Showing posts with label JAPAN. Show all posts
Showing posts with label JAPAN. Show all posts

Sunday, September 13, 2026

BOOKING TICKETS IN A FILM FESTIVAL

 

CONSTELLATION (2025, Takashi Makino, Japan, 21min) จะมาฉายใน IN THE FLOW PROGRAM 3: OPTICAL UNCONSCIOUS ในเทศกาล Bangkok International Film Festival 2026 นะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้ฉายที่ House Samyan โรง 4 ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2026 เวลา 15.35-16.50 น.

 

Takashi Makino ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เราเคยเขียนถึงเขาไปบ่อยมากแล้ว หนังเรื่อง 2012 3D ของเขา เคยติดอันดับหนึ่งในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2018

 

CINEMA CONCRETE (2015, Takashi Makino, Japan) เคยติดอันดับ 8 ของเราประจำปี 2018

 

ON GENERATION AND CORRUPTION (2017, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 21 ของเราประจำปี 2018

 

INTER VIEW (2010, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 28 ของเราประจำปี 2018

 

GHOST OF OT301 (2014, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 29 ของเราประจำปี 2018

 

ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า CONSTELLATION จะติดอันดับที่เท่าไหร่ประจำปี 2026 55555

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้มีฉายหนังทดลองจากออสเตรีย และหนังเรื่อง YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines, A+30) ด้วยนะ

 -------

สรุปว่าเรายังเข้าแอป House ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ House เราเข้าได้ แต่ก็กดจองอะไรไม่ได้

 

เราก็เลยตัดใจ ไม่ดู Takashi Makino แล้ว หนีไปดู Denis Côté ที่พารากอนแทน

+++

 

สรุปความชิบหายแบบคร่าว ๆ ในวันนี้

 

1. เนื่องจากเราเน้นดูหนังในเทศกาล What the Doc Film Festival และตามเก็บหนังเรื่องต่าง ๆ ในโรงปกติในช่วงที่ผ่านมา เราก็เลยไม่มีเวลาทำตารางดูหนังของตัวเองสำหรับ BKKIFF เลย เราเพิ่งมีเวลามาทำแผนดูหนัง BKKIFF ของตัวเองเสร็จก็ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งก็เป็นเวลาที่เขาเปิดจองตั๋วกันไปแล้ว

 

2. และเราก็เศร้าใจอย่างสุดขีดในตอนที่วางแผนดูหนัง เพราะเราเพิ่งสังเกตว่า มีหนังหลายเรื่องใน BKKIFF ที่เข้าฉายที่ “พารากอนโรง 6” ซึ่งเป็นโรงที่เราเข้าไปดูไม่ได้ เพราะว่า “แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเรา มันแสบตามากสำหรับเรา”

 

ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาที่เราเจอเพียงคนเดียวนะ คือในช่วงทศวรรษ 2010 เราไม่มีปัญหาอะไรกับจอโรง 6 เราดูหนังโรงนี้ได้ตามปกติ แต่ในปี 2020 เราผ่าต้อกระจกทั้งตาซ้ายและตาขวา และหลังจากการผ่าตัดดวงตาทั้งสองข้าง เราก็พบว่า เวลาที่เราเข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอน แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเราจนเราทนไม่ไหว แต่ผู้ชมคนอื่น ๆ ไม่มีปัญหาอะไร

 

หลังจากนั้นเราก็เลยไม่ได้เข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอนอีก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยเสียดายมาก ๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้ดู PRIMITIVE DIVERSITY (2025, Alexander Kluge, Germany, 80min) ในเทศกาลนี้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้ฉายแค่รอบเดียวที่โรง 6 ในพารากอน

 

แต่เราก็ทำใจมานานแล้วล่ะว่า เรื่องนี้มันอาจจะเป็นผลจากบาปกรรมที่เราเคยกลั่นแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็ก ผลกรรมนั้นก็เลยส่งผลให้ดวงตาของเราทนแสงจ้า ๆ อะไรแบบนี้ได้น้อยกว่าคนอื่น ๆ

 

3. พอเราจะจองตั๋วเข้าจริง ๆ เราก็พบว่า เราต้องปรับโปรแกรมดูหนังที่เพิ่งทำเสร็จใหม่หมด เพราะว่าตั๋วหนังหลายเรื่องที่ SF เต็มแล้ว อย่างเช่น THE BLOOD COUNTESS (Ulrike Ottinger), THE DAY SHE RETURNS (Hong Sang-soo), MINOTAUR (Andrey Zvyagintsev), GENTLE MONSTER

 

ไป ๆ มา ๆ เราก็เลยได้จองตั๋วหนังที่ SF เพียงแค่เรื่องเดียว จากที่ตอนแรกวางแผนว่าจะดูหลาย ๆ เรื่องที่ SF

 

(โชคดีที่เราสามารถจอง THE DAY SHE RETURNS ที่พารากอนแทนได้)

 

4. แล้วเราก็เข้าแอป HOUSE ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ HOUSE เราเข้าได้ แต่กดจองอะไรไม่ได้ เราก็เลยปรับเปลี่ยนแผนใหม่หมด คือตอนแรกเรากะว่าจะดูหนังที่ HOUSE เยอะมาก ๆ โดยเฉพาะโปรแกรมหนังทดลอง IN THE FLOW ที่มีหนังของ Takashi Makino แต่พอเราจะเข้า app ของ House มันก็ให้เรากรอกอีเมลกับรหัสผ่าน เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ วนลูปอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เลยกรอกอีเมลกับรหัสผ่านไปแล้วเป็นร้อยรอบได้มั้งในวันนี้ กว่าจะเข้าได้ในช่วงหลังสามทุ่มครึ่ง แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราก็เปลี่ยนแผนดูหนังไปเกือบหมดแล้ว

 

5. ก็เลยสรุปว่า ในที่สุดเราก็เลยจองตั๋วดูหนังใน BKKIFF ไปได้เพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมเท่านั้นเองค่ะ

 

ใน 42 โปรแกรมนี้ แยกได้เป็น

 

SF 1 โปรแกรม

HOUSE 5 โปรแกรม

PARAGON 36 โปรแกรม

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราพลาดดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่อยากดูในเทศกาลนี้ คงได้ดูเพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมนี้เท่านั้น

  

Sunday, August 30, 2026

DRAWING PERFORMANCE BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

TOXIC (2026, Geethu Mohandas, India, 192min) เวอร์ชั่นภาษา Kannada ตั๋วขายไปได้กว่าครึ่งโรงแล้วนะ กรี๊ดดดดด แต่หนังเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นภาษา Hindi กับภาษา Tamil ยังมีที่ว่างเหลืออยู่เยอะ

 

ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งแรกในไทยหรือเปล่า ที่โรง cineplex แห่งเดียวกันฉายหนังเรื่องเดียวกันในวันเดียวกัน แต่ฉายแบบ 3 เวอร์ชั่น 3 ภาษา เพราะปกติเราจะเจอแต่แบบ 2 ภาษา คือเวอร์ชั่นพากย์ไทย กับเวอร์ชั่นเสียงต้นฉบับ แต่เราเหมือนไม่เคยเจอหนังเรื่องเดียวกันฉาย 3 เวอร์ชั่น 3 ภาษาในวันเดียวกันในโรง cineplex แห่งเดียวกันในไทย

+++

 

RIP IZURU NARUSHIMA (1961-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. CAPE NOSTALGIA (2014, A+30)

 

2. FATHER OF THE GALACTIC RAILROAD (2023, A+15)

 

3. 52-HERTZ WHALES (2024, A+30)

 

เราเคยเขียนถึง FATHER OF THE MILKY WAY RAILROAD (2023, Izuru Narushima, Japan, A+15) ไว้ดังนี้:

 

หนังเรื่องนี้พูดถึง Kenji Miyazawa เหมือนกับหนังเรื่อง NIGHT TRAIN TO THE STARS (1997, Kazuki Omori) ที่เคยมาฉายที่ Japan Foundation เป็นประจำ ซึ่งเราก็เคยดู NIGHT TRAIN TO THE STARS ไปแล้วรอบนึง ถ้าหากจำไม่ผิด หนังสองเรื่องนี้แตกต่างกันตรงที่ FATHER OF THE MILKY WAY RAILROAD ให้น้ำหนักกับตัวละครพ่อของ Kenji มากกว่าหนังเรื่อง NIGHT TRAIN TO THE STARS

++++

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังเรื่อง LOST RIVER (2014, Ryan Gosling, A+20)

 กับ CAPE NOSTALGIA ไว้ดังนี้:

 

LOST RIVER มันมีองค์ประกอบบางอย่างที่คล้ายๆหนังญี่ปุ่นเรื่อง CAPE NOSTALGIA (2014, Izuru Narushima, A+30) ที่เราเพิ่งดูมาน่ะ เพราะในหนังสองเรื่องนี้ จะมีตัวละครหญิงสูงวัยที่หมกมุ่นกับผัวที่ตายไปแล้วเหมือนกัน และในเวลาต่อมา หญิงสูงวัยในหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็ประสบปัญหาบ้านไฟไหม้เหมือนกัน และตัดสินใจไม่หนีออกจากบ้านไฟไหม้เหมือนๆกันเลย

 

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ CAPE NOSTALGIA ในระดับ A+30 แต่ชอบ LOST RIVER ในระดับ A+20 ก็คือว่า ใน CAPE NOSTALGIA นั้น หญิงสูงวัยคือนางเอกของเรื่อง ส่วนพระเอกคือหลานชายของเธอที่แอบหลงรักเธอ แต่ใน LOST RIVER นั้น พระเอกดันไปชอบหลานสาวของหญิงสูงวัยแทน เพราะฉะนั้น CAPE NOSTALGIA ก็เลยเข้าทางเรามากกว่า LOST RIVER อย่างเห็นได้ชัด

 

ภาพจาก CAPE NOSTALGIA

+++

 

เพิ่งฟัง podcast เรื่องการ์ตูนผู้หญิงตาหวานที่บรรยายโดยคุณ อรรถ บุนนาค ไปได้ครึ่งนึง พอฟังแล้วก็ทำให้อยากอ่านการ์ตูนเรื่อง THE POE CLAN ของ Hagio Moto มาก ๆ แต่พอเราเช็คในเว็บไซต์ของร้าน Kinokuniya เราก็พบว่าการ์ตูนเรื่องนี้มัน “หมดสต็อก” ไปแล้ว แต่ถึงมันมีอยู่ในสต็อก การ์ตูนเรื่องนี้ก็มีราคาถึง 2618 บาท รุนแรงมาก (มันมี 2 เล่มจบ เล่มละ 1309 บาท)

 

+++

 

วันนี้ได้ไปงาน DRAWING #3: -- UNDO “DRAWING PERFORMANCE” ที่ 100 Tonson Foundation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong

 

ในงานนี้มีการแสดงผลงานจิตรกรรมของ โชค สาโรจน์ หรือมาดี บุญชื่น และรถกระบะของเขาด้วย และมีการแสดงดนตรีที่เฮี้ยนมาก ๆ ของ Teerapat Parnmongkol, Nawitnan Poolkeao และ Pathompon Tesprateep (คนนี้เป็นผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ cinephiles)

 

วิดีโอที่เราถ่ายไว้นี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของ performance นะ เราชอบที่ดนตรีมันทวีความเฮี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการแสดง

 

ตอนแรกพอเห็นคำว่า drawing performance เราก็นึกว่าศิลปินจะโชว์วาดรูปสด ๆ แต่ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ศิลปินทำก็คือการจัดวางแท่งเหล็กและเก้าอี้เหล็กให้เกี่ยวกระหวัดกันอย่างยุ่งเหยิง เหมือนตัวงานจัดวางกับเสียงดนตรีมันทวีความ complicated มากขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการแสดง

 

สิ่งที่สร้างขึ้นในระหว่างการแสดงอาจจะเรียกได้ว่าเป็น installation สองอัน (ไม่รู้ว่าเราใช้ศัพท์ถูกหรือเปล่า 555) อันนึงมีแต่แท่งเหล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่พอเกี่ยวกระหวัดกันแล้วก็สามารถทรงตัวได้ แต่ก็ทรงตัวได้ค่อนข้างยาก ส่วนอีกอันเป็นแท่งเหล็กกับเก้าอี้มีรู ซึ่งพอมีเก้าอี้มาเสริม มันก็เลยทรงตัวได้มั่นคงขึ้น สามารถตั้งเป็นกองสูงใหญ่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ส่วนครึ่งหลังของการแสดงก็เป็นการรื้อถอน installation นี้

 

เราแยกเรื่องนี้เป็นสองโพสท์นะ โพสท์นึงเป็นวิดีโอ ส่วนอีกโพสท์เป็นภาพถ่าย

 

โพสท์แรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02Eiz7Xd26Xfkq7bTigc2ryeAqAR56y8put5KnRV5mfRtygPqqNKkZMw3UHbd7Xbgjl

 

โพสท์ที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0xsywEAvcJA9LzSzQqLkqLtguquXkCkpg69SFMGZY76q89yr8VZnEG2rCQy2FC3CQl

 

 

 

Saturday, August 29, 2026

GODZILLA FILMS THAT I SAW

 

เห็น MUBI มีหนัง GODZILLA เข้ามาหลายเรื่อง เราก็เลยจดรายชื่อไว้ก่อนดีกว่าว่า เราเคยดู GODZILLA ภาคไหนไปแล้วบ้าง เราจะได้ไม่ไปกดดูซ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

เราเคยดู GODZILLA และหนังทำนองเดียวกันไปแล้วแค่ 13 เรื่อง (รวมทั้งของสหรัฐและญี่ปุ่น) โดยเราได้ดู 12 เรื่องในโรงภาพยนตร์ และมีเพียงแค่ GODZILLA (1998, Roland Emmerich) ที่เราได้ดูทางเคเบิลทีวี ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

GODZILLA และหนังทำนองเดียวกันที่เราเคยดู

 

1. GODZILLA (1954, Ishiro Honda, Japan, A+25)

 

2. MOTHRA VS. GODZILLA (1964, Ishiro Honda, Japan, A+30)

 

3. DESTROY ALL MONSTERS (1968, Ishiro Honda, Jun Fukuda, Japan, A+30)

 

4. ALL MONSTERS ATTACK (1969, Ishiro Honda, Japan, A-)

 

5. GODZILLA VS. BIOLLANTE (1989, Kazuki Omori, Japan, A+30)

 

6. GODZILLA VS. KING GHIDORAH (1991, Kazuki Omori, Japan, A+25)

 

7. GODZILLA (1998, Roland Emmerich, USA)

 

8. GODZILLA: FINAL WARS (2004, Ryuhei Kitamura, Japan, A+30)

 

9. GODZILLA (2014, Gareth Edwards, USA, A+10)

 

10. SHIN GODZILLA (2016, Hideaki Anno + Shinji Higuchi, Japan, A+30)

 

11. WHAT TO DO WITH THE DEAD KAIJU? (2022, Satoshi Miki, Japan, A+30)

อันนี้อาจจะไม่ถือเป็นหนัง GODZILLA โดยตรง แต่เราว่ามันเป็นหนังที่เหมือนเป็นเครือญาติกับหนังชุด GODZILLA

 

12. GODZILLA MINUS ONE (2023, Takashi Yamazaki, Japan, A+30)

 

13. GODZILLA X KONG: THE NEW EMPIRE (2024, Adam Wingard, USA, A+30)

 

สรุปว่า เราชอบ GODZILLA VS. BIOLLANTE (1989, Kazuki Omori) มากที่สุดในบรรดา 13 เรื่องนี้

 

ส่วนตัวละครที่เราชอบสุดขีดในบรรดาหนัง GODZILLA ก็คือ Minilla กับสองสาว Mothra Twins

 

ลิสท์นี้ไม่รวมหนังแนวใกล้เคียงกัน อย่างเช่น หนังชุด PACIFIC RIM และ THE BEAST BELOW ไลโอ แย้ยักษ์ (2022, Chalit Krileadmongkon, Chippol Ruanggun, A+25) นะ เพราะเดี๋ยวลิสท์มันจะยาวเกินไป 555

 

 

Monday, July 27, 2026

JOUHATSU LETTERS

 

ลองจดรายชื่อภาพยนตร์ที่มีสิทธิลุ้นชิงอันดับ 1 ของเราประจำปี 2026

 

1. I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

2. UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

ตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

3. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดู JOUHATSU LETTERS ในงาน Taiwan Documentary Film Festival เมื่อวานนี้ พอดูแล้วหนังเรื่องนี้ก็ขึ้นแท่นรอชิงอันดับ 1 ประจำปีได้เลย งดงามเพริศแพร้วพิลาสพิไลถูกจริตดิฉันมาก ๆ

 

JOUHATSU LETTERS ฉายในโปรแกรมหนังสั้น FROM CLAY TO CLOUD ซึ่งมีทั้งหมด 4 เรื่องในโปรแกรม เราชอบทั้ง 4 เรื่องในโปรแกรมอย่างสุดขีดนะ แต่เราชอบ JOUHATSU LETTERS มากที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” น้อยที่สุด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายสุด เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายอะไรไปเรื่อย ๆ เล่นกับภาพไปเรื่อย ๆ แต่มันมี human touch มาก ๆ และมันเต็มไปด้วยอะไรที่ “เราไม่สามารถบรรยายความงดงามของมันออกมาเป็นถ้อยคำได้” เยอะมาก ๆ

 

ส่วนหนังอีก 3 เรื่องในโปรแกรม FROM CLAY TO CLOUD เราก็ชอบสุดขีดนะ

ทั้ง

 

AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, documentary, 22min, A+30)

 

PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

 

WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

เรื่องนี้นึกว่าต้องฉายปะทะกับ PSYCHOHYDROGRAPHY (2010, Peter Bo Rappmund, documentary, USA, 63min, A+30)

 

สรุปว่า กราบตีน FROM CLAY TO CLOUD มาก ๆ  ค่ะ มันคือโปรแกรมภาพยนตร์ในดวงใจของดิฉันจริง ๆ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

4. A CITY OF SADNESS (1989, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 157min)

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน แต่เราจำไม่ได้ว่ามันฉายในโปรแกรม Filmvirus ของคุณสนธยา หรือว่าฉายในโปรแกรมคุยกับหนังของอาจารย์ทรงยศ มีใครจำได้บ้างไหมคะ

 

เป็นหนังที่อยากดูซ้ำอีกรอบมาก ๆ เพราะเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลยในการดูรอบแรก คือหนังของ Hou Hsiao-hsien มันดูเผิน ๆ เหมือนเป็น slow cinema แต่ถ้าหากเราไม่ตั้งใจดูอย่างจริงจัง เราจะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน 55555

 

จำได้ว่าพอเราดู A CITY OF SADNESS แล้วเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เราก็เลยไปกูเกิลดูในอินเทอร์เน็ต แล้วเจอเว็บไซต์นึงเขียนบทวิเคราะห์หนังเรื่องนี้อย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ และมีภาพ diagram อะไรต่าง ๆ ประกอบการวิเคราะห์ด้วย เราก็เลยใช้คอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน print บทวิเคราะห์นั้นออกมา (ตอนนั้นเรายังไม่มี laptop เป็นของตนเอง)  ปรากฏว่า print ออกมาแล้วมันยาวถึง 75 หน้า!!!!!!

 

แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาเราก็มีการย้ายห้องในอพาร์ทเมนท์ในปี 2010 แล้วพอเราย้ายข้าวของ เอกสารเก่า ๆ ก็เลยหายไป เราก็เลยไม่รู้ว่าบทวิเคราะห์ 75 หน้าที่เราเคย print ออกมามันหายไปไหนแล้ว (เรายังไม่ได้อ่านมันนะ) แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมันยังดำรงอยู่หรือเปล่า ถ้าหากใครรู้ว่ามันคือเว็บไซต์อะไรก็บอกมาได้นะคะ

 

++++

 

เพิ่งเห็นว่ามีหนังสือชุดนี้วางขายด้วย ทั้งชุดมี 6 เล่ม โดยที่ 5 เล่มในกลุ่มนี้มีราคาเล่มละประมาณ 30 ปอนด์ แต่เล่ม JUDITH BUTLER AND FILM ราคาสะแหลนขึ้นไปถึง 76.50 ปอนด์ เกินหน้าเกินตาเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกันมาก ๆ 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจในงานฉายหนังเรื่อง THE ASSEMBLY (2017, Mariana Otero, France, documentary, A+30) ที่หอภาพยนตร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็คือการใช้ “ล่ามภาษาฝรั่งเศส” ในงานฉายหนังครั้งนี้ด้วย เพราะเหมือนเป็น rare event มาก ๆ ที่เราได้เห็นล่ามภาษาฝรั่งเศสในงานฉายหนังในไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา (ในทศวรรษ 2000 เราอาจจะได้เห็นอยู่บ้างใน เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ)

+++

 

Film Wish List: PINK GIRL TRILOGY

 

มีเพื่อนคนนึงแนะนำให้เราอ่านนิยายของ Osamu Hashimoto เราก็เลยเอาชื่อของเขาไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า นิยายของ Osamu Hashimoto เคยถูกดัดแปลงสร้างเป็นหนังด้วย ซึ่งรวมถึงหนังชุด PINK GIRL TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

PINK TUSH GIRL (1978, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: LOVE ATTACK (1979, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: PROPOSAL STRATEGY (1980, Koyu Ohara, Japan)

 

เราไม่เคยได้ยินหนังชุด PINK GIRL TRILOGY มาก่อนหน้านี้เลย อยากดูอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

คือพอเราไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังไตรภาคชุดนี้ เราก็พบว่า มันน่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรง เพราะว่าหนังชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนัง pink films ของญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่มันแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ เพราะว่าหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ ชอบนำเสนอตัวละครหญิงที่ไม่เต็มใจจะมีเพศสัมพันธ์ หรือตัวละครหญิงที่ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่หนังชุด PINK FILM TRILOGY นี้นำเสนอตัวละครสองสาวที่เต็มใจ สนุกสนาน กระตือรือร้น มีความสุข และ “ตัดสินใจเลือกเอง” ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับชายแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเลือกเอง ตัดสินใจเอง และหนังก็มีการล้อเลียนพวกตัวละครหญิงประเภทอื่น ๆ ที่มักจะพบในหนัง pink films ด้วย

 

ก็เลยต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ คือเรายังไม่ได้อ่านนิยายของ Osamu Hashimoto นะ แต่แค่เราได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากนิยายของเขา เราก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า มันเหมือนกับหนังในจินตนาการของเรามาก ๆ เพราะเรามักจะมีปัญหาอย่างรุนแรงกับตัวละครหญิงที่เรียบร้อย และไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศในหนังเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะในหนังญี่ปุ่นยุคก่อนนิวเวฟ แต่ตัวละครหญิงที่เต็มไปด้วยความเงี่ยนผู้ชายแบบนี้นี่แหละ ที่เราจะสามารถ identify ตัวเองด้วยได้อย่างรุนแรง

 

อันนี้คือเรื่องย่อของ PINK TUSH GIRL เรื่องแรก คือนึกว่าแต่งโดยจิตร โพธิ์แก้วของจริง 55555

 

“Yuko's boyfriend dumps her just after they have her first sexual experience, so she runs away from her Tokyo home to the western coast of Japan in order to straighten out her feelings. Following behind her on her journey is her friend Rena, who is trying to track Yuko down and find out if she is all right. As Rena traces Yuko's steps, always missing her by a day or two, she discovers that her friend has decided to drop her inhibitions and begin enjoying herself with every man she encounters.”

 

อันนี้คือบทวิจารณ์จากเว็บไซต์ the spinning image ที่มีต่อหนังเรื่อง PINK TUSH GIRL

 

“Hashimoto's script addresses the anxieties of young women in relation to sex: fear of pregnancy, lack of satisfaction, conflicting notions of morality. Both Rena and Yuko remain steadfast in their belief that mental or spiritual purity is not connected to physical purity. Sex can be whatever they chose to make it. For them sex means freedom. Freedom from the social constrictions of their elders and, more controversially, financial freedom.”

 

บทวิจารณ์ PINK TUSH GIRL
https://www.thespinningimage.co.uk/cultfilms/displaycultfilm.asp?reviewid=10111

+++

 

มีตุ๊กตาหมีในหนังเรื่อง COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) ด้วย

+++

 

ARTWORKS SEEN

 

MEDICATION FOR THE SOUL NO. 2 (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

BENEATH THE SMILE (AFTER T. MURAKAMI, OF WAT PHRA KAEW) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

GARDEN OF HAPPINESS, (AFTER TAKASHI MURAKAMI, SMILEY INSPIRED BY HARVEY ROSS BALL) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DIALOGUES WITH SUNFLOWERS. (INSPIRATION FROM THE MASTER, VINCENT VAN GOGH’S SUNFLOWERS.) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DRAMATIC TRAUMA (2022, Bobby Leash)

 

EXPLODE (2025, Sauce Harrison)

 

มี teddy bear ในภาพวาดนี้ด้วย

From the exhibition NEON DREAM & PAPER SAINTS at Paragon

 

BITTER IS BITTEN (2026, By Me)

 

THE WOMB (GENESIS) (2026, Aitoy)

 

ALGORITHM GOD (2026, Aitoy)

 

ORANGE BRUSHSTROKE (AFTER ROY LICHTENSTEIN) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

THE OUTSIDER (AFTER H. ROUSSEAU) INSPIRED BY THE MURAL PAINTINGS OF ISAM TEMPLES (SIM) (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

Saturday, July 25, 2026

MINAMATA FILM WISH LIST

 

หนังจากประเทศไต้หวันที่เราชื่นชอบ

 

2. FALLING...IN LOVE (2005, Wang Ming-tai, Taiwan)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬา ในปี 2006

+++

 

พอเห็นข่าวเรื่องสารหนูและสารพิษต่าง ๆ ในแม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง ที่เป็นผลมาจากเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำใน Myanmar ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทจีน เราก็เลยนึกถึงหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะที่เราเคยดู ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสารปรอทที่บริษัท Chisso ในญี่ปุ่นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และพอประชาชนกินปลาและสัตว์น้ำที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้ ประชาชนในเมืองมินามาตะก็เลยป่วยเป็นโรคร้ายแรง และชื่อเมืองนี้ก็เลยกลายเป็นชื่อโรคนี้ในเวลาต่อมา และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Agano ด้วย โดยเป็นผลจากสารปรอทที่บริษัท Showa Denko ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

 

เราเคยดูหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. MINAMATA: THE VICTIMS AND THEIR WORLD (1971, Noriaki Tsuchimoto, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

2. LIVING ON THE RIVER AGANO (1992, Makoto Sato, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

3. MEMORIES OF AGANO (2004, Makoto Sato, Japan, documentary, 55min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

4. MINAMATA (2020, Andrew Levitas)

 

แต่จริง ๆ แล้ว Noriaki Tsuchimoto เคยทำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะเป็นจำนวนหลายภาคด้วยกัน คือมีอย่างน้อย 10 ภาค เราก็เลยหวังว่าจะมีคนนำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะทุกภาคของ Noriaki Tsuchimoto มาฉายในไทย หรืออย่างน้อยก็เอาภาพยนตร์ 9 ภาคข้างล่างนี้มาฉายในไทยด้วย งานนี้จะจัดโดย Japan Foundation หรือ CCCL FILM FESTIVAL หรือจัดโดยหน่วยงานอื่นใดก็ได้นะ เราอยากดู

 

FILM WISH LIST

 

1. MINAMATA REVOLT: A PEOPLE’S QUEST FOR LIFE (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

2. MINAMATA REPORT 1: THE CENTRAL POLLUTION BOARD (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

3. THE SHIRANUI SEA (1975, Noriaki Tsuchimoto, 150min)

 

4. MINAMATA DISEASE: A TRILOGY (1975, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Hiroko Ichinose, Masato Koike, Ogakaki Kyo, Japan, documentary, 4hrs 36mins)

 

5. MESSAGE FROM MINAMATA TO THE WORLD (1976, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Masato Koike)

 

6. MY TOWN, MY YOUTH (1978, Noriaki Tsuchimoto, Masato Koike, Masahiro Nishiyama)

 

7. THE MINAMATA MURAL (1981, Noriaki Tsuchimoto)

 

8. MINAMATA: THESE 30 YEARS (1987, Noriaki Tsuchimoto)

 

9. MINAMATA DIARY: VISITING RESURRECTED SOULS (2004, Noriaki Tsuchimoto)

 

มลพิษจากเหมืองแร่หายากใน Myanmar

https://thaipublica.org/2026/01/devastation-of-mekhong-river-stimson-center-dashboard-unregulated-mining/

+++

 

Mubi สัมภาษณ์ Ratchapoom เกี่ยวกับ 5 inspirations งดงามมาก ๆ

https://mubi.com/en/notebook/posts/five-inspirations-ratchapoom-boonbunchachoke

 

+++

 

ซื้อหนังสือ “ประวัติศาสตร์ศิลปะผ่านท้องฟ้าและก้อนเมฆ”  CLOUDSPOTTING IN ART ของคุณ ภาณุ ตรัยเวช มาให้ลูกหมีอ่าน

 

 

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

Wednesday, July 15, 2026

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

 

POEM OF THE SEA (1958, Yuliya Solntseva, Soviet Union, 95min) กับ STARS AT NOON (1959, Jacques Ertaud, Marcel Ichac, France, 78min) น่าดูมาก ๆๆๆๆๆ

 

POEM OF THE SEA

https://www.imdb.com/title/tt0053177/?ref_=nm_flmg_job_1_accord_1_cdt_t_7

 

STARS AT NOON

https://www.imdb.com/title/tt0158393/?ref_=nm_knf_t_1

+++

 

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

+ TABLE TAPS (2025, Parinot Kunakornwong, IKEA table tops tap-danced on by Darren Royston)

 

ชอบวิดีโอ TANZTODTAP มาก ๆ ถ่ายสวยมาก ๆ ตัววิดีโอนี้เหมือนมีเนื้อหาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนึงเป็นการจับภาพ Pitak Court ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัยย่านสาทรที่เหมือนมีอายุมานานหลายสิบปี เราลองเอาชื่อ Pitak Court ไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า BK Magazine เคยสัมภาษณ์ตากล้องคนนึงชื่อ Oliver Irvine เขาเล่าว่า นักข่าวต่างชาติหลายคนเคยมาพักอาศัยที่ Pitak Court ในยุคก่อน ๆ

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า Pitak Court นี่สร้างมานานกี่ปีแล้ว แต่พอเราเห็นสระว่ายน้ำในอาคารนี้ เราก็นึกถึงสระว่ายน้ำของสถาบันเกอเธ่ แล้วพอเราเห็นตัวอาคารของ Pitak Court เราก็นึกถึงอาคารที่เคยเป็นที่ตั้งของ Project 304 ของคุณ Gridthiya Gaweewong เราก็เลยสงสัยว่า อาคาร, สระว่ายน้ำพวกนี้ อาจจะมีอายุไล่เลี่ยกัน

 

คืออาคารแบบนี้มันอาจจะดูเป็น “สิ่งปกติ” ในยุค 30-40 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เรายังเป็นเด็ก ๆ หรือวัยรุ่น แต่พอเรามา search ข้อมูลเรื่องนี้ในปี 2026 แล้วได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Oliver Irvine เราก็เลยเพิ่งตระหนักว่า สิ่งที่เคยเป็น “อาคารธรรมดา” เมื่อ 40 ปีก่อน กำลังจะกลายเป็น “ของหายาก” ไปแล้วในยุคปัจจุบัน

 

ส่วนเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งของวิดีโอ TANZTODTAP นั้นเหมือนจับภาพการเต้นแท็ป โดยผู้เต้นใส่หน้ากากที่ดูเหมือนมัจจุราช ส่วนนี้ถ่ายได้ทรงพลังมาก ๆ

 

ตัววิดีโอ TANZTODTAP นี้สัมพันธ์กับงาน TABLE TAPS ที่วางไว้อีกจุดนึงในแกลเลอรี่ โดย TABLE TAPS นั้นเราเข้าใจว่าเป็นพื้นโต๊ะที่เหลือร่องรอยจากการเต้นแท็ปบนนั้นเอาไว้ ซึ่งรวมถึงรอยบุ๋มบนโต๊ะด้วย ซึ่งน่าจะเกิดจากการเต้นแท็ปจนโต๊ะทะลุ

 

เราดูวิดีโอนี้ในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

บทสัมภาษณ์ Oliver Irvine

https://www.bkmagazine.com/city-living/sathorn-resident-documenting-bangkoks-disappearing-low-rise-apartments/

++++

 

งาน video installation งานแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิต ก็น่าจะเป็นงาน SHOPPING ที่จัดที่ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery ในวันที่ 4-16 ธ.ค. 2001 เสียดายที่ตอนนั้นเราไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปถ่ายภาพในงานนี้เก็บไว้ด้วย เราจำได้แต่ว่า เราชอบงานวิดีโอของคุณ Michael Shaowanasai ในงานนี้มาก ๆ ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด วิดีโอนี้นำเสนอฉาก 3 สาวเดินดูสินค้าต่าง ๆ แต่สิ่งที่ฮามาก ๆ ก็คือ 3 สาวนี้เหมือนคอเคล็ดหรือคอหักอะไรทำนองนี้ พวกเธอก็เลยต้องสวมอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับดามก้านคอเอาไว้ด้วย

 

งาน SHOPPING นี้นำเสนอ video installations ของศิลปินต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

1. Chalida Uabumrungjit

 

2. Michael Shaowanasai

 

3. Noraset Vaisayakul

 

4. Patana Chirawong

 

5. Santiphap Inkong-ngam

 

6. Wit Pimkanchanapong

 

7. Kamol Phaosavasdi

 

8. Jakraphun Thanateeranon

 

9. Gregor Hutz & Julika Zobel

 

10. Volker Schreiner

 

11. James Verdon

 

ใครจำอะไรในงาน video installations นี้ได้บ้าง ก็มา comment กันได้นะคะ

++++

 

TWIN PEAKS (1990-1991) สมัยฉายทางช่อง 3

+ ตอนจบของละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปี 3” SUKEBAN DEKA III: NINJA GIRL ROMANCE (1986-1987) สมัยฉายทางช่อง 5

 

เราเปิดวิดีโอเทปเก่าดู แล้วก็พบว่า เราเคยอัด TWIN PEAKS สมัยฉายทางช่อง 3 เอาไว้ราว 1 นาที เป็นเหมือนฉาก “ทบทวนความเดิมตอนที่แล้ว” โดยมี David Duchovny ในบทกะเทยสาวเอฟบีไอ กับ Joan Chen ปรากฏอยู่ในส่วนนี้ด้วย

 

หลังจากนั้นในคลิปนี้ก็จะมี “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” โผล่มาราว 1 นาที

 

แล้วก็จะเป็นตอนจบของสิงห์สาวนักสืบ ปีสาม ซึ่งเป็นตอนจบที่ดูโง่มาก ๆ 55555

 

เราชอบสิงห์สาวนักสืบปีสอง อย่างรุนแรงที่สุด ถือเป็น one of my most favorite TV-series of all time เลย แต่เราไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบปีสาม

 

ใน wikipedia บอกว่า สิงห์สาวนักสืบปีสาม ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงมาจาก STAR WARS ด้วย มิน่าล่ะ เราก็เลยไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบภาคนี้ เพราะเราเองก็ไม่อินกับ STAR WARS เหมือนกัน

 

เชิญทัศนาความโง่ในตอนจบของละครเรื่องนี้กันได้นะคะ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1382167060450367

 

+++

 

อยากรู้ว่า ถ้าหากภาพยนตร์เรื่อง “ไร้เสน่หา” (1979, Chana Kraprayoon) มาฉายที่โรงภาพยนตร์ “ศาลา เสน่หา” ตัวหนังกับตัวโรงภาพยนตร์มันจะเกิดการ negate พลังซึ่งกันและกันหรือเปล่า (ล้อเล่นค่ะ 55555)

++++

 

NASI LEMAK WITH ISE, INA AND MAHEN (2026, Napat Vatanakuljaras, video installation, 6min)

 

วิดีโอบันทึกภาพการทำอาหารของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซียในเดือนมี.ค. 2017

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึง Ise หลังจากเขาถึงแก่มรณกรรมในปี 2019 ขณะอายุ 46 ปี

 

THINK YOU LOOK GOOD THERE (2026, Anon Chaisansook, drawing + computer programing + real-time audiovisual reactive)

 

เป็นการเอาภาพ drawing ของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซีย มาแปลงเป็น sound frequencies แล้วก็นำไปสร้างเป็น image อีกที ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เราชอบดูอะไรแบบนี้นะ สวยดี ตัวงานอาจเรียกตัวเองว่าเป็น real-time audiovisual reactive แต่เราขอจดมันไว้ในลิสท์ video installation ที่เราได้ดูในปีนี้ด้วยแล้วกัน

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

OPERATION BANGKOK 2026 (2026, Surat Setsaeng, video installation, 5min)

 

ฉากสุดท้ายที่เป็นเก้าอี้ที่ไม่มีคนนั่ง ตั้งอยู่ตัวเดียวกลางสนามหญ้า เป็นฉากที่เศร้ามาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

ARTIST WALKTHROUGH (2026, Poomin Wongsing, video installation)

 

หลอนมาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

MAFIA TABLE IN IMAGINARY MEMORY WITH “ISE” OUR BELOVED FRIEND (2026, Natnaran Bualoy, video installation, 5min)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

JUNKYARD (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

 

ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France/Germany/Romania, A+30)

 

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที กราบขอบพระคุณหอภาพยนตร์ที่เอาหนังเรื่องนี้มาฉายในจอใหญ่ยักษ์ให้เราได้ดูเป็นบุญตา ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่อง THE WHITE RIBBON (2009, Michael Haneke, Germany/Austria) มาลงโรงฉายให้พวกเราได้ดูกันด้วยเป็นลำดับถัดไป 555

 

มีฉากนึงใน CODE UNKNOWN ที่แสดงให้เห็นว่า หญิงขอทานชาวโรมาเนียถูกหญิงขอทานอีกคนแย่งที่ทำกินไป ซี่งเรารู้สึกไปเองว่า ฉากนี้มันเป็นฉากที่โหดร้ายทางความรู้สึกสำหรับตัวละครหญิงโรมาเนียก็จริง แต่มันแอบมีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายอยู่ด้วย และเป็นอารมณ์ขันในแบบที่ใกล้เคียงกับหนังของ Ruben Östlund

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า หนังของ Luis Bunuel, Michael Haneke กับ Ruben Östlund มันเหมือนมีความแตกต่างกันในแบบที่น่าสนใจดี เพราะเราว่าหนังของทั้งสามคนนี้มีความ “วิเคราะห์สังคม” และความ “จิกกัดชนชั้นกลาง + คนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ด้วยท่าทีที่แตกต่างกันออกไป

 

หนังของ Luis Bunuel จะมีอารมณ์ขันแบบเซอร์เรียล หลุดโลก แต่สะท้อนมายาคติหลาย ๆ อย่างในโลกแห่งความเป็นจริงออกมาได้ดีมาก ๆ ส่วนของ Michael Haneke (และผู้กำกับหนังออสเตรียอีกหลายคน) จะออกไปในทาง “เย็นชา” เหมือน Robert Bresson

 

ส่วนหนังของ Ruben Östlund เรารู้สึกว่ามันมีความ “หุยฮา” บางอย่างอยู่ในหนังของเขาน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Haneke ที่มองสังคมด้วยสายตา “เย็นชา” ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยโยงหนังของสองคนนี้เข้าด้วยกัน แต่พอเราเจอฉากหญิงขอทานถูกแย่งที่ใน CODE UNKNOWN เราก็รู้สึกว่ามันแอบมีความฮาในฉากนี้ และเราก็เลยนึกถึงอารมณ์ขันแบบที่พบได้ในหนังของ Ruben Östlund มันเหมือนฉากนี้คือจุด tangent ที่ทำให้วงกลม Michael Haneke กับวงกลม Ruben Östlund มาแตะกันในความรู้สึกของเรา

 

เมื่อกี้เราเข้าไปดูในเว็บไซต์ Criterion แล้วก็พบว่า Ruben Östlund เคยพูดถึง 10 หนังที่เขาชื่นชอบที่สุด และปรากฏว่า THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Bunuel) กับ CODE UNKNOWN ติดอยู่ในท็อปเทนของเขาด้วย ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ มันเหมือนกับว่า Bunuel, Haneke, Östlund นี่มันสืบสายธารการจิกกัดสังคมเหมือน ๆ กันจริง ๆ แต่ด้วยลีลาท่าทีที่แตกต่างจากกันมาก ๆ  

 

Ruben Östlund’s Top Ten

https://www.criterion.com/current/top-10-lists/334-ruben-stlund-s-top-10

 

THE EGG RACK (2016, Kawita Vatanajyankur, six-channel video installation)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

 

 

 

 

 

Saturday, July 11, 2026

WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY

 

ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเขาคือใคร

 

ปี 2005 ทาง World Film Festival of Bangkok มีฉายหนังของผู้กำกับเหล่านี้ด้วย

 

1. German Kral (CUBAN MUSIC)

2. Josue Mendez (DAYS OF SANTIAGO)

3. Karen Shakhnazarov (A RIDER NAMED DEATH)

4. Emmanuel Carrere (THE MOUSTACHE)

5. Ismael Ferroukhi (GRAND VOYAGE)

6. Semih Kaplanoglu (ANGEL’S FALL)

7. Tómas Vorel (THE IMP)

8. Carlos Reygadas (BATTLE IN HEAVEN)

9. Caveh Zahedi (I AM A SEX ADDICT)

10. Dan Wolman (BEN’S BIOGRAPHY)

 

แต่เช็คดูแล้ว ผู้ชายในรูปไม่น่าจะเป็นผู้กำกับเหล่านี้ 555

+++

 

หอเย็นสีเทา (1953, น. ประภาสถิต) น่าอ่านมาก ๆ เลยครับ กรี๊ดดดดดดดดดดดด

+++

 

ใครที่เป็นแฟนคลับของหนังเรื่อง WITTGENSTEIN (1993, Derek Jarman, UK) ก็เหมาะจะซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านประกอบการดูหนังด้วยนะ

+++

 

หนึ่งในงานศิลปะที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026 ก็คือ WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY (2026, Elaine W. Ho) ในนิทรรศการ OFF-SIGHT ที่ Storage คือพอเราเข้าไปในนิทรรศการนี้ แล้วดู brochure มันก็บอกว่า มีงานชิ้นนี้อยู่ในห้องนี้ เราก็เลยเข้าไปในห้อง ก็เจอแต่ห้องโล่ง ๆ ตามภาพแรกที่เราลงไว้ เหมือนในห้องมีภาพถ่ายเล็ก ๆ อะไรไม่รู้ติดอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นภาพถ่ายที่ค้างมาจากนิทรรศการก่อนหน้านี้หรือเปล่า เราก็เลยไม่แน่ใจ ส่วนตัวห้องนั้นก็โล่ง ๆ เหมือนมีน้ำเจิ่งนองอยู่บนพื้นห้อง เราก็เลยเดาว่ามันคงเป็นน้ำฝนที่สาดเข้ามา หรือไม่ก็น้ำที่รั่วมาจากชั้นบน

 

เราอ่าน brochure ที่บรรยายถึงตัวงาน WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY แต่อ่านไม่รู้เรื่องเลย 555 เราก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ว่า ตัวงานนี้มันอยู่ตรงไหน ฉันเห็นแต่ห้องโล่ง ๆ เจ้าหน้าที่ก็เลยตอบว่า มันคือน้ำตาลที่ราดไว้บนพื้นห้อง หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยเดาว่า น้ำตาลดังกล่าวมันคงเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของเหลว หรือกลายเป็นน้ำเชื่อมไปแล้ว

 

เราก็เลยกลับเข้าไปเพ่งดูแอ่งน้ำที่เจิ่งนองบนพื้นห้องนั้น แล้วก็พบว่า มันไม่ใช่น้ำฝนจริง ๆ ด้วย แต่มันเป็นน้ำเชื่อมเหนียว ๆ เหนอะ ๆ และบางจุดก็มีมดเดินกันขวักไขว่ เราต้องระวังไม่ให้เดินเหยียบมด

 

เราก็เลยประทับใจงานชิ้นนี้มาก ๆ

 

นิทรรศการ OFF-SIGHT นี้หมดไปแล้วนะ แต่เราเพิ่งมีเวลาลงรูป

+++

 

SUPER NON-BINARY

 

พอเราดูหนังเรื่อง SUPERGIRL (2026, Craig Gillespie, A+10) จบแล้ว เราก็เลยสงสัยว่า มีคนสร้างหนังเรื่อง SUPER NON-BINARY แล้วยัง เราก็เลย search ดู แล้วก็พบว่า ยังไม่มีคนสร้างหนังเรื่องนี้ แต่มันมีตัวละคร superheroes หลายตัวที่เป็น non-binary ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน น่าสนใจมาก ๆ เหมือนตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่ปรากฏแค่ในรูปแบบการ์ตูนหรือ TV animation แต่ยังไม่ได้กลายเป็นตัวละครในภาพยนตร์ด้วยนะ

 

NON-BINARY SUPERHEROES

(ข้อมูลพวกนี้มาจาก Google + AI นะ เราไม่รับประกันความถูกต้องใด ๆ ทั้งสิ้น)

 

1. Charli Ramsey ค่าย Marvel

2. Morph ค่าย Marvel

3. Snowflake ค่าย Marvel

4. The Aerie ค่าย DC

5. Circuit Breaker ค่าย DC

6. Kid Quick ค่าย DC

++++

เราชอบ THE 36TH CHAMBER OF SHAOLIN (1978, Lau Kar-leung) อย่างรุนแรงสุดขีด

+++

 

เราว่าหนังที่พอจะใกล้เคียงกับ SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน ได้บ้างนิดนึง ก็คือ “ผีเบล” (2025, Stephen Yip) เพราะว่า “ผีเบล” มันเต็มไปด้วยการทำผิด cinematic grammar ในหลาย ๆ ฉากเหมือน ๆ กัน มันก็เลยมีความฮาอยู่บ้าง แต่ตัวละคร + เนื้อเรื่องใน “ผีเบล” มันไม่ได้ท้าทายตรรกะเหตุผลของมนุษย์มากเท่ากับ SOS เพราะฉะนั้นระดับความฮาของผีเบลก็เลยด้อยกว่า SOS อยู่มากเหมือนกัน

+++

 

THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

ดูแล้วร้องห่มร้องไห้หนักมาก ๆ Shinji Somai โคตรเทพ กราบตีน Shinji Somai

 

เราได้ดูหนังของ Shinji Somai ไปเพียงแค่ 6 เรื่อง กราบตีนเขาอย่างรุนแรง ตอนนี้ตัดสินไม่ได้จริง ๆ ว่าชอบหนังของเขาเรื่องไหนมากที่สุดระหว่าง THE FRIENDS, MOVING (1993) กับ TYPHOON CLUB (1985)

Wednesday, July 01, 2026

ROOFTOPS IN JAPANESE FILMS

สงสัยว่ามันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า เพราะเหตุใดเราถึงมักเห็น “ดาดฟ้า” ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าในภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ คืออันนี้เรารู้สึกเองนะว่า เรามักจะเห็น “ดาดฟ้า” ในหนังญี่ปุ่นมากกว่าในหนังของชาติอื่น ๆ เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทางสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์, ธรณีวิทยา, สังคมวิทยา, etc. อะไรทำนองนี้หรือเปล่า

 

เราเดาว่า คำอธิบายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า โรงเรียนญี่ปุ่นมักจะปล่อยให้นักเรียนขึ้นมาสังสรรค์กันบนดาดฟ้า แต่โรงเรียนของชาติอื่นๆ อาจจะไม่ทำแบบนั้น แล้วญี่ปุ่นถนัดทำ “หนังวัยรุ่น” มากกว่าประเทศอื่นๆ แล้วพอญี่ปุ่นทำหนังวัยรุ่นออกมาเยอะ ดาดฟ้าก็เลยได้ปรากฏตัวบ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่นตามไปด้วย

 

แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปญี่ปุ่น และเราไม่มีความรู้เรื่องสังคมญี่ปุ่นโดยตรง เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด ดาดฟ้าถึงปรากฏตัวในหนังญี่ปุ่นบ่อยมาก ๆ

 

ส่วนดาดฟ้าในหนังของชาติอื่น ๆ นั้น

 

1. หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 เหมือนมีฉากตัวละครคุยกันบนดาดฟ้าเยอะมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำได้ง่าย กันคนนอกได้ง่าย ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายแล้วก็ดูไม่อึดอัดคับแคบดีด้วย

 

2. หนังอเมริกันก็มีดาดฟ้าบ้างนะ โดยเฉพาะถ้าหากตัวละครอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30) แต่ดาดฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยในหนังอเมริกันเท่ากับในหนังญี่ปุ่น

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังอเมริกัน เรามักจะนึกถึง “ห้องใต้ดิน” เป็นหลักน่ะ แล้วเราก็เลยสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมี “ห้องใต้ดิน” ในหนังญี่ปุ่น อันนี้เป็นเพราะเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือเปล่า

 

ถ้าหากพูดถึง สถานที่ที่เรามักนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังของแต่ละชาติแล้ว

 

1. หนังญี่ปุ่น – ดาดฟ้า

2. หนังอเมริกัน – ห้องใต้ดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า อเมริกันถนัดทำหนังสยองขวัญ

3. หนังอังกฤษ – บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ดูชื้น ๆ สงบร่มเย็นน่ารักน่าอยู่

4. หนังฝรั่งเศส – อาคารการเคหะสำหรับคนจน/เชื้อสายผู้อพยพในย่านชานเมือง ตัวละครมักคุยกันที่ด้านหน้าอาคาร

5. หนังไทย – บ้านใต้ถุนสูงแบบที่พบบ่อยในชนบท อย่างเช่นใน ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ถ้าใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ภาพประกอบ

 

1. ดาดฟ้าในมิวสิควิดีโอเพลง HALF A GIRL (HANBUN SHOJO) – KYOKO KOIZUMI ในปี 1983

https://youtu.be/hU-0nx4qHgQ?si=wXsHF00gZe0rH-in

 

2. ดาดฟ้าใน GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30)

 

3. ห้องใต้ดินใน THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada/USA)

 

4. ชนบทอังกฤษใน THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland/UK)

 

5. THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France)

 

 6. บ้านใต้ถุนสูงใน UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, Thailand, 208min)

+++

 

THE WAVES WILL CARRY US จะได้ลงโรงฉายในไทยแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะมีคนนำหนังเรื่อง THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran) มาลงโรงฉายในไทยคะ THE WIND WILL CARRY US นี่ได้รางวัล Grand Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสเลยนะคะ

++++

 

บทพูดจากหนังที่แค่อ่าน คุณก็ได้ยินเสียง

 

“โอ้ดอกบัวทอง บานในหนองน้ำใส เกิดบัวใบในตม .... แต่เป็นดอกภูผา ... ยามเมื่อเช้าตรู่ หมู่แมงแสวงป่าย โอ้ดอกบัวทอง เป็นเจ้าของของไผ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โอ๊ย อยากตายเด้ อ้าย อ้าย ข้าน้อยขอเงินเด้ ขอเงินไปซื้อข้าวกิน ทุกข์ยากเด้ อยากตายเด้ อยากตายให้มันพ้น โลกอันนี้น่ะ ไผก็บ่ปานนี้”

 

ไม่ต้องบอกชื่อหนัง ทุกคนก็รู้ว่าบทพูดนี้มันมาจากหนังเรื่องอะไร เสียงของตัวละครตัวนี้นี่มัน THE MOST UNFORGETTABLE VOICE IN THE HISTORY OF CINEMA ของจริง

 

เราฟังที่ตัวละครพูดไม่ออกในบางประโยคนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราแกะคำพูดของตัวละครได้ถูกต้องทุกคำหรือเปล่า ถ้าหากใครฟังออกเพิ่มเติม หรือรู้ว่าเราฟังผิดที่คำไหน ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Sunday, June 21, 2026

DANCE OF FIRE TV SERIES

 

ดีใจสุดขีดที่ NOSFERATU (2024, Robert Eggers) ติดอันดับด้วย

++++++++

 

ไตเติลละคร “ระบำไฟ” (1988, สุประวัติ ปัทมสูต, TV series, A+15)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1314121397532725

 

1. เพลงประกอบละครระบำไฟนี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME เลยนะ เพราะเนื้อเพลงนี่ทำให้นึกถึงชีวิตของเราเองมาก ๆ

 

2. นิยายเรื่อง “ระบำไฟ” ของม.มธุการี นี่ก็ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE NOVELS OF ALL TIME เหมือนกัน คือนิยายเรื่องนี้มีนางเอก 2 คน คนนึงเป็นคนดีตามขนบธรรมเนียมประเพณี ส่วนอีกคนเป็น “สาวโรคจิต” ที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก แล้วพอโตมาก็เลยกลายเป็นคนที่ “ถมยังไงก็ไม่เต็ม” โหยหาความรักอย่างรุนแรง แต่พอได้รับความรักจากคนอื่น ๆ มันก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย เธอก็ยังไม่พอใจ ก็ยังโหยหาความรักจากคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยชอบนิยายเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าถ้าหากเป็นในนิยายเรื่องอื่น ๆ  ตัวละครประเภทนี้จะเป็นเพียง “นางอิจฉา ตื้น ๆ โง่ ๆ” แต่ในนิยายเรื่องนี้ ตัวละคร “สาวชั่วร้าย” นี่เหมือนมีสถานะเป็นนางเอก และพอเธอเป็นคนที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก เราก็เลยชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

3. แต่เสียดายที่พอนิยายเรื่องนี้ถูกทำเป็นละคร ตัวละคร พัดชา  “หญิงสาวผู้มีปมทางจิตอย่างรุนแรง” นี้ แสดงโดยแสงระวี อัศวรักษ์ ซึ่งเธอน่าจะเพิ่งเล่นละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แล้วเธอเล่นได้ไม่ดีเลย เธอเล่นแข็งมาก ๆ มันก็เลยทำให้ละครเรื่องนี้ไม่ทรงพลังเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ตัวนิยายมันเข้าทางเรามาก ๆ

 

4. แต่ชอบตอนจบของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงนะ เพราะมันตรงกับที่เราจินตนาการเอาไว้ล่วงหน้ามาก ๆ คือตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็จินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าหากมันเป็นละคร เราจะออกแบบตอนจบให้ออกมาเป็นอย่างไร

 

แล้วพอนิยายเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นละครจริง ๆ แล้วตอนจบ (ที่แสดงโดยนาถยา แดงบุหงา) มันออกมาตรงตามที่เราจินตนาการไว้ล่วงหน้าจริง ๆ เราก็เลยชอบตอนจบของละครเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. อยากให้มีคนนำตัวละคร “พัดชา” จาก “ระบำไฟ” มาปะทะกับ “เวฬุรีย์” จาก “เพลิงพ่าย” มาก ๆ

 

6. ตฤณ เศรษฐโชค หล่อมากตอนที่เล่นละครเรื่องนี้

 

7. เนื้อเพลง ระบำไฟ ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME

 

สิ่งเก่าๆ เก็บกลืนไว้ สิ่งใหม่ๆ สุดไขว่คว้า
ดังเดินมาบนทางสายเปลี่ยว
โอ้อนิจจา ฟันฝ่าเพียงผู้เดียว
สุดจะแลจะเหลียวหาใคร


ใยใครๆ จึงเมินหนี ยังจะมีสักคนไหม
คือแรงใจในความว่างเปล่า
มีแต่เคราะห์กรรม กระหน่ำชีวิตเรา
ดุจดังคนโง่เขลาใครเขาชัง


อยากมีใครสักคน หมั่นดูแลคอยปลอบขวัญ
ทุกวัน เอาใจไม่เหินห่าง

รู้ดีว่าฝัน นั้นไกลสุดทาง

ความหวัง ยังห่างไกล มืดมน


สิ่งใหม่ ๆ หากมองเห็น ยังคงเป็นเพียงความฝัน
พอนาน ๆ บั่นทอนเหลือทน
หนทาง กว้างไกล เดียวดาย ดูมืดมน
กว่าเวรกรรมผ่านพ้น คงแสนนาน

 

เพลงเต็ม

https://youtu.be/heHvU0RnXkY?si=j33sFceYjTlclfRh

+++

 

เพลง KISS ME (1997) ของวง SIXPENCE NONE THE RICHER นี่เป็นเพลงที่เรายังคงได้ยินห้างสรรพสินค้าบางห้างในไทยเปิดอยู่จนถึงยุคปัจจุบัน

 

+++

 

RIP KATSU KANAI (1936-2026)

 

Katsu Kanai เป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังนิวเวฟของญี่ปุ่นยุคเดียวกับ Nagisa Oshima, Shohei Imamura, Masao Adachi, Shuji Terayama, Yoshishige Yoshida, Toshio Matsumoto, etc.

 

Katsu Kanai เสียชีวิตในวันที่ 22 เม.ย. 2026 ขณะอายุ 89 ปี แต่เหมือนข่าวการเสียชีวิตของเขาเพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

เราเคยดูหนังของ Katsu Kanai เพียงแค่ 5 เรื่อง ตอนมันมาฉายที่ Reading Room ในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 โดยหนังทั้ง 5 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. THE DESERT ARCHIPELAGO (1969)

2. GOOD-BYE (1971)

3. THE KINGDOM (1973)

4. DREAM RUNNING (1987)

5. GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)

 

เราชอบ THE KINGDOM มากที่สุดใน 5 เรื่องนี้ และ THE KINGDOM ก็เลยติดอันดับ 9 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2009

https://en.wikipedia.org/wiki/Katsu_Kanai

++++

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่อง “มันเด้งขึ้นมาแดก” HUNGRY (2026, James Nunn, A+15) ก็คือหนังเรื่องนี้มี HOT GRANDPA ด้วย 55555 เพราะในหนังมีตัวละครเด็กหนุ่มวัยรุ่นน่ารัก แต่ตัวละครหญิงสาวในเรื่อง (ซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วย) อยากได้ “คุณตา” ของเด็กหนุ่มมากกว่าตัวเด็กหนุ่ม 55555