Showing posts with label OLD THAI FILMS. Show all posts
Showing posts with label OLD THAI FILMS. Show all posts

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

Wednesday, August 20, 2025

APICHATPONG VS. ACHITAPHON

 

APICHATPONG VS. ACHITAPHON

 

มีเพื่อนใน Facebook ถามว่า หนังของ Achitaphon Piansukprasert เป็นงานแบบทางเดียวกับงานพี่เจ้ยหรือเปล่า เราก็เลยตอบไปตามข้างล่างนี้ และก็เลย copy paste คำตอบของเราเอง มาแปะแยกเป็นอีกโพสท์หนึ่งดีกว่า เพื่อความสะดวกของตนเองเวลาค้นหาข้อมูลในภายหลัง

++++++

 

ผมดูแล้วไม่คิดว่างานของ Achitaphon เหมือนงานพี่เจ้ยครับ ผมคิดว่างานของ Achitaphon unique มาก ๆ แทบไม่เหมือนงานของผู้กำกับท่านอื่น ๆ ที่ผมเคยดูมาเลย จุดนี้ก็เลยเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผมชอบหนังของ Achitaphon อย่างสุด ๆ ครับ

 

แต่ผมก็จัดให้หนังของเขาเป็น limitless cinema เหมือนหนังของเจ้ยครับ เพราะทั้งหนังของเจ้ยและหนังของ Achitaphon ช่วย "ผลักขอบเขตความเป็นไปได้ทางภาพยนตร์" ออกไปมาก ๆ สำหรับผมครับ ดูหนังของสองคนนี้แล้วทำให้ผมรู้สึกว่า ภาพยนตร์มีความเป็นไปได้ต่าง ๆ มากกว่าที่ผมเคยคิดไว้ในตอนแรก

 

จุดแตกต่างที่สำคัญก็คือว่า หนังของเจ้ยส่วนใหญ่ที่ผมดู มันจะมี “พลังทางบรรยากาศจากสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำ” อยู่ด้วยครับ อย่างเช่น เวลาไปถ่ายป่า, บ้านคนในชนบท หรือสถานที่ใด ๆ ก็ตาม เจ้ยจะสามารถดึงพลังงานบางอย่างจากสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำออกมาได้อย่างรุนแรงครับ โดยเฉพาะหนังเรื่อง WINDOWS (1999) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหนังที่ผมชอบมากที่สุดของเจ้ย คือแค่เจ้ยถ่าย “หน้าต่าง” เจ้ยก็สามารถดึงพลังงานบางอย่างออกมาจากหน้าต่างที่ถ่ายได้อย่างรุนแรงที่สุดในความเห็นของผม

 

ส่วนหนังหลาย ๆ เรื่องของคุณ Achitaphon เป็นหนังที่เหมือนอยู่ใน “โลกของภาพกราฟิก” หรือ “โลกของละครเวที” ไม่ได้มีการใช้ “สถานที่จริง” ครับ เพราะฉะนั้นพลังในหนังของคุณ Achitaphon กับหนังของเจ้ยก็เลยดูเหมือนแตกต่างกันมากในความรู้สึกของผม โลกในหนังของ Achitaphon หลาย ๆ เรื่องมันเป็นโลกที่ดู artificial มาก ๆ ห่างไกลจากวัตถุในโลกแห่งความเป็นจริงมาก ๆ

 

แต่ที่เขียนมาข้างต้น ก็ไม่ได้หมายรวมถึงหนังทุกเรื่องของทั้งสองคนนี้นะครับ เพราะว่า A CONVERSATION WITH THE SUN ของเจ้ย ก็เหมือนอยู่ในโลกของ “ภาพกราฟิก” เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมก็เลยรู้สึกว่า A CONVERSATION WITH THE SUN ถือเป็นหนังของ Apichatpong ที่ทำให้ผมนึกถึง Achitaphon Piansukprasert มากที่สุด

 

ในอีกทางหนึ่ง หนังเรื่อง MERMAID’S COMB หวีนางเงือก (2017, Achitaphon Piansukprasert, 7.01min, A+30) ก็ถือเป็นหนังของ Achitaphon ที่ทำให้ผมนึกถึง Apichatpong มากที่สุด ซึ่งก็อธิบายได้ยากเหมือนกันว่าทำไม บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า MERMAID’S COMB พูดถึงโลกลี้ลับบางอย่างที่อยู่ร่วมกับ “ชีวิตในชนบทไทย” อะไรทำนองนี้ครับ ซึ่งสิ่งนี้มักจะทำให้ผมนึกถึงหนังของเจ้ย

 

ผมว่า หนังเรื่อง SPIRIT วิญญาณ (2018, Achitaphon Piansukprasert, 14.54min, A+30) และ CONCRETE ROOTS รากพราย (2018, Achitaphon Piansukprasert, 90 minute, A+30) ก็ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการ “ดึงพลังงานลี้ลับบางอย่างออกมาจากวัตถุในโลกแห่งความเป็นจริง” เหมือนกัน แต่ผมชอบหนังแนว “โลกของภาพกราฟิก” และ “โลกที่ใช้ฉากแบบละครเวที” ของ Achitaphon มากกว่าครับ เพราะผมว่าจุดนี้มันทำให้เขาแตกต่างจากผู้กำกับหนังไทยคนอื่น ๆ

 

ภาพบนมาจาก BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73 minute, A+30) ส่วนภาพล่างมาจาก A CONVERSATION WITH THE SUN (Apichatpong Weerasethakul)

+++++

 

Peter Magyar ผู้นำฝ่ายค้านของ Hungary

 

หลังจากดูหนังของ Bela Tarr ก็เลยทำให้สนใจประเทศ Hungary มากขึ้นค่ะ 55555

++++

 

อยากดู PALESTINE 36 (2025, Annemarie Jacir) และอยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Annemarie Jacir มาก ๆ เราเคยดูหนังของเธอแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ A FEW CRUMBS FOR THE BIRDS (2005, Jordan) ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพ โดย A FEW CRUMBS FOR THE BIRDS ติดอันดับ 13 ในลิสท์หนังสุดโปรดที่เราได้ดูในปี 2014

 

ก่อนหน้านี้ Palestine ก็เคยส่งหนังที่กำกับโดย Annemarie Jacir เข้าชิงออสการ์มาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งได้แก่ SALT OF THIS SEA (2009), WHEN I SAW YOU (2013) และ WAJIB (2018)

 

PALESTINE 36 นำแสดงโดยดาราหญิงคนโปรดของเรา Hiam Abbass (SYRIAN BRIDE, PARADISE NOW, LEMON TREE) และมี Jeremy Irons ร่วมแสดงด้วย

 

++++

 

รอบฉายภาพยนตร์ของ Domenico Singha Pedroli + Thaweechok Pasom เหลือที่นั่งอีกไม่มากนะคะ ใครอยากดูต้องรีบจับจองค่ะ

++++++

เพิ่งรู้จาก IMDB ว่า หนังเรื่อง 4 KINGS (2021) มีคนเขียนบทถึง 3 คน ซึ่งได้แก่

 

1. Put Puttipong Nakthong

2. Puttipong Nakthong

3. Putthipong Naktong

 

55555  

 

จริง ๆ แล้ว เราว่าการแปลงชื่อภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ มันไม่มีกฎตายตัว ก็เลยสะกดได้หลายแบบ อย่าง ธิ ก็สะกดเป็น ti หรือ thi ก็ได้ หรือ ทอง ก็สะกดเป็น tong หรือ thong ก็ได้ มันก็เลยมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น

++++

 

เพิ่งรู้ว่า “แท้ ประกาศวุฒิสาร” กับ “ไพรัช กสิวัฒน์” เคยเดินทางไปงานเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent ในสหภาพโซเวียตในปี 1958 ด้วย รุนแรงมาก ๆ เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย โดยในตอนนั้นเทศกาลภาพยนตร์ดังกล่าวใช้ชื่อว่า ASIAN AND AFRICAN FILM FESTIVAL และในเวลาต่อมา Tashkent ก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงของประเทศ Uzbekistan

 

หนังสือ “ชีวิตที่โลดเต้นของ แท้ ประกาศวุฒิสาร” บอกว่า เนื่องจากปัญหาเรื่องพลาดเที่ยวบิน แท้กับไพรัชก็เลยไปไม่ทันงานประกวดในเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent แต่เจ้าหน้าที่กองการประกวดได้ให้การต้อนรับทั้งสองเป็นอย่างดี ทั้งสองได้เดินทางต่อไปที่ Moscow และได้พูดปราศรัยและร้องเพลงชาติไทยออกทางโทรทัศน์ของสหภาพโซเวียตด้วย

 

เราได้หนังสือ “ชีวิตที่โลดเต้นไปของ แท้ ประกาศวุฒิสาร” มา ตอนที่มีการแจกหนังสือเล่มนี้ฟรี ในงานฉายภาพยนตร์อะไรสักเรื่องที่หอภาพยนตร์มั้ง ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนที่มีการฉายหนังเรื่อง “เจ้าหญิง” (1969, Puhkam) ที่อำนวยการสร้างโดยแท้ ประกาศวุฒิสารหรือเปล่า

 

ส่วน ไพรัช กสิวัฒน์ ที่ร่วมเดินทางไปด้วยนั้น เขาเคยกำกับภาพยนตร์เรื่อง “ล่า” (1977, A+30) ที่เราชอบมาก ๆ เรื่อง “ล่า” ของทมยันตีนี้เคยสร้างเป็นละครทีวีที่ทุกคนรู้จักกันดี นอกจากนี้ ไพรัชยังเคยกำกับหนังเรื่อง “สันกำแพง” (1968), ดิน น้ำ ลม ไฟ (1969), ดรรชนีไฉไล (1974), etc. ด้วย

 

พออ่านประวัติเรื่องการเดินทางของคุณแท้และคุณไพรัชในเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent ในปี 1958 แล้ว เราก็เลยอยากรู้ว่า ในยุคนั้นมี “หนังไทยเรื่องไหนบ้างที่เคยได้ไปในฉายในสหภาพโซเวียต” โดยที่เรารู้ตอนนี้ก็มีอย่างน้อย 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. TWO BROTHERS สองพี่น้อง (1958, Prince Bhanubandhu Yugala)

หนังสือเล่มนี้เล่าว่า หนังเรื่องนี้ได้ฉายที่ Tashkent ตอนที่คุณแท้กับคุณไพรัชไปเยือนเทศกาล (หลังเทศกาลจบลงแล้ว)

 

2. SANTI-VINA (1954, Marut, A+30)

เห็นใน Wikipedia บอกว่า สถานทูตรัสเซียเคยซื้อหนังเรื่องนี้ไปฉายในสหภาพโซเวียต

 

3. SECONDHAND WOMAN ผู้หญิงมือสอง (1979, Apichat Phopairot)

 

หนังเรื่องนี้เคยได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่มอสโคว์ในปี 1979 เราอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเราเคยดูหนังอีก 2 เรื่องของ Apichat Phopairot แล้วเราชอบมาก ๆ

 

เห็นเว็บไซต์ NANGDEE บอกว่า หนังเรื่อง “ผู้หญิงมือสอง” ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent ด้วย แต่เราหาหลักฐานอื่น ๆ มายืนยันเรื่องนี้ไม่ได้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้เคยได้รางวัลที่ Tashkent จริงหรือเปล่า

 

มีใครมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็บอกมาได้นะคะ

 

Tuesday, January 19, 2021

MOST FAVORITE THAI FILMS 2019

 

MOST FAVORITE THAI FILMS 2019

(LONGER THAN 35 MINUTES)

 

1. HOMATAGIA (2019, Chanasorn Chaikitiporn, 126min)

อัตภาวกาล (ชนสรณ์ ชัยกิตติภรณ์)

 

2. NHA HARN (2019, Chantana Tiprachart)

หน่าฮ่าน (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ)

 

3. THORN IN THE CHEST (1979, Kornsawasdi)

หนามยอกอก (กรสวัสดิ์)

 

4. WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasamee)

 

5. DROWSINESS (2019, Shitsanuphong Sornkeaw ชิษณุพงศ์ ศรแก้ว, 74min)

 

6. HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit)

ฮาวทูทิ้ง...ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ

 

7. MANTA RAY (2018, Phuttiphong Aroonpheng)

กระเบนราหู

 

8. HUGBY BAN BAK (2019, Bin Bunluerit)

ฮักบี้ บ้านบาก (บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์)

 

9. A LITTLE JELLY (2019, Supakit Seksuwan, 61min)

 

10. THE CAVE (2019, Tom Waller, Thailand/Ireland)

 

11. PRISON MAN (2019, Kiattipong Longye, 49min)

มนุษย์กรง (เกียรติพงษ์ ลงเย)

 

12. YESTERDAY’S US (2019, Jenjira Kanawiwat เจนจิรา คณาวิวัฒน์, 71min)

 

13. BETWEEN THE LINES (2019, Chayanont Suwannawong ชยนนท์ สุวรรณวงศ์, 39min)

 

14. UNTIL WE MEET AGAIN (2019, Thanit Yantrakovit, 47min)

แล้วเจอกันชาติหน้าตอนบ่าย ๆ (ธนิศวร์ ยันตรโกวิท)

 

15. THE QUEEN OF GRASS FLOWERS (1986, Surasee Phatham)

ราชินีดอกหญ้า (สุรสีห์ ผาธรรม)

 

16. KRUNG KLUEA (2018, Natthanun Tiammek, 90min)

นิราศกรุงเกลือ (ณัฐนันท์ เทียมเมฆ)

 

17. A TIGER DEMONESS (1963, S. Kraprayoon)

นางสมิงพราย (ส. คราประยูร)

 

18. INHUMAN KISS (2019, Sitisiri Mongkolsiri)

แสงกระสือ (สิทธิศิริ มงคลศิริ)


19. GIRLS DON’T TRY (2019, Pattharawadee Srichai ภัทราวดี ศรีชัย, 67min)

 

20. BANGKOK DARK TALES (2019, Anusorn Soisa-ngim, Alwa Ritsila, Thanvimol Onpapliw)

บางกอก...สยอง

 

21. LOVE MAGIC AT MOOL RIVER (1977, Pongsak Jantarookka)

มนต์รักแม่น้ำมูล (พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา)

 

22. BITTER HONEY (1974, Prince Panupanyukol)

น้ำผึ้งขม (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ภาณุพันธุ์ยุคล)

 

23. NAKORN-SAWAN (2018, Puangsoi Aksornsawang)

 

24. A MOMENT IN TIME (2019, Saharat Ono, 55min)

ณ ช่วงเวลาหนึ่ง (สหรัถ โอโน)

 

25. COUNTRY TEACHER (1978, Surasee Phatham)

ครูบ้านนอก (สุรสีห์ ผาธรรม)

 

26. BLUE SUMMER RAIN (2019, Pattarin Chaopanich ภัทริน เชาว์พานิช, 56min)

 

27. DEW (2019, Chookiat Sakveerakul)

ดิว ไปด้วยกันนะ (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล)

 

28. THE LADY’S TALE (2018, Achitaphon Piansukprasert, 100min)

ปรัมปรากากี (อชิตพนธิ์ เพียรสุขประเสริฐ)

 

29. SISTERS (2019, Prachya Pinkaew)

กระสือสยาม (ปรัชญา ปิ่นแก้ว)

 

30. TONE NGA CHANG (1951, Tae Prakaswuttisarn, Prachoom Jullapamorn)

โตนงาช้าง (แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร)

 

31. YUTHANA AND SIRIPON (1963, Hans Berthel, West Germany/Thailand, 45 min)

 

32. ENDSLATE (2019, Chinvon Nongyao, 88min)

ปกติรัก (ชินวร นงค์เยาว์)

 

33. HAPPY BIRTHDAY FATHER (2019, Thanawut Kasro)

สุขสันต์...วันเกิดครับพ่อ (ธนาวุฒิ เกสโร)

 

34. CAMBODIA (1985, Toranong Srichua)

กัมพูชา (ทรนง ศรีเชื้อ)

 

35. NIRATTIGUN (2019, Nutthachai Khrueasena, 38min)

นิรัติกันย์ (ณัฐชัย เครือเสนา)

 

36. BEING SOMEWHERE (2019, Thanaphum Sirirattanachok ธนภูมิ ศิริรัตนโชค, 74min)

 

37. THE CHARM OF KHWAO SINARIN (2019, Shiva Srikeaw, 50min)

มนต์รักเขวาสินรินทร์ (ศิวะ ศรีแก้ว)

 

38. THE EXCHANGE (2019, Chalerm Wongpim)

โจรปล้นโจร (เฉลิม วงศ์พิมพ์)

 

39. PRINCESS (1969, Punkam)

เจ้าหญิง (พันคำ)

 

40. NECROMANCER 2020 (2019, Piyapan Choopetch)

จอมขมังเวทย์ 2020 (ปิยะพันธ์ ชูเพ็ชร์)

 

41. NONG (2019, Metapon Prakthong, 45min)

น้อง (เมธพนธ์ แพรกทอง)

 

42. BIKEMAN 2 (2019, Prueksa Amaruji พฤกษ์ เอมะรุจิ)

 

43. HOTEL PAPILLON (2018, Thanapong Tasananukulkij ธนพงษ์ ทัศนานุกูลกิจ, 42min)

 

44. NISA THE POB (2018, Alwa Ritsila, 36min)

นิสาเป็นผีปอบ (อัลวา ริตศิลา)

 

45. KHUN PHAEN BEGINS (2019, Kongkiat Khomsiri)

ขุนแผน ฟ้าฟื้น (ก้องเกียรติ โขมศิริ)

 

46. HUG MAYOM MAYAM (2019, Jear Pacific, Laos/Thailand)

ฮักมะย๋อมมะแย๋ม (เจี้ย แปซิฟิก)

 

47. PUPPY LOVE (2018, Supakit Seksuwan, 58min)

 

48. PRO MAY (2019, Thanawat Eiamjinda)

โปรเม อัจฉริยะ|ต้? |สร้าง (ธนวัฒน์ เอี่ยมจินดา)

 

49. CONCRETE ROOTS (2018, Achitaphon Piansukprasert, 90min)

รากพราย (อชิตพนธิ์ เพียรสุขประเสริฐ)

 

50. JEALOUS LOVE (1979, Pattarawadee Sritrairat)

รักริษยา (ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์)

Thursday, April 06, 2017

35 KARAT (1979, Rerngsiri, A+25)

ก่อนไปดู 35 กะรัต (1979, เริงศิริ, A+25) ก็แอบเดาไว้ล่วงหน้าว่า มันต้องเป็นหนังที่มีตัวละครหญิงที่เรา identify ด้วยได้แน่ๆ และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะตัวละคร “วิ” ที่ทาริกา ธิดาทิตย์เล่นนี่ พอโผล่ออกมาฉากแรกก็นึกว่าจิตร โพธิ์แก้วในทันที

ฉากแรกที่ “วิ” โผล่มา เป็นฉากที่อุ (อัศวิน รัตนประชา สมัยที่ยังหล่อมาก) ซึ่งเป็นน้าชายของพระเอก พาทนง (ไพโรจน์ สังวริบุตร) หรือพระเอกซึ่งเป็นชายหนุ่มอายุ 21 ปีไปเที่ยวบาร์ ชายหนุ่มทั้งสองเดินเข้าไปในบาร์ แล้วก็เจอวินั่งอยู่ อุบอกกับทนงว่า เขาเคยมีเซ็กส์กับวิมาก่อนแล้ว ทั้งสามนั่งคุยกัน

วิ: คุณรู้ไหมคะว่าตอนนี้ผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกันแล้ว
อุ: แล้วคุณวิจะแสดงอะไรให้ผมดูเหรอครับ ว่าตอนนี้ผู้หญิงกับผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน
วิ: ได้ค่ะ วิจะแสดงให้ดู ด้วยการชวนคุณทนงไปนอนกับวิค่ะ

แล้ววิกับทนงก็ไปมีเซ็กส์กัน โดยวิเป็นฝ่ายที่อยู่ top

รุ่งเช้า อุถามทนงว่า เมื่อคืนทำไปกี่ครั้ง ทนงซึ่งมีท่าทางอ่อนล้าก็ยกนิ้วให้ดูว่า 7 ครั้ง

ส่วนตัวละครหญิงที่สำคัญอีก 3 ตัวใน “35 กะรัต” เราก็ชอบมาก ซึ่งได้แก่

1.คุณหญิง (ชูศรี มีสมมนต์) ที่ชอบพาหนุ่มๆไปเสพสังวาสที่พัทยา

2.ธิดา (อรัญญา นามวงศ์) สาววัย 35 ปีที่มีเซ็กส์กับพระเอกที่มีอายุอ่อนกว่าเธอ 14 ปี แต่เธออ้างว่าเธอมีเซ็กส์กับเขาเพราะ “ความรัก” ไม่ใช่ “ความใคร่” จริงๆแล้วตัวละครตัวนี้มีส่วนคล้ายตัวละคร Madame de Tourvel ใน DANGEROUS LIAISONS

3.กุสุมา (มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช) ที่เป็นเจ้าหญิงลาวที่หลบหนีการปฏิวัตินองเลือดในประเทศตนเองมาอยู่ที่ไทย เธอมีผัวสามคน

พอดู 35 กะรัต เสร็จ คุณมโนธรรมก็คุยกับเราว่า ถ้า Claude Chabrol มาอยู่เมืองไทย ก็คงทำหนังแบบนี้และเราก็เห็นด้วยมากๆ


เราชอบตัวละครหญิงเงี่ยนๆแบบใน 35 กะรัตมากๆ เริงศิริไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ จริงๆแล้วตัวละครแบบนี้สามารถพบได้ในหนังของหม่อมน้อยในทศวรรษ 1980 ด้วย และพบได้ในหนังของ Tanwarin Sukkhapisit ในยุคปัจจุบัน

Tuesday, July 19, 2016

SANTI-VINA (1954, Marut, A+30)

SANTI-VINA (1954, Marut, A+30)

1.ตัวเนื้อเรื่องไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับเรา แต่ที่ชอบถึงระดับ A+30 เป็นเพราะองค์ประกอบอื่นๆของหนังที่ไม่ใช่ตัวเนื้อเรื่อง คือเราดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกเพลิดเพลินมาก และคิดว่าสาเหตุส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมันมีความละเมียดละไมในการถ่ายทำในทุกฉากทุกซีน

ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เรานึกถึงหนังเก่าอย่างเรื่อง GOLDEN MARIE (1952, Jacques Becker) และ THE PRINCESS OF CLEVES (1961, Jean Delannoy) น่ะ เพราะหนังเก่าสองเรื่องนี้ก็เป็นหนังรักโรแมนติกที่ “เนื้อเรื่อง” ไม่น่าสนใจสำหรับเราเหมือนกัน แต่สาเหตุที่เราชอบหนังสองเรื่องนี้มากๆเป็นเพราะ “องค์ประกอบมันลงตัว” หรือมันมีอารมณ์ละเมียดละไมอะไรบางอย่าง

2.ชอบสีของ SANTI-VINA มากๆ เรารู้สึกเหมือนกับว่าหนังยุคทศวรรษ 1950 กับหนังยุค 1960 บางเรื่องมันมีสีบางสีที่เราแทบไม่เห็นในหนังยุคปัจจุบันแล้วน่ะ โดยหนังที่เราว่าสีสวยสุดๆในยุคนั้นเหมือน SANTI-VINA ก็มีอย่างเช่นเรื่อง GATE OF HELL (1953, Teinosuke Kinugasa), UNE VIE (1958, Alexandre Astruc) และ JULIET OF THE SPIRITS (1965, Federico Fellini)

เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การที่เรารู้สึกว่าสีในหนังยุค 1950 มันหายไปในหนังยุคปัจจุบันมันเป็นเพราะ

2.1 เราอุปาทานไปเอง

2.2 รสนิยมคนดู+ผู้กำกับหนังเปลี่ยนไป สีที่คนเห็นว่าสวยในทศวรรษ 1950 ไม่ได้รับความนิยมอีก มันเลยหายไปจากหนังยุคปัจจุบั

2.3 หรือว่ายุค 1950 คนนิยมสีแช้ดๆ แร่ดๆ เพื่อจะได้แตกต่างจากหนังขาวดำ แต่ต่อมาคนดูนิยมสีที่ realistic มากขึ้น สีที่มันระเบิดเถิดเทิงมากๆก็เลยหายไป

2.4 หรือเป็นเรื่องของสารเคมีที่ใช้ในการผลิตฟิล์ม หรือล้างฟิล์ม มันเปลี่ยนแปลงไป สีที่เคยสร้างได้จากสารเคมีในทศวรรษ 1950 มันเลยสร้างไม่ได้อีก

3.ตัวละครนางเอกแสดงออกถึงความ want ผู้ชายได้ดีมากๆ และจุดนี้คล้ายกับนางเอกหนังเรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย (1955, มารุต) ที่แสดงความ want ผู้ชายได้อย่างรุนแรงมากเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่นางเอกของ สันติ-วีณา แสดงออกถึง “ความรัก” ส่วนนางเอกของ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ดูเหมือนจะเป็นการแสดงออกถึงความใคร่มากกว่า

4.เพื่อนคนนึงบอกว่าชอบฉากแม่นางเอกด่ากับแม่ผู้ร้ายในวัดมากๆ และตั้งข้อสังเกตว่าละครทีวีไทยในยุคปัจจุบันก็ยังคงมีฉากประเภทนี้ ถึงแม้มันจะผ่านมานาน 60 ปีแล้ว

เราก็เลยสงสัยว่า มันมีฉากแบบนี้ในหนังประเทศอื่นๆบ้างหรือเปล่า เพราะเท่าที่เรานึกออก เราเคยเห็นฉากแบบนี้แต่ในหนังแอฟริกาเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่อง WORK (1978, Souleymane Cissé, Mali) หรือเปล่า ที่มีฉากแม่ค้าในตลาดทะเลาะตบตีกันอย่างรุนแรงมากๆ แต่เหมือนเรานึกฉากแบบนี้ไม่ออกในหนังประเทศอื่นๆ แม้แต่หนังอินเดีย, หนังจีน หรือหนังลาตินอเมริกาเราก็ไม่เจอ เท่าที่นึกออกก็มี “งูเก็งกอง” THE SNAKE MAN (1970, Tea Lim Koun, Cambodia) ที่มีฉากตัวละครหญิงด่ากันอย่างไร้สาระเหมือนหนังไทย


5.ชอบฉากลอยกระทงมากๆ