Tuesday, June 09, 2026

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES

 

ชอบเพลง LIVE TO TELL มาก ๆ แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่อง AT CLOSE RANGE (1986, James Foley) เลย

+++

 

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES (2025, Chheangkea, Cambodia, queer film, 19min, A+30)

 

1. ดีใจที่ได้ดูหนังเกย์จากกัมพูชา เพราะเหมือนเราแทบไม่ค่อยได้ดูหนังเกย์จากประเทศนี้มาก่อนเลย หนัง queer จากกัมพูชาที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ก็มี TWO GIRLS AGAINST THE RAIN (2012, Sopheak Sao, Cambodia, documentary) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Salaya Documentary Film Festival ในเดือนเม.ย. 2013 ซึ่งเป็นหนังเลสเบียน

 

แล้วเราก็เคยดู WHERE THERE IS SHADE (2015, Nathan Nicholovitch, France/Cambodia) ที่ดีงามสุด ๆ หนังเรื่องนี้เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok และมีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยชาวฝรั่งเศสในกัมพูชา แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นคนฝรั่งเศส เราก็เลยไม่ค่อยอยากนับ WHERE THERE IS SHADE ว่าเป็น “หนังเกย์กัมพูชา” แบบเต็มตัว

 

2. ขำอาการของพระเอกเวลาเห็นหนุ่มหล่อ คือดวงตาของเขามันเป็นประกายมาก ๆ 555

 

3. เหมือนเราแทบไม่เคยเห็น “งานเช็งเม้ง” ในหนังกัมพูชามาก่อนเลยด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ จากกัมพูชาที่เราได้ดูที่มีพิธีเช็งเม้งในหนัง

 

4. ชอบตอนจบของหนังมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

 

5. หนุ่มหล่อ 2 คนในหนังเรื่องนี้น่ารักมาก ๆ cast มาได้ดีมาก

 

6. โดยรวมแล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่น่ารักมาก ๆ

 

ถ้าใครเคยดูหนังเกย์กัมพูชาเรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ เพราะบางเรื่องเราอาจจะเคยดูเหมือนกัน แต่เราลืมไปแล้ว

+++

 

เราเคยดู TWO WEDDINGS AND A FUNERAL ไปแล้วในเดือนมี.ค. 2013 แต่เราลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ วันนี้เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในเทศกาล TILFF พอดูไปพักนึงถึงค่อยจำได้ว่า กูเคยดูหนังไปแล้วนี่หว่า ดีนะที่คราวนี้เป็นตั๋วฟรี 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่เราทำหลังจากได้ดูหนังเรื่อง BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) ก็คือการเช็คว่า Holly Johnson ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เราดีใจมาก ๆ ตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว

 

คือพอหนังเรื่อง BLUE มันมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความป่วยไข้จาก HIV/AIDS หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงชีวิตของเราเองในช่วงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เพราะเราใช้ชีวิตเกย์วัยรุ่นในช่วงนั้นด้วยความหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรงมาก คือทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าจริง ๆ แล้วเราร่านมาก แต่เราร่านแค่ทางใจ ไม่ได้ร่านทางกาย เพราะสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเราใช้ชีวิตวัยรุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ช่วงที่มีคนตายเพราะโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก มันก็เลยทำให้เราไม่กล้าทำอะไรหลาย ๆ อย่างตามแรงปรารถนาของตัวเองในช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่น

 

เพื่อนของเราคนนึงเคยพูดประโยคที่เราเห็นด้วยมาก ๆ เมื่อราว 30 ปีก่อน เขาบอกว่า “ถ้าหากพวกเราเกิดเร็วกว่านี้สัก 5 ปี พวกเราคงติดโรคเอดส์กันไปแล้ว” เพราะพวกเราคงเป็นวัยรุ่นกันตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และคงจะมีเซ็กส์กับชายแปลกหน้ากันไปแล้วเป็นจำนวนมาก ก่อนที่พวกเราจะรับรู้ถึงอันตรายของมัน

 

แต่พอพวกเราเริ่มเป็นวัยรุ่นกันในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ตอนนั้นสังคมก็หวาดกลัวโรคเอดส์กันอย่างรุนแรงมากแล้ว และสิ่งนั้นก็ส่งผลให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่จะติดโรคนี้

 

จำได้ว่า ตอนนั้นเราฝังใจกับคนดังที่ติดเชื้อ HIV/AIDS หลายคน ซึ่งรวมถึง

 

1. Derek Jarman ตรวจพบเชื้อ HIV ในปี 1986 เสียชีวิตในปี 1994 ขณะอายุ 52 ปี

 

2. Cyril Collard ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง SAVAGE NIGHTS (1992, France) เขาเสียชีวิตในปี 1993 ขณะอายุ 35 ปี

 

3. Freddie Mercury ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV ในปี 1987 เสียชีวิตในปี 1991 ขณะอายุ 45 ปี

 

4. Holly Johnson นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 เขาตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ HIV ในปี 1991 และเขาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนในปี 1993

 

จำได้ว่าตอนช่วงนั้นเราก็เศร้าใจมาก ๆ ที่ได้ข่าวว่า Holly Johnson ติดเชื้อ HIV เพราะช่วงนั้นโรคเอดส์มันยังเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ๆ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตหรืออะไร

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง BLUE เราก็เลยหวนรำลึกถึงชีวิตของเราเองในทศวรรษ 1980-1990 ช่วงที่สังคมหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรง และเราก็เลยหวนรำลึกถึง Holly Johnson ด้วย

 

ปรากฏว่า Holly Johnson ซึ่งรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่ปี 1991 ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน และตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว เราดีใจมาก ๆ

   

Monday, June 08, 2026

WAVE IN THE BLUESCREEN

 

เมื่อวานกิน Street Burger หลังจากดู BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) และก่อนดู CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, A+30)

+++

 

WAVE IN THE BLUESCREEN (2026, Nontapat Piboolpongpun นนทพัทธ์ พิบูลพงศ์พันธ์, 28min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด ชอบทั้งตัวเนื้อเรื่องหลักที่มีความ sci-fi horror และตัวประเด็นรอง ๆ หรือประเด็นอื่น ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 เด็กที่เข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้

1.2 เด็กที่หมกมุ่นกับโลกออนไลน์

1.3 ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ที่บางคนไม่ค่อยยอมทำงาน

1.4 การทำเสียงดังรบกวนห้องข้าง ๆ

 

2. เราชอบหนัง horror หรือ thriller ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยพร้อม ๆ กันไปด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ ICT ซึ่งก็คือ FIND MY IPHONE (2016, กฤษติยา สมบูรณ์ Krittiya Somboon) เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีความเป็น thriller เหมือนกัน, เน้นนำเสนอเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นเหมือนกัน และเน้นนำเสนอ “ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ” เหมือนกัน

 

3. คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบคู่กับ I SAW THE TV GLOW (2024, Jane Schoenbrun) ด้วย เพราะทั้งสองเรื่องเหมือนนำเสนอ “โลกในอีกมิติหนึ่ง” ที่อยู่คนละฟากของหน้าจอ (ทีวี/คอมพิวเตอร์) และมิตินั้นก็สามารถดึงดูดหรือส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์ที่จ้องมองมันได้อย่างรุนแรง

+++

 

HOUSE OF MIRRORBALLS (2026, Yanathip Wonglan ญาณาธิป วงค์ลาน, 30min, A+30)

 

1. หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่มีเพื่อนสนิทเป็น drag queen โดยที่ตัวหญิงสาวเองนั้นก็ดูเหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มาก ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า ตัวหญิงสาวอยากจะเป็น drag queen เสียเองด้วยหรือเปล่านะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบจินตนาการต่อไปว่า ถ้าหากในอนาคตมีการสร้างหนังเรื่องไหนที่มีตัวละครหญิงสาวที่อยากจะเป็น drag queen เสียเอง มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เหมือนมันเกิดวงจรย้อนกลับที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด drag queen หลายคนคือกะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง และการแต่งตัวเป็นนางโชว์ของ drag queen ในสหรัฐ ก็เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส”

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนเกิดวงจรที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่า นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้กะเทยอยากเลียนแบบ จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “นางโชว์ drag queen” ขึ้นมา และพอวัฒนธรรมนางโชว์ drag queen กลายเป็นสิ่งที่มั่นคง โด่งดังได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในไทย (ทิฟฟานี, อัลคาซาร์)  มันก็อาจจะมีผู้หญิงจริง ๆ ที่อยากจะเลียนแบบ “กะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง” ตามมาด้วย

 

2. ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน unique มาก ๆ เพราะว่า

 

2.1 หนังส่วนใหญ่อาจจะเลือกเล่าเรื่องของชีวิตกะเทยนางโชว์ไปเลย เพราะมันเป็นชีวิตที่มีสีสัน และน่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เรื่องดราม่า ความผิดหวังในความรัก และหนังส่วนใหญ่จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวแบบนี้ในฐานะ “เพื่อนนางเอก” หรือ “นางรอง” แทน

 

แต่พอหนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครหญิงสาวคนนี้ในฐานะตัวละครหลัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นการเลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันเป็นตัวละครที่ “แอบอยู่ข้างเวที” หรือเป็นตัวละครที่ “ไม่ได้โดนสปอตไลท์บนเวทีส่องโดยตรง”

 

2.2 ชอบที่ตัวละครหญิงสาวคนนี้เหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ unique มาก ๆ

 

คือในช่วง 10-20 ปีก่อนหน้านี้ มันจะมีหนังที่พูดถึง “วงการคอสเพลย์” ซึ่งรวมถึงหญิงสาวหลายคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ โดยที่เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น วงการคอสเพลย์ยังดูเป็น subculture ที่แปลกอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการคอสเพลย์กลายเป็นอะไรที่ “ปกติธรรมดา” ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังไทยเรื่องไหนในยุคปัจจุบันที่นำเสนอหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ ตัวละครหญิงสาวคนนั้นก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่พิสดารมากนัก คือก็อาจจะแปลกกว่า “ตัวละครนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักในสายตาของผู้ชม เพราะเราก็รู้ว่าคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์มีเป็นจำนวนมาก และมีสังคมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

 

แต่ตัวละครหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ หลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกคนนี้ “มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ๆ” มีความ unique มาก ๆ คือเธอไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ หลงใหลกัน เธอไม่ได้มีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนเป็นของตัวเอง

 

เราก็เลยชอบ ความเป็นตัวของตัวเองของนางเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ความเป็นตัวของตัวเอง บางทีมันก็มาพร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นี่แหละ

 

3. ชอบการนำเสนอปัญหา “รองเท้าเล็กเกินไป” มาก ๆ เพราะเรากับเพื่อนๆ เกย์/กะเทย ก็มักจะเจอปัญหา “รองเท้าส้นสูงไซส์เล็กเกินไป” แบบนี้เหมือนกัน 55555

 

อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่ขอจดบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเรามักจะหารองเท้าส้นสูงใส่ไม่ได้ เพราะตีนของพวกเราใหญ่เกินไป เพื่อนเราคนนึง ก็เลย “หล่อรองเท้าส้นตึก” ขึ้นมา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์

 

ตอนนั้นพวกเราก็เลยมี “รองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์” ใส่กัน เอาไว้ใส่เดินในซอย และรองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์นี้ นอกจากใช้ใส่เดินได้แล้ว มันยังใช้แทน “ชอล์ค” ได้ด้วยนะ เพราะพอเราเอารองเท้าส้นปูนนี้ขูดไปตามพื้นถนน มันก็จะเกิดเป็นลายเส้นสีขาวเหมือนชอล์คขึ้นมา พวกเราก็เลยใช้รองเท้าส้นปูนนี้ เขียนด่าคนบนพื้นถนนบ้างในบางครั้ง 55555

 

4. สรุปว่าเป็นหนังที่ unique มาก ๆ ชอบมาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราได้ไปดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2026 ซึ่งในโปรแกรมมันบอกว่า จะมีฉายหนังเรื่อง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN (2024, AJ Dubler, Carmela Murphy, USA, 8min) ด้วย แต่พอเราดูโปรแกรมนี้จริง ๆ มันเหมือนไม่มีหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมกะทันหันเหรอคะ มีใครทราบเหตุผลไหม

 

คือระหว่างที่เราดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 นี้ เราก็วูบหลับไปช่วงนึงนะ ช่วงที่เป็นหนังเรื่อง THE FIRST TIME (2025, Giulia Consentino, Perla Sardella, Italy/Spain, 16min) แต่เราว่าตอนที่เราหลับไป และตอนที่เราตื่นขึ้นมา มันยังคงอยู่ในช่วงที่ฉายหนังเรื่อง THE FIRST TIME นะ เหมือนเราน่าจะหลับไปไม่เกิน 3 นาที เราไม่น่าจะหลับข้ามหนัง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN ที่ยาว 8 นาทีไปเลยตลอดทั้งเรื่อง

 

เราก็เลยคาใจค่า ถ้าใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

Sunday, June 07, 2026

SOFTSHELL

 

SOFTSHELL (2024, Jinho Myung, USA, 87min, A+30)

 

1. ดีใจสุดขีดที่ได้เห็นคุณศศิธร พานิชนกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราได้เห็นคุณ Heen Sasithorn แสดงหนัง (และละครเวที) มานาน 24 ปีแล้ว ตั้งแต่ JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) เรื่อยมา จนมาถึงหนังเรื่องนี้ที่ออกฉายในสหรัฐในปี 2024

 

2. สงสารสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกฆ่าตายในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3. vibe ของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง THE NIGHT DARA DIED (2024, Asamaporn Piriyapokanon, 30min, A+30) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับคนไทยในสหรัฐเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตัวละครในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมีบุคลิกแตกต่างกัน

 

4. Jinho Myung ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ร่วมแสดงในหนังด้วย เห็นเขาแล้วแอบนึกถึง Beam Wong

+++

 

I worship this film พอเราดู MALA NOCHE แล้วก็นึกถึงตัวเองที่แอบ want แรงงานจาก Myanmar

+++

 

THEIR(S) FIRST (2026, Wachirawit Gupgo วชิรวิทย์ กัปโก, queer film, 30min, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. งดงามมาก ๆ สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังอาจจะเป็นความลึกลับของบ้านนายพลหรือบ้านของทหารยศสูงคนนั้น เหมือนบ้านหลังนั้นมันจะมีอะไรบางอย่างลึกลับซ่อนอยู่ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจว่ากิจกรรมที่ทำตอนเย็นคืออะไร และใครคือเงาที่ปรากฏออกมาเพียงแว้บเดียว (เมียนายพลหรือเปล่า หรือเจ้านายของทหารยศสูง)

 

2. ชอบที่หนังเหมือนจะสื่อในทางอ้อมถึงความสัมพันธ์ของ “ทหารรุ่นพ่อ” ที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนหรือมากกว่าเพื่อน เพราะว่าหนังเกย์โดยมากมักจะเป็นเรื่องของตัวละครชายวัย 15-30 ปี หรือตัวละครที่เป็นนักเรียน, นักศึกษา แต่พอหนังเรื่องนี้ข้ามไปถึงคนรุ่นพ่อ และเป็นทหารไทยด้วย มันก็เลยเกิดความ unique ขึ้นมา และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากหนังเกย์เรื่องอื่น ๆ

 

3. จริง ๆ แล้วก็ชอบทุกอย่างในหนัง แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เข้าทางเราในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือว่า เราคิดว่าตัวละครแม่ทำในสิ่งที่เลวร้ายมาก เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเราอยากให้เธอโดนลงโทษอย่างสาสม

 

บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง (2026, Wanlada Pianniyomrat วันลดา เพียรนิยมรัตน์, 20min, A+)

 

1. เหมือนเป็นคู่แฝดของหนังเรื่อง “รีบดูก่อนโดนลบ” (2026, Tannaree Kongmusik) เพราะว่าโครงสร้างทางบทของหนังสองเรื่องนี้มีบางจุดคล้ายกัน ก็คือว่า

 

1.1 มีฉากสยองขวัญ

1.2 มีการเฉลยว่า ความสยองขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เป็นสิ่งที่คนทำขึ้นมา ไม่ได้เป็นภัยคุกคามจริง ๆ

1.3 แล้วก็มีภัยคุกคามจริง ๆ ปรากฏขึ้นมา ในรูปแบบของฆาตกรหรือผี

 

2. แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ค่อยอินกับหนัง comedy เพราะฉะนั้นพอ “บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง” เน้นไปที่อารมณ์ comedy เป็นหลัก หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเรา แต่เราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในทางของตัวเองนะ วัดได้จากเสียงหัวเราะของผู้ชมจำนวนมากตอนหนังฉาย

 

DANGEROUS CITY เชียง(อันต)ราย (2026, Minkwan Thipthong มิ่งขวัญ ทิพย์ทอง, documentary, 30min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พูดถึงทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำ คืออากาศก็เป็นพิษ, น้ำก็เป็นพิษ วิกฤติมันรุนแรงจริง ๆ

 

2. ชอบความ poetic ของหนังสารคดีเรื่องนี้ด้วย แต่คิดว่าจุดนี้มันอาจจะยังไปไม่สุดนะ หรืออาจจะยังทรงพลังไม่ถึง 100% ยังได้แค่ 75%

 

3. จริง ๆ แล้วอยากให้หนัง “ให้ข้อมูล” มากกว่านี้หน่อยก็ดีนะ เพราะเราชอบข้อมูลที่ขึ้นมาตอนท้ายเรื่องมาก ๆ จนอยากให้หนังใส่ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

 

4.เราว่าหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามที่ดีมาก ๆ นะ ในการสร้างหนังแนว poetic documentary ขึ้นมาในไทย คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เน้นให้ข้อมูลอย่างเดียว สัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างเดียว มันก็จะเป็นหนังสารคดีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบ informative เรื่องนึง และอาจจะไม่มีความโดดเด่นมากนัก เพราะก็อาจจะมีหนังสารคดีอีกหลายเรื่องที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน

 

หนังเรื่องนี้ก็เลยเล่นท่ายากกว่าหนังสารคดีเรื่องอื่น ๆ ด้วยการใส่ซีนแบบ poetic ที่ไม่ได้เน้นการให้ข้อมูลเข้ามาด้วย ซึ่งเราก็ชอบตรงจุดนี้มาก ๆ แต่มันก็เป็นท่าที่ยากมาก ๆ และยากกว่าการสร้างหนัง poetic, experimental แบบเพียว ๆ เสียอีก เพราะมันเหมือนหาจุดลงตัวที่ยากมาก  ๆ ระหว่างการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม กับการสร้างอารมณ์ poetic ในหนัง

 

คือเรารู้สึกว่า การสร้างหนังสารคดีสิ่งแวดล้อมแบบตรงไปตรงมา อาจจะเป็นความยากระดับหนึ่ง

การสร้างหนัง poetic ให้ออกมาทรงพลัง อาจจะเป็นความยากระดับสอง

การสร้างหนัง poetic ecological documentary อาจจะเป็นความยากระดับสาม คือยากยิ่งกว่าสองขั้นแรกเสียอีก

 

และเราก็เลยรู้สึกว่า เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่เรารู้สึกว่าความเป็นสารคดีสิ่งแวดล้อมกับความเป็น poetic ของหนังเรื่องนี้ อาจจะยังผสมกันไม่ลงตัวแบบ 100% ยังได้แค่ราว 75-80% เหมือนมันยังพัฒนาให้ทรงพลังได้มากกว่านี้อีก

 

หรือบางทีสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการ อาจจะเป็นทุนทรัพย์ + เวลา เพื่อจะได้สร้างหนังที่ยาวกว่านี้ได้ เพราะหนัง poetic ecological ที่ค่อนข้างลงตัว อย่างเช่น สายน้ำติดเชื้อ BY THE RIVER (2013, Nontawat Numbenchapol) และ SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig) ก็เป็นหนังยาว และความยาวของมันก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รับทั้งข้อมูลและดื่มด่ำไปกับความ poetic ของหนังได้อย่างเต็มที่

 

ก็เลยสรุปว่าชอบ DANGEROUS CITY มาก ๆ นะ เป็นหนังที่มี potential มาก ๆ และถ้าหากมันเป็นหนังยาว มันอาจจะเปล่งศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ได้

Friday, June 05, 2026

CROWS BUILD NESTS THAT ARE JUST BIG ENOUGH FOR THEMSELVES

 

RIP MARJANE SATRAPI (1969-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เธอกำกับแค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ PERSEPOLIS (2007, Vincent Paronnaud, Marjane Satrapi, France/USA, animation) กับ THE VOICES (2014, Marjane Satrapi) และเราก็ชอบทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

อยากดูหนังเรื่องอื่นๆ ของ Marjane Satrapi ด้วยเหมือนกัน ทั้ง CHICKEN WITH PLUMS (2011), GANG OF THE JOTAS (2012, France/Belgium), RADIOACTIVE (2019, UK) ที่นำแสดงโดย Rosamund Pike ในบทของมารี คูรี และ DEAR PARIS (2024) ซึ่งเป็นหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ความตาย”

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเพิ่งดูหนังเรื่อง NINJABABY (2021, Yngvild Sve Flikke, Norway, A+30) แล้วก็พบว่า หนังนอร์เวย์เรื่องนี้มีการพาดพิงถึง PERSEPOLIS ด้วย

 

ภาพมาจาก NINJABABY

+++

 

นกกาทำรังแต่พอตัว (2026, Kusuma Kiaowarn กุสุมา เขียวหวาน, 14min, A+30)

 

1. ตอนดูจะแอบงงว่า คนที่เลี้ยงดูเด็กคือใคร คือยายหรือแม่บุญธรรมหรืออะไร ไม่รู้ว่าหนังเล่าจุดนี้ไปแล้วแต่เราฟังไม่ทัน หรือว่าหนังไม่ได้เล่าตรงจุดนี้ จนกระทั่งมาเห็นตอน end credits ว่าตัวละครคนนั้นน่าจะเป็นยาย

 

2. แต่คิดว่าหนังจงใจไม่เล่าเหตุผลที่ “แม่ทางสายเลือด” ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้นะ เหมือนหนังจงใจที่จะให้ข้อมูลเพียงในวงจำกัดแก่ผู้ชม

 

3. แต่รู้สึกว่าทุกอย่างในหนังเหมือนมัน “พอเหมาะพอควร” มาก ๆ เหมือนคนทำหนังใส่และจัดวางทุกอย่างในระดับที่พอเหมาะสำหรับเรา เราก็เลยประทับใจหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

4. จริง ๆ แล้วหนังมันเจ็บปวดมากเลยนะ แม่ที่แท้จริงก็คงรู้สึกเจ็บปวดร้าวรานใจมากที่ลูกตัวเองไม่ยอมมานอนด้วย ลูกเองก็เป็นคนที่ใจแข็งมาก ๆ เหมือนกัน

 

5. ชอบที่หนังไม่ขยี้ความเจ็บปวดข้างต้นจนมันกลายเป็นหนังฟูมฟาย และก็ชอบที่หนังไม่เลือกจบแบบ happy ending อย่างชัด ๆ (คือเราว่าหนังก็จบแบบ happy นะ แต่ happy แบบพอเหมาะพอเจาะ ไม่ล้นปรี่เกินไป)

 

6. หนังที่เหมาะฉายควบกับ “นกกาทำรังแต่พอตัว” มาก ๆ ก็คือ LITTLE PLANT AT THE OLD HOUSE กิ่งอ่อนที่บ้านเก่า (2007, Sasikan Suvanasuthi, 5min) ซึ่งเป็นหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวชาวไทยกับแม่บุญธรรมของเธอที่เป็นชาวเยอรมัน เป็นหนังเชิงกวีที่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมากนักเกี่ยวกับลูกบุญธรรม-แม่บุญธรรมคู่นี้ เป็นหนังที่ “เลือกที่จะให้ข้อมูลเพียงในวงจำกัดแก่ผู้ชม” เหมือนกัน แต่ทุกอย่างมันออกมา “พอเหมาะพอเจาะ” มาก ๆ เหมือนกัน เราก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกันมาก ๆ

+++

 

RACING LIFE LINE (2026, Pongpanot Maneedang พงศ์ปณต มณีแดง, 21min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จัก subculture ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน นั่นก็คือ subculture ของคนเล่นเกมขับรถ simulator ในไทย ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการขับรถแข่งในสนามจริงด้วย

 

2. พอมันเป็นหนัง thesis ของนักศึกษา หนังก็เลยอาจจะไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะสร้างฉากขับรถแข่งในสนามจริงอย่างลุ้นระทึกได้ เพราะฉะนั้นหนังก็เลยอาจจะขาด ๆ อารมณ์ลุ้นตื่นเต้นแบบหนังแอคชั่นจริง ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้

 

3. พระเอกน่ารัก 555

 

4. เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง ALIVEHOON (2022, Ten Shimoyama, Japan) มาก ๆ เพราะ ALIVEHOON ก็พูดถึงนักแข่งรถอีสปอร์ตที่ได้กลายเป็นนักแข่งรถในสนามจริงเหมือนกัน

+++

 

เราเคยอ่านแค่ THE PICTURE OF DORIAN GRAY และก็เคยดูหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย DEATH IN VENICE, ORLANDO, MAURICE และ QUEER

https://web.facebook.com/photo?fbid=1620462330087818&set=a.514108810723181

 

Thursday, June 04, 2026

MESPSYAH

 

คาถา นะ มะ อะ อุ (2026, มนตร์มนัน ภูริวิศิษฏ์) จะเข้าฉายแล้วนะ

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า จิตไม่ว่าง 24 (1981, สมชาย นิลวรรณ) นี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME เลย อยากให้มีคนนำละครของคุณสมชาย นิลวรรณ มาแพร่ภาพใหม่มาก ๆ

 

ซื้อหนังสือ “เขียน” ของไอดา อรุณวงศ์ มาให้ลูกหมีอ่าน

 

DEAR, MY 100 (2026, Krissana Petchthong, 30min, A+)

๑๐๐ อาลัยแทนรัก (2026, กฤษณะ เพชรทอง)

 

ชอบพระเอก กับชอบบรรยากาศ แต่รู้สึกเหมือนอารมณ์ของตัวละครสื่อมาไม่ถึงตัวเรา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ choice ทางบทภาพยนตร์กับ choice ในการถ่ายทำหรือเปล่า

 

รีบดูก่อนโดนลบ (2026, Thannaree Kongmusik ธัญญ์นรี คงมุสิก, 21min, A+30)

 

ชอบช่วงครึ่งแรกมาก ๆ เป็นหนังสยองขวัญแนวตั้งที่ลุ้นระทึกดีมาก ๆ

 

ครึ่งหลังของหนังก็ชอบเหมือนกัน แต่ระดับความลุ้นระทึกมันลดลงนิดนึงจากครึ่งแรก

 

ฉายควบกับ ONE CUT OF THE DEAD (2017, Shinichiro Ueda) ได้เลย

 

LOST IN RELATIONSHIPS (2026, Patchamporn Anggoonpaktham พัชร์อัมพร อังกูรภัคธรรม, 28min, A+30)

 

หนังสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ได้ดีมาก ๆ ในสายตาของผู้ชมวัย 50 กว่าปีอย่างเราที่อาจจะไม่ค่อยรู้ว่า ความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมันออกมาเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

ชอบที่หนังนำเสนอมุมมองของตัวละครนำทั้ง 3 คนออกมาได้ดี โดยเฉพาะตัวละครพระเอกที่เสี่ยงต่อการถูกมองในแง่ลบได้ง่ายถ้าหากมองแต่เพียงภายนอก คือถ้าหากเราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และเราได้เจอคนแบบพระเอกในชีวิตจริง เราก็อาจจะด่วนตัดสินไปก่อนว่า คนแบบพระเอกอาจจะทำตัวแบบนั้นเพื่อที่เขาจะได้ทิ้งนางเอกไปได้ง่าย ๆ ในอนาคต (เพราะเขายังไม่เคยบอกว่า นางเอกเป็นแฟนของเขา) แต่พอหนังมีฉากที่ให้พระเอกได้แจกแจงเหตุผลของตัวเอง มันก็เลยช่วยให้หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจขึ้นมามาก ๆ สำหรับเรา และหนังก็เหมือนไม่ได้บอกว่านางเอกหรือพระเอกเป็นฝ่ายผิด เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งนางเอก, พระเอก และแม้แต่เพื่อนนางเอก ต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง

 

MESPSYAH (2026, Jakkrapat Ruangrit จักรภัทร์ เรืองฤทธิ์, political film, 22min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เราดูแล้วรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงประเด็นเผด็จการ vs. ประชาธิปไตยแบบหนังการเมืองไทยในทศวรรษ 2010 แต่มันพูดถึงการที่เผด็จการหรือฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถหลอกใช้นักเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้มาเป็นเครื่องมือของตนเองได้อย่างเนียน ๆ ด้วย มันก็เลยเหมือนเป็นหนังการเมืองที่ update ตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องในไทยในยุคหลัง ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

2. ชอบสไตล์ของหนังอย่างมาก ๆ ด้วย ตั้งแต่การเลือกใช้ภาพที่มีลายเส้นแนวนอนเหมือนภาพในจอทีวีหรือจออะไรสักอย่าง มันช่วยให้ภาพของหนังดูน่าจดจำและมีเอกลักษณ์ดี

 

3. ฉากที่ตัวละครแต่งตัวแฟนซีก็ทำให้นึกถึง Ulrike Ottinger โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ

 

4. ฉากโลกหลังความตายก็ทำให้นึกถึง Hito Steyerl โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ เช่นกัน

 

5. ฉากที่เหมือนกะเทยสามคนประชุมออนไลน์กันนี่ถือเป็นฉากที่น่าจดจำมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุดในสามคนนี้

 

BIG DAWGS (2026, Poonyawat Tirayapanichkul ปุณยวัฒน์ ติระยะพานิชกุล, 13min, A+25)

 

1. กรี๊ดดดดด การได้ดูหนังเกี่ยวกับกลุ่มนักกล้ามหนุ่มนี่ถือเป็น eye candy สำหรับดิฉันมาก ๆ ค่ะ 55555 แต่พอหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้มุมมองแบบ gay gaze หนังก็เลยเหมือนอาจจะไม่ได้เข้าทางดิฉันแบบ 100% เต็ม

 

2. ชอบส่วนแรกของหนังมากกว่าส่วนหลัง ส่วนแรกที่เราหมายถึงก็คือช่วงต้นเรื่องที่เป็นกลุ่มนักกล้ามหนุ่มยกน้ำหนักในยิมไปเรื่อย ๆ

 

3. แต่พอหนังเล่าเรื่องความพยายามในการขโมยยา เราว่าเนื้อเรื่องส่วนนี้อาจจะไม่ได้เข้าทางเราสักเท่าไหร่

 

4. ฉากสุดท้ายของหนังที่เป็นตัวละครสองคนคุยกัน เราฟังไม่ออกเลยว่าคุยกันว่าอะไร 55555 แล้วพอหนังมันไม่มีซับไตเติลด้วย เราก็เลยไม่รู้เรื่องไปเลยในฉากสุดท้าย

  

Wednesday, June 03, 2026

CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan, A+30)

 

ไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน BODY MELT (1993, Philip Brophy, Australia)

+++

 

CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan, A+30)

 

นึกว่าเป็น KOKUHO เวอร์ชั่นสำหรับผู้ชมวัยก่อนมีประจำเดือน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันใสมาก ๆ ใสปิ๊ง feel good กุ๊กกิ๊ก น่ารัก เหมาะสำหรับผู้ชมวัยกำดัด

 

หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายสองคน ที่น่าจะเรียนอยู่ราว ๆ ชั้นม.3 คนนึงเป็นนักแสดงในคณะละครเร่ที่ชอบรับบทเป็นหญิงสาว ส่วนอีกคนเป็นเด็กหนุ่มหัวดีที่ไม่ชอบไปโรงเรียน เนื้อหาของหนังเน้นไปที่การแสดงแบบพื้นบ้านของญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้นึกถึง KOKUHO (2025, Lee Sang-il) โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าหนังเรื่องนี้มาก่อน KOKUHO นะ

 

ถึงแม้ว่าโทนโดยรวมของหนังจะ feel good และจบได้แบบชุ่มชื่นหัวใจดิฉันมาก ๆ แต่หนังก็มีบางส่วนที่แอบเศร้านะ เพราะหนังพูดถึง “ละครเร่แบบพื้นบ้าน” ของญี่ปุ่นที่เสื่อมความนิยมลงในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถึงแม้นักแสดงละครแบบนี้จะมีฝีมือมากแค่ไหน ผ่านการฝึกปรือมามากแค่ไหน พวกเขาก็อาจจะต้องเลิกแสดงละครในอนาคต ซึ่งจุดนี้ก็อาจจะทำให้นึกถึงคณะละครชาตรี, ลิเก, งิ้ว, โนราห์ของไทยในแง่นึง และมันก็น่าเศร้าที่ศิลปินที่มีความสามารถ, ขยัน, ทำงานดีเหล่านี้ อาจจะต้องกระเสือกกระสนลำบากหาเงินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน

 

อีกจุดของหนังก็พูดถึงหญิงสาวที่อยากจะเป็นไอดอล แต่เธอก็ไม่ประสบความสำเร็จ เป็นได้แค่ “ไอดอลใต้ดิน” เปิดคอนเสิร์ตทีก็มีคนดูน่าจะเพียงแค่ 20 คน และพวกเธอก็ยังถูกค่ายเพลงเอารัดเอาเปรียบอย่างรุนแรงด้วย

 

มันก็เลยน่าเศร้า คือตัวละครบางคนเป็นศิลปินการแสดงแบบโบราณที่เก่งมาก แต่คนรุ่นปัจจุบันก็อาจไม่สนใจจะดู ส่วนตัวละครอีกคนพยายามจะประสบความสำเร็จในการแสดงแบบสมัยใหม่ เป็นไอดอลร้องเต้นเพลงป๊อป แต่การจะดึงดูดคนดูก็ยากลำบากแสนเข็ญอยู่ดี

 

ชอบเนื้อหาใน “ละครพื้นบ้าน” ที่นักแสดงในเรื่องนี้แสดงมาก ๆ นึกว่าเป็นด้านตรงข้ามของ TOKYO STORY (1953, Yasujiro Ozu) เพราะว่า “ละครพื้นบ้าน” ในหนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่พยายามตามหาแม่ที่แท้จริงของตนเอง แต่พอเขาตามหาแม่จนเจอ แม่ที่แท้จริงกลับไม่ใยดีเขา หาว่าเขาตามหาเธอเพียงเพราะหวังว่าจะได้รับมรดกจากเธอ ชายหนุ่มก็เลยช้ำใจอย่างแสนสาหัสเพราะแม่ของตนเอง

 

Favorite Actor: Jun Saito

 

Jun Saito ตอนนี้มีอายุราว 19 ปี เราเคยดูหนังที่เขาแสดงไปแล้ว 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

1. CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan)

 

2. LET’S GO KARAOKE! (2023, Nobuhiro Yamashita)

 

3. TEASING MASTER TAKAGI-SAN MOVIE (2024, Rikiya Imaizumi)

 

4. 366 DAYS (2025, Takehiko Shinjo)

****

Film Wish List: FRUIT GATHERING (2026, Aung Phyoe, Myanmar/Czech, 97min)

 

หนังยาวจากเมียนมาร์ที่เข้าชิงรางวัล Crystal Globe ในเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ในปีนี้ น่าดูมาก ๆ เป็นเรื่องของสองสาวเลสเบียนที่ทำงานโรงงานทอผ้าในย่างกุ้ง

 

หลายคนคงคุ้นชื่อของ Aung Phyoe เป็นอย่างดี เพราะว่าหนังเรื่อง SEASONAL RAIN (2018, Aung Phyoe, 30min) ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 23 ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันที่ 15 ธ.ค. 2019 ซึ่งเรื่องนั้นก็เป็นหนังเลสเบียนเหมือนกัน

 

SEASONAL RAIN ติดอันดับ 73 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

Tuesday, June 02, 2026

DREAM HORSE DOUBLE BILL

 

เพิ่งได้ดู PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston, USA, documentary, second viewing, A+30) เป็นรอบที่สอง หลังจากที่เคยดูรอบแรกไปแล้วในเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในปี 1998

 

พอได้ดูรอบนี้แล้วก็ประทับใจฉากนี้มาก ๆ เป็นฉากที่สัมภาษณ์กะเทยนางหนึ่งในนครนิวยอร์คในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วเราก็พบว่า กะเทยนางนี้ติดรูปโฆษณา REVLON สองรูปไว้ที่ผนังห้อง รูปหนึ่งแสดงให้เห็นนางแบบ 4 คน Kersti Bowser, Christy Turlington, Cindy Crawford, and Paulina Porizkova  ส่วนอีกรูปแสดงให้เห็นภาพนางแบบอีก 4 คน Tatjana Patitz, Iman, Talisa Soto และ Jerry Hall

 

เราประทับใจฉากนี้มาก ๆ เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1980 สมัยที่เราเรียนมัธยม เรากับกลุ่มเพื่อนๆ เกย์กะเทย ก็คลั่งไคล้โฆษณา REVLON พวกนี้อย่างรุนแรงเหมือนกัน โดยเฉพาะสองรูปนี้ที่พวกเราชอบมาก ๆ

 

จำได้ว่าตอนนั้นเราจองเป็น Talisa Soto

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูฉากนี้ใน PARIS IS BURNING เราก็เลยชอบสุดขีด นึกไม่ถึงว่ากะเทยในนิวยอร์คกับกะเทยในกรุงเทพจะใจตรงกันมากขนาดนี้ 55555

+++

พอเห็นชื่อวง Dreams Come True เราก็นึกถึงสถานีวิทยุ 88FM และดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ ที่แนะนำให้ผู้ฟังได้รู้จักกับวงดนตรีวงนี้ จำได้ว่าตอนนั้นวงนี้มีออกเทปลิขสิทธิ์ในไทยด้วย น่าจะเป็นของ CBS นะ ถ้าจำไม่ผิด

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

DREAM OF THE WILD HORSES (1960, Denys Colomb de Daunant, France, documentary)

+ 3 DREAMS OF HORSES (2018, Mike Hoolboom, Canada, 6min)

 

สองหนังทดลองเกี่ยวกับม้าที่งดงามมาก ๆ

 

DREAM OF THE WILD HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทดลองในกรุงเทพในปี 1999 และตอนนี้ก็สามารถหาดูได้ในยูทูบ เป็นหนังที่ไม่มีเนื้อเรื่อง แต่มันเป็นการร้อยเรียงฉากต่าง ๆ เกี่ยวกับม้าเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

 

ส่วน 3 DREAMS OF HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit in Bangkok

 

DREAM OF THE WILD HORSES

https://youtu.be/6MRjGhEOtO8?si=zxQB12cfVcX7zofT

+++