Showing posts with label TV SERIES. Show all posts
Showing posts with label TV SERIES. Show all posts

Thursday, July 23, 2026

GUAN CONG IS MY FAVORITE HONG KONG ACTOR

 

THREE FILMS ABOUT “BE CAREFUL OF WHAT YOU WISH FOR”

 

OBSESSION (2025, Curry Barker, A+30)

+ THE DE4D ECHOES: THREESOME (2026, Karan Komanuwong, A+30)

กัม มะ เว คะ: สามเรา (2026, กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์)

+ THE X-FILES: EPISODE “JE SOUHAITE” (2000, Vince Gilligan, A+30)

 

มี spoil หนังเรื่องต่าง ๆ

--

--

--

--

--

1. พอดู OBSESSION แล้วก็เลยนึกถึง กัม มะ เว คะ ตอนสามเรามาก ๆ เพราะว่า

 

1.1 มันเป็นหนังสยองขวัญเกี่ยวกับ “การขอพร” แล้วพรดันเป็นจริงเหมือนกัน แล้วพรที่เป็นจริงมันแลกด้วยความชิบหายของชีวิตเหมือนกัน

 

1.2 การขอพรในหนังทั้งสองเรื่อง มันเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เหมือนกัน และถ้าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องไม่ขอพรเกี่ยวกับความรัก ปัญหาหลายอย่างก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

 

1.3 กัม มะ เว คะ ตอนสามเรา มันเกี่ยวกับ รักสามเส้า ส่วน OBSESSION มันเป็น รัก 4 เส้า

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู OBSESSION เราก็เลยคิดเล่น ๆ ฮา ๆ ในใจว่า ถ้าหากพระเอกของ OBSESSION อยากแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พระเอกต้องเดินทางมาไทยแล้วไปขอพรจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ (มันชื่อเจ้าพ่ออะไรนะ เราจำไม่ได้แล้ว) แบบใน กัม มะ เว คะ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันให้พรขัดแย้งกันเอง หรือให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันทำลายล้างกันเอง 55555

 

2. ชอบทั้ง OBSESSION กับ THE DE4D ECHOES: THREESOME มาก ๆ ชอบทั้งการแสดงและบทภาพยนตร์ในหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยในส่วนของ OBSESSION นั้น เราชอบที่หนังมันสะท้อนข้อบกพร่องต่าง ๆ ของมนุษย์และปัญหาความสัมพันธ์รักออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความชิบหายที่เกิดขึ้นจาก “ความไม่มั่นใจในตัวเอง”, “การไม่ยอมพูดความจริง”, “การเชื่อเพื่อนมากเกินไป”, การทำตัวติดแฟนมากเกินไป, ความเห็นแก่ตัว, etc. และเราชอบการสร้างความหลอนที่ไม่ได้เกิดจากการปรากฏตัวของผี แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ผิดปกติ อย่างเช่น การยืนจ้องคนแบบนิ่ง ๆ, การเดินถอยหลัง, etc. เราก็เลยชอบ OBSESSION มาก ๆ ตรงที่มันเหมือนสำรวจความสัมพันธ์รักแบบลุ่มหลงมากเกินไป แล้วบิดมันออกมาให้กลายเป็นหนัง horror

 

ส่วน THE DE4D ECHOES: THREESOME นั้น หนังไม่ได้สำรวจพฤติกรรมหรือข้อเสียที่อาจจะพบได้ในมนุษย์ทั่วไปแบบใน OBSESSION เพราะสถานการณ์ในหนังไทยเรื่องนี้เหมือนจะออกห่างจากชีวิตประจำวันมากกว่าใน OBSESSION แต่เราก็ชอบบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเราว่าจังหวะตลกในหนังเรื่องนี้มันแม่นมาก ๆ และมันก็ผูกเรื่องได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเราชอบมาก ๆ ที่หนังมันเฉลยว่า ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันเกิดจากตัวละครทั้ง 3 คนต่างก็ขอพรของตัวเองจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ แต่ทั้งสามคนดันขอพรที่ขัดแย้งกันเอง หรือพรของทั้งสามคนมันดันส่งผลให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

3. ส่วนหนังเกี่ยวกับการขอพรที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็นละครทีวีเรื่อง THE X-FILES ตอน JE SOUHAITE ที่ Mulder กับ Scully เผชิญกับนางปีศาจ genie ที่สามารถให้พรสามอย่างได้ตามต้องการ แต่พรที่เป็นจริงมักจะต้องแลกด้วยความชิบหายบางอย่าง ซึ่ง Mulder ก็เลยขอพรข้อแรกให้โลกสงบสุข แล้วผลที่ได้ก็คือ คนทั้งโลกหายไปจนหมด เหลือแค่ Mulder คนเดียว

 

เราว่า THE X-FILES ตอนนี้มีการกำกับและเขียนบทที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด ตอนจบของละครตอนนี้ก็ซึ้งมาก ๆ สำหรับเรา ถือเป็นหนึ่งใน THE X-FILES ตอนที่เราชอบมากที่สุดเลย

 

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบหนังเกี่ยวกับ “การขอพร” เรื่องไหนอีกก็ comment กันมาได้นะ

+++

 

ฉันสับสนกับนกในหนังเหล่านี้

 

CRANE (1988, Kon Ichikawa, Japan)

THE PELICAN BRIEF (1993, Alan J. Pakula)

CHILDREN OF THE STORK (1999, Tony Gatlif, France)

THE BOY AND THE HERON (2023, Hayao Miyazaki, Japan, animation)

 

ก็เลยลองกูเกิลดู ได้ความว่า

 

CRANE = นกกระเรียน

HERON = นกกระยาง

PELICAN = นกกระทุง

STORK = นกกระสา

 

แต่เราก็ไม่รู้รายละเอียดนะว่า จะแยกนก 4 ประเภทนี้ออกจากกันง่าย ๆ ได้อย่างไร

 

อ่านเพิ่มเติม

https://blog.londolozi.com/2022/05/26/herons-storks-and-cranes-arent-they-all-the-same/

 

+++

ว้าย เราไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ WISHMASTER (1997, Robert Kurtzman) ขอบคุณมาก ๆ จ้า

https://www.imdb.com/title/tt0120524/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_WISHMASTER

 

++++

 

เมืองนอกมีความเชื่อเรื่อง “นกกระสาคาบเด็ก” เราเลยอยากให้มี “นกกระสาคาบผู้ชาย” ไปส่งตามบ้านต่าง ๆ บ้าง บ้านไหนมีเกย์หนุ่มโสดอาศัยอยู่ นกกระสาจะคาบผัวไปส่งให้

++++

 

FAVORITE TV SERIES – พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, 45 episodes)

 

น้ำตาจะไหล เจอคลิปเพลงไตเติลของละครโทรทัศน์ฮ่องกงเรื่อง “พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม” (1979) ในยูทูบ เรากรี๊ดดดดดดดมาก ๆ เพราะเราชอบละครทีวีเรื่องนี้มาก ๆ และชอบเพลงไตเติลของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่มันเป็นละครโทรทัศน์และเพลงที่เหมือนหายสาบสูญไปจากชีวิตของเราเป็นเวลานานมากแล้ว เหมือนเราไม่ได้ฟังเพลงนี้มานานกว่า 40 ปีแล้ว ดีใจสุดขีดที่ได้กลับมาฟังเพลงโปรดเพลงนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

 

เราเคยซื้อนิยายเรื่องนี้ของโกวเล้งมาเก็บไว้ด้วย แต่ยังไม่ได้หยิบออกมาอ่านเลย

 

ว่าแต่ว่า นักแสดงในรูปนี้คือใครน่ะ เรา search หาข้อมูลไม่เจอเลย เป็นตัวร้ายที่หล่อมาก ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็เหมือนบอกแต่ชื่อนักแสดงคนอื่น ๆ แต่ไม่บอกชื่อนักแสดงคนนี้

https://www.youtube.com/watch?v=MVCMjsshKhU

https://www.youtube.com/watch?v=Su9XeItB71Y

 

กรี๊ดดด เจอแล้วครับ เขาชื่อ กวนชง ครับ

++++

 

ฉันรักเขา “กวนชง” 关聪 ดาวร้ายสุดหล่อทรมานใจชาย

 

นึกว่าเราได้เจอสามีเก่าที่พลัดพรากจากกันไปเมื่อ 43 ปีก่อน

 

เขาเคยเล่นละครโทรทัศน์ที่เราเคยดูตอนเด็ก ๆ ซึ่งก็คือ

 

1. ชอลิ้วเฮียง ตอน ศึกวังน้ำทิพย์ (1979, Wang Tianlin + other directors, Hong Kong, TV series, 65 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “หลวงจีนบ้อฮวย”

 

2. พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, TV series, 45 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นตัวร้ายตัวนึงในละครเรื่องนี้ ชื่อ Guo Pianxian

 

3. ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์ GOD OF SABRE (1979, Li Dinglun, Hong Kong, TV series, 9 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น Song Zhong (เราลืมไปแล้วว่าบทของเขาเป็นอย่างไร เราจำได้แต่ว่า ตัวร้ายอีกคนในเรื่องนี้ก็หล่อสุดขีด)

 

4. 14 นางสิงห์เจ้ายุทธจักร THE HEROINES OF THE YANG FAMILY (1981, Johnnie To, Hong Kong TV series, 25 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นองค์ชายเฟยหลงในละครเรื่องนี้

 

5. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982, Hong Kong TV series, 50 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “ฉวน ก้วนชิง” ตัวยุยงในพรรคกระยาจก

 

6. คำสาปเทวรูป THE OLD MIAO MYTH (1983, Hong Kong, TV series, 20 episodes, A+30)

 

เราว่าเขาหล่อมาก แต่ทำไมเขาถึงหายสาบสูญไปจากการรับรู้ของเรานับตั้งแต่ 8 เทพอสูรมังกรฟ้าเป็นต้นมา หรือหายสาบสูญไปนานราว 43 ปีแล้ว เมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปอ่านดูใน wikipedia ก็เลยพบว่าเขาลาออกจาก TVB ในปี 1984 แล้วก็หันไปเล่นละครโทรทัศน์ในไต้หวันแทน มิน่าล่ะ เราเลยไม่ได้ดูความหล่อของเขาอีกเลย

 

เราว่าดาราที่มาครองตำแหน่ง “ดาวร้ายที่หล่อทรมานใจชาย” แทน “กวนชง” ก็คือ “อู๋ฉี่หัว” Lawrence Ng คือเหมือนอู๋ฉี่หัวเข้ามารับไม้ต่อจากกวนชงได้พอดิบพอดี เพราะว่า อู๋ฉี่หัว เริ่มเข้าสู่วงการในปี 1984 และเขาโด่งดังเป็นพลุแตก เข้ามาครองตำแหน่ง “สามีในฝัน” ของเราเมื่อเขาแสดงใน “ศึกลำน้ำเลือด” THE GRAND CANAL (1987, Hong Kong TV series, 60 episodes, A+30)

 

กวนชง

https://zh.wikipedia.org/zh-hans/%E9%97%9C%E8%81%B0

 

ไตเติล ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์
https://youtu.be/shU9CBQhfWg?si=ysSGNWUlgb154gEz

 

คำสาปเทวรูป
https://www.youtube.com/watch?v=o3VHe7vGrhY

 

+++

 

คิดถึง “โรงหนังสามย่าน” เพราะเรากับเพื่อน ๆ เคยเข้าไปดู “ทองประกายแสด” (1988, Chana Kraprayoon) ที่โรงหนังแห่งนี้

 

และก็คิดถึงร้านอาหารเก่า ๆ ในชุมชน ที่เคยตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นตึกจามจุรี สแควร์ในปัจจุบัน เรากับเพื่อน ๆ เคยไปกินอาหารที่นี่ในช่วงปี 1989-1990

 

คิดถึงร้านขายเครื่องเขียนในสามย่าน ไม่แน่ใจว่ามันชื่อร้าน “ศาลาวรรณคดี” หรือเปล่านะ ตรงหน้าร้านจะมีแม่ค้าขายน้ำหวาน โดยตัวน้ำหวานจะบรรจุอยู่ใน “กระถางยักษ์” แล้วแม่ค้าก็จะตักน้ำจากกระถางยักษ์ใส่ถุงขายให้ลูกค้า เรากับเพื่อน ๆ เลยเรียกร้านนี้ว่า ร้านน้ำกระถาง

 

คิดถึงภาพยนตร์เรื่อง STUDENT (2005, James Prutwarasin) ที่บันทึกภาพ “ตลาดสามย่าน” ในช่วงนั้นเอาไว้

 

 

Tuesday, July 21, 2026

FILMS ABOUT THE VOID IN HUMAN SOULS

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30) และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้

 

เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้

 

Cinema Scope on COMA

https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/

+++

 

ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค” เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้

 

เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง “ตำนาน Saint George” เหรอ

+++

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์

 

SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST

 

1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

 

2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation)

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany)

 

4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)

 

6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง free will + determinism

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)

 

1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน, ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้ หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์ มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว 30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ 100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

 

เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้ แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว (เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)

 

เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้

 

2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

 

แต่ตัวละคร Raymond ใน THE VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ free will อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า

 

2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย “ไร้เหตุผล” เหมือนกัน

 

2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหมือนกัน

 

2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will vs. determinism เหมือนกัน

 

3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน

 

คือใน COMA นั้น ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ “โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน “โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free will ได้

 

และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน” เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เสียอีก 55555

 

คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS มาก ๆ ในความเห็นของเรา

 

แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง

 

4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่ four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้ ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT 25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย

 

เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted screens”

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA, มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness” ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง 3 โลกสมมุติเลย

 

แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น” จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้ อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง” เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด

 

5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography

 

6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism

 

ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ

+++

 

RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)

 

เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู

 

1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)

เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้

 

3. มังกรหยก (1983)

เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง

 

4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)

เขารับบทองค์ชายเฟยหลง ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน

 

ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา

 

เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว” (Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า

+++

 

I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)

++++

 WRECKED กองกอย

ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้ 55555

Wednesday, July 15, 2026

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

 

POEM OF THE SEA (1958, Yuliya Solntseva, Soviet Union, 95min) กับ STARS AT NOON (1959, Jacques Ertaud, Marcel Ichac, France, 78min) น่าดูมาก ๆๆๆๆๆ

 

POEM OF THE SEA

https://www.imdb.com/title/tt0053177/?ref_=nm_flmg_job_1_accord_1_cdt_t_7

 

STARS AT NOON

https://www.imdb.com/title/tt0158393/?ref_=nm_knf_t_1

+++

 

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

+ TABLE TAPS (2025, Parinot Kunakornwong, IKEA table tops tap-danced on by Darren Royston)

 

ชอบวิดีโอ TANZTODTAP มาก ๆ ถ่ายสวยมาก ๆ ตัววิดีโอนี้เหมือนมีเนื้อหาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนึงเป็นการจับภาพ Pitak Court ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัยย่านสาทรที่เหมือนมีอายุมานานหลายสิบปี เราลองเอาชื่อ Pitak Court ไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า BK Magazine เคยสัมภาษณ์ตากล้องคนนึงชื่อ Oliver Irvine เขาเล่าว่า นักข่าวต่างชาติหลายคนเคยมาพักอาศัยที่ Pitak Court ในยุคก่อน ๆ

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า Pitak Court นี่สร้างมานานกี่ปีแล้ว แต่พอเราเห็นสระว่ายน้ำในอาคารนี้ เราก็นึกถึงสระว่ายน้ำของสถาบันเกอเธ่ แล้วพอเราเห็นตัวอาคารของ Pitak Court เราก็นึกถึงอาคารที่เคยเป็นที่ตั้งของ Project 304 ของคุณ Gridthiya Gaweewong เราก็เลยสงสัยว่า อาคาร, สระว่ายน้ำพวกนี้ อาจจะมีอายุไล่เลี่ยกัน

 

คืออาคารแบบนี้มันอาจจะดูเป็น “สิ่งปกติ” ในยุค 30-40 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เรายังเป็นเด็ก ๆ หรือวัยรุ่น แต่พอเรามา search ข้อมูลเรื่องนี้ในปี 2026 แล้วได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Oliver Irvine เราก็เลยเพิ่งตระหนักว่า สิ่งที่เคยเป็น “อาคารธรรมดา” เมื่อ 40 ปีก่อน กำลังจะกลายเป็น “ของหายาก” ไปแล้วในยุคปัจจุบัน

 

ส่วนเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งของวิดีโอ TANZTODTAP นั้นเหมือนจับภาพการเต้นแท็ป โดยผู้เต้นใส่หน้ากากที่ดูเหมือนมัจจุราช ส่วนนี้ถ่ายได้ทรงพลังมาก ๆ

 

ตัววิดีโอ TANZTODTAP นี้สัมพันธ์กับงาน TABLE TAPS ที่วางไว้อีกจุดนึงในแกลเลอรี่ โดย TABLE TAPS นั้นเราเข้าใจว่าเป็นพื้นโต๊ะที่เหลือร่องรอยจากการเต้นแท็ปบนนั้นเอาไว้ ซึ่งรวมถึงรอยบุ๋มบนโต๊ะด้วย ซึ่งน่าจะเกิดจากการเต้นแท็ปจนโต๊ะทะลุ

 

เราดูวิดีโอนี้ในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

บทสัมภาษณ์ Oliver Irvine

https://www.bkmagazine.com/city-living/sathorn-resident-documenting-bangkoks-disappearing-low-rise-apartments/

++++

 

งาน video installation งานแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิต ก็น่าจะเป็นงาน SHOPPING ที่จัดที่ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery ในวันที่ 4-16 ธ.ค. 2001 เสียดายที่ตอนนั้นเราไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปถ่ายภาพในงานนี้เก็บไว้ด้วย เราจำได้แต่ว่า เราชอบงานวิดีโอของคุณ Michael Shaowanasai ในงานนี้มาก ๆ ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด วิดีโอนี้นำเสนอฉาก 3 สาวเดินดูสินค้าต่าง ๆ แต่สิ่งที่ฮามาก ๆ ก็คือ 3 สาวนี้เหมือนคอเคล็ดหรือคอหักอะไรทำนองนี้ พวกเธอก็เลยต้องสวมอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับดามก้านคอเอาไว้ด้วย

 

งาน SHOPPING นี้นำเสนอ video installations ของศิลปินต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

1. Chalida Uabumrungjit

 

2. Michael Shaowanasai

 

3. Noraset Vaisayakul

 

4. Patana Chirawong

 

5. Santiphap Inkong-ngam

 

6. Wit Pimkanchanapong

 

7. Kamol Phaosavasdi

 

8. Jakraphun Thanateeranon

 

9. Gregor Hutz & Julika Zobel

 

10. Volker Schreiner

 

11. James Verdon

 

ใครจำอะไรในงาน video installations นี้ได้บ้าง ก็มา comment กันได้นะคะ

++++

 

TWIN PEAKS (1990-1991) สมัยฉายทางช่อง 3

+ ตอนจบของละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปี 3” SUKEBAN DEKA III: NINJA GIRL ROMANCE (1986-1987) สมัยฉายทางช่อง 5

 

เราเปิดวิดีโอเทปเก่าดู แล้วก็พบว่า เราเคยอัด TWIN PEAKS สมัยฉายทางช่อง 3 เอาไว้ราว 1 นาที เป็นเหมือนฉาก “ทบทวนความเดิมตอนที่แล้ว” โดยมี David Duchovny ในบทกะเทยสาวเอฟบีไอ กับ Joan Chen ปรากฏอยู่ในส่วนนี้ด้วย

 

หลังจากนั้นในคลิปนี้ก็จะมี “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” โผล่มาราว 1 นาที

 

แล้วก็จะเป็นตอนจบของสิงห์สาวนักสืบ ปีสาม ซึ่งเป็นตอนจบที่ดูโง่มาก ๆ 55555

 

เราชอบสิงห์สาวนักสืบปีสอง อย่างรุนแรงที่สุด ถือเป็น one of my most favorite TV-series of all time เลย แต่เราไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบปีสาม

 

ใน wikipedia บอกว่า สิงห์สาวนักสืบปีสาม ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงมาจาก STAR WARS ด้วย มิน่าล่ะ เราก็เลยไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบภาคนี้ เพราะเราเองก็ไม่อินกับ STAR WARS เหมือนกัน

 

เชิญทัศนาความโง่ในตอนจบของละครเรื่องนี้กันได้นะคะ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1382167060450367

 

+++

 

อยากรู้ว่า ถ้าหากภาพยนตร์เรื่อง “ไร้เสน่หา” (1979, Chana Kraprayoon) มาฉายที่โรงภาพยนตร์ “ศาลา เสน่หา” ตัวหนังกับตัวโรงภาพยนตร์มันจะเกิดการ negate พลังซึ่งกันและกันหรือเปล่า (ล้อเล่นค่ะ 55555)

++++

 

NASI LEMAK WITH ISE, INA AND MAHEN (2026, Napat Vatanakuljaras, video installation, 6min)

 

วิดีโอบันทึกภาพการทำอาหารของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซียในเดือนมี.ค. 2017

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึง Ise หลังจากเขาถึงแก่มรณกรรมในปี 2019 ขณะอายุ 46 ปี

 

THINK YOU LOOK GOOD THERE (2026, Anon Chaisansook, drawing + computer programing + real-time audiovisual reactive)

 

เป็นการเอาภาพ drawing ของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซีย มาแปลงเป็น sound frequencies แล้วก็นำไปสร้างเป็น image อีกที ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เราชอบดูอะไรแบบนี้นะ สวยดี ตัวงานอาจเรียกตัวเองว่าเป็น real-time audiovisual reactive แต่เราขอจดมันไว้ในลิสท์ video installation ที่เราได้ดูในปีนี้ด้วยแล้วกัน

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

OPERATION BANGKOK 2026 (2026, Surat Setsaeng, video installation, 5min)

 

ฉากสุดท้ายที่เป็นเก้าอี้ที่ไม่มีคนนั่ง ตั้งอยู่ตัวเดียวกลางสนามหญ้า เป็นฉากที่เศร้ามาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

ARTIST WALKTHROUGH (2026, Poomin Wongsing, video installation)

 

หลอนมาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

MAFIA TABLE IN IMAGINARY MEMORY WITH “ISE” OUR BELOVED FRIEND (2026, Natnaran Bualoy, video installation, 5min)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

JUNKYARD (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

 

ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France/Germany/Romania, A+30)

 

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที กราบขอบพระคุณหอภาพยนตร์ที่เอาหนังเรื่องนี้มาฉายในจอใหญ่ยักษ์ให้เราได้ดูเป็นบุญตา ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่อง THE WHITE RIBBON (2009, Michael Haneke, Germany/Austria) มาลงโรงฉายให้พวกเราได้ดูกันด้วยเป็นลำดับถัดไป 555

 

มีฉากนึงใน CODE UNKNOWN ที่แสดงให้เห็นว่า หญิงขอทานชาวโรมาเนียถูกหญิงขอทานอีกคนแย่งที่ทำกินไป ซี่งเรารู้สึกไปเองว่า ฉากนี้มันเป็นฉากที่โหดร้ายทางความรู้สึกสำหรับตัวละครหญิงโรมาเนียก็จริง แต่มันแอบมีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายอยู่ด้วย และเป็นอารมณ์ขันในแบบที่ใกล้เคียงกับหนังของ Ruben Östlund

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า หนังของ Luis Bunuel, Michael Haneke กับ Ruben Östlund มันเหมือนมีความแตกต่างกันในแบบที่น่าสนใจดี เพราะเราว่าหนังของทั้งสามคนนี้มีความ “วิเคราะห์สังคม” และความ “จิกกัดชนชั้นกลาง + คนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ด้วยท่าทีที่แตกต่างกันออกไป

 

หนังของ Luis Bunuel จะมีอารมณ์ขันแบบเซอร์เรียล หลุดโลก แต่สะท้อนมายาคติหลาย ๆ อย่างในโลกแห่งความเป็นจริงออกมาได้ดีมาก ๆ ส่วนของ Michael Haneke (และผู้กำกับหนังออสเตรียอีกหลายคน) จะออกไปในทาง “เย็นชา” เหมือน Robert Bresson

 

ส่วนหนังของ Ruben Östlund เรารู้สึกว่ามันมีความ “หุยฮา” บางอย่างอยู่ในหนังของเขาน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Haneke ที่มองสังคมด้วยสายตา “เย็นชา” ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยโยงหนังของสองคนนี้เข้าด้วยกัน แต่พอเราเจอฉากหญิงขอทานถูกแย่งที่ใน CODE UNKNOWN เราก็รู้สึกว่ามันแอบมีความฮาในฉากนี้ และเราก็เลยนึกถึงอารมณ์ขันแบบที่พบได้ในหนังของ Ruben Östlund มันเหมือนฉากนี้คือจุด tangent ที่ทำให้วงกลม Michael Haneke กับวงกลม Ruben Östlund มาแตะกันในความรู้สึกของเรา

 

เมื่อกี้เราเข้าไปดูในเว็บไซต์ Criterion แล้วก็พบว่า Ruben Östlund เคยพูดถึง 10 หนังที่เขาชื่นชอบที่สุด และปรากฏว่า THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Bunuel) กับ CODE UNKNOWN ติดอยู่ในท็อปเทนของเขาด้วย ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ มันเหมือนกับว่า Bunuel, Haneke, Östlund นี่มันสืบสายธารการจิกกัดสังคมเหมือน ๆ กันจริง ๆ แต่ด้วยลีลาท่าทีที่แตกต่างจากกันมาก ๆ  

 

Ruben Östlund’s Top Ten

https://www.criterion.com/current/top-10-lists/334-ruben-stlund-s-top-10

 

THE EGG RACK (2016, Kawita Vatanajyankur, six-channel video installation)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

 

 

 

 

 

Sunday, July 05, 2026

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI

 

มีฉายหนังเรื่อง GIGI (2024, Cynthia Calvi, France, animation, 14min) กับ PELIKAN BLUE (2023, László Csáki, Hungary, animation, 79min) ด้วย

+++

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30) ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราชอบหนังอินโดนีเซียทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

หนังเรื่อง MERANGKAI RATNA ASMARA ทำให้เราทึ่งในตัวผู้หญิงกลุ่มนี้มาก ๆ ที่พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการอนุรักษ์ภาพยนตร์อะไรใด ๆ แต่อย่างใด แต่ passion ของพวกเขากระตุ้นให้พวกเขามีความมุมานะพยายามเป็นอย่างมาก ออกดั้นด้นติดตามสืบค้นจนสามารถพบเจอและอนุรักษ์ม้วนฟิล์มภาพยนตร์เก่าในทศวรรษ 1950 ได้ในที่สุด

 

เราคิดว่า MERANGKAI RATNA ASMARA นี่เหมาะฉายควบกับ THE CEMETERY OF CINEMA (2023, Thierno Souleymane Diallo, France/Senegal/Guinea, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE CEMETERY OF CINEMA ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความพยายามสืบค้นหาหนังเก่าเหมือนกัน โดยเป็นการตามหาหนังเรื่อง MOURAMANI (1953, Mamadou Touré, Guinea) ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในหนังเรื่องแรก ๆ ของโลกที่กำกับโดยชาวแอฟริกัน แต่น่าเสียดายที่ในกรณีของหนังเรื่อง THE CEMETERY OF CINEMA นั้น ความพยายามดังกล่าวประสบความล้มเหลว และหนังเรื่อง MOURAMANI จากประเทศกินีก็ยังคงมีสถานะหายสาบสูญต่อไป

 

2. ในส่วนของหนังเรื่อง DR. SAMSI นั้น เราก็ชอบหนังมาก ๆ เช่นกัน ดูแล้วนึกถึงพวกหนังชีวิตผู้หญิง หนัง melodrama ยุคเก่า ๆ มาก ๆ  อีกสิ่งที่ประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังปล่อยให้มีฉาก “ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบสมจริง” เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันเหมือนเป็นฉากแบบที่เราพบได้เฉพาะในหนังยุคเก่า ๆ และละครโทรทัศน์ยุคเก่า ๆ เท่านั้น แต่เราแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้ในหนัง/ละครยุคใหม่นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา

 

ฉากพวกนี้ไม่ได้เป็นฉากแบบในหนัง musical หรือฉาก musical นะ เพราะฉากแบบในหนัง musical เป็นฉากที่ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบ “หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง” น่ะ แต่ฉากที่เราพูดถึงคือฉากที่ตัวละครร้องเพลง, เต้นรำ, แสดงนาฏศิลป์เป็นเวลานาน ๆ แบบที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครตัวนั้นจริง ๆ

 

คือถ้าหากใครเคยดูละครทีวีฮ่องกงยุคทศวรรษ 1980 คงจะนึกออก เพราะในละครยุคนั้นมันชอบมีฉากฮ่องเต้ดูกลุ่มนางรำมาร่ายรำเป็นเวลา 3-5 นาที ซึ่งเป็นฉากที่ไม่มีเนื้อเรื่องเกิดขึ้น และไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนเป็นฉากที่ให้ “นักเรียนในโรงเรียนการแสดง” ได้ฝึกร่ายรำ ฝึกการแสดงต่อหน้ากล้อง อะไรทำนองนั้น

 

แต่พอเริ่มเข้าสู่ยุคทศวรรษ 1990 เราก็เหมือนแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้อีกเลยมั้ง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่เราเดาว่าคนดูคงเบื่อดูฉากแบบนี้ เพราะมันไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด

 

และเราก็พบว่าฉากแบบนี้สามารถพบได้บ่อยเหมือนกันในหนังยุคทศวรรษ 1950-1960 อย่างเช่นใน DR. SAMSI ก็มีฉากที่ตัวละครเต้นรำในงานรื่นเริงเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันก็ไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง แต่เราก็ชอบมันมาก ๆ เพราะมันเป็นทั้งการบันทึกนาฏศิลป์ยุคเก่าของอินโดนีเซีย และมันก็สะท้อนความนิยมหรือความต้องการของผู้ชมภาพยนตร์ยุคนั้นที่อาจจะชอบดูอะไรแบบนี้ ซึ่งแตกต่างจากผู้ชมภาพยนตร์ในยุคต่อ ๆ มาที่อาจจะเบื่อการดูอะไรแบบนี้

 

3. พอดู DR. SAMSI แล้วก็เลยคิดว่า มันเหมาะฉายควบกับ “หนังชีวิตผู้หญิง” ยุคเก่าหลายเรื่องมาก ๆ อย่างเช่น

 

3.1 THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

 

3.2 7TH HEAVEN (1927, Frank Borzage, USA)

 

3.3 THE GODDESS (1934, Wu Yonggang, China)

เพราะมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ที่ต่อสู้เพื่อลูกเหมือนกัน

 

3.4 SOUND OF THE MOUNTAIN (1954, Mikio Naruse, Japan)

 

3.5 THE CRANES ARE FLYING (1957, Mikhail Kalatozov, Soviet Union)

 

3.6 THE LOVERS (1958, Louis Malle, France)

 

3.7 THE BRASS RING แหวนทองเหลือง (1973, Prince Anusorn Mongkolkarn, Thailand)

เรื่องของผู้หญิงที่ท้องนอกสมรสเหมือนกัน

+++

 

From the exhibition THE ADVENTURES OF HIMMAPAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

SHINING IN THE OCEAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

CHANGING by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

FLYING LIKE BIRDS by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

THE FIGHTER OF TIGER by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 ++++

SEVEN DAYS RITUAL (2025, Wichaporn Tangklang)

 

งานศิลปะนี้ใช้โลหิตที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศมาทำเป็นงานศิลปะ

 

ดูในนิทรรศการ PATCH THE WORLD : Between the Seams, Beyond the Surface โลกที่ต่อกันไม่สนิท–ลึกกว่าที่เห็น

จัดแสดงที่ชั้น 3 BACC

+++

 

หนังที่ดูแล้วทำให้หิว – LITTLE FOREST: SUMMER/AUTUMN (2014, Junichi Mori, Japan) + LITTLE FOREST: WINTER/SPRING (2015, Junichi Mori, Japan)

 

แต่ฉากการกินอาหารที่ประทับใจเรามากที่สุดอยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง WAR AND REMEMBRANCE (1988-1989, Dan Curtis, USA, 1620mins, A+30) ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งครอบคลุมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป ฉากนั้นมันเป็นฉากที่ Natalie Henry (Jane Seymour) ซึ่งเป็นชาวยิวถูกจับขึ้นรถไฟเพื่อส่งไปค่ายกักกัน ชาวยิวแต่ละคนบนรถไฟอยู่ในสภาพหิวโซอย่างรุนแรงมาก ๆ แทบไม่ได้กินอาหารกันมาเป็นเวลานานหลายวัน และละครเรื่องนี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงความโหยหิวอาหารอย่างรุนแรงมาก ๆ ของตัวละครเหล่านี้

 

รถไฟขบวนนี้แล่นไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสถานีรถไฟแห่งนึง มีชายแปลกหน้าคนนึงแอบขนกระสอบบรรจุอะไรสักอย่างมาให้นักโทษชาวยิวบนรถไฟ กระสอบนั้นบรรจุแอปเปิลจำนวนมาก เมื่อชาวยิวถามว่าทำไมชายแปลกหน้าคนนั้นถึงแอบช่วยพวกเขา ชายแปลกหน้าคนนั้นก็แอบโชว์ไม้กางเขนที่ซุกซ่อนไว้ให้ดู แล้วตอบว่า “เพราะผมเป็นคาทอลิก”

 

หลังจากนั้น Natalie ซึ่งนั่งหิวโซอยู่ในรถไฟก็ได้รับการแบ่งปันแอปเปิลหนึ่งลูกจากกระสอบนั้น ฉากที่เธอกินแอปเปิลหนึ่งลูกในละครเรื่องนั้นมันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทั้ง Jane Seymour และผู้กำกับละครเรื่องนี้ด้วย นึกไม่ถึงว่าฉากตัวละครกินแอปเปิลหนึ่งลูกมันจะทำให้เราร้องห่มร้องไห้ได้อย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เราดู WAR AND REMEMBRANCE ตอนมันมาฉายทางช่อง 3 ในปี 1989 และจนถึงตอนนี้เวลาผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เราก็ยังลืมฉากนี้ไม่ลงเลย 

 

Monday, June 22, 2026

KHAO KALA VS. DISCLOSURE DAY

 

ชอบสีสันในมิวสิควิดีโอเพลง I AM AN ANIMAL – JA JA JA (1982, Helene Guetary, Germany, music video) มาก ๆ เพราะมันทำให้นึกถึง “สีของดินน้ำมัน” ที่เราเคยเล่นตอนเป็นเด็ก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980

https://www.youtube.com/watch?v=allIpI84D_0

+++

 

TWO FAVORITE SCENES IN 2026

 

ฉากพระปะทะกลุ่มมนุษย์ต่างดาวใน KHAO KALA เขากะลา (2026, Tanadej Ramsomphob, A+15)

+ ฉาก Jane Blankenship (Eve Hewson) ใช้ไม้กางเขนขณะปะทะกับ Noah Scanlon (Colin Firth) ที่ใช้อุปกรณ์ของมนุษย์ต่างดาวใน DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30)

 

1. สองฉากข้างต้นเป็นสองฉากที่เราชอบมากในบรรดาหนังที่ได้ดูมาในปีนี้ นึกว่าถ้าหากเราทำหนังแนว found footage เราต้องมีการตัดต่อเอาสองฉากนี้มาปะทะกันในหนังของเรา

 

2. สาเหตุที่เราชอบสองฉากนี้มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราเติบโตมากับนิตยสาร ต่วย’ตูนพิเศษ และหลงใหลเรื่องราวต่าง ๆ ในนิตยสารนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับต่าง ๆ ทั้งมนุษย์ต่างดาวและไสยาศาสตร์

 

แต่ปกติแล้ว เรื่องลึกลับสองกลุ่มนี้มักจะอยู่แยกกัน คือเรื่องไหนเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ก็จะไม่มีไสยาศาสตร์เข้ามาปน ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องภูตผีปีศาจ ก็จะไม่มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาปน

 

แต่ใน “หัวสมอง” หรือใน “จินตนาการ” ของเรา เราชอบเอาสองเรื่องเหล่านี้เข้ามาปนกันในโลกจินตนาการของเราอย่างสนุกสนานตั้งแต่เด็ก คือ “คนเล่าเรื่องการเจอผี” กับ “คนเล่าเรื่องการเจอมนุษย์ต่างดาว” อาจจะเป็นคนละคนกัน เล่าเรื่องคนละเรื่องกัน แต่ผู้อ่านอย่างเรา สามารถสร้างโลกจินตนาการที่มีภูตผีปีศาจกับมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ร่วมกันในหัวของเราเองได้อย่างสบาย

 

ซึ่งตัวอย่างโลกจินตนาการของเราก็จะเห็นได้จากพล็อตละครทีวีน้ำเน่าในจินตนาการของเราเรื่อง SPLASH ME WITH YOUR WATER: SEASON ONE ที่เราเขียนไปในช่วงต้นปี 2025 ที่เราอยากให้มีละครทีวีที่มีตัวละครมนุษย์ต่างดาวหนุ่มหล่อมาร่วมรักกับพญานาค, ทานุกิ, เสือสมิง, Tikbalang, จิ้งจอกเก้าหาง, ผีปอบ, หุ่นยนต์, etc.

 

3. เราก็เลยชอบหนัง/ละครบางเรื่องที่เอามนุษย์ต่างดาวกับไสยาศาสตร์มารวมกัน อย่างเช่นละครโทรทัศน์ชุด THE X-FILES, ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi) และ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg)  โดย WAR OF THE WORLDS นั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว แต่หนังเหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่ามี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ต่างดาวอีกทีนึง

 

และเราก็ชอบนิยายเรื่อง “ทิพย์” ของทมยันตีมาก ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะ “ทิพย์” ก็อาจจะคล้าย ๆ กับ WAR OF THE WORLDS ในแง่ที่ว่า มันพูดถึง “มนุษย์ต่างดาว” เป็นหลัก แต่มันยอมรับการมีอยู่ของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ด้วย

 

4. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ใน KHAO KALA และ DISCLOSURE DAY มาก ๆ เพราะมันเหมือนเอาศาสนา (ซึ่งผูกโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยาศาสตร์) กับมนุษย์ต่างดาวมาปะทะกัน

 

โดยใน KHAO KALA นั้นเป็นการปะทะกันโดยตรง เป็นมนุษย์ต่างดาวปะทะกับพระ และ “ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป” โดยตรง

 

อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ เป็นเพราะว่า มันเป็นฉากที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง แล้วมันไม่มีคำอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาจากไหน ต้องการฆ่าคนบางคนเพราะอะไร แล้วทำไมต้องยืมมือพระเพื่อไปฆ่าคน แล้วพอหลาย ๆ อย่างในฉากมันไม่มีคำอธิบายอะไรใด ๆ เต็มไปด้วยปริศนา มันก็เลยดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในสายตาของเรา 55555

 

5. ส่วนใน DISCLOSURE DAY นั้นเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เพราะว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็น “มนุษย์ที่ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีจากต่างดาว” ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ใช้อิทธิปาฏิหาริย์จากไม้กางเขนในการเข้าต่อสู้ แต่เหมือนเธอใช้ “ความเข้มแข็งทางจิตของตนเอง” ในการต่อสู้กับผู้ร้าย ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตนี้อาจจะมีที่มาส่วนหนึ่งจากความเชื่อความศรัทธาว่าอะไรคือสิ่งดีงาม และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังทางศาสนาในวัยเด็ก

 

แต่ถึงแม้ฉากนี้จะเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เราก็ชอบฉากนี้อย่างรุนแรงอยู่ดี เพราะเราชอบที่ “เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว” ไม่สามารถเข้าควบคุมจิตใจมนุษย์ได้โดยง่าย มนุษย์บางคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะสามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้ และเราว่าจุดนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของเรา

 

6. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ในหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ รู้สึกว่าสองฉากนี้มันเหมาะจะปะทะกันมาก ๆ 555

 

7. เราชอบ DISCLOSURE DAY มากกว่าเขากะลาหลายเท่านะ แต่พอดู DISCLOSURE DAY แล้วก็เลยทำให้เราชอบ “เขากะลา” มากยิ่งขึ้น เพราะเหมือน DISCLOSURE DAY ที่เป็น fiction มันช่วยตอกย้ำเสน่ห์ของ “หนังที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง” อย่างเขากะลามากยิ่งขึ้น เหมือนมันเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างกันระหว่างหนังสองแบบ

 

คือพอ DISCLOSURE DAY มันเป็นหนัง fiction มันก็สามารถผูกเรื่องให้สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกสุดขีดได้น่ะ แล้วมันก็สามารถให้คำอธิบายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องได้ ผู้ชมเข้าใจที่มาที่ไปของฉากต่าง ๆ ใครทำอะไรไปเพื่ออะไร ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะรู้สึกสนุกมาก ดูจบแล้วพอย้อนคิดถึงหนังก็จะรู้สึกถึงความสนุกที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ โดยไม่มีอะไรค้างคาใจ

 

ส่วน KHAO KALA นั้น พอมันอ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง มันก็เลยเหมือนไม่สามารถสร้างเหตุการณ์ให้สนุกลุ้นระทึกได้ตามใจชอบแบบหนัง fiction น่ะ แต่สิ่งที่เราชอบมากในหนังแบบนี้คือ “ความไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น” ไม่เข้าใจที่มาที่ไป ไม่เข้าใจเหตุผลของมนุษย์ต่างดาว ไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความค้างคาใจเมื่อดูจบ ซึ่งอารมณ์แบบนี้มันจะใกล้เคียงกับความรู้สึกของเราเมื่ออ่านเรื่องราวทำนองนี้ในต่วย’ตูน พิเศษน่ะ (และอาจจะรวมไปถึงเรื่องบางเรื่องในนิตยสาร “มิติที่ 4” ด้วย) เพราะเรื่องราวแบบนั้นมันก็เต็มไปด้วยปริศนาลับที่ไม่ได้รับการคลี่คลายใด ๆ ทั้งสิ้นเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ในแบบที่แตกต่างกัน แบบนึงคือสนุกสุดขีด, มีความเข้าใจ, ไม่ค้างคาใจ ส่วนอีกแบบนึงคือไม่สนุก, ไม่เข้าใจ และค้างคาใจ ซึ่งเราก็ชอบทั้งสองแบบ 55555

 

8. ในส่วนของ DISCLOSURE DAY นั้น เราคงไม่เขียนอะไรมาก เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด ดูแล้วก็ยกให้ Steven Spielberg เป็น “ผู้กำกับระดับเทพ” คนนึงไปเลย เหมือนเขามีเทคนิคแพรวพราว, ความเก่งกาจ และความเชี่ยวชาญในการทำหนังให้สนุกตื่นเต้นน่าติดตามสำหรับเราน่ะ

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วก็แอบนึกถึง THE SUGARLAND EXPRESS (1974, Steven Spielberg) เหมือนกันนะ เพราะ THE SUGARLAND EXPRESS ก็เป็น “ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่หนีการตามล่าไปเรื่อย ๆ ในอเมริกา” เหมือนกัน เหมือน Spielberg ถนัดทำหนังทำนองนี้จริง ๆ

 

ในส่วนของ KHAO KALA นั้น เราชอบ “ตัววัตถุดิบ” ของหนังเรื่องนี้มากที่สุดนะ แต่ไม่ได้ชอบ “สไตล์” ของหนังเป็นการส่วนตัว คือเราชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ “เรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากเรา” น่ะ เหมือนหนังมันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้พูดเรื่องของตัวเอง, ได้เล่าเรื่องของตัวเอง, ได้นำเสนอตัวเอง และมันเป็นกลุ่มคนที่เราแทบไม่ค่อยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ

 

เราก็เลยชอบ KHAO KALA ในแบบเดียวกับที่เราชอบหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องของชาวอามิช, กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง “พลังจักรวาล”, กลุ่มคนที่นับถือลัทธิประหลาดต่าง ๆ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อบางอย่างที่แตกต่างจากเรา เพราะหนังสารคดีเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย และหนังสารคดีหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นแบบนี้ (ซึ่งรวมถึงเขากะลา) ไม่ได้นำเสนอคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาดูถูกหรือด้วยสายตา “ตัดสิน” subjects ของหนังในทางลบน่ะ เราก็เลยชอบ KHAO KALA มาก ๆ ที่มันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และหนังมันไม่ได้มองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาตัดสินในทางลบ

 

แต่เราคงชอบ KHAO KALA มากไปกว่านี้อีก ถ้าหากมันทำเป็นหนังสารคดีตรงไปตรงมาไปเลย ให้ subjects มาเล่าเรื่องต่อหน้ากล้องทีละคน ทีละเรื่อง แล้วอาจจะมีการจำลองฉากโดยเน้นความสมจริง และลดทอนการปรุงแต่งอารมณ์ลงให้เหลือน้อยที่สุด คือเน้นความเป็นสารคดีไปเลย หรืออย่างน้อยก็ให้มันออกมาแบบหนังเรื่อง THE NIGHTMARE (2015, Rodney Ascher) ที่เป็น “สารคดีเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากหนังมันทำออกมาแบบนั้น มันก็คงจะเข้าทางเราอย่างสุดขีด แต่ก็คงจะขายตั๋วได้น้อยมาก อาจจะมีคนดูทั้งประเทศไม่ถึงร้อยคน อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า KHAO KALA มันเป็นหนังที่มีสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” มาก ๆ มีการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแบบที่อาจจะทำให้คนดูทั่วไปรู้สึกสนุกตื่นเต้น ซึ่งสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” แบบนี้มันไม่เข้าทางเราแต่อย่างใด แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้สร้างหนังอาจจะจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้ดึงดูดให้คนดูทั่วไปเข้ามาดูหนังได้ เราก็เลยไม่ติดใจอะไรมากที่ “สไตล์” ของหนังเรื่องนี้ไม่เข้าทางเรา

 

9. พอพูดถึงสองฉากที่เราชอบสุดขีดใน KHAO KALA + DISCLOSURE DAY แล้ว เราก็เลยนึกถึง “ละครโทรทัศน์ฮ่องกง” เรื่องนึงที่เราเคยเปิดดูผ่าน ๆ ทางช่อง 7 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ด้วย เราจำได้ว่า มันเป็นละครที่น่ากลัวสุดขีด น่ากลัวขนหัวลุกมาก ๆ และมันมีทั้งมนุษย์ต่างดาวกับผีในละครเรื่องเดียวกัน แต่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้

 

เราจำได้ว่า มันมีฉากนึงในละครเรื่องนี้ ที่ตัวละครผู้ชายคนนึงในยุคปัจจุบัน (หรือในช่วงทศวรรษ 1980) หนีการตามล่าของ “จานบินมนุษย์ต่างดาว” เหมือนเขาวิ่งหนีจานบินไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงจุดนึง เขาก็รวบรวมพลัง สวดมนตร์ขอพรจาก “เง็กเซียนฮ่องเต้ และเจ้าแม่กวนอิม” แล้วเขาก็ใช้พลัง (ที่อาจจะมาจากเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่กวนอิม) ในการขับไล่จานบินมนุษย์ต่างดาวให้ล่าถอยไปได้

 

เราก็เลยจะสอบถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครรู้ไหมคะว่าละครทีวีฮ่องกงเรื่องนั้นมันคือละครเรื่องอะไร แล้วเราจะหาดูมันอีกได้จากที่ไหน

 

เมื่อกี้เราลอง search ดูแล้ว เราพบว่า มันอาจจะเป็นละครเรื่อง THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) นะ แต่เราก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม ละครเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบในช่องของ ATV แต่มันพูดภาษาจีนและไม่มีซับไตเติลใด ๆ

 

เมื่อกี้เราลองเปิดดูละครเรื่องนี้ในยูทูบแบบผ่าน ๆ เราคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ราว 50% ที่มันอาจจะเป็นละครที่เราตามหาอยู่ เพราะบรรยากาศของละครมันได้ใจเรามาก ๆ หลอนมาก ๆ

 

ถ้าใครรู้วิธีที่จะหาดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) แบบมีซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ด้วย ก็ช่วยบอกเราด้วยนะคะ

 

ดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) episode 1 ได้ที่

https://youtu.be/dO6YaeWVuEA?si=Imvp_P4YCz8YYqXp

 

SPLASH ME WITH YOUR WATER SEASON ONE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0C4rMqF8znqgBcujCvngrAHCJc6amtGMhFyYCbgPwikVWu1LuZNvgj5BQrBaNheAYl

 

Sunday, June 21, 2026

DANCE OF FIRE TV SERIES

 

ดีใจสุดขีดที่ NOSFERATU (2024, Robert Eggers) ติดอันดับด้วย

++++++++

 

ไตเติลละคร “ระบำไฟ” (1988, สุประวัติ ปัทมสูต, TV series, A+15)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1314121397532725

 

1. เพลงประกอบละครระบำไฟนี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME เลยนะ เพราะเนื้อเพลงนี่ทำให้นึกถึงชีวิตของเราเองมาก ๆ

 

2. นิยายเรื่อง “ระบำไฟ” ของม.มธุการี นี่ก็ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE NOVELS OF ALL TIME เหมือนกัน คือนิยายเรื่องนี้มีนางเอก 2 คน คนนึงเป็นคนดีตามขนบธรรมเนียมประเพณี ส่วนอีกคนเป็น “สาวโรคจิต” ที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก แล้วพอโตมาก็เลยกลายเป็นคนที่ “ถมยังไงก็ไม่เต็ม” โหยหาความรักอย่างรุนแรง แต่พอได้รับความรักจากคนอื่น ๆ มันก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย เธอก็ยังไม่พอใจ ก็ยังโหยหาความรักจากคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยชอบนิยายเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าถ้าหากเป็นในนิยายเรื่องอื่น ๆ  ตัวละครประเภทนี้จะเป็นเพียง “นางอิจฉา ตื้น ๆ โง่ ๆ” แต่ในนิยายเรื่องนี้ ตัวละคร “สาวชั่วร้าย” นี่เหมือนมีสถานะเป็นนางเอก และพอเธอเป็นคนที่มีปมทางจิตอย่างรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก เราก็เลยชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

3. แต่เสียดายที่พอนิยายเรื่องนี้ถูกทำเป็นละคร ตัวละคร พัดชา  “หญิงสาวผู้มีปมทางจิตอย่างรุนแรง” นี้ แสดงโดยแสงระวี อัศวรักษ์ ซึ่งเธอน่าจะเพิ่งเล่นละครเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แล้วเธอเล่นได้ไม่ดีเลย เธอเล่นแข็งมาก ๆ มันก็เลยทำให้ละครเรื่องนี้ไม่ทรงพลังเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ตัวนิยายมันเข้าทางเรามาก ๆ

 

4. แต่ชอบตอนจบของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงนะ เพราะมันตรงกับที่เราจินตนาการเอาไว้ล่วงหน้ามาก ๆ คือตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็จินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าหากมันเป็นละคร เราจะออกแบบตอนจบให้ออกมาเป็นอย่างไร

 

แล้วพอนิยายเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นละครจริง ๆ แล้วตอนจบ (ที่แสดงโดยนาถยา แดงบุหงา) มันออกมาตรงตามที่เราจินตนาการไว้ล่วงหน้าจริง ๆ เราก็เลยชอบตอนจบของละครเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. อยากให้มีคนนำตัวละคร “พัดชา” จาก “ระบำไฟ” มาปะทะกับ “เวฬุรีย์” จาก “เพลิงพ่าย” มาก ๆ

 

6. ตฤณ เศรษฐโชค หล่อมากตอนที่เล่นละครเรื่องนี้

 

7. เนื้อเพลง ระบำไฟ ONE OF MY MOST FAVORITE SONGS OF ALL TIME

 

สิ่งเก่าๆ เก็บกลืนไว้ สิ่งใหม่ๆ สุดไขว่คว้า
ดังเดินมาบนทางสายเปลี่ยว
โอ้อนิจจา ฟันฝ่าเพียงผู้เดียว
สุดจะแลจะเหลียวหาใคร


ใยใครๆ จึงเมินหนี ยังจะมีสักคนไหม
คือแรงใจในความว่างเปล่า
มีแต่เคราะห์กรรม กระหน่ำชีวิตเรา
ดุจดังคนโง่เขลาใครเขาชัง


อยากมีใครสักคน หมั่นดูแลคอยปลอบขวัญ
ทุกวัน เอาใจไม่เหินห่าง

รู้ดีว่าฝัน นั้นไกลสุดทาง

ความหวัง ยังห่างไกล มืดมน


สิ่งใหม่ ๆ หากมองเห็น ยังคงเป็นเพียงความฝัน
พอนาน ๆ บั่นทอนเหลือทน
หนทาง กว้างไกล เดียวดาย ดูมืดมน
กว่าเวรกรรมผ่านพ้น คงแสนนาน

 

เพลงเต็ม

https://youtu.be/heHvU0RnXkY?si=j33sFceYjTlclfRh

+++

 

เพลง KISS ME (1997) ของวง SIXPENCE NONE THE RICHER นี่เป็นเพลงที่เรายังคงได้ยินห้างสรรพสินค้าบางห้างในไทยเปิดอยู่จนถึงยุคปัจจุบัน

 

+++

 

RIP KATSU KANAI (1936-2026)

 

Katsu Kanai เป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังนิวเวฟของญี่ปุ่นยุคเดียวกับ Nagisa Oshima, Shohei Imamura, Masao Adachi, Shuji Terayama, Yoshishige Yoshida, Toshio Matsumoto, etc.

 

Katsu Kanai เสียชีวิตในวันที่ 22 เม.ย. 2026 ขณะอายุ 89 ปี แต่เหมือนข่าวการเสียชีวิตของเขาเพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

เราเคยดูหนังของ Katsu Kanai เพียงแค่ 5 เรื่อง ตอนมันมาฉายที่ Reading Room ในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 โดยหนังทั้ง 5 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. THE DESERT ARCHIPELAGO (1969)

2. GOOD-BYE (1971)

3. THE KINGDOM (1973)

4. DREAM RUNNING (1987)

5. GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)

 

เราชอบ THE KINGDOM มากที่สุดใน 5 เรื่องนี้ และ THE KINGDOM ก็เลยติดอันดับ 9 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2009

https://en.wikipedia.org/wiki/Katsu_Kanai

++++

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่อง “มันเด้งขึ้นมาแดก” HUNGRY (2026, James Nunn, A+15) ก็คือหนังเรื่องนี้มี HOT GRANDPA ด้วย 55555 เพราะในหนังมีตัวละครเด็กหนุ่มวัยรุ่นน่ารัก แต่ตัวละครหญิงสาวในเรื่อง (ซึ่งรวมถึงตัวเราเองด้วย) อยากได้ “คุณตา” ของเด็กหนุ่มมากกว่าตัวเด็กหนุ่ม 55555

Thursday, June 18, 2026

DISPENSER OF INDIA'S DESTINY

 

เราเพิ่งได้ดู HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30) เครดิตท้ายเรื่องมีขึ้นขอบคุณ Edward W. Said และ Michael Moore ด้วย

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

+++

 

Lucas A. Vignale ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอาร์เจนตินา เสียชีวิตขณะอายุ 28 ปี ในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ชนกันเหนือนครริโอ เดอ จาเนโร ในบราซิลในวันที่ 14 มิ.ย. 2026

 

+++

 

THE SWIMMING POOL นี่เป็นเวอร์ชั่นต้นแบบของ A BIGGER SPLASH (2015, Luca Guadagnino) ซึ่งเราก็ชอบ A BIGGER SPLASH มาก ๆ นะ แต่เราชอบ THE SWIMMING POOL มากกว่า เพราะว่าสามีของเรา (Maurice Ronet) นำแสดงใน THE SWIMMING POOL

 

เราเคยดู THE SWIMMING POOL ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

+++

นึกว่าฉากอาบน้ำในกฤษฎาพาราไดซ์เป็นฉากที่ทำขึ้นเพื่อ tribute ให้กับ 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, สมจริง ศรีสุภาพ)

+++

 

ตอนเด็ก ๆ ดิฉัน want Dolph Lundgren ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราเพิ่งได้ดู STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30) พอดูแล้วก็เลยแอบนึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” LONE WOLF AND CUB (1973-1976) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ตอนเราเด็ก ๆ มาก ๆ 55555

 

อยากให้มีคนนำ “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” เวอร์ชั่นภาพยนตร์ LONE WOLF AND CUB: SWORD OF VENGEANCE (1972, Kenji Misumi) มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

https://www.imdb.com/title/tt0068815/?ref_=ext_shr_lnk

+++

 

 

“อีนัง Grogu มันแอบร้ายนะคะ คุณแม่ คุณแม่เห็นมั้ยคะ มีฉากนึงที่ Pedro Pascal หลับ แล้วอีนัง Grogu มันขึ้นไปซุกในวงแขน ไปอิงแอบหลับใหลอยู่บนตัวผู้ชาย ว้าย หนูรู้นะคะว่ามันแอบคิดอะไรอยู่” ลูกหมีพูดกับแม่หมีขณะดูหนังเรื่อง STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30)

+++

 

ฉันรักเขา กาโตว์ ปัณณวิชญ์ พัฒนศิริ จาก KIJSADA PARADISE กฤษดาพาราไดซ์ (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, A)

 

อันนี้เป็นรูปตอนที่เขาแสดงใน หุ่นพยนต์ (2023) นะ

+++

 

TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ไทยด้วยนะ ซึ่งภาพยนตร์ไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้มาอย่างชัด ๆ ก็คือ TO WALK NIGHT วันวิปริต ไร้เงาดวงจันทร์ (2009, Tani Thitiprawat, 25min, A+30) ที่เหมือนมี 4 องก์ องก์แรกเป็นหนัง romantic comedy องก์ที่สองกลายเป็นหนังแนว FUNNY GAMES (Michael Haneke) องก์ที่สามกลายเป็นหนังแนว TAXI DRIVER และองก์ที่สี่กลายเป็นหนังซอมบี้

 

เราก็เลยชอบหนังไทยเรื่อง TO WALK NIGHT มาก ๆ เพราะถึงมันจะบูชาหนังเรื่องอื่น ๆ อย่างรุนแรง แต่มันทำแล้วออกมาเป็นหนังที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ด้วยในเวลาเดียวกัน

+++

 

BHARAT BHHAGYA VIDDHAATA (DISPENSER OF INDIA’S DESTINY) (2026, Manoj Tapadia, India, A+30)

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ ซึ่งได้แก่ฉากคนไข้แออัดอยู่หลังประตู ส่วนกลุ่มผู้ร้ายอยู่นอกประตู มีกำแพงกั้นอยู่ กล้องถ่ายจากมุมบนเห็นทั้งสองฝั่งของกำแพง ฉากนี้เหมือนเชื่อมต่อกับหนังเรื่อง THE ATTACKS OF 26/11 (2013, Ram Gopal Varma, India, A+30) ได้สนิทเลย ไม่แน่ใจว่า Manoj Tapadia สร้างฉากนี้ขึ้นมาเพื่อ tribute ให้ Ram Gopal Varma หรือเปล่า

 

ช่วง 15 นาทีสุดท้ายหนังอาจจะ “คลั่งชาติ” เกินไปหน่อยสำหรับเรา แต่ช่วงก่อนหน้านั้นเราชอบมาก ๆ เพราะหนังมันไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องผู้ก่อการร้าย แต่มันนำเสนอความขัดแย้งระหว่างพยาบาลด้วยกันเอง, พยาบาลกับคนไข้ และพยาบาลกับครอบครัวได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ที่แสดงให้เห็นว่า พยาบาลที่มีประสบการณ์ทำงานมานาน อาจจะเก่งกว่าหมอฝึกหัดในบางเรื่องเสียอีก ซึ่งเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ของเราเองตอนไปคลินิกแพทย์แห่งนึงในซอย ที่คุณหมออายุน้อย (อายุน่าจะไม่เกิน 30 ปี) เหมือนสั่งยาตัวนึงให้เรา แต่พยาบาลรุ่นคุณป้าในคลินิกแห่งนั้น (พยาบาลน่าจะมีอายุราว 50 กว่าปี) เหมือนจะหว่านล้อมเราให้ใช้ยาอีกตัวนึงแทน 55555

++++

 

เรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับภาพยนตร์ animation เรื่องไหนบ้าง แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึก “สะเทือนใจอย่างรุนแรงสุดขีด” ก็น่าจะเป็นเรื่อง THE THREE INVENTORS (1980, Michel Ocelot, France) ที่เราได้ดูที่ Alliance Française in Bangkok ในช่วงปลายทศวรรษ 1990

+++

 

เราเพิ่งได้ดู FILMLOVERS! ที่หอภาพยนตร์ ศาลายาเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. กราบตีน Arnaud Desplechin อย่างรุนแรง ชอบมาก ๆ ที่เขาเอา “นักแสดงผิวขาว” กับ “นักแสดงผิวดำ” สลับกันเล่นเป็นตัวละครตัวเดียวกัน คือดูช่วงแรก ๆ เราก็งง พอดูไปเรื่อย ๆ เราถึงค่อยเข้าใจว่ามันเป็นตัวละครตัวเดียวกัน รุนแรงมาก ๆ

+++

 

“ปริญญาโทของจักรวาล”   55555

 

แน่นอนว่าการที่เราให้ F หนังเรื่องไหนไม่ได้เกี่ยวกับความดีงามอะไรทั้งสิ้นของหนังนะ แต่เกี่ยวกับความอินหรือไม่อินของเราเองมากกว่า เพราะว่า “หนัง superhero แปลงกายปราบเหล่าร้าย” อย่างหนังชุด PRETTY CURE THE MOVIE ภาคต่าง ๆ นี่ได้ A+30 จากเราอย่างสบายเลย เพราะเราอินกับหนังชุด PRETTY CURE อย่างรุนแรง แต่เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า หนังชุด PRETTY CURE นี้มัน “ดีกว่า” ปริญญาโทของจักรวาล (2026) แต่อย่างใด 55555

 

Friday, June 12, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

ไตเติลละคร แต่ปางก่อน (1987, อดุลย์ ดุลยรัตน์) และฉากจบของละครเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1638595430586665

 

เพลง soundtrack ภาพยนตร์ที่เราฟังเป็นประจำในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือ RAKUEN NO DOOR ของ Yoko Minamino ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง SUKEBAN DEKA (1987, Hideo Tanaka, Japan, 93min, A+30) เพราะทุกครั้งที่เราฟังเพลงนี้ ภาพชีวิตของเราสมัยเรียนมัธยมก็จะหวนคืนมา

https://youtu.be/jQosKV2exE0?si=MrgrnWzFI2qTyTmN

 

ชอบรชนีกร พันธ์มณี มาก ๆ ใน “ปลายฝนต้นหนาว” (1994) กับ ปีกทอง (1999, M.L. Pundhevanop Dhewakul)

+++

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

 

วิดีโอนี้มีความยาวราว 208 นาที แต่เราเพิ่งได้ดูไปเพียงแค่ราว 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที (หรือ 2 ชั่วโมง 26 นาที) กรี๊ดดดด เดี๋ยวจะต้องรีบไปดูต่อให้จบ เผื่อเตรียมชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปี 2026 แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min)

 

ช่วง 62 นาทีที่เราได้ดูไป เป็นช่วงต้นกับช่วงท้ายของวิดีโอนี้  เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง

 

(ตัวเราเองไม่ได้ตักบาตรมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เพราะจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธซะทีเดียว แต่มีอยู่ช่วงนึงที่เราตักบาตรบ่อย ๆ เพราะว่า “เด็กวัด” หล่อมาก เป็นหนุ่มหล่อที่มาคอยช่วยเหลือพระรูปนึงขณะพระรูปนั้นมาบิณฑบาตรในซอยเรา ช่วงนั้นเราก็เลยตักบาตรบ่อย ๆ เพราะเราแอบชอบเด็กวัด แต่พอเด็กวัดคนนั้นหายไป เราก็เหมือนไม่ได้ตักบาตรอีกเลยมั้ง

 

การตักบาตรในซอยเราไม่ต้องใช้เวลารอ เพราะว่าพระกับเด็กวัดจะมานั่งประจำที่ร้านขายกับข้าวในซอยเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตักบาตร เราก็ไปซื้อกับข้าวที่ร้านนั้น แล้วก็ตักบาตรได้เลย ไม่ต้องรอพระเป็นเวลานานเหมือนในวิดีโอนี้)

 

ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เหมือนเป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ทำอาหารเย็น เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีที่จานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

(แม่ของเราซึ่งปัจจุบันนี้มีอายุ 89 ปี ก็กิน “อาหารปั่น” เป็นหลัก เอาถั่วเอาผักไปใส่เครื่องปั่นก่อน พอมันปั่นเสร็จแล้วถึงค่อยเอามากิน)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

พอเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง เราก็นึกถึงบ้านของคุณตาคุณยายเราที่อุบลมาก ๆ เพราะมันเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ที่มีใต้ถุนสูงมากเหมือนกัน สภาพบ้านของตายายเรากับบ้านของคุณยายแบ่งนี่มีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงกันมาก เราเคยไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่พอตากับยายของเราถึงแก่กรรม เราก็ไม่ได้กลับไปบ้านไม้หลังนั้นอีกเลยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าปัจจุบันบ้านไม้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

 

สรุปว่าเราได้ดูวิดีโอนี้ไปแค่ 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที เรายังไม่ได้เห็นคุณยายแบ่งปั้นหม้อเลย แต่ก็ประทับใจวิดีโอนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิเตรียมลุ้นชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปีนี้ค่ะ แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min) ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ของเราในตอนนี้

+++

 

เมื่อวานเราไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ Jim Thompson เสียค่าเข้านิทรรศการ 50 บาทตามปกติ แต่คราวนี้เขามีแถมหนังสือ THE OPEN WORLD: THAILAND BIENNALE CHIANG RAI 2023 มาให้ฟรี ๆ ด้วย หนังสือหนาราว 380 หน้า ดีงามมาก ๆ

 

เราไม่ได้ไปงาน BIENNALE ที่เชียงราย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่อยู่ดี ๆ ก็ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ๆ หนามาก ๆ ประทับใจมาก

+++

ซื้อนิยาย “เมฆหลากสี ลอยเกลื่อน จนเอื้อมคว้า” ของกวีวัธน์ กับหนังสือ “วิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส” ของนพพร ประชากุล มาให้ลูกหมีอ่าน

 

แอบขำการจัดวางหนังสือของนพพร ประชากุล ในร้านหนังสือ

+++

บรรยากาศรอบหอภาพยนตร์ ศาลายา ตอนสามทุ่ม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1671382174192223

+++

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า Jean-Baptiste Alazard เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง MITTLEWERK EXPRESS (2011) ซึ่งติดอันดับ 1 หนังสั้นต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

Friday, May 22, 2026

CHAN ON-YING

 

MOTHER MARY (2026, David Lowery, UK, A+30)

 

ชอบสุดขีด เหมือนมันเป็น “โลกทางจิต” บางอย่างที่ใกล้เคียงกับจิตใจเรา เราก็เลยรู้สึกว่าโลกในหนังเรื่องนี้มันดูมีมนตร์ขลังและน่าหลงใหลสำหรับเรามาก ๆ

 

เราเพิ่งดูหนังของ David Lowery ไปแค่ 3 เรื่อง รวมเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้เราชอบ THE GREEN KNIGHT (2021) มากสุด ชอบ MOTHER MARY เป็นอันดับสอง และชอบ AIN’T THEM BODIES SAINTS (2013) เป็นอันดับสาม

+++

 

One of my most favorite TV series of all time – ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย THE FOUNDLING’S PROGRESS (1987, Hong Kong, A+30) นำแสดงโดย หลินจุ้นเสียน (Wilson Lam Chun-yin), หลีหมิง (Leon Lai), เฉินหมิ่นเอ๋อ (Barbara Chan), เซียะหนิง (Tse Ning), ไช่เจียลี่ (Carrie Choi), ซูหย่งคัง (William So Wing-hong) และเฉินอันอิ๋น (Chan On-ying)

 

เป็นละครทีวีที่มีอิทธิพลต่อ romantic fantasy ของเราอย่างมาก เพราะเราได้ดูละครทีวีเรื่องนี้ในช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น และมันเป็นช่วงที่ capitalism ยังคงเฟื่องฟูอยู่ (ปลายทศวรรษ 1980) เพราะฉะนั้นละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยทำให้เราในวัยรุ่นเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันว่า เราอยากมีสามีเป็นหนุ่มออฟฟิศแบบหลินจุ้นเสียนในละครทีวีเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

https://web.facebook.com/reel/1025714996785332

 

 

เฉินอันอิ๋นนี่ถือเป็น one of my most favorite actresses of all time เลย ในละครทีวีเรื่องนี้ เธอรับบทเป็น “น้องสะใภ้ของพระเอก” ส่วนผลงานการแสดงเรื่องอื่น ๆ ของเธอ ก็รวมถึงบท “ยัยเซ่อ” ในมังกรหยก (1983) และ “แมงมุม” ใน “ดาบมังกรหยก” (1986)

 

ในยูทูบมีละครทีวีเรื่อง THE FOUNDLING’S PROGRESS ให้ดูนะ ในช่องของ TVB แต่มันไม่มีเพลงไตเติลละครเรื่องนี้

 

ดู THE FOUNDLING’S PROGRESS ได้ที่นี่

https://youtu.be/DAowRCQ1buE?si=p-HFaACQnkeLoFzZ

 

เฉินอันอิ๋น
https://www.themoviedb.org/person/1582036

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง THE MISSION (2023, Amanda McBaine, Jesse Moss, documentary, A+30) เพราะหนังเรื่องนั้นพูดถึงเกาะเซนติเนลที่น่าจะอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ เกาะเกรท นิโคบาร์นี้

 

++++

 

เมื่อวานเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง KRISHNAVATARAM – PART 1: THE HEART (HRIDAYAM) (2026, Hardik Gajjar, India, A+25) ที่ SF Terminal 21 ดูจบแล้วรู้สึกสนใจเรื่องของพระนางเทราปตีมาก ๆ ก็เลยไปตามอ่านเพิ่มเติม แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า พระนางเทราปตีมีสามี 5 คน ซึ่งทั้ง 5 คนนี้เป็นพี่น้องกัน น่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะ

 

อยากให้มีคนเอาเรื่องราวของ “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” กับเรื่องราวของพระนางเทราปตีมาผสมเข้าด้วยกัน กลายเป็นเรื่องราว fiction เรื่องใหม่ที่นางเอกมีคนเดียว แต่ได้สามี 5 คนที่เป็นพี่ชายน้องชายกัน

 

เรื่องราวของพระนางเทราปตี

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid025oASnVkCTxFH7SoZ4tNa1b95nzk5QsAQ8tvSgT6bZ2utEHKjAh3Ttym8Cy5uTxHWl&id=100044739000097

 

เพิ่งรู้ว่าเมืองทวารกาของพระกฤษณะ เป็นเมืองใต้ทะเลที่มีอยู่จริง

https://www.silpa-mag.com/history/article_124924

 

+++

THE SUN IN A NET เคยมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 16 ธ.ค. 2012 แต่เราไม่ได้ไปดู เสียดายมาก ๆ

+++

เราเคยอ่านแค่ 4 จาก 100 ซึ่งก็คือ TO THE LIGHTHOUSE, JANE EYRE, PRIDE AND PREJUDICE และ GREAT EXPECTATIONS แต่ประหลาดใจที่ LORD OF THE FLIES กับ TESS OF THE D’URBERVILLES ไม่ติดอันดับ เพราะเราชอบสองเรื่องนี้ในระดับมากกว่าหรือเท่ากับ TO THE LIGHTHOUSE และชอบมากกว่า JANE EYRE, PRIDE AND PREJUDICE และ GREAT EXPECTATIONS

+++

 

ดีใจสุดขีด เพราะเรายังไม่ได้ดู DERSU UZALA (1975, Akira Kurosawa, 144min), THE ASCENT (1977, Larissa Shepitko, 111min) และ WAR AND PEACE (1965, Sergey Bondarchuk, 6hrs 13min) แต่เราแอบขำที่หนัง WAR AND PEACE ถูกแบ่งออกเป็น 4 parts เมื่อลงยูทูบ แล้วพาร์ทแรกมีคนคลิกดู 2.5 ล้านวิว แต่ part 4 มีคนคลิกดูราว 477,000 วิว ซึ่งนั่นเท่ากับว่า อาจจะมีคนดูหนังเรื่องนี้ทางยูทูบราว 2,023,000 คน หรือ 81% ที่ดูหนังเรื่องนี้ไม่จบ และมีคนที่ดูหนังเรื่องนี้ทางยูทูบจนจบเพียงแค่ราว 19%

 

THE ASCENT

https://www.youtube.com/watch?v=v21lQ449T3Y&t=158s

 

WAR AND PEACE

https://www.youtube.com/watch?v=bIij-KQ0jYU&t=9s

+++

MY NAME IS NOT SUSAN – Whitney Houston

 

ในอันดับเพลงของเรา เพลงนี้

 

1. new entry เข้ามาที่อันดับ 50 ในช่วงสัปดาห์ 15-21 JULY 1991

 

2. ขึ้นไปที่อันดับ 46 ในสัปดาห์ที่สอง (22-28 JULY 1991)

 

3. ขึ้นไปที่อันดับ 25 ในสัปดาห์ที่สาม (29 JULY – 4 AUG 1991)

 

4. ขยับขึ้นมาที่อันดับ 22 ในสัปดาห์ที่สี่ (5-11 AUG 1991)

 

5. ขึ้นมาที่อันดับ 15 ในสัปดาห์ที่ห้า (12-18 AUG 1991)

 

6. ร่วงลงสู่อันดับ 31 ในสัปดาห์ที่หก (19-25 AUG 1991)

 

7. สรุปว่าเพลงนี้ติดอันดับของเรา 6 สัปดาห์ ได้คะแนนรวม 117 คะแนน ติดอันดับสูงสุดคืออันดับที่ 15

 

(สมัยเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เรากับกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยมัธยม มีการทำอันดับเพลงของแต่ละคนในแต่ละสัปดาห์ บางคนในกลุ่มก็เริ่มทำอันดับเพลงตั้งแต่ปี 1988 ส่วนเราเพิ่งเริ่มต้นทำอันดับเพลงของตัวเองในปี 1989 และพวกเราก็เอาอันดับเพลงของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนกันดู และต่อมาเมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปเข้ามหาลัยแล้ว พวกเรากลุ่มเพื่อนมัธยมก็ยังคงนัดเจอกันสัปดาห์ละครั้งในช่วงที่เรียนมหาลัย และก็ยังคงทำอันดับเพลงของแต่ละคนกันจนเรียนจบมหาลัย

 

เรายังคงเก็บอันดับเพลงที่เคยทำในปี 1989-1994 เอาไว้ในสมุดจด และก็เลยทยอยเอามาแปะในนี้ด้วย เพื่อเป็นการรำลึกถึงหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิตเมื่อราว 30-40 ปีก่อน)

https://youtu.be/iHJ0_ci8xbk?si=lolnTa9uTlPA-7W3