Saturday, July 20, 2019

A MOON FOR MY FATHER

A MOON FOR MY FATHER (2019, Manila Akbari + Douglas White, UK, documentary, A+30)

1.สุดยอดมากๆ รู้สึกว่ามันเป็นการทำหนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตตัวเองที่ออกมาซึ้งมากๆ เป็น autobiography ที่มีทั้งความเป็นกวี, ความเป็นบทประพันธ์แบบจดหมาย, ความเป็นภาพยนตร์, บันทึกประวัติศาสตร์, การสะท้อนปัญหาทางสังคม+การเมือง+ศาสนา และเป็น "ประติมากรรม" ที่ใช้ร่างกายและเนื้อหนังของผู้กำกับเป็นวัตถุดิบในการสร้างงานด้วย

2.กราบตีนผู้กำกับจริงๆในแง่การต่อสู้ชีวิต คิอชีวิตของผู้หญิงในอิหร่านก็ลำบากมากพออยู่แล้ว แต่นี่เธอยังเป็นมะเร็งเต้านมอีก ทำให้ต้องตัดนมทิ้ง และเหมือนเธอจะเป็นมะเร็งรังไข่ด้วย เธอก็เลยตัดรังไข่ทิ้ง แต่เธออยากตั้งครรภ์ เธอก็เลยผสมเทียม ตั้งครรภ์ในมดลูกของตนเอง ทำนมเทียม คลอดลูกออกมาได้สำเร็จ และถึงแม้นมเธอจะเทียม ร่างกายของเธอก็ผลิตนมออกมาเลี้ยงลูกได้

คือการคลอดลูกของคนปกตินี่ก็หนักพออยู่แล้ว แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นทั้งมะเร็งเต้านม, มะเร็งรังไข่ การตามดูความพยายามในการตั้งครรภ์ของเธอก็เลยเป็นอะไรที่รุนแรงมากๆ

3.ชอบหลายๆประเด็นในหนังเรืองนี้ด้วย ทั้งประเด็นเรื่องผลกระทบจากสงครามอิรัก-อิหร่าน ซึ่งทำให้นึกถึงหนังเรื่อง
GILANE (2005, Mohsen Abdolvahab + Rakshan Bani Etemad, Iran), ชีวิตความเป็นอยู่ภายใต้รัฐบาลเข้มงวดในอิหร่านในทศวรรษ 1980 ซึ่งทำให้นึกถึงหนังเรื่อง PERSEPOLIS (2007, Vincent Paronnaud + Marjane Satrapi) และประเด็นเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้นึกถึง BARAKAH MEETS BARAKAH (2016, Mahmoud Sabbagh, Saudi Arabia)

BY THE NAME OF TANIA (2019, Mary Jimenez, Benedicte Lienard, Belgium/Peru,documentary, A+30)

เหมือนเป็นหนังที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง documentary กับ fiction เพราะ voiceover ในหนังมาจากเรื่องจริงของผู้หญิงที่ถูกหลอกมาเป็นกะหรี่ในเปรู แต่ภาพที่เราเก็นในหนังน่าจะเป็นการจำลองสถานการณ์ขึ้นใหม่หมด เหมือนหนังแบบ TOUCHING THE VOID (2003, Kevin Macdonald, UK) ที่ถูกจัดเป็น documentary เหมือนกัน

1.5 METERS SPACE (2018, Vilja Autiokyro, Finland, documentary, A+30)

หนังเกี่ยวกับหญิงชราคนนึงที่เก็บสมบัติบ้าไว้จนล้นห้องพัก จนแทบไม่มีที่ซุกหัวนอนในห้องของตนเอง หญิงสาวคนนึงก็เลยไปช่วยเธอจัดห้องใหม่

ชอบหนังอย่างสุดๆ เหมือนมันมีความ humanist สูงมาก ชอบที่หนังมันโอบรับคนประเภทที่ตัวเราเองคงไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเท่าไหร่ถ้าหากเจอในชีวิตจริง

Thursday, July 18, 2019

VINCENT: THE LIFE AND DEATH OF VINCENT VAN GOGH (1987, Paul Cox, Australia, A+30)


VINCENT: THE LIFE AND DEATH OF VINCENT VAN GOGH (1987, Paul Cox, Australia, A+30)

1.สุดๆ ดีใจมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ดูแล้วรู้สึกเข้าใจ Van Gogh ขึ้นเยอะมาก เหมือนเป็นหนังที่ลงลึกใน “ความคิด” ของ Van Gogh มากที่สุด เมื่อเทียบกับหนังอีกสองเรื่องเกี่ยวกับ Van Gogh ที่เราได้ดู ซึ่งก็คือ VAN GOGH (1991, Maurice Pialat) กับ LOVING VINCENT (2017, Dorota Kobiela, Hugh Welchman, Poland, animation) เพราะเหมือน LOVING VINCENT จะเน้นแต่เหตุการณ์ภายนอก ส่วน VAN GOGH นั้นเป็นหนังที่เราชอบสุดๆ แต่มันเหมือนเน้นคนละจุดกับ VINCENT เลย คือเหมือนหนังสองเรื่องนี้ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันได้พอดี เพราะ VAN GOGH ของ Pialat มันเหมือนให้เราสัมผัสได้ถึงความขุ่นมัว ขึ้งเคียด ทุกข์ตรม ในอารมณ์และจิตวิญญาณของ Van Gogh แต่มันไม่ให้คำอธิบายอะไรทั้งสิ้นถึงความคิดและการทำงานของ Van Gogh น่ะ เพราะถ้าเราจำไม่ผิด ตัวละคร Van Gogh ในหนังของ Pialat ก็เป็นคน “พูดน้อย” นะ เราจะเห็นแต่ใบหน้าเคร่งเครียดของเขาตลอดทั้งเรื่อง ในขณะที่ VINCENT นั้นสร้างจากจดหมายที่ Van Gogh เขียน เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยถ่ายทอดถึงความคิดที่ซับซ้อนในหัวของ Van Gogh ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่เลยในหนังของ Maurice Pialat มันก็เลยน่าสนใจมากๆที่ทั้ง VINCENT ของ Paul Cox และ VAN GOGH ของ Maurice Pialat ต่างก็สามารถถ่ายทอด “จิตวิญญาณ” ของ Vincent Van Gogh ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมสุดๆเหมือนกัน แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หนังเรื่องนึงพูดน้อย หนังเรื่องนึงพูดมาก หนังเรื่องนึงเน้นความคิดภายใน ส่วนอีกเรื่องเหมือนให้เราเห็นแต่เหตุการณ์ภายนอก หนังเรื่องนึงเต็มไปด้วยคำอธิบาย หนังอีกเรื่องไม่มีคำอธิบายอะไรทั้งสิ้น แต่ทั้งสองเรื่องก็ทรงพลังและงดงามในแบบที่อธิบายได้ยากเหมือนๆกัน

2.แต่เสียดายที่เราเหมือนหาวิธีการเฉพาะตัวในการจูนติดกับ VINCENT หลังจากเวลาผ่านไปราว 3 ใน 4 ของเรื่องแล้ว 555 คือช่วงแรกๆที่ดู VINCENT เราก็ชอบสุดๆแล้วนะ เราชอบมากที่เสียง voiceover หลายๆครั้งมันดูเหมือนพูดถึงอะไรที่เป็นนามธรรม แต่ Paul Cox ก็สามารถหาภาพที่เหมาะสมมาประกอบกับเสียง voiceover ได้ อย่างไรก็ดี เรารู้สึกเหมือนกับว่า เรายังจูนไม่ติดอย่างเต็มที่กับหนังเรื่องนี้ เหมือนมีอะไรบางอย่างมันไม่ลงตัว ก็เลยทำให้เราจูนไม่ติด

แต่พอเวลาผ่านไปราว 3 ใน 4 เราก็หาวิธีการที่เหมาะกับตัวเองเจอ นั่นก็คือเราจะพยายามไม่อ่าน subtitle เลย 555 คือเหมือนกับว่า เวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราต้องดูภาพเคลื่อนไหว, ฟังเสียง voiceover แล้วอ่าน subtitle ซึ่งเยอะมากๆ และ subtitle ก็แปลดีมาก แต่มันทำให้หัวสมองของเรา (อาจจะเป็นเราคนเดียวที่เป็นแบบนี้) มัน overload เกินไปน่ะ เพราะ voiceover + subtitle ของหนังเรื่องนี้มันไม่ได้พูดถึงอะไรง่ายๆ หลายๆอย่างมันเป็นปรัชญา หรือพูดถึงสิ่งต่างๆที่ทำให้เราต้องพยายามจินตนาการตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า หัวสมองของเราทำงานหนักมากเป็นพิเศษในการดูหนังเรื่องนี้ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องตรงๆด้วยภาพ+เสียง+subtitle ที่สัมพันธ์กันโดยตรงแบบหนังทั่วไป แต่หนังเรื่องนี้ใช้ voiceover+subtitle ในการกระตุ้นจินตนาการของผู้ชม พร้อมกับที่ผู้ชมต้องดูภาพเคลื่อนไหวบนจอไปด้วย หัวสมองของเราก็เลยทำงานหนักเกินไปขณะดูหนังเรื่องนี้ในรอบเย็นวันทำงาน

แต่พอเราพยายามเลิกอ่าน subtitle ปุ๊บ ทุกอย่างก็ลงตัวทันที รู้สึกจูนติดกับหนังอย่างรุนแรง ไหลลื่นไปกับหนังมากๆ รู้สึกว่าหลายๆอย่างในหนังมันงดงามมากๆ รู้สึกว่าการออกเสียงคำแต่ละคำของ John Hurt มันดีมากๆ มันไม่ใช่ voiceover ที่ธรรมดาเลย รู้สึกว่าการเคลื่อนกล้องในหนังเรื่องนี้มัน graceful มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกล้องขณะถ่ายภาพทิวทัศน์ หรือการเคลื่อนกล้องไปตามจุดต่างๆของ paintings

คือเหมือนช่วงแรกที่เราแบ่งหัวสมองไปกับการจินตนาการตามคำทุกคำใน subtitle เราเลยไม่ได้สังเกตความงามของการออกเสียงคำแต่ละคำใน voiceover และความงามในการเคลื่อนกล้องน่ะ แต่พอเราปรับวิธีการดูหนังใหม่ เราก็เลย flow ไปกับหนังได้อย่างรุนแรง แต่เราก็เหลือบดู subtitle เป็นพักๆนะ เวลาที่ฟังไม่ออกในบางประโยค

3.เหมือนเราไม่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้กับหนังเรื่องอื่นๆมาก่อนนะ เพราะจริงๆแล้ววิธีการใช้ voiceover + ภาพ แบบนี้ ทำให้นึกถึงหนังอย่าง INDIA SONG (1975, Marguerite Duras), SUNLESS (1983, Chris Marker) และ LONDON (1994, Patrick Keller) เหมือนกันน่ะ แต่ INDIA SONG มันเป็นหนังที่ “ช้า” มากๆๆๆๆๆ มันไม่ได้พูดเป็นต่อยหอยแบบ VINCENT เราก็เลยไม่รู้สึกว่าหัวสมองของเรามัน overload ส่วน SUNLESS กับ LONDON นั้น เราได้ดูเวอร์ชั่นที่ไม่มี subtitle อะไรเลย เราก็เลยดูไม่รู้เรื่องเลย 555


4.ตอนนี้อยากดู LUST FOR LIFE (1956, Vincente Minnelli) กับ VINCENT & THEO (1990, Robert Altman) มากๆ เพราะหนังสองเรื่องนี้ก็สร้างจากชีวิตของ Van Gogh เหมือนกัน และได้รับคำชมอย่างรุนแรงสุดๆเหมือนๆกัน

THE WORLD IS YOURS

PALACE OF COLOURS (2018, Prantik Narayan Basu, India, documentary, A+25)

สารคดีเกี่ยวกับตำนานโบราณของชนเผ่าเผ่านึงในอินเดีย เหมาะสำหรับคนชอบพวก mythology

 THE WORLD IS YOURS (2018, Romain Gavras, France, A+30)

ชอบความแปลกๆแปร่งๆของหนังมากๆ เหมือนเป็นหนังที่เรา “ทำตัวไม่ถูก” ว่ามันจะเป็น genre อะไร หรือเน้นนำเสนอรสชาติอะไรเป็นหลัก 555 คือมันไม่ใช่หนัง “อาชญากรรมของมืออาชีพ” แบบหนังของ Steven Soderbergh หรือ Jean-Pierre Melville, ไม่ใช่หนังซีเรียสจริงจังแบบหนังอาชญากรรมของ David Mamet, ไม่ใช่หนังบู๊สะบั้นหั่นแหลกแบบ SMOKIN’ ACES (2006, Joe Carnahan), ไม่ใช่หนังคัลท์รั่วๆแบบหนังของยุทธเลิศ สิปปภาค และไม่ใช่หนังอาร์ตแบบ DOCTOR CHANCE (1997, F.J. Ossang)

เราก็เลยชอบการที่หนังเรื่องนี้มันไม่เข้ากับ established genres ที่เราคุ้นเคย มันเหมือนเป็นอะไรที่อิเหละเขละขละ จับโน่นนิดนี่หน่อยมาผสมเข้าด้วยกัน แต่ในที่สุดส่วนผสมที่แปลกๆนี้มันก็ลงตัวดีในความเห็นของเรา

 AMERICAN WOMAN (2018, Jake Scott, A+30)
งดงามมากๆ ชอบหนังแบบนี้อย่างสุดๆ นั่นก็คือหนังเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงวัยกลางคนที่พยายามแสวงหาความสุขที่แท้จริงของชีวิต หรือหาจุดที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง อย่างไรก็ดี ถ้าหากเทียบกับหนังในกลุ่มเดียวกันที่เราได้ดูในปีนี้ ซึ่งก็คือ GLORIA BELL (2018, Sebastián Lelio) กับ AWAKENING (2006, Junji Sakamoto, Japan) เราก็ชอบ AMERICAN WOMAN พอๆกับ GLORIA BELL แต่น้อยกว่า AWAKENING นะ คือเหมือน AMERICAN WOMAN มันดูเป็นธรรมชาติมากๆ ตัวละครเป็นมนุษย์มากๆก็จริง แต่เหมือนมันมีความทื่อๆอยู่บ้าง และดูเหมือนขาด magic อะไรบางอย่าง ส่วน AWAKENING นั้นเป็นหนังที่เราชอบมากเป็นอันดับสองของปีนี้ (รองจาก THE END OF THE TRACK) เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตตัวละครใน AWAKENING มันซึ้งมากๆ และเราชอบมากๆด้วยที่เหมือนกับว่าตัวนางเอกของ AWAKENING ไม่ใช่ “คนที่มีปัญหาชีวิตรุนแรงที่สุดในหนัง” แต่ตัวละครหญิงบางตัวที่นางเอกได้พบเจอกลับดูเหมือนจะมีปัญหาชีวิตรุนแรงกว่านางเอกซะอีก มันก็เลยช่วยให้ดูเหมือนกับว่านางเอกของ AWAKENING ไม่ใช่จุดศูนย์กลางของจักรวาลน่ะ เพราะตัวละครประกอบทุกตัวต่างก็มีปัญหาเหี้ยห่าของตัวเองเหมือนๆกัน

 BACK STREET GIRLS: GOKUDOLS (2019, Keinosuke Hara, Japan, A+25)

 ชอบที่หนังมันล้อเลียน manners ของไอดอลสาว ส่วนการแปลงเพศในหนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนการ์ตูนพวก RANMA 1/2 คือตัวละครแปลงเพศเป็นหญิงได้ก็จริง แต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบหนังเกย์

Tuesday, July 16, 2019

SOME FAVORITE FILMS IN 2001


เพิ่งค้นเจออันดับหนังโปรดประจำปีของเราในปี 2001 ส่วนที่ไม่ได้ลงใน SENSES OF CINEMA คือตอนปี 2001 เราส่งอันดับหนังประจำปีของเราที่ยาวมากไปที่ SENSES OF CINEMA น่ะ แล้วเขาลงแค่ครึ่งแรกของอันดับของเรา ไม่ได้ลงครึ่งหลัง อันนี้คือส่วนที่ไม่ได้รับการ publish ที่ไหนมาก่อน


Favourite Classic Films seen in 2001:

1.The Death of Maria Malibran (Werner Schroeter, 1972)
Who is Maria Malibran? Don’t ask me. I learn nothing about the life or death of Maria Malibran from this film. It needs no explanation. Just let your mind be immersed in its infinite pool of dreams, nightmares, fantasies, fairytales and imagination. This film makes me feel drunk, drowned, and delirious simultaneously.

2.Ticket of No Return (Bildnis einer Trinkerin) (Ulrike Ottinger, 1979)
Fans of Pedro Almodovar, Nina Hagen, or Juliet of the Spirits (Federico Fellini, 1965) must not miss this film. Bizarrely beautiful and hilarious. It has one of the most memorable costumes, make-up, and supporting characters.

3.The Last Hole (Das letzte Loch) (Herbert Achternbusch, 1981)

4.Pierrot le Fou (Jean-Luc Godard, 1965)

5. Ludwig’s Cook (Theodor Hirneis oder wie man ein ehemaliger Hofkock wird) (Hans Jurgen Syberberg, 1973)

Honourable Mention:
The Power of Emotion (Alexander Kluge, 1983)
I had never imagined one could make a film like this.


Some films also deserve special recognition:

Favourite Director: Herbert Achternbusch for The Andechs Feeling (1974), The Last Hole (1981), She’s an Olympic Winner (1983), and Heal Hitler  (1986). His films keep me laughing every time I think of them.

Favourite Comedy: Je suis ne d’une cigogne (Tony Gatlif, 1999)
Runners-up: Legally Blonde (Robert Luketic, 2001)

Favourite Australian Films: Kiss or Kill (Bill Bennett, 1997)
Runner-up: La Spagnola (Stever Jacobs, 2001)

Favourite Short Film: Bone (Ewan McGregor, 1999) in Tube Tales

Favourite Screenplay: Memento (Christopher Nolan, 2000)
Runner-up: Divertimento (Jose Garcia Hernandez, 2000) screenplay by Manuel Ortega

Favourite Film Dialogue: La Fausse suivante (Benoit Jacquot, 2000)

Favourite Cinematography: December Bride (Thaddeus O’Sullivan, 1990) cinematography by Bruno de Keyzer
Runner-up: Brother (GeGe) (Yan Yan Mak, 2001) cinematography by Siuki Yip and Eric Lau

Favourite Editing: La Maladie de Sachs (Michel Deville, 1999) editing by Andrea Sedlackova

Favourite Music: Wonderland (Michael Winterbottom, 1999) music by Michael Nyman

Favourite Opening Title: Ginger Snaps (John Fawcett, 2000)
Runner-up: Ratcatcher (Lynne Ramsay, 1999)

Favourite Scene: When the artists put the photo of the wall near the real wall in The All-Around Reduced Personality: Outtakes (Helke Sander, 1978)

Favourite Ending: Berlin Chamissoplatz (Rudolf Thome, 1980)

Favourite Female Performance: Bridget Fonda in Kiss of the Dragon (Chris Nahon, 2001)
Runner-up: Kirsten Dunst in Crazy/Beautiful (John Stockwell, 2001). She reminds me of the powerful and ever-dependable Jennifer Jason Leigh.

Favourite Male Performance: Benoit Magimel lends a charismatic performance to Le Roi Danse (Gerard Corbiau, 2000), and Les Enfants du siecle (Diane Kurys, 1999)

Favourite Acting Ensemble: Together (Lukas Moodysson, 2000)

Favourite Visual Effects: Kairo (Kiyoshi Kurosawa, 2001)

Favourite Re-run Films on Big Screen:
These are films that I saw on a big screen BOTH before and during 2001.

1.Haut bas fragile (Jacques Rivette, 1995)
My second favourite musical film of all time, if you can call this film a musical. The first place still belongs to All That Jazz (Bob Fosse, 1979). Recent French musicals, including Jeanne et le garcon formidable (Olivier Ducastel, Jacques Martineau, 1998) and On connait la chanson (Alain Resnais, 1997), have strong effects on my feelings and emotions, unlike other musical films which are only visually dazzling.

2.Agatha et les lectures illimitees (Marguerite Duras, 1981)

3.Les Creatures (Agnes Varda, 1966)

4.Katz und Maus (Hans Jurgen Pohland, 1967)

5.La Naissance de l’amour (Philippe Garrel, 1993)

Favourite Films seen on TV or Video:
1.Shirley Valentine (Lewis Gilbert, 1989)
Is this what’s called a feel-good movie? Because it really makes me feel so good. For those who love Muriel’s Wedding  (P.J. Hogan, 1994) and Miss Firecracker (Thomas Schlamme, 1989).
2.The Love Letter (Peter Ho-Sun Chan, 1999)
3.Trash (Paul Morrissey, 1970)
4.Humanity (Bruno Dumont, 1999)
5.Idioterne (Lars von Trier, 1998)
6.Lola + Bilidikid (Kutlug Ataman, 1998)
My favourite scenes are when a child finds ‘the Mermaid’, and when Murat (Baki Davrak) munches his hamburger in toilet.
7.Love Letter (Shunji Iwai, 1995)
8.Tick Tock (Kevin Tenney, 2000)
A thriller film which uses the clock as effectively as  Petits arrangements avec les morts (Pascale Ferran, 1994)!?!, though with very different purposes.
9.The Longest Nite (Patrick Yau, 1997)
10.The Sanguinaires (Laurent Cantet, 1998)

Favourite Music Video: Another Chance, performed by Roger Sanchez
This video is for those who think meeting someone as good as Mr.Darcy (Colin Firth) cannot ever happen in their lives.




16 JULY – 22 JULY 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 29
16 JULY – 22 JULY 1989

อันดับสัปดาห์นี้จะดูแปลกๆนะ เพราะในช่วงนั้นเราเคยทำอันดับแปลกๆแบบนี้อยู่ราว 10 สัปดาห์น่ะ  เหมือนในตอนนั้นเราเพิ่งทำอันดับเพลงใหม่ๆ แล้วมันมีเพลงที่เราชอบเยอะมาก อยากให้เข้าอันดับเยอะมาก เราเลยทำ 10 อันดับเพลงประจำสัปดาห์ แต่ให้อันดับ 1-5 มีอันดับละ 2 เพลง เราทำอันดับแปลกๆแบบนี้อยู่ราว 10 สัปดาห์ด้วยกัน ก่อนจะเปลี่ยนไปทำอันดับเพลงแบบปกติมนุษย์ โดยจัดเป็น 15 อันดับไปเลยในตอนหลัง

1. TOY SOLDIERS – Martika
+ YOU’LL NEVER STOP ME LOVING YOU – Sonia (New Entry)
https://www.youtube.com/watch?v=mMo4PfiiBhk

2. SUPERWOMAN – Karyn White
+ WIND BENEATH MY WINGS – Bette Midler (New Entry)
https://www.youtube.com/watch?v=cd8uolaL5FE

3. I WANNA HAVE SOME FUN – Samantha Fox
+ WAITING GAME – Swing Out Sister (New Entry)

4. DON’T YOU WANT ME BABY – Mandy
+ DIAMONDS – Princess Princess (New Entry)

5. TOMODACHI – Ayumi Nakamura
+ I DROVE ALL NIGHT --  Cyndi Lauper

6. FERRY CROSS THE MERSEY – Paul McCartney & Others

7. MANCHILD – Neneh Cherry

8. STORMS IN AFRICA – Enya

9. YUME NO NAKAE – Yuki Saito

10. RETURN TO MYSELF – Mari Hamada



New memories

NEW MEMORIES (2018, Michka Saal, Canada, documentary, A+30)

 เหมือนช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเราได้ดูหนังสารคดีเกี่ยวกับ photographers เยอะมากๆ และหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะว่าจริงๆแล้วประเด็นการทำงานของ photographers ไม่ใช่ประเด็นที่เราสนใจเป็นการส่วนตัว แต่เราชอบ "ประวัติชีวิตครอบครัวอันรุนแรงมาก" ของตัว subject ในหนังเรื่องนี้ และชอบ ย่านที่อยู่อาศัยของตัว subject มากๆ เพราะมันเต็มไปด้วยผู้คนที่น่าสนใจ เหมือนเป็นแหล่งรวมสาวฮิปปี้วัย 60-70 ปี  หนังเรื่องนี้ก็เลยมีอะไรให้เรา enjoy เยอะกว่าหนังสารคดีเกี่ยวกับ photographers เรื่องอื่นๆ

THE SLEEPERS (2018, Alejandro Ramirez Collado, Mexico, documentary, A+30)

ชอบประเด็นของหนังที่พูดถีงความยากลำบากของผู้อพยพชาวอเมริกากลางขณะเดินทางข้าม Mexico

Monday, July 15, 2019

GUNDERMANN


MOON OVER MALAYA (1957, Chun Kim, Singapore, A+30)
                     
ตอนดูหนังเรื่องนี้รู้สึกหลงรักพระเอกมากๆ หล่อ และรูปร่างดีมาก น่ากินมากๆๆๆๆๆๆ ดูแล้วเข้าใจทันทีว่าทำไมนางเอกถึง want พระเอกอย่างรุนแรงตั้งแต่แรกเห็น

พอดูจบแล้วถึงเพิ่งรู้ว่า พระเอกหนังเรื่องนี้คือ “เซียะเสียน” ที่เราเคยดูละครทีวีฮ่องกงที่เขาแสดงมาแล้วหลายเรื่องในทศวรรษ 1980 โอ ตายแล้วววววววววววววว นึกไม่ถึงเลยว่าเซียะเสียนในวัยหนุ่มจะหล่อเร้าใจขนาดนี้

GENGHIS KHAN (1950, Manuel Conde, Philippines, A+30)

ชอบฉากสงครามที่ดูงกๆเงิ่นๆมาก คิดว่ามันคงเป็นเพราะยุคนั้น "หนังจีนกำลังภายใน" ยังไม่เฟื่องฟูไปทั่วโลก เลยยังไม่มี "การออกแบบคิวบู๊" อย่างงดงามในหนังยุคนั้น
                               
GUNDERMANN (2018, Andreas Dresen, Germany, A+30)

1.ชอบหลายอย่างในหนังเรื่องนี้มากๆ หนึ่งในสิ่งที่ชอบที่สุดก็คือประเด็นเรื่อง “ศิลปินที่รับใช้ระบอบเผด็จการ” นั่นแหละ เพราะหนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของ Gerhard Gundermann นักร้องชื่อดังในเยอรมันตะวันออก เขาเคยทำงานเป็นสายลับให้กับ Stasi ซึ่งเหมือนเป็นหน่วยตำรวจลับของเยอรมันตะวันออก เขาคอยแอบเอาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับคนที่เขารู้จัก ไปบอกให้ Stasi รู้ โดยเฉพาะข้อมูลของใครก็ตามที่เหมือนจะมีพฤติกรรมเอนเอียงไม่ชอบรัฐบาล

และเมื่อระบอบเผด็จการในเยอรมันตะวันออกสิ้นสุดลง ก็เลยมีการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลของ Stasi ใครก็ตามที่เคยทรยศเพื่อน, เพื่อนร่วมงาน, เพื่อนบ้าน หรือญาติของตนเองในยุคของเผด็จการ ก็เลยโดนแฉ และตกเป็นจำเลยสังคมไป ซึ่งรวมถึงนักเขียนชื่อดังอย่าง Christa Wolf และศิลปินดังอย่าง Gundermann ด้วย

รู้สึกว่าประเด็นพวกนี้มันน่าสนใจดีสำหรับเรา เหมือนศิลปินในแต่ละยุคมันต้องเผชิญกับบททดสอบอะไรพวกนี้ ตั้งแต่ในยุคนาซีแล้ว ผู้กำกับหนังแต่ละคนสามารถเลือกได้ว่าจะหนีออกจากนาซีแบบ Fritz Lang หรือว่าจะรับใช้นาซีแบบ Leni Riefenstahl และพอมาเป็นยุคเยอรมันตะวันออก ศิลปินหรือคนแต่ละคนในระบอบเผด็จการ ก็จะเผชิญกับทางเลือกและบททดสอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน

2.เราว่าเพลงของเขาในหนังเรื่องนี้มันเพราะมากๆๆๆ

3.ชอบ “ผัวนางเอก” มากๆ เราว่าเขาเป็นคนดีมากๆๆๆๆ

4.ชอบเครื่องขุดดินมากๆ มันใหญ่โตมโหฬารมากๆ และชอบคุณยายที่เป็นคนขับเครื่องขุดดินด้วย

5.เพื่อนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน ไม่รู้เรื่อง STASI มาก่อน เราก็เลยแนะนำให้เขาไปหาดูหนังเรื่อง FORGIVENESS (1994, Andreas Höntsch) กับ THE LIVES OF OTHERS (2006, Florian Henckel von Donnersmarck) และตอนนี้เราเพิ่งนึกออกว่า หนังอีกเรื่องที่เราชอบมากในประเด็นนี้ก็คือ FAREWELL TO AGNES (1994, Michael Gwisdek)

ในบรรดาหนังกลุ่มนี้ เราว่าเราชอบ FORGIVENESS มากที่สุดนะ หนังเล่าเรื่องภายในวันเดียว เป็นงานรวมญาติในครอบครัวนึง แต่ญาติบางคนในครอบครัวนี้เคยเอาความลับของญาติคนอื่นๆไปบอก STASI มาก่อน จนทำให้ชีวิตของญาติๆฉิบหาย เพราะฉะนั้นพอระบอบเผด็จการเยอรมันตะวันออกล่มสลาย งานรวมญาติก็เลยต้องมีการตบกันแหลก และต้องมีใครสักคนตายในที่สุด

Sunday, July 14, 2019

THE CLEANERS

THE CLEANERS (2017, Hans Block, Moritz Riesewieck, Germany/Brazil, documentary, A+30)

ชอบสุดๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน รู้สึกว่าประเด็นต่างๆในหนังเรื่องนี้นี่มัน  spin off  ออกมาเป็นหนังอีก 30 เรื่องได้เลย ประเด็นที่เราชอบก็มีเช่น

--การ censor รูปภาพต่อต้านเผด็จการ, นักการเมือง อย่างเช่น Trump, Erdogan มันเป็นการ censor ที่ชอบธรรมหรือไม่

--การแพร่กระจายความเกลียดชังชาว Rohingya

--ฝ่ายขวาจัดที่น่ากลัวสุดๆในสหรัฐ

--The Mocha Girls ที่บูชา Duterte

--ผลกระทบทางจิตวิทยาที่มีต่อนัก censor การดูอะไรเลวร้ายมากๆ นานๆทำให้เขาฆ่าตัวตาย ดูแล้วนึกถึง Iris Chang ผู้เขียนหนังสือ THE RAPE OF NANKING ที่ฆ่าตัวตาย

--การ censor ภาพศพเด็ก  Syria เป็นสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่

--กลุ่มที่รีบ copy คลิป videos การทิ้งระเบิดใน Syria เอาไว้ ก่อนที่คลิปจะถูกลบ โดยกลุ่มนี้ตั้งเป้าในการเอาผิดรัฐบาล Syria

--ขยะในฟิลิปปินส์

--social media ทั้งบ่อนทำลายและส่งเสริม  democracy

--บทบาทของสภาคองเกรสสหรัฐในการคุม social media

เหมือนหนังมันนำเสนอ "ความน่ากลัว" ของโลกยุคปัจจุบันได้ดีมากๆ


HEIDI (2015, Alain Gsponer, Switzerland/Germany, A+30)

ดูแล้วนึกถึง REMI, NOBODY'S BOY (2018, Antoine Blossier, France) เพราะตัวเอกของทั้งสองเรื่องเป็นเด็กยากจนที่สามารถเข้าถึงสังคมคนรวยด้วยวิธีการเดียวกัน นั่นก็คือถูกจ้างให้เป็นเพื่อนเล่นของเด็กรวยที่นั่งรถเข็น แต่ HEIDI ดูแล้วลงตัวกว่า REMI, NOBODY'S BOY

MA (2019, Tate Taylor, A+30)

หนังไม่ตื่นเต้น แต่ดูแล้วสะใจสำหรับเรา

Spoiler alert
--
--
--
--
--
ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับตัวละคร Ashley ในรูปนี้ในตอนท้ายเรื่องน่ะ คือเหมือนเธอถูกขังไว้ด้วยในตอนท้าย แล้วเธอถูก Ma ตบสลบไปหลังร้องกรี๊ด แต่เหมือนเธอไม่ได้ถูกช่วยออกมาในตอนท้าย เหมือนตัวละครทุกคนลืมเธอไปเลย ใครจำได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอในตอนท้ายเรื่อง เธอรอดชีวิตหรือเปล่า

MANTA RAY (2018, Phuttiphong Aroonpheng, A+30)


SYSTEM CRASHER (2019, Nora Fingscheidt, Germany, A+30) หนึ่งในหนังเกี่ยวกับเด็กที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดูมาในชีวิตนี้

ALL ABOUT ME (2018, Caroline Link, Germany, A+5) ดูแล้วไม่ค่อยอินเป็นการส่วนตัว แต่ขำที่เด็กชายวัย 9 ขวบในเรื่องหมกมุ่นกับการดูภาพโฆษณากางเกงในชายมากๆ แล้วในฉากนั้นก็มีเสียง voiceover ของเด็กขึ้นมาว่า “I know what I want” หรืออะไรทำนองนี้ 55555

MANTA RAY (2018, Phuttiphong Aroonpheng, A+30)

ขอโน้ตไว้สั้นๆ เพราะช่วงนี้ไม่ว่างเลย

--ชอบความ magic ของหนังมากๆ มันสวยสดงดงามมากๆ และเราว่ามันอยู่ในระดับกำลังดี ไม่ฟุ้งเกินไปหรือเหวอเป็นนามธรรมเกินไปแบบ A SUSPENDED MOMENT (2010, Phuttiphong Aroonpheng, 58min)

--ดูแล้วนึกถึง A STRANGER FROM THE SOUTH (2007, Phuttiphong Aroonpheng) มากๆ เพราะถึงแม้ A STRANGER FROM THE SOUTH จะไม่ได้พูดถึง Rohingya แต่หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็พูดถึง “ผู้ชายคนนึงที่เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านของผู้ชายอีกคน”, พูดถึงการเมืองภาคใต้ และมีการใช้สัตว์น้ำเป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน แต่เราจำไม่ได้ว่า A STRANGER FROM THE SOUTH พูดถึง “ปู” หรือสัตว์อะไรกันแน่

--ฉากช่วงท้ายทำให้นึกถึง NO MAN’S LAND (2018, Nanut Thanapornrapee) มากๆ เหมือน NO MAN’S LAND ก็พูดถึงชาว Rohingya เหมือนกัน

--ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงข่าวนี้มากๆ

Saturday, July 13, 2019

EGON SCHIELE: DEATH AND THE MAIDEN

FACE TO FACE (2018, Benjamin Sereno, France, documentary,  A+30)

 หนังที่นำเสนอภาพถ่ายใบหน้าคนไปเรื่อยๆ หนังมีพลัง disturbing แบบแปลกๆ

 EGON SCHIELE: DEATH AND THE MAIDEN (2016, Dieter Berner, Austria/Luxembourg, A+30)

ชอบบุคลิกตัวละครหญิง 6 ตัวในหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้ง Gerti น้องสาวของอีกอน ที่ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์แปลกๆกับพี่ชาย, Moa สาวผิวดำจัดจ้านจาก Tahiti ที่ด่าทอกับ Gerti เป็นประจำ, Tatjana เด็กสาววัย 13 ปีที่นำเภทภัยมาสู่ตัวอีกอน, Wally นางแบบสาวของ Gustav Klimt ที่มาทำงานให้อีกอนด้วย, Adele สาวรวยที่อยากได้อีกอนเป็นผัวอย่างรุนแรง และ Edith ซึ่งดูเผินๆเหมือนเรียบร้อย แต่ก็แฝงความเงี่ยนไว้ภายใน

Thursday, July 11, 2019

ALMOST NOTHING

ALMOST NOTHING (2018, Anna De Manincor, Zimmerfrei, Italy/France/Belgium, documentary, 77min, A+30)

สารคดีเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ทำงานใน CERN หนังทำออกมาได้รื่นรมย์ดีมากๆ

เพิ่งรู้ว่า internet มีต้นกำเนิดมาจากไอเดียของคนใน CERN

 MINDING THE GAP (2018, Bing Liu, documentary, A+30) 

ตอนแรกดูหนังตัวอย่างแล้วนึกว่ามันจะเหมือนหนังสารคดีเรื่อง WEIRDROSOPHER WORLD (2005, Nontawat Numbenchapol, 88min) ที่ตามถ่ายหนุ่มๆสเก็ตบอร์ด แต่พอดูไปดูมาแล้วก็พบว่า MINDING THE GAP มันไม่ได้ focus ไปที่การเล่นสเก็ตบอร์ด แต่ focus ไปที่ปัญหาชีวิตรุนแรงของหนุ่มจีน,หนุ่มผิวขาว และหนุ่มผิวดำ ชอบความรู้สึกที่อธิบายได้ยากของผู้กำกับ เพราะเขามีปัญหากับการที่พ่อเลี้ยงทุบตีเขากับแม่อย่างรุนแรง แต่เขาก็พบว่า เพื่อนสนิทของเขาก็ชอบทุบตีเมีย แล้วเขาควรจะรู้สึกอย่างไรกับเพื่อนสนิทคนนี้

 ATLAS (2018, David Nawrath, Germany, A+)

 ทำไมรู้สึกว่าพระเอกตัดสินใจตรงข้ามกับเราตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ดูแล้วก็เลยรู้สึกขัดใจกับการตัดสินใจของพระเอกตลอดเวลา

Wednesday, July 10, 2019

AMELINA

WE WAITED UNTIL NIGHTFALL (2019, Zouain Muniz, Dominican Republic, documentary, A+30)

น่าจะเป็นหนังจากสาธารณรัฐโดมินิกันเรื่องแรกในชีวิตที่เราได้ดู หนังงดงามมากๆ ดูแล้วนึกถึงทั้ง PHANTOM OF ILLUMINATION (2017,  Wattanapume Laisuwanchai) และ A CONCRETE CINEMA (2017, Luz Ruciello, Argentina) ที่เป็นสารคดีเกี่ยวกับโรงหนังเก่าเหมือนกัน

 THE FUTURE OF IRAQ (2018, Thee Yezen Al Obaide, Mats Muri, Norway, documentary, A+30)

 ชอบหนุ่มน้อยชาวเคิร์ดที่ทำงานเก็บขยะขายในหนังเรื่องนี้มากๆ สงสารและเป็นห่วงเป็นใยเขามากๆ หวังว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีนะ

 FACADE COLOUR: BLUE (2019, Oleksij Radynski, Ukraine, documentary, A+30)

 ชอบประเด็นของหนังมากๆ ที่เป็นการตบตีกันเรื่องการสร้างห้างสรรพสินค้าที่จะไปกระทบสถาปัตยกรรมอาคารรูปจานบิน เหมือนเราแทบไม่เคยเจอประเด็นสถาปัตย์แบบนี้ในหนังเรื่องอื่นๆมาก่อน

 AMELINA (2018, Ruben Guzman, Argentina, documentary, A+30)

 ชอบ landscape ของ Patagonia ในหนังมากๆ ทรงพลังมากๆ

Tuesday, July 09, 2019

Favourite Films 2001


เหมือนเว็บไซต์ SENSES OF CINEMA จะกลับมาแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัย เราก็ขอเอาอันดับประจำปีของเรามาแปะในนี้ด้วยแล้วกัน ข้อมูลจะได้ไม่สูญหาย อันนี้เป็นอันดับหนังสุดโปรดของเราประจำปี 2001


Favourite Films 2001

by Jit Phokaew

Unless otherwise stated, films in these lists are films I saw at a cinema for the first time in Bangkok in 2001. The list is divided into two main categories: films made pre 1990 and films made post 1990. All films are listed in preferential order.

Favourite films 2001:

1.  Beau Travail (Claire Denis, 1999)

A film that makes time fly so quickly. According to my feelings, the film seems to last only 5 minutes in viewing, but lingers forever in my memory. Beau Travail touches me as deeply as Marguerite Duras’ films. Superb cinematography, editing, music, performance, and ending. Poetic, enchanting, exquisite, and delicious. I saw it on big screen 5 times, but still can’t get enough of it. Coincidentally, Le Petit Soldat (Jean-Luc Godard, 1960) was also screened in Bangkok this year.

2.  Gloria (Manuela Viegas, 1999)

While Beau Travail had been gloriously praised before I saw it, I had never heard of Gloriawhen I went to see it. A surprisingly overlooked film with an ending that generates multiple interpretations among viewers. I still wonder what really happens in this Portuguese film. Elliptical, bewildering, bewitching, and stunning. Gloria can make you feel lost and dumbfounded, but you may never want to leave its wilderness. Since I can’t understand why Gloria has such a profound effect on my feelings, I guess it speaks directly to my subconscious.

3.  Jeepers Creepers (Victor Salva, 2001)

I had never cried out of fear until I saw this film. The story belongs to that universe where anything is possible. A modern fairy tale without fairies. It has a monster which might have sprung out of Buffy the Vampire Slayer or a non-existing adult version of Sailor Moon, but there is no Buffy or any of the nine Sailors to help these unfortunate characters. It also arouses my curiosity with the number “23”, particularly after I saw 23 (Hans-Christian Schmid, 1998). Relentlessly frightening with a satisfying ending. I’m eagerly awaiting its sequels. Jeepers Creepers make me want to see Powder (Victor Salva, 1995) again. Maybe I overlooked something when I first saw it a few years ago.

4.  Fotograf (Kazim Oz, 2001)

If the poem “The Man He Killed” by Thomas Hardy can make you cry, this film is a must-see. Astonishingly shot from the beginning to the end. Though some parts of the story are predictable and its message is simple, that cannot diminish the power of this movie. Hypnotic, poignant, and unforgettable.

5.  Jacky (Brat Ljatifi, Fow Pyng Hu, 2000)

Jacky is full of familiar moments: watching sunset alone on a train, lying alone on the floor, eating alone in your room; enjoying the beach; singing a song; starting the vacuum cleaner; returning from shopping and then opening every package of food to taste what’s inside. These moments happen nearly every day in some people’s lives, but it seems very few filmmakers are interested in these people. Many films tend to emphasize the loneliness, the unhappiness, the misery, and the weirdness of some people who spend their time alone, and that only makes me feel very grateful for Jacky for not showing the misery of their characters too obviously. They may be unsatisfied with their imperfect lives, but they don’t need to resort to outlandish behaviour. My favourite scenes are when the characters try to move one hand fast and the other hand slowly, when Jacky and his wife eat their food with different speed, and when one guest comments on eating too much food. I still hope that one day I will have a chance to see a movie which portrays the kind of people I know very well—those who spend their time alone, and are very happy.

6.  The Day I Became a Woman (Marziyeh Meshkini, 2000)

Though there are some funny moments in this film, they only emphasize the sadness. One of the saddest films of all time. The second part is my most favourite.

7.  La Classe de neige (Claude Miller, 1998)

Marvellously shot by Guillaume Schiffman, this film really deserves to be seen on a big screen. Haunting, intense, disturbing, and beautiful.

8.  Voyages (Emmanuel Finkiel, 1999)

This film can show the horrible consequences of the Holocaust as effectively as Sophie’s Choice (Alan J Pakula, 1982), but instead of using flashback scenes, it uses only small gestures made by characters. The acting is first-rate, especially Shulamit Adar. When the movie ends, I don’t know whether to cry out in joy or sorrow.

9.  Dancer in the Dark (Lars von Trier, 2000)

Though I’m not too impressed with the story or the leading character, I can’t deny that I love the acting of Bjork and the use of musical scenes in this film.

10.  Cold Homeland (Kalte Heimat, Volke Koepp, 1995)

My most favourite documentary of the year. But that doesn’t mean I didn’t like the other wonderful documentaries I saw – Daguerreotypes (Agnès Varda, 1974), Les Glaneurs et la Glaneuse (Agnès Varda, 2000), The Land of the Wandering Souls (Rithy Pahn, 2000), and Friendly Persuasion (Jamsheed Akrami, 2000). They are all excellent, but Koepp’s films, including Wittstock, Wittstock (1997), are the ones I really feel emotionally about.

11.   Moving (Ohikkoshi, Shinji Soomai, 1993)

If La Classe de neige makes you feel too cold, let yourself get burnt by this fiery film which is also about a troubled child.

12.  The Circle (Jafar Panahi, 2000)

Like The Day I Became a Woman, this carefully-constructed film is one of the saddest films I saw this year.

13.  Elvjs e Merilijn (Armando Manni, 1998)

Things which are too beautiful, delicate, or fragile cannot survive in this harsh, cruel world.

14.  Onegin (Martha Fiennes, 1999)

The cinematography by Remi Adefarasin lends an enormous power to this movie.

15.  Au Coeur du mensonge (Claude Chabrol, 1998)

One of the most intense films I have ever seen. Chabrol creates many interesting characters in this movie, especially the strangely charming cop (Valerie Bruni-Tedeschi) who has a unique voice and manners. Chabrol doesn’t scare me with the murders in this movie. He scares me just by creating many characters with potential and reasons to kill one another. That’s why I held my breath and grasped my seat firmly when the cop came to interrogate Vivianne (Sandrine Bonnaire) when she was ironing. This film is full of many interesting details, and it may take a lot of pages to discuss all of them. Who can forget the scene when the camera goes down to the coffin and then we see the couple lying together in bed? It was a dream come true when 5 films of Chabrol were screened in Bangkok this year.

16.  Clouds of May (Nuri Bilge Ceylan, 2000)

The landscape and the characters seem to be given equal importance in each scene of this movie, a quality rarely found in other films.

17.  Under the Sand (François Ozon, 2000)

Exquisitely crafted. My favourite scenes are when Marie (Charlotte Rampling) says to her new guy that he is so light, when she confronts her mother-in-law, and when she finally is able to cry. Rampling’s performance can’t be excelled. Each friend of mine has different interpretations about the ending of this film.

18.  The State I Am In (Christian Petzold, 2000)

19.  This Window Is Yours (Tomoyuki Furumaya, 1994)

20.  Under the Moonlight (Reza Mir Karimi, 2001)

Honourable mentions: Tired Companions (Zoran Solomun, 1996) Storytelling (Todd Solondz, 2001) Unfinished Song (Maziar Miri, 2001) Smell of Camphor, Fragrance of Jasmine (Bahman Farmanara, 2000) A.I.: Artificial Intelligence (Steven Spielberg, 2001)

Favourite Classic Films seen in 2001: The Death of Maria Malibran (Werner Schroeter, 1972), Ticket of No Return (Bildnis einer Trinkerin, Ulrike Ottinger, 1979), The Last Hole (Das letzte Loch, Herbert Achternbusch, 1981), Pierrot le Fou (Jean-Luc Godard, 1965), Ludwig’s Cook (Theodor Hirneis oder wie man ein ehemaliger Hofkock wird, Hans Jurgen Syberberg, 1973), The Power of Emotion (Alexander Kluge, 1983)

Favourite film criticism: Michael Atkinson, Mark Holcomb, Dennis Lim, and Jessica Winter, “A.I.: Alternative Interpretations”, Village Voice, uploaded 24 July 2001

9 JULY – 15 JULY 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 28
9 JULY – 15 JULY 1989

1.I DROVE ALL NIGHT --  Cyndi Lauper https://www.youtube.com/watch?v=2y1TZXc5DiY

2. TOY SOLDIERS – Martika (New Entry)

3. DON’T YOU WANT ME BABY – Mandy (New Entry)
https://www.youtube.com/watch?v=UL9UNdpZNlo

4. TOMODACHI – Ayumi Nakamura

5. MANCHILD – Neneh Cherry (New Entry)

6. RETURN TO MYSELF – Mari Hamada https://www.youtube.com/watch?v=YyVNZOmc_x8

7. YUME NO NAKAE – Yuki Saito

8. GOMENYO NAMIDA – Toshihiko Tahara https://www.youtube.com/watch?v=PgOzgmNqE64

9. STORMS IN AFRICA – Enya (New Entry)

10. FERRY CROSS THE MERSEY – Paul McCartney & Others (New Entry)