ผู้หญิงแย่งสับ WEB OF DECEPTION (1989,
David Chung, Hong Kong) is one of my most favorite films of all time. เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก
ๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นเราจองเป็น “หลินชิงเสีย” ในหนังเรื่องนี้
ส่วนเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยในกลุ่มของเรา ก็จองเป็น “หวังจู่เสียน”, “หวังซิ่วเฟิง”
และ “หลี่เหม่ยฟ่ง” ในหนังเรื่องนี้
+++
เพิ่งรู้ว่า BAISE-MOI (2000, Virginie
Despentes, Coralie Trinh Thi, France) มีชื่อเรื่องภาษาไทยว่า
“สองสาวอันตรายหัวใจนรกแตก”
+++
DOUBLE BILL FILM WISH LIST
กองกอย WRECKED (2026, Anysay Keola,
Laos, A+30)
+ WARLA (2025, Kevin Z. Alambra, Philippines, A+30)
หนังสองเรื่องเกี่ยวกับตัวละครเอกที่เรามองว่า
“ทำตัวเหมือนอิสราเอล”
หรือตัวละครที่
“ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว/สังคม/ระบอบปิตาธิปไตย
แต่ต่อมาเหยื่อก็กลับทำตัวเป็นคนชั่ว/ปีศาจ เสียเอง”
หรือตัวละครที่อาจจะบอกตัวเองว่า
“ในเมื่อโลกและสังคมเคยทำร้ายฉันอย่างรุนแรงมาแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าหากฉันจะทำเลวกับคนอื่น ๆ บ้าง แล้วมันจะทำไม”
ซึ่งประเด็นนี้อาจจะโยงไปถึง VIRIDIANA
(1961, Luis Buñuel, Spain), L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France) และ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi,
France) ด้วย
1. ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
เราแอบตั้งคำกริยาคำหนึ่งไว้ใช้เรียกคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม คำกริยานั้นคือคำว่า
“ทำตัวเหมือนอิสราเอล”
การ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” ในที่นี้
ก็คือการที่คนบางคน ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนที่เคยถูกกดขี่/กดทับ
จากระบอบการเมือง/สังคม/โลก ที่ไม่เป็นธรรมในอดีต ได้ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จาก
“สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง และใช้โอกาสนั้นในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ หรือใช้
“สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการหลอกตัวเองให้เชื่อว่า
ตัวเองไม่ผิดอะไรถ้าหากจะทำร้ายคนอื่น ๆ
2. คือเรามองว่า อิสราเอล
คือตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการกระทำแบบนี้
เราก็เลยเอาชื่อประเทศนี้มาใช้เป็นคำกริยา ซึ่งจริง ๆ
แล้วเราคิดว่ามันน่าจะมีศัพท์เฉพาะสั้น ๆ
สำหรับใช้เรียกการกระทำแบบนี้หรือใช้เรียกคนกลุ่มนี้นะ
แต่เราไม่รู้ว่าศัพท์เฉพาะนั้นมันคือคำศัพท์อะไร
ถ้าใครรู้ว่ามันมีคำศัพท์อะไรที่เหมาะจะใช้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ ก็บอกกันมาได้นะคะ
เหมือน “วงจรปีศาจ” สำหรับอิสราเอล
มันเริ่มต้นจาก นาซี ที่ทำตัวเป็นปีศาจ
ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เพราะฉะนั้นชาวยิวก็เลยมีสถานะเป็น “เหยื่อ” ในเหตุการณ์นี้ ส่วนนาซี
ก็มีสถานะเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์
แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิว “บางคน”
(ไม่ใช่ทุกคน) ก็ได้กลายเป็น “ปีศาจ” เสียเอง
เมื่อพวกเขาเริ่มต้นเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ เหมือนพวกเขาฉกฉวยโอกาสจาก
“สถานะเหยื่อ” ของตนเอง หรือฉกฉวยโอกาสที่พวกเขา
“ได้รับความสงสารเห็นใจจากคนจำนวนมากทั่วโลก”
และเลยเอาโอกาสนั้นมาใช้ในการเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์
และสิ่งนี้ก็ยังคงดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงยุคปัจจุบัน
3. และในยุคปัจจุบันนี้ เราก็มองว่า
มีคนบางคนที่ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” นั่นก็คือคนที่ใช้ประโยชน์จาก
“สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการไปทำร้ายคนอื่น ๆ
หรือในการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ ซึ่งการใช้ประโยชน์นี้ มีได้ทั้งในรูปแบบของ
การเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากสังคมโดยตรง และในรูปแบบของ
“การหลอกตัวเองให้ไม่ต้องรู้สึกผิด เมื่อตนเองทำร้ายคนอื่น ๆ”
ซึ่งคนกลุ่มนี้
ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสารมาก่อน บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชนชั้น”,
บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชาติพันธุ์”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “เพศ”,
บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ศาสนา”, etc.
แต่เราเชื่อว่า “คนชั่ว” มีอยู่ในคนทุกกลุ่ม
คนชั่วมีอยู่ในทุกชนชั้น ทั้งคนรวย, ชนชั้นกลาง, คนจน คนชั่วมีอยู่ในทุกชาติพันธุ์ ทั้งคนผิวขาว
และคนผิวสีอื่น ๆ และคนชั่วก็มีอยู่ในทุก gender และทุกศาสนา/ความเชื่อ/ลัทธิ
เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีคนชั่วบางคน ที่เคยอยู่ในกลุ่มที่เคยถูกกดทับมาก่อน
ฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง
ในการทำร้ายหรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ พวกเขาเคยตกเป็น “เหยื่อของปีศาจ”
แต่ต่อมาพวกเขาก็ได้กลายสถานะมาเป็น “ปีศาจ” เสียเอง
ซึ่งพอคนแบบนี้กลายมาเป็น “ตัวละครในภาพยนตร์”
มันก็เลยเป็นตัวละครที่น่าสนใจสุดขีดสำหรับเรา เพราะนี่คือตัวละครที่ “เทา” จริง ๆ
ไม่ใช่ตัวละครที่ขาวจัดเป็นแม่พระ หรือดำจัดเป็นนาซี แต่เป็นตัวละครที่
“เป็นทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน และเป็นคนประเภทที่เราพบได้จริง ๆ
ในสังคมรอบตัวเราในโลกยุคปัจจุบัน
4.
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับคนประเภทนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็คือ Vickrum
Digwa ชายชาวซิกข์วัย 23 ปีในอังกฤษ ที่ใช้กริชแทงสังหาร Henry
Nowak ชายผิวขาวอายุ 18 ปี แต่พอกลุ่มตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ Digwa
กลับอ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของ racist attack
(Digwa told the police that Nowak was drunk, had punched him, used a racial
slur and pulled off his turban, and showed them what he said was a swollen eye
and small bruise.)
ตำรวจก็เลยไปจับกุม Nowak ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น
ก่อนที่ Nowak จะเสียชีวิต (The officers pulled
Nowak's hands behind his back and handcuffed him.
Nowak said, "Please brother, I can't breathe". These were his last
words. He was arrested and read his rights before an officer realised he was
unresponsive.)
ซึ่งเราว่า Vickrum Digwa ไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนี้
แต่มีอีกหลายคนที่ทำคล้าย ๆ กันแต่อาจจะไม่ได้ทำรุนแรงเท่า Digwa แต่ในสังคมไทยเราอาจจะไม่ได้เจอสิ่งนี้ชัดเท่ากับในสังคมเมืองนอก
เพราะสังคมไทยมีปัญหาเรื่องชนชั้นมากพอสมควร และมีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศอยู่บ้าง
แต่อาจจะไม่ได้มีความขัดแย้งเรื่อง “สีผิว” อย่างรุนแรงเท่ากับเมืองนอก
5. เราก็เลยรู้สึกว่า
สังคมโลกยุคนี้มันน่าสนใจดี เพราะในอดีตเมื่อเราเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 นั้น
เรามองว่าผู้ร้ายมักจะเป็นนาซี หรือคนรวย หรือชายแท้ หรือคนผิวขาว
แต่พอสังคมโลกมันพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ
ความอยุติธรรมในอดีตถูกทำลายหรือถูกสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ สังคมโลกมันก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก แต่เราก็ต้องระวัง “คนบางคน”
ที่เคยตกเป็นเหยื่อ และฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นเหยื่อของตนเอง
ในการทำสิ่งที่เลวร้ายต่อคนอื่น ๆ
6.
เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่เหมือนเป็น “ทั้งเหยื่อและปีศาจ”
ในคนคนเดียวกัน อย่างเช่น
6.1 VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel,
Spain)
สาวสวยฐานะดีพยายามช่วยเหลือดูแลกลุ่มคนจนและขอทาน
แต่เธอกลับถูกขอทานข่มขืน ขอทานในหนังเรื่องนี้ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจ
เพราะพวกเขาเป็นเหมือนเหยื่อของโครงสร้างทางสังคม
แต่บางคนในกลุ่มพวกเขาก็เป็นปีศาจด้วยเช่นกัน
6.2 L’ARGENT (1983, Robert Bresson,
France)
One of my most favorite films of all time เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวัยรุ่นสองคนจงใจใช้ธนบัตรปลอมไปซื้อสินค้า
พวกเขาคิดว่านั่นเป็นการกระทำผิดเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า
การกระทำผิดเพียงเล็กน้อยในสายตาของพวกเขา
มันก่อให้เกิดห่วงโซ่ของความเลวร้ายต่อเนื่องและขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้เกิดฆาตกรโรคจิตที่ออกเข่นฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมากในเวลาต่อมา
ตัวละครฆาตกรโรคจิตใน L’ARGENT ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเขาเคยตกเป็น “เหยื่อ”
ของคนอื่น ๆ และตกเป็นเหยื่อของ “ระบอบยุติธรรม” ด้วย
แต่หลังจากที่เขาตกเป็นเหยื่อแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นปีศาจในเวลาต่อมา
6.3 BAISE-MOI (2000, Virginie
Despentes, Coralie Trinh Thi, France)
หนังเรื่องนี้ก็เป็น one of my most
favorite films of all time เช่นกัน หนังเรื่องนี้มีนางเอกสองคน
คนหนึ่งเคยถูกข่มขืนในช่วงต้นเรื่อง แต่หลังจากที่เธอถูกข่มขืนแล้ว
เธอก็ได้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก
7. พอมาในปีนี้
เราก็เจอหนังสองเรื่องที่เราชอบสุดขีด เพราะมันนำเสนอตัวละครที่เข้าข่ายข้างต้น
ตัวละครที่เป็นทั้ง “เหยื่อและปีศาจในคนคนเดียวกัน” ซึ่งเรื่องแรกก็คือ WARLA
ที่เพิ่งฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Baturu
WARLA เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากคดีจริงในฟิลิปปินส์
หนังเล่าเรื่องของกะเทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้มีสถานะเป็น “เหยื่อ”
อย่างชัดเจน เพราะความเป็นกะเทยของเธอส่งผลให้เธอถูกรังแกจากชายแท้, หญิงแท้,
สังคม, สถาบันทางศาสนา
แต่ว่าพวกเธอไม่ได้มีสถานะเป็นเหยื่อเพียงอย่างเดียว
เพราะพวกเธอกลับเลือกที่จะตั้งตัวเป็น “แก๊งอาชญากร” ด้วย
พวกเธอปล้นทำร้ายนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้เก็บเงินมาผ่าตัดแปลงเพศที่กรุงเทพ
หนังเรื่องนี้สร้างจากคดีจริง
และมีความคล้ายคลึงกับ DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet) ที่สร้างจากคดีจริงเกี่ยวกับการปล้นธนาคารเพื่อหาเงินไปผ่าตัดแปลงเพศเหมือนกัน
เราก็เลยชอบ WARLA มาก ๆ
ตัวละครในหนังมัน “เทา” มาก ๆ และนำเสนอความซับซ้อนของมนุษย์, โลก
และสังคมได้อย่างน่าสนใจ
ตัวละครใน WARLA ไม่ได้ใช้สถานะความเป็นเหยื่อของตนเองมาเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม
แต่เราว่าตัวละครบางตัวใน WARLA เผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจในจิตใจของตัวเอง
เพราะตัวละครบางคนถูกเหยียดจากครอบครัวและสังคมเป็นอย่างมาก พวกเธอ “อับจนหนทางไป”
เป็นอย่างมาก และในเมื่อโลกไม่เคยยุติธรรมกับพวกเธอ การต่อสู้กันระหว่าง “ปีศาจ”
กับ “มโนธรรม” ในใจตนเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
8. เราก็เลยชอบหนังเรื่อง “กองกอย” หรือ WRECKED
อย่างรุนแรงด้วยเหตุผลเดียวกัน
Spoilers alert สำหรับ “กองกอย”
โพสท์นี้มีการเปิดเผยจุดหักมุมที่สำคัญมากในหนังเรื่อง
“กองกอย” เพราะฉะนั้นควรไปดูหนังเรื่อง “กองกอย” ก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านนะคะ
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
หนึ่งในตัวละครเอกของ “กองกอย”
คือหญิงสาวที่ถูกข่มขืน เธอตกเป็น “เหยื่อ” แต่มันก็คล้ายกับตัวละครใน BAISE-MOI
เพราะหลังจากนั้นเธอได้กลายเป็น “ปีศาจ” ไปด้วย
เธอทำร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์
เพียงเพราะเขาอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางเส้นทางรอดพ้นในชีวิตของเธอ
เราก็เลยชอบ “กองกอย” มาก ๆ
เราว่ามันทำให้เรานึกถึงคนหลาย ๆ คนในสังคมยุคปัจจุบันได้ดี
สังคมที่มีการกดขี่กดทับจากคนบางกลุ่ม แต่ “ผู้ที่ถูกกดทับ” หรือ
“ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ” เองนั้น ก็ไม่ใช่คนที่เราจะไว้ใจอะไรได้เลย
มันคือวงจรแห่งความเลวร้าย ปีศาจทำร้ายเหยื่อ
แล้วเหยื่อก็กลายเป็นปีศาจเสียเอง ทำร้ายเหยื่อคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ เป็น chain
reaction ที่น่าเศร้ามาก ๆ
+++
RIP BRENDA FRICKER
I worship her performance in SWANN (1996, Anna Benson Gyles,
Canada). Her performance in SWANN is the performance of a lifetime.
การแสดงของ Brenda Fricker ใน SWANN นี่ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต
ผลงานการแสดงของ Brenda Fricker ที่เราเคยดู
1. MY LEFT FOOT (1989, Jim Sheridan, Ireland/UK)
Brenda Fricker ได้รางวัลออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้
2. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)
3. A TIME TO KILL (1996, Joel Schumacher)
4. SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada)
เสียดายที่เราได้ดูผลงานการแสดงของเธอเพียงแค่ 4
เรื่อง เพราะผลงานการแสดงส่วนใหญ่ของเธอน่าจะเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ของไอร์แลนด์
เห็นเธอเคยเข้าชิงรางวัลด้านการแสดงของไอร์แลนด์จาก RELATIVE STRANGERS
(1999, TV series), VERONICA GUERIN (2003, Joel Schumacher, Ireland), NO TEARS
(2002, TV series), RORY O’SHEA WAS HERE (2004, Damien O’Donnell, Ireland), ALBERT
NOBBS (2011, Rodrigo García, USA/Ireland), HOLDING (2022, TV series) ซึ่งเราไม่ได้ดูหนังและละครเหล่านี้เลย แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เธอคงเป็น “เจ้าแม่ด้านการแสดงของไอร์แลนด์”
พอเราไปอ่านใน wikipedia เราถึงเพิ่งรู้ว่าประวัติชีวิตของเธอมันหนักมาก
ๆ
“In her 2025 memoir She Died
Young: A Life in Fragments, Fricker wrote that she was physically abused by
her mother and groomed by a teacher when she was eight. At 14 she spent two
years in hospital after going through a car windscreen in a cycling accident,
later developed tuberculosis, and made repeated suicide attempts that
led to periods in psychiatric care. She said she was raped at 17 and described
another assault early in her career. She also wrote that she began self‑harming before
the age of 10, influenced by religious imagery she saw in church”
+++
บางส่วนของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING
THING จักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art
Centre, Silpakorn University
RAJADAMNERN (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)
I DON’T KNOW LA (2014, Roslisham Ismail, color drawing on
paper)
NANCY (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)
YOD ZEI (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)
TAROT (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)
NEW WORLD BUILDING (2014, Roslisham Ismail, color drawing on
paper)
LUMPINI PARK (2014, Roslisham Ismail, color drawing on
paper)
ROYAL TURF CLUB THAILAND (2014, Roslisham Ismail, color drawing
on paper)
UNTITLED (Roslisham Ismail, color drawing on paper)
Ise archives
WHERE THE LIGHT FOUND US (2026, Naruebes Vadvaree)
WELCOME BRO (2026, Adisak Choksongsaeng, oil painting)
WHITE SNAKE (2025, Parinot Kunakornwong)
ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่
100 Tonson Foundation
WRESTLING MEN (2025, Parinot Kunakornwong)
ชอบภาพนี้มาก ๆ
ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่
100 Tonson Foundation
PROCESSION (2026, Parinot Kunakornwong)
ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่
100 Tonson Foundation
THEY WERE ONLY LOOKING WITH THEIR HANDS (2025, Parinot
Kunakornwong)
ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่
100 Tonson Foundation
IS ANYONE STILL HERE? (2026, Parinot Kunakornwong)
ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่
100 Tonson Foundation
+++
อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Lea Pool ในไทย เพราะเราได้ยินชื่อเสียงของเธอมานาน
20 กว่าปีแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังของเธอเลย
No comments:
Post a Comment