Saturday, September 12, 2026

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED)

 

เรื่องที่เราเพิ่งรู้

 

ตอนแรกเรานึกว่าเพลง SWAMP THING (1994) ของวง The Grid ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษ ได้ชื่อเพลงมาจากหนังเรื่อง SWAMP THING (1982, Wes Craven)

 

แต่พอเราลองถามเอไอดู ปรากฏว่าไม่ใช่ คือเพลงนี้ใช้ชื่อเพลงว่า SWAMP THING เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่ใช้เครื่องดนตรี banjo แล้วเครื่องดนตรีนี้มันเชื่อมโยงกับดนตรีแนว bluegrass และดนตรีแนว bluegrass นี้เชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบห้วยหนองคลองบึง swampy atmosphere

 

เอไอยังบอกอีกด้วยว่า นอกจาก The Grid แล้ว วงดนตรีอีกวงในทศวรรษ 1990 ที่นำดนตรีคันทรีมาผสมกับดนตรีแดนซ์ ก็คือวง Rednex ที่ทำเพลง COTTON EYE JOE (1994)

 

เพิ่งเห็นว่า COTTON EYE JOE ในยูทูบมียอดวิว 323 ล้านวิว ส่วน SWAMP THING ของ The Grid มียอดวิว 3.8 ล้านวิว

 

เรายังไม่เคยดู SWAMP THING (1982, Wes Craven) นะ อยากดูมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่อง SWAMP THING นี่เป็นแรงบันดาลใจให้จินตวีร์ วิวัธน์ แต่งนิยายเรื่อง “อาศรมสาง” หรือเปล่า

+++

 

ซื้อหนังสือ “คืนสิ้นกลิ่นกามรส” ของ Araya Rasdjarmrearnsook มาให้ลูกหมีอ่าน อันนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2000

 

มีแถมที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย 3 อัน

+++

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องที่ DOC CLUB ในตึก Cloud 11 พอดูหนัง 5 เรื่องจบแล้ว เราก็เลยลองสำรวจร้านอาหารต่อจากวันก่อน ๆ คราวนี้เราลองกินอาหารเย็นที่ร้าน Easy Health ในชั้นล่างของตึก Cloud 11 พบว่ามันเป็นแนวร้านอาหารสุขภาพ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ร้านแนว Get Fresh และ Ohana Poke

 

หลังจากนั้นเราก็ลองเดินไปสำรวจศูนย์อาหาร Lotus Eatery ในตึก True Digital Park ในช่วงราว ๆ ทุ่มกว่า พบว่ามีลูกค้าจำนวนนึง แต่ไม่แน่น มีที่นั่งว่าง มีดนตรีสดเล่นด้วยจนถึงสองทุ่ม เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านเยอะประมาณนึง เราก็เลยกินปอเปี๊ยะเผือกของร้าน Miss Saigon และน้ำข้าวบาร์เลย์ของร้านวุ้นกบ ไต้หวัน พบว่าพนักงานร้านวุ้นกบอัธยาศัยดีมาก ประทับใจ

+++

 

งานเล่นดนตรีสดประกอบหนัง animation ฝรั่งเศส 18 เรื่อง น่าสนใจมาก ๆ

https://afthailande.org/en/cultural-events/details/?eventId=2424#/

++++

 

A MOON FOR MY FATHER (2019, Mania Akbari, Douglas White, Iran/UK/Germany) ติดอันดับ 6 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

หนังเรื่องนี้มีฉายอีกทีในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. รอบ 13.40 น.ที่ Doc Club ตึก Cloud 11 นะ

+++

 

พอดูหนังเรื่อง WHITNEY (2025, Katia Lara, Honduras, documentary, A+30) เสร็จ สิ่งที่เราทำก็คือเปิดแผนที่หาที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่นกรุงเตกูซิกาลปาของประเทศฮอนดูรัส, รัฐ Oaxaca ในเม็กซิโก, รัฐ Veracruz ในเม็กซิโก, กรุงเม็กซิโก ซิตี้ และเมือง Tijuana ในรัฐ Baja California ของเม็กซิโก

 

เมื่อวานนี้พอเราได้ดูหนังเรื่อง WHITNEY เราก็เลยไปกิน Tijuana Bowl ในร้าน Easy Health ในตึก Cloud 11 เพื่อเป็นพลีให้แก่หนังเรื่อง WHITNEY ด้วย

 

ในแผนที่ที่เรานำมาลงนี้ มีเมือง Ciudad Juarez ในรัฐ Chihuahua ของเม็กซิโกด้วยนะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังเลสเบียนเรื่อง SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในวันที่ 4 ก.ย.

+++++++

 

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED) (2025, Nicolás Onischuk, Argentina, documentary, 60min, A+30)

 

กรีดร้องอย่างสุดเสียง ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป I WORSHIP THIS FILM

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปะทะกับหนังของ Teeranit Siangsanoh หนักที่สุด ตายแล้วววววววววววว

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังของ Teeranit Siangsanoh อยู่บ้างนะ เพราะถึงแม้หลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายหนังของ Teeranit แต่เรารู้สึกว่าหลาย ๆ ช็อตในหนังเรื่องนี้มันมี “ความหมาย” กำกับอยู่ด้วยน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Teeranit ที่มันแทบไม่ค่อยมีสัญญะหรือความหมายหรือ message ใด ๆ อยู่ในหนัง

 

คือเราว่าหลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามในการเชื่อมโยงภาพชีวิตในยุคปัจจุบัน เข้ากับภาพชีวิตของคนอเมริกาใต้ในอดีต เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยไม่ให้ความรู้สึก freestyle มากเท่าหนังของ Teeranit แต่แค่นี้ก็ถือว่ากราบตีนอย่างสุดขีดแล้ว

 

Argentina นี่เต็มไปด้วยผู้กำกับหนังที่เราชอบสุดขีดหลายคน อย่างเช่น

 

1. Nicolás Onischuk

 

2. Julián Galay (LOS CRUCES/INTERSECTIONS)

 

3. Lisandro Alonso

 

4. Eduardo Williams

 

5. Lucrecia Martel

 

6. Matías Piñeiro

 

7. Alejo Moguillansky

 

8. Ana Katz (THE WANDERING BRIDE)

 

9. Martín Rejtman

 

10. Albertina Carri (LA RABIA)

 

11. Delfina Castagnino (WHAT I LOVE THE MOST)

 

12. María Luisa Bemberg (CAMILA)

 

13. Iván Wolovik + Nicolás Álvarez (OURS DOESN’T WORK)

 

14. Néstor Mazzini (THE NIGHT WILL PAY)

 

15. Demián Rugna (WHEN EVIL LURKS)

 

ผู้กำกับบางคนในรายชื่อข้างต้น เราได้ดูหนังของเขาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นนะ แต่เราก็ขอใส่เข้ามาในลิสท์ไว้ก่อน เพราะเราเชื่อฝีมือของเขา 55555

+++

 

หนังของ Jean-François Richet ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

In my preferential order

 

1. INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) (1995, Jean-François Richet, France, A+30)

เราได้ดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

 

2. ASSUALT ON THE PRECINCT 13 (2005, Jean-François Richet, France/USA, A+30)

เราได้ดูในโรงหนังทั่วไป

 

3. PUBLIC ENEMY PART ONE (2008, Jean-François Richet, France, 113min, A+30)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

4. MUTINY (2026, Jean-François Richet, UK/USA, A+30)

เราได้ดูที่โรงหนังเอ็มควอเทียร์

 

5. PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25)

เราได้ดูที่เอสพลานาด รัชดา

 

6. PUBLIC ENEMY PART TWO (2008, Jean-François Richet, France, 133min)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

สรุปว่า เราได้ดูหนังทั้ง 6 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์หมดเลย

 

อาจจะเรียกได้ว่า ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส” ด้วยกันเองแล้ว เราก็ชอบ Jean-François Richet แค่ในระดับปานกลาง แต่ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังแอคชั่น” แล้ว เราก็ถือว่าชอบ Jean-François Richet มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น แต่เรากลับจูนติดกับหนังของ Jean-François Richet มาก ๆ

 

มีหนังของ Jean-François Richet อย่างน้อยสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนะ ซึ่งก็คือ MUTINY ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และ INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) ที่มีตัวละครพูดถึงประเทศไทย ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนหนังของ Jean-François Richet ที่เราอยากดูสุดขีด ก็คือ MA 6-T VA CRACK ER (1997) ที่เคยเข้าฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

No comments: