Monday, June 22, 2026

THE CONNECTION BETWEEN DISCLOSURE DAY AND BROTHER SUN, SISTER MOON

 

ชอบที่คุณ Noel Vera เขียนถึง DISCLOSURE DAY มาก ๆ

 

Arguably the best film Spielberg's done since his sorely underrated West Side Story five years before, and before that either AI or The Lost World-- yes I have a weird pantheon of favorite Spielbergs, deal with it-- and arguably the best first-contact movie since O I don't know... The ThingStarman? Soderbergh's Solaris is well made (nearly everything he does is) if uninspiring, and I have a sneaking fondness for 10 Cloverfield Lane and Frank Oz's Little Shop of Horrors remake... but yeah. Best first encounter movie since John Carpenter's* remake of the Howard Hawks classic. 

 

*(Yes yes yes there's Carpenter's They Live... but that along with Nigel Kneale's Quatermass 2 and great Quatermass and the Pit I submit belong to that rarer genre of 'aliens have been with us all along' genre) 

 

DISCLOSURE DAY

https://criticafterdark.blogspot.com/2026/06/illegal-aliens-easy-enough-to-call.html

 

++++

คำถาม: จงบอกว่า หนังเรื่อง DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30) กับหนังเรื่อง BROTHER SUN, SISTER MOON (1972, Franco Zeffirelli, Italy) เกี่ยวข้องกันอย่างไร

 

คำตอบ: หนังทั้งสองเรื่องนี้พูดถึง Saint Clare of Assisi (1194-1253) เหมือนกัน

 

พอเราดู DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30) แล้วก็แอบสงสัยว่า Spielberg จงใจหรือเปล่าในการพูดถึง Saint Clare ในหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้ไปหลบในอาราม St.Clare of the Dawn ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Saint Clare of Assisi (1194-1253)

 

Cinephiles ชาวไทยหลายท่านคงคุ้นเคยกับ Saint Clare of Assisi เป็นอย่างดี เพราะว่าหนังเรื่อง BROTHER SUN, SISTER MOON (1972, Franco Zeffirelli, Italy) นั้นเล่าเรื่องของ Saint Clare of Assisi โดยตรง และหนังอิตาลีเรื่องนี้เน้นพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Saint Clare of Assisi กับ Saint Francis of Assisi (1181-1226)

 

ซึ่งตัว Saint Francis นั้นก็คงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ซีเนไฟล์ชาวไทยด้วยเช่นกัน โดยผ่านทางหนังเรื่อง THE FLOWERS OF SAINT FRANCIS (1950, Roberto Rossellini, Italy) ที่เล่าเรื่องของนักบุญฟรานซิสโดยตรง

 

พอเราไปดูประวัติของ Saint Clare แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าสมเด็จพระสันตปาปา Pius XII ได้ประกาศแต่งตั้งให้ Saint Clare เป็น PATRON SAINT OF “TELEVISION” ในปี 1958 เพราะว่า Saint Clare มีประวัติว่าสามารถ “เห็นและได้ยิน” สิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป รุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยเดาว่า Spielberg อาจจะจงใจในเรื่องนี้ เพราะว่าตัวละครใน DISCLOSURE DAY ก็สามารถเห็นและได้ยินในสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป และหนังเรื่องนี้ก็ให้ความสำคัญกับ TELEVISION อย่างรุนแรงมาก ๆ ด้วย

 

Saint Clare มีประวัติเรื่องปาฏิหาริย์อื่น ๆ อีกด้วย โดยปาฏิหาริย์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเธอ ก็คือในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างจักรพรรดิเฟรเดอริคที่สองแห่ง Holy Roman Empire กับสมเด็จพระสันตปาปาเกรกอรีที่ 9 นั้น จักรพรรดิเฟรเดอริคที่สองได้ส่งกองทหารซาราเซ็นมาโจมตีอิตาลี และกองทัพทหารเหล่านี้ก็กำลังจะมาโจมตีคอนแวนต์ San Damiano ของ Saint Clare ในปี 1240 แต่ Saint Clare ก็สามารถปกป้องคอนแวนต์ของเธอจากกองทัพทหารไว้ได้ด้วยปาฏิหาริย์ของเธอ เธอได้ชูภาชนะศักดิ์สิทธิ์ (monstrance) ที่ทางเข้าของคอนแวนต์ และบางตำนานบอกว่าได้เกิดแสงสว่างวาบ หรือเกิดคลื่นความตื่นตระหนกขึ้นในหมู่ทหาร จนส่งผลให้กองทัพทหารเหล่านั้นหนีไปอย่างรวดเร็ว และไม่เข้ามาโจมตีคอนแวนต์ของ Saint Clare

 

ข้อมูลแบบสั้น:

The Defense of San Damiano (1240): When enemy soldiers attacked her convent, Clare—though gravely ill—held up the consecrated host in a monstrance at the window. A sudden, blinding light or a wave of unexplained terror seized the attackers, causing them to flee in panic.

 

ข้อมูลแบบยาวจากเว็บไซต์ของ Franciscan Foundation for the Holy Land:

 

In the year 1240, Assisi was under threat.

 

A wave of Saracen mercenaries, hired by Emperor Frederick II, descended on Italy. Ruthless and violent, they approached the peaceful convent of San Damiano just outside the city walls—home to St. Clare of Assisi and her community of Poor Clares. The sisters had no weapons, no soldiers, and no real way to defend themselves. But Clare knew where her strength came from.

 

As enemy forces drew near, Clare did something extraordinary: she took the Blessed Sacrament—Christ Himself, present in the Eucharist—and held it high at the convent gates.

 

Clare instructed the sisters to bring her the monstrance containing the Blessed Sacrament from the chapel. Though gravely ill and bedridden at the time, she insisted on being carried to the entrance of the convent, holding the Eucharist in her hands.

 

Facing the enemy with the Body of Christ raised high, she prayed aloud:

 

“Does it please You, Lord, to deliver into the hands of these beasts the defenseless children I have nourished with Your love? I beg You, Lord, protect these women whom I cannot protect.”

 

Then something happened.

 

The advancing soldiers—armed, aggressive and confident—suddenly froze. Panic overtook them. One by one, they turned and fled. Not a single one laid a hand on the sisters. Not a single sword was drawn. The convent was spared.

 

Clare credited Christ alone. She never took personal credit, only pointing to the Real Presence of Jesus in the Eucharist as the source of their protection.

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://ffhl.org/the-day-st-clare-faced-an-army-with-the-blessed-sacrament/

+++

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วชอบมาก สนุกดี

 

อันนี้เป็นที่เพื่อน ๆ ใน facebook เขียนถึง

 

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02pLM7S5U8N7osRSqjCefrREMckaCkkPUcrRnmi6KqDfWQc5kJQyqCe7rNYgvLhDUjl&id=100063707881537

 

https://web.facebook.com/boatbsk/posts/pfbid02FmZLPhgrNaQovJFCYx2cnVhzyCBp5JM8Dvj2XKcGgTCmeZXLFV5zM5X43Ab7SJbol

 

https://web.facebook.com/wichan.throndusade/posts/pfbid0Q6pAmjHjqkBAy8UTbQQizwWjWMzgYTnof2BQrKYeCVgJmUku4JdHLqtyyMxcFbTbl

 

https://web.facebook.com/songpol.wongkondee/posts/pfbid0HjaJwkAprzTn8yduMKJh9E6Uy3DL6NZP4AQKJoJtiHR7xtmo6oXhXayPUaqVTWgel

 

+++

 

KHAO KALA VS. DISCLOSURE DAY

 

ชอบสีสันในมิวสิควิดีโอเพลง I AM AN ANIMAL – JA JA JA (1982, Helene Guetary, Germany, music video) มาก ๆ เพราะมันทำให้นึกถึง “สีของดินน้ำมัน” ที่เราเคยเล่นตอนเป็นเด็ก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980

https://www.youtube.com/watch?v=allIpI84D_0

+++

 

TWO FAVORITE SCENES IN 2026

 

ฉากพระปะทะกลุ่มมนุษย์ต่างดาวใน KHAO KALA เขากะลา (2026, Tanadej Ramsomphob, A+15)

+ ฉาก Jane Blankenship (Eve Hewson) ใช้ไม้กางเขนขณะปะทะกับ Noah Scanlon (Colin Firth) ที่ใช้อุปกรณ์ของมนุษย์ต่างดาวใน DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30)

 

1. สองฉากข้างต้นเป็นสองฉากที่เราชอบมากในบรรดาหนังที่ได้ดูมาในปีนี้ นึกว่าถ้าหากเราทำหนังแนว found footage เราต้องมีการตัดต่อเอาสองฉากนี้มาปะทะกันในหนังของเรา

 

2. สาเหตุที่เราชอบสองฉากนี้มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราเติบโตมากับนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ และหลงใหลเรื่องราวต่าง ๆ ในนิตยสารนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับต่าง ๆ ทั้งมนุษย์ต่างดาวและไสยาศาสตร์

 

แต่ปกติแล้ว เรื่องลึกลับสองกลุ่มนี้มักจะอยู่แยกกัน คือเรื่องไหนเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ก็จะไม่มีไสยาศาสตร์เข้ามาปน ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องภูตผีปีศาจ ก็จะไม่มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาปน

 

แต่ใน “หัวสมอง” หรือใน “จินตนาการ” ของเรา เราชอบเอาสองเรื่องเหล่านี้เข้ามาปนกันในโลกจินตนาการของเราอย่างสนุกสนานตั้งแต่เด็ก คือ “คนเล่าเรื่องการเจอผี” กับ “คนเล่าเรื่องการเจอมนุษย์ต่างดาว” อาจจะเป็นคนละคนกัน เล่าเรื่องคนละเรื่องกัน แต่ผู้อ่านอย่างเรา สามารถสร้างโลกจินตนาการที่มีภูตผีปีศาจกับมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ร่วมกันในหัวของเราเองได้อย่างสบาย

 

ซึ่งตัวอย่างโลกจินตนาการของเราก็จะเห็นได้จากพล็อตละครทีวีน้ำเน่าในจินตนาการของเราเรื่อง SPLASH ME WITH YOUR WATER: SEASON ONE ที่เราเขียนไปในช่วงต้นปี 2025 ที่เราอยากให้มีละครทีวีที่มีตัวละครมนุษย์ต่างดาวหนุ่มหล่อมาร่วมรักกับพญานาค, ทานุกิ, เสือสมิง, Tikbalang, จิ้งจอกเก้าหาง, ผีปอบ, หุ่นยนต์, etc.

 

3. เราก็เลยชอบหนัง/ละครบางเรื่องที่เอามนุษย์ต่างดาวกับไสยาศาสตร์มารวมกัน อย่างเช่นละครโทรทัศน์ชุด THE X-FILES, ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi) และ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg)  โดย WAR OF THE WORLDS นั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว แต่หนังเหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่ามี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ต่างดาวอีกทีนึง

 

และเราก็ชอบนิยายเรื่อง “ทิพย์” ของทมยันตีมาก ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะ “ทิพย์” ก็อาจจะคล้าย ๆ กับ WAR OF THE WORLDS ในแง่ที่ว่า มันพูดถึง “มนุษย์ต่างดาว” เป็นหลัก แต่มันยอมรับการมีอยู่ของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ด้วย

 

4. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ใน KHAO KALA และ DISCLOSURE DAY มาก ๆ เพราะมันเหมือนเอาศาสนา (ซึ่งผูกโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยาศาสตร์) กับมนุษย์ต่างดาวมาปะทะกัน

 

โดยใน KHAO KALA นั้นเป็นการปะทะกันโดยตรง เป็นมนุษย์ต่างดาวปะทะกับพระ และ “ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป” โดยตรง

 

อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ เป็นเพราะว่า มันเป็นฉากที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง แล้วมันไม่มีคำอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาจากไหน ต้องการฆ่าคนบางคนเพราะอะไร แล้วทำไมต้องยืมมือพระเพื่อไปฆ่าคน แล้วพอหลาย ๆ อย่างในฉากมันไม่มีคำอธิบายอะไรใด ๆ เต็มไปด้วยปริศนา มันก็เลยดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในสายตาของเรา 55555

 

5. ส่วนใน DISCLOSURE DAY นั้นเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เพราะว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็น “มนุษย์ที่ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีจากต่างดาว” ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ใช้อิทธิปาฏิหาริย์จากไม้กางเขนในการเข้าต่อสู้ แต่เหมือนเธอใช้ “ความเข้มแข็งทางจิตของตนเอง” ในการต่อสู้กับผู้ร้าย ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตนี้อาจจะมีที่มาส่วนหนึ่งจากความเชื่อความศรัทธาว่าอะไรคือสิ่งดีงาม และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังทางศาสนาในวัยเด็ก

 

แต่ถึงแม้ฉากนี้จะเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เราก็ชอบฉากนี้อย่างรุนแรงอยู่ดี เพราะเราชอบที่ “เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว” ไม่สามารถเข้าควบคุมจิตใจมนุษย์ได้โดยง่าย มนุษย์บางคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะสามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้ และเราว่าจุดนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของเรา

 

6. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ในหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ รู้สึกว่าสองฉากนี้มันเหมาะจะปะทะกันมาก ๆ 555

 

7. เราชอบ DISCLOSURE DAY มากกว่าเขากะลาหลายเท่านะ แต่พอดู DISCLOSURE DAY แล้วก็เลยทำให้เราชอบ “เขากะลา” มากยิ่งขึ้น เพราะเหมือน DISCLOSURE DAY ที่เป็น fiction มันช่วยตอกย้ำเสน่ห์ของ “หนังที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง” อย่างเขากะลามากยิ่งขึ้น เหมือนมันเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างกันระหว่างหนังสองแบบ

 

คือพอ DISCLOSURE DAY มันเป็นหนัง fiction มันก็สามารถผูกเรื่องให้สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกสุดขีดได้น่ะ แล้วมันก็สามารถให้คำอธิบายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องได้ ผู้ชมเข้าใจที่มาที่ไปของฉากต่าง ๆ ใครทำอะไรไปเพื่ออะไร ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะรู้สึกสนุกมาก ดูจบแล้วพอย้อนคิดถึงหนังก็จะรู้สึกถึงความสนุกที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ โดยไม่มีอะไรค้างคาใจ

 

ส่วน KHAO KALA นั้น พอมันอ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง มันก็เลยเหมือนไม่สามารถสร้างเหตุการณ์ให้สนุกลุ้นระทึกได้ตามใจชอบแบบหนัง fiction น่ะ แต่สิ่งที่เราชอบมากในหนังแบบนี้คือ “ความไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น” ไม่เข้าใจที่มาที่ไป ไม่เข้าใจเหตุผลของมนุษย์ต่างดาว ไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความค้างคาใจเมื่อดูจบ ซึ่งอารมณ์แบบนี้มันจะใกล้เคียงกับความรู้สึกของเราเมื่ออ่านเรื่องราวทำนองนี้ในต่วยตูน พิเศษน่ะ (และอาจจะรวมไปถึงเรื่องบางเรื่องในนิตยสาร “มิติที่ 4” ด้วย) เพราะเรื่องราวแบบนั้นมันก็เต็มไปด้วยปริศนาลับที่ไม่ได้รับการคลี่คลายใด ๆ ทั้งสิ้นเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ในแบบที่แตกต่างกัน แบบนึงคือสนุกสุดขีด, มีความเข้าใจ, ไม่ค้างคาใจ ส่วนอีกแบบนึงคือไม่สนุก, ไม่เข้าใจ และค้างคาใจ ซึ่งเราก็ชอบทั้งสองแบบ 55555

 

8. ในส่วนของ DISCLOSURE DAY นั้น เราคงไม่เขียนอะไรมาก เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด ดูแล้วก็ยกให้ Steven Spielberg เป็น “ผู้กำกับระดับเทพ” คนนึงไปเลย เหมือนเขามีเทคนิคแพรวพราว, ความเก่งกาจ และความเชี่ยวชาญในการทำหนังให้สนุกตื่นเต้นน่าติดตามสำหรับเราน่ะ

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วก็แอบนึกถึง THE SUGARLAND EXPRESS (1974, Steven Spielberg) เหมือนกันนะ เพราะ THE SUGARLAND EXPRESS ก็เป็น “ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่หนีการตามล่าไปเรื่อย ๆ ในอเมริกา” เหมือนกัน เหมือน Spielberg ถนัดทำหนังทำนองนี้จริง ๆ

 

ในส่วนของ KHAO KALA นั้น เราชอบ “ตัววัตถุดิบ” ของหนังเรื่องนี้มากที่สุดนะ แต่ไม่ได้ชอบ “สไตล์” ของหนังเป็นการส่วนตัว คือเราชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ “เรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากเรา” น่ะ เหมือนหนังมันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้พูดเรื่องของตัวเอง, ได้เล่าเรื่องของตัวเอง, ได้นำเสนอตัวเอง และมันเป็นกลุ่มคนที่เราแทบไม่ค่อยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ

 

เราก็เลยชอบ KHAO KALA ในแบบเดียวกับที่เราชอบหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องของชาวอามิช, กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง “พลังจักรวาล”, กลุ่มคนที่นับถือลัทธิประหลาดต่าง ๆ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อบางอย่างที่แตกต่างจากเรา เพราะหนังสารคดีเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย และหนังสารคดีหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นแบบนี้ (ซึ่งรวมถึงเขากะลา) ไม่ได้นำเสนอคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาดูถูกหรือด้วยสายตา “ตัดสิน” subjects ของหนังในทางลบน่ะ เราก็เลยชอบ KHAO KALA มาก ๆ ที่มันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และหนังมันไม่ได้มองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาตัดสินในทางลบ

 

แต่เราคงชอบ KHAO KALA มากไปกว่านี้อีก ถ้าหากมันทำเป็นหนังสารคดีตรงไปตรงมาไปเลย ให้ subjects มาเล่าเรื่องต่อหน้ากล้องทีละคน ทีละเรื่อง แล้วอาจจะมีการจำลองฉากโดยเน้นความสมจริง และลดทอนการปรุงแต่งอารมณ์ลงให้เหลือน้อยที่สุด คือเน้นความเป็นสารคดีไปเลย หรืออย่างน้อยก็ให้มันออกมาแบบหนังเรื่อง THE NIGHTMARE (2015, Rodney Ascher) ที่เป็น “สารคดีเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากหนังมันทำออกมาแบบนั้น มันก็คงจะเข้าทางเราอย่างสุดขีด แต่ก็คงจะขายตั๋วได้น้อยมาก อาจจะมีคนดูทั้งประเทศไม่ถึงร้อยคน อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า KHAO KALA มันเป็นหนังที่มีสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” มาก ๆ มีการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแบบที่อาจจะทำให้คนดูทั่วไปรู้สึกสนุกตื่นเต้น ซึ่งสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” แบบนี้มันไม่เข้าทางเราแต่อย่างใด แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้สร้างหนังอาจจะจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้ดึงดูดให้คนดูทั่วไปเข้ามาดูหนังได้ เราก็เลยไม่ติดใจอะไรมากที่ “สไตล์” ของหนังเรื่องนี้ไม่เข้าทางเรา

 

9. พอพูดถึงสองฉากที่เราชอบสุดขีดใน KHAO KALA + DISCLOSURE DAY แล้ว เราก็เลยนึกถึง “ละครโทรทัศน์ฮ่องกง” เรื่องนึงที่เราเคยเปิดดูผ่าน ๆ ทางช่อง 7 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ด้วย เราจำได้ว่า มันเป็นละครที่น่ากลัวสุดขีด น่ากลัวขนหัวลุกมาก ๆ และมันมีทั้งมนุษย์ต่างดาวกับผีในละครเรื่องเดียวกัน แต่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้

 

เราจำได้ว่า มันมีฉากนึงในละครเรื่องนี้ ที่ตัวละครผู้ชายคนนึงในยุคปัจจุบัน (หรือในช่วงทศวรรษ 1980) หนีการตามล่าของ “จานบินมนุษย์ต่างดาว” เหมือนเขาวิ่งหนีจานบินไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงจุดนึง เขาก็รวบรวมพลัง สวดมนตร์ขอพรจาก “เง็กเซียนฮ่องเต้ และเจ้าแม่กวนอิม” แล้วเขาก็ใช้พลัง (ที่อาจจะมาจากเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่กวนอิม) ในการขับไล่จานบินมนุษย์ต่างดาวให้ล่าถอยไปได้

 

เราก็เลยจะสอบถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครรู้ไหมคะว่าละครทีวีฮ่องกงเรื่องนั้นมันคือละครเรื่องอะไร แล้วเราจะหาดูมันอีกได้จากที่ไหน

 

เมื่อกี้เราลอง search ดูแล้ว เราพบว่า มันอาจจะเป็นละครเรื่อง THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) นะ แต่เราก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม ละครเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบในช่องของ ATV แต่มันพูดภาษาจีนและไม่มีซับไตเติลใด ๆ

 

เมื่อกี้เราลองเปิดดูละครเรื่องนี้ในยูทูบแบบผ่าน ๆ เราคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ราว 50% ที่มันอาจจะเป็นละครที่เราตามหาอยู่ เพราะบรรยากาศของละครมันได้ใจเรามาก ๆ หลอนมาก ๆ

 

ถ้าใครรู้วิธีที่จะหาดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) แบบมีซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ด้วย ก็ช่วยบอกเราด้วยนะคะ

 

ดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) episode 1 ได้ที่

https://youtu.be/dO6YaeWVuEA?si=Imvp_P4YCz8YYqXp

 

SPLASH ME WITH YOUR WATER SEASON ONE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0C4rMqF8znqgBcujCvngrAHCJc6amtGMhFyYCbgPwikVWu1LuZNvgj5BQrBaNheAYl

 

Sunday, June 21, 2026

DANCE OF FIRE TV SERIES

 

ดีใจสุดขีดที่ NOSFERATU (2024, Robert Eggers) ติดอันดับด้วย

++++++++

 

ไตเติลละคร “ระบำไฟ” (1988, สุประวัติ ปัทมสูต, TV series, A+15)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1314121397532725

 

1. เพลงประกอบละครระบำไฟนี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME เลยนะ เพราะเนื้อเพลงนี่ทำให้นึกถึงชีวิตของเราเองมาก ๆ

 

2. นิยายเรื่อง “ระบำไฟ” ของม.มธุการี นี่ก็ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE NOVELS OF ALL TIME เหมือนกัน คือนิยายเรื่องนี้มีนางเอก 2 คน คนนึงเป็นคนดีตามขนบธรรมเนียมประเพณี ส่วนอีกคนเป็น “สาวโรคจิต” ที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก แล้วพอโตมาก็เลยกลายเป็นคนที่ “ถมยังไงก็ไม่เต็ม” โหยหาความรักอย่างรุนแรง แต่พอได้รับความรักจากคนอื่น ๆ มันก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย เธอก็ยังไม่พอใจ ก็ยังโหยหาความรักจากคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยชอบนิยายเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าถ้าหากเป็นในนิยายเรื่องอื่น ๆ  ตัวละครประเภทนี้จะเป็นเพียง “นางอิจฉา ตื้น ๆ โง่ ๆ” แต่ในนิยายเรื่องนี้ ตัวละคร “สาวชั่วร้าย” นี่เหมือนมีสถานะเป็นนางเอก และพอเธอเป็นคนที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก เราก็เลยชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

3. แต่เสียดายที่พอนิยายเรื่องนี้ถูกทำเป็นละคร ตัวละคร พัดชา  “หญิงสาวผู้มีปมทางจิตอย่างรุนแรง” นี้ แสดงโดยแสงระวี อัศวรักษ์ ซึ่งเธอน่าจะเพิ่งเล่นละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แล้วเธอเล่นได้ไม่ดีเลย เธอเล่นแข็งมาก ๆ มันก็เลยทำให้ละครเรื่องนี้ไม่ทรงพลังเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ตัวนิยายมันเข้าทางเรามาก ๆ

 

4. แต่ชอบตอนจบของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงนะ เพราะมันตรงกับที่เราจินตนาการเอาไว้ล่วงหน้ามาก ๆ คือตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็จินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าหากมันเป็นละคร เราจะออกแบบตอนจบให้ออกมาเป็นอย่างไร

 

แล้วพอนิยายเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นละครจริง ๆ แล้วตอนจบ (ที่แสดงโดยนาถยา แดงบุหงา) มันออกมาตรงตามที่เราจินตนาการไว้ล่วงหน้าจริง ๆ เราก็เลยชอบตอนจบของละครเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. อยากให้มีคนนำตัวละคร “พัดชา” จาก “ระบำไฟ” มาปะทะกับ “เวฬุรีย์” จาก “เพลิงพ่าย” มาก ๆ

 

6. ตฤณ เศรษฐโชค หล่อมากตอนที่เล่นละครเรื่องนี้

 

7. เนื้อเพลง ระบำไฟ ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME

 

สิ่งเก่าๆ เก็บกลืนไว้ สิ่งใหม่ๆ สุดไขว่คว้า
ดังเดินมาบนทางสายเปลี่ยว
โอ้อนิจจา ฟันฝ่าเพียงผู้เดียว
สุดจะแลจะเหลียวหาใคร


ใยใครๆ จึงเมินหนี ยังจะมีสักคนไหม
คือแรงใจในความว่างเปล่า
มีแต่เคราะห์กรรม กระหน่ำชีวิตเรา
ดุจดังคนโง่เขลาใครเขาชัง


อยากมีใครสักคน หมั่นดูแลคอยปลอบขวัญ
ทุกวัน เอาใจไม่เหินห่าง

รู้ดีว่าฝัน นั้นไกลสุดทาง

ความหวัง ยังห่างไกล มืดมน


สิ่งใหม่ ๆ หากมองเห็น ยังคงเป็นเพียงความฝัน
พอนาน ๆ บั่นทอนเหลือทน
หนทาง กว้างไกล เดียวดาย ดูมืดมน
กว่าเวรกรรมผ่านพ้น คงแสนนาน

 

เพลงเต็ม

https://youtu.be/heHvU0RnXkY?si=j33sFceYjTlclfRh

+++

 

เพลง KISS ME (1997) ของวง SIXPENCE NONE THE RICHER นี่เป็นเพลงที่เรายังคงได้ยินห้างสรรพสินค้าบางห้างในไทยเปิดอยู่จนถึงยุคปัจจุบัน

 

+++

 

RIP KATSU KANAI (1936-2026)

 

Katsu Kanai เป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังนิวเวฟของญี่ปุ่นยุคเดียวกับ Nagisa Oshima, Shohei Imamura, Masao Adachi, Shuji Terayama, Yoshishige Yoshida, Toshio Matsumoto, etc.

 

Katsu Kanai เสียชีวิตในวันที่ 22 เม.ย. 2026 ขณะอายุ 89 ปี แต่เหมือนข่าวการเสียชีวิตของเขาเพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

เราเคยดูหนังของ Katsu Kanai เพียงแค่ 5 เรื่อง ตอนมันมาฉายที่ Reading Room ในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 โดยหนังทั้ง 5 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. THE DESERT ARCHIPELAGO (1969)

2. GOOD-BYE (1971)

3. THE KINGDOM (1973)

4. DREAM RUNNING (1987)

5. GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)

 

เราชอบ THE KINGDOM มากที่สุดใน 5 เรื่องนี้ และ THE KINGDOM ก็เลยติดอันดับ 9 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2009

https://en.wikipedia.org/wiki/Katsu_Kanai

++++

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่อง “มันเด้งขึ้นมาแดก” HUNGRY (2026, James Nunn, A+15) ก็คือหนังเรื่องนี้มี HOT GRANDPA ด้วย 55555 เพราะในหนังมีตัวละครเด็กหนุ่มวัยรุ่นน่ารัก แต่ตัวละครหญิงสาวในเรื่อง (ซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วย) อยากได้ “คุณตา” ของเด็กหนุ่มมากกว่าตัวเด็กหนุ่ม 55555

Saturday, June 20, 2026

FAVORITE QUOTE FROM ARTHUR LAURENTS

 

PARADOX OF PRAXIS 5: SOMETIMES WE DREAM AS WE LIVE & SOMETIMES WE LIVE AS WE DREAM (2013, Francis Alÿs, Mexico, 8 min, A+30)

 

หนังสวยมาก ๆ

 

หนังถ่ายเมือง Ciudad Juarez ของเม็กซิโกในยุคปัจจุบัน แต่ผลที่ออกมามันดูเหมือนโลกหลัง apocalypse มาก ๆ

 

ชอบส้นสูงของกะหรี่สาวในหนังเรื่องนี้

++++

 

ชอบ quote นี้ของ Arthur Laurents ในหนังเรื่อง THE CELLULOID CLOSET (1995, Rob Epstein + Jeffrey Friedman, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะมันตรงกับแนวคิดของเราจริง ๆ

 

“They hope they will see what they wanna see. That’s why nobody really sees the same movie.”

 

เพราะเราก็มองว่า ถึงแม้คนหลาย ๆ คนจะดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่พอหนังแต่ละเรื่องตกกระทบดวงตา+ประสาทของผู้ชมแต่ละคน หนังเรื่องนั้น ๆ ก็จะกลายเป็น “หนังที่แตกต่างไปจากตัวหนังบนจอภาพยนตร์” ในทันที เพราะผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก และพอหนังแต่ละเรื่องทำปฏิกิริยากับผู้ชมแต่ละคนที่แตกต่างกัน มันก็จะกลายเป็นหนังที่แตกต่างกันไปเมื่อมันเข้าไปอยู่ในหัวของผู้ชมเหล่านั้น

 

หรือแม้แต่ตัวเราเองตอนที่ดูหนังเรื่องเดียวกันในเวลาที่แตกต่างกัน หนังเรื่องนั้น ๆ มันก็คือหนังเรื่องเดิมที่เหมือนไม่ใช่เรื่องเดิม เพราะตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วตามกาลเวลา

 

นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองตอนดูโปรแกรมฉายหนัง BRUCE BAILLIE RETROSPECTIVE ในงาน The Second Bangkok Experimental Film Festival ในกรุงเทพ เราดูโปรแกรม Bruce Baillie Retrospective รอบแรกในวันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค. 1999 ดูเสร็จแล้วก็ชอบมาก แต่เหมือนเรายัง “ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว” เราชอบเพราะเรา admire ที่เขาสร้างหนังทดลองแบบนี้ออกมา

 

แต่พอเราได้ดู Bruce Baillie Retrospective รอบสองในวันพฤหัสบดีที่ 16 ธ.ค. 1999 ซึ่งห่างจากรอบแรกเพียงแค่ 4 วัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ดูหนังชุดเดิมเรื่องเดิมอีกต่อไป เพราะคราวนี้เราเหมือนจูน wavelength ให้เข้ากับหนังชุดนี้ได้อย่างรุนแรงโดยอัตโนมัติ การดูรอบสองมันเลยรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยความสุขอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เหมือนเราได้ค้นพบจุดกระสันต์จุดใหม่ในหัวสมองของเราที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน

 

เราได้ดูหนังของ Bruce Baillie เรื่องเดียวกันในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 แต่มันก็เหมือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะตัวเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 มันแตกต่างจากตัวเราในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 และมันส่งผลให้ความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังชุดนี้แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

 

ถ้าหนังของ Bruce Baillie ที่อยู่ในหัวสมองของเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 ยัง “แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า “หนังเรื่องเดียวกันที่อยู่ในหัวสมองของคนอื่น ๆ” จะแตกต่างจากหนังเรื่องนั้น ๆ ในหัวสมองของเราได้อย่างรุนแรงขนาดไหน

+++

 

SANCTUARY (2025, Songdej Thipthong, video installation, 2min)

 

Friday, June 19, 2026

HOMAGE BY ASSASSINATION

 

วันที่ 18 มิ.ย.ในปี 2025 เราได้ดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 17-20 (2025, Chulayarnnon Siriphol, A+30)

 

+++

ผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่เดาว่า เวลาที่เซลีนกับจูลี่ใส่แหวนนี้ แล้วเข้าไปในบ้านผีสิง เซลีนกับจูลี่จะ “ยังคงมีสติรู้ตัว” ว่าตัวเองเป็นเซลีนกับจูลี่อยู่ และสามารถแก้ไขสถานการณ์ในบ้านผีสิงได้

 

เพราะก่อนหน้านี้เวลาที่เข้าไปในบ้านผีสิงสองครั้งแรก เซลีนกับจูลี่จะกลายเป็นเพียงแค่สาวใช้ที่ไม่มีสติรู้ตัว เล่นบทบาทของสาวใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเวลา

+++

 

HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30)

 

1. Elia Suleiman กำกับและนำแสดงเองในหนังสั้นเรื่องนี้ เกี่ยวกับหนุ่มปาเลสไตน์ที่ตัดต่อหนังในนิวยอร์ค ในขณะที่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เชียระหว่างสหรัฐกับอิรัก หลังจากอิรักบุกเข้ายึดครองคูเวตในปี 1990

 

สงครามในครั้งนั้นส่งผลให้อิรักโจมตีอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเมืองที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ด้วย

 

2. หนังเฮี้ยนมาก ๆ มีความเป็นหนังทดลองสูงมาก เราชอบมาก ๆ

 

3. ตัวละครที่ตกอยู่ในสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ คือผู้หญิงคนนึงที่เป็นชาว “อิรัก-ยิว” ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด คือเหมือนครอบครัวของเธอเป็นชาวยิวที่เคยอาศัยอยู่ในอิรัก แต่พอมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมา ครอบครัวของเธอก็อพยพออกจากอิรักมาอยู่ในอิสราเอล แต่ครอบครัวของเธอก็ยังคงมีกลุ่มญาติ ๆ อาศัยอยู่ในอิรักต่อไป

 

เพราะฉะนั้นในช่วงที่อิสราเอล+สหรัฐ กับอิรักทำสงครามกัน ครอบครัวของเธอกับญาติ ๆ ก็เลยได้รับผลกระทบทั้งสองทาง พออิรักโจมตีอิสราเอล เธอก็ได้รับผลกระทบ แต่พอสหรัฐทิ้งระเบิดใส่อิรัก ญาติ ๆ ของเธอในอิรักก็ได้รับผลกระทบ

 

4. ฉากคลาสสิคในหนังเรื่องนี้คือฉากที่พระเอกต้มนมในหม้อ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วเขาก็ยืนนิ่ง ๆ มองหม้อต้มนมไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานานจนมันเดือด

 

ฉากที่มี “สุภาษิต” ต่าง ๆ ส่องไปที่ใบหน้าของพระเอก ก็เป็นฉากที่เราชอบมากเช่นกัน

 

5. หนังเรื่องนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก Jean-Luc Godard และมีการเอาคลิปจากหนังของ Godard สองเรื่องมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ HERE AND ELSEWHERE (1976) กับ HAIL MARY (1985)

 

6. ตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ชอบสุดขีดทั้ง 4 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

6.1 DIVINE INTERVENTION (2002)

 

6.2 CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996)

 

6.3 THE TIME THAT REMAINS (2009)

 

6.4 HOMAGE BY ASSASSINATION (1992)

https://www.palestinefilminstitute.org/en/pfp/#homage

+++

 

เพิ่งเห็นว่า ถามหาความรัก (1984, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิไพโรจน์, A+30) ที่นำแสดงโดยอัญชลี จงคดีกิจ มีลงให้ดูในยูทูบด้วย ดีใจมาก ๆ เราเคยดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เมื่อ 42 ปีก่อน ถือเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดเลย

 

https://youtu.be/p0Cl-wClMOE?si=DMtt6NNVOHlX9xlK

+++

 

เมื่อวานเรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับ “ภาพยนตร์แอนิเมชั่น” เรื่องไหนบ้าง แต่ถ้าหากพูดถึง animation ที่ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต ก็คงเป็น music video animation อันนี้แหละ THIS CAN’T BE US – ONE OK ROCK (2025, Inni Vision)

 

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=uqnzxZv06ycaheBf

+++

 

RUSLAN KULEVETS’ LIST

 

งดงามที่สุด กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

จริง ๆ แล้วตอนนี้เราก็ทำลิสท์หนังอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ยังทำไม่เสร็จ 55555

 

เรายังไม่เคยดูหนังของผู้กำกับเหล่านี้เลย – Peter Hutton, Jacques Perconte, Laida Lertxundi, Jean-Daniel Pollet, Joe Swanberg, Alice Guy, Monte Hellman, Nicolas Klotz, Mariano Llinás, Jodie Mack, Luc Moullet, Margaret Tait, Peggy Ahwesh, Sofia Bohdanowicz, Betzy Bromberg, Maureen Fazendeiro, Hollis Frampton, Ernie Gehr, Sylvain George, Rita Azevedo Gomes, Bette Gordon, Ken McMullen, Anne-Marie Miéville, Jenni Olson, Elisabeth Perceval, Jennifer Reeves, António Reis, David Rimmer, Jean-Claude Rousseau, Dan Sallitt

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02bz9PpoicvBXbKATsvq4s5r7fSM6YUKiMTrAzLjS18zYcHoZBCeRKJM373xidVPFCl&id=100006231229385

 


Thursday, June 18, 2026

DISPENSER OF INDIA'S DESTINY

 

เราเพิ่งได้ดู HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30) เครดิตท้ายเรื่องมีขึ้นขอบคุณ Edward W. Said และ Michael Moore ด้วย

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

+++

 

Lucas A. Vignale ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอาร์เจนตินา เสียชีวิตขณะอายุ 28 ปี ในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ชนกันเหนือนครริโอ เดอ จาเนโร ในบราซิลในวันที่ 14 มิ.ย. 2026

 

+++

 

THE SWIMMING POOL นี่เป็นเวอร์ชั่นต้นแบบของ A BIGGER SPLASH (2015, Luca Guadagnino) ซึ่งเราก็ชอบ A BIGGER SPLASH มาก ๆ นะ แต่เราชอบ THE SWIMMING POOL มากกว่า เพราะว่าสามีของเรา (Maurice Ronet) นำแสดงใน THE SWIMMING POOL

 

เราเคยดู THE SWIMMING POOL ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

+++

นึกว่าฉากอาบน้ำในกฤษฎาพาราไดซ์เป็นฉากที่ทำขึ้นเพื่อ tribute ให้กับ 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, สมจริง ศรีสุภาพ)

+++

 

ตอนเด็ก ๆ ดิฉัน want Dolph Lundgren ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราเพิ่งได้ดู STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30) พอดูแล้วก็เลยแอบนึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” LONE WOLF AND CUB (1973-1976) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ตอนเราเด็ก ๆ มาก ๆ 55555

 

อยากให้มีคนนำ “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” เวอร์ชั่นภาพยนตร์ LONE WOLF AND CUB: SWORD OF VENGEANCE (1972, Kenji Misumi) มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

https://www.imdb.com/title/tt0068815/?ref_=ext_shr_lnk

+++

 

 

“อีนัง Grogu มันแอบร้ายนะคะ คุณแม่ คุณแม่เห็นมั้ยคะ มีฉากนึงที่ Pedro Pascal หลับ แล้วอีนัง Grogu มันขึ้นไปซุกในวงแขน ไปอิงแอบหลับใหลอยู่บนตัวผู้ชาย ว้าย หนูรู้นะคะว่ามันแอบคิดอะไรอยู่” ลูกหมีพูดกับแม่หมีขณะดูหนังเรื่อง STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30)

+++

 

ฉันรักเขา กาโตว์ ปัณณวิชญ์ พัฒนศิริ จาก KIJSADA PARADISE กฤษดาพาราไดซ์ (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, A)

 

อันนี้เป็นรูปตอนที่เขาแสดงใน หุ่นพยนต์ (2023) นะ

+++

 

TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ไทยด้วยนะ ซึ่งภาพยนตร์ไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้มาอย่างชัด ๆ ก็คือ TO WALK NIGHT วันวิปริต ไร้เงาดวงจันทร์ (2009, Tani Thitiprawat, 25min, A+30) ที่เหมือนมี 4 องก์ องก์แรกเป็นหนัง romantic comedy องก์ที่สองกลายเป็นหนังแนว FUNNY GAMES (Michael Haneke) องก์ที่สามกลายเป็นหนังแนว TAXI DRIVER และองก์ที่สี่กลายเป็นหนังซอมบี้

 

เราก็เลยชอบหนังไทยเรื่อง TO WALK NIGHT มาก ๆ เพราะถึงมันจะบูชาหนังเรื่องอื่น ๆ อย่างรุนแรง แต่มันทำแล้วออกมาเป็นหนังที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ด้วยในเวลาเดียวกัน

+++

 

BHARAT BHHAGYA VIDDHAATA (DISPENSER OF INDIA’S DESTINY) (2026, Manoj Tapadia, India, A+30)

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ ซึ่งได้แก่ฉากคนไข้แออัดอยู่หลังประตู ส่วนกลุ่มผู้ร้ายอยู่นอกประตู มีกำแพงกั้นอยู่ กล้องถ่ายจากมุมบนเห็นทั้งสองฝั่งของกำแพง ฉากนี้เหมือนเชื่อมต่อกับหนังเรื่อง THE ATTACKS OF 26/11 (2013, Ram Gopal Varma, India, A+30) ได้สนิทเลย ไม่แน่ใจว่า Manoj Tapadia สร้างฉากนี้ขึ้นมาเพื่อ tribute ให้ Ram Gopal Varma หรือเปล่า

 

ช่วง 15 นาทีสุดท้ายหนังอาจจะ “คลั่งชาติ” เกินไปหน่อยสำหรับเรา แต่ช่วงก่อนหน้านั้นเราชอบมาก ๆ เพราะหนังมันไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องผู้ก่อการร้าย แต่มันนำเสนอความขัดแย้งระหว่างพยาบาลด้วยกันเอง, พยาบาลกับคนไข้ และพยาบาลกับครอบครัวได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ที่แสดงให้เห็นว่า พยาบาลที่มีประสบการณ์ทำงานมานาน อาจจะเก่งกว่าหมอฝึกหัดในบางเรื่องเสียอีก ซึ่งเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ของเราเองตอนไปคลินิกแพทย์แห่งนึงในซอย ที่คุณหมออายุน้อย (อายุน่าจะไม่เกิน 30 ปี) เหมือนสั่งยาตัวนึงให้เรา แต่พยาบาลรุ่นคุณป้าในคลินิกแห่งนั้น (พยาบาลน่าจะมีอายุราว 50 กว่าปี) เหมือนจะหว่านล้อมเราให้ใช้ยาอีกตัวนึงแทน 55555

++++

 

เรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับภาพยนตร์ animation เรื่องไหนบ้าง แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึก “สะเทือนใจอย่างรุนแรงสุดขีด” ก็น่าจะเป็นเรื่อง THE THREE INVENTORS (1980, Michel Ocelot, France) ที่เราได้ดูที่ Alliance Française in Bangkok ในช่วงปลายทศวรรษ 1990

+++

 

เราเพิ่งได้ดู FILMLOVERS! ที่หอภาพยนตร์ ศาลายาเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. กราบตีน Arnaud Desplechin อย่างรุนแรง ชอบมาก ๆ ที่เขาเอา “นักแสดงผิวขาว” กับ “นักแสดงผิวดำ” สลับกันเล่นเป็นตัวละครตัวเดียวกัน คือดูช่วงแรก ๆ เราก็งง พอดูไปเรื่อย ๆ เราถึงค่อยเข้าใจว่ามันเป็นตัวละครตัวเดียวกัน รุนแรงมาก ๆ

+++

 

“ปริญญาโทของจักรวาล”   55555

 

แน่นอนว่าการที่เราให้ F หนังเรื่องไหนไม่ได้เกี่ยวกับความดีงามอะไรทั้งสิ้นของหนังนะ แต่เกี่ยวกับความอินหรือไม่อินของเราเองมากกว่า เพราะว่า “หนัง superhero แปลงกายปราบเหล่าร้าย” อย่างหนังชุด PRETTY CURE THE MOVIE ภาคต่าง ๆ นี่ได้ A+30 จากเราอย่างสบายเลย เพราะเราอินกับหนังชุด PRETTY CURE อย่างรุนแรง แต่เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า หนังชุด PRETTY CURE นี้มัน “ดีกว่า” ปริญญาโทของจักรวาล (2026) แต่อย่างใด 55555

 

Monday, June 15, 2026

THE WHITE RABBIT

 

THE WHITE RABBIT แดนฝัน อันตรธาน (2026, Natpakorn Nangnoi, 75min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

1. เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่เราดูสองรอบต่อกันเลย เพราะว่าเราดูรอบแรกที่ House รอบ 17.45 น. ในวันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งเป็นการดูหลังกินข้าวเย็นเสร็จ เพราะฉะนั้นเราก็เลยหลับ ๆ ตื่น ๆ ในบางช่วงขณะที่ดูรอบแรก น่าจะหลับไปราว 5 นาที แล้วมันก็เลยเหมือนพลาดข้อมูลสำคัญไป เพราะหนังมันสั้นมาก แล้วมันเป็นหนังที่มีปริศนาลึกลับ ที่ข้อมูลในแต่ละซีนเป็น jigsaw แล้วหนังมันก็จบโดยไม่มีตัวละครมาสรุปข้อมูลต่าง ๆ ให้ เพราะฉะนั้นพอเราดูรอบแรกจบตอน 19.00 น. มันก็เลยค้างคาใจมาก เราก็เลยรีบนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป central world เพื่อดูรอบสองต่อเลย เป็นรอบ 19.00 น. ที่เริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.15-19.20 น.

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราแทบไม่เคยดูหนังสองรอบต่อกันเลยนะ มีครั้งนึงที่ทำแบบนี้ก็คือตอนดู LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, 140min) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ในวันที่ 9 มิ.ย. 2004 เพราะวันนั้นทางเกอเธ่จัดฉายหนังเรื่องนี้สองรอบ เราดูรอบแรกเสร็จแล้วพบว่าเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ แล้วมันเป็นหนังที่ดูรอบแรกแล้วเรารู้สึกว่าเราเข้าใจมันเพียงแค่ราว 30% เท่านั้น เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้รอบสองต่อในทันที

 

2. THE WHITE RABBIT เหมือนเป็นหนังที่เรา admire มากกว่า “ชอบเป็นการส่วนตัว” นะ เราชอบความทะเยอทะยานของหนัง และความ unique บางอย่างของหนัง ซึ่งส่งผลให้หนังเรื่องนี้น่าจะติดอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนาน

 

2.1 เรารู้สึกว่าสิ่ง unique สำคัญของหนังเรื่องนี้ในความรู้สึกของเรา ก็คือการที่ตัวละครพระเอกเป็นนักมายากลนี่แหละ เหมือนเราแทบไม่เคยเจอหนังไทยที่มีพระเอกเป็นนักมายากลมาก่อน และแม้แต่หนังต่างประเทศเราก็อาจจะเคยเจอบ้างแต่ก็มีเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง (THE PRESTIGE, NOW YOU SEE ME) และเราก็อาจจะเคยอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” ที่พระเอกหรือนางเอกเป็นนักมายากลอยู่ 2-3 เรื่อง

 

2.2 เพราะฉะนั้นฉากที่พระเอกใช้ความเป็นนักมายากลของตัวเองในการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในร้านเหล้า ก็เลยเหมือนเป็นฉากที่ทรงพลังมากที่สุด หรือน่าจดจำมากที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับเรา เหมือนฉากอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้อาจจะดู “ไม่โดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ มากนัก” น่ะ แต่ฉากนี้มันดูมีพลัง และมันดูโดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

2.3 การที่หนังเลือกจบอย่างสิ้นหวัง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วย เพราะหนังไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกจบแบบนี้

 

2.4 และการที่หนังเหมือนไม่ได้คลี่คลายปริศนาหลาย ๆ อย่าง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วยเช่นกัน เพราะหนังส่วนใหญ่ก็เหมือนไม่ได้เลือกเส้นทางนี้

 

3. จุดแรกที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเหมือนพาดพิงถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND (1865, Lewis Carroll, novel) ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ เรื่อง

 

เพราะฉากที่พระเอก (เบิร์ด) เห็นนางเอก (อีฟ) เดินผ่านรถของเขากับเพื่อนร่วมงานไปอย่างรวดเร็ว แล้วพระเอกก็เลยรีบเดินตามนางเอกไป แล้วหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เผชิญกับปริศนาพิศวงและกลุ่มผู้มีอิทธิพล มันทำให้เรานึกถึง “อลิศในดินแดนมหัศจรรย์” น่ะ เพราะในนิยาย/นิทานเรื่องนี้ อลิศก็อยู่กับพี่สาวในช่วงต้นเรื่อง แล้วอลิศก็เห็น “กระต่ายขาว” เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว อลิศก็เลยรีบตามกระต่ายขาวไป แล้วหลังจากนั้นอลิศก็เลยได้เข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ และเผชิญหน้ากับ Queen of Hearts ที่ชอบสั่งให้ประหารชีวิตคนต่าง ๆ ด้วยการตัดหัว

 

เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ไม่ว่าหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

4. ชอบความพยายามในการจัดวางเงื่อนงำต่าง ๆ ในหนังน่ะ โดยไม่มีตัวละครมาพูดสรุปให้ เราต้องปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าพอเราหลับไป 5 นาทีในการดูรอบแรก เราก็เลยงงเป็นไก่ตาแตกไปเลย 555 แต่พอเราดูรอบสอง เราก็เลยลองปะติดปะต่อเล่น ๆ ด้วยตัวเองได้ดังนี้

 

เหมือนตัวละครผู้ร้ายสำคัญในหนังเรื่องนี้ คือ “ผู้มีอิทธิพล”, “ลูกชายของเขา”, “เปรม” และ ตำรวจ

 

ตัวละครผู้มีอิทธิพลคนนี้เหมือนปรากฏตัวครั้งแรกในฉากที่พระเอกกับเพื่อน ๆ ไปเก็บศพหญิงสาวคนนึงที่ตายในบ้านหรู ในห้องที่มีรูปวาดกระต่ายขาว ผู้มีอิทธิพลคนนี้ปรากฏตัวแบบเบลอ ๆ เห็นหน้าตาไม่ค่อยชัด เขาอ้างว่าคนตายเป็นลูกสาวของเขา และกดดันเปรมกับตำรวจให้ทำตามที่เขาต้องการ โดยให้มีการกำจัดศพโดยเร็ว ผ่านทางการฌาปนกิจอย่างเร่งด่วน เขาสั่งให้ตำรวจสั่งให้เบิร์ดลบรูปถ่ายทิ้ง และก็ดูเหมือนจะมีบุคคลลึกลับอีกคนนึงอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย (ไม่รู้ว่าคือลูกชายของเขาหรือเปล่า)

 

หลังจากนั้นผู้มีอิทธิพลคนนี้ก็ปรากฏตัวอีกครั้งกับสมัครพรรคพวกในร้านเหล้า พระเอกก็เลยปลอมตัวเป็นพนักงานร้านเหล้าไปปะทะกับคนกลุ่มนี้ในฉากที่น่าจดจำที่สุดของหนัง แล้วพระเอกก็เลยได้ข้อมูลมาว่า ผู้มีอิทธิพลคนนี้อ้างว่าเขาไม่มีลูกสาว และเขาได้สั่งให้ลูกชายไปจัดการปัญหาเรื่องที่ดินในพื้นที่แห่งหนึ่ง

 

พื้นที่แห่งนั้นคือพื้นที่แห่งเดียวกับที่พระเอกไปพบศพคนตายหลายคนในป่าในช่วงท้ายเรื่อง และมีการพบซากยานพาหนะในป่าด้วย ส่วนหนุ่มหล่อที่ปรากฏมาในฉากนั้นน่าจะเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

ชอบบทพูดของ ”เปรม” ด้วย ที่บอกว่า “บางทีคนบางคนกลับเข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อที่....” ซึ่งตอนดูรอบแรกเราก็ไม่ทันคิดอะไร แต่พอดูรอบสองเราถึงเข้าใจว่าบทพูดของเปรมในฉากนี้สื่อถึงอะไร

 

5. ชอบที่หนังเต็มไปด้วยปริศนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจน อย่างเช่น

 

5.1 ในพื้นที่ที่พระเอกทำงาน มีคนตายอย่างเป็นปริศนาหลายคน และมีคนหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังก็ไม่ได้คลี่คลายเรื่องนี้โดยตรง แต่ทำให้นึกถึงประเทศไทย ที่มีคนตายจำนวนมากเพราะผู้มีอิทธิพล และมีการอุ้มหาย

 

5.2 เหมือนครอบครัวของพระเอก ก็เป็นปริศนาสำหรับเรา พระเอกเหมือนจะบอกว่า แม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ แต่ทำไมพระเอกถึงฝันร้ายถึงพ่อหลายครั้ง เหมือนพ่อของเขาทำอะไรเลวร้ายบางอย่างในความฝัน แล้วทำไมในฝันของเขา พ่อของพระเอกถึงหน้าตาคล้ายลูกชายของผู้มีอิทธิพล หรือเราจำมั่ว จำผิดพลาด จำสลับกันเอง 55555

 

5.3 รูปถ่ายในบ้านของพระเอก เหมือนจะสื่อว่า พ่อของพระเอกน่าจะเป็น “ข้าราชการยศสูง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้เราแอบเปรียบเทียบสถานะของพระเอกกับสถานะของเด็กหนุ่มในเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง แล้วหนังก็เก็บงำภาพของ “แม่พระเอก” เอาไว้ ก่อนจะเผยให้เห็นลาง ๆ ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นปริศนาที่น่าสนใจสำหรับเรา

 

6. ประเด็นของหนังก็น่าสนใจดี ที่เหมือนจะพูดถึงประเทศไทยที่มีปัญหาเรื่องเจ้าพ่อ, ผู้มีอิทธิพล ที่สามารถขจัดศัตรูได้อย่างง่าย ๆ ราวกับเป็นนักมายากล พวกเขามีอิทธิพลครอบงำตำรวจบางคนและเจ้าหน้าที่บางคนในองค์กรต่าง ๆ พวกเขาเหมือนจะให้อิสระกับคนอื่น ๆ ในบางครั้ง แต่ก็เป็นอิสระเสรีภาพแบบในวงจำกัด และพวกเขาก็สามารถปลิดชีวิตคนที่ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพได้ทุกเมื่อที่พวกเขาต้องการ

 

สถานะของตัวละครพระเอกก็น่าสนใจดี เพราะถ้าหากพ่อของเขาเป็นข้าราชการยศสูง พระเอกหรือพ่อของเขาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้มีอิทธิพลมาก่อน หรือพ่อของเขาอาจจะเคยทำอะไรเลวร้ายมาก่อน (จนส่งผลให้พระเอกฝันร้าย) แล้วพระเอกก็อาจจะเกลียดผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน เกลียดที่พวกเขาทำให้คนตายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก แต่พระเอกก็ไม่สามารถโค่นล้มอะไรพวกเขาได้

 

7. จุดอ่อนของหนังเรื่องนี้สำหรับเรา ก็อาจจะเป็นเรื่องวิธีการสื่อสารเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง เพราะพอหนังให้นางเอกเล่าเรื่องพวกนี้แบบปากเปล่า ทีละขยัก มันก็เลยยากสำหรับเราในการตามเนื้อเรื่องในการดูรอบแรก เพราะเรื่องสั้นที่นางเอกแต่งมันมีตัวละครเยอะมาก อย่างเช่น

 

7.1 พ่อมด

7.2 เมียของพ่อมด ที่ทิ้งคำสาปหรือคำทำนายเรื่องกระต่ายขาวจะนำมาซึ่งความพินาศ เอาไว้

7.3 ลูกชายพ่อมด ที่มีอายุราว 12 ปี

7.4 แฟนของลูกชายพ่อมด (เราจำไม่ได้แล้วว่า เธอชื่อ เกรซ หรือเปล่า)

7.5 กระต่ายขาว

7.6 กลุ่มกระต่ายดำที่พ่อมดเลี้ยงไว้

7.7 Sofia และครอบครัวของโซเฟีย

7.8 สัตว์ที่ถูกพ่อมดฆ่าตาย

7.9 สัตว์ที่ถูกลูกชายของพ่อมดฆ่าตาย

 

8. เราเข้าใจว่า การนำเสนอเรื่องสั้นแบบนี้ด้วยการให้นางเอกเล่า แล้วให้คนดูจินตนาการภาพตามด้วยตัวเอง มันก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้คนดูตกอยู่ในสถานะเดียวกับพระเอก ต้องคอยจินตนาการภาพในหัวตามด้วยตัวเองเหมือนกัน และพอตัวละครในเรื่องสั้นนี้มันไม่ถูก represent ด้วยภาพใดๆ มันก็เลยส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสั้นเหล่านี้อาจจะ represent แทนสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทย หรือถูกเทียบเคียงกับตัวละครอื่นๆ ในหนัง (พระเอก, ครอบครัวของพระเอก, ผู้มีอิทธิพล, ลูกชายของผู้มีอิทธิพล) ได้ง่ายขึ้น

 

แต่วิธีการแบบนี้ มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะมันทำให้เราตามเนื้อเรื่องได้ยาก เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากมันมีการ represent เรื่องสั้นนี้ ด้วยการทำเป็นฉาก animation ให้คนดูได้เห็นไปเลย มันก็อาจจะช่วยให้คนดูตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า แต่มันก็ต้องแลกกับข้อดีในย่อหน้าข้างต้น เราก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า วิธีการแบบใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

 

9. อีกจุดที่เราชอบมากในหนัง ก็คือเรื่องของตัวละครเจมส์ หนุ่มกู้ภัยที่ฆ่าตัวตายหลังจากได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตคนรัก (หรือเขาถูกผู้มีอิทธิพลฆ่าตาย เพราะเขาล่วงรู้ความลับบางอย่าง เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

 

ที่เราชอบเรื่องราวของเจมส์ หนุ่มช้ำรักมาก ๆ เพราะเรารู้สึกว่า มันเหมือนเป็นส่วนที่อาจจะไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของหนัง ที่เราเขียนไว้ในข้อ 6 น่ะ (หรือเราอาจจะเชื่อมโยงไม่ได้เอง 555) มันก็เลยเหมือนกับว่า ตัวละครเจมส์ช่วยให้หนังเรื่องนี้มีพื้นที่ให้หายใจหายคอได้บ้าง

 

คือรสนิยมส่วนตัวของเรา มักจะชอบหนังที่ treat ตัวละครเป็นมนุษย์ มากกว่าหนังที่ใช้ตัวละครเป็น “เครื่องมือในการบอกเล่าประเด็น” น่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า หนึ่งในจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ตัวละครเกือบทุกตัว “เหมือนจะดำรงอยู่เพียงเพื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นของหนัง” น่ะ หนังไม่ได้มีพื้นที่หรือมีความยาวมากพอที่จะเปิดโอกาสให้ตัวละครแต่ละตัวได้หายใจหายคอบ้าง

 

แล้วพอเราเหมือนเชื่อมโยงเจมส์กับประเด็นหลักของหนังไม่ได้ เราก็เลยชอบตัวละครนี้มาก ๆ ไปเลย เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นมนุษย์ มากกว่าเป็นเพียง function หรือเป็นเพียง “เครื่องมือในการส่งสารถึงผู้ชม”

 

แต่เราก็ไม่ได้มีปัญหากับจุดนี้ของหนังมากนักนะ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นหนังทุนต่ำ ทุนอิสระ หนังมันก็เลยสั้นมาก แล้วพอทุนน้อย หนังสั้น หนังมันก็เลยไม่มีโอกาสให้ตัวละครได้ exist เพื่อชีวิตของตัวเองจริง ๆ ได้ แต่ถ้าหากหนังมันยาวกว่านี้ ตัวละครก็อาจจะมีโอกาสได้มีชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น

 

10. ซึ่งจริง ๆ แล้ว “หนังการเมืองไทย” เรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะมีลักษณะคล้ายหนังเรื่องนี้นะ คือมีการสร้างตัวละครเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นเหมือน ๆ กัน และตัวละครไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ เหมือนกัน แต่หนังการเมืองไทยเรื่องอื่น ๆ มันมี “สิ่งทดแทน” ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินอย่างมากให้กับเราน่ะ อย่างเช่น BY THE TIME IT GETS DARK (2016, Anocha Suwichakornpong) มันก็มี “ความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง/ประเด็น” ที่น่าสนใจมาก  ๆ สำหรับเรา ส่วนหนังของ Taiki Sakpisit กับ Jakrawal Nilthamrong มันก็มี “ความมหัศจรรย์ทางภาพและเสียง” และ “อารมณ์ที่งดงามแบบบทกวี” มาช่วยสร้างความสุขอย่างล้นปรี่ให้กับเรา หนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke มันก็มีเนื้อเรื่องที่สนุกหุยฮามาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังการเมืองไทยที่อาจจะไม่ได้ treat ตัวละครเป็นมนุษย์จริง ๆ เรื่องอื่น ๆ มันก็เลยไม่ได้มีปัญหาสำหรับเรา เพราะเราได้รับความสุขจากองค์ประกอบอื่น ๆ ของหนังได้

 

แต่เหมือน THE WHITE RABBIT ยังขาดจุดนี้อยู่บ้างสำหรับเราน่ะ คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี magic นะ และเราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับชอบสุดขีด หรือ A+30 แต่เราว่า magic ของหนังเรื่องนี้มันยังไปไม่สุด หรือยังไม่ทรงพลังอย่างสุดขีดน่ะ magic ของหนังเรื่องนี้ยังพัฒนาได้อีก และถ้าหากหนังเรื่องนี้มันมี magic รุนแรงจริง ๆ มันก็สามารถทดแทนตัวละครที่อาจจะไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ ได้

 

11. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของคุณ Natpakorn Nangnoi ที่เราได้ดู ต่อจาก

 

11.1 SCREENPLAY (2021, documentary, 40min, A+30)

 

11.2 วายชนม์ ALL THAT LIVES, DIES (2021, Natpakorn Nangnoi, 21min, A+30)

 

11.3 BACK TO HEAVEN โศกาอาดูร (2023, 49min, A+30)

 

ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้ง 4 เรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่อาจจะชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุด เพราะถึงแม้ THE WHITE RABBIT มันอาจจะมีจุดอ่อนหรือจุดที่ไม่เข้าทางเราอยู่บ้างตามที่เราเขียนมาข้างต้น แต่หนังเรื่องนี้มันก็มีความ unique สำหรับเราน่ะ ทั้งเรื่องความเป็นนักมายากลและเรื่องปริศนาที่ไม่คลี่คลายต่าง ๆ (ครอบครัวของพระเอก, คนตายและคนสูญหายจำนวนมาก, ผู้มีอิทธิพล) เราก็เลยรู้สึกว่า เราน่าจะแยก THE WHITE RABBIT ออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายมากในความทรงจำของเรา

 

ส่วน SCREENPLAY นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็อาจจะคล้ายกับหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ในปี 2021 ที่ตัวละครเล่าเรื่อง “หนังที่ถ่ายทำไม่ได้เพราะติดปัญหาโควิด” เหมือนกัน

 

ส่วน “ALL THAT LIVES, DIES” กับ “BACK TO HEAVEN” นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็มีส่วนคล้ายกับหนังสั้นไทยจำนวนมากที่พูดถึง “ตัวละครที่กลับไปเยี่ยมบ้านในชนบท” น่ะ

 

เราก็เลยชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุดในบรรดา 4 เรื่องนี้ เพราะเราว่ามันมีจุดที่ทำให้เราแยกมันออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาได้อย่างง่ายดาย

+++

 

เราอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ “มองไม่เห็นวิว” มานาน 14 ปีแล้ว เพราะห้องของเราโดนตึกข้าง ๆ บดบังวิว เพราะฉะนั้นเวลาเราได้เห็นท้องฟ้ากว้าง ๆ ขณะนั่งรถไฟฟ้า เราก็เลยมีความสุขมาก 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1025475549921857

 

Sunday, June 14, 2026

YAMATO WAKI

 

เพิ่งรู้ว่า NOSFERATU THE VAMPYRE (1979, Werner Herzog) มีภาคต่อด้วย มันคือหนังเรื่อง NOSFERATU IN VENICE (1988, Augusto Caminito, Italy) หรือ “ตำนานรักแดร๊กคูล่า” ที่นำแสดงโดย Klaus Kinski เหมือนกัน

+++

ซื้อหนังสือการ์ตูน “ด้วยเมฆหมอกแห่งรัก” หรือ THE TALE OF GENJI: DREAMS AT DAWN (1979-1993) ของ Yamato Waki มาให้ลูกหมีอ่าน

 

ตอนเราเด็ก ๆ เมื่อราว 35-40 ปีก่อน เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในชื่อเรื่องว่า “ฟ้าใต้แสงจันทร์” ตอนนั้นพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ แต่เราได้อ่านแค่ไม่กี่เล่ม ก็เลยถือเป็นการ์ตูนที่ค้างคาใจเรามานานเรื่องหนึ่งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

 

พอเราได้รู้ว่า มีการพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้จนจบแล้ว โดยมี 13 เล่มจบ เราก็เลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน จะได้ขจัดสิ่งที่ค้างคาใจมานาน 40 ปีออกไปอีกหนึ่งอย่าง

 

Yamato Waki ถือเป็นนักเขียนการ์ตูนในดวงใจของเราคนนึง การ์ตูนเรื่อง HAIKARA-SAN: HERE COMES MISS MODERN (1975-1977) นี่ถือเป็น one of my most favorite cartoons of all time เลย

 

การ์ตูนอีกเล่มของ Yamato Waki ที่เราชอบสุดขีด เป็นเรื่องของนักเรียนคนนึงที่ค้นพบว่ามี “ดินแดนลึกลับ” ซ่อนอยู่ในหอพักของเธอ เธอเป็นสาวเนิร์ด แต่พอเธอได้เข้าไปในดินแดนลึกลับนี้ เธอก็จะกลายร่างเป็นสาวสวย ส่วน “นางอิจฉา” ของเรื่องนี้ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็นนางพญาผึ้ง ส่วนผู้ชายที่ตามจีบเธอ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็น “พระพุทธรูป”

 

แต่เราไม่รู้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่าอะไร มีใครพอรู้บ้างไหมคะ

 

ตอนนี้จิตรกำลังเล็งว่าจะลองอ่านเรื่องนี้อยู่ครับ “สายใยในกรงขัง” ของ Ira Ozaki พิมพ์โดยสำนักพิมพ์บงกช เห็นเรื่องย่อเป็นปัญหาชีวิตแม่กับลูกสาว

 

แต่มันเพิ่งออกมา 4 เล่ม และยังไม่จบ จิตรก็เลยยังไม่แน่ใจว่า ควรให้มันออกจนจบก่อนแล้วค่อยซื้อมาอ่านรวดเดียว หรือว่าจะลองซื้อเล่มแรกอ่านไปเลยดี แต่กลัวว่าการ์ตูนพวกนี้ไม่ใช่ต้องรอนานถึง 20 ปีกว่าจะถึงบทอวสาน 55555

https://www.bongkoch.com/shop/index.php?route=product/search&search=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%87

+++

 

สิ่งที่ลูกหมีพูดกับแม่หมีหลังจากดูหนังเรื่อง SILENT FRIEND (2025, Ildikó Enyedi, Germany/Hungary, A+30):

 

“ดอกเยอราเนียมมันร่านมาก ๆ เลยค่ะ คุณแม่ พอดอกเยอราเนียมมันเห็นผู้ชายหนุ่ม ๆ มันก็ทำระริกระรี้ กระดี๊กระด๊า เปิดประตูต้อนรับ อีเยอราเนียม อีร่าน”

 

(ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ)

++++

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด Julia Ducournau (RAW, TITANE, ALPHA) กำกับมิวสิควิดีโอเพลง C’EST À QUI LE TOUR (2026) ให้ Mylène Farmer และผลงานที่ออกมานี่บอกได้เลยว่า ถูกใจเราจริง ๆ กราบตีนทั้ง Mylène Farmer และ Julia Ducournau นึกว่ามีฉากคลาสสิคหลายฉากมากในมิวสิควิดีโอนี้

 

ดีใจสุดขีดที่ช่วงนี้ศิลปินเพลงที่เราชื่นชอบจากทศวรรษ 1980-1990 กลับมาออกผลงานเพลงใหม่ ๆ ที่น่าพึงพอใจ ทั้ง Chaka Khan, Madonna และ Mylène Farmer

 

Chaka Khan

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=gvS3u20XfZe0aW23

 

 

6. C’EST À QUI LE TOUR -- Mylène Farmer (2026, Julia Ducournau, France, music video)

 

+++

 

ประทับใจอย่างรุนแรงที่สุดที่เทศกาล TILFF ปีนี้ฉายทั้ง BLUE (1993, Derek Jarman), BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, documentary) และ DEATH AND TRANSFIGURATION (1983, Terence Davies) เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องนี้พูดถึง “ความตาย” ของคนที่เป็น queer ได้อย่างทรงพลังสุดขีด นึกว่าเทศกาลหนัง “มรณานุสติ”