะวันดับ

Apichatpong WeerasethakulFrance2018, 12’

 

7. Creature Comforts

Nick Park, United Kingdom, 1989, 5’

 

8. Stay Awake, Be Ready

Phm Thiên Ân, South Korea, USA, Vietnam, 2019, 14’

 

9. The War Game

Peter Watkins, United Kingdom, 1966, 48’

 

10. Grandmamauntsistercat

Zuza Banasińska, Poland, The Netherlands, 2024, 23’

 

11. Arnulf Rainer

Peter KubelkaAustria1960, 7’

 

12. Phantoms of Nabua

Apichatpong Weerasethakul, Germany, Thailand, United Kingdom, 2009, 11’

 

13. Asparagus

Suzan Pitt, USA, 1979, 20’

 

14. Mobile Men

Apichatpong Weerasethakul, Thailand, 2008, 4’

 

15. Workers Leaving the Factory

Harun Farocki, Germany, 1995, 36’

 

16. Rain

Joris Ivens, Manus Franken, The Netherlands, 1929, 16’

 

17. Seven Times a Day We Bemoan Our Lot and at Night We Get Up to Avoid Our Dreams

Susann-Maria Hempel, Germany, 2014, 17’

 

18. Hail, Sarajevo

Jean-Luc Godard, France, 1993, 2’

 

19. Blight

John Smith, United Kingdom, 1996, 15’

 

20. World of Tomorrow

Don Hertzfeldt, USA, 2015, 17’

 

21. Mast-del

Maryam Tafakory, Iran, United Kingdom, 2023, 17’

 

22. Fireworks

Kenneth Anger, USA, 1947, 14’

 

23. Mothlight

Stan Brakhage, USA, 1963, 4’


 

24. Dyketactics

Barbara Hammer, USA, 1974, 4’

 

25. Fauve

Jérémy Comte, Canada, 2018, 17’


 

26. Window Water Baby Moving

Stan Brakhage, USA, 1959, 13’


27. Spacy

Takashi Ito, Japan, 1981, 10’


28. Atlantiques

Mati Diop, France, Senegal, 2009, 16’


29. Les Mains négatives

Marguerite DurasFrance1978, 14’


30. At Land

Maya Deren, USA, 1944, 15’


31. Workers Leaving the Lumière Factory

Louis Lumière, France, 1’


32. Isle of Flowers

Ilha das Flores

Jorge FurtadoBrazil1989, 13’

33. Zero for Conduct

Jean Vigo, France, 1933, 41’


34. The Inextinguishable Fire

Harun Farocki, Germany, 1969, 22’


35. Sherlock Jr.

Buster Keaton, USA, 1927, 44’


36. Blow Up My Town

Chantal Akerman, Belgium, 1968, 13’


37. DIMENSIONS OF DIALOGUE (1983, Jan Svankmajer, A+30)

38. A Trip to the Moon

Georges Méliès, France, 1902, 15’


39. Outer Space

Peter Tscherkassky, Austria, 1999, 11’


40. Un Chien Andalou

Luis Buñuel, France, 1929, 21’

 

41. Night and Fog

Alain Resnais, France, 1955, 32’


42. Meshes of the Afternoon

Alexander Hammid, Maya Deren, USA, 1946, 14’


 

43. La Jetée

Chris Marker, France, 1962, 28’

 

อยากดูหนังที่เรายังไม่ได้ดูอีก 50 กว่าเรื่องในลิสท์นี้อย่างรุนแรงมาก

 

เราไม่แน่ใจว่าเราเคยดู A BIG SHAVE (Martin Scorsese) กับ THE WRONG TROUSERS (Nick Park) หรือเปล่านะ คือเราอาจจะเคยดูหนังสองเรื่องนี้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เราจะเริ่มทำ blog เราก็เลยหาข้อมูลหนังสองเรื่องนี้ไม่เจอใน blog ของเรา

 

ชอบ INDIVIDUAL LISTS ของนักวิจารณ์แต่ละคนอย่างรุนแรงด้วย ดีใจสุดขีดที่ได้เห็น

 

1. 2012 (2013, Takashi Makino, Japan) ในลิสท์ของ Chayanin Tiangpitayagorn

 

2. SELF AND OTHERS (2000, Makoto Sato, Japan, A+30) ในลิสท์ของ Wiwat Lertwiwatwongsa หนังเรื่องนี้เคยมาฉายใน Salaya Doc Fest

 

 

3. RENDEZVOUS (1976, Claude Lelouch, France, 8min) ในลิสท์ของ Olaf Möller

 

4. THE BAKERY GIRL OF MONCEAU (1963, Éric Rohmer, France, 23min) ในลิสท์ของ Matías Piñeiro

 

5. brouillard #14 (2013, Alexandre Larose, Canada, 10min) ในลิสท์ของ Julian Ross หนังเรื่องนี้เคยมาฉายที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

6. HARA FACTORY WORKERS STRUGGLE (1975, Jon Ungphakorn, documentary, 55min) ในลิสท์ของ Sanchai Chotirosseranee

 

7. FLAMING CREATURES (1963, Jack Smith, USA, 42min) ในลิสท์ของ Daniel Hui

 

8. HEAVEN IS STILL FAR AWAY (2016, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 38min) ในลิสท์ของ Shuli Huang (ผู้กำกับหนังเกย์เรื่อง WILL YOU LOOK AT ME?) หนังของริวสุเกะเรื่องนี้เพิ่งมาฉายที่โรงหนังพารากอนในปี 2025

 

9. A TREE IN TANJUNG MALIN (2004, Tan Chui Mui, Malaysia, 24min) ในลิสท์ของ Shuli Huang (เราเคยดูหนังเรื่องนี้ที่ภัทราวดีเธียเตอร์)

 

10. I, DALIO (2015, Mark Rappaport, 33min) ในลิสท์ของ Arta Barzanji เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มีการจัดงาน Mark Rappaport Retrospective Online ในยุคโควิดระบาดในปี 2020

 

11. RED ANINSRI; OR, TIPTOEING ON THE STILL TREMBLING BERLIN WALL (2020, Ratchapoom Boonbunchachoke, 30min) ในลิสท์ของ Sarnt Utamachote

++++

 

FUN FACT: ONE DEGREE OF SEPARATION

 

สืบเนื่องจากโพสท์ก่อนหน้านี้ ที่เราเขียนถึง 3 นักแสดงหญิงที่เราชื่นชอบแห่งวงการหนังอินดี้ไทยและหนังสั้นไทย (หรือที่เราแอบเรียกเล่น ๆ ว่า “3 เจ้าแม่หนังอินดี้ไทย”)  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ คุณ Prapamonton Eiamchan, Rinrada Pornsombutsatien และ Waywiree Ittianunkul

 

เราก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า มีนักแสดงชายคนหนี่งที่เคยร่วมงานกับทั้ง 3 คนนี้ ซึ่งก็คือคุณ Bhumibhat Thavornsiri (ภูมิภัทร ถาวรศิริ) นั่นเอง เพราะว่า

 

1. คุณ Prapamonton กับคุณ Bhumibhat เคยแสดงเป็นพระเอกนางเอกคู่กันใน SECRET MOONSHINE (2022, Kantee Teerawaropas)

 

2. คุณ Bhumibhat กับคุณ Waywiree เคยแสดงในหนังเรื่อง COME HERE ใจจำลอง (2021, Anocha Suwichakornpong, 69min) ด้วยกัน แต่เราจำไม่ได้ว่าทั้งสองได้ปรากฏตัวในฉากเดียวกันบ้างหรือเปล่า

 

3. คุณ Bhumibhat เคยรับบทเป็นพระเอกในหนังเรื่อง VIOLET MOON (2016, 20min) ที่กำกับโดยคุณ Rinrada Pornsombutsatien

 

 

Sunday, February 01, 2026

PLAN FOR MID FEBRUARY

 

"she is oddly opaque, an effect heightened by Thamrongrattanarit’s habit of showing her in profile in key scenes." พอเราอ่านที่ฝรั่งเขียนถึงหนังไทยแล้วก็จะแอบสงสารเวลาฝรั่งพูดถึงผู้กำกับแต่ละคน โดยพูดถึง "นามสกุล" ของคนไทยที่ยาวมาก แทนที่จะพูดถึงชื่อ

 

คิดว่า "ชื่อ นามสกุล" ของผู้กำกับต่างชาติ ที่พอสูสีกับคนไทยได้ ก็คือ Dea Kulumbegashvili ผู้กำกับ APRIL (2024, Georgia, A+30) เป็นนามสกุลที่จำยากพอ ๆ กับนามสกุลคนไทย

 

ไม่รู้ว่าสาเหตุที่ฝรั่งเรียกแบบนี้เป็นเพราะว่าชื่อฝรั่งมันโหล ๆ หรือเปล่า ชื่อคนฝรั่งมักตั้งชื่อซ้ำ ๆ กัน แบบถ้าพูดถึง Arnold คนก็จะงงว่า Arnold ไหน แต่ถ้าพูดถึง Schwarzenegger มันก็จะมีคนให้นึกถึงได้แค่ไม่กี่คน

+++

 

เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น ชนกับเทศกาลภาพยนตร์ M+RESTORED ที่หอภาพยนตร์, เทศกาลภาพยนตร์ Nordic และงานฉายหนัง LA PAMPA (2024, Antoine Chevrollier, France, 104min) ที่ Alliance สรุปว่าถ้าหากเราแยก 4 ร่างในวันเดียวกันได้ ปัญหาทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี

++++

 

TADAIMA

 

สืบเนื่องจากที่เราเคยแปะคลิปไปก่อนหน้านี้ ที่เรามักทักทายลูกหมีว่า “TADAIMA” เวลาเรากลับเข้าบ้าน

 

เราก็เลยคิดว่า เราจะจดไว้เล่น ๆ ดีกว่าว่า เราได้ยินคำว่า TADAIMA ในหนังที่เราได้ดูเรื่องไหนบ้าง 555 แต่เราจะเน้นแปะภาพลูกหมีของเราเองนะ ไม่แปะภาพจากหนัง

 

1. MIERUKO-CHAN (2025, Yoshihiro Nakamura, Japan, A+30)

+++

 

IF THE SHOES FIT (2025, Pitchapa Wangprasertkul, video installation, A+30)

 

ดูในนิทรรศการ THE ABYSS IS CALLING ที่ Gallery Ver เราไม่รู้ว่าตัววิดีโอจริง ๆ ยาวกี่นาทีนะ น่าจะยาวเป็นชั่วโมง แต่เรายืนดูแค่ 26 นาที

+++

 

เมื่อวานกิน ปอเปี๊ยะกุ้ยช่าย เป็นอาหารเย็น ส่วนวันนี้กิน ยอไข่เค็ม เป็นอาหารเย็น

+++

 

NOT A PRETTY MANDALA (2018, Be Takerng Pattanopas, video installation/augmented reality, A+30)

 

ดูในนิทรรศการ THE ABYSS IS CALLING ที่ Gallery Ver

+++

 

THUNDER RUMBLES, I SHOULD GET GOING SOON (2025, Jedsada Tangtrakulwong, LED scrolling sign)

 

ชอบสุดขีด ทำไมดูแล้วรู้สึกว่ามันฮามาก

ดูในนิทรรศการ
THE ABYSS IS CALLING ที่ Gallery Ver

++++

 

ไม่ใช่ครับ 5555 ผมไม่ได้หมายถึงตัวละครใน HUMAN RESOURCE แบบเฉพาะเจาะจงครับ ผมหมายถึงว่า พอหนังไทยเหล่านี้พูดถึง “การพึ่งพาผู้มีอิทธิพล” แล้ว ผมก็เลยนึกต่อไปถึงประเด็นที่ว่า ในการที่คนไทย โดยเฉพาะคนในภาคเอกชน จะได้ทำความรู้จักกับ “ผู้มีอิทธิพล” ในแวดวงทหาร ตำรวจ ข้าราชการแบบนี้ได้ เพื่อที่จะได้พึ่งพาบารมีของพวกเขาในอนาคต บางทีก็อาจจะต้องทำความรู้จักกันผ่านทางการเรียนวปอ.มั้งครับ อันนี้ผมเดาเอาเอง 5555

 

คือตัวพระเอกของ HUMAN RESOURCE พูดเน้นย้ำถึง “ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการได้รู้จักกับผู้มีอิทธิพล” น่ะครับ ผมก็เลยนึกต่อไปว่า อันนี้คงเป็นสิ่งที่คนไทยหลายคนให้ความสำคัญจริงๆ และคนไทยบางกลุ่มก็อาจจะพยายามแสวงหาสิ่งนี้จริง ๆ โดยผ่านทางการเรียนวปอ. ถ้าหากผมเข้าใจไม่ผิด 555

+++

 

วันนี้ไปดู OCTOBER (TEN DAYS THAT SHOOK THE WORLD) (1928, Sergei Eisenstein, Grigoriy Aleksandrov, Soviet Union, A+30) ที่ Goldenduck เสร็จแล้วก็มากินอาหารที่ร้าน Lust Ramen ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ โรงหนังค่ะ

+++

 

เจอนิตยสาร Grace ที่เราเคยซื้อไว้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 หรือเมื่อราว 25-30 ปีก่อน ตอนนี้เราคิดว่าคงหาซื้อนิตยสารนี้แทบไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าหอสมุดแห่งชาติจะมีนิตยสารนี้เก็บไว้ไหม เราก็เลยแปะรูปให้เพื่อน ๆ ดูด้วยแล้วกัน 55555

+++

 

สรุปตารางชีวิตฮิสทีเรียช่วงกลางเดือนก.พ. 2026

 

แผนที่วางไว้คร่าว ๆ

 

FRIDAY 13 FEB

15.30

At Thai Film Archive, Salaya

THE ARCH (1968, Shu Shuen Tong, Hong Kong, 94min)

 

SATURDAY 14 FEB

16.00

At Alliance Française

BLOCK PASS (LA PAMPA) (2024, Antoine Chevrollier, France, 104min)

 

SUNDAY 15 FEB

15.30

At Thai Film Archive, Salaya

THE SYSTEM (1979, Yung Wai-shuen, Hong Kong, 83min)

ดีใจสุดขีดที่เราจะได้ดูหนังนิวเวฟของฮ่องกงเรื่องนี้ เพราะเราไม่เคยดูหนังของ Yung Wai-shuen มาก่อนเลย เราเคยดูแต่หนังของ Ann Hui, ฉีเคอะ, แพทริค ธรรม, Dennis Yu, David Lai ในบรรดาผู้กำกับนิวเวฟของฮ่องกงรุ่นแรก

 

MONDAY 16 FEB

At House Samyan

18.15 SHAM (2025, Takashi Miike, Japan, 129min)

 

TUESDAY 17 FEB

At House Samyan

18.20 PETALS AND MEMORIES (2025, Tetsu Maeda, Japan, 118min)

Tetsu Maeda เคยกำกับ A BANANA? AT THIS TIME OF NIGHT? (2018), AND SO THE BATON IS PASSED (2021), THE WATER FLOWS TO THE SEA (2023)

 

WEDNESDAY 18 FEB

At House Samyan

18.20 SUNSET SUNRISE (2025, Yoshiyuki Kishi, Japan, 139min)

 

THURSDAY 19 FEB

At Thai Film Archive, Salaya

13.00 BEYOND THE BLUE BORDERS (2024, Sarah Neumann, Germany, 102min)

 

At House Samyan

18.40 ANGRY SQUAD: CIVIL SERVANTS & SEVEN SWINDLERS (2024, Shinichiro Ueda, Japan, 120min)

Shinichiro Ueda เคยกำกับ ONE CUT OF THE DEAD (2017), SPECIAL ACTORS (2019) และ POPURAN (2022)

 

FRIDAY 20 FEB

At House Samyan

19.05 THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, 128min)

Takahisa Zeze นี่ถือเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่เราชอบมาก ๆ เขาเคยกำกับ KOKKURI (1997), HYSTERIC (2000), MOON CHILD (2003), THE 8-YEAR ENGAGEMENT (2017), THREADS – OUR TAPESTRY OF LOVE (2020), IN THE WAKE (2021)

 

SATURDAY 21 FEB

At House Samyan

12.35 SHE TAUGHT ME SERENDIPITY (2024, Akiko Oku, Japan, 127min)

 

At Alliance Française

16.00 EVERYBODY LOVES TOUDA (2024, Nabil Ayouch, Morocco, 102min)

Nabil Ayouch เคยกำกับ ALI ZAOUA: PRINCE OF THE STREETS (2000) ที่เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

SUNDAY 22 FEB

At House Samyan

12.00 RENOIR (2025, Chie Hayakawa, Japan, 120min)

 

14.20 HOW DARE YOU? (2025, Mipo Oh, Japan, 96min)

Mipo Oh เคยกำกับ THE LIGHT SHINES ONLY THERE (2014) ที่เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

16.10 THE FAMILY GAME (1983, Yoshimitsu Morita, Japan, 107min)

Yoshimitsu Morita นี่คือผู้กำกับภาพยนตร์ที่เรารักมากๆ เขาเคยกำกับ AND THEN (1985), (HARU) (1996), LIKE ASURA (2003)

 

สรุปว่า ในเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นปีนี้ เราจะพลาดดูหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ A CONVICTION OF MARRIAGE (Yukihiko Tsutsumi) กับ THE 94-YEAR-OLD GAY (2024, Genki Kikkawa, documentary, 90min) เพราะตารางฉายมันชนกับหนังฝรั่งเศสและหนังฮ่องกงนิวเวฟ

 

เราก็เลยกะว่า เราจะชดเชยการพลาดหนังสองเรื่องนี้ ด้วยการดูหนังญี่ปุ่นออนไลน์เรื่องอื่น ๆ ที่ฉายทาง JFF THEATER ก็แล้วกัน เห็นมีหนังญี่ปุ่นออนไลน์ 6 เรื่องที่เรายังไม่ได้ดูที่กำลังจะหมดเขตในวันที่ 2-3 ก.พ.นี้

 

และเราก็จะพลาดดูหนัง 4 เรื่องในเทศกาลภาพยนตร์ Nordic ด้วย เพราะเราเห็นมันฉายแบบกลางแปลง และเราไม่ค่อยถูกโฉลกกับการดูหนังกลางแปลง เราก็เลยตัดสินใจทิ้งเทศกาลภาพยนตร์ Nordic ไปทั้งเทศกาลเลยดีกว่า

 

อย่างไรก็ดี เรากะว่าเราจะชดเชยให้ตัวเอง ด้วยการดูหนัง Nordic 9 เรื่องใน Mubi แทน ซึ่งได้แก่

 

1.REPRISE (2006, Joachim Trier, Norway)

2. CRIME AND PUNISHMENT (1983, Aki Kaurismäki, Finland)

3. CALAMARI UNION (1985, Aki Kaurismäki, Finland)

4. HAMLET GOES BUSINESS (1987 Aki Kaurismäki, Finland)

5. ARIEL (1988, Aki Kaurismäki, Finland)

6. THE BOHEMIAN LIFE (1992, Aki Kaurismäki, Finland)

7. TAKE CARE OF YOUR SCARF, TATJANA (1994, Aki Kaurismäki, Finland)

8. TOTAL BALALAIKA SHOW (1994, Aki Kaurismäki, Finland, documentary, 57min)

9. LENINGRAD COWBOYS MEET MOSES (1994, Aki Kaurismäki, Finland)

+++++++

เห็นโปสเตอร์ของ WHISTLE หวีดเรียกผี (2025, Corin Hardy, Canada/Ireland) แล้วรู้สึกว่า มันให้อารมณ์ของทศวรรษ 1980 มาก ๆ เห็นโปสเตอร์แล้วนึกว่าเป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1985 ไม่ใช่ปี 2025 ไม่รู้ว่าเขาจงใจหรือเปล่า 55555

 

ส่วนรูปข้าง ๆ เป็นรูปของ DEMONS (1985, Lamberto Bava, Italy) ซึ่งเราเองก็ยังไม่ได้ดู แต่เราเอามาวางเทียบกันเพื่อให้เห็นอารมณ์ของหนังสยองขวัญปี 1985

++++

 

เรื่องราวของลัทธินี้มันคือแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง TIN SOLDIER (2025, Brad Furman, D+ ) หรือเปล่านะ น่าเสียดายที่หนังเรื่อง TIN SOLDIER มันออกมาห่วยแตกมาก

 

อยากให้ลัทธินี้ตบตีกับลัทธิโอมชินริเกียวของญี่ปุ่น และลัทธิ Sanatan Sanstha ของอินเดีย

Thursday, January 29, 2026

TWO BOOKINGS FOR SEND HELP

 

FAVORITE SCENE: CHILDREN (1976, Terence Davies, UK, 47min, A+30)

 

ชอบฉากที่เด็กผู้ชาย (พระเอก) แอบมองชายหนุ่มหล่ออาบน้ำในสระว่ายน้ำมาก ๆ นึกถึงตัวเราเองตอนเป็นเด็กมาก ๆ

+++

 

DORAEMON: NOBITA AND THE GALAXY SUPER-EXPRESS (1996, Tsutomu Shibayama, Japan, animation, 97min) รอบวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. ตั๋วใกล้เต็มแล้วนะ ใครจะดูก็ต้องรีบปึ้บตั๋วเลยนะ แล้วก็อย่าลืมไปเลือกตั้งและลงประชามติก่อนมาดูหนังด้วยนะ

+++

 

บันทึกความทรงจำว่า เมื่อวานเราได้ซื้อตั๋ว SEND HELP (2026, Sam Raimi, 113min, A+30) สองรอบในวันเดียวกันเลย โดยเราได้ซื้อตั๋วรอบแรกที่เมเจอร์ เอกมัย รอบ 19.00 น. แล้วก็มาซื้อตั๋วรอบสองที่ HOUSE SAMYAN รอบ 20.40 น.

 

สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์นี้ เพราะว่าตอนเราเข้าไปดู SEND HELP ที่เมเจอร์ เอกมัยรอบ 19.00 น. เราได้ที่นั่งใกล้ผู้ชมอีกคนที่ “ไอหนักมาก” แล้วในโรงนี้ก็มีคนดูเยอะ เราก็เลยไม่กล้าย้ายไปนั่งที่นั่งอื่น ๆ เรากลัวไปนั่งทับที่นั่งของคนดูคนอื่นๆ แล้วถึงเราย้ายไปนั่งที่อื่น ๆ ในโรงเดียวกัน มันก็เสี่ยงต่อการติดเชื้ออยู่ดี

 

อย่างที่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้กันดีว่า เราเป็นคนที่ “เป็นหวัดง่ายมาก” แล้วเราก็เพิ่งป่วยเป็นหวัด คออักเสบ ในช่วงปลายเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2025 เราก็เลยมีอาการผวา paranoid กลัวติดเชื้อไวรัสนิภา เชื้อวัณโรค เชื้อไข้กาฬนกนางแอ่น เชื้อไข้หวัดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นพอเรานั่งดู SEND HELP ที่เอกมัยไปได้ราว 15 นาที แล้วผู้ชมที่นั่งใกล้ๆ เรายังมีอาการไอไม่หยุด เราก็เลยรีบเผ่นออกจากโรงนั้นด้วยความรวดเร็ว แล้วมาดู SEND HELP อีกรอบที่ HOUSE SAMYAN แทน

 

คือเราเป็นคนที่ใส่ mask เวลาดูหนังนะ ถ้าหากเราได้ยินเสียงคนไอในโรงนั้น แต่ถึงแม้เราจะใส่ mask เป็นประจำแบบนี้ เราก็ติดโควิดไปแล้ว 4 รอบ เราก็เลยลดความเสี่ยงด้วยการหนีออกจากโรงหนังดีกว่า 555

+++

 

เราใช้ mini vacuum cleaner ของ Xiaomi มาตั้งแต่ต้นปี 2021 ซึ่งก็ใช้งานได้ดี แต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เราสงสัยว่าแบตมันเริ่มเสื่อมหรือเปล่า เพราะว่าพอเราใช้งานมันไปได้เพียงแค่ไม่กี่นาที แบตมันก็หมดแล้ว ต้องชาร์จใหม่ คือแทนที่จะใช้งานได้ 10 นาทีต่อครั้งเหมือนในช่วงแรก ๆ เรากลับใช้งานมันได้เพียงแค่ราว 2-3 นาทีต่อครั้งในช่วงหลัง ๆ 

 

เราก็เลยอยากถามว่า ถ้าหากเราจะซื้อ handheld vacuum cleaner เครื่องใหม่ เราควรซื้อยี่ห้อไหนจากที่ไหนดีคะ หรือว่าซื้อของ Xiaomi เหมือนเดิม เผื่อรุ่นใหม่ๆ เขาปรับปรุงประสิทธิภาพแบตให้จุไฟได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน 555

+++

วันนี้ไปกินอาหารที่ YKKO ร้านอาหารพม่าที่มาบุญครองชั้น 7 เป็นครั้งแรก ชอบมาก ๆ อร่อยมาก เรากิน Fish Meatballs Kyay-Oh Sichet, เกี๊ยว Garlic Oil และน้ำตื๊ดกวา Milk Orchid

++++

มีหนัง animation เกี่ยวกับ Palestine ให้ดูฟรีหลายเรื่องที่เว็บไซต์ Palestine Film Institute นะ เราเข้าใจว่าเขาคงเปิดให้ดูฟรีจนถึงวันพุธที่ 4 ก.พ. แล้วเขาค่อยเปลี่ยนเป็นหนังเรื่องอื่น ๆ

+++

 

ABEL’S ISLAND (1988, Michael Sporn, Switzerland, animation, 30min, A+30)

 

หนังสำหรับเด็ก น่ารักมาก ๆ ดูฟรีออนไลน์ที่ Le Cinema Club

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/abels-island/

 

 

Monday, January 26, 2026

SPACE AND SPIRITUAL SPACE IN FILMS

 

เฉลย รูปภาพที่เรานำมาใช้ในเกม SPACE AND SPIRITUAL SPACE IN FILMS มาจากภาพยนตร์ดังต่อไปนี้

 

1. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

2. NOSTALGHIA (1983, Andrei Tarkovsky, Italy/Soviet Union)

 

3. THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania)

 

4. DAMNATION (1988, Béla Tarr, Hungary)

 

5. HARD TO BE A GOD (2013, Aleksei German, Russia, 177min)

 

6. JAUJA (2014, Lisandro Alonso, Argentina)

 

7. VERMIGLIO (2024, Maura Delpero, Italy)

 

8. AGRARIAN UTOPIA (2009, Uruphong Raksasad)

 

9. THE BLUE PLANET (1982, Franco Piavoli, Italy, 79min, A+30)

 

10. ONCE UPON A TIME IN ANATOLIA (2011, Nuri Bilge Ceylan, Turkey)

 

11. AN ELEPHANT SITTING STILL (2018, Hu Bo, China, 3hrs 50mins)

 

12. THE HOLE (2021, Michelangelo Frammartino, Italy)

 

13. A PERFECT PLACE 09022021 (HUMP) (2022, Nipan Oranniwesna, video installation, 29min, A+30)

 

14. HONEY (2010, Semih Kaplanoglu, Turkey)

 

15. CHARISMA (1999, Kiyoshi Kurosawa, Japan)

 

16. LANDSCAPE 101 01 1101 01... (2007, Sompot Chidgasornpongse)

 

17. WHY HAS BODHI-DHARMA LEFT FOR THE EAST? (1989, Bae Yong-kyun, South Korea)

 

18. DEATH IN THE LAND OF ENCANTOS (2007, Lav Diaz, Philippines, 9hours)

 

19. DARK THEATRE โรงมืด (2025, Teeranit Siangsanoh)

 

20. NIGHT GOD (2018, Adilkhan Yerzhanov, Kazakhstan)

 

21. THE DAY THE MOON MOVES CLOSEST TO THE EARTH (2010, Weerapong Wimuktalop)

 

22. PALMS (1994, Artour Aristakisian, Moldova/Russia, documentary, 140min)

 

23. 11 x 14 (1977, James Benning, USA)

 

24. FROM THE EAST (1993, Chantal Akerman, Belgium)

 

25. DOWN TO EARTH (1994, Pedro Costa, Portugal)

 

26. THE LAST OF ENGLAND (1987, Derek Jarman, UK)

 

27. FALLEN (2005, Fred Kelemen, Latvia)

 

28. DOUBLE TIDE (2009, Sharon Lockhart)

 

29. AGATHA AND THE LIMITLESS READINGS (1981, Marguerite Duras, France)

 

30. IN THE WHITE CITY (1983, Alain Tanner, Switzerland)

 

คำเฉลยจะอยู่ในส่วนของ comment ใต้แต่ละรูปในเกมนี้นะ

 

สาเหตุที่เราคิดเกมนี้ขึ้นมา เพราะว่าตอนที่ Béla Tarr เสียชีวิตในวันที่ 6 ม.ค. 2026 แล้วเราได้ดูรูปจากหนังเรื่องต่าง ๆ ของ Béla Tarr เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหากเราได้เห็นรูปภาพจากหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา โดยที่ไม่มีคนบอกว่ามันมาจากหนังเรื่องอะไรของใคร เราก็อาจจะเดาผิดได้ง่าย ๆ ว่า มันอาจจะมาจากหนังของ Andrei Tarkovsky, Sharunas Bartas, Fred Kelemen, Artour Aristakisian, Aleksei German ก็ได้ เหมือนหนังของผู้กำกับกลุ่มนี้มันสะท้อนภาพ landscape ที่มีความใกล้เคียงกัน เราก็เลยสงสัยว่า เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ จะสับสนแบบเดียวกับเราบ้างหรือเปล่า เราก็เลยคิดเกมนี้ขึ้นมา 55555

 

จริง ๆ แล้วเราอยากใช้รูปจากหนังเรื่อง THE KITE (2002, Aleksey Muradov, Russia) กับหนังเรื่อง 4 (2004, Ilya Khrzhanovskiy, Russia) มาใช้ในเกมนี้ด้วย เพราะเราก็ชอบภาพ landscape และภาพบรรยากาศต่าง ๆ ในหนังของผู้กำกับสองคนนี้มาก ๆ เหมือนกัน และเราว่าหนังสองเรื่องนี้มันเหมือนเป็นญาติกับหนังของ Béla Tarr แต่เรากูเกิลหารูปเหมาะ ๆ ในอินเทอร์เน็ตไม่ได้เลย เราก็เลยไม่ได้ใช้รูปจากหนังสองเรื่องนี้ในเกมนี้

 

อยากใช้รูปจากหนังของ  Theo Angelopoulos, Andrey Zvyagintsev, Victor Kossakovsky, Aleksei Balabanov ในเกมนี้ด้วยเหมือนกัน แต่เราคิดว่าแค่ 30 รูปจาก 30 ผู้กำกับก็งงมากพอแล้ว คงไม่ต้องเพิ่มตัวเลือกให้งงมากขึ้นไปอีก 55555

 

เล่นเกมนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02YaqBF1urQQwzVKmFDLMC71Qk3v8ApDXHaosVR2TMqhxjJT2hYjoXCiaZuownac2Ul

 

 

SENSES OF CINEMA LIST OF 2025

 

LIST หนังสุดโปรดประจำปี 2025 ของ SENSES OF CINEMA ออกมาแล้ว หนังเรื่อง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) ติดอันดับหนังสุดโปรดประจำปีของ Duncan Caillard, Virat Nehru และ Lalo Ortega

 

ส่วน FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin) ติดอันดับประจำปีของคุณ Warut Pornchaiprasartkul และ Simon Foster

 

ชอบที่คุณ Darragh O’Donoghue เขียนมาก ๆ เขาเขียนว่า SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) คือละครโทรทัศน์เรื่อง HEIMAT ที่เขียนบทใหม่โดย Virginia Woolf คือมันใช่จริง ๆ

 

ดีใจสุดขีดที่ THE ORDER (2025, Justin Kurzel) ติดอันดับหนังประจำปีของคุณ Thomas Caldwell และ TWO SEASONS, TWO STRANGERS (2025, Sho Miyake, Japan) ติดอันดับหนังประจำปีของคุณ Susana Bessa

 

ชอบ 10 อันดับหนังประจำปีของคุณ Eugenia Lai เพราะเรายังไม่ได้ดูทั้ง 10 เรื่องเลย 555

o Grand Me (Atiye Zare Arandi, 2024)

o Fly Me to the Moon (Sasha Chuk, 2023)

o Henry Fonda for President (Alexander Horwath, 2024)

o Krynytsya dlya sprahlykh (A Spring for the Thirsty, Yuri Ilyenko, 1965)

o Baibai rabu (Bye Bye Love, Fujisawa Isao, 1974)

o Bez strakha (Without Fear, Ali Khamraev, 1971)

o Māyā Miriga (Mirage, Nirad Mohapatra, 1984)

o Algo viejo, algo nuevo, algo prestado (Something Old, Something New, Something Borrowed, Hernán Rosselli, 2024)

o Whisky (Juan Pablo Rebella, Pablo Stoll, 2004)

o So Close, So Far (Zhu Yudi, 2025)

 

+++++

 

ซื้อหนังสือมาให้ลูกหมีอ่าน คราวนี้เป็นหนังสือ “ประวัติศาสตร์แห่งภูตผี ปีศาจ และวิญญาณ” หรือ A HISTORY OF GHOSTS, SPIRITS AND THE SUPERNATURAL แปลโดยคุณพลกิตต์ เบศรภิญโญวงศ์

 

เหมือนตอนเด็ก ๆ เราเติบโตมากับนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ ในทศวรรษ 1980 ที่ชอบลงเนื้อหาเรื่องราวทำนองนี้น่ะ การได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มา มันทำให้นึกถึงความสุขตอนได้อ่านนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ ในวัยเด็กมาก ๆ

Sunday, January 25, 2026

PARASAKTHI

 

พลังอันเป็นนิรันดร์ไร้ขีดจำกัด PARASAKTHI (2026, Sudha Kongara, India, Tamil version, 161min, A+30)

 

1. เป็น “หนังที่ต้องดูในโรง” จริง ๆ เพราะปฏิกิริยาของผู้ชมในโรงหนังที่ SF Terminal 21 Asoke ในช่วงท้าย ๆ ของหนังมันรุนแรงสุดขีดมาก ๆ ประทับใจกับปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังมาก ๆ คือกลายเป็นว่า “ตัวภาพยนตร์” ไม่ได้ทำให้เราน้ำตาไหล แต่ปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังทำให้เราแทบร้องไห้

 

2. เราไม่เคยรับรู้เรื่องราวความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษาฮินดีมาก่อนเลย นี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเลยที่ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ + ความขัดแย้งประเด็นนี้ ประทับใจจุดนี้มาก ๆ

 

3. ห้ามพลาดช่วง 5 นาทีแรกของหนัง เพราะเราชอบจุดนี้มาก ๆ ชอบที่มันพูดถึงประวัติการกดขี่ทางภาษาในประเทศอื่นๆ ตั้งแต่การที่ England ไปกดขี่ภาษา Scottish, การกดขี่ทางภาษาใน Soviet Union, การที่ปากีสถานพยายามจะกดขี่ภาษาในบังกลาเทศ, etc.

 

4. เราเพิ่งรู้ว่ามีภาษา Saurashtra ด้วย เป็นภาษาที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งพูดกันในรัฐทมิฬนาดูของอินเดีย แต่ไม่ใช่ภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra เพราะภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra คือภาษา Gujarati

 

5. มุมมองของประชาชนในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้หรือคิดถึงมาก่อน คือประชาชนหลายคนในหนังเรื่องนี้มองว่า การที่ตนเองต้องเรียนภาษาทมิฬกับภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่ดีกว่าการถูกบังคับให้เรียนภาษาทมิฬกับภาษาฮินดี เพราะการได้เรียนภาษาอังกฤษมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกได้ แต่การเรียนภาษาฮินดีมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้นประชาชนก็เลยมองว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ดีกว่า ถึงแม้มันจะเป็นภาษาของเจ้าอาณานิคมก็ตาม

 

6. น้ำตาไหล ตอนที่ตัวละครปะทะกับอินทิรา คานธี (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วพูดถึงความแตกต่างระหว่าง unity กับ uniformity เพราะพระเอกมองว่า ประชาชนในประเทศเดียวกัน “สามัคคี” กันได้ มี unity กันได้ ถึงแม้จะพูดภาษาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เขาไม่ต้องการคือการที่รัฐบาลบังคับให้เกิด uniformity บังคับให้ประชาชนทั้งประเทศพูดภาษาเดียวกัน

 

7. น่าสนใจดีที่ช่วงนี้เราได้ดูหนังอินเดียที่ “คู่ขัดแย้ง” มีความหลากหลายมากขึ้น คือช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หนังอินเดียจำนวนมากที่เราได้ดูมักจะนำเสนอ “ผู้ร้าย” ที่เป็น “อังกฤษ” หรือไม่ก็ “ปากีสถาน” หรือไม่ก็ “ราชวงศ์โมกุล” คือตัวละครผู้ร้ายหลัก ๆ ก็วนเวียนกันอยู่แค่นี้

 

แต่ช่วงนี้เราได้ดู PARASAKTHI ที่ผู้ร้ายของหนังคือ “รัฐบาลกลางอินเดีย/นโยบายภาษาฮินดี” และ 120 BAHADUR (2025, Razneesh Ghai, India, A+25) ที่พูดถึงสงครามระหว่างอินเดียกับ “จีน” ในช่วงที่จีนพยายามจะบุกอินเดีย เราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครผู้ร้ายในหนังอินเดียมันมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทั้ง PARASAKTHI กับ 120 BAHADUR ก็สร้างจากเหตุการณ์จริงทั้งสองเรื่องด้วย

 

8. พอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเหมือนจะเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมหนังอินเดียใต้ถึงชอบนำเสนอตัวละครพระเอกเป็น “คนนอกกฎหมาย” และผู้ร้ายเป็น “ตำรวจ” ซึ่งรวมถึงหนังอย่าง PUSHPA: THE RULE – PART 2 (2024, Sukumar, India, 201min, A+30) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Telugu และ K.G.F: CHAPTER 2 (2022, Prashanth Neel, 156min) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Kannada

 

คือมันเหมือนตรงข้ามกับหนัง Bollywood น่ะ เพราะหนัง Bollywood หลาย ๆ เรื่องมักนำเสนอตัวละคร “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก” อย่างเช่น SINGHAM ที่นำแสดงโดย Ajay Devgn, SIMMBA ที่นำแสดงโดย Ranveer Singh และ SOORYAVANSHI (2021, Rohit Shetty) ที่นำแสดงโดย Akshay Kumar และเราก็มักจะได้ดูแต่หนังบอลลีวู้ด เราก็เลยคุ้นเคยกับการนำเสนอ “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก”

 

แต่พอเราเริ่มได้ดูหนังอินเดียใต้ เราก็เลยงง ๆ เพราะมันพลิกกลับหัวกลับหาง ตำรวจในหนังอินเดียใต้หลายเรื่อง ทำไมมีสถานะเป็น “ผู้ร้าย”

 

แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น

 

9. ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง DREAMING OF WORDS (2021, Nandan, India, documentary, A+25) มาก ๆ เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงผู้ชายที่พยายามจะทำพจนานุกรม 4 ภาษา ซึ่งได้แก่ภาษา Malayalam, Kannada, Tamil and Telugu

 

คือก่อนหน้านั้นเรานึกว่า ประชากรที่พูด 4 ภาษานี้ น่าจะพอสื่อสารกันได้ เหมือนภาษาไทยกลาง, ไทยเหนือ, ไทยอีสาน ที่พอฟังกันออก

 

แต่พอเราได้ดู DREAMING OF WORDS เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า ประชากรที่ใช้ภาษาทั้ง 4 อาจจะสื่อสารกันไม่ได้ ถึงแม้ทั้ง 4 ภาษานี้มันอยู่ในตระกูลเดียวกัน

 

แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI มันก็ช่วยตอกย้ำจุดนี้ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ พระเอกพูดภาษาทมิฬ ส่วนนางเอกพูดภาษาเตลูกู ซึ่งตัวละครนางเอกพูดได้ทั้งเตลูกู, ทมิฬ และฮินดี แต่พระเอกฟังภาษาเตลูกูไม่ออก นางเอกก็เลยชอบแอบด่าพระเอกเป็นภาษาเตลูกู เพราะนางเอกรู้ว่าพระเอกรู้แค่ภาษาทมิฬ แต่ไม่รู้ภาษาเตลูกู

 

ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด ภาษาทมิฬพูดกันในรัฐทมิฬนาดู, ภาษาเตลูกูพูดกันในรัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา, ภาษา Malayalam พูดกันในรัฐ Kerala และภาษา Kannada พูดกันในรัฐกรนาฏกะ

 

ส่วนรัฐ Goa ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนั้น พูดภาษา “ขอนแก่น” (Konkan) แต่เหมือนเราไม่เคยดูหนังภาษาขอนแก่นนะ เพราะล่าสุดเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY PATEL: KHATARNAK JASOOS (2026, Vir Das, Kavi Shastri, India, A+) ที่เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในรัฐ Goa แต่ตัวหนังก็พูดภาษาฮินดี ไม่ได้ใช้ภาษาขอนแก่นแต่อย่างใด

 

10. ชอบตัวละคร “เจ้าแม่ภาษาเบงกอล” ในหนังเรื่อง PARASAKTHI มาก ๆ หน้าตาเธอพร้อมตบมาก ๆ เธอมาเพื่อตบกับอินทิรา คานธีของจริง

 

11. เพิ่งรู้ว่า ตัวอักษรภาษาทมิฬมันสวยมาก ๆ

 

อันนี้ภาษาทมิฬ எனக்கு ஒரு கணவர் வேண்டும்

 

อันนี้ภาษา Malayalam എനിക്ക് ഒരു ഭർത്താവിനെ വേണം

 

อันนี้ภาษา Kannada ನನಗೆ ಗಂಡ ಬೇಕು

 

อันนี้ภาษา Telugu నాకు భర్త కావాలి

 

อันนี้ภาษาฮินดี मुझे एक पति चाहिए

 

อันนี้ภาษาสันสกฤต अहं पतिं इच्छामि

 

+++++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

RENTAL FAMILY (2025, Hikari, Japan/USA, A+25)

+ FISH IN THE HOUSE (2023, Chompunut Suksaard, 30min, A+30)

 

พอเราได้ดู RENTAL FAMILY เราก็เลยนึกถึง FISH IN THE HOUSE มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคนที่ทำงาน “รับจ้างแสดงเป็นครอบครัว” เหมือนกัน แต่เราชอบ FISH IN THE HOUSE มากกว่า RENTAL FAMILY มาก ๆ แบบขาดลอย ถึงแม้ว่า RENTAL FAMILY จะทำให้เรานึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกหมีตามคลิปที่เราแปะไปแล้วก็ตาม 555

 

 

เรากับลูกหมี
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/24961226286884407

+++

 

เพิ่งได้ดู THE VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola, A+30) โคตรของความ nostalgic มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงวัยเด็กของเราเองมาก ๆ กราบการใช้ดนตรีประกอบ และการคัดเลือกนักแสดงชายบางคน ที่ทำให้เรานึกถึงดาราหนุ่ม ๆ ที่โด่งดังในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก อย่างเช่น Scott Baio ที่โด่งดังจากละครโทรทัศน์เรื่อง HAPPY DAYS (1977-1984), Rick Springfield นักร้องดังในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และ Donny Osmond พิธีกรรายการโทรทัศน์ DONNY & MARIE (1976-1979) ที่เคยแพร่ภาพทางช่อง 3

 

จริง ๆ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า Sofia Coppola คิดถึงใครเวลาคัดเลือกนักแสดงชายในหนังเรื่องนี้ แต่พอเราดูแล้วนึกถึง Scott Baio, Rick Springfield และ Donny Osmond (คือหน้าตามันไม่ได้เหมือน 3 คนนี้หรอกนะ แต่มันมี vibe บางอย่างที่ทำให้นึกถึง 3 คนนี้) เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันถ่ายทอดยุคสมัยออกมาได้ตรงตามความรู้สึกของเราเองมาก ๆ