Monday, June 08, 2026

WAVE IN THE BLUESCREEN

 

เมื่อวานกิน Street Burger หลังจากดู BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) และก่อนดู CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, A+30)

+++

 

WAVE IN THE BLUESCREEN (2026, Nontapat Piboolpongpun นนทพัทธ์ พิบูลพงศ์พันธ์, 28min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด ชอบทั้งตัวเนื้อเรื่องหลักที่มีความ sci-fi horror และตัวประเด็นรอง ๆ หรือประเด็นอื่น ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 เด็กที่เข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้

1.2 เด็กที่หมกมุ่นกับโลกออนไลน์

1.3 ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ที่บางคนไม่ค่อยยอมทำงาน

1.4 การทำเสียงดังรบกวนห้องข้าง ๆ

 

2. เราชอบหนัง horror หรือ thriller ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยพร้อม ๆ กันไปด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ ICT ซึ่งก็คือ FIND MY IPHONE (2016, กฤษติยา สมบูรณ์ Krittiya Somboon) เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีความเป็น thriller เหมือนกัน, เน้นนำเสนอเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นเหมือนกัน และเน้นนำเสนอ “ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ” เหมือนกัน

 

3. คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบคู่กับ I SAW THE TV GLOW (2024, Jane Schoenbrun) ด้วย เพราะทั้งสองเรื่องเหมือนนำเสนอ “โลกในอีกมิติหนึ่ง” ที่อยู่คนละฟากของหน้าจอ (ทีวี/คอมพิวเตอร์) และมิตินั้นก็สามารถดึงดูดหรือส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์ที่จ้องมองมันได้อย่างรุนแรง

+++

 

HOUSE OF MIRRORBALLS (2026, Yanathip Wonglan ญาณาธิป วงค์ลาน, 30min, A+30)

 

1. หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่มีเพื่อนสนิทเป็น drag queen โดยที่ตัวหญิงสาวเองนั้นก็ดูเหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มาก ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า ตัวหญิงสาวอยากจะเป็น drag queen เสียเองด้วยหรือเปล่านะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบจินตนาการต่อไปว่า ถ้าหากในอนาคตมีการสร้างหนังเรื่องไหนที่มีตัวละครหญิงสาวที่อยากจะเป็น drag queen เสียเอง มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เหมือนมันเกิดวงจรย้อนกลับที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด drag queen หลายคนคือกะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง และการแต่งตัวเป็นนางโชว์ของ drag queen ในสหรัฐ ก็เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส”

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนเกิดวงจรที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่า นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้กะเทยอยากเลียนแบบ จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “นางโชว์ drag queen” ขึ้นมา และพอวัฒนธรรมนางโชว์ drag queen กลายเป็นสิ่งที่มั่นคง โด่งดังได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในไทย (ทิฟฟานี, อัลคาซาร์)  มันก็อาจจะมีผู้หญิงจริง ๆ ที่อยากจะเลียนแบบ “กะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง” ตามมาด้วย

 

2. ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน unique มาก ๆ เพราะว่า

 

2.1 หนังส่วนใหญ่อาจจะเลือกเล่าเรื่องของชีวิตกะเทยนางโชว์ไปเลย เพราะมันเป็นชีวิตที่มีสีสัน และน่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เรื่องดราม่า ความผิดหวังในความรัก และหนังส่วนใหญ่จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวแบบนี้ในฐานะ “เพื่อนนางเอก” หรือ “นางรอง” แทน

 

แต่พอหนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครหญิงสาวคนนี้ในฐานะตัวละครหลัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นการเลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันเป็นตัวละครที่ “แอบอยู่ข้างเวที” หรือเป็นตัวละครที่ “ไม่ได้โดนสปอตไลท์บนเวทีส่องโดยตรง”

 

2.2 ชอบที่ตัวละครหญิงสาวคนนี้เหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ unique มาก ๆ

 

คือในช่วง 10-20 ปีก่อนหน้านี้ มันจะมีหนังที่พูดถึง “วงการคอสเพลย์” ซึ่งรวมถึงหญิงสาวหลายคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ โดยที่เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น วงการคอสเพลย์ยังดูเป็น subculture ที่แปลกอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการคอสเพลย์กลายเป็นอะไรที่ “ปกติธรรมดา” ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังไทยเรื่องไหนในยุคปัจจุบันที่นำเสนอหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ ตัวละครหญิงสาวคนนั้นก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่พิสดารมากนัก คือก็อาจจะแปลกกว่า “ตัวละครนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักในสายตาของผู้ชม เพราะเราก็รู้ว่าคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์มีเป็นจำนวนมาก และมีสังคมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

 

แต่ตัวละครหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ หลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกคนนี้ “มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ๆ” มีความ unique มาก ๆ คือเธอไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ หลงใหลกัน เธอไม่ได้มีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนเป็นของตัวเอง

 

เราก็เลยชอบ ความเป็นตัวของตัวเองของนางเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ความเป็นตัวของตัวเอง บางทีมันก็มาพร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นี่แหละ

 

3. ชอบการนำเสนอปัญหา “รองเท้าเล็กเกินไป” มาก ๆ เพราะเรากับเพื่อนๆ เกย์/กะเทย ก็มักจะเจอปัญหา “รองเท้าส้นสูงไซส์เล็กเกินไป” แบบนี้เหมือนกัน 55555

 

อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่ขอจดบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเรามักจะหารองเท้าส้นสูงใส่ไม่ได้ เพราะตีนของพวกเราใหญ่เกินไป เพื่อนเราคนนึง ก็เลย “หล่อรองเท้าส้นตึก” ขึ้นมา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์

 

ตอนนั้นพวกเราก็เลยมี “รองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์” ใส่กัน เอาไว้ใส่เดินในซอย และรองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์นี้ นอกจากใช้ใส่เดินได้แล้ว มันยังใช้แทน “ชอล์ค” ได้ด้วยนะ เพราะพอเราเอารองเท้าส้นปูนนี้ขูดไปตามพื้นถนน มันก็จะเกิดเป็นลายเส้นสีขาวเหมือนชอล์คขึ้นมา พวกเราก็เลยใช้รองเท้าส้นปูนนี้ เขียนด่าคนบนพื้นถนนบ้างในบางครั้ง 55555

 

4. สรุปว่าเป็นหนังที่ unique มาก ๆ ชอบมาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราได้ไปดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2026 ซึ่งในโปรแกรมมันบอกว่า จะมีฉายหนังเรื่อง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN (2024, AJ Dubler, Carmela Murphy, USA, 8min) ด้วย แต่พอเราดูโปรแกรมนี้จริง ๆ มันเหมือนไม่มีหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมกะทันหันเหรอคะ มีใครทราบเหตุผลไหม

 

คือระหว่างที่เราดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 นี้ เราก็วูบหลับไปช่วงนึงนะ ช่วงที่เป็นหนังเรื่อง THE FIRST TIME (2025, Giulia Consentino, Perla Sardella, Italy/Spain, 16min) แต่เราว่าตอนที่เราหลับไป และตอนที่เราตื่นขึ้นมา มันยังคงอยู่ในช่วงที่ฉายหนังเรื่อง THE FIRST TIME นะ เหมือนเราน่าจะหลับไปไม่เกิน 3 นาที เราไม่น่าจะหลับข้ามหนัง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN ที่ยาว 8 นาทีไปเลยตลอดทั้งเรื่อง

 

เราก็เลยคาใจค่า ถ้าใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

Sunday, June 07, 2026

SOFTSHELL

 

SOFTSHELL (2024, Jinho Myung, USA, 87min, A+30)

 

1. ดีใจสุดขีดที่ได้เห็นคุณศศิธร พานิชนกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราได้เห็นคุณ Heen Sasithorn แสดงหนัง (และละครเวที) มานาน 24 ปีแล้ว ตั้งแต่ JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) เรื่อยมา จนมาถึงหนังเรื่องนี้ที่ออกฉายในสหรัฐในปี 2024

 

2. สงสารสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกฆ่าตายในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3. vibe ของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง THE NIGHT DARA DIED (2024, Asamaporn Piriyapokanon, 30min, A+30) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับคนไทยในสหรัฐเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตัวละครในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมีบุคลิกแตกต่างกัน

 

4. Jinho Myung ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ร่วมแสดงในหนังด้วย เห็นเขาแล้วแอบนึกถึง Beam Wong

+++

 

I worship this film พอเราดู MALA NOCHE แล้วก็นึกถึงตัวเองที่แอบ want แรงงานจาก Myanmar

+++

 

THEIR(S) FIRST (2026, Wachirawit Gupgo วชิรวิทย์ กัปโก, queer film, 30min, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. งดงามมาก ๆ สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังอาจจะเป็นความลึกลับของบ้านนายพลหรือบ้านของทหารยศสูงคนนั้น เหมือนบ้านหลังนั้นมันจะมีอะไรบางอย่างลึกลับซ่อนอยู่ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจว่ากิจกรรมที่ทำตอนเย็นคืออะไร และใครคือเงาที่ปรากฏออกมาเพียงแว้บเดียว (เมียนายพลหรือเปล่า หรือเจ้านายของทหารยศสูง)

 

2. ชอบที่หนังเหมือนจะสื่อในทางอ้อมถึงความสัมพันธ์ของ “ทหารรุ่นพ่อ” ที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนหรือมากกว่าเพื่อน เพราะว่าหนังเกย์โดยมากมักจะเป็นเรื่องของตัวละครชายวัย 15-30 ปี หรือตัวละครที่เป็นนักเรียน, นักศึกษา แต่พอหนังเรื่องนี้ข้ามไปถึงคนรุ่นพ่อ และเป็นทหารไทยด้วย มันก็เลยเกิดความ unique ขึ้นมา และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากหนังเกย์เรื่องอื่น ๆ

 

3. จริง ๆ แล้วก็ชอบทุกอย่างในหนัง แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เข้าทางเราในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือว่า เราคิดว่าตัวละครแม่ทำในสิ่งที่เลวร้ายมาก เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเราอยากให้เธอโดนลงโทษอย่างสาสม

 

บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง (2026, Wanlada Pianniyomrat วันลดา เพียรนิยมรัตน์, 20min, A+)

 

1. เหมือนเป็นคู่แฝดของหนังเรื่อง “รีบดูก่อนโดนลบ” (2026, Tannaree Kongmusik) เพราะว่าโครงสร้างทางบทของหนังสองเรื่องนี้มีบางจุดคล้ายกัน ก็คือว่า

 

1.1 มีฉากสยองขวัญ

1.2 มีการเฉลยว่า ความสยองขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เป็นสิ่งที่คนทำขึ้นมา ไม่ได้เป็นภัยคุกคามจริง ๆ

1.3 แล้วก็มีภัยคุกคามจริง ๆ ปรากฏขึ้นมา ในรูปแบบของฆาตกรหรือผี

 

2. แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ค่อยอินกับหนัง comedy เพราะฉะนั้นพอ “บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง” เน้นไปที่อารมณ์ comedy เป็นหลัก หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเรา แต่เราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในทางของตัวเองนะ วัดได้จากเสียงหัวเราะของผู้ชมจำนวนมากตอนหนังฉาย

 

DANGEROUS CITY เชียง(อันต)ราย (2026, Minkwan Thipthong มิ่งขวัญ ทิพย์ทอง, documentary, 30min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พูดถึงทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำ คืออากาศก็เป็นพิษ, น้ำก็เป็นพิษ วิกฤติมันรุนแรงจริง ๆ

 

2. ชอบความ poetic ของหนังสารคดีเรื่องนี้ด้วย แต่คิดว่าจุดนี้มันอาจจะยังไปไม่สุดนะ หรืออาจจะยังทรงพลังไม่ถึง 100% ยังได้แค่ 75%

 

3. จริง ๆ แล้วอยากให้หนัง “ให้ข้อมูล” มากกว่านี้หน่อยก็ดีนะ เพราะเราชอบข้อมูลที่ขึ้นมาตอนท้ายเรื่องมาก ๆ จนอยากให้หนังใส่ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

 

4.เราว่าหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามที่ดีมาก ๆ นะ ในการสร้างหนังแนว poetic documentary ขึ้นมาในไทย คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เน้นให้ข้อมูลอย่างเดียว สัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างเดียว มันก็จะเป็นหนังสารคดีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบ informative เรื่องนึง และอาจจะไม่มีความโดดเด่นมากนัก เพราะก็อาจจะมีหนังสารคดีอีกหลายเรื่องที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน

 

หนังเรื่องนี้ก็เลยเล่นท่ายากกว่าหนังสารคดีเรื่องอื่น ๆ ด้วยการใส่ซีนแบบ poetic ที่ไม่ได้เน้นการให้ข้อมูลเข้ามาด้วย ซึ่งเราก็ชอบตรงจุดนี้มาก ๆ แต่มันก็เป็นท่าที่ยากมาก ๆ และยากกว่าการสร้างหนัง poetic, experimental แบบเพียว ๆ เสียอีก เพราะมันเหมือนหาจุดลงตัวที่ยากมาก  ๆ ระหว่างการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม กับการสร้างอารมณ์ poetic ในหนัง

 

คือเรารู้สึกว่า การสร้างหนังสารคดีสิ่งแวดล้อมแบบตรงไปตรงมา อาจจะเป็นความยากระดับหนึ่ง

การสร้างหนัง poetic ให้ออกมาทรงพลัง อาจจะเป็นความยากระดับสอง

การสร้างหนัง poetic ecological documentary อาจจะเป็นความยากระดับสาม คือยากยิ่งกว่าสองขั้นแรกเสียอีก

 

และเราก็เลยรู้สึกว่า เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่เรารู้สึกว่าความเป็นสารคดีสิ่งแวดล้อมกับความเป็น poetic ของหนังเรื่องนี้ อาจจะยังผสมกันไม่ลงตัวแบบ 100% ยังได้แค่ราว 75-80% เหมือนมันยังพัฒนาให้ทรงพลังได้มากกว่านี้อีก

 

หรือบางทีสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการ อาจจะเป็นทุนทรัพย์ + เวลา เพื่อจะได้สร้างหนังที่ยาวกว่านี้ได้ เพราะหนัง poetic ecological ที่ค่อนข้างลงตัว อย่างเช่น สายน้ำติดเชื้อ BY THE RIVER (2013, Nontawat Numbenchapol) และ SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig) ก็เป็นหนังยาว และความยาวของมันก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รับทั้งข้อมูลและดื่มด่ำไปกับความ poetic ของหนังได้อย่างเต็มที่

 

ก็เลยสรุปว่าชอบ DANGEROUS CITY มาก ๆ นะ เป็นหนังที่มี potential มาก ๆ และถ้าหากมันเป็นหนังยาว มันอาจจะเปล่งศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ได้

Friday, June 05, 2026

CROWS BUILD NESTS THAT ARE JUST BIG ENOUGH FOR THEMSELVES

 

RIP MARJANE SATRAPI (1969-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เธอกำกับแค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ PERSEPOLIS (2007, Vincent Paronnaud, Marjane Satrapi, France/USA, animation) กับ THE VOICES (2014, Marjane Satrapi) และเราก็ชอบทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

อยากดูหนังเรื่องอื่นๆ ของ Marjane Satrapi ด้วยเหมือนกัน ทั้ง CHICKEN WITH PLUMS (2011), GANG OF THE JOTAS (2012, France/Belgium), RADIOACTIVE (2019, UK) ที่นำแสดงโดย Rosamund Pike ในบทของมารี คูรี และ DEAR PARIS (2024) ซึ่งเป็นหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ความตาย”

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเพิ่งดูหนังเรื่อง NINJABABY (2021, Yngvild Sve Flikke, Norway, A+30) แล้วก็พบว่า หนังนอร์เวย์เรื่องนี้มีการพาดพิงถึง PERSEPOLIS ด้วย

 

ภาพมาจาก NINJABABY

+++

 

นกกาทำรังแต่พอตัว (2026, Kusuma Kiaowarn กุสุมา เขียวหวาน, 14min, A+30)

 

1. ตอนดูจะแอบงงว่า คนที่เลี้ยงดูเด็กคือใคร คือยายหรือแม่บุญธรรมหรืออะไร ไม่รู้ว่าหนังเล่าจุดนี้ไปแล้วแต่เราฟังไม่ทัน หรือว่าหนังไม่ได้เล่าตรงจุดนี้ จนกระทั่งมาเห็นตอน end credits ว่าตัวละครคนนั้นน่าจะเป็นยาย

 

2. แต่คิดว่าหนังจงใจไม่เล่าเหตุผลที่ “แม่ทางสายเลือด” ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้นะ เหมือนหนังจงใจที่จะให้ข้อมูลเพียงในวงจำกัดแก่ผู้ชม

 

3. แต่รู้สึกว่าทุกอย่างในหนังเหมือนมัน “พอเหมาะพอควร” มาก ๆ เหมือนคนทำหนังใส่และจัดวางทุกอย่างในระดับที่พอเหมาะสำหรับเรา เราก็เลยประทับใจหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

4. จริง ๆ แล้วหนังมันเจ็บปวดมากเลยนะ แม่ที่แท้จริงก็คงรู้สึกเจ็บปวดร้าวรานใจมากที่ลูกตัวเองไม่ยอมมานอนด้วย ลูกเองก็เป็นคนที่ใจแข็งมาก ๆ เหมือนกัน

 

5. ชอบที่หนังไม่ขยี้ความเจ็บปวดข้างต้นจนมันกลายเป็นหนังฟูมฟาย และก็ชอบที่หนังไม่เลือกจบแบบ happy ending อย่างชัด ๆ (คือเราว่าหนังก็จบแบบ happy นะ แต่ happy แบบพอเหมาะพอเจาะ ไม่ล้นปรี่เกินไป)

 

6. หนังที่เหมาะฉายควบกับ “นกกาทำรังแต่พอตัว” มาก ๆ ก็คือ LITTLE PLANT AT THE OLD HOUSE กิ่งอ่อนที่บ้านเก่า (2007, Sasikan Suvanasuthi, 5min) ซึ่งเป็นหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวชาวไทยกับแม่บุญธรรมของเธอที่เป็นชาวเยอรมัน เป็นหนังเชิงกวีที่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมากนักเกี่ยวกับลูกบุญธรรม-แม่บุญธรรมคู่นี้ เป็นหนังที่ “เลือกที่จะให้ข้อมูลเพียงในวงจำกัดแก่ผู้ชม” เหมือนกัน แต่ทุกอย่างมันออกมา “พอเหมาะพอเจาะ” มาก ๆ เหมือนกัน เราก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกันมาก ๆ

+++

 

RACING LIFE LINE (2026, Pongpanot Maneedang พงศ์ปณต มณีแดง, 21min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จัก subculture ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน นั่นก็คือ subculture ของคนเล่นเกมขับรถ simulator ในไทย ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการขับรถแข่งในสนามจริงด้วย

 

2. พอมันเป็นหนัง thesis ของนักศึกษา หนังก็เลยอาจจะไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะสร้างฉากขับรถแข่งในสนามจริงอย่างลุ้นระทึกได้ เพราะฉะนั้นหนังก็เลยอาจจะขาด ๆ อารมณ์ลุ้นตื่นเต้นแบบหนังแอคชั่นจริง ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้

 

3. พระเอกน่ารัก 555

 

4. เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง ALIVEHOON (2022, Ten Shimoyama, Japan) มาก ๆ เพราะ ALIVEHOON ก็พูดถึงนักแข่งรถอีสปอร์ตที่ได้กลายเป็นนักแข่งรถในสนามจริงเหมือนกัน

+++

 

เราเคยอ่านแค่ THE PICTURE OF DORIAN GRAY และก็เคยดูหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย DEATH IN VENICE, ORLANDO, MAURICE และ QUEER

https://web.facebook.com/photo?fbid=1620462330087818&set=a.514108810723181

 

Thursday, June 04, 2026

MESPSYAH

 

คาถา นะ มะ อะ อุ (2026, มนตร์มนัน ภูริวิศิษฏ์) จะเข้าฉายแล้วนะ

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า จิตไม่ว่าง 24 (1981, สมชาย นิลวรรณ) นี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME เลย อยากให้มีคนนำละครของคุณสมชาย นิลวรรณ มาแพร่ภาพใหม่มาก ๆ

 

ซื้อหนังสือ “เขียน” ของไอดา อรุณวงศ์ มาให้ลูกหมีอ่าน

 

DEAR, MY 100 (2026, Krissana Petchthong, 30min, A+)

๑๐๐ อาลัยแทนรัก (2026, กฤษณะ เพชรทอง)

 

ชอบพระเอก กับชอบบรรยากาศ แต่รู้สึกเหมือนอารมณ์ของตัวละครสื่อมาไม่ถึงตัวเรา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ choice ทางบทภาพยนตร์กับ choice ในการถ่ายทำหรือเปล่า

 

รีบดูก่อนโดนลบ (2026, Thannaree Kongmusik ธัญญ์นรี คงมุสิก, 21min, A+30)

 

ชอบช่วงครึ่งแรกมาก ๆ เป็นหนังสยองขวัญแนวตั้งที่ลุ้นระทึกดีมาก ๆ

 

ครึ่งหลังของหนังก็ชอบเหมือนกัน แต่ระดับความลุ้นระทึกมันลดลงนิดนึงจากครึ่งแรก

 

ฉายควบกับ ONE CUT OF THE DEAD (2017, Shinichiro Ueda) ได้เลย

 

LOST IN RELATIONSHIPS (2026, Patchamporn Anggoonpaktham พัชร์อัมพร อังกูรภัคธรรม, 28min, A+30)

 

หนังสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ได้ดีมาก ๆ ในสายตาของผู้ชมวัย 50 กว่าปีอย่างเราที่อาจจะไม่ค่อยรู้ว่า ความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมันออกมาเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

ชอบที่หนังนำเสนอมุมมองของตัวละครนำทั้ง 3 คนออกมาได้ดี โดยเฉพาะตัวละครพระเอกที่เสี่ยงต่อการถูกมองในแง่ลบได้ง่ายถ้าหากมองแต่เพียงภายนอก คือถ้าหากเราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และเราได้เจอคนแบบพระเอกในชีวิตจริง เราก็อาจจะด่วนตัดสินไปก่อนว่า คนแบบพระเอกอาจจะทำตัวแบบนั้นเพื่อที่เขาจะได้ทิ้งนางเอกไปได้ง่าย ๆ ในอนาคต (เพราะเขายังไม่เคยบอกว่า นางเอกเป็นแฟนของเขา) แต่พอหนังมีฉากที่ให้พระเอกได้แจกแจงเหตุผลของตัวเอง มันก็เลยช่วยให้หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจขึ้นมามาก ๆ สำหรับเรา และหนังก็เหมือนไม่ได้บอกว่านางเอกหรือพระเอกเป็นฝ่ายผิด เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งนางเอก, พระเอก และแม้แต่เพื่อนนางเอก ต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง

 

MESPSYAH (2026, Jakkrapat Ruangrit จักรภัทร์ เรืองฤทธิ์, political film, 22min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เราดูแล้วรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงประเด็นเผด็จการ vs. ประชาธิปไตยแบบหนังการเมืองไทยในทศวรรษ 2010 แต่มันพูดถึงการที่เผด็จการหรือฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถหลอกใช้นักเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้มาเป็นเครื่องมือของตนเองได้อย่างเนียน ๆ ด้วย มันก็เลยเหมือนเป็นหนังการเมืองที่ update ตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องในไทยในยุคหลัง ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

2. ชอบสไตล์ของหนังอย่างมาก ๆ ด้วย ตั้งแต่การเลือกใช้ภาพที่มีลายเส้นแนวนอนเหมือนภาพในจอทีวีหรือจออะไรสักอย่าง มันช่วยให้ภาพของหนังดูน่าจดจำและมีเอกลักษณ์ดี

 

3. ฉากที่ตัวละครแต่งตัวแฟนซีก็ทำให้นึกถึง Ulrike Ottinger โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ

 

4. ฉากโลกหลังความตายก็ทำให้นึกถึง Hito Steyerl โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ เช่นกัน

 

5. ฉากที่เหมือนกะเทยสามคนประชุมออนไลน์กันนี่ถือเป็นฉากที่น่าจดจำมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุดในสามคนนี้

 

BIG DAWGS (2026, Poonyawat Tirayapanichkul ปุณยวัฒน์ ติระยะพานิชกุล, 13min, A+25)

 

1. กรี๊ดดดดด การได้ดูหนังเกี่ยวกับกลุ่มนักกล้ามหนุ่มนี่ถือเป็น eye candy สำหรับดิฉันมาก ๆ ค่ะ 55555 แต่พอหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้มุมมองแบบ gay gaze หนังก็เลยเหมือนอาจจะไม่ได้เข้าทางดิฉันแบบ 100% เต็ม

 

2. ชอบส่วนแรกของหนังมากกว่าส่วนหลัง ส่วนแรกที่เราหมายถึงก็คือช่วงต้นเรื่องที่เป็นกลุ่มนักกล้ามหนุ่มยกน้ำหนักในยิมไปเรื่อย ๆ

 

3. แต่พอหนังเล่าเรื่องความพยายามในการขโมยยา เราว่าเนื้อเรื่องส่วนนี้อาจจะไม่ได้เข้าทางเราสักเท่าไหร่

 

4. ฉากสุดท้ายของหนังที่เป็นตัวละครสองคนคุยกัน เราฟังไม่ออกเลยว่าคุยกันว่าอะไร 55555 แล้วพอหนังมันไม่มีซับไตเติลด้วย เราก็เลยไม่รู้เรื่องไปเลยในฉากสุดท้าย

  

Wednesday, June 03, 2026

CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan, A+30)

 

ไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน BODY MELT (1993, Philip Brophy, Australia)

+++

 

CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan, A+30)

 

นึกว่าเป็น KOKUHO เวอร์ชั่นสำหรับผู้ชมวัยก่อนมีประจำเดือน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันใสมาก ๆ ใสปิ๊ง feel good กุ๊กกิ๊ก น่ารัก เหมาะสำหรับผู้ชมวัยกำดัด

 

หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายสองคน ที่น่าจะเรียนอยู่ราว ๆ ชั้นม.3 คนนึงเป็นนักแสดงในคณะละครเร่ที่ชอบรับบทเป็นหญิงสาว ส่วนอีกคนเป็นเด็กหนุ่มหัวดีที่ไม่ชอบไปโรงเรียน เนื้อหาของหนังเน้นไปที่การแสดงแบบพื้นบ้านของญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้นึกถึง KOKUHO (2025, Lee Sang-il) โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าหนังเรื่องนี้มาก่อน KOKUHO นะ

 

ถึงแม้ว่าโทนโดยรวมของหนังจะ feel good และจบได้แบบชุ่มชื่นหัวใจดิฉันมาก ๆ แต่หนังก็มีบางส่วนที่แอบเศร้านะ เพราะหนังพูดถึง “ละครเร่แบบพื้นบ้าน” ของญี่ปุ่นที่เสื่อมความนิยมลงในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถึงแม้นักแสดงละครแบบนี้จะมีฝีมือมากแค่ไหน ผ่านการฝึกปรือมามากแค่ไหน พวกเขาก็อาจจะต้องเลิกแสดงละครในอนาคต ซึ่งจุดนี้ก็อาจจะทำให้นึกถึงคณะละครชาตรี, ลิเก, งิ้ว, โนราห์ของไทยในแง่นึง และมันก็น่าเศร้าที่ศิลปินที่มีความสามารถ, ขยัน, ทำงานดีเหล่านี้ อาจจะต้องกระเสือกกระสนลำบากหาเงินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน

 

อีกจุดของหนังก็พูดถึงหญิงสาวที่อยากจะเป็นไอดอล แต่เธอก็ไม่ประสบความสำเร็จ เป็นได้แค่ “ไอดอลใต้ดิน” เปิดคอนเสิร์ตทีก็มีคนดูน่าจะเพียงแค่ 20 คน และพวกเธอก็ยังถูกค่ายเพลงเอารัดเอาเปรียบอย่างรุนแรงด้วย

 

มันก็เลยน่าเศร้า คือตัวละครบางคนเป็นศิลปินการแสดงแบบโบราณที่เก่งมาก แต่คนรุ่นปัจจุบันก็อาจไม่สนใจจะดู ส่วนตัวละครอีกคนพยายามจะประสบความสำเร็จในการแสดงแบบสมัยใหม่ เป็นไอดอลร้องเต้นเพลงป๊อป แต่การจะดึงดูดคนดูก็ยากลำบากแสนเข็ญอยู่ดี

 

ชอบเนื้อหาใน “ละครพื้นบ้าน” ที่นักแสดงในเรื่องนี้แสดงมาก ๆ นึกว่าเป็นด้านตรงข้ามของ TOKYO STORY (1953, Yasujiro Ozu) เพราะว่า “ละครพื้นบ้าน” ในหนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่พยายามตามหาแม่ที่แท้จริงของตนเอง แต่พอเขาตามหาแม่จนเจอ แม่ที่แท้จริงกลับไม่ใยดีเขา หาว่าเขาตามหาเธอเพียงเพราะหวังว่าจะได้รับมรดกจากเธอ ชายหนุ่มก็เลยช้ำใจอย่างแสนสาหัสเพราะแม่ของตนเอง

 

Favorite Actor: Jun Saito

 

Jun Saito ตอนนี้มีอายุราว 19 ปี เราเคยดูหนังที่เขาแสดงไปแล้ว 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

1. CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan)

 

2. LET’S GO KARAOKE! (2023, Nobuhiro Yamashita)

 

3. TEASING MASTER TAKAGI-SAN MOVIE (2024, Rikiya Imaizumi)

 

4. 366 DAYS (2025, Takehiko Shinjo)

****

Film Wish List: FRUIT GATHERING (2026, Aung Phyoe, Myanmar/Czech, 97min)

 

หนังยาวจากเมียนมาร์ที่เข้าชิงรางวัล Crystal Globe ในเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ในปีนี้ น่าดูมาก ๆ เป็นเรื่องของสองสาวเลสเบียนที่ทำงานโรงงานทอผ้าในย่างกุ้ง

 

หลายคนคงคุ้นชื่อของ Aung Phyoe เป็นอย่างดี เพราะว่าหนังเรื่อง SEASONAL RAIN (2018, Aung Phyoe, 30min) ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 23 ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันที่ 15 ธ.ค. 2019 ซึ่งเรื่องนั้นก็เป็นหนังเลสเบียนเหมือนกัน

 

SEASONAL RAIN ติดอันดับ 73 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

Tuesday, June 02, 2026

DREAM HORSE DOUBLE BILL

 

เพิ่งได้ดู PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston, USA, documentary, second viewing, A+30) เป็นรอบที่สอง หลังจากที่เคยดูรอบแรกไปแล้วในเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในปี 1998

 

พอได้ดูรอบนี้แล้วก็ประทับใจฉากนี้มาก ๆ เป็นฉากที่สัมภาษณ์กะเทยนางหนึ่งในนครนิวยอร์คในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วเราก็พบว่า กะเทยนางนี้ติดรูปโฆษณา REVLON สองรูปไว้ที่ผนังห้อง รูปหนึ่งแสดงให้เห็นนางแบบ 4 คน Kersti Bowser, Christy Turlington, Cindy Crawford, and Paulina Porizkova  ส่วนอีกรูปแสดงให้เห็นภาพนางแบบอีก 4 คน Tatjana Patitz, Iman, Talisa Soto และ Jerry Hall

 

เราประทับใจฉากนี้มาก ๆ เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1980 สมัยที่เราเรียนมัธยม เรากับกลุ่มเพื่อนๆ เกย์กะเทย ก็คลั่งไคล้โฆษณา REVLON พวกนี้อย่างรุนแรงเหมือนกัน โดยเฉพาะสองรูปนี้ที่พวกเราชอบมาก ๆ

 

จำได้ว่าตอนนั้นเราจองเป็น Talisa Soto

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูฉากนี้ใน PARIS IS BURNING เราก็เลยชอบสุดขีด นึกไม่ถึงว่ากะเทยในนิวยอร์คกับกะเทยในกรุงเทพจะใจตรงกันมากขนาดนี้ 55555

+++

พอเห็นชื่อวง Dreams Come True เราก็นึกถึงสถานีวิทยุ 88FM และดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ ที่แนะนำให้ผู้ฟังได้รู้จักกับวงดนตรีวงนี้ จำได้ว่าตอนนั้นวงนี้มีออกเทปลิขสิทธิ์ในไทยด้วย น่าจะเป็นของ CBS นะ ถ้าจำไม่ผิด

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

DREAM OF THE WILD HORSES (1960, Denys Colomb de Daunant, France, documentary)

+ 3 DREAMS OF HORSES (2018, Mike Hoolboom, Canada, 6min)

 

สองหนังทดลองเกี่ยวกับม้าที่งดงามมาก ๆ

 

DREAM OF THE WILD HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทดลองในกรุงเทพในปี 1999 และตอนนี้ก็สามารถหาดูได้ในยูทูบ เป็นหนังที่ไม่มีเนื้อเรื่อง แต่มันเป็นการร้อยเรียงฉากต่าง ๆ เกี่ยวกับม้าเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

 

ส่วน 3 DREAMS OF HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit in Bangkok

 

DREAM OF THE WILD HORSES

https://youtu.be/6MRjGhEOtO8?si=zxQB12cfVcX7zofT

+++

 

Monday, June 01, 2026

ROMAN EMPIRE TIMELINE UPDATED

 

เพิ่ม ROMAN BATH (2012, Hideki Takeuchi, Japan) เข้าไปใน ROMAN TIMELINE IN FILMS เพราะว่าเนื้อหาในหนังเรื่องนี้เกิดในปี 128AD ในยุคของจักรพรรดิ Hadrian

 

1.CORIOLANUS (2011, Ralph Fiennes) 488BC

2.300 (2006, Zack Snyder) 480BC

3. ALEXANDER (2004, Oliver Stone, 175min)

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาเซโดเนียมีชีวิตในปี 356-323 ก่อนคริสต์ศักราช

4. SPARTACUS (1960, Stanley Kubrick) 71BC

5.CORNEILLE-BRECHT (2009, Jean-Marie Straub, Cornelia Geiser) 56BC

6.CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz) 31BC

7.BEN-HUR (1959, William Wyler) around 30AD?

8.CALIGULA (1979, Tinto Brass) 38AD

9.BRITANNICUS (2018, Stephane Braunschweig) 55AD

10.CRYSTAL DRAGON (1979, Ashibe Yuho, Japanese cartoon) 61AD

11.POMPEII (2014, Paul W.S. Anderson) 79AD

12. ROMAN BATH (2012, Hideki Takeuchi, Japan) 128AD

เนื้อเรื่องเกิดในยุคของจักรพรรดิ Hadrian

13. GLADIATOR (2000, Ridley Scott) 180AD

14. THE FALL OF THE ROMAN EMPIRE (1964, Anthony Mann) 180AD

15. AGORA (2009, Alejandro Amenabar) 391AD

 

CHINA TIMELINE

https://web.facebook.com/photo?fbid=10227244116752078&set=a.10223045281543822

 

COMMUNISTS TIMELINE

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10229417285639942&set=a.10229116411798284

 

FRANCE TIMELINE

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10232194298863537&set=a.10230383642238253

 

JAPAN TIMELINE

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10232875234766509&set=a.10223045281543822

 

MIDDLE EAST VIOLENCE TIMELINE

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10228454928141606&set=a.10227993335122069

 

ROMAN EMPIRE TIMELINE

https://web.facebook.com/photo?fbid=10225850557673972&set=a.10225784745948720

 

RUSSIA TIMELINE

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10233210185100058&set=a.10223045281543822

 

INDIA TIMELINE

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237536687539915&set=a.10236654765052404

 

THAILAND TIMELINE

https://web.facebook.com/photo?fbid=10243954105651357&set=a.10223045281543822

 

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

ใน end credits ของ TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีการขึ้นขอบคุณชื่อผู้กำกับหนังอินดี้อเมริกันยุคนั้นที่เราชื่นชอบสุดขีด 4 คนด้วย ซึ่งได้แก่

 

1. Allison Anders

 

2. Todd Haynes

 

3. Jon Moritsugu

 

4. Christopher Munch

 

และเราก็สงสัยมาก ๆ ว่า Rick Linklater นี่คือ Richard Linklater หรือเปล่า

 

ในหนังเรื่อง TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีหนังสือ WHAT IS CINEMA? (1967) ของ André Bazin ด้วย

+++

 

THE LEGEND HUNTERS (2025, Li Yifan, Simon West, China, F)

+++

 

พอเห็นคุณ Warut เขียนถึงหนังเรื่อง YOU BECOME A STAR TOO (1975, Lee Jang-ho, South Korea) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก THE EXORCIST (1973, William Friedkin) เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายไหมว่า เพราะเหตุใดเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก ๆ คือถ้าหากเราวัดจากความรู้สึกของเราเองจากหนังต่าง ๆ ที่เราได้ดู เราก็รู้สึกว่า ถ้าหากไม่นับหนังไทยแล้ว เราก็ได้ดูหนังแนว exorcist จากสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับหนึ่ง และก็ได้ดูจากเกาหลีใต้มากเป็นอันดับสอง ส่วนอินโดนีเซียครองอันดับสาม แต่อินโดนีเซียเป็น exorcist แบบมุสลิม

 

เราก็เลยงงว่า ทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก มากกว่าอิตาลี, ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และลาตินอเมริกาเสียอีก ทั้ง ๆ ที่เกาหลีใต้มีคนนับถือคริสต์เพียงแค่ 31% ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและลาตินอเมริกามีคนนับถือคริสต์เยอะมาก แต่เหมือนเราไม่ค่อยได้ดูหนังแนว exorcist จากประเทศเหล่านี้มากเท่าเกาหลีใต้

 

ฟิลิปปินส์ก็มีประชากรนับถือคริสต์ราว 92% แต่เราก็แทบไม่ได้ดูหนังแนว exorcist จากฟิลิปปินส์

 

เหมือนจริง ๆ แล้วไทยกับญี่ปุ่นทำหนัง supernatural horror ได้ดีกว่าเกาหลีใต้นะ แต่หนังสยองขวัญของไทยกับญี่ปุ่นมันเหมือนมี “ผีท้องถิ่น”, “ตำนานท้องถิ่น” ให้เล่าได้เยอะแยะมากมายหรือเปล่า หนังสยองขวัญของสองชาตินี้ก็เลยไม่ต้องไปพึ่ง “ปีศาจคริสต์” แบบหนังเกาหลีใต้

 

เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทาง “สังคม”, ทาง “ประวัติศาสตร์”, ทาง “เศรษฐกิจ” หรือคำอธิบายทาง “วงการภาพยนตร์” หรือเปล่า ว่าทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะ โดยน่าจะเยอะเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ และทำไมยุโรปกับลาตินอเมริกาถึงผลิตหนังแนวนี้น้อยกว่าเกาหลีใต้

 

ภาพจาก THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan, South Korea)

+++

 

ประทับใจมากที่ภาพยนตร์เรื่อง รื่นโรย RUEN-ROEY: WHISPERS IN THE FOREST (2025, Nunthachai Phupoget, 14min, A+30) เคยได้รับเลือกให้เข้าชิงรางวัลดุ๊ก (ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้น แล้วต่อมาก็ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ CCCL เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และตอนนี้ก็ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF สำหรับ queer films เพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น “ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับหญิงข้ามเพศที่เก็บของป่า” ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยเป็นทั้งหนังสารคดีที่ดีมาก, หนังที่ดีมากเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และหนังที่ดีมากเกี่ยวกับ queer

+++

 

วันเกิดของ Rainer Werner Fassbinder ปีนี้ตรงกับ

 

1. วันวิสาขบูชา

2. วัน blue moon หรือวันเพ็ญวันที่สองของเดือน (เพราะวันที่ 1 พ.ค.ก็เป็นวันเพ็ญเหมือนกัน) ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก

3. วัน micro moon หรือวันที่พระจันทร์วันเพ็ญอยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดในรอบหนึ่งปี

 

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากสุดขีด ที่ 4 อย่างนี้เกิดขึ้นตรงกันในวันเดียวกัน

+++

 

เหมือนระยะหลัง ๆ เราไม่ค่อยได้ดูหนัง courtroom drama จากฮอลลีวู้ดมากเท่ากับในทศวรรษ 1980-1990 ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่กลายเป็นว่าเราได้ดูหนังแนวนี้จากฮ่องกงและอินเดียแทน ไม่รู้ว่ามันมีคำอธิบายอะไรหรือเปล่าที่ทำให้สองประเทศนี้หันมาผลิตหนังแนวนี้ อย่างเช่น A GUILTY CONSCIENCE (2026, Ng Wai-lun, Hong Kong), JOLLY LLB (2013, Subhash Kapoor), PINK (2016, Aniruddha Roy Chawdhury), SECTION 375 (2019, Ajay Bahl), THAPPAD (2020, Anubhav Sinha), CHHAPAAK (2020, Meghna Gulzar)

+++

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

พิศวงมาก ในหนังเรื่องนี้ตัวผู้กำกับแต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องผู้ชาย 4 คน (ซึ่งรวมถึงสามีของเธอ) เสียชีวิตขณะปีนเขาหิมาลัย แล้วหนังก็ตัดไปเป็นการถ่ายหน้าต่างที่เผยอแย้ม พร้อมเสียงเพลงประกอบเป็นเวลานาน แล้วหนังก็ถ่ายมือของตัวละคร ขณะเล่าเรื่องอาหารกลางวันที่นักการเมืองกลุ่มหนึ่งของพรรคเดโมแครตชอบกินกันในฤดูใบไม้ร่วง (ถ้าหากเราฟังไม่ผิดนะ) แล้วหลังจากนั้นตัวละครสองคนก็ใช้เวลานานในการโพสท่าถ่ายรูป

 

เราไม่เคยดูหนังของ Colin Campbell มาก่อน พอดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วก็รู้สึกว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องใส่ไว้ในลิสท์ LIMITLESS CINEMA ของเราในทันที

 

https://www.e-flux.com/film/6736228/the-woman-from-malibu

 

THE TEMPERATURE IN LIMA (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 10min, A+30)

 

1. หนังเรื่องนี้เป็นภาคสอง ต่อจาก THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, Canada, 13min, A+30)

 

2. ช่วงแรกของหนัง เป็นตัวละครที่ดูเหมือนผู้ชายที่มีขนหน้าอก เล่าเรื่องที่ตัวเองจะไปซื้ออาหารกิน แต่พอไปถึงร้านอาหาร เขากลับไม่กล้าลงจากรถยนต์ เพราะเขาหวาดกลัวที่จะถูกคนเรียกว่า “Sir” อีกครั้ง

 

3. ช่วงที่สองของหนัง เป็นเสียงตัวละครคนนึง ตั้งคำถามว่าพวกผิดเพศสมควรมีสิทธิสอนหนังสือในโรงเรียนหรือไม่

 

3. ช่วงที่สามเป็นเนื้อหาต่อจากภาคแรก Colin Campbell แต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องที่เธอโทรศัพท์ไปชวนเพื่อนคนนึง เพื่อออกไปดูหนังเรื่อง A STAR IS BORN (1976, Frank Pierson)

 

4. แล้วเธอก็เล่าว่า หลังจากสามีของเธอตายที่เทือกเขาหิมาลัย เหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นข่าวดัง แล้วก็มีผู้ชายคนนึงชอบโทรศัพท์มาชวนเธอไปมีเซ็กส์ เพราะเขามองว่าเธอคงต้องการเซ็กส์เป็นอย่างมาก

 

https://www.e-flux.com/film/6736229/the-temperature-in-lima

 

พอเห็นข่าวเรื่องฝูงหนูจำนวนมากออกอาละวาดเพราะน้ำท่วมสีลม เราก็เลยนึกถึงเหตุการณ์นี้ ที่เราเจอ "แมวกลัวหนู" ตอนเราไปดูงาน video installation แถว ๆ สุรวงศ์

https://web.facebook.com/reel/330975076507105