Showing posts with label BOOK. Show all posts
Showing posts with label BOOK. Show all posts

Saturday, April 04, 2026

plain song by Sorawit Songsataya

 

ตื่นมาเช้านี้ลูกหมีบอกว่า เจอแสงอะไรไม่รู้ประหลาด ๆ อยู่ที่ฝาผนังห้อง แม่หมีก็เลยถ่ายคลิปเก็บไว้ ทั้งแม่หมีและลูกหมีก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นแสงสะท้อนจากอะไร

+++

 

เราก็นึกว่าเราเป็นอยู่คนเดียว คือเมื่อหลายปีก่อน ก็มีอพาร์ทเมนท์ห้องนึงที่อยู่ใกล้ ๆ ห้องเรา แพคของโดยใช้เทปกาวมีเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานานในแต่ละวันเหมือนกัน จนเราทนไม่ได้ ต้องไปซื้อยางอุดหูมาใส่ตอนนอน แต่เรายังโชคดีที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานไม่กี่เดือน แล้วเราก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นอีก แสดงว่าผู้เช่าห้องนั้นได้ย้ายออกไปแล้ว

 

คือเราก็นึกว่าเราเป็นคนเดียวที่นอนไม่หลับเพราะ “การแพคของโดยใช้เทปกาวมีเสียง” แต่พอเราอ่านโพสท์นี้ เราก็พบว่า เราไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว

 

อยากรู้เหมือนกันว่ามันมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อะไรหรือเปล่า ที่ “การแพคของโดยใช้เทปกาวมีเสียง” มันก่อให้เกิดเสียงดังที่ทะลุฝาผนังห้องหรือกำแพงห้องออกมาได้มากกว่าเสียงประเภทอื่น ๆ

 

เดี๋ยวว่าง ๆ เราไปซื้อ “เทปกาวไร้เสียง” มาไว้ติดห้องด้วยดีกว่า เผื่ออนาคตเราหอบข้าวหอบของย้ายไปอยู่กับผัว เราจะได้แพคของย้ายออกโดยไม่ทำเสียงดังรบกวนห้องอื่น ๆ

+++

 

16. GIRLS BAND CRY THE MOVIE: HEY, OUR FUTURE (2025, Kazuo Sakai, Japan, animation, A+30)

 

ตัวละคร Nina และตัวละคร Rupa พูดคำว่า Tadaima ในหนังเรื่องนี้

+++

UDINE FAR EAST FILM FESTIVAL ประกาศรายชื่อหนังที่จะฉายในปีนี้ออกมาแล้ว เราอยากดู LOVE NEVER CEASES (1962, Shao Lo-hui, Taiwan, 95min) มาก ๆ

https://www.fareastfilm.com/archivi/FEFJ/files/2026/AllTheFilmsAtAGlance_2026.pdf

+++

 

ข้อมูลเก่าจาก October 19 2017

 

ไม่ได้ไปงานหนังสือมานานหลายปีแล้ว แต่คราวนี้ตัดสินใจไป เพราะอยากได้ลายเซ็นของปราปต์มากๆ ตอนแรกกะจะไปซื้อแค่ “ร้านโชว์เฮี้ยน” ของปราปต์เล่มเดียว แล้วก็ขอลายเซ็น แล้วก็รีบกลับเลย แต่ทำไมตอนเดินออกจากงานนี้ ถึงได้ติดมือมาทั้งหมด 7 เล่มคะ 555

 

สรุปความเสียหายทางการเงินจากการไปงานครั้งนี้

1.ร้านโชว์เฮี้ยน เขียนโดย ปราปต์

2.ธรรมชาติของการใช้อำนาจรัฐ โดยกษัตริย์ เขียนโดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล

3.อาณานิคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เขียนโดย ไชยันต์ รัชชกูล

4.พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม เขียนโดย โก้วเล้ง แปลโดย ว.ณ เมืองลุง

5.THE IMMORTAL STORY (ตำนานนิรันดร์) เขียนโดย Isak Dinesen แปลโดย อรจิรา โกลากุล

6.สูญสิ้นความเป็นคน เขียนโดย ดะไซ โอซามุ แปลโดย พรพิรุณ กิจสมเจตน์

7.นิตยสาร BIOSCOPE เล่ม 182

++++

 

ดีใจวันนี้ได้เจอเพื่อน ๆ อักษร สองรูปแรกเป็นรูปที่ถ่ายวันนี้ ส่วนรูปที่สามเป็นการ flashback ไปยังปี 1994 สมัยนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ แล้วเราต้องเอาผ้าติดตัวไปด้วยตลอดเวลา

+++

 

PULSE (2026, Sorawit Songsataya, video installation, 14.50min)

 

ดูในนิทรรศการ plain song ลมๆแล้งๆ ที่ Storage

 

RAW_Jackfruit_unedited (2026, Sorawit Songsataya, video installation, 07.38min)

 

ดูในนิทรรศการ plain song ลมๆแล้งๆ ที่ Storage

 

LICHENS (2026, Sorawit Songsataya, UV print on handmade paper)

 

ดูในนิทรรศการ plain song ลมๆแล้งๆ ที่ Storage

 

VOICE BREAK (2026, Sorawit Songsataya, ratten vine, UV print on handmade paper)

 

ดูในนิทรรศการ plain song ลมๆแล้งๆ ที่ Storage

 

LISTENING DEVICE (2026, Sorawit Songsataya, ratten vine, windowpane oyster shell, brass wire, acrylic bead)

 

ดูในนิทรรศการ plain song ลมๆแล้งๆ ที่ Storage

 

Film Wish List: Beyond the Killing Fields: Refugees on the Thai-Cambodian Border (Taiwan, documentary)

  

 

Monday, March 30, 2026

HOW TO CONTACT ME

 

ช่วงนี้เฟซบุ๊กของเราประสบปัญหา ถูกแบนไป 4 รอบ ภายในเวลา 15 ชั่วโมง โดยไม่มีสาเหตุอะไรทั้งสิ้น เหมือนเฟซบุ๊กมันสงสัยว่าเราเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ มันก็เลยแบนเราไปตอนราว 23.40-00.40 น. หลังจากนั้นเราก็เข้าเฟซบุ๊กได้แป๊บนึง แล้วมันก็แบนเราอีกในเวลาราว 01.00-02.00 น. แล้วหลังจากนั้นมันก็แบนเราอีกตอน 11.30-12.30 และตอน 13.00-14.00 น.

 

ก่อนหน้านั้นเพื่อนของเราสองคนก็โดนแบนไป 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน

 

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว instagram ของเรายังใช้งานได้นะ

 

ก็เลยจะบอกว่า ถ้าหากในอนาคตเกิดเหตุแบบนี้อีก ติดต่อเราทาง facebook หรือ messenger ไม่ได้ ก็อาจจะติดต่อเราได้ทาง

 

1. อีเมล

bearania@yahoo.com

 

2. โทรศัพท์ + sms

0876896043

 

3. LINE

mameijambang2

 

4. instagram

https://www.instagram.com/wayluree/

 

5. Youtube channel

https://www.youtube.com/@jitphokaew

 

6. หรือถ้าจะอ่านงานเขียนของเรา ก็อ่านได้ที่ blog นะ แต่ blog ของเราไม่เปิดช่อง comment เพราะมันชอบมี spam เข้ามาถล่มในช่อง comment

https://celinejulie.blogspot.com/

 

7. เฟซบุ๊กอีกอันของเรา Jerdtanee Kengkrajai เจิดทนี เข่งกระจาย

เชิญแอดเราได้ตามสบาย

Facebook

 

8. Letterboxd ของเรา

https://letterboxd.com/JitPhokaew/films/

เหมือนทุกครั้งที่เรา comment เราจะโดนแบนไป 1 ชั่วโมง

 

ไม่รู้มีใครเจอปัญหาแบบนี้ในช่วงนี้อีกบ้าง

+++

 

ฉันรักเขาอย่างรุนแรง Jackson Yee in SCARE OUT (2026, Zhang Yimou, China, A+25)

 

พอดู SCARE OUT กับ THE SHADOW’S EDGE (2025, Larry Yang, Hong Kong/China, A+30) ในเวลาไล่เลี่ยกัน เราก็เลยแอบสงสัยว่า รัฐบาลจีนพยายาม normalize การสอดส่องตรวจตราประชาชนหรือเปล่า 55555

 

คือพอดูหนังสองเรื่องนี้แล้ว ผู้ชมก็อาจจะรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ดีแล้วที่รัฐบาลจีนติดกล้องวงจรปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ, ใช้โดรนจับภาพดูประชาชนตลอดเวลา และใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนตลอดเวลา เพราะการที่รัฐบาลจีนใช้เทคโนโลยีในการจับตาดูความเคลื่อนไหวของประชาชนในทุก ๆ อิริยาบถแบบนี้ มันมีจุดประสงค์เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนเอง 55555

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า SCARE OUT และ THE SHADOW’S EDGE เป็นลูกหลานของหนังเรื่อง THE SYSTEM (1979, Yung Wai-chuen, Hong Kong, A+30) แต่เราชอบ THE SYSTEM มากสุดในบรรดาหนังสามเรื่องนี้ เพราะ THE SYSTEM มันไม่ทำให้เรารู้สึกเอ๊ะกับ “จุดประสงค์ของรัฐบาลจีน” 55555

++++

 

เนื่องจากอยู่ดี ๆ เราก็โดนเฟซบุ๊กแบนไป 3 รอบ เราก็เลยทดลองเปลี่ยนรูป profile ใหม่ ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่รู้ว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือเปล่า

 

เราขอแปะประโยค “ได้โปรดอย่าส่งหนังใด ๆ มาให้ผมดูอีก” ไว้ตามเดิมนะ เพราะก่อนหน้านั้นเคยมีผู้กำกับจำนวนมากมายหลายคนส่งหนังของตนเองมาให้เราดูและเขียนถึง จนเราแทบไม่มีเวลาว่างเหลือไว้ทำอะไรอย่างอื่นอีกต่อไป เราก็เลยต้องคง policy นี้ไว้ตามเดิมจ้ะ

++++

 

ลูกหมีบอกว่า “หนูอยากอ่านอิเหนาให้แม่หมีฟัง” ตอนแรกแม่หมีก็ดีใจ นึกว่าลูกหมีรักการอ่าน แต่พอแม่หมีเห็นหนังสือที่ลูกหมีอ่านในช่วงนี้ แม่หมีก็เริ่มสงสัยในเจตนาของลูกหมี 55555

 

หนังสือที่ลูกหมีอ่านในช่วงนี้

1. ARAYA RASDJARMREARNSOOK: THE BOUQUET AND THE WREATH (2026)

 

ลูกหมีดีใจที่มีบทสนทนาระหว่าง Araya กับ Kawita Vatanajyankur อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย

 

หนังสือเล่มนี้ซื้อได้ที่ 100 Tonson Foundation นะ

 

2. ศิลปะกับถ้อยความ (ART AND WORDS) (2006) – Araya Rasdjarmrearnsook

 

3. วันใบไม้ร่วงของคนไกลบ้าน (ART AFFAIR) (2008) – อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

 

4. ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งพึงควรใส่ใจคือการทรยศของดวงจันทร์ (IN THIS CIRCUMSTANCE, THE SOLE OBJECT OF ATTENTION SHOULD BE THE TREACHERY OF THE MOON) (2009) -- Araya Rasdjarmrearnsook

 

5. ผุดเกิดมาลาร่ำ (2018) -- อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

 

จริง ๆ โพสท์นี้ไม่มีอะไร คือเราเพิ่งซื้อหนังสือ ARAYA RASDJARMREARNSOOK: THE BOUQUET AND THE WREATH มา เราก็เลยเอาหนังสือเล่มนี้มาถ่ายรูปรวมกับหนังสือเล่มอื่น ๆ ของอ.อารยาที่เรามีอยู่

+++

 

ARAYA RASDJARMREARNSOOK: TEXTUALLY

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0HdJVPXedi9U5aaH7NyJLCdSYE4XYKVJfmxyxCsL723Ev9ozdL4y1sJYJfq1f9nqJl

++++

 

กราบบบบบ THE ORIGINS OF TOTALITARIANISM เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก ๆ แล้วพอเราได้อ่านโพสท์นี้ เราก็สงสัยต่อว่า แล้วมันมีคำอธิบายอะไรไหม เกี่ยวกับความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นทำกับเกาหลีและจีนในช่วงต้นถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทำไมคนญี่ปุ่นในยุคนั้นถึงกล้าเข่นฆ่าคนชาติอื่น ๆ ในเอเชียอย่างรุนแรงแบบนั้น คือเราได้ดูหนังหลายเรื่องที่พูดถึง “ความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นทำไว้ในยุคนั้น” แต่เราก็สงสัยว่า มันมีคำอธิบายอะไรไหม เพราะอะไรคนญี่ปุ่นในยุคนั้นถึงเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ THE RAPE OF NANKING ที่มีชาวจีนถูกฆ่าตายกว่า 3 แสนคน

 

แต่ในแง่หนึ่งเราก็นึกถึงนิยาย LORD OF THE FLIES (1954) ของ William Golding เพราะนิยายเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ในบางครั้งพอคนอื่น ๆ ในสังคมมองว่า “สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” เราก็อาจจะเผลอคล้อยตามคนอื่น ๆ ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ทั้ง  ๆ ที่ถ้าหากเราใช้วิจารณญาณของตนเอง เราจะต้องไม่คล้อยตามคนอื่น ๆ ในสังคม

 

ในอีกแง่หนึ่ง พฤติกรรมการ bully ที่เป็นปัญหาในโรงเรียนบางโรงเรียน ก็ทำให้เราสงสัยว่า มันเกี่ยวข้องกับ “เชื้อความเป็นเผด็จการ” ที่แอบซ่อนอยู่ในตัวคนบางคนหรือเปล่า

https://web.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/pfbid0YAd5QXiJackpb63kyyWxQgJpdzsHXHeth7Cii9mE9RF2PF3o1KQBtrhUzTMC2YNml

 

Thursday, March 05, 2026

A BOOK CALLED RUTH BECKERMANN

 

ซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกหมีเป็นหนังสือ RUTH BECKERMANN ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ชาวออสเตรียคนโปรดของเรา เราเคยดูหนังสารคดีสองเรื่องของเธอ ซึ่งก็คือ THE WALDHEIM WALTZ (2018, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และ MUTZENBACHER (2022, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และเราก็ขอยกให้ MUTZENBACHER เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS OF ALL TIME ไปเลย และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้

 

ตอนนี้ Ruth Beckermann กำกับภาพยนตร์มาแล้ว 17 เรื่อง

 

หนังเรื่อง FAVORITEN (2024, Ruth Beckermann, Austria, documentary) มีให้ดูฟรีในไทยทางเว็บไซท์ VIPA ด้วยนะ

 

เราสั่งซื้อหนังสือ RUTH BECKERMANN ทางเว็บไซท์ของ Columbia University Press ซึ่งเว็บไซท์นี้มีขายหนังสือของ Austrian Film Museum ด้วย สำนักพิมพ์นี้จัดพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนมากเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น

 

1. Werner Schroeter กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 942 บาท

2. Robert Kramer

3. Maria Lassnig

4. Robert Beavers

5. Joe Dante

6. Romuald Karmakar กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 1040 บาท

Edited by Olaf Möller

7. Olivier Assayas

8. Gustav Deutsch กรี๊ดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 867 บาท

9. Josef von Sternberg

10. Dziga Vertov

 

ไม่รู้เหมือนกันว่า ห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา มีหนังสือกลุ่มนี้บ้างหรือเปล่า

+++

 

ฉันรักเขา George Young from THE STRANGERS: CHAPTER 3 (2026, Renny Harlin, A+) และ MALIGNANT (2021, James Wan, A+30)

 

ฉันรักเขา Joe Alwyn from HAMNET (2025, Chloé Zhao), THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet), KINDS OF KINDNESS (2024, Yorgos Lanthimos), THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos) และ BILLY LYNN’S LONG HALFTIME WALK (2016, Ang Lee)

 

เราเพิ่งรู้ว่าเขาเคยเป็นแฟนกับ Taylor Swift 55555

 

+++

 

เมื่อวานเราโพสท์ถึงออสการ์หนังต่างประเทศไปแล้ว วันนี้ก็เลยมาขอเสริมว่า อีกสาขาที่เราอยากให้มีผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์นำเข้ามาฉายในไทยให้ครบทั้ง 5 รายชื่อผู้เข้าชิง ก็คือสาขา “นักแสดงนำหญิง”

 

เพราะว่าสาขานี้เป็นสาขาที่เรากับเพื่อน ๆ กะเทยมีความ obsessed กับมันตั้งแต่เราอยู่โรงเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 น่ะ อย่างที่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เราชอบเล่นเกม “ฉันจองเป็นตัวละครตัวไหนในหนังเรื่องไหน” หรือ “ฉันจองเป็นนักแสดงคนไหน” อะไรทำนองนี้

 

คือตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อนกะเทยบางคนของเราก็จองเป็น Meryl Streep ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Jodie Foster ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Annette Bening ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Angelica Huston ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Goldie Hawn ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Cher ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Sharon Stone ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น จงฉู่หง ในหนังทุกเรื่อง

 

ส่วนเรานั้น จองเป็น Holly Hunter, Debra Winger, Judy Davis, Isabelle Adjani, หลินชิงเสีย, จางอ้ายเจีย, Yoko Minamino ในหนัง + ละครทุกเรื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา 55555

 

แล้วพอเรากับเพื่อน ๆ กะเทยชอบเล่นเกมนี้กันตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นเรากับเพื่อน ๆ ก็เลยเหมือนรู้สึกว่า ตัวเองได้เข้าชิงออสการ์ ไปด้วย เมื่อ “นักแสดงหญิง” ที่เราเลือกเป็น ได้เข้าชิงออสการ์ในแต่ละปี 55555

 

ตอนนี้ก็เลยได้แต่รอดูว่า SONG SUNG BLUE (2025, Craig Brewer) จะได้ลงโรงฉายในไทยไหม เพราะว่า Kate Hudson ได้ชิงออสการ์จากหนังเรื่องนี้ ส่วนผู้เข้าชิงอีก 4 รายนั้นหนังได้เข้าฉายในไทยครบแล้ว ทั้ง Jessie Buckley from HAMNET (2025, Chloé Zhao), Renate Reinsve from SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway), Emma Stone from BUGONIA (2025, Yorgos Lanthimos) และ Rose Byrne from IF I HAD LEGS, I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein)

 

เหมือนปีสุดท้ายที่หนังทั้ง 5 เรื่องในสาขานี้ ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง ก็คือปี 2017 กับ 2018 นะ เพราะว่า THREE BILLBOARDS OUTSIDE EBBING, MISSOURI (2017, Martin McDonagh), THE SHAPE OF WATER (2017, Guillermo del Toro), I, TONYA (2017, Craig Gillespie), LADY BIRD (2017, Greta Gerwig), THE POST (2017, Steven Spielberg) ที่เข้าชิงในปี 2017 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง และ THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos), ROMA (2018, Alfonso Cuarón), THE WIFE (2018, Björn L. Runge), A STAR IS BORN (2018, Bradley Cooper) และ CAN YOU EVER FORGIVE ME? (2018, Marielle Heller, ฉายที่ Bangkok Screening Room) ที่เข้าชิงในปี 2018 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง

 

แต่หลังจากนั้นหนังบางเรื่องที่เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิง ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้จัดจำหน่ายในไทย อย่างเช่น HARRIET (2019, Kasi Lemmons) ที่นำแสดงโดย Cynthia Erivo, MA RAINEY’S BLACK BOTTOM (2020, George C. Wolfe) ที่นำแสดงโดย Viola Davis, THE EYES OF TAMMY FAYE (2021, Michael Showalter) ที่นำแสดงโดย Jessica Chastain, TO LESLIE (2022, Michael Morris) ที่นำแสดงโดย Andrea Riseborough, NYAD (2023, Elizabeth Chai Vasarhelyi, Jimmy Chin) ที่นำแสดงโดย Annette Bening และ I’M STILL HERE (2024, Walter Salles, Brazil) ที่นำแสดงโดย Fernanda Torres ต่างก็ไม่ได้ลงโรงฉายในไทย

 

แล้วเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ เคยจองเป็น “นักแสดงหญิง” คนไหนบ้าง 55555

 

อันนี้เป็นรูปของ Isabelle Adjani จาก THE DRIVER (1978, Walter Hill) เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายทางช่อง 5 (ถ้าเราจำไม่ผิดนะ) ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วหนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นสาเหตุให้เราจองเป็น Isabelle Adjani ในหนังทุกเรื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

Tuesday, February 17, 2026

WUTHERING HEIGHTS

 

ฉันรักเขา Avinash Tiwary in O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30)

 

1. พอเราดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงยาวแค่ 150 นาที (ตามที่เว็บเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์บอกไว้) แต่เวอร์ชั่นที่ลงใน WIKIPEDIA กับ IMDB บอกว่าหนังมันยาว 178 นาที ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงสั้นกว่าที่อื่น 28 นาที แล้วเนื้อหาตรงส่วนไหนที่มันหายไป

 

แต่เราก็ไม่ได้จับเวลาดูหรอกนะว่า เวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาวจริง ๆ กี่นาที อาจจะต้องฝากเพื่อน ๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ช่วยจับเวลาดูว่า หนังมันยาวจริง ๆ กี่นาทีโดยไม่รวมเวลา intermission

 

คือเมื่อวานเราดูรอบ 19.00 น. หนังมันเริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.20 น. แล้วหนังมี intermission ราว 5-10 นาที พอหนังจบแล้ว เราไม่ได้ดู end credits ต่อ เราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือแป๊บนึง แล้วเราก็ส่ง line คุยกับเพื่อนตอนเวลา 22.33 น. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า ตกลงเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาว 150 นาทีหรือ 178 นาที หรือว่าจริง ๆ แล้วของไทยมันก็ยาว 178 นาที แต่อีเว็บไซท์ Major Cineplex ลงข้อมูลผิดเอง 55555

 

2. พอดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า Vishal Bhardwaj ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงในการสร้างหนังเรื่องนี้จาก AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าใน O’ROMEO นั้น มีฉากสำคัญสองฉากเกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงในสเปน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เนื้อหาของหนังมันไม่จำเป็นต้อง set ฉากให้เกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงก็ได้ คือเหมือนตัวผู้ร้ายของหนังมันชื่นชอบการสู้วัวกระทิง ฉากสำคัญของหนังมันเลยไปเกิดขึ้นที่สนามสู้วัวกระทิง แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันสร้างตัวละครผู้ร้ายให้ชื่นชอบ hobby อื่น ๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้อง set ฉากสนามสู้วัวกระทิงขึ้นมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงต้องให้ความสำคัญกับฉากสนามสู้วัวกระทิงมากมายขนาดนี้ หรือว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงจาก AFTERNOONS OF SOLITUDE 55555

++++

 

หลังจากที่เราได้ดูหนังเรื่อง O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30) ที่พูดถึงการสู้วัวกระทิงในสเปน เราก็เลยสงสัยว่าศาสนาฮินดูมอง “วัวกระทิง” อย่างไร คือเรารู้ว่า “วัว” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู แต่เราไม่เคยรู้ว่าวัวกระทิงกับควายมีสถานะอย่างไรในฮินดู เราก็เลยต้องกูเกิลถามเอา

 

เราว่าเป็นหนังที่ "ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้" นะ คือหนังมัน visually striking เหมือนหนังทุกเรื่องของ Vishal Bhardwaj และก็มีมาตรฐานดีกว่าหนังบอลลีวู้ดทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ "ห้ามพลาด" แต่อย่างใด

 

แต่ก็ถือเป็นหนังที่ "ห้ามพลาด" สำหรับใครก็ตามที่อินกับหนังเรื่อง THE BRIDE WORE BLACK (Francois Truffaut) 55555

++++++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยอยากให้มีคนเขียนเปรียบเทียบตัวละคร “ปวุติ” (ธงไชย แมคอินไตย์) ในละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) ที่สร้างจากนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” ของโบตั๋น กับตัวละคร “หีดขลิบ” Heathcliff ใน WUTHERING HEIGHTS มาก ๆ เราว่า

 

1. ปวุติ กับ Heathcliff นี่มีส่วนคล้ายกันในบางแง่มุม คือเป็น “ลูกบุญธรรม” ที่คั่งแค้นตระกูลคนรวย และพยายามทำลายล้างตระกูลคนรวยเหมือนกัน

 

2. ถึงแม้เนื้อหาส่วนอื่น ๆ ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “บ้านสอยดาว” จะไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แต่เราว่าตัวละครบางตัวในสองเรื่องนี้ก็ “มีความแตกต่างกัน” อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น ตัวละครแอบจันทร์ (มยุรา ธนะบุตร) ใน “บ้านสอยดาว” กับ Catherine ใน WUTHERING HEIGHTS นั้นก็เป็นตัวละครสาวคนรวยผู้คลั่งรัก และเก็บกดทางเพศอย่างรุนแรงเหมือนกัน แต่แอบจันทร์ถูก treat เป็น “นางอิจฉา” ในขณะที่ Catherine ถูก treat เป็นนางเอก

 

3. ตัวละคร Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “อิงฟ้า” (อุทุมพร ศิลาพันธุ์) ในบ้านสอยดาว ก็เหมาะจะนำมาเทียบเคียงกัน เพราะทั้งสองมีสถานะ “กึ่ง ๆ ลูกบุญธรรมในบ้านคนรวย” เหมือนกัน และคอยดูแล “บัญชี” ของบ้านคนรวยเหมือน ๆ กัน และก็เป็น “หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ “อิงฟ้า” ถูก treat เป็นนางเอกของ “บ้านสอยดาว” ในขณะที่ Nelly นั้น คือ “นางตัวร้าย” ที่แท้จริงของ WUTHERING HEIGHTS เพราะความชิบหายของตัวละครอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ Nelly “เลือกว่าจะให้ตัวละครตัวไหน ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ้าง”

 

อันนี้คือสิ่งที่นักวิจารณ์ตีความบทประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS ของ Emily Bronte นะ ซึ่งเราก็เห็นด้วยมาก ๆ เพราะในเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เห็นได้ชัดว่า การกระทำของ Nelly ในการควบคุม “ข้อมูลข่าวสาร” ของตัวละครอื่น ๆ มันนำมาซึ่งความชิบหายของทุก ๆ คนของจริง

 

จริง ๆ แล้ว เราก็แอบสงสัยว่า โบตั๋นได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครปวุติมาจาก WUTHERING HEIGHTS หรือเปล่า 55555

 

อันนี้เป็นภาพของ

 

1.ธงไชย แมคอินไตย์ ในบท ปวุติ ใน “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30)

 

2. อภิชาติ พัวพิมล ในบท ปวุฒิ ใน “บ้านสอยดาว” (1996) เวอร์ชั่นนี้ คุณอินทิรา เจริญปุระ รับบท “อิงฟ้า” แต่เราไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้นะ

 

3. WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ มี Richard Gomez รับบทเป็น Gabriel ใน I WILL WAIT FOR YOU IN HEAVEN (1991, Carlos Siguion-Reyna, Philippines) เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

4. WUTHERING HEIGHTS (1988, Yoshishige Yoshida, Japan, 143min) มี Yusaku Matsuda เล่นเป็นพระเอก เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

5. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มี Lucas Belvaux เล่นเป็นพระเอก เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell

 

สรุปว่าเราเคยดู WUTHERING HEIGHTS ไปแค่สองเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นของ Jacques Rivette กับ Emerald Fennell และเคยดู “บ้านสอยดาว” ไปแค่เวอร์ชั่นเดียวนะ เราชอบ WUTHERING HEIGHTS ของ Jacques Rivette มากๆ มันมี magic ของความรู้สึก “โปร่งโล่งเบาสบาย อากาศถ่ายเท” ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ความรู้สึก magic แบบนี้มันอธิบายได้ยากมาก

 

ส่วนเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เราชอบ “ความพยายามทำให้เหมือนหน้าปกนิยาย Romance” ของมัน 5555 และเราชอบการ treat ตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะตัวละคร Nelly (Hong Chau), Isabella (Alison Oliver) และ Zillah (Amy Morgan) คือเราว่าจริง ๆ แล้วทั้งสามตัวนี้ “แรง” พอ ๆ กับนางเอกเลยทีเดียว และทั้งสามตัวนี้ดูเหมือน “ไม่ใช่เหยื่อของผู้ชาย” โดยเฉพาะ Isabella กับ Zillah ที่สามารถทำให้ผู้ชายมาตอบสนองอารมณ์ทางเพศของพวกเธอได้

 

คือหน้าที่หลักของนิยาย Romance คือการตอบสนอง sexual fantasy ของผู้อ่าน ที่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเป็นผู้หญิงหรือเกย์ และผู้อ่านกลุ่มนี้อาจจะชอบจินตนาการถึง “ผู้ชายดิบ ๆ เถื่อน ๆ” และเราว่าพอมองการ treat ตัวละคร Isabella กับ Zillah ในหนังของ Emerald Fennell เราก็รู้สึกว่า WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นนี้มันทำหน้าที่คล้าย ๆ กับ “นิยาย Romance” ยุคเก่าได้ดีพอสมควร

 

สรุปว่าดิฉันขอจองเป็น Zillah ใน WUTHERING HEIGHTS (2026) ค่ะ เพราะดิฉันอยากเริงรักกับ Joseph (Ewan Mitchell) มาก ๆ

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีการนำ “บ้านสอยดาว” มาสร้างอีกไหม หรือจะมีการนำ WUTHERING HEIGHTS มาดัดแปลงเป็นไทยบ้างหรือเปล่า แต่ดิฉันอยากได้ “ปวุติ” หรือ Heathcliff ที่ให้อารมณ์แบบ เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี หรือทศพล หมายสุข ค่ะ 55555

+++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ข้างล่าง ที่เราเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างตัวละคร “อิงฟ้า” ใน “บ้านสอยดาว” กับ Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) ไปแล้ว เราก็เลยขอแปะรูปไปด้วยเลยดีกว่า 555

 

หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย

 

1. อิงฟ้า ใน “บ้านสอยดาว” (1996) รับบทโดย อินทิรา เจริญปุระ

2. อิงฟ้า ใน  “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) รับบทโดย อุทุมพร ศิลาพันธุ์

3. Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) รับบทโดย Hong Chau

4. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1992, Peter Kosminsky, UK) รับบทโดย Janet McTeer

5. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1939, William Wyler) รับบทโดย Flora Robson

 

จริง ๆ แล้วเราชอบการแสดงของ Sandra Montaigu ในบท “พี่เลี้ยงนางเอก” ใน WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มาก ๆ เลยนะ แต่เสียดายที่เราหารูปของ Sandra Montaigu จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย

+++

 

5. SHAM (2025, Takashi Miike, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Seiichi Yabushita (Go Ayano) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE BRONTË SISTERS (1979, André Téchiné, France, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE BRONTË SISTERS เล่าเรื่องของสามสาวพี่น้องตระกูลบรอนเต ซึ่งประกอบด้วย

 

1. Emily Brontë (Isabelle Adjani) ผู้แต่งนิยายเรื่อง WUTHERING HEIGHTS ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ “โบตั๋น” แต่งนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ที่ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, 1996) ในเวลาต่อมา ตามที่เราโพสท์ไปแล้วในช่วงเช้าวันนี้

 

2. Charlotte Brontë (Marie-France Pisier) ซึ่งเป็นพี่สาวของ Emily โดย Charlotte นั้นเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง JANE EYRE (1847) ที่ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “รักเดียวของเจนจิรา” (1996)

 

3. Anne Brontë (Isabelle Huppert) ซึ่งเป็นน้องสาวของ Emily โดย Anne Brontë นั้น เป็นผู้แต่งนิยายเรื่อง THE TENANT OF WILDFELL HALL (1848) ที่ถือเป็น “หนึ่งในนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของโลก”

 

(แล้วนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของไทยมีเรื่องอะไรบ้าง อันนี้เราไม่มีความรู้เลย ถ้าหากใครพอรู้เรื่องนี้แล้วก็ comment มาได้นะคะ)

 

เราเคยดู THE BRONTË SISTERS แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ กราบการแสดงของ Isabelle Adjani ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ การแสดงของเธอมันแสดงให้เห็นถึง “ความบ้าคลั่ง” บางอย่างในจิตใจของ Emily Brontë ได้อย่างทรงพลังจริง ๆ

 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบนักประพันธ์หญิงในยุคนั้นมาก ๆ ทั้ง

 

1. Emily Brontë (1818-1848)

2. Emily Dickinson (1830-1886) คนนี้ถือเป็น one of my most favorite writers of all time เธอเป็นกวีชาวอเมริกัน

 

3. Mary Shelley (1797-1851) ผู้แต่ง FRANKENSTEIN

 

4. Jane Austen (1775-1817) ผู้แต่ง PRIDE AND PREJUDICE, SENSE AND SENSIBILITY, MANSFIELD PARK, NORTHANGER ABBEY, PERSUASION, EMMA (ต้นแบบของ CLUELESS) ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่อินกับนิยายของเธอ แต่เราชอบหนัง/ละครทีวีที่ดัดแปลงจากนิยายของเธอ 55555

 

5. George Sand (1804-1876) นักแต่งนิยายชาวฝรั่งเศส เราไม่เคยอ่านนิยายของเธอนะ แต่เราเคยดูหนัง 3 เรื่องที่สร้างจากชีวิตของเธอ ซึ่งได้แก่ CHILDREN OF THE CENTURY (1999, Diane Kurys, France), IMPROMPTU (1991, James Lapine) และ CHOPIN: DESIRE FOR LOVE (2002, Jerzy Antczak, Poland)

 

6. George Eliot (1819-1880) ผู้แต่งนิยาย  Adam Bede (1859), The Mill on the Floss (1860), Silas Marner (1861), Romola (1862–1863), Felix Holt, the Radical (1866), Middlemarch (1871–1872) and Daniel Deronda (1876)

 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายของ George Eliot นะ แต่ก็ตั้งใจว่าอยากจะอ่าน 55555

 

แล้วคุณชอบนักประพันธ์หญิงคนไหนมากที่สุดในยุคนั้นคะ ของเราคือ Emily Dickinson ค่ะ

 

ภาพ

1. รักเดียวของเจนจิรา (1996)

2. ความแตกต่างของสามสาว Brontë

3. Isabelle Adjani as Emily Brontë

4. Isabelle Huppert as Anne Brontë

5. Marie-France Pisier as Charlotte Brontë

6. Molly Shannon as Emily Dickinson in WILD NIGHTS WITH EMILY (2018, Madeleine Olnek, lesbian film, A+30)

7. Judy Davis as George Sand in IMPROMTU

8. Juliette Binoche as George Sand in CHILDREN OF THE CENTURY

9. Natasha Richardson as Mary Shelley in GOTHIC (1986, Ken Russell, UK)

10. MANSFIELD PARK (1999, Patricia Rozema) ที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen เราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

 

Saturday, December 06, 2025

AT THE TOP OF THE MOUNTAIN

 

DHURANDHAR (2025, Aditya Dhar, India, 3hrs 32mins) เข้าฉายแล้ววันนี้ที่มาบุญครอง หนังเรื่องนี้มีความยาวเพียงแค่ 212 นาทีเท่านั้นเอง

 

เห็นว่ามีคนจองตั๋วที่นั่งแถวหน้าสุด 2  คนแล้วด้วย อยากรู้ว่าเป็นใคร 55555

+++

 

แม่หมีจับได้ว่า ลูกหมีแอบซื้อหนังสือ “ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง” ของ ชานันท์ ยอดหงษ์ กับ “เดนดาว NEVER DIE” ของจิตจงกล มาอ่าน

++++

 

Matthew Wilder แห่งนิตยสาร ARTFORUM ได้เผยอันดับ TOP TEN FILM 2025 ของเขาออกมาแล้ว ซึ่งประกอบด้วย

 

1. www.RachelOrmont.com (2025, Peter Vack, 83min)


2. Afternoons of Solitude (Albert Serra, Spain) 

 

3. Love (Dag Johan Haugerud, Norway)

 

4. Eden (Ron Howard)

 

5. Parthenope (Paolo Sorrentino, Italy)

 

6. L’empire (Bruno Dumont, France) 

 

7. F1 (Joseph Kosinski)

 

8. The Shrouds (David Cronenberg)

 

9. Baby Invasion (Harmony Korine, 80min)

 

10. Mission: Impossible—The Final Reckoning (Christopher Mcquarrie)

 

ใน 10 เรื่องนี้เราได้ดูไปแค่ 6 จาก 10 เรื่อง ดีใจสุดขีดกับ EDEN และ PARTHENOPE เพราะเราไม่ได้เห็นหนัง 2 เรื่องนี้ติดอันดับประจำปีของคนอื่น ๆ มาก่อน

 

https://www.artforum.com/lists/matthew-wilder-best-of-film-2025/www-rachelormont-com-peter-vack/

 

+++

 

จานประทับใจ  (ธีรภัทร์ คำสีสุข, สุชาวดี สะราคำ, 5.36 นาที, A+)

 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้อยากกิน “แกงส้มไข่เจียวใส่กระเจี๊ยบ สูตรชาวมอญ” แบบในหนัง 55555

 

IN THE DEEP OF FLAVOR จิตรู้รส (ธนพนธ์ เพ็ญพิมาย / 25.58 นาที, sci-fi, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้อยากกิน “ผัดหมี่พิมาย” มาก ๆ

 

เหมือนหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอย่างชัดเจนจากหนังเรื่อง RIVULET OF UNIVERSE (2024, Possathorn Watcharapanit) ด้วย

 

JIN LI AI จิน ลี่ ไอ  (อัจจิมา ภูเก้าล้วน / 26.33 นาที, queer film, lesbian film, A+25)

 

AT THE TOP OF THE MOUNTAIN จุดสุดยอด (ศุภณัฐ อัครกรโยธิน / 7.11 นาที, A+30)

 

หนังเล่าเรื่องของเด็กชายที่แข่งขันเป่าขลุ่ยเพียงออ ในขณะที่ครูตีฉิ่งฉับไม่หยุด จนนักเรียนบางคนทนไม่ได้ และผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก็หายตัวไปเรื่อย ๆ

 

ชอบความเซอร์เรียลของหนังมาก ๆ คิดว่าจริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ฉายควบกับ BATTLE ROYALE (2000, Kinji Fukasaku, Japan) และ THE LONG WALK (2025, Francis Lawrence) ได้เลย

 

GARAGE GANGSTER โจ๋ปล้นโจร (ศิษฏ ศรียาภัย / 27.36 นาที, A+)

 

ดูแล้วนึกถึงกลุ่มหนังของ Guy Ritchie + พระนครฟิล์ม ซึ่งเป็นกลุ่มหนังที่ไม่เข้าทางเราเท่าไหร่ 55555 แต่ก็ประทับใจที่หนังเรื่องนี้ใช้ “ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เก่งกาจ” 3 คนมาเป็นนักแสดงในหนัง ซึ่งได้แก่ Wachara Kanha, Kantapon Duangdee และ Natthaworn Suriyasarn

 

Wednesday, September 03, 2025

MANGOSTEEN VS. A USEFUL GHOST

 

แม่หมีซื้อหนังสือนิทาน “ลูกหมีคันคะเยอ” มาให้ลูกหมีอ่าน เพราะนี่คืออาการที่ลูกหมีเป็นบ่อย ๆ เมื่อใดก็ตามที่ได้ประสบพบพานหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ

 

ลูกหมีบอกว่า ชอบนิยาย “ความฝันในหอแดง” (1755, เฉาเสวี่ยฉิน) และ “เก้าอี้ขาวในห้องแดง” (1975, สุวรรณี สุคนธา) มาก ๆ แม่หมีเลยซื้อ “หมีน้อยบนเตียงแดง” มาให้ลูกหมีอ่าน จะได้จบครบ TRILOGY

 +++++

TRIPLE BILL FILM WISH LIST:

 

ANATOMY OF TIME (2021, Jakrawal Nilthamrong, A+30)

+ A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

+ NARRATIVE (2025, Anocha Suwichakornpong, 49min, เรายังไม่ได้ดู)

 

ข้อมูลเกี่ยวกับ NARRATIVE จากเว็บไซต์ของ SEOUL MEDIACITY BIENNALE

 

Anocha Suwichakornpong’s films reveal how political trauma moves like a spirit through our lives, unsettling what we see, hear, and remember. She constructs a cinema of haunting, in which the historical violence that is her subject is never depicted directly but instead runs through the world of the film like a metaphysical disturbance.

 

Commissioned for the 13th Seoul Mediacity Biennale, Narrative stages a rehearsal for a film about the fictional trial of those responsible for the 2010 massacre of pro-democracy protesters and civilians by military forces in Bangkok. Filmed on the fifteenth anniversary of the event, as Thailand’s public prosecutor continues to resist calls for a civic trial that would correct the historical record, the testimony of eyewitnesses is interleaved with footage of the making of the feature film for which Narrative is a sketch.

 

By revealing the artifice of her own project, the filmmaker forces the viewer to reflect on how history is constructed. This does not undermine art’s capacity to effect social change, but instead reminds us that both “real” and “fictional” narratives depend for their credibility on supporting constructs. It is the “official” histories that more often occlude them, laying claim to a monopoly on truth in order to delegitimize any voice that contradicts power.

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST:

 

MANGOSTEEN (2022, Tulapop Saenjaroen, A+30)

A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, A+30)

 

เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับโรงงาน, เจ้าของโรงงาน, ความขัดแย้งระหว่างคนบางคนในโรงงาน และตัวละครที่ค่อย ๆ จางหายไป เหมือนกัน 55555

 +++++

เมื่อวันอังคารเราทำหน้าที่เป็นไทยมุงที่ดี คือเราไปดื่มกาแฟที่ชั้น 7 ของ ICON SIAM แล้วได้ยินเสียงคนกรี๊ดกร๊าดหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ เราก็เลยเดินไปถ่ายรูปหนุ่ม ๆ พวกนี้ ถึงแม้เราไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร มีใครทราบบ้างไหมคะว่าหนุ่ม ๆ ในรูปที่ดิฉันถ่ายมาคือใครบ้าง 5555 คือดิฉันไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามพวกเขา แต่เห็นหล่อดีก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้ก่อน

Wednesday, August 13, 2025

NANCY BOY

 

ฉันรักเขา Manny Jacinto from FREAKIER FRIDAY (2025, Nisha Ganatra, A+30)

 

เขาคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ FREAKIER FRIDAY ในระดับ A+30  55555

 

รู้สึกว่า ถ้าหากเป็นหนังแนว CHICK FLICKS, ROMANTIC หรือ ROMANTIC COMEDIES แล้วล่ะก็ การที่หนังเลือกนั้นเลือกดาราชายได้ตรงตามสเปคของเรา ถือเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินว่า หนังเรื่องนั้น ๆ จะทำให้เรารู้สึก “อิน” ตามไปด้วยหรือไม่ 55555 แล้วเราก็รู้สึกว่า Manny Jacinto นี่ตอบสนองความต้องการของ “สาวโสดวัย 52 ปี” และ “SINGLE MUM” ที่เลี้ยงลูกหมีตามลำพังอย่างเราเป็นอย่างมาก

 

รูปนี้เป็นรูปของเขาจากละครโทรทัศน์เรื่อง THE GOOD PLACE (2016-2020) นะ

+++++++

 

แม่หมีจับได้ว่า ลูกหมีแอบซื้อหนังสือ “ภาพยนตรานุกรม แห่งชาติ ฉบับที่ 3 เล่มที่ 2 (พ.ศ. 2515-2519)” มาอ่าน ลูกหมีบอกว่า “หนูหลงรักสุริยา ชินพันธุ์ครับ หนูก็เลยแอบซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านเล่น”

 

ลูกหมีบอกว่า หนังสือเล่มนี้น่าจะมีประโยชน์กับแม่หมีด้วยนะ เพราะมีการลิสท์ไว้ด้วยว่า มีภาพยนตร์ไทยเรื่องไหนบ้างในยุคนั้นที่พูดถึง “อาชีพโสเภณี” ซึ่งน่าจะมีราว ๆ 30 เรื่อง อย่างเช่น

 

1. แคนลำโขง (1972, Chutima Suwannarat)

 

2. 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน (1972, Chalong Pakdeevijit)

 

3. แม่อายสะอื้น (1972, Chutima Suwannarat)

 

4. ยอดชาย (1973, T.C. Woo) เคยถูกสั่งห้ามฉายในไทย

 

5. ไม้ป่า (1973, Adisorn)

 

“การจับไข้หัวโกร๋น” (BALD HEAD FEVER) อยู่ในหนังเรื่อง “เขาสมิง” (1973, Pieak Poster)

++++

วันนี้ไปดูหนังที่ ICONSIAM ดูเสร็จแล้วก็เลยจะลองแวะขึ้นไปดูร้าน POP MART ที่ชั้น 7 ของห้าง ปรากฏว่า 21.00 น.แล้ว คนก็ยังต่อคิวรอเข้าร้านอยู่เป็นจำนวนเยอะมาก เราก็เลยตัดสินใจไม่เข้าร้านดีกว่า แล้วก็เลยแวะถ่ายรูปบรรยากาศในห้างพอเป็นพิธี

++++++++

 

ดู NANCY BOY เทย...ไทบ้านเดอะซีรีส์ (2025, Padej Onlahoong, 100min, A+30) แล้วชอบมาก ๆ ยกเว้นช่วงองก์สุดท้ายของหนังที่อาจจะไม่เข้าทางเราสักเท่าไหร่

 

ดูแล้วก็อยากให้มีคนจัดฉายหนังชุด THAI NORTHEASTERN QUEER FILMS มาก ๆ ซึ่งประกอบด้วยหนังอย่างเช่น

 

1. RING แหวน (2001, Tanwarin Sukkhapisit, 29min, A+30)

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายที่จังหวัดนครราชสีมาหรือเปล่านะ แต่ถือเป็นหนัง romantic ของกะเทยที่เราประทับใจมาก ๆ

 

2. เปลือก (2001, Tanwarin Sukkhapisit, 23min, A+30)

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายที่จังหวัดนครราชสีมาหรือเปล่านะ แต่ถือเป็นหนังเกี่ยวกับกะเทยที่เราประทับใจมาก ๆ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของหนังที่ตัวละครกะเทยในเรื่องมีการ up level ตัวเองขึ้นมาอย่างรุนแรงจนคาดไม่ถึง

 

3. THE ROCKET ANGELS บั้งไฟสไลเดอร์ (2022, Tayakee Promkomol, A+30)

 

4. GOD’S FAVORITE สวรรค์บ่ออนซอน (2023, Metas Usaha, 68min, A+30)

 

5. NANCY BOY

 

ตอนนี้ตัดสินไม่ได้ว่า เราชอบหนังเรื่องไหนมากที่สุดใน 5 เรื่องนี้ เพราะเหมือนเราชอบแต่ละเรื่องในจุดที่แตกต่างกันไป อย่าง “แหวน” นี่เราก็ชอบความโรแมนติกของมันมาก ๆ ส่วน “เปลือก” นี่เราก็ชอบ “วิธีการเล่าเรื่อง” และ “ความร้ายกาจ” ของตัวละครกะเทยในหนังมาก ๆ

 

“สวรรค์บ่ออนซอน” นี่เราก็ชอบ “ภาพรวม” ของหนังมาก ๆ โดยเฉพาะ “ฉากจบ” ของหนังที่ตราตรึงมาก ๆ นึกว่าฉากจบของหนังเรื่องนี้ต้องปะทะกับ NEWS FROM HOME (1976, Chantal Akerman) และ SOUTH (1999, Chantal Akerman)

 

ส่วน NANCY BOY เราก็ชอบตัวหนังมาก ๆ ยกเว้นช่วงท้าย ๆ ของหนังที่เรารู้สึกว่ามัน “มากเกินไป” สำหรับเรา

 

ฉากที่เราชอบที่สุดใน NANCY BOY ก็คือฉากที่กลุ่มกะเทย 2 กลุ่มที่เป็นศัตรูกัน กลับหันมาร่วมมือร่วมใจกันชั่วคราว เมื่อเห็นว่ากะเทยอีกฝ่ายเผชิญกับความ HOMOPHOBIA และความ PATRIARCHY เหมือนฉากนี้ได้ใจเราจริง ๆ และนึกถึงประสบการณ์คล้าย ๆ กันนี้ที่เราเคยเจอในทศวรรษ 1990

 

ส่วน “บั้งไฟสไลเดอร์” นี่อาจจะถือเป็นหนังที่เรารู้สึก “อิน” มากที่สุดในบรรดาหนัง 5 เรื่องนี้ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ถ้าหากพูดถึงช่วงเวลาที่เราเป็นกะเทย หรือช่วงเวลาที่เราชอบแสดงอาการตุ้งติ้ง แต่งหญิง ในวัยเด็กนั้น เรามักจะนึกถึง “ความผูกพันกับเพื่อน ๆ กะเทย/เกย์” มากกว่า “ความรักโรแมนติกกับผู้ชาย” น่ะ และเรามักจะอินกับอะไรก็ตามที่พูดถึง “ความเครียดในการทำงาน” หรือ “ความมุ่งมั่น ขวนขวายในการทำงานให้เสร็จ” ดังนั้น “บั้งไฟสไลเดอร์” ที่มันเป็นหนังเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อน ๆ พยายามทำภารกิจให้เสร็จ ก็เลยกลายเป็นหนังที่เรารู้สึกอินมากที่สุดในกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย

+++++

(ต่อจากโพสท์ก่อนหน้านี้)

 

บันทึกไว้ว่า ดูหนังเรื่อง NANCY BOY เทย...ไทบ้านเดอะซีรีส์ (2025, Padej Onlahoong, 100min, A+30) ไปในวันที่ 12 ส.ค. แล้วมันเหมือนไปกระตุ้น “ความทรงจำบางอย่างเมื่อ 35-40 ปีก่อน” ของเราเองขึ้นมา 55555 ก็เลยมีความเป็นไปได้สูงมากที่ความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ อาจจะเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ ในอนาคต

 

ถึงแม้เราจะขัดอกขัดใจกับช่วงท้าย ๆ ของหนังเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เราเหมือนค่อย ๆ พบว่า บางฉากในหนังเรื่องนี้ มัน trigger ความทรงจำของเรา มันทำให้เรานึกถึง “บางช่วงเวลา” ในอดีตของเรา หลาย ๆ “เหตุการณ์ชีวิต” ที่เราไม่ได้นึกถึงมันในช่วง 35-40 ปีที่ผ่านมา ค่อย ๆ ผุดโผล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ในหัวของเรา รุนแรงมาก ๆ

 

รูปไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ เป็นรูปของตัวเราเองกับเพื่อนในช่วงราวปี 1992

Saturday, April 12, 2025

Favorite Actress: Regina Cassandra from JAAT

 

ในที่สุด FLASH EXPRESS ก็ส่งหนังสือ BRESSON ON BRESSON มาถึงมือของเราในวันศุกร์ที่ 11 เม.ย. ในเวลาราว 11.00 น.

 

สรุปการเดินทางของหนังสือเล่มนี้

 

1.ร้านหนังสือส่งหนังสือให้ FLASH EXPRESS ที่พระโขนงใต้ ในวันอังคารที่ 8 เม.ย. เวลา 16.52 น.

 

2.หนังสือถูกส่งไปที่ “central hub วังน้อย” ของ FLASH EXPRESS ในวันที่ 8 เม.ย.

 

3. หนังสือถูกส่งจากวังน้อยมาที่ “ทุ่งพญาไท” ในเช้าวันพุธที่ 9 เม.ย.

 

4. หนังสือถูกส่งจากทุ่งพญาไท กลับไปที่วังน้อย ในเย็นวันพุธที่ 9 เม.ย.

 

5. หนังสือถูกส่งจากวังน้อย มาที่ถนนพญาไท ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 10 เม.ย.

 

6. หนังสือถูกส่งกลับจากถนนพญาไท ไปที่วังน้อย ในเย็นวันที่พฤหัสบดีที่ 10 เม.ย.

 

9. หนังสือถูกส่งจากวังน้อย กลับมาที่ ทุ่งพญาไท ในเช้าวันศุกร์ที่ 11 เม.ย.

 

10. หนังสือถูกส่งมาถึงมือของลูกหมีในเวลาราว 11.00 น.ของวันที่ 11 เม.ย.

 

ไม่รู้ว่านี่คือเหตุการณ์ปกติของ FLASH EXPRESS หรือเปล่า พอดีเราเพิ่งเจออะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก เราก็เลยตกใจกลัวว่าหนังสือจะส่งไม่ถึงมือเรา เห็นหนังสือมันถูกส่งเด้งกลับไปกลับมาระหว่างกรุงเทพกับวังน้อยหลายรอบ 55555

 

ในรูปเป็นรายชื่อหนังที่เราดูในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพในช่วงต้นปี 1998 ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง A MAN ESCAPED (1956, Robert Bresson) ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของ Bresson ที่เราได้ดู ซึ่งพอเราดูเราก็หวีดร้องสุดเสียง ชอบสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยกลับไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ของสมาคมฝรั่งเศสเป็นรอบที่สองด้วย

++++++

Favorite Actress: Regina Cassandra from JAAT (2025, Gopichand Malineni, India, 158min, A+30)

 

ชอบบทของเธอในหนังเรื่อง JAAT มากๆ เป็นบทของผู้หญิงจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต รู้สึกว่าตัวนักแสดงเล่นได้น่ากลัวมาก ๆ ด้วย

 

บทของเธอต้องบู๊ปะทะกับตำรวจหญิงชื่อ “วิจายา ลักษมี” (Saiyami Kher) ที่นักแสดงก็เล่นได้ดีเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าบท “ตำรวจหญิงอินเดีย” ที่นิสัยดีและมุ่งมั่นกับการทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นบทที่พบได้บ่อยมาก เราก็เลยรู้สึกว่าบท “นางตัวร้าย” ในหนังเรื่องนี้ดูเด่นกว่าบทนางเอก

Sunday, July 14, 2024

FLASH FLAHERTY

 ได้หนังสือ FLASH FLAHERTY: TALES FROM A FILM SEMINAR มาแล้ว ในหนังสือเล่มนี้มีงานเขียนรำลึกถึง FLAHERTY SEMINARS โดย Su Friedrich, Tan Pin Pin, Ed Halter, John Gianvito, Amir Muhammad, Bo Wang, Anocha Suwichakornpong, etc. ด้วย

 

RIP BILL VIOLA (1951-2024)

 

เพิ่งได้ดูงานวิดีโอของเขาแค่ไม่กี่ชิ้นใน Bangkok Art Biennale ในปี 2021 เอง

Saturday, October 02, 2021

THE CONJURING: THE DEVIL MADE ME DO IT (2021, Michael Chaves, A+30)

 

 

หนังสั้นเกี่ยวกับ 6 ต.ค. 2519 โดยตรง ก็มีหนังเรื่อง

 

--ความโปร่งใสยามวิกาล (2016, Supawit Buaket, 24min)

 

--CARS (UNOFFICIAL MUSIC VIDEO) (2017, Thitsanu Mongkolsiri, 4min)

 

--V R RIDER (2017, Thitsanu Mongkolsiri, 16min)

 

แล้วก็จะมีหนังเกี่ยวกับ “สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในไทย” แต่เราจำไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับ 6 ต.ค. 2519 หรือเปล่า อย่างเช่นหนังเรื่อง

 

--THE SPIRIT OF THE AGE (2015, Wichanon Somumjarn, documentary, 26min)

 

--เงาสูญสิ้นแสง ANOTHER DIMENSION (2018, Kritsada Nakagate, 24min)

 

--ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ (2020, Pawat Kantawirud, 19min) อันนี้พูดถึงคนไทยที่เข้าป่าไปร่วมกับคอมมิวนิสต์หลังปี 2516 มั้ง หนังก็เลยไม่เกี่ยวข้องกับ 6 ต.ค. 2519 โดยตรง (ถ้าจำไม่ผิด)

 

มีหนังเรื่อง “ลมตุลาคม” (2013, พัฒนะ จิรวงศ์, documentary, 29min) ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ 6 ต.ค. 2519 โดยตรง แต่หนังเรื่องนี้เป็นการสัมภาษณ์ จักรา ยอดมณี หลานชายของถนอม กิตติขจร เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่เกี่ยวข้องโดยอ้อม

---------------

ปีนี้ลูกหมีน้อยได้ดูหนังของ Matthias Müller สองเรื่องที่ฉายออนไลน์ค่ะ ซึ่งก็คือเรื่อง MISTY PICTURE (2021) ที่ฉายในเทศกาล Oberhausen กับ SCREEN (2018) ที่ฉายทาง e-flux ลูกหมีน้อยบอกว่าชอบหนังของ Matthias Müller อย่างสุด ๆ เลยค่ะ แล้วพอดีวันนี้แม่หมีไปเดิน Kinokinuya Paragon แล้วเจอหนังสือ A CRITICAL CINEMA 5: INTERVIEWS WITH INDEPENDENT FILMMAKERS ของ Scott MacDonald ที่มีบทสัมภาษณ์ Matthias Müller แม่หมีก็เลยรีบซื้อหนังสือเล่มนี้มาให้ลูกหมีน้อยอ่านค่ะ นอกจากนี้ ในหนังสือเล่มนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ผู้กำกับอีก 3 คนที่ลูกหมีน้อยชื่นชอบอย่างสุด ๆ ด้วย ซึ่งก็คือ Kenneth Anger, James Benning และ Sharon Lockhart และก็มีบทสัมภาษณ์ผู้กำกับคนอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Tony Conrad, Nathaniel Dorsky, Peggy Ahwesh, Alain Berliner, Robb Moss, Phil Solomon, J. Leighton Pierce, Jennifer Todd Reeves, Shino Kano และ Ernie Gehr ด้วย หวังว่าลูกหมีน้อยคงอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างมีความสุข

 

มาเดิน KINOKUNIYA PARAGON ครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เจอหนังสือที่อยากอ่านเยอะมาก อย่างเช่น

 

1.GODARD AND SOUND: ACOUSTIC INNOVATION IN THE LATE FILMS OF JEAN-LUC GODARD by Albertine Fox

 

2.LOOKING FOR THE OTHER: FEMINISM, FILM, AND THE IMPERIAL GAZE by E. Ann Kaplan เหมือนหนังสือเล่มนี้เป็นการสำรวจว่า ผู้กำกับผิวขาวมี gaze ต่อคนผิวสีอย่างไรในหนัง อย่างเช่น Claire Denis

 

What happens when white people look at non-whites? What happens when the gaze is returned? Looking for the Other responds to criticisms leveled at white feminist film theory of the 1970s and 1980s for its neglect of issues to do with race. It focuses attention on the male gaze across cultures, as illustrated by women filmmakers of color whose films deal with travel.

Looking relations are determined by history, tradition, myth; by national identity, power hierarchies, politics, economics, geographical and other environment. Travel implicitly involves looking at, and looking relations with, peoples different from oneself. Featured films include Birth of a Nation, The Cat People, Home of the Brave, Black Narcissus, Chocolat, and Warrior Marks. Featured filmmakers include D.W.Griffith, Jacques Tourneur, Michael Powell, Julie Dash, Pratibha Parmar, Trinh T. Min-ha, and Claire Denis.

 

3.ROOM TO DREAM by David Lynch and Kristine McKenna

 

4.THE WOMEN OF DAVID LYNCH: A COLLECTION OF ESSAYS

 

5.CARAVAGGIO (BFI FILM CLASSICS)

--------------------

บันทึกไว้ว่า ในที่สุดวันนี้ก็ได้เข้าโรงหนังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.เป็นต้นมา ตอนแรกเรานึกว่าเราจะไม่ได้เข้าโรงหนังซะแล้ว เพราะช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เรามีอาการปวดเหมือนเป็นริดสีดวงทวาร เรากิน daflon มาโดยตลอด แต่มันก็ไม่ดีขึ้น วันนี้ก็เลยไปหาหมอ เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะต้องโดนฉีดยาที่ริดสีดวง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เราเข้าโรงหนังไม่ได้ไปอีกราว 2 สัปดาห์ เพราะเราเคยได้ยินมาว่าคนที่โดนฉีดยาที่ริดสีดวงจะมีอาการเมนส์หยดติ๋ง ๆ ต้องใส่ผ้าอนามัยตลอดเวลาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วเราก็คงไม่อยากออกมาโรงหนังแล้วมีเมนส์หยดติ๋ง ๆ ตลอดเวลาแบบนั้น (ล้อเล่นจ้า)

 

แต่พอไปหาหมอ หมอตรวจดูแล้วเหมือนอาการปวดของเราไม่ได้เกิดจากริดสีดวงน่ะ เหมือนมันเป็นการปวดกล้ามเนื้อบริเวณนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เราเองก็งง ทำไมเราปวดกล้ามเนื้อบริเวณนั้นมาเป็นเวลา 3 เดือน เราไม่ได้โดนผู้ชายเยเลยนะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นี่คือปริศนาชีวิตที่เรายังหาคำตอบไม่ได้

 

แต่ช่างมันเถอะ สรุปว่าตอนนี้เราก็ออกมาดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้แล้ว ก็เลยดูหนังไปสองเรื่อง ซึ่งก็คือ THE CONJURING: THE DEVIL MADE ME DO IT (2021, Michael Chaves) และ MALIGNANT 2021, James Wan) ชอบสุด ๆ ทั้งสองเรื่อง

 

ทาง Major Cineplex เขาต่ออายุบัตร M PASSออกไปโดยอัตโนมัติอีกหลายเดือน เราก็เลยได้ใช้บัตร M PASS ซื้อตั๋วสองใบในวันนี้ สรุปว่าตอนนี้เราใช้บัตร M PASS ซื้อตั๋วดูหนังไปแล้ว 57 เรื่อง เฉลี่ยราคาเรื่องละ 84 บาท

 

 

THE CONJURING: THE DEVIL MADE ME DO IT (2021, Michael Chaves, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1.เสียดายช่วงท้ายของหนัง 555555 รู้สึกว่ามันคลี่คลายง่ายไปหน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมัน based on a true story หรือเปล่า มันเลยทำให้เว่อวังอลังการมากกว่านี้ไม่ได้

 

2.แต่ถ้าหากไม่นับช่วงท้ายของหนังที่เราว่ามันง่ายไป หนังเรื่องนี้ก็เกือบจะเป็นหนังที่เราชอบมากที่สุดในทั้งสามภาคไปแล้วนะ คือตอนนี้เราก็ตอบไม่ได้หรอกว่าเราชอบภาคไหนมากที่สุด น่าจะชอบพอ ๆ กันทั้งสามภาค

 

แต่ช่วง 75% แรกของภาคสามนี่เราอินมากที่สุดในบรรดาทั้งสามภาคเลยนะ คงเป็นเพราะเราเติบโตมากับความหวาดกลัว “คุณไสย” มากกว่า “ปีศาจ” น่ะ แล้วเราว่าหนังสองภาคแรกมันเป็นเรื่องของ “ปีศาจ” ซึ่งเราไม่ได้หวาดกลัวมันมากนัก

 

แต่เราว่าเนื้อหาของภาคสามนี่มันเป็นอะไรที่เข้าทางเราสุด ๆ เลย เพราะปีศาจในภาคสามมันเกี่ยวข้องกับ “คำสาป”, “แม่มด”, “การสืบคดี”, “การแปลภาษาโบราณ”, “ฆาตกรโรคจิต” และเราว่ามันให้อารมณ์คล้าย ๆ “คุณไสย” ด้วย

 

คือตอนเด็ก ๆ กูเติบโตมากับนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ, โลกทิพย์ และนิยายของตรี อภิรุมน่ะค่ะ แล้วกูก็จะกลัวอะไรแบบนี้มาก ๆ อย่างเช่น

 

2.1 ถ้าเจอลมพัดแรง ๆ ให้ระวังคุณไสยเข้าตัว

 

2.2 ถ้ามีเสียงเรียก อย่าขานตอบ เดี๋ยวคุณไสยจะเข้าตัว

 

2.3 คุณไสยคือสิ่งที่คนที่เล่นคาถาอาคม ปล่อยออกมา อาจจะเข้าตัวใครก็ได้ แต่ถ้าหากถอนคุณไสยได้แล้ว บางทีมันจะย้อนกลับไปเล่นงานตัวคนปล่อยคุณไสยนั้นเอง

 

แล้วเราว่าเนื้อหาของภาคสามนี่ มันให้อารมณ์คล้าย ๆ แบบนั้นเลยน่ะ 555555 เหมือนสิ่งที่แม่มดในภาคนี้ทำ มันคล้าย ๆ กับความเชื่อเรื่องคุณไสยในไทย ปล่อยอำนาจชั่วร้ายออกมาใส่เหยื่อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นึกว่าต้องส่งครูพนอปล่อยควายธนูหรือกระทิงแดงไปตบกับเธอ

 

3.สรุปว่า ชอบสุด ๆ ที่ภาคนี้มันเกี่ยวกับแม่มดและเวทมนตร์ เพราะเราอินกับเรื่องพวกนี้อย่างสุด ๆ  

 

4.ฉากที่ชอบสุด ๆ และอินสุด ๆ คือฉากที่นางเอกจับมือศพ แล้วใช้พลังจิตย้อนหาต้นตอจนไปปะทะกับแม่มดได้ เราขอยกให้ฉากนี้เป็นฉากสุดโปรดพอ ๆ กับฉาก Rose the Hat ใน DOCTOR SLEEP (2019, Mike Flanagan) นั่งสมาธิ ถอดจิตลอยขึ้นเหนือสหรัฐอเมริกา แล้วตามหาบ้านของ Abra Stone จนเจอ แล้วปะทะกับ Abra อย่างรุนแรงในฉากนั้น คือเหมือนทั้งสองฉากนี้เป็นฉากผู้หญิงที่มีอิทธิฤทธิ์สูงสุดสองคนปะทะกันอย่างรุนแรงโดยใช้ “จิต” เป็นหลักน่ะ เราก็เลยชอบทั้งสองฉากนี้อย่างสุดใจขาดดิ้นเหมือนๆ กัน