Showing posts with label DOUBLE BILL. Show all posts
Showing posts with label DOUBLE BILL. Show all posts

Tuesday, June 02, 2026

DREAM HORSE DOUBLE BILL

 

เพิ่งได้ดู PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston, USA, documentary, second viewing, A+30) เป็นรอบที่สอง หลังจากที่เคยดูรอบแรกไปแล้วในเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในปี 1998

 

พอได้ดูรอบนี้แล้วก็ประทับใจฉากนี้มาก ๆ เป็นฉากที่สัมภาษณ์กะเทยนางหนึ่งในนครนิวยอร์คในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วเราก็พบว่า กะเทยนางนี้ติดรูปโฆษณา REVLON สองรูปไว้ที่ผนังห้อง รูปหนึ่งแสดงให้เห็นนางแบบ 4 คน Kersti Bowser, Christy Turlington, Cindy Crawford, and Paulina Porizkova  ส่วนอีกรูปแสดงให้เห็นภาพนางแบบอีก 4 คน Tatjana Patitz, Iman, Talisa Soto และ Jerry Hall

 

เราประทับใจฉากนี้มาก ๆ เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1980 สมัยที่เราเรียนมัธยม เรากับกลุ่มเพื่อนๆ เกย์กะเทย ก็คลั่งไคล้โฆษณา REVLON พวกนี้อย่างรุนแรงเหมือนกัน โดยเฉพาะสองรูปนี้ที่พวกเราชอบมาก ๆ

 

จำได้ว่าตอนนั้นเราจองเป็น Talisa Soto

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูฉากนี้ใน PARIS IS BURNING เราก็เลยชอบสุดขีด นึกไม่ถึงว่ากะเทยในนิวยอร์คกับกะเทยในกรุงเทพจะใจตรงกันมากขนาดนี้ 55555

+++

พอเห็นชื่อวง Dreams Come True เราก็นึกถึงสถานีวิทยุ 88FM และดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ ที่แนะนำให้ผู้ฟังได้รู้จักกับวงดนตรีวงนี้ จำได้ว่าตอนนั้นวงนี้มีออกเทปลิขสิทธิ์ในไทยด้วย น่าจะเป็นของ CBS นะ ถ้าจำไม่ผิด

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

DREAM OF THE WILD HORSES (1960, Denys Colomb de Daunant, France, documentary)

+ 3 DREAMS OF HORSES (2018, Mike Hoolboom, Canada, 6min)

 

สองหนังทดลองเกี่ยวกับม้าที่งดงามมาก ๆ

 

DREAM OF THE WILD HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทดลองในกรุงเทพในปี 1999 และตอนนี้ก็สามารถหาดูได้ในยูทูบ เป็นหนังที่ไม่มีเนื้อเรื่อง แต่มันเป็นการร้อยเรียงฉากต่าง ๆ เกี่ยวกับม้าเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

 

ส่วน 3 DREAMS OF HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit in Bangkok

 

DREAM OF THE WILD HORSES

https://youtu.be/6MRjGhEOtO8?si=zxQB12cfVcX7zofT

+++

 

Friday, May 29, 2026

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

Favorite Scene: The opening scene of POSSESSED ผีเข้า (2026, Pete Kasidej Sundararjun กษิดิ์เดช สุนทรารชุน, A+30)

 

รู้สึกว่า ผีเข้า เป็นหนังที่ห้ามพลาดแม้แต่ “นาทีแรก” ของหนัง เพราะฉากเปิดของหนังหรือแม้แต่นาทีแรกของหนังมันก็พูดถึง “ข่าวลือ” ต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครคุณครู แล้วข่าวลือต่าง ๆ เหล่านั้นก็อาจจะทำให้เรานึกถึงอะไรต่าง ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ว่าแต่ใครแสดงเป็นคุณครูในหนังเรื่องนี้น่ะ เหมือนเป็นนักแสดงชายที่เราเคยเห็นบ่อยมาก แต่เราจำชื่อเขาไม่ได้

+++

 

ตารางชีวิตฮิสทีเรียสำหรับต้นเดือนมิ.ย. 2026

 

WEDNESDAY 3 JUNE 2026

 

13.00 – 20.45 ภาพยนตร์ 13 เรื่องในเทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

THURSDAY 4 JUNE 2026

 

13.00 FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

15.30 EVERYBODY KNOWS (2018, Asghar Farhadi, Spain, 133min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 5 JUNE

 

14.30-16.54 THE SHADOWLESS TOWER (2023, Zhang Lu, China, 144min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

19.20 TILFF: WORLD SPECTRUM 1 (SHORT FILM)

At Paragon 13

 

SATURDAY 6 JUNE 2026

 

12.00 SWEET ANGEL BABY (2024, Melanie Oates, Canada, 96min)

At Paragon 14

 

14.20 LUCKY, APARTMENT (2024, Kangyu Ga-ram, South Korea, 96min)

At Paragon 13

 

16.40 BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min)

At Paragon 13

 

20.20 CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, 106min)

At Paragon 14

 

SUNDAY 7 JUNE 2026

 

12.00 CAMELLIA PROJECT: THREE QUEER STORIES AT BOGIL ISLAND (2005, Choi Jin-sung, Hee-il Leesong, So Joon-moon, South Korea, 90min)

At Paragon 13

 

14.20 BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, USA, documentary, 102min)

At Paragon 13

 

16.50 TELL ME THAT YOU LOVE ME (2025, Kim Jho Kwang-soo, South Korea, 73min)

At Paragon 13

 

20.30 TILFF: WORLD SPECTRUM 3 (SHORT FILM)

At Paragon 14

(เราเคยดู TERENCE DAVIES TRILOGY ไปแล้ว เราก็เลยอาจจะเลือกมาดูโปรแกรม World Spectrum 3 แทน)

 

MONDAY 8 JUNE 2026

 

17.00 JOURNEY TO THE WEST (2021, Kong Dashan, China, 118min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

TUESDAY 9 JUNE 2026

 

14.30 RAINS OVER BABEL (2025, Gala del Sol, Colombia, 113min)

At Paragon 14

 

16.50 404 STILL REMAIN (2024, Uhm Ha-neul, South Korea, 103min)

At Paragon 14

 

19.20 WINTERING (2024, Jang Jun-young, South Korea, 66min)

At Paragon 14

 

WEDNESDAY 10 JUNE 2026

 

13.00 PEAFOWL (2022, Byun Sungbin, South Korea, 115min)

At Paragon 14

 

15.00-18.00 อาจจะไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ The Jim Thompson Art Center

 

18.00 SECOND-HAND FANTASIES (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

20.40 AVANT-GAY (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

THURSDAY 11 JUNE 2024

 

13.00 THE DAMNED UNITED (2009, Tom Hooper, UK/USA, 98min)

At Thai Film Archive

 

15.30 ESCAPE TO VICTORY เตะแหลกแล้วแหกค่าย (1981, John Huston, 116min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 12 JUNE 2026

 

18.00 TIME AND WATER (2026, Sara Dosa, Iceland/USA, documentary, 93min)

At Lido Connect

 

ICT

https://web.facebook.com/filmsenior.ICTSU/posts/pfbid0SFxL7E793iLrjwhc4Zi4jHsrVMfTp1VMRBGZGxKydv8Vso58YJTaz8Zzne5g5KtHl

 

เทศกาลภาพยนตร์ ภาพแห่งเทียนถาน

https://web.facebook.com/cccinbangkok/posts/pfbid021kaqSHLCtGJw6CrCJXmkhpXaYebux7VxyFj59rKf2boYGuj5PJE3cAYkFaF3wxA5l

 

TILFF

https://tilff-thailand.com/

 

CCCL FILM FESTIVAL

https://web.facebook.com/ccclfilmfest

 

+++

 

ลูกหมีบอกว่า THE BEAR (1988, Jean-Jacques Annaud, France/USA, A+30) คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ลูกหมีชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

+++

 

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในรายชื่อ “หนังที่มีอะไรบางอย่างใกล้เคียงกัน แล้วบังเอิญออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

88. GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis, USA)

+ SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, France, 4hrs 58mins)

 

เราชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่เพิ่งสังเกตว่ามันออกฉายปีเดียวกัน หนักมาก ๆ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

+++

 

เมื่อวานเราได้ไปดูหนังเรื่อง วิมานมะพร้าว THE COCONUT CASTLE (1991, Teerapat Foongdech ธีรภัทร ฟุ้งเดช, A+30) กับ GUNG HO (1986, Ron Howard, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา พอดูหนังเสร็จ เราก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้าน Rustico Salaya ที่อยู่ใกล้ ๆ หอภาพยนตร์ (ร้านอยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ 3.87 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที) ร้านนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลียน มีเมนูพิซซ่าและพาสต้าให้เลือกเยอะแยะมากมาย อาหารอร่อยดี อยากกลับมากินอีก ร้านเปิด 11.30-21.00 น. ปิดวันจันทร์

 

ร้าน RUSTICO นี้อยู่ใกล้ ๆ ร้าน ANYA’S PLACE ที่เราเพิ่งมากินเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน อร่อยทั้งสองร้าน และเหมือนมีร้านอาหารอีกหลายร้านในบริเวณนั้นที่เรายังไม่เคยไปลองกิน แต่อาจจะไปลองกินในอนาคต อย่างเช่น

 

1. กับข้าว ชาวประมง

2. มายาวี เรสโตรองต์

3. D’EIFFEL SALATHAMMASOP 64

4. GOTOKU เป็นร้านชาบู

5. AJO BY LINO PIZZA

+++

ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

กราบตีน Lin Htet Aung หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเขาที่เราได้ดู ส่วนอีก 2 เรื่องก็คือ ONCE UPON A TIME, THERE WAS A MOM (2023) และ A METAMORPHOSIS (2025) และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้นึกว่าคือคำนิยามของ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป”

 

IT’S RAINING FROGS OUTSIDE (2021, Maria Estela Paiso, Phillipines, 14min, A+30)

 

เราเข้าใจว่า เป็นหนังเกี่ยวกับการสูญเสียตัวตนในช่วงที่ผู้คนกักตัวในช่วงโควิด

 

INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

ก่อนหน้านี้เราเคยทำลิสท์หนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” โดยเฉพาะหนังที่กำกับโดยผู้หญิง แล้วเรารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า มันมีหนังบางเรื่องที่เราเคยดู ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อหนังไม่ออก

 

พอเราได้มาดู INTO THE VIOLET BELLY รอบสอง เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า มันคือหนังเรื่องนี้นี่เอง ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อไม่ออกตอนที่เราทำลิสท์ในปีที่แล้ว

 

สรุปรายชื่อหนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” ที่เราได้ดู

 

1. INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

2. THE SPIRIT LEVEL (2023, Taiki Sakpisit, A+30)

 

3. AND THE FISH FLY ABOVE OUR HEADS (2025, Dima El-Horr, Lebanon, documentary, 70min, A+30)

 

4. KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30)

 

5. LANDMARKS (2025, Lucrecia Martel, Argentina, documentary, 119min, A+30)

 

6. MAKING SHADOWS SPEAK (2025, Wantanee Siripattananuntakul, 15min, A+30)

 

7. SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany, A+30)

+++

 

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

1. ถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เตรียมชิงอันดับ 1 หรือไม่ก็ top ten ของเราประจำปีนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นลองเทคไม่ตัดภาพเลยนาน 90 นาที ผู้กำกับถ่ายทางเดินในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ โดยเราเข้าใจว่าเป็นการเดินวนรอบอาคารในทุก ๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงชั้น 21 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด แต่ไม่ได้ขึ้นไปบนดาดฟ้า

 

 2. ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ชั้น 1 ของอาคารนี้มีร้านค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนชั้นสองไม่มีห้องพัก ห้องพักเหมือนจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป โดยตัวอาคารเหมือนมี 4 ด้าน ด้านละราว ๆ 6 ห้อง เพราะฉะนั้นแต่ละชั้นจะมีห้องพักราว 24 ห้องมั้ง เพราะฉะนั้นในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นทางเดินหน้าห้องพักราว 456 ห้อง (24 ห้องต่อชั้น คูณ 19 ชั้น)

 

3. ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำตอนรุ่งสาง และเราจะเห็นผู้คนในอาคารแห่งนี้ปรากฏตัวออกมาเป็นครั้งคราว รวม ๆ กันแล้วไม่น่าจะเกิน 10 คน

 

4. เรามีความสุขกับการดูหนังอะไรแบบนี้มาก ๆ เหมือนมันช่วย reset หัวสมองของเราให้ไม่ต้องไปโฟกัสกับเรื่องราวแบบหนังทั่ว ๆ ไป และปล่อยให้เราคิดระบบในการดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เราก็เลย enjoy กับการดูทางเดินในแต่ละชั้นไปเรื่อย ๆ และคอยสังเกตสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่บนทางเดินในแต่ละชั้น

 

5. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในนิทรรศการ SPACING THE INHERENT การเว้นระยะห่างโดยธรรมชาติ ที่ ART4C ART CENTER แล้วก็รู้สึกว่า การเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาปะทะกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการมันน่าสนใจดี เพราะถ้าหากเราดูภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงโดด ๆ เราอาจจะรู้สึกว่า อาคารที่อยู่อาศัยแห่งนี้มันดูสะอาด เป็นระบบระเบียบ แต่อาจจะ “ไร้ชีวิตชีวา” หรือ “ไร้ความเป็นตัวของตัวเอง”

 

แต่พอมันมาฉายคู่กับหนังเรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการ หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนสะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้อาคารแห่งนี้จะดูไร้ชีวิตชีวา แต่ถ้าหากเราเลือกได้ เราก็ขอใช้ชีวิตอย่างสงบแต่น่าเบื่ออยู่ในอาคารแห่งนี้ ดีกว่าที่จะใช้ชีวิตแบบ “ไม่มีพสุธาจะอาศัย” เหมือนในหนังเรื่อง INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตใน “ประเทศบ้านเกิดที่ดูเหมือนจะไม่เป็นมิตร” แบบใน A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION เลือน:ย้ายรัง (2026, Weerapat Sakolvaree, video installation, approximately 30mins, A+30) และ ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตอย่างยากจน ในอาคารซอมซ่อแบบใน THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, 19min, A+30) คือเหมือนความสุขของชีวิตนางเอกใน THE RIVER THAT NEVER ENDS คือการได้มีเวลาว่าง นั่งดูผักตบชวาลอยไปลอยมาในแม่น้ำไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า กูขอใช้ชีวิตแบบน่าเบื่อใน I’M COMING UP ก็ได้นะ ถ้าหากคุณภาพชีวิตของประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนมันดูแย่กว่าแบบนี้ 55555

 

6. พอดู I’M COMING UP แล้วเราก็เลยจินตนาการว่า อยากให้มีคนทำหนังเรื่อง “อพาร์ทเมนท์นรก” ที่ยาว 270 นาที หรือ 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยหนังเป็นลองเทค 90 นาที จำนวน 3 เทคมาต่อกัน

 

6.1 ลองเทค 90 นาทีแรก เป็นการตั้งกล้องถ่ายอพาร์ทเมนท์ด้านนึง เห็นห้องหลายสิบห้องในเฟรมภาพนั้น แบบหนังเรื่อง BLOCK B (2008, Chris Chong Chan Fui, Canada/Malaysia, 20min) คือถ้าใครเคยดู BLOCK B คงนึกออกว่า ฉากนี้ภาพมันจะออกมาเป็นแบบใด และหนังจะเล่าเรื่องโดยใช้วิธีการแบบใด คนดูจะได้รับรู้เรื่องราวความขัดแย้ง ตบตีกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้เช่าอพาร์ทเมนท์ หรือชีวิตคนต่าง ๆ ในอพาร์ทเมนท์นี้ แต่คนดูจะต้องคอยจับสังเกตเอาเองว่า เสียงด่าทอ หรือเสียงฆาตกรรมที่ได้ยินนั้น มันน่าจะมาจากห้องไหน

 

6.2 ลองเทคในนาทีที่ 91-180 เป็นการถ่ายแบบหนังเรื่อง I’M COMING UP กล้องไล่ไปตามทางเดินในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้น 21 คนดูจะได้เห็นผู้เช่าอพาร์ทเมนท์แต่ละคนอย่างถนัด ๆ ถ้าหากพวกเขาโผล่ออกมานอกห้อง

 

6.3 ลองเทคในนาทีที่ 181-270 เป็นฉากกล้อง CCTV ในห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในฉากนี้คนดูจะได้เห็นว่า ถ้าหากมองผ่านกล้อง CCTV ที่ติดอยู่ตามทางเดิน, บันได, ลิฟท์ ในอาคารแห่งนี้ แล้วเราจะเห็นความจริงอะไรบ้าง โดยฉาก CCTV นี้อาจจะออกมาคล้ายหนังเรื่อง RED ROAD (2006, Andrea Arnold, UK, A+30)

 

ส่วนเนื้อหาของ “อพาร์ทเมนท์นรก” นั้น อาจจะเป็นหนังแนวไหนก็ได้ หรือเป็นหลาย ๆ แนวมารวมกัน เพราะว่าผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนนางเอกของหนังอย่าง FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในละครทีวี MELROSE PLACE (1992-1999), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังบู๊สะท้อนสังคม แบบ DHEEPAN  (2015, Jacques Audiard, France), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง thriller แบบ REAR WINDOW (1954, Alfred Hitchcock), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง horror แบบ TOOLBOX MURDERS (2004, Tobe Hooper), ผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังอย่าง “บุปผาราตรี”, บางคนอาจจะนึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังตลกร้ายแบบ HIGH-RISE (2015, Ben Wheatley, UK)  และผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าตัวเองสวยแบบ surreal เหมือนอยู่ในหนังอย่าง THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania) อะไรทำนองนี้ 55555

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0KYcyqx7hFKbi3mscR35uZ78vBwNc3YpP55K1gFZiFLB4dpF6ekGJ8A7zCwniRq7Bl

 

 

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

Tuesday, April 28, 2026

THE DRAMA AND OTHER COMEDY OF MANNERS FILMS

 

เนื้อเพลง INDIA SONG แปลโดยกูเกิล

Song,

You who want to say nothing

You who speak to me of her

And you who tell me everything

Oh, you,

That we danced together

You who spoke to me of her

 Of her who sang to you

You who spoke to me of her

Of her forgotten name

Of her body, of my body

 Of that love

Of that dead love

Song,

Of my distant land

You who will speak of her

Now vanished

You who speak to me of her

 Of her erased body

Of her nights, of our nights

Of that desire

Of that dead desire

Song,

You who want to say nothing

 You who speak to me of her

 And you who tell me everything

 And you who tell me everything

 

เนื้อเพลง INDIA SONG

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dis tout

Ô, toi, Que nous dansions ensemble

Toi qui me parlais d'elle

D'elle qui te chantait

Toi qui me parlais d'elle

De son nom oublié

De son corps, de mon corps

De cet amour là

De cet amour mort

Chanson,

De ma terre lointaine

Toi qui parleras d'elle

Maintenant disparue

Toi qui me parles d'elle

De son corps effacé

De ses nuits, de nos nuits

De ce désir là

De ce désir mort

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dit tout

Et toi qui me dit tout

+++

 

RIP LUIS PUENZO (1946-2026)

 

Luis Puenzo เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ขณะอายุได้ 80 ปี เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ THE PLAGUE (1992, Luis Puenzo, France/UK/Argentina) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉาย หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ Albert Camus และนำแสดงโดย Sandrine Bonnaire กับ William Hurt

 

Luis Puenzo เคยกำกับ THE OFFICIAL STORY (1985, Argentina) ที่ได้รับรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และเขาก็กำกับ OLD GRINGO (1989) ที่ส่งผลให้ Jane Fonda ได้เข้าชิงรางวัล Razzie สาขา Worst Actress แต่ผู้ชนะรางวัล Worst Actress ในปีนั้นคือ Heather Locklear จาก THE RETURN OF SWAMP THING (1989, Jim Wynorski)

 

ภาพจาก THE PLAGUE

++++

 

DOUBLE DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

FIRST DOUBLE BILL -- MY FAVORITE ROMANTIC FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ REMINDERS OF HIM ร่องรอยรัก (2026, Vanessa Caswill)

 

SECOND DOUBLE BILL – MY FAVORITE COMEDY OF MANNERS FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater, from the play by Molière, 180min)

 

1. เป็นโชคดีของ REMINDERS OF HIM มาก ๆ ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะว่าถ้าหากเราได้ดู REMINDERS OF HIM หลังจากดู THE DRAMA ระดับความชอบของเราที่มีต่อ REMINDERS OF HIM อาจจะลดลงไปเยอะ

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ปกติแล้วเราจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติกโดยทั่วไป” ซึ่งสาเหตุสำคัญอาจจะเป็นเพราะว่า หนังโรแมนติกโดยทั่วไปชอบนำเสนอตัวละครนางเอกที่เป็น “สาวสวย น่ารัก นิสัยดี อ่อนหวาน น่าทะนุถนอม” อะไรทำนองนี้ เพื่อตอบสนอง romantic fantasy ของผู้ชมเพศชายบางกลุ่ม (อย่างเช่น THE STORY OF A SMALL TOWN (1979, Lee Hsing, Taiwan, A+30))  ซึ่งตัวละครนางเอกประเภทนี้เป็นตัวละครที่เราไม่สามารถ identify ตัวเองด้วยได้แต่อย่างใด เราก็เลยไม่ค่อยอินกับหนังโรแมนติกเหล่านี้

 

และปัจจัยนี้ก็เลยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราชอบ REMINDERS OF HIM มาก ๆ เพราะตัวละครนางเอกของหนังเรื่องนี้มีความแตกต่างจากตัวละครนางเอกในหนังกลุ่มข้างต้น REMINDERS OF HIM ก็เลยกลายเป็นหนังโรแมนติกที่เราชอบสุดขีดเรื่องนึง

 

แต่พอเราได้ดู THE DRAMA หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง REMINDERS OF HIM มาก ๆ ในบางจุด ซึ่งเราคงไม่สามารถเขียนถึงมันได้ในตอนนี้ เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นการสปอยล์ THE DRAMA แต่เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันทำให้ REMINDERS OF HIM จืดไปเลย เพราะพอเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันผลักดันอะไรหลาย ๆ อย่างไปไกลกว่า REMINDERS OF HIM มาก ๆ และมันมี “ความไม่ประนีประนอม” สูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับ REMINDERS OF HIM (แน่นอนว่า THE DRAMA มันมีความประนีประนอมสูงมากเมื่อเทียบกับ “หนังอาร์ตเฮาส์” แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกจะเทียบ THE DRAMA กับอะไร 55555)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า เป็นโชคดีมาก ๆ สำหรับ REMINDERS OF HIM ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะทั้งสองเป็น “หนังโรแมนติก” ที่เราอินด้วยมาก ๆ ในระดับนึงด้วยเหตุผลที่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าหากเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว REMINDERS OF HIM เหมือนเป็นการวิ่งริมชายหาดประจวบคีรีขันธ์ระยะ 10 กิโลเมตร แต่ THE DRAMA เป็นการวิ่งฝ่าดงกับระเบิดระยะ 10 กิโลเมตร

 

2. THE DRAMA ทำให้เรานึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ ด้วย เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า “เราควรพูดตอแหล หรือเราควรพูดความจริง” เหมือน ๆ กัน และหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเหมือนวิเคราะห์ท่าที, มารยาท และทัศนคติของผู้คนในสังคมเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่า THE MISANTHROPE มันมุ่งเป้าไปที่ประเด็นนี้เป็นหลัก ส่วน THE DRAMA อาจจะแตะประเด็นนี้เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น และอาจจะให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น ๆ มากกว่า

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละครพระเอกของ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” คือ Alceste ชายหนุ่มที่มุ่งมั่นที่จะ “ไม่พูดตอแหล” เขาพูดตามสิ่งที่เขาคิดจริง ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยพูดตำหนิข้อบกพร่องของเพื่อน ๆ ทุกคนในสังคมรอบตัวเขา จนเขากลายเป็นที่รังเกียจของสังคมในที่สุด และเขาก็รังเกียจตัวเองด้วยที่เขาตกหลุมรัก Célimène หญิงสาวที่เข้าสังคมได้อย่างคล่องแคล่ว

 

เราชอบ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ เพราะมันเหมือนชำแหละ “มารยาททางสังคม” ได้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก และมันเล่นกับประเด็นเรื่อง “การพูดตอแหล การพูดความจริง และความเหมาะสมทางสังคม” ได้อย่างละเอียดยิบมาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู THE DRAMA เราก็เลยนึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าประเด็นหลักของหนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน แต่หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็นำเสนอ HYPOCRISY ของผู้คนในสังคมได้อย่างน่าสนใจสุดขีดสำหรับเราเหมือน ๆ กัน

 

3. เราไม่แน่ใจว่า THE DRAMA นี่ถือเป็น COMEDY OF MANNERS ได้หรือเปล่านะ แต่เราอยากให้มีคนเขียนวิเคราะห์ THE DRAMA โดยเทียบกับหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ มาก ๆ เพื่อดูว่าหนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มัน “สะท้อนสังคมที่แตกต่างกัน” ได้อย่างแตกต่างกันอย่างไร, หนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มันชำแหละมนุษย์ได้ดีเพียงใด และตัวละครนางเอกของ THE DRAMA มันมีความเหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไรกับตัวละครนางเอกของหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ

 

หนังที่เราเข้าใจว่าเป็น COMEDY OF MANNERS ก็มีเช่น
(เรายังไม่ได้ดูหนังบางเรื่องในลิสท์ข้างล่างนี้นะ ข้อมูลพวกนี้เรากูเกิลเอา เพื่อดูว่าอินเทอร์เน็ตมันบอกว่าหนังเรื่องใดบ้างเป็น
COMEDY OF MANNERS)

 

3.1 THE FAN (1949, Otto Preminger) สร้างจากบทละครเวที LADY WINDERMERE’S FAN ของ Oscar Wilde

 

3.2 SMILES OF A SUMMER NIGHT (1955, Ingmar Bergman, Sweden)

 

3.3 MY FAIR LADY (1964, George Cukor)

 

3.4 MY NIGHT AT MAUD’S (1969, Eric Rohmer, France)

 

3.5 THE HEARTBREAK KID (1972, Elaine May)

 

3.6 A ROOM WITH A VIEW (1986, James Ivory)

 

3.7 MAY FOOLS (1990, Louis Malle, France)

 

3.8 THE REMAINS OF THE DAY (1993, James Ivory)

 

3.9 THE IMPORTANCE OF BEING EARNEST (2002, Oliver Parker, from a play by Oscar Wilde)

 

3.10 THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater)

 

Friday, April 17, 2026

TOSSAPHON RIANTONG

 

SOME OF MY OLD WRITINGS ABOUT TOSSAPHON RIANTONG

 

เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026, Tossaphon Riantong, 19min) ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับภาพยนตร์สั้นที่คุณทศพร เหรียญทองเคยกำกับมาไว้ในที่นี้นะ โดยข้อมูลส่วนแรกจะเป็นชื่อเรื่องสั้นกับเรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น และข้อมูลส่วนที่สองจะเป็นสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในอดีตเกี่ยวกับผลงานของคุณทศพร

 

ข้อมูลพวกนี้ถือเป็นเพียง partial filmography เท่านั้นนะ เพราะเราไม่ได้มีข้อมูลหนังสั้น ”ทุกเรื่อง” ของคุณทศพร และเราแทบไม่ได้ติดตามดูซีรีส์ใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมาเลยจ้ะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์มาลงไว้ในที่นี้

 

ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Tossaphon Riantong ได้ในช่องยูทูบของเขานะ อย่างเช่น “น้าโอมอยากมีผัว”, “หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม”, “หยอย”, MEOW MEOW

 

SOME INFORMATION ABOUT SOME SHORT FILMS MADE BY TOSSAPHON RIANTONG

 

 

1.REMEMBER จำ (2008, 28min)

Synopsis: ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อม ชายอีกคนผู้เป็นต้นเหตุจึงต้องรับชายคนนี้มาพักรักษาที่บ้าน

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่ 13 ก.ย. 2008

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลดีเด่นประจำปีในสาขา “ช้างเผือกพิเศษ” ในเทศกาลหนังสั้น

 

2. DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min)

Synopsis: แมง เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครคบ ยกเว้นพริม เด็กสาวคบเขาเพราะเหตุผลบางประการ เมื่อพริมจากเขาไป เพียวเด็กสาวอีกคนก็มาแทนที่ ... แต่ในใจของแมงยังมีแต่พริม

 

เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะวันฉายมันชนกับงาน LAV DIAZ RETROSPECTIVE ในปี 2009

 

3. MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min)

Synopsis: คำว่า เพื่อน มีจริงหรือไม่

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 23 ก.ค. 2009

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลประกาศนียบัตรชมเชยในสาขาช้างเผือกพิเศษในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 13

 

4. WHEN FON LEFT CHUANG เมื่อฝนทิ้งช่วง (2009, Thossaporn Riantong, Thailand, 27min)

Synopsis: เมื่อฝนทิ้งช่วงไป ทำให้ช่วงเศร้าอย่างมาก...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 25 ก.ค. 2009

 

5.GIVE ME YOUR HEART (2011, Tosaporn Riantong, 5min)
Synopsis: เกตบอกให้นัตตี้ควักหัวใจตัวเองออกมาให้เธอ

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2011

 

6. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว (2011, Tossaphon Riantong, 27min)

Synopsis: น้าสาวไร้ผัวต้องมาทนปกครองหลานชาย

 

หนังเรื่องนี้ผ่านเข้ารอบสองในสาขาช้างเผือกในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 15

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังสั้นไทยที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

7. MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, queer film, documentary, 13.51min, A+30)

Synopsis: เมื่อถึงวันเกิดของนุ่น นัตตี้แต่งเพลงให้เธอ

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ในสาขาสารคดี (หรือดุ๊ก) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 โดยกรรมการปีนั้นคือ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา และ บรรพต วุฑฒิปรีชา (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดี เรื่อง ลุมพินี)

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 12 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2012

 

8.THIS FILM IS INSPIRED BY ANN TONGPRASOM หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม (2012, Tossaphon Riantong, 29.45min, A+15)

Synopsis: บูมอยากเป็นดาราและเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในการเข้าชิงรางวัลช้างเผือก ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16

 

9. YOY หยอย (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

Synopsis: ฉันไม่ได้ชื่อหยอย ตอนอยู่ปีหนึ่งช่วงห้องเชียร์ รุ่นพี่เปลี่ยนชื่อฉันเป็นหยอย

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสาย Digital Forum ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 17 และได้รับรางวัล “วิจิตรมาตรา” ในปีนั้น

 

10. RAPIST’S NIGHTMARE (2014, Tossaphon Riantong, 12.15min, A+30)

Synopsis: พี่กดไหล่มันไว้ ไม่ให้มันตื่น...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 10 ก.ค. 2014 เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะว่าเรามักจะชอบหนังทดลอง แต่ปกติแล้วคุณทศพรทำหนัง narrative ไม่ได้ทำหนังทดลอง เพราะฉะนั้นหนังบางเรื่องของคุณทศพรก็เลยไม่ตรงทางของเราซะทีเดียว แต่ RAPIST’S NIGHTMARE นี่ถือเป็นหนังทดลองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา

 

11. THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary, 23min, A+30)

Synopsis: บ้านนี้มีความรัก

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสายหนังสารคดีในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 19

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด

 

12. MEOW MEOW (2015, Tossaphon Riantong, animation, 2.30min, A+25)

Synopsis: แมวเกาหลีชื่อคิตตี้ พาร์ค ร้องเพลง

+++++

 

สรุปว่าเราได้ดูผลงานการกำกับภาพยนตร์ของคุณทศพร เหรียญทองไปเพียงแค่ 11 เรื่องเท่านั้นค่ะ โดยหนัง 5 เรื่องที่เราชอบมากที่สุดของคุณทศพรก็คือ

(เรียงตามลำดับความชอบ)

 

1. MY NOON เพลงวันเกิด

2. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว

3. THE HOUSE OF LOVE

4. RAPIST’S NIGHTMARE

5. REMEMBER จำ

++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนไว้ใน blog ตอนปี 2009 ช่วงที่คะแนนเต็มของเราเป็น A+ ไม่ใช่ A+30 เหมือนในปัจจุบัน

 

POLL 65: LESBIAN

My poll 65 is inspired by five Thai short films I saw this year – MAHJONG, MISS YOU SO MUCH, SHE AND HER, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG  (เมื่อฝนทิ้งช่วง). These five films deal with lesbianism. MAHJONG and SHE AND HER are very interesting, because these two films present lesbianism in a very positive way. These two films are against discrimination and ask for society's acceptance of lesbianism.

MISS YOU SO MUCH, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG are darker. These three films focus on the psychological aspects of their characters. I like the narrative structure of MISS YOU SO MUCH very much. THE SPECIAL LOVE is made by a female high-school student. The film shows that this young filmmaker is ambitious and has a high potential to be a great director in the future. WHEN FON LEFT CHUANG is like a psychological thriller. It is made by Tossaporn Riantong. I like Tossaporn's films very much, but I usually give "A+/A" to his films, not "A+". I love the emotions and atmosphere in his films, but I think his films are restricted by "genre". His films seem to belong in either horror or thriller genre, and that makes the stories in his films not really interesting. I think if Tossaporn makes a film which focuses only on the atmosphere and emotions, but does not try to make the film fit into the horror/thriller formula, that may be the kind of films that I like.

+++++

WHY I LIKE "FLUSH TANK" (2011, Tossaphon Riantong, A++++++++++)


(ผมขออนุญาตใช้คำว่า "เงี่ยน" ใน comment ข้างล่างนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันสื่อสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจออกมาได้ตรงที่สุด)

โดยหลักๆก็คือผมดูแล้วรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้มากๆน่ะครับ ซึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้ผมรู้สึกดีมากๆกับหนังเรื่องนี้รวมถึง

1.เส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเริ่มจากการที่น้าสาวทึนทึกกับหลานชายทะเลาะกัน และจบลงด้วยการที่หลานชายยอมรับตัวน้าสาวได้ในที่สุด (เขาตัดสินใจที่จะอยู่กับน้าต่อไป) ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลานชายถึงยอมรับตัวน้าสาวได้ในตอนจบ แต่มันก็ทำให้ผมจินตนาการไปว่า บางทีหลานชายอาจจะตระหนักได้ว่า "มนุษย์มันก็แค่นั้นแหละ ต่างก็อยากมีผัวด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์มันก็เต็มไปด้วยข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์แต่ละคนมันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่ละคนมันก็มีปัญหาอึดอัดคับข้องใจของตัวเอง", "อยู่กับน้าสาวนี่แหละดี เราจะได้แอบไปมีเซ็กส์ได้ตามสบาย" หรือ "กูเงี่ยน กูยังได้ระบายออก น้าโอมเงี่ยน แต่น้าโอมอาจจะไม่ได้ระบายออก น้าโอมแม่งน่าสงสารว่ะ" สรุปว่าผมไม่แน่ใจหรอกครับว่าอะไรทำให้หลานชายตัดสินใจอยู่กับน้าต่อไปในตอนจบ แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีที่หนังจบแบบนี้

2.ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมจะนึกถึงหนังสั้นกลุ่มนึง ประเภทที่เล่าเรื่องที่ว่า "ลูกสาวทะเลาะกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพราะพวกเขาเข้มงวดมากเกินไป แล้วลูกสาวก็หนีออกจากบ้านไป แล้วก็ถูกข่มขืน ก็เลยตระหนักได้ว่า โอ้ พ่อแม่เรานี้แสนดีหนักหนา แล้วก็กลับบ้านในที่สุด" ซึ่งผมเกลียดหนังสั้นกลุ่มนี้มากๆเลยครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่เวลาผมดูหนังสั้นกลุ่มนี้แล้วผมจะรู้สึกแย่มากๆ

ในทางตรงกันข้าม ผมรู้สึกเหมือนกับว่า "น้าโอมอยากมีผัว" มันเป็นเหมือนภาคกลับของหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด เพราะถึงแม้เส้นเรื่องมันจะมีบางอย่างคล้ายกัน ซึ่งก็คือ "เริ่มต้นด้วยการที่ผู้ปกครองกับเด็กมีปัญหากัน และจบลงด้วยการเข้าใจกัน หรือการคืนดีกัน" แต่รายละเอียดปลีกย่อยมันทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของหนังกลุ่มที่ผมเกลียด ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ รวมถึง

2.1 ปกติผมจะรำคาญตัวละครผู้ปกครองในหนังประเภทนี้ แต่ผมกลับอินกับตัว "น้าโอม" ในหนังเรื่องนี้ในระดับนึง เพราะเธอเป็นสาวทึนทึก และไม่ใช่สาวทึนทึกในหนัง "พาฝัน" ประเภท 30+ โสด on sale หรือ 30 กำลังแจ๋ว หรือ SEX AND THE CITY ที่มีความสวยเซ็กซี่อยู่ในตัวมากพอสมควร แต่เป็นสาวทึนทึกที่มีลักษณะความเป็นมนุษย์เดินดินอยู่ในตัวสูงมากๆ

2.2 หนังไม่ได้บอกว่าการที่น้าโอมเข้มงวดกับหลานชายเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งผิด หรือสิ่งที่ให้อภัยได้หรือไม่ได้ แต่เหมือนจะให้คนดูตัดสินใจเอาเอง ซึ่งแตกต่างจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด ที่เหมือนจะ "ให้อภัย" กับการกระทำของเหล่าตัวละครพ่อแม่ปู่ย่าตายายในตอนจบ นอกจากนี้ การเข้มงวดของน้าโอม ก็ดูเหมือนจะเป็นการแสดงบทบาทของผู้ปกครองไปอย่างแกนๆ มากกว่าการเข้มงวดอย่างจริงๆจังๆ

2.3 ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น เรื่องเซ็กส์จะถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งผิด วัยรุ่นไม่ควรเข้าใกล้ วัยรุ่นหญิงชายไม่ควรมั่วสุมอยู่ด้วยกัน ตัวละครพ่อแม่ในหนังสั้นกลุ่มนี้จะไม่มีความต้องการทางเพศหลงเหลืออยู่อีกแล้ว หรือสรุปได้ว่า ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นตัวละครที่ไม่มีความเงี่ยน

ตัวละครวัยรุ่น ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายผิด เป็นตัวละครที่มีความเงี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ควร"

แต่ใน "น้าโอมอยากมีผัว" นั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครวัยรุ่น มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครอื่นๆในหนัง ทั้งสาวผมยาวและสาวผมสั้นที่คุยโทรศัพท์ ต่างก็ดูเหมือนจะอยากมีผัว และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ"

2.4 ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หนังก็ไม่ได้บอกว่าน้ากับหลานเข้าใจกันหรือให้อภัยกันแต่อย่างใด แต่มันทำให้ผมจินตนาการไปว่า ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หลานอาจจะสามารถยอมรับน้าได้ในฐานะมนุษย์ขี้เหม็นคนนึง หรือมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องและปัญหาชีวิตมากมายคนนึง ซึ่งแตกต่างไปจาก "ภาพนางสาวไทย" หรือภาพ "เจ้าแม่กวนอิม" ที่ปรากฏอยู่ในฉากแรกๆของหนังเรื่องนี้

ตอนจบแบบนี้มันก็เป็นสิ่งนึงที่แตกต่างไปจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดน่ะครับ เพราะในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น ตอนจบของหนังประเภทนี้ "ผู้ปกครองจะอยู่ในสถานะสูงกว่าเด็ก" แต่ในตอนจบของน้าโอมอยากมีผัวนั้น ผมรู้สึกว่า "ผู้ปกครองอยู่ในสถานะเท่ากับเด็ก เพราะต่างก็เป็นมนุษย์เงี่ยนๆเหมือนกัน" และผู้ปกครองไม่ได้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางกาย, วาจา, ใจ เหมือนกับภาพเจ้าแม่กวนอิมช่วงเปิดเรื่องแต่อย่างใด

3.ผมชอบความ weird หรือความเซอร์เรียลของหนังด้วยครับ หนังมีการใช้ soundtrack เพื่อเพิ่มความเซอร์เรียล และมีการใส่ฉากจุลินทรีย์อะไรเข้ามา ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจความหมายของฉากพิสดารเหล่านี้ แต่ดูแล้วรู้สึกดีกับมันครับ

4.โดยปกติแล้วผมจะชอบหนังที่นำเสนอความเงี่ยนของผู้หญิงน่ะครับ ซึ่งตัวละครน้าโอมกับสาวผมยาวในเรื่องนี้ตอบโจทย์ของผมตรงนี้ได้ดีมากๆ และหนังก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งผิดด้วย

5.ชอบฉากที่น้าโอมพยายามยั่วผู้ชายในออฟฟิศมากๆครับ ผมรู้สึกว่ามันจริงดี น้าโอมเป็นผู้หญิงธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีจริตจะก้าน, มารยาร้อยเล่มเกวียน หรือความสามารถพิเศษในทางด้านนี้แต่อย่างใด เธอทำได้แค่นี้แหละ และเธอแทบจะไม่มีวันสู้เด็กรุ่นใหม่ที่มันซิง มันสดกว่าได้ จุดนี้ของหนังมันทำให้ผมนึกถึงชีวิตจริงของตัวเองด้วยเหมือนกัน

++++

 

ในปี 2011 เราเคยทำลิสท์ภาพยนตร์ไทย 12 เรื่องที่เข้ากับ concept ของ Ray Carney ด้วย ซึ่งหนังเรื่อง “น้าโอมอยากมีผัว” ก็เป็นหนึ่งในหนังไทย 12 เรื่องนั้น โดยตอนนั้นเราเขียนว่า

 

24. Ray Carney said that Mike Leigh and John Cassavetes " show us how extraordinary the most ordinary life can be. They show us that it’s not the complexity of events that makes for interest but the complexity of a character’s feelings.

The turning points in life usually occur in the simplest settings and situations. Not racing somewhere in a car, but sitting in a room and suddenly realizing something. Not yelling and screaming, but reading a magazine and feeling bored or discouraged. If you feel your character has to have something extraordinary happen to her to make her interesting, ask yourself why ordinary life does not matter enough to hold your interest."

Discuss how Ray Carney's quote above may or may not be applied to the following films, and why?:

24.1 DINNER (2005, Sivaroj Kongsakul)

24.2 FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) (2011, Tossaphon Riantong)

24.3 HAPPINESS (สุขขี) (2011, Chadchon Nonthichan)

24.4 LET'S EAT (2011, Wasunan Hutawach)

24.5 ON THE ROAD (2010, Thepmanee Kittitawornkul)

24.6 THE OTHER WORLD (2007, Chutchon Ajanakitti)

24.7 OUR LAST NIGHT TOGETHER (ค่ำคืนสุดท้าย) (2010, Wachara Kanha, 48 min)

24.8 SHE IS READING NEWSPAPER (2005, Tossapol Boonsinsukh)

24.9 STUDENT (2005, James Prutwarasin)

24.10 TO (2010, Uruphong Raksasad, 16 min)

24.11 A WEEK'S VACATION (1980, Bertrand Tavernier, France)

24.12 A YEAR HENCE (2011, Rachakorn Potito)

24.13 YESTERDAY (2008, Sompot Chidgasornpongse)

++++

MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, Thailand, documentary, 14min)

 

หนังสารคดีที่นำเสนอความรักระหว่างนิสิตสาวสองคนออกมาได้อย่างงดงามและชื่นมื่นเบิกบานมาก ๆ

 

เราเดาว่าความดีงามอย่างหนึ่งของหนังสารคดีเรื่องนี้น่าจะเกิดจากการที่ผู้กำกับเป็นเพื่อนของ subjects ของหนังมั้ง หนังมันเลยนำเสนอตัว subjects ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองมาก ๆ

 

ไม่รู้มันมีศัพท์เฉพาะเรียกหนังสารคดีกลุ่มนี้หรือเปล่า นั่นก็คือหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องส่วนตัวของผู้กำกับ, เรื่องในครอบครัวของผู้กำกับ หรือคนใกล้ชิดกับผู้กำกับ เราว่าหนังสารคดีกลุ่มนี้มันเป็นญาติสนิทกับหนังกลุ่ม home movies/home videos และมันมีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมันเอง นั่นก็คือการพาเราเข้าไปชิดใกล้กับตัว subjects ได้อย่างมาก ๆ หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects ออกมาได้อย่างดีมาก ๆ ไม่รู้ว่าเราจะเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าเป็น personal documentaries หรือ intimate documentaries ได้หรือเปล่า และเราคิดว่าหนังกลุ่มนี้มีข้อดีแตกต่างไปจากหนังสารคดีอย่างเป็นทางการทั่ว ๆ ไป ที่อาจจะเน้น “สะท้อนโครงสร้างปัญหาสังคม” ได้ดีมาก แต่อาจจะไม่ได้ลงลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects อย่างเช่น หนังสารคดีของ Raymond Depardon, Frederick Wiseman และ Michael Moore

 ++++

YOY (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

หยอย (ทศพร เหรียญทอง)

 

หนังเรื่อง “หยอย” ทำให้นึกถึงประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้

 

1.ไปๆมาๆแล้ว สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนหรือการกำหนดตัวตน) แต่เป็นอะไรเดิมๆที่เรามักชอบในหนังเรื่องอื่นๆ นั่นก็คือการที่เราสามารถ identify ตัวเองเข้ากับความปรารถนาทางเพศของนางเอก ฮ่าๆๆ คือหนังเรื่องนี้สร้าง character พระเอกออกมาได้ตรงสเปคเรามากพอสมควร ทั้งหน้าตาและบุคลิก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือนางเอกหนังเรื่องนี้เธอเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายที่พยายามเสยตัวเองเข้าหาพระเอกตลอดเวลา นางเอกหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็น object of desire แต่เธอเป็น subject ในขณะที่พระเอกตกเป็น object of desire ของทั้งนางเอกและคนดูอย่างเต็มๆ (จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่านางเอกคิดอะไรยังไงกับพระเอกมากน้อยแค่ไหน เพราะนางเอกก็ชอบรุ่นพี่ด้วย เราก็เลยไม่แน่ใจว่านางเอกเธอต้องการเป็นเพื่อนของพระเอก, หรือต้องการเป็นแฟน, เธอรักพระเอก หรือว่าเธอแค่ want want แต่ไม่จริงจังอะไรมากนัก)

 

อย่างไรก็ดี การที่เราได้เห็นนางเอกหนังเรื่องนี้พยายามหาช่องทางตีสนิทกับพระเอกต่างๆนานา มันจึงเหมือนเป็นการปลดปล่อยความต้องการทางเพศของเราไปโดยปริยาย ฮ่าๆๆ คือเราคงไม่สามารถทำแบบนางเอกได้ในชีวิตจริง แต่นางเอกหนังเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่แทนเรา เธอทำกับพระเอกในสิ่งที่เราอยากจะทำกับพระเอก และการที่เราได้เจอตัวละครที่คิด, พูด, ทำแทนเราแบบนี้ มันก็ทำให้เรามีความสุขมากๆ

 

พฤติกรรมอย่างนึงของนางเอกที่ทำให้เรานึกถึงตัวเองมากๆ คือการที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพระเอกน่ะ เธอเปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้าของตัวเองใหม่ และพยายามอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกับที่พระเอกอ่าน เธอพยายามเปลี่ยน “ตัวตน” ของเธอ แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดเธอจะฝืนทำมันได้ไม่สำเร็จ

 

ความพยายามจะเปลี่ยนตัวเองของนางเอกทำให้เรานึกได้ว่า เราเองก็เคยทำอะไรคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกัน เพราะผู้ชายที่เราแอบหลงรักเขาชอบโพสท์ข่าวการเมืองบน wall ของเขา เราก็เลยพยายามตามอ่านข่าวการเมืองที่เขาโพสท์ แต่นานๆเข้าเราก็ค่อยๆอ่อนล้าและหมดแรงในการฝืนตัวเองให้อ่านสิ่งที่เราไม่ได้สนใจจริงๆ และในที่สุดเราก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา

 

การที่นางเอกกับพระเอกไม่ได้ลงเอยกันในตอนท้ายของเรื่อง มันก็เป็นจุดที่เราทั้งชอบและไม่ชอบ เราชอบที่ว่ามันดูสมจริงดี และมันก็ถูกต้องแล้วล่ะที่ลงเอยเหมือนชีวิตจริงแบบนี้ ชีวิตจริงที่เรามักไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอไป แต่ในอีกแง่นึง เราก็ยอมรับว่าความสมจริงมันต้องแลกด้วย “ความพาฝัน” อยู่เหมือนกัน เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้พาฝันเราไปจนสุดทาง เราจะชอบมันมากขึ้นหรือน้อยลง (ตัวอย่างหนังที่พาฝันเราไปสุดทางแล้วเราชอบมากๆ คือเรื่อง “ความรู้สึกที่หายไป” (LOST IN EMOTION) (2008, โสรญา ดวงเทพ, 16min, A+30) ที่เป็นเรื่องของสาวออฟฟิศที่อยากได้ยามรักษาความปลอดภัยหนุ่มหล่อ แล้วก็ได้ในตอนจบ ถ้าจำไม่ผิด)

 

ถึงแม้เราจะ identify ตัวเองกับความ want ของนางเอก แต่เราก็ไม่ได้ identify ตัวเองกับพฤติกรรมอื่นๆของนางเอก และไม่ได้ identify ตัวเองกับหน้าตาของนางเอกด้วย ฮ่าๆๆ คือถ้าหากนางเอกหนังเรื่องนี้เป็นสาวอ้วนดำแบบนางเอกหนังเรื่อง “สวัสดีมานพ” (2013, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก + วันดี ตะบูนพงศ์, A+30) ที่ want ผู้ชายมากๆเหมือนกัน เราก็อาจจะ identify ตัวเองกับนางเอกและความ want ของนางเอกได้มากยิ่งขึ้น คือนางเอกของ “หยอย” มันยังมีความเป็นพิมพ์นิยมของชนชั้นกลางอยู่สูงน่ะ และนิสิตหญิงจุฬาส่วนใหญ่ก็คง identify ตัวเองกับนางเอกคนนี้ได้สบายๆ แต่ไม่ใช่เรา (ในแง่ของหน้าตาและบุคลิก)

 

2.อย่างไรก็ดี เราก็ชอบนางเอกหนังเรื่องนี้ในแง่ที่ว่า เธอดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญนะ มันเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในนางเอกหนังเรื่อง CLUELESS (1995, Amy Heckerling) และ LEGALLY BLONDE (2001, Robert Luketic)  คือผู้หญิงคิกขุหลายคน มันดูน่ารำคาญมากๆในชีวิตจริง แต่นางเอกของหยอย, CLUELESS และ LEGALLY BLONDE มันดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญ

 

3.เรา identify ตัวเองไม่ได้กับพฤติกรรมบางอย่างของนางเอก แต่นั่นคืออีกจุดที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ คือนางเอกหนังเรื่องนี้มันมีด้านมืด หรือมีความเป็นนางอิจฉาอยู่ในตัว คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เปลี่ยนโฟกัสไปที่ตัวละครรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่เป็นเกย์ปุ๊บ สถานะของตัวละครเชอรี่ในเรื่องนี้จะกลายเป็นนางอิจฉาในทันที

 

พฤติกรรมของนางเอกที่เรารับไม่ได้ คือเรื่องที่เธอแอบถ่ายรูปในห้องน้ำน่ะ เราว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นมากๆ อย่างไรก็ดี การที่นางเอกทำแบบนี้มันก็ทำให้ตัวละครนางเอกดูกลมมากขึ้น และดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เธอไม่ใช่ตัวละครสาวใสซื่อใจบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เธอกลายเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีศักยภาพในการทำความเลวซ่อนอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ใดจะกระตุ้นให้เธอปลดปล่อยความเลวออกมา

 

แต่นางเอกก็มีจุดที่ดีมากๆอยู่ในตัวเหมือนกัน จุดที่เราชอบมากคือตอนที่เธอพูดกับเพื่อนในทำนองที่ว่า เราไม่ควรไปก้าวก่ายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนตัวสูงกับอาจารย์ชาย เราเห็นด้วยกับนางเอกมากๆในจุดนั้น และไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสนิทของนางเอกที่พยายามจะเข้าไปก้าวก่ายความรักระหว่างศิษย์-อาจารย์ของเพื่อนตัวเอง

 

4.ฉากที่ติดตาติดใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือฉากที่ล้อตำนานซินเดอเรลล่า ด้วยการให้นางเอกวิ่งลงบันไดมา แล้วทิ้งรองเท้าไว้ข้างนึง เราว่ามันล้อตำนานนี้ได้น่าสนใจมาก เพราะในฉากนี้ เชอรี่ทำพฤติกรรมแบบนางอิจฉา ไม่ใช่นางเอก การวิ่งลงบันไดของเธอเหมือนกับการดิ่งลงสู่นรกในจิตใจเธอเอง และรองเท้าที่เธอทิ้งไว้ไม่ได้ทำให้เธอได้พบกับเจ้าชายในฝัน แต่มันเป็นหลักฐานมัดตัวเธอในฐานะผู้กระทำผิด

 

5.ประเด็นหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือโครงสร้างของสังคมที่เอื้อให้มีการกดขี่กันเป็นทอดๆ ซึ่งในที่นี้คือระบบที่รุ่นพี่มีสิทธิในการตั้งชื่อใหม่ให้รุ่นน้อง

 

ในตอนแรกนั้น นางเอกตกเป็นเหยื่อของระบบนี้ เธอดูน่าสงสาร แต่หนังเรื่องนี้ดีมาก ที่ในเวลาต่อมา นางเอกก็กลายเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่นโดยอาศัยประโยชน์จากระบบนี้เสียเอง

 

การที่นางเอกตั้งชื่อใหม่ให้ศัตรูหัวใจของเธอว่าหยอย จึงเป็นการสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และโครงสร้างสังคมที่น่าสนใจมาก และมันทำให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราเคยทำแบบนางเอกหนังเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า เราเคยทำร้ายคนอื่นในแบบที่เราเคยถูกคนอื่นทำร้ายหรือเปล่า

 

6.เรา identify ตัวเองกับตัวพระเอกของเรื่องด้วยเหมือนกัน เพราะเราเคยเรียนคณะบัญชี และเราทนการซ้อมเชียร์ในคณะนี้ไม่ได้ เราซ้อมเชียร์อยู่ 3 วันแล้วก็ไม่เข้าซ้อมเชียร์อีกเลย แต่เราไม่เคยลุกขึ้นมาโต้เถียงกับรุ่นพี่เหมือนพระเอกของเรื่องนี้นะ

 

อีกอย่างที่เรา identify กับพระเอกของเรื่อง ก็คือการที่เราแทบไม่มีเพื่อนในคณะ ตอนเรียนบัญชีเรามีปัญหาบางอย่าง ทำให้เราแทบไม่มีเพื่อนเลย แต่ปัญหาของเราจบลงด้วยการลาออกแล้วเอนท์ใหม่เข้าคณะอักษรแทน

 

ตัวละครพระเอกของเรื่องนี้ ก็เลยทำให้เรานึกถึงตัวเอง บางทีเราก็เคยจินตนาการว่า ถ้าหากเราเรียนบัญชีต่อไป ชีวิตเราจะเป็นยังไง เราจะตกอยู่ในสถานะคล้ายๆพระเอกหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

 

7.อีกสิ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่ามันเหมือนกับเป็นภาคสองของหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE (2013, อรุณกร พิค, 22.30min, A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับระบบ SOTUS และการซ้อมเชียร์ที่โหดเกินไป

 

คือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหนังอย่างน้อย 3 เรื่องที่นำเสนอประเด็นเดียวกัน ซึ่งก็คือ THE PASSION OF FRESHY (2008, Pirun Anusuriya, 11min), A TRAGEDY OF DIFFERENT MIND (โศกนาฏกรรมแห่งความคิด) (2011, Thanawate Sunyanuchit, 15min) และ VICIOUS CYCLE โดยหนังสามเรื่องนี้พูดถึงนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นต่อต้านระบบ SOTUS เหมือนกับพระเอกเรื่องหยอย แต่หนังสามเรื่องนี้นำเสนอเพียงแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียว และไม่ได้นำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากประเด็นนี้ คือคนดูจะไม่รู้หรอกว่า หลังจากพระเอกต่อต้าน SOTUS เสร็จแล้ว ชีวิตในอีก 2 ปีข้างหน้าของพระเอกจะเป็นยังไง

 

เราชอบหนัง 3 เรื่องนั้นมากๆ และเราว่าหนังสามเรื่องนั้นก็บรรลุวัตถุประสงค์ของมันเองในการ anti sotus แต่หยอยคือหนังที่ก้าวไปไกลกว่านั้น หยอยตอบคำถามที่ว่า ชีวิตของพระเอกในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

8.ในขณะที่หยอยนำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากการเป็นคน anti sotus แล้ว หยอยก็นำเสนอหลายๆแง่มุมในชีวิตของนางเอกด้วย และเราก็ชอบตรงจุดนี้มากๆ คือหนังเรื่องอื่นๆอาจจะเน้นพูดเพียงแค่ประเด็นเดียว แง่มุมเดียว แต่หยอยทำให้เราเห็นชีวิตนางเอกรอบด้านดี และมันก็เลยทำให้หยอยเหมือนเป็นการรวมประเด็นที่น่าสนใจที่ตรงกับหนังหลายๆเรื่องมาไว้ด้วยกัน อย่างเช่น

 

8.1 ประเด็นเรื่องการ anti sotus เหมือนหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE

 

8.2 ความผิดหวังที่ชายที่หลงรักเป็นเกย์ ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BE-WHERE (2013, พรศิริ ทองใบศรี, A+30)

 

8.3 ความสับสนเรื่องเส้นทางการเรียนที่ตัวเองจะเลือกเดิน และเส้นทางการเรียนที่เพื่อนสนิทจะเลือกเดิน ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง THE WAY I WANT วันที่ฝันเป็นจริง (2013, สุภาณี ลิ้มโรจน์นุกูล, 27.42min)

 

8.4 ปัญหาจุกจิกในการทำงานกลุ่มและการออกกองถ่ายหนัง ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง FAIR…FAIR (2013, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ, 12min) และ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” (2013, ธนพฤทธิ์ ประยูรพรหม, 64min, A+30)

 

คือหยอยมันไม่ได้คล้ายกับหนังที่เราระบุชื่อมาหรอก เราแค่จะเน้นย้ำว่าหยอยมันอาจจะนำเสนอชีวิตของนางเอกได้ “รอบด้าน” มากกว่าหนังอีกหลายๆเรื่องน่ะ เพราะหนังหลายๆเรื่องมันเสนอเพียงแค่แง่มุมเดียวหรือปัญหาเดียวในชีวิตนางเอกเท่านั้น

 

9.ชอบความแตกต่างกันระหว่างพระเอกกับนางเอกด้วย คือถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นคนนอกของเอกภาพยนตร์เหมือนกัน ทั้งคู่ก็มีบางอย่างที่ตรงข้ามกัน เพราะเชอรี่พยายามจะ fit in ให้ได้ในสังคมใหม่นี้ ในขณะที่พระเอกไม่พยายามทำตรงนี้เลย และในขณะที่เชอรี่ไม่พอใจกับการที่คนอื่นๆเรียกเธอว่าหยอย พระเอกกลับต้องการให้คนอื่นๆรู้จักเขาในชื่อ “ไอ้ตัวซวย”

 

10.ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอพฤติกรรมของคนในสังคมเล็กๆที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน เราไม่เคยรู้ว่าเวลาเลือกวิชาเอกในบางคณะ แล้วเราจะต้องพยายามตีสนิทกับเพื่อนในเอกเดียวกันแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจดี เราไม่เคยเห็นหนังเรื่องอื่นๆหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด

 

11.ชอบการเล่าย้อนเวลาไปมาในเรื่องนี้มาก เราว่าหนังเรื่องนี้จับจังหวะอารมณ์ได้ถูกต้องในการ flash back แต่ละครั้ง

 

12. อีกจุดที่ชอบมากๆในเรื่องนี้ คือการสร้าง character ตัวละครประกอบแต่ละตัว เราว่าตัวประกอบหลายๆตัวในเรื่องนี้มันดูเป็นมนุษย์หรือมันดูจริงมากกว่าตัวละครประกอบในหนังทั่วๆไป เราชอบตัวละครกลุ่มเพื่อนสนิทนางเอกและกลุ่มเพื่อนที่ออกกองถ่ายเดียวกับนางเอกมากๆ เราไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ทำยังไง แต่ตัวละครประกอบเหล่านี้มันออกมาดูมีชีวิตมากๆน่ะ หรือว่าพวกเขาเล่นเป็นตัวเอง ฮ่าๆๆ

 

13.อีกจุดที่น่าสนใจคือชีวิตนางเอกดูเหมือนไม่ใช่ชีวิตที่แรงที่สุดในเรื่อง คือปกติแล้วตัวละครนางเอกในหนังส่วนใหญ่ จะเป็นตัวละครที่มีชีวิตรุนแรงที่สุดในหนังเรื่องนั้น แต่เราว่าปัญหาชีวิตต่างๆที่นางเอกประสบในหนังเรื่องนี้ มันดูไม่รุนแรงมากนัก ในขณะที่ชีวิตของรุ่นพี่กับรุ่นน้องเกย์ และชีวิตเพื่อนนางเอกที่มีความสัมพันธ์กับอาจารย์ มันดูเป็นชีวิตที่น่าจะ dramatic กว่านางเอกมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ dramatize หรือ melodramatize ชีวิตนางเอกอย่างเต็มที่ หรือไม่ได้เลือกนำเสนอชีวิตตัวละครที่ dramatic กว่านางเอก

 

14.ปรากฏว่าที่เขียนมาเราแทบไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญในหนังเลย ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นเรื่องการกำหนดตัวตนของตัวเองด้วยตัวเอง หรืออะไรทำนองนี้ คือเราว่าเราอาจจะไม่ได้อินอะไรมากนักกับประเด็นนี้ในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เราประทับใจมากๆในหนังเรื่องนี้ จึงกลายเป็นองค์ประกอบยิบย่อยต่างๆในหนังแทน

 

15.เพราะเหตุใดเราถึงชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+15 แต่ไม่ใช่ A+30 นั่นก็เป็นเพราะว่าถึงแม้เราจะ identify ตัวเองได้กับพระเอกและนางเอกของหนังเรื่องนี้ในบางจุด หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีจุดใดที่ทำให้เรารู้สึกพีคสุดๆหรือสะเทือนใจเราอย่างรุนแรง คือถ้าหากเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหาร เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่อร่อยและมีรสชาติ “กลมกล่อม” แต่ไม่มีรสชาติ “จัดจ้าน” น่ะ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวของเราเองนะ ในแง่นึงมันก็ทำให้เรานึกถึงหนังของ Céline Sciamma เรื่อง TOMBOY (2011) กับ WATER LILIES (2007) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นที่ให้รสชาติ “กลมกล่อม” เหมือนกัน คือหนังฝรั่งเศสสองเรื่องนี้มันดูเหมือนจะแรง แต่พอดูจริงๆแล้วมันไม่แรงเท่าที่คาด แต่โดยรสนิยมส่วนตัวของเรา เราต้องการหนังที่รสชาติจัดจ้านจัญไรเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นแบบหนังอย่าง LOVELY RITA (2001, Jessica Hausner) มากกว่า

 

สรุปว่าหนังที่เราชอบที่สุดของทศพร เหรียญทอง ยังคงเป็นเรื่อง MY NOON (เพลงวันเกิด) กับ FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) จ้ะ แต่หยอยก็เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และน่าติดตามต่อไปว่าหนังเรื่องต่อๆไปของทศพรจะคลี่คลายออกมาในแนวใด

 

เพิ่มเติมจ้ะ

 

16.คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกว่า อีกจุดนึงที่ตัวเองชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “ความสับสนว่าจะเลือกเรียนเอกอะไรดี” ซึ่งมันสะท้อนความสับสนในการเลือกเส้นทางชีวิตของคนทั่วๆไปได้ด้วย และหนังเรื่องนี้สะท้อนปัจจัยหลายประการที่สร้างความสับสนให้กับการเลือกเส้นทางชีวิตตรงจุดนี้ อย่างเช่น

 

16.1 รุ่นพี่ที่ชอบ

16.2 เพื่อนชายที่ชอบ

16.3 เส้นทางชีวิตที่เพื่อนสนิทเลือกเดิน

16.4 ความเข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้กับเพื่อนๆในภาค

 

ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนเอกอะไรดี มันทำให้เรานึกถึงตัวเองด้วยเหมือนกัน เราอาจจะไม่ได้ประสบปัญหานี้ตอนเรียนมหาลัย เพราะตอนนั้นเราได้เรียนคณะที่อยากเรียน และได้เรียนเอกที่อยากเรียน “ณ ขณะนั้น” แต่หลังจากจบจากมหาลัยมาแล้ว เราถึงพบว่าจริงๆแล้วเราอาจจะมี passion กับภาพยนตร์ มากกว่า passion กับวรรณคดีต่างๆที่ร่ำเรียนมา ความสับสนของเชอรี่อาจจะไม่ตรงกับความสับสนของเราซะทีเดียว แต่ “ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนอะไรดี” มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ และเป็นเรื่องดีที่ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงในหนังเรื่องนี้

+++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับนิยายเรื่อง WALTZ IN FLAME (2019, Borit Pongwatchr) หรือ เต้นรำในวอดวาย (2019บริษฎ์ พงศ์วัชร์)

 

“ส่วนช่วง “วอดวาย” นั้น รุนแรงมาก เดือดมาก ชอบสุดๆ ทำให้นึกถึงหนังอย่าง CRY IN SILENCE (2006, Gabriel Biggs, France), MY SON (2006, Martial Fougeron, France), THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary), A CREMATION DAY (2017, Napasin Samkaewcham, documentary) หรือมิวสิควิดีโอ FIRE ON BABYLON ของ Sinead O’Connor ที่นำเสนอภาพ “บ้านคือนรก” หรืออะไรทำนองนี้”

 

 +++++

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับ ตาโขน THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30)

 

พอเราเห็นว่ามีคุณ Tossaphon Riantong ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “ตาโขน” ด้วย มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังสั้นของคุณ Tossaphon อย่างรุนแรงมาก เพราะว่า ตาโขน เป็นหนังแนว “ปริศนาฆาตกรรม” “ฆาตกรลึกลับ” และมันก็เลยทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์แนว thriller ที่คุณ Tossaphon Riantong เคยกำกับตอนที่เขาเรียนชั้นมัธยม อย่างเช่นเรื่อง REMEMBER จำ (2008, 28min), MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min) และ เมื่อฝนทิ้งช่วง WHEN FON DUMPS CHUANG (2009, 27min)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราจำได้ว่าช่วงนั้นเรากับเพื่อน ๆ ตื่นเต้นมากพอสมควรที่เห็นเด็กมัธยมสามารถกำกับ+เขียนบทหนังแนว thriller ที่มีความซับซ้อนรุนแรงขนาดนี้ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ดูหนังเรื่อง DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min) นะ เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่อง DARKSIDE เป็น thriller ซับซ้อนเหมือนกันหรือเปล่า แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็น thriller เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นบทภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อน มีลูกล่อลูกชน และสร้างความสนุกแบบ thriller + horror ได้อย่างน่าพึงพอใจมาก ๆ ใน “ตาโขน” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง จำ, เพื่อน และ เมื่อฝนทิ้งช่วงที่คุณ Tossaphon เคยกำกับในปี 2008-2009 มาก ๆ เหมือนเขามีแววทางนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว 55555

++++

ภาพจาก “หยอย”

 

ช่องยูทูบของคุณ Tossaphon Riantong

https://www.youtube.com/@propulsionmeen/videos

++++

 

ONE MAN (1989) – Chanelle

https://youtu.be/O3uiLA90eTs?si=wUbRRom5YlTOJHT7


 

AFFAIR (1989) – Cherelle

https://youtu.be/W10Yl_s1Ytc?si=9-qHs0N8Wo3lz0tA

+++

 

LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971) is my most favorite film of Werner Herzog, and is one of my most favorite documentaries of all time.

++++

 

เห็นคุณ Sonny Selector เขียนถึง Beverley Craven มันก็เลยกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเราขึ้นมา จนต้องจดบันทึกไว้

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนช่วงต้นทศวรรษ 1990 เราติดตามฟังรายการเพลงแดนซ์ที่คุณอลิศรา ศิริชุมแสงจัดในคืนวันธรรมดา ตอน 24.00-03.00 น. ซึ่งคุณอลิศราจะเปิดเพลงแดนซ์เป็นหลัก แต่พอถึงเวลาราว 02.55 น.คุณอลิศราจะเปิดเพลงสุดท้ายของรายการ ด้วยเพลง PROMISE ME ของ Beverley Craven เพื่อส่งผู้ฟังเข้านอน เพราะฉะนั้นเราก็เลยได้ฟังเพลง PROMISE ME เป็นร้อย ๆ ครั้งในช่วงนั้น ซึ่งฟังแล้วก็เข้านอนหลับฝันดีจริง ๆ

 

จำได้ว่าช่วงนั้นเราเรียนมหาลัย แล้วเราจะเข้านอนตอน 2-3 ทุ่ม แล้วก็ตื่นมาตอนเที่ยงคืน เพื่อฟังรายการเพลงแดนซ์ของคุณอลิศรา พร้อมกับท่องหนังสือไปด้วย แล้วเราก็เข้านอนรอบสองตอน 03.00-05.00 น. แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำไปมหาลัย

 

ซึ่งการทำแบบนี้มันส่งผลให้เราเรียนหนังสือได้ดีมาก 5555 เพราะว่าถ้าหากเราท่องหนังสือหลังกินข้าวเย็น เราจะง่วงมาก ท่องหนังสือไม่ได้ แต่ถ้าหากเราเข้านอนตอน 21.00-24.00 น. แล้วตื่นมาท่องหนังสือตอน 24.00-03.00 น. พร้อมกับฟังเพลงแดนซ์ในรายการของคุณอลิศราไปด้วย เราจะไม่ง่วงนอนเลย เราก็เลยท่องหนังสือได้ดีมากด้วยวิธีการแบบนี้

 

ภาพมาจาก LAST TRAIN TO TRANCENTRAL (1991) ของ KLF Featuring the Children of Revolution ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่เราได้ฟังจากรายการของคุณอลิศรา

+++

อดีตฝันวันวาน ยุคนั้นยังไม่มี facebook เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คนที่เรารู้จักพูดคุยกันในเว็บบอร์ด เราก็เลยไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา แต่ตอนหลังพอได้เจอตัวจริงตามเทศกาลหนังเราก็จะตกใจมาก เพราะตัวจริงหล่อมาก 555

+++

 

THE LAST ONE FOR THE ROAD (2025, Francesco Sossai) ได้ฉายในสาย un certain regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

++++

เราก็ทันได้ดู SECRETS & LIES (1996) ตอนมันเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย โดยเราได้ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้าง World Trade Center หรือ Central World ในปัจจุบัน กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่นำ SECRETS & LIES มาลงโรงฉายในไทยตอนนั้นมาก ๆ

 

จำได้ว่า เรารู้จัก Mike Leigh ครั้งแรกตอนที่คุณมาลีพูดชื่นชมหนังเรื่อง LIFE IS SWEET (1990) ในรายการวิทยุ Sat & Sun

 

อยากให้มีคนจัด MIKE LEIGH RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ แต่ต้องมีซับไตเติลนะ เป็นซับไตเติลภาษาอังกฤษก็ได้ เพราะเราจำได้ว่า เราเคยดู TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh) ใน British Film Festival in Bangkok ที่ Central World แต่หนังไม่มีซับไตเติลใด ๆ ให้ เราก็เลยฟังที่ตัวละครพูดได้ไม่ครบ เหมือนเข้าใจแค่ 50% ของที่ตัวละครพูด

+++

 

เราอ่านแล้วก็คิดต่อไปว่า “สื่อที่หลากหลาย” ในปัจจุบันนี้ช่วยให้เด็กปั๊มบางคนได้กลายเป็น influencer ไปแล้ว อย่างเช่นน้องก้อง ปั๊มบางจาก รามคำแหง 152 (ลิงค์ในคอมเมนท์)

 

https://www.instagram.com/reel/DXHUC7sCeYf/

+++

 

MY BEST FRIEND’S WEDDING (1997, P.J. Hogan)

Vs. CROSSING DELANCEY (1988, Joan Micklin Silver)

+++

 

เราเคยดูหนังตัวอย่างของ MASS HYSTERIA ตอนที่เราเข้าไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ ในโรงภาพยนตร์เมื่อราว 20 ปีก่อน จำได้ว่าน่ากลัวมาก ๆ มีฉากเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมร้องกรี๊ด ๆ  หรือทำอาการโรคจิตสิงสู่ในโรงเรียน คือพอเห็นหนังตัวอย่างแล้วเราก็อยากดูอย่างสุดขีด

+++

เพิ่มรายชื่อ FLESH AND BONE กับ THE DEAD MOTHER เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีบางอย่างใกล้เคียงกัน และออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

86. FLESH AND BONE (1993, Steve Kloves, USA)

+ THE DEAD MOTHER (1993, Juanma Bajo Ulloa, Spain)

 

ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ นางเอกในวัยเด็กเคยเห็นครอบครัวของตัวเองถูกฆาตกรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และในอีกหลายปีต่อมา นางเอกก็ได้ผูกสัมพันธ์กับฆาตกรหรือลูกชายของฆาตกร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

 +++++

ความเฮี้ยนก็คือว่า

 

1. Ingeborg Bachmann คือคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง MALINA (1991, Werner Schroeter)

 

 

2. Vicky Krieps เพิ่งรับบทเป็น Ingeborg Bachmann ใน INGEBORG BACHMANN – JOURNEY INTO THE DESERT (2023, Margarethe von Trotta)

 

แต่มั่นใจว่า Sandra Hüller ไม่แพ้ Isabelle Huppert และ Vicky Krieps อย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Regina Schilling ที่เป็นผู้กำกับด้วย