Showing posts with label NOVELS. Show all posts
Showing posts with label NOVELS. Show all posts

Tuesday, October 06, 2026

THE CONQUEROR OF 10 DIRECTIONS

 

หนึ่งในประเด็นที่ได้คุยกับเพื่อน ๆ เมื่อวานนี้ ก็คือมีเพื่อนต่างชาติถามว่า เริ่มมีการสร้างหนัง/ละครไทยแนว propaganda ให้เกลียดพม่าตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งเราก็ไม่มีความรู้ในเรื่องพวกนี้ แต่เราจำได้ว่า สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกแปลกในทางที่ดีก็คือว่า ตอนที่เราเรียนชั้นมัธยมปลายในช่วงราวปี 1989 เราจำได้ว่าละครโทรทัศน์เรื่องนึงที่ดังมาก ๆ ในหมู่เพื่อนผู้หญิงและเพื่อนกะเทย ก็คือ ผู้ชนะสิบทิศ (1989, พิศาล อัครเศรณี) ซึ่งนำเสนอกษัตริย์พม่าในทางบวก เราจำได้ว่าเพื่อน ๆ ผู้หญิงกับกะเทยแย่งกันเป็น “ตะละแม่กุสุมา” (สินจัย หงส์ไทย) กับ “ตะละแม่จันทรา” (นาถยา แดงบุหงา) กันใหญ่ในช่วงนั้น และเพื่อน ๆ ก็ชอบพูดประโยค  "ข้าพเจ้ารักจันทราด้วยใจภักดิ์ แต่รักกุสุมาด้วยใจปอง"  ซ้ำไปซ้ำมา จนเราจำประโยคนี้ได้จนถึงวันนี้ ถึงแม้เราแทบไม่เคยดูละครเรื่องนี้เลย และถึงแม้เวลาผ่านมานาน 37 ปีแล้ว

 

เมื่อกี้เราลองดูในยูทูบ ก็พบว่า มีคนอัพโหลด ผู้ชนะสิบทิศ (1989) ทั้งเรื่องลงไว้ในยูทูบด้วย ดีงามมาก ๆ

 

เมื่อกี้เราลองดูในวิกิพีเดีย ก็พบว่านิยายเรื่องนี้น่าสนใจดี วิกิพีเดียบอกว่า

 

“ผู้ชนะสิบทิศ เป็นนิยายที่ยาขอบ หรือโชติ แพร่พันธุ์ ประพันธ์ ครั้งแรกใช้ชื่อว่า "ยอดขุนพล" เริ่มเขียนใน พ.ศ. 2474 ”

“ผู้ชนะสิบทิศได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งยุคของจอมพล แปลก พิบูลสงครามเป็นช่วงที่รัฐบาลไทยมีนโยบายสร้างสหรัฐไทยเดิม โดยการส่งทหารไทยเข้ารุกรานดินแดนพม่าของอังกฤษร่วมกับญี่ปุ่น มีการปลุกระดมชาตินิยม ปี พ.ศ. 2485 ทางรัฐบาลได้มีการเข้าควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ทุกอย่าง นิยายผู้ชนะสิบทิศได้ถูกพิจารณาว่ามีเนื้อหาที่ยกย่องศัตรูของชาติ ...ทำให้นิยายผู้ชนะสิบทิศในสมัยนั้นถูกสั่งห้ามพิมพ์จำหน่ายหรือมีไว้ครอบครองอย่างเด็ดขาด”

https://www.youtube.com/watch?v=XfB0A5AYLcc&list=PLCA6JYJ3JK0LHwXJfbNetdvdO9vww5ItT&index=1

 

wikipedia

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8

 

Saturday, September 12, 2026

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED)

 

เรื่องที่เราเพิ่งรู้

 

ตอนแรกเรานึกว่าเพลง SWAMP THING (1994) ของวง The Grid ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษ ได้ชื่อเพลงมาจากหนังเรื่อง SWAMP THING (1982, Wes Craven)

 

แต่พอเราลองถามเอไอดู ปรากฏว่าไม่ใช่ คือเพลงนี้ใช้ชื่อเพลงว่า SWAMP THING เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่ใช้เครื่องดนตรี banjo แล้วเครื่องดนตรีนี้มันเชื่อมโยงกับดนตรีแนว bluegrass และดนตรีแนว bluegrass นี้เชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบห้วยหนองคลองบึง swampy atmosphere

 

เอไอยังบอกอีกด้วยว่า นอกจาก The Grid แล้ว วงดนตรีอีกวงในทศวรรษ 1990 ที่นำดนตรีคันทรีมาผสมกับดนตรีแดนซ์ ก็คือวง Rednex ที่ทำเพลง COTTON EYE JOE (1994)

 

เพิ่งเห็นว่า COTTON EYE JOE ในยูทูบมียอดวิว 323 ล้านวิว ส่วน SWAMP THING ของ The Grid มียอดวิว 3.8 ล้านวิว

 

เรายังไม่เคยดู SWAMP THING (1982, Wes Craven) นะ อยากดูมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่อง SWAMP THING นี่เป็นแรงบันดาลใจให้จินตวีร์ วิวัธน์ แต่งนิยายเรื่อง “อาศรมสาง” หรือเปล่า

+++

 

ซื้อหนังสือ “คืนสิ้นกลิ่นกามรส” ของ Araya Rasdjarmrearnsook มาให้ลูกหมีอ่าน อันนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2000

 

มีแถมที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย 3 อัน

+++

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องที่ DOC CLUB ในตึก Cloud 11 พอดูหนัง 5 เรื่องจบแล้ว เราก็เลยลองสำรวจร้านอาหารต่อจากวันก่อน ๆ คราวนี้เราลองกินอาหารเย็นที่ร้าน Easy Health ในชั้นล่างของตึก Cloud 11 พบว่ามันเป็นแนวร้านอาหารสุขภาพ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ร้านแนว Get Fresh และ Ohana Poke

 

หลังจากนั้นเราก็ลองเดินไปสำรวจศูนย์อาหาร Lotus Eatery ในตึก True Digital Park ในช่วงราว ๆ ทุ่มกว่า พบว่ามีลูกค้าจำนวนนึง แต่ไม่แน่น มีที่นั่งว่าง มีดนตรีสดเล่นด้วยจนถึงสองทุ่ม เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านเยอะประมาณนึง เราก็เลยกินปอเปี๊ยะเผือกของร้าน Miss Saigon และน้ำข้าวบาร์เลย์ของร้านวุ้นกบ ไต้หวัน พบว่าพนักงานร้านวุ้นกบอัธยาศัยดีมาก ประทับใจ

+++

 

งานเล่นดนตรีสดประกอบหนัง animation ฝรั่งเศส 18 เรื่อง น่าสนใจมาก ๆ

https://afthailande.org/en/cultural-events/details/?eventId=2424#/

++++

 

A MOON FOR MY FATHER (2019, Mania Akbari, Douglas White, Iran/UK/Germany) ติดอันดับ 6 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

หนังเรื่องนี้มีฉายอีกทีในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. รอบ 13.40 น.ที่ Doc Club ตึก Cloud 11 นะ

+++

 

พอดูหนังเรื่อง WHITNEY (2025, Katia Lara, Honduras, documentary, A+30) เสร็จ สิ่งที่เราทำก็คือเปิดแผนที่หาที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่นกรุงเตกูซิกาลปาของประเทศฮอนดูรัส, รัฐ Oaxaca ในเม็กซิโก, รัฐ Veracruz ในเม็กซิโก, กรุงเม็กซิโก ซิตี้ และเมือง Tijuana ในรัฐ Baja California ของเม็กซิโก

 

เมื่อวานนี้พอเราได้ดูหนังเรื่อง WHITNEY เราก็เลยไปกิน Tijuana Bowl ในร้าน Easy Health ในตึก Cloud 11 เพื่อเป็นพลีให้แก่หนังเรื่อง WHITNEY ด้วย

 

ในแผนที่ที่เรานำมาลงนี้ มีเมือง Ciudad Juarez ในรัฐ Chihuahua ของเม็กซิโกด้วยนะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังเลสเบียนเรื่อง SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในวันที่ 4 ก.ย.

+++++++

 

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED) (2025, Nicolás Onischuk, Argentina, documentary, 60min, A+30)

 

กรีดร้องอย่างสุดเสียง ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป I WORSHIP THIS FILM

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปะทะกับหนังของ Teeranit Siangsanoh หนักที่สุด ตายแล้วววววววววววว

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังของ Teeranit Siangsanoh อยู่บ้างนะ เพราะถึงแม้หลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายหนังของ Teeranit แต่เรารู้สึกว่าหลาย ๆ ช็อตในหนังเรื่องนี้มันมี “ความหมาย” กำกับอยู่ด้วยน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Teeranit ที่มันแทบไม่ค่อยมีสัญญะหรือความหมายหรือ message ใด ๆ อยู่ในหนัง

 

คือเราว่าหลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามในการเชื่อมโยงภาพชีวิตในยุคปัจจุบัน เข้ากับภาพชีวิตของคนอเมริกาใต้ในอดีต เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยไม่ให้ความรู้สึก freestyle มากเท่าหนังของ Teeranit แต่แค่นี้ก็ถือว่ากราบตีนอย่างสุดขีดแล้ว

 

Argentina นี่เต็มไปด้วยผู้กำกับหนังที่เราชอบสุดขีดหลายคน อย่างเช่น

 

1. Nicolás Onischuk

 

2. Julián Galay (LOS CRUCES/INTERSECTIONS)

 

3. Lisandro Alonso

 

4. Eduardo Williams

 

5. Lucrecia Martel

 

6. Matías Piñeiro

 

7. Alejo Moguillansky

 

8. Ana Katz (THE WANDERING BRIDE)

 

9. Martín Rejtman

 

10. Albertina Carri (LA RABIA)

 

11. Delfina Castagnino (WHAT I LOVE THE MOST)

 

12. María Luisa Bemberg (CAMILA)

 

13. Iván Wolovik + Nicolás Álvarez (OURS DOESN’T WORK)

 

14. Néstor Mazzini (THE NIGHT WILL PAY)

 

15. Demián Rugna (WHEN EVIL LURKS)

 

ผู้กำกับบางคนในรายชื่อข้างต้น เราได้ดูหนังของเขาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นนะ แต่เราก็ขอใส่เข้ามาในลิสท์ไว้ก่อน เพราะเราเชื่อฝีมือของเขา 55555

+++

 

หนังของ Jean-François Richet ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

In my preferential order

 

1. INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) (1995, Jean-François Richet, France, A+30)

เราได้ดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

 

2. ASSUALT ON THE PRECINCT 13 (2005, Jean-François Richet, France/USA, A+30)

เราได้ดูในโรงหนังทั่วไป

 

3. PUBLIC ENEMY PART ONE (2008, Jean-François Richet, France, 113min, A+30)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

4. MUTINY (2026, Jean-François Richet, UK/USA, A+30)

เราได้ดูที่โรงหนังเอ็มควอเทียร์

 

5. PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25)

เราได้ดูที่เอสพลานาด รัชดา

 

6. PUBLIC ENEMY PART TWO (2008, Jean-François Richet, France, 133min)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

สรุปว่า เราได้ดูหนังทั้ง 6 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์หมดเลย

 

อาจจะเรียกได้ว่า ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส” ด้วยกันเองแล้ว เราก็ชอบ Jean-François Richet แค่ในระดับปานกลาง แต่ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังแอคชั่น” แล้ว เราก็ถือว่าชอบ Jean-François Richet มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น แต่เรากลับจูนติดกับหนังของ Jean-François Richet มาก ๆ

 

มีหนังของ Jean-François Richet อย่างน้อยสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนะ ซึ่งก็คือ MUTINY ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และ INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) ที่มีตัวละครพูดถึงประเทศไทย ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนหนังของ Jean-François Richet ที่เราอยากดูสุดขีด ก็คือ MA 6-T VA CRACK ER (1997) ที่เคยเข้าฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.”

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 


Thursday, August 06, 2026

TREE APIROOM

 

VULTURE ทำรายชื่อ BEST FILMS OF JAN-JULY 2026 มี A USEFUL GHOST ติดอยู่ในลิสท์ด้วย

 

ในลิสท์นี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 18 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CRIME 101 (Bart Layton)

 

2. THE DEVIL WEARS PRADA 2 (David Frankel)

 

3. DISCLOSURE DAY (Steven Spielberg)

 

4. EXIT 8 (Genki Kawamura, Japan)

 

5. THE FURIOUS (2025, Kenji Tanigaki, Hong Kong/China)

 

6. KONTINENTAL ’25 (Radu Jude, Romania)

 

7. MIROIRS NO. 3 (Christian Petzold, Germany)

 

8. MOTHER MARY (David Lowery)

 

9. OUR LAND (Lucrecia Martel, Argentina, documentary)

 

10. PILLION (Harry Lighton, Ireland)

 

11. PROJECT HAIL MARY (Phil Lord, Christopher Miller)

 

12. ROMERÍA (Carla Simón, Spain)

 

13. SEND HELP (Sam Raimi)

 

14. THE SHEEP DETECTIVES (Kyle Balda, UK)

 

15. SILENT FRIEND (Ildikó Enyedi, Hungary)

 

16. 28 YEARS LATER: THE BONE TEMPLE (Nia DaCosta, UK)

 

17. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, Thailand)

 

18. WUTHERING HEIGHTS (Emerald Fennell)

 

ส่วนหนังในลิสท์นี้ที่เรายังไม่ได้ดู ก็คือ

 

1. ALL THAT’S LEFT OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 146min)

 

2. BLUE HERON (2025, Sophy Romvary, Canada/Hungary)

 

3. THE CHRISTOPHERS (Steven Soderbergh)

 

4. DEAD MAN’S WIRE (Gus Van Sant)

 

5. FACES OF DEATH (Daniel Goldhaber, Isa Mazzei)

 

6. FANTASY LIFE (Matthew Shear)

 

7. HAMLET (2025, Aneil Karia, UK)

 

8. I LOVE BOOSTERS (Boots Riley)

 

9. I WANT YOUR SEX (Gregg Araki)

 

10. LATE SHIFT (Petra Volpe, Switzerland)

 

11. THE LITTLE SISTER (Hafsia Herzi, France)

 

12. MADDIE’S SECRET (John Early)

 

13. MINIONS & MONSTERS (Pierre Coffin)

 

14. NIGHT NURSE (Georgia Bernstein)

 

15. NIRVANA THE BAND THE SHOW THE MOVIE (Matt Johnson, Canada)

 

16. THE ODYSSEY (Christopher Nolan)

 

17. POMPEI: BELOW THE CLOUDS (Gianfranco Rosi, Italy, documentary)

 

18. PRESSURE (Anthony Maras)

 

19. REMAKE (Ross McElwee, documentary)

 

20. ROSE OF NEVADA (Mark Jenkin)

 

21. THE SAMURAI AND THE PRISONER (Kiyoshi Kurosawa)

 

22. THE STRANGER (François Ozon, France)

 

23. TUNER (Daniel Roher)

 

24. TWO PROSECUTORS (Sergey Loznitsa, France)

 

25. UNDERTONE (Ian Tuason, Canada)

 

26. WILD INSIDE (Penny Lane, documentary)

 

27. THE WIZARD OF THE KREMLIN (Olivier Assayas)

 

เราก็เลยหวังว่า นอกจาก THE ODYSSEY กับ MINIONS & MONSTERS ที่ลงโรงฉายอยู่ในตอนนี้แล้ว หนังอีก 25 เรื่องที่เหลือที่เรายังไม่ได้ดู จะได้ลงโรงฉายในไทย หรือได้กลับเข้ามาลงโรงฉายในไทยอีกรอบนะ เพราะมันมีหลายเรื่องในลิสท์นี้ที่เคยเข้าฉายใน Bangkok International Film Festival 2025 แต่เราไม่ได้ดูเพราะตารางมันชนกัน

 

 

https://www.vulture.com/article/best-movies-2026-new-films.html?fbclid=IwY2xjawTfhtRwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAGJyaWQRMUZJQ1pFT1duNFhYWlF0UjBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEedAvtcH_IhxPEyfDhBcjtU3ccGtgQTJRlkKOmacjBMYLf3n-mWOiHtOVljt0_aem_wFmosggjjEHUx3eQjOvcPg

+++

 

RESIDUAL CONFESSION: TEMPORARY BOOK – DOC STREET TEXT (2026, Wanapol Saenkham, artwork with video installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

+++

 

เพิ่งได้ดู MINIONS & MONSTERS (2026, Pierre Coffin, animation, A+30) เราคิดว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในหนัง fiction ที่พาดพิงถึงหนังเรื่องอื่น ๆ มากที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เราเคยดูมา เห็นบทความใน TIME มีวิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดถึงหนังราว 30 กว่าเรื่องที่ได้รับการ tribute ใน MINIONS & MONSTERS ด้วย ถือเป็นบทความที่ดีงามมาก ๆ

 

https://time.com/article/2026/07/02/minions-monsters-movies-hollywood/

+++

 

ตรี อภิรุม นี่ถือเป็น one of my most favorite novelists of all time เลย นิยายของเขามีส่วนในการช่วยสร้างโลกจินตนาการของเราเองมาก ๆ โลกที่เต็มไปด้วยตัวละครที่มีฤทธิ์เดชจำนวนมากมายมาปะทะกัน ซึ่งจะแตกต่างจากจินตวีร์ วิวัธน์กับแก้วเก้า เพราะว่านิยายส่วนใหญ่ของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าที่เราเคยอ่าน มักจะมีตัวละครที่มีฤทธิ์เดชรุนแรงเพียงแค่ไม่กี่ตัวในหนึ่งเรื่อง คือเหมือนในนินายของสองคนนี้ อาจจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเพียงแค่ 5 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง แต่ในนิยายของตรี อภิรุมที่เราเคยอ่าน มันมักจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเป็น 10 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง เพราะฉะนั้นโลกจินตนาการของเราก็เลยสอดคล้องกับโลกจินตนาการของตรี อภิรุมมากกว่าของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้า (แต่เราก็ชอบจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าอย่างสุด ๆ นะ)

 

นิยายของตรี อภิรุมที่เราชอบมากที่สุดคือ “สัมผัสที่หก” นะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเคยถูกสร้างเป็นหนังหรือละครทีวีแล้วยัง

 

ตอนเด็ก ๆ เราจำได้ว่า นิยายอีกเรื่องนึงที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม มีเนื้อหาเกี่ยวกับคัมภีร์วิเศษที่นางเอกใช้ในการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหลายร้อยหลายพันปีก่อนได้ และมีครั้งนึงที่เหมือนนางเอกเดินทางย้อนไปในอดีตช่วงก่อนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกรอบก่อนด้วยมั้ง แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า นิยายเรื่องนั้นมีชื่อเรื่องว่าอะไร ใครจำได้บ้างคะ

 

ภาพจาก สัมภเวสี ซึ่งเป็นนิยายอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม

+++

 

เราได้ดู THE MAGIC GLOVES (2003, Martín Rejtman, Argentina, A+30) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 30 ม.ค. 2004 ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่ก็เสียใจที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Martín Rejtman ไม่ได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยอีกเลยนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2004 เป็นต้นมา

 

แต่ก็ดีใจมาก ๆ ที่ตอนนี้มีหนังของเขาอีก 4 เรื่องให้เราดูใน MUBI (RAPADO, SILVIA PRIETO, TWO SHOTS FIRED, THE PRACTICE)

+++

 

เราชอบ THE UNDERGROUND GARDEN (2026, Yulian Ulybin, Ukraine, documentary, A+30) มาก ๆ รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันบรรจุ “พลังชีวิต” เอาไว้สูงมาก ๆ

+++

 

9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse) ได้รับเลือกให้ฉายใน NEW YORK FILM FESTIVAL ปีนี้ด้วยนะ โดยหนังเรื่องนี้ต้องประชันกับหนังเรื่องอื่น ๆ ในเทศกาล อย่างเช่น

 

Paper Tiger (James Gray)

Behemoth! (Tony Gilroy)

14th (Ava DuVernay)

All of a Sudden (Ryûsuke Hamaguchi)

Bitter Christmas (Pedro Almodóvar)

Clarissa (Arie Esiri and Chuko Esiri)

Dao (Alain Gomis)

The Day She Returns (Hong Sangsoo)

I Deserve a Lover Whose Every Rise Sets Fiery Dooms Raging Across the Skies (Mani Haghighi)

The Diary of a Chambermaid (Radu Jude)

Double Freedom (Lisandro Alonso)

The Dreamed Adventure (Valeska Grisebach)

Everything Else Is Noise (Nicolás Pereda)

Everytime (Sandra Wollner)

Fatherland (Paweł Pawlikowski)

La Gradiva (Marine Atlan)

I Rarely Wake Up Dreaming (Isabelle Stever)

The Loneliest Man in Town (Tizza Covi and Rainer Frimmel)

A Long Winter (Andrew Haigh)

The Man I Love (Ira Sachs)

A Man of His Time (Emmanuel Marre)

Minotaur (Andrey Zvyagintsev)

Misty Green (Chris Rock)

My Undesirable Friends: Part II – Exile (Julia Loktev)

My Wife Cries (Angela Schanelec)

Nowhere To Lay My Eyes (Hong Sangsoo)

Once Upon a Time in Harlem (William Greaves and David Greaves)

Possible Love (Lee Chang-dong)

Rose (Markus Schleinzer)

Tender Loving Care (Mike Leigh)

The Unknown (Arthur Harari)

 

หวังว่าหนังทุกเรื่องในรายชื่อข้างบน จะได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยด้วยเช่นกันนะ

 

https://www.filmlinc.org/nyff2026/daily/64th-new-york-film-festival-main-slate-announced/?fbclid=IwY2xjawTgS0dwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR7snkCwqao7ibXtKfVnmQ-8WfsLKn2WP1VM7144Xwx310ge9otLod1LqMshVw_aem_0Msrj-gugz9RLXyJs5Q_VQ

 

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Friday, June 12, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

ไตเติลละคร แต่ปางก่อน (1987, อดุลย์ ดุลยรัตน์) และฉากจบของละครเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1638595430586665

 

เพลง soundtrack ภาพยนตร์ที่เราฟังเป็นประจำในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือ RAKUEN NO DOOR ของ Yoko Minamino ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง SUKEBAN DEKA (1987, Hideo Tanaka, Japan, 93min, A+30) เพราะทุกครั้งที่เราฟังเพลงนี้ ภาพชีวิตของเราสมัยเรียนมัธยมก็จะหวนคืนมา

https://youtu.be/jQosKV2exE0?si=MrgrnWzFI2qTyTmN

 

ชอบรชนีกร พันธ์มณี มาก ๆ ใน “ปลายฝนต้นหนาว” (1994) กับ ปีกทอง (1999, M.L. Pundhevanop Dhewakul)

+++

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

 

วิดีโอนี้มีความยาวราว 208 นาที แต่เราเพิ่งได้ดูไปเพียงแค่ราว 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที (หรือ 2 ชั่วโมง 26 นาที) กรี๊ดดดด เดี๋ยวจะต้องรีบไปดูต่อให้จบ เผื่อเตรียมชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปี 2026 แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min)

 

ช่วง 62 นาทีที่เราได้ดูไป เป็นช่วงต้นกับช่วงท้ายของวิดีโอนี้  เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง

 

(ตัวเราเองไม่ได้ตักบาตรมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เพราะจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธซะทีเดียว แต่มีอยู่ช่วงนึงที่เราตักบาตรบ่อย ๆ เพราะว่า “เด็กวัด” หล่อมาก เป็นหนุ่มหล่อที่มาคอยช่วยเหลือพระรูปนึงขณะพระรูปนั้นมาบิณฑบาตรในซอยเรา ช่วงนั้นเราก็เลยตักบาตรบ่อย ๆ เพราะเราแอบชอบเด็กวัด แต่พอเด็กวัดคนนั้นหายไป เราก็เหมือนไม่ได้ตักบาตรอีกเลยมั้ง

 

การตักบาตรในซอยเราไม่ต้องใช้เวลารอ เพราะว่าพระกับเด็กวัดจะมานั่งประจำที่ร้านขายกับข้าวในซอยเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตักบาตร เราก็ไปซื้อกับข้าวที่ร้านนั้น แล้วก็ตักบาตรได้เลย ไม่ต้องรอพระเป็นเวลานานเหมือนในวิดีโอนี้)

 

ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เหมือนเป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ทำอาหารเย็น เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีที่จานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

(แม่ของเราซึ่งปัจจุบันนี้มีอายุ 89 ปี ก็กิน “อาหารปั่น” เป็นหลัก เอาถั่วเอาผักไปใส่เครื่องปั่นก่อน พอมันปั่นเสร็จแล้วถึงค่อยเอามากิน)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

พอเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง เราก็นึกถึงบ้านของคุณตาคุณยายเราที่อุบลมาก ๆ เพราะมันเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ที่มีใต้ถุนสูงมากเหมือนกัน สภาพบ้านของตายายเรากับบ้านของคุณยายแบ่งนี่มีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงกันมาก เราเคยไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่พอตากับยายของเราถึงแก่กรรม เราก็ไม่ได้กลับไปบ้านไม้หลังนั้นอีกเลยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าปัจจุบันบ้านไม้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

 

สรุปว่าเราได้ดูวิดีโอนี้ไปแค่ 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที เรายังไม่ได้เห็นคุณยายแบ่งปั้นหม้อเลย แต่ก็ประทับใจวิดีโอนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิเตรียมลุ้นชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปีนี้ค่ะ แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min) ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ของเราในตอนนี้

+++

 

เมื่อวานเราไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ Jim Thompson เสียค่าเข้านิทรรศการ 50 บาทตามปกติ แต่คราวนี้เขามีแถมหนังสือ THE OPEN WORLD: THAILAND BIENNALE CHIANG RAI 2023 มาให้ฟรี ๆ ด้วย หนังสือหนาราว 380 หน้า ดีงามมาก ๆ

 

เราไม่ได้ไปงาน BIENNALE ที่เชียงราย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่อยู่ดี ๆ ก็ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ๆ หนามาก ๆ ประทับใจมาก

+++

ซื้อนิยาย “เมฆหลากสี ลอยเกลื่อน จนเอื้อมคว้า” ของกวีวัธน์ กับหนังสือ “วิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส” ของนพพร ประชากุล มาให้ลูกหมีอ่าน

 

แอบขำการจัดวางหนังสือของนพพร ประชากุล ในร้านหนังสือ

+++

บรรยากาศรอบหอภาพยนตร์ ศาลายา ตอนสามทุ่ม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1671382174192223

+++

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า Jean-Baptiste Alazard เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง MITTLEWERK EXPRESS (2011) ซึ่งติดอันดับ 1 หนังสั้นต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

Tuesday, February 17, 2026

WUTHERING HEIGHTS

 

ฉันรักเขา Avinash Tiwary in O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30)

 

1. พอเราดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงยาวแค่ 150 นาที (ตามที่เว็บเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์บอกไว้) แต่เวอร์ชั่นที่ลงใน WIKIPEDIA กับ IMDB บอกว่าหนังมันยาว 178 นาที ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงสั้นกว่าที่อื่น 28 นาที แล้วเนื้อหาตรงส่วนไหนที่มันหายไป

 

แต่เราก็ไม่ได้จับเวลาดูหรอกนะว่า เวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาวจริง ๆ กี่นาที อาจจะต้องฝากเพื่อน ๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ช่วยจับเวลาดูว่า หนังมันยาวจริง ๆ กี่นาทีโดยไม่รวมเวลา intermission

 

คือเมื่อวานเราดูรอบ 19.00 น. หนังมันเริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.20 น. แล้วหนังมี intermission ราว 5-10 นาที พอหนังจบแล้ว เราไม่ได้ดู end credits ต่อ เราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือแป๊บนึง แล้วเราก็ส่ง line คุยกับเพื่อนตอนเวลา 22.33 น. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า ตกลงเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาว 150 นาทีหรือ 178 นาที หรือว่าจริง ๆ แล้วของไทยมันก็ยาว 178 นาที แต่อีเว็บไซท์ Major Cineplex ลงข้อมูลผิดเอง 55555

 

2. พอดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า Vishal Bhardwaj ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงในการสร้างหนังเรื่องนี้จาก AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าใน O’ROMEO นั้น มีฉากสำคัญสองฉากเกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงในสเปน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เนื้อหาของหนังมันไม่จำเป็นต้อง set ฉากให้เกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงก็ได้ คือเหมือนตัวผู้ร้ายของหนังมันชื่นชอบการสู้วัวกระทิง ฉากสำคัญของหนังมันเลยไปเกิดขึ้นที่สนามสู้วัวกระทิง แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันสร้างตัวละครผู้ร้ายให้ชื่นชอบ hobby อื่น ๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้อง set ฉากสนามสู้วัวกระทิงขึ้นมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงต้องให้ความสำคัญกับฉากสนามสู้วัวกระทิงมากมายขนาดนี้ หรือว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงจาก AFTERNOONS OF SOLITUDE 55555

++++

 

หลังจากที่เราได้ดูหนังเรื่อง O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30) ที่พูดถึงการสู้วัวกระทิงในสเปน เราก็เลยสงสัยว่าศาสนาฮินดูมอง “วัวกระทิง” อย่างไร คือเรารู้ว่า “วัว” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู แต่เราไม่เคยรู้ว่าวัวกระทิงกับควายมีสถานะอย่างไรในฮินดู เราก็เลยต้องกูเกิลถามเอา

 

เราว่าเป็นหนังที่ "ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้" นะ คือหนังมัน visually striking เหมือนหนังทุกเรื่องของ Vishal Bhardwaj และก็มีมาตรฐานดีกว่าหนังบอลลีวู้ดทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ "ห้ามพลาด" แต่อย่างใด

 

แต่ก็ถือเป็นหนังที่ "ห้ามพลาด" สำหรับใครก็ตามที่อินกับหนังเรื่อง THE BRIDE WORE BLACK (Francois Truffaut) 55555

++++++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยอยากให้มีคนเขียนเปรียบเทียบตัวละคร “ปวุติ” (ธงไชย แมคอินไตย์) ในละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) ที่สร้างจากนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” ของโบตั๋น กับตัวละคร “หีดขลิบ” Heathcliff ใน WUTHERING HEIGHTS มาก ๆ เราว่า

 

1. ปวุติ กับ Heathcliff นี่มีส่วนคล้ายกันในบางแง่มุม คือเป็น “ลูกบุญธรรม” ที่คั่งแค้นตระกูลคนรวย และพยายามทำลายล้างตระกูลคนรวยเหมือนกัน

 

2. ถึงแม้เนื้อหาส่วนอื่น ๆ ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “บ้านสอยดาว” จะไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แต่เราว่าตัวละครบางตัวในสองเรื่องนี้ก็ “มีความแตกต่างกัน” อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น ตัวละครแอบจันทร์ (มยุรา ธนะบุตร) ใน “บ้านสอยดาว” กับ Catherine ใน WUTHERING HEIGHTS นั้นก็เป็นตัวละครสาวคนรวยผู้คลั่งรัก และเก็บกดทางเพศอย่างรุนแรงเหมือนกัน แต่แอบจันทร์ถูก treat เป็น “นางอิจฉา” ในขณะที่ Catherine ถูก treat เป็นนางเอก

 

3. ตัวละคร Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “อิงฟ้า” (อุทุมพร ศิลาพันธุ์) ในบ้านสอยดาว ก็เหมาะจะนำมาเทียบเคียงกัน เพราะทั้งสองมีสถานะ “กึ่ง ๆ ลูกบุญธรรมในบ้านคนรวย” เหมือนกัน และคอยดูแล “บัญชี” ของบ้านคนรวยเหมือน ๆ กัน และก็เป็น “หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ “อิงฟ้า” ถูก treat เป็นนางเอกของ “บ้านสอยดาว” ในขณะที่ Nelly นั้น คือ “นางตัวร้าย” ที่แท้จริงของ WUTHERING HEIGHTS เพราะความชิบหายของตัวละครอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ Nelly “เลือกว่าจะให้ตัวละครตัวไหน ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ้าง”

 

อันนี้คือสิ่งที่นักวิจารณ์ตีความบทประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS ของ Emily Bronte นะ ซึ่งเราก็เห็นด้วยมาก ๆ เพราะในเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เห็นได้ชัดว่า การกระทำของ Nelly ในการควบคุม “ข้อมูลข่าวสาร” ของตัวละครอื่น ๆ มันนำมาซึ่งความชิบหายของทุก ๆ คนของจริง

 

จริง ๆ แล้ว เราก็แอบสงสัยว่า โบตั๋นได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครปวุติมาจาก WUTHERING HEIGHTS หรือเปล่า 55555

 

อันนี้เป็นภาพของ

 

1.ธงไชย แมคอินไตย์ ในบท ปวุติ ใน “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30)

 

2. อภิชาติ พัวพิมล ในบท ปวุฒิ ใน “บ้านสอยดาว” (1996) เวอร์ชั่นนี้ คุณอินทิรา เจริญปุระ รับบท “อิงฟ้า” แต่เราไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้นะ

 

3. WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ มี Richard Gomez รับบทเป็น Gabriel ใน I WILL WAIT FOR YOU IN HEAVEN (1991, Carlos Siguion-Reyna, Philippines) เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

4. WUTHERING HEIGHTS (1988, Yoshishige Yoshida, Japan, 143min) มี Yusaku Matsuda เล่นเป็นพระเอก เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

5. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มี Lucas Belvaux เล่นเป็นพระเอก เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell

 

สรุปว่าเราเคยดู WUTHERING HEIGHTS ไปแค่สองเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นของ Jacques Rivette กับ Emerald Fennell และเคยดู “บ้านสอยดาว” ไปแค่เวอร์ชั่นเดียวนะ เราชอบ WUTHERING HEIGHTS ของ Jacques Rivette มากๆ มันมี magic ของความรู้สึก “โปร่งโล่งเบาสบาย อากาศถ่ายเท” ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ความรู้สึก magic แบบนี้มันอธิบายได้ยากมาก

 

ส่วนเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เราชอบ “ความพยายามทำให้เหมือนหน้าปกนิยาย Romance” ของมัน 5555 และเราชอบการ treat ตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะตัวละคร Nelly (Hong Chau), Isabella (Alison Oliver) และ Zillah (Amy Morgan) คือเราว่าจริง ๆ แล้วทั้งสามตัวนี้ “แรง” พอ ๆ กับนางเอกเลยทีเดียว และทั้งสามตัวนี้ดูเหมือน “ไม่ใช่เหยื่อของผู้ชาย” โดยเฉพาะ Isabella กับ Zillah ที่สามารถทำให้ผู้ชายมาตอบสนองอารมณ์ทางเพศของพวกเธอได้

 

คือหน้าที่หลักของนิยาย Romance คือการตอบสนอง sexual fantasy ของผู้อ่าน ที่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเป็นผู้หญิงหรือเกย์ และผู้อ่านกลุ่มนี้อาจจะชอบจินตนาการถึง “ผู้ชายดิบ ๆ เถื่อน ๆ” และเราว่าพอมองการ treat ตัวละคร Isabella กับ Zillah ในหนังของ Emerald Fennell เราก็รู้สึกว่า WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นนี้มันทำหน้าที่คล้าย ๆ กับ “นิยาย Romance” ยุคเก่าได้ดีพอสมควร

 

สรุปว่าดิฉันขอจองเป็น Zillah ใน WUTHERING HEIGHTS (2026) ค่ะ เพราะดิฉันอยากเริงรักกับ Joseph (Ewan Mitchell) มาก ๆ

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีการนำ “บ้านสอยดาว” มาสร้างอีกไหม หรือจะมีการนำ WUTHERING HEIGHTS มาดัดแปลงเป็นไทยบ้างหรือเปล่า แต่ดิฉันอยากได้ “ปวุติ” หรือ Heathcliff ที่ให้อารมณ์แบบ เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี หรือทศพล หมายสุข ค่ะ 55555

+++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ข้างล่าง ที่เราเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างตัวละคร “อิงฟ้า” ใน “บ้านสอยดาว” กับ Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) ไปแล้ว เราก็เลยขอแปะรูปไปด้วยเลยดีกว่า 555

 

หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย

 

1. อิงฟ้า ใน “บ้านสอยดาว” (1996) รับบทโดย อินทิรา เจริญปุระ

2. อิงฟ้า ใน  “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) รับบทโดย อุทุมพร ศิลาพันธุ์

3. Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) รับบทโดย Hong Chau

4. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1992, Peter Kosminsky, UK) รับบทโดย Janet McTeer

5. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1939, William Wyler) รับบทโดย Flora Robson

 

จริง ๆ แล้วเราชอบการแสดงของ Sandra Montaigu ในบท “พี่เลี้ยงนางเอก” ใน WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มาก ๆ เลยนะ แต่เสียดายที่เราหารูปของ Sandra Montaigu จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย

+++

 

5. SHAM (2025, Takashi Miike, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Seiichi Yabushita (Go Ayano) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE BRONTË SISTERS (1979, André Téchiné, France, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE BRONTË SISTERS เล่าเรื่องของสามสาวพี่น้องตระกูลบรอนเต ซึ่งประกอบด้วย

 

1. Emily Brontë (Isabelle Adjani) ผู้แต่งนิยายเรื่อง WUTHERING HEIGHTS ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ “โบตั๋น” แต่งนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ที่ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, 1996) ในเวลาต่อมา ตามที่เราโพสท์ไปแล้วในช่วงเช้าวันนี้

 

2. Charlotte Brontë (Marie-France Pisier) ซึ่งเป็นพี่สาวของ Emily โดย Charlotte นั้นเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง JANE EYRE (1847) ที่ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “รักเดียวของเจนจิรา” (1996)

 

3. Anne Brontë (Isabelle Huppert) ซึ่งเป็นน้องสาวของ Emily โดย Anne Brontë นั้น เป็นผู้แต่งนิยายเรื่อง THE TENANT OF WILDFELL HALL (1848) ที่ถือเป็น “หนึ่งในนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของโลก”

 

(แล้วนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของไทยมีเรื่องอะไรบ้าง อันนี้เราไม่มีความรู้เลย ถ้าหากใครพอรู้เรื่องนี้แล้วก็ comment มาได้นะคะ)

 

เราเคยดู THE BRONTË SISTERS แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ กราบการแสดงของ Isabelle Adjani ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ การแสดงของเธอมันแสดงให้เห็นถึง “ความบ้าคลั่ง” บางอย่างในจิตใจของ Emily Brontë ได้อย่างทรงพลังจริง ๆ

 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบนักประพันธ์หญิงในยุคนั้นมาก ๆ ทั้ง

 

1. Emily Brontë (1818-1848)

2. Emily Dickinson (1830-1886) คนนี้ถือเป็น one of my most favorite writers of all time เธอเป็นกวีชาวอเมริกัน

 

3. Mary Shelley (1797-1851) ผู้แต่ง FRANKENSTEIN

 

4. Jane Austen (1775-1817) ผู้แต่ง PRIDE AND PREJUDICE, SENSE AND SENSIBILITY, MANSFIELD PARK, NORTHANGER ABBEY, PERSUASION, EMMA (ต้นแบบของ CLUELESS) ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่อินกับนิยายของเธอ แต่เราชอบหนัง/ละครทีวีที่ดัดแปลงจากนิยายของเธอ 55555

 

5. George Sand (1804-1876) นักแต่งนิยายชาวฝรั่งเศส เราไม่เคยอ่านนิยายของเธอนะ แต่เราเคยดูหนัง 3 เรื่องที่สร้างจากชีวิตของเธอ ซึ่งได้แก่ CHILDREN OF THE CENTURY (1999, Diane Kurys, France), IMPROMPTU (1991, James Lapine) และ CHOPIN: DESIRE FOR LOVE (2002, Jerzy Antczak, Poland)

 

6. George Eliot (1819-1880) ผู้แต่งนิยาย  Adam Bede (1859), The Mill on the Floss (1860), Silas Marner (1861), Romola (1862–1863), Felix Holt, the Radical (1866), Middlemarch (1871–1872) and Daniel Deronda (1876)

 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายของ George Eliot นะ แต่ก็ตั้งใจว่าอยากจะอ่าน 55555

 

แล้วคุณชอบนักประพันธ์หญิงคนไหนมากที่สุดในยุคนั้นคะ ของเราคือ Emily Dickinson ค่ะ

 

ภาพ

1. รักเดียวของเจนจิรา (1996)

2. ความแตกต่างของสามสาว Brontë

3. Isabelle Adjani as Emily Brontë

4. Isabelle Huppert as Anne Brontë

5. Marie-France Pisier as Charlotte Brontë

6. Molly Shannon as Emily Dickinson in WILD NIGHTS WITH EMILY (2018, Madeleine Olnek, lesbian film, A+30)

7. Judy Davis as George Sand in IMPROMTU

8. Juliette Binoche as George Sand in CHILDREN OF THE CENTURY

9. Natasha Richardson as Mary Shelley in GOTHIC (1986, Ken Russell, UK)

10. MANSFIELD PARK (1999, Patricia Rozema) ที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen เราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

 

Monday, December 29, 2025

SIDNEY SHELDON

 

จริงที่สุด เราก็ชอบ Sidney Sheldon มาก ๆ จำได้ว่าตอนดูมินิซีรีส์ IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, A+30) ที่สร้างจากนิยายของ Sidney Sheldon มันมีฉากที่ให้ตัวละครพระเอกกับนางเอกมาเจอกันครั้งแรกโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง เหมือนทั้งสองเดินชนกัน คุยกันนิดนึง แล้วก็เดินแยกย้ายกันไป ไม่ได้สนใจอะไรกัน แล้วหลังจากนั้นพระเอกกับนางเอกก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยเป็นเวลานานมาก มินิซีรีส์ก็เล่าชีวิตของพระเอกนางเอกแยกกันไปเรื่อย ๆ เหมือนผ่านไปครึ่งค่อนเรื่องแล้ว พระเอกกับนางเอกถึงได้มาเจอและทำความรู้จักกันจริง ๆ (เหมือนถ้ามินิซีรีส์มี 7 ตอน พระเอกกับนางเอกก็ได้มาทำความรู้จักกันจริง ๆ ในตอนที่ 4)

 

เหมือนถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด จริง ๆ แล้วตัวนิยายต้นฉบับมันไม่ได้มีฉากที่ให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันช่วงต้นเรื่อง เหมือนนิยายมันเล่าชีวิตของแต่ละตัวละครนำแยกกันไปได้เลยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง แต่ตัวมินิซีรีส์คงกลัวคนดูงง ก็เลยอยู่ดี ๆ ต้องสร้างฉากให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง แล้วค่อยแยกเล่าเป็นสามเส้นเรื่องตัวละคร (พระเอก, นางเอก กับผู้ชายโรคจิต) ควบคู่กันไป

 

แต่อันนี้เราไม่ขอยืนยันข้อมูลอะไรทั้งสิ้นนะ เพราะเราดูมินิซีรีส์นี้มานาน 38-39 ปีแล้ว



++++

 

Brigitte Bardot จากไปแล้ว ส่วน Catherine Deneuve ตอนนี้มีอายุ 82 ปี ส่วน Jane Fonda มีอายุ 88 ปี

 

ทั้ง Bardot และ Fonda ต่างก็เคยเล่นหนังให้ Jean-Luc Godard โดย Bardot แสดงใน CONTEMPT (1963) ส่วน Jane Fonda แสดงใน TOUT VA BIEN (1972)

 

ในส่วนของ Roger Vadim นั้น Bardot เคยแสดงใน ...AND GOD CREATED WOMAN (1956, Roger Vadim, A+30), Deneuve เคยแสดงใน VICE AND VIRTUE (1963, Roger Vadim) และ Jane Fonda เคยแสดงใน BARBARELLA (1968, Roger Vadim)

+++

 

UNINTENTIONAL TRILOGY

หนังไตรภาคโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

THAI NARCOTICS TRILOGY

 

1. ผู้ผลิต

MOUNTAIN PEOPLE คนภูเขา (1979, Vichit Kounavudhi)

 

2. ผู้ค้า

POWDER ROAD เฮโรอีน (1994, Chatrichaloem Yukol)

 

3. ผู้เสพ

DAUGHTER เสียดาย (1994, Chatrichaloem Yukol)

++++

 

ใน 35 เรื่องนี้ของคุณ Warut เราได้ดูเพียงแค่ 8 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

Nazarbazi (2022, Maryam Tafakory)

Ballet Mécanique (1924, Fernand Léger/Dudley Murphy)

Mud Man (2017, Chikako Yamashiro)

Will You Look at Me (2022, Shuli Huang)

A Movie (1958, Bruce Conner)

At Land (1944, Maya Deren)

The Anthem (2006, Apichatpong Weerasethakul)

Saute ma ville (1968, Chantal Akerman)

 

เหลือที่ยังไม่ได้ดูอีก 27 เรื่องค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=25403193852641662&set=a.25381118184849229

 

Sunday, April 13, 2025

MOST FAVORITE FILMS ABOUT EARTHQUAKES

 

SNOW WHITE เวอร์ชั่นแรกที่เราเคยดูในชีวิตก็คืออันนี้ เราน่าจะได้ดูโฆษณานี้ทางโทรทัศน์ในราว ๆ ปี 1977

 

ขอยกให้ “กระจกวิเศษ” (แป้งน้ำ ควินนา) (สรรพสิริ วิริยะสิริ, animation, A+30) เป็น one of my most favorite Thai animations of all time

 

แต่อยากรู้ปีที่แน่นอนของ animation นี้ เพราะคนแปะคลิปนี้ในยูทูบมันบอกว่าปี 1957 แต่เราได้ดู animation นี้ตอนเราเด็กๆ ราว ๆ ปี 1977 เราก็เลยคิดว่าคนแปะคลิปนี้ในยูทูบน่าจะลงปีผิด

 

Comment บอกว่า คนพากย์คือคุณอำรุง เกาไศยนันท์ กับคุณมาลี ผกาพันธ์

 

สรุปว่า ชอบ animation โฆษณานี้อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะ

 

1. มันเป็น animation ยุคโบราณของไทย ซึ่งถือเป็น rare item อย่างหนึ่ง 55555

 

2. ชอบ script โฆษณามาก ๆ ที่มีการใช้คำคล้องจองกัน

 

3. ชอบเสียงพากย์มาก ๆ ด้วย

 

ขอยกให้งานภาพเคลื่อนไหวนี้ ถือเป็น classic Thai animation และ classic Thai advertisement ด้วย

 

https://www.youtube.com/watch?v=Wsvid1c03wg

+++++++

 

BAD TASTE (2024, Pattanapong Khongsak, 6min, A+25)

 

ตอนช่วงแรก ๆ ของหนัง เราจะรู้สึกงง ๆ เพราะว่าเราเป็นคนที่ชอบสีน้ำเงินและสีม่วงอย่างรุนแรง เรามองว่าสองสีนี้สวยดี และเราก็ชอบกิน blueberry อย่างรุนแรงด้วย เราชอบกินอะไรทุกอย่างที่เป็นรส blueberry เพราะฉะนั้นช่วงแรก ๆ ของหนังเราก็จะงง ๆ ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ทำท่าทางรังเกียจอาหารสองสีนี้

 

พอตอนจบหนังขึ้น text บางอย่าง เราก็เลยเพิ่งเข้าใจหนังเรื่องนี้ในตอนจบ

++++

 

พออ่านข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Samsung กับบริษัทผู้ผลิตสินค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง NOTES FROM GOG MAGOG (2023, Riar Rizaldi, Indonesia, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในปีที่แล้ว และพอข่าวนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเวียดนาม เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE ROUNDUP (2022, Lee Sang-yong, South Korea, A+30) ด้วย

+++

 

พอดูหนังเรื่อง “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊” เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนเด็ก ๆ เราเคยได้ยินคนพูดถึง “พระนางพญา” บ่อย ๆ พอ google ดูเราถึงเพิ่งรู้ว่า “พระนางพญา” สร้างโดยพระวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นแม่ของสมเด็จพระนเรศวร สร้างตั้งแต่ราวค.ศ. 1548 หรือก่อน “เชคสเปียร์” เกิดเสียอีก (เชคสเปียร์เกิดปี 1564) ปัจจุบันนี้พระนางพญาน่าจะมีอายุราว 477 ปีแล้ว

 

 

https://kinyupen.co/2020/01/06/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3/

++++++++++

 

เปรียบเทียบ “พระเครื่องปลอม” กับ “ความรัก”

 

พอเราได้ดู THE STONE เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ (2025, Arak Amornsupasiri, Vuthipong Sukhanindr, A+30) เราก็รู้สึกดีใจอย่างสุดขีด สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ และอีกสาเหตุหนึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความดีงามของหนังเรื่องนี้โดยตรง แต่เป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า “การทำหนังเกี่ยวกับวงการพระเครื่องปลอม” เป็นสิ่งที่ทำได้แล้วในไทยในยุคปัจจุบัน หนังเกี่ยวกับประเด็นนี้ไม่โดนเซ็นเซอร์อีกต่อไปแล้ว

 

คือเราก็ไม่รู้ว่า ถ้าหากมีคนทำหนังประเด็นเดียวกันนี้ในอดีต มันจะโดนเซ็นเซอร์หรือเปล่านะ แต่อย่างน้อยการที่มีหนังเรื่องนี้ออกมาในปีนี้ มันก็แสดงให้เห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ได้เป็น taboo ของหนังไทยอีกต่อไป

 

ดูอย่างการทำขนมอาลัวพระเครื่องเมื่อปี 2021 ก็ยังเจอปัญหาเลย

https://www.prachachat.net/general/news-657747

 

ที่เราอยากให้ประเด็นนี้ไม่เป็น taboo ของหนังไทย เพราะเราอยากให้มีคนนำนวนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” (1976, กฤษณา อโศกสิน) มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์น่ะ

 

“สมมุติว่า เขารักฉัน” ถือเป็นหนึ่งในนวนิยายที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต เราอ่านนิยายเรื่องนี้ตอนที่เราเรียนชั้นมัธยม เมื่อราว 35-40 ปีก่อน อ่านแล้วก็ตายไปเลย กราบตีนอย่างถึงที่สุด และเราก็อยากให้มีคนนำนิยายเรื่องนี้มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์หรือ series มาก ๆ แต่ก็ไม่มีคนนำมาดัดแปลงสร้างสักที ในขณะที่นิยายอย่าง “เมียหลวง” ของกฤษณา อโศกสิน ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์ และละครเวทีไปแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน

 

ซึ่งเราก็เดาเอาเองว่า สาเหตุที่ “สมมุติว่า เขารักฉัน” ไม่ถูกนำมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละคร อาจจะเป็นเพราะว่า นิยายเรื่องนี้ พูดถึง “อุตสาหกรรมการปลอมแปลงพระเครื่อง” และมีฉากที่รุนแรงมาก ๆ เกี่ยวกับพระพุทธรูปอยู่ในนิยายเรื่องนี้ เป็นฉากในความฝันของนางเอก (ถ้าจำไม่ผิด)

 

คือเราอ่านนิยายเรื่องนี้เมื่อ 35-40 ปีก่อนนะ เราก็เลยอาจจะจำเนื้อหาผิดพลาดไปบ้าง แต่ถ้าหากเราจำไม่ผิด นิยายเรื่องนี้ พูดถึง ปูมแก้ว หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงมาโดยคุณตาที่ทำอาชีพปลอมแปลงพระเครื่อง ในตัวนิยายมีการพูดถึงวิธีการต่าง ๆ ในการปลอมแปลงพระเครื่อง อย่างเช่น พอคุณตาหล่อพระเครื่องเสร็จ ก็จะเอาพระเครื่องไปแช่ในรางน้ำ เพื่อให้พระเครื่องดูมีคราบเก่า ๆ ดูเป็นของโบราณ อะไรทำนองนี้

 

แล้วถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด นิยายเรื่องนี้อาจจะต้องการเปรียบเทียบ “คุณค่าของพระเครื่องปลอม” กับ “ความรัก” น่ะ (แต่เราอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้นะ หรืออาจจะคิดเกินเลยจากนิยายมากเกินไปเอง 55555)  คือพระเครื่องปลอม มันอาจจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ในฐานะ “ก้อนดิน” ก้อนหนึ่ง แต่มันอาจจะไม่ได้มีคุณค่าในตัวมันเองจริง ๆ แต่มันมี “ราคา” ขึ้นมาได้ เพราะคนต่าง ๆ ไปให้ค่ากับมันเอง ราคาของมัน จึงเกิดจาก “สิ่งสมมุติ” เกิดจาก “ทัศนคติของคนที่มีต่อมัน” เกิดจาก “ความเชื่อของคนที่มีต่อมัน” เกิดจาก “ความศรัทธาของคนที่มีต่อมัน” พระเครื่องปลอมนั้นไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์กันกระสุนได้จริง ๆ ราคาของมันล้วนเกิดจาก “สิ่งสมมุติ” เกิดจาก “การที่คนต่าง ๆ ไปเชื่อถือศรัทธา ไปให้ค่า” กับมันเอง

 

คล้าย ๆ กับ “ความรัก” เพราะคุณค่าที่คนต่าง ๆ ไปมอบให้กับ “ความรัก” มันก็เป็นสิ่งสมมุติอย่างหนึ่งหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับคนแต่ละคนเองว่าจะให้ค่ากับความรักนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน ความรักนั้น ๆ ไม่ได้มีคุณค่าหรือราคาที่เสถียรตายตัวในตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนแต่ละคนไปให้ค่ากับความรักนั้น ๆ มากน้อยเพียงใด

 

ตัวละครปูมแก้วในนิยายเรื่องนี้ หลงรักชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ และเราเดาเอาเองว่า ความรักของเธอในนิยายเรื่องนี้ ในแง่หนึ่งก็คล้าย ๆ กับ “พระเครื่องปลอม” เพราะว่าปูมแก้วหลงคิดไปเองว่า ชายหนุ่มคนนั้นรักเธอ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ได้รักเธอจริง “ความรักที่เขามีให้เธอ” ไม่ใช่ของจริง มันเป็น “พระเครื่องปลอม” มันเป็น “สิ่งสมมุติ”

 

และถึงแม้ว่าความรักที่ปูมแก้วมีให้กับชายหนุ่มคนนั้น อาจจะเป็น “ของจริง” แต่คุณค่าของความรักนั้นก็เป็นสิ่งสมมุติในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะความรักที่เขามีให้กับเธอนั้น แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่ “สิ่งจำเป็นต่อชีวิต” หรือ “สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต”  เพราะถึงแม้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้รักเธอ เธอก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ หาเลี้ยงชีพได้ หาความสุขในแบบของตัวเองได้ “ความรักที่ชายหนุ่มคนนั้นมีให้กับเธอ” มันไม่ใช่ “สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต” ที่พอขาดไปแล้วร่างกายของเธอจะต้องตาย เหมือนขาดอาหาร, น้ำ, อากาศ, ออกซิเจน อะไรทำนองนี้ ถึงแม้ว่าเขาไม่รักเธอ เธอก็ไม่ตาย และเธอก็สามารถมีชีวิตที่ดีและมีความสุขได้ในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความรักจากเขาด้วย “ความรักระหว่างเขาและเธอ” แท้จริงแล้ว มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตหรือมีคุณค่าต่อชีวิตมากน้อยเพียงใดกันแน่ หรือคุณค่าของมันที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียง “สิ่งสมมุติ” อย่างหนึ่งที่เราอาจจะเคยหลงตีราคามันจนสูงเกินจริงไปลิบลิ่วในอดีตในช่วงที่เราตกหลุมรักเขา

 

เราก็เลยรู้สึกว่า นิยายเรื่องนี้พูดถึง “พระเครื่องปลอม”, “ความรัก” และ “สิ่งสมมุติ” ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ แต่เราอาจจะตีความนิยายเรื่องนี้ผิด หรือเราอาจจะคิดฟุ้งซ่านมากเกินไปเองตอนที่อ่านนิยายเรื่องนี้ก็ได้นะ 55555 เพราะเราอ่านนิยายเรื่องนี้เมื่อราวปี 1988 หรือเมื่อ 37 ปีก่อน นิยายเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ต้องการพูดถึงประเด็นข้างต้นก็ได้ แต่นิยายเรื่องนี้กระตุ้นให้เราคิดถึงประเด็นเหล่านี้โดยที่ตัวนิยายเองอาจจะไม่ได้ตั้งใจ

 

และเราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหากปีนี้มีการสร้างหนังอย่าง “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊” ออกมาได้ นิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” ก็น่าจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ได้โดยไม่โดนเซ็นเซอร์ด้วยเช่นกัน

 

และเราคิดว่า อีกปัญหาหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในการดัดแปลงสร้างนิยายเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ อาจจะเป็นเพราะ “ฉาก climax” ฉากหนึ่งในนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเป็นฉากความฝันที่รุนแรงมาก ๆ ของนางเอก เป็นฉากที่มีพระพุทธรูปอยู่ในความฝันนั้นด้วย (แต่ไม่รู้ว่าเราจำผิดหรือเปล่านะ)

 

เราจำได้ว่า เซ็นเซอร์ไทยและกบว.ไทยในยุคนั้น sensitive มาก ๆ เกี่ยวกับฉากพระพุทธรูป อย่างเช่นตอนที่ “โปเยโปโลเย ภาคสอง” (1990, Ching Siu-tung) มาฉายทางโทรทัศน์ เราจำได้ว่ามันมีฉากบางฉากถูกตัดออกไป ซึ่งน่าจะเป็นฉากที่ปีศาจจำแลงกายมาในรูปแบบคล้าย ๆ พระพุทธรูป ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราก็เลยคิดว่า ในยุคนั้น การนำนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ น่าจะทำไม่ได้ แต่เราคิดว่ายุคนี้น่าจะทำได้แล้ว

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน”

 

1. นอกจากการพูดถึง “คุณค่าอันเป็นสิ่งสมมุติ” ของ “พระเครื่องปลอม” และ “ความรัก” แล้ว นิยายเรื่องนี้ยังพูดถึง “คุณค่าอันเป็นสิ่งสมมุติ” ของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตคนด้วย พวก “ลาภ” “ยศ” “สรรเสริญ” อะไรทำนองนี้ เหมือนนิยายเรื่องนี้บอกว่า “ทัศนคติที่คนอื่น ๆ มองเรา” เป็น “สิ่งสมมุติ” อย่างหนึ่ง มันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือ “ความนับถือตัวเอง” ต่างหาก

 

2. ฉาก climax ในนิยายเรื่องนี้มีหลายฉาก นอกจากฉาก “ความฝันอันรุนแรงมาก ๆ ของนางเอก” แล้ว ก็มีฉาก “นางเอกสติขาดผึง อาละวาดตบคนอย่างรุนแรง” ด้วย

 

คือนางเอกทำงานเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรมมั้ง ถ้าเราจำไม่ผิดนะ แล้วเป็นงานที่เครียดมาก ต้องคอยรับแรงกดดันจากคนต่าง ๆ แล้วพอถึงกลางเรื่อง นางเอกก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ลุกขึ้นมาจิกหัวตบคนต่าง ๆ ในที่ทำงานอย่างรุนแรง

 

คือเราอ่านแล้วอินมากกับฉากนี้ และคิดว่า “สาวออฟฟิศ” หลายคน อาจจะอินมาก ๆ กับฉากนี้เหมือนอย่างเราก็ได้ แบบว่า “กูอยากจะลุกขึ้นจิกหัวตบอีนี่กลางออฟฟิศให้มันหนำใจ” สักหน่อยเถอะ แต่กูทำไม่ได้ในชีวิตจริง แต่นางเอกนิยายเรื่องนี้ทำได้ 55555

 

3. คือเราชอบตัวละคร ปูมแก้ว อย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต และเราก็ชอบตัวละครประกอบในนิยายเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุดในชีวิตด้วย มันคือตัวละคร “เด็กสาว” คนหนึ่งที่เป็นเพื่อนนางเอกในโรงพยาบาลบ้า เป็นตัวละครที่นึกว่าสามารถเข้าไปเดินเฉิดฉายในหนังของ Claude Chabrol และ Jessica Hausner ได้อย่างสบายบรื๋อ สะดือโบ๋

 

คือในช่วงครึ่งหลังของนิยายเรื่องนี้ นางเอกได้เข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลบ้า และได้พบกับ “คุณหมอสาว” ท่านหนึ่ง ที่นิสัยดีมาก และนางเอกก็ได้เพื่อนใหม่ในโรงพยาบาลบ้า เป็น “เด็กสาว” คนหนึ่งที่เข้ามารักษาตัวเช่นกัน

 

แล้ว “เด็กสาว” คนนี้ก็พยายามพูดยุยง พยายามทำอะไรต่าง ๆ ให้นางเอก “เป็นบ้า” ต่อไป หรือเป็นบ้ามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถ้าหากนางเอกยังคงเป็นบ้าต่อไป คุณหมอก็จะรักษานางเอกไม่หาย และเด็กสาวคนนี้ก็ให้เหตุผลว่า “ชีวิตของคุณหมอท่านนี้พบเจอแต่ความสุขมากเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าหากนางเอกยังคงเป็นบ้าต่อไป คุณหมอคนนี้ก็จะได้ลิ้มรสด้วยตัวเองเสียทีว่า ความผิดหวังในชีวิตมันเป็นยังไง”

 

คือเหมือนเด็กสาวคนนี้ไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อนางเอกโดยตรง แต่เด็กสาวคนนี้ “มีความทุกข์” เมื่อเห็นคุณหมอสาว “มีความสุข” เด็กสาวคนนี้ก็เลยพยายามใช้นางเอกเป็นเครื่องมือ ในการทำให้คุณหมอสาวคนนี้ พบกับความทุกข์ในชีวิตเสียบ้าง

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละคร “เด็กสาว” ในนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” นี่เป็นหนึ่งในตัวละครประกอบที่รุนแรงที่สุดในชีวิตคนหนึ่งเลย

 

ถ้าหากเราจำอะไรในนิยายเรื่องนี้ผิดไป ก็ comment มาได้นะคะ เพราะเราก็อ่านนิยายเรื่องนี้มานาน 37 ปีแล้ว 55555

++++

 

Favorite Soundtrack: FEELS SO GOOD – Perri

 

From the film DO THE RIGHT THING (1989, Spike Lee, A+30)

 

ไพเราะเพราะพริ้งๆ พอ ๆ กับเพลงของ Anita Baker เลย

https://www.youtube.com/watch?v=Duf9uHSWZ3k

+++++

Film Wish List: WHO KILLED OUR CHILDREN? (2008, Pan Jianlin, China, documentary)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนของจีนในปี 2008 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงระดับ 8.0 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต  69,000 คน

 

หนังสารคดีเรื่องนี้นำเสนอความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลจีนเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนั้น โดย letterboxd บรรยายถึงหนังเรื่องนี้ไว้ว่า

 

“The Muyu Middle School in Muyu, Qingchuan County, Sichuan, collapsed in the 512 Wenchuan earthquake, killing 286 students according to official statistics; but the actual death toll is not just that. The director Pan Jianlin, who has been in the area since the sixth day after the earthquake, uses interviews to contrast the different perspectives and statements of the students who escaped the disaster, the teachers who are afraid of taking responsibility, the parents who are desperate, the government officials who are hiding the facts to maintain the government’s image, and the rescue workers who are on the run, creating a ridiculous tragedy that is like a Rashomon.”

 

เราเคยดูหนังเรื่อง FEAST OF VILLAINS (2008) ที่กำกับโดย Pan Jianlin เหมือนกัน และเราชอบหนังเรื่องนั้นอย่างสุดขีดมาก ๆ FEAST OF VILLAINS ติดอันดับ 15 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2008

++++++++++

 

MOST FAVORITE FILMS ABOUT EARTHQUAKES

 

มีเพื่อนคนนึงอยากให้เราทำลิสท์หนังภัยพิบัติในดวงใจ แต่เราคิดว่า “หนังภัยพิบัติ” มันกว้างเกินไป เราทำลิสท์ไม่ไหว เราก็เลยทำลิสท์เฉพาะหนังแผ่นดินไหวในดวงใจของเราก็แล้วกัน ซึ่งรายชื่อหนังในลิสท์นี้ก็ครอบคลุมถึงหนังเกี่ยวกับสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหว, หนังเกี่ยวกับ trauma ที่ยังคงหลอกหลอนในใจคนเป็นเวลานานหลายปีหลังจากแผ่นดินไหว และหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ “แผ่นดินไหวเพียงเบา ๆ” ที่ยังไม่ถึงขั้นก่อให้เกิดภัยพิบัติด้วย

 

เรียงตามลำดับปีที่ออกฉาย

 

1.THE GREAT LOS ANGELES EARTHQUAKE (1990, Larry Elikann, 180min)

มินิซีรีส์ที่เคยมาฉายทางช่อง 7

 

2.AND LIFE GOES ON (1992, Abbas Kiarostami, Iran)

 

หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 1990 ในอิหร่าน ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 7.4 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 50,000 คน

 

3.TIMECODE (2000, Mike Figgis)

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์เบา ๆ

 

4.AFTERSHOCKS: THE ROUGH GUIDE TO DEMOCRACY (2002, Rakesh Sharma, India, documentary)

 

หนึ่งในหนังที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือนม.ค.ปี 2001 ในรัฐ Gujarat ของอินเดีย โดยแผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรงระดับ 7.6 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต  20,023 คน

 

แต่สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” แต่คือ “ความชั่วร้ายของมนุษย์” เพราะหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งนั้น บริษัทของรัฐบาลรัฐ Gujarat ก็ฉวยโอกาสทำร้ายชาวบ้าน พยายามขับไล่ชาวบ้านออกจากที่อยู่ที่ทำกินเดิม เพื่อที่ทางบริษัท/รัฐบาล จะได้เข้ามาครอบครองที่ดินของชาวบ้านเหล่านี้ เพื่อทำเหมืองแร่ลิกไนต์

 

หนังเรื่อง AFTERSHOCKS: THE ROUGH GUIDE TO DEMOCRACY นี้ เหมาะฉายควบกับหนังสารคดีของไทยเรื่อง WAVES OF SOULS (2005, Pipope Panitchpakdi) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่นายทุนพยายามหาทางไล่ที่ชาวมอแกน หลังจากเกิดเหตุสึนามิในไทยในช่วงปลายปี 2004 (ถ้าหากเราจำเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ไม่ผิดนะ)

 

5.NOI ALBINOI (2003, Dagur Kári, Iceland)

 

6.BE QUIET, EXAM IS IN PROGRESS! (2006, Ife Ifansyah, Indonesia)

 

หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในยอกยาการ์ตาในอินโดนีเซียในวันที่ 27 พ.ค. 2006 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6000 ราย และมีความรุนแรงระดับ 6.4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลา 14 วันก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก

 

7.SINKING OF JAPAN (2006, Shinji Higuchi, Japan)

 

8.สิ่งที่เคลื่อนไหว (STILL ALIVE) (2006, สุวรรณ ห่วงศิริสกุล, documentary, 90min)

 

สารคดีเกี่ยวผลกระทบจากสึนามิ ที่มีต่อตัวผู้กำกับและชาวบ้านอีกหลาย ๆ คน โดยตัวผู้กำกับเป็นเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าที่ภูเก็ต แล้วร้านของเขาก็พังพินาศเพราะสึนามิในช่วงปลายปี 2004

 

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียในครั้งนั้นมีความรุนแรงระดับ 9.3 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 227,898 คน

 

9.GIBELLINA – THE EARTHQUAKE (2007, Joerg Burger, Austria/Italy, documentary)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเกาะซิซิลีของอิตาลีในปี 1968 ซี่งมีความรุนแรงระดับ 5.0 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 คน โดยหนังสารคดีเรื่องนี้โฟกัสไปที่ “ความพยายามในการใช้พลังของศิลปะ” ในการฟื้นฟูเมืองที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และหนังสารคดีเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า “พลังของศิลปะ” ในบางครั้งก็ไม่สามารถเยียวยาจิตใจหรือฟื้นคืนเมืองที่ถูกทำลายจากแผ่นดินไหวได้แต่อย่างใด เศร้ามาก ๆ

 

10.POOL (2007, Chris Chong Chan Fui, Canada)

 

หนังเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในอาเจะห์ในอินโดนีเซีย ที่เผชิญ trauma หลังจากเกิดเหตุสึนามิในมหาสมุทรอินเดียในช่วงปลายปี 2004

 

11.WONDERFUL TOWN (2007, Aditya Assarat)

 

12.AFTERSHOCK (2010, Feng Xiaogang, China)

 

หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเหอเป่ยของจีนในปี 1976 ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 7.6 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 300,000 คน

 

13.THREE WEEKS LATER (2010, José Luis Torres Leiva, Chile, documentary, 60min)

หนังสารคดีเกี่ยวกับแผ่นดินไหวในชิลีในวันที่ 27 ก.พ. 2010 ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 8.8 และส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิต 525 คน

 

14.HIMIZU (2011, Sion Sono, Japan)

หนังเกี่ยวกับตัวละครที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ในญี่ปุ่น ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 9.1 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 19,759 คน

 

15. A STRANGE CATHEDRAL IN THE THICK OF DARKNESS (2011, Charles Najman, Haiti, documentary, A+30)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไฮติในปี 2010 ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 7.0 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 316,000 คน

 

นอกจากหนังสารคดีเรื่องนี้แล้ว เหตุการณ์แผ่นดินไหวในไฮติ ก็ถูกนำเสนอในหนังเรื่อง THE EXORCIST: BELIEVER (2023, David Gordon Green) ด้วย

 

16.THE IMPOSSIBLE (2012, J.A. Bayona, Spain/Thailand)

 

17.STORYTELLERS (2013, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary)

 

18.GREETINGS FROM FUKUSHIMA (2016, Doris Dörrie, Germany)

 

19.DOUBLE LAYERED TOWN/MAKING A SONG TO REPLACE OUR POSITIONS (2019, Haruka Komori, Natsumi Seo, Japan)  

 

20.VOICES IN THE WIND (2020, Nobuhiro Suwa, Japan)

 

21.YARN (2020, Takahisa Zeze, Japan, 130min)

 

22.THE HOUSE OF THE LOST ON THE CAPE (MISAKI NO MAYOIGA) (2021, Shinya Kawatsura, animation)

 

23.IN THE WAKE (2021, Takahisa Zeze, A+30)

 

24.CONCRETE UTOPIA (2023, Eom Tae-hwa, South Korea)

 

25.KYRIE (2023, Shunji Iwai, Japan, 178min)

 

26.HAPPYEND (2024, Neo Sora, Japan)

แผ่นดินไหวในหนังเรื่องนี้เป็นแค่ระดับเบา ๆ

 

นอกจากหนังเกี่ยวกับแผ่นดินไหวแล้ว ถ้าหากพูดถึงหนังเกี่ยวกับ “ภัยพิบัติ” ที่เป็น “ภัยธรรมชาติ” โดยรวม ๆ เราก็ชอบหนังต่อไปนี้ด้วย

 

1.CONDOMINIUM (1980, Sidney Hayers, 4hours)

มินิซีรีส์ที่เคยมาฉายทางช่อง 3 เกี่ยวกับคอนโดมิเนียมที่ถูกพายุเฮอริเคนพัดถล่มในรัฐฟลอริดา

 

2.CITY OF JOY (1992, Roland Joffé)

หนังมีฉากน้ำท่วมในอินเดีย

 

3.LAST NIGHT (1998, Don McKellar, Canada)

 

4.“ตะลุมพุก มหาวาตภัยล้างแผ่นดิน” (2002, ปิติ จตุรภัทร์)

 

5.CHILDREN OF MUD (2009, Daniel Rifki, Indonesia, ภูเขาไฟระเบิด)

 

6.HAEUNDAE (2009, JK Youn, South Korea)

 

7.2022 สึนามิ วันโลกสังหาร (2009, Toranong Srichua)

 

8.MELANCHOLIA (2011, Lars von Trier, Denmark)

 

9.FORCE MAJEURE (2014, Ruben Östlund, Sweden)

 

10.POMPEII (2014, Paul W.S. Anderson)

 

11.STORM CHILDREN: BOOK ONE (2014, Lav Diaz, Philippines, documentary)

 

12.TRAP (2015, Brillante Mendoza, Phillippines)

 

13.THE WAVE (2015, Roar Uthaug, Norway)

 

14.YOUR NAME (2016, Makoto Shinkai, animation)

 

15.ASHFALL (2019, Kim Byung-seo, Lee Hae-jun, South Korea, A+30)

 

16.THE BURNING SEA (2021, John Andreas Andersen, Norway)

 

17.SINKHOLE (2021, Kim Ji-hoon, South Korea)

 

18.SURVIVE (2024, Frédéric Jardin, France)

 

++++++++

 

เรื่องนี้จะแล้วมั้ย!? ตอน เมื่อพ่อของเพื่อนสนิทและผมทำสิ่งนี้ด้วยกัน (2024, G Label, documentary, A+30)

 

อะไรคือการที่ยูทูบแนะนำให้เราดูสิ่งนี้ในวันสงกรานต์คะ 55555 ยูทูบนี่รู้ใจดิฉันดีจริง ๆ

 

เราไม่เคยดูยูทูบช่องนี้มาก่อน แต่พอได้ดูตอนนี้แล้วก็ชอบมาก ๆ ผู้ชายคนนี้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตอนม.2 ตอนนั้นเขาไปนอนบ้านญาติ และได้นอนข้าง ๆ พ่อของเพื่อน เขาพบว่าพ่อของเพื่อนรูปร่างดีมาก เขาก็เลยอดใจไม่ไหว เขาพยายามลูบ ๆ คลำ ๆ ร่างกายและอวัยวะต่างๆ ของพ่อของเพื่อนขณะที่พ่อของเพื่อนหลับอยู่ และหลังจากนั้น....

 

ชอบ comments ของเกย์อีกหลายคน ที่มาช่วยแชร์ประสบการณ์ทำนองเดียวกันมาก ๆ  ทั้งเรื่องของ

 

1. “ช่วงนั้นพ่อผมไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดป่าบนภูเขาที่ต่างจังหวัด เพื่อนพ่อเลยมาชวนที่บ้านผมขึ้นไปเยี่ยมพ่อผมที่วัด”

 

2. “เวลาอานอนก็จะใส่ชุดสบายๆ ถอดเสื้อ ใส่กางเกงบอล ไม่ใส่กางเกงใน”

 

3. “อาเขยเป็นคนหล่อมากและรูปร่างดีมากๆ สูง 175-178”

 

4. “ส่วนตัวผมก็เคยกับพ่อเพื่อนที่ไม่สนิทเหมือนกัน แกชื่อน้าชม แกเป็นพ่อเลี้ยงเดียว ไม่มีเมีย มีแต่ลูกชายหนึ่งคน”

 

5. “ตอนนั้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วผมอายุ 18 ลุงทศเขาอายุ 50 ปีพอดี”

 

คือ CALL ME BY YOUR NAME (2017, Luca Guadagnino) ตายห่าไปเลยของจริง 55555

https://www.youtube.com/watch?v=0Dj3tDWVPOA