Showing posts with label VIDEO INSTALLATION. Show all posts
Showing posts with label VIDEO INSTALLATION. Show all posts

Wednesday, September 16, 2026

THE TIGER AND THE COW

 

เสนอวิธีรับมือกับกฎใน BKKIFF 2026

 

1. เห็นกฎของ BKKIFF 2026 บอกในทำนองที่ว่า “ผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า (pre-registration) ต้องแสดงอีเมลยืนยันจาก Google Form และมารับบัตรก่อนเวลาเริ่มฉาย 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยการเลือกที่นั่งเป็นไปตามลำดับการมารับบัตร (First Come, First Served)

 

ตัวอย่าง: รอบฉายเวลา 16.00 น. ต้องมารับบัตรภายในเวลา 14.30 น.

 

หากผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าไม่มารับบัตรภายในเวลาที่กำหนด สิทธิ์ที่เหลือจะถูกนำไปเพิ่มในจำนวนสิทธิ์ Walk-in ของรอบฉายนั้น”

 

2. วันนี้มีเพื่อนคนนึงมาปรึกษากับเราว่า ตอนดูเทศกาลหนัง BKKIFF แล้วต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ อาจจะส่งผลให้เดินทางไปถึงโรงหนังพารากอนหรือเซ็นทรัลเวิลด์ไม่ทันเวลา 90 นาทีก่อนหนังฉาย ซึ่งจะส่งผลให้สิทธิที่ pre-registration ไว้ถูกยกเลิกไป ตั๋วหนังที่จองไว้แล้วก็จะถูกมอบสิทธิให้แก่กลุ่มผู้ที่ walk in แทน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ตั๋วหนังเรื่องนั้นรอบนั้น sold out ได้ ถึงแม้ผู้ที่จองไว้ทาง pre-registration มาถึงโรงหนังก่อนหนังฉายก็ตาม

 

อย่างเช่น หนังฉายเวลา 20.30 น. เพราะฉะนั้นสิทธิที่ pre-register ไว้ก็จะถูกยกเลิกตอน 19.00 น. ดังนั้นถ้าหากผู้ที่ pre-register ไว้มาถึงโรงหนังในเวลา 19.35 น. เขาก็อาจจะพบว่าไม่มีตั๋วหนังเหลือสำหรับเขาแล้ว ถึงแม้หนังฉายในเวลา 20.30 น.ก็ตาม

 

3. เราได้ลองไปดูหนังใน BKKIFF ที่ไอคอนสยามมาแล้วในวันที่ 14-15 ก.ย. แล้วก็พบว่า เวลารับตั๋ว เรายื่นอีเมล google forms การลงทะเบียนหนังเรื่องนั้นให้เขาดู แล้วเขาก็ดูที่อีเมล google forms ของเรา ว่าในอีเมลนั้นมีชื่อนามสกุลตรงกับข้อมูลการลงทะเบียนที่เขามีอยู่หรือเปล่า

 

4. เพราะฉะนั้นเราก็เลยเข้าใจว่า กรณีแบบนี้เราอาจจะสามารถให้เพื่อนหรือสามีรับตั๋วแทนเราได้ ถ้าหากเรามีเพื่อนหรือสามีที่สะดวกไปรับตั๋วแทนเราในเวลามากกว่า 90 นาทีก่อนหนังฉาย โดยเรา forward อีเมลของเราให้เพื่อนหรือสามี แล้วเพื่อนก็แจ้งชื่อนามสกุลของเรา + ยื่นอีเมลนั้นเพื่อรับตั๋วแทนเรา + เลือกที่นั่งแทนเรา แล้วพอเราเดินทางไปถึงหน้าโรงหนัง เราก็ค่อยรับตั๋วนั้นจากเพื่อนหรือสามีของเรา

 

5. เพราะฉะนั้นถ้าหาก cinephile ท่านใดมีปัญหาเรื่องการวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ แล้วอาจจะไปรับตั๋วไม่ทัน 90 นาทีก่อนหนังฉาย คุณก็อาจจะต้องให้เพื่อน ๆ หรือสามีตามกฎหมาย, สามีชั่วคราว, ผัวเช่าของคุณ, etc. ไปรับตั๋วแทนก็ได้นะคะ โดย forward อีเมลที่คุณ pre-register ไว้ไปให้สามีหรือเพื่อน ๆ รับตั๋วล่วงหน้าแทนคุณ เราเข้าใจเอาเองว่าสิ่งนี้สามารถกระทำได้นะ คือเราอาจจะไปไม่ถึงโรงหนังในเวลา 90 นาทีก่อนหนังฉาย แต่ถ้าหากเรามีเพื่อน ๆ หรือสามีที่ทำแบบนั้นแทนเราได้ เราก็อาจจะ forward อีเมลของเราไปให้เพื่อน ๆ หรือสามีเพื่อใช้ในการรับตั๋วล่วงหน้าแทนเรา

 

ถ้าหากสิ่งนี้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้จริง cinephiles ก็อาจจะต้องรีบฟอร์มทีมกันเพื่อช่วยกันรับตั๋วล่วงหน้าแทนเพื่อน ๆ ที่ต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆค่ะ

+++

Films seen on Monday 14 September 2026

 

In my preferential order

 

1. HOPE (2026, Na Hong-jin, South Korea, IMAX, 160min, A+30)

 

2. UNTIL SHE REMEMBERS (2026, Brillante Mendoza, Philippines, lesbian film, B )

 

ดูในเทศกาล BKKIFF มีโฆษณา 20 นาทีก่อนหนังฉายนะ

 

ในวันที่ 14 ก.ย. เราได้ดูนิทรรศการ 2 อันด้วย ซึ่งก็คือ

 

1. DETECTIVE CONAN 30TH ANNIVERSARY TV SERIES EXHIBITION

ที่ไอคอนสยาม

 

2. ONE PIECE EXHIBITION

ที่ไอคอนสยาม

+++

 

THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
1. ชอบความ radically minimal ในหนังของ Achitaphon มาก ๆ เหมือนมันเป็นลายเซ็นของเขาเลย เพราะหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ บางเรื่องของ Achitaphon อย่างเช่น THE LADY’S TALE ปรัมปรากากี (2019, 100 min), BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, 73 min) และTHE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, animation, 10.05min) ที่เป็นการนำบทประพันธ์ดั้งเดิมมาดัดแปลงใหม่ ให้กลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ และแทบไม่เหลือเนื้อเรื่องเดิมอีกต่อไป เหลือแต่เพียงชุดภาพเคลื่อนไหวชุดหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม
ในแง่หนึ่งก็เลยรู้สึกว่า ภาพยนตร์กลุ่มนี้ของ Achitaphon มีความใกล้เคียงกับการดัดแปลง “เรื่องเล่า fiction” ทั้งนิยาย, นิทาน, ตำนาน ให้กลายเป็น paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง ที่ไม่ได้บอกกล่าวเล่าเรื่องให้แก่ผู้ชมโดยตรง มันเพียงแต่เป็นชุดภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก fiction แต่ตัว fiction นั้นผู้ชมต้องไปหาอ่านเอาจากที่อื่นเอง
เพียงแต่ว่าผลงานของ Achitaphon มันเป็น moving images/films ไม่ใช่ paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง
เราก็เลยรู้สึกว่า สิ่งนี้มันเป็นเอกลักษณ์ที่เราชอบมาก ๆ ในภาพยนตร์ของคุณ Achitaphon
2. ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิทาน “หลวิชัย คาวี” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัว, ลูกวัว, เสือ, แม่เสือ
ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราลืมเนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวีไปเกือบหมดแล้ว พอเราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกที เราก็เลยรู้สึกว่ามันรุนแรงมาก ๆ คือตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันรุนแรง แต่พอเรามาอ่านอีกทีตอนโต เราก็เลยรู้สึกว่า นิทานเรื่องนี้มันมีบางจุดที่น่าสนใจมาก ๆ และเนื้อเรื่องของมันมีบางจุดที่รุนแรงมาก ๆ คือหนักกว่า THE GOOD SON (1993, Joseph Ruben) หลายเท่า
คือเราชอบ THE GOOD SON มาก ๆ นะ เพราะ THE GOOD SON มันเป็นเรื่องของแม่ที่ต้องเลือกระหว่างจะช่วยชีวิตลูกชายนิสัยเลวของตัวเอง หรือช่วยชีวิตเด็กชายนิสัยดีที่เป็นลูกของคนอื่น ๆ เราว่าเนื้อเรื่องของ THE GOOD SON นี่มันโคตรจะ unique มาก ๆ และมันตั้งคำถามต่อ “สถาบันครอบครัว” ได้อย่างรุนแรงมาก ๆ
แต่ “หลวิชัย คาวี” นี่ไปไกลกว่า THE GOOD SON หลายเท่า กราบตีนมาก ๆ ชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่อง THE TIGER & THE COW ทำให้เราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกครั้งในตอนโต
3. แต่ THE TIGER & THE COW ก็แตกต่างจากตัวนิทานหลวิชัย คาวีนะ เหมือนมันตัดครึ่งเรื่องหลังทิ้งไป และถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด มันตัดส่วนที่ controversial ที่สุดของนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปด้วย แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราเข้าใจหนังเรื่องนี้ถูกหรือเปล่านะ บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ 55555
แต่เราก็ไม่ว่าอะไรนะ เพราะถ้าหากเราเป็นคนแต่งเรื่องหลวิชัย คาวี เราก็คงตัดส่วนที่ controversial ที่สุดในนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปเหมือนกัน
4.เนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวี นั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปัญญาสชาดก ตอน พหลาคาวีชาดก
ซึ่งเราเข้าใจว่า ตัวพหลาคาวีชาดกนั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่อง Punyakoti ของอินเดีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แม่วัวที่จะถูกเสือกิน แม่วัวเลยขอร้องเสือว่า ขอให้เธอได้กลับไปให้นมลูกวัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอจะกลับมาให้เสือกิน
ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เรารู้สึกว่าเราเพิ่งได้ดูหนังอินเดีย 2 เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีตัวละครพูดถึงนิทานเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่า มันคือหนังเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) กับหนังเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) หรือเปล่า
คือเราถามเอไอแล้วว่า ในหนังสองเรื่องนี้มีการพูดถึงนิทาน Punyakoti หรือเปล่า แต่เอไอบอกว่าไม่มี
แต่เราว่าตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือนะ หรือว่าเราจำหนังอินเดียผิดเรื่อง มีใครจำได้ไหมว่า ในหนังอินเดียสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือไหม หรือว่ามันอยู่ในหนังอินเดียเรื่องอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้
อย่าง A RIVER CALLED TITAS นี่ มันมีตัวละครตัวนึง (เจ้าหนี้ที่สำนึกผิด) ที่คล้ายกับในนิทาน Punyakoti มาก ๆ เราก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่ามันมีการพาดพิงถึงนิทานเรื่องนี้
5. อันนี้เป็นเนื้อเรื่องของ พหลาคาวีชาดก ที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทาน PUNYAKOTI
(จากเว็บไซต์ Vajirayana)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่เป็นอดีตส่วนล่วงแล้ว มีบุรุษคนหนึ่งอยู่ในโกศลราฐ บุรุษนั้นเลี้ยงแม่โคไว้ตัวหนึ่ง ชื่อนางพหลา นางพหลาคาวีนั้นมีลูกตัวหนึ่ง ในสมัยหนึ่งนางพหลาคาวีนั้น ออกจากบ้านจะไปแสวงหาหญ้ากับลูกของตนแล้วจึงไปกับด้วยฝูงโคทั้งหลาย นางพหลาคาวีนั้นเข้าไปในป่าแต่ตัวเดียว ส่วนลูกโคติดตามไปกับฝูงโคทั้งหลาย
ในกาลนั้น มีเสือโคร่งอยู่ในป่าตัวหนึ่ง ได้เห็นนางโคกินหญ้าอยู่คิดจะจับนางโคกินเป็นอาหารจึงเข้าไปใกล้นางโค นางโคเงยหน้าขึ้นแลเห็นเสือโคร่งแล้วจึงพูดว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ท่านมาจะต้องประสงค์อะไร
เสือโคร่งตอบว่าข้าจะมาจับเจ้ากินเป็นอาหาร นางโคจึงตอบว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงงดข้าพเจ้าไว้ก่อน ข้าพเจ้ามีลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง จะไปให้ลูกกินนมแล้วจะมาให้ท่านกินเป็นอาหาร เสือโคร่งจึงว่า ถ้าถ้อยคำของเจ้าเป็นคำจริงแล้วข้าจะงดให้เจ้า
นางพหลาคาวีก็ลาเสือโคร่งไปหาลูกพูดกับลูกว่า หา หา เจ้าลูกรักเจ้าจงรีบกินนมแม่เร็วๆ เถิด แม่จะไปให้เสือโคร่งกินเป็นอาหาร ลูกโคน้อยจึงถามแม่ว่า เหตุไฉนแม่จึงมาพูดกับข้าอย่างนี้ แม่โคจึงร้องไห้ด้วยความรักบุตรแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่บุตร ลูกโคน้อยจึงพูดกับแม่โคด้วยความภักดี และความกตัญญูในแม่โคว่า แม่อย่าไปให้เสือโคร่งกินเลยลูกจะไปให้เสือโคร่งกินแทนคุณแม่ แม่โคจึงพูดว่า เมื่อแม่จะมา แม่ได้ให้ปฏิญาณแก่เสือโคร่งไว้ว่าจะให้เสือกิน คำของแม่เป็นคำจริง ธรรมดาว่าคำจริงเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายก็สรรเสริญ ส่วนคำเท็จเป็นคำลามกเลวทรามใหญ่ เพราะเหตุนั้น ถึงสรีรร่างกายของแม่จะพินาศฉิบหายไปแม่ก็ไม่ละคำสัจ ในกาลนั้น แม่โคจึงเข้าไปยืนใกล้เสือโคร่ง ส่วนลูกโคน้อยก็เดินร้องไห้ตามไปยืนอยู่ข้างหลังแม่ จึงพูดกับเสือโคร่งว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงอนุเคราะห์กินข้า จงให้ชีวิตแก่มารดาข้าเถิด
สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ตรัสประทานพระธรรมเทศนาไว้ว่าอันธรรมดาว่า ความกตัญญูเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น ควรที่เสือโคร่งจะทราบได้ว่าลูกโคน้อย เป็นสัตว์กตัญญูแล้วงดโทษให้ ส่วนขันตีความอดกลั้นเล่า ก็เป็นกุศลธรรมอย่างประเสริฐกว่าบุญกุศลทั้งปวงเป็นสภาวธรรม ให้ได้สมบัติทั้งปวง เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมสรรเสริญ
ในกาลนั้นเสือโคร่งได้ฟังลูกโคน้อยพูดดังนั้นจึงพูดว่า ข้างดโทษให้เจ้า ข้าไม่กินเจ้าทั้งสองแล้ว
ครั้งนั้น ด้วยอำนาจเดชานุภาพสัจจะความจริง และขันตีความอดใจและความกตัญญูความที่รู้จักคุณผู้อื่นได้กระทำไว้ของสัตว์ทั้งสามนั้น จึงสำแดงอาการให้เร่าร้อนขึ้นไปจนถึงพิภพท้าวสักกเทวราช
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการทราบเหตุนั้นแล้ว จึงลงมาจากสวรรค์เข้าไปใกล้สัตว์ทั้งสามนั้น และสำแดงธรรมแก่สัตว์ทั้งสาม และพาสัตว์ทั้งสามนั้นไปยังเทวโลก ประทานทิพยวิมานอันเดียรดาษไปด้วยนางเทพอัปสรพันหนึ่ง พรั่งพร้อมไปด้วยโภคสมบัติทิพย์ กึกก้องไปด้วยการฟ้อนรำขับร้องและดุริยางดนตรีมีองค์ห้าประการ เกลื่อนกลาดไปด้วยธงชายและธงประฎากเป็นอันมาก สำเร็จไปด้วยกามคุณเป็นของทิพย์ให้แก่สัตว์ทั้งสามนั้นตนละพิมาน
ในกาลนั้น สัตว์ทั้งสามนั้น ก็สละอัตตภาพของตน ๆ เสีย กลับได้อัตตภาพเป็นเทวบุตรในสำนักท้าวสักกเทวราชแล้ว ก็เสวยทิพยสุขอยู่ในเทวโลก
ท้าวสักกเทวราชในกาลนั้น ประวัติกลับชาติมาในกาลนี้ เป็นพระอนุรุทธ์ผู้อุดมกว่าภิกษุที่เป็นทิพจักษุทั้งปวง เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ที่เที่ยวอยู่ในป่าในกาลนั้น มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ผู้พระพุทธบิดาในกาลนี้ นางพหลาคาวีในกาลนั้น มาเป็นพระนางสิริมหามายาผู้พระพุทธมารดาในกาลนี้ ลูกโคในกาลนั้น มาเป็นพระบรมโลกนาถในกาลนี้ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้
6. ส่วนอันนี้เป็นเรื่องย่อของ หลวิชัย คาวี
(จากเว็บไซต์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและเว็บไซต์ต่าง ๆ)
เนื้อเรื่องมีว่า หลวิชัยเป็นลูกแม่เสือที่ออกไปหาอาหารและทิ้งลูกไว้ให้อดนมจนหิวโซ ครั้นแม่โคและลูกเดินผ่านมาเห็นเข้า ลูกโคสงสารจึงอ้อนวอนแม่ให้นมแก่ลูกเสือ แม่โคใจอ่อนยอมให้นมลูกเสือ ลูกเสือสำนึกในบุญคุณ จึงชวนแม่โคและลูกไปอยู่ด้วยกันในถ้ำและให้สัญญาว่าจะไม่ให้แม่เสือทำร้ายสองแม่ลูก
แต่อยู่มาไม่นานแม่เสือก็ออกอุบายไปหาอาหารทิศเดียวกับแม่โคและกัดกินแม่โค ลูกเสือและลูกโคโกรธที่แม่เสือไม่รักษาคำพูดจึงช่วยกันฆ่าแม่เสือ แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางจนไปพบฤๅษี ฤๅษีแปลกใจเพราะผิดวิสัยที่สัตว์ทั้งสองจะเป็นมิตรกัน จึงถามสาเหตุจนทราบความ ฤๅษีชุบลูกเสือและลูกโคให้เป็นมนุษย์ชื่อว่าหลวิชัยและคาวี หลังจากทั้งสองคนเรียนวิชาจากฤๅษีจนสำเร็จแล้ว ฤๅษีจึงให้ไปเที่ยวหาบ้านเมืองครอบครอง ก่อนออกเดินทางฤๅษีได้ให้พระขรรค์วิเศษคนละเล่ม แล้วถอดดวงใจของทั้งสองไว้ในพระขรรค์มิให้ใครฆ่าได้
เมื่อทั้งสองเดินทางถึงเมืองจันทรบุรี หลวิชัยนอนหลับใต้ต้นไทรริมบึง ส่วนคาวีเดินไปตักน้ำในบึง ยักษ์ร้ายในบึงจะจับคาวีกิน ทั้งสองจึงต่อสู้กัน คาวีฆ่ายักษ์ได้ ท้าวมคธราช*และนางจันทรวดี*จะยกนางศรีสุดาธิดาให้เป็นคู่ครอง แต่คาวีปฏิเสธ ขอให้ยกนางให้หลวิชัยเพราะตนเป็นน้อง และบอกว่าถ้าหลวิชัยพบยักษ์ก่อนก็จะฆ่ายักษ์ได้เช่นเดียวกัน หลวิชัยได้เป็นอุปราชของเมืองจันทรบุรีและได้นางศรีสุดาเป็นชายา ก่อนคาวีจะออกเดินทางต่อไปตามลำพัง หลวิชัยได้เตือนคาวีให้เหน็บพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา แล้วนำดอกบัว 2 ดอกมาเสี่ยงทายว่า หากดอกบัวของฝ่ายใดเหี่ยวแสดงว่าฝ่ายนั้นกำลังทุกข์ร้อน
คาวีเดินทางไปถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ร้านรวงต่าง ๆ ยังมีข้าวของแต่ไม่มีผู้คน คาวีเข้าไปในพระราชวังก็ไม่เห็นคนสักคนเดียว จึงเข้าไปในครัวแล้วก่อไฟขึ้นเพื่อจะหุงห อาหาร ทันใดนั้นมีกลุ่มนกอินทรียักษ์บินมาจนท้องฟ้ามืดมิด กลุ่มนกอินทรีบินจะมาจิกกินคาวี คาวีใช้พระขรรค์ต่อสู้และฆ่านกอินทรียักษ์ตายเกือบหมด นกที่เหลือก็บินหนีไป
คาวีจึงเดินสำรวจพระราชวัง เห็นกลองใบใหญ่ พอเดินเข้าไปใกล้ได้ยินเสียงหญิงสาว ร้องว่า ” ช่วยเราด้วย ช่วยเราด้วย ” คาวีใช้พระขรรค์ กรีดหนังกลองก็พบพระราชธิดาชื่อ พระนางจันทร์สุดา คาวีจึงอภิเษกกับนางจันทร์สุดา ผู้คนที่หลบหนีไปเพราะกลัวนกก็อพยพกลับมาอยู่ที่เมือง บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิม
วันหนึ่งพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำ ผมของนางซึ่งมีกลิ่นหอมร่วง พระนางจึงใส่ผอบลอยน้ำไป ต่อมามีคนนำผอบผมหอมไปถวายท้าวสัณนุราช ท้าวสัณนุราชก็อยากทราบ ว่าผมนี้เป็นของผู้ใด จึงมีประกาศป่าวร้องว่า ถ้าใครรู้จักจะให้รางวัล ยายเฒ่าทัดประสาด ซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงของนางจันทร์สุดาก็รีบไปเข้าเฝ้าท้าวสัณนุราช แล้วบอกว่าเป็นเส้นผมของพระนางจันทร์สุดา ท้าวสัณนุราชจึงบอกให้ยายเฒ่าทัดประสาดหาทางนำนางมา แล้วก็ให้เงินทองแก่ยายเฒ่าเป็นอันมาก
ยายเฒ่ารีบกลับไปที่เมือง ทำทีเป็นขออยู่กับพระนางจันทร์สุดา แล้วก็ยุยงพระนางว่าคาวี คงมิได้ไว้ใจพระนางจันทร์สุดาจึงได้พกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาก็มีจิตใจไหวหวั่นหลงเชื่อ จึงถามคาวี ว่าทำไมคาวีจึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา
คาวีจึงบอกความลับว่า เพราะหัวใจคาวีอยู่ที่พระขรรค์ ถ้าใครนำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีก็จะตาย ด้วยเหตุนี้จึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาเมื่อได้ทราบเช่นนั้นก็หายแคลงใจ และได้นำความไปเล่าให้ยายเฒ่าฟัง ลืมไปว่าเรื่องนี้เป็นความลับ
ยายเฒ่าได้ฟังจึงเกิดความคิด ชวนให้คาวีกับพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำที่ชายทะเล คาวีและพระนางจันทร์สุดาถอดเครื่องทรงรวมทั้งพระขรรค์ให้ยายเฒ่าเก็บรักษา ยายเฒ่านำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีกำลังว่ายน้ำเล่นก็รู้สึกร้อนจึงรีบชวนนางจันทร์สุดาว่ายกลับเข้าฝั่ง
พอถึงชายหาดคาวีเห็นยายเฒ่ากำลังเผาพระขรรค์อยู่ ก็นึกโกรธที่พระนางจันทร์สุดาไม่รักษาความลับ แต่ยังไม่ทันพูดคาวีก็ล้มลงสิ้นสติ พระนางจันทร์สุดาตกพระทัยมากได้แต่ร่ำไห้ กอดร่างคาวี ยายเฒ่าจึงรีบให้ทหารของท้าวสัณ นุราชนำพระนางจันทร์สุดาไปถวายท้าวสัณนุราชที่เมืองพัทธวิสัย
หลวิชัยเดินทางไปช่วยคาวีได้ทัน เพราะดอกบัวเสี่ยงทายของคาวีเหี่ยว หลวิชัยเห็นพระขรรค์ที่ถูกไฟเผาเพียงแต่มัวหมองไปเท่านั้น จึงนำพระขรรค์ไปขัดล้างจนผ่องใส คาวีก็ฟื้นขึ้น
หลวิชัยแปลงตนเป็นฤๅษี และเสกคาวีให้ตัวเท่าตุ๊กตาใส่ย่ามออกเดินทางไปถึงเมืองพัทธวิสัย รับอาสาท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นหนุ่ม เมื่อได้ทีขณะเข้าพิธี หลวิชัยก็ผลักท้าวสันนุราชตกลงในกองไฟ แล้วให้คาวีแต่งองค์เป็นท้าวสันนุราชออกว่าราชการเพื่อหลอกให้ใคร ๆ เข้าใจว่าท้าวสันนุราชชุบตัวเป็นหนุ่มได้สำเร็จ และหลอกให้นางคันธมาลี มเหสีของท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นสาวบ้าง
นางคันธมาลีเข้าใจผิดคิดว่าคาวีคือท้าวสันนุราชองค์ชุบ นางหึงหวงสามีจนทะเลาะวิวาทกับนางจันท์สุดา ภายหลังนางคันธมาลีทราบความจริงว่า ท้าวสันนุราชคือคาวีพระสวามีของนางจันท์สุดา นางจึงส่งสาส์นให้ไวยทัตซึ่งเป็นหลานมาช่วยรบกับคาวี ไวยทัตแพ้ สุดท้ายนางคันธมาลี ไวยทัต และยายเฒ่าทัศประสาทถูกประหาร
7. สรุปว่า เราชอบแรงบันดาลใจที่ส่งต่อถึงกันของเรื่องเล่าชุดนี้ด้วย เหมือนมันเริ่มจาก
7.1 นิทาน Punyakoti ของอินเดีย ที่ยังคงถูกกล่าวถึงทั้งในภาพยนตร์บังกลาเทศระดับคลาสสิคเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) และหนังอินเดียยุคปัจจุบันเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) ถ้าหากเราจำไม่ผิด
7.2 นิทาน Punyakoti กลายเป็นแรงบันดาลใจให้พหลาคาวีชาดก ซึ่งถูกนำมาใช้สั่งสอนธรรมะตามหลักพุทธศาสนา
7.3 พหลาคาวีชาดก กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนิทาน หลวิชัย คาวี ที่มีเนื้อเรื่องต่อเติมเสริมเข้ามามากมายอย่างสนุกสนาน
7.4 หลวิชัย คาวี กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
8. และจริง ๆ แล้วเราคิดว่า นิทานเรื่อง หลวิชัย คาวีนี่ ดัดแปลงมาเป็น “หนังเกย์” ได้สบาย ๆ เลยนะ โดยเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง ให้ฤาษีชุบตัวลูกเสือกับลูกโค ให้กลายเป็นชายหนุ่มหล่อล่ำบึ้กสองคน ชื่อหลวิชัย กับคาวี ที่กลายเป็นคู่เกย์ออกผจญภัย แล้วเนื้อเรื่องการผจญภัยของสองหนุ่มเกย์ลูกเสือลูกโคต่อจากนี้ก็จะเป็นแบบนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ของไทย ผสมกับ picaresque novel 55555

หลวิชัย คาวี

https://pubhtml5.com/seiu/lctv/basic/

Thursday, September 10, 2026

ARSENIC BOMBS (2026, ThaDa Lab, video installation)

 

PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, approximately 11min)

 

ดูที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02fbSNGWsgMBSgSotWpdby6nGYNv6JySzatf4tzi8ZSs7nwgVWBwnnuSqX9FRvLnqul

+++

 

หลังจากเราได้เดินทางไป DOC CLUB ที่ตึก CLOUD 11 ในช่วงวันที่ 5-8 ก.ย. ติดต่อกัน 4 วัน เราก็เลยวางแผนว่า วันหลังเราอาจจะพกพัดลมห้อยคอติดตัวไปด้วย 55555

 

คือเราเป็นคนที่เหงื่อออกง่ายมาก ๆ น่ะ แล้วช่วง 4 วันที่ผ่านมา เราเดินทางไปดูหนังในรอบราวเที่ยง ๆ ที่ Doc Club เราก็เลยเดินบน skywalk จากสถานีปุณณวิถีไปที่ตึก True Digital Park + ตึก Cloud 11 ในช่วงเวลาที่แดดออกแรงมาก แต่กว่าเราจะเดินไปถึงตึก เหงื่อเราก็ออกแล้ว และเราก็ไม่อยากเข้าโรงหนังขณะที่เหงื่อออกตัวเหม็น

 

เหมือนตอนวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. วันนั้นแดดไม่จัดนะ เราก็เลยยังไม่เจอปัญหาใดๆในการเดินทาง แต่ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. เราเดินจากสถานีปุณณวิถีไปถึงตึก True Digital Park แล้วเราก็พบว่าเราเหงื่อออกแล้ว และเราไม่อยากตัวเหม็น เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการกินไอติม Dairy Queen เพราะว่าไอติมจะช่วยให้เหงื่อเราหยุดไหลได้อย่างรวดเร็ว

 

วันนี้ 8 ก.ย. เราก็เจอปัญหาเดิมอีก กว่าเราจะเดินบน skywalk จากสถานีปุณณวิถีไปถึงตึก Cloud 11 เหงื่อเราก็ออกแล้ว เราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการกินไอติมร้าน The Queen ตรงทางเข้าตึก Cloud 11 เพื่อให้เหงื่อของเราหยุดไหลโดยเร็ว

 

เราก็เลยกะว่า วันหลังเราอาจจะพกพัดลมห้อยคอติดตัวไปด้วย เพื่อช่วยลดปัญหานี้

 

หรือว่าบางที สิ่งนี้อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างให้เราซื้อไอติมรสต่าง ๆ มากินได้ทุกวันโดยที่เราไม่ต้องรู้สึกผิด 55555

+++

 

ARSENIC BOMBS (2026, ThaDa Lab, video installation)

 

ชอบงานนี้มาก ๆ เป็น video เกี่ยวกับมลพิษแม่น้ำทางภาคเหนือของไทย ตัววิดีโอจะฉายลงไปบนจอรูปร่างประหลาด ตัวจอทำจากดินริมฝั่งแม่น้ำกก ส่วนรูปทรงของจอนั้นอิงมาจากรูปทรงโมเลกุลของ arsenic ในสองสถานะ แต่ตอนดูวิดีโอนี้เราไม่ได้จดไว้ว่า สองสถานะของ arsenic นั้นคือสองสถานะอะไรบ้าง

 

เราชอบมาก ๆ ที่มีการออกแบบรูปทรงของจอวิดีโอให้เหมือนกับรูปทรงโมเลกุลของสารต่าง ๆ

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ชั้น 8 BACC

+++

 

วันนี้เราได้ไปดูหนังเรื่อง FOOD DELIVERY: FRESH FROM THE WEST PHILIPPINE SEA (2025, Baby Ruth Villarama, Philippines, documentary, 84min, A+25) ที่โรงหนังเซ็นจูรี่ อ่อนนุช พอดูหนังจบ เราลงบันไดมา ก็เจอร้านขนมพม่า Ambrosia พอดี เราก็เลยลองกิน “ขนมผู้ชายหล่อ” หรือขนมแพนเค้กข้าว Lu Chaw Gyi Mont ดู อร่อยมาก เดี๋ยววันหลังเราคงมาอุดหนุนร้านนี้อีก

+++

 

ทดลองให้ AI สร้าง “A painting that reflects the true spirit of Jit Phokaew” ผลที่ออกมาก็ถือว่าพอรับได้นะ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0m5MGWwSt6yzRzCV3wLp4s8pjeyGWV328qNzPg7CnzanhZTnLz36YGgx7yW6eFfBpl

 

Tuesday, September 08, 2026

CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

THE LAST TRANSCRIPT (2026, Cyrus James Khan, video installation)

 

อันนี้เป็นงาน video installation ที่ Cloud 11 นะ ตัวโรงหนังนี้ตั้งอยู่ตรงทางผ่านระหว่างเดินไป Doc Club ตัววิดีโอเหมือนมีความยาวไม่เกิน 10 นาที

 

งานนี้มีความเป็น interactive ด้วย เหมือนมันเปิดให้ผู้ชมบันทึกเสียงของตัวเองได้ และเล่นทำสัญญาณมือกับอุปกรณ์อะไรสักอย่าง แต่เราเล่นไม่เป็น 55555

 

Cyrus James Khan เป็นศิลปินที่มีเชื้อสายยุโรป + เปอร์เชีย + คิวบา

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0sYA7znn6kHmvvB5Ak1JxxeJ3Lfx8co3EwJadfL26JjJgFNDBkiM8V1gU8hzUxUm7l

 

+++

 

ในยุคสมัยที่ Doc Club ยังตั้งอยู่แถวซอยศาลาแดง ยุคนั้นเรามักจะไปกินอาหารที่ร้าน THE SPOTTED PIG เป็นประจำก่อนเข้าไปดูหนัง เพราะร้านนี้มันตั้งอยู่ใกล้ Doc Club และมันอร่อยดี

 

ตอนนี้ Doc Club ได้ย้ายมาอยู่ที่ Cloud 11 แล้ว วันนี้พอเราดูหนังที่ Doc Club เสร็จ เราก็เลยลองมากินอาหารเย็นที่ร้าน Bowlito ใน True Digital Park พอเราเปิดเมนูมา เราก็งง ๆ เพราะว่าเมนูมันคล้ายกับร้าน The Spotted Pig มาก ๆ พอเราลองเสิร์ชดู เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า ร้าน The Spotted Pig มันอยู่ในเครือของ Bowlito นี่เอง

 

เพราะฉะนั้นเวลาเรามาดูหนังที่ Doc Club ที่ Cloud 11 แล้วเราอยากย้อนรำลึกถึงความหลังสมัย Doc Club ยังตั้งอยู่แถวศาลาแดง เราก็จะต้องมากินอาหารที่ร้าน Bowlito และกินไอติมที่ร้าน Guss Damn Good ใน True Digital Park เพื่อให้ได้บรรยากาศแบบในอดีต 55555

 

แต่ในยุคที่ Doc Club ยังตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 นั้น พวกเราเคยไปกินอาหารอินเดียใต้ที่ Woodlands Inn ในซอยเจริญกรุง 32 หลังจากดูหนังที่ Doc Club ในยุคนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเราอยากย้อนรำลึกถึงความหลังในยุคที่ Doc Club ยังตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 เราก็ต้องไปกินอาหารอินเดียใต้ต่อหลังจากดูหนัง แต่เราก็ไม่รู้ว่ามีร้านอาหารอินเดียใต้ร้านไหนบ้างที่ตั้งอยู่ใกล้ Cloud 11

 

Edit เพิ่ม: เผื่อคนอ่านแล้วงง เราก็เลยจะเรียงลำดับเหตุการณ์ดังนี้ว่า

 

1. โรงหนัง Doc Club ยุคแรกเคยตั้งอยู่ที่เจริญกรุงซอย 30 ซึ่งพอเรากับเพื่อน ๆ มาดูหนังที่ Doc Club เสร็จ เรากับเพื่อน ๆ ก็เคยไปกินอาหารอินเดียใต้กันต่อที่ Woodlands Inn ในซอยเจริญกรุง 32

 

2. ตอนหลัง Doc Club ได้ย้ายมาอยู่แถวซอยศาลาแดง ซึ่งในยุคนั้นเรามักจะไปกินอาหารที่ร้าน The Spotted Pig และกินไอติมที่ร้าน Guss Damn Good ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ Doc Club ในยุคนั้น

 

3. ตอนนี้ Doc Club ได้ย้ายมาอยู่ที่ Cloud 11 แถวปุณณวิถี + อุดมสุข เราก็เลยลองมองหาร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อใช้ฝากท้องก่อนดูหนังและหลังดูหนังที่ Doc Club ในยุคนี้

+++

 

เพิ่งเห็นว่ามีสิ่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ ๆ โรงหนังเมเจอร์ เอกมัย

+++

 

CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

วิดีโอนี้อยู่ที่ชั้น 8 BACC เราชอบสุดขีด เราชอบที่มันเชื่อมโยงเรื่องหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ที่ฝ่ายเทพทำตัวเลวร้าย, การถือกำเนิดของแม่วัวสุรภี, ฟาร์มโคนมหนองโพ, นิทานเกี่ยวกับสามสาว และการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

 

เนื้อหา copy มาจากโพสท์เก่าของเราเอง 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02sFtHvc4cq2uVGSeckkf1sRqJYqioAy1zD2ctngpLq6PMyNiHrKZ6KvuzCC1bKB2dl

 

  

Monday, September 07, 2026

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

น่าสนใจ นึกว่าต้องปะทะกับ Joel-Peter Witkin และหนังของ Olivier Smolders

+++

 

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

เจ้าหน้าที่สถานทูตเม็กซิโกคนนึงหล่อมาก 55555

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้แค่ 3 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, 97min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติในเม็กซิโก ซึ่งตรงกับประเด็นที่เราสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงหนังเม็กซิโกยุคบุกเบิกด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่อง THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 223min, A+30) ซึ่งเคยมาฉายที่โรงลิโด และถือเป็นหนังที่เราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่หนังเรื่อง LA BOLA นี้ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Enrique Rosas และ THE GREY AUTOMOBILE ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในเม็กซิโก

 

เพิ่งรู้จาก LA BOLA ว่า เม็กซิโกมี genre หนังเกี่ยวกับการปฏิวัติด้วย เพราะเราไม่เคยดูหนังใน genre นี้มาก่อนเลย เหมือนหนัง genre นี้แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยากให้มีคนนำหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยมาก ๆ

 

ตัวอย่างหนังใน genre นี้

 

1.1 PRISONER 13 (1933, Fernando de Fuentes, 76min)

เกี่ยวกับกลุ่ม Huertistas

 

1.2 GODFATHER MENDOZA (1934, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Zapatistas

 

1.3 LET’S GO WITH PANCHO VILLA (1936, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Villistas

 

1.4 ENAMORADA (1946, Emilio Fernández)

 

1.5 HIDDEN RIVER (1948, Emilio Fernández)

 

2. SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30)

 

หนังเลสเบียนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ๆ แต่ประเด็นเรื่องเลสเบียนเป็นประเด็นรองในหนังนะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนสาวนักบาสที่สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เธอก็เลยออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง

 

3. LUNA NEGRA (2023, Tonatiuh García, Mexico, A+30)

 

หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีตัวละครบางตัวเป็นเลสเบียน

 

แล้วในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. หลังจากเราได้ดู SE BUSCA กับ LUNA NEGRA แล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง GIRLS LIKE GIRLS (2026, Hayley Kiyoko, A+30) ต่อ มันก็เลยกลายเป็นว่า วันนั้นเราได้ดูหนังเลสเบียน 3 เรื่องควบโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

หวังว่าหนังจะยืนโรงนานเป็นเดือนนะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

+++

 

สรุปความชีพจรลงง่ามตีนในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2026

 

1. ดูหนังเรื่อง INVISIBLE PEOPLE (2024, Alisa Berger, France/Germany, about Japan, documentary, A+30) รอบ 12.00 น. ที่ Doc Club ในตึก Cloud 11

 

2. ดูหนังเรื่อง DISTANT SHORES (2025, Thibault Verneret, France, documentary, A+30) รอบ 13.30 น. ที่ Doc Club

 

3. ดูหนังเรื่อง THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30) รอบ 14.45 น. ที่ Doc Club

 

เราขอจัดให้ THE CALF DOLL ไปอยู่ในลิสท์หนัง fiction ของเราเวลาเราจัดอันดับประจำปีนะ คือหนังเรื่องนี้มันมีความ documentary ผสมอยู่ด้วย แต่ถ้าให้เราจัดอันดับหนังของเราเอง เราเอาหนังเรื่องนี้ไปแข่งในสาย fiction แทนแล้วกัน 55555

 

4. นั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยสุขุมวิท 101/1 (ตรงข้ามตึก Cloud 11) ไปซีคอนสแควร์

 

5. ดูหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30) ที่ TCDC Commons ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

6. ดูงานวิดีโอ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, around 11min) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

7. ดูนิทรรศการ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

8. ดูนิทรรศการ CLOUDY AND FRIENDS: HAPPINESS IN THE ISAN COUNTRYSIDE (2026, Tanatip Nachalong) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

9. กินอาหารเย็นที่ร้าน Bratbox ซีคอนสแควร์

 

10. อยากไปดูหนังอินเดียเรื่อง MIRZAPUR: THE MOVIE (2026, Gurmmeet Singh, India, 195min) แต่เห็นคนแน่นโรง เราเลยเปลี่ยนใจไปดู ALL WISHES COME TRUE! (2026, Mu Zhengyang, China, animation, A+30) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รอบ 20.30 น. แทน

 

สรุปว่า วันนี้ออกจากอพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี ไปดูหนังสารคดี 3 เรื่องแถวปุณณวิถี เสร็จแล้วไปดูหนัง + video installation ที่ซีคอนสแควร์ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามา Central World เพื่อดูหนังจีน

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ 55555

Sunday, September 06, 2026

BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT (1956, Tae Prakardwutthisan, documentary/video installation, 29min)

BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT (1956, Tae Prakardwutthisan, documentary/video installation, 29min)

 

ดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูงานชิ้นนี้ งานนี้เป็นเหมือน video installation ที่ทำมาจากฟิล์ม 16 มม.ของคุณ Tae Prakardwutthisan ซึ่งเป็นบันทึกเบื้องหลังกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง ไฟชีวิต (1956, Ladda Saratayon)

 

เราเข้าใจว่ากองถ่ายนี้ได้ไปถ่ายทำกันที่ฮ่องกงด้วยนะ เพราะฉะนั้นหนังสารคดีเรื่องนี้ก็เลยเหมือนได้บันทึกภาพฮ่องกงในทศวรรษ 1950 ไว้ด้วย ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังบางเรื่องที่บันทึกภาพฮ่องกงยุคเก่า ๆ เอาไว้ อย่างเช่น PALIMPSEST: THE STORY OF A NAME (2025, Mary Stephen, Hong Kong, documentary, A+30), WHAT RULES THE INVISIBLE (2022, Tiffany Sia, USA, A+30), BALLAD ON THE SHORE (2017, Ma Chi Hong, Hong Kong, documentary, A+30)

 

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นบันทึกการทำงานของคุณ Ladda Saratayon ที่เคยกำกับหนังเรื่อง ไฟชีวิต (1956) และขบวนเสรีจีน (1958) เราก็เลยถ่ายรูปเรื่องย่อของหนังสองเรื่องนี้จากหนังสือ “ภาพยนตรานุกรมแห่งชาติ” มาลงไว้ด้วย เพราะว่าพอดู BEHIND THE SCENES OF FAI CHEEVIT แล้ว มันก็ทำให้อยากรู้ต่อไปว่า หนังเรื่อง ไฟชีวิต กับ ขบวนเสรีจีน มันมีเนื้อเรื่องอย่างไร

 

พอพูดถึงคุณ Ladda Saratayon แล้ว เราก็เลยนึกถึงคุณประเทือง ศรีสุพรรณ ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรกของไทยด้วย เราก็เลยถ่ายรูปเรื่องย่อหนังของคุณประเทืองมาลงไว้ด้วยเช่นกัน โดยคุณประเทืองเคยกำกับหนังเรื่อง ทาษรัก (1953) ร่วมกับคุณรังสี ทัศนพยัคฆ์ และเคยกำกับหนังเรื่อง สุดที่รัก (1955)

 

เสียดายที่ตอนนี้เราน่าจะหาหนังเรื่อง ไฟชีวิต, ขบวนเสรีจีน, ทาษรัก และสุดที่รัก มาดูไม่ได้แล้ว

 

เราได้ดูหนังไทยในทศวรรษ 1950 แค่ไม่กี่เรื่อง อย่างเช่น โตนงาช้าง (1951, แท้ ประกาศวุฒิสาร, ประชุม จุลละภมร), ดรรชนีนาง (1953, ส. อาสนจินดา, ศักดิ์เกษม หุตาคม), ทะเลรัก (1953, ขุนวิจิตรมาตรา), DEAD MAN’S VOICE คำสั่งคำสาป (1954, Burnet Lamont), SANTI-VINA (1954, Khru Marut),  ห้วงรักเหวลึก (1955, สมควร กระจ่างศาสตร์), เศรษฐีอนาถา (1956, วสันต์ สุนทรปักษิณ)

 

เราก็เลยไม่แน่ใจเรื่องบรรยากาศทางการเมืองในประเทศไทยในทศวรรษ 1950 แล้วเราก็เลยแอบสงสัยว่า ประเทศไทยในทศวรรษ 2490 ซึ่งเป็นยุคก่อนสฤษดิ์ นี่มันเป็นยุคที่ประเทศไทยยังดูดีมีความหวังหรือเปล่าน่ะ 55555 เหมือนกับไทยในยุคปี 1993-2005 ที่เป็นยุคที่ประเทศไทยดูรุ่งเรือง เจริญ ศิวิไลซ์ ดูดีมีความหวังมาก ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายเมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2006

 

เหมือนหนังไทยที่เราได้ดูในยุคก่อนสฤษดิ์ มันดูแตกต่างจากหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม น่ะ เพราะว่าหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม มันเหมือนเต็มไปด้วยหนังบู๊ มีพระเอกนักบู๊ มีกลุ่มผู้ร้าย มีความขาวจัด ดำจัด ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเหมือนแตกต่างจากหนังไทยในยุคก่อนสฤษดิ์ แต่เราก็ได้ดูหนังไทยยุคเก่า ๆ แค่ไม่กี่เรื่อง เราก็เลยไม่แน่ใจในเรื่องนี้

 

เราก็เลยสงสัยว่า จริง ๆ แล้วหนังไทยในยุคก่อนสฤษดิ์ กับหนังไทยในยุคสฤษดิ์ + ถนอม มันมีความแตกต่างกันจริง ๆ หรือเปล่า และความแตกต่างกันนี้ มันเกี่ยวข้องกับบรรยากาศทางการเมืองในไทยด้วยหรือเปล่า

 

หนังยุคนั้นอีกเรื่องที่เราเคยดู คือ กังวานไพร (1954, ส. อาสนจินดา)

+++

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เราได้ดู RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE (2014, Khavn de la Cruz, Philippines, A+30) ในวันที่ 18 พ.ย. 2015 ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok

 

จำได้ว่าพอดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว Filmsick ก็พูดในทำนองที่ว่า “หนังเรื่องนี้เล่าเนื้อเรื่องทั้งหมดจบแล้วในช่วง “แนะนำตัวละคร” ใน 3 นาทีแรก คือเนื้อเรื่องจริง ๆ มีเพียงแค่ 3 นาทีแรก คือแค่หนังแนะนำตัวละคร คนดูก็เดาได้เองว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดมันควรจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลือของหนัง หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่องใด ๆ อีกต่อไป” ซึ่งเราชอบวิธีการแบบนี้อย่างสุดขีด

 

RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE ติดอันดับ 46 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2015

+++

 

FLAMING BROTHERS หลังกระแทกฝา (1987, Joe Cheung, Hong Kong) น่าดูสุดขีด เพราะหนังเรื่องนี้เขียนบทโดย Wong Kar-wai

+++

 

หลี่เหลียงเหว่ย (Raymond Lui) นี่คือหนึ่งในดาราคนแรก ๆ ที่ทำให้เราเกิดอารมณ์ทางเพศ 55555

 

เห็นผังรายการแล้วน้ำตาจะไหล เพราะเราชื่นชอบปอบผีฟ้า กับศึกชิงจ้าวยุทธจักร THE WATER LEGEND (60 episodes) อย่างรุนแรงมาก ๆ อยากดูละครเรื่อง “จิตไม่ว่าง” มาก ๆ ด้วย

+++

 

วันนี้เราได้ดูหนังเรื่อง VIA DOLOROSA (2025, Tal Elkayam, Israel/Palestine, documentary, 12min, A+30) ในเทศกาล What The Doc Film Festival ซึ่งตอนแรกเรานึกว่ามันคือหนังที่เราเคยดูไปแล้ว เพราะเราจำได้ว่า เราเคยดูหนังปาเลสไตน์เรื่อง VIA DOLOROSA ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้

 

แต่พอดูจริง ๆ ปรากฏว่ามันไม่ใช่ เพราะมันมีหนังปาเลสไตน์ 2 เรื่องที่ใช้ชื่อว่า VIA DOLOROSA เหมือนกัน ส่วนหนังที่เราเคยดูไปแล้วคือ VIA DOLOROSA (2021, Oraib Toukan, Palestine, 21min, A+30)

++++

 

Arnold Tam ถือเป็นผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่มาแรงจริง ๆ ในปีนี้ เพราะเมื่อต้นปีเราเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง ANATOMY OF THE CALL (2024, Hong Kong, 18min, A+30) ของเขาในงานฉายหนังฮ่องกงของกลุ่ม Wildtype ปรากฏว่าหนังอีกเรื่องของเขาก็ได้เข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาล What the Doc Film Festival ในช่วงนี้ด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่อง LOVE IN THE GAZE OF A PANOPTICON (2025, Hong Kong, 20min, A+30) เพราะฉะนั้นก็เลยถือได้ว่า Arnold Tam มีหนังสองเรื่องได้เข้าฉายในกรุงเทพในปีนี้

  

Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.”

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 


Saturday, August 15, 2026

AIR CONDITIONER PROBLEMS

 

เมื่อวานซ่อมแอร์น้ำหยด ช่างแก้ไขด้วยการเพิ่มฉนวนใหม่และพันท่อใหม่

 

ปีนี้เป็นปีที่ห้องเรามีปัญหาเรื่องแอร์บ่อยมาก นี่คือการให้ช่างมาซ่อมแอร์ที่ห้องเราเป็นครั้งที่ 5 แล้วในปีนี้

 

ครั้งที่ 1 แอร์มีเสียงดังเสียดสีตลอดเวลา ช่างมาซ่อมแล้วเจอน็อตหลุดในแอร์ พอแก้ไขจุดนี้ได้ เสียงเสียดสีในแอร์ก็หายไป แต่แอร์ก็มีปัญหาเสียงดังเปรี้ยงทุกครั้งที่มัน restart จนเราสะดุ้งตื่นทุกครั้ง หรือสะดุ้งตื่นทุก 15 นาทีที่มัน restart

 

ครั้งที่ 2 ให้ช่างมาแก้ไขปัญหาแอร์เสียงดังเปรี้ยงทุกครั้งที่มัน restart แต่ช่างแก้ไขไม่ได้

 

ครั้งที่ 3 ให้ช่างจากอีกร้านนึงมาแก้ไขปัญหาแอร์ดังเปรี้ยง ช่างก็เลยเปลี่ยนตัวสตาร์ทให้ แก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

 

ครั้งที่ 4 แอร์น้ำหยดอย่างรุนแรง ก็เลยให้ช่างมาล้างแอร์ครั้งใหญ่ ส่งผลให้ปัญหาน้ำหยดอย่างรุนแรงหายไป และส่งผลให้เสียงที่เหมือนมีลมพายุหมุนพัดอยู่ในแอร์หายไปด้วย แอร์เงียบและเย็นฉ่ำชื่นใจดีมาก

 

ครั้งที่ 5 แอร์น้ำหยดแหมะ ๆ แบบไม่รุนแรง ช่างมาดูแล้วก็เลยแก้ไขด้วยการเพิ่มฉนวนใหม่และพันท่อใหม่ แก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

 

แอร์ห้องเรามันเก่ามากแล้วนะ น่าจะมีอายุอย่างน้อย 14 ปี เพราะเราย้ายเข้ามาอยู่ห้องนี้ในอพาร์ทเมนท์ตั้งแต่ปี 2012

 

หวังว่าปัญหามันจะยุติลงเพียงเท่านี้นะ 555

 

เนื้อเรื่องข้างบนเป็นเรื่องจริง แต่ตัวภาพนี้เราใช้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ

+++

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราได้รับรู้เรื่อง “การห้ามสอนภาษาจีนในไทย” ครั้งแรก ๆ จากวิดีโอ LIVING MUSEUM 2 NOSTALGIA (2015, Kamol Phaosavasdi, video installation) นะ เหมือนในวิดีโอนั้นมีการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ในย่านนางเลิ้ง แล้วบางคนก็เล่าถึงโรงเรียนสอนภาษาจีน ที่เคยสอนแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้ทางการไทยรู้

 

แต่ไม่รู้ว่าเราจำผิดหรือเปล่านะ มีใครจำได้บ้างไหมว่า LIVING MUSEUM 2 NOSTALGIA (2015, Kamol Phaosavasdi, video installation) นี่มีพูดถึงประเด็นนี้ด้วยหรือเปล่า

Sunday, August 09, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

อยากดู STROMBOLI (1950, Roberto Rossellini), EUROPE ’51 (1951, Roberto Rossellini), JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) และ A MATTER OF LIFE AND DEATH (1946, Michael Powell, Emeric Pressburger) หวังว่าจะมีคนนำหนัง 4 เรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้กิน Beetroot pasta ชอบสีของพาสต้ามาก ๆ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าสี red pink หรือเปล่า

+++

 

RIP WILLIAM ORBIT (1956-2026)

 

ชอบเพลง BARBER’S ADAGIO FOR STRINGS (1999) ของ William Orbit มาก ๆ นึกว่าต้องใช้เพลงนี้เป็นเพลงธีมของตัวละครอะไรสักตัวในโลกจินตนาการของเรา

+++

 

เราชอบเพลง CLOSE BUT NO CIGAR (1992) ของ Thomas Dolby มาก ๆ

+++

 

นางตัวร้ายที่ดูโง่มาก แต่เราชอบมาก

 

ก็คือนางตัวร้ายที่ใช้ร่มเป็นอาวุธ ในละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, Japan, TV series, 42 episodes, A+30) เธอดูโง่มาก แต่เราประทับใจ 55555

https://in.pinterest.com/pin/778419116879366895/

+++

 

เมื่อวานนี้เราก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนนี้เหมือนกัน แต่เราไม่ทันสังเกตว่ามันไม่มีเสียง พอวันนี้ได้อ่านข่าวแล้วก็ประทับใจ เพราะทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า “เป็นการตั้งใจส่งข้อความแบบไม่มีเสียง เนื่องจากหากโทรศัพท์ของผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุมีเสียงแจ้งเตือน อาจเปิดเผยตำแหน่งและเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น จึงแตกต่างจากกรณีภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมฉับพลัน ที่จำเป็นต้องใช้เสียงแจ้งเตือนเพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพ”

+++

 

2026

 

เป็นปีที่มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นเยอะมากในไทย จนต้องเริ่มโน้ตไว้

 

(ข้อมูลจาก google, AI, BBC)

 

16 พ.ค.

เหตุการณ์รถไฟสินค้าพุ่งชนรถเมล์สาย 206 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 15.36 น. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน กรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย

 

12 ก.ค.

เวลาประมาณ 23.57 น. เพลิงไหม้ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดัง (โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บ 73 ราย

 

26 ก.ค.

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าจับกุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี และนายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" อายุ 39 ปี จากเบาะแสการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย น.ส.ไดอานา นาซีโมวา อายุ 22 ปี และนายโรมัน นาซีโมวา อายุ 17 ปี ซึ่งขาดการติดต่อกับผู้ใกล้ชิดไปโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 

 

แต่ก่อนหน้านี้นายป๋องพร้อมพวกอีก 3 คน ได้แก่ นายธง, นายอัษฎางค์ หรือ "บอล" ชูวงษ์ อายุ 25 ปี และ นายชัชนันท์ หรือ "ฟลุ๊ค" แป้นเอี่ยม อายุ 23 ปี ร่วมกันลงมือสังหารสามพ่อแม่ลูกชาวไทยและนำศพไปฝังไกลจากจุดที่ฝังอำพรางศพพี่น้องชาวรัสเซียประมาณ 2 กิโลเมตร

 

รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายได้แก่ นายวิเชียร วงษา อายุ 53 ปี (บิดา), น.ส.ฉันทนา วงษา อายุ 50 ปี (มารดา) และ น.ส.นิชาภา วงษา อายุ 18 ปี ลูกสาว ทั้งหมดเป็นชาวบ้านใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลุบรี ซึ่งญาติแจ้งความคนหายกับ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา

 

7 ส.ค.

เหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 8 ราย ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บล่าสุดมี 22 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนที่บาดเจ็บสาหัส 7 ราย

 

แล้วก็ยังมีปัญหามลพิษในแม่น้ำภาคเหนือจากเหมืองแร่ต่าง ๆ ใน Myanmar, แผนลอบสังหารนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม และนายสุนทร คมคาย สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม, etc.

 

ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไปในปีนี้

 

ภาพจาก 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke, Austria)

+++

 

ซื้อขนมลูกตายี่ห้อ Trolli มากิน เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

+++

 

อยากดูหนังที่ Clint Eastwood กำกับหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น

 

1. BIRD

ติดอันดับ 5 ประจำปี 1988 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

2. TRUE CRIME

ติดอันดับ 6 ประจำปี 1999 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

3. SPACE COWBOYS

ติดอันดับ 9 ประจำปี 2000 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

4. FLAGS OF OUR FATHERS

ติดอันดับ 10 ประจำปี 2006 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

5. THE MULE

ติดอันดับ 8 ประจำปี 2019 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

NATHALIE GRANGER (1972, Marguerite Duras, France, 83min)

+  JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, Belgium, 202min)

+ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, Thailand, video installation, 208min)

 

1. หนัง 3 เรื่องที่ใช้ชื่อตัวละครหญิงมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ต่างก็เน้นไปที่ “กิจวัตรประจำวัน” ของตัวละครหญิง แทนที่จะเน้นการเล่าเรื่องแบบ “ตัวละครเอกเผชิญอุปสรรคสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องเอาชนะให้ได้” ตามสูตรสำเร็จของภาพยนตร์โดยทั่ว ๆ ไป การที่หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเชิดชู “กิจวัตรประจำวันของตัวละครหญิง” แทนที่จะเน้น “เหตุการณ์ดราม่าอันยิ่งใหญ่” ส่งผลให้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้เหมาะที่จะนำมาฉายเทียบเคียงกันมาก ๆ

 

2. ถึงแม้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีสิ่งที่เหมือนกันตามย่อหน้าข้างต้น และก็ถือเป็นหนังที่เรารักอย่างสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็มีข้อแตกต่างกันที่น่าสนใจ อย่างแรกก็คือชื่อหนัง ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นจุดโฟกัสที่แตกต่างกันไปของหนังทั้ง 3 เรื่องนี้

 

2.1 NATHALIE GRANGER นั้นตั้งชื่อหนังตามชื่อตัวละครประกอบ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ส่วนตัวละครนำหญิงสองคนในเรื่องนี้คือ Isabelle (Lucia Bosé) และ “ผู้หญิงอีกคน” (Jeanne Moreau)

 

การตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ก็เลยถือเป็นปริศนาที่น่าขบคิด ว่าเพราะเหตุใดหนังถึงตั้งชื่อว่า NATHALIE GRANGER และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังก็อาจจะมองได้ว่าเป็นปริศนาที่น่าขบคิด เพราะหนังนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกชัดว่า “มันดำรงอยู่เพื่อจะบอกอะไรแก่ผู้ชม” หนังนำเสนอกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงสองคนที่น่าจะเป็นชนชั้นกลางฐานะดีประมาณนึง และหนังก็ไม่ได้บอกว่า ชีวิตของทั้งสองคนนี้มีความสำคัญอะไร มีเซลส์แมน (Gerard Depardieu) โผล่เข้ามาเจอสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร และก็มี “ฆาตกรสองคน” ออกอาละวาดใกล้บ้านของสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างที่น่าสนใจก็ได้ อย่างเช่น การฉีกหนังสือพิมพ์, การคว่ำรถเข็นเด็ก, etc.

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ชื่อหนัง รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายในหนัง มันอาจจะเอื้อให้ผู้ชมบางคนนำไปขบคิดหาความหมายในการดำรงอยู่ของมัน หรือในมุมมองของเรานั้น เราไม่ได้ตีความอะไรใด ๆ มากนัก เราไม่ได้ตีความชื่อเรื่อง หรือพยายามตีความเหตุการณ์ใด ๆ ในหนังอย่างจริงจัง แค่เราได้ดูสิ่งต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็มีความสุขสุดขีดแล้ว และเราก็มีความสุขเช่นกันกับการได้อ่านการตีความหนังเรื่องนี้ในแง่มุมของผู้ชมคนอื่น ๆ เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันสร้างความเพลิดเพลินให้กับเราได้ทั้งในสองระดับ เราดูแบบไม่ตีความเราก็มีความสุขมาก ๆ หรือถ้าหากคนดูคนอื่นๆ จะตีความ เราก็มีความสุขมาก ๆ เช่นกันกับการได้อ่านสิ่งที่คนอื่น ๆ  ตีความ

 

2.2 ชื่อเรื่องของ JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็น่าสนใจมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ชื่อตัวละคร แต่มีที่อยู่ของตัวละครด้วย ซึ่งเป็นที่อยู่เหมือนกับที่อยู่ที่ใช้ในการจ่าหน้าซองจดหมาย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แต่เราชอบมากที่

 

2.2.1 ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงการที่ Jeanne ติดต่อสื่อสารกับ sister ของเธอที่อยู่แคนาดา โดยผ่านทาง “จดหมาย”

 

2.2.2 การตั้งชื่อหนังแบบนี้ มันประหลาดและ unique ดี

 

2.2.3 เราชอบที่มันไม่มีคำ adjective ในชื่อหนังเรื่องนี้เลย เหมือนมันระบุถึงตัวตนของ Jeanne ในแบบที่ objective มาก ๆ ไม่มีการบรรยายถึงตัวตนของเธอโดยใช้คำ adjective เช่น young, old, beautiful, pretty, quiet, kind, cruel, crazy, witty, etc. เหมือนชื่อหนังเรื่องนี้ไม่มีการ judge ตัวตนใด ๆ ของ Jeanne แต่ปล่อยให้ผู้ชมประเมิน Jeanne ด้วยตัวเอง และผู้ชมแต่ละคนสามารถคิดหาคำคุณศัพท์มาใช้บรรยาย Jeanne ได้ด้วยตัวเอง

 

คือพอมันไม่มีคำคุณศัพท์ใด ๆ ไปกำกับ, ไป judge หรือไป “ครอบ” ตัวตนของ Jeanne ในชื่อเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าชื่อหนังเรื่องนี้มันเปิดโอกาสให้เรามอง “ตัวละคร” ในหนัง และอาจจะรวมถึงเปิดโอกาสให้เรามองบุคคลอื่น ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง โดย judge คนเหล่านี้น้อยลง และมองพวกเขาด้วยสายตาหรือด้วยหัวใจที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น มองเห็นความซับซ้อนของพวกเขาที่ในบางครั้งการใช้คำคุณศัพท์ใดๆ ไปบรรยายคนคนนั้นก็อาจจะกลายเป็นการลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้นลงไปได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

2.2.4 การที่ชื่อหนังเรื่องนี้เน้น “ที่อยู่อาศัย” ของ Jeanne มันก็อาจจะเป็นการสอดคล้องกับจุดโฟกัสสำคัญจุดนึงของหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเรื่องที่ Jeanne รับมือกับที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวเอง

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เน้นเรื่องสภาพที่อยู่อาศัยของ Jeanne น่ะ อย่างเช่นเรื่อง “เตียงนอนที่พับเก็บได้”, การเปิดปิดไฟตามทางเดิน, การประยุกต์ใช้ “บ้าน” เป็น “สถานที่ทำงานหาเงิน” และการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ในบ้านในการทำกิจวัตรประจำวัน

 

2.3 ส่วนชื่อเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หนังเรื่องนี้เน้นไปที่ความสามารถในการปั้นหม้อของคุณยายแบ่ง

 

เราก็เลยชอบชื่อหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ เพราะมันบ่งชี้ถึงจุดเด่นของหนังทั้ง 3 เรื่องได้ดี ชื่อหนัง NATHALIE GRANGER มันเหมือนเป็นปริศนาที่ท้าทายการตีความ, ชื่อหนัง JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็ทำให้เราโฟกัสไปยังที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวละคร และการมองมนุษย์โดยไม่ไปตัดสินและไม่ไปลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้น ส่วนชื่อหนัง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คุณยายแบ่งมีจุดเด่นเรื่องความสามารถในการปั้นหม้อ

 

3. ชอบ “การใช้แรงงานของผู้หญิง” ที่แตกต่างกันไปในหนังทั้ง 3 เรื่องด้วย

 

3.1 ตัวละครหญิงใน NATHALIE GRANGER มีฐานะดีที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ และพวกเธอก็ใช้แรงงานน้อยสุด แต่หนังก็ focus ไปยังกิจวัตรประจำวันบางอย่างของพวกเธอได้อย่างน่าประทับใจมาก หนังเรื่องนี้สามารถทำให้ “การเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะอาหาร” ซึ่งดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่ very uncinematic กลายเป็นอะไรที่ “เพริศแพร้วพิลาสพิไลงดงามจนสุดจะบรรยาย” ในโลกภาพยนตร์ขึ้นมาได้ โคตรมหัศจรรย์ของจริง

 

ชอบที่หนังมัน focus ไปยังสิ่งที่ยากจะพบเห็นในหนังเรื่องอื่น ๆ ทั้งการล้างจาน, เช็ดจานให้แห้ง, การเผาใบไม้, etc. กิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยถูกมองข้ามจากโลกภาพยนตร์ กลายเป็นอะไรที่เริ่มสำคัญขึ้นมา

 

3.2 หลังจากหนังเรื่อง NATHALIE GRANGER กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านก็ถูกเน้นย้ำให้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีกในหนังเรื่อง JEANNE DIELMAN และการที่ตัวละครนางเอกของ JEANNE DIELMAN มีฐานะยากจนกว่านางเอกสองคนของ NATHALIE GRANGER การใช้แรงงานของ Jeanne ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งขึ้นตามไปด้วย เพราะการทำงานต่าง ๆ ของ Jeanne ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งการทำอาหารที่มีขั้นตอนต่าง ๆ, การดูแลรักษาบ้าน และการขายบริการทางเพศ

 

เหมือน JEANNE DIELMAN เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสหรือเข้าใกล้ชีวิตแม่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามในโลกภาพยนตร์ยุคนั้นน่ะ ทั้งการปอกมันฝรั่ง, การเตรียมเนื้อสัตว์, การต้มกาแฟ, การล้างจาน, การขัดรองเท้า, การเก็บเตียงพับได้, การขัดอ่างอาบน้ำ, การรีดเสื้อผ้า, การไปซื้อของที่ร้านของชำ, etc. แรงงานในการทำงานเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมาก่อน และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

 

3.3 เพราะฉะนั้นพอเราดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง JEANNE DIELMAN มาก ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เน้นย้ำไปที่กิจวัตรประจำวันของผู้หญิงเหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องต่างก็เน้นย้ำทั้ง “กิจวัตรประจำวันที่ไม่ได้ทำเงิน” อย่างเช่น การทำอาหาร และ “กิจวัตรประจำวันในการทำงานหาเลี้ยงชีพ” เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวละครนำในหนังสองเรื่องนี้ทำงานแตกต่างกัน และจุดแตกต่างสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ได้มีพัฒนาการของตัวละคร หนังไทยเรื่องนี้เป็นสารคดีที่พาเราไปดูชีวิตประจำวันเพียง 1 วันของคุณยายแบ่ง ส่วน JEANNE DIELMAN นั้น ตัวละครเผชิญกับ “ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

ก็เลยสรุปได้ว่า พอเราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง NATHALIE GRANGER กับ JEANNE DIELMAN มาก ๆ เหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันมีจุดที่เหมือนกันและจุดที่แตกต่างกัน และน่าจะนำมาวิเคราะห์เทียบเคียงกันมาก ๆ

 

4. ต่อไปนี้เป็นการสรุปเนื้อเรื่องเท่าที่เราพอจับได้ใน  UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มันจะซ้ำ ๆ กับที่เราเคยโพสท์ถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้ว 3 รอบก่อนหน้านี้ 55555

 

อย่างไรก็ดี “เนื้อเรื่อง” ของ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่เราได้ดูและ “ได้ใช้เวลา” ไปกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้

 

4.1 เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร

 

คือก่อนหน้านี้เรานึกว่า เวลาตักบาตร ชาวบ้านอาจจะไปรอหน้าบ้านแค่ 3-5 นาที แล้วก็ได้ตักบาตรเลย แต่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กว่าจะได้ตักบาตรจริง ๆ ชาวบ้านก็ต้องใช้เวลารอนานมาก ๆ (ในความรู้สึกของคนเมืองกรุงอย่างเรา)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง แล้วคุณยายแบ่งก็กินข้าวเช้า มีแกงส้มดอกแคกับปลาทอด

 

4.2 และคุณยายแบ่งก็เริ่มกระบวนการปั้นหม้อ วิดีโอแสดงให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียดในการปั้นหม้อ กราบคุณยายมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าคุณยายจะสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

ขั้นตอนแรก ๆ ของการปั้นหม้อเหมือนเป็นการผสมดินที่จะใช้ปั้น ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าตัวดินนั้นประกอบด้วยวัสดุอะไรบ้าง หลังจากนั้นคุณยายก็เริ่มนวดดินที่มีสภาพคล้าย ๆ ดินเหนียวให้กลายเป็นแท่งยาว ๆ แล้วจากแท่งยาวๆ คุณยายก็ปั้นและใช้นิ้วกดมันตรงกลาง จนมันกลายสภาพเป็นเหมือนหม้อหรือกระถางที่ไม่มีก้น เหมือนเป็นวัตถุทรงกระบอกที่มีปลายเปิดทั้งสองด้าน คุณยายปั้นกระบอก (หรือหม้อไร้ก้น) นี้ออกมาราว 4 กระบอก

 

เสร็จแล้วคุณยายก็เอาแต่ละกระบอกไปวางบนตอไม้ แล้วใช้ผ้าอะไรสักอย่างไปรีดตรงปากกระบอก เพื่อให้มันเรียบสวย โดยในขั้นตอนนี้คุณยายต้องเดินวนไปวนมารอบตอไม้เป็นวงกลมด้วย ซึ่งสิ่งนี้น่าจะแตกต่างจากกรรมวิธีปั้นหม้อในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือหมุน ๆ คือตัวคุณยายไม่มีเครื่องมือหมุน ๆ เพราะฉะนั้นคุณยายก็เลยต้องปั้นหม้อโดยใช้วิธีเดินวนรอบหม้อเป็นวงกลมแทน

 

พอคุณยายจัดการกับปากหม้อทั้ง 4 หม้อเสร็จแล้ว คุณยายก็นำหม้อไร้ก้น 4 ใบนี้ไปตากแดด

 

4.3 คนดูหนังเรื่องนี้จะได้เห็นฉาก static long take เป็นหม้อไร้ก้น 4 ใบตากแดดเป็นเวลาราว 2 นาที โดยมีแมลงวันบินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

ดูแล้วแอบนึกถึงวลี watching the paint dry แต่อันนี้คือ watching the pots dry 55555 และเราก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อมันแต่อย่างใด

 

แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพถ่ายเก่า ๆ มากมายหลายภาพในบ้านของคุณยายแบ่ง คนดูจะได้เห็นภาพครอบครัวของคุณยาย, เห็นภาพพระอาวุโส  แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพต้นไม้ในบ้านของคุณยายแบ่ง

 

แล้วก็มาถึง “หนึ่งในฉากที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026” ซึ่งก็คือฉากที่คนดูได้เห็นใบหน้าของคุณยายแบ่งขณะรอหม้อแห้ง โดยหนังถ่ายฉากนี้แบบ static long take เป็นเวลาราว 6 นาที

 

ฉากนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ เพราะเราก็ไม่สามารถคิดหาคำคุณศัพท์, กริยาวิเศษณ์ อะไรใด ๆ มาบรรยายใบหน้าหรืออารมณ์ของคุณยายได้ คุณยายไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือ, อ่านหนังสือ, ถักนิตติ้ง หรือนอนหลับขณะรอหม้อแห้ง คุณยายแค่นั่งเฉย ๆ รอไปเรื่อย ๆ

 

ดูฉากนี้แล้วก็แอบนึกถึง quote ของ Michelangelo Antonioni ที่ว่า ““A film you can explain in words is not a real film.” เพราะ quote นี้สามารถใช้กับหนังเรื่องนี้และโดยเฉพาะฉากนี้ได้จริง ๆ มันเป็นฉากที่ไม่สามารถ explain in words ได้จริง ๆ

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังใครก็ไม่รู้ที่หน้าบ้านคุณยาย

 

4.4 แล้วหนังถึงค่อยเล่ากระบวนการสร้างก้นหม้ออย่างละเอียด คุณยายทยอยนำหม้อไร้กันทีละใบมาทำก้นหม้อ โดยใช้อุปกรณ์สำคัญคือไม้ตีกับ “หินดุ” ซึ่งเราเดาว่าหินดุของคุณยายทำจากไม้

 

เว็บไซต์ esanpedia บอกว่า หินดุ “มีลักษณะคล้ายดอกเห็ด ผิวหน้าเรียบมน มีความแข็งแรงทนทาน หินดุ จะใช้สำหรับกระทุ้ง ดุน หรือดันเนื้อดินไว้เพื่อรองรับการตีจากด้านนอกให้เครื่องปั้นมีรูปทรงและความหนาตามที่ต้องการ”

 

เราชอบอุปกรณ์ หินดุ ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเหมือนเราแทบไม่เคยเห็นมันในหนังเรื่องอื่นๆ  มาก่อนเลยในชีวิตนี้

 

คุณยายเอาดึงเอาดินบางส่วนจากหม้อไร้ก้นไปกองไว้ที่พื้น แล้วก็หยิบเอาดินที่กองไว้ที่พื้นส่วนหนึ่งมาปั้นเป็นก้นหม้อ โดยใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงก้นหม้อ

 

พอคุณยายปั้นก้นหม้อทั้ง 4 ใบเสร็จแล้ว คุณยายก็เหมือนรออีกสักระยะนึง  แล้วคุณยายก็ค่อยเอาหม้อแต่ละใบมาตีตะล่อมรูปทรงใหม่ให้มันสวยงาม ลงตัว คุณยายใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงหม้อแต่ละใบในขั้นตอนนี้ให้มันเรียบเนียน สวยงาม และคอยเก็บเศษใบไม้หรือเศษอะไรต่าง ๆ ที่ติดที่ผิวหม้อออกไป รวมทั้งใช้ไม้ตีในการสร้างลวดลายบางอย่างที่ปากหม้อด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

ขั้นตอนพวกนี้อาจจะดูซ้ำซากและกินเวลานาน เพราะคุณยายค่อย ๆ ทำแบบนี้กับหม้อทีละใบจนครบทั้ง 4 ใบ แต่เราก็รู้สึกว่ามันดูเพลินมาก และมันก็มีสิ่งต่าง ๆ ให้เราคอยสังเกตขณะดูด้วย ไม่ว่าจะเป็นหยากไย่ใต้เก้าอี้ที่แกว่งไกวไปตามสายลม, แมวที่ปีนไปบนโอ่งยักษ์, สิ่งของต่าง ๆ ในบ้านของคุณยาย

 

หลังจากคุณยายปั้นคลึงหม้อจนได้รูปทรงที่สวยงามครบหมดแล้ว คุณยายก็เอาน้ำมาทา ๆ ที่ตัวหม้อ เพื่อปรับให้ผิวทุกอย่างมันดูเรียบเนียนที่สุด (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วก็ปล่อยให้มันแห้ง

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังท้องทุ่งใกล้บ้านคุณยาย, เห็นลมรำเพยแผ่วพลิ้ว สยิวใบหญ้า โอนเอนใบอ่อนมา ถลาเล่นลม, เห็นป่าและหนองน้ำใกล้บ้านคุณยาย แล้วเราก็เห็นคุณยายกับผู้ชายคนนึง (ไม่แน่ใจว่าเป็นสามีหรือลูกชายของคุณยาย) กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ใต้ถุนบ้านในตอนบ่าย กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ยามเย็น

 

4.5 ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งทำอาหารเย็นในขณะที่ฝนตกหนักมาก ๆ เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีจานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

5. สรุปได้ว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2026 ดูแล้วก็ประทับใจสุดขีดที่หนังเหมือนพาเราไปดูชีวิตประจำวันของคนในชนบทจริง ๆ เหมือนได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขาจริง ๆ เหมือนหนังให้เราได้สัมผัส essence บางอย่างในชีวิตของตัว subject ในแบบที่หนังเรื่องอื่น ๆ ยากจะทำได้

 

เราว่าหนังเรื่องนี้ดูเพลินและดูง่ายกว่าที่คิดด้วย เราว่ามันดูง่ายกว่า LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBOURS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min, A+30) ที่นำเสนอชีวิตคนในชนบทไทยเหมือนกัน และดูง่ายกว่า DOUBLE TIDE (2009, Sharon Lockhart, USA, 99min) ที่จับภาพ “การทำงานของคนในชนบท” ในแบบที่เกือบจะเป็น real time เหมือนกัน ซึ่งความรู้สึกว่ามันดูง่ายนี้อาจจะเกิดจากเหตุผลที่ส่วนตัวมาก ๆ เพราะว่า บ้านของคุณยายแบ่งมันทำให้เรานึกถึงบ้านของตากับยายเราที่อุบลในทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นพอเราเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง  เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า แค่เราได้ดูบ้านแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เพลิดเพลินกับมันแล้ว มันเป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์แบบ nostalgic ของเรา

 

ดูหนังเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ได้ที่ Jim Thompson Art Center นะ หนังเรื่องนี้น่าจะเปิดฉายจนถึงวันที่ 16 ส.ค.

 

 ตอนดูรอบแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02URaz4tCZgKsgSUxeScDDsoCZKWUfQWfT4BsqA1MzRtymhiZHcuBXAZXuhNzezz2Yl

 

ตอนดูรอบสอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0a5Kuu5RHJj3FGTMk7t91etrSsqHPwvndS2CABazXqHXP1Zptp7FLqqpBLRX59Wo8l

 

ตอนดูรอบสาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02d4kZkvgKxyd17UeuFkvEehhvQgfKpnJF67EbT11ozcAetMdLGgmfrEcfq4fhXFPvl

 

ข้อมูลเรื่อง หินดุ มาจากเว็บไซท์นี้

https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/localobjects/?p=160

***

VIETNAM MEDIA LAB Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025) annam
  • Lê Bắc Tân: IIprovino(2022) คนมาออดิชั่น คนนึงเหมือนร้องเพลงชาติหรือเพลงโบราณ คนนึงเป็นหนุ่มแว่น เดินเหมือนหุ่นยนต์ ถามว่าอาคารนี้มีหน้าต่างหรือเปล่า อีกคนเป็นผู้หญิงสาว
  • TrầnUy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019) animation
  • Huytengmeng: Cardio (2018) คนกระโดดเชือก animation
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026) คุณยายในบ้านโบราณกับเด็กชายหุ่นยนต์