Sunday, May 17, 2026

NOVELISTIC FILMS, LYRICAL FILMS, AND ACADEMIC FILMS IN THAI CINEMA

 

ชอบสุดขีดที่ลูกชายกับลูกสาวของ Thomas Mann แชร์ผัวคนเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือ Gustaf Gründgens ซึ่งนั่นเท่ากับว่า Gustaf คนนี้มีสถานะเป็นทั้ง “ลูกเขย” และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน

 

เห็นว่าหนังเรื่อง FATHERLAND (2026, Pawel Pawlikowski, Poland) กำลังโด่งดังเป็นอย่างมากในตอนนี้ โดยที่หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่สองของ Thomas Mann นักประพันธ์ชื่อดัง กับ Erika Mann ที่เป็นลูกสาวของโธมัส  เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากดูหนังที่พูดถึงเรื่องที่ลูกชายกับลูกสาวของ Thomas Mann เคยแชร์ผัวคนเดียวกันมาก ๆ

 

Thomas Mann มีลูกชายชื่อ Klaus Mann ที่เป็นเกย์ และมีลูกสาวชื่อ Erika Mann ที่เป็นเลสเบียน โดยที่ Klaus Mann นั้น ได้ผัวเป็นนักแสดงละครเวทีหนุ่มหล่อชื่อ Gustaf Gründgens เมื่อกุสตาฟมาแสดงละครเวทีของ Klaus ในปี 1925 แต่ถึงแม้กุสตาฟกับเคลาส์ มานน์จะเป็นผัวเมียหรือคู่รักกัน ยุคนั้นคนเพศเดียวกันก็ยังแต่งงานกันไม่ได้ และต่อมากุสตาฟก็เลยไปแต่งงานกับ Erika ซึ่งเป็นพี่สาวของ Klaus ในปี 1926 ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า พี่สาวน้องชายคู่นี้แชร์ผัวคนเดียวกัน แต่ตัว Erika เองนั้น ก็มีสัมพันธ์สวาทกับหญิงสาวชื่อ Pamela Wederkind ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเคลาส์

 

กุสตาฟหย่าขาดจากเอริกาในปี 1929 และเขาก็แยกทางกับเคลาส์ด้วย อย่างไรก็ดี เคลาส์ได้นำเอากุสตาฟไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครในบทประพันธ์ของเขาในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในนิยายเรื่อง MEPHISTO ที่ต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง MEPHISTO (1981, Istvan Szabo, Hungary, A+30)

 

คือชีวิตของ Thomas Mann กับ Erika Mann นั้นก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ อยู่แล้ว แต่ชีวิตของ Klaus Mann กับ Gustaf Gründgends นั้น ก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ เช่นกัน เราชอบมาก ๆ ที่กุสตาฟนั้นเคยเป็นทั้ง “ลูกเขย” และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน

 

 กรี๊ดดดด จริง ๆ ด้วย เพิ่งเห็นว่า August Diehl เล่นเป็น Klaus Mann ใน FATHERLAND ดีงามมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ August Diehl มาก ๆ ส่วนบทกุสตาฟเล่นโดย Joachim Meyerhoff ที่เราไม่รู้จัก

++++

 

เหตุการณ์วันนี้ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์นึงที่เราเคยเจอตอนเด็ก ๆ เหตุน่าจะเกิดในช่วงที่เราอยู่ป. 5 หรือราว ๆ ปี 1983 หรือเมื่อ 43 ปีก่อน ตอนนั้นเรากับแม่นั่งรถเมล์สาย 28 ในเวลาราว 06.00-06.30 น.มั้ง เพื่อจะเดินทางไปโรงเรียนประถมของเรา

 

ตอนนั้นรถเมล์สาย 28 ซึ่งเป็นรถร่วมบริการ (ไม่ใช่รถของขสมก.โดยตรง) แล่นมาตามถนนราชวิถี โดยมีจุดหมายอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รถเมล์แล่นผ่านด้านข้างของพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และกำลังจะแล่นผ่านแยกอุภัยเจษฎุทิศ ซึ่งเป็นแยกที่มีถนนสวรรคโลกตัดกับถนนราชวิถี และรถเมล์ก็จะต้องแล่นข้ามรางรถไฟที่ทอดขนานไปกับถนนสวรรคโลก (และถนนกำแพงเพชร 5) ด้วย แต่ในจังหวะที่รถเมล์แล่นมาด้วยความเร็วสูงนั้น ก็มีรถไฟกำลังจะแล่นมาเช่นกัน ไม้กั้นรถไฟก็เลยกำลังจะลงมากั้นถนนเอาไว้

 

แต่แทนที่รถเมล์สาย 28 คันนั้นจะหยุดรถก่อนถึงไม้กั้นรางรถไฟ คนขับรถเมล์กลับไม่เหยียบเบรคแต่อย่างใด แต่แล่นชนไม้กั้นรางรถไฟไปเลย ผลก็คือกระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียด แต่รถเมล์ก็แล่นผ่านรางรถไฟไปได้ทัน และก็ไปจอดที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่เลยรางรถไฟไปนิดหน่อย แต่รถเมล์มันก็แล่นต่อไปไหนไม่ได้อีก เพราะว่ากระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียดหมดแล้ว (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ เพราะว่าเหตุการณ์มันผ่านมานาน 43 ปีแล้ว) ผู้โดยสารทุกคนก็เลยต้องลงจากรถเมล์ ส่วนกระเป๋ารถเมล์ที่เป็นผู้หญิงก็ด่าคนขับรถเมล์ที่เป็นผู้ชายอย่างรุนแรงมาก (ไม่รู้ว่าเขาเป็นผัวเมียกันหรือเปล่า)

 

เราตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนขับรถเมล์ที่ประมาทและใจร้อนขนาดนี้ แต่ก็โชคดีที่ทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมั้ง มีเพียงแค่รถเมล์ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงเพราะกระจกหน้าแตกละเอียด

 

หลังจากนั้นเรากับแม่ก็นั่งรถเมล์สาย 55 ที่ป้ายรถเมล์นั้น แล้วก็เดินทางต่อไปยังโรงเรียนประถมของเรา

 

ส่วนแผนที่ที่เราเอามาลงนั้น เราวงตรงจุดเกิดเหตุเมื่อ 43 ปีก่อนไว้นะ มันอยู่ตรงริม ๆ ขอบภาพด้านซ้าย

++++++

 

NOVELISTIC FILMS, LYRICAL FILMS, AND ACADEMIC FILMS IN THAI CINEMA

 

1. พอเห็นที่ชามดองเขียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีอินดี้ไทยกับหนังนอกกระแสของไทยในทศวรรษ 2000 หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยนึกถึงสิ่งที่เราเคยคุยกับเพื่อน cinephile บางท่าน เกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลที่มีต่อ “ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย” ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยสิ่งหนึ่งที่เรากับเพื่อนรู้สึกกันก็คือว่า สำหรับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคน ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย” แต่ในทศวรรษ 2000 นั้น ผู้กำกับหนังไทยบางคน โดยเฉพาะหนังสั้นไทย ทำหนังโดยเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี” เพราะหนังมันมีความ lyrical สูงมาก ๆ และก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยบางคนตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา ทำหนังโดยได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” ด้วย ในขณะที่ผู้กำกับที่ได้รับอิทธิพลจากเกมคอมพิวเตอร์นั้น ก็น่าจะมีบ้างเช่นกัน

 

2. คือเรารู้สึกว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น หลายคนน่าจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย” และ “เรื่องสั้น” ซึ่งอาจจะส่งผลให้หนังกลุ่มนี้เป็นหนัง narrative, plot-driven เน้นเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร และมันส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ

 

ตัวอย่างหนังที่เราชอบมาก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย,เรื่องสั้น

 

2.1 A DEEP ABYSS OF LOVE ห้วงรักเหวลึก (1955, Somkuan Grajangsart สมควร กระจ่างศาสตร์) สร้างจากนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ

 

2.2 FOREVER YOURS ชั่วฟ้าดินสลาย (1955, Marut) สร้างจากนิยายของ เรียมเอง

 

2.3 THIS LAND IS OURS แผ่นดินของเรา (1976, So Asanajinda) สร้างจากนิยายของ แม่อนงค์ (มาลัย ชูพินิจ)

 

2.4 THE MISUNDERSTANDING เมืองในหมอก (1978, Permpol Choey-arun) ดัดแปลงจากบทละครเวทีของ Albert Camus

 

2.5 LIVING WITH GRANDPA อยู่กับก๋ง (1979, Kom Akkadej คมน์ อรรฆเดช) สร้างจากนิยายของ หยก บูรพา

 

2.6 A SON OF THE NORTHEAST ลูกอีสาน (1982, Vichit Kounavudhi) สร้างจากนิยายของ คำพูน บุญทวี

 

2.7 PLOY TALAY พลอยทะเล (1987, Cherd Songsri) สร้างจากบทประพันธ์ สินในน้ำ ของไม้ เมืองเดิม

 

2.8 VICTIMS? เหยื่อ? (1987, Chana Kraprayoon) สร้างจากนิยายของโบตั๋น

 

2.9 SUNSET AT CHAOPRAYA คู่กรรม (1988, Ruj Ronapop) สร้างจากนิยายของทมยันตี

 

2.10 IT’S ME คือฉัน (1990, Jazzsiam) สร้างจากนิยายเรื่อง ลำเนาป่า ของศิเรมอร อุณหธูป

 

3. แต่แน่นอนว่า หลังจากทศวรรษ 1990 ก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคนที่สร้างหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย/เรื่องสั้นอยู่ อย่างเช่น

 

3.1 JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของอุษณา เพลิงธรรม

 

3.2 MAE BIA (2015, M.L. Pundhevanop Dhewakul) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของวาณิช จรุงกิจอนันต์

 

3.3 INHERIT (Banjong Pisanthanakun) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง ทายาทอสูร ของตรี อภิรุม

 

เพียงแต่ว่า การสร้างหนังจาก “นิยาย” ในทศวรรษนี้นั้น มันเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยเท่ากับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 อีก

 

4. แต่พอมาในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น เรากับเพื่อนรู้สึกว่า มันมีหนังไทยบางเรื่อง ที่มีลักษณะ lyrical ราวกับว่าได้รับอิทธิพลจากดนตรี คือลักษณะ lyrical ตามความรู้สึกของเรานี้ มันเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง prose กับ poetry หรืออยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วกับร้อยกรอง มันมีบางอย่างคล้ายกับเพลงและเนื้อเพลง

 

คือเวลาที่เราฟังเพลงนั้น บางเพลงมันไม่มี “เนื้อเพลง” หรือมันไม่มี “เนื้อเรื่อง” แต่เพลงนั้นมันก็กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างรุนแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงเนื้อเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว

 

หรือถึงแม้บางเพลงมันมี “เนื้อเพลง” แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เล่าชีวิตของตัวละครตั้งแต่เกิดจนแต่งงานมีความสุข หรือตั้งแต่เกิดจนตาย หรือเล่าถึงตัวละครฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ หรือจนแก้ไขปัญหาได้ (แบบในนิยาย) แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่มันเป็นการดำดิ่งลึกลงไปในห้วงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร มันเป็นการดำดิ่งลงไปในอารมณ์รักใคร่ถวิลหาอาวรณ์ดูดดื่ม มันไม่ได้เน้น “ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร และส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรตามมา” แต่มันเป็นการดำดิ่งลงไปในห้วงขณะอารมณ์นั้น ๆ มันเน้นว่าตัวละคร “รู้สึก” อย่างไร มันละเลียดลงไปในอารมณ์ความรู้สึกนั้น

 

และเราก็รู้สึกว่า หนังไทยหลาย ๆ เรื่องตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมีความ lyrical คล้าย ๆ กันนี้ มันอาจจะไม่ใช่ “หนังทดลองที่ไม่เล่าเรื่อง” มันยังเป็นหนัง narrative อยู่ แต่มันคลายความ plot-driven ลง และหันไปให้ความสำคัญกับ “บรรยากาศ” และ “อารมณ์ความรู้สึก” ของตัวละครมากยิ่งขึ้น

 

ซึ่งถ้าหากเป็นในต่างประเทศนั้น หนังของ Wong Kar-wai คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของหนังกลุ่มนี้

 

ส่วนในหนังยาวของไทยนั้น หนังอย่าง FAKE โกหกทั้งเพ (2003, Thanakorn Pongsuwan), ETERNITY (2010, Sivaroj Kongsakul) และหนังหลาย ๆ เรื่องของ Kongdej Jaturanrasamee ก็เป็นหนังที่เรารู้สึกว่ามีความ lyrical สูงมาก ๆ

 

ส่วนหนังสั้นไทยที่มีความ lyrical นั้น ก็มีจำนวนเยอะมาก ๆ

 

และถ้าหากเราสังเกตดูดี ๆ เราก็จะพบว่า ผู้กำกับหนังไทยหลายคนตั้งแต่ยุคทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา โดยเฉพาะผู้กำกับหนังสั้นไทยนั้น จริง ๆ แล้วเป็นนักดนตรีด้วย อย่างเช่น

 

4.1 Kongdej Jaturanrasamee

 

4.2 Tossapool Boonsinsukh

 

4.3 Nathan Homsup

 

4.4 Kittipat Knoknark

 

4.5 Theerapat Wongpaisarnkit (Beam Wong)

 

5. และนับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา เราก็รู้สึกว่า มีผู้กำกับหนังไทยบางคน ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” พวกเขาเอาตำราวิชาการมาย่อย มาดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างสนุกสนานสุดขีดมาก อย่างเช่น

 

5.1 Prap Boonpan

 

5.2 Ratchapoom Boonbunchachoke

 

5.3 Tulapop Saenjaroen

 

5.4 Teerath Whangvisarn

 

5.5 Viriyaporn Boonprasert

 

5.6 Abhichon Rattanabhayon

 

5.7 หนังสารคดีและหนัง essay films ต่าง ๆ ของไทย

 

5.8 หนัง “อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ต่าง ๆ ของไทย

 

6. ซึ่งเราก็ชอบผู้กำกับทั้ง 3 กลุ่มเลย ทั้งกลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย”, กลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี” และกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” เพราะไม่ว่าคุณจะได้รับอิทธิพลจากอะไร ถ้าหากคุณทำมันออกมาอย่างดี ๆ และตั้งอกตั้งใจ มันก็จะออกมาเป็นหนังที่ดีได้

 

7. แต่นอกจากทั้ง 3 กลุ่มนี้แล้ว ก็มีผู้กำกับหนังไทยอีกหลาย ๆ คนที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งต่าง ๆ กันไป อย่างเช่น จากหนังฮ่องกง, จาก STAR WARS, จากหนังฮอลลีวู้ด, หนังญี่ปุ่น (Nottapon Boonprakob?) etc.

 

8. ถ้าจำไม่ผิด Apichatpong Weerasethakul เคยให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของเขามาจากนิตยสาร “มิติที่ 4” ซึ่งเป็นนิตยสารในดวงใจของเราเหมือนกัน

 

9. เราชอบสุดขีดที่เพื่อนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ภาพยนตร์ของ Poj Arnon มันเหมือน “นิตยสาร” โดยเฉพาะนิตยสาร “เธอกับฉัน” เพราะว่า หนังของ Poj Arnon มันไม่ได้มีจุดเด่นที่ “การเล่าเรื่องอย่างเก่งกาจ” แบบหนังที่ดัดแปลงจากนิยาย แต่หนังของ Poj Arnon มันเป็นการ “รวบรวมเอาความบันเทิงหลากหลายอย่างและประเด็นต่าง ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจเข้ามาไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน” หนังของเขาหลายเรื่องเลยให้ความรู้สึกเหมือนกับการเปิดดูนิตยสาร “เธอกับฉัน” ของเดือนล่าสุด  เพราะมันเต็มไปด้วยหนุ่มหล่ออายุน้อยถ่ายแบบหล่อ ๆ, คอลัมน์ต่าง ๆ ที่พูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจ และเรื่องสั้นเบาสมอง การ “ดู” นิตยสารแบบนี้ให้ความเพลิดเพลินและความบันเทิงเป็นหลัก และเป็นการทบทวนประเด็นเมาท์มอยล่าสุดในสังคม แต่อาจจะไม่มีสาระ และไม่มี “เนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องกันเป็นเนื้อเดียว”

 

10. แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทยในยุคนี้ ที่ไม่ได้เติบโตมากับการอ่านนิยาย แต่เติบโตมากับการอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” เป็นหลัก แต่เราไม่ได้ตามอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยและหนังสั้นไทยเรื่องไหนบ้าง ที่มีความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ในตัวสูงมาก เท่าที่เราพอนึกออกก็คงเป็นเรื่อง MAY WHO? (2015, Chayanop Boonprakob)

 

ถ้าใครอยากเสริมรายชื่อหนังไทยหรือผู้กำกับหนังไทยในส่วนนี้ ก็ช่วยกันเสริมมาได้เลยนะคะ

 

11. และก็แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทย หรือผู้เขียนบทหนังไทยบางคนในยุคนี้ ที่ได้รับอิทธิพลจาก VIDEO GAMES ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยเรื่องไหนบ้างที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในหนังสูงมาก แต่คิดว่าน่าจะมีเยอะเหมือนกันนะ โดยเฉพาะหนังสยองขวัญ

 

ที่เราพอนึกออกในตอนนี้ ก็มี หนังเรื่อง CHAV GHOST HUNTING สก๊อยสอยผี (2024, ศรัณย์ภัทร กองสุข, ณัฐชยา ดวงแก้ว, นริสรา โม้ทอง, ชญาดา โชติทวีผล, A+30) ที่เอาโครงสร้างของ video games มาปรับใช้ในภาพยนตร์ได้อย่างดีงามสุดขีดมาก

 

ใครนึกถึง “หนังไทยที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในตัวสูง” เรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ

 

12. อีกสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ ก็คือ อิทธิพลที่มีต่อหนังผีไทยในยุคต่าง ๆ เพราะไทยมีตั้งแต่หนังอย่าง THE UNSEEABLE เปนชู้กับผี (2006, Wisit Sasanatieng) ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากเหม เวชกร, หนังผีไทยในทศวรรษ 1980 ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนผีเล่มละบาท เรื่อยมาจนถึงหนังผีไทยในยุคนี้ ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจาก Ghost Radio

 

13. และก็น่าสนใจอีกเช่นกันว่า อิทธิพลจาก Tiktok, ละครแนวตั้ง, การด่าทอกันทางทวิตเตอร์, AI และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันจะส่งอิทธิพลอย่างไรบ้างต่อผู้กำกับหนังไทยในยุคปัจจุบันและยุคต่อ ๆ ไป

 

อย่างน้อยไทยก็มี MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY (2013, Nawapol Thamrongrattanarit) และ FACES OF ANNE (2022, Kongdej Jaturanrasamee, Rasiguet Sookkarn) ที่สะท้อน “อิทธิพลจากเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น ๆ” ได้ดีทีเดียว

 

14. เราก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่นี้นะคะ ใครอยากเสริมอะไรก็ comment มาได้เลยค่ะ

 

ภาพจาก WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasamee) ที่เรารู้สึกว่ามันมีความ lyrical สูงมาก

 

 

 

 

Saturday, May 16, 2026

RIP VALIE EXPORT

SONGS BEGIN WITH LETTER A

 

1. ANATA WO AISHITAI (1988) – Yoko Minamino

2. AKI NO INDICATION (1987) – Yoko Minamino

3. AKI KARA MO, SOBA NI ITE (1988) – Yoko Minamino

4. APPROACH (1986) – Yoko Minamino

5. ANOTHER SLEEPLESS NIGHT (1990) – Shawn Christopher

6. ABC (1987) – Shonentai

7. ABSOLUTELY FABULOUS (1994) – Pet Shop Boys

8. ALL AT ONCE (1985) – Whitney Houston

9. ALL AROUND THE WORLD (1989) – Lisa Stansfield

10. ALL OF ME (BOY OH BOY) (1988) – Sabrina

+++

 

เห็นว่าใกล้จะมีฟุตบอลโลก เราก็เลยนึกถึงเพลงประจำฟุตบอลโลกเพลงนี้ TOUCHED BY THE HAND OF CICCIOLINA (1990) – Pop Will Eat Itself

https://youtu.be/LNWu7Ejm_TM?si=3yerzanYO9QddsMw

++++

รุนแรงมาก ๆ เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึง Wallis Simpson ซึ่งก็คือ THE WOMAN HE LOVED (1988, Charles Jarrott) กับ W.E. (2011, Madonna) แต่ทั้งสองเรื่องนี้ก็เหมือนเน้นแค่การเชิดชูความรักต่างฐานันดรของนางเอก และก็เลยไม่ได้พูดถึงชีวิตบั้นปลายของ Wallis ที่ตกเป็นเหยื่อของทนายสาวเจ้าเล่ห์

+++

 

ฉันรักเขา Benyu Zhang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

 

รูปมาจาก PEGASUS (2019) ภาคแรกนะ เพราะว่าในภาค 3 Benyu Zhang ไม่ยอมถอดเสื้อเลย 55555

++++

เพิ่งสังเกตว่า หนังฮ่องกงเรื่อง MEN FROM THE GUTTER (1983, Lam Ngai Choi) เข้าฉายแบบเสียงภาษาจีน 4 โรง และเสียงพากย์ไทยแค่โรงเดียว คือโรงจักรวาล (มันตั้งอยู่ที่ไหนนะ)

 

+++

 

ฉันรักเขา Fan Chengcheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Hu Xianxu from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Johnny Huang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Zhang Xincheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

+++

 

งดงามที่สุด พออ่านจบแล้วเมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปดู instagram ของ Jiab Prachakul แล้วก็พบว่าคุณเจี๊ยบ ประชากุล เคยจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์ที่เธอชื่นชอบ 3 เรื่องให้ Austin Film Society ด้วย โดยภาพยนตร์ 3 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. Floating Weeds (1959) by Yasujiro Ozu
2. A Summer's Tale (1996) by Eric Rohmer
3. Uncle Boonmee Who Can Recalled His Past Lives (2010) by Apichatpong Weerasethakul

https://web.facebook.com/sarunyoo.threesukon/posts/pfbid0QLDzERrnNXSSzK4vbVKA6JhDXJv3HUCTcsAbSH2rzFPpKncHjTrdyJ44C6Rs81R9l

 

https://www.instagram.com/p/DFsvoueNoTz/?img_index=1

 

แนท วาสนา

https://web.facebook.com/1990songshit/posts/pfbid0LcRdoxW7uuiHp2nBY8rNCuB7NGwt9ioiNL5xdDyT6Ewky58qc3qUbFk3gE8dNr9ml

 

BP PORTRAIT AWARD 2020

https://www.npg.org.uk/whatson/exhibitions/2020/bp-portrait-award-2020/exhibition/

+++

 

เพิ่งเห็นว่า เว็บไซต์ GOETHE ON DEMAND มีหนังเรื่อง DARK BLUE GIRL (2017, Mascha Schilinski, Germany, 103min) ให้ดูด้วย กรี๊ดดด ดีใจมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) อย่างสุดขีด เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Mascha Schilinski มาก ๆ

https://goethe-on-demand.de/

++++

 

บันทึกว่า ตอนนี้เราจอประสาทตาฉีกขาดอีกแล้ว เป็นจุดที่ 5

 

คือเมื่อ 4-5 วันก่อน เราเริ่มเห็นจุดสีดำลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นอาการที่เราก็เจอบ้างเป็นครั้งคราว เราก็เลยไม่กังวลอะไร แต่พอผ่านไป 4 วัน มันก็ยังไม่หายไป เราก็เลยตัดสินใจไปหาหมอในวันพุธที่ 13 พ.ค.

 

ปรากฏว่าหมอตรวจพบว่า วุ้นลูกตาเสื่อมของเรามันไปดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาฉีกขาด (retinal breaks without detachment) หมอก็เลยรักษาเราด้วยการยิงเลเซอร์ ค่ารักษาอยู่ที่ 18457 บาท เสร็จแล้วก็ห้ามออกกำลังกายเป็นเวลานาน 1 เดือน

 

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยเป็นจอประสาทตาฉีกขาดมาแล้ว 4 ครั้งในปี 2019 โดยครั้งก่อนหน้านี้คือวันที่ 10 ก.ย. 2019 หรือเมื่อราว 7 ปีก่อน

 

เราก็เลยเซ็ง เพราะโรคที่เรานึกว่าเราหายขาดไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนี้เรากลับมาเป็นอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่จอประสาทตาของเรายังไม่ได้หลุดลอก และโรค พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” ของเราก็ยังคงที่ ไม่ได้เลวร้ายลงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด

 

แต่เราก็คิดว่า มันคงเป็นผลกรรมจากที่เราเคยแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กนั่นแหละ แสดงว่าเรายังใช้กรรมไม่หมด ก็คงต้องทยอยใช้กรรมที่เราเคยทำไว้ในตอนเด็กกันต่อไป

++++

 

วันนี้ไปเดิน Kinokuniya สาขา Central World เจอหนังสือ LOACH ON LOACH เราเลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน เพราะเราเคยดูหนังของ Ken Loach ไปแล้ว 8 เรื่อง และก็ชอบหนังของเขาอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ แต่เราเข้าใจว่ามี Chapter นึงของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ Ken Loach พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างเต็ม ๆ โดยเน้นไปที่สมาชิกคนสำคัญของพรรคแรงงานอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง Keir Starmer นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า Loach เคยกำกับหนังสารคดีเรื่อง THE SPIRIT OF ’45 (2013, 94min) ที่พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างตรง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ มันก็เลยกลายเป็นการสัมภาษณ์ความเห็นของเขาที่มีต่อการเมืองอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไปด้วยโดยปริยาย

 

เข้าใจว่า สำนักพิมพ์ Faber ออกหนังสือชุดผู้กำกับภาพยนตร์นี้มาแล้ว 24 เล่ม แต่เราซื้อเก็บไว้แค่ 2 เล่ม คือ MALLE ON MALLE กับ LOACH ON LOACH

 

ส่วนที่ร้าน Kinokuniya Central World เราเห็นมีหนังสือ CRONENBERG ON CRONENBERG กับ TRIER ON VON TRIER วางขายอยู่ด้วยนะ แล้วก็มีหนังสือที่น่าสนใจเล่มอื่น ๆ วางขายอีกมากมายหลายเล่ม อย่างเช่น JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE ของ Rachel Elizabeth Barraclough, IN THE MOOD FOR TEXTURE: THE REVIVAL OF BANGKOK AS A CHINESE CITY ของ Anika Fuhrmann, หนังสือของ A24 จำนวนมากมายหลายเล่ม, หนังสือเกี่ยวกับ Tilda Swinton เล่มละ 2000 กว่าบาท และหนังสือเกี่ยวกับหนังเรื่อง WHEN A WOMAN ASCENDS THE STAIRS (1960, Mikio Naruse) เล่มละ 700 กว่าบาท

 

JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE

https://www.bloomsbury.com/uk/japanese-horror-cinema-and-deleuze-9781501375026/

 

+++

 

RIP VALIE EXPORT (1940-2026)

 

Valie Export เป็นเจ้าแม่หนังทดลองแห่งออสเตรีย เราเคยดูภาพยนตร์ของเธอแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, Austria, A+30) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

และเราก็เคยดูวิดีโอเรื่อง WOMEN (VALIE) (2022, Karin Fisslthaler, Austria, video installation, 7min, A+30) ที่เป็นการ tribute ให้ Valie Export ด้วย

 

ชื่อ Valie Export ของเธอนั้น ไม่ใช่ชื่อที่เธอได้มาแต่กำเนิด เพราะเธอเปลี่ยนชื่อของตัวเองจาก Waltraud Hollinger  มาเป็น Valie Export ในปี 1967 เพราะเธอไม่ต้องการใช้ทั้งนามสกุลของบิดาและของสามีของเธอ โดยเธอเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า

 

"I did not want to have the name of my father [Lehner] any longer, nor that of my former husband Hollinger. My idea was to export from my 'outside' (heraus) and also export, from that port. The cigarette package was from a design and style that I could use, but it was not the inspiration."

 

ในปี 1968 Valie Export เคยทำการแสดงครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า ACTION PANTS: GENITAL PANIC ด้วยการเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่มิวนิคโดยใส่กางเกงไร้เป้า เพื่อโชว์อวัยวะเพศหญิงของเธอ แล้วเธอก็เดินไปรอบ ๆ ผู้คนในโรงภาพยนตร์โดยให้อวัยวะเพศหญิงของเธออยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผู้ชม

 

Export entered an art cinema in Munich, wearing crotchless pants, and walked around the audience with her exposed genitalia at face level. It aimed toward provoking thought about the passive role of women in cinema and confrontation of the private nature of sexuality with the public venues of her performances. In an interview in Ocula Magazine, the artist stated that: "The fear of the vulva is present in mythology, where it is depicted devouring man. I don't know if this fear has changed.”

 

งานวิดีโออันหนึ่งของเธอคือ FACING A FAMILY (1971) ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในวันที่ 2 ก.พ. 1971 โดยวิดีโอนี้แสดงภาพของครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียที่กำลังรับประทานอาหารเย็นและดูโทรทัศน์ไปด้วย และนั่นก็เท่ากับว่า รายการโทรทัศน์นี้กำลัง “ยื่นกระจก” ให้แก่ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียอีกหลายครอบครัวที่กำลังรับชมรายการโทรทัศน์นี้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียหลายครอบครัวได้ดูรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียครอบครัวหนึ่งกำลังดูโทรทัศน์อยู่ นอกจากนี้ งานวิดีโอนี้ก็เป็นการส่องสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง  subject, spectator, and television ด้วย

 

ในภาพยนตร์เรื่อง REMOTE (1973) นั้น Valie Export ใช้มีดขุดหนังกำพร้าของเธอเป็นเวลานาน 12 นาที เพื่อสะท้อนว่าเรือนร่างของผู้หญิงได้รับความเสียหายมากเพียงใดจากการทำตามมาตรฐานความงามของสังคม

 

Valie Export พยายามต่อต้านแรงกดดันทางสังคมในยุคนั้นที่พยายามกระตุ้นให้ผู้หญิงกลายเป็น “แม่” และ “เมีย” ด้วย โดยเธอเคยกล่าวในหนังสือ VALIE EXPORT: FRAGMENTS OF THE IMAGINATION ที่เขียนโดย Roswitha Mueller ในปี 1994 ว่า

"VALIE EXPORT: I am interested in postmodern theories of the subversion of the subject since I would like to dissolve the traditional view of the subject, which had contributed to the oppression of women. It could also be helpful in freeing women from social norms and enforced codes like motherhood. But I do not follow postmodern philosophers when they equate the questions concerning women's subjectivity with a confirmation of phallocentrism. The phenomenological attempt to overcome Hegel's dialectics in certain postmodern theories seems rather conservative to me." (from page 213)


"VALIE EXPORT: First, I do understand the dangers of my recommendation to women to refuse natural reproduction. Yet, I think the whole essentialism debate has to be taken out of its abstract philosophical framework, because there one can always find yet another logical trip-up. What I am trying to call attention to is the necessity to change the whole concept of motherhood, the ideological coercion of women to become mothers and wives that is the core of the cultural determination of our bodies. Only in this framework can what I say make any sense. Certainly, I do not propose in actuality that an individual woman should no longer give birth if she feels like it; rather, it is the coercion I am trying to counteract. And from this perspective, artificial reproduction is equally dangerous, because it can potentially increase the pressure on women if they are not in charge of their lives and if they are not involved in these debates." (from page 222)

 

ภาพจากหนังเรื่อง SYNTAGMA (1983, Valie Export)

++++

 

วันนี้ไปกินข้าวเย็นที่ร้าน ANYA’S PLACE อยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ ศาลายา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร อาหารอร่อยดีค่ะ

https://web.facebook.com/Anyarestaurant

++++

 

เพิ่งรู้จากเพื่อนว่า เกย์รุ่นใหม่เขานิยมไป hang out กันที่ลานเกย์ รัชโยธิน ที่อยู่แถว ๆ ผับ “ท่าช้าง รัชโยธิน” กับโรงหนังเมเจอร์รัชโยธิน เห็นมีคลิปใน instagram กับ tiktok เยอะมากที่พูดถึงประเด็นนี้

 

รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีงามมาก ๆ เราก็ไปดูหนังที่เมเจอร์รัชโยธินบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีอะไรแบบนี้เลย เพราะว่าพอหนังเลิกราว ๆ 4 ทุ่มเราก็เดินออกทางเชื่อมรถไฟฟ้าด้านหน้า เราก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ลานด้านหลัง

 

เรารู้แค่ว่า แถวนั้นมันมีผับบาร์อยู่บ้าง และก็น่าจะมีร้านอาหารบางร้านที่มันยังคงเปิดในเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ มีร้านราเมงข้อสอบกับสตาร์บัคส์ที่เปิด 24 ชั่วโมง และร้านอาหารหลายร้านที่ปิดตีหนึ่งหรือตีสอง อาคารด้านหลังเมเจอร์รัชโยธินมันมีร้านอาหารเยอะมาก และห้องน้ำในอาคารนั้นน่าจะเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงมั้ง

 

เพราะฉะนั้นลานตรงนั้นมันก็เลยอาจจะเหมาะดี เพราะมันดูเหมือนเปิดไฟสว่างไสว ดูปลอดภัย เดินเหินได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเสียตังค์ มีร้านอาหารร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง มีห้องน้ำให้เข้าไปปัสสาวะและทำอะไรอย่างอื่น ๆ ได้

 

หวังว่าจะมีคนทำหนังสั้นเกี่ยวกับลานเกย์รัชโยธินมาให้พวกเราได้ดูกันนะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0JTP4ocFUSwR2WmVHo7txVBF924NdVdKMVFcb1hMA3wzb4XLfuBty7ZT4fzBjjPe4l

 

 


Tuesday, May 12, 2026

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN

 

LEMON TREE (2023, Rachel Walden, USA, 18min, A+30)

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN (2025, Oscar Ruiz Navia, Colombia/Canada, 15min, A+30)

 

เราเดาว่านี่คือหนังส่วนตัวที่ผู้กำกับทำขึ้นเพื่ออุทิศให้กับน้องสาวของเขาที่เสียชีวิตไปในปี 2023 หนังประกอบด้วยภาพพื้นที่ต่าง ๆ ในโคลอมเบียและแคนาดา, ฟุตเตจโฮมวิดีโอที่ผู้กำกับกับน้องสาวเคยถ่ายไว้ในวัยเด็ก และเสียงประกอบที่เราเข้าใจว่า เป็นเสียงของน้องสาวที่เคยอัดเก็บไว้ และเสียงของคนที่เห็นวิญญาณของน้องสาว

 

ภาพบางส่วนในหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Oscar Ruiz Navia ที่เราเคยดูมาแล้ว เพราะว่าฟุตเตจโฮมวิดีโอของครอบครัวที่ไปเที่ยวชายทะเล ก็ทำให้นึกถึง CRAB TRAP (2009, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ที่เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok ส่วนภาพช่วงต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นลานเล่นสเก็ตและ graffiti มากมาย ก็ทำให้นึกถึง THE MUSHROOMS (2014, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ซึ่งเป็นหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

ไม่แน่ใจว่าชื่อหนังเรื่องนี้ TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN หมายถึงอะไร เพราะเหมือนตัวหนังก็ไม่ได้มีการพูดถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกับประโยคนี้ แต่ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง COULD SEE A PUMA (2011, Eduardo Williams, Argentina, A+30) ที่ชื่อหนังก็สร้างความพิศวงพอ ๆ กัน 55555

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN เหมาะฉายควบกับ THE EXISTENCE OF BABYLON ขัตติยนคร (2021, จารุพล เจริญพิเชฐ A+30) เพราะว่าหนังสองเรื่องนี้นำโฮมวิดีโอที่เคยถ่ายไว้ในอดีตมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง DISCOURSE, EARTH พิภพบรรฑูรย์ (2001, อุทิศ เหมะมูล, 25min, A+30) อย่างรุนแรงมาก

+++

THE SALT FISHERMAN (2011, Ziad Bakri, Palestine, 18min, A+30)

 

เรียกว่าเป็น “หนังแอบเสิร์ด” ได้หรือเปล่า

 

Ziad Bakri เป็นลูกชายของ Mohammad Bakri ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง JENIN, JENIN (2003, documentary, A+30) และ JANIN, JENIN (2024, documentary, A+30) โดยที่ Ziad ให้พ่อของเขามานำแสดงในหนังสั้นเรื่องนี้ด้วย

+++

 

เราได้ดูหนังของ Hirokazu Koreeda ไป 13 เรื่อง และก็ชอบ THE THIRD MURDER (2017) มากที่สุดในบรรดา 13 เรื่องนี้

+++

 

เนื่องจากวันพฤหัสบดีนี้จะมีหนังเข้าฉายเยอะมาก แล้วหนังเก่าเราก็ยังดูไม่หมด เราก็เลยทำรายชื่อสรุปหนังโรงที่เราอาจจะดูในช่วงวันที่ 13-20 พ.ค. 2026

 

1. AI GLAE, MY BELOVED FRIEND ไอ้แกละเพื่อนรัก (1972, Surapol Tonawanig, 168min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

2. BILLIE EILISH: HIT ME HARD AND SOFT  -- THE TOUR LIVE IN 3D (2026, James Cameron, Billie Eilish, 114min)

 

3. THE CHILDREN OF CHAO PHRAYA RIVER ลูกเจ้าพระยา (1977, Charin Nuntanakorn, 124min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

4. ENHYPEN: IMMERSION IN CINEMAS (2026, South Korea, 56min)

 

5. GHOSTFLUENCER สาปเมือง (2026, Anawat Promjae, 105min)

 

6. GREETINGS FROM MARS (2024, Sarah Winkenstette, Germany, 85min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. IN THE GREY (2026, Guy Ritchie, UK, 98min)

 

8. THE KING’S WARDEN (2026, Jang Hang-jun, South Korea, 116min)

 

9. KRISHNAVATARAM – PART 1: THE HEART (HRIDAYAM) (2026, Hardik Gajjar, India, 150min)

 

10. MERRILY WE ROLL ALONG (2025, Maria Friedman, musical, 145min)

 

11. THE MOBARAK (2015, Mohammadreza Najafi, Iran, 80min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

12. MORTAL KOMBAT II (2026, Simon McQuoid, 116min)

 

13. MOTHER MARY (2026, David Lowery, 111min)

 

14. ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, 108min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

15. PATI PATNI AUR WOH DO (2026, Mudassar Aziz, India)

 

16. PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, 126min)

 

17. THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland, 109min)

มีตัวละครพูดในช่วง end credits

 

18. THAT TIME I GOT REINCARNATED AS A SLIME THE MOVIE: TEARS OF THE AZURE SEA (2026, Yasuhito Kikuchi, Japan, animation, 105min)

 

19. 3 GOOD GUYS (2026, Boi Kwong, Singapore, 107min)

 

20. TOP GUN (1986, Tony Scott, 110min, เคยดูแล้วในรูปแบบวิดีโอเทป)

 

ภาพจาก THE KING’S WARDEN

+++

 

ชอบสุดขีด ทั้ง CRAZY FOR YOU, SMOOTH OPERATOR, EVERYBODY WANTS TO RULE THE WORLD ส่วนเพลง ONE NIGHT IN BANGKOK นี่ก็คลาสสิคมาก ๆ

+++

 

ปี 2009 นี่ถือเป็นอีกปีที่พีคสุดขีดสำหรับ cinephiles in Bangkok เพราะปีนั้นมีทั้งงาน ALAIN TANNER RETROSPECTIVE และ LAV DIAZ RETROSPECTIVE จัดขึ้นในกรุงเทพ และเราก็ยังคงจดจำความสุขในสองงานนี้ได้ดีแม้เวลาจะผ่านมานาน 17 ปีแล้วก็ตาม

+++

 

มีอย่างน้อย 5 เรื่องครับ เพราะว่าจิตรได้ดู JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976), LIGHT YEARS AWAY (1981), IN THE WHITE CITY (1983), MESSIDOR (1979) กับ CHARLES, DEAD OR ALIVE (1969) ในงาน World Film ปีนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าปีนั้นมีฉาย THE SALAMANDER (1971) ด้วยหรือเปล่า

++++

 

ดีใจสุดขีด Chaka Khan ซึ่งมีอายุ 73 ปี เพิ่งออกมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ CHAKZILLA

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=pJWclcLXREUTvw4p

 

Monday, May 11, 2026

FAVORITE SONGS WHICH ARE LONGER THAN 5 MINUTES

 

CHOICES OF THE HEART ทางเลือกของชีวิต เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงทางสามแพร่ง

 

ปรากฏว่ามีคนเอาแรงบันดาลใจจากรูปพวกนี้ไปแต่งเป็นนิยายวาย 55555

+++

 

ขอเสริมด้วยรายชื่อหนังที่เราชอบมากที่สุดของผู้กำกับ 5 ท่านนี้

 

1. CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette)

 

2. THE GREEN RAY (1986, Éric Rohmer)

 

3. LA CÉRÉMONIE (1995, Claude Chabrol)

 

4. LA CHINOISE (1967, Jean-Luc Godard)

 

5. TWO ENGLISH GIRLS (1971, François Truffaut)

+++

 

เพิ่งรู้ว่า The Orb วงดนตรีโปรดของเรา ออกอัลบัมชื่อ BUDDHIST HIPSTERS ในปี 2025 อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมชุดที่ 18 ของวง The Orb

 

FAVORITE SONGS WHICH ARE LONGER THAN 5 MINUTES

 

1. BLUE ROOM (1992) – The Orb เพลงนี้ยาวแค่ 39 นาทีเท่านั้นเองในรูปแบบซิงเกิล ส่วนเวอร์ชั่นในอัลบัม U.F. ORB ยาวแค่ 17 นาที

 

เพิ่งรู้ว่าเพลงนี้ถือเป็นเพลงที่ยาวที่สุดที่เคยติดอันดับซิงเกิลชาร์ทในอังกฤษ และเพลงนี้เคยขึ้นไปถึงอันดับ 8 ในอังกฤษด้วย

 

2. THE TAXI RIDE (1985) – Jane Siberry (5.39min)

 

3. END OF THE RUN (1989) – Deborah Harry (7.04min)

 

4. O SUPERMAN (1981) – Laurie Anderson (8.21min)

 

5. FROU-FROU FOXES IN MIDSUMMER FIRES (1990) – Cocteau Twins (5.38min)

 

6. TROY (1987) – Sinéad O’Connor (6.34min)

 

7. THE LADY OF SHALOTT (1991) – Loreena McKennitt (11.34min)

 

8. GEEK LOVE (1994) – Bang Bang Machine (9.24min)

 

9. REFRACTIONS IN THE PLASTIC PULSE (1997) – Stereolab (17.32min)

 

10. CLOUDBUSTING (1985) – Kate Bush (5.06min)

 

BLUE ROOM

https://youtu.be/MrzqO7t-Q60?si=PR9F4rO1qTNIC69S

 

THE TAXI RIDE

https://youtu.be/XU-5NdiUWlo?si=7uTmSKelMQbuOm4l

 

END OF THE RUN

https://youtu.be/3glWTVJACl8?si=AJnxO2nIzndvtV-Y

 

O SUPERMAN

https://youtu.be/Vkfpi2H8tOE?si=HKEScvhoTKJPptg8

 

FROU-FROU FOXES IN MIDSUMMER FIRES

https://youtu.be/qgffvFM1J-Q?si=yPi7zxyfivz25F_3

 

TROY

https://youtu.be/0c4v7fp5GC8?si=peNSc4T8BXvA3k2V

 

THE LADY OF SHALOTT

https://youtu.be/vPMlp1qfHt8?si=VVXLg02f43qIZeso

 

GEEK LOVE

https://youtu.be/QUqng3Yq9m4?si=f52llfZPCCGa76yZ

 

REFRACTIONS IN THE PLASTIC PULSE

https://youtu.be/4em7lj0n5io?si=_o8fXZnevJUjJ1PK

 

CLOUDBUSTING

https://youtu.be/pllRW9wETzw?si=zDEPOLJnkH-ro1od

 

Sunday, May 10, 2026

22 FILMS OF WEERA RUKBANKERD

 

ฉันรักเขา Morgan Oey from GHOST IN THE CELL (2026, Joko Anwar, Indonesia, A+30)

+++

 

ในหนังเรื่อง THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30) มีการพาดพิงถึงละครโทรทัศน์ของบราซิลเรื่อง ISAURA: SLAVE GIRL (1976-1977, Brazil) ด้วย และอย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ละครทีวีเรื่องนี้เคยมาฉายในไทยด้วยนะ ในชื่อเรื่องว่า “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” โดยฉายทางช่อง 5 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980

 

พอดีวันนี้เราพบว่า เราเคยอัดส่วนนึงของละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ ก็เลยเอามาแปะในนี้ด้วยเลยดีกว่า เพราะว่าในช่วงทศวรรษ 1980 นั้น การที่ละครทีวีบราซิลได้มาฉายทางโทรทัศน์ในไทย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

 

เนื่องจากเทปวิดีโอนี้อัดไว้ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน เพราะฉะนั้นสีในภาพก็เลยเพี้ยนไปหมดแล้วนะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/981589637753816

 

+++

 

พยายามนับว่า เราเคยดูภาพยนตร์ที่กำกับโดยคุณ Weera Rukbankerd วีระ รักบ้านเกิดไปแล้วกี่เรื่อง สรุปว่า ได้ดูไปแล้ว 22 เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

 

1. MESSAGES ARE NOT TRUE STORY (2008, 15min)

เรื่องย่อ: ชายที่ผิดหวังในความรัก กับเมจเสจเก่า ๆ ของเขา

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 17 ก.ค. 2008

 

โปรแกรมวันนั้นพีคมาก ๆ เพราะหนังเรื่อง “คนชิงเปรต” ของคุณคมจักร ทองจิบ จากจังหวัดสตูล ก็ดีมาก ๆ ส่วนหนังเรื่อง “คืนเปลี่ยวในซอยตรวจ” THE POLICE (2008, Weerasak Suyala) จากอุบลราชธานีนี่ก็ถือเป็นหนังคลาสสิคไปแล้ว

 

2. HOUSE OF FEEL (2009, 8min)

บ้านของผม ชีวิตของผม ความสุขของผม และความทุกข์ของผม

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 8 ก.ค. 2009

 

3. COMPETITIVE STRATEGY (2010, 7min)

ความรักที่ผิดหวังมานาน สุดท้ายก็มีคนอาสามาช่วยผมแล้ว

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2010

 

โปรแกรมภาพยนตร์ในวันที่ 2 ก.ค. 2010 ก็พีคมาก เพราะมีทั้งภาพยนตร์ของคุณวาสุเทพ เกตุเพ็ชร์, เอกภณ เศรษฐสุข,  วรรณแวว + แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์, ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์, พิรุณ อนุสุริยา และเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ฉายในวันเดียวกัน

 

4. B.H.T.S. (2013, 8min)

การทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งครับ

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 3 ก.ค. 2013

 

ตอนนี้เราจำรายละเอียดใน B.H.T.S. ไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า หนังเรื่อง AMOKSIKLAV GPO (2013, Teeranit Siangsanoh, 34min) ที่ฉายในวันเดียวกันนี่ถือเป็น one of my most favorite Thai films of the 2010s

 

5. WALK FALL BACK (2014, 5min)

การถอยหลังของชายที่ผิดหวังในความรัก

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 12 ก.ค. 2014

 

มันคือหนังที่ให้คุณวีระเดินถอยหลังในบ้านตลอดทั้งเรื่องหรือเปล่านะ มีใครจำรายละเอียดอะไรในหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

วันนั้นหนังเรื่อง WALK FALL BACK ฉายติดกับหนังเรื่อง WASTELAND (2014, Dawut Sassanapitax, 9min) และมีหนังเรื่อง WE USED TO LOVE EACH OTHER (2014, Aroonakorn Pick, 27min) ฉายด้วย

 

แล้วเราก็ได้ดูภาพยนตร์อีก 17 เรื่องของคุณวีระ ในงาน BROKEN HEARTED BOYHOOD เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2026 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการดูรอบที่สอง แต่ก็มีบางเรื่องที่เป็นการดูรอบแรก โดยภาพยนตร์ในงานนี้ประกอบด้วย

 

6. 1 DAY IN UTOPIA (2005, 3min)

การใช้ชีวิตของคนที่สับสนในรัก

 

7. 5 YEARS IN SAD HEART (2006, 9min)

ชายที่ติดอยู่กับความรักที่ผิดหวังมาแล้ว 5 ปี

 

8. 2 SECOND IN BAD LOVE (2007, 7min)

ชายที่จมอยู่ในรักที่ไม่สมหวัง พยายามทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลืมเธอ

 

9. 4 MINUTE IN BROKEN SOUL (2007, 7min)

ชายที่ผิดหวังในความรัก ต้องทนทุกข์ทรมานกับความทรงจำที่ยังอยู่

 

10. ONE (2011, 8MIN)

การทำหนังของผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก

 

11. RETRO 1 DAY (2012, 10min)

ย้อนกลับไปพูดถึงหนังเรื่องแรกเมื่อ 8 ปีก่อนให้น้องชายฟัง

 

12. DIRECTOR & ACTOR (2015, 14min)

การทำหนังเกี่ยวกับผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้กำกับและนักแสดง

 

13. อวัยวะ (2016, 13min)

เรื่องราวของอวัยวะต่าง ๆ ของผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก

 

14. FUTURE BOARD (2017, 14min)

เรื่องของผู้ชายที่ผิดหวังในความรักที่หมกมุ่นกัยอวัยวะที่ทำจากฟีเจอร์บอร์ด

 

15. ARTICLE KILLING ME (2018, 10min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก กับฝันร้ายของเขา

 

16. HEAVY BROKEN HEART METAL (2019, 16min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ที่พยายามหาคำอธิบายเกี่ยวกับความผิดหวังในความรัก

 

17. BLUR HAPPY, BLUR SAD (2020, 11min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ที่อยู่ในวังวนเรื่องราวของตัวเอง

 

18. BEGIN, LOVE, HATE, END (2021, 14min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรักในบ้าน

 

19. DESK CALENDAR (2022, 17min)

 

20. BLACK&WHITE&LOVE&SAD (2023, 15min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรักในโหมดขาวดำ

 

21. MIDLIFE CRISIS (2024, 17min)

ชายวัยกลางคนที่ผิดหวังในความรัก

 

22. SUCCESS’SI SUCCESS (2025, 18min)

ชายวัยกลางคนที่ผิดหวังในความรักและพึ่งประสบความสำเร็จ

+++

เราชอบ HARU (1996, Yoshimitsu Morita) อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2003

++

 

เพิ่งได้ดูมิวสิควิดีโอเพลง COME INTO MY HOUSE (1990) ของ Queen Latifah ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด MV นี้ใช้ภาษาลาวในเพลงด้วย เหมือนมันจะเขียนว่า “มาสู่เฮือนของข้อย” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจนะ เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเพลง

 

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจมากใน MV เพลงนี้ ก็คือท่าเต้นแบบ Voguing ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงปี 1989-1990 ซึ่งจะเห็นได้จากหนังสารคดีเรื่อง PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston) และมิวสิควิดีโอเพลง DEEP IN VOGUE ของ Malcolm McLaren กับ VOGUE ของ Madonna ที่นำเสนอท่าเต้นแบบ Voguing เหมือนกัน

https://youtu.be/QcP5Wwr3c-Y?si=HuheiJrdnquOPrd-

 

 

Saturday, May 09, 2026

A FILMOGRAPHY OF THEERAPAT WONGPAISARNKIT

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ชอบมาก ๆ ที่มีการพูดถึงชีวิตของคนตาบอดสีในเทปด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อน

 

พอเทปนี้พูดถึงเรื่อง “โลกของหนัง” ที่เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นแล้ว เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในจักรวาลภาพยนตร์ของ Eric Rohmer, Jacques Rivette และ Dag Johan Haugerud มาก ๆ รู้สึกว่าเป็นจักรวาลภาพยนตร์ที่ถ้าหากเราได้เข้าไปอยู่แล้ว เราคงมีความสุข

 

ส่วนจักรวาลภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีด แต่ตัวเราไม่อยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ก็คือจักรวาลภาพยนตร์ของ Lav Diaz, Bela Tarr, Scud, Tobe Hooper, Wes Craven

++++

 

เราชอบกิน “ภาชนะใส่อาหาร” มาก ๆ พวก “โคนของไอศกรีม” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบกินเมนูสลัดบางอันมาก ๆ เพราะเมนูสลัดบางอันมี “กระทงใส่อาหาร” ที่เราสามารถกินตัวกระทงได้ อย่างเช่นเมนูสลัดผลไม้กุ้งทอด ของ Salad Factory ที่ตัวกระทงเหมือนทำจากเผือกทอด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

อีกอันที่ชอบกินก็คือ Grande Taco Salad Bowl ของร้าน Sunrise Tacos เพราะตัวกระทงในเมนูนี้ก็สามารถกินได้เช่นกัน

 

ไม่รู้ว่ามีเมนูอาหารอะไรอื่น ๆ อีกบ้างที่เราสามารถกินตัวภาชนะใส่อาหารได้

+++

 

ชอบนิทรรศการนี้มาก ๆ WHERE SPIRITS DWELL ของ Ding Min ที่ GalileOasis

 

ชอบแต่ละตัวละครในภาพของเขามาก ๆ รู้สึกว่าแต่ละตัวละครในภาพของเขาสามารถเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกจินตนาการของเราได้สบาย ๆ

 

เหมือนภาพของเขามันมีความ Junji Ito + David Lynch + เทพนิยาย แต่มันลดทอนความสยองขวัญแบบ Junji Ito ลง และใส่ความน่ารักเข้าไปเป็นส่วนผสมแทน มันก็เลยออกมาดูเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วหลายครั้งว่า เราชอบโลกจินตนาการที่ “ตัวละครทุกตัวมีอิทธิฤทธิ์รุนแรง” เราก็เลยชอบภาพของ Ding Min มาก ๆ อย่างเช่นภาพหนูน้อยหมวกแดงที่ปล่อยตัวโลนยักษ์จำนวนมากออกมา คือตัวละครแบบนี้นี่เหมาะกับโลกจินตนาการของเราจริง ๆ เพราะหนูน้อยหมวกแดงในโลกจินตนาการของเราไม่ใช่เด็กหญิงที่ไร้พิษสง แต่ต้องเป็นเด็กหญิงที่มีพิษสงรุนแรงแบบนี้นี่แหละ

 

ในนิทรรศการนี้มีสมุดภาพของ Ding Min ขายด้วย เราก็เลยซื้อสมุดภาพมาให้ลูกหมี

 

Instagram ของ Ding Min

https://www.instagram.com/dingminart/

++++

 

วันนี้เราได้ไปดูงาน Beam Wong: Selected Moving Images 2015–2026 ที่เกอเธ่ งานนี้มีฉายหนัง 9 เรื่องติดต่อกัน แล้วปรากฏว่าเราหารายละเอียดเกี่ยวกับหนังบางเรื่องในงานนี้แทบไม่เจอเลย เราก็เลยต้องรีบจดบันทึกช่วยจำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจำถูกจำผิดอะไรบ้างหรือเปล่า ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมก็มา comment กันได้นะคะ

 

หนัง 9 เรื่องที่ฉายในงานนี้

 

1. HUU (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 24 min)

เราเคยดูแล้ว


2. SPIRAL IN THE SKY (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, A+15)

Animation สั้น ๆ เข้าใจว่าเป็น MV ประกอบเพลง ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นนี้มีหญิงสาวที่ถอดแว่นออก แล้วก็เหมือนมีดวงตาที่สามปรากฏบนหน้าผาก ดวงตาเป็นรูปชายทะเล แล้วภาพชายทะเลภายในรูปทรงดวงตาก็ลอยออกมาจากหน้าผากของเธอ แต่พอเธอใส่แว่น สีของภาพก็เปลี่ยนไป เหมือนเธอยืนอยู่หน้าแม่น้ำ และอีกฟากเป็นภาคอุตสาหกรรม


3. DIARY OF A PURSE FUCKER (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 11 min)

เราเคยดูแล้ว


4. LONG LIVE THE SIN (2021, Theerapat Wongpaisarnkit, 3:17 min, A+30)

ดีงามมาก ๆ หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบด้วยนะ

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังสั้นเรื่องนี้ใช้ฉากอุโมงค์เดียวกับที่ปรากฏในหนังเรื่อง CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min, A+30)

5. BIRD IN A GLASS COFFIN (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, 7:11 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นเรื่องนี้มีนกที่ถูกใบพัดเครื่องบินดูดเข้าไปจนถึงแก่อสัญกรรม เหล่าอีกาก็เลยบินเข้าไปเอาซากนกตัวนี้ไปใส่ในโลงศพ แล้วจุดไฟเผาโลงศพ แล้วเอาโลงศพไปต่อท้ายเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินถูกเพลิงเผาผลาญทำลายไปด้วย


6. BLESS & CURSE (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 1 min, A+30)

หนังสั้นที่รวบรวมถ้อยคำต่าง ๆ ให้มาปรากฏในรูปของ text และเสียง ซึ่งรวมถึงถ้อยคำที่พวกเราอาจจะคุ้นชินกันดี


7. SOLAR AUTONOMOUS INTERZONE, RAMAVANIAEDITON (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 6:32 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่องนี้ใช้ภาพจาก AI เป็นผู้คนจำนวนมากในคลับเต้นรำ แล้วก็มีการพูดถึง Saros ผู้หลงใหลใน eclipses

 

ใครจำรายละเอียดอื่นใดในหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับ SAROS 143 CLUB (2024, Nanut Thanapornrapee, 20min, A+30) หรือเปล่า เพราะหนังเรื่อง SAROS 143 CLUB ก็พูดถึงวัฏจักร Saros ที่เกี่ยวข้องกับ eclipses เหมือนกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง Saros ตรงกันโดยบังเอิญ หรือว่าเป็นหนังสองเรื่องที่อยู่ในโปรเจคท์เดียวกัน 55555

 

8. 3KAZ (3 Ka inAutonomousZone) (2026, Theerapat Wongpaisarnkit, 5:43 min, A+30)

จำได้ว่าหนังพูดถึงความแตกต่างระหว่าง crows กับ ravens, กากับอีกา

 

ใครจำอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

คุณ Beam Wong พูดในงานว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานกา 3 ขาของญี่ปุ่น ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่น และเรื่อง “กาคาบข่าว” หลังจากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต

9. DECONSTRUCTING ANGELS (2023, Theerapat Wongpaisarnkit, Live Cinema Performance, 10 min, A+30)

Beam Wong เล่นเปียโนเพราะมาก โดยเป็นการเล่นเปียโนสดประกอบกับภาพที่คล้ายสัญญาณจอโทรทัศน์สมัยก่อน

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ช่วงต้นของหนังเรื่องนี้คือฉากผู้หญิงทำ shibari แต่เราก็ไม่แน่ใจว่า มันคือช่วงต้นของ DECONSTRUCTING ANGELS หรือมันคือช่วงท้ายของ 3KAZ

 

ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเหล่านี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Theerapat Wongpaisarnkit ที่เราเคยดูมาแล้ว ก็มีเช่น

 

10. AMONG THE LIGHT (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 11.35min)

 

11. ROOMMATE (รูมเมท) (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 10:07 min)

12. BETWEEN THOUGHT AND EXPRESSION (มนุษย์หงุดหงิด) (2013, 10min)

 

13. JUNK SHIT MINDS (2014, 2min)

 

14. PLEASE CHECK YOUR BELONGING BEFORE LEAVING (โปรดตรวจสอบทรัพย์สินของท่านก่อนลุกจากที่นั่ง) (2014, Theerapat Wongpaisarnkit, 8min)

 

15. BANGKOK SCI-FI 603 (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, Vutichai Tanglaksilathong, Thanakrit Khuntiudom, 13min)

 

16. BANMUN (บ้านหมุน) (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 3min)

 

17. FLUMMOXED COCOON (ดักแด้โกลาหล) (2017, musical film, 28min)

 

18. MGB: SOFTWHERE (2018, Theerapat Wongpaisarnkit, 26min)

 

19. JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

20. CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

แต่เรายังไม่ได้ดู 06263 (2025, Theerapat Wongpaisarnkit, Jidapa Chirayangyuenyong, 9.30min) นะ

 

 

Friday, May 08, 2026

GEORGIAN CINEMA

 

ฉันรักเขา Kanji Ishimaru from TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME (2010, Masaaki Taniguchi, Japan, 122min, A+30)

 

Kanji Ishimaru น่าจะมีอายุราว ๆ 45 ปีตอนเล่นหนังเรื่องนี้ เขาหล่อมากในสายตาของเรา แต่ทำไมเหมือนเราไม่เคยเห็นเขาตอนหนุ่ม ๆ มาก่อน เราก็เลยไปหาข้อมูลดู แล้วก็พบว่า เขาเป็น “นักแสดงละครเวที” เขาเริ่มเล่นละครเวทีตั้งแต่อายุ 25 ปี และเพิ่งเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ตอนอายุราว 44 ปี โธ่ เราก็เลยอดดูเขาตอนหนุ่ม ๆ เลย

 

ตอนแรกเรากะว่าจะไม่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะตอนแรกเราเข้าใจผิดว่า มันเป็นการรีเมคหนังเรื่อง THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME (1983, Nobuhiko Obayashi, Japan) ที่เราเคยดูที่ Japan Foundation ถนนอโศก แล้วเราจะดูเวอร์ชั่นรีเมคทำไมในเมื่อเราเคยดู original version ไปแล้ว

 

แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้จริง ๆ เราก็พบว่า มันไม่ใช่การรีเมค แต่เป็น sequel ต่างหาก มันคือ “ภาคต่อ” เพราะว่าเนื้อหาใน TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME มันคือเรื่องราวของ “รุ่นลูก” ของตัวละครใน THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME

 

เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูหนังภาคต่อของหนังภาคแรกที่กำกับโดย Nobuhiko Obayashi โดยที่ภาคสองนี้สร้างห่างจากภาคแรกนานถึง 27 ปี

+++

 

BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY (2023, Elene Naveriani, Georgia/Switzerland, 111min, A+30)

 

1. ชอบการใช้สีในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สีสวยมาก ๆ เราเลยเอาภาพจากหนังเรื่องนี้มาลงในอัลบัมนี้ ซึ่งเป็นอัลบัมรวมหนังสีสวย

 

2. ดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมากในระดับนึง เพราะหนังมันพูดถึงแรงปรารถนาทางเพศของสาวโสดวัย 48 ปี

 

3. ทำไม Georgia ถึงเป็นประเทศที่มาแรงในวงการภาพยนตร์ในระยะหลังนะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตด้วยกัน เพราะว่านอกจาก BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY แล้ว ภาพยนตร์จากประเทศ Georgia ในระยะนี้ ก็รวมถึง

 

3.1 APRIL (2024, Dea Kulumbegashvili)

3.2 DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze)

3.3 IMAGO (2025, Déni Oumar Pitsaev)

 

แล้วในอดีต หนังอย่าง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov) ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นหนังสหภาพโซเวียต + อาร์เมเนีย + จอร์เจีย เพราะว่า Sergei Parajanov เกิดในจอร์เจีย และหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในจอร์เจีย

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไม Georgia ถึงมาแรงในช่วงนี้ เหมือนมาแรงกว่า Belarus, Moldova, Armenia, Azerbaijan, Kazakhstan, Turkmenistan, Kyrgizstan, Tajikistan, Uzbekistan แต่อาจจะอยู่ในระดับพอ ๆ กับ Ukraine ที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกนับตั้งแต่เกิดสงครามขึ้นมา

 

4. ไม่รู้ว่าสาเหตุส่วนนึงเป็นเพราะ Georgia อาจจะมีรากฐานวัฒนธรรมของตนเองมายาวนานหลายพันปีหรือเปล่า เพราะว่า Georgia เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักร Colchis ที่ปรากฏอยู่ในตำนานกรีก และในตำนาน Jason and the Argonauts ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริเวณที่ตั้งของประเทศจอร์เจียนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่อยู่ร่วมสมัยกับกรีกหรือเป็นอาณาจักรที่มาก่อนกรีกเสียอีก

 

5. Georgia เป็นประเทศที่มีภาษาและตัวอักษรที่ไม่เหมือนใครเลยด้วย เราชอบตัวอักษรของ Georgia มาก ๆ มันกลม ๆ และดูเผิน ๆ แล้วทำให้นึกถึงภาษาพม่า เห็นเขาบอกว่าตัวอักษรของ Georgia ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1500 ปีก่อน และไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน เพราะฉะนั้นภาษาของ Georgia เลยแปลกประหลาดและ unique มาก

 

เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เลยทำให้ Georgia มีรากฐานวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเองมาก ๆ หรือเปล่า และสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึง Georgian Cinema ในปัจจุบัน

 

6. ในส่วนของประเทศอื่น ๆ ที่แตกตัวออกมาจากโซเวียตนั้น เราว่า Lithuania เคยโดดเด่นมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 เพราะ Sharunas Bartas และ Lithuania ก็ยังคงสร้างหนังดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน แต่อาจจะไม่เปรี้ยงเท่ายุค 1990

 

Kazakhstan Cinema ก็เคยเปรี้ยงมาก ๆ ในทศวรรษ 1990 เพราะ Darezhan Omirbaev แต่หลังจากนั้นเหมือนหนังคาซัคสถานก็มีให้เห็นบ้างเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหนังของ Adilkhan Yerzhanov แต่ก็เหมือนหนังคาซัคไม่เปรี้ยงปร้างบนเวทีโลกมากเท่ากับในทศวรรษ 1990 อีก

 

เราก็เลยสงสัยว่า มีปัจจัยใด ๆ บ้างที่อยู่ดี ๆ ทำให้ Georgian Cinema โดดเด้งขึ้นมาในระยะนี้

+++

 

ดีใจมาก ๆ กับหนัง 3 เรื่องที่เราเคยดูเพราะมันเข้าฉายตามเทศกาลในไทย แล้วได้รางวัลในงานนี้ ทั้ง

 

1. UNTIL THE ORCHID BLOOMS (Polen Ly, Cambodia)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ House Samyan

 

2. COMPACT DISC (Rico Wong, Hong Kong)

เราได้ดูในงานฉายของ Wildtype ที่ Buffalo Bridge Gallery

 

3. COLOUR IDEOLOGY SAMPLING.MOV (Chan Cheuk-sze, Kathy Wong, Hong Kong/Taiwan)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ Century Onnut

++++

 

ตอนแรกผมก็นึกว่าผมไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน PACCHIGI พอไปเช็คดูแล้วก็พบว่า ผมเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว 555555 เพราะว่าทาง Japan Foundation ชอบเอาหนังเรื่องนี้มาฉายบ่อย ๆ โดยใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า WE SHALL OVERCOME SOMEDAY (2004, Kazuyuki Izutsu)