เห็น Google มีปุ่มให้ CREATE
IMAGES ได้ด้วย เราก็เลยทดลองใช้ ซึ่งรูปที่ออกมาก็โอเค แต่ก็ยังสู้
Grok AI กับ Bing Images ไม่ได้
อันนี้เป็นการเปรียบเทียบรูปที่สร้างจาก AI
3 ราย โดยเราให้ AI 3 ราย สร้างรูปของ
“คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน”
สองรูปแรกสร้างโดย Grok AI
รูปที่สามกับสี่สร้างโดย Bing Images
รูปที่ห้าสร้างโดย Google ซึ่งออกมาไม่ค่อยตรงสเปคเราเท่า
Grok กับ Bing 55555
การทดลองครั้งที่สอง
หลังจากให้ AI 3
รายทดลองสร้างรูป “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน” ไปแล้ว เราก็พบว่า Google สร้างผลงานได้ในระดับแค่โอเค แต่ Grok กับ Bing
สร้างรูปออกมาได้ดีงามมาก
คราวนี้เราเลยทดลองให้ Grok, Bing กับ Google สร้างรูปตามประโยคนี้
“ปรี๋ก็ไม่สนเพราะคนมันจะแปร๋ว
แปร๋วก็ไม่สนเพราะคนมันจะปร๋อย ปร๋อยก็ไม่สนเพราะคนมันจะปรื๋อ”
แล้วก็เลยพบว่า Google ไม่สามารถสร้างรูปตามประโยคนี้ได้
55555
รูปที่ 1+2 สร้างโดย Grok
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Grok พยายามตีความประโยคข้างต้นให้ออกมาเป็นคน
3 คน
รูปที่ 3+4 สร้างโดย Bing ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
Bing รับมือกับประโยคนี้ด้วยการใส่ประโยคนี้เป็น text
เข้าไปในรูปภาพด้วย
ส่วนรูปที่ 5 แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ Google
ในการสร้างภาพตามประโยคนี้
+++
RIP JOHN IRVIN (1940-2026)
เราเคยดูภาพยนตร์ที่เขากำกับเพียงแค่เรื่องเดียวเองมั้ง
ซึ่งก็คือ HAMBURGER HILL (1987) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่เราชอบมากเรื่องนึง
อยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ John
Irvin มาก ๆ อย่างเช่น
1. THE DOGS OF WAR (1980, UK)
สร้างจากนิยายของ Frederick Forsyth มี Tom Berenger ดาราหนุ่มคนโปรดของเราร่วมแสดงด้วย
2. WIDOWS’ PEAK (1994, Ireland)
การประชันบทบาทกันครั้งสำคัญระหว่าง Mia
Farrow, Joan Plowright, Natasha Richardson
หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Natasha
Richardson ได้รางวัล “Best Actress” จากเทศกาลภาพยนตร์
Karlovy Vary ด้วย
3. A MONTH BY THE LAKE (1995, UK)
Vanessa Redgrave กับ Uma Thurman ตบตีแย่งผู้ชาย (Edward Fox) กันในหนังเรื่องนี้
น่าดูสุดขีด
หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Vanessa Redgrave ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดารานำหญิงในหนังตลกด้วย
4. MANDELA’S GUN (2016, South Africa)
++++
MY PERFECT DOUBLE BILL: ICE CREAM MAN + THE END OF OAK
STREET เราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันโดยบังเอิญที่ House
Samyan ในวันอังคารที่ 18 ส.ค. พอดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันแล้วก็พบว่า
เราชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า
ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหมายของเราก่อนดูหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ
1. เราชอบมาก ๆ
ที่ในบางครั้งเราได้ดูหนังสองเรื่องต่อกัน แล้วพบว่าหนังทั้งสองเรื่องนั้นมันมีบทสนทนาต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ซึ่งระยะหลัง ๆ มานี้เราเจอเหตุการณ์แบบนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งได้แก่
1.1 เราได้ดู TWO TO ONE (2024, Nadja
Brunckhorst, Germany, A+15) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันศุกร์ที่ 7
ส.ค. ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตคนในเยอรมันตะวันออกก่อนการรวมประเทศในช่วงต้นทศวรรษ
1990
หลังจากนั้นเราก็เดินทางมาที่สถาบันเกอเธ่ แล้วก็ได้ดูหนังเวียดนามเรื่อง
THE_PARENTS_MIXTAPE (2021, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+30) และ PLATTENLOTUS (2022, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+25) แล้วก็ปรากฏว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง “เยอรมันตะวันออก” เช่นกัน
มันก็เลยกลายเป็นการดูหนัง triple bill สามเรื่องเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกติดต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
1.2 เราได้ดู BATWARA 1947 (2026,
Rajkumar Santoshi, India, 160min, A+30) ที่เมเจอร์ อ่อนนุช รอบ
15.30 น.ในวันพุธที่ 19 ส.ค. แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินทางไปดู AWARANPAN 2
(2026, Nitin Kakkar, India, 140min, A+) ที่เทอร์มินัล พระรามสาม
รอบ 20.00 น. ในวันเดียวกัน
มันก็เลยกลายเป็นโปรแกรมหนัง DOUBLE BILL
OF SHABANA AZMI โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าใน BATWARA 1947 นั้น Shabana Azmi รับบทนำเป็นหญิงชราผู้น่าสงสารที่เผชิญเคราะห์กรรมหนักหนาแสนสาหัสเมื่อเกิดการแบ่งแยกประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถานในปี
1947 ส่วนใน AWARANPAN 2 นั้น Shabana Azmi รับบทเป็นเจ้าแม่ของแก๊งค์อาชญากรใน”กรุงเทพ” ซึ่งเป็นสองบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
1.3 เราได้ดู ICE CREAM MAN (2026, Eli
Roth, A+30) ที่ House ในวันที่ 18 ส.ค. รอบ
15.55 น. แล้วเราก็ได้ดู THE END OF OAK STREET (2026, David Robert
Mitchell, A+30) ที่ House ในวันเดียวกันในรอบ
17.55 น. แล้วเราก็รู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ
ตามความรู้สึกของเรา
2. เราชอบทั้ง ICE CREAM MAN + THE END
OF OAK STREET ในระดับ A+30 นะ ซึ่งก็คือ “ชอบสุดขีด”
ทั้งสองเรื่อง และเราก็มองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่
“ดีกว่า” ICE CREAM MAN แต่ “หนังดี” กับ “หนังที่เราชอบเป็นการส่วนตัว”
มักจะไม่ใช่หนังเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว
คิดว่าเราคงไม่ต้องเขียนถึงความดีงามใด ๆ ของ THE
END OF OAK STREET นะ เพราะเราก็แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ
เขียนถึงหนังเรื่องนี้มาไว้บนวอลล์ของเราไปบ้างแล้ว 555 ไปอ่านความดีงามของหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่หลาย
ๆ คนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้
สาเหตุที่เรามองว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกัน
เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง “เมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ร่มรื่นในสหรัฐ”
ประชากรในเมืองนี้ดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความร่มเย็นเป็นสุขเหมือน ๆ กัน
ก่อนที่ความชิบหายจะมาเยือนอย่างคาดไม่ถึง และประชากรในเมืองนี้ก็ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดกันอย่างสุดฤทธิ์เหมือนกัน
แต่ถึงแม้สถานการณ์ข้างต้นของหนังสองเรื่องนี้จะเหมือนกัน
หนังสองเรื่องนี้ก็มีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงในส่วนอื่น ๆ ซึ่งในด้าน filmmaking
craft หรืออะไรทำนองนี้นั้น เราว่า David Robert Mitchell อาจจะเหนือชั้นกว่า Eli Roth นะ เราก็เลยมองว่า THE
END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า”
แต่เรากลับชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างใน THE END OF OAK STREET ที่ทำให้เราไม่อินกับมันเป็นการส่วนตัว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน
ICE CREAM MAN
Spoilers alert มีการเปิดเผยจุดหักมุมและตอนจบของทั้ง
ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET
--
--
--
--
--
3. สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงจาก
THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น
3.1 “คนรักหมา” เป็นฝ่ายถูกต้องในหนังเรื่องนี้
ส่วน “คนเกลียดหมา” หรือ “คนรำคาญเสียงหมาเห่า” กลายเป็นฝ่ายผิดในหนังเรื่องนี้
55555
คือเอาเข้าจริงแล้ว ตัวละครที่เรา identify
ด้วยได้ในช่วงต้นเรื่อง คือคุณเพื่อนบ้านน่ะ เพราะเขาเป็น “ชายวัยกลางคนใส่แว่นที่อาศัยอยู่ตามลำพัง”
ไม่มีใครในชีวิตที่เขาจะพึ่งพาได้นอกจากตัวเขาเอง แล้วเขาก็รำคาญเสียงดัง ๆ ด้วย
ซึ่งนี่มันคือตัวกูเลย กูขอจองเป็นตัวละครตัวนี้
แต่เราไม่ใช่คนที่จะปรักปรำคนอื่น ๆ ง่าย ๆ
แบบคุณเพื่อนบ้านคนนี้นะ แต่เราก็เข้าใจและเห็นใจตัวละครที่เกลียดหมาน่ะ
เพราะฉะนั้นพอตัวละครตัวนี้เหมือนจะพบจุดจบอย่างโง่เง่ามาก ๆ เราก็เลยแอบเสียใจ
คือพอ “ตัวละครที่เสียชีวิตอย่างโง่ ๆ” เป็น “ชายวัยกลางคนที่ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา
และเกลียดหมา” แต่ “ตัวละครที่รอดชีวิต” คือ “ครอบครัวที่หันมาสามัคคีกัน
และรักหมา” เราก็เลยมีปัญหาอย่างรุนแรงกับหนังที่นำเสนอทัศนคติทำนองนี้น่ะ
ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรนะ เพราะเราว่าหนังหลาย ๆ
เรื่องก็ชอบนำเสนอทัศนคติหรือค่านิยมทำนองนี้อยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าจุดนี้คือจุดสำคัญจุดนึงที่ทำให้เราชอบหนังแบบ ICE CREAM MAN มากกว่า
3.2 ทุกคนคงเดาได้อยู่แล้วว่าเราไม่น่าจะชอบ “พัฒนาการของตัวละครนางเอก”
ใน THE END OF OAK STREET เพราะเราน่าจะเคยเขียนไปหลาย ๆ
รอบแล้วว่า เราชื่นชอบหนังแนว “ผู้หญิงทิ้งผัว” โดยเฉพาะ THE LEFT-HANDED
WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany), SHIRLEY
VALENTINE (1989, Lewis Gilbert, UK), HOMETOWN BLUE (1999, Stéphane Brizé,
France), etc.
เพราะฉะนั้นพอพัฒนาการของตัวละคร Denise
Platt (Anne Hathaway) ใน THE END OF OAK STREET มันตรงข้ามกับพัฒนาการของตัวละครกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเราไปโดยปริยาย
55555
แต่เอาเข้าจริง ถ้าหากเราเป็นตัวละคร Denise
Platt เราก็คงตัดสินใจแบบตัวละครตัวนี้นะ เพราะเราก็คงตัดสินใจช่วยชีวิตผัวในตอนจบเหมือนกัน
เพียงแต่ว่าหนังที่นำเสนอตัวละครหญิงที่ “อยากจะทิ้งผัว ทิ้งครอบครัว
แต่หันมากลับตัวกลับใจในตอนจบ” มันเหมือนเป็นหนังที่ไม่ได้ touch เราเป็นการส่วนตัวเหมือนหนังกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” น่ะ
3.3 คือถึงแม้ตัวละครใน THE END OF OAK
STREET มันจะทะเลาะกัน แต่โดยรวมแล้ว เรารู้สึกว่าหนังมันเชิดชูความรักสายใยความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวน่ะ
สมาชิกครอบครัวต้องช่วยเหลือกัน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ “ความผิด”
อะไรของหนังเรื่องนี้ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังอย่าง THE END OF OAK STREET
มันยังธำรงรักษา family values แบบเดิม ๆ เอาไว้อยู่น่ะ
เราก็เลยรู้สึกมีระยะห่างจากหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก
เช่นเดียวกับที่เราเคยรู้สึกกับหนังยุคเก่า ๆ ของ Steven Spielberg และหนังอย่าง LITTLE MISS SUNSHINE (2006, Jonathan Dayton,
Valerie Faris) ที่เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงมากเช่นเดียวกัน
แต่สิ่งนี้จะแตกต่างจากหนังอย่าง THE
VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola) ที่นำเสนอเมืองเล็ก ๆ
อันเงียบสงบในสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่มันไม่ได้เชิดชู family values
และเราก็พบว่า ICE CREAM MAN นี่แหละ คือ perfect antidote สำหรับเรา เพื่อใช้ถอนพิษที่เราได้รับจาก
THE END OF OAK STREET 55555
4. ในส่วนของ ICE CREAM MAN นั้น สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชนะใจเรา หรือสิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า
THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น
4.1 ICE CREAM MAN เหมือนเป็นหนังที่เกลียดเด็ก
ส่วน THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่รักเด็ก 55555
4.2 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองได้”
“เราไม่สามารถไว้วางใจครอบครัวของตัวเองได้” เพราะพวกเขาอาจจะเป็นคนเลวก็ได้ และสิ่งนี้มันตรงข้ามกับความรู้สึกที่เราได้รับจาก
THE END OF OAK STREET
4.3 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจศาสนาได้”
4.4 หนังมันเหมือนเกลียดชังสังคมชนชั้นกลาง 555 คือสังคมชนชั้นกลางใน
THE END OF OAK STREET เป็น “อะไรที่น่าสงสาร พวกเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากไดโนเสาร์”
แต่สังคมชนชั้นกลางใน ICE CREAM MAN เหมือนเป็นสังคมที่สมควรถูกทำลายอย่างร่าเริงใจ
55555
4.5 หนังมันพูดถึง “ประวัติศาสตร์บาดแผล” และความพยายามจะลบเลือนประวัติศาสตร์บาดแผล
เพราะคำสาปของ ICE CREAM MAN มันจะเริ่มส่งผลก็ต่อเมื่อ สังคมนั้นลืมความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไปแล้วในอดีต
พอสังคมนั้นลืมความผิดที่ตัวเองทำไว้ คนขายไอติมถึงค่อยกลับมาล้างแค้น
สิ่งนี้มันก็เลยสาแก่ใจกูมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ๆ ๆ ๆ เพราะว่าสังคมไทยก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน และก็มีคนบางกลุ่มในสังคมที่พยายามจะลบทิ้งประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน
เพราะฉะนั้นตัวละครแบบคนขายไอติมก็เลยถูกใจกูมาก
ๆ เขาเหมือนจะเป็น “แรงงานต่างด้าว” และเขาก็ถูกคนต่าง ๆ ในสังคมใส่ร้าย เขาถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม
สิ่งนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล บุคคลต่าง ๆ ทั้งผู้มีอำนาจ, สถาบันศาสนา และชนชั้นกลางในสังคมร่วมกันทำร้ายแรงงานต่างด้าวอย่างเขา
มันก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล
และพอเวลาผ่านไปราว 20-30 ปี ผู้คนต่าง ๆ ในสังคมลืมเลือนความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไว้
คำสาปของคนขายไอติม ก็เลยมีฤทธิ์ขึ้นมา
เพื่อไม่ให้พวกมึงหลงลืมความผิดบาปที่พวกมึงเคยทำไว้
สิ่งนี้มันก็เลยสะใจกูสุด ๆ ค่ะ
ดูแล้วก็เลยนึกถึงประวัติศาสตร์บาดแผลต่าง ๆ ในสังคมไทยมาก ๆ
4.6 เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง พอเราดู ICE
CREAM MAN จบ เราก็เลยนึกถึง “องก์สาม” ของ A USEFUL GHOST
(2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะมันคือ “การเอาคืน
การกลับมาแก้แค้นของประวัติศาสตร์บาดแผล” เช่นเดียวกัน มันคือสิ่งที่บรรดา “เหยื่อของผู้มีอำนาจ”
ไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ “โลกของภาพยนตร์” เปิดโอกาสให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้
เราเอาคืน เราแก้แค้นผู้มีอำนาจได้ในโลกของภาพยนตร์
และเราว่า ICE CREAM MAN มันไปไกลกว่า
A NIGHTMARE ON ELM STREET (1984, Wes Craven) เพราะต้นกำเนิดของ
ICE CREAM MAN กับต้นกำเนิดของ Freddy Krueger มีบางจุดคล้ายกัน แต่หนังชุด “นิ้วเขมือบ” treat ตัวละคร
Freddy ว่าเป็นผู้ร้ายที่สมควรถูกกำจัดน่ะ แต่ ICE
CREAM MAN ไปไกลกว่า เพราะว่าคนขายไอติมคือผู้ชนะที่แท้จริงในตอนจบ
คนที่ควรถูกกำจัดไม่ใช่คนขายไอติม แต่เป็นบรรดาศัตรูของคนขายไอติม
4.7 เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET มันเต็มไปด้วย “ความเป็นห่วงเป็นใยกันระหว่างสมาชิกครอบครัว” ส่วน ICE
CREAM MAN มันเต็มไปด้วย “ความเคียดแค้นชิงชัง” น่ะ
และนั่นก็เลยส่งผลให้ ICE CREAM MAN ตรงกับ “ธาตุ”
ของเรามากกว่า
5. ส่วนจุดที่เราไม่ชอบใน ICE CREAM MAN ก็คือความ gore ของหนัง เพราะเราไม่ชอบอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว
แต่โชคดีที่เราเคยดู trailer หนังเรื่องนี้มาก่อน ซึ่ง
trailer หนังเรื่องนี้มีแต่ความ gore เราก็เลยรู้ตัวล่วงหน้าว่าเราจะเจออะไรน่าสะอิดสะเอียนบ้างในหนังเรื่องนี้
แล้วก็โชคดีที่ความ gore ในหนังเรื่องนี้มันโดนฉาบไว้ด้วยอารมณ์ขันและความไม่สมจริง
มันก็เลยให้อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความ gore แบบใน SALO ที่มันสมจริง
6. คือถ้าหาก ICE CREAM MAN ไม่เลือก “ขายความ gore” แต่ไปเลือกขาย “ความหลอน”
หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นญาติห่าง ๆ ของ “จักรวาลหนัง Osgood Perkins” ได้เลยนะ เพราะเราว่าจักรวาลหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ห่างกันมากนักน่ะ
เพราะว่าจักรวาลหนังของ Osgood Perkins มันก็เต็มไปด้วย “เด็กฆาตกร”, “พ่อแม่ที่เราไม่สามารถไว้วางใจได้”, “อำนาจของซาตาน”,
etc. อะไรทำนองนี้เหมือนกัน
7. ถ้าหากเทียบกับหนังกลุ่ม “เด็กฆาตกร”
ด้วยกันแล้ว เราก็ชอบ ICE CREAM MAN ในระดับเท่ากับ WHO
CAN KILL A CHILD? (1976, Narciso Ibáñez Serrador, Spain) นะ
และชอบ ICE CREAM MAN มากกว่าหนังชุด CHILDREN OF THE
CORN และ VILLAGE OF THE DAMNED (1995, John Carpenter)
8. หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะฉายควบกับ ICE
CREAM MAN ก็คือ THE PIED PIPER (1986, Jiri Barta, Czechoslovakia,
animation, 53min, A+30) เพราะเราว่า ICE CREAM MAN น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนาน The Pied Piper
9. แต่โดยรวมแล้ว เราก็ชอบผลงานของ David
Robert Mitchell มากกว่า Eli Roth อยู่ดีนะ
เพราะว่าเราชอบ IT FOLLOWS (2014) กับ UNDER THE
SILVER LAKE (2018) อย่างรุนแรงมาก
เพียงแต่ว่า เรารู้สึกว่า THE END OF OAK
STREET กับ ICE CREAM MAN มองสถาบันครอบครัวและสังคมชนชั้นกลางในแบบที่แตกต่างกัน
เราก็เลยชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะเราอินกับอะไรต่าง ๆ
ใน ICE CREAM MAN มากกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วมันสาแก่ใจกูเป็นยิ่งนักค่ะ