มีฉายหนังเรื่อง GIGI (2024, Cynthia
Calvi, France, animation, 14min) กับ PELIKAN BLUE (2023,
László Csáki, Hungary, animation, 79min) ด้วย
+++
SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI (1952, Ratna
Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022,
Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30)
1. เราได้ดูหนังเรื่อง DR. SAMSI (1952,
Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA
(2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30) ในวันที่
20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราชอบหนังอินโดนีเซียทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ
หนังเรื่อง MERANGKAI RATNA ASMARA ทำให้เราทึ่งในตัวผู้หญิงกลุ่มนี้มาก ๆ
ที่พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการอนุรักษ์ภาพยนตร์อะไรใด ๆ แต่อย่างใด แต่
passion ของพวกเขากระตุ้นให้พวกเขามีความมุมานะพยายามเป็นอย่างมาก
ออกดั้นด้นติดตามสืบค้นจนสามารถพบเจอและอนุรักษ์ม้วนฟิล์มภาพยนตร์เก่าในทศวรรษ
1950 ได้ในที่สุด
เราคิดว่า MERANGKAI RATNA ASMARA นี่เหมาะฉายควบกับ THE CEMETERY OF CINEMA (2023, Thierno
Souleymane Diallo, France/Senegal/Guinea, documentary, A+30) มาก
ๆ เพราะว่า THE CEMETERY OF CINEMA ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความพยายามสืบค้นหาหนังเก่าเหมือนกัน
โดยเป็นการตามหาหนังเรื่อง MOURAMANI (1953, Mamadou Touré, Guinea) ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในหนังเรื่องแรก ๆ ของโลกที่กำกับโดยชาวแอฟริกัน
แต่น่าเสียดายที่ในกรณีของหนังเรื่อง THE CEMETERY OF CINEMA นั้น ความพยายามดังกล่าวประสบความล้มเหลว และหนังเรื่อง MOURAMANI จากประเทศกินีก็ยังคงมีสถานะหายสาบสูญต่อไป
2. ในส่วนของหนังเรื่อง DR. SAMSI นั้น เราก็ชอบหนังมาก ๆ เช่นกัน ดูแล้วนึกถึงพวกหนังชีวิตผู้หญิง หนัง melodrama
ยุคเก่า ๆ มาก ๆ
อีกสิ่งที่ประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังปล่อยให้มีฉาก
“ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบสมจริง” เป็นเวลานาน ๆ
ซึ่งมันเหมือนเป็นฉากแบบที่เราพบได้เฉพาะในหนังยุคเก่า ๆ และละครโทรทัศน์ยุคเก่า ๆ
เท่านั้น แต่เราแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้ในหนัง/ละครยุคใหม่นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990
เป็นต้นมา
ฉากพวกนี้ไม่ได้เป็นฉากแบบในหนัง musical
หรือฉาก musical นะ เพราะฉากแบบในหนัง musical
เป็นฉากที่ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบ “หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง”
น่ะ แต่ฉากที่เราพูดถึงคือฉากที่ตัวละครร้องเพลง, เต้นรำ, แสดงนาฏศิลป์เป็นเวลานาน
ๆ แบบที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครตัวนั้นจริง ๆ
คือถ้าหากใครเคยดูละครทีวีฮ่องกงยุคทศวรรษ 1980
คงจะนึกออก เพราะในละครยุคนั้นมันชอบมีฉากฮ่องเต้ดูกลุ่มนางรำมาร่ายรำเป็นเวลา 3-5 นาที ซึ่งเป็นฉากที่ไม่มีเนื้อเรื่องเกิดขึ้น
และไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนเป็นฉากที่ให้
“นักเรียนในโรงเรียนการแสดง” ได้ฝึกร่ายรำ ฝึกการแสดงต่อหน้ากล้อง อะไรทำนองนั้น
แต่พอเริ่มเข้าสู่ยุคทศวรรษ 1990
เราก็เหมือนแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้อีกเลยมั้ง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร
แต่เราเดาว่าคนดูคงเบื่อดูฉากแบบนี้
เพราะมันไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด
และเราก็พบว่าฉากแบบนี้สามารถพบได้บ่อยเหมือนกันในหนังยุคทศวรรษ
1950-1960 อย่างเช่นใน DR. SAMSI ก็มีฉากที่ตัวละครเต้นรำในงานรื่นเริงเป็นเวลานาน
ๆ ซึ่งมันก็ไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง แต่เราก็ชอบมันมาก ๆ
เพราะมันเป็นทั้งการบันทึกนาฏศิลป์ยุคเก่าของอินโดนีเซีย
และมันก็สะท้อนความนิยมหรือความต้องการของผู้ชมภาพยนตร์ยุคนั้นที่อาจจะชอบดูอะไรแบบนี้
ซึ่งแตกต่างจากผู้ชมภาพยนตร์ในยุคต่อ ๆ มาที่อาจจะเบื่อการดูอะไรแบบนี้
3. พอดู DR. SAMSI แล้วก็เลยคิดว่า
มันเหมาะฉายควบกับ “หนังชีวิตผู้หญิง” ยุคเก่าหลายเรื่องมาก ๆ อย่างเช่น
3.1 THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)
3.2 7TH HEAVEN (1927, Frank Borzage, USA)
3.3 THE GODDESS (1934, Wu Yonggang, China)
เพราะมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ที่ต่อสู้เพื่อลูกเหมือนกัน
3.4 SOUND OF THE MOUNTAIN (1954, Mikio Naruse, Japan)
3.5 THE CRANES ARE FLYING (1957, Mikhail Kalatozov, Soviet
Union)
3.6 THE LOVERS (1958, Louis Malle, France)
3.7 THE BRASS RING แหวนทองเหลือง (1973,
Prince Anusorn Mongkolkarn, Thailand)
เรื่องของผู้หญิงที่ท้องนอกสมรสเหมือนกัน
+++
From the exhibition THE ADVENTURES OF HIMMAPAN by Tanabrush
(Pannawit Kitchotaphinan)
SHINING IN THE OCEAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)
CHANGING by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)
FLYING LIKE BIRDS by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)
THE FIGHTER OF TIGER by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)
SEVEN DAYS RITUAL (2025, Wichaporn Tangklang)
งานศิลปะนี้ใช้โลหิตที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศมาทำเป็นงานศิลปะ
ดูในนิทรรศการ PATCH THE WORLD : Between
the Seams, Beyond the Surface โลกที่ต่อกันไม่สนิท–ลึกกว่าที่เห็น
จัดแสดงที่ชั้น 3 BACC
+++
หนังที่ดูแล้วทำให้หิว – LITTLE FOREST:
SUMMER/AUTUMN (2014, Junichi Mori, Japan) + LITTLE FOREST: WINTER/SPRING (2015,
Junichi Mori, Japan)
แต่ฉากการกินอาหารที่ประทับใจเรามากที่สุดอยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง
WAR AND REMEMBRANCE (1988-1989, Dan Curtis, USA, 1620mins, A+30) ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งครอบคลุมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป
ฉากนั้นมันเป็นฉากที่ Natalie Henry (Jane Seymour) ซึ่งเป็นชาวยิวถูกจับขึ้นรถไฟเพื่อส่งไปค่ายกักกัน
ชาวยิวแต่ละคนบนรถไฟอยู่ในสภาพหิวโซอย่างรุนแรงมาก ๆ แทบไม่ได้กินอาหารกันมาเป็นเวลานานหลายวัน
และละครเรื่องนี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงความโหยหิวอาหารอย่างรุนแรงมาก ๆ
ของตัวละครเหล่านี้
รถไฟขบวนนี้แล่นไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสถานีรถไฟแห่งนึง
มีชายแปลกหน้าคนนึงแอบขนกระสอบบรรจุอะไรสักอย่างมาให้นักโทษชาวยิวบนรถไฟ
กระสอบนั้นบรรจุแอปเปิลจำนวนมาก เมื่อชาวยิวถามว่าทำไมชายแปลกหน้าคนนั้นถึงแอบช่วยพวกเขา
ชายแปลกหน้าคนนั้นก็แอบโชว์ไม้กางเขนที่ซุกซ่อนไว้ให้ดู แล้วตอบว่า “เพราะผมเป็นคาทอลิก”
หลังจากนั้น Natalie ซึ่งนั่งหิวโซอยู่ในรถไฟก็ได้รับการแบ่งปันแอปเปิลหนึ่งลูกจากกระสอบนั้น
ฉากที่เธอกินแอปเปิลหนึ่งลูกในละครเรื่องนั้นมันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีดมาก
ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทั้ง Jane Seymour และผู้กำกับละครเรื่องนี้ด้วย
นึกไม่ถึงว่าฉากตัวละครกินแอปเปิลหนึ่งลูกมันจะทำให้เราร้องห่มร้องไห้ได้อย่างรุนแรงขนาดนี้
เราดู WAR AND REMEMBRANCE ตอนมันมาฉายทางช่อง 3 ในปี 1989 และจนถึงตอนนี้เวลาผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เราก็ยังลืมฉากนี้ไม่ลงเลย
No comments:
Post a Comment