Friday, July 10, 2026

MORTE CUCINA VS. TWILIGHT PORTRAIT

 

THE PYRAMID (1976, Gary Kent, 94min) นึกว่าบรรพบุรุษของ Chulayarnnon Siriphol 55555

 

แอบอยากรู้ว่า SORRY TO BOTHER YOU (2018, Boots Riley) จะมีซับไตเติลไหม เพราะถ้าหากฉายแบบไม่มีซับ ให้เราฟังภาษาอังกฤษเอง เราก็อาจจะฟังไม่ค่อยออกนะ

+++

คำถามไร้สาระ: ร้านอาหารที่ “สาว” ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ในช่วงต้นเรื่อง มันชื่อร้านอะไรน่ะ

 

คือสาวเคยเรียนทำอาหารใน “จันท์แรมคูลินารี” แล้วพอช่วงกลางเรื่อง สาวก็เปิดร้านอาหาร “ครัวสาว” แล้วช่วงท้ายเรื่อง สาวก็เปิดร้านอาหาร “จันทรา”

 

พอเราเห็นชื่อร้าน “จันทรา” เราก็เลยแอบสงสัยว่า ชื่อร้านที่สาวทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในช่วงต้นเรื่อง มันมีชื่อว่าอะไร มันชื่อว่า “รสริน” อะไรทำนองนั้นหรือเปล่า 55555

+++

 

Favorite Fighting Female Characters: 25. Sita (Alia Bhatt) from ALPHA (2026, Shiv Rawail, India, 141min, A+25)

Favorite Fighting Female Characters: 26. Durga (Sharvari) from ALPHA (2026, Shiv Rawail, India, 141min, A+25)

 

ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่มาช่วยยืนยันว่า “รสริน จันทรา” ถูก mention ถึงในหนังเรื่อง MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) ด้วย

+++

THE FAVOR (1994, Donald Petrie) มี Ken Wahl สามีเก่าของเราร่วมแสดงด้วยนะ เราเองก็ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยคลั่งไคล้ Ken Wahl อย่างรุนแรงสุดขีดจากละครโทรทัศน์เรื่อง WISEGUY (1987-1990) ที่เคยมาฉายทางช่อง 3

 

เมื่อกี้เราสงสัยว่า Ken Wahl หายสาบสูญไปไหน เราก็เลยเช็คดู แล้วก็ตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าเขาอำลาวงการในปี 1996 เพราะเขากลายเป็นคนพิการเนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่คอและกระดูกสันหลังอย่างรุนแรง

 

Ken Wahl

https://www.imdb.com/name/nm0906261/?ref_=tt_cst_t_6

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่อง ALPHA (2026, Shiv Rawail, India, 141min, A+25) ก็คือการที่มันจงใจ tribute ให้ “หนังผู้หญิงบู๊” หลาย ๆ เรื่องที่เราชอบมาก ๆ

 

1. ฉากหน้าผาใน ALPHA น่าจะเป็นการจงใจ tribute ให้ “สวยประหาร” THE HEROIC TRIO (1993, Johnnie To, Hong Kong)

 

2. ฉากร้านอาหารนี่แน่นอนว่าจงใจ tribute ให้ LA FEMME NIKITA (1990, Luc Besson, France)

 

3. ฉากที่ “สีดา” ปะทะกับ “ทุรคา” ครั้งแรก แล้วมีการขว้างมีด เราว่ามันคือการจงใจ tribute ให้ ELEKTRA (2005, Rob Bowman) ซึ่งมีฉากที่อีเลคตรากับแอบบี้ปะทะกันครั้งแรกในบ้านแล้วมีการขว้างมีดเหมือนกัน

 

ถ้าหากใครนึกออกว่ามีฉากไหนใน ALPHA ที่ tribute ให้หนังเรื่องไหนอีก ก็บอกมาได้นะคะ

 

เราชอบ ALPHA ในระดับพอ ๆ กับ ELEKTRA นะ แต่ชอบน้อยกว่า LA FEMME NIKITA, สวยประหาร, NAKED WEAPON (2002, Ching Siu-tung, Hong Kong), SO CLOSE (2002, Corey Yuen, Hong Kong)

 

เพราะว่า LA FEMME NIKITA มันมีจุดเด่นที่ความเป็นมนุษย์ของตัวละคร ส่วนหนังฮ่องกงมันก็มีจุดเด่นที่ฉากต่อสู้ที่ทำได้อย่างถึงพริกถึงขิง มันส์สะเด็ดน่ะ ซึ่งเราว่า ALPHA มันยังสู้หนังฝรั่งเศสและหนังฮ่องกงตรงจุดนี้ไม่ได้

 

เหมือนหนังบู๊อินเดีย ซึ่งรวมถึง ALPHA มันมีจุดเด่นที่ “การโพสท่าเก๋ ๆ” ของตัวละครน่ะ เหมือนการโพสท่าเก๋ ๆ มันถูกใช้ช่วยกลบ “ความสามารถทางการต่อสู้/ความเชี่ยวชาญด้านการแสดงคิวบู๊” ของนักแสดงอินเดีย ที่คงด้อยกว่านักแสดงฮ่องกงในด้านนี้

 

และเราก็เลยเดาว่า การที่นางเอกทั้งสองคนของ ALPHA เน้นใช้ “ปืน” ในหลาย ๆ ฉาก ก็เพื่อจะได้ช่วยกลบจุดด้อยด้านนี้ด้วย เพราะพอตัวละครใช้ปืนเป็นอาวุธ นักแสดงก็ไม่จำเป็นต้องเล่นคิวบู๊ที่ซับซ้อนและยากเหมือนกับหนังฮ่องกง

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบ THE FURIOUS (2025, Kenji Tanigaki, Hong Kong/China, A+30) อย่างสุดขีด เพราะ THE FURIOUS เหมือนเป็นหนังที่ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองมีจุดเด่นและจุดด้อยในด้านใด แล้วสร้างหนังที่สอดรับกับจุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง เพราะฉะนั้น THE FURIOUS ก็เลยเป็นหนังที่ “เนื้อเรื่องแทบไม่มีความสำคัญ” และเน้นจุดเด่นของตนเอง ซึ่งก็คือฉากบู๊แบบไปให้สุดทางสุดตีนของมัน

 

ส่วน ALPHA นั้น นักแสดงอาจจะไม่ได้มีความสามารถทางการต่อสู้มากเท่านักแสดงฮ่องกง ฉากบู๊ก็เลยทำได้ไม่มันส์เท่าหนังฮ่องกง แต่ไปเน้นการโพสท่าเก๋ ๆ แทน ซึ่งจุดด้อยแบบนี้อาจจะถูกกลบได้ถ้าหาก “เนื้อเรื่อง” มันดี สนุก ลุ้นระทึก น่าติดตาม

 

แต่เหมือนเนื้อเรื่องของ ALPHA มันก็ใช้ได้แค่ช่วงสององก์แรก และหนังก็มีจุดด้อยอย่างรุนแรงเรื่องความคลั่งชาติอินเดียในช่วงองก์สาม เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้แค่ในระดับ A+25

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30)

+ TWILIGHT PORTRAIT (2011, Angelina Nikonova, Russia, A+30)

 

SPOILERS ALERT สำหรับหนังทั้งสองเรื่อง

--

--

--

--

--

1. เราเพิ่งดู MORTE CUCINA เมื่อวานนี้ พอดูแล้วก็เลยนึกถึง TWILIGHT PORTRAIT โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนมีความใกล้เคียงกับหนังแนว rape revenge แต่ทั้งสองเรื่องก็ไม่ใช่หนังแนว rape revenge

 

ตอนดู MORTE CUCINA ช่วงแรก ๆ เราจะนึกถึง MARLINA THE MURDERER IN FOUR ACTS (2017, Mouly Surya, Indonesia, A+30) ด้วย เพราะมันมีความผู้หญิงทำอาหารเหมือนกัน แต่ MARLINA THE MURDERER IN FOUR ACTS จะเหมือนเป็นหนังแนว rape revenge ตามขนบ มีการแก้แค้นที่ตรงไปตรงมา เราเข้าใจนางเอกของหนังได้ง่าย ๆ ส่วน MORTE CUCINA นั้น เราว่าตัวละครนางเอกมีความ ambiguous มาก ๆ เราไม่สามารถเข้าใจอะไรตัวละครตัวนี้ได้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นางเอกทำไปนั้น มีความจงใจ revenge อยู่กี่ส่วน หรือเธอมีความปรารถนาอะไรอื่น ๆ แอบแฝงด้วยอยู่กี่ส่วน เราก็เลยรู้สึกว่า MORTE CUCINA นั้นเหมือนเฉียดใกล้ความเป็นหนัง rape revenge ในช่วงแรก ๆ ก่อนที่หนังมันจะพลิกหรือดำเนินไปในแนวทางของมันเอง

 

2. ส่วน TWILIGHT PORTRAIT นั้น ก็มีตัวละครนางเอกที่ “ยากจะเข้าใจได้” เหมือน MORTE CUCINA โดย TWILIGHT PORTRAIT นั้น เล่าเรื่องของสาวสวยในรัสเซียที่มีสามีแล้ว เธอถูกตำรวจ 3 คนข่มขืนอย่างทารุณ หลังจากนั้นเธอก็ตั้งใจจะแก้แค้นหนึ่งในตำรวจที่ข่มขืนเธอ แต่อยู่ดี ๆ เธอก็เปลี่ยนใจอย่างกะทันหันและอย่างไม่มีสาเหตุ เธอก้าวเข้าไปในชีวิตของตำรวจชั่ว กลายเป็นคนรักของเขา ร่วมรักกับเขา และ “พร่ำบอกรัก” เขาหลายครั้งหลายหนจนเขารำคาญ เธอไม่ได้แก้แค้นอะไรเลย

 

คือเราว่าตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT นี่ยิ่งไปไกลกว่า MORTE CUCINA นะ เพราะนางเอกของ MORTE CUCINA ยังดูเหมือนจะมีความต้องการแก้แค้นอยู่บ้าง แต่ตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT นี่เป็นอะไรที่ไม่ทราบชีวิตมาก ๆ

 

3. เราชอบ TWILIGHT PORTRAIT มากกว่า MORTE CUCINA มาก ๆ นะ เพราะถึงแม้เราจะไม่เข้าใจตัวละครนางเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือน ๆ กัน แต่ TWILIGHT PORTRAIT มันเป็นหนังแนว “มนุษย์” มาก ๆ น่ะ เรารู้สึกว่าตัวละครทุกตัวใน TWILIGHT PORTRAIT เหมือนมนุษย์จริง ๆ มาก ๆ

 

ส่วน MORTE CUCINA นั้น ก็อาจจะคล้าย ๆ กับหนังของเป็นเอกเรื่องอื่น ๆ ที่เราชอบสุดขีดเพราะเราชอบ mood and tone และองค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพยนตร์ของเขา เหมือนเขาคุมทุกองค์ประกอบของหนังให้ออกมาราบรื่นและงดงามมาก ๆ สำหรับเรา แต่เราจะไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวละครของเขาเป็นมนุษย์จริง ๆ อะไรทำนองนี้

 

4. ถึงแม้ตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT จะทำในสิ่งที่ดูเหมือนผิดตรรกะมาก ๆ แต่เราก็ชอบหนังรัสเซียเรื่องนี้อย่างสุดขีดนะ เพราะเรารู้สึกว่า มันเหมือนสะท้อนภาพ “ความจำยอมของประชาชนรัสเซียต่อระบอบการปกครอง และพยายามปรับตัวเองให้อยู่รอดและมีความสุขกับระบอบการปกครองที่เลวร้าย” อะไรทำนองนี้ คือเหมือนตัวละครนางเอกของ TWILIGHT PORTRAIT อาจจะเป็นสัญลักษณ์แทนประชาชนรัสเซียหลาย ๆ คนที่เหนื่อยเกินกว่าที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับความเลวร้ายในประเทศ ถึงแม้ว่าตัวเองจะถูกระบอบนี้กดขี่บีฑามากขนาดไหน และในที่สุดประชาชนกลุ่มนี้ก็เลือกที่จะปรับตัว สวามิภักดิ์กับระบอบ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบอบไป ซึ่งจุดนี้ก็อาจจะทำให้นึกถึงหนังเรื่อง A REPORT ON THE PARTY AND GUESTS (1966, Jan Nemec, Czechoslovakia, A+30)

 

แต่เราเดาว่า เราน่าจะตีความหนังเรื่อง TWILIGHT PORTRAIT ผิดนะ Angelina Nikonova ผู้กำกับหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นก็ได้ ก็เอาเป็นว่า สิ่งที่เราเขียนมาในย่อหน้าข้างต้น คือสิ่งที่หนังเรื่อง TWILIGHT PORTRAIT ทำให้เรานึกถึง โดยที่ตัวหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็แล้วกัน

 

5. ในส่วนของ MORTE CUCINA นั้น นอกจาก mood and tone และองค์ประกอบต่าง ๆ ทางภาพยนตร์แล้ว อีกสิ่งที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ ก็คือหนังเหมือนเสนอแนะ “วิธีการแก้แค้น” ในแบบที่แตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่น ๆ น่ะ 5555 และหนังก็เหมือนเตือนให้เราระวังตัวเองในแบบที่เราชอบด้วย

 

คือดู MORTE CUCINA แล้ว ก็นึกถึงที่ใครบางคนเคยกล่าวหรือเขียนไว้เมื่อราว 40 ปีก่อนว่า ถ้าหากสหรัฐอยากทำลายเวียดนาม สหรัฐไม่ควรทิ้ง “ระเบิด” ใส่เวียดนาม แต่ควรทิ้ง “น้ำอัดลม ช็อคโกแลต อาหารฟาสท์ฟู้ด” หรืออะไรทำนองนี้ ใส่เวียดนาม เพราะสิ่งเหล่านี้นี่แหละ ที่จะบ่อนทำลายเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพเสียยิ่งกว่าระเบิดใด ๆ

 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็น่าจะเป็นจริงนะ เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะบ่อนทำลายสุขภาพของประชากรในประเทศต่าง ๆ ได้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ยังหลอกล่อให้ประชากรในประเทศต่าง ๆ มองสหรัฐในแง่ดี ชื่นชมสหรัฐ รู้สึกเป็นมิตรต่อสินค้าสหรัฐและตัวประเทศสหรัฐเองด้วย 55555 คือสิ่งเหล่านี้สามารถทำลายสุขภาพร่างกายของประชากรประเทศอื่น ๆ แต่สามารถซื้อใจของประชากรประเทศอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน

 

เราก็เลยสนใจวิธีการแก้แค้นใน MORTE CUCINA เพราะมันไม่ใช่การแก้แค้นแบบตรงไปตรงมา แต่เป็นการแก้แค้นแบบหลอกให้ตายใจ แล้วค่อย ๆ กัดเซาะ บ่อนทำลายไปเรื่อย ๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย ซึ่งเป็นวิธีที่อาจจะเหมาะนำมาใช้กับศัตรูบางจำพวก เพราะศัตรูบางจำพวกเราไม่สามารถใช้กำลังเข้าต่อสู้ด้วยได้ ดังนั้นถ้าหากเราจะต่อสู้กับศัตรูประเภทนี้ เราอาจจะต้องทำตัวเป็นพรรคพวกเดียวกับเขา แล้วค่อย ๆ หาทางบ่อนทำลายพวกเขาทีละเล็ก ทีละน้อย โดยผ่านทางการปรนเปรอให้พวกเขามีความสุขไปเรื่อย ๆ โดยไม่เฉลียวใจ

 

6. พอดู MORTE CUCINA แล้วก็นึกถึงตัวเองด้วย เพราะสิ่งที่ทำลายเรา บางทีมันไม่ได้มาในรูปแบบของ “ความทุกข์โดยตรง” แต่มันมาในรูปแบบของ “ความสุข” นี่แหละ

 

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือว่า ความทุกข์ของเรา บางทีมันมาจากการเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งอาจจะแก้ไขได้ส่วนหนึ่งด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ และด้วยการไม่นอนดึก

 

แต่หลายคืนเราก็นอนดึก เพราะเราเสพติดการเล่นอินเทอร์เน็ตจนดึกดื่น เราเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาของเรา จนสุขภาพเราเสีย

 

และก็มีอยู่หลายเดือน ที่เราไม่ได้ไปออกกำลังกายเลย เพราะว่ามันเป็นเดือนที่เต็มไปด้วยเทศกาลภาพยนตร์ 55555

 

คือพอเราถูกปรนเปรอด้วยความสุข ด้วยสิ่งที่ตอบสนองกิเลสของเรา (ภาพยนตร์, การเล่นอินเทอร์เน็ต) เราก็เสพสิ่งนั้นอย่างบ้าคลั่ง อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนในที่สุดสุขภาพของเราก็แย่ อะไรทำนองนี้

 

คือหนังเรื่อง MORTE CUCINA อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงตัวเราเอง ที่หลาย ๆ ครั้ง ตัวเราถูกทำลาย และสิ่งที่ทำลายเรามันมาในรูปแบบของ “ความสุข” มันมาในรูปแบบของ “สิ่งที่ตอบสนองความต้องการของเรา”

+++

 

METAMORPHOSIS IN GOLD, ACT I รูปสุวรรณศิวิไลซ์ (2025, Nakrob Moonmanas, video installation, 13min)

 

กราบมาก ๆ ชอบสุดขีด ตัววิดีโอนี้จริง ๆ แล้วไม่ค่อยมีอะไรมากนักนะในด้านภาพ เพราะเราเข้าใจว่าตัวภาพแสดงให้เห็นการทำงานของศิลปินขณะทำ KANANG’S WOODEN MASK เพื่อใช้ในนิทรรศการ METAMORPHOSIS IN GOLD

 

แต่สิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือเนื้อหาในเสียงบรรยายของวิดีโอนี้ เพราะตัววิดีโอนี้เล่าเรื่องของบทประพันธ์ สังข์ทอง ของร. 2, บทประพันธ์ เงาะป่า ของร. 5 และสิ่งที่สำคัญก็คือมันเล่าเรื่องราวของ Kanang ซึ่งเป็นชาวมานิที่ถูกนำตัวมาเป็นมหาดเล็กในวังในสมัยของร. 5 ในปี 1905 ซึ่งเราไม่เคยรู้เรื่องราวของ Kanang มาก่อนเลย เราก็เลยประทับใจกับเนื้อหาในส่วนนี้มาก ๆ

 

METAMORPHOSIS IN GOLD, ACT II รูปสุวรรณศิวิไลซ์ (2025, Nakrob Moonmanas, video installation, 13min)

 

อันนี้ตัวภาพดูสวยดี เป็นการร่ายรำไปมาของตัวละครสองตัว แต่ “เนื้อหา” อาจจะไม่รุนแรงเท่า Act I

 

เราเข้าใจว่าตัวเสียงในงานนี้มาจากบทละครรำสังข์ทองหรืออะไรทำนองนี้นะ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ซึ่งพอมันมาปรากฏใน video installation มันก็เลยเปิดโอกาสให้เราได้คิดพิจารณาถึงค่านิยมอะไรบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในตำนาน/นิทาน/เรื่องเล่าโบราณแบบนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่านี่คือจุดประสงค์ของตัวศิลปินหรือเปล่านะ

 

METAMORPHOSIS IN GOLD, ACT III รูปสุวรรณศิวิไลซ์ (2025, Nakrob Moonmanas, video installation, 6min)

 

องก์สามนี้สวยทั้งภาพและเนื้อหาก็น่าสนใจ ตัวภาพมีลักษณะเป็นศิลปะ collage ตามสไตล์ของคุณนักรบ ส่วนตัวเนื้อหาของวิดีโอเป็นเรื่องราวตำนานความเชื่อของชาวมานิ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

 

สรุปว่าชอบ METAMORPHOSIS IN GOLD ทั้งสามองก์มาก ๆ โดยเราชอบองก์หนึ่งมากที่สุด, ชอบองก์สามเป็นอันดับสอง และชอบองก์สองเป็นอันดับสาม

++++

 

พอดู “ครัวสาว” แล้วก็สงสัยว่า มันมีหนังเรื่องไหนที่ตัวละครใช้ “ยาสั่ง” ฆ่าคนไหม เราเข้าใจว่าหนังไทยยุคเก่า ๆ บางเรื่องน่าจะมีตัวละครที่ใช้ “ยาสั่ง” ฆ่าคนนะ แต่เราแทบไม่เคยเห็น “ยาสั่ง” มีบทบาทในหนังไทยยุคหลัง ๆ อีก

+++

 

พอดู SHEEP IN THE BOX แล้วก็นึกถึง SHARA (2003, Naomi Kawase) โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึงตัวละครที่ค่อย ๆ ทำใจยอมรับความสูญเสียเหมือนกัน และความสูญเสียนั้นเกี่ยวข้องกับเด็กชายที่ตายหรือหายไปอย่างเป็นปริศนา

  

No comments: