Friday, August 14, 2026

THE ODYSSEY AND XENIA AND ICE AND EINSTEIN

 

เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ ซึ่งก็คือ MALEVYCH (2024, Daria Onyshchenko, Ukraine, A+25) กับ MR. JONES (2019, Agnieszka Holland, UK/Poland/Ukraine)

+++

 

เราเพิ่งรู้ว่า THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15) ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV (1966, Andrei Tarkovsky, Soviet Union, 205min, A+30), RAN (1985, Akira Kurosawa, Japan, 160min, A+30) และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST (1988, Martin Scorsese, 166min, A+30)

 

เมื่อกี้เราเพิ่งกูเกิลอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ THE ODYSSEY เราก็เลยเพิ่งได้อ่านข่าวเก่าในช่วงกลางเดือนก.ค.ในเว็บนสพ. Independent ที่ว่า คริสโตเฟอร์ โนแลนให้ cast and crew ของ THE ODYSSEY ดูหนัง 3 เรื่องนี้ -- ANDREI RUBLEV, RAN, THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนที่จะเริ่มต้นถ่ายทำ THE ODYSSEY

 

เหมือนมีคนเขียนถึงเรื่องนี้เป็นภาษาไทยไว้ตั้งแต่กลางเดือนก.ค.แล้วนะ แต่เราเพิ่งรู้เรื่องนี้ เราก็เลยขอเอาข่าวเก่านี้มาแปะในวอลล์ของเราด้วยแล้วกัน เพราะเราดีใจมาก ๆ เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มาก ๆ และเราก็อยากดู ANDREI RUBLEV กับ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ซ้ำอีกรอบในจอใหญ่มาก ๆ ส่วน RAN เราขี้เกียจดูซ้ำ 55555

 

พอรู้ว่า Nolan ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราก็เลยเหมือนเข้าใจว่าเพราะเหตุใดโทนหนังของ THE ODYSSEY มันถึงไม่ฉูดฉาดหรูหราอู้ฟู่ตระการตา แบบหนังอีพิคของฮอลลีวู้ดยุค 1950-1960 แบบพวก THE TEN COMMANDMENTS (1956, Cecil B. DeMille, 220min), BEN-HUR (1959, William Wyler), CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz) แต่มันดูมีความติดดิน ดูมอมแมมกว่าที่เราคาดไว้ในตอนแรก ถึงแม้ว่ามันจะยังห่างไกลจากความ minimal แบบ MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany) และ PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer) ก็ตาม

 

เราก็เลยได้แต่หวังว่า กระแสความนิยมใน THE ODYSSEY จะส่งผลให้ผู้คนต่าง ๆ ที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ตามไปดู ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ด้วยนะ หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ควรมีการนำหนังสองเรื่องนี้มาฉายในโรงใหญ่ในไทยด้วย เพราะเราก็อยากดูหนังสองเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบมาก ๆ

 

เราเคยดู ANDREI RUBLEV ในรูปแบบวิดีโอเทปของร้านแว่น เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในจอใหญ่ ๆ ถ้าได้จอแบบโรงหนังชั้น 6 ของหอภาพยนตร์ก็จะดีมาก ๆ

 

ส่วน THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราเคยดูในรูปแบบวิดีโอเทปโดยไม่มีซับไตเติล เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในแบบที่มีซับไตเติล เพื่อที่เราจะได้เข้าใจหนังได้มากยิ่งขึ้น

 

ส่วน RAN นั้นเราเคยดูตอนมันมาฉายทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่ขี้เกียจดูซ้ำอีกรอบ 55555

 

ข่าวจาก The Independent

https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/films/news/the-odyssey-christopher-nolan-andrei-rublev-b3015284.html

 

+++

 

หนังใหม่ของ Nikolaus Geyrhalter จะมาฉายใน Pattaya Film Festival ปีนี้นะ

https://www.ptyiff.com/post/ptyiff-2026-official-selection?fbclid=IwY2xjawTqg-BwZG9mBWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMVd2SmpnOXRjZ2JDbTRPbnZzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEe8o7WWSV26Ria9Giu4_n37gNWctwYjlZPIP9Vkfr2xZuoWVVgRuEPFG4GcZ0_aem_gxlj4rP-bYqlL0P2drnXfw

+++

โพสท์ที่ 5 เกี่ยวกับ THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15)


1. สิ่งหนึ่งที่ติดใจใน THE ODYSSEY ก็คือการที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำกฎ Xenia ของ Zeus ที่ว่า “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.  เหมือนพอ THE ODYSSEY ย้ำประเด็นนี้หลายครั้ง เราก็เลยแอบสงสัยว่า Nolan ต้องการวิพากษ์ปฏิบัติการ ICE ของ Donald Trump หรือเปล่า 55555 หรือบางที Nolan อาจจะแค่ต้องการพูดถึงนโยบายผู้อพยพของชาติตะวันตกในวงกว้าง ไม่ได้เจาะจงไปที่ปฏิบัติการ ICE โดยตรง

 

พอเรากูเกิลดู ก็พบว่าผู้ชมบางคนดู THE ODYSSEY แล้วก็นึกถึงปฏิบัติการ ICE เช่นเดียวกัน

 

2. แต่เราก็ชอบที่หนังมันก็พูดถึง “คนต่างถิ่น” ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี เพราะถึงแม้กฎข้างต้นจะเน้นให้เราต้อนรับคนต่างถิ่นเป็นอย่างดี แต่คนต่างถิ่นก็ต้องเคารพเจ้าบ้านด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวอย่างของ strangers ที่ไม่เคารพเจ้าบ้าน ก็คือเหล่าบรรดา suitors ใน THE ODYSSEY ที่ทำให้เรานึกถึงพวกทุนเทาข้ามชาติ จีนเทา โดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาไม่ใช่ผู้ลี้ภัยที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่เป็นพวกที่หวังเข้ามาตักตวงกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศอื่น

 

แต่ถ้าหากนึกย้อนไปถึงเรื่องจริงเรื่องอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์แล้ว เราก็นึกไปถึงการที่คนขาวเข้ามาเข่นฆ่าชาวอินเดียนแดง ชาวพื้นถิ่น ในทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และสิ่งที่ชาวยิวกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในดินแดนปาเลสไตน์หลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

 

3. พอได้ยิน Zeus’ law ในหนังเรื่องนี้ เราก็แอบนึกถึงมุกตลกชั่ว ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะถึงแม้เรารักคนทุกเชื้อชาติ และสนับสนุนนโยบายในการปฏิบัติดีต่อผู้ลี้ภัย (เพราะกูเองก็อยากลี้ภัยไปประเทศอื่น 555) แต่พอเราได้ยินประโยค Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise. เราก็นึกต่อขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติว่า but they can also be serial killers in disguise พร้อมกับภาพจากหนังเรื่อง FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) ผุดขึ้นมาในหัวของเรา ขออภัยกับมุกตลกชั่ว ๆ ค่ะ 55555

 

4. แต่ชอบวลี gods in disguise ใน Zeus’ law มาก ๆ นะ เพราะพอได้ยินวลีนี้แล้ว เราก็นึกถึงตัวละครผู้อพยพในหนังเรื่องต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเหล่าบรรดา “หนุ่ม ๆ ชาวจีน” ที่อพยพมายังภูมิภาคนี้ 5555 ทั้งหนุ่มจีนที่อพยพมามาเลเซียในหนังเรื่อง THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek Huat, Taiwan, A+30) และหนุ่มจีนที่อพยพมาไทยใน DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) เพราะถึงแม้ในความเป็นจริงพวกเขาจะเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เราก็แอบมองหนุ่ม ๆ ชาวจีนเหล่านี้ว่าเป็น gods in disguise 55555 (gods คือ เทพเจ้า ที่ยังคงมีกิเลสตัณหาราคะอยู่นะ ไม่ใช่ God “พระเจ้า” ที่มีแต่ความดีงาม)

 

5. วลีที่ว่า ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย อาจจะเป็น gods in disguise ทำให้เรานึกถึง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวและชาวฮังการีหลาย ๆ คนก็หนีออกจากเยอรมนีและยุโรปเมื่อนาซีขึ้นมาครองอำนาจในเยอรมนีในทศวรรษ 1930 ซึ่งการที่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวต้องลี้ภัยไปประเทศอื่น ๆ ก็ส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของนาซีเอง

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด นักวิทยาศาสตร์หลายคนอพยพออกจากยุโรปมาสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อหนีภัยนาซี เพราะบางคนก็เป็นยิว, บางคนมีเมียเป็นยิว และบางคนก็ต่อต้านนาซี และต่อมาผู้ลี้ภัยหลายคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็เข้าร่วมใน The Manhattan Project หรือโครงการสร้างระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก (แต่ Einstein ไม่ได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วยนะ)

 

ถ้าหากนาซีไม่ได้ขับไล่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนมาก ออกจากเยอรมนีและยุโรป และถ้าหากสหรัฐไม่ได้ต้อนรับไอน์สไตน์กับผู้ลี้ภัย/นักวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นพลเมืองของประเทศตนเองในทศวรรษ 1930 ประวัติศาสตร์ของโลกนี้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก็เป็นได้ และโลกในปัจจุบันนี้ก็อาจจะแตกต่างเป็นอย่างมากจากที่เป็นอยู่นี้ด้วยเช่นกัน

 

ก็เลยขอจดบันทึกไว้ว่า พอเราได้ดูหนังเรื่อง THE ODYSSEY, ได้ยินประโยค “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.  เราก็เลยนึกเรื่อยเปื่อยเหลวไหลไร้สาระต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึงเรื่อง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจ 555

 

อันนี้เป็นข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ Albert Einstein ใน Wikipedia:

 

“ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ไอน์สไตน์ตระหนักว่าเขาไม่สามารถเดินทางกลับเยอรมนีได้อีกต่อไป เนื่องจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพรรคนาซีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

 

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ค.ศ. 1933 หน่วยเกสตาโป (ตำรวจลับนาซี) ได้บุกค้นอพาร์ตเมนต์ของครอบครัวเขาในกรุงเบอร์ลินซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาและเอลซา ภรรยาของเขา เดินทางกลับยุโรปในเดือนมีนาคม และระหว่างการเดินทางนั้น พวกเขาได้รับข่าวว่ารัฐสภาเยอรมัน (ไรชส์ทาค) ได้ผ่านกฎหมายมอบอำนาจเบ็ดเสร็จ (Enabling Act) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งเปลี่ยนสถานะรัฐบาลของฮิตเลอร์ให้กลายเป็นระบอบเผด็จการโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายในทางปฏิบัติ และทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางต่อไปยังกรุงเบอร์ลินได้ ต่อมาพวกเขาทราบข่าวว่าบ้านพักตากอากาศของตนถูกพวกนาซีบุกค้นและเรือใบส่วนตัวของไอน์สไตน์ถูกยึดไป ซึ่งในเวลาต่อมาพวกนาซีได้ขายเรือใบของเขาและดัดแปลงบ้านพักให้กลายเป็นค่ายฝึกเยาวชนฮิตเลอร์ (Hitler Youth)

 

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1933 ไอน์สไตน์พบว่ารัฐบาลเยอรมันชุดใหม่ได้ออกกฎหมายห้ามชาวยิวรับตำแหน่งทางราชการ รวมถึงการเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนหลายพันคนถูกบังคับให้สละตำแหน่งในมหาวิทยาลัยอย่างกะทันหัน และรายชื่อของพวกเขาถูกลบออกจากบัญชีบุคลากรของสถาบันที่เคยจ้างงาน

 

หนึ่งเดือนต่อมา ผลงานของไอน์สไตน์ตกเป็นเป้าหมายของสหภาพนักศึกษาเยอรมันในเหตุการณ์เผาหนังสือของนาซี โดยโจเซฟ เกิบเบลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของนาซี ได้ประกาศก้องว่า "ปัญญาชนชาวยิวได้ตายไปแล้ว" นิตยสารฉบับหนึ่งของเยอรมนีได้ระบุชื่อเขาไว้ในบัญชีรายชื่อศัตรูของระบอบการปกครองเยอรมัน พร้อมคำบรรยายว่า "ยังไม่ถูกแขวนคอ" และมีการตั้งค่าหัวเขาไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์

 

ในปี ค.ศ. 1935 เขาตัดสินใจที่จะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวรและยื่นเรื่องขอสัญชาติ โดยไอน์สไตน์ได้รับสัญชาติอเมริกันในปี ค.ศ. 1940

 

บทความจาก Slate

https://slate.com/life/2026/08/the-odyssey-movie-ice-immigration-student-arrest.html

 

โพสท์แรกเกี่ยวกับ THE ODYSSEY

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02UB4fL723QLC2LvFTWwLVCPbTSsVbvTLw6fXEFPbMiK5hCePpiCxAheRrwsQGk65Tl

 

 

โพสท์ที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1417450563637062

 

โพสท์ที่สาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0hZf9MjUgJsdD8NFGuQB46gMesXesRNov8fxe1pz4D5fmbSuBnpeQzmVQu38XZuErl

 

โพสท์ที่สี่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0kcFVvDF9eN9t19e8M37iXWoxSTfdszV6a2ABvNNseTSWis9UA4RaYS6ofnco4uXxl

+++

 

ของเราที่ชอบมากก็คือ “สาปอสูร” (1984, วรยุทธ พิชัยศรทัต) ละครโทรทัศน์ช่อง 3 ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “มายาพิศวาส” ของจินตวีร์ วิวัธน์ โดยมีรัชนู บุญชูดวง รับบทเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนางเมดูซ่า

+++

 

HOLISTIC STRATA SCREEN (2017, Hiroaki Umeda, Japan, video installation, 5min)

 

ดูในนิทรรศการ THE SUPERLATIVE ARTISTRY OF JAPAN ที่ TCDC

+++

 

ลองถาม google AI ว่า Cyclops ยักษ์ตาเดียวใน THE ODYSSEY ทำชีสอะไร มันตอบว่าทำ “FETA CHEESE”

 

In Homer's The Odyssey, the Cyclops Polyphemus made an unaged, brined sheep and goat milk cheese. Food historians and culinary traditions often trace this mythic dairy as an ancient ancestor to modern feta or fresh pressed curd cheeses.

 

How Polyphemus Made the Cheese

  • The Animals: He milked his flocks of ewes and she-goats.
  • The Process: He curdled half of the fresh milk and drained the whey using woven wicker baskets or strainers.
  • The Storage: He stored the solid curds on heavy cheese-racks inside his cave

Feta is a Greek brined white cheese made from sheep's milk or from a mixture of sheep and goat's milk.

Thursday, August 13, 2026

THE ODYSSEY VS. THE FRIENDS

 

น่าดูสุดขีด เราชอบหนังเรื่อง I EVEN MET HAPPY GYPSIES (1968, Aleksandar Petrovic, Yugoslavia, A+30) มาก ๆ ด้วย หนังยูโกสลาเวียเรื่องนี้เคยมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัย ธรรมศาสตร์ในวันที่ 22 ส.ค. 2010

+++

 

THE ODYSSEY ACCORDING TO...

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15) พอดูแล้วก็เลยมาจินตนาการต่อเล่น ๆ ฮา ๆ แบบไม่จริงจังว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับคนอื่น ๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

 

1. Paul Verhoeven

 

เห็นมีคนวิจารณ์ว่า THE ODYSSEY เวอร์ชั่นนี้ตัดฉากเซ็กส์ระหว่าง Odysseus กับ Circe และ Calypso ออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ Christopher Nolan ต้องการทำให้พระเอกดูเป็นคนรักเดียวใจเดียว เข้ากรอบพระเอกหนังที่คนดูในยุคปัจจุบันจะยอมรับได้มากยิ่งขึ้น

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหากเป็น Paul Verhoeven มากำกับหนังเรื่องนี้ หนังต้องอุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ร้อนแรงอย่างแน่นอน ตัวละครคงจะหื่น, โหด, ดิบเถื่อน, บ้าเลือดมากยิ่งขึ้น ดูได้จาก FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)

 

 2. Robert Eggers

 

เนื้อเรื่องเจาะเฉพาะช่วงที่ Odysseus เดินทางไปที่ริมขอบ Oceanus ดินแดนที่คนเป็นสามารถพูดคุยกับคนตายได้ Odysseus ได้พูดคุยกับ Tiresias และวิญญาณคนตายต่าง ๆ แน่นอนว่าหนังเน้นไปที่บรรยากาศหลอกหลอนจนสุดจะบรรยาย

 

3. Catherine Breillat

 

หนังเน้นไปที่เกมอำนาจระหว่างเพศหญิงเพศชาย โดยเล่าจากมุมมองของ Circe และ Calypso

 

4. Lav Diaz

 

หนังยาว 9 ชั่วโมง Odysseus และลูกเรือของเขากลายเป็นผู้ร้าย เป็นเหมือนคนขาวที่บุกเข้าปล้นสะดมภ์ ทำลายชนพื้นเมือง

 

3 ชั่วโมงแรกเล่าจากมุมมองของชาวเผ่า Ciconians ในเมือง Ismara ที่ Odysseus กับพรรคพวกบุกเข้าปล้นฆ่าหลังเดินออกจากกรุงทรอย หนังเน้นให้เห็นถึงผลจากการทำลายล้างของ Odysseus และความขมขื่นที่ชาวเผ่า Ciconians ต้องเผชิญ

 

ชั่วโมงที่สี่ของหนังเล่าถึงชีวิตอันสงบสุขอยู่ดี ๆ ของ Cyclops ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นงดงาม ส่วนชั่วโมงที่ 5 และ 6 เล่าถึงความเลวร้ายที่ Odysseus กับพรรคพวกกระทำต่อ Cyclops

 

ชั่วโมงที่ 7 ถึง 9 ของหนัง เป็น Odysseus กับพรรคพวกแล่นเรือไปเรื่อย ๆ เผชิญทั้งแดดร้อนจัด, พายุฝน, ความหิวโหย คนดูจะสัมผัสได้ถึงความหิวโหย, ความเหนื่อยล้า, ความทุกข์ยากของตัวละครเหล่านี้ แล้วคนดูก็อาจจะแอบรู้สึกสมน้ำหน้า

 

5. Ulrike Ottinger

 

ตัวละครชายแท้บนเรือทยอยตายไปทีละคน ทีละคน และแน่นอนว่าในที่สุด Odysseus ก็ไม่รอดชีวิต ลูกเรือของเขามีรอดชีวิตแค่คนเดียว เพราะคนนั้นพอได้ยินเสียงนาง Sirens เขาก็ออกอาการสาวแตก ลุกขึ้นมาเต้น กระโจนลงจากเรือ ไปขึ้นเกาะนาง Sirens แล้วเผยธาตุแท้ความเป็นกะเทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนาง Sirens ไป

 

Penelope กับบรรดาสาวใช้วางแผนฆ่า suitors ทุกคนจนตายหมด แล้ว Penelope ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นราชินีนักรบแห่ง Ithaca

 

6. Takashi Yamazaki

 

หนังเน้นไปที่ฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่าง Cyclops กับ Godzilla, ฉากการต่อสู้ระหว่าง Laestrygonians (giant cannibals) กับ Godzilla และฉากการต่อสู้ระหว่าง Scylla (อสูรหลายหัว) กับ Godzilla เพราะในอดีตนั้น Odysseus เคยช่วยชีวิต Minila เอาไว้ Godzilla เลยอยากตอบแทนบุญคุณ

 

7. Scud

 

หลังจากนักรบหนุ่ม ๆ เหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสงครามกรุงทรอยมานาน 10 ปี และต้องออกเดินทางบนเรือไปด้วยกัน ทุกคนก็เลยรู้สึกเงี่ยนมาก และก็เก็บกดความเงี่ยนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาก็เลยเริ่มเอากันเอง และตกหลุมรักกันเอง

 

เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงฉาก climax เมื่อทุกคนบนเรือร่วมรักกันอย่างเมามันส์

 

หลังจากโชคชะตากลั่นแกล้ง แล่นเรือไปไม่ถึงบ้านสักที พวกเขาก็คิดว่า ไม่เป็นไร ในเมื่อทุกคนบนเรือตกหลุมรักกันเองแล้ว ก็ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้ พวกเราไปตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ครองรักด้วยกันในดินแดนแห่งใหม่ดีกว่า

 

เรือของ Odysseus แล่นไปเรื่อย ๆ ยังทิศตะวันตกในช่วงอาทิตย์อัสดง ชายหนุ่มหล่อล่ำกลัดมันบนเรือกอดรัดกันด้วยความรักอย่างดูดดื่ม เพลง GO WEST ของ Pet Shop Boys ดังขึ้นในตอนจบ

 

8. Christian Petzold

 

Penelope รำคาญพวก suitors อย่างมาก ๆ เธอก็เลยไปจ้างขอทานคนนึงให้มาปลอมตัวเป็น Odysseus เพราะว่าขอทานคนนั้นหน้าตาคล้าย Odysseus แล้วเธอก็แอบเผยความในใจให้ขอทานคนนั้นฟังว่า จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่เคยรัก Odysseus จริง ๆ หรอกนะ แต่เธอเองก็ไม่อยากแต่งงานใหม่ เพราะเธอไม่อยากแบ่งบัลลังก์และราชสมบัติให้ใคร แน่นอนว่าขอทานคนนั้นจริงๆ แล้วก็คือ...

 

9. Pedro Almodovar

 

Penelope แอบมีใจหวั่นไหวให้กับ suitors นิสัยดีบางคน แต่เธอโดน “กรอบความเป็นสตรีที่ดีแบบสมัยโบราณ” ค้ำคออยู่

 

แน่นอนว่า Penelope รับบทโดย Penelope Cruz

 

10. พชร์ อานนท์

 

Penelope รับบทโดยโก๊ะตี๋ เธอบอก suitors ว่า เธอจะแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อเธอทอผ้าเสร็จ แต่ผ่านมา 10 ปีแล้วเธอก็ทอไม่เสร็จ เพราะว่าเธอทอผ้าไม่เป็น

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15)

+ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

มีการ spoil หนังทั้งสองเรื่องนี้

 

1. ปรากฏว่าพอเราได้ดู THE ODYSSEY แล้วเราก็ชอบน้อยกว่าที่คาดนะ และก็คิดว่าการดู IMAX อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราด้วยในกรณีของหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้ดู IMAX นะ เพราะว่าถ้าหากเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอปกติ แล้วเราชอบแค่ในระดับ A+15 เราก็อาจจะสงสัยไปจนชั่วชีวิตว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX แล้วเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นหรือเปล่า 55555 แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX ไปเลย เราก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับ “ความสงสัย” นี้ คือสำหรับเราแล้วการดู IMAX ไม่น่าจะทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แต่มันช่วยขจัด “ความสงสัย” ในใจเราได้

 

ชอบงานเขียนงานวิจารณ์ของคุณ Ming Panha และคุณ Noel Vera ที่มีต่อหนังเรื่อง THE ODYSSEY มาก ๆ อ่านของคุณ Ming Panha แล้วได้ความรู้เยอะมาก ๆ

 

ชอบประโยคนี้ของคุณ Noel Vera มาก ๆ “I sit through three hours of mid storytelling to be rewarded the visual equivalent of hamburger.

 

2. เราว่า THE ODYSSEY ก็สนุกและดูเพลินดีสำหรับเรา ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า TROY (2004, Wolfgang Petersen) นะ เพราะเราว่า Christopher Nolan เป็นคนทำหนัง “สนุก” และเร้าอารมณ์ผู้ชมได้เก่งน่ะ โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ดนตรีประกอบในการหล่อเลี้ยงอารมณ์ตื่นเต้นของผู้ชม เนื้อเรื่องของ ODYSSEY ก็ติดตามได้ง่ายกว่า TROY ด้วย

 

และก็ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่ามินิซีรีส์ THE ODYSSEY (1997, Andrei Konchalovsky, 176min) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ช่อง 7 ด้วย ซึ่งมินิซีรีส์อันนั้นก็ทำได้ดีประมาณนึง แต่มันอาจจะ “สมจริง” เกินไปจนเราไม่ชอบ 55555 เพราะว่าจุดแข็งของเวอร์ชั่น Nolan ก็คือว่า Matt Damon หล่อกว่า Armand Assante น่ะ

 

คือ Armand Assante เป็นนักแสดงที่ดีมากนะ (โดยเฉพาะตอนที่เขาแสดงเป็นนโปเลียนใน NAPOLEON AND JOSEPHINE: A LOVE STORY) และถ้าหากวัดกันตามจริงแล้ว เขาอาจจะดู “สมจริง” กว่า Matt Damon ก็ได้สำหรับบท Odysseus แต่เราว่า Matt Damon ตรงสเปคเรามากกว่า เพราะฉะนั้นพอเราดู Matt Damon ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยได้รับ “ความสุขทางเพศ” ไปด้วย ส่วนในเวอร์ชั่นของ Andrei Konchalovsky นั้น เราอาจจะได้ดู Odysseus ที่สมจริงกว่า แต่เราไม่ได้รับความสุขทางเพศจากการดู 55555 ขอยอมรับตามตรงค่ะ (เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะไม่มีการด่าใครที่ยอมรับตามตรงว่า ชอบหนังเรื่องไหนน้อยลงนิดนึงเพราะดาราหญิงคนนั้นคนนี้ไม่สวยตรงตามสเปค เพราะเราเองก็มีความลำเอียงตรงนี้เช่นเดียวกัน 55555)

 

3. จุดที่โดนเรามากที่สุดจุดนึงในเวอร์ชั่นนี้ ก็คือความ dilemma ของตัวละคร Odysseus ที่ตรงกับตัวละครพระเอกของ OPPENHEIMER (2023, Christopher Nolan, A+30) เพราะว่าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างอาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากเหมือนกัน แต่ทั้งสองไม่ได้ทำไปเพราะความชั่วร้ายอำมหิตในใจ (ไม่ใช่คนประเภทที่มีความสุขในการฆ่าคน) แต่เหมือนสถานการณ์มันพาไปในระดับนึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจดีสำหรับเรา และทั้งสองต่างก็เผชิญกับความรู้สึกผิดในจิตใจที่ไม่น่าจะเลือนหายไปได้ง่าย ๆ เพราะว่าคนจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปเพราะพวกเขา

 

ที่เราว่ามันน่าสนใจดีสำหรับเรา เพราะว่าถ้าหากตัวเราไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสองคนนั้น เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราจะเลือกทำอย่างไร เราจะ

 

3.1 เลือกอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

3.2 หรือว่าเราจะเลือกทำแบบตัวละครทั้งสองคนนี้

 

3.3 หรือว่าเราจะเลือกกระทำอัตวินิบาตกรรม

 

3.4 หรือจะเลือกทำสิ่งอื่น ๆ

 

 เราก็เลยรู้สึกว่า dilemma ของตัวละครพระเอกใน THE ODYSSEY กับ OPPENHEIMER มันน่าสนใจสำหรับเรา และเราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่ต้องเผชิญกับ “สงคราม” และ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” แบบนี้ในชีวิตจริงของเรา

 

4. จุดที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือ choice ของหนัง THE ODYSSEY ในการลดบทบาทของเทพเจ้าลงไปจนเกือบหมด คือในหนังเรื่องนี้มันยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่น ยักษ์ตาเดียว, เวทมนตร์ของ Circe, อสูร Scylla, โลกของคนตาย แต่เทพเจ้าในหนังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย ตัวละครในหนังพูดถึง Zeus และ Poseidon แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจจะแค่เผชิญกับ “ธรรมชาติ” ของท้องฟ้าและท้องทะเล

 

ส่วน Athena นั้นก็น่าจะเป็นเพื่อนในจินตนาการของ Odysseus ที่เกิดมาจากความรู้สึกผิดที่ Odysseus เห็นหญิงชาวทรอยคนนึงถูกบั่นคอกลางวิหารของเทพเจ้า

 

ที่เราบอกว่า “ชอบในระดับปานกลาง” เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้โดนใจอะไรกับสิ่งนี้เป็นการส่วนตัวน่ะ แต่เรามองว่า การที่หนังเลือก choice แบบนี้มันส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าจดจำ คือเวลาที่เรานึกถึง ODYSSEY เวอร์ชั่นของ Nolan หนึ่งในสิ่งแรกที่เราจะนึกถึง ก็คือ Zendaya ในบท “เพื่อนในจินตนาการ” ที่เกิดจาก trauma ของ Odysseus

 

และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า ถ้าหากหนังเลือกไปในอีกทางนึง คือทำเป็นหนังเทพเจ้าตบตีกันอย่างรุนแรงไปเลย หนังเรื่องนี้มันอาจจะ “สนุกยิ่งขึ้น” สำหรับเราก็ได้ 55555

 

5. อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือการที่โนแลนเลือกให้หนังเรื่องนี้สามารถใช้สะท้อนประเด็นการเมืองโลกในยุคปัจจุบันได้ ทั้งเรื่องของวิธีการต้อนรับผู้อพยพ, การอ้างความชอบธรรมแบบผิด ๆ ในการก่อสงคราม และเรื่องของความเสียหายจากสงคราม

 

ซึ่งเราว่าการที่หนังเลือกมาในแนวทางนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้มี “จุดเด่นที่น่าจดจำ” เพียงแต่ว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว

 

6. พอหนังเรื่องนี้เลือกใช้ Matt Damon มารับบทนำ เราก็เลยนึกไปถึง GREEN ZONE (2010, Paul Greengrass) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะฉะนั้นพอเราเอา GREEN ZONE กับ THE ODYSSEY มาต่อกัน เราก็จะได้หนังในจินตนาการเรื่องใหม่ เป็นหนังที่พูดถึง ทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ เขากลายเป็นฟันเฟืองของสงคราม เขาเห็นการฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ในตะวันออกกลาง เห็นการฆ่าหญิงผู้บริสุทธิ์ (Zendaya) จนเขาหลอน กลายเป็น “ทหารผ่านศึก” ที่เผชิญกับ PTSD จนต้องไปรักษาสภาพจิตในโรงพยาบาลนาน 7 ปี (โรงพยาบาล Calypso)  และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเดิมได้หรือไม่

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง GREEN ZONE + THE ODYSSEY ก็เลยอาจจะเหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE FRIENDS ก็นำเสนอตัวละครพระเอกที่คล้ายกับในย่อหน้าข้างต้น

 

พระเอกของ THE FRIENDS เป็นหนุ่มญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีภรรยาที่แสนดี แต่พอเขาถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม เขาก็เผชิญกับความเลวร้าย มีอยู่ครั้งนึงที่เขากับเพื่อน ๆ ทหารญี่ปุ่นอดอยากหิวโหยอยู่ในป่าฟิลิปปินส์เป็นเวลานาน พวกเขาเดินทางรอนแรมอยู่ในป่าจนไปเจอบ้านของชาวบ้านหลังนึง พวกเขาก็เลยจะเข้าไปหาอาหารกินในบ้านหลังนั้น แล้วพวกเขาก็อ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องฆ่าทุกคนในบ้านหลังนั้น ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในบ้านหลังนั้นไปบอกทหารฝ่ายศัตรู หญิงสาวคนนึงในบ้านหลังนั้นวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่า พระเอก (Rentaro Mikuni) ก็เลยวิ่งตามหญิงคนนั้นไป เขาเห็นเส้นผมยาวของหญิงคนนั้นไหวกระทบแผ่นหลังของหญิงคนนั้นขณะที่เธอวิ่งหนีเตลิดไปเรื่อย ๆ และในที่สุดพระเอกก็วิ่งตามไปสังหารหญิงชาวบ้านคนนั้นได้ และในตอนนั้นเขาถึงค้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ท้องโตอยู่ด้วย หญิงคนนั้นไม่ได้วิ่งหนีเพียงเพื่อเอาชีวิตของตัวเองให้รอดเท่านั้น แต่เธอพยายามปกป้องชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ของเธอด้วย

 

พระเอกรอดชีวิตมาได้จากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เราเข้าใจว่าบาปผิดในจิตใจส่งผลให้เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวของตัวเองอีก เขาก็เลยไม่กลับไปหาเมียผู้แสนดีของเขาอีก และเขาก็เลยใช้ชีวิตอย่างเป็นโสดอยู่ตามลำพังตั้งแต่สิ้นสุดสงครามในปี 1945 จนมาถึงยุคปัจจุบันของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือเท่ากับว่าเขา exile ตัวเองออกจากครอบครัวและภรรยาของเขามาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี

 

พอเขามีชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา เขาก็ได้ผูกมิตรกับเด็กชาย 3 คนโดยบังเอิญ เด็กชาย 3 คนนี้ก็เลยพยายามตามหาเมียเก่าของเขา

 

ฉากที่เมียเก่าของเขา (Chikage Awashima) ได้เจอหน้าสามีเก่าของเธอ หลังจากพลัดพรากจากกันมานานกว่า 40 ปี ถือเป็น one of my most favorite scenes of all time เลย คิดถึงฉากนี้ทีไร เราก็ร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปจริง ๆ สำหรับฉากนี้

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ THE ODYSSEY นี่เหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องพูดถึงพิษภัยของสงครามเหมือน ๆ กัน พระเอกของ THE ODYSSEY ก็เป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน รู้สึกผิดบาปกับการฆ่าคนในสงครามเหมือน ๆ กัน และความรู้สึกผิดนั้นก็กัดกร่อนจิตใจเขาอย่างรุนแรงมาก ๆ จนเป็น PTSD เหมือนกัน และพระเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็พลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานด้วย โดย Odysseus นั้นพลัดพรากจาก Penelope เป็นเวลานาน 20 ปี (สิบปีในสงครามกรุงทรอย และอีกสิบปีตอนเดินทางล่องเรือกลับบ้าน) ส่วนพระเอกของ THE FRIENDS นั้นพลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานกว่า 40 ปี แต่เป็นการพลัดพรากที่เกิดจาก “ความรู้สึกผิดบาป” ในใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากนาง Circe, Calypso, สัตว์ยักษ์อะไรใด ๆ

 

แน่นอนว่า เราชอบ THE FRIENDS มากกว่า ODYSSEY อย่างเทียบกันไม่ติด คือเราชอบมาก ๆ ที่ Christopher Nolan พยายามทำตัวละคร Odysseus ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น และเป็นตัวละครที่ relate กับปัญหาการเมืองในยุคปัจจุบันได้ด้วย คือเราว่าความพยายามนี้ของ Nolan เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เราว่า “การทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง” ไม่ใช่จุดแข็งของ Nolan น่ะ เขาไม่ใช่คนที่เก่งหรือถนัดจริง ๆ ในด้านนี้ และยิ่งถ้าหากเอา THE ODYSSEY กับ THE FRIENDS มาฉายเทียบกัน เราก็จะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมาก ๆ

 

7. พอเราดู THE ODYSSEY เราก็พบว่า เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน และเราก็เลยค้นพบว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ชื่นชอบ “สไตล์การกำกับ” ของโนแลนมากเป็นพิเศษน่ะ เพราะว่าสิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา คือ “ไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง” ของเขามากกว่า และสิ่งนี้ขาดหายไปใน THE ODYSSEY เพราะว่าเรารู้โครงเรื่องของ THE ODYSSEY ดีอยู่แล้วก่อนที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะเราเคยอ่านเรื่องพวกนี้จากนิตยสารต่วยตูน พิเศษ, เคยเรียนวิชา Mythology และก็เคยดูมินิซีรีส์ของ Andrei Konchalovsky มาแล้ว และเราก็พบว่า choice ของโนแลนในการสร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยการลดทอนบทบาทของเทพเจ้าลงจนเกือบหมด, ทำให้หนัง relate กับการเมืองในยุคปัจจุบัน และความกล้าหาญในการ casting นักแสดงแบบแหวกขนบ ถือเป็นอะไรที่เราชื่นชม แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับสิ่งเหล่านี้มากนัก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะสนุกกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกมากเท่ากับหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง, มันเล่าเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องดีอยู่แล้ว, มันไม่ได้เล่าเรื่องที่เราสนใจ และมันไม่ได้เล่าเรื่องที่เรารู้สึกอินด้วยมากนัก

 

ถ้าหากให้เรียงลำดับหนังของโนแลนที่เราเคยดู โดยเรียงตามลำดับความชอบ ก็อาจจะได้ดังนี้

 

7.1 MEMENTO (2000)

 

ไอเดียเรื่องการเล่าย้อนหลังเป็นอะไรที่ปังมากสำหรับเรา และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยเมื่อราว 25 ปีก่อน เราก็เลยรู้สึกว้าวกับไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY END (1967, Oldřich Lipský, Czechoslovakia, A+30) ก่อนหน้าที่จะได้ดู MEMENTO เราก็คงชอบ MEMENTO น้อยลงนิดนึง เพราะว่า HAPPY END ก็เล่าเรื่องย้อนหลังเหมือนกัน แต่มันทำมาก่อน MEMENTO ถึง 33 ปี

 

7.2 INTERSTELLAR (2014)

 

ชอบการที่ตัวละครพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน และเราชอบเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากันในแต่ละดวงดาวมาก ๆ เราว่าไอเดียนี้มันปังมาก ๆ และมันทำให้นึกถึงความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ที่ว่า

 

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 50 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 100 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นยามา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 200 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดุสิต: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 400 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นนิมมานรดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 800 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 1,600 ปีในโลกมนุษย์

 

7.3 INCEPTION (2010)

 

ไอเดียของหนังเรื่องนี้ปังมาก ๆ สำหรับเรา ชอบการสร้างโลกของความฝันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และเราก็มักจะ “รู้ตัว” ว่าตัวเองอยู่ในความฝันหลายครั้งด้วย เราก็เลยอินกับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษในจุดนี้

 

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ INCEPTION ในความเห็นของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ Christopher Nolan ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย ก็คือการที่ INCEPTION น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ one of my most favorite Thai films of all time และหนังไทยเรื่องนั้นก็คือ “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” (2011, Tritos Termarbsri, 90min)

 

7.4 OPPENHEIMER (2023)

เราชอบที่เขาหยิบเอาเรื่องของบุคคลคนนี้ขึ้นมาเล่า

 

7.5 THE DARK KNIGHT (2008)

 

เป็นหนึ่งในหนัง superhero เรื่องแรก ๆ ที่เข้าทางเรา เพราะมันสร้างตัวละครผู้ร้ายที่ทำให้เรารู้สึกกลัวมาก ๆ ได้ เหมือนผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้มันลงลึกถึงความดำมืดในจิตใจมนุษย์ได้มากกว่าผู้ร้ายในหนัง superheroes เรื่องก่อน ๆ หน้านี้ที่เราเคยดูมา

 

7.6 TENET (2020)

ไอเดียเรื่องเวลาถอยหลังเป็นอะไรที่ปังมาก

 

7.7 FOLLOWING (1998, UK)

 

หนังยาวเรื่องแรกของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการเขียนบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และความหลงใหลในตัวละครเลว ๆ ฉลาด ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังอีก 2 เรื่องที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คือ THE GAME (1997, David Fincher) และ THE LONGEST NITE (1997, Yau Tat-chi, Johnnie To, Hong Kong) เพราะว่าหนังทั้ง 3 เรื่องเป็น crime film/film noir/thriller ที่มีบทภาพยนตร์ที่สุดตีนมาก ๆ ในด้านการหักเหลี่ยมเฉือนคม, ซับซ้อนซ่อนเงื่อน, พลิกไปพลิกมาเหมือนกัน

 

เราชอบ THE LONGEST NITE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เราว่า THE LONGEST NITE นี่น่าจะเป็น one of my most favorite screenplays of all time ได้เลย ส่วน FOLLOWING นั้นเราก็รู้สึกว่ามันน่าศึกษามาก ๆ ในแง่บทภาพยนตร์แนว film noir

 

7.8 DUNKIRK (2017)

 

7.9 DOODLEBUG (1997, UK, 3min)

เหมือนเป็นหนังขายไอเดียปัง ๆ ซึ่งเราถือว่าเป็นจุดแข็งของ Nolan อยู่แล้ว

 

7.10 THE PRESTIGE (2006)

 

7.11 THE ODYSSEY (2026)

 

7.12 BATMAN BEGINS (2005)

 

7.13 INSOMNIA (2002)

เราว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาคล้าย ๆ THE ODYSSEY เพราะว่า INSOMNIA มันรีเมคมาจากหนังนอร์เวย์ มันก็เลยเหมือนไม่ได้มี “ไอเดียด้านเนื้อเรื่องที่ปัง ๆ” มาจากตัว Nolan เอง

 

7.14 THE DARK KNIGHT RISES (2012)

 

8. ขอเสริมนิดนึงว่า พอเห็นตัวละคร Circe ใน THE ODYSSEY เราก็แอบคิดว่า เธอเหมือนจะเป็นบรรพบุรุษของนางเอก MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) 55555

 

9.  ถ้าหากถามว่า หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกรีกเรื่องไหนที่เราชอบมากที่สุด คำตอบก็คือ ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) เพราะถึงแม้ ELECTRA, MY LOVE จะเล่าเรื่องของตัวละคร Electra ที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว (Electra เป็นบุตรีของ Agamemnon กับ Clytemnestra) แต่ Miklós Jancsó เป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ตัวจริงของจริงน่ะ เขาสามารถดัดแปลงตำนานกรีกยุคโบราณให้กลายเป็น “หนังการเมือง” ที่เราดูแล้วรู้สึกเดือดพล่านและอินด้วยมาก ๆ ได้ เขาสามารถสร้างฉากต่าง ๆ ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันงดงามตระการตาและทรงพลังสุด ๆ ได้ การเคลื่อนกล้องและการจัดวางนักแสดงในแต่ละฉากในหนังของเขานี่ต้องกราบตีนของจริง เขาสามารถสร้างบทพูดของตัวละครที่กลายเป็นบทพูดระดับคลาสสิคได้ และเราชอบที่เขาไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใด ๆ ด้วย เพราะหนังเรื่องนี้บอกไม่ได้ว่าเกิดในยุคสมัยใดบนโลกนี้ เพราะถึงแม้ตัวละครจะแต่งตัวแบบยุคโบราณ แต่ก็มีเฮลิคอปเตอร์มาเข้าฉากในหนังด้วย เราชอบการ create โลกทางภาพยนตร์แบบไม่ต้องแคร์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากใครดู THE ODYSSEY แล้ว เราก็ขอแนะนำให้ดู ELECTRA, MY LOVE ด้วยนะคะ เพราะเนื้อหาของหนังสองเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกันค่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง Agamemnon + Clytemnestra เหมือนๆ กัน

 

ขอจบด้วยตัวอย่าง “บทพูด” ของตัวละครใน ELECTRA, MY LOVE เพื่อแสดงให้เห็นว่า หนังที่สร้างจากตำนานกรีกแบบหนังของ Miklós Jancsó นี่แหละ คือหนังที่เข้าทางเราสุด ๆ ของจริง

 

9.1 " I, Electra, am speaking

Truth speaks and the law

Cursed be every tyrant

And blessed be every man who resists tyranny

Blessed be every man whom a tyrant destroys

 

I, Electra, who doesn't forget

While one person lives who doesn't forget

No one can forget

You have no power over me

Because Electra tortured is Electra

Electra dead is Electra

 

You have no power over me

Because I am justice

Though I know I can't kill you,

I wait and don't forget

Every man you killed lives on in me

 

9.2 “Once upon a time there lived in the faraway orient a wonderful bird. Brighter than the sun, more dazzling than the rainbow, lovelier than a jewel, for it was born of man's eternal dreams. Its father was liberty, its mother happiness. Wherever the bird flew, the heavy clouds parted, the sun shone, rainbows glistened in the sky, suffering abated, the oppressed stood tall, the weary gained strength, the poor grew angry. On it flew, westward, and people's faith grew stronger. Their strength increased.

 

And once landowners and factory workers cease to be, and there is neither bourgeois nor proletarian, rich or poor, oppressor or oppressed. Once there is not too much food for some, and not enough for others, when all may partake equally on the basket of plenty, when all shall sit as equals at justice's table, when the spirit shall shine in every window, then, and only then shall man live a life worthy of him, one of liberty, joy, peace. Yet the firebird shall still fly here above us, and still perish every day, to be reborn even more wondrous the day after. Blessed be your name,

 

REVOLUTION."

 

++++

 

เกือบลืมไปแล้วว่า Shizuka Kudo เคยเป็นสมาชิกวงสามสาววงนี้ด้วย วง Ushirokami Hikaretai (1987-1988) ส่วนสมาชิกอีกสองคนในวงคือ Akiko Ikuina และ Makiko Saito

https://www.youtube.com/watch?v=7878-4z_mgI

 

 

 

Wednesday, August 12, 2026

TIMELINE OF MYTHOLOGIES

 

จาก กฤตยา ของทมยันตี ถึง THE ODYSSEY และ GLADIATOR

 

เราเพิ่งได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15) พอดูแล้วก็เลยงงว่า เหตุการณ์อะไรเกิดก่อนเกิดหลังเมื่อเทียบกับเรื่องเล่าเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยได้ยินได้ฟังมา ก็เลยขอจดบันทึกไว้ว่า ลำดับเหตุการณ์ในเรื่องเล่าในหนัง/การ์ตูน/ละครต่าง ๆ น่าจะเป็นดังนี้

 

1. เทพธิดาแอตแลนติส ATLANTIS (Tomi Hoshikawa, Japan, cartoon)

 

Plato บอกว่า ทวีปแอตแลนติสล่มสลายเมื่อ 9600 ปีก่อนคริสตกาล เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องใน “เทพธิดาแอตแลนติส” น่าจะเก่าสุด เพราะน่าจะเกิดขึ้นราว 11600 ปีก่อน

 

2. Queen Akasha ใน QUEEN OF THE DAMNED (2002, Michael Rymer, USA/Australia, A+30)

 

Queen Akasha ถือกำเนิดขึ้นในเมือง Uruk (ปัจจุบันนี้อยู่ในอิรัก) ในปี 4025 ก่อนคริสตกาล หรือเมื่อ 6051 ปีก่อน

 

3. THE SCORPION KING (2002, Chuck Russell)

 

เนื้อเรื่องเกิดขึ้นราว 3067-3087 ปีก่อนคริสตกาล

 

4. กฤตยา (1989, วรยุทธ พิชัยศรทัต, TV series, A+30)

 

เนื้อเรื่องส่วนสำคัญในกฤตยา (ซึ่งสร้างจากนิยายของทมยันตี) เกิดขึ้นในยุคของฟาโรห์สเมนคาเร และราชินีเมอริตาเตน โดยฟาโรห์สเมนคาเรเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ พระองค์ครองราชย์ในปี 1336-1334 ก่อนคริสตกาล และอาจจะเป็นพระบิดาของฟาโรห์ตุตันคาเมน

 

5. สวรรค์ลำน้ำแดง หรือ RED RIVER (1995-2002, Shinohara Chie, Japan, cartoon)

 

เนื้อเรื่องเกิดในยุคของ King Suppiluliuma I ของอาณาจักรฮิตไตต์ ซึ่งครองราชย์ในปี 1350-1322 ก่อนคริสตกาล ซึ่งน่าจะคาบเกี่ยวกับยุคของฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์

 

6. THE MUMMY (1999, Stephen Sommers)

 

เนื้อเรื่องเกิดในยุคของฟาโรห์เซติที่ 1 ที่ครองราชย์ในปี 1294-1279 ก่อนคริสตกาล พระองค์เป็นฟาโรห์องค์ที่สองของราชวงศ์ที่ 19 ของอียิปต์

 

7. THE PRINCE OF EGYPT (1998, Brenda Chapman, Steve Hickner, Simon Wells, animation)

8. EXODUS: GODS AND KINGS (2014, Ridley Scott)

9. THE TEN COMMANDMENTS (1956, Cecil B. DeMille, 220min, A+30)

10. MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany, A+30)

 

เนื้อเรื่องของหนัง 4 เรื่องนี้น่าจะเกิดในยุคของฟาโรห์ Rameses II ที่มีชีวิตในปี 1303-1213 ก่อนคริสตกาล พระองค์เป็นฟาโรห์องค์ที่ 3 ในราชวงศ์ที่ 19 ของอียิปต์

 

11. JASON AND THE ARGONAUTS (1963, Don Chaffey)

12. MEDEA (1969, Pier Paolo Pasolini, Italy, 118min)

13. MEDEA (1988, Lars von Trier, Denmark)

 

เนื้อเรื่องในหนัง 3 เรื่องนี้มาจากตำนานเจสันกับอภินิหารขนแกะทองคำ ซึ่งในตำนานเจสันต้นฉบับนั้น เดาว่าเนื้อเรื่องน่าจะเกิดราว 30 ปีก่อนสงครามกรุงทรอย หรือเกิดราว 1280 ปีก่อนคริสตกาลมั้ง เพราะว่าลูกเรือหลายคนเป็นพ่อของนักรบในสงครามกรุงทรอย อย่างเช่น

 

Peleus ลูกเรืออาร์โก เป็นพ่อของ Achilles (Brad Pitt)

Telamon ลูกเรืออาร์โก เป็นพ่อของ Ajax (Tyler Mane)

Laertes ลูกเรืออาร์โก เป็นพ่อของ Odysseus (Matt Damon)

 

14. TROY (2004, Wolfgang Petersen)

 

Herodotus บอกว่า สงครามกรุงทรอยเกิดขึ้นในปี 1250 ก่อนคริสตกาล

 

15. THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan)

 

Google บอกว่า เนื้อเรื่องน่าจะเกิดในยุคราว ๆ 1200 ปีก่อนคริสตกาล ต่อจากสงครามกรุงทรอย

 

16. SAMSON AND DELILAH (1949, Cecil B. DeMille)

 

Google บอกว่า เนื้อเรื่องของ SAMSON AND DELILAH น่าจะเกิดราว 1100-1200 ปีก่อนคริสตกาล หลังยุคของโมเสส

 

(Edit เพิ่ม 16.1 DAVID AND GOLIATH (1960, Ferdinando Baldi, Richard Pottier, Orson Welles, Italy) เนื้อเรื่องเกิดในปี 1020 ก่อนคริสตกาล)

 

17. SOLOMON AND SHEBA (1959, King Vidor)

กษัตริย์โซโลมอนครองราชย์ในปี 970-931 ก่อนคริสตกาล

 

18. JUDITH BEHEADING HOLOFERNES (1602, Caravaggio, painting)

 

ภาพวาดนี้มาจากตำนานจูดิธ สาวชาวยิวที่ฆ่านายพลโฮโลเฟอร์เนสของอัสซีเรีย โดยกษัตริย์ของอัสซีเรียในยุคนั้นคือ Ashurbanipal ที่ครองราชย์ในปี 669-631 ก่อนคริสตกาล ส่วนกษัตริย์ของอาณาจักรยูดาห์ในยุคนั้นคือ Manasseh ที่ครองราชย์ในปี 697-643 ก่อนคริสตกาล

 

หลังจากยุคของตำนานข้างต้น ก็เป็นยุคของอาณาจักรโรมันและอาณาจักรอื่น ๆ ต่อมา ซึ่งเราเคยทำ timeline ไว้บ้างแล้ว ดังนี้

 

19.CORIOLANUS (2011, Ralph Fiennes) 488BC

20. 300 (2006, Zack Snyder) 480BC

21. THE DEATH OF EMPEDOCLES; OR, WHEN THE GREEN OF THE EARTH SHINES ANEW FOR YOU (1987, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany) 434BC

 

Empedocles นักปรัชญาชาวกรีกตายปี 434 ก่อนคริสตกาล

 

22. ALEXANDER (2004, Oliver Stone, 175min)
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาเซโดเนียมีชีวิตในปี 356-323 ก่อนคริสต์ศักราช

23. SPARTACUS (1960, Stanley Kubrick) 71BC

24.CORNEILLE-BRECHT (2009, Jean-Marie Straub, Cornelia Geiser) 56BC

25. CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz) 31BC

26. BEN-HUR (1959, William Wyler) around 30AD?

 

27. SALOME (1972, Carmelo Bene, Italy) around 28-32AD

28.CALIGULA (1979, Tinto Brass) 38AD

29.BRITANNICUS (2018, Stephane Braunschweig) 55AD

30.CRYSTAL DRAGON (1979, Ashibe Yuho, Japanese cartoon) 61AD

ตัวละครในการ์ตูนเรื่องนี้ครอบคลุมถึง “ผู้ประพันธ์ Satyricon” ซึ่งอยู่ในยุคของจักรพรรดิเนโรของโรมัน และครอบคลุมถึงราชินี Boadicea แห่งชนเผ่า Iceni ที่ครองราชย์ในปีค.ศ. 60-61 ด้วย

 

31. EYES DO NOT WANT TO CLOSE AT ALL TIMES, OR, PERHAPS ONE DAY ROME WILL ALLOW HERSELF TO CHOOSE IN HER TURN (1970, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany) 69AD

 

ยุคของจักรพรรดิ Galba ที่ครองราชย์ต่อจากจักรพรรดิเนโร

 

32. POMPEII (2014, Paul W.S. Anderson) 79AD

33. ROMAN BATH (2012, Hideki Takeuchi, Japan) 128AD
เนื้อเรื่องเกิดในยุคของจักรพรรดิ Hadrian

34. GLADIATOR (2000, Ridley Scott) 180AD

35. THE FALL OF THE ROMAN EMPIRE (1964, Anthony Mann) 180AD

36. AGORA (2009, Alejandro Amenabar) 391AD

 

37. DIE NIBELUNGEN (1924, Fritz Lang, Germany, 229min, A+30) 436AD

 

เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้พูดถึงการที่กองทัพชาว Huns บุกเข้าทำลายอาณาจักร Burgundy ในปี 436 (อันนี้ไม่เกี่ยวกับอาณาจักรโรมันแล้ว แต่เราใส่เข้ามาด้วย)

 

38. EXCALIBUR (1981, John Boorman, UK) 400-500AD

39. THE GREEN KNIGHT (2021, David Lowery) 400-500AD

40. LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson, France, A+30) 400-550AD

 

หนังทั้ง 3 เรื่องเกิดในยุคของ KING ARTHUR

 

41.POPE JOAN (2009, Sönke Wortmann, Germany) 855-858AD

 

ส่วน “เทียนฟง คนตรง 3000 ปี” หรือ A TERRA-COTTA WARRIOR (1989, Ching Siu-tung, Hong Kong, A+30) นั้น เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในจีนในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่ครองราชย์ในปี 221-210 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเท่ากับว่า เนื้อเรื่องใน “เทียนฟง คนตรง 3000 ปี” เกิดหลัง ALEXANDER แต่เกิดก่อน SPARTACUS

 

 


Tuesday, August 11, 2026

LITTLE POEMS IN PROSE

 

มันเด้งขึ้นมาแดก HUNGRY (2026, James Nunn, UK/USA, A+15) ในชีวิตจริง

+++

 

เราชอบหนังกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX มาก ๆ นั่นก็คือ “หนังที่มีตัวละครพูดความจริง แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่เชื่อ” อย่าง GOTHIKA นี่ก็ชัดเลย

 

ส่วนหนังในกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX ที่เราชอบมากที่สุด ก็คือ THE LADY VANISHES (1938, Alfred Hitchcock, UK) ซึ่งถือเป็นหนังของ Hitchcock ที่เราชอบมากที่สุดด้วยเช่นกัน

+++

 

AND THEN THERE WAS LIGHT เคยติดอันดับ 13 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2013 ตอนนั้นคุณ Ratchapoom เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายที่ห้องสมุดมหาลัย ธรรมศาสตร์

https://www.sensesofcinema.com/2014/2013-world-poll/2013-world-poll-part-3-2/#9

++++

 

Favorite Cover Song: PAPA DON’T PREACH (1987) – Yoko Nagayama

 

เราชอบเพลง PAPA DON’T PREACH (1986) ของ Madonna มาก ๆ และเราก็เพิ่งได้ฟัง cover เวอร์ชั่นของ Yoko Nagayama ที่ออกมาในปี 1987 ปรากฏว่าไพเราะมาก ๆ เช่นกัน เราว่าการ cover เพลงของมาดอนน่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Yoko Nagayama ทำออกมาได้ถูกใจเรามาก ๆ

 

เพลง PAPA DON’T PREACH นี้อยู่ในอัลบัม VENUS (1987) ของ Yoko Nagayama ซึ่งเห็นชื่ออัลบัมแล้วทุกคนก็คงเดาออกว่า มันมีการ cover เพลง VENUS ของ Bananarama อยู่ในอัลบัมชุดนี้ด้วย

 

Yoko Nagayama

https://youtu.be/TUywsDJkpOA?si=oE_MExzSxuhWU1x6

 

Madonna

https://www.youtube.com/watch?v=G333Is7VPOg

+++

 

MEDUSAE (2017, Pam Miras, Philippines, 87min) เข้าโรงฉายในกรุงเทพแล้วนะ

+++

 

คือ THE ODYSSEY เข้าฉายในไทยมานาน 26 วันแล้ว เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะตอนแรกเรากะว่าจะดู IMAX แต่วันนี้เช็คแล้วพบว่าโรง IMAX คนยังคงแน่นขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราคงถอดใจ ขี้เกียจรออีกต่อไปแล้ว เดี๋ยวเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอธรรมดาก็ได้ ไม่งั้นชีวิตไม่ได้ move on สักที 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้ดู DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) ดูแล้วก็เลยอยากกิน “บ่อบี๋ก้วย” มาก ๆ เห็นเขาบอกว่ามันคือขนมกุ้ยช่ายที่ทำจากแป้งมัน แทนที่จะทำจากแป้งข้าวเจ้าเหมือนขนมกุ้ยช่ายทั่วไป

 

ถ้าหากใครรู้ว่าที่ไหนมี บ่อบี๋ก้วย อร่อยๆ ขาย ก็บอกเราด้วยนะ

 

อันนี้เราให้ GROK AI ลองทำคลิปหนุ่มจีนกินอาหารจีน แต่เราไม่รู้ว่า พวกตัวอักษรที่ติดอยู่ตามฝาผนังในคลิปที่ AI สร้างขึ้นนี้ มันแปลว่าอะไร มีใครรู้บ้าง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02i8XYwLZB7tYMBBvm493pW2To1YuQaMCfEMk5v2vK57WTN2ncvTHrP35gJfx3kPShl

+++

 

แอบสงสัยว่า รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เป็นอะไรกับคุณชวิณี เกษบุญชู ผู้แต่งเพลง มหัศจรรย์แห่งรัก (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), ความคิดถึงเดินทางไป (นรีกระจ่าง คันธมาส), ดอกไม้ในเปลวไฟ (สุกัญญา มิเกล), ใจสองใจ (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), รักเธอ (ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน), มุมหนึ่งในหัวใจ (วิยะดา โกมารกุล ณ นคร), etc.

 

คือช่วงนี้เราหยิบ tape cassette อัลบัมชุด BOOTLEG (1995) ของสุกัญญา มิเกล กลับมาฟังอีกครั้ง ชอบสุดขีดมาก ๆ คลาสสิคจริง ๆ

 

เพลง “ดอกไม้ในเปลวไฟ” ของสุกัญญา มิเกลทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักมาก ๆ เราอินกับเนื้อเพลงนี้มาก ๆ (แต่จริง ๆ แล้วเราว่าดนตรีของเพลงนี้มันร็อคเกินไปสำหรับเรา) ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต

 

เราก็เลยสนใจว่าใครแต่งเนื้อเพลงนี้ ก็เลยพบว่าคนแต่งเพลงนี้คือคุณชวิณี เกษบุญชู เราก็เลยลองถาม AI ดูว่าคุณชวิณีเป็นอะไรกับอาจารย์กุลลดา แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบจาก AI เป็นสิ่งที่เชื่อถือได้หรือเปล่า

 

เพลงในอัลบัม BOOTLEG (1995) เรียงตามลำดับความชอบ

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. ดอกไม้ในเปลวไฟ

 

2. รักเธอจริง ๆ

 

3. ดีดีกันไว้

 

4. จีบเอาเป็น

 

5. จีบเอาตาย

 

6. ตัดพ้อ

 

7. ONE (cover จากเพลงของ U2)

 

8. ฮึด

 

9. ขอตัวน๊ะ

 

10. HIPPY HIPPY SHAKE

ดอกไม้ในเปลวไฟ

https://youtu.be/KZ8WFOhcmC8?si=K5P2IFVKynTmvaB6

 

ผลงานเพลงของคุณชวิณี เกษบุญชู

https://waewtawan.wordpress.com/2010/04/02/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%B5/

 

+++

 

เราเคยดู BEIJING BASTARDS (1993, Zhang Yuan) หนังเรื่องนี้เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในช่วงต้นปี 1997

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง THE TERROR LIVE (2013, Kim Byung-woo, South Korea) กับหนังเรื่อง SHOWTIME 7 (2025, Kazutaka Watanabe, Japan) ที่รีเมคมาจาก THE TERROR LIVE ตอนที่เราดูหนังสองเรื่องนี้เราก็นึกไม่ถึงว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นในประเทศไทย

+++

LITTLE POEMS IN PROSE (2025, Radu Jude, Andrei Rus, Romania, documentary, 35min, A+30)

 

1. เหี้ยจริง ๆๆๆๆๆๆ 55555 (คำชม)

 

2. หนังเรื่องนี้เป็นการรวบรวมคลิปเหี้ย ๆ ห่า ๆ ใน Tiktok ของโรมาเนียมารวมกัน ซึ่งพอมันมี Radu Jude มาเป็นคนคัดสรร ก็รับประกันได้เลยว่ามันต้องเหี้ยแน่ ๆ

 

3. แน่นอนว่าคลิปที่เราชอบมากที่สุดก็คือคลิปที่หมีตัวใหญ่ตัวนึงถูหลังกับเสาไปเรื่อย ๆ โดยมีเพลงประกอบเป็นเพลง STOP (1988) ของ Sam Brown ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงสุดโปรดของเรา

 

4. อีกคลิปที่ชอบสุดขีดก็คือคลิปหญิงโรมาเนียมีอาการสติแตกเมื่อดูข่าวเกี่ยวกับ Donald Trump

 

5. แต่ละตัวในแต่ละคลิป tiktok มันแรงมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุด

 

6. ชอบมาก ๆ ที่พอดูคลิปเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ มันก็เหมือนทำให้เราได้เห็น “ชาวบ้าน” จริง ๆ ของโรมาเนีย ได้เห็นว่าชาวบ้านโรมาเนียเหล่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตในบ้านช่องแบบไหน และมีความสุขกับอะไร จินตนาการถึงอะไร

 

7. ชอบคลิปที่หญิงชาวจีนร้องเพลงโรมาเนียไปเรื่อย ๆ ด้วย

 

8. Manuel Asin เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ เพราะเขาเขียนว่าหนังเรื่องนี้มันสอดคล้องกับหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Radu Jude ในแง่ที่ว่า “In films such as The Dead Nation (2017), The Exit of the Trains (2020), Caricaturana (2021) and Eight Postcards from Utopia (2024), the appropriated images stop being stable documents and are turned into areas of confrontation where the political tensions of a society emerge. 

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

+++

 

YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines/USA, 7min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด หนังเหมือนเน้นถ่ายหนองน้ำแห่งหนึ่ง และจอกแหนในหนองน้ำแห่งนั้น หนังไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ

 

2. หนังใส่ฉากของผู้ชายคนหนึ่ง และเด็กเข้าไปในหนังด้วย และก็เน้นการซ้อนภาพถ่ายของผู้ชายเข้าไปบนผิวน้ำ

 

อีกฉากนึงที่เด่นในหนังเรื่องนี้คือฉากการโปรยอัฐิลงในน้ำ (เราเข้าใจว่าอย่างนั้นนะ)

 

3. ชอบที่หนังเล่นกับ “เงาสะท้อนบนผิวน้ำ” กับ “เทคนิค superimposition” ในภาพยนตร์ ความวูบไหวของผิวน้ำและภาพถ่ายบนผิวน้ำ ก็ทำให้นึกถึงความฝันและความทรงจำ ผิวน้ำที่ดูค่อนข้างดำมืดก็ทำให้นึกถึงความลึกลับของชีวิตมนุษย์ด้วย

 

4. เราชอบ sound ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ มันเหมือนมี “เสียงเอี้ยดอ้าด” ของอะไรก็ไม่รู้ดังอยู่ในหนังเรื่องนี้ และมีเสียงของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นภาพอยู่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเสียงเหล่านี้เราว่ามันเล่นกับระบบประสาทของผู้ชมอย่างเราได้ดีมาก ๆ มันเหมือนการประกอบกันของภาพและเสียงที่ไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ โดยตรงในหนังเรื่องนี้ มันช่วยเปิดประสาทของเราให้รับรู้ถึงความงดงามบางอย่าง

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

 

https://www.festivalscope.com/film/you-dreamt-you-saw-yourself-but-couldnt-see-your-face/

 

Sunday, August 09, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

อยากดู STROMBOLI (1950, Roberto Rossellini), EUROPE ’51 (1951, Roberto Rossellini), JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) และ A MATTER OF LIFE AND DEATH (1946, Michael Powell, Emeric Pressburger) หวังว่าจะมีคนนำหนัง 4 เรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้กิน Beetroot pasta ชอบสีของพาสต้ามาก ๆ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าสี red pink หรือเปล่า

+++

 

RIP WILLIAM ORBIT (1956-2026)

 

ชอบเพลง BARBER’S ADAGIO FOR STRINGS (1999) ของ William Orbit มาก ๆ นึกว่าต้องใช้เพลงนี้เป็นเพลงธีมของตัวละครอะไรสักตัวในโลกจินตนาการของเรา

+++

 

เราชอบเพลง CLOSE BUT NO CIGAR (1992) ของ Thomas Dolby มาก ๆ

+++

 

นางตัวร้ายที่ดูโง่มาก แต่เราชอบมาก

 

ก็คือนางตัวร้ายที่ใช้ร่มเป็นอาวุธ ในละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, Japan, TV series, 42 episodes, A+30) เธอดูโง่มาก แต่เราประทับใจ 55555

https://in.pinterest.com/pin/778419116879366895/

+++

 

เมื่อวานนี้เราก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนนี้เหมือนกัน แต่เราไม่ทันสังเกตว่ามันไม่มีเสียง พอวันนี้ได้อ่านข่าวแล้วก็ประทับใจ เพราะทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า “เป็นการตั้งใจส่งข้อความแบบไม่มีเสียง เนื่องจากหากโทรศัพท์ของผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุมีเสียงแจ้งเตือน อาจเปิดเผยตำแหน่งและเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น จึงแตกต่างจากกรณีภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมฉับพลัน ที่จำเป็นต้องใช้เสียงแจ้งเตือนเพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพ”

+++

 

2026

 

เป็นปีที่มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นเยอะมากในไทย จนต้องเริ่มโน้ตไว้

 

(ข้อมูลจาก google, AI, BBC)

 

16 พ.ค.

เหตุการณ์รถไฟสินค้าพุ่งชนรถเมล์สาย 206 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 15.36 น. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน กรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย

 

12 ก.ค.

เวลาประมาณ 23.57 น. เพลิงไหม้ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดัง (โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บ 73 ราย

 

26 ก.ค.

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าจับกุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี และนายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" อายุ 39 ปี จากเบาะแสการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย น.ส.ไดอานา นาซีโมวา อายุ 22 ปี และนายโรมัน นาซีโมวา อายุ 17 ปี ซึ่งขาดการติดต่อกับผู้ใกล้ชิดไปโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 

 

แต่ก่อนหน้านี้นายป๋องพร้อมพวกอีก 3 คน ได้แก่ นายธง, นายอัษฎางค์ หรือ "บอล" ชูวงษ์ อายุ 25 ปี และ นายชัชนันท์ หรือ "ฟลุ๊ค" แป้นเอี่ยม อายุ 23 ปี ร่วมกันลงมือสังหารสามพ่อแม่ลูกชาวไทยและนำศพไปฝังไกลจากจุดที่ฝังอำพรางศพพี่น้องชาวรัสเซียประมาณ 2 กิโลเมตร

 

รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายได้แก่ นายวิเชียร วงษา อายุ 53 ปี (บิดา), น.ส.ฉันทนา วงษา อายุ 50 ปี (มารดา) และ น.ส.นิชาภา วงษา อายุ 18 ปี ลูกสาว ทั้งหมดเป็นชาวบ้านใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลุบรี ซึ่งญาติแจ้งความคนหายกับ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา

 

7 ส.ค.

เหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 8 ราย ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บล่าสุดมี 22 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนที่บาดเจ็บสาหัส 7 ราย

 

แล้วก็ยังมีปัญหามลพิษในแม่น้ำภาคเหนือจากเหมืองแร่ต่าง ๆ ใน Myanmar, แผนลอบสังหารนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม และนายสุนทร คมคาย สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม, etc.

 

ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไปในปีนี้

 

ภาพจาก 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke, Austria)

+++

 

ซื้อขนมลูกตายี่ห้อ Trolli มากิน เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

+++

 

อยากดูหนังที่ Clint Eastwood กำกับหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น

 

1. BIRD

ติดอันดับ 5 ประจำปี 1988 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

2. TRUE CRIME

ติดอันดับ 6 ประจำปี 1999 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

3. SPACE COWBOYS

ติดอันดับ 9 ประจำปี 2000 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

4. FLAGS OF OUR FATHERS

ติดอันดับ 10 ประจำปี 2006 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

5. THE MULE

ติดอันดับ 8 ประจำปี 2019 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

NATHALIE GRANGER (1972, Marguerite Duras, France, 83min)

+  JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, Belgium, 202min)

+ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, Thailand, video installation, 208min)

 

1. หนัง 3 เรื่องที่ใช้ชื่อตัวละครหญิงมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ต่างก็เน้นไปที่ “กิจวัตรประจำวัน” ของตัวละครหญิง แทนที่จะเน้นการเล่าเรื่องแบบ “ตัวละครเอกเผชิญอุปสรรคสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องเอาชนะให้ได้” ตามสูตรสำเร็จของภาพยนตร์โดยทั่ว ๆ ไป การที่หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเชิดชู “กิจวัตรประจำวันของตัวละครหญิง” แทนที่จะเน้น “เหตุการณ์ดราม่าอันยิ่งใหญ่” ส่งผลให้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้เหมาะที่จะนำมาฉายเทียบเคียงกันมาก ๆ

 

2. ถึงแม้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีสิ่งที่เหมือนกันตามย่อหน้าข้างต้น และก็ถือเป็นหนังที่เรารักอย่างสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็มีข้อแตกต่างกันที่น่าสนใจ อย่างแรกก็คือชื่อหนัง ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นจุดโฟกัสที่แตกต่างกันไปของหนังทั้ง 3 เรื่องนี้

 

2.1 NATHALIE GRANGER นั้นตั้งชื่อหนังตามชื่อตัวละครประกอบ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ส่วนตัวละครนำหญิงสองคนในเรื่องนี้คือ Isabelle (Lucia Bosé) และ “ผู้หญิงอีกคน” (Jeanne Moreau)

 

การตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ก็เลยถือเป็นปริศนาที่น่าขบคิด ว่าเพราะเหตุใดหนังถึงตั้งชื่อว่า NATHALIE GRANGER และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังก็อาจจะมองได้ว่าเป็นปริศนาที่น่าขบคิด เพราะหนังนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกชัดว่า “มันดำรงอยู่เพื่อจะบอกอะไรแก่ผู้ชม” หนังนำเสนอกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงสองคนที่น่าจะเป็นชนชั้นกลางฐานะดีประมาณนึง และหนังก็ไม่ได้บอกว่า ชีวิตของทั้งสองคนนี้มีความสำคัญอะไร มีเซลส์แมน (Gerard Depardieu) โผล่เข้ามาเจอสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร และก็มี “ฆาตกรสองคน” ออกอาละวาดใกล้บ้านของสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างที่น่าสนใจก็ได้ อย่างเช่น การฉีกหนังสือพิมพ์, การคว่ำรถเข็นเด็ก, etc.

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ชื่อหนัง รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายในหนัง มันอาจจะเอื้อให้ผู้ชมบางคนนำไปขบคิดหาความหมายในการดำรงอยู่ของมัน หรือในมุมมองของเรานั้น เราไม่ได้ตีความอะไรใด ๆ มากนัก เราไม่ได้ตีความชื่อเรื่อง หรือพยายามตีความเหตุการณ์ใด ๆ ในหนังอย่างจริงจัง แค่เราได้ดูสิ่งต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็มีความสุขสุดขีดแล้ว และเราก็มีความสุขเช่นกันกับการได้อ่านการตีความหนังเรื่องนี้ในแง่มุมของผู้ชมคนอื่น ๆ เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันสร้างความเพลิดเพลินให้กับเราได้ทั้งในสองระดับ เราดูแบบไม่ตีความเราก็มีความสุขมาก ๆ หรือถ้าหากคนดูคนอื่นๆ จะตีความ เราก็มีความสุขมาก ๆ เช่นกันกับการได้อ่านสิ่งที่คนอื่น ๆ  ตีความ

 

2.2 ชื่อเรื่องของ JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็น่าสนใจมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ชื่อตัวละคร แต่มีที่อยู่ของตัวละครด้วย ซึ่งเป็นที่อยู่เหมือนกับที่อยู่ที่ใช้ในการจ่าหน้าซองจดหมาย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แต่เราชอบมากที่

 

2.2.1 ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงการที่ Jeanne ติดต่อสื่อสารกับ sister ของเธอที่อยู่แคนาดา โดยผ่านทาง “จดหมาย”

 

2.2.2 การตั้งชื่อหนังแบบนี้ มันประหลาดและ unique ดี

 

2.2.3 เราชอบที่มันไม่มีคำ adjective ในชื่อหนังเรื่องนี้เลย เหมือนมันระบุถึงตัวตนของ Jeanne ในแบบที่ objective มาก ๆ ไม่มีการบรรยายถึงตัวตนของเธอโดยใช้คำ adjective เช่น young, old, beautiful, pretty, quiet, kind, cruel, crazy, witty, etc. เหมือนชื่อหนังเรื่องนี้ไม่มีการ judge ตัวตนใด ๆ ของ Jeanne แต่ปล่อยให้ผู้ชมประเมิน Jeanne ด้วยตัวเอง และผู้ชมแต่ละคนสามารถคิดหาคำคุณศัพท์มาใช้บรรยาย Jeanne ได้ด้วยตัวเอง

 

คือพอมันไม่มีคำคุณศัพท์ใด ๆ ไปกำกับ, ไป judge หรือไป “ครอบ” ตัวตนของ Jeanne ในชื่อเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าชื่อหนังเรื่องนี้มันเปิดโอกาสให้เรามอง “ตัวละคร” ในหนัง และอาจจะรวมถึงเปิดโอกาสให้เรามองบุคคลอื่น ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง โดย judge คนเหล่านี้น้อยลง และมองพวกเขาด้วยสายตาหรือด้วยหัวใจที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น มองเห็นความซับซ้อนของพวกเขาที่ในบางครั้งการใช้คำคุณศัพท์ใดๆ ไปบรรยายคนคนนั้นก็อาจจะกลายเป็นการลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้นลงไปได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

2.2.4 การที่ชื่อหนังเรื่องนี้เน้น “ที่อยู่อาศัย” ของ Jeanne มันก็อาจจะเป็นการสอดคล้องกับจุดโฟกัสสำคัญจุดนึงของหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเรื่องที่ Jeanne รับมือกับที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวเอง

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เน้นเรื่องสภาพที่อยู่อาศัยของ Jeanne น่ะ อย่างเช่นเรื่อง “เตียงนอนที่พับเก็บได้”, การเปิดปิดไฟตามทางเดิน, การประยุกต์ใช้ “บ้าน” เป็น “สถานที่ทำงานหาเงิน” และการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ในบ้านในการทำกิจวัตรประจำวัน

 

2.3 ส่วนชื่อเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หนังเรื่องนี้เน้นไปที่ความสามารถในการปั้นหม้อของคุณยายแบ่ง

 

เราก็เลยชอบชื่อหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ เพราะมันบ่งชี้ถึงจุดเด่นของหนังทั้ง 3 เรื่องได้ดี ชื่อหนัง NATHALIE GRANGER มันเหมือนเป็นปริศนาที่ท้าทายการตีความ, ชื่อหนัง JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็ทำให้เราโฟกัสไปยังที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวละคร และการมองมนุษย์โดยไม่ไปตัดสินและไม่ไปลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้น ส่วนชื่อหนัง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คุณยายแบ่งมีจุดเด่นเรื่องความสามารถในการปั้นหม้อ

 

3. ชอบ “การใช้แรงงานของผู้หญิง” ที่แตกต่างกันไปในหนังทั้ง 3 เรื่องด้วย

 

3.1 ตัวละครหญิงใน NATHALIE GRANGER มีฐานะดีที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ และพวกเธอก็ใช้แรงงานน้อยสุด แต่หนังก็ focus ไปยังกิจวัตรประจำวันบางอย่างของพวกเธอได้อย่างน่าประทับใจมาก หนังเรื่องนี้สามารถทำให้ “การเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะอาหาร” ซึ่งดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่ very uncinematic กลายเป็นอะไรที่ “เพริศแพร้วพิลาสพิไลงดงามจนสุดจะบรรยาย” ในโลกภาพยนตร์ขึ้นมาได้ โคตรมหัศจรรย์ของจริง

 

ชอบที่หนังมัน focus ไปยังสิ่งที่ยากจะพบเห็นในหนังเรื่องอื่น ๆ ทั้งการล้างจาน, เช็ดจานให้แห้ง, การเผาใบไม้, etc. กิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยถูกมองข้ามจากโลกภาพยนตร์ กลายเป็นอะไรที่เริ่มสำคัญขึ้นมา

 

3.2 หลังจากหนังเรื่อง NATHALIE GRANGER กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านก็ถูกเน้นย้ำให้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีกในหนังเรื่อง JEANNE DIELMAN และการที่ตัวละครนางเอกของ JEANNE DIELMAN มีฐานะยากจนกว่านางเอกสองคนของ NATHALIE GRANGER การใช้แรงงานของ Jeanne ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งขึ้นตามไปด้วย เพราะการทำงานต่าง ๆ ของ Jeanne ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งการทำอาหารที่มีขั้นตอนต่าง ๆ, การดูแลรักษาบ้าน และการขายบริการทางเพศ

 

เหมือน JEANNE DIELMAN เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสหรือเข้าใกล้ชีวิตแม่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามในโลกภาพยนตร์ยุคนั้นน่ะ ทั้งการปอกมันฝรั่ง, การเตรียมเนื้อสัตว์, การต้มกาแฟ, การล้างจาน, การขัดรองเท้า, การเก็บเตียงพับได้, การขัดอ่างอาบน้ำ, การรีดเสื้อผ้า, การไปซื้อของที่ร้านของชำ, etc. แรงงานในการทำงานเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมาก่อน และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

 

3.3 เพราะฉะนั้นพอเราดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง JEANNE DIELMAN มาก ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เน้นย้ำไปที่กิจวัตรประจำวันของผู้หญิงเหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องต่างก็เน้นย้ำทั้ง “กิจวัตรประจำวันที่ไม่ได้ทำเงิน” อย่างเช่น การทำอาหาร และ “กิจวัตรประจำวันในการทำงานหาเลี้ยงชีพ” เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวละครนำในหนังสองเรื่องนี้ทำงานแตกต่างกัน และจุดแตกต่างสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ได้มีพัฒนาการของตัวละคร หนังไทยเรื่องนี้เป็นสารคดีที่พาเราไปดูชีวิตประจำวันเพียง 1 วันของคุณยายแบ่ง ส่วน JEANNE DIELMAN นั้น ตัวละครเผชิญกับ “ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

ก็เลยสรุปได้ว่า พอเราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง NATHALIE GRANGER กับ JEANNE DIELMAN มาก ๆ เหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันมีจุดที่เหมือนกันและจุดที่แตกต่างกัน และน่าจะนำมาวิเคราะห์เทียบเคียงกันมาก ๆ

 

4. ต่อไปนี้เป็นการสรุปเนื้อเรื่องเท่าที่เราพอจับได้ใน  UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มันจะซ้ำ ๆ กับที่เราเคยโพสท์ถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้ว 3 รอบก่อนหน้านี้ 55555

 

อย่างไรก็ดี “เนื้อเรื่อง” ของ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่เราได้ดูและ “ได้ใช้เวลา” ไปกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้

 

4.1 เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร

 

คือก่อนหน้านี้เรานึกว่า เวลาตักบาตร ชาวบ้านอาจจะไปรอหน้าบ้านแค่ 3-5 นาที แล้วก็ได้ตักบาตรเลย แต่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กว่าจะได้ตักบาตรจริง ๆ ชาวบ้านก็ต้องใช้เวลารอนานมาก ๆ (ในความรู้สึกของคนเมืองกรุงอย่างเรา)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง แล้วคุณยายแบ่งก็กินข้าวเช้า มีแกงส้มดอกแคกับปลาทอด

 

4.2 และคุณยายแบ่งก็เริ่มกระบวนการปั้นหม้อ วิดีโอแสดงให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียดในการปั้นหม้อ กราบคุณยายมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าคุณยายจะสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

ขั้นตอนแรก ๆ ของการปั้นหม้อเหมือนเป็นการผสมดินที่จะใช้ปั้น ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าตัวดินนั้นประกอบด้วยวัสดุอะไรบ้าง หลังจากนั้นคุณยายก็เริ่มนวดดินที่มีสภาพคล้าย ๆ ดินเหนียวให้กลายเป็นแท่งยาว ๆ แล้วจากแท่งยาวๆ คุณยายก็ปั้นและใช้นิ้วกดมันตรงกลาง จนมันกลายสภาพเป็นเหมือนหม้อหรือกระถางที่ไม่มีก้น เหมือนเป็นวัตถุทรงกระบอกที่มีปลายเปิดทั้งสองด้าน คุณยายปั้นกระบอก (หรือหม้อไร้ก้น) นี้ออกมาราว 4 กระบอก

 

เสร็จแล้วคุณยายก็เอาแต่ละกระบอกไปวางบนตอไม้ แล้วใช้ผ้าอะไรสักอย่างไปรีดตรงปากกระบอก เพื่อให้มันเรียบสวย โดยในขั้นตอนนี้คุณยายต้องเดินวนไปวนมารอบตอไม้เป็นวงกลมด้วย ซึ่งสิ่งนี้น่าจะแตกต่างจากกรรมวิธีปั้นหม้อในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือหมุน ๆ คือตัวคุณยายไม่มีเครื่องมือหมุน ๆ เพราะฉะนั้นคุณยายก็เลยต้องปั้นหม้อโดยใช้วิธีเดินวนรอบหม้อเป็นวงกลมแทน

 

พอคุณยายจัดการกับปากหม้อทั้ง 4 หม้อเสร็จแล้ว คุณยายก็นำหม้อไร้ก้น 4 ใบนี้ไปตากแดด

 

4.3 คนดูหนังเรื่องนี้จะได้เห็นฉาก static long take เป็นหม้อไร้ก้น 4 ใบตากแดดเป็นเวลาราว 2 นาที โดยมีแมลงวันบินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

ดูแล้วแอบนึกถึงวลี watching the paint dry แต่อันนี้คือ watching the pots dry 55555 และเราก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อมันแต่อย่างใด

 

แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพถ่ายเก่า ๆ มากมายหลายภาพในบ้านของคุณยายแบ่ง คนดูจะได้เห็นภาพครอบครัวของคุณยาย, เห็นภาพพระอาวุโส  แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพต้นไม้ในบ้านของคุณยายแบ่ง

 

แล้วก็มาถึง “หนึ่งในฉากที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026” ซึ่งก็คือฉากที่คนดูได้เห็นใบหน้าของคุณยายแบ่งขณะรอหม้อแห้ง โดยหนังถ่ายฉากนี้แบบ static long take เป็นเวลาราว 6 นาที

 

ฉากนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ เพราะเราก็ไม่สามารถคิดหาคำคุณศัพท์, กริยาวิเศษณ์ อะไรใด ๆ มาบรรยายใบหน้าหรืออารมณ์ของคุณยายได้ คุณยายไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือ, อ่านหนังสือ, ถักนิตติ้ง หรือนอนหลับขณะรอหม้อแห้ง คุณยายแค่นั่งเฉย ๆ รอไปเรื่อย ๆ

 

ดูฉากนี้แล้วก็แอบนึกถึง quote ของ Michelangelo Antonioni ที่ว่า ““A film you can explain in words is not a real film.” เพราะ quote นี้สามารถใช้กับหนังเรื่องนี้และโดยเฉพาะฉากนี้ได้จริง ๆ มันเป็นฉากที่ไม่สามารถ explain in words ได้จริง ๆ

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังใครก็ไม่รู้ที่หน้าบ้านคุณยาย

 

4.4 แล้วหนังถึงค่อยเล่ากระบวนการสร้างก้นหม้ออย่างละเอียด คุณยายทยอยนำหม้อไร้กันทีละใบมาทำก้นหม้อ โดยใช้อุปกรณ์สำคัญคือไม้ตีกับ “หินดุ” ซึ่งเราเดาว่าหินดุของคุณยายทำจากไม้

 

เว็บไซต์ esanpedia บอกว่า หินดุ “มีลักษณะคล้ายดอกเห็ด ผิวหน้าเรียบมน มีความแข็งแรงทนทาน หินดุ จะใช้สำหรับกระทุ้ง ดุน หรือดันเนื้อดินไว้เพื่อรองรับการตีจากด้านนอกให้เครื่องปั้นมีรูปทรงและความหนาตามที่ต้องการ”

 

เราชอบอุปกรณ์ หินดุ ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเหมือนเราแทบไม่เคยเห็นมันในหนังเรื่องอื่นๆ  มาก่อนเลยในชีวิตนี้

 

คุณยายเอาดึงเอาดินบางส่วนจากหม้อไร้ก้นไปกองไว้ที่พื้น แล้วก็หยิบเอาดินที่กองไว้ที่พื้นส่วนหนึ่งมาปั้นเป็นก้นหม้อ โดยใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงก้นหม้อ

 

พอคุณยายปั้นก้นหม้อทั้ง 4 ใบเสร็จแล้ว คุณยายก็เหมือนรออีกสักระยะนึง  แล้วคุณยายก็ค่อยเอาหม้อแต่ละใบมาตีตะล่อมรูปทรงใหม่ให้มันสวยงาม ลงตัว คุณยายใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงหม้อแต่ละใบในขั้นตอนนี้ให้มันเรียบเนียน สวยงาม และคอยเก็บเศษใบไม้หรือเศษอะไรต่าง ๆ ที่ติดที่ผิวหม้อออกไป รวมทั้งใช้ไม้ตีในการสร้างลวดลายบางอย่างที่ปากหม้อด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

ขั้นตอนพวกนี้อาจจะดูซ้ำซากและกินเวลานาน เพราะคุณยายค่อย ๆ ทำแบบนี้กับหม้อทีละใบจนครบทั้ง 4 ใบ แต่เราก็รู้สึกว่ามันดูเพลินมาก และมันก็มีสิ่งต่าง ๆ ให้เราคอยสังเกตขณะดูด้วย ไม่ว่าจะเป็นหยากไย่ใต้เก้าอี้ที่แกว่งไกวไปตามสายลม, แมวที่ปีนไปบนโอ่งยักษ์, สิ่งของต่าง ๆ ในบ้านของคุณยาย

 

หลังจากคุณยายปั้นคลึงหม้อจนได้รูปทรงที่สวยงามครบหมดแล้ว คุณยายก็เอาน้ำมาทา ๆ ที่ตัวหม้อ เพื่อปรับให้ผิวทุกอย่างมันดูเรียบเนียนที่สุด (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วก็ปล่อยให้มันแห้ง

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังท้องทุ่งใกล้บ้านคุณยาย, เห็นลมรำเพยแผ่วพลิ้ว สยิวใบหญ้า โอนเอนใบอ่อนมา ถลาเล่นลม, เห็นป่าและหนองน้ำใกล้บ้านคุณยาย แล้วเราก็เห็นคุณยายกับผู้ชายคนนึง (ไม่แน่ใจว่าเป็นสามีหรือลูกชายของคุณยาย) กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ใต้ถุนบ้านในตอนบ่าย กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ยามเย็น

 

4.5 ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งทำอาหารเย็นในขณะที่ฝนตกหนักมาก ๆ เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีจานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

5. สรุปได้ว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2026 ดูแล้วก็ประทับใจสุดขีดที่หนังเหมือนพาเราไปดูชีวิตประจำวันของคนในชนบทจริง ๆ เหมือนได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขาจริง ๆ เหมือนหนังให้เราได้สัมผัส essence บางอย่างในชีวิตของตัว subject ในแบบที่หนังเรื่องอื่น ๆ ยากจะทำได้

 

เราว่าหนังเรื่องนี้ดูเพลินและดูง่ายกว่าที่คิดด้วย เราว่ามันดูง่ายกว่า LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBOURS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min, A+30) ที่นำเสนอชีวิตคนในชนบทไทยเหมือนกัน และดูง่ายกว่า DOUBLE TIDE (2009, Sharon Lockhart, USA, 99min) ที่จับภาพ “การทำงานของคนในชนบท” ในแบบที่เกือบจะเป็น real time เหมือนกัน ซึ่งความรู้สึกว่ามันดูง่ายนี้อาจจะเกิดจากเหตุผลที่ส่วนตัวมาก ๆ เพราะว่า บ้านของคุณยายแบ่งมันทำให้เรานึกถึงบ้านของตากับยายเราที่อุบลในทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นพอเราเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง  เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า แค่เราได้ดูบ้านแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เพลิดเพลินกับมันแล้ว มันเป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์แบบ nostalgic ของเรา

 

ดูหนังเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ได้ที่ Jim Thompson Art Center นะ หนังเรื่องนี้น่าจะเปิดฉายจนถึงวันที่ 16 ส.ค.

 

 ตอนดูรอบแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02URaz4tCZgKsgSUxeScDDsoCZKWUfQWfT4BsqA1MzRtymhiZHcuBXAZXuhNzezz2Yl

 

ตอนดูรอบสอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0a5Kuu5RHJj3FGTMk7t91etrSsqHPwvndS2CABazXqHXP1Zptp7FLqqpBLRX59Wo8l

 

ตอนดูรอบสาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02d4kZkvgKxyd17UeuFkvEehhvQgfKpnJF67EbT11ozcAetMdLGgmfrEcfq4fhXFPvl

 

ข้อมูลเรื่อง หินดุ มาจากเว็บไซท์นี้

https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/localobjects/?p=160

***

VIETNAM MEDIA LAB Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025) annam
  • Lê Bc Tân: IIprovino(2022) คนมาออดิชั่น คนนึงเหมือนร้องเพลงชาติหรือเพลงโบราณ คนนึงเป็นหนุ่มแว่น เดินเหมือนหุ่นยนต์ ถามว่าอาคารนี้มีหน้าต่างหรือเปล่า อีกคนเป็นผู้หญิงสาว
  • TrnUy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019) animation
  • Huytengmeng: Cardio (2018) คนกระโดดเชือก animation
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026) คุณยายในบ้านโบราณกับเด็กชายหุ่นยนต์