ต่อเนื่องจากโพสท์เมื่อวาน
อันนี้คือการแสดงให้เห็นว่า เรายังมีเครื่องเล่น VHS อยู่
และเราพยายามเปิดใช้งานเครื่องเล่นวิดีโอเทปสัปดาห์ละครั้ง เพราะเรากลัวว่า
ถ้าหากเราไม่ใช้งานมันนาน ๆ แล้วเครื่องเล่นมันอาจจะเสียได้
+++
จริงที่สุด ดู YEAST (2008, Mary
Bronstein, A+30) กับ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025,
Mary Bronstein, A+30) แล้วนึกถึง John Cassavetes อย่างรุนแรงมาก ๆ
แชร์โพสท์นี้ซ้ำอีกรอบ เพราะตอนนี้เราชอบ Mary
Bronstein อย่างรุนแรงมาก แต่เราอาจจะชอบ YEAST (2008, Mary
Bronstein) มากกว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU หน่อยนึง เพราะว่า YEAST มันพูดถึง
“เพื่อนสาวประสาทแดก” และมันก็เลย relate กับคนที่เราเคยพบเจอในชีวิตจริง
มากกว่า “คุณแม่ประสาทแดก” ใน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU
ชอบมากที่เขาเขียนว่า IF I HAD LEGS I’D
KICK YOU “capturing the chaos of life just as vividly”
ชอบมากที่เขาเขียนว่า YEAST ของ Mary Bronstein คือ THE GREATEST
MUMBLECORE FILM แต่เสียดายที่เราแทบไม่เคยดูหนังกลุ่ม MUMBLECORE
เลย เราก็เลยไม่สามารถแสดงความเห็นในประเด็นนี้ได้
เหมือนหนังกลุ่ม MUMBLECORE นี่แทบไม่ได้ลงโรงฉายในไทยเลยนะ เท่าที่เรานึกออกก็มี YOUR
SISTER’S SISTER (2011, Lynn Shelton, A+30) ที่ได้ลงโรงฉายในไทย
+++
วันนี้ได้ไปดู RAW (2016, Julia
Ducournau, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์
ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินขนมต่อที่ร้าน “เรือนจำนมสด” ตรงใกล้ ๆ มหาลัยมหิดลค่ะ
ทางร้านบอกว่าเปิดถึง 5 ทุ่มครึ่ง
++++
อัตถิภาวะนิยมสุขสันต์
นี่ถือเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะมาก ๆ ที่จะฉายควบกับ TIMELESS REACTIONS: A
COMPOSITION OF WRITING, CHEMISTRY, AND SILENCE เรื่องในข้อแม้ของเวลา: การเขียน, เคมี และความเงียบ (2025,
Jirat Sompakdee, A+25)
++++
ชอบข้อสังเกตของคุณ Stark Ramsay มาก ๆ เกี่ยวกับ “หนังสยองขวัญฝรั่งเศส”
พอได้อ่านที่คุณ Stark เขียน
แล้วก็เลยทำให้เรานึกถึง “ข้อสงสัย” ของตัวเองที่มีต่อภาพยนตร์ของประเทศอื่นเหมือนกัน
เพราะเราก็สงสัยว่า ทำไม “อินเดีย” ผลิตหนังแนว supernatural horror น้อยกว่าที่เราคาดไว้มาก ๆ คือเราก็ได้ดูหนังแนว supernatural
horror ของอินเดียเป็นระยะ ๆ นะ แต่สัดส่วนมันน้อยกว่า
“หนังบู๊แอคชั่น” และ “หนังรักโรแมนติก” มาก ๆ น่ะ
ซึ่งมันตรงข้ามกับจินตนาการของเราที่มีต่ออินเดียในวัยเด็ก
คือตอนเราเป็นเด็ก
เรานึกว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่าจะเต็มไปด้วยไสยาศาสตร์และมนตร์ดำน่ะ
เพราะว่าอินเดียมี “เทพเจ้า” เยอะมาก ๆ
เราก็เลยนึกว่าการที่อินเดียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย gods and goddesses จำนวนมาก มีวิหารเทพต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย
มันจะส่งผลให้อินเดียผลิตหนังแนวไสยาศาสตร์ มนตร์ดำ ออกมาเยอะแยะมากมาย
แต่ปรากฏว่าในขณะที่อินเดียเป็น Polytheism
และอินโดนีเซียเป็น Monotheism อินโดนีเซียกลับเหมือนมีชื่อเสียงด้านหนังแนว
supernatural horror มากกว่าอินเดียเสียอีก
และเราว่าอินเดียผลิตหนังแนว supernatural
horror น้อยกว่าไทยมาก ๆ ด้วย หรืออาจจะเป็นเพราะว่า
รากฐานของไทยเป็นการ “นับถือผี” ส่วนอินเดีย “นับถือเทพเจ้า” และการเอา “ผี”
มาใส่ในภาพยนตร์อาจจะ “เสี่ยงน้อยกว่า” การเอา “เทพเจ้า” มาใส่ในภาพยนตร์หรือเปล่า
เราก็ไม่แน่ใจ
รูปจาก RAAT (1992, Ram Gopal Varma,
India) ที่เราอยากดูมาก ๆ
+++++++++++
CENGRADE (1990, Poon, A+30)
เช้งกะเด๊ะส์ (1990, ปุญญ์,
A+30)
SERIOUS SPOILERS ALERT
(มีการเปิดเผยตอนจบและรายละเอียดต่าง ๆ ของหนัง)
--
--
--
--
--
1. เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ที่คอมพิวเตอร์ของห้องสมุด
หอภาพยนตร์ ศาลายา ดูแล้วก็นึกว่า นี่แหละ หนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น double
bill ของ PRETTY WOWAN (1990, Garry Marshall) ของจริง ซึ่งในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์”, ความ cinematic, ความ aesthetic, ความ art อะไรต่าง
ๆ แล้ว PRETTY WOMAN ดีกว่า เช้งกะเด๊ะส์เป็นร้อยเท่า แต่ในแง่ความท้าทายทางศีลธรรมแล้ว
เราว่า เช้งกะเด๊ะส์ ไปไกลกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก
เพราะถึงแม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้จะเป็น romantic หรือ romantic
comedy ที่มีนางเอกเป็น “โสเภณี” เหมือนกัน แต่ในส่วนของ PRETTY
WOMAN นั้น พระเอกเป็น “เศรษฐี” ส่วน “เช้งกะเด๊ะส์” นั้น
พระเอกเป็น “เซลส์แมนผู้ยากจน ที่พอได้เจอกับโสเภณีสาวสวย
เขาก็เลยผันตัวเองมาทำงานเป็นแมงดาไปด้วย”
เพราะฉะนั้น เราก็เลยรู้สึกว่า
การที่เช้งกะเด๊ะส์ เป็นหนัง romantic comedy ที่มีนางเอกเป็นโสเภณี
และมีพระเอกเป็นแมงดา แล้วหนังมันออกมาน่ารักกุ๊กกิ๊กต๊ะติ้งโหน่งมาก ๆ แบบนี้
หนังเรื่องนี้มันก็เลย “ท้าทายจารีตประเพณี” มากเสียยิ่งกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก
คือเรามองว่า PRETTY WOMAN เป็น “หนังรักข้ามชนชั้น” แต่ “หนังรักข้ามชนชั้น”
มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ท้าทายคนดูมากนักน่ะ เพราะพวกเราก็คุ้นชินกับนิทาน CINDERELLA
มาแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ
แต่การที่ “เช้งกะเด๊ะส์” ทำให้ “แมงดา”
ออกมาดูเป็นพระเอก romantic comedy ที่น่ารักมาก ๆ ได้เนี่ย
เรารู้สึกว่ามัน “ท้าทายจารีตประเพณี” มาก ๆ สำหรับเรา
คือในขณะที่ เช้งกะเด๊ะส์ ต้องยกมือไหว้ PRETTY
WOMAN ในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์” เราว่า PRETTY WOMAN ก็ต้องยกมือไหว้ เช้งกะเด๊ะส์ เช่นกัน ในแง่ “การท้าทายจารีตประเพณี”
2. เช้งกะเด๊ะส์ เล่าเรื่องของ “สมบูรณ์
กระจายทรัพย์” (ซูโม่กิ๊ก หรือ เกียรติ กิจเจริญ)
เซลส์แมนหนุ่มที่เร่ขายของตามบริษัทต่าง ๆ ในกรุงเทพ แต่เขาแทบขายของไม่ได้เลย แล้วต่อมาเขาก็ได้รู้จักกับอังสนา
(พิมพิไล ไชยโย) โสเภณีสาวที่นครราชสีมา
แล้วเขาก็เกิดไอเดียแบบ PYGMALION + MY
FAIR LADY (1964, George Cukor, 170min, A+30) โดยทั้งเขาและอังสนา
เห็นพ้องต้องกันว่า ร่างกายของอังสนาถือเป็น product อย่างหนึ่ง
และเซลส์แมนอย่างเขาก็จะช่วยอังสนาขาย product นี้
โดยแบ่งสัดส่วนรายได้กันตามที่อังสนาต้องการ
เพราะฉะนั้นในแง่นึง สมบูรณ์ก็เลยเป็นเหมือนทั้ง
“แมงดา” + “ผู้จัดการส่วนตัว” + “หุ้นส่วน” ของอังสนาในเวลาเดียวกัน
คือเราว่าการที่สมบูรณ์ทำตัวคล้าย ๆ
แมงดาอย่างนี้ มันอาจจะเป็นการท้าทายศีลธรรมของผู้ชมบางคนได้เหมือนกันนะ
เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สำหรับเราไม่มีปัญหาอะไรเลย
เพราะว่าอังสนาทำงานนี้ด้วยความเต็มใจ
และเธอก็ยินดีอย่างยิ่งที่งานของเธอจะสบายยิ่งขึ้นและรายได้ดีขึ้นเมื่อมีสมบูรณ์มาช่วยจัดการธุรกิจให้เธอด้วย
อังสนาสนิทกับ “เจ๊”
ซึ่งเป็นโสเภณีรุ่นพี่คนนึงที่แสดงโดยสินาภรณ์ พิไลลักษณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกวงดนตรี
“สามบอมบ์” เหมือนกับพิมพิไล ไชยโย
และเมื่ออังสนาเล่าถึงแผนการทางธุรกิจของเธอให้เจ๊ฟัง เจ๊ก็พูดว่า
มันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่าอังสนาถือเป็นโสเภณีรุ่นเก่าที่โคราช
แต่ถ้าหากเธอได้ย้ายไปกรุงเทพ เธอก็จะเป็น “ของใหม่” ได้
3. พออังสนาย้ายตามมาอยู่กับสมบูรณ์ที่กรุงเทพ
สมบูรณ์ก็พยายาม upgrade อังสนาในแบบที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง
MY FAIR LADY เขาถามอังสนาว่า เวลาลูกค้าจะเอากับอังสนา
อังสนาพูดกับลูกค้าว่าอะไร
“เร็วเข้าสิ เวลาฉันมีน้อย” อังสนาตอบ
สมบูรณ์ก็เลยบอกว่า พูดแบบนี้กับลูกค้ามันไม่ได้
เราต้องหาวิธีการพูดกับลูกค้าในแบบที่จะกระตุ้นอารมณ์ลูกค้าได้ดีกว่านี้
พออังสนาได้รับการ upgrade แล้ว สมบูรณ์ก็ส่งอังสนาไปนอนกับผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ
เพื่อช่วยให้เขาได้ดีลทำสัญญากับผู้บริหารบริษัทเหล่านั้น
ทั้งสมบูรณ์กับอังสนาก็เลยมีความสุข win win
ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ได้เงินเป็นกอบเป็นกำกันทั้งสองฝ่าย
แต่ผู้บริหารบริษัทบางคนก็ต้องการให้อังสนาย้ายไปเป็น
“เมียเก็บ” เฉพาะของตนเองคนเดียวไปเลย
เธอจะได้ไม่ต้องเร่นอนกับผู้บริหารบริษัทหลายคนอีก ซึ่งการเป็น “เมียเก็บ” นั้น
มันก็ถือเป็นอาชีพที่สบายกว่าโสเภณีชั้นสูงแบบนี้มาก ๆ
แต่อังสนาตกหลุมรักสมบูรณ์เข้าแล้ว เธอก็เลยต้องเผชิญกับทางเลือกของหัวใจ
ว่าจะเลือกเป็น “เมียเก็บ” ของผู้ชายคนอื่น
หรือจะทำงานเป็นโสเภณีให้แมงดาอย่างสมบูรณ์ต่อไป
4. หนังจบลงแบบ happy ending ที่สถานีรถไฟสามเสน ซึ่งในแง่หนึ่ง การจบแบบ happy ending นั้นถือเป็นการจบตามขนบหนัง romantic comedy ไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นเต้น
แต่เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างสำคัญสำหรับเรา
เพราะว่าในหนังไทยหรือละครไทยหลาย ๆ เรื่องที่มี
“ตัวละครนางเอกที่มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเต็มใจกับผู้ชายหลายคน” นั้น
ตัวละครนางเอกมักจะได้รับตอนจบแบบ “ไม่ดี”
หรือตอนจบที่เหมือนเป็นการลงโทษนางเอกที่มีพฤติกรรมแบบนั้น ทั้ง “คนเริงเมือง”, “ทองประกายแสด
(1988, Chana Kraprayoon) และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” ตัวละครนางเอกก็เหมือนจบแบบ
tragedy ถ้าหากเราจำไม่ผิด
เพราะฉะนั้นการที่ “เช้งกะเด๊ะส์”
มอบตอนจบแบบเปี่ยมสุขให้แก่ตัวละครนางเอกที่เป็นโสเภณี เราก็เลยสงสัยว่า
นี่ถือเป็นประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งหรือเปล่าของวงการหนังไทย
ส่วน “เทพธิดาโรงแรม” HOTEL ANGEL (1974,
Chatrichaloem Yukol, A+30) นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด
นางเอกที่เป็นโสเภณีก็เหมือน “มีความสุขตามอัตภาพ” ในตอนจบนะ แต่เธอไม่ได้
“รับรางวัลเป็นรักแท้” จากชายหนุ่ม เหมือนกับในตอนจบของ “เช้งกะเด๊ะส์”
เพราะฉะนั้นเช้งกะเด๊ะส์ก็เลยเหมือนผลักสิ่งนี้ไปไกลกว่า HOTEL ANGEL (แต่หนังสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหลายแง่มุมนะ เพราะว่า HOTEL
ANGEL เป็นหนัง drama ที่ realist ส่วน เช้งกะเด๊ะส์ เป็น romantic comedy ที่ “พาฝัน”
และไม่มีความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป)
5. ชอบคู่รองของหนังอย่างรุนแรงสุดขีด
เพราะในหนังเรื่องนี้ “ซูโม่เป๊ปซี่” รับบทเป็น “เพื่อนพระเอก” และเขาก็พบรักกับ
“เจ๊” (สินาภรณ์ พิไลลักษณ์) เขาตัดสินใจอยู่กินมีลูกกับเจ๊ ทั้ง ๆ
ที่เจ๊เคยทำงานเป็นโสเภณี และเขาก็เปิดร้าน minimart แถวสำโรงเพื่อให้เจ๊ทำงานคุมร้านขายของ
และจะได้ไม่ต้องทำงานเป็นโสเภณีอีก
เขาพูดกับพระเอกในทำนองที่ว่า
ถ้าหากใครจะเลิกคบกับเขา เพราะเขามีเมียเป็นโสเภณี เขาก็ไม่แคร์แต่อย่างใด
เราก็เลยประทับใจกับจุดนี้ของหนังอย่างรุนแรงมากเหมือนกัน
เรารู้สึกว่าในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้เหมือนสานต่อสปิริตมาจากหนังเรื่อง “ช่างมันฉันไม่แคร์”
(1986, Pundhevanop Dhewakul, A+30) ที่พูดถึงรักแท้ของโสเภณีชาย
คือพอดู “ช่างมันฉันไม่แคร์”, “เช้งกะเด๊ะส์”
และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” เราก็เลยสงสัยว่า มันเป็นกระแสอย่างหนึ่งในยุคนั้นหรือเปล่า
ที่เอาตัวละครโสเภณีและโสเภณีชายมาเป็นพระเอกนางเอก มันถือเป็นส่วนหนึ่งของ liberalism
ที่มาคัดง้างกับ “อนุรักษ์นิยม” “จารีตนิยม” ในยุคนั้นหรือเปล่า
เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
6. พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่หอภาพยนตร์
เราก็เลยเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงหาดูไม่ได้ในยูทูบ
เพราะว่าหนังมีการใช้เพลงฝรั่งหลายเพลงมาประกอบในหนัง
และเพลงเหล่านี้น่าจะเอาลงยูทูบไม่ได้แน่ ๆ
เพลงประกอบของ “เช้งกะเด๊ะส์” ก็มีอย่างเช่น
6.1 ROCK AROUND THE CLOCK (1954, Bill Haley & His
Comets)
6.2 ITSY BITSY TEENY WEENIE YELLOW POLKADOT BIKINI (1960,
Brian Hyland)
6.3 CAN’T HELP FALLING IN LOVE (1961, Elvis Presley)
6.4 SAD MOVIES (MAKE ME CRY) (1961, Sue Thompson)
6.5 SMOKE GETS IN YOUR EYES (1958, The Platters)
7. ดูบางช่วงของ “เช้งกะเด๊ะส์” ที่หอภาพยนตร์
แล้วนึกว่า “หนักกว่า Marguerite Duras” โดยไม่ได้ตั้งใจ
555555 เพราะว่าในบางฉากของหนังเรื่องนี้ พระเอกกับนางเอกจะพูดคุยกันตลอดทั้งฉาก
แต่เราจะไม่เห็นพระเอกกับนางเอกอยู่บนจอ เราจะเห็นแค่ “โต๊ะกินข้าว” อยู่บนจอ
และได้ยินเสียงของพระเอกกับนางเอก แต่ตัวของทั้งสองคนอยู่ offscreen คือดูแล้วนึกว่า Marguerite Duras มาเอง
ซึ่งนี่ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้างภาพยนตร์แต่อย่างใด
แต่เราเข้าใจว่า มันเกิดจากการ crop ภาพจากภาพยนตร์มาลงแผ่นวีซีดี
แล้วมัน “ตัดขอบซ้าย” กับ “ตัดขอบขวา” ของภาพทิ้งไป
คือในฉากนั้น
พระเอกนั่งอยู่ขอบขวาของโต๊ะกินข้าว นางเอกนั่งอยู่ขอบซ้ายของโต๊ะกินข้าว
แล้วทั้งสองก็คุยกัน แต่พอหนังเรื่องนี้โดน crop ภาพเพื่อมาลงแผ่นวีซีดี
พระเอกกับนางเอกก็เลยถูกตัดออกจากภาพ และคนดูก็เลยได้เห็นแต่โต๊ะกินข้าว นึกว่า Marguerite
Duras มาเอง 55555
คือดูแล้วก็เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ทันได้ดู
“เช้งกะเด๊ะส์” บนจอภาพยนตร์ในปี 1990
เพราะพอเรามาดูในยุคนี้แล้วภาพมันถูกหั่นข้างทิ้งไปทั้งซ้ายและขวา
มันก็เลยเกิดความ Marguerite Duras โดยไม่ได้ตั้งใจ 55555
8. อยากให้มีคนศึกษาเรื่อง
“วิธีการเขียนเปลือกตา” ของพิมพิไล ไชยโยในหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่ามันรุนแรงมาก
9. อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราหวีดร้องกับ
“เช้งกะเด๊ะส์” มาก ๆ ก็คือว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่า
“ซูโม่กิ๊ก” น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
คือหน้าหนังของ “เช้งกะเด๊ะส์”
มันเหมือนเป็นหนังขายความเซ็กซี่ของพิมพิไล ไชยโย อะไรทำนองนี้
แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าจริง ๆ
เรากลับตกใจกับความน่ารักของซูโม่กิ๊กอย่างมาก ๆ
คือก่อนหน้านี้เรามักเห็นซูโม่กิ๊กในรายการโทรทัศน์
“เพชฌฆาตความเครียด” และในหนังชุด “บุญชู” น่ะ
และเราก็เลยติดภาพจำของเขาว่าเป็นเพียงแค่ “ตัวตลก”
แต่พอได้ดู “เช้งกะเด๊ะส์”
เรากลับพบว่าหนังเรื่องนี้มันดึงเอาศักยภาพความน่ารักและเสน่ห์ในตัวซูโม่กิ๊กออกมาได้อย่างคาดไม่ถึงมาก
ๆ หวีดสลบไปเลย เราว่าเขาแข่งกับ Seth Rogen, Jack Black, Kevin James ได้สบาย ๆ เลย ถ้าหากวงการหนังไทยในทศวรรษ 1990 มีการสร้างหนังที่หลากหลายกว่านี้
10. คิดว่า “เช้งกะเด๊ะส์” นี่เหมาะนำมา remake
มาก ๆ เลยนะ เพราะว่าในแง่ความ cinematic แล้ว
หนังเรื่องนี้มันสอบตกมาก ๆ และบทภาพยนตร์ก็เน้นขายฉากตลกมากเกินไป
คือเราชอบ “แกนเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เวอร์ชั่นรีเมคน่าจะทำได้ดีกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ
เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันยังมีข้อบกพร่องร้ายแรงในหลาย ๆ จุดน่ะ
และเวอร์ชั่นรีเมคอาจจะแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ได้
ภาพของพิมพิไล ไชยโย มาจากเพจ “นางงามไทย”
+++
DOUBLE BILL FILM WISH LIST
IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30)
+ ERASERHEAD (1977, David Lynch, A+30)
ชอบที่พี่สนธยาเขียนมาก ๆ ที่บอกว่า IF I
HAD LEGS I’D KICK YOU แตกต่างจากหนังเรื่อง YEAST (2008,
Mary Bronstein, A+30) เพราะว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU “ผนวกสไตล์โลกมืดของ David Lynch เพิ่มเข้ามาด้วยเป็นจุดขายใหม่ให้ค่าย
A24 พาเข้าตลาดง่ายขึ้น”
เพราะเราก็รู้สึกว่า YEAST มันดิบมาก ๆ มันมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงมาก และถูกนำเสนอออกมาอย่างดิบ
ๆ ส่วน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU ยังคงมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงอยู่
แต่มันถูก polished, มีการเน้นถ่ายภาพสวย ๆ และมีความ David
Lynch โปะอยู่ด้วย เหมือนเป็นน้ำหวานที่เคลือบไว้ เพื่อให้คนดูกลืนหนังเรื่องนี้ลงคอได้ง่ายขึ้น
ไม่สากคอเหมือน YEAST
เหมือนก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า ความเป็น David
Lynch คืออะไรที่ไม่แคร์ตลาด แต่ในกรณีของ Mary Bronstein นั้น การใส่ความเป็น David Lynch เข้ามา คือความพยายามที่จะเอาใจตลาด
คือความพยายามที่จะเอาใจคนดู คือน้ำหวานที่เคลือบไว้เพื่อไม่ให้คนดูสากคอ