Thursday, May 31, 2007


This is my comment in MEMORIES OF THE FUTURE's blog:

Thanks to your suggestions about Regina Spektor and Summer in the City, I have listened to the album BEGIN TO HOPE (2006), and like the songs ON THE RADIO and APRES MOI very much. I think ON THE RADIO is very catchy, and I like her voice in APRES MOI.

Seeing Ruiz and Greenaway films together is one thing I would like to do, too. In my opinion, Ruiz, Greenaway, and Robbe-Grillet films can be grouped together in a way, because they are:

1.Like a kind of games, or mind games.

1.1 SNAKES AND LADDERS (1980, Raoul Ruiz)
Jonathan Rosenbaum wrote in that this film is “a Borgesian metaphysical fantasy whose hero progressively discovers that France is a life-size board game (devoted to Snakes and Ladders or ‘The Goose’s Game’) – one has to deal with tatty special effects of Edward D. Wood Jr calibre, along with the brilliant conceits and two separate off-screen narrators, male and female.”

Note: While France becomes a board game in SNAKES AND LADDERS, the map of Paris is also represented like a board game in LE PONT DU NORD (1982, Jacques Rivette).

1.2 DROWNING BY NUMBERS (1988, Peter Greenaway)

1.3 N TOOK THE DICE (1971, Alain Robbe-Grillet)
I have heard that this film is made by breaking up EDEN AND AFTER into various fragments, and put the fragments together again in a new order of scenes. The scene order of this film is determined by the dice throwing of a new narrator.

If you like films in this group, two other films I recommend are LES CREATURES (1966, Agnes Varda, A+), in which islanders are turned into pawns in a chess game, and YOU BET YOUR LIFE (2005, Antonin Svoboda, Austria, A+), in which the act of dice throwing seems to determine a man’s fate.

2.Deeply influenced by paintings.
Magritte seems to influence both Ruiz and Robbe-Grillet.

3.Deeply influenced by literature.
For example:

3.1 LA BELLE CAPTIVE has a character who said he met Marcel Proust last night in a theatre.

4.Narratively puzzling

5.Present characters as if they are objects, or pawns in games. Somehow, they seem to be the opposite of films by John Cassavetes, Eric Rohmer, or Caveh Zahedi, because the latter group excels in presenting characters as real human beings. I think both groups are great in their own ways. I have heard that Walerian Borowczyk also tends to present characters as if they are objects, too.

I haven’t seen HYPOTHESES OF A STOLEN PAINTING. I have seen only four films by Ruiz so far. They are A PLACE AMONG THE LIVING, THAT DAY, TIME REGAINED, and SHATTERED IMAGE. I think I like THAT DAY the most. TIME REGAINED might be the best, but I feel closer to THAT DAY.

I haven’t read EMMA, but I had to read PRIDE AND PREJUDICE in 1994, when I took 19th Century British Novels course. I had to read PRIDE AND PREJUDICE, GREAT EXPECTATIONS, VANITY FAIR and TESS OF D'URBERVILLES in the course at that time. I have to admit that I like PRIDE AND PREJUDICE the least, but I like watching films adapted from Austen from time to time. I haven't seen PRIDE AND PREJUDICE (2005, Joe Wright), though. I like EMMA (1996, Douglas McGrath, A-), but I prefer CLUELESS (1995, Amy Heckerling, A+), which is also adapted from Austen's EMMA.



As for my life, I hope it rains a lot this year. This is the first year in my life that I like rain. I have hated rain all over my life. It makes traveling difficult and it causes flood. But this year’s summer (starting in March in Thailand) is very hot, and the rain has helped a lot in cooling down temperature. I also fear the global warming very much. I fear that there will be severe drought. So the rain will help cooling down my fear, too.

Today I feel a little bit sad, because I have just discovered that many videotapes I haven’t watched have been destroyed by fungus. Oh! I wish I hadn’t spent that much money on videotapes. It’s my stupidity. I should have resisted the temptation to buy videotapes in 1990’s.

Videotapes I have just thrown away without ever watching them:

1.AN AFFAIR OF LOVE (1999, Frederic Fonteyne)


3.THE KID STAYS IN THE PICTURE (2002, Nanette Burstein + Brett Morgen)

I also have to have my video player repaired. I hope there are some service shops that can still repair video player.

I think I will slowly check other videotapes to see if there are some to be thrown away. I will try to limit throwing not more than one videotape per week. I would not have been sad like this if I have watched them. Now I know I’m the real victim of consumerism. I just kept on buying things I don’t use and will never have a chance to use.

My most favorite film recently is BOYHOOD LOVES (AMOUR D’ENFANCE) (2001, Yves Caumon, A+). I don’t know how to describe the good things about this film. Each scene is so simple but it hits exactly right. It balances everything very well. The mood in some scene is serious, but not as manipulative as many other films. The editing is great. One scene I like very much is the scene when the hero comes back home and is standing behind his mother, looking at her. He keeps on looking and we see the minute details of the expressions on his face. And then the film cuts suddenly to another scene, and we have to imagine by ourselves how our hero greets his mother or what he talks to her when they meet for the first time in a long while. Most films would show the conversation between the hero and his mother, but this film just show what comes before that.

A great review for BOYHOOD LOVES:


ข่าวจากเว็บไซท์ ประชาไท

ประชาไท – 30 พ.ค. 50 เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดเสวนา ‘จากเซ็นเซอร์สู่เรตติ้ง ทางออกที่เป็นไปได้’ โดยในเวลา 13.00 น. เป็นการอภิปรายในหัวเรื่อง ‘ภาพยนตร์ศิลปะแขนงที่ 7’

กลุ่มแรกที่รู้ว่า “ภาพยนตร์” มีพลัง คือกลุ่มเจ้า

นายทรงยศ แววหงส์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และงานศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สังคมไทยอาจมองภาพยนตร์หรือหนังเป็นเพียงเรื่องความบันเทิง แต่ความจริง ในความเป็นหนังมีความคิดอะไรอยู่ในนั้นมาก นอกจากนี้หนังยังเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของสื่อ จากสื่อที่เป็นภาพนิ่ง

นายทรงยศ กล่าวอีกว่า ภาพยนตร์ คือบันทึกความเป็นจริงของสังคม แต่มีอีกบทบาทที่สามารถสร้างความเป็นจริงหรืออะไรก็ตามให้เกิดความน่าเชื่อถือขึ้นมาได้ด้วย จึงทำให้ถูกนำมารับใช้ทางการเมืองค่อนข้างมาก อย่างในปี 1926 ในรัสเซียมีหนังเรื่องแม่ ที่สร้างดัดแปลงมาจากนิยายของแม็กซิม กอร์กี้ ซึ่งสามารถมีพลังทางการเมืองในเวลาต่อมาได้ หนังจึงมีบทบาทสร้างความจริงบางอย่างสำหรับใครก็ตามที่ควบคุมหนังหรืออยากให้ความจริงนั้นก่อเกิดในสังคม

ดังนั้น กลุ่มแรกๆ ในสังคมไทยที่รู้สึกว่าหนังมีความสำคัญมากคือพวกเจ้า และพวกเจ้าก็เป็นกลุ่มแรกที่ควบคุมหนัง เพราะรู้ว่าหนังมีพลังเกินกว่าจะปล่อยสู่มือคนอื่นจึงทำให้เกิด พ.ร.บ.ควบคุมหนังและภาพยนตร์ 2473 (มาตรา 4 ห้ามมิให้ทำหรือฉายหรือแสดงสถานที่มหรสพซึ่งภาพยนตร์หรือประกาศกอบด้วยลักษณะฝ่าฝืนหรืออาจฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ถึงแม้เพียงว่าการทำ การฉาย หรือการแสดงภาพยนตร์ หรือประกาศนั้นๆ น่าจะมีผลเช่นว่านั้น ท่านก็ห้ามดุจกัน) เป็นเครื่องมือห้ามหนังที่บอกว่ามีเนื้อหาคือขัดต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยของสังคม หนังเหล่านี้ต้องถูกขจัดไป


นายนิวัติ กองเพียร นักเขียนและนักวิจารณ์งานด้านศิลปะ กล่าวว่า ศิลปะควรเป็นเรื่องใหญ่สุด แต่บ้านเมืองนี้ไม่มีใครสนใจเลย มันมีความสำคัญถ้าเราทำความเข้าใจเสียแต่แรก และจะไม่มีปัญหาเรื่องเรทติ้งไม่ว่าจะเอาไปใช้ด้านใด นอกจากนี้ ยังควรจะต้องรู้จักศิลปะหมดทุกแขนง โดยหนังถือว่าเป็นที่รวมของศิลปะทุกแขนงไว้ จึงควรใช้หนังมาสอนคนให้มากที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ง่ายสุด และเราจะได้เห็นหลายอย่างในหนัง

นายนิวัติ กล่าวต่อไปว่า เราถูกสอนให้ดูหนังตามที่รัฐบอกว่าอย่างนี้ดูได้ อย่างนี้อย่าดู ซึ่งถือเป็นการปิดบังซ่อนเร้นประชาชน ยิ่งในอดีตจะกำหนดกระทั่งหนังที่จะเข้ามาว่า เรื่องใดฉายได้ เรื่องใดห้าม และเราถูกสอนให้ดูให้รู้เรื่องเท่านั้น แต่การเสนอแบบนั้นคือความเลวร้ายที่สุดจนทำให้คนติดละครโทรทัศน์แบบที่เป็น แบบที่ต้องดูรู้เรื่อง ต้องบอกหมดไม่ว่าจะไปซ้ายหรือไปขวา แต่หนังที่เป็นศิลปะแต่ดูไม่รู้เรื่องนั้นดูไม่ได้

“พอหนังเป็นศิลปะมากขึ้น ทำไมเราดูหนังโป๊ฝรั่งได้ แต่คนไทยโป๊กลับห้าม ทำเบลอคนสูบบุหรี่ แต่ให้เห็นถือบุหรี่ได้ เห็นไฟแช็คได้ ทำแบบนี้มันโง่บัดซบ งี่เง่า ดูถูกคนดูมาก โครตโง่ที่คิดแบบนี้ได้ เป็นทารุณกรรมที่ทำร้ายประชาชนมากที่สุด” นายนิวัติแสดงความเห็นอย่างดุดันปนขันขื่น พร้อมบอกต่อไปว่าที่ผ่านมา เราไม่มีโอกาสได้ดูหนังเป็นศิลปะจริงๆ เลย เราไม่เคยได้ดูหนังดีๆ จากประเทศอื่น เช่น หนังฝรั่งเศสดีๆ หรือหนังสเปนดีๆ เราต้องหาดูเอง ตอนนี้เขาให้ดูแต่หนังเกาหลี


ด้านมานิต ศรีวานิชภูมิ ศิลปินภาพถ่าย กล่าวถึงประเด็นศิลปะกับรัฐธรรมนูญว่า รัฐสภาเชิญตัวแทนเครือข่ายศิลปินไปเสนอความเห็นว่า มองรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างไร คิดว่าการไปให้ความเห็นนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันบ่อยๆ ในหมู่ผู้ร่างกฎหมาย ต้องไปชี้ประเด็นว่า ศิลปวัฒนธรรมคือภาพสะท้อนของเสรีภาพและประชาธิปไตย ในนานาประเทศนั้น หากจะดูว่าประเทศใดเสรีภาพก้าวหน้าอย่างไร เขาจะไปดูที่ภาพยนตร์หรืองานศิลปะ

ดังนั้น ถ้าพูดถึงศิลปวัฒนธรรมเพียงแค่เรื่องการแต่งกาย เป็นการมองที่ผิวเผินมาก เพราะศิลปวัฒนธรรมคือเรื่องสิทธิเสรีภาพ เป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานการมีชีวิตด้านการแสดงออก ต้องมองมากกว่าการรำการฟ้อน จึงหวังว่าคณะร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าใจว่าศิลปวัฒนธรรมคือกระจกสะท้อนประชาธิปไตย

นายมานิต กล่าวต่อไปว่า ต้องทลายกำแพงนิยามด้วย ประชาชนต้องมีสิทธินิยามอะไรของประชาชนได้ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องนิยามว่า ศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องสิทธิชุมชนด้วย เพื่อให้กลุ่มอื่นๆ สามารถเสนอนิยามศิลปวัฒนธรรมอันเป็นสิทธิได้ ไม่ใช่ให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าของการกำหนดนิยามเจ้าเดียว มิฉะนั้นมีอะไรก็เซ็นเซอร์หมด

อย่างไรก็ตาม นายมานิต ทิ้งท้ายว่า แม้จะรู้ว่าต่อไปร่างรัฐธรรมนูญ 2550 คงลงชักโครก แต่คนร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทยมันมีกลุ่มเดียว เพียงแต่เปลี่ยนหัวเท่านั้น ดังนั้นเดี๋ยวก็กลับมาร่างใหม่ จึงต้องพูดเรื่องศิลปวัฒนธรรมให้กลุ่มนี้ฟังบ่อยๆ

“หลังรัฐธรรมนูญ 2540 สังคมเปลี่ยนไปมาก เพียงเราบรรจุถ้อยคำบางอย่างมันก็เปลี่ยนโลกทัศน์คน ถ้าเรามองไม่เห็นจุดสีแดงเล็กๆ ในสีดำ เราก็เติมสีแดงๆ ไปเยอะๆ คนจะได้เห็นสีแดงนั้น ขยายนิยามให้ประชาธิปไตยอยู่ที่เราเสียที ไม่ใช่อยู่เพียงในสภา” นายมานิตกล่าว

ต่อต้านการเซ็นเซอร์ ต้องไม่หยุด ไม่ยอมแพ้

หลังจากนั้น เป็นวงเปิดให้ผู้มาร่วมถามหรือแสดงความเห็น หลายคนแสดงความอึดอัดต่อการเซ็นเซอร์หนัง นายมานิตจึงเสริมว่า เขาคงไม่อยากให้กระจกสะท้อนความจริงที่เขากลัว ศิลปะแขนงอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังก็โดนเซ็นเซอร์ การเซ็นเซอร์มีตลอดเวลา มีทุกจุด แต่ภาพยนตร์มีคณะกรรมการหรือบอร์ดควบคุมชัดเจน แต่เวลานี้การเซ็นเซอร์แบบไม่มีบอร์ดเต็มไปหมด จึงไม่แปลกใจที่มีการเซ็นเซอร์ภาพบุหรี่แบบเบลอไปครึ่งจอ มันงี่เง่า โง่แบบนี้ เรายอมให้คนโง่ปกครองประเทศได้อย่างไร เป็นสิทธิเราที่จะบอกว่าพวกโง่ๆ มันออกมาได้แล้ว อย่าเข้าไปเลยในสภา

นายมานิต แสดงความเป็นห่วงต่อไปว่า ขณะนี้การเซ็นเซอร์ขยายตัว จากองค์กรเซ็นเซอร์สู่ Self Censor (การเซ็นเซอร์ตัวเอง) ที่แต่ละคนเริ่มมีความเห็นไปทุกเรื่องจนละเมิดเสรีภาพคนอื่นไปหมด ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดพัฒนาการแบบนี้ขึ้น การเซ็นเซอร์ไปสู่ข้างนอกที่มีคนมาคอยถือป้ายคอยสะกิดให้เซ็นเซอร์

อย่างเช่น กรณี ไมเคิล เชาวนาศัย ศิลปิน แต่งตัวเป็นพระในการแสดงงานศิลปะก็มีคนถือป้ายเป็นผู้พิทักษ์ศาสนามาร้องเรียน หรือกรณีหนัง ‘แสงศตวรรษ’ ของผู้กำกับภาพยนตร์อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่มีฉากแค่พระเล่นกีตาร์ก็โดนเซ็นเซอร์ ดังนั้น นอกจากการแก้กฎหมายแล้ว ทำอย่างไรการเซ็นเซอร์ด้วยทัศนคติที่คับแคบจึงจะถูกทลายไปได้

จากนั้น นิวัติ ได้เสนอทางออกว่า วิธีการเซ็นเซอร์แบบนี้มีนานแล้ว แต่เราต้องใช้วิธียืนยันปฏิเสธสิ่งที่เขาปฏิเสธเรา ถ้าเรามีกลุ่มก้อนที่แข็งแรง อาจจะต้องมีโรงฉายหนังของอภิชาติพงศ์โดยเฉพาะ เช่นจัดฉายใน มหาวิทยาลัย อาทิตย์ละสองรอบ โดยไม่ฉายที่สาธารณะ หรืออาจมีสื่อมวลชนช่วยเสริมโดยบอกว่าถ้าอยากดูหนังของอภิชาติพงศ์ให้ไปดูที่นั่นที่นี่ ต้องไม่หยุดหรือยอมแพ้ เราต้องมีคนถือป้ายเหมือนกัน เพราะเราต้องนึกเสมอว่าเราอยู่ในประเทศไทย ที่มีอะไรแปลกๆ และประหลาดมาตลอด เราจึงต้องประหลาด แปลกๆ เหนือเขา

ดังนั้น หนังของอภิชาติพงศ์อาจจะฉายที่แกลอรี่ แล้วให้อภิชาติพงศ์เอากระป๋องวางไว้หน้าแกลอรี่บอกกันว่ารวมเงินใส่กระป๋องให้อภิชาติพงศ์ อาจจะราคาเท่าโรงหนังเลยก็ได้ สมัยเรียนหนังสือเคยทำแบบนี้ นำหนังอาร์ตไปฉายที่หอเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องนี้ทำได้แต่อยู่ที่เราจะทำหรือไม่ ยังคิดวิธีสู้กับรัฐตลอดเวลา ระบบบราชการอย่าไปสนใจ เราก็ทำของเราไป

นายมานิต กล่าวว่า ต้องล้ม พ.ร.บ. ควบคุมหนังและภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 ก่อน เพราะมันขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ที่เป็นกฎหมายแม่ เราสามารถเข้าชื่อและยื่นศาลรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ชำระได้ตั้งแต่วันแรกที่สภาเปิดให้เดินเข้าไปเลย ทั้งรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้

นายนิมิตร์ เทียนอุดม จากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า แม้กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องถามว่าคนทำหนังมีอะไรอยู่ในมือที่จะเปลี่ยนสังคมโดยคู่ขนานไปกับการเล่นกับนักกฎหมายหรือนักการเมืองบ้าง

คิดว่าการมีคอลัมน์ของนิวัติ ในมติชนสุดสัปดาห์นั้น มีนัยยะทางสังคม เพราะมันทำให้การพูดเรื่องเพศและการดูนู้ดออกมาสู่ที่แจ้งมากขึ้น มันเกี่ยวข้องกับการเซ็นเซอร์ การไม่พูด ในสังคมไทยที่ไม่ใช่สังคมแห่งการเรียนรู้ การมีคอลัมน์เล็กๆ นี้มันเปิดโอกาสให้เรียนรู้บ้าง

“ผมไม่เกี่ยวในฐานะคนทำหนัง แต่อยากเปลี่ยนวิธีคิดลบๆ ของคนในบางเรื่อง เช่น เรื่องการไม่สังสรรค์กับคนเป็นเอดส์ การพูดเรื่องเพศมากขึ้น พอเปิดทัศนะมากขึ้น เราก็สามารถพูดเรื่องเอดส์และเพศในที่สาธารณะได้มากขึ้น ถ้าเราอยากมีเสรีภาพ เราต้องใช้เครื่องมือของคนทำหนัง นั่นคือเรื่องที่คุณสร้างไป”นายนิมิตร์กล่าว

นายนิมิตร์ กล่าวอีกว่า ถ้าคนกลัวการเห็นจู๋เห็นจิ๋มมาก ก็อยากให้คนค่อยๆ เห็นไป ตรงนี้ในความเป็นหนังทำอย่างไร ทำคู่กันไปกับทางกฎหมาย อาจต้องใช้เวลา อาจมีคอลัมแบบนิวัติให้มากขึ้น อาจต้องมีหนังที่พูดเรื่องการเซ็นเซอร์มากขึ้น เพราะถ้าไม่ใช้หนังพูด เราก็จะเจอกฎหมายห่วยแตก



Fortunately, I have successfully contacted my friend, and he told me that the Robbe-Grillet articles are from LITERATURE/FILM QUARTERLY magazines. So maybe you can go to a library to look for the magazines, or you can buy them from its website:

Information about the magazine’s back issues with Robbe-Grillet articles:

VOL.17 (1989)
This article contains very useful information about LA BELLE CAPTIVE, and Robbe-Grillet comments on Godard, Lelouch, and Beineix

VOL.18 (1990)
This article analyzes EDEN AND AFTER.

VOL.23 (1995)
(I don’t have this article)

You can order the magazine’s back issues from:

For Bangkokians, You can find LITERATURE/FILM QUARTERLY in the Chulalongkorn Main library. You can look for both the current issues and the older ones on the same floor that carry magazines and periodicals. Many great articles concerned mostly about the issue of adaptation and the influences between film and literary world.

This is a photo from EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet, A+), provided by Sonthaya Subyen:

The scene above is influenced by some paintings by Piet Mondrian. This is COMPOSITION WITH RED, YELLOW AND BLUE (1921) by Piet Mondrian:

The painting by Piet Mondrian reminds me of some paintings shown at VER GALLERY in Bangkok in the exhibition DON’T BE HAPPY. DO BE WORRIED by M.I.T.-S.I.X. (Mythicize Inconvenience Truth – Social Instrumental X). These are two photos of the paintings shown in this exhibition:


Monday, May 28, 2007




ไม่มีอะไร แค่จะบอกว่า ถ้าหากลองเข้าไปใน GOOGLE แล้วคลิกค้นหาภาพของ “โรม อิศรา” มันจะขึ้นภาพใบหน้าของคุณ OLIVER ขึ้นมา ฮ่าๆๆๆ ลองทำดูสิ

--new Screenout webboard

สวัสดีทุกๆคนค่ะ เทศกาลฝรั่งเศสกำลังจะเริ่มต้นแล้ว หวังว่าทุกๆคนคงเตรียมตัวให้ว่างในเดือนมิ.ย.เพื่อตะลุยงานนี้กันนะคะ


ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์จะจัดฉายหนังอินเดียด้วยค่ะ ดูรายละเอียดได้ที่

ตอบคุณ FANFU

ชอบภาพ FIGHTING TOMMY RILEY มากๆเลยค่ะ

ตอบน้อง ZM

อิจฉาน้องมากเลยค่ะที่ได้ดู JOURNEY FROM THE FALL (2006, Ham Tran) อยากดูหนังเรื่องนี้มากๆเหมือนกัน

พูดถึงหนังแถบเอเชียอาคเนย์ ก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า นิตยสาร FILM COMMENT รายงานว่า RITHY PANH ผู้กำกับชื่อดังชาวกัมพูชา จะนำนิยายเรื่อง “เขื่อนกั้นแปซิฟิก” ของ MARGUERITE DURAS มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกมาดีมากน้อยแค่ไหน แต่เดาว่าถ้าหากเป็นในด้าน “การแสดงภาพความยากจนแร้นแค้นของชีวิต” แล้วล่ะก็ RITHY PANH น่าจะถ่ายทอดจุดนี้ออกมาได้ดีพอสมควร


เสียใจด้วยค่ะที่พลาด “ยามพลบ 2” กับ “VAGINA MONOLOGUES”


--ยามพลบ 2 เป็นละครเวทีที่ทำออกมาได้เป็นธรรมชาติมากๆ บางส่วนของละครทำให้นึกถึงภาพยนตร์ของ ERIC ROHMER

--“ยามพลบ 2” ประกอบไปด้วยตัวละคร 3 ตัว และตัวละครสองตัวในนี้จะมีช่วงที่ “อารมณ์แตก” ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่กราฟอารมณ์ของดิฉันพุ่งขึ้นสูงมาก

--สิ่งที่รู้สึกตะหงิดๆอยู่นิดเดียวก็คือว่า ละครเวทีเรื่องนี้จบลงตรงจุดที่ปัญหาได้รับการคลี่คลายในระดับนึง เส้นกราฟอารมณ์ของดิฉันก็เลยลดลงก่อนละครจบ เพราะฉะนั้นพอละครเรื่องนี้จบลงแล้ว ดิฉันก็เลยสงสัยว่า มันจะเป็นยังไงบ้างน้า ถ้าหากละครเวทีเรื่องนี้เลือกจบแบบภาพยนตร์อิหร่านบางเรื่อง นั่นก็คือจบลงตรงจุดที่กราฟพุ่งขึ้นสูงสุด ปัญหาทุกอย่างค้างเติ่ง ไม่มีการคลี่คลาย ดิฉันสงสัยว่าถ้าหากละครเวทีเรื่อง “ยามพลบ 2” เลือกจบแบบนั้น แทนที่จะเลือกจบแบบให้ข้อคิดว่า “มิตรภาพเป็นสิ่งดีที่ควรรักษาไว้” บางทีละครเวทีเรื่องนี้อาจจะทรงพลังมากยิ่งขึ้นก็ได้

ตัวอย่างของหนังอิหร่านที่จบลงตรงจุดที่กราฟอารมณ์พุ่งขึ้นสูงสุด ไม่มีการคลี่คลายปัญหา

1.OUR TIMES (2002, Rakhshan Bani Etemad, A+)

2.BEAUTIFUL CITY (2004, Asghar Farhadi, A+/A)

--ฉากที่ชอบที่สุดใน “ยามพลบ 2” ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในฉากที่ชอบที่สุดในปีนี้ คือฉากที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญต่อพล็อตเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นก็คือฉากที่อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ มองออกไปนอกหน้าต่างห้องยามเย็น และสังเกตเห็นเด็กคนนึงที่ต้องทำงานหนัก เธอรู้สึกสงสารเด็กคนนั้น ฉากนี้เป็นฉากที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของสามสาวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่รู้สึกประทับใจกับฉากนี้อย่างรุนแรงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

--ส่วน VAGINA MONOLOGUES นั้น เป็นละครเวทีที่กราฟอารมณ์พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยไม่มีปัญหากับตอนจบของละครเวทีเรื่องนี้

--การแสดงของ “นิธิวดี ตันงามตรง” ใน VAGINA MONOLOGUES ก็อยู่ในระดับ “กราบตีน” เช่นกัน ไม่รู้ว่านักแสดงหญิงคนนี้เป็นใคร รู้แต่ว่าฝีมือเธอเข้าขั้นพระกาฬคนนึง เธอรับบทตลกๆในเรื่องนี้ แต่การแสดงของเธอมีรายละเอียดยิบย่อยเยอะแยะมาก ดูแล้วทำให้นึกถึงการแสดงแบบมีรายละเอียดยิบย่อยของ CHER ใน MOONSTRUCK

--อยากถามคุณแฟรงเกนสไตน์ว่า มีเคล็ดลับอะไรที่ช่วยให้จำชื่อคนญี่ปุ่นได้ง่ายๆหรือเปล่า เพราะดิฉันมีปัญหามากๆในการจำชื่อคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่มีชื่อยาวๆประมาณ 4 พยางค์




UDON (2006, B+)

CASSHERN (2004, A-)


19 (2000, A-)




BASHING (2005, A+)



HOUSE (1977, A+)

NO ONE’S ARK (2003, A+)





Here is a comment from my friend SCOTT MAZAK, on the situation:

"It's not the dvd or computer screen - those are symptoms. I'm afraid it is global. and the reason is globalization. the consciousness of humans has been colonized and is currently being programmed to facilitate mass production, marketing, distribution and of course consumption. the system needs simplicity, efficiency, regimentation and total control to streamline profits and slavery. art can only exist as a shiny packaged product - if not, it must be eradicated. It is the duty of anyone who thinks this or sees it to do something, whether large or small, to derail the process. Keep talking about Balthazar and Duras as loudly and eloquently as you can. Unfettered creativity is all humanity has in the end. Serve it or we die."


MEMORIES OF THE FUTURE made a comment in my blog here:

This is Celinejulie’s reply:

I also have more books than I can read. I have bought some novels by Duras and Robbe-Grillet, but still haven’t find time to read them yet.

Coincidentally, I saw WAKING LIFE after LA BELLE CAPTIVE, and found that these two films are both about dreams within dreams. However, I think these two films are very different, because WAKING LIFE seems to appeal to “intellect”, while LA BELLE CAPTIVE, similar to other Robbe-Grillet’s films, seems to appeal to “sense”.

I think WAKING LIFE is amazing. Though I watched it with Thai subtitles, I could follow only 10 % of the dialogues. I think I have to watch it again. The dialogues in this film are too difficult for my brain to follow in the first viewing, but I think this is a good thing. WAKING LIFE reminds me of something I feel when I watched some films by Jean-Luc Godard or Hans-Juergen Syberberg. These films are full of interesting information. If these films are webpages, they would be webpages containing 1000 hyperlinks in each of the page. Watching these films inspires one to go to a library afterwards to search for more information about what is referred to in the films.

For example, in the case of Jean-Luc Godard, the film which made me feel strongly about this is LA CHINOISE (1967, A+). There were some scenes in the film in which Jean-Pierre Leaud erased some famous names from a blackboard. I think I would like to pause at these scenes to write down all the names in the blackboard and search for some information about them.

In the case of Syberberg, one scene which inspired me to search for more information is a surreal scene in LUDWIG: REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, A+), in which Wagner talked about many names, such as Niki de Saint Phalle and Werner Schroeter. I had never heard about Niki de Saint Phalle before, but I got to know her because of this film.

One scene that I like in WAKING LIFE is the silent moment when Caveh Zahedi stares at someone. I find it very touching when a film which is full of talking suddenly becomes silent. This great feeling reminds me of the stock market scene in THE ECLIPSE (Michelangelo Antonioni) when the noisy market suddenly becomes silent.

Below is a photo of NIKE (1984), a sculpture by Niki de Saint Phalle


Girish Shambu wrote a comment on my blog here:

This is Celinejulie’s reply:

Thank you very much for the information about a book by Royal S. Brown.

I saw SLOW MOTION (1980, Jean-Luc Godard) about 8-9 years ago. I can’t remember the scene referring to Marguerite Duras, but what I like very much about this film is the funniest scene in which one character did a funny thing, and the second character would do a funny thing, and the third character would do a funny thing, and go on and on like this.

However, your mentioning of Duras reference in SLOW MOTION reminds me that I read something about this in FILM COMMENT a few years ago. So I searched and found that in FILM COMMENT, Jan-Feb 2002, Godard talked about this in an interview conducted by Jean-Yves Gaillac, Tissy Morgue & Jean-Philippe Guerand. The interview was translated by Alice Lovejoy:

“The interviewer: It reminds me of the scene in “Sauve qui peut (la vie)” when Dutronc announces to his students that Marguerite Duras is in the next room, but we never see her.

Godard: In fact, she really was there, but she did not want to be filmed—perhaps because of her taste for voiceover in her own films. She came in order to be offscreen [laughs].”

I have read from TIME OUT FILM GUIDE that another film which mentions Marguerite Duras is POLYESTER (1981, John Waters), in which there is a huge drive-in billboard saying “NOW SHOWING…THREE MARGUERITE DURAS HITS”, or something like that. I haven’t seen POLYESTER, but I have heard that John Waters like Duras’ films very much.

I think I’m a little bit obsessed with Duras and Robbe-Grillet. Hahaha. But I’m not obsessed enough to find the time to read their novels yet.

In my opinion, I think Duras and Robbe-Grillet represent something ironic in the film history. I think one thing filmmakers should do is to make films which can’t be described by words, films which cannot be replaced by novels. But the filmmakers who seem to achieve this, the filmmakers who seem to really understand the huge potential of cinema are, unexpectedly, the novelists—Duras and Robbe-Grillet.

Talking about writing and filming reminds of what Duras said in the book DURAS BY DURAS (published by City Lights Books, San Francisco, 1987). In an article THE PATH OF JOYFUL DESPAIR, which is an interview with Duras by Claire Devarrieux, Duras said:

“It is when a script is performed that we’re the furthest from the author. Even when I directed my own scripts, it happened to me—except in INDIA SONG. In INDIA SONG the actors proposed characters but didn’t embody them. “Off screen” is still the place of writing. Delphine Seyrig’s fantastic performance in INDIA SONG came about because she never presents herself as someone named Anne-Marie Stretter but as her far-off, contestable double, as if uninhabited, and as if she never regarded this role as an emptiness to be enacted; but on the contrary, as though her reference to the written Anne-Marie Stretter remained intact. As for my other films, some evenings after a shoot, I had the sense I had lost my text. I was in despair. Its undefined virtuality was destroyed, it left its written form to end up as a sort of definitive utterance. To be completely honest, I have always suffered from this transformation, this shattering of the text’s obscurities; it’s because of that I made LE CAMION.”

What I like very much in INDIA SONG is the voiceover in the film. In March, I also made a list of films with interesting use of voiceovers. I would like to post it again here:










Below is a photo of TAXANDRIA (1994, Raoul Servais), of which Alain Robbe-Grillet co-wrote the screenplay. The photo is from


MUBARAK ALI has commented in my blog here:

This is Celinejulie’s reply:

I didn’t notice in LA BELLE CAPTIVE if there is an object that finds itself used by the different characters. I think I have to watch this DVD again soon. One of the things that I like in this film is the “too many shoes”. It makes me laugh out loud when the third shoe appeared in the film. How could Robbe-Grillet get an idea like that?

I can’t find Royal S. Brown’s articles on the internet. However, if you or anybody else want to read these two articles, you can e-mail me at to give me your address, so that I can send the articles to you.

I tried to contact my friend who gave me these Royal S. Brown’s articles to ask where these articles came from, but I can’t reach him right now. However, on the Royal S. Brown article on Eden and After, I notice that my friend wrote “1990, Vol. 18, No.4” . So I guess this article might come from a magazine, but I don’t know which magazine. Royal S. Brown was identified as someone from Queens College (C.U.N.Y.) in the article.

In this article, Royal S. Brown also translated something from “L’Eden et apres: Genese d’un film” (transcript of a video-taped conversation between Francois Jost and Robbe-Grillet), which appeared in a booklet called “Alain Robbe-Grillet: Ouevres cinematographiques” (Paris: Ministere des Relations 1982). I think it is interesting, so I quote it here:

“Alain Robbe-Grillet has noted that the basic idea for l’Eden was to use as a narrative generator a form as hostile as possible to the very idea of a narrative. Now, the form that is the most hostile to the continuity, to the causality of the narrative is obviously the series. What characterizes the succession of events in a chronological narrative is the causal linking of events to each other through a kind of hierarchy. On the other hand, as in music, where the Schoenbergian series represents the suppression of the very idea of tonality, so that there is no longer any dominant, no longer any tonic, serialism in a narrative would be a completely equal treatment of a certain number of themes.”

Below is a photo from EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet, A+). Thanks to Sonthaya Subyen for the photo.

Sunday, May 27, 2007


Since I find it difficult to make a link in the comment box, I tend to answer anyone who comments in my blog by writing a new post, so that I can make links easily. Sorry for any inconvenience.

PETER NELLHAUS has commented in my blog here:

This is Celinejulie’s reply:

I think three of Rattana Pestonji’s films are available as DVDs with English subtitles. They are COUNTRY HOTEL (1957), DARK HEAVEN (1958), and FOREVER YOURS (1955, directed by “Marut” or Tawee na Bangchang, but cinematographed and produced by Pestonji).

Wise Kwai wrote about COUNTRY HOTEL here:

Wise Kwai wrote about other Thai classic DVDs here:

These classic Thai film DVDs are available from the Thai Film Foundation. The website of the Foundation is at , but the website is down at the moment. I hope it will be back again soon. When the website is back again, you can find its e-mail to contact people at the Foundation and ask them how to buy these DVDs from overseas.

Another Thai vcd which is really worth having is TONGPAN (1977). You can read the details about this film and how to order it, together with a bilingual book, from

However, if you have any problems ordering these Thai dvd/vcds from overseas, you can e-mail me at to give me your address. I think I can buy them and send them to your address for free from time to time, maybe once every two months. :-)

I don’t know much about the Thai vcd market here. I think there might be some other classic Thai films released as vcds, but most of them have no English subtitles.

I once wrote a short comment on my favorite old Thai films in February. I think I should post it again.

Copy from an e-mail I sent to someone

Below is the list of old Thai films that I like:


This film is about a family who run a hotel in the far north of Thailand. They kill many guests of the hotel to steal the guests’ money. Unfortunately, one of the guests they kill is their own long-lost son. The film is inspired by a writing of Albert Camus.


This film is about the lives of three women. One of them is obviously abnormal. The other two might be secretly insane.


A romantic tragedy story about a married woman and her handsome lover who are chained together.

4.TONGPAN (1977)

The film is about a controversial dam project and its devastating effects on the poor.


The film is about a girl who gets involved with a male artist who likes to draw vagina.

I think Muang Nai Mork and Prasart haven’t been released as vcds yet.

I have heard that half of all Thai films ever made have been lost forever. It’s very sad.


Below is a photo of Mario Maurer, the leading actor of LOVE OF SIAM, a new Thai film by Chookiat Sakvirakul.


If there is one thing missing in the DVD of LA BELLE CAPTIVE (1983, Alain Robbe-Grillet, A+), it might be a commentary on the film. And if Robbe-Grillet is not willing to comment on the film himself, I hope Royal S. Brown can comment on the film. I don't know much about Royal S. Brown, but I guess he is an expert on Robbe-Grillet. My friend gave me two articles by Royal S. Brown to read, and they stun me.

The first article is SERIALISM IN ROBBE-GRILLET'S EDEN AND AFTER: THE NARRATIVE AND ITS DOUBLES. In this article, Royal S. Brown analyzes EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet, A+) thoroughly and makes a fascinating table to show that EDEN AND AFTER has 12 motifs, and these 12 motifs occur repeatedly as series for at least six times in the film. The twelve motifs are IMAGINATION, PRISON, MALE SEXUAL ORGAN, SPERM, BLOOD, DOORS, LABYRINTH, DOUBLE, WATER, DEATH, DANCE, and PAINTING. For example, the motif MALE SEXUAL ORGAN occurs first in the title sequence as a text "sexual violence", the second time it was represented as a gang rape scene, the third time it was shown as the key in a bizarre game which leads the heroine towards a revolver, the fourth time it was shown as chains & whips which tied Marie-Eve, the fifth time it was shown as tableu of tortures in which women are chained to wheels or to spiked grilles, and the sixth time it was shown as the torture of the heroine by using scorpions.

I don't know which magazine or which book these articles came from. But if you see any books or any magazines with the writing of Royal S. Brown, I suggest you grab it.

The second article I have is a conversation between Alain Robbe-Grillet and Royal S. Brown. I couldn't believe my eyes when I read this conversation. My jaw dropped. I was shocked to learn from this interview that almost all the interior scenes in LA BELLE CAPTIVE were shot in the same house. If I didn't read this interview, I would think that the film's interior scenes were shot in 5-6 different places. I feel as if I had just seen THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE (1977, Luis Bunuel) and just knew later that there were two actresses playing the same role in the film.

Below is some fragments from the conversation between Alain Robbe-Grillet and Royal S. Brown:

"Robbe-Grillet: ...I liked this villa right away. And it's as of the moment that I had that villa in my hands that the film took its shape. I visited the villa with my cinematographer, Henri Alekan, and we immediately imagined things for this villa. And I decided to shoot the entire film in the villa. In other words, the film takes its place either entirely in someone's mind or else in diverse settings—a nightclub, a clinic, etc. Since it takes place entirely in someone's mind, everything takes place in the same setting. We modified the bedrooms from one day to the next. You'll remember that there's a completely black nighttclub and a completely white clinic: well, it's the same room! The house was used to such a degree, in fact, that even the motorcycle and the car, which seem to be moving outside in the night, were brought inside the house so that we could light them the way we wanted, and so forth."

"...On the other hand, Henri de Corinthe's house, a house that is supposed to be in another place—and the exterior is, in fact, a different house, also in Saint Cloud—as soon as one enters it, it's the Villa Gounod. And the house of Van de Reeves, the old professor, is once again the interior of the Villa Gounod, and quite often the same rooms! The underground passage through which you get into the clinic is in the basement of the Villa Gounod, the clinic where one arrives is the Villa Gounod, everything! And I like that, because of this kind of dream-like unity within the entire setting, except for the cafe, which almost seems for me to be in another film. There's almost always a scene that seems to belong to another film."


Below is a painting called SUSPENSION OF MERIT by Rafal Olbinski.


Recently Celinejulie has commented in

--Girish Shambu's blog

Girish, to tell you the truth, I think I can’t distinguish for sure between film noir, criminal psychology film, or gangster film. I feel very confused when it comes to this kind of thing.

Brian, thank you very much for the homme fatale? list. I just talked to one Thai blogger about this topic, so I think I may have to quote your list when I talk about this topic further in some Thai webboards. :-)

As for Rattana Pestonji's BLACK SILK (1961), I think don't have enough knowledge about film noir to judge how much noir this film is. Hahaha. I saw this film ten years ago, and can remember it vaguely. I think this film reminds me of GOLDEN MARIE (CASQUE D'OR) (1952, Jacques Becker), because they both tells a story of a criminal's life and romantic trouble. I don't remember any femme fatale in BLACK SILK, because the heroine of BLACK SILK is very virtuous. The tone of BLACK SILK is not as gloomy as most film noirs, I guess. One good thing about BLACK SILK is that it shows a criminal life in a more realistic or dramatic manner than most Thai films that I saw. I think criminal lives in other Thai films tend to be shown in a comic way, if they are not in action films.

As for THE DUMB DIE FAST, THE SMART DIE SLOW, what I like very much about this film is the intention of the director and one indelible image. In the early 1990's, most Thai films were craps. Most of them are sloppily-made low comedy concerning teenagers or ghosts. So when someone tried to make a Thai film noir during that period, I had to admire his intention, though the result might not be as good as his intention. I think the story of this film is not really interesting. The film is not really powerful. It's just very different from most Thai films at that time. However, one image from this film haunt my mind ever since; it's the image of the femme fatale walking with her umbrella.

Alex, I like your list for something to meditate upon very much. As for Godard and Goodis, I looked into the book GODARD ON GODARD and found that Godard mentioned Goodis once in this book. In the topic 84 concerning TAWARA BEACHHEAD, he wrote:

"Of Paul Wendkos, we have already seen and quite liked THE BURGLAR, a film which is a little too aesthetic to match the original, a novel by David Goodis, a man with a fluent talent whom Truffaut ranges alongside Dashiell Hammett on his bedside-table, the proof being that he plans to shoot his TIREZ SUR LE PIANISTE, which promises 800 blows. Paul Wendkos, therefore, is a filmmaker not to lose sight of, since he for his part never loses sight of the cinema."

Talking about Goodis, I love THE MOON IN THE GUTTER (1983, Jean-Jacques Beineix), which was adapted from Goodis' work. But I don't know how different the film is from the source.

--new Screenout webboard

ตอบคุณ OLIVER

เคยตั้งข้อสงสัยไว้ใน BLOG ของคุณ OLIVER ว่ามีตัวละครประเภท HOMME FATALE บ้างหรือเปล่า

พอดีได้คุยกับคุณ BRIAN DARR จากบล็อก โดยเป็นการคุยกันในบล็อกของคุณ GIRISH SHAMBU ปรากฏว่าคุณ BRIAN DARR ก็เลยลิสท์รายชื่อหนังที่อาจจะมีตัวละครประเภท HOMME FATALE มาให้ดูดังนี้ค่ะ

English translation: Brian Darr from wrote a very interesting list of films with "homme fatale?" characters in Girsh Shambu's blog. Here's what Brian Darr wrote:

"As for films in which women get lured into crime or decption by a male character (perhaps an "homme fatale"?) Some that come to mind include Raw Deal (Anthony Mann, 1948), the Spiritualist (Bernard Vorhaus, 1948), Woman on the Run (Norman Foster, 1950), maybe Born to Kill (Robert Wise, 1947) and Pickup on South Street (Sam Fuller, 1953). None of these men's crimes and seduction converge in quite the same way as in House of Games though. I wouldn't be surprised if there was a more specific antecedent."

ส่วนตัวละครประเภท HOMME FATALE (หรือผู้ชายเลวๆที่ทำให้เรารู้สึกยินดีที่ได้ "อมฝ่าเท้า" ของเขา) ที่ทุกคนรู้จักกันดีที่สุด คงหนีไม่พ้นสามีของน้อง MATT ในหนังเรื่อง BAD EDUCATION


HOUSE OF GAMES (1987, David Mamet)

BORN TO KILL (1947, Robert Wise)

RAW DEAL (1948, Anthony Mann)


WOMAN ON THE RUN (1950, Norman Foster)

PICKUP ON SOUTH STREET (1953, Samuel Fuller)

Saturday, May 26, 2007


Below is a copy of an e-mail I sent to someone:

Talking about the phonograph record reminds me of the film DIVA (1981, Jean-Jacques Beineix), in which the Diva doesn’t want to be recorded while singing. I find it an odd idea that someone should think like that, though I think I understand the character’s reason.

About the pros and cons of digital film viewing revolution, I think it would be great if films are available to be viewed in any which way the audience likes. I think it would be great if the audience can choose to view it in theatre, TV, computer, or portable device. I think it would be great if someone who wants to watch DESTROY, SHE SAID (Marguerite Duras), can just push a button on the keyboard to pay his money, and then the film is ready to be watched on his computer screen, no matter where he lives in this planet. Will this dream come true in the near future? Maybe in the next five years? I hope so.

If I have a chance, I still prefer to watch films in a big theatre. But as I grow older, and as the greenhouse effect makes the world hotter and hotter, I have to confess that I go to cinema less and less. Five to ten years ago, I tried to watch as many films as I could if they were shown in theatres in Bangkok. I went to Goethe Institute on Wednesday, Thammasat University on Thursday, Japan Foundation on Friday, Alliance Francaise on Saturday, Thammasat University again on Sunday, to watch films. Those days are gone. Some institutions stopped showing films because there is no audience. Now I sometimes go to cinema only on Friday and Saturday, to watch mainstream films in multiplex. Why do I become like this?

As for the dwindling number of audience in arthouse cinema in Bangkok, I think it is very sad. I think it is sad because the DVD might not be the real cause of it, but the real cause may be that Bangkokians nowadays are not really interested in non-mainstream films. When this kind of bad phenomenon started happening about five years ago, we used to think that the availability of DVDs was the cause. We used to think that Bangkokians turned to watch DVDs at home instead of going to Alliance Francaise or Goethe Institute, but we were wrong. One of my friends, FILMSICK, just wrote a comment on AU HASARD BALTHAZAR in his popular blog, but it seems as if no one ever heard or saw this DVD. AU HASARD BALTHAZAR has been available as DVD in Bangkok for many years. If FILMSICK wrote about this film in 1999, and there was hardly a response, then it is understandable, because AU HASARD BALTHAZAR was shown in a Bangkok theatre only once during 1995-1999, if I don’t remember it wrongly. But FILMSICK wrote about this film in 2007. Why does the number of Thai people who want to talk about this film increase so little? I came to a conclusion that the availability of DVDs is not to be blamed for the dwindling number of Bangkok arthouse audience, because if it is the real cause, the number of Bangkokians who have watched the DVD of such films as AU HASARD BALTHAZAR should have increased. Most people who used to frequent Goethe Institute and Alliance Francaise don’t turn to watch DVDs as a substitute. It seems as if this group of people just vanished into thin air. I hope this kind of thing is not a global phenomenon. I hope it happens only in Bangkok.

Below is a photo from THE SLEEP OF REASON (1984, Ula Stoeckl, A+), one of the best films ever shown at Goethe Institute in Bangkok.

Friday, May 25, 2007


I found a book called FRAGMENTS: INCOMPLETION & DISCONTINUITY, which was published by NEW YORK LITERARY FORUM in 1981, and edited by Lawrence D. Kritzman and Jeanine Parisier Plottel.

One great thing about this book is that it has an article called A CONVERSATION WITH ROBBE-GRILLET by Tom Bishop.

This book is available via You can buy it from the link below:

Below is an excerpt from that article from page 294:

"Robbe-Grillet: Since the time when these books (Sartre's LA NAUSEE and Camus' L'ETRANGER) were written, the whole modern period, the "new novel"and the new "new novel" in particular, have leaned in this direction. It is not all by chance that I was able to work with Rauschenberg or with Jasper Johns; it is because all their works are an assemblage of pieces.

Tom Bishop: Which imply the impossibility of finishing them, not the lack of will, but the lack of desire to finish them.

R-G: The desire to prevent them from being finished. That is to say, a sort of system pf aporia as opposed to the function of completion that the reader always tends to seek out. How does one achieve this? Well, by putting together fragments that are incompatible. As long as the fragments are compatible among themselves, the gaps can be filled in by the reader. But then the aspiration to incompleteness no longer operates since the reader can introduce his entire metaphysical system into this gap and consequently rearrange the pieces to form a system of completion.

TB: Isn't this already at play in the surrealist image? The putiing together of incompatible images?

R-G: Yes, it does come into play the surrealist image, but it is a little different. It is more an appeal to a new sense that has not yet been perceived and of which one will suddenly become aware if two objects are juxtaposed that do not belong together. The shock of seeing them together creates a kind of opening onto potential meaning. My own present experiments, for example, stem from these two tendencies. On the one hand LA NUASEE and L'ETRANGER, and on the other, surrealism; I recognize this double paternity. And so incompatible fragments may be two versions of a same piece, as when in a story for which one has been given almost all the pieces, there is one piece too many that may be a new version of one of the pieces one has already been given. In this case, the fragment is a fragment in the modern sense; an object that is not in any way a symbol of the totality of the world but which appears itself as impossible to be linked to anything else. It works by virtue of its presence rather than through a meaning. It is very interesting to see that this presence is felt all the more strongly as the meaning is increasingly effaced or minimized."

Reading the excerpt above reminds me of something in LA BELLE CAPTIVE (1983, Alain Robbe-Grillet, A+). So for anyone who worships Alain Robbe-Grillet like me and my friends, maybe you should search for this book in a library or buy it. I think this is a really interesting book. Apart from Robbe-Grillet, this book also has articles on Rabelais, Diderot, Baudelaire, Breton, Borges, Novalis, Barthelme, Lacan, La Rochefoucauld, Nietzsche, Poststructuralism, Rohmer, Resnais, Marguerite Duras, and Jasper Johns.

--SIGHT AND SOUND: ISSUE JUNE 2007 also has an article on





--Girish Shambu's blog

Thanks Girish, for the link to Fujiwara-Roberts conversation. I have gained a lot of interesting information from reading it, especially when they talked about Rivette and Ruiz. I have no knowledge in film noir, but am very interested in it. I think I have seen no more than five film noirs so far. I still have a lot to learn about this.

Some of my thoughts about film noir:

--Thai cinema has at least one film intentionally made in film noir style. It is THE DUMB DIE FAST THE SMART DIE SLOW (1991, Manop Udomdej, A-). I think it is quite well-made compared to other Thai films.

--Though I like MINORITY REPORT, I also like what Toni Schlesinger wrote about this film in It is in an article called MINORITY RETORTS, which appeared on the issue of July 3-9, 2002:

"Doesn't Mr. Spielberg know that you have to be born noir—the world's at an angle, no one can be trusted, especially your parents. Noir isn't something you can just learn. It comes from having a terrible childhood—like mine (my mother was a drug addict!)—or Philip Dick, whose mother moved them around because they didn't have any money and then there were all those cats. Though I suppose a person could become noir in adulthood from a war or massive depression. But anyway, does Mr. Spielberg think that by using a bleach bypass and getting rid of blue skies that abracadabra—everything's going to be noir?"

--Tony Rayns wrote in TIME OUT FILM GUIDE in the review of PORT OF SHADOWS(1938, Marcel Carne) that the French had their own film noirs. He also mentions PORT OF SHADOWS and PEPE LE MOKO (1936, Julien Duvivier) as examples. I haven't seen these two films, but I like one French film from 1940's because of its gloomy atmosphere: SUCH A PRETTY LITTLE BEACH (1948, Yves Allegret), starring Gerard Philipe and shot by Henri Alekan. I don't know if it can be called noir or not, but I just wish I could see it again.

--Is there any film noir, or any film, in which the heroine is lured into crime or deception by a male character? I think I'd like to see this kind of films because I really like HOUSE OF GAMES (1987, David Mamet), a con film in which Joe Mantegna lured Lindsay Crouse into some kind of deception.

--I wished I had had much more knowledge in film noir when I saw A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raoul Ruiz), which I guess might be some kind of mocking on film noir conventions. I like A PLACE AMONG THE LIVING very much, but I think I'm far from understanding the real greatness of this Ruiz film. Watching A PLACE AMONG THE LIVING with no knowledge of film noir made me feel as if I watched SCARY MOVIE without prior knowledge of SCREAM.

--Coincidentally, I just saw two films which are far from film noir but have noirish characters: A PRAIRIE HOME COMPANION with the character of Kevin Kline, and LA BELLE CAPTIVE, a labyrinthine vampire film?, in which its hero looks very much like a detective in film noir.



สวัสดีทุกๆคนค่ะ วันนี้ขอตอบอย่างสั้นๆก่อนแล้วกันนะคะ

โปรแกรมหนังฝรั่งเศสในเทศกาลออกมาแล้ว ดูได้ที่ลิงค์นี้ค่ะ

ตอบคุณ TEELEX

ชอบ PROTEGE (A+) มากๆค่ะ ฉากของตำรวจที่หวังเลื่อนขั้นเป็นฉากที่ให้อารมณ์รุนแรงมากๆ รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า TRAFFIC ของ STEVEN SODERBERGH อีก รู้สึกว่าไอเดียของโซเดอร์เบิร์กห์ในการนำเสนอปัญหายาเสพติดอาจจะน่าสนใจดี แต่ PROTEGE เป็นหนังที่ให้อารมณ์ร่วมต่อตัวดิฉันสูงกว่า

รู้สึกชอบนางเอกหนังเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ เธอเล่นได้ถูกใจมาก ชอบการถ่ายภาพห้องเช่าของนางเอกด้วย โดยเฉพาะในฉากเปิดเรื่อง รู้สึกว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ แต่บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร เพราะดิฉันไม่มีความรู้เรื่องกล้องหรือการถ่ายภาพ ไม่แน่ใจว่าฉากเปิดมันถ่ายด้วยเลนส์อะไรที่ผิดปกติหรือเปล่า เพราะมันมีระดับ "คมชัดลึก" บางอย่างที่ดูเหมือนไม่ค่อยเห็นในหนังเรื่องอื่นๆหรือในฉากอื่นๆ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะ "กระจก" ในห้องนั้น หรือเป็นเพราะการจัดแสงในห้องนั้น ดิฉันเองก็ค่อยไม่แน่ใจเหมือนกัน

ตอบคุณ pc

ได้เข้าไปฟังเพลงของ BARRY GRAY ใน MYSPACE ของ LES AMBASSADEURS แล้วค่ะ เพลงคุ้นมากๆจริงๆ โดยใน MYSPACE ของพวกเขา จะมีขึ้นบอกเอาไว้ข้างๆชื่อศิลปินอยู่แล้วค่ะว่าเพลงนี้เป็น THEME FROM SPACE: 1999

ดิฉันลองเข้าไปค้นดูใน IMDB.COM พบว่า SPACE:1999 เป็นละครทีวีในปี 1975-1977 ดิฉันจำไม่ได้ว่าเคยดูละครทีวีเรื่องนี้หรือเปล่า แต่เพลงๆนี้มันคุ้นหูมากๆ จนทำให้ดิฉันคิดว่าตัวเองน่าจะเคยดูละครทีวีเรื่องนี้แล้วอย่างแน่นอน

รายละเอียดเกี่ยวกับ SPACE:1999 ที่นำแสดงโดย MARTIN LANDAU


“In 1999, Moonbase Alpha, nestled in the Lunar crater Plato, is a scientific research colony and watchdog over silos of atomic waste from Earth stored on the Moon's far side. On September 13, 1999, magnetic energy builds to cause an explosive chain-reaction of the waste, blasting the Moon out of Earth orbit and off the plane of the ecliptic, out of the Solar System. The inhabitants of Moonbase Alpha are unable to return to Earth and must survive on their wandering Moon as it is displaced further into unknown space by freak space warps. Along the way, they are joined by an alien woman with the ability to change herself into any living creature at will. Written by

ดีวีดีละครทีวีเรื่องนี้มีขายแล้วใน AMAZON.COM ประกอบด้วยแผ่นทั้งหมด 17 แผ่น และมีความยาว 2496 นาที หรือ 41 ชั่วโมงกว่า



เหมาะสำหรับคนที่ชอบเพลงผู้หญิงร้องหวานๆช้าๆอย่าง STINA NORDENSTAM หรือ MAZZY STAR


In his myspace page, there are samples of his ten tracks to listen to.

Gui Boratto is a Brazillian producer. He just had a debut album called CHROMOPHOBIA. MIXMAG magazine labeled this album as ALBUM OF THE MONTH.


Tuesday, May 22, 2007


John Sturrock wrote a very good article on Alain Robbe-Grillet’s literary works in a book called THE FRENCH NEW NOVEL, which was published in 1969 by Oxford University Press. Though the article is mostly about Robbe-Grillet’s novels, I think that many characteristics can be applied to his films, too.

I get some useful ideas for my life from John Sturrock’s article on Robbe-Grillet, especially from the passage below:

From page 227-228

“Confronted with the words, gestures or bodily movements of another human being, the human observer will inevitably arrange these into a causal chain and deduce, as he or she thinks, their necessary motive. But this observer ought really to admit, if challenged, that what has been deduced are not facts but fictions—they are projections of the observer’s own motives for acting in analogous ways to those he has observed. The ethical benefits of this austere epistemological distinction between facts and fictions are self-evident, since what it would lead to, if rigorously accepted, would be an infinitely greater tolerance of other people’s behaviour, and an acceptance of uncertainty which ought, in theory, to be a barrier against aggression. When we are led, as we are in every day, to cement the gaps between facts with the projections of our imagination, then we add nothing substantial to these facts themselves, we simply reveal something of the temporary or perhaps even the permanent state of our own psyche. I am not suggesting that we are always wrong when we attribute motives to the actions of others, but only that we should recognize the possibility that we are wrong.”

Reading Sturrock’s article makes me think that one of the greatest lessons I learn from watching Robbe-Grillet’s films is that there is no easy answer in his films, because there is no easy truth in the real world. Most of the time in the real world I can see only fragments of reality, fragments of truths, not the whole reality, not the whole truths. But I always forget that. Though I have seen only fragments of reality, I always jump to conclusions beforehand, and that leads to wrong conclusions, misunderstandings, or bias.

When I see the event A, I always assume that the event A is caused by factor B. And I always forget that it is just my assumption. I always automatically believe that the event A is the result of B, forgetting that my assumption might not be true. But the films and the novels of Robbe-Grillet always make the audience or the readers realize that what you just assumed from the information given might be wrong. When I watched Robbe-Grillet’s films, I change my assumptions about what happened in the films many many times. When I think that the event A has just happened in Robbe-Grillet’s films, I would find out later that it might be just a fictional story told by a character, or a character’s dream, or a character’s daydream.

The lesson I learn from watching his films might be a little bit similar to the lesson I learn from watching THE USUAL SUSPECTS (1995, Bryan Singer), but while THE USUAL SUSPECTS gives the lesson after 100 minutes have passed, Robbe-Grillet’s films seem to give me that lesson every five minutes. It always tell me that DON’T FORGET THAT YOU ARE JUST ASSUMING, AND WHAT YOU ASSUME MIGHT BE WRONG.

John White wrote a good review of LA BELLE CAPTIVE (1983, Alain Robbe-Grillet) in . You can read it from this link:


--This is my comment in the new Screenout Webboard

สวัสดีค่ะ ทุกๆคน ช่วงนี้ดิฉันไม่ค่อยได้เข้ามาในนี้บ่อยเหมือนเมื่อก่อน อาจจะตอบทุกคนได้ไม่ทั่วถึง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ตอบน้อง ZM

พูดถึงการใช้ภาษาผิดๆแล้ว ก็เลยทำให้นึกถึงเพื่อนผู้หญิงคนนึง ที่เพิ่งมารู้ตัวตอนม.4 ว่า คำว่า “เหว” นั้น “ว” เป็นตัวสะกด ไม่ใช่พยัญชนะหน้าควบกับ “ห” เพราะก่อนหน้านั้นเธออ่านคำว่า “เหว” ผิดมาโดยตลอด


หลังจากน้องไปดูหนังกับหนุ่มลึกลับคนนั้น แล้วน้องได้ไปทำกิจกรรม NIGHT TIME PICNIC กับหนุ่มลึกลับคนนั้นที่ไหนกันต่อหรือเปล่าจ๊ะ โปรดเล่ามาด้วยจ้ะ


เมื่อวันเสาร์ได้ไปดู “ยามพลบ 2” กับ VAGINA MONOLOGUES มาค่ะ ละครเวทีทั้งสองเรื่องนี้มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับเลสเบียนทั้งสองเรื่อง รู้สึกชอบทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุดๆเลยค่ะ โดยเฉพาะการแสดงของคุณสุมณฑา สวนผลรัตน์ใน VAGINA MONOLOGUES นั้น ต้องบอกว่า “กราบตีน” จริงๆ ขอยกย่องให้เป็นหนึ่งในการแสดงที่สุดยอดที่สุดเท่าที่เคยดูมาในชีวิตนี้

จริงๆแล้วนักแสดงทั้ง 4 คนใน VAGINA MONOLOGUES แสดงได้ถูกใจดิฉันอย่างสุดๆทั้ง 4 คนเลยค่ะ แต่บทของคุณสุมณฑาอาจจะหนักกว่าคนอื่นๆนิดนึง แต่ก็ยังดูเป็นมนุษย์อยู่ ยังไม่ได้บ้าคลั่งถึงขั้นกู่ไม่กลับแบบบทของนักแสดงคนสุดท้ายของเรื่อง ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ทึ่งกับคุณสุมณฑามากเป็นพิเศษ


ตอบคุณ Oliver

เนื่องจากคุณ OLIVER เคยเอารูปผู้ชายมากำนัลดิฉัน คราวนี้ดิฉันก็เลยนำรูปของโฬม หรือพัชฏะ นามปาน มาให้คุณ OLIVER ค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณ oliver ชอบผู้ชายคนนี้หรือเปล่า


ชอบ 28 WEEKS LATER (2007, Juan Carlos Fresnadillo, A+/A) มากๆเหมือนกันค่ะ ชอบฉากในอุโมงค์มากๆเหมือนกัน แต่ฉากที่ดิฉันมีอารมณ์ร่วมมากที่สุด คือฉากก่อนๆหน้านั้นที่ทุกคนต้องวิ่งตามทหารหนุ่มหล่อ (Jeremy Renner) กันเป็นพรวน ดิฉันรู้สึกว่าฉากนั้นมันเป็นฉากภายนอกอาคาร แต่มันถ่ายออกมาได้มืดเหมือนจริงมากๆ (ดิฉันดูหนังเรื่องนี้ที่โรงสกาล่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฉากดังกล่าวมันมืดจริงๆ หรือเครื่องฉายที่โรงสกาล่าทำให้มันมืดกว่าปกติ) ปกติแล้วดิฉันแทบไม่เคยเห็นฉากกลางคืนที่มืดขนาดนี้มาก่อน ฉากนี้มันไม่ใช่มืดสนิทไปเลย แต่มันมืดมากโดยยังอยู่ในระดับที่พอมองออกว่าตัวละครกำลังทำอะไรกันอยู่ รู้สึกประทับใจกับความมืดแบบสมจริงในฉากนี้มากๆเลยค่ะ

แต่ถ้าหากพูดถึงฉากมืดๆที่ตัวเองรู้สึกกลัวในชีวิต ก็คงต้องยกให้ THESIS (1996, Alejandro Amenabar, A+) ที่มีฉากมืดในห้องสมุด ที่นางเอกต้องจุดไม้ขีดไฟเป็นระยะๆ ดิฉันกลัวฉากนั้นอย่างสุดขีดมากๆ เวลานางเอกจุดไม้ขีดไฟแต่ละที รู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับฉากนี้มากๆ มากกว่าฉากอุโมงค์ใน 28 WEEKS LATER และมากกว่าฉากวิ่งฝ่าวนาลีใน THE BLAIR WITCH PROJECT ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงมีอารมณ์ร่วมกับ THESIS มากๆ แต่ไม่มีอารมณ์ร่วมมากเท่าที่ควรกับหนังสองเรื่องหลัง ก็เลยทำให้ไม่รู้สึกใจหายใจคว่ำไปกับตัวละครมากนักในกรณีของหนังสองเรื่องหลัง

ชอบ CATHERINE MCCORMACK ที่รับบทเป็นคุณแม่ใน 28 WEEKS LATER มากๆด้วยค่ะ รู้สึกว่าเธอดูดี

พูดถึงชื่อของ Juan Carlos Fresnadillo ผู้กำกับ 28 WEEKS LATER แล้ว ก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าดิฉันมักจะมีปัญหาอยู่เสมอในการจำชื่อคนแถบละตินที่ชื่อของเขามีตั้งแต่ 3 ส่วนขึ้นไป อย่างเช่นชื่อของ Juan Carlos Fresnadillo คนนี้ ในบางครั้งดิฉันก็อาจจะจำสองส่วนแรกได้ แต่จำส่วนท้ายสุดไม่ได้ หรือบางทีก็อาจจะจำส่วนแรกกับส่วนสุดท้ายได้ แต่ลืมชื่อตรงกลาง ไม่รู้เหมือนกันว่ามีวิธีฝึกสมองด้านความจำในเรื่องพวกนี้บ้างหรือเปล่า

MY CONFUSING NAME LISTS (Spanish, Portuguese and Latin American names)

1.Fernando Matos Silva
Director of THE MAN ON THE FLYING TRAPEZE (2002, A+), a Portuguese film

2.Guilherme De Almeida Prado
Director of THE LADY FROM THE SHANGHAI CINEMA (1988), a Brazilian film. Time Out Film Guide said that this film is a tribute to film noir, with Godardian distancing.

3.Ines de Oliveira Cezar
Director of THE HOURS GO BY (2004)
Time Out Film Guide said in the review of this Argentine film, “One suspects the director has been watching too much Sokurov and Bartas”.

4.Jaime Humberto Hermosillo
Director of DONA HERLINDA AND HER SON (1985, A), a Mexican gay film

5.Jose Garcia Hernandez
Director of Spanish film DIVERTIMENTO (2000, A+)

6.Jose Luis Garci
Director of Spanish film THE GRANDFATHER (1998, C+)

7.Jose Luis Garcia Sanchez
Director of Spanish film THE COURT OF THE PHARAOH (1985, A-), starring Antonio Banderas

8.Juame Collet-Serra
Director of HOUSE OF WAX (2005, A+)

9.Juan Carlos Cremata Malberti
Director of VIVA CUBA (2005), which is compared to AMELIE

Synopsis from
“Malu and Jorgito fight every now and then but are in love. Only their families don't see it that way. Her mother is a devout Catholic with strict ideas of who she should associate with. His family are card-carrying communists with a deep sense of party loyalty.”

10.Juan Carlos Fresnadillo
Director of Spanish film INTACTO (2001, A-)

11.Juan Carlos Tabio
Co-director of Cuban gay film STRAWBERRY AND CHOCOLATE (1994, A) (with Tomas Gutierrez Alea)

12.Juan Diego Botto
Handsome actor in OBABA (2005, Montxo Armendariz, A+)

13.Juanma Bajo Ulloa
Director of LA MADRE MUERTA (1993, A+), a very disturbing film

14.Manuel Gomez Pereira
Director of QUEENS (2005, A-), a Spanish gay film

15.Manuel Gutierrez Aragon
Director of YOUR NEXT LIFE (2004), a Spanish film

Synopsis from
“A fight over the calf of a prize milk cow in the close-knit and traditional Pas Valley of Cantabria leaves a cantankerous dairy farmer dead and another fearful of arrest. He and his daughter Val conspire to keep the cause of death quiet, but tensions mount when Val becomes attracted to the dead farmer's son, Rai, estranged from his father and now a hairdresser in the city. The tensions open long-festering family resentments and spur the lurid imagination of Val's younger sister, the teen Genia. "What goes unsaid, gets undone," the Pasiegos say, but is it true? Is there harm in staying silent?”

16.Marta Balletbo-Coll
Director of Costa Brava (1994), a Spanish lesbian film

Synopsis of this film from

“In Barcelona, Anna is a tour guide working on her monologue, in which she's a Communist housewife whose lesbian neighbor is an object of curiosity. She's sent an audition tape to San Francisco's Another Stage. While giving a tour, she meets Montserrat, American, Jewish, teaching in Barcelona and unhappy with her job. Montserrat, claiming "I'm not a lesbian," approaches Anna; they start a relationship, and with occasional trips to the Costa Brava, it becomes a romance. Anna helps Montserrat find another job, but it's in the States. Their parting seems inevitable. They take a last trip to the Costa Brava and keep praying. Does God have a miracle in store?”

This is the poster of THE HOURS GO BY (2004, Ines de Oliveira Cezar)*sen/

Monday, May 21, 2007




This article is written by Sonthaya Subyen. The paragraph below is what I translated from this article. I apologize in advance if I translate anything wrongly.

“If you are fascinated by films in the “acute unease of consciousness” subgenre such as ADAPTATION, BEING JOHN MALKOVICH, RECONSTRUCTION (2003, Christoffer Boe), RUN LOLA RUN, “I’M A CYBORG, BUT THAT’S OK”, STAY (2005, Marc Forster), FOLLOWING and MEMENTO by Christopher Nolan, maybe it’s good to know that Alain Robbe-Grillet can be called the father of this subgenre, but these films would be more similar to Robbe-Grillet’s films if they are less chronological and put less emphasis on telling stories. They would be more Robbe-Grillet-like if their structures become re-loop, which is similar to many short stories by Jorge Luis Borges or to the novel IF ON A WINTER’S NIGHT A TRAVELLER by Italo Calvino”

For more information in Thai about IF ON A WINTER’S NIGHT A TRAVELER, you can read from LAUGHABLE LOVES’ blog:


Recently Celinejulie has commented in:

--Elusive Lucidity’s blog

As for film about food, I think one of the most impressive is a short Brazilian film called ISLE OF FLOWERS (1989, Jorge Furtado, A+). Claudio Carvalho wrote a very good synopsis of this film in as this:

“ The ironic, heartbreaking and acid "saga" of a spoiled tomato: from the plantation of a "Nisei" (Brazilian with Japanese origins); to a supermarket; to a consumer's kitchen to become sauce of a pork meat; to the garbage can since it is spoiled for the consumption; to a garbage truck to be dumped in a garbage dump in "Ilha das Flores"; to the selection of nutriment for pigs by the employees of a pigs breeder; to become food for poor Brazilian people.”

ISLE OF FLOWERS can be viewed in French with no English subtitles in Google video in this link:

I highly recommend this film. The style of this fast-paced, informative, funny and heartbreaking film somehow reminds me of Alexander Kluge.

This is what Laura U. Marks wrote about ISLE OF FLOWERS:

"ISLAND OF FLOWERS is a surrealistic documentary about the extremely poor people who live around and eke their livelihood from a garbage dump outside Rio de Janeiro. In five minutes, the film demonstrates with wicked economy the inexorable logic of making equations between money, commodities and lives. It is a savage critique of the process of capitalist abstraction, recreating in reverse the accordion-like movement whereby human suffering is transmuted into value."

The quote above is from the film’s website.

As for film about eating, one of my most favorite is IN MY SKIN (2002, Marina de Van, A+), in which a woman is having problems at her workplace, and is literally eating herself. I don’t know what this film means, but one Thai critic thinks it might be a metaphor for consumerism. However, in, Marina de Van denied that IN MY SKIN is a social critique:

“In the middle of a boring meeting, cutting herself reminds her that reality exists beyond the corporate world. de Van disavows any intention of social critique in her emphasis on the business milieu. Instead, she thinks "it was important to anchor my character in the real world."”

--bioscope webboard

คิดว่าที่งานนี้มันถ่ายชัด เพราะนิทรรศการนี้มันจัดแสดงในห้องที่สว่างมากๆจ้ะ เพดานของห้องที่จัดแสดงนิทรรศการนี้ มันเปิดให้แสงอาทิตย์ส่องตรงลงมาจากข้างบนได้บางส่วน ห้องก็เลยสว่างมากๆ

แต่น่าเสียดายมากที่ดิฉันไม่ได้ไปงานจัดแสดงหนังสั้นที่ VER GALLERY เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพราะไม่ค่อยอยากไปไหนมาไหนในวันธรรมดา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ดิฉันกับเลขานุการิณีของคุณ FILMSICK ได้ไปที่ VER GALLERY กัน เพราะนึกว่าจะมีหนังสั้นให้ดูกันต่อไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าชวด เพราะเขาบอกวาหนังสั้นเหล่านั้นถูกส่งกลับไปเชียงใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจ ต้องรออีกหลายวันกว่าจะถูกส่งกลับมาใหม่

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาน่าจะมีหนังสั้นใหม่ๆให้ดูกันราว 72 เรื่อง แต่หนูพลาดไปแล้วค่ะ ฮือๆๆ



This is a poster of GRADIVA (2006, Alain Robbe-Grillet)

Sunday, May 20, 2007

VAGINA MONOLOGUES (Panpassa Thoobthien, A+++++)

Things seen lately

1.VAGINA MONOLOGUES (Panpassa Thoobthien, A+)
This is a stage play.

2.YARM PLOB 2 (Jarunun Phantachat, A+)
This is a stage play. The director's website is at:

3.WAKING LIFE (2001, Richard Linklater, A+)
From video.

4.JUNEBUG (2005, Phil Morrison, A+)
From cable TV

5.BLACK CHRISTMAS (1974, Bob Clark, A+)
From DVD

6.WANT TO BE RICH (2007, Pornprasert Yamazaki, A)
This is a video installation at Whitespace Gallery on the second floor of Lido Theatre in Bangkok.

For more information, please read:

7.POLTERGAY (Eric Lavaine, A-)

8.THE LAST MIMZY (2007, Robert Shaye, B+/B)

This is an information about WANT TO BE RICH from Whitespace Gallery website.

We are in materialism world. Materialism is a cause of a mess in our societies or we – who cling to materials – mess it by ourselves. A defense mechanism in human mind may start automatically to make us look for other suitable reason and refuse to survey our own minds. Peace has gradually dissolved in the sea of confusion since we’ve stepped in this hell of mind. Now materials are all around us. Do we live with them, or we live by their influences ?

My presentation contains paintings, sculptures and multimedia art works showing my interest in an old Thai way of life which was simple and relaxing. This was a consequence of Buddhism principles giving a good attitude about living. A positive thinking led Thai people realize how to live simply. Adjusting and compromising were the way to live peacefully by anything coming into lives. Besides, the most important thing was a principle to control desire. This made us see the importance of sufficiency. These keys of living were developed to moral and culture. So, I’d like to present my interest in an original Thai way of life through this art exhibition to communicate with people in the societies standing between old cultures and new coming social factors for the aim of motivating all of us to survey our own minds. The exhibition installation will be related to space for presenting the main idea “Materialism is a cause of a mess in our societies or we – who cling to materials – mess it by ourselves.”<<

This is a photo of Clovis Cornillac, the leading actor of POLTERGAY.



ตอบคุณ pc

--มิวสิควิดีโอหลอนๆอันนั้นเป็นเพลง SAMURAI ของ KODE9 & SPACEAPE ค่ะ

--สำหรับความเห็นของดิฉันที่มีต่อเพลงของ TRENTEMOELLER นั้น ก็เป็นจินตนาการของดิฉันขณะที่ฟังเพลงของวงนี้ค่ะ ดิฉันเป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องดนตรีเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่สามารถเขียนวิจารณ์เพลงอะไรต่างๆได้ แต่ก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลงมาก เพราะฟังแล้วมีความสุข โดยเฉพาะเพลงเทคโนที่ไม่มีเนื้อร้อง เพลงเหล่านี้มันเหมือนประตูที่เปิดกว้างให้ดิฉันเดินเข้าไปได้โดยง่ายค่ะ ดิฉันคิดว่าการที่เพลงเหล่านี้ไม่มีเนื้อร้องมันเป็นการ "เปิดกว้าง" ที่ดีสำหรับดิฉันในการทำให้ตัวเองมีอารมณ์ร่วมกับเพลง ต่างจากเพลงที่มีเนื้อร้องโดยเฉพาะเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก เพราะดิฉันไม่สามารถมีอารมณ์ร่วมกับเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักส่วนใหญ่ได้

ความสุขอย่างหนึ่งที่ได้จากการฟังเพลงเทคโน ก็คือมันกระตุ้นจินตนาการที่เป็นอิสระดีค่ะ การฟังเพลงเหล่านี้แล้วหลับตาจินตนาการไปเรื่อยๆ มันคือความสุขสุดยอดมากๆ โดยไม่ต้องมี "เนื้อร้อง" มาเป็นอุปสรรคขัดขวางถ่วงรั้งจินตนาการอันเป็นอิสระของเรา

--นิตยสาร Mixmag เป็นนิตยสารรายเดือนเกี่ยวกับดนตรีแดนซ์ที่ดิฉันชอบมากค่ะ แต่นิตยสารนี้ไม่ได้พูดถึงดนตรีสาขาอื่นๆ พูดถึงแต่ดนตรีแดนซ์เทคโนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นิตยสารเล่มนี้ออกมา 191 เล่มแล้ว ซึ่งเท่ากับว่านิตยสารนี้อาจจะวางแผงมานานติดต่อกันถึง 15 ปี

ดิฉันมักจะมองหา MIXMAG จาก KINOKUNIYA สาขา PARAGON ค่ะ แต่เล่มเดือน APRIL 2007 นี้ดิฉันซื้อจากที่อื่น เพราะดิฉันเห็นมันวางแผงที่ PARAGON ประมาณวันเสาร์ โดยมีอยู่ในแผงประมาณ 4-5 เล่ม แต่พอวันจันทร์ดิฉันไปดูอีกที ก็พบว่ามันขายหมดไปแล้ว ดิฉันก็เลยต้องไปซื้อที่ BOOKAZINE แทน

ในนิตยสาร MIXMAG เล่ม APRIL 2007 มีแนะนำศิลปินที่น่าสนใจหลายรายค่ะ อย่างเช่น


FLYKKILLER เป็นนามแฝงของ STEPHEN HILTON นักดนตรีซึ่งเคยร่วมงานกับ DAVID HOLMES หนึ่งในเจ้าพ่อดนตรีประกอบภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง โดยดนตรีของ FLYKKILLER นี้ได้รับการเปรียบเทียบกับดนตรีของ GOLDFRAPP และ MASSIVE ATTACK ด้วย

เพลงของ FLYKKILLER มีเสียงผู้หญิงร้องคลอไปด้วย เหมาะกับคนที่ไม่ชอบฟังดนตรีเทคโนเปล่าๆ


วงดนตรีจากแมนเชสเตอร์วงนี้ไม่ได้ทำเพลงแดนซ์ค่ะ แต่พวกเขาได้รับคำชื่นชมจากนิตยสาร MIXMAG สำหรับอัลบัมใหม่ของพวกเขาที่มีชื่อว่า MISCHIEF BREW: FUNK SESSION VOLUME 2 ซึ่งเป็นการรวบรวมดนตรีฟังก์ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 มาจนถึงดนตรีสกา, นอร์ทเธิร์น โซล และพังค์-ฟังค์ โดยมีตั้งแต่เพลงของ AL GREEN มาจนถึงเพลงของ TALKING HEADS และ THE CLASH รวมอยู่ในอัลบัมชุดนี้

วงดูโอจาก NORFOLK รายนี้ทำดนตรีแนว DUBSTEP

หนุ่ม 23 ปีจากสก็อตแลนด์รายนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับ MYLO เพราะทั้งสองบันทึกเสียงอัลบัมชุดแรกของตัวเองในห้องนอนเหมือนกัน

ศิลปินหนุ่มรายนี้ทำดนตรีแนว HARD DANCE เพลง GAMMA STORM ของเขาที่อยู่ใน MYSPACE ทำให้ดิฉันอยากวิ่งเข้าไปเต้นระบำอย่างสุดเหวี่ยงตรงกลางพายุทอร์นาโด ก่อนจะสลายอะตอมในร่างตัวเองออกแล้วลอยขึ้นไปรวมกับหมู่เมฆบนท้องฟ้า พาตัวเองลอยไปเรื่อยๆข้ามเทือกเขาร็อคกี้ พอเจอชายหนุ่มหล่อในเครื่องบิน ดิฉันก็กลั่นตัวเองออกจากหมู่เมฆ มาแปลงร่างเป็นแอร์โฮสเตสสาวเจ้าเล่ห์ในเครื่องบิน และเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับชายหนุ่มบนเครื่องบินจนเครื่องบินถูกดูดเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

เพลง HOUSE OF MUZIK ของ SLY ONE มีให้ฟังที่นี่ด้วย

ฟังเพลง HOUSE OF MUZIK แล้วทำให้ดิฉันจินตนาการว่าอยากให้มีหนังที่นำ THE THREE MOTHERS ในหนังของ DARIO ARGENTO มาเปิดศึกห้ำหั่นกันเองอย่างรุนแรง โดย THE THREE MOTHERS นี้ได้แก่ THE MOTHER OF SIGHS (จากหนังเรื่อง SUSPIRIA), THE MOTHER OF SHADOWS (จากหนังเรื่อง INFERNO) และ THE MOTHER OF TEARS ฉากการต่อสู้กันเองของแม่มดสามตัวนี้เหมาะจะใช้เพลง HOUSE OF MUZIK มาประกอบเป็นอย่างมาก

ฟังฝีมือการรีมิกซ์ของ SLY ONE ได้ที่

I like techno music very much, though I has stopped going to discotheque since 2000. Techno music always makes me happy. It inspires me to visualize beautiful images in my head or to create some silly stories inside my head. Actually, I don't know anything about music or music theory. I only know which songs I like, and I can tell why I like this or that song by telling what I imagine while listening to the song.

My favorite artist for the moment is SLY ONE, because I like his two songs: GAMMA STORM and HOUSE OF MUZIK.

While I listen to GAMMA STORM, I feel as if I was dancing inside the center of a tornado storm, then I disintegrated myself into small atoms, going up in the air to be a part of the clouds. I floated along with the clouds across the Rocky Mountains, and then I found a handsome guy sitting inside an aeroplane, so I transformed myself from the cloud into a naughty air-hostess. I played with the handsome guy in the aeroplane until our plane disappeared in the Bermuda Triangle.

While I listen to HOUSE OF MUZIK, I feel as if I saw a non-existent movie by Dario Argento. In this movie, Argento has the THREE MOTHERS fighting one another. And in the climax scence of the fighting between The Mother of Sighs, The Mother of Shadows, and the Mother of Tears, the song HOUSE OF MUZIK might be used as its soundtrack.

The websites of Sly One

Gamma Storm can be listened from:

House of Muzik can be listened from:

Remixes by Sly One can be listened from:

I know that what I wrote is very silly, but I just want to record how these songs make me happy.



ตอบคุณ DR. SYNTAX

ถ้าหากให้เลือกระหว่าง JOHNNY DEPP กับ TONY LEUNG ก็เลือก TONY LEUNG ค่ะ เพราะรู้สึกผูกพันกับเขามากกว่า ส่วน JOHNNY DEPP นั้นเป็นนักแสดงที่ดิฉัน “นับถือ” ในฝีมือของเขาค่ะ แต่ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับเขามากนัก สาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเขามักรับบทเป็นตัวละครที่ทำให้ดิฉันรู้สึก “เหินห่าง” จะมียกเว้นก็เพียงแค่บทของเขาใน THE LIBERTINE (2004, Laurence Dunmore, A+) เท่านั้น ที่ดิฉันรู้สึกผูกพันด้วย


ได้ฟังเพลงบางเพลงจากอัลบัมชุดมนต์เพลงคาราบาวแล้วจากที่เปิดบนรถไฟฟ้า รู้สึกว่าเพราะมากๆ เลยค่ะ

ปกติดิฉันแทบไม่เคยฟังเพลงที่มีเนื้อหาซีเรียสจริงจังเลย ฟังแต่เพลงไร้สาระเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเร็วๆนี้ได้ฟังเพลง AIN’T GOT NO/I GOT LIFE ของ NINA SIMONE จากเว็บบล็อก รู้สึกชอบเพลงนี้มากๆ และก็ชอบเนื้อเพลงเพลงนี้มากๆ ก็เลยทำให้อยากลองรวบรวมรายชื่อเพลงที่มีเนื้อหาจริงจังที่ชอบมากๆ ดู


1.AIN’T GOT NO/I GOT LIFE (performed by Nina Simone)

heart, soul
I ain't got no home, ain't got no shoes
Ain't got no money, Ain't got no clothes
Ain't got no perfume, Ain't got no skirts
Ain't got no sweaters, Ain't got no smokes
Ain't got no god.
Ain't got no father, Ain't got no mother
Ain't got no sisters, i've got one brother
Ain't got no land, Ain't got no country
Ain't got no freedom, Ain't got no god,
Ain't got no mind,
Ain't got no earth, Ain't got no students
Ain't got no father, Ain't got no mother
Ain't got no sweets, Ain't got no ticket
Ain't got no token, Ain't got no mind
Ain't got no land.

But there is something i've got,
there is something i've got,
there is something i've got,
nobody can take it away...
Got my hair on my head
Got my brains, Got my ears
Got my eyes, Got my nose
Got my mouth, I got my smile
I got my tongue, Got my chin
Got my neck, Got my boobies
Got my heart, Got my soul
Got my back, I got my sex
I got my arms, my hands, my fingers,
my legs, my feet, my toes,
and my liver, got my blood..

I got life, i've got life's, i've got headaches,
and toothaches and bad times too like you ...
Got my hair on my head
Got my brains, Got my ears
Got my eyes, Got my nose
Got my mouth, I got my smile
I got my tongue, Got my chin
Got my neck, Got my boobies
Got my heart, Got my soul
Got my back, I got my sex
I got my arms, my hands, my fingers,
my legs, my feet, my toes,
and my liver, got my blood..
I got life, and i'm going to keep it
as long as i want it, I got life.....
heart, soul
heart, soul

LOVE AND DIANE (2002, Jennifer Dworkin, A+)


from the album MARS AUDIAC QUINTET (1994, A+)

it's alright 'cause the historical pattern has shown
how the economical cycle tends to revolve
in a round of decades three stages stand out in a loop
a slump and war then peel back to square one and back for more
bigger slump and bigger wars and a smaller recovery
huger slump and greater wars and a shallower recovery

you see the recovery always comes 'round again
there's nothing to worry for things will look after themselves
it's alright recovery always comes 'round again
there's nothing to worry if things can only get better
there's only millions that lose their jobs and homes and sometimes accents
there's only millions that die in their bloody wars, it's alright

it's only their lives and the lives of their next of kin that they are losing
it's only their lives and the lives of their next of kin that they are losing

it's alright 'cause the historical pattern has shown
how the economical cycle tends to revolve
in a round of decades three stages stand out in a loop
a slump and war then peel back to square one and back for more
bigger slump and bigger wars and a smaller recovery
huger slump and greater wars and a shallower recovery

don't worry be happy things will get better naturally
don't worry shut up sit down go with it and be happy

dum, dum, dum, de dum dum, de duh de duh de dum dum dum... ah ah
dum, dum, dum, de dum dum, de duh de duh de dum dum dum... ah ah

THE FEVER (2004, Carlo Gabriel Nero, A+/A)

Peformed by Sade

Mama been laid off
Papa been laid off

My brother's been laid off
For more than two years now
Ooh can't get a job
Billy can't get a job
Ooh they gotta listen to the blues

Help them to strive
Help them to move on
Help them to have some future
Help them to live long
Help them to live life
Help them to smile
Don't let them stay home and listen to the blues

Mama been laid off
Papa been laid off
Billy can't get a job
For too long too long
Don't let them lose
We gotta give them a chance
It's gonna come back on everyone
If you don't make them dance
Don't let them stay home and listen to the blues

There's nothing sacred (why, why, why)
Breathing hatred
We have to face it (why, why, why)
No one can take it
And feel no pain

Mama been laid off
Papa been laid off
My brother's been laid off
For more than two years now
Ooh can't get a job
Billy can't get a job
Ooh they gotta listen to the blues

Help them to strive
Help them to move on
Help them to have some future
Help them to live long
Help them to live life
Help them to smile
Don't let them stay home and listen to the blues

One day we're gonna wake up
And the ghetto's all around
All over my friend
Have you ever seen a man break down
Do you know how that feels
To walk the street with your head held high
Why, why, why
Oh Lord have mercy
Did you ever see a man break down
There's nothing sacred
Breathing hatred
We have to face it
No-one can take it (how can they take that much)
And feel no pain
Oooh, did you ever see a man break down


3.1 WORK HARD, PLAY HARD (2003, Jean-Marc Moutout, A+)

3.2 TO HAVE (OR NOT) (1995, Laetitia Masson, A+/A)

Performed by Yazz

Get rid of the
get rid of the
get rid of the ghetto !
where has all the love gone
where has all the love gone ?

You got the power
be what you do
isn't it time you took a look into the people living in the ghettos ?
The words you’re saying ain't no big dealthe truth is how do you really feel
for people living in the ghettos ?

where has all the love gone
where has all the love gone ?

You say they're saying it's all mean
but don't know it's bad
how can you know when you've never
had one day of living in a ghetto ?

And the words you're saying ain't no big deal
won't you tell me how you really feel
for people living in a ghetto ?

where has all the love gone
where has all the love gone ?

Get rid of the
get rid of the
get rid of the ghetto !

CITY OF GOD (2002, Fernando Meirelles, A+)

Performed by Suzanne Vega

When heroes go down
They go down fast
So don't expect any time to
Equivocate the past

When heroes go down
They land in flame
So don't expect any slow and careful
Settling of blame

I heard you say
You look out for the feet of clay
That someone will be falling next
Without the chance
For last respects
You feel the disappointment

When heroes go down
Man or woman revealed
You can't expect any kind of mercy
On the battlefield

I heard you say
You look out for the feet of clay
That someone will be falling next
Without the chance for last respects
You feel the disappointment

When heroes go down
Man or woman revealed
Do you show any kind of mercy
On the battlefield?

THE QUEEN (2006, Stephen Frears, A)

Performed by Dusty Springfield

Mandy's in the papers 'cause she tried to go to Spain
She'll soon be in the dock and in the papers once again
Vicki's got her story about the mirror and the cane
It may be false, it may be true
But nothing has been proved

Stephen's in his dressing-gown now, breakfasting alone
Too sick to eat, he's on his feet and to the telephone
The police inspector soothes him with his sympathetic tone
It may be false, it may be true
But nothing has been proved

In the house a resignation
Guilty faces, every one
Christine's fallen out with Lucky
Johnny's got a gun
"Please Please Me"'s number one
(It's a scandal! It's a scandal! Such a scandal!)

Now, Stephen's in the dock for spending money that was earned
By Christine, and the prosecution says that money burned
A hole in Stephen's pocket, for expensive sins he yearned
It may be false, it may be true
But nothing has been proved

In the news the suicide note
In the court an empty space
Even Mandy's looking worried
Christine's pale and drawn
"Please Please Me"'s number one
(It's a scandal! It's a scandal! Such a scandal!)

Last night he wrote these words to his friend:
"Sorry about the mess
I'm guilty 'til proved innocent
In the public eye and press"
The funeral's very quiet because all his friends have fled
They may be false, they may be true
They've all got better things to do
They may be false, they may be true
But nothing has been proved
Nothing has been proved

เพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง SCANDAL (1989, Michael Caton-Jones) แต่ดิฉันคิดว่าเพลงนี้ยังสามารถใช้ประกอบเรื่องเหล่านี้ได้ด้วย

6.1 THE LOST HONOR OF KATHARINA BLUM, OR HOW VIOLENCE DEVELOPS AND WHERE IT CAN LEAD (1975, Volker Schloendorff + Margarethe von Trotta, A+)

6.2 THE MURDER OF MARY PHAGAN (1988, William Hale, A+)

Performed by U2 + Luciano Pavarotti

Is there a time for keeping your distance
A time to turn your eyes away
Is there a time for keeping your head down
For getting on with your day
Is there a time for kohl and lipstick
A time for curling hair
Is there a time for high street shopping
To find the right dress to wear
Here she comes
Heads turn around
Here she comes
To take her crown
Is there a time to run for cover
A time for kiss and tell
Is there a time for different colours
Different names you find it hard to spell
Is there a time for first communion
A time for East Seventeen
Is there a time to turn to Mecca
Is there time to be a beauty queen
Here she comes
Beauty plays the crown
Here she comes
Surreal in her crown
Dici che il fiume
Trova la via al mare
E come il fiume
Giungerai a me
Oltre i confini
E le terre assetate
Dici che come fiume
Come fiume...
L'amore giungerà
E non so più pregare
E nell'amore non so più sperare
E quell'amore non so più aspettare
[Translation of the above]
You say that the river
finds the way to the sea
and like the river
you will come to me
beyond the borders
and the dry lands
You say that like a river
like a river...
the love will come
the love...
And i don't know how to pray anymore
and in love i don't know how to hope anymore
and for that love i don't know how to wait anymore
[End of Translation]
Is there a time for tying ribbons
A time for Christmas trees
Is there a time for laying tables
And the night is set to freeze
O mila, o draga, o sladka svoboda.

TIRED COMPANIONS (1997, Zoran Solomun, A+)

Performed by Chumbawamba

Up behind the bus stop in the toilets off the street
There are traces of a killing on the floor beneath your feet
Mixed in with the piss and beer are bloodstains on the floor
From the boy who got his head kicked in a night or two before.

Homophobia-the worst disease
You can’t love who you want to love in times like these
Homophobia-the worst disease
You can’t love who you want to love in times like these

In the pubs, clubs and burger bars, breeding pens for pigs,
Alcohol, testosterone and ignorance and fists
Packs of hunting animals roam across the town
They find an easy victim and they punch him to the ground.

Homophobia-the worst disease
You can’t love who you want to love in times like these
Homophobia-the worst disease
You can’t love who you want to love in times like these

The siren of the ambulance, the deadpan of the cops,
Chalk to mark the outline where the boy dropped
Beware the holy trinity: church and state and law
For every death the virus gets more deadly than before.

Homophobia-the worst disease
You can’t love who you want to love in times like these
Homophobia-the worst disease
You can’t love who you want to love in times like these

BOYS DON’T CRY (1999, Kimberly Peirce, A+/A)

Performed by Kate Bush

Gets inside
Through her skin.
I've been out before
But this time it's much safer in.
Last night in the sky,
Such a bright light.
My radar send me danger
But my instincts tell me to keep
("Out, in, out, in, out, in...")
Breathing it in,
Breathing my mother in,
Breathing my beloved in,
Breathing it in,
Breathing her nicotine,
Breathing it in,
Breathing the fall-out in,
Out in, out in, out in, out in.
We've lost our chance.
We're the first and the last, ooh,
After the blast.
Chips of Plutonium
Are twinkling in every lung.
I love my
Beloved, ooh,
All and everywhere,
Only the fools blew it.
You and me
Knew life itself is
("Out, in, out, in, out...")
Breathing it in,
Breathing my mother in,
Breathing my beloved in,
Breathing it in,
Breathing her nicotine,
Breathing it in,
Breathing the fall-out in,
Out in, out in, out in, out in,
Out in, out in, out in, out...

"In point of fact it is possible to tell the
("Out!") difference between a small nuclear explosion and a large one by a very simple method.

The calling card of a nuclear bomb is the blinding flash that is far more dazzling than any light on earth--brighter even than the sun itself--and it is by the duration of this flash that we are able to determine the size("What are we going to do without?") of the weapon.

After the flash a fireball can be seen to rise, sucking up under it the debris, dust and living things around the area of the explosion, and as this ascends, it soon becomes recognisable as the familiar "mushroom cloud". As a demonstration of the flash duration test let's try and count the number of seconds for the flash emitted by a very small bomb; then a more substantial, medium-sized bomb; and finally, one of our very powerful, "high-yield" bombs
"What are we going to do without?"
Ooh please!
"What are we going to do without?" Let me breathe!
"What are we going to do without?"
Ooh, Quick!
"We are all going to die without!"
Breathe in deep!
"What are we going to die without?"
Leave me something to breathe!
"We are all going to die without!"
Oh, leave me something to breathe!
"What are we going to do without?"
Oh, God, please leave us something to
"We are all going to die without
Oh, life is--Breathing.

WINTER LIGHT (1962, Ingmar Bergman, A)

Performed by Sinead O’Connor

Margareth Thatcher on TV
Shocked by the deaths that took place in Beijing
It seems strange that she should be offended
The same orders are given by her
I've said this before now
You said I was childish and you'll say it now
"Remember what I told you
If they hated me they will hate you"
England's not the mythical land of Madame George and roses
It's the home of police who kill black boys on mopeds
And I love my boy and that's why I'm leaving
I don't want him to be aware that there's
Any such thing as grieving
Young mother down at Smithfield
5 am, looking for food for her kids
In her arms she holds three cold babies
And the first word that they learned was "please"
These are dangerous days
To say what you feel is to dig your own grave
"Remember what I told you
If you were of the world they would love you"
England's not the mythical land of Madame George and roses
It's the home of police who kill black boys on mopeds
And I love my boy and that's why I'm leaving
I don't want him to be aware that there's
Any such thing as grieving.

HANDSWORTH SONGS (1985, John Akomfrah)

This is a poster of TO HAVE (OR NOT) (1995, Laetitia Masson, A+/A)