Thursday, February 12, 2026

HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)

 

HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)

พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

 

1. SOME QUOTES

 

1.1 “ราหุล ชาโต, พันธน ชาต”

“บ่วงเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”

เจ้าชายสิทธัตถะตรัส หลังจากทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรส (พระราหุล)

 

1.2 COSMOPOLIS (2012, David Cronenberg)

 

  • Vija Kinsky (Samantha Morton): What is the flaw of human rationality?
  • Eric Packer (Robert Pattinson): What?
  • Vija Kinsky: It pretends not to see the horror and death at the end of the schemes it builds. This is a protest against the future. They won't hold off the future. They want to normalize it, keep it from overwhelming the present. The future is always a wholeness, a sameness, we're all tall and happy there. This is why the future fails. It can never be the cool and happy place we want to make it.

 

1.3 THE DEVIL, PROBABLY (1977, Robert Bresson, France)

 

Charles: In losing my life, here's what I'd lose. Family planning, package holidays, cultural sporting, linguistic. The cultivated man's library. All sports. How to adopt a child. Parent-teacher associations. Education. Teaching 0 to 4 years, 7 to 14 years, 14 to 17 years. Preparation for marriage. Military duties. Europe. Decorations - honorary insignia. The single woman. Paid sick leave, unpaid sick leave. The successful man. Tax benefits for the elderly. Local taxes. Hire purchase. Radio and television rentals. Credit cards. Home repairs. Index-linking. VAT and consumers.

 

2. HUMAN RESOURCE เป็นหนังที่เราชอบสุดขีดมาก ๆ แต่เราจะไม่เขียนวิเคราะห์หนังเรื่องนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะเพื่อน ๆ ของเราและเพจต่าง ๆ เขียนถึงประเด็นเหล่านี้ได้ตรงใจเรามาก ๆ แล้ว และเราก็แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาไว้บนวอลล์ของเราไปแล้วมากมาย เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่เขียนประเด็นพวกนี้ซ้ำแต่อย่างใด ประหยัดเวลาไปได้มาก 55555

 

เพราะฉะนั้นเราก็จะขอจดบันทึกแค่ความรู้สึกบ้า ๆ บอ ๆ หาสาระอะไรมิได้ของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็แล้วกัน และก็จะจดบันทึกเฉพาะสิ่งที่เราถนัด นั่นก็คือว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกเชื่อมโยงถึงหนังเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายโดยไม่ได้ตั้งใจเรื่องไหนบ้าง

 

3. กลับไปที่ข้อ 1.1 สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือมุมมองที่มีต่อ “การให้กำเนิดบุตร” เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้เชิดชูหรือยินดีปรีดากับการให้กำเนิดบุตรขึ้นมาในประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้แต่อย่างใด หนังเหมือนจะตั้งคำถามว่า “คุณอยากให้ลูกเกิดมาเป็นคนไทยในยุคปัจจุบันนี้จริง ๆ เหรอ ถ้าหากคุณไม่รวยพอ” และหนังเหมือนจะบอกผู้ชมในทางอ้อมว่า “ถ้าหากคุณอยากให้ลูกเกิดมาเป็นคนไทยในยุคปัจจุบันนี้จริง ๆ คุณก็จะต้องพิจารณาประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยนะ”

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่หนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้เราตั้งคำถามในหัวตัวเองต่อไปว่า คุณอาจจะเต็มใจให้ลูกเกิดมา คุณอาจจะตั้งใจเลี้ยงดูลูก ๆ อย่างดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ แต่ลูก “เลือกที่จะเกิดมาเป็นลูกของคุณ” จริง ๆ เหรอ ลูกของคุณ “เลือกที่จะเกิดมาเป็นคนไทยในยุคปัจจุบันนี้” จริง ๆ เหรอ ถ้าหากลูกเลือกเกิดได้จริง ทำไมลูกไม่เลือกไปเกิดเป็นลูกคนสแกนดิเนเวีย ทำไมลูกไม่เลือกไปเกิดเป็นลูกของคนรวยล่ะ

 

หรือแม้แต่คำถามที่ว่า ลูกเลือกที่จะเกิดมาจริง ๆ หรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วลูกไม่ได้อยากเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ

 

เรารู้สึกว่า ประโยคบางประโยคที่เฟรน (Prapamonton Eiamchan) พูดในหนังเรื่องนี้ มันกระตุ้นให้เราตั้งคำถามข้างต้น และเราก็จินตนาการว่า บางทีในฉากแรกของหนังเรื่องนี้ เมื่อเฟรนเห็นภาพเด็กทารกอายุ 5 สัปดาห์ในครรภ์ของตัวเอง เธออาจจะนึกประโยคนี้ขึ้นมาในหัวก็ได้

 

ราหุล ชาโต, พันธน ชาต”

“บ่วงเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”

 

เพราะเฟรนไม่ได้ยินดีปรีดา เมื่อได้ทราบข่าวว่าเธอตั้งครรภ์ เธอตั้งใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่บอกให้ Thame (Paopetch Charoensook) รู้ เพื่อที่ว่าเธอจะได้มีโอกาสแอบไปทำแท้งได้โดยที่ผัวไม่รู้

 

เพราะถ้าหากเธอปล่อยให้ลูกเกิดมา ลูกก็อาจจะกลายเป็น “บ่วง” กลายเป็น “เครื่องจองจำ” ลูกคนนี้จะ “จองจำ” เธอให้เธอต้องทำงานกับเจ้านายที่ชั่วร้ายต่อไป เธอจะต้องทนทุกข์กับการทำงานที่เลวร้ายนี้ต่อไป และเราก็จินตนาการต่อไปว่า ลูกจะกลายเป็น “เครื่องจองจำ” ให้เธอหย่าขาดจากผัวไม่ได้ง่าย ๆ ด้วย

 

คือหนังไม่ได้บ่งชี้แต่อย่างใดว่าเฟรนอยากจะหย่าขาดจากเธมนะ เรามองว่าเฟรนกับเธมเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในระดับนึง ทั้งสองมีบางอย่างที่เข้ากันได้ และเข้ากันไม่ได้ เหมือนคู่สมรสทั่ว ๆ ไป แต่เราจินตนาการต่อไปเองว่า ถ้าหากวันไหนเฟรนเกิดเบื่อเธมขึ้นมา เพราะเธอเริ่มทนนิสัยบางอย่างของเธมไม่ได้อีกต่อไป การจะหย่าขาดจากเขาก็จะกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากยิ่งขึ้น ถ้าหากเธอปล่อยให้ลูกเกิดขึ้นมา ลูกจะกลายเป็น “เครื่องจองจำ” เธอให้อยู่กับ “เจ้านายที่ชั่วร้าย” และ “ผัว” ต่อไป และจะทำให้เธอยิ่งวิตกกับ risks ต่าง ๆ มากมายในสังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้อย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วย

 

ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็สาธยายให้เราเห็นถึง risks และปัญหาต่าง ๆ มากมายได้ดีมาก อย่างเช่น

 

3.1 Environmental risks in the air (ตัวละครพูดถึง PM 2.5)

3.2 Environmental risks in food (ไมโครพลาสติกในแอปเปิลและลูกแพร์)

3.3 Environmental risks in water (แคดเมียม)

3.4 Climate change (ตัวละครบ่นในทำนองที่ว่า อากาศมันวิปริตจนฝนตกในฤดูหนาว)

3.5 flood risk (ข่าววิทยุพูดถึงน้ำท่วม)

3.6 Economic risks ที่กระทบคนไทยในวงกว้าง

3.7 Financial status ของพ่อแม่ที่อาจจะไม่ได้เป็นคนรวย

3.8 School risk from bad teachers (ข่าวครูใช้ถาดฟาดหัวเด็กนักเรียน, ประสบการณ์วัยเด็กของ Thame ที่ครูใช้แปรงลบกระดานเขวี้ยงใส่เพื่อน จนเพื่อนกลายเป็นผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น)

3.9 School risk from mass murderers

3.10 Bad social structure (สังคมที่พึ่งเส้นสาย)

3.11 Bad city plan ปัญหาด้านการจราจรในหนังเรื่องนี้ สาเหตุบางส่วนมันเกิดจาก “การวางผังเมือง” ที่ไม่ดีหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ทำไมมันถึงต้องไปสร้างตึกสูง ๆ ในพื้นที่ที่ผู้อยู่ในตึกต้องขับรถผ่านถนนที่แคบขนาดนั้น

3.12 Epidemic risk (ข่าววิทยุพูดถึงเรื่องนี้)

3.13 Technological risk กว่าลูกของเราจะโตขึ้นมา เขาจะหางานทำได้หรือเปล่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วตลอดเวลา

 

เราก็เลยชอบมุมมองของหนังเรื่องนี้ที่มีต่อ “การให้กำเนิดบุตร” เพราะมันแตกต่างจากหนังโดยทั่ว ๆ ไปที่มักจะยินดีปรีดากับการให้กำเนิดบุตร หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่อง ที่ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสตั้งแต่ในฉากแรกของหนัง ทำให้เรานึกถึงประโยคที่ว่า

 

ราหุล ชาโต, พันธน ชาต”

“บ่วงเกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว”

 

4. เราชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนจะทำให้เราจินตนาการถึง “เสียงที่ทารกในครรภ์ได้ยิน” ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องด้วย

 

คือในฉากแรกของหนังเรื่องนี้ คุณหมอ (Ornanong Thaisriwong) พูดกับเฟรนในทำนองที่ว่า “ตอนนี้ลูกในท้องเหมือน “เรือดำน้ำ” นะคะ เขาได้ยินเสียงต่าง ๆ ผ่านทางหูของคุณแม่”

 

คือหนังเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยฉากที่เฟรนท้องได้ 5 สัปดาห์ แล้วก็เล่าต่อไปถึงช่วงที่เฟรนท้องได้ 8 สัปดาห์ และ 12 สัปดาห์ โดยที่หนังทั้งเรื่องวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เฟรนเห็นและได้ยินเป็นหลัก

 

เราก็เลยชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนเล่าผ่าน 2 มุมมอง คือในแง่นึง หนังทั้งเรื่องก็เล่าผ่านทางประสบการณ์ของสิ่งที่เฟรนเห็นและได้ยิน

 

แต่การที่หนังเรื่องนี้เน้นเรื่อง “เสียงประกอบ” เป็นอย่างมาก เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเล่าเรื่องผ่าน “เสียง” ที่ “ลูกในครรภ์ของเฟรนได้ยินผ่านหูของเฟรน” ด้วย

 

ตั้งแต่เสียงของคุณหมอที่ลูกได้ยินตั้งแต่อายุ 5 สัปดาห์ในครรภ์ ไปจนถึงเสียงข่าวอันน่าสลดหดหู่ต่าง ๆ ที่ได้ยินเกือบตลอดทั้งเรื่อง และในช่วงท้ายของหนัง เฟรนและลูกในครรภ์ของเฟรน ก็ได้ยิน “เสียงข่าวเกี่ยวกับการซ้อมหนีภัยในโรงเรียนเพื่อรับมือกับฆาตกรสังหารหมู่” และก็ดูเหมือนว่า เฟรนจะพยายามเลือกให้ลูกได้ฟัง “เสียงดนตรีคลาสสิค” แทนที่เสียงข่าวนั้น

 

ในแง่นึงสิ่งที่เฟรนทำในฉากจบ ก็เลยทำให้เรานึกถึงสิ่งที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่พยายามจะทำ นั่นก็คือเอาสิ่งสวย ๆ งาม ๆ มาให้ลูกได้ยินได้ฟัง ได้รับรู้ ได้สัมผัส แทนที่เสียงข่าวอันน่าสลดหดหู่ หรือความเป็นจริงอันน่าเศร้าของโลกยุคปัจจุบัน (ทำไมเราถึงนึกถึงสิ่งที่พระเจ้าสุทโธทนะ ทำกับเจ้าชายสิทธัตถะล่ะ 55555)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหากเราเป็นลูกในครรภ์ของเฟรน เราก็คงเครียดมาก ๆ เพราะเสียงที่เราได้ยินผ่านทางหูของเฟรนตลอดช่วงเวลาในหนังเรื่องนี้ มันมีแต่เสียงที่แทบไม่อยากทำให้เราถือกำเนิดเกิดขึ้นมาในประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้เลย 55555

 

5. พอพูดถึงเสียงประกอบของหนังเรื่องนี้ เราก็ขอจดบันทึกความทรงจำต่อว่า เราว่าเสียงในหนังเรื่องนี้มันน่าสนใจดี เพราะว่า

 

5.1 มันเหมือนจะเป็น diagetic sound (sound that originates from within the film's story world and is audible to the characters) เกือบตลอดทั้งเรื่อง

 

5.2 มันมี sound editing แบบ J CUT หลายฉากมาก (the audio from a following scene overlaps the picture from the preceding scene) ในขณะที่ตัวเนื้อเรื่องเล่าแบบ linear ไปเรื่อย ๆ ไม่มี flashback

 

ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกนะว่า จุดประสงค์ของการตัดต่อเสียงแบบ J CUT ในหนังเรื่องนี้คืออะไร แต่ถ้าหากถามว่า การตัดต่อเสียงแบบนี้ทำให้เรานึกถึงอะไรโดยไม่ได้ตั้งใจ เราก็จะตอบว่า การที่เสียงจากอนาคตชอบสอดแทรกเข้ามารบกวนในปัจจุบัน มันทำให้เรานึกถึงการที่ตัวละครดูเหมือนจะหมกมุ่น วิตกกังวลกับอนาคตตลอดเวลา โดยเฉพาะตัวละคร Thame ที่วางแผนล่วงหน้าให้กับชีวิตของลูกอย่างรุนแรงมาก และการวางแผนล่วงหน้าให้กับชีวิตของลูก ก็กลายเป็น “บ่อเกิดแห่งทุกข์” สำหรับชีวิตในปัจจุบันของเฟรน เพราะมันเหมือนทำให้เธอไม่กล้าลาออกจากงาน งานที่ทำให้เธอนอนไม่หลับ งานที่เหมือนทำให้เธอมีทุกข์หม่นหมองในใจตลอดเวลา

 

คือในแง่นึงหนังเรื่องนี้ก็คือขั้วตรงข้ามกับหนังของ Alain Resnais เพราะหนังของ Resnais เต็มไปด้วยการ flashback สลับห้วงเวลา และตัวละครในหนังของ Resnais หลาย ๆ เรื่องต้องเผชิญกับ CORROSIVE POWER OF MEMORY

 

แต่ตัวละครใน HUMAN RESOURCE ไม่ได้หมกมุ่นกับอดีต อดีตส่งผลอย่างรุนแรงต่อตัวตนที่พวกเขาเป็นในปัจจุบัน (วิกฤติต้มยำกุ้งส่งผลให้เฟรนเป็นคนอย่างนี้, ประสบการณ์ในโรงเรียนส่งผลให้เธมหมกมุ่นกับการหาเงินให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ) แต่พวกเขาก็เหมือนไม่ได้ใช้เวลาไปกับการหวนคิดถึงอดีต พวกเขาดูเหมือนจะใช้เวลาไปกับการคำนึงถึง risks ต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญในสังคมไทยในปัจจุบัน, การหาหนทางเอาตัวรอดในโลกยุคปัจจุบัน และการหาทางรับมือกับ risks ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต (การฟังข่าวอันน่าหดหู่, การหา connection เพื่อจะได้รับรู้ข้อมูลวงใน, การซื้อเครื่องกรองน้ำ, การหาโรงเรียนแพง ๆ ให้ลูกเรียนในอีกหลายปีข้างหน้า)

 

เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวละครใน HUMAN RESOURCE เผชิญกับ CORROSIVE POWER OF ANXIOUS ANTICIPATION ตัวละครหมกมุ่นกับปัญหาและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต และสิ่งเหล่านี้ก็กัดกินบ่อนเซาะตัวตน, จิตวิญญาณ และความสุขของพวกเขาในปัจจุบัน และเราว่าสิ่งนี้มันเข้ากับการตัดต่อเสียงแบบ J CUT โดยไม่ได้ตั้งใจ การที่ตัวละครหมกมุ่นกับปัญหาในอนาคต มันเข้ากับการตัดต่อเสียงแบบที่ “เสียงจากอนาคต โผล่ลอดเข้ามารบกวนในฉากก่อนหน้า” 55555

 

และเราก็ว่ามันน่าสนใจดีที่ตัวละครใน HUMAN RESOURCE เผชิญกับปัญหาที่ตรงข้ามกับตัวละครในหนังของ Alain Resnais เพราะว่าตัวละครในหนังของ Resnais “ถูกกัดกินจากอดีตอันเลวร้าย ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ฝรั่งเศสเคยทำไว้กับประเทศอาณานิคมในอดีต” อย่างเช่นในหนังเรื่อง MURIEL, OR THE TIME OF RETURN (1963) เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครในหนังของ Resnais ต้องรับมือกับอดีตอันเลวร้าย แต่พวกเขาอาจจะไม่ต้องกังวลมากนักกับอนาคต เพราะสังคมฝรั่งเศสในอนาคตอาจจะไม่ได้ทำผิดพลาดมากเท่ากับฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมในอดีต

 

แต่ตัวละครในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE ต้องกังวลอย่างรุนแรงกับอนาคต เพราะว่าอนาคตของประเทศไทย มันอาจจะดูมืดมน ขมุกขมัว มันก็เลยน่าสนใจดี ที่ตัวละครในหนังสองประเทศนี้ถูกกัดเซาะจากสิ่งที่แตกต่างกันไป ตัวละครจากประเทศนึงถูกกัดเซาะโดยความทรงจำที่มีต่ออดีตอันเลวร้าย ส่วนตัวละครอีกประเทศนึงถูกกัดเซาะโดยความกังวลที่มีต่ออนาคตอันมืดมนไร้ทางออก

 

5.3 ในขณะที่หลาย ๆ ฉากใน HUMAN RESOURCE ใช้การตัดต่อเสียงแบบ J CUT มันก็มีอยู่ฉากนึงที่น่าสนใจดี ที่เสียงจากฉากนั้นแลบเข้าไปอยู่ทั้งในฉากก่อนหน้า และในฉากตามหลัง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่า เสียงจากฉากที่ 2 แลบเข้าไปอยู่ทั้งในฉากที่ 1 และในฉากที่ 3 โดยรายละเอียดของ 3 ฉากนั้นมีดังนี้

 

5.3.1 ฉากที่เห็นอัฐิของจูน ฉากนั้นไม่มีเสียง แต่ในช่วงท้าย ๆ ของฉาก เราได้ยินเสียงของวิทยากรพูดเรื่อง Think positive (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) การใช้ภาพกับเสียงในฉากนี้ก็เลยทำให้เกิดความ irony อย่างมาก

 

5.3.2 แล้วเราก็ได้เห็นภาพของฉากงานบรรยาย ที่วิทยากรพูดเรื่อง Think positive ฉากนี้ภาพกับเสียงสัมพันธ์กัน

 

5.3.3 แล้วเราก็ได้เห็นฉากนางเอกที่ลานแดกข้าวกลางวัน แต่เรายังคงได้ยินเสียงบรรยายจากฉาก Think positive ดังอยู่ต่อไป มันก็เลยเหมือนกับว่า เสียงจากฉาก 2 แลบเข้ามาอยู่ทั้งในฉาก 1 และฉาก 3

 

ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การตัดต่อเสียงใน 3 ฉากนี้มีจุดประสงค์อะไร แต่ก็รู้สึกว่ามัน ironic ดี และมันเหมือนก่อให้เกิดความขัดแย้งกันดีระหว่าง “คำสอนในสังคมเรื่องวิธีการดำรงชีวิต” กับ “ความเป็นจริงของชีวิต”

 

5.4 มีการตัดต่อเสียงแบบ L CUT (the audio from the preceding scene overlaps the picture from the following scene)  ในฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่เราชอบมาก ๆ ด้วย นั่นก็คือในฉากที่

 

5.4.1 นางเอกมองเด็ก ๆ ในโรงเรียนนานาชาติ นางเอกเห็นภาพเด็ก ๆ จำนวนมาก และได้ยินเสียงอื้ออึงของเด็ก ๆ

 

5.4.2 นางเอกนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาเดิน treadmill กลางดึก แต่ “เสียงอื้ออึงของเด็ก ๆ จำนวนมาก” ในฉาก 5.4.1 ดูเหมือนว่าจะยังคงรบกวนโสตประสาทของเธออย่างรุนแรง เธอเดิน treadmill ต่อไปเรื่อย ๆ จนเสียงอื้ออึงของเด็ก ๆ เบาลงและหายไป (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ซึ่งเราว่าการตัดต่อเสียงแบบ L CUT ในฉากนี้สอดคล้องกับประเด็นในข้อ 3 ที่เราได้เขียนไป คือมันเหมือนกับว่า “ภาพและเสียงของเด็ก ๆ จำนวนมาก” ไม่ได้ทำให้นางเอกมีความสุข แต่มันกลับรบกวนเธอจนเธอนอนไม่หลับ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร แต่เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะว่าเธออาจจะกังวลกับการต้องหาเงินมาเลี้ยงดูลูกในอนาคตก็เป็นได้ เพราะอย่างที่เฟรนกล่าวไว้ในทำนองที่ว่า การจะทำให้เด็กสักคนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคม มันอาจจะต้องทุ่มเททรัพยากรเป็นจำนวนมาก 55555

 

และเราว่าฉากนี้มัน “ตรงข้าม” กับหนังฝรั่งเศสได้อย่างน่าสนใจดีด้วย เหมือนกับในกรณีของ Alain Resnais คือในหนังเรื่อง THREE COLORS: BLUE (1993, Krzysztof Kieslowski, France) นั้น นางเอก (Juliette Binoche) สูญเสียลูกไปในอุบัติเหตุในช่วงต้นเรื่อง และในฉากต่อ ๆ มา เราเห็นนางเอกว่ายน้ำในสระว่ายน้ำสีฟ้า แต่ก็มี “เด็ก ๆ” จำนวนมาก ใส่ชุดว่ายน้ำสีขาวพร้อมกับอุปกรณ์ว่ายน้ำสีแดง โผล่เข้ามาว่ายน้ำในสระเดียวกับนางเอก และเราก็จะรู้สึกว่าการปรากฏตัวของ “เด็ก ๆ” เหล่านี้คงจะสร้างความสะเทือนใจให้กับ Binoche โดยไม่ได้ตั้งใจ มันคงจะทำให้ Binoche คิดถึง “อดีต” คิดถึงลูก ๆ ของเธอ การปรากฏตัวของเด็ก ๆ เหล่านี้ที่สระว่ายน้ำทำให้ Binoche ต้อง “เจ็บปวดกับอดีต”

 

แต่ในกรณีของ HUMAN RESOURCE นั้น การปรากฏตัวของเด็กนักเรียนจำนวนมาก มันหลอกหลอนเฟรนจนถึงขั้นนอนไม่หลับ เพราะมันอาจจะทำให้เฟรน “กังวลอย่างรุนแรงกับอนาคต”

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากนี้ใน HUMAN RESOURCE ก็เป็นอีกฉากที่อาจจะสะท้อนความแตกต่างกันระหว่างหนังฝรั่งเศสกับหนังไทยอย่างไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย 55555

 

6. ชอบ “ความนิ่งของภาพ” และ “ความเงียบของเสียง” ในสองฉากสำคัญด้วย นั่นก็คือฉากเกี่ยวกับการเกิดและการตาย มันคือฉากต้นเรื่องที่เป็นภาพเด็กทารกอายุ 5 สัปดาห์ในครรภ์ และฉากอัฐิของจูน

 

แน่นอนว่าเราไม่รู้หรอกว่า จุดประสงค์ของผู้สร้างหนังคืออะไร แต่สิ่งที่ “ความเงียบของเสียง” และ “ความนิ่งของภาพ” ในสองฉากนี้ทำให้เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือว่า เรารู้สึกว่าสองฉากนี้ การเกิด และการตาย มันเป็น “สองสิ่งที่แน่นอนในชีวิต” ชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องผ่านสองสิ่งนี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ การเกิด และการตาย ในขณะที่อะไรอย่างอื่น ๆ ในชีวิตมันเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” และเต็มไปด้วย risks ซึ่งนั่นก็รวมถึงความสุขและความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิต มันล้วนเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ “มึงน่ะต้องตายแน่นอน” ในวันใดวันหนึ่งในอนาคต จริงมั้ยล่ะคะ คุณผู้ชม

 

เราก็เลยชอบสุดขีด ที่หนังเรื่องนี้จงใจ highlight ฉากการเกิดและการตาย และทำให้เราตระหนักถึงสัจธรรมข้อนี้ของชีวิต สัจธรรมที่ว่าการเกิดและการตาย เป็น “สองสิ่งที่แน่นอนในชีวิตมนุษย์”

 

7. เรารู้สึกว่า HUMAN RESOURCE มันกระตุ้นให้เราใคร่ครวญถึง “ชีวิตมนุษย์” อย่างรุนแรง คล้าย ๆ กับหนังเรื่อง THE DEVIL, PROBABLY และเราก็เลยชอบจุดนี้มาก ๆ

 

คือก่อนที่เราจะได้ดูหนังเรื่องนี้ เราเข้าใจผิดว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังแนว “การห้ำหั่นกันในวงการธุรกิจ” หนังแบบ “ตัวละครตบกันแหลกเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวงการธุรกิจ” น่ะ

 

แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็พบว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงเพียงแค่การสะท้อนความโหดร้ายของระบอบทุนนิยมเท่านั้น แต่มันกระตุ้นให้เรานึกถึงอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตมนุษย์ด้วย เราก็เลยชอบจุดนี้มาก ๆ

 

อย่างในข้อ 6 ที่เราเขียนไปแล้วนั้น เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้กระตุ้นให้เรานึกถึงความแน่นอนของชีวิตมนุษย์ ที่ “มึงน่ะต้องตายแน่นอน” (เหมือนในหนังเรื่อง DIE TOMORROW) และกระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อมาว่า แล้วในช่วงระหว่างการเกิดกับการตาย หรือในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้น เราจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง

 

หนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกโดยตรงว่า เราจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ แต่มันเหมือนบอกเราโดยอ้อมว่า ถ้าหากมึงเกิดมาในสังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้ แล้วมึงไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนรวย มึงจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและปัญหาอะไรบ้าง ตามข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.13 ที่เราได้เขียนไปแล้ว

 

เราก็เลยรู้สึกว่า มุมมองของ HUMAN RESOURCE ที่มีต่อชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบันนี้ มัน anti-romantic มาก ๆ และมันก็เลยสอดคล้องกับมุมมองของหนังเรื่อง THE DEVIL, PROBABLY ที่มีต่อ “ชีวิตมนุษย์ในยุคปัจจุบัน” ตาม quote ที่เรายกมาไว้ในข้อ 1.3

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ในแง่หนึ่ง HUMAN RESOURCE กับ THE DEVIL, PROBABLY นี่มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ หนังทั้งสองเรื่องมันมองชีวิตมนุษย์ได้ในแบบที่ anti-romantic อย่างสุด ๆ นอกจากนี้ นักวิจารณ์บางท่านยังเขียนไว้ด้วยว่า THE DEVIL, PROBABLY เป็นหนังที่พูดถึง “COSMIC BLEAKNESS” และเราว่า HUMAN RESOURCE นี่ก็น่าจะเป็นหนังไทยที่พูดถึงอะไรที่ใกล้เคียงกัน

 

8. อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า HUMAN RESOURCE กับ THE DEVIL, PROBABLY มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ ก็คือว่า เราว่าตัวละครเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้มันดู “เนือย” มาก ๆ เหมือนกัน 55555

 

คือเรารู้สึกว่าในแง่หนึ่ง นางเอกของ HUMAN RESOURCE นี่น่าจะถือเป็นหนึ่งในตัวละครเอกที่ดู passive ที่สุดในบรรดาหนังยาวที่เราเคยดูมาในชีวิตเลยน่ะ เพราะตัวละครเอกในหนังโดยทั่ว ๆ ไป มักจะต้องลุกขึ้นสู้รบปรบมือกับอุปสรรคอะไรบางอย่าง แก้ปัญหาใหญ่ในชีวิตอะไรบางอย่าง หรือทำอะไรที่รุนแรงสักอย่างในฉาก climax น่ะ แต่เฟรนเหมือนกับว่าไม่ได้ทำอะไรแบบนี้เลย (คือจริง ๆ แล้วเธอก็เหมือนรับมือกับปัญหาตลอดเวลานะ แต่เป็นการรับมือแบบ passive ในแบบของเธอเอง 555)

 

เฟรนในหนังเรื่องนี้ ดู passive มาก ๆ มันก็เลยขัดกับ “สิ่งที่เรามักเห็นในหนังทั่วไป” มาก ๆ และเราก็ชอบจุดนี้อย่างสุด ๆ เพราะเราว่าการสร้างตัวละครแบบนี้ขึ้นมามันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เพราะตัวละครมันโคตรจะ passive มาก ๆ แต่เรากลับรู้สึกว่ามันดูสมจริงสุดๆ เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจสุด ๆ มันคล้ายกับคนที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง และเป็นคนที่ “ใกล้เคียงกับบางแง่มุมในตัวเรา” ด้วย และหนังก็ใช้ตัวละครที่โคตรจะ passive แบบนี้ ในการแบกหนังทั้งเรื่อง และสะท้อนสังคมได้อย่างน่าสนใจไปด้วย เราก็เลยรู้สึกกราบตีนมาก ๆ กับการสร้างตัวละครแบบนี้ขึ้นมาในโลกภาพยนตร์

 

นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามีหนังยาวเรื่องไหนที่เลือกใช้ตัวละครเอกที่โคตรจะ passive แบบนี้ คืออย่างใน THE DEVIL, PROBABLY นั้น ตัวละครเอกก็ให้ความรู้สึก “เนือย ๆ” เหมือนกัน แต่เราว่าตัวละครเอกของหนังเรื่องนั้นก็ยัง take action อะไรบางอย่างที่รุนแรงกว่านางเอกของ HUMAN RESOURCE

 

ตัวละครที่ passive มากกว่านางเอก HUMAN RESOURCE ก็อาจจะเป็นพระเอกของหนังเรื่อง BARTLEBY (1976, Klaus Wyborny, West Germany) ที่ปฏิเสธที่จะทำงานใด ๆ แต่หนังเรื่อง BARTLEBY นี้ก็มีความยาวเพียงแค่ 45 นาที เพราะฉะนั้นความ passive ของตัวละครก็เลยไม่ได้ถูกใช้แบกหนังเป็นเวลานานเหมือนใน HUMAN RESOURCE

 

จริง ๆ แล้วเรานึกถึงตัวละครนางเอกของ THE ACCOMPANIST (1992, Claude Miller, France) ด้วย เพราะตัวละครนางเอกของ THE ACCOMPANIST นั้น มีหน้าที่หลักเป็น silent witness คอยมองดูเรื่องราวดราม่ารุนแรงที่เกิดขึ้นกับตัวละครอื่น ๆ ในสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นตัวละครที่เหมือนกับ “watch life pass by” เหมือนกัน แต่เหมือน THE ACCOMPANIST มันทดแทนความปล่อยเลยตามเลยของชีวิตตัวละครนางเอก ด้วยความดราม่าอย่างรุนแรงของชีวิตตัวละครอื่น ๆ น่ะ THE ACCOMPANIST ก็เลยเป็นเหมือนกับเป็น “หนังที่เล่าเรื่องราวดราม่ารุนแรงในช่วงสงครามโลกด้วยมุมมองที่แตกต่างจากหนังปกติ” (เพราะมันเล่าเรื่องจากมุมมองของตัวละครที่ passive) ซึ่งมันจะแตกต่างจาก HUMAN RESOURCE เพราะ HUMAN RESOURCE มันทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ความเฉย ความไม่ลุกขึ้นสู้” ของตัวละครนางเอก มันเป็นสิ่งที่เราเคยทำแบบนั้นในชีวิตจริงด้วยหรือไม่ เราก็เลยรู้สึกว่า HUMAN RESOURCE มันเหนือชั้นมาก ๆ ตรงจุดนี้

 

คือเราว่า ถ้าหากเป็นหนังปกติทั่ว ๆ ไป หนังจะเลือกใช้ “จิดา” (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ)  เป็นตัวละครนางเอกน่ะ สาวยากจนจากร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีพ่อที่ดุด่าอย่างรุนแรง แต่เธอก็สู้ชีวิต เข้ามาทำงานเป็น junior marketing เจอพี่จักรเป็นเจ้านายที่ชั่วร้าย แต่เธอก็กัดฟันสู้ ถึงแม้ชีวิตสู้กลับ คือตัวละครแบบนี้เป็นได้ทั้งนางเอกหนังไทย, หนังเกาหลี, ละครทีวีฮ่องกงยุคทศวรรษ 1980, etc. อะไรแบบนั้นได้เลย เป็นตัวละครหลักของหนังแบบ NEXT SOHEE (2022, July Jung, South Korea) ได้เลย ชีวิตของจิดาเป็นได้ทั้งวัตถุดิบชั้นดีของหนัง/ละครแนวดราม่าและแนวเมโลดราม่า แต่บางทีหนัง/ละครแบบนี้ก็อาจจะมีการผลิตออกมามากพออยู่แล้ว

 

เราก็เลยชอบมากที่ HUMAN RESOURCE เลือกใช้เฟรนเป็นตัวละครนางเอก ทั้ง ๆ ที่ชีวิตของเฟรนมีความดราม่า มีความน่าตื่นเต้นน้อยกว่าจิดามาก ๆ มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้เลือกที่จะไปโฟกัสที่ “ตัวละครที่มักจะรับบทเป็นตัวละครประกอบฉาก” ในหนังเรื่องอื่น ๆ น่ะ ตัวละครแบบเฟรนเหมือนเป็นตัวละครประกอบที่ไม่มีบทบาทอะไรมากนักในหนัง/ละครแนว “การต่อสู้ฟาดฟันในโลกธุรกิจ” มันดูเหมือนเป็นตัวละครที่ดู “ไม่น่าสนใจมากนัก” ในหนัง/ละครเมโลดราม่าทั่ว ๆ ไป แต่ที่จริงแล้วตัวละครแบบนี้ก็มีความน่าสนใจสุด ๆ ในแบบของมันเอง เพราะตัวละครแบบนี้มันจะมีบางแง่มุมที่ตรงกับเราในชีวิตจริง และการที่หนังเลือกที่จะโฟกัสไปยังตัวละครแบบนี้ มันก็ช่วยให้เราฉุกคิดทบทวนถึงอะไรบางอย่างในชีวิตจริงของเราในแบบที่หนังเรื่องอื่น ๆ มักจะมองข้ามไปด้วย

 

เราก็เลยชอบอะไรหลาย ๆ อย่างในการออกแบบตัวละครเฟรนมาก ๆ ทั้งเสื้อผ้าของเธอที่เน้นความเรียบ ๆ ไม่มีอะไรกุ๊กกิ๊กเก๋ไก๋ฟูฟ่อง ไม่ฉูดฉาด, การที่เธอใส่ตุ้มหูเล็ก ๆ ที่ไม่มีความโดดเด่นอยู่เกือบตลอดเวลา, การที่เธอพยายามคุมสีหน้าของตัวเองตลอดทั้งเรื่อง คือเธอพยายามทำให้ตัวเองดูไม่โดดเด่นมาก ๆ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม, เครื่องประดับ และสีหน้าท่าทางของเธอ

 

เราชอบชื่อของเธอมาก ๆ ด้วย ทั้งชื่อ “เฟรน” และ “มิตรา เขียวรอดสถาพร” คือเราไม่แน่ใจ 100% หรอกนะว่า ตัวตนจริง ๆ ของเฟรนเป็นคนยังไง แต่เราดูแล้วจินตนาการว่า เธอเป็นคนที่พยายาม present ตัวเองว่า “ไม่เป็นพิษเป็นภัย” (เฟรนด์/มิตร) ต่อคนอื่น ๆ น่ะ, เธอเน้นไม่สร้างศัตรู และเธอเน้น “ความอยู่รอดของชีวิตตนเองท่ามกลาง hostile environment” เป็นหลัก เพราะฉะนั้นนามสกุลของเธอก็เลยมีคำว่า “รอด” (survive) และสิ่งหนึ่งที่เธอต้องการมากที่สุดในชีวิตก็อาจจะเป็นความสถาพร หรือเสถียรภาพด้วย แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะได้มาง่าย ๆ เพราะบ้านเธอไม่ได้รวยมากนัก เพราะฉะนั้นถ้าหากเธอต้องการจะ “รอด” และ “สถาพร” เธอก็จะต้องแลกกับการยอมกล้ำกลืนฝืนทนกับการทำอะไรบางอย่างในชีวิต ซึ่งรวมถึงเจ้านายที่เลวร้าย และการยอมมีลูกกับสามี

 

เราว่าการออกแบบตัวละครเฟรนในหนังเรื่องนี้ มันช่วยแก้ไขปัญหาที่เรามีต่อหนังเรื่อง NO OTHER CHOICE (2025, Park Chan-wook, South Korea, A+30) ด้วย เพราะเราไม่อินกับตัวละครพระเอกของ NO OTHER CHOICE เลยแม้แต่นิดเดียว (ถึงแม้เราจะรู้สึกว่านักแสดงหล่อมากในสายตาของเรา 555) ตัวละครที่เราอินที่สุดและรักที่สุดใน NO OTHER CHOICE ก็คือตัวละคร “พนักงานขายรองเท้า” Sijo (Cha Seung-won) ที่จริง ๆ แล้วเป็นผู้ชายที่มีความสามารถสูงมาก แต่เขาก็ยอมมาทำงานขายรองเท้า ยอมทนให้ลูกค้ารวย ๆ ด่ากราด ดูถูกเหยียดหยามต่าง ๆ นานา เราก็เลยอินกับตัวละครประกอบตัวนี้มากที่สุดในหนัง เพราะมันทำให้เรานึกถึงชีวิตจริงของตัวเราเองด้วย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ถึงแม้ NO OTHER CHOICE และ HUMAN RESOURCE นำเสนอความโหดร้ายของโลกทุนนิยมเหมือนกัน แต่ choice ในการสร้างตัวละครเอกของหนังสองเรื่องนี้แตกต่างกันมาก ๆ และมันก็เลยส่งผลให้เราชอบ HUMAN RESOURCE มากกว่า NO OTHER CHOICE อย่างรุนแรง เพราะเราว่าตัวละครเอกของ HUMAN RESOURCE ทำให้เรานึกถึงบางแง่มุมของตัวเราเอง

 

9. ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าเฟรนเป็น “หนึ่งในตัวละครเอกในหนังยาวที่ดู passive มากที่สุดในชีวิต” แต่ก็มีฉากนึงที่เฟรนลุกขึ้นมา active ในแบบที่เราอินด้วยมาก ๆ นะ นั่นก็คือฉากที่เธอตัดสินใจขับรถหนีหนุ่มมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ด่าพระเอกอย่างรุนแรงในทำนองที่ว่า “ถ้าหากเขาชักปืนขึ้นมา แล้วคุณจะทำยังไง จะแก้ปัญหาได้มั้ย”

 

คือเราเดาว่าการที่เฟรนเลือกที่จะทำตัว passive ในฉากอื่น ๆ แต่ลุกขึ้นมา active ในฉากนั้น เป็นเพราะตัวละครตัวนี้เน้น “ความอยู่รอดของชีวิตตนเองท่ามกลาง hostile environment” เป็นหลักน่ะ และเรารู้สึกว่านี่เป็นแง่มุมที่เราก็พบได้ในตัวเราเองเช่นกัน และเราก็ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดที่เลือกที่จะนำเสนอแง่มุมนี้ของมนุษย์ขึ้นมา เพราะมันทำให้เรานึกถึงตัวเองอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

คือเราเดาว่า การที่เฟรนเป็นคนแบบนี้ เป็นเพราะสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งคือการที่เธอมี “แผลเป็นทางใจ” จากวิกฤติต้มยำกุ้งในวัยเด็กน่ะ วิกฤตินั้นอาจจะสั่นคลอน “ความมั่นคงทางใจ” ของเธออย่างรุนแรง และทำให้เธอกระเสือกกระสน พยายามอย่างมากที่จะรักษาความมั่นคงทางการเงินของเธอ ถึงแม้มันต้องแลกกับการทำงานกับเจ้านายที่ชั่วร้ายก็ตาม

 

และการที่เธอเน้นทำตัว passive เป็นหลักในฉากอื่น ๆ เพราะเธอมองแล้วว่า การทำตัว passive แบบนั้น ทำตัวเรียบ ๆ ไม่โดดเด่นแบบนั้น มันจะช่วยให้เธออยู่รอดได้ในบริษัทแห่งนี้

 

เธอกล่าวขอโทษพี่จักร ทั้ง ๆ ที่เธออาจจะไม่ได้มองว่าตัวเองผิด และเธอก็ยกมือขอโทษหนุ่มมอเตอร์ไซค์ในโรงพัก เพราะเธอมองว่า การขอโทษ (ไม่ว่าจะด้วยความจริงใจหรือไม่จริงใจ) มันคือสิ่งที่จะช่วยให้เธอซึ่งเป็น “หญิงสาวที่ไม่มีฐานะร่ำรวย” อยู่รอดต่อไปได้เรื่อย ๆ เธอจะไม่ถูกไล่ออกจากบริษัท และเธอจะไม่ถูกใครดักฆ่าตาย

 

แต่เธอจะลุกขึ้นมา active กล้าปะทะกับสามีได้ในทันที เพราะว่าสิ่งที่สามีบอกให้เธอทำในฉากนั้น มันอาจจะทำให้เธอถูกยิงตายได้ สมองของเธอส่วนที่ “เน้นการเอาตัวรอด” มันเลยกระตุ้นให้เธอกลายร่างจาก passive เป็น active ได้ในฉับพลัน เพราะการทำตัว passive ต่อไปในฉากนั้นอาจจะทำให้เธอถูกฆ่าตายได้

 

เราก็เลยชอบจุดนี้ของตัวละครเฟรนมาก ๆ เธอทำตัว passive เกือบตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นเพราะว่า เธอ “โง่” และไม่ได้เป็นเพราะว่าเธอ “ไม่มีอิทธิฤทธิ์” แต่เธอทำตัว passive เกือบตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะเธอคำนวณมาอย่างดีแล้วว่า การทำแบบนั้นจะทำให้เธออยู่รอดได้ แต่ถ้าหากเมื่อใดที่การทำตัว passive จะทำให้เธอถูกฆ่าตาย กูก็เปลี่ยนโหมดได้ในทันทีค่ะ

 

ส่วนอันนี้เป็นประเด็นที่เราเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว นั่นก็คือประเด็นที่ว่า ตัวละครเฟรนทำให้เรานึกถึงตัวละครสองตัวที่เราชอบสุดขีดในละครทีวีเรื่อง “เพลิงพระนาง” (1996, อดุลย์ บุญบุตร) ด้วย นั่นก็คือ เจ้านางเก็จถวา” (ปัทมา ปานทอง) และ “เจ้านางแก้วอากาศ” (เสาวลักษณ์ ศรีอรัญ) ทั้ง ๆ ที่สองตัวละครนี้เป็นเพียงตัวละครประกอบในเพลิงพระนาง แต่สองตัวละครนี้คือ role model ของเรา เพราะสองตัวละครนี้ “ปรับตัวเก่งมาก” และได้ผัวรวยเป็นพ่อค้าชาวอินเดียในตอนจบ (ในเวอร์ชั่นปี 1996) คือเจ้านางคนอื่น ๆ ห้ำหั่นกันจะเป็นจะตาย สองตัวนี้ก็หาหนทางให้ตัวเอง “อยู่รอดปลอดภัย ไม่ถูกฆ่าตาย” ได้ เหมือนทั้งสองตัวละครนี้ “เน้นความ survive ของชีวิตตนเองเป็นหลักท่ามกลาง hostile environment” เหมือนกับเฟรน และทั้งสองตัวละครนี้ก็ “ไม่ ambitious มากนัก” และ “ไม่คิดที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความถูกต้องดีงาม” เหมือนกับเฟรนด้วย 55555

 

คือเราชอบมากที่เฟรนไม่ได้เป็นทั้ง “นางเอกตามขนบ” และ “นางอิจฉาตามขนบ” น่ะ คือถ้าหากเฟรนเป็น “นางเอกตามขนบ” เธอก็คงจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับพี่จักร และลุกขึ้นมาคัดง้างกับผัวในบางประเด็น แต่ถ้าหากเธอเป็น “นางอิจฉาตามขนบ” หรือ “anti-heroine ตามขนบ” เธอก็คงจะยอมทำเลวอะไรต่าง ๆ นานานา เพื่อให้ตัวเธอเองอยู่ในสถานะที่ร่ำรวยกว่านี้

 

ซึ่งการที่หนังไม่เลือกให้เฟรนเป็นนางเอกและนางอิจฉาตามขนบ มันก็เลยทำให้เฟรนดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาแบบที่ใกล้เคียงกับตัวเรา หรือดูเหมือนมนุษย์แบบที่เราสามารถพบได้ในชีวิตประจำวันมาก ๆ คนที่ยอมทำตัว passive ปล่อยให้เรื่องเลวร้ายในบริษัทและสังคมรอบข้างดำเนินต่อไป เพราะกูแค่ทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง กูก็จะตายห่าอยู่แล้ว แต่กูก็มีหลักศีลธรรมตามแบบของตัวเองอยู่ในใจนะ เพราะกูก็ไม่ได้ทำอะไรที่ชั่วช้ามากนักในสายตาของกูเองเช่นกัน

 

10. และเราก็ชอบที่หนังออกแบบตัวละครเธมให้เข้ากับเฟรนได้ดีมาก ๆ ตรงจุดนี้ด้วย เพราะเธมก็ไม่ใช่ “พระเอกตามขนบหนังทั่วไป” และก็ไม่ใช่ “ผู้ร้ายที่ดูชั่วมาก ๆ” (แบบพี่จักร) แต่ดูเป็นมนุษย์เทา ๆ แบบที่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน ชนชั้นกลางในกรุงเทพมาก ๆ

 

คือเธมดูเป็นคนที่มีข้อเสียในตัวเยอะก็จริง แต่เรามองว่าเขาเป็น “คนที่มีกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม” ตามขนบสังคมของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากเราน่ะ เขามองว่าการทำแท้งเป็นเรื่องผิด, การขับรถผิดกฎจราจรเป็นเรื่องผิดมาก และการใช้เส้นสายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ซึ่งชุดความคิดของเขามันเหมือนเป็นชุดความคิดของชนชั้นกลางบางกลุ่มในไทย และเราก็มีมุมมองทางศีลธรรมแตกต่างจากเขาในบางเรื่อง แต่เขาก็ไม่ใช่ “ผู้ร้ายตามขนบ” ประเภทที่ก่ออาชญากรรมจนลงข่าวหน้าหนึ่งตามหนังสือพิมพ์ อะไรทำนองนี้ เขาก็เป็นตัวละครที่ถูกสร้างให้ดูใกล้เคียงกับคนหลาย ๆ คนในชีวิตประจำวันของเรามาก ๆ เหมือนกับเฟรน

 

เราก็เลยมองว่าเขากับเฟรนดูเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในบางแง่มุม เพราะว่า

 

10.1 ทั้งสองดูเป็นมนุษย์จริง ๆ สะท้อนให้เห็นภาพชนชั้นกลางในไทยจริง ๆ ไม่ใช่ “พระเอกนางเอกตามขนบ” และ “ผู้ร้ายตามขนบ” ตามแบบที่เราเขียนไปแล้ว

 

10.2 รูปร่างหน้าตาของทั้งคู่ก็ดูเหมาะสมกันดี ดูสวยหล่อในระดับที่ไม่ใช่นางแบบ/นายแบบ แต่ก็ดูดีมากในแบบของตัวเอง

 

10.3 ทั้งคู่ดูมี “กรอบศีลธรรมในแบบของตัวเอง” ซึ่งกรอบศีลธรรมของทั้งคู่ไม่ตรงกัน (อย่างเช่นในเรื่องการทำแท้ง) แต่ทั้งคู่ไม่ใช่คู่ผัวเมียประเภทที่ “ไร้ศีลธรรม” จนถึงขั้นที่จะช่วยกันประกอบอาชญากรรมเลวร้ายเพื่อความร่ำรวย หรืออะไรแบบนั้นได้

 

10.4 เราว่าเฟรนเป็นคนที่ “เก็บกดอารมณ์ตัวเองเก่ง” และไม่พูดอะไรบอกผัวตรง ๆ ซึ่งเธมเองนั้นอาจจะไม่ใช่คนที่เก็บกดอารมณ์ตัวเองเก่งเท่าเฟรน แต่เขาก็เป็นคนที่บางทีก็เก็บงำความรู้สึกเหมือนกัน อย่างเช่นในฉาก

 

10.4.1 ฉากที่เขาน่าจะรู้ความจริงว่าเฟรนปกปิดความจริงเรื่องการตั้งครรภ์ แต่เขาก็ไม่หยิบเอาประเด็นนี้มาทะเลาะกับเฟรน

 

10.4.2 ฉากที่เขาคุยกับหมอ แล้วหมอพูดถึงความจริงที่ว่า มันมีโรคบางโรคที่ไม่มีทางป้องกันล่วงหน้าได้ในช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ อย่างเช่น deafness, autism, etc.

 

หลังจากนั้นก็มีฉากที่เธมขับรถแล้วเงียบขรึม จนเฟรนถามว่าเขาเป็นอะไร ซึ่งเธมก็ไม่ตอบ และเราก็ไม่รู้จริง ๆ หรอกว่า เธมเป็นอะไรในฉากนั้น แต่เราเดาว่า เขาอาจจะกังวลอย่างรุนแรงกับสิ่งที่หมอพูดหรือเปล่า เขาอาจจะเป็นคนที่รู้สึก insecure มาก ๆ กับความจริงที่ว่า มันมีความเป็นไปได้ที่ลูกของเขาอาจจะคลอดออกมากลายเป็นคนพิการ ไม่ว่าเขาจะทำดีแค่ไหนก็ตาม หรืออะไรทำนองนี้

 

ซึ่งหนังไม่ได้บอกอะไรตรงจุดนี้หรอกนะ ว่าเธมคิดอะไรในฉากนั้น แต่เรามองว่าเขาก็อาจจะเป็นคนที่ “ไม่พูดอะไรตรง ๆ” กับคู่ครองเหมือนกับเฟรน และเราก็เลยมองว่า เขากับเฟรนก็น่าจะเข้ากันได้ตรงจุดนี้ 555

 

10.5 เราว่าทั้งคู่ดูดูแลกันดีในระดับนึง เพราะเธมก็ดูเหมือนจะดีกับแม่ของเฟรน และเราชอบอากัปกิริยาที่เฟรนทำกับเธม คือเรารู้สึกว่าในบางครั้งเฟรนปฏิบัติกับเธมเหมือนเธมเป็นเด็กชายตัวน้อย ๆ น่ะ ซึ่งเราอาจจะคิดไปเองก็ได้นะ คือเราชอบฉากที่

 

10.5.1 เธมขอโทษเฟรนในตอนเช้าหลังเกิดเหตุทะเลาะกับหนุ่มมอเตอร์ไซค์ แล้วเฟรนก็เข้าไปโอบเธม คือลักษณะการโอบมันแอบทำให้เรานึกถึงการโอบปลอบกำลังใจเด็กน่ะ

 

10.5.2 มีฉากที่เฟรนใช้มือยีหัวเธมที่ระเบียง และฉากนั้นมันทำให้เรารู้สึกว่า เธมเหมือนมีความเป็นเด็กชายตัวน้อย ๆ อยู่ในตัวเหมือนกัน

 

10.6 และสิ่งที่สำคัญก็คือว่า เราว่าเธมเป็นคนที่มีคุณลักษณะบางอย่างเข้ากับเฟรน เพราะเฟรนเป็นคนที่เน้น “ความอยู่รอดของชีวิตท่ามกลาง hostile environment” และอาจจะต้องการเสถียรภาพของชีวิต (หลังจากมีปมในวัยเด็กเพราะวิกฤติต้มยำกุ้ง)

 

ซึ่งเธมไม่ใช่ “ผู้ชายที่รวยมากพอ” ที่จะมอบสิ่งเหล่านี้ให้เฟรนได้ แต่เขาเป็นคนที่ “เน้นแสวงหาผลกำไรจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ” และเราว่าคุณลักษณะแบบนี้ นอกจากจะสะท้อนภาพชนชั้นกลางของไทยแล้ว (ซึ่งอาจจะรวมถึงตัวเราเองในบางครั้ง 55555) มันก็น่าจะเหมาะกับคู่ครองที่พยายามเน้นหาเสถียรภาพทางการเงินด้วย

 

คือเราชอบการออกแบบตัวละครเธมมาก ๆ ในฉากที่

 

10.6.1 มีข่าวเรื่องการพบไมโครพลาสติกในแอปเปิลและลูกแพร์ แต่แทนที่เธมจะกังวลกับไมโครพลาสติก เขากลับกินแอปเปิลอย่างสบายใจ และพูดว่า “ถ้าหากใครคิดเครื่อง filter ได้ ก็คงรวยไปเลยเนอะ” คือปฏิกิริยาแรกของเขาที่มีต่อวิกฤติ ไม่ใช่ “ความตื่นตระหนกและความกังวลต่อวิกฤติ” แต่เป็น “การคิดจะหาทางทำกำไรจากวิกฤติ” และเราว่าผู้ชายแบบนี้ ก็อาจจะเหมาะกับผู้หญิงที่ “เน้น survival in the hostile environment” 55555

 

10.6.2 เธมเล่าเรื่องที่มีคน “ทำกำไรได้เยอะมากจาก masks ในช่วงโควิด” เพราะคนกลุ่มนี้รู้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนคนอื่น ๆ ในสังคม

 

คือแทนที่เธมจะแสดงปฏิกิริยาต่อข่าวนี้ ด้วยการพูดถึง “social inequality” เขากลับแสดงท่าทีต่อข่าวนี้ในทำนองที่ว่า “เราจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลวงในแบบนี้ได้ เพื่อที่เราจะทำกำไรได้เยอะ ๆ เมื่อเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต”

 

เราก็เลยชอบการออกแบบตัวละครเธมในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เขามี mindset แบบที่ไม่ได้ใสสะอาดในทางศีลธรรม แต่มันตรงกับคนหลายคนในสังคม, ตรงกับเราในบางสถานการณ์ และมันก็อาจจะเข้ากับเฟรนที่เน้น survival in the hostile environment ด้วย

 

เราชอบความละเอียดในการออกแบบตัวละครเธมด้วย เพราะในตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาต้องผลักดันให้ลูกต้องเรียนโรงเรียนนานาชาติ แต่พอเขาพูดถึงประสบการณ์เลวร้ายของตัวเองในวัยเด็ก (และการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอข่าวเรื่องครูใช้ถาดตีหัวเด็กในช่วงต้นเรื่อง) เราก็เลยเข้าใจเขาว่า เพราะเหตุใดเขาถึงดูเหมือนพยายามจะทำอะไรที่เกินตัวในเรื่องโรงเรียนนานาชาติ

 

เราชอบ dilemma ของหนังในเรื่องกฎจราจรมาก ๆ ด้วย เราว่ามันเป็น dilemma ที่น่าสนใจดี เราเองก็ตัดสินไม่ได้ว่า ใครถูกใครผิด หรือใครถูกมากน้อยแค่ไหน และใครผิดมากน้อยแค่ไหน สำหรับกรณีขัดแย้งของเธมกับหนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้ แต่เราแอบจินตนาการว่า ถ้าหากหนังมันหันไปโฟกัสที่ความขัดแย้งนี้ โดยลากเอาครอบครัวของหนุ่มมอเตอร์ไซค์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หนังเรื่องนี้ก็อาจจะกลายเป็นเหมือนหนังอิหร่านของ Asghar Farhadi 55555

 

11. หนังเรื่องนี้มันทำให้เรานึกถึง quote จากหนังเรื่อง COSMOPOLIS ที่เรายกมาไว้ในข้อ 1.2 ด้วย เพราะบทสนทนาในหนังเรื่อง COSMOPOLIS มันพูดถึงความจริงที่ว่า “สิ่งต่าง ๆ ในโลกยุคปัจจุบันนี้มันจะนำไปสู่ความชิบหายและความตาย แต่มนุษย์เราพยายามจะมองข้ามความจริงในเรื่องนี้ พยายามจะสร้างภาพว่า อะไรต่าง ๆ ทางเทคโนโลยี, การเงิน, ระบบสังคมในโลกยุคปัจจุบันนี้ มันจะนำไปสู่ชีวิตที่สุขสบาย สมบูรณ์แบบ สวยงามในอนาคต แต่ภาพที่พวกเราสร้างหลอกตัวเองนี้ จะประสบความล้มเหลวในที่สุด”

 

เราว่า HUMAN RESOURCE ทำให้เรานึกถึงประเด็นคล้าย ๆ กันโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอภาพความตายว่าเป็นสิ่งจีรังในชีวิต (ฉากอัฐิของจูน) และนำเสนอ risks และปัญหาต่าง ๆ มากมายในชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบัน คือมันนำเสนอภาพปัจจุบันและอนาคตของชีวิตคนไทยในแบบที่ bleak มาก ๆ แต่ตัวละครเธมก็พยายามจะกระเสือกกระสนที่จะใฝ่ฝันถึง “อนาคตที่ดีงาม สุขสบาย สมบูรณ์แบบ” สำหรับลูกของตัวเองอยู่ เขาทุ่มเงินจองที่นั่งให้ลูกตัวเองเรียนในโรงเรียนนานาชาติ, เขาต้องการให้ผู้คนเคารพกฎระเบียบจราจรอย่างเคร่งครัด, เขาต้องการจะมีเส้นสาย และเขาดูเหมือนจะอ่อนไหวกับความจริงที่ว่า ลูกของเขาอาจจะเกิดมาเป็นคนพิการก็ได้ คือเหมือนเขาเป็นคนที่ยังฝันจะมี happy future อยู่ ถึงแม้ว่า the future of Thailand is very bleak ก็ตาม

 

12. นอกจากหนังเรื่องนี้จะนำเสนอตัวละครเอกที่ดู passive มากที่สุดในชีวิตเรื่องนึงแล้ว เราก็ชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ลดทอน “เหตุการณ์รุนแรง” ในหนังด้วย คือระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับต่ำมาก ๆ ถ้าหากเทียบกับหนังไทยขนาดยาวที่ฉายโรงโดยทั่วไป หนังไม่ได้ให้เราเห็นความรุนแรงที่พี่จักรกระทำต่อจูนและจิดาโดยตรง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแบบ offscreen และความรุนแรงทางกายภาพที่เราได้เห็นมากที่สุดในหนัง ก็มีเพียงแค่ฉากที่เธมขับรถชนหนุ่มมอเตอร์ไซค์เท่านั้น

 

เราก็เลยรู้สึกว่า HUMAN RESOURCE เลือก choice ที่กล้าหาญมาก ๆ ตรงจุดนี้ด้วย หนังเหมือนเลือกที่จะสำรวจนิสัยบางอย่างของมนุษย์อย่างละเอียด และไม่พยายามที่จะใส่ฉากดราม่าเข้ามาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ผู้ชม

 

เราก็เลยรู้สึกว่าจุดนี้ของ HUMAN RESOURCE ทำให้เรานึกถึงหนังอีก 3 เรื่องที่เทียบเคียงกันได้ในแง่นี้ ซึ่งก็คือ

 

12.1 HI-SO (2010, Aditya Assarat)

 

อันนี้เป็นหนังที่สำรวจ “จริตชนชั้น” ได้อย่างดีงามที่สุดเท่า ๆ กับ HUMAN RESOURCE เลย เพียงแต่ว่าหนังสองเรื่องนี้สำรวจ “จริตชนชั้น” คนละกลุ่มกัน เรื่องนึงสำรวจจริตคนรวย/ลูกครึ่ง อีกเรื่องสำรวจจริตชนชั้นกลางไทย

 

12.2 EVERYONE ELSE (2009, Maren Ade, Germany)

 

คู่รักชายหญิงคู่นึงไปพักผ่อนชายทะเลด้วยกัน หนังเหมือนไม่มี “เหตุการณ์รุนแรง” เกิดขึ้นเลยตลอดทั้งเรื่อง แต่หนังเหมือนส่องสะท้อนมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ

 

12.3 AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany)

 

ครอบครัวหนึ่งไปพักผ่อนที่บ้านพักริมทะเลสาบ หนังทั้งเรื่องเหมือนไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นเลย แต่มันออกมาน่าสนใจมาก ๆ

 

13. พอ HUMAN RESOURCE เลือก choice ของตัวละครนางเอกให้เป็นคนที่ดูเหมือน passive อย่างมาก และเลือกที่จะตัดทอน “เหตุการณ์รุนแรง” ออกไปจากเนื้อเรื่อง ภาระหนักในการแบกหนังเรื่องนี้ ก็เลยตกเป็นของ “ฝีมือของนักแสดง” และเราก็ขอกราบตีนนักแสดงในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราชอบการแสดงของ Prapamonton Eiamchan, Paopetch Charoensook และ พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ คือถ้าไม่ได้การแสดงที่ดีจริง ๆ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ก็อาจจะออกมาน่าเบื่อมาก ๆ ได้ แต่พอได้การแสดงที่ดีมาก ๆ ตัวละครที่ “ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ ถ้าหากไปอยู่ในหนังเรื่องอื่น ๆ” ก็เลยกลายเป็นตัวละครที่ “ดูเหมือนมนุษย์มากที่สุด” ขึ้นมาได้

 

โดยส่วนตัวแล้ว เราขอยกให้การแสดงของ Prapamonton Eiamchan ในหนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งในการแสดงในหนังไทยที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงในชีวิตเลย นึกว่า “น้อยแต่มาก เรียบแต่ลึก” ของจริง

 

คือคุณ Prapamonton ก็แสดงเก่งมาก ๆ ในหนังทุกเรื่องอยู่แล้วนะ ตั้งแต่ MOTEL MIST (2016, Prabda Yoon) เป็นต้นมา แต่บทเฟรนในหนังเรื่องนี้มันท้าทายความสามารถจริง ๆ มันหินสุดขีดจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่ตัวละครที่ “นักแสดงจะต้องพยายามแสดงอารมณ์รุนแรงของตัวละครออกมา” แต่มันเป็นตัวละครที่ดูเหมือน “เก็บกดอารมณ์ของตนเองตลอดเวลา” เป็นตัวละครที่เหมือนคิดและรู้สึกอะไรอยู่ภายในใจ ภายในหัวตลอดเวลา แต่พยายามไม่แสดงมันออกมาในทางสีหน้า ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ซึ่งเราว่าบทแบบนี้ถือเป็นหนึ่งในบทที่หินที่สุด แสดงยากที่สุดแบบหนึ่ง ซึ่งคุณ Prapamonton ก็ทำออกมาได้ดีสุด ๆ

 

ไม่รู้เราคิดไปเองหรือเปล่าว่า มันมีหลาย moments ที่เฟรน “มุมปากกระตุก” โดยเฉพาะในฉากงานศพของจูน เราก็เลยเดาว่า มันคืออาการอย่างนึงของคนที่รู้สึกอะไรอยู่ภายใน แต่พยายาม don’t let it show on your face อย่างเต็มที่

 

การแสดงบทเฟรนก็เลยยากกว่าปกติมาก ๆ เพราะเฟรนไม่ใช่คนที่ “รู้สึกอะไร ก็แสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้าแบบนั้น” แต่นักแสดงอาจจะต้องจินตนาการเอาเองว่า “เฟรนรู้สึกอะไรในฉากนั้น และเธอจะพยายามไม่แสดงมันออกมาอย่างไร” 55555

 

อีกสิ่งที่ชอบมากคือการที่ “แววตา” ของเฟรนในหนังเรื่องนี้ มันดูแตกต่างจากในภาพถ่ายของเธอในวัยเด็กมาก ๆ เพราะภาพถ่ายในวัยเด็กของเฟรน มันดูเป็น “เด็กหญิงที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง” น่ะ มันเป็นดวงตาของเด็กก่อนที่จะเจอพิษต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ มันยากมาก ๆ

 

เราว่าการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ มันถ่ายทอดแววตาที่ “แตกต่างจากภาพถ่ายในวัยเด็ก” ได้ดีทีเดียว มันไม่ได้ดูหดหู่เศร้าสร้อย แต่มันดูไร้ “ประกายแห่งความหวัง” อย่างรุนแรง เราก็เลยชอบการแสดงตรงจุดนี้ และชอบแง่มุมนี้ของหนังมาก ๆ ด้วย

 

จุดนี้ของหนังทำให้เรานึกถึงสารคดีชุด 7 UP ของ Michael Apted มาก ๆ ด้วย เพราะสารคดีชุดนี้ตามถ่ายชีวิตของชาวอังกฤษหลายคนที่มีฐานะและชนชั้นแตกต่างกัน ซึ่งรวมถึง subject คนนึงที่เป็นคนจน

 

ในภาคแรกของหนังสารคดีชุดนี้ ซึ่งก็คือ SEVEN UP! (1963, Paul Almond) นั้น เด็กชายจน ๆ คนนั้นซึ่งมีอายุ 7 ขวบ มีประกายตาแห่งความหวัง และมีใบหน้าที่เปี่ยมสุขมาก ๆ เขาดูร่าเริงและมีความสุขมาก ๆ

 

แต่ในภาคต่อ ๆ มาในหนังสารคดีชุดนี้ ประกายตาของเขา และแววตาของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป “แสงแห่งความหวัง” ในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หรี่หายไป เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบ “คนจน” บนโลกใบนี้ มันทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใด และเขาก็เติบโตขึ้นมาเป็นชายไร้บ้านในเวลาต่อมา เราแทบไม่เห็นความหวังใด ๆ ในดวงตาของเขา (แต่ในภาคท้าย ๆ ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นมาบ้างนะ)

 

ความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตาแห่งความสุข” ของเด็กวัย 7 ขวบ กับผู้ชายคนเดียวกันผู้มีดวงตาที่สิ้นหวังเมื่อโตขึ้น เมื่อเขาได้เผชิญกับ “ความทุกข์ของชีวิตคนจน” ในหนังสารคดีชุดนี้ของ Michael Apted มันก็เลยทำให้เรานึกถึงความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตา” ของเฟรนในวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE ด้วย

 

สรุปว่าเราชอบการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ เทียบเท่ากับระดับความชอบที่เรามีต่อการแสดงของ Meryl Streep, Isabelle Huppert, Sandrine Bonnaire และ Sandrine Kiberlain เลย

 

14. พอหนังเรื่องนี้เลือกที่จะให้เฟรน “ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาตรง ๆ” และเลือกที่จะถ่ายด้านข้างของนักแสดงเป็นหลัก มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้นำไปสู่อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจด้วย นั่นก็คือว่า หนังเหมือนเปิดโอกาสให้ผู้ชมแต่ละคน “จินตนาการความคิด อารมณ์ ความรู้สึก” ของเฟรนได้อย่างหลากหลาย ตามแต่ผู้ชมจะจินตนาการ ในแต่ละฉาก เพราะเราว่าใบหน้าของเฟรนมันแสดง “ambiguous expressions” และอะไรแบบนี้มันช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมแสดงความเห็นต่อหนังเรื่องนี้ได้อย่างหลากหลาย แตกต่างกันไปด้วย เพราะผู้ชมแต่ละคนจะจินตนาการสิ่งที่อยู่ในหัวของเฟรนในแบบที่แตกต่างกันไป

 

คือในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง Lev Kuleshov experiment ซึ่งเป็นการทดลองทางภาพยนตร์ในรัสเซียในทศวรรษ 1910 และ 1920 โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยการทดลองดังกล่าว คือการให้นักแสดงแสดงใบหน้าแบบ expressionless แล้วนำใบหน้าที่เหมือนกันนี้ มาตัดต่อเข้ากับภาพวัตถุที่แตกต่างกันไป ซึ่งปรากฏว่าภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์ expressionless เหมือน ๆ กันนี้ ส่งผลให้ผู้ชมแต่ละคนมองว่า มันแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกันไป ทั้ง ๆ ที่มันเป็นใบหน้าเดียวกัน

 

 คือการแสดงใบหน้าแบบ expressionless  มันเหมือนกลายเป็น blank canvas ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมจินตนาการอารมณ์ของตัวละครได้อย่างหลากหลายน่ะ และเราก็รู้สึกว่า HUMAN RESOURCE มันเหมือนก่อให้เกิดอะไรแบบนี้ด้วย ผ่านทาง ambiguous expressions ของเฟรน โดยที่เราไม่แน่ใจว่าตัวผู้สร้างหนังตั้งใจให้เกิด effect แบบนี้หรือเปล่า

 

ถ้าหากใครสนใจเรื่อง Lev Kuleshov Experiment ก็ดูได้เพิ่มเติมจากหนังเรื่อง FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG (1995, Mark Rappaport, A+30) นะ เพราะหนังเรื่องนั้นก็พูดถึงการทดลองนี้เหมือนกัน และแสดงให้เห็นว่า การแสดงใบหน้าแบบ ambiguous expressions ของ Jean Seberg และ Clint Eastwood ในบางฉาก มันเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความอารมณ์ของตัวละครได้อย่างหลากหลายมาก ๆ

 

15. หลาย ๆ คนคงเขียนถึงประเด็นนี้ไปแล้ว แต่เราขอจดบันทึกไว้ด้วยแล้วกันว่า เราชอบไอเดียหลักของ HUMAN RESOURCE มาก ๆ ที่เปรียบเทียบการถือกำเนิดของมนุษย์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ เหมือนกับ “การเข้าทำงานในบริษัทใหม่” ซึ่งสองสิ่งนี้ก็มีอะไรที่แตกต่างกันแน่นอนอยู่แล้ว แต่มันก็มีอะไรเหมือนกันในบางจุด เพราะมนุษย์พอถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกแล้ว ก็ต้องหาทางปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เรียนรู้ skill ต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอด เหมือนกับพนักงานบริษัท

 

ชอบที่หนังมันพูดถึงการปรับตัวและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันมาก ๆ โดยผ่านทาง

 

15.1 ตัวละครเฟรน ทั้งนามสกุลของเธอ “เขียวรอดสถาพร” และสิ่งต่าง ๆ ที่เฟรนทำในหนังเรื่องนี้

 

15.2 เรื่องการปรับตัวของปลาที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาบนบก จนกลายเป็นบรรพบุรุษของสัตว์บก

 

15.3 งานบรรยายที่ย้ำว่า คนเราในยุคปัจจุบันนี้ต้อง reskill ไปเรื่อย ๆ ไม่งั้นจะอยู่ไม่รอด โดนเทคโนโลยีแย่งงาน

 

15.4 เรื่องการซักซ้อม “หนี ซ่อน สู้” เพื่อรับมือกับ mass murderer ในโรงเรียน คือมันเหมือนเป็นทักษะที่นักเรียนในยุคปัจจุบันนี้ต้องมีจริง ๆ ไม่งั้นจะเอาชีวิตไม่รอด

 

16. พอพูดถึงการฝึกซ้อมในโรงเรียนแล้ว เราก็เลยขอเสริมว่า เราชอบฉากที่ “เด็ก ๆ ในโรงเรียนนานาชาติ” ซ้อมการใช้ถังดับเพลิงด้วย

 

คือเราว่าในหลาย ๆ ฉากในหนังเรื่องนี้ หนังเล่าเรื่องผ่านทาง “ข่าววิทยุ” ที่ตัวละครได้ยิน ซึ่งข่าวเหล่านั้นก็นำเสนอ risks ต่าง ๆ ในสังคมไทยในปัจจุบัน

 

แต่ในฉากซ้อมถังดับเพลิงนี้ เราไม่รู้หรอกว่าจุดประสงค์ของผู้สร้างหนังคืออะไร แต่มันกระตุ้นให้เรานึกถึงข่าวถังดับเพลิงระเบิด ใน ร.ร.ราชวินิตมัธยม ขณะซ้อมดับไฟ นร.ตาย 1 ราย บาดเจ็บ 5 ราย ในวันที่ 23 มิ.ย. 2023

 

คือในฉากนี้เราไม่ได้ยินเสียงข่าววิทยุแต่อย่างใด แต่ภาพในหนังมันก็กระตุ้นให้เรานึกถึง risks ที่น่ากลัวมาก ๆ จากข่าวที่เราเคยได้ยินในชีวิตจริงโดยอัตโนมัติ

 

17. ชอบที่หนังเรื่องนี้ “ไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครและผู้ชมได้ระบายออก” ด้วย ซึ่งเราว่าอันนี้เป็นทางเลือกของหนังที่น่าทึ่งมาก ๆ ในขณะที่หนังแบบ BREMEN FREEDOM (1972, Rainer Werner Fassbinder, West Germany), THE MATCH FACTORY GIRL (1990, Aki Kaurismäki, Finland), LA CEREMONIE (1995, Claude Chabrol, France), OFFICE (2015, Hong Won-chan, South Korea) และ RICH FLU (2024, Galder Gaztelu-Urrutia, Spain) ยังเปิดโอกาสให้ตัวละครหรือผู้ชมได้รับ “การระบายออก” บ้าง

 

ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้งสองแบบนะ ทั้งแบบระบายออกและแบบไม่ระบายออก แต่แบบ “ไม่ระบายออก” นี่อาจจะถือเป็น choice ที่หายากกว่า

 

18. ดูหนังเรื่องนี้แล้วเราก็ “สะท้อนใจ” กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกด้วย

 

คือเราเกิดในปี 1973 เติบโตมาเป็นวัยรุ่นในทศวรรษ 1980 ในยุคที่เราถูกสอนให้หวาดกลัวคอมมิวนิสต์น่ะ โดยเฉพาะสหภาพโซเวียต, เขมรแดง และเวียดนาม เพราะฉะนั้นในช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น เราก็เลยเหมือนถูกสอนให้รัก capitalism ไปโดยปริยาย

 

เราเติบโตมากับหนังและละครโทรทัศน์ที่สอนให้เรา “ขยัน” และ “ตั้งใจทำงาน” เพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จในโลก capitalist โดยเฉพาะหนังอย่าง THE SECRET OF MY SUCCESS (1987, Herbert Ross), WORKING GIRL (1988, Mike Nichols) และละครโทรทัศน์หลาย ๆ เรื่องของฮ่องกง

 

แต่พอเราเติบโตขึ้น และได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างสังคมไทย กับสังคมในประเทศอื่น ๆ และได้เรียนรู้ถึงข้อเสียของโลกทุนนิยม เราก็เลยพบว่า หนังและละครทีวีที่เคยปลูกฝังค่านิยมและความเชื่อต่าง ๆ ให้แก่เราในวัยเด็ก มันอาจจะใช้การไม่ได้อีกแล้ว “ความใฝ่ฝัน” ในวัยเด็กของเรา มันถูกทำลายไปหมดแล้ว

 

และหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE นี้ ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างอันดีของหนังในโลกยุคปัจจุบัน ที่เหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของหนัง/ละครโทรทัศน์ ที่ปลูกฝัง capitalist dream ให้แก่เราในวัยเด็กในทศวรรษ 1980

 

19. ชอบความ anti-romantic ในหนังเรื่องนี้ด้วย คือพอหนังเรื่องนี้นำเสนอ “ปัญหาของชีวิตคู่ชนชั้นกลางไทย” โดยเฉพาะเรื่องปัญหาการเงินแล้ว มันก็เลยเหมือนสร้างบทสนทนาอย่างไม่ได้ตั้งใจกับ “หนังโรแมนติก” โดยเฉพาะหนังโรแมนติกที่พระเอกจน ๆ ต้องเผชิญกับคู่แข่งหนุ่มหล่อรวย อย่างเช่น MATERIALISTS (2025, Chloe Zhao) และ DON’T GO BREAKING MY HEART (2011, Johnnie To, Hong Kong)

 

คือในหนังโรแมนติกเหล่านี้ ความรักสำคัญกว่าเงินน่ะ การที่นางเอกในหนังเหล่านี้เลือกผัวเป็นชายหนุ่มที่รักจริง แต่ไม่ได้เป็นเศรษฐี ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วของนางเอก ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร เราเองก็ไม่ขัด

 

แต่ HUMAN RESOURCE เหมือนสร้างบทสนทนากับหนังเหล่านี้ในแง่ที่ว่า “มึงเอ๊ย แต่ถ้าหากมึงมาอยู่ในสังคมไทยนะ การที่มึงได้ผัวไม่รวย มึงจะเจอกับปัญหาอะไรบ้าง” 55555

 

ก่อนหน้านี้เราก็เลยโพสท์ไปในทำนองที่ว่า เราอยากให้ตัวละครนางเอกของ MATERIALISTS แสดงความเห็นต่อหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE และอยากให้ตัวละครนางเอกของ HUMAN RESOURCE ดูหนังเรื่อง MATERIALISTS เพราะเราอยากรู้เหมือนกันว่า เฟรนจะตัดสินใจแบบเดียวกับนางเอกของ MATERIALISTS ไหม ถ้าหากเธอตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน 55555

 

20. พอพูดถึง MATERIALISTS แล้ว เราก็เลยขอสวมวิญญาณ จินตนาการตัวเองเป็นสาวสวย materialist แล้วกัน เพราะพอเราดู HUMAN RESOURCE เราก็จินตนาการต่อเล่น ๆ ว่า ถ้าหากฉันเป็นสาวสวยที่สามารถเลือกตัวละครชายตัวใดก็ได้ในหนังเรื่องนี้มาเป็นผัว แล้วฉันจะเลือกใคร 55555

 

20.1 ตัวเลือกอันดับหนึ่งของดิฉัน คือหนุ่มที่เคยฝึกงานที่สิงคโปร์ค่ะ ไม่แน่ใจว่าตัวละครนั้นชื่อภัคพลหรือเปล่า เราขอเรียกเขาว่า “หนุ่มสิงคโปร์” แล้วกัน เพราะว่าเขาดูเป็น “หนุ่มฐานะดี”  “เลือกงานได้” “มีอนาคตไกล” ถ้าได้เป็นเมียเขา เราอาจจะสบาย ดิฉันขอเลือกตัวละครตัวนี้เป็นสามีอันดับหนี่งค่ะ ดิฉันจินตนาการว่า ถ้าหากดิฉันเป็นแฟนเขา มันก็มีโอกาสสูงที่ชีวิตของดิฉันจะกลายเป็นแบบหนัง romantic comedy

 

20.2 ตัวเลือกอันดับสองของดิฉัน ก็คือ “เต้น” ค่ะ เพราะเขา “ฐานะดี” และดูเป็นคนที่ decent มากพอสมควร ถ้าหากได้เขาเป็นผัว ชีวิตของดิฉันก็อาจจะสบายในระดับนึง

 

20.3 อันดับสามคือพี่ชัยวัฒน์ค่ะ เพราะเขาน่าจะ “รวย” 55555 คือถ้าหากได้เขาเป็นผัว ชีวิตเราก็น่าจะ “สบายกาย” อย่างแน่นอน แต่มันไม่แน่ว่าอาจจะ “สบายใจ” หรือเปล่า เพราะชีวิตของเขาเหมือนเป็น “ลิ่วล้อผู้มีอิทธิพล” อะไรทำนองนี้ คือใน “โลกแห่งความเป็นจริง” นั้น เมียพี่ชัยวัฒน์ น่าจะมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ใน “โลกของภาพยนตร์” นั้น ตัวละครลิ่วล้อผู้มีอิทธิพล น่าจะไม่ตายดีเท่าไหร่นัก 55555

 

คือถ้าหากเลือกพี่ชัยวัฒน์เป็นผัว ดิฉันกลัวว่าชีวิตของดิฉันอาจจะไม่เป็นหนัง romantic comedy ค่ะ มันอาจจะเป็นหนัง film noir หนังแนว CHINATOWN (1974, Roman Polanski), หนังของ John Woo, หนังของ Michael Mann หรือหนังของ James Gray แทน 55555

 

20.4 ตัวเลือกอันดับสี่ คือเธมค่ะ เพราะรูปร่างหน้าตาของเขาถูกสเปคมากในระดับนึง 55555 แต่ดิฉันอยากได้เขาเป็น friend with benefits มากกว่า เขาไม่เหมาะที่จะ “แต่งงานมีลูก” ด้วย เพราะการแต่งงานมีลูกกับเขามันทำให้ชีวิตเครียด เป็นแค่ friend with benefits เนี่ยแหละ พอแล้ว

 

20.5 พี่จักร คือตัวเลือกอันดับสุดท้าย เพราะเขา “หล่อ”, “รูปร่างดี” และท่าทางจะ “รวยมาก” แต่การที่เขานิสัยเหี้ยมาก ทำให้เขาเป็นตัวเลือกอันดับสุดท้าย ถ้าหากเราต้องการให้ชีวิตของเราออกมาเป็นแบบหนัง romantic comedy

 

แต่ถ้าหากเราอยากให้ชีวิตของเราออกมาเป็นแบบ “นางเอกนิยายของ Agatha Christie” พี่จักรเนี่ยแหละคือ “ตัวเลือกอันดับหนึ่ง” ค่ะ ผู้ชายหล่อ ๆ รวย ๆ เหี้ย ๆ แบบเขาเนี่ย ถือเป็นผู้ชายที่ “เหมาะจะแต่งงานด้วย เสร็จแล้วเราก็ฆาตกรรมเขา เพื่อฮุบสมบัติ” มากที่สุดค่ะ 55555

 

คือขนาดพี่จักรโผล่มาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีในหนังเรื่องนี้ ดิฉันยังจินตนาการต่อเล่น ๆ ได้เลยว่า ถ้าหากพี่จักรถูกฆาตกรรม ก็มี “ผู้ต้องสงสัย” อย่างน้อย 5 คนแล้วในหนังเรื่องนี้ ซึ่งได้แก่

 

20.5.1 เฟรน

20.5.2 เต้น

20.5.3 จิดา

20.5.4 เมย์ (พี่สาวของจูน)

20.5.5 แม่ของจูน

หรือ 20.5.6 ทั้ง 5 คนร่วมมือกันฆาตกรรมพี่จักร

 

ก็เลยขอสรุปว่า ถ้าหากดิฉัน “เลือกได้” ดิฉันก็ขอเลือก “หนุ่มสิงคโปร์” เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งค่ะ เพื่อทำให้ชีวิตของดิฉันเป็นแบบหนัง romantic comedy แต่ถ้าหากดิฉันอยากเป็นตัวละครในหนังฟิล์มนัวร์ หรือหนังแอคชั่นฮ่องกง ดิฉันก็จะเลือกพี่ชัยวัฒน์เป็นผัวค่ะ และถ้าหากดิฉันอยากเป็น “นางเอกนิยายของ Agatha Christie” ดิฉันก็จะเลือกพี่จักรเป็นผัวค่ะ แต่อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยกับการวางแผนฆาตกรรมอย่างแยบยล

 

แล้วคุณล่ะคะ จะเลือกใครเป็นผัว

Monday, February 09, 2026

JAMNIME FILM FESTIVAL 2026

 

2. THE GARDEN OF SINNERS: A STUDY IN MURDER – PART 1 (2007, Takuya Nonaka, Japan, animation, 61min, A+30) + THE GARDEN OF SINNERS: THE HOLLOW SHRINE (2008, Teiichi Takiguchi, Japan, animation, 46min, A+30)

 

ตัวละครพระเอก Mikiya Tokutou พูดคำว่า “Tadaima” ในหนังเรื่องนี้

 

3. AIKATSU X PRIPARA THE MOVIE: MIRACULOUS MEETING (2025, Ryuichi Kimura, Makoto Moriwaki, Takahiro Okawa, Japan, animation, 75min, A+)

 

มีตัวละครพูดคำว่า Tadaima ในหนังเรื่องนี้

 

ตัวละคร Mikiya Kokutou ใน THE GARDEN OF SINNERS นี่ดูเป็น HOT NERD มาก ๆ พอเราดูหนัง animation เรื่องนี้แล้วก็จินตนาการในทันทีว่า ถ้าหากเขาเป็นมนุษย์ เขาก็คงดูเหมือนในรูปนี้

 

สรุปหนังที่ได้ดูใน JAMNIME FILM FESTIVAL 2026 และบันทึกชีวิตการกินอยู่ในพารากอน

 

หนังที่ได้ดูในเทศกาลนี้

 

1. GHOST IN THE SHELL 2.0 (2008, Mamoru Oshii, Japan, animation, 83min, A+30)

เราเคยดูเวอร์ชั่นปี 1995 ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียมเมื่อราว 25 ปีก่อน ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เวอร์ชั่นนั้นมันฉายแบบฟิล์ม 35 มม. แล้วมันโหลดฟิล์มผิด มีฟิล์มกลับหัวอยู่ราว 15 นาทีช่วงกลาง ๆ เรื่อง แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเราจำถูกหรือเปล่านะ มีใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นบ้างเมื่อราว ๆ ปี 2000

 

2. GHOST IN THE SHELL 2: INNOCENCE (2004, Mamoru Oshii, Japan, animation, 100min, A+30)

 

3. LUPIN THE IIIRD THE MOVIE: THE IMMORTAL BLOODLINE (2025, Takeshi Koike, Japan, animation, 93min, A+30)

 

4. LINDA LINDA LINDA (2005, Nobuhiro Yamashita, Japan, 114min, A+30)

 

5. DORAEMON: NOBITA AND THE GALAXY SUPER-EXPRESS (1996, Tsutomu Shibayama, Japan, animation, 97min, A+30)

 

6. THE GARDEN OF SINNERS: A STUDY IN MURDER – PART 1 (2007, Takuya Nonaka, Japan, animation, 61min, A+30) + THE GARDEN OF SINNERS: THE HOLLOW SHRINE (2008, Teiichi Takiguchi, Japan, animation, 46min, A+30)

 

7. GUNDAM WING: THE MOVIE -- ENDLESS WALTZ (1998, Yasunao Aoki, Nana Harada, Japan, animation, A+30)

 

8. AIKATSU X PRIPARA THE MOVIE: MIRACULOUS MEETING (2025, Ryuichi Kimura, Makoto Moriwaki, Takahiro Okawa, Japan, animation, 75min, A+)

 

พอมีการจัดเทศกาลหนังที่พารากอนแบบนี้ เราก็เลยจดบันทึกไว้ดีกว่าว่า การกินอยู่ของเราในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ที่พารากอนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้าง

 

1. ในช่วงที่มีการจัด film festival ที่พารากอนในช่วงปี 2006-2010 นั้น ส่วนใหญ่เรากินอาหารในระหว่างรอบหนังที่ food court ชั้น G เพราะมัน “ถูกและรวดเร็ว” และก็ดื่มกาแฟที่ Starbucks

 

2. แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา food court ชั้น G คนแน่นมาก ๆ เพราะฉะนั้นในบางครั้งเราก็ต้องกินอาหารใน Starbucks ไปเลย แต่ Starbucks มันก็มีแต่อาหารแบบเบเกอรี่ให้เลือกแค่ไม่กี่ประเภท

 

3. บางครั้งเราก็เลยต้องกินอาหารที่ Burger King ชั้น G แต่การเดินทางจากชั้น 6 มาชั้น G บางครั้งก็ใช้เวลานานเกินไป

 

4. บางครั้งเราก็กินอาหารที่ McDonald’s ชั้น 5 แต่ที่นั่งในแมคโดนัลด์มันน้อยมาก หลาย ๆ ครั้งเราก็หาที่นั่งในแมคโดนัลด์ไม่ได้

 

5. บางครั้งเราก็เลยใช้วิธีซื้ออาหารประเภทเบเกอรี่จากร้านเบเกอรี่ที่มีให้เลือกมากมายที่ชั้น G แล้วก็มาหาที่นั่งกินตรงชั้น 6 บริเวณที่รอลิฟท์ แล้วก็ซื้อกาแฟ Starbucks

 

6. แต่ในเทศกาล JAMNIME ครั้งนี้ เราพบอีกทางเลือกใหม่ นั่นก็คือ เรากินข้าวมันไก่ในร้าน FATT CHICKEN RICE ในโซน Nextopia ชั้น 4 เพราะข้าวมันไก่มันเป็นอาหารที่ “เร็ว” พอ ๆ กับร้าน Fast Food ต่าง ๆ เหมาะมาก ๆ สำหรับการกินระหว่างรอบหนังที่ติด ๆ กัน

 

7. หลังจากกินข้าวมันไก่ในโซน Nextopia ชั้น 4 แล้ว เราก็มาดื่มกาแฟที่ร้าน Dots Coffee ในโซน Nextopia ชั้น 6 ร้านนี้มีสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ก็คือ พนักงานเป็น visually impaired persons หรือผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น แต่ร้านนี้ก็ทำกาแฟได้รวดเร็วพอ ๆ กับ Starbucks เราก็เลยมักจะมาอุดหนุนร้านนี้เป็นประจำในระยะหลัง

 

ก็เลยดีใจที่ตอนนี้เรามีทางเลือกใหม่ อย่างวันนี้เราดู DORAEMON: NOBITA AND THE GALAXY SUPER-EXPRESS รอบ 11.00 น. แล้วก็ต่อด้วย THE GARDEN OF SINNERS: A STUDY IN MURDER – PART 1 รอบ 13.30 น. เราก็เลยมีเวลากินอาหารน้อยมาก เพราะฉะนั้นพอเราดูโดเรม่อนเสร็จ เราก็เลยรีบวิ่งไปกินข้าวมันไก่ที่ Fatt Chicken และต่อด้วยการดื่มกาแฟที่ Dots Coffee แล้วก็รีบกลับมาดู THE GARDEN OF SINNERS ซึ่งก็ปรากฏว่าเราเข้าไปดูหนังได้ทันค่ะ ไม่เลทแต่อย่างใด

++++

 

ประทับใจดีเจที่เลือกเปิดเพลงในโซน Nextopia ของพารากอนมาก ๆ เพราะคราวก่อนเราเจอเพลง WEAK (1992) ของ SWV พอมาวันนี้เราเจอเพลง HEY MR. D.J. (1994) ของ Zhané คือเลือกเพลงมาได้โดนใจดิฉันมาก ๆ ค่ะ 55555

++++

 

Favorite Soundtrack: PRESENT (1990) by Jitterin’ Jinn in the film LINDA LINDA LINDA (2005, Nobuhiro Yamashita, Japan, 114min, A+30)

 

 

น้ำตาแทบไหลตอนที่ตัวละครใน LINDA LINDA LINDA ร้องเพลงของวง Jitterin’ Jinn ในช่วงต้นเรื่อง เพราะมันเป็นเพลงที่ดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์เคยเปิดในรายการวิทยุของเขาทาง 88FM ในช่วงต้นปี 1990 ช่วงที่เรากำลังจะเรียนจบม. 5 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา

 

เพราะฉะนั้นพอตัวละครใน LINDA LINDA LINDA ร้องเพลงนี้ เราก็เลยนึกถึงดีเจสุทธิธรรม และอดีตแห่งความสุขในช่วงเวลานั้นมาก ๆ

 

https://youtu.be/jQILVt98cmU?si=pfOiPgxpVlPRA0P-

 

Sunday, February 08, 2026

LIVING WITH GRANDPA (1979, Kom Akkadej, A+30)

 

เห็นกระแสคนโพสท์ถึง “เพลิงพระนาง” กันในตอนนี้ เราก็เลยมาขอจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ด้วย

 

เราได้ดู “เพลิงพระนาง” เฉพาะเวอร์ชั่นปี 1996 ที่กำกับโดยอดุลย์ บุญบุตรนะ ชอบสุดขีดมาก ๆ ดูแล้ว role play กับกลุ่มเพื่อนกะเทยกันอย่างรุนแรงมากในยุคนั้น จำได้เลยว่า

 

1. ประโยคที่เพื่อนนำมาพูดเลียนแบบกันบ่อยมาก ๆ คือประโยคของเจ้านางอนัญทิพย์ (ชไมพร จตุรภุช) ที่ว่า “วันนี้กูจะไม่โปรดสัตว์ที่ชื่ออีตองนวลอีกต่อไป”

 

2. เพื่อนคนนึงจองเป็น “พระนางหน่อเจ้า” (ปรียานุช ปานประดับ) พวกเราก็เลยเรียกเพื่อนคนนั้นว่า “พระนางหน่อไม้เจ้า”

 

3. กลายเป็นว่า ตัวละครที่เป็น role model ของเราเป็นการส่วนตัว คือ “เจ้านางเก็จถวา” (ปัทมา ปานทอง) และ “เจ้านางแก้วอากาศ” (เสาวลักษณ์ ศรีอรัญญ์) เพราะในเวอร์ชั่นปี 1996 นั้น ในช่วงท้ายของเรื่อง พม่าสูญเสียเอกราชให้อังกฤษ อังกฤษส่งตัวละครเจ้านางต่าง ๆ ไปอยู่อินเดีย แล้วช่วงท้าย ๆ เรื่องก็มีตัวละครคุยกันว่า เจ้านางเก็จถวากับเจ้านางแก้วอากาศ “ได้แต่งงานกับพ่อค้าชาวอินเดีย” (ซึ่งเราเข้าใจว่า ต้องเป็นพ่อค้าชาวอินเดียที่รวย ๆ แน่นอน 55555)

 

หลังจากดูละครเรื่องนี้จบ เราก็คุยกับเพื่อน ๆ แล้วเพื่อนกะเทยของเราก็พูดประโยคที่ฝังหัวเรามาตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมาว่า “เจ้านางเก็จถวา กับเจ้านางแก้วอากาศ เป็นคนที่ ปรับตัวเก่งมาก”

 

ซึ่งเรารู้สึกว่า นี่แหละ คือ role model ของเรา คือเราไม่ได้อยากเป็นคนดีมาก ๆ แบบพระนางหน่อไม้เจ้า และเราก็ไม่ได้เป็นคนที่ ambitious แบบเจ้านางอนัญทิพย์ และเจ้านางตองนวล เราแค่อยาก survive และตัวละครที่ survive จริง ๆ จบสวยที่สุด ไม่ถูกใครฆ่าตาย ไม่ลงเอยอย่างยากจน live happily with rich husbands ในตอนจบ ก็คือเจ้านางเก็จถวา และเจ้านางแก้วอากาศ เพราะพวกเธอ “ปรับตัวเก่ง”

 

เจ้านางต่าง ๆ ห้ำหั่น ฆ่ากันจะเป็นจะตาย สองตัวละครนี้ก็อยู่รอด พม่าสูญเสียเอกราชให้อังกฤษ สองตัวละครนี้ก็อยู่รอด อังกฤษส่งพวกเธอไปอินเดีย สองตัวละครนี้ก็อยู่รอด แถมได้ผัวต่างชาติรวย ๆ อีกต่างหาก (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ)

 

ซึ่งคุณลักษณะ “ปรับตัวเก่ง” แบบนี้ ทำให้เราแอบนึกถึง “ครูอ้อย” เหมือนกันนะ เราชอบการเปลี่ยนลุคของครูอ้อยมาก ๆ ตอนอยู่เมืองไทยก็ลุคนึง ตอนอยู่ Monaco ก็อีกลุคนึง นี่ก็เป็นนิยามของผู้หญิงที่ “ปรับตัวเก่ง” เหมือนกัน 555

 

และจริง ๆ แล้วเราก็นึกถึงตัวละคร “เฟรน” หรือนางเอกของ HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) ด้วย คือ “เฟรน” อาจจะไม่ใช่คนที่ “ปรับตัวเก่ง” ก็ได้นะ แต่เธอเป็นคนที่ “ไม่ ambitious”, เธอไม่ใช่คนดีประเภทที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความยุติธรรม แต่เธอเป็นคนที่ “เน้นความ survive ของชีวิตตนเองเป็นหลักท่ามกลาง hostile environment” เหมือนกัน 55555

 

ก็เลยสรุปว่า นี่แหละ ตัวละครที่เราสนใจ เจ้านางเก็จถวา เจ้านางแก้วอากาศ กูไม่ต้องการขึ้นครองบัลลังก์อะไรใด ๆ กูแค่ต้องการ survive in the hostile environment, ไม่ถูกใครฆ่าตาย และ live happily with rich husband ในตอนจบ 55555

+++++++

ฉันรักเขา Kaoru Kobayashi from UNTAMA GIRU (1989, Go Takamine, Japan, A+30)

 

อะไรคือการที่เราหารูปของ Kaoru Kobayashi ตอนหนุ่ม ๆ ไม่ได้เลย คนญี่ปุ่นนี่เขาไม่รู้จักอัปโหลดรูปดาราหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ ในอดีตของประเทศตนเองลงอินเทอร์เน็ตบ้างหรือไงนะ กลุ้มใจมาก คือเราเดาว่า ตอนที่ Kaoru เล่นหนังเรื่อง UNTAMA GIRU เขาน่าจะมีอายุราว 36-37 ปี แต่พอเรากูเกิลหารูปของเขา เรากลับเจอแต่รูปของเขาตอนเล่น MIDNIGHT DINER (2009-2014, TV series) ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีอายุ 60 กว่าปีแล้ว ซึ่งเขาก็ยังดูดีมากอยู่นะสำหรับชายอายุ 60 กว่าปี แต่เราก็อยากได้รูปของเขาตอนยังเป็นชายวัยฉกรรจ์เก็บเอาไว้ด้วย

 

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง UNTAMA GIRU (1989, Go Takamine, Japan, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา พอเรากินข้าวเย็นเสร็จ เราก็นั่งรถเมล์สาย 4-70E จากศาลายามา BTS หมอชิต ปรากฏว่ารถเมล์ทั้งคันแทบไม่มีผู้โดยสารเลย เราก็เลยถือโอกาสบันทึกภาพวิวข้างทางที่เราเคยเห็นเป็นประจำเอาไว้ ปรากฏว่ารถเมล์ใช้เวลาบนทางด่วนราว 12 นาที จากถนนราชพฤกษ์มาถึงหมอชิต 2

 

ตัวคลิปไม่มีเนื้อหาอะไร เราแค่อยากบันทึกความทรงจำไว้เฉย ๆ ว่าเราเคยเห็นวิวแบบนี้เป็นประจำหลังจากดูหนังที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง UNTAMA GIRU (1989, Go Takamine, Japan, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินอาหารญี่ปุ่นต่อที่ร้าน Kenta แถวศาลายา และกินขนมแถว ๆ ศาลายา (เราใช้ตะเกียบไม่ค่อยเป็น เราเลยใช้ช้อนส้อมเป็นประจำเวลากินอาหารญี่ปุ่น 55555)

+++++

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

LICK THE STAR (1998, Sofia Coppola, 14min, A+30)

+ YOU CAN CALL ME SKOI (2025, Wanchanok Treesatiein, 28min, A+30)

สา(ก๊อย) โดย วรรณชนก ตรีเสถียร

+++

LIVING WITH GRANDPA (1979, Kom Akkadej, A+30)

อยู่กับก๋ง (1979, คมน์ อรรฆเดช)

 

เป็นหนังที่มีคุณค่าทั้งในทางศิลปะภาพยนตร์ และในทางประวัติศาสตร์ โดยในด้านศิลปะภาพยนตร์นั้น สิ่งที่น่าทึ่งมากสำหรับหนังเรื่องนี้ คือบทภาพยนตร์ของส. อาสนจินดา ที่สามารถเล่าเรื่องราวของตัวละครมากมายหลายตัวได้อย่างมีสีสัน และน่าติดตาม โดยที่ผู้ชมสามารถแยกแยะตัวละครแต่ละตัวออกจากกันได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งผู้ชมสามารถจดจำเรื่องราวชีวิต, ปมปัญหา และความขัดแย้งของตัวละครจำนวนมากในหนังเรื่องนี้ได้ด้วย ราวกับว่าส. อาสนจินดาสามารถกลั่นกรองเรื่องราวที่เหมาะสำหรับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์ความยาว 15 ตอนจบ ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีความยาวเพียง 115 นาทีได้อย่างสำเร็จและงดงาม

 

 และอีกอย่างที่น่าทึ่งมากในหนังเรื่องนี้ คือฝีมือการแสดงของคุณทาริกา ธิดาทิตย์ คิดว่าบทบาทของคุณทาริกาในหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในบทบาทการแสดงที่น่าจดจำมากที่สุดของคุณทาริกา

 

ในทางประวัติศาสตร์นั้น ภาพยนตร์เรื่อง “อยู่กับก๋ง” ได้ช่วยบันทึกภาพชีวิตและทัศนคติของ “ชาวจีนโพ้นทะเล” บางกลุ่มในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนของไทยเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ช่วยให้ผู้ชมยุคปัจจุบันเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนในไทยในอดีตได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และได้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนกับชาวไทยในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนด้วย

 

+++++

THE HORROR OF CAPITALISM?

 

1. HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

 

2. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

Anna Schober (Birgit Doll): Four days ago, at the beginning of the month, Georg started in his new position. It took him a lot to get there. You might remember that when he first started, his new boss didn't like him at all. But now he's made it. He brought new inspiration to the department. So when his boss fell ill with an intestinal problem and was off sick more than at work, Georg was asked to take over the department provisionally. His boss is retiring soon anyway. Georg's appointment as head of department is just a formality now. You have every reason to be proud of your son. 

 

3. COSMOPOLIS (2012, David Cronenberg)

 

  • Vija Kinsky (Samantha Morton): What is the flaw of human rationality?
  • Eric Packer (Robert Pattinson): What?
  • Vija Kinsky: It pretends not to see the horror and death at the end of the schemes it builds. This is a protest against the future. They won't hold off the future. They want to normalize it, keep it from overwhelming the present. The future is always a wholeness, a sameness, we're all tall and happy there. This is why the future fails. It can never be the cool and happy place we want to make it.

 

 

Thursday, February 05, 2026

KINGKAEW

 

ซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT IN HOLLYWOOD เล่ม 2 ของ Osamu Yamamoto ส่วนเล่ม 1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024

+++++++

 

MARIAM (2020, Dana Durr, Palestine, animation, 5min, A+30)

 

CACHE-CACHE (2012, Dia’ Azzeh, Palestine, animation, 4min, A+30)

 

HOMELAND (2023, Faiza Afifi, Palestine, animation, 2min, A+25)

 

CHECKPOINT (2021, Jana Kattan, Palestine, animation, 6min, A+30)

 

HIDE AND SEEK (2024, Rami Abbas, Palestine, animation, 7min, A+25)

 

MEMORY OF THE LAND (2017, Samira Badran, Palestine, animation, 13min, A+30)

 

สุดฤทธิ์ กราบตีนมาก ๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน

++++

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Kazuhiko Hasegawa และ Toshiharu Ikeda เลย เพิ่งรู้ว่า Toshiharu Ikeda เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายขณะที่เขาอายุ 59 ปี เราอยากดู SUKEBAN MAFIA (1980, Toshiharu Ikeda) มาก ๆ

+++

 

ฉันรักเขา Hideki Nagayama from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

 

ฉันรักเขา Ryota Omi from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+) and (LOVE SONG) (2025, Weerachit Thongjila, A+25)

 

ฉันรักเขา Ahan Shetty from BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  เขาสูง 185 เซนติเมตร

+++

OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

VS. BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-) 

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

1. จริง ๆ แล้วตัวหนัง OMUKADE ออกมาดีกว่าหนังสัตว์ยักษ์ที่ใช้โลเกชั่นใกล้เคียงกันเรื่อง “โบอา งูยักษ์” (2006, ชนินทร เมืองสุวรรณ) มาก ๆ คือเรารู้สึกว่า OMUKADE เป็นหนังที่ตั้งอกตั้งใจทำมากพอสมควร

 

แต่เสียดายที่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุก และเราไม่รู้สึกผูกพันใดๆ กับตัวละครในหนังน่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอย่าง THE DESCENT (2005, Neil Marshall, UK, A+30) ที่ถือเป็น benchmark สำหรับเราในการใช้เทียบกับหนัง cave thrillers เรื่องอื่น ๆ

 

2. ชอบ premise ของ OMUKADE ชอบการใช้ตัวประหลาดเป็นคล้าย ๆ ตะขาบยักษ์ที่พ้องกับตำนานญี่ปุ่น และชอบการเซ็ตเรื่องให้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในไทย

 

จุดที่ชอบมาก ๆ คือนางเอกเป็นสาวชาวเขาที่มีวิทยายุทธพอตัว คือฉากเปิดตัวนางเอกที่ฆ่านายพลญี่ปุ่นนี่เป็นสิ่งที่เราชอบมาก แต่เสียดายที่หลังจากนั้นนางเอกก็เหมือนแทบไม่ได้ใช้ความสามารถทางการต่อสู้อย่างเต็มที่อีก

 

3. ถึงแม้เราจะชอบไอเดียตั้งต้นของ OMUKADE แต่พอเนื้อเรื่องมันเข้าไปอยู่ในถ้ำแล้ว หนังเหมือนไม่สามารถสร้างรายละเอียดสถานการณ์ให้มันลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้นได้มากพอสมควร เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก

 

4. และเราก็ไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครใด ๆ ใน OMUKADE ด้วย ระดับความลุ้นของเราก็เลยลดลงไปอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครในหนังเรื่องนี้ หรือเป็นเพราะว่าหนังแทบไม่ได้ให้ปูมหลังใด ๆ ของตัวละครแก่เรา ซึ่งเราว่าปัญหานี้คล้าย ๆ กับ PRIMITIVE WAR (2025, Luke Sparke, Australia, A+15) ที่มันให้ตัวละครหนีตายจากสัตว์ประหลาดไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสงครามเหมือนกัน โดยที่หนังแทบไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครเลย แต่เหมือนสถานการณ์ใน PRIMITIVE WAR มันสนุกกว่าหน่อย เราก็เลยชอบ PRIMITIVE WAR มากกว่า

 

แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชมแต่ละคนจะรู้สึกไม่เหมือนกันนะ เพราะผู้ชมแต่ละคนก็จะรู้สึกผูกพันกับตัวละครในหนังในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างตัวเรานั้นจะรู้สึกผูกพันกับตัวละครใน THE BAYOU มฤตยูงาบ (2025, Taneli Mustonen, Brad Watson, UK, A+25) และตัวละคร “กลุ่มครอบครัวล่องเรือ” ใน JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30) มาก ๆ คือเราจะรู้สึกลุ้นเอาใจช่วยตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ แต่ผู้ชมหลาย ๆ คนก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรา 55555

 

5. พอดู OMUKADE จบ เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันยาวขึ้นอีก 15 นาที เพื่อขยายพื้นที่ให้ตัวละครในหนังมีชีวิตเป็นของตัวเองมากขึ้น ไม่ได้เป็นตัวละครที่ “มีชีวิตเพื่อหนีตะขาบยักษ์ในช่วง WWII” เพียงอย่างเดียว เราอาจจะชอบหนังมากขึ้นหรือเปล่านะ หรืออย่างน้อยมีฉากทหารญี่ปุ่นถอดเสื้อเยอะ ๆ ก็ยังดี 55555

 

6. หลังจากเราดู OMUKADE เราก็ได้ดู BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  ซึ่งเหมือนมาช่วยตอบคำถามในข้อ 5 ของเรา เพราะว่า BORDER 2 มีหน้าหนังเป็น “หนังสงคราม” เราก็เลยนึกว่ามันจะต้องเป็น “หนังแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่านตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม” อะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปดูจริง ๆ หนังมีฉากสงครามแค่ราว 50% ได้มั้ง ส่วนอีก 50% ที่เหลือเป็นฉากทหารร้องเพลงเต้นรำ, ทหารจีบสาว, ชีวิตก่อนการรบในสงคราม อะไรแบบนี้

 

เพราะฉะนั้นในทางทฤษฎีแล้ว BORDER 2 น่าจะเข้าทางเรา เพราะโครงสร้างของหนังมันเข้าทางเรามาก ๆ หนังให้เวลาราว 90 นาทีแรกไปกับการพูดถึง “แง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตทหาร” ที่ไม่ใช่การรบในสงคราม เราได้ดูชีวิตของทหารแต่ละคนขณะอยู่ในค่ายทหารและขณะอยู่ที่บ้าน พวกเขาถูกสร้างให้ดูเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น แล้วพวกเขาค่อยเข้าสู่สนามรบอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงครึ่งหลังของหนัง

 

7. เราก็เลยรู้สึกว่า ในทางโครงสร้างแล้ว BORDER 2 มันน่าสนใจมาก ๆ คือโครงสร้างของมันคือ “90 นาทีแรกเป็นชีวิตครอบครัวทหาร ส่วน 110 นาทีที่เหลือเป็นการต่อสู้ในสนามรบ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มันเข้าทางเรามากกว่า OMUKADE ที่ให้ตัวละครมา “สู้กับทหารญี่ปุ่น แล้วก็สู้กับตะขาบยักษ์” โดยไม่ได้เล่าถึงชีวิตตัวละครมากไปกว่านั้น

 

แต่ถ้าหากมองโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราก็ชอบ OMUKADE มากกว่าเยอะนะ เพราะเราชอบ OMUKADE ในระดับ A+ และชอบ BORDER 2 ในระดับ A-

 

8. สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะว่า ถึงแม้ BORDER 2 ให้เวลาไปกับการ “ปูภูมิหลังของตัวละคร” อย่างเต็ม ๆ ถึง 90 นาที แต่เนื้อหาในช่วง 90 นาทีแรกนั้น มันรับใช้ “ความเป็นชาตินิยม” และ “ความเป็นอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขีดมาก คือแบบชีวิตทหารแต่ละคนนี่มัน “รักขนบธรรมเนียมประเพณี” อย่างรุนแรงจริง ๆ

 

คือถึงแม้ตัวละครใน BORDER 2 จะได้ใช้ชีวิตอยู่นอกสนามรบ ในช่วง 90 นาทีแรกของหนัง แต่ช่วง 90 นาทีนั้น มันก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่เชิดชู “การใช้ชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขั้ว มันก็เลยไม่ได้ช่วยให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เรายิ่งชอบหนังเรื่องนี้น้อยลงไปอีก ถึงแม้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้มันจะเข้าทางเราก็ตาม 55555

 

9. ก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มีจุดอ่อนที่แตกต่างกันไปในสายตาของเรา เพราะเรามองว่า OMUKADE ให้ภูมิหลังของตัวละครน้อยเกินไปจนทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร

 

ส่วน BORDER 2 นั้น ให้ภูมิหลังของตัวละครเป็นเวลานานถึง 90 นาที แต่ภูมิหลังที่ให้มานั้นกลับทำให้เรารู้สึกหมั่นไส้ความอนุรักษ์นิยมของหนังอย่างรุนแรงมาก ๆ 55555

+++

ฉันรักเขา ภาคียะ โพธิ์เงิน จาก KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

+++

 

KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

VS. RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-)

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. สำหรับเรา ทั้ง “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-) นี่ประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน คือเรามองว่าหนังทั้งสองเรื่องมันมี “วัตถุดิบ” บางอย่างที่เอื้อให้มันสามารถกลายเป็นหนังที่ดีสุดขีดมาก ๆ ได้ แต่อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางหนังทั้งสองเรื่องไม่ให้เปล่งศักยภาพของตัวเองออกมาได้ ก็คือหนังทั้งสองเรื่อง “เลือก GENRE ผิด” มันไปเลือก genre หนังสยองขวัญ และมันพยายามจะเร้าอารมณ์ตามวิธีการเดิม ๆ ของหนังสยองขวัญ แทนที่จะโฟกัสจุดที่ควรจะเป็น หนังทั้งสองเรื่องก็เลยออกมาไม่เข้าทางเราในที่สุด

 

แต่เราก็ไม่ได้เกลียดหนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” แต่อย่างใดนะ เราชอบในระดับ A+15 เพราะเราว่ามันก็ดูเพลิน ๆ ดีสำหรับเรา, มีจุดที่น่าสนใจ และเราเหมือนถูกโฉลกกับหนังหลาย ๆ เรื่องของเอกชัย ศรีวิชัยอยู่แล้ว คือเขาไม่ใช่คนที่ทำหนังเข้าทางเราซะทีเดียวนะ แต่เรา enjoy กับหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา เหมือน wavelength มันใกล้เคียงกันในระดับนึง

 

2. เราว่าไอเดียตั้งต้นของหนังทั้งสองเรื่อง ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในตัวมันเองด้วย เพราะ “กิ่งแก้ว” มันได้รับแรงบันดาลใจจากคดีอาชญากรรมจริง เพราะฉะนั้นหนังมันก็เลยอาจจะไม่สามารถทำบางอย่างได้ตามใจตัวเองมากนัก ส่วน RETURN TO SILENT HILL นั้น การที่หนังมันต้องรับใช้ตัววิดีโอเกมที่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นศักยภาพของหนังไว้ด้วยเช่นกัน

 

3. ในส่วนของ “การเลือก genre ผิด” นั้น เรามองว่า ถ้าหาก “กิ่งแก้ว” ไม่เลือก genre หนังสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเข้าทางเราอย่างสุดขีดมาก ๆ ก็เป็นได้ เพราะตัวเนื้อเรื่องของ “นักโทษประหารหญิง” แบบกิ่งแก้วนั้น มันสามารถทำออกมาได้เป็นทั้ง

 

3.1 เราเห็นด้วยกับเพจ “เชื่อGU ไปดูเลย” มาก ๆ เพราะเพจนี้มองว่า หนังเรื่องนี้สามารถทำเป็นแบบ MONSTER (2003, Patty Jenkins) ได้ และที่แน่ ๆ ก็คือคุณทรายสามารถรับบทหนักแบบ Charlize Theron ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

 

3.2 หรือทำออกมาเป็นแบบหนังดราม่าของ Claude Chabrol ก็ได้ เพราะ “กิ่งแก้ว” ทำให้เรานึกถึงทั้ง STORY OF WOMEN (1988) ที่พูดถึงนักโทษประหารหญิง, LA CEREMONIE (1995) ที่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างหญิงชนชั้นล่างกับชนชั้นกลาง และ LE BOUCHER (1970) ที่เป็นเรื่องของ “ฆาตกรฆ่าเด็ก และความรักโรแมนติกของฆาตกร”

 

3.3 แต่หนังแบบที่เราอยากเห็นมากที่สุด ก็คือ DREILEBEN: BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold, Germany) เพราะว่า BEATS BEING DEAD พูดถึงความรักสามเส้าระหว่างหญิงสาวชนชั้นล่าง, ชายหนุ่มชนชั้นกลาง และ “หญิงสาวลูกคนรวย” ซึ่งมันพ้องกับเรื่องราวของ “กิ่งแก้ว” มาก ๆ ตรงจุดนี้ และตัวละครหญิงสาวชนชั้นล่างใน BEATS BEING DEAD ก็เป็นตัวละครที่เราอินและเอาใจช่วยอย่างสุดขีดมาก ๆ เพลิงพ่าย ร้อนแรงมาก ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางก็เลือกหญิงสาวลูกคนรวยมาเป็นแฟน และฉากท้าย ๆ ของหนังเรื่อง BEATS BEING DEAD ก็เป็นฉากที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางกับหญิงสาวลูกคนรวยขับรถไปด้วยกันตามท้องถนนในชนบท และพยายามลืมเรื่องราวของหญิงสาวชนชั้นล่างออกไปจากความทรงจำของตัวเอง

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู “กิ่งแก้ว” เราก็เลยนึกถึงหนังของ Christian Petzold อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วตัววัตถุดิบบางอย่างใน “กิ่งแก้ว” โดยเฉพาะนักแสดงและเนื้อหาตอนที่กิ่งแก้วยังมีชีวิตอยู่ มันเอื้อให้ทำเป็นหนังแบบ Christian Petzold และ Claude Chabrol ได้สบายมาก ๆ เลย คือถ้าหากหนังมันเลือกเส้นทางแบบนั้น เราก็คงจะชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 ไปแล้ว แต่พอมันเลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ หนังที่ออกมามันก็เลยไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

สิ่งที่เราอยากเห็นมาก ๆ ก็คือช่วงเวลาที่กิ่งแก้วค่อย ๆ กลายเป็นบ้า เหมือนหนังไม่ได้แสดงให้เราเห็นพัฒนาการของกิ่งแก้วในช่วงนี้น่ะ เพราะเนื้อหาตรงส่วนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อพล็อตหนังผี หนังสยองขวัญ แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้เลือกที่จะเป็นหนังดราม่า รักสามเส้า หนังก็อาจจะมีเวลานำเสนอเนื้อหาตรงส่วนนี้ และมันน่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางเรามาก ๆ รวมทั้งน่าจะเป็นอะไรที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ด้วย

 

4. หรือถ้าหาก “กิ่งแก้ว” เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญจริง ๆ มันก็อาจจะยังเป็นหนังที่เข้าทางเราอยู่ก็ได้นะ ถ้าหากมันโฟกัสถูกจุด คือถ้าหากมันทำเป็นแบบหนังของ Mike Flanagan ให้ความสำคัญกับ “หัวจิตหัวใจของตัวละคร” หรือ “อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร” แทนที่จะให้ความสำคัญกับการเร้าอารมณ์ตามสูตรหนังสยองขวัญไปเรื่อย ๆ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

 

5. สิ่งที่ชอบที่สุดในกิ่งแก้ว ก็คือการแสดงของคุณทรายและคุณสายป่านนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่บทหนังมันไม่เอื้อให้ได้ใช้ความสามารถมากนัก

 

ชอบการแสดงของคุณทรายในฉากท้าย ๆ มากเป็นพิเศษ แววตาที่เปลี่ยนไปในฉากท้าย ๆ นี่มันสุดขีดจริง ๆ

 

กราบการแสดงของสายป่านในหนังเรื่องนี้ เพราะเราว่าบทของสายป่านในหนังเรื่องนี้ ถ้าหากเล่นไม่ดี มันจะกลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” ไปเลย แต่พอสายป่านเล่นดี ตัวละครมันเลยไม่กลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” แต่ดูเป็นมนุษย์จริง ๆ เป็นคุณหนู ลูกคนรวย แต่ไม่ใช่คนเลว และมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาก ๆ เพราะเราจะเกิด dilemma ในใจ ว่าเราควรจะเอาใจช่วยผีกิ่งแก้วมากน้อยแค่ไหนดี

 

การแสดงของสายป่านที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงอีกหนึ่งการแสดงที่เราชอบสุดขีดในปีที่แล้ว ซึ่งก็คือการแสดงของคุณสรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ ใน THE TUTOR พี่วรรณมาสอน (2025, Bhandit Thongdee, A+15) เพราะว่าใน THE TUTOR นั้น ถ้าหากคุณสรวงสุดาเล่นไม่ดี บทนั้นมันจะกลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” ไปในทันที เพราะบทมันไม่ส่งมาก ๆ  แต่พอคุณสรวงสุดาเล่นดีมาก ๆ บทนั้นมันก็เลยไม่กลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” แต่ดูเป็น “มนุษย์จริง ๆ" และเป็นมนุษย์แบบที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันด้วย

 

ในแง่นึงเราก็แอบอธิษฐานว่า อยากให้ “นักแสดงหนังไทย” ได้โอกาสดี ๆ แบบ “นักแสดงหนังฝรั่งเศส” อย่าง Sandrine Bonnaire, Léa Seydoux, Nathalie Baye อะไรแบบนั้นบ้าง เพราะเรามองว่านักแสดงหนังไทยหลาย ๆ คน จริง ๆ แล้วมีความสามารถเทียบเท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศสน่ะ ทั้งคุณทราย, สายป่าน, สรวงสุดา และอีกหลาย ๆ คน เพียงแต่ว่าวงการหนังไทยไม่ได้มีการสร้างหนังที่หลากหลายเท่าหนังฝรั่งเศส นักแสดงหนังไทยก็เลยเหมือนไม่ได้รับโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ได้เท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศส

 

6. การเล่าแบบตัดสลับเวลาใน “กิ่งแก้ว” ก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกก้ำกึ่งนะ จุดที่ชอบก็คือว่า จริง ๆ แล้วมันก็ทำออกมาได้ดี คือถึงมันตัดสลับเวลาไปมา เราก็ไม่งงแต่อย่างใด และเราว่ามันทำให้เราเปลี่ยนความคิดต่อตัวละครได้ดีมาก ๆ ด้วย เพราะช่วงต้นเรื่องเราจะเกลียดกิ่งแก้ว และสงสารวัลภา (พิมพรรณ ชลายนคุปต์) แต่พอเนื้อเรื่องมันค่อย ๆ เฉลยอดีตไปเรื่อย ๆ เราก็จะหันมาเข้าข้างกิ่งแก้ว และเกลียดวัลภาในที่สุด เราก็เลยรู้สึกว่า การเล่าแบบตัดสลับเวลาในหนังเรื่องนี้ อาจจะมีจุดประสงค์อย่างนึงคือเพื่อเล่นกับความรู้สึกคนดูตรงจุดนี้ ทำให้คนดูเปลี่ยนข้างอย่างรุนแรงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้คนดูรู้สึกว่า “เราไม่ควรด่วนตัดสินใครอย่างง่าย ๆ” และหนังทำตรงจุดนี้ได้สำเร็จสำหรับเรา

 

แต่จุดที่ทำให้เรารู้สึกก้ำกึ่งก็คือว่า ถ้าหากหนังเรื่องกิ่งแก้ว “ไม่เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ” หรือ “ไม่เลือกที่จะพยายาม surprise คนดู” หนังก็อาจจะเลือกเล่าเรื่องตามลำดับเวลาไปเลยก็ได้ ทำเป็นหนังดราม่า เน้นหัวจิตหัวใจของตัวละคร เพื่อให้คนดูตามดูพัฒนาการของชีวิตและจิตวิญญาณของกิ่งแก้วไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะได้หนังแบบ Claude Chabrol, Chritian Petzold ที่เข้าทางเรามากกว่า

 

7. ฉากที่ติดอยู่ในความทรงจำมากที่สุดใน “กิ่งแก้ว” ก็คือฉากที่กิ่งแก้วใช้เสียงเป็นอาวุธนี่แหละ นึกว่าเป็นหนังที่ “ต้องดูในโรงภาพยนตร์” ของจริง เพราะเราก็นึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องไหนที่ตัวละครกรีดร้องแบบรอบทิศทาง บาดแก้วหูได้มากขนาดนี้ 55555

 

8. อีกปัญหานึงที่เรามีกับ “กิ่งแก้ว” และหนังสยองขวัญของไทยหลายเรื่องในระยะหลัง ซึ่งรวมถึง ธี่หยดภาค 2 และ 3, OUR HOUSE ข้างบ้าน (2025, Kongkiat Khomsiri, A+15), etc. ก็คือว่า “ผีในหนังไทยระยะหลัง” มันมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปน่ะ คือเหมือนมันนึกอยากจะหักคอคน, อยากฆ่าคน ก็ทำได้ตามสบาย ๆ เลย

 

คือการที่ผีในหนังไทยระยะหลัง มันดูมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปแบบนี้ มันก็เลยเกิดผลเสียสองอย่างสำหรับเรา นั่นก็คือ

 

8.1 มันดูเหลือเชื่อมากเกินไป คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในโลกของหนังเรื่องนั้น ๆ แต่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของเราในโลกความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมันก็เลย “ไม่น่ากลัว” เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราในโลกแห่งความเป็นจริงนอกโรงภาพยนตร์

 

8.2 มันดูไร้กติกามากเกินไป คือเกมมันจะสนุก มันต้องมีกติกาให้เล่นหรือปฏิบัติตาม แต่ถ้าหากผีมันสามารถหักคอคนได้ทุกเมื่อ หนังมันก็จะต้องลำบากขึ้นอีกนิดนึงในการพยายามตั้งกฎกติกาใหม่ในหนังเรื่องนั้น  ๆ เพื่อให้คนดูรู้ว่าผีในหนังเรื่องนั้นทำอะไรได้บ้าง และคนสามารถสู้ผีด้วยวิธีการใดได้บ้าง

 

ซึ่งจริง ๆ แล้ว “กิ่งแก้ว” ก็ทำได้ดีบางส่วนนะ คือเราเอาใจช่วย “ผีกิ่งแก้ว” แต่เราไม่ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” ให้อำนาจผีมากเกินไป ผีสามารถฆ่าคนได้ง่ายเกินไป แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” กำหนดกฎกติกาว่า ผีจะมีฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อยังมีวัตถุผูกพันอยู่ และหนังก็ยึดตามกฎกติกานี้ได้จนถึงนาทีสุดท้ายของหนัง (ชอบการเฉลยตรงจุดนี้มาก ๆ ในหนัง)

 

ซึ่งหนังที่เป็น antidote สำหรับเราในปัญหานี้ ก็คือหนังเรื่อง MIERUKO-CHAN ใครว่าหนูเห็นผี (2025, Yoshihiro Nakamura, Japan, A+30) คือผีในหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ ว่า มันคือผีที่เราอาจจะเจอได้ในชีวิตประจำวันน่ะ มันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์หักคอคนได้ตามอำเภอใจ แต่มันเป็นผีที่อาจจะอยู่ใกล้ ๆ คุณตอนที่คุณกำลังอ่านข้อความนี้ของเราอยู่ก็ได้ เราก็เลยรู้สึกว่า MIERUKO-CHAN นี่เป็นตัวอย่างที่ตอบโจทย์ของเราได้ดีที่สุด มันคือขั้วตรงข้ามของ “หนังสยองขวัญของไทยในระยะหลัง” ที่ประสบปัญหาตรงจุดนี้

 

9. สรุปว่าชอบ “กิ่งแก้ว” ในระดับ A+15 นะ ถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณเอกชัย ศรีวิชัย แล้ว เราก็ชอบกิ่งแก้วน้อยกว่า อีหล่าเอ๋ย (2021), มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020), สะพานรักสารสิน (2022), เทริด (2016), เหมรฺย (2024) แต่เราชอบกิ่งแก้วมากกว่า โนราห์ NORAH (2018, A+15) และมนต์รักวัวชน (2022, A+)

 

10. กลับมาที่ RETURN TO SILENT HILL คือเราเสียดายมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ต้องยึดตามวิดีโอเกม และเสียดายที่มันเลือกที่จะเป็น genre หนังสยองขวัญ เพราะเราว่าโดยตัวเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ที่มันเล่นกับ “โลกทางจิต” ของตัวละครแล้ว เราว่ามันไม่ยากเลยที่จะดัดแปลงหนังเรื่องนี้ให้ออกมาเป็นแบบหนังของ Andrei Tarkovsky (ความผูกพันกับหญิงคนรักเก่าที่ตายไปแล้ว, การเดินทางเข้าไปในดินแดนเซอร์เรียล กึ่งไซไฟ กึ่งโลกทางจิตวิญญาณ), Alain Resnais (การตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างรุนแรง) และ Alain Robbe-Grillet (การตัดสลับระหว่างความจริงกับความไม่จริง)

 

คือดู RETURN TO SILENT HILL แล้ว เสียดายมาก ๆ เพราะมันมีศักยภาพที่จะเป็นหนังแบบ Tarkovsky, Resnais, Robbe-Grillet ได้สบาย ๆ แต่มันดันออกมาเป็นอะไรที่น่าเบื่อ

 

11. หรือถ้าหาก RETURN TO SILENT HILL เลือกที่จะเป็น “หนังสยองขวัญ” เราก็อยากให้มันเลือกออกมาเป็นแบบหนังของ David Lynch น่ะ เป็นหนังที่เน้นความหลอน ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป เพราะเราว่ามันทำแบบนั้นได้ไม่ยาก แต่เสียดายที่ RETURN TO SILENT HILL ไม่ได้เลือกเดินไปในเส้นทางนั้น

 

ก็เลยสรุปว่า เสียดาย “ศักยภาพ” ของ “วัตถุดิบบางอย่าง” ใน “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL มาก ๆ