Showing posts with label INDONESIA. Show all posts
Showing posts with label INDONESIA. Show all posts

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

Tuesday, March 24, 2026

THE CONNECTION BETWEEN BLADE OF THE GUARDIANS AND GUY DE MAUPASSANT

 

เพิ่งรู้ว่า Autumn Durald Arkapaw เป็นตากล้องคู่บุญของ Gia Coppola โดยทั้งสองเคยร่วมงานกันในหนังเรื่อง PALO ALTO (2013), MAINSTREAM (2020) และ THE LAST SHOWGIRL (2024)

 

ผู้หญิงอีก 3 คนที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Cinematographer คือ Rachel Morrison จาก MUDBOUND (2017, Dee Rees), Ari Wegner จาก THE POWER OF THE DOG (2022, Jane Campion) และ Mandy Walker จาก ELVIS (2022, Baz Lurhmann)

 

+++

 

แอบสงสัยว่า “BLADES OF THE GUARDIANS” อาจจะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจาก GUY DE MAUPASSANT

 

QUINTUPLET BILL FILM WISH LIST

 

หนังกลุ่ม “หลากหลายตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน และมักจะมีกะหรี่สาวร่วมเดินทางไปด้วย”

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

+ OYUKI THE VIRGIN (1935, Kenji Mizoguchi, Japan)

+ STAGECOACH (1939, John Ford, A+30)

+ ANGEL AND SINNER (1945, Christian-Jacque, France)

+ THE HATEFUL EIGHT (2015, Quentin Tarantino, 168min, A+30)

Yakdonyed36

1. พอเราได้ดู BLADES OF THE GUARDIANS เราก็เลยอยากให้มีการฉายหนัง 5 เรื่องนี้ควบกันมาก ๆ เพราะทั้ง 5 เรื่องเป็นหนังเกี่ยวกับกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน

 

เรายังไม่ได้ดู OYUKI THE VIRGIN กับ ANGEL AND SINNER นะ แต่เราอยากดูหนังสองเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ

 

2. หนังเหล่านี้มักจะมีตัวละคร “โสเภณี” ร่วมอยู่ในการเดินทางด้วย ซึ่งได้แก่

 

2.1 เกอิชาสาวสองคน (Isuzu Yamada and Komako Hara) ใน OYUKI THE VIRGIN

 

2.2 Dallas (Claire Trevor) in STAGECOACH เธอเป็นโสเภณีที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองเมืองหนึ่ง แต่เธอคือนางเอกของหนังเรื่องนี้

 

2.3 Élisabeth Rousset (Micheline Presle) กะหรี่สาวใจเพชร นางเอกของ ANGEL AND SINNER

 

2.4 Yan Ziniang (Li Yunxiao) ใน BLADES OF THE GUARDIANS

 

ส่วน THE HATEFUL EIGHT ไม่มีตัวละครกะหรี่สาว แต่มีตัวละครอาชญากรสาวที่เราชอบสุดขีด เธอคือ Daisy Domergue (Jennifer Jason Leigh)

 

3. เราเคยดูหนังเรื่อง CHEZ MAUPASSANT: BALL OF FAT (2011, Philippe Bérenger, France, A+30) ซึ่งเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวีของฝรั่งเศส เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆๆ หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง BOULE DE SUIF หรือ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant (1850-1893) และเล่าเรื่องของกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกันในช่วงสงคราม โดยมีโสเภณีนางหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย โสเภณีนางนี้ถูกคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในรถม้าดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงตลอดเวลา แต่ในระหว่างการผจญภัย โสเภณีนางนี้ก็ได้พิสูจน์ตนเองให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเธอมีจิตใจประเสริฐดีงามยิ่งกว่าคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางหลายเท่านัก

 

บทประพันธ์ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant นี้ ก็ได้ถูกดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง OYUKI THE VIRGIN และ ANGEL AND SINNER ด้วยเช่นกัน ส่วน John Ford นั้น ก็เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากบทประพันธ์เรื่อง BALL OF FAT ด้วยเช่นกัน ในการสร้างหนังเรื่อง STAGECOACH ที่มีนางเอกเป็นกะหรี่สาวใจเพชร

 

4. เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใครในการสร้างตัวละครกะหรี่สาว Yan Ziniang ในหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้ด้วยว่า ตัวละครนี้มีอยู่ในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนของ BLADES OF THE GUARDIANS ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2015 ด้วยหรือเปล่า

 

แต่เรารู้สึกว่า ตัวละครกะหรี่สาวใน BLADES OF THE GUARDIANS มันทำให้นึกถึงทั้ง STAGECOACH และ THE HATEFUL EIGHT ผสมรวมกันน่ะ คือเธอเป็นกะหรี่สาวที่อาจจะเป็นคนดีเหมือนใน STAGECOACH แต่เธอถูก bounty hunter ล่ามตัวไว้เหมือนกับ Daisy Domergue ใน THE HATEFUL EIGHT เราก็เลยเดาว่า บางทีผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากทั้ง STAGECOACH + THE HATEFUL EIGHT ในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวคนนี้ก็ได้ 555555

 

ซึ่งถ้าหากผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวมาจาก STAGECOACH จริง ๆ นั่นก็เท่ากับว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในทางอ้อมมาจาก Guy de Maupassant ด้วยเช่นกัน

 

อันนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นนะ ซึ่งสิ่งที่เราสันนิษฐานไว้นั้น อาจจะไม่ตรงกับความจริงแต่อย่างใด บางทีผู้สร้าง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจในส่วนนี้มาจาก STAGECOACH ก็ได้

+++

 

DURIAN, DURIAN (2024, Nelson Yeo, Singapore, 7min, A+30)

 

WHERE THE WILD FRANGIPANIS GROW (2023, Nirartha Bas Diwangkara, Indonesia, 15min, A+30)

 

หนังเกย์อินโดนีเซีย ชอบสุดขีด ดูแล้วได้อารมณ์มาก ๆ นึกว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อปะทะ BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France)

 

+++

 

RIP MAKR DISALLE

 

เขาเสียชีวิตในเดือนส.ค. 2025 ขณะอายุ 79 ปี แต่ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเขาเพิ่งได้รับการเผยแพร่ในช่วงนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง มันเป็น “หนังบู๊” ซึ่งไม่ใช่หนังแนวที่เราชอบ แต่เราดูหนังแบบนี้เพราะว่า ในยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่นนั้น การเข้าถึง “รูปผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม” มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเด็กเกย์จน ๆ อย่างเรา เพราะยุคนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และเราก็ยังเป็นนักเรียนมัธยม จะซื้อนิตยสารเกย์มาเก็บไว้ในบ้านก็ไม่ได้ ส่วนนิตยสารเพาะกายของต่างประเทศ อย่างเช่น MEN’S WORKOUT ก็มีราคาแพง และเราเพิ่งเห็นนิตยสารต่างประเทศกลุ่มนี้วางแผงตามร้านหนังสือในไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เพราะฉะนั้นในยุคทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 เราก็เลยต้องดูหนังบู๊แบบนี้นี่แหละ เพื่อจะได้ดู “ผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม”

 

หนังที่กำกับโดย Mark DiSalle ที่เราเคยดู

 

1. KICKBOXER (1989, Mark DiSalle)

หนังใช้ทุนสร้าง 1.5 ล้านดอลลาร์ แต่ทำเงินได้ 14.697 ล้านดอลลาร์

 

2. DEATH WARRANT (1990, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ แล้วก็พบว่ามันยังไม่หนำใจ ดูในโรงเสร็จแล้วก็เลยไปซื้อวิดีโอหนังเรื่องนี้จากร้านลูกแมวมาดูซ้ำอีกหลายรอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ดูซ้ำตลอดทั้งเรื่อง แต่ดูซ้ำเฉพาะฉากพระเอกโชว์เรือนร่าง

 

หนังใช้ทุนสร้าง 6 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 16.853 ล้านดอลลาร์

 

3. THE PERFECT WEAPON (1991, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงแมคเคนนา

 

หนังใช้ทุนสร้าง 10 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 14 ล้านดอลลาร์

+++

 

HITO (2023, Stephen Niels Lopez, Philippines, 22min, A+30)

 

หนังเซอร์เรียล ไซไฟ แฟนตาซี ตลก cult  ที่มีเนื้อหาต่อต้านเผด็จการ ดูแล้วนึกว่า Stephen Niels Lopez คือคู่แข่งของ Ratchapoom Boonbunchachoke 55555

 +++

ฉันรักเขา อัฟ ธนากร อุดชุมพิสัย จาก MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++

 

33. GIRLHOOD (2014, Céline Sciamma, France)

DP – Crystel Fournier

Monday, April 07, 2025

R. BASOEKI ABDULLAH: AN ARTIST ACROSS FOUR ERAS

 

ลูกหมี: ผมอยากกินคุ้กกี้ JENNY BAKERY 8 MIX NUTS COOKIES ครับคุณแม่

 

แม่หมี: เอาไว้ให้แม่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ก่อนนะลูกหมีนะ แล้วแม่ค่อยซื้อให้หนูแดก ตอนนี้แม่ไม่มีปัญญาซื้ออะไรแบบนี้ให้หนูลูกหมีกินหรอกนะจ๊ะ

 ++++

R. BASOEKI ABDULLAH: AN ARTIST ACROSS FOUR ERAS (1991, Center for Technology and Communication, Ministry of Education and Culture of the Republic of Indonesia, documentary, 49min, approximately A+30)

 

This documentary and other things concerning Basoeki Abdullah are used in the artwork A ROUNDABOUT: BLOOMING MEMENTOS, TOWARDS MONUMENT (2025, Hyphen- ) at Jim Thompson. This artwork is a part of the exhibition THE SHATTERED WORLDS: MICRO NARRATIVES FROM THE HO CHI MINH TRAIL TO THE GREAT STEPPE.

 

เราไม่เคยรู้เรื่องของ Basoeki Abdullah มาก่อนเลย เพราะฉะนั้นพอเราได้มารู้จักเขาในนิทรรศการนี้ เราก็เลยร้องกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด อย่างรุนแรงมาก ประวัติชีวิตของเขามันน่าสนใจสุดขีดมาก ๆ

 

เราไม่ได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้ครบทั้ง 49 นาทีนะ เราได้ดูไปแค่ส่วนหนึ่ง แต่ก็ประทับใจการนำเสนอเรื่องราวของจิตรกรผู้นี้ในนิทรรศการนี้อย่างรุนแรงที่สุด

 

Basoeki Abdullah เป็นจิตรกรชื่อดังชาวอินโดนีเซีย เขาเคยมาอยู่ประเทศไทยนานหลายปี และมีภรรยาชาวไทยชื่อ Nataya Nareerat

 

พอเราดูงานของเขาในนิทรรศการนี้แล้ว เราก็ไป google หาข้อมูลของเขาต่อ แล้วก็เศร้ามากที่ได้รู้ว่า Basoeki Abdullah ถูกฆ่าตายในปี 1993 ด้วยฝีมือของโจรที่บุกขึ้นบ้านของเขา ซึ่งโจรคนนั้นก็คือคนสวนของเขาเอง เขามีอายุ 78 ปีตอนที่เสียชีวิต

 

เขาเคยวาดรูป “ราชินีทะเลใต้” ในตำนานของเกาะชวาด้วย โดยมีการทำพิธีกรรมบางอย่างก่อนการวาดรูป

 

Basoeki was a realist and a naturalist painter who believed in Javanese mythology. One of his masterpieces is a painting that depicts Nyai Roro Kidul, a beautiful mythical queen of the Southern Sea.

 

“To get the queen’s permission to paint her, he sat on a coral reef to do tirakat [a soul-searching ritual] in the Southern Sea in which he placed an empty bottle. When the bottle returned it was filled with water and a piece of white coral reef,” Tubagus said. “How did the piece of coral and water get into the bottle? This might be hard to understood, but for Basoeki it was a sign that he had received the queen’s blessing.”

 

เรื่องราวการวาดรูป “ราชินีทะเลใต้” ของเขามาจาก

 https://www.thejakartapost.com/life/2018/10/23/celebrating-basoeki-abdullahs-legacy.html.


เราเข้าใจว่า “ราชินีทะเลใต้” แห่งเกาะชวานี้ คือองค์เดียวกับที่ถูกพูดถึงในภาพยนตร์เรื่อง CURSE OF THE SEVEN OCEANS (2024, Tommy Dewo, Indonesia, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

++++++++

การนั่งรถเมล์ครั้งที่มีความสุขที่สุดในชีวิต

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 4 เม.ย. แต่เราเพิ่งมีเวลามาจดบันทึกความทรงจำค่ะ

 

คือวันศุกร์นั้นเราได้ไปดูหนังเรื่อง AZURO (2022, Matthieu Rozé, France, A+30) กับหนังเรื่อง IN THE ARMS OF THE TREE (2024, Babak Lotfi Khajepasha, Iran, A+25) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายาค่ะ ดูหนังสองเรื่องนี้เสร็จแล้วก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้านครัวซ่อนกลิ่น ที่อยู่ตรงข้ามหอภาพยนตร์ พอกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ก็เดินมารอรถแอร์สาย 515 ค่ะ

 

พอเราได้ขึ้นรถแอร์สาย 515 ตอนราว ๆ ทุ่มนึง เราก็นึกว่า “ซวยแล้ว” เพราะพอเรานั่งไปได้แป๊บนึง เราถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ผู้หญิงที่นั่งในรถแอร์คันเดียวกับเรา แต่ห่างจากเราไปราว 2-3 ที่ เป็น “คนบ้า” คือเธอพูดบ้าอะไรไม่รู้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่นิสิตสาว 2 คนกำลังจะเดินลงจากรถแอร์ เธอก็พูดว่า “อีสองตัวนี้จะลงไปแล้ว ดี กินกันเอง สั่งชาเย็นมากิน แต่เสือกได้ชาไทย....” อะไรทำนองนี้ไปเรื่อย ๆ

 

เราก็ชั่งใจว่า เราควรจะรีบลงจากรถแอร์เพื่อหนีคนบ้าดีไหม แต่ดูแล้วเธอก็เหมือนไม่ได้จะลุกขึ้นมาทำร้ายใคร แต่พูดบ้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งพอเราฟังไปเรื่อย ๆ เราก็กลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ ต้องพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้หัวเราะออกมา

 

ระหว่างที่เรากำลังลังเลอยู่ว่า เราควรจะลงจากรถเมล์เพื่อหนีคนบ้าดีไหม รถเมล์ก็แล่นไปจอดที่ป้ายนึง (ไม่แน่ใจว่าป้ายสถานีรถไฟศาลายาหรือเปล่า) แล้วเราก็แอบร้องกรี๊ดในใจอย่างสุดเสียง เพราะอยู่ดี ๆ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์หัวเกรียนหุ่นล่ำสันบึกบึนขึ้นมาบนรถเมล์ราว ๆ 20 คน ทุกคนถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ เราไม่รู้ว่าชายฉกรรจ์กลุ่มนี้มาจากสถาบันอะไร แต่เราเดาว่าเป็น “นักเรียนนายร้อยตำรวจ” ทุกคนหุ่นดีมาก ๆ บางคนก็หล่อมาก ๆ ด้วย

 

เราก็เลยแอบดีใจที่เราไม่ได้ลงรถเมล์เพื่อหนีหญิงบ้าไป ไม่งั้นเราคงพลาดโอกาสได้นั่งรถเมล์กับชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ วิวดีที่สุดในชีวิต THOUGHT I’D DIED AND GONE TO HEAVEN ของจริงค่ะ

 

ส่วนหญิงบ้าคนนั้นก็ลงรถเมล์ไปตอนรถเมล์เลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 4 ค่ะ

 

ตอนแรกเรากะจะหลับบนรถเมล์ ปรากฏว่าตอนนี้ไม่มีการหลับอีกต่อไป ตื่นตัวตลอดเวลา แอบมองวิวที่ดีที่สุดบนรถเมล์ไปเรื่อย ๆ จนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิค่ะ เฮ้อ ไม่นึกว่าการนั่งรถเมล์จะมีความสุขสุดขีดขนาดนี้ “รถเมล์สายปรารถนา” ของจริงค่ะ

 

แต่เราแอบถ่ายรูปพวกเขาไม่ได้นะ เพราะถ้าหากพวกเขาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจจริง ๆ เดี๋ยวเราจะซวยเอา 55555 เราก็เลยเอารูปอะไรที่ใกล้เคียงมาแปะแทน

 

++++++++

 

เพิ่งสังเกตว่า คุณ “ยะสะกะ ไชยสร” แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “ตะลุมพุก มหาวาตภัยล้างแผ่นดิน” (2002, Piti Jaturapat) ด้วย

 

คือเราเพิ่งมารู้จักชื่อคุณยะสะกะ จาก “ร่างทรง” (2021, Banjong Pisanthanakun) และก็ประทับใจการแสดงของเขามาก ๆ ใน DEATH WHISPERER 2 (2024, Taweewat Wantha), MULU NAKRU (2025, Boonsong Nakphoo, A+15) และ HALABALA (2025, Eakasit Thairaat, A+30)

 

ก็เลยรู้สึกว่า นอกจากเขาจะแสดงหนังเก่งมาก ๆ แล้ว เรายังทึ่งกับความเป็น “ตัวประกอบอดทน” ของเขามาก ๆ ด้วย เพราะเขาแสดงหนังมาเป็นเวลาอย่างน้อย 19-20 ปี (เราไม่รู้ว่า “ตะลุมพุก” เป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาหรือเปล่า) ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังจริง ๆ

Wednesday, April 02, 2025

KIM ASENDORF

 

MONOGRID (2021, Kim Asendorf, Germany, video installations, A+30)

 

ดูที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1

 

PXL DEX (2025, Kim Asendorf, Germany, video installations)

 

ดูที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 งานวิดีโอชิ้นนี้เรายืนดูแค่ราว ๆ 1 นาที เพราะอากาศมันร้อน 55555 เราก็เลยไม่ได้ยืนดูนาน ๆ

 

ALTERNATE (2023, Kim Asendorf, Germany, video installations, A+30)

 

ดูที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ตัวงานจริงสวยมาก ๆ แต่เราไม่ได้เข้าไปถ่ายรูปใกล้ ๆ

 

SABOTAGE (2022, Kim Asendorf, Germany, video installations, A+30)

 

ดูที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 เราได้ยืนดูงานนี้เป็นเวลาแค่ราว 30 นาที ประทับใจสุดขีดมาก ๆ ไม่นึกมาก่อนว่า computer art จะออกมาเป็นอะไรที่งดงามแบบนี้ได้

 

ตอนช่วง 1-2 นาทีแรกที่เรายืนดูงานของเขา เรามองว่า มันก็ไม่ต่างอะไรจากมิวสิควิดีโอเพลงแดนซ์เทคโนที่เราได้ดูในทศวรรษ 1990 ที่ชอบเอาคอมพิวเตอร์มาสร้างภาพ animation ยึกยือไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น music video เพลง CASCADE (1993) ของวง The Future Sound of London

https://www.youtube.com/watch?v=WVRAPIXzb1o

 

แต่พอยืนดูงานของเขาไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานานระยะหนึ่ง เราก็เปลี่ยนความคิด และมองว่ามันเป็นอะไรที่งดงามสุดขีดมาก เป็นความงดงามพิลาสพิไลในแบบของตัวเองจริง ๆ

 

เหมือนงานของเขาเป็น digital version ของหนังทดลองอย่าง THE DANTE QUARTET (1987, Stan Brakhage, A+30) ที่เป็นการเอาภาพแอบสแตรคท์สีสันสวยงามมาก ๆ มาเรียงร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ

 

รู้สึกว่า concept ในการสร้างงานของเขา มันทำให้นึกถึงองค์ประกอบบางอย่างในนิยายและภาพยนตร์ของ Alain Robbe-Grillet และภาพยนตร์ของ Peter Greenaway ด้วย แต่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า มันคืออะไรกันแน่

 

เราได้ยืนฟังสิ่งที่คุณ Kim Asendorf พูดในงานแค่แป๊บเดียว และเราก็ฟังไม่ออกทั้งหมดว่าเขาพูดว่าอะไรบ้าง แต่ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

1. เหมือนเขาไม่แคร์ว่าคนจะจัดประเภทงานของเขาว่าเป็นศิลปะประเภทอะไร เขามองว่ามันเป็น digital art มั้ง ส่วนเราอาจจะมองว่า งานของเขาจัดเป็น computer art, generative art, abstract art, conceptual art หรืออะไรก็ได้ แล้วพองานของเขาถูกจัดแสดงในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวแบบนี้ เราก็เลยแอบจัดให้งานของเขาที่เราได้ดูที่สถาบันเกอเธ่ ถือเป็น video installations ได้ด้วย 55555

 

2.เขามองว่า computer games ถือเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง

 

3. เหมือนเขามองว่าผลงานศิลปะ CANNOT BE EXPLAINED ซึ่งเราก็ชอบจุดนี้ในผลงานของเขาอย่างรุนแรงมาก

 

4. เขาบอกว่า ถ้าหากตอนนี้เขายังเป็นนักศึกษามหาลัย เขาก็คงจะสนใจ AI และพยายามสร้าง AI art ออกมา แต่ตอนนี้เขาแก่แล้ว เขาก็เลยไม่มีเวลาศึกษา AI

 

เราเข้าใจเอาเองว่า เขาคงศึกษาเรื่องการเขียน code เรื่องการสร้าง computer software เพื่อสร้างงานศิลปะในแบบของตัวเขาเองมาเป็นเวลานาน 20 ปีแล้ว เขาก็เลยขี้เกียจมาศึกษาเรื่อง AI ต่อ

 

เราเข้าใจว่า เขาไม่ต่อต้าน AI art แต่ตัวเขาเองขี้เกียจที่จะมาเริ่มต้นศึกษาเรื่องการใช้ AI เป็น tool ในการสร้างงานศิลปะในตอนนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะยังคงสร้างงานศิลปะด้วยการเขียน code เขียน program ด้วยตัวเองต่อไป แทนที่จะให้ AI เขียนให้

 

แต่เขาสนใจเรื่อง blockchain มาก ๆ ซึ่งเราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย

 

5. เขาใช้ gut feeling ในการตัดสินใจว่างานศิลปะแต่ละชิ้นที่ทำอยู่ เสร็จแล้วหรือไม่ พร้อมแล้วหรือไม่ ถ้าหาก gut feeling บอกว่ามันเสร็จแล้ว ก็เท่ากับว่ามันดีพอแล้วสำหรับเขา โดยเขาไม่แคร์ว่ามันจะดีพอสำหรับคนอื่น ๆ หรือไม่ก็ตาม

 

ถ้าหากเราฟังผิดหรือเข้าใจอะไรผิดไป ก็ comment มาได้นะคะ

+++

 

วันนี้เราได้มาดูหนังที่ห้าง “บิ๊กซี บางพลี” เป็นครั้งที่สองในชีวิตการแสดงค่ะ หลังจากที่เราเคยมาเยือนห้างนี้เป็นครั้งแรกในวันที่ 19 มี.ค. 2024 เพื่อดูหนังเรื่อง PHUPHAN SOBBED ภูพานสะอื้น (2024, Prommee Deekoat, Parinya Baopetch, Suchart Pudjantueg, C+ )

 

โดยในการมาเยือนเป็นครั้งที่สองนี้ เราได้ดูหนังเรื่อง “มิสเก๋” หรือ THE HAUNTED APARTMENT ผีนรก 610 (2024, Guntur Soeharjanto, Indonesia, 103min, A+15) กับหนังเรื่อง THE LEGEND OF PHI TAKHON MASK ตำนานหน้ากากผีตาโขน (2025, Tang Stuntman แต่ง สตั้นแมน, 104min, C ) ค่ะ

 

ซึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญสุดขีดมาก ๆ ที่เราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกัน แล้วก็พบว่า หนังสองเรื่องนี้ มันพูดถึง “หน้ากากที่มีอัญมณีสีแดงตรงกลางหน้าผาก” เหมือนกันทั้งสองเรื่องเลย

 

ในส่วนของหนังเรื่อง THE HAUNTED APARTMENT นั้น เรารู้สึกว่าหนังมันมี “ความปัญญาอ่อน” อยู่ แต่มันเป็นความปัญญาอ่อนในแบบที่เรามักพบได้ในหนังผีทั่วไป และเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไว้แล้ว เพราะฉะนั้น “ความปัญญาอ่อนที่กูคาดไว้แล้วว่าต้องเจอในหนังทำนองนี้” ก็เลยไม่ได้ลดทอนความสุขในการดูหนังของเรามากนัก 55555

 

ส่วน “ตำนานหน้ากากผีตาโขน” นั้น เราพบว่าหนังค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับเรา คือหนังมันอาจจะมีไอเดียอะไรน่าสนใจอยู่บ้าง อย่างเช่น การนำเอาเรื่องตำนานอภินิหารกับ “หนังบู๊” มาผสมกัน แต่เนื่องจากเราไม่ใช่แฟนหนังบู๊อยู่แล้ว จุดแข็งของหนังเรื่องนี้ อย่างเช่น ฉากบู๊ ก็เลยไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้น

 

แต่ไอเดียหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือการให้ตัวละครพระเอกต้องใส่หน้ากากตลอดเวลาในฉากบู๊ ซึ่งไอเดียดังกล่าวเปิดโอกาสให้ “stuntman” สามารถแสดงแทนพระเอกได้ตลอดฉากบู๊ พระเอกไม่ต้องเล่นเองเลยก็ได้ในฉากบู๊ เพราะตัวละครพระเอกใส่หน้ากากตลอดเวลาในฉากดังกล่าว

 

การสร้างฉากบู๊แบบนี้ ก็เลยทำให้เรานึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง “ศึกชิงเจ้ายุทธจักร” หรือ THE WATER LEGEND (1980) ที่เราชอบสุดขีด เพราะในละครทีวีฮ่องกงเรื่องนี้ มีตัวละครนำตัวหนึ่งที่แสดงโดย ฉีเส้าเฉียน ซึ่งฉีเส้าเฉียนเป็นดาราหนุ่มที่ฮอตสุดขีดในยุคนั้น เขาก็เลยไม่ค่อยว่างมาถ่ายทำละครทีวีเรื่องนี้ ทางผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยเขียนบทให้ตัวละครที่เขาแสดง “ใส่หน้ากาก” อยู่ช่วงหนึ่งของเรื่อง แล้วก็ให้ stuntman มาแสดงแทนฉีเส้าเฉียนในหลาย ๆ ตอนในช่วงที่ตัวละครดังกล่าวใส่หน้ากากอยู่ 555555

 

ไตเติล “ศึกชิงเจ้ายุทธจักร”

https://www.youtube.com/watch?v=HFj1kjhrLZw

 

แล้วพอเราดู “เครดิตช่วงท้าย” ของ “ตำนานหน้ากากผีตาโขน” เราก็สงสัยว่า ตกลงคนที่เล่นฉากบู๊แทนพระเอกในหนังเรื่องนี้ เป็น “หญิงสาว” ใช่ไหมนะ หรือเราเข้าใจผิด

 

Monday, February 03, 2025

RESURRECTING KARMAPALA

 

วันสุดท้ายของงาน Bangkok Experimental Film Festival 2025 เราได้ไปกินอาหารมื้อดึกกับเพื่อน ๆ cinephiles โดยมีเพื่อนต่างชาติกลุ่มหนึ่งของ Filmsick มาร่วมโต๊ะกินข้าวด้วย พอคุยกันไปคุยกันมาได้ราว 2 ชั่วโมง เราถึงเพิ่งรู้ว่า หนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะกินข้าวคือ Sopheap Pich ศิลปินชาวกัมพูชาที่เราชื่นชอบมาก ๆ กรี๊ดมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอศิลปินตัวจริงท่านนี้โดยที่เราไม่รู้ตัวมาก่อน

 

อันนี้เป็นรูปที่ถ่ายจากนิทรรศการ IN SPITE OF ORDER ของ Sopheap Pich ที่ H GALLERY

++++++

 

RESURRECTING KARMAPALA (2023-2024, George Clark, Bunga Siagian, Indonesia, 35min, A+30)

 

หนักที่สุด ชอบสุดขีด กราบตีนมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงงานเขียนของคุณ “คนมองหนัง” แห่งมติชนตลอดเวลา เพราะว่า RESURRECTING KARMAPALA นี้ เป็นเหมือนการวิเคราะห์หา subversive elements ที่แอบซุกซ่อนอยู่ในละครโทรทัศน์แนวจักร ๆ วงศ์ ๆ ของอินโดนีเซีย

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูหนังอินโดนีเซียเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึกว่า คุณ “คนมองหนัง” สามารถทำ essay film เกี่ยวกับประเด็นแบบเดียวกันนี้ ที่ซุกซ่อนอยู่ในละครโทรทัศน์แนวจักร ๆ วงศ์ ๆ ของไทยได้เลย

 

Sunday, December 26, 2021

VENGEANCE IS MINE, ALL OTHERS PAY CASH (2021, Edwin, Indonesia, A+30)

 

VENGEANCE IS MINE, ALL OTHERS PAY CASH (2021, Edwin, Indonesia, A+30)

 

1.สุดฤทธิ์ หนักมาก ๆ ไม่นึกว่า “หนังบู๊ภูธร” แบบในทศวรรษ 1980 จะสามารถทำออกมาใหม่ให้เป็นหนังที่เราดูแล้วอินด้วยสุด ๆ แบบนี้ได้

 

คือปกติเวลาเราดูหนังบู๊ภูธรแบบของไทยในทศวรรษ1980 เราจะชอบแค่ในระดับปานกลางน่ะ เพราะเราว่าหนังกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มันเน้นขายความมันส์สำหรับกลุ่มผู้ชมที่อาจจะ identify ตัวเองกับพระเอกของเรื่องที่ได้ต่อสู้ห้ำหั่นกับผู้ร้ายอย่างรุนแรง ซึ่งเราไม่ใช่ผู้ชมกลุ่มนี้ (เราก็เลยไปอินกับ “หนังเมโลดราม่าชีวิตผู้หญิง” ของไทยในทศวรรษ 1980 มากกว่า แบบหนังของชนะ คราประยูร) และเราว่าหนังบู๊ภูธรหลายเรื่องในกลุ่มนี้พล็อตมันซ้ำ ๆ กันจนดูแล้วงงไปหมดว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน อย่างเช่น “ป่าเดือด” (1984, ไพโรจน์ ช่างแก้ว) กับ“สารวัตรเถื่อน” (1987, กิตติชัย) ซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็ชอบหนังสองเรื่องนี้มากพอสมควร แต่พอเวลาผ่านไปนาน ๆ แล้วเราจะจำไม่ได้ว่าพล็อตเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน แต่ก็มีหนังบู๊ภูธรบางเรื่องที่เราชอบสุด ๆ นะ อย่างเช่น “ปีนเกลียว” (1994, อรนุช)

 

แต่กับ VENGEANCE IS MINE, ALL OTHERS PAY CASH นี่เราอินด้วยมาก ๆ และเราว่ามันน่าจดจำสุด ๆ เลยสำหรับเรา เพราะว่า

 

1.1 นางเอกบู๊เก่งสุด ๆ เราก็เลยมีตัวละครที่ identify ด้วยได้ หรือเอาใจช่วยหรือรักตัวละครได้อย่างเต็มที่

 

1.2 ตัวละครพระเอกก็ไม่ได้ดู macho จนน่าหมั่นไส้สำหรับเรา เพราะเขาไร้สมรรถภาพทางเพศ ตัวละครตัวนี้ก็เลยไม่ได้เปล่งรัศมีความเป็นชายในแบบที่เรารังเกียจมากนัก 55555

1.3 หนังไม่ได้ขายอารมณ์มันส์ ๆ จากฉากบู๊เป็นหลักน่ะ เหมือนหนังแค่เอาพล็อตเรื่องกับรูปลักษณ์ของหนังบู๊ภูธรมาใช้ แต่จริงๆ แล้วหนังมันเน้นเนื้อเรื่องแบบที่เราว่าอาจจะเป็น allegory ทางการเมืองของอินโดนีเซียอะไรแบบนั้นมากกว่า

 

และพอเหมือนหนังมันไปเน้นเนื้อเรื่อง มากกว่าอารมณ์มันส์ ๆ จากฉากบู๊แบบผู้ชาย macho มาห้ำหั่นกัน เราก็เลยอินกับหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังบู๊ภูธรโดยทั่วไป

 

2.ชอบสุด ๆ ที่หนังเรื่องนี้มีความเป็น “หนังผีเกรดบีในทศวรรษ 1980” ผสมอยู่ในหนังด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนเป็นการเอา genre หนังเกรดบีสอง genres ในทศวรรษ 1980 มาทำใหม่ในแบบที่ออกมาดูแล้วงดงามสุด ๆ

 

ในแง่นี้เราชอบหนังเรื่องนี้ในระดับมากกว่าหรือเท่ากับหนังของ Quentin Tarantino เลยนะ เพราะเราว่าหนังของ Tarantino หลาย ๆ เรื่องมันคือการเอา genres หนังเกรดบีในอดีตมาดัดแปลงใหม่ให้กลายเป็นหนังที่มีคุณค่าน่าจดจำน่ะ ทั้งหนังอย่าง KILL BILL (2003-2004), DEATH PROOF (2007), INGLORIOUS BASTERDS (2009), DJANGO UNCHAINED (2012), THE HATEFUL EIGHT (2015) ต่างก็เป็นการนำเอา genres หนังเกรดบีในอดีตมาดัดแปลงใหม่ให้กลายเป็นหนังที่มีคุณค่าทั้งนั้น โดยเฉพาะ THE HATEFUL EIGHT ที่ถือเป็นหนึ่งในหนังคาวบอยที่เราชอบที่สุดตลอดกาล

 

3.ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า เพราะเราก็ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย แต่พอดูหนังเรื่องนี้แล้วเราก็เลยสงสัยว่า หนังมันเป็น allegory ทางการเมืองของอินโดนีเซียหรือเปล่า เพราะตัวผู้ร้ายใหญ่ของเรื่องก็เหมือนเป็นทหาร

 

คือเราสงสัยว่า การที่พระเอกไร้สมรรถภาพทางเพศ เพราะเขาถูกทหารบังคับให้ข่มขืนผู้หญิงตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก มันอาจจะเป็น allegory ทางการเมืองแบบหนังหลาย ๆ เรื่องก็ได้ เพราะหนังหลาย ๆ เรื่องก็ชอบใช้ “สภาพร่างกาย” ของตัวละครเป็น allegory ทางการเมืองเหมือนกัน อย่างเช่น

 

3.1 CLOSELY WATCHED TRAINS (1966, Jiri Menzel, Czechoslovakia) พระเอกเป็นคนที่ไร้สมรรถภาพทางเพศในช่วงที่นาซียึดครองเช็กโกสโลวาเกีย

 

3.2 THE TIN DRUM (1979, Volker Schlöndorff, West Germany) ร่างกายของพระเอกหยุดการเติบโตพร้อม ๆ กับการเรืองอำนาจขึ้นเรื่อย ๆ ของพรรคนาซีในเยอรมนี

 

3.3 SCIENCE FICTIONS (2019, Yosep Anggi Noen, Indonesia) พระเอกเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างเชื่องช้าผิดปกติตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 ในอินโดนีเซีย

 

3.4 MUNDANE HISTORY (2009, Anocha Suwichakornpong)

 

3.5 THE EDGE OF DAYBREAK (2021, Taiki Sakpisit)

 

4.นอกจากความไร้สมรรถภาพทางเพศของพระเอกแล้ว เราก็เลยสงสัยว่าเหตุการณ์อื่น ๆ ในหนังมันก็เลยเป็น allegory ทางการเมืองไปด้วยหรือเปล่า ทั้งการฟื้นคืนชีพของผี, การแก้แค้นให้พระเอก และการที่พระเอกกลับมามีสมรรถภาพทางเพศได้ในที่สุด คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เป็น allegory ทางการเมืองจริงแบบที่เราสงสัย หนังเรื่องนี้ก็อาจจะเทียบเคียงได้กับหนังฟิลิปปินส์หลาย ๆ เรื่องของ Lav Diaz กับ Raya Martin ที่เป็น allegory ทางการเมืองเหมือนกัน, หนังบางเรื่องของ Jia Zhangke ที่ชีวิตของตัวละครเหมือนกับจะสะท้อนหรือหยอกล้อกับความเปลี่ยนแปลงในจีน, หนังอย่าง THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN (1979, Rainer Werner Fassbinder, West Germany) ที่ชีวิตของตัวละครสะท้อน/หยอกล้อไปกับประวัติศาสตร์ของเยอรมนี หรือ MIDNIGHT’S CHILDREN (2012, Deepa Mehta, India) ที่ชีวิตของตัวละครเหมือนหยอกล้อไปกับประวัติศาสตร์อินเดีย

 

5.แต่ไม่ว่ามันจะเป็น allegory ทางการเมืองหรือไม่ เราก็ชอบหนังเรื่องนี้แบบสุด ๆ อยู่ดี เพราะเราชอบที่มันนำ genre หนังบู๊ภูธรกับหนังผีเกรดบีในทศวรรษ 1980 มาปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นหนังที่เราอินด้วยมาก ๆ และเพราะว่าหนังเรื่องนี้มีตัวละครนางเอกที่เราชอบอย่างสุดๆ ตัวละครนางเอกแบบในหนังเรื่องนี้นี่แหละที่ตรงกับตัวละครหญิงในโลกจินตนาการของเรา

 

6.สรุปว่าเราได้ดูหนังของ Edwin มาแล้ว 11 เรื่อง และเราชอบเรื่องนี้มากที่สุด

 

หนังของ Edwin ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

6.1 VENGEANCE IS MINE, ALL OTHERS PAY CASH

 

6.2 DAJANG SOMEBI, THE WOMAN WHO WAS MARRIED TO A DOG (2005)

 

6.3 BLIND PIG WHO WANTS TO FLY (2008)

 

6.4 POSESIF (2017)

 

6.5 POSTCARDS FROM THE ZOO (2012)

 

6.6 TRIP TO THE WOUND (2008, A+30)

 

6.7 SOMEONE’S WIFE IN THE BOAT OF SOMEONE’S HUSBAND (2013, A+25)

 

6.8 KARA, DAUGHTER OF A TREE (2005, A+15)

 

6.9 A VERY BORING CONVERSATION (2006, A+15)

 

6.10 HULAHOOP SOUNDINGS (2008, A+10)

 

6.11 A VERY SLOW BREAKFAST (2003, B+  )

 

Saturday, September 18, 2021

THE SAKO TAPES (2019, Machiel van den Heuvel, Netherlands, documentary, A+30)

THE SAKO TAPES (2019, Machiel van den Heuvel, Netherlands, documentary, A+30)

 

1.ได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ออนไลน์ ชอบสุด ๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน เหมือนถูกโฉลกกับหนังเรื่องนี้ในแบบที่ผู้สร้างหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ 55555 เรารู้สึกเหมือนได้ดูหนังในเทศกาลมาราธอนของมูลนิธิหนังไทย แล้วเจอหนังบ้าน ๆ เรื่องนึงที่ถูกโฉลกกับเรามาก ๆ คือเรารู้สึกว่าในแง่ craft หรือคุณค่าทางศิลปะ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้น่าสนใจมากนัก (เหมือนกับหนังบ้าน ๆ บางเรื่องในเทศกาลมาราธอน) แต่มันนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราสนใจ และมันมีอะไรบางอย่างที่อาจจะสอดคล้องกับมุมมองของเราโดยบังเอิญ

 

2.ในแง่นึงเราจะเรียกว่าหนังเรื่องนี้เป็นลูกหลานโดยไม่ได้ตั้งใจของ THE ACT OF KILLING (2012, Joshua Oppenheimer, Anonymous, Christine Cynn, UK)  ก็ได้ เพราะถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด หนังเรื่อง THE ACT OF KILLING ส่งผลให้ Sako ซึ่งเป็น subject ของหนังสารคดีเรื่อง THE SAKO TAPES ลุกขึ้นมาสัมภาษณ์คนในครอบครัวของตัวเองเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวจีนจำนวนมากในอินโดนีเซียในปี 1965 แล้ว Machiel ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังสารคดีเรื่องนี้ ก็ถ่ายทำชีวิตของ Sako ในช่วงนั้นไปด้วย

 

แต่สิ่งที่เราชอบสุด ๆ ใน THE SAKO TAPES ก็คือเหมือนหนังมันพลิกประเด็นไปในแบบที่เราชอบน่ะ คือแทนที่หนังจะพูดถึงประเด็น การสังหารหมู่ในปี 1965 เป็นหลักเพียงอย่างเดียว หนังกลับพลิกประเด็นไปเป็นชีวิตของ Sako แทน และแสดงให้เห็นว่า การสังหารหมู่ในปี 1965 เป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ในชีวิตของ Sako เท่านั้น ไม่ใช่ “ทั้งหมด” ในชีวิตของเขา ชีวิตของเขายังมีแง่มุมอื่น ๆ อีก และ Sako ก็สนใจเรื่องอื่น ๆ อีกด้วย Sako ไม่ได้สนใจแค่เหตุการณ์ปี 1965 เท่านั้น (อย่างไรก็ดี statement ของหนังเรื่องนี้อาจจะสร้างความคาดหวังผิด ๆ ให้ผู้ชมหลายคนได้ เพราะมันไม่ได้เป็นหนังอย่าง ABSENT WITHOUT LEAVE แต่อย่างใด)

 

คือจริง ๆ แล้วเราก็ไม่รู้เบื้องหลังความเป็นมาของหนังเรื่องนี้ และไม่รู้เจตนาของ Machiel ด้วย แต่ตัวหนังที่ออกมามันดันสอดคล้องกับมุมมองหรือทัศนคติของเรามาก ๆ ทีเดียว นั่นก็คือเราชอบหนังที่นำเสนอชีวิต “คนธรรมดา” และแสดงให้เห็นว่าคนธรรมดาคนนี้มีแง่มุมต่าง ๆ มากมายในชีวิตน่ะ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้ดูหนังแนวนี้เท่าไหร่ เพราะหนังส่วนใหญ่ที่เราได้ดูมักจะเป็น

 

2.1 หนังที่นำเสนอประเด็นเป็นหลัก และนำเสนอตัวละครหรือ subjects ต่าง ๆ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของหนังเท่านั้น อย่างเช่น THE ACT OF KILLING ที่อาจจะนำเสนอ subjects มากมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่เท่านั้น และไม่ได้บอกว่า subjects แต่ละคนในหนังมีงานอดิเรกอะไรในชีวิตประจำวันบ้าง คือหนังส่วนใหญ่ที่เป็นหนังประเด็น จะนำเสนอ subjects หลายคน แต่เราจะเห็นแง่มุมต่าง ๆ เพียงแค่ 5-30% ของ subjects แต่ละคนเท่านั้น เราจะไม่ได้เห็นแง่มุมอีก 70% ที่เหลือในชีวิตของ subjects แต่ละคน เพราะแง่มุมเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นหลักของหนังสารคดีเรื่องนั้น ๆ (ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด)

 

2.2 หนังที่ไม่ได้นำเสนอประเด็น แต่นำเสนอชีวิตคน ก็มักจะคัดกรองเอาแค่ “ความสำเร็จหลัก ๆ” ของตัวละครตัวนั้นมานำเสนอน่ะ อย่างเช่นหนัง documentary ต่าง ๆ ที่พูดถึง “ชีวิตการทำงาน” ของตากล้องชื่อดัง, ศิลปินชื่อดัง, ดีไซเนอร์ชื่อดัง ซึ่งหนังแบบนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งผิดอีกเช่นกัน

 

คือจริง ๆ แล้วเราก็ชอบหนังสองกลุ่มข้างต้นมาก ๆ ทั้ง “หนังประเด็น” และ “หนังเกี่ยวกับคนดังและความสำเร็จของเขา” แต่เราก็โหยหาหนังแบบอื่น ๆ ด้วย นั่นก็คือหนังที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถึงเราเป็นคนธรรมดา ที่ไม่ประสบความสำเร็จ และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นที่น่าสนใจ เราก็สามารถจะเป็น subject ของหนังได้ และหนังก็จะไม่ลดทอนแง่มุมที่หลากหลายในตัวเราลงมากเกินไปด้วย

 

คือหนังแบบที่เราโหยหา มันก็มีอยู่แหละ อย่างเช่น THINGS TO COME (2016, Mia Hansen-Løve) ที่นำเสนอชีวิตคนธรรมดา และแง่มุมหลากหลายในชีวิตของเธอ, หนังที่รวบรวม fragments ยิบย่อยในชีวิตประจำวันเข้ามาไว้ด้วยกัน อย่างเช่น PARADISE (2009, Michael Almereyda) และ OUT OF THE BLUE (2021, Holly Fisher) หรือหนังสารคดีอย่าง “ป้าชู” (2015, Nattapattarapol Chutikarnpanich) ที่นำเสนอชีวิตกะเทยที่รีดผ้าในกองถ่ายหนัง แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ดูหนังแบบที่เราโหยหานี้บ่อยนัก

 

3. เพราะฉะนั้นพอเราได้ดู THE SAKO TAPES เราก็เลยรู้สึกว่ามันตรงกับหนังแนวที่เราโหยหาอย่างสุด ๆ ถึงแม้ผู้สร้างหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เพราะถึงแม้หนังเรื่องนี้อาจจะมีจุดเริ่มต้นเป็นความพยายามของ Sako ในการสัมภาษณ์คนในครอบครัวเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในปี 1965 แต่พอหนังมันนำเสนอแง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตของ Sako ด้วย อย่างเช่นการที่เขาเคยสัมภาษณ์ฝรั่งในไทย, ซีนต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเขา อย่างเช่นซีนของเขาในงานพาเหรดในเนเธอร์แลนด์ หรือซีนของเขาขณะกินข้าวกับชุมชนชาวโบสถ์ และความหลงใหลของเขาที่มีต่อกลุ่มนักบวชเปลือยในศาสนาเชนในอินเดีย เราก็เลยรู้สึกปลื้มปริ่ม ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง เพราะการนำเสนอแง่มุมต่าง ๆ ในชีวิตของ Sako แบบนี้มันทำให้หนังเข้าทางเราอย่างสุด ๆ

 

มันเหมือนกับหนังเรื่องนี้ยกยอ “เรา” โดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจน่ะ 55555 มันเหมือนกับหนังเรื่องนี้บอกเราโดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจว่า ชีวิตคนธรรมดาแบบเราก็เป็น subject ของหนังได้นะ เราอาจจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองโดยตรง (เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะถูกนำเสนอในหนังประเด็น) และเราอาจจะไม่ได้มีความสำเร็จอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันก่อนตาย (เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะถูกนำเสนอในหนังชีวประวัติคนดัง) แต่เราก็กลายเป็น subject ของหนังได้เช่นกัน

 

คือการที่ Macheil เลือกนำเสนอแง่มุมอันหลากหลายในชีวิตของ Sako แบบนี้ มันสอดคล้องกับความฝันของเราว่า ถ้าหากเป็นเราเอง เราอยากถูก portray อย่างไรบ้างหลังจากตายไปแล้วน่ะ เพราะถ้าหากเราตายไปแล้ว เราก็ไม่อยากจะถูก portray ในแง่ความเป็น cinephile เพียงแง่มุมเดียว แต่เราอยากถูก portray ว่าเราเป็นทั้ง cinephile, เกย์ที่เงี่ยนผู้ชายมาก ๆ, คนที่อยากเป็นกะหรี่, คนที่หลงใหลในตำนานของ “พระภัททากุณฑลเกสาเถรี” , คนที่หลงใหลในเรื่องราวแม่มดมาก ๆ ด้วย, etc.

 

4.ชอบทั้งเรื่องการเมืองอินโดนีเซีย, ฝรั่งในไทย และกลุ่มนักบวชชายเปลือยมาก ๆ คือคิดว่า Macheil คงตั้งใจไว้อยู่แล้วที่จะให้แกนหลักของหนังเป็นเรื่อง Sako กับการเมืองอินโดนีเซีย แต่เราไม่แน่ใจว่า Macheil เลือกใส่เรื่องฝรั่งในไทยกับกลุ่มนักบวชชายเปลือยเข้ามาทำไม แต่เราก็ชอบทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุด ๆ เพราะทั้งสองเรื่องนี้มันช่วยนำเสนอแง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตของ Sako และทั้งสองเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เราชอบสุด ๆ ด้วย เหมือนทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนที่มีความ eccentric ในตัวในแบบที่เราสนใจน่ะ

 

5.ในส่วนของการเมืองอินโดนีเซียนั้น รู้สึกว่าชีวิตครอบครัวของ Sako โหดร้ายพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องคุณตาของเขาที่น่าจะถูกนำไปฝังทั้งเป็นตั้งแต่ในทศวรรษ 1950, เรื่องของพ่อที่ถูกฆ่าตายในปี 1965 (แต่ก็เข้าใจพ่อของ Sako มาก ๆ ที่มองว่าในเมื่อตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วเราจะต้องหนีทำไม) และปมฝังใจของ Sako ที่เคยเข้าข้างฝ่ายเผด็จการในอินโดนีเซียในช่วงนั้น

 

เรื่องของเจ้าของบริษัทรถบรรทุก (หรือรถอะไรทำนองนี้) ก็หนักมาก

 

6.แต่เราก็ชอบ “สิ่งที่ไม่ได้พูด” หรือความรู้สึกที่ว่าเราได้เห็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งในหนังด้วย คือเรารู้สึกเหมือนกับว่า ถึงแม้ Sako จะสัมภาษณ์แม่กับพี่สาวของเขาเอง แต่แม่กับพี่สาวของเขาก็ทำเหมือนกับว่าลืมอะไรหลายอย่างไปแล้วน่ะ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าลืมจริง หรือแค่ไม่อยากนึกถึงมันอีก คือเรารู้สึกเหมือนกับว่า แม่กับพี่สาวอาจจะไม่ได้ “เปิดใจ” หรือ “พูดอย่างเปิดอก” อย่างเต็มที่กับ Sako น่ะ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจินตนาการไปเองหรือเปล่า พวกเขาอาจจะลืมเหตุการณ์ในอดีตจริง ๆ หรือพวกเขาอาจจะเลือกพูดต่อหน้ากล้องกับ Sako เพียงแค่ 30% ของสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขาก็ได้

 

ซึ่งเราก็รู้สึกว่า Sako เองก็อาจจะทำแบบนี้กับ Macheil ในอีก layer นึงด้วยก็ได้ คือเราก็ไม่รู้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันหรือเปล่านะ แต่เราก็รู้สึกเหมือนกับว่า  (หรือเราอาจจะจินตนาการไปเองว่า) Sako เองเวลาอยู่ต่อหน้ากล้องของ Macheil เขาก็อาจจะเลือกพูดเพียงแค่ 50% ของสิ่งที่อยู่ในใจเขาด้วยก็ได้เช่นกัน คือเหมือนกล้องของ Sako จับได้เพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ในใจของแม่และพี่สาวเท่านั้น ส่วนกล้องของ Macheil ก็อาจจะจับได้แค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งในใจของ Sako เท่านั้น เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยเหมือนทิ้ง mystery บางอย่างเอาไว้ และเราก็พึงพอใจกับ mystery ของความเป็นมนุษย์แบบนี้ 55555

 

7.อีกจุดที่ชอบมาก ก็คือมันเหมือนเป็น “หนังสารคดีซ้อนหนังสารคดี” น่ะ 55555 คือเหมือน Macheil ถือกล้องหนังสารคดีถ่าย Sako ตอนที่ Sako กำลังถ่าย  home movies ของตัวเองอยู่ มันเหมือนเป็น layers ที่ประหลาดมาก เพราะปกติแล้วเรามักจะได้เห็นแค่ “หนังสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำหนัง fiction” น่ะ แต่นี่เป็น “หนังสารคดีเกี่ยวกับนักถ่าย home movies” มันก็เลยดูประหลาดดี และ Sako ในบางซีนในหนังเรื่องนี้ ก็เลยเป็นทั้ง “the person who films reality in front of his camera” และ “the person who is filmed by another person” ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน เป็นทั้ง “ประธาน” และ “กรรม” ของกล้องถ่ายหนัง (คนละตัว) ในเวลาเดียวกัน เป็นทั้งผู้บันทึกความจริง และความจริงที่กำลังถูกบันทึกในเวลาเดียวกัน 555555

 

8.เรื่องของฝรั่งในไทย ก็รุนแรงมาก เพราะแว้บแรกคือเขาดูเป็นคนน่าสงสาร เป็นชายพิการ, แก่ และดูจน ๆ ดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่อย่างอนาถา (นึกถึง subject ของหนังเรื่อง THE LAND OF SMILES (2015, Heikki Häkkinen)) แต่จริง ๆ แล้วมึงเป็นคนเหี้ยค่ะ 55555

 

9.แต่เรื่องที่เราชอบสุด ๆ คือเรื่องของศาสนาเชน และชอบใน 3 แง่มุมด้วย คือ

 

9.1 มันเหมือนเป็นศาสนาที่เราไม่เคยเห็นในหนังมาก่อนเลยน่ะ ทั้ง ๆ ที่เราดูหนังอินเดียมาแล้วเป็นร้อยเรื่อง คือเราก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวละครในหนังอินเดียที่เราเคยดู มีตัวละครตัวไหนนับถือศาสนาเชนบ้างหรือเปล่า บางทีอาจจะมีตัวละครบางตัวนับถือศาสนาเชนก็ได้ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดูที่พูดถึงศาสนาเชนอย่างจริงจัง

 

9.2 เราไม่รู้ว่าเราเข้าใจผิดหรือเปล่านะ แต่ THE SAKO TAPES ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า Sako ติดใจหลงใหลกลุ่มคนในศาสนาเชนน่ะ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคาทอลิก และสนิทกับชุมชนในโบสถ์คริสต์มากพอสมควร คือหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า Sako ชอบหยิบเอาเทปกลุ่มคนในศาสนาเชนมาดูบ่อย ๆ เป็นประจำน่ะ

 

มันก็เลยสอดคล้องกับรสนิยมของเราที่ชอบ mystery ของมนุษย์ 55555 เพราะเราไม่เข้าใจว่าทำไม Sako ถึงติดใจศาสนาเชนมากนัก ทำไมเขาถึงดูมีความสุขเวลาเขาได้อยู่กับคนกลุ่มนี้ ทำไมเขาถึงหยิบเทปวิดีโอช่วงนั้นมาดูบ่อย ๆ เป็นประจำ

 

คือในความเป็นจริง ทุกวันนี้เราก็หยิบวิดีโอเทปที่ถ่ายไว้ที่บ้านเพื่อนเมื่อราว 30 ปีก่อนมาดูทุกสัปดาห์นะ สัปดาห์ละครั้ง มันเหมือนวิดีโอเทปที่ถ่ายไว้ที่บ้านเพื่อนเมื่อ 30 ปีก่อนเป็น “บ่อน้ำทิพย์ชะโลมจิตใจ” น่ะ มันเหมือนเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต ช่วงเวลาแห่งความ innocence ช่วงเวลาที่ไม่มีวันหวนคืนมาอีกแล้ว การได้ดูวิดีโอเทปเก่า ๆ เมื่อ 30 ปีก่อนทุกสัปดาห์ มันเหมือนเป็นหยดน้ำอมฤตที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจเราได้

 

พอเห็น Sako ชอบหยิบวิดีโอเทปศาสนาเชนมาดู เราก็เลยนึกถึงตัวเอง แต่เราเข้าใจดีว่าทำไมเราถึงหยิบวิดีโอเทปเมื่อ 30 ปีก่อนมาดูสัปดาห์ละครั้ง แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไม Sako ถึงหยิบวิดีโอเทปศาสนาเชนมาดูบ่อย ๆ 55555

 

10. ส่วนแง่มุมที่สามเกี่ยวกับศาสนาเชนที่เราชอบ ก็คือการที่นักบวชชายในวิหารที่ Sako ไปเจอ เปลือยกายกันหมดจ้า 555555 หนักที่สุด เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ดีงามมาก ๆ

 

พอรู้ว่ามีศาสนาที่มีคำสอนแบบนี้แล้ว เราก็เลยอยากให้มีคนตั้งศาสนาใหม่ขึ้นมาในไทยเลย โดยให้นักบวชชายของศาสนานี้ใส่แต่กางเกงในตัวเดียวตลอดเวลาเท่านั้น ยกเว้นเมื่ออากาศเย็น ขอสนับสนุนให้มีการตั้งศาสนาใหม่ที่มีเครื่องแบบนักบวชชายแบบนี้ค่ะ ถ้าในวัดมีแต่นักบวชชายใส่กางเกงในตัวเดียวเดินไปเดินมาแบบนี้ ดิฉันก็น่าจะเข้าวัดฟังธรรมบ่อย ๆ ค่ะ 55555

 

#signesdenuit2021