Showing posts with label DOUBLE BILL. Show all posts
Showing posts with label DOUBLE BILL. Show all posts

Friday, October 09, 2026

TWO DOCUMENTARIES ABOUT ETHIOPIA

 

Double Bill Film Wish List

 

MADE IN ETHIOPIA (2024, Max Duncan, Xinyan Yu, USA/Denmark/Canada, about Ethiopia, documentary, 91min, A+30)

+ RIFT FINFINNEE (2020, Daniel Kötter, Germany/Ethiopia, documentary, 80min, A+30)

 

เมื่อวานเราได้ดูหนังสารคดีเรื่อง MADE IN ETHIOPIA ที่ doc club ซึ่งพูดถึงนิคมอุตสาหกรรมของจีนในเอธิโอเปีย และรวมไปถึงการเวนคืนที่ดินจากเกษตรกรชาวเอธิโอเปียเพื่อนำมาสร้างนิคมอุตสาหกรรมของจีน หนังเน้นนำเสนอชีวิตของผู้หญิง 3 คน ซึ่งก็คือเจ้าแม่ชาวจีนในนิคมอุตสาหกรรม, สาวโรงงานชาวเอธิโอเปีย และหญิงเกษตรกรชาวเอธิโอเปียที่ถูกเวนคืนที่ดิน โดยหนังเรื่องนี้พาดพิงถึงสงครามกลางเมืองในเอธิโอเปียด้วย

 

พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังสารคดีอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีด ซึ่งก็คือ RIFT FINFINNEE (2020, Daniel Kötter, Germany/Ethiopia, documentary, 80min, A+30) ที่เคยมาฉายออนไลน์ในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit in Bangkok ในปี 2021 เพราะว่า RIFT FINFINNEE ก็พูดถึงเอธิโอเปียในช่วงก่อนเกิดสงครามกลางเมือง และชาวบ้านในเอธิโอเปียที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน

 

เหมือนกับว่าหนังสองเรื่องนี้มันช่วยเติมเต็มภาพให้กันและกันได้ดีมาก เพราะเราว่าจุดเด่นของ MADE IN ETHIOPIA คือการเน้นไปที่ชีวิตเจ้าแม่นักธุรกิจชาวจีนในเอธิโอเปีย แต่จุดเด่นของ RIFT FINFINNEE คือการเน้นไปที่ชีวิตชาวเอธิโอเปียที่ยากจนที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน, urbanisation และความแตกแยกในสังคมก่อนเกิดสงครามกลางเมือง หนังสองเรื่องนี้ก็เลยเหมือนมีจุด focus ที่แตกต่างกัน แต่มันพูดถึงปัญหาเดียวกันหรือปัญหาที่เหลื่อมซ้อนกัน และหนังสองเรื่องนี้ต่างก็ช่วยเติมเต็มภาพรวมของปัญหาให้แก่กันและกันได้ดีมาก ๆ

 

ข้อมูลเกี่ยวกับ RIFT FINFINNEE

Rift Finfinnee takes the viewer on a journey through the periphery of the Ethiopian capital Addis Ababa. In strictly composed images and a soundtrack that interweaves the original conversations in a complex way, the film takes the concrete geography, architecture and the
everyday life of individual agricultural and construction workers in the east of Addis Ababa (in Oromo: Finfinnee) as the starting point for an allegorical narrative about the urbanisation of African societies on the edge of civil war. The film documents the rural-urban transformation of space and its consequences for living together using the example of four settlements in the east of the fast-growing Ethiopian capital: the village of Dingaja, the Bole Arabsa social housing estate, the Ayat Condominiums, and the gated community CCD Homes. Four different backdrops for the profound social change in Ethiopia, all four within sight of each other, but separated by a deep rift, which divides city and non-city, present from projected future, Oromo from Amhara: the gorge of the Akaki River.


Filmsick on RIFT FINFINNEE

https://web.facebook.com/photo?fbid=10158485706963576&set=a.10157951619528576

 

 

Friday, October 02, 2026

SONGSAKAN

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

HIA/TUS (2020, Perapat Rukngam, 32min)

+ I BLEW OUT THE CANDLES BEFORE MAKING A WISH (2026, Koi Wang Chao, Chin Yen Hu, Taiwan, 116min)

+ PAPER MOON (1973, Peter Bogdanovich, 102min)

 

หนังทั้ง 3 เรื่องเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ที่ต้องมาดูแลเด็กเหมือน ๆ กัน และเหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันมีจุดที่ทำให้นึกถึงกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

SONGSAKAN ส่งสการ (2026, Uruphong Raksasad, documentary, 112min, A+10)

 

1. กลายเป็นว่า ฉากที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือฉากที่เหมือนไม่ได้เป็นสารคดี มันคือฉากของหญิงตกปลา แล้วเหมือนนอนหลับในเถียงนา แล้วก็มีการแห่ปราสาทศพอยู่ไกล ๆ ใน background บางฉากเป็นคล้าย ๆ สีซีเปีย เราว่าฉากนี้ให้อารมณ์ฟุ้งฝัน เหมือน ๆ จะเป็น fiction + หนังทดลองเชิงกวีที่ให้อารมณ์พิศวงดี

 

2. ส่วนอื่น ๆ ของหนังเรื่องนี้เหมือนมันดูไม่ smooth, ไม่ค่อยทรงพลัง และขาด magic ยังไงไม่รู้ หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะกลายเป็นหนังที่เราชอบน้อยที่สุดของคุณ Uruphong แต่ก็ถือว่าเป็นหนังที่น่าจดจำมาก ๆ อยู่ดี

 

3. ชอบความพยายามในการทำเป็น musical ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง INTO OUR OWN HANDS (2010, Mariana Otero, France, documentary, A+30) ที่ใช้กลวิธีคล้ายกัน แต่พอเนื้อเพลงใน SONGSAKAN มันวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องมรณานุสติ มันก็เลยค่อนข้างน่าเบื่อ แต่ก็ถือเป็นความพยายามที่น่าสนใจ เพราะในแง่หนึ่งเนื้อเพลงพวกนี้มันก็เทียบได้กับบทสวดมนต์ในงานศพ แต่แทนที่เราจะต้องฟังพระสวดมนต์ภาษาบาลีเป็นชั่วโมงในงานศพ เราก็ได้ฟังเพลงเหล่านี้แทน

 

4. ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง ผาสาทกระดาษสี THE JOURNEY OF FUNERAL CASTLE (2015, Sudapa Kaoropthai, documentary, A+30) ที่พูดถึงประเด็นคล้าย ๆ กัน แต่เหมือนเราชอบ gaze ของ THE JOURNEY OF FUNERAL CASTLE มากกว่า

+++

 

 

Films seen on Wednesday 30 September 2026

 

เมื่อวานนี้ได้ดูหนังไป 7 เรื่อง เป็นหนังยาว 4 เรื่อง หนังสั้น 3 เรื่อง

 

In my preferential order

 

1. 9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse, 140min, A+30)

 

งดงามที่สุด อยากได้พระวัดที่ 3 กับพระใส่แว่นในวัดที่ 5 มาก ๆ ค่ะ 55555 (ถ้าพูดแบบสุภาพก็คือ นักแสดงที่เล่นเป็นพระวัดที่ 3 กับพระใส่แว่นในวัดที่ 5 หล่อน่ารักดีค่ะ)

 

2. TALE OF CINEMA (2005, Hong Sang-soo, South Korea, 89min, A+30)

 

3. DIVERSION (1990, Ellen Pau, Hong Kong, 6min, A+30)

หนังทดลองฮ่องกงที่เกิดจาก workshop ของสถาบันเกอเธ่ หลอนมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงหนัง workshop Goethe ของผู้กำกับหนังไทย (Pimpaka Towira, Phaisit Phanphruksachat, Hamer Salwala, Siwaporn Pongsuwan, Manit Sriwanichpoom, Pracha Suveeranont, Soontorn Meesri, etc.) ที่ออกมาในยุคเดียวกัน

 

4. TIGER’S HEAD, NAIL’S TAIL: YOURS FAITHFULLY (2025, Serene Hui, Hong Kong, documentary, 28min, A+30)

 

เหมาะฉายควบกับ DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China) อย่างรุนแรง เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงคนที่ทำหน้าที่เขียนจดหมายติดต่อสื่อสารระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับครอบครัวของเขาในเมืองจีนในทศวรรษ 1940-1960

 

5. THE NARROW ROAD TO THE DEEP SEA: GEORGE AND THE SWIMMING POOL (2019, Lee Kai Chung, Hong Kong, 10min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับค่ายจับคนมาทำเชื้อโรคในสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ทหารญี่ปุ่นจับคนจีนและคนฮ่องกงมาทำการทดลองอาวุธเชื้อโรคในเมืองกวางโจว รุนแรงมาก ๆ

 

ดูแล้วนึกถึง DR. AKAGI (1998, Shohei Imamura, Japan, A+30) มาก ๆ เพราะ DR. AKAGI พูดถึงการที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างอาวุธเชื้อโรคเป็นเชื้อ Hepatitis ในแมนจูเรียในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และเชื้อโรคนี้ก็กลับมาสร้างความชิบหายให้คนญี่ปุ่นเองด้วย

 

6. THE RIVALS OF AMZIAH KING (2026, Andrew Patterson, 130min, A+30)

ชอบครึ่งแรกของหนังมาก ๆ ส่วนครึ่งหลังของหนังก็ดี แต่ชอบน้อยกว่าช่วงครึ่งแรก

 

7. SONGSAKAN ส่งสการ (2026, Uruphong Raksasad, documentary, 112min, A+10)

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง ทรมานรำลึก ของปราปต์ มาให้ลูกหมีอ่าน เขาแถมพวงกุญแจมาให้ด้วย

+++

 

I...FOR ICARUS (1979, Henri Verneuil, France) นี่ถือเป็นหนึ่งในหนังในดวงใจของเราเหมือนกัน และเราว่ามันมีส่วนช่วย shape ทัศนคติของเราที่มีต่อสังคมมนุษย์มาก ๆ ด้วย

+++

 

MAELSTROM วังน้ำวน (2026, Taiki Sakpisit, motorised sound sculptures,  23min) คลิป 1/2

https://web.facebook.com/reel/1910055970375051

 

 

MAELSTROM วังน้ำวน (2026, Taiki Sakpisit, motorised sound sculptures,  23min) คลิป 2/2

https://web.facebook.com/reel/943449728822454

 

CACHECTIC PATIENT หนังหุ้มกระดูก (2026, Taiki Sakpisit)

https://web.facebook.com/watch/?v=2532214990592038

 

 

Monday, September 07, 2026

2026 IS THE YEAR OF COWS IN FILMS

2026 IS THE YEAR OF วัว IN FILMS

 

ปรากฏว่าปีนี้เราได้ดูหนังที่เราชอบสุดขีดที่เกี่ยวข้องกับ “วัว” ไปแล้ว 5 เรื่อง รุนแรงมาก ทำไมผู้กำกับภาพยนตร์หลายคนถึงพร้อมใจกันทำหนังเกี่ยวกับวัวในช่วงนี้คะ 55555

 

หนัง 5 เรื่องเกี่ยวกับวัวที่เราได้ดูในปีนี้แล้วเราชอบสุดขีด

 

1. BLOODLINE (2024, Wojciech Weglarz, Poland, documentary, 12min, A+30)

 

หนังการเมืองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวัว Bison ที่เผชิญปัญหาหนักบริเวณพรมแดนระหว่าง Poland กับ Belarus

 

2. ANIMALS IN WAR (2025, Sviatoslav Kostiuk, Andriy Lidahovskyi, Alexei Mamedov, Ivan Sautkin, Yuliya Shashkova, Myroslav Slaboshpytskyi, Maksym Tuzov, Ukrain, A+30)

 

ตอนที่เกี่ยวกับวัวมีชื่อว่า A COW IN FOG กำกับโดย Sviatoslav Kostiuk หนังตอนนี้พูดถึงชะตากรรมที่เลวร้ายมาก ๆ ของวัวและเด็กชายคนหนึ่งในช่วงสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย

 

3. THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30)

 

แม่วัวนมในรัฐหรยาณาของอินเดียคลอดลูกวัวออกมา แต่ลูกตาย แม่วัวเสียใจมาก ก็เลยไม่มีน้ำนมไหล สัตวแพทย์คนหนึ่งก็เลยบอกชายชราเจ้าของวัวว่า เขาควรให้คนทำตุ๊กตาลูกวัว เผื่อว่าแม่วัวเห็นตุ๊กตาลูกวัวแล้วจะกลับมาให้นมตามเดิม

 

4. CHURNING MILK: THE RITUALS OF THINGS (2022, Baan Noorg Collaborative Arts and Culture, video installation, 13min)

 

วิดีโอนี้อยู่ที่ชั้น 8 BACC เราชอบสุดขีด เราชอบที่มันเชื่อมโยงเรื่องหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ที่ฝ่ายเทพทำตัวเลวร้าย, การถือกำเนิดของแม่วัวสุรภี, ฟาร์มโคนมหนองโพ, นิทานเกี่ยวกับสามสาว และการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

 

5. THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิทาน “หลวิชัย คาวี” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัว, ลูกวัว, เสือ, แม่เสือ

 

เรายังไม่ได้ดู THE BOVINE COMEDY (2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) นะ

 

ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่อยู่ดีๆ ปีนี้เราก็ได้ดูหนังที่เราชอบสุดขีด 5 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัว

 

ในส่วนของ THE TIGER & THE COW นั้น หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหลวิชัย คาวี ที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปัญญาสชาดก ตอน พหลาคาวีชาดก

 

ซึ่งเราเข้าใจว่า ตัวพหลาคาวีชาดกนั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่อง Punyakoti ของอินเดีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แม่วัวที่จะถูกเสือกิน แม่วัวเลยขอร้องเสือว่า ขอให้เธอได้กลับไปให้นมลูกวัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอจะกลับมาให้เสือกิน

 

ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เรารู้สึกว่าเราเพิ่งได้ดูหนังอินเดีย 2 เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีตัวละครพูดถึงนิทานเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่า มันคือหนังเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) กับหนังเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) หรือเปล่า

 

คือเราถามเอไอแล้วว่า ในหนังสองเรื่องนี้มีการพูดถึงนิทาน Punyakoti หรือเปล่า แต่เอไอบอกว่าไม่มี

 

แต่เราว่าตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือนะ หรือว่าเราจำหนังอินเดียผิดเรื่อง มีใครจำได้ไหมว่า ในหนังอินเดียสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือไหม หรือว่ามันอยู่ในหนังอินเดียเรื่องอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้

 

อย่าง A RIVER CALLED TITAS นี่ มันมีตัวละครตัวนึง (เจ้าหนี้ที่สำนึกผิด) ที่คล้ายกับในนิทาน Punyakoti มาก ๆ เราก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่ามันมีการพาดพิงถึงนิทานเรื่องนี้

 

หลวิชัย คาวี

https://thailitdir.sac.or.th/character-detail.php?n_id=4592

https://thailitdir.sac.or.th/literature-detail.php?meta_id=4

 

พหลาคาวีชาดก

https://vajirayana.org/v2/books/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81/%E0%B9%92%E0%B9%99-%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81#google_vignette

 


Friday, August 21, 2026

ICE CREAM MAN VS. THE END OF OAK STREET

 

เห็น Google มีปุ่มให้ CREATE IMAGES ได้ด้วย เราก็เลยทดลองใช้ ซึ่งรูปที่ออกมาก็โอเค แต่ก็ยังสู้ Grok AI กับ Bing Images ไม่ได้

 

อันนี้เป็นการเปรียบเทียบรูปที่สร้างจาก AI 3 ราย โดยเราให้ AI 3 ราย สร้างรูปของ “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน”

 

สองรูปแรกสร้างโดย Grok AI

รูปที่สามกับสี่สร้างโดย Bing Images

รูปที่ห้าสร้างโดย Google ซึ่งออกมาไม่ค่อยตรงสเปคเราเท่า Grok กับ Bing 55555

 

การทดลองครั้งที่สอง

 

หลังจากให้ AI 3 รายทดลองสร้างรูป “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน” ไปแล้ว เราก็พบว่า Google สร้างผลงานได้ในระดับแค่โอเค แต่ Grok กับ Bing สร้างรูปออกมาได้ดีงามมาก

 

คราวนี้เราเลยทดลองให้ Grok, Bing กับ Google สร้างรูปตามประโยคนี้

 

“ปรี๋ก็ไม่สนเพราะคนมันจะแปร๋ว แปร๋วก็ไม่สนเพราะคนมันจะปร๋อย ปร๋อยก็ไม่สนเพราะคนมันจะปรื๋อ”

 

แล้วก็เลยพบว่า Google ไม่สามารถสร้างรูปตามประโยคนี้ได้ 55555

 

รูปที่ 1+2 สร้างโดย Grok ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Grok พยายามตีความประโยคข้างต้นให้ออกมาเป็นคน 3 คน

 

รูปที่ 3+4 สร้างโดย Bing ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Bing รับมือกับประโยคนี้ด้วยการใส่ประโยคนี้เป็น text เข้าไปในรูปภาพด้วย

 

ส่วนรูปที่ 5 แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ Google ในการสร้างภาพตามประโยคนี้

+++

 

RIP JOHN IRVIN (1940-2026)

 

เราเคยดูภาพยนตร์ที่เขากำกับเพียงแค่เรื่องเดียวเองมั้ง ซึ่งก็คือ HAMBURGER HILL (1987) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่เราชอบมากเรื่องนึง

 

อยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ John Irvin มาก ๆ อย่างเช่น

 

1. THE DOGS OF WAR (1980, UK)

สร้างจากนิยายของ Frederick Forsyth มี Tom Berenger ดาราหนุ่มคนโปรดของเราร่วมแสดงด้วย

 

2. WIDOWS’ PEAK (1994, Ireland)

การประชันบทบาทกันครั้งสำคัญระหว่าง Mia Farrow, Joan Plowright, Natasha Richardson

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Natasha Richardson ได้รางวัล “Best Actress” จากเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ด้วย

 

3. A MONTH BY THE LAKE (1995, UK)

Vanessa Redgrave กับ Uma Thurman ตบตีแย่งผู้ชาย (Edward Fox) กันในหนังเรื่องนี้ น่าดูสุดขีด

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Vanessa Redgrave ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดารานำหญิงในหนังตลกด้วย

 

4. MANDELA’S GUN (2016, South Africa)

++++

 

MY PERFECT DOUBLE BILL: ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET เราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันโดยบังเอิญที่ House Samyan ในวันอังคารที่ 18 ส.ค. พอดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันแล้วก็พบว่า เราชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหมายของเราก่อนดูหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

1. เราชอบมาก ๆ ที่ในบางครั้งเราได้ดูหนังสองเรื่องต่อกัน แล้วพบว่าหนังทั้งสองเรื่องนั้นมันมีบทสนทนาต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระยะหลัง ๆ มานี้เราเจอเหตุการณ์แบบนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งได้แก่

 

1.1 เราได้ดู TWO TO ONE (2024, Natja Brunckhorst, Germany, A+15) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตคนในเยอรมันตะวันออกก่อนการรวมประเทศในช่วงต้นทศวรรษ 1990

 

หลังจากนั้นเราก็เดินทางมาที่สถาบันเกอเธ่ แล้วก็ได้ดูหนังเวียดนามเรื่อง THE_PARENTS_MIXTAPE (2021, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+30) และ PLATTENLOTUS (2022, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+25) แล้วก็ปรากฏว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง “เยอรมันตะวันออก” เช่นกัน มันก็เลยกลายเป็นการดูหนัง triple bill สามเรื่องเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกติดต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

1.2 เราได้ดู BATWARA 1947 (2026, Rajkumar Santoshi, India, 160min, A+30) ที่เมเจอร์ อ่อนนุช รอบ 15.30 น.ในวันพุธที่ 19 ส.ค. แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินทางไปดู AWARANPAN 2 (2026, Nitin Kakkar, India, 140min, A+) ที่เทอร์มินัล พระรามสาม รอบ 20.00 น. ในวันเดียวกัน

 

มันก็เลยกลายเป็นโปรแกรมหนัง DOUBLE BILL OF SHABANA AZMI โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าใน BATWARA 1947 นั้น Shabana Azmi รับบทนำเป็นหญิงชราผู้น่าสงสารที่เผชิญเคราะห์กรรมหนักหนาแสนสาหัสเมื่อเกิดการแบ่งแยกประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถานในปี 1947 ส่วนใน AWARANPAN 2 นั้น Shabana Azmi รับบทเป็นเจ้าแม่ของแก๊งค์อาชญากรใน”กรุงเทพ” ซึ่งเป็นสองบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

 

1.3 เราได้ดู ICE CREAM MAN (2026, Eli Roth, A+30) ที่ House ในวันที่ 18 ส.ค. รอบ 15.55 น. แล้วเราก็ได้ดู THE END OF OAK STREET (2026, David Robert Mitchell, A+30) ที่ House ในวันเดียวกันในรอบ 17.55 น. แล้วเราก็รู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ ตามความรู้สึกของเรา

 

2. เราชอบทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET ในระดับ A+30 นะ ซึ่งก็คือ “ชอบสุดขีด” ทั้งสองเรื่อง และเราก็มองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า” ICE CREAM MAN แต่ “หนังดี” กับ “หนังที่เราชอบเป็นการส่วนตัว” มักจะไม่ใช่หนังเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว

 

คิดว่าเราคงไม่ต้องเขียนถึงความดีงามใด ๆ ของ THE END OF OAK STREET นะ เพราะเราก็แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนถึงหนังเรื่องนี้มาไว้บนวอลล์ของเราไปบ้างแล้ว 555 ไปอ่านความดีงามของหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่หลาย ๆ คนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้

 

สาเหตุที่เรามองว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกัน เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง “เมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ร่มรื่นในสหรัฐ” ประชากรในเมืองนี้ดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความร่มเย็นเป็นสุขเหมือน ๆ กัน ก่อนที่ความชิบหายจะมาเยือนอย่างคาดไม่ถึง และประชากรในเมืองนี้ก็ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดกันอย่างสุดฤทธิ์เหมือนกัน

 

แต่ถึงแม้สถานการณ์ข้างต้นของหนังสองเรื่องนี้จะเหมือนกัน หนังสองเรื่องนี้ก็มีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงในส่วนอื่น ๆ ซึ่งในด้าน filmmaking craft หรืออะไรทำนองนี้นั้น เราว่า David Robert Mitchell อาจจะเหนือชั้นกว่า Eli Roth นะ เราก็เลยมองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า”

 

แต่เรากลับชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างใน THE END OF OAK STREET ที่ทำให้เราไม่อินกับมันเป็นการส่วนตัว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน ICE CREAM MAN

 

Spoilers alert มีการเปิดเผยจุดหักมุมและตอนจบของทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET

--

--

--

--

--

 

3. สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงจาก THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

3.1 “คนรักหมา” เป็นฝ่ายถูกต้องในหนังเรื่องนี้ ส่วน “คนเกลียดหมา” หรือ “คนรำคาญเสียงหมาเห่า” กลายเป็นฝ่ายผิดในหนังเรื่องนี้ 55555

 

คือเอาเข้าจริงแล้ว ตัวละครที่เรา identify ด้วยได้ในช่วงต้นเรื่อง คือคุณเพื่อนบ้านน่ะ เพราะเขาเป็น “ชายวัยกลางคนใส่แว่นที่อาศัยอยู่ตามลำพัง” ไม่มีใครในชีวิตที่เขาจะพึ่งพาได้นอกจากตัวเขาเอง แล้วเขาก็รำคาญเสียงดัง ๆ ด้วย ซึ่งนี่มันคือตัวกูเลย กูขอจองเป็นตัวละครตัวนี้

 

แต่เราไม่ใช่คนที่จะปรักปรำคนอื่น ๆ ง่าย ๆ แบบคุณเพื่อนบ้านคนนี้นะ แต่เราก็เข้าใจและเห็นใจตัวละครที่เกลียดหมาน่ะ เพราะฉะนั้นพอตัวละครตัวนี้เหมือนจะพบจุดจบอย่างโง่เง่ามาก ๆ เราก็เลยแอบเสียใจ

 

คือพอ “ตัวละครที่เสียชีวิตอย่างโง่ ๆ” เป็น “ชายวัยกลางคนที่ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา และเกลียดหมา” แต่ “ตัวละครที่รอดชีวิต” คือ “ครอบครัวที่หันมาสามัคคีกัน และรักหมา” เราก็เลยมีปัญหาอย่างรุนแรงกับหนังที่นำเสนอทัศนคติทำนองนี้น่ะ ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรนะ เพราะเราว่าหนังหลาย ๆ เรื่องก็ชอบนำเสนอทัศนคติหรือค่านิยมทำนองนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจุดนี้คือจุดสำคัญจุดนึงที่ทำให้เราชอบหนังแบบ ICE CREAM MAN มากกว่า

 

3.2 ทุกคนคงเดาได้อยู่แล้วว่าเราไม่น่าจะชอบ “พัฒนาการของตัวละครนางเอก” ใน THE END OF OAK STREET เพราะเราน่าจะเคยเขียนไปหลาย ๆ รอบแล้วว่า เราชื่นชอบหนังแนว “ผู้หญิงทิ้งผัว” โดยเฉพาะ THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany), SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert, UK), HOMETOWN BLUE (1999, Stéphane Brizé, France), etc.

 

เพราะฉะนั้นพอพัฒนาการของตัวละคร Denise Platt (Anne Hathaway) ใน THE END OF OAK STREET มันตรงข้ามกับพัฒนาการของตัวละครกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเราไปโดยปริยาย 55555

 

แต่เอาเข้าจริง ถ้าหากเราเป็นตัวละคร Denise Platt เราก็คงตัดสินใจแบบตัวละครตัวนี้นะ เพราะเราก็คงตัดสินใจช่วยชีวิตผัวในตอนจบเหมือนกัน เพียงแต่ว่าหนังที่นำเสนอตัวละครหญิงที่ “อยากจะทิ้งผัว ทิ้งครอบครัว แต่หันมากลับตัวกลับใจในตอนจบ” มันเหมือนเป็นหนังที่ไม่ได้ touch เราเป็นการส่วนตัวเหมือนหนังกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” น่ะ

 

3.3 คือถึงแม้ตัวละครใน THE END OF OAK STREET มันจะทะเลาะกัน แต่โดยรวมแล้ว เรารู้สึกว่าหนังมันเชิดชูความรักสายใยความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวน่ะ สมาชิกครอบครัวต้องช่วยเหลือกัน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ “ความผิด” อะไรของหนังเรื่องนี้ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังอย่าง THE END OF OAK STREET มันยังธำรงรักษา family values แบบเดิม ๆ เอาไว้อยู่น่ะ เราก็เลยรู้สึกมีระยะห่างจากหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เช่นเดียวกับที่เราเคยรู้สึกกับหนังยุคเก่า ๆ ของ Steven Spielberg และหนังอย่าง LITTLE MISS SUNSHINE (2006, Jonathan Dayton, Valerie Faris) ที่เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงมากเช่นเดียวกัน

 

แต่สิ่งนี้จะแตกต่างจากหนังอย่าง THE VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola) ที่นำเสนอเมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบในสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่มันไม่ได้เชิดชู family values

 

และเราก็พบว่า ICE CREAM MAN นี่แหละ คือ perfect antidote สำหรับเรา เพื่อใช้ถอนพิษที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET 55555

 

4. ในส่วนของ ICE CREAM MAN นั้น สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชนะใจเรา หรือสิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

4.1 ICE CREAM MAN เหมือนเป็นหนังที่เกลียดเด็ก ส่วน THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่รักเด็ก 55555

 

4.2 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองได้” “เราไม่สามารถไว้วางใจครอบครัวของตัวเองได้” เพราะพวกเขาอาจจะเป็นคนเลวก็ได้ และสิ่งนี้มันตรงข้ามกับความรู้สึกที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET

 

4.3 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจศาสนาได้”

 

4.4 หนังมันเหมือนเกลียดชังสังคมชนชั้นกลาง 555 คือสังคมชนชั้นกลางใน THE END OF OAK STREET เป็น “อะไรที่น่าสงสาร พวกเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากไดโนเสาร์” แต่สังคมชนชั้นกลางใน ICE CREAM MAN เหมือนเป็นสังคมที่สมควรถูกทำลายอย่างร่าเริงใจ 55555

 

4.5 หนังมันพูดถึง “ประวัติศาสตร์บาดแผล” และความพยายามจะลบเลือนประวัติศาสตร์บาดแผล

 

เพราะคำสาปของ ICE CREAM MAN มันจะเริ่มส่งผลก็ต่อเมื่อ สังคมนั้นลืมความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไปแล้วในอดีต พอสังคมนั้นลืมความผิดที่ตัวเองทำไว้ คนขายไอติมถึงค่อยกลับมาล้างแค้น

 

สิ่งนี้มันก็เลยสาแก่ใจกูมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพราะว่าสังคมไทยก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน และก็มีคนบางกลุ่มในสังคมที่พยายามจะลบทิ้งประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นตัวละครแบบคนขายไอติมก็เลยถูกใจกูมาก ๆ เขาเหมือนจะเป็น “แรงงานต่างด้าว” และเขาก็ถูกคนต่าง ๆ ในสังคมใส่ร้าย เขาถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล บุคคลต่าง ๆ ทั้งผู้มีอำนาจ, สถาบันศาสนา และชนชั้นกลางในสังคมร่วมกันทำร้ายแรงงานต่างด้าวอย่างเขา

 

มันก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และพอเวลาผ่านไปราว 20-30 ปี ผู้คนต่าง ๆ ในสังคมลืมเลือนความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ คำสาปของคนขายไอติม ก็เลยมีฤทธิ์ขึ้นมา เพื่อไม่ให้พวกมึงหลงลืมความผิดบาปที่พวกมึงเคยทำไว้

 

สิ่งนี้มันก็เลยสะใจกูสุด ๆ ค่ะ ดูแล้วก็เลยนึกถึงประวัติศาสตร์บาดแผลต่าง ๆ ในสังคมไทยมาก ๆ

 

4.6 เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง พอเราดู ICE CREAM MAN จบ เราก็เลยนึกถึง “องก์สาม” ของ A USEFUL GHOST (2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะมันคือ “การเอาคืน การกลับมาแก้แค้นของประวัติศาสตร์บาดแผล” เช่นเดียวกัน มันคือสิ่งที่บรรดา “เหยื่อของผู้มีอำนาจ” ไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ “โลกของภาพยนตร์” เปิดโอกาสให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้ เราเอาคืน เราแก้แค้นผู้มีอำนาจได้ในโลกของภาพยนตร์

 

และเราว่า ICE CREAM MAN มันไปไกลกว่า A NIGHTMARE ON ELM STREET (1984, Wes Craven) เพราะต้นกำเนิดของ ICE CREAM MAN กับต้นกำเนิดของ Freddy Krueger มีบางจุดคล้ายกัน แต่หนังชุด “นิ้วเขมือบ” treat ตัวละคร Freddy ว่าเป็นผู้ร้ายที่สมควรถูกกำจัดน่ะ แต่ ICE CREAM MAN ไปไกลกว่า เพราะว่าคนขายไอติมคือผู้ชนะที่แท้จริงในตอนจบ คนที่ควรถูกกำจัดไม่ใช่คนขายไอติม แต่เป็นบรรดาศัตรูของคนขายไอติม

 

4.7 เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET มันเต็มไปด้วย “ความเป็นห่วงเป็นใยกันระหว่างสมาชิกครอบครัว” ส่วน ICE CREAM MAN มันเต็มไปด้วย “ความเคียดแค้นชิงชัง” น่ะ และนั่นก็เลยส่งผลให้ ICE CREAM MAN ตรงกับ “ธาตุ” ของเรามากกว่า

 

5. ส่วนจุดที่เราไม่ชอบใน ICE CREAM MAN ก็คือความ gore ของหนัง เพราะเราไม่ชอบอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว แต่โชคดีที่เราเคยดู trailer หนังเรื่องนี้มาก่อน ซึ่ง trailer หนังเรื่องนี้มีแต่ความ gore เราก็เลยรู้ตัวล่วงหน้าว่าเราจะเจออะไรน่าสะอิดสะเอียนบ้างในหนังเรื่องนี้

 

แล้วก็โชคดีที่ความ gore ในหนังเรื่องนี้มันโดนฉาบไว้ด้วยอารมณ์ขันและความไม่สมจริง มันก็เลยให้อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความ gore แบบใน SALO ที่มันสมจริง

 

6. คือถ้าหาก ICE CREAM MAN ไม่เลือก “ขายความ gore” แต่ไปเลือกขาย “ความหลอน” หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นญาติห่าง ๆ ของ “จักรวาลหนัง Osgood Perkins” ได้เลยนะ เพราะเราว่าจักรวาลหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ห่างกันมากนักน่ะ

 

เพราะว่าจักรวาลหนังของ Osgood Perkins มันก็เต็มไปด้วย “เด็กฆาตกร”, “พ่อแม่ที่เราไม่สามารถไว้วางใจได้”, “อำนาจของซาตาน”, etc. อะไรทำนองนี้เหมือนกัน

 

7. ถ้าหากเทียบกับหนังกลุ่ม “เด็กฆาตกร” ด้วยกันแล้ว เราก็ชอบ ICE CREAM MAN ในระดับเท่ากับ WHO CAN KILL A CHILD? (1976, Narciso Ibáñez Serrador, Spain) นะ และชอบ ICE CREAM MAN มากกว่าหนังชุด CHILDREN OF THE CORN และ VILLAGE OF THE DAMNED (1995, John Carpenter)

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะฉายควบกับ ICE CREAM MAN ก็คือ THE PIED PIPER (1986, Jiri Barta, Czechoslovakia, animation, 53min, A+30) เพราะเราว่า ICE CREAM MAN น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนาน The Pied Piper

 

9. แต่โดยรวมแล้ว เราก็ชอบผลงานของ David Robert Mitchell มากกว่า Eli Roth อยู่ดีนะ เพราะว่าเราชอบ IT FOLLOWS (2014) กับ UNDER THE SILVER LAKE (2018) อย่างรุนแรงมาก

 

เพียงแต่ว่า เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET กับ ICE CREAM MAN มองสถาบันครอบครัวและสังคมชนชั้นกลางในแบบที่แตกต่างกัน เราก็เลยชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะเราอินกับอะไรต่าง ๆ ใน ICE CREAM MAN มากกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วมันสาแก่ใจกูเป็นยิ่งนักค่ะ

 

Thursday, August 13, 2026

THE ODYSSEY VS. THE FRIENDS

 

น่าดูสุดขีด เราชอบหนังเรื่อง I EVEN MET HAPPY GYPSIES (1968, Aleksandar Petrovic, Yugoslavia, A+30) มาก ๆ ด้วย หนังยูโกสลาเวียเรื่องนี้เคยมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัย ธรรมศาสตร์ในวันที่ 22 ส.ค. 2010

+++

 

THE ODYSSEY ACCORDING TO...

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15) พอดูแล้วก็เลยมาจินตนาการต่อเล่น ๆ ฮา ๆ แบบไม่จริงจังว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับคนอื่น ๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

 

1. Paul Verhoeven

 

เห็นมีคนวิจารณ์ว่า THE ODYSSEY เวอร์ชั่นนี้ตัดฉากเซ็กส์ระหว่าง Odysseus กับ Circe และ Calypso ออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ Christopher Nolan ต้องการทำให้พระเอกดูเป็นคนรักเดียวใจเดียว เข้ากรอบพระเอกหนังที่คนดูในยุคปัจจุบันจะยอมรับได้มากยิ่งขึ้น

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหากเป็น Paul Verhoeven มากำกับหนังเรื่องนี้ หนังต้องอุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ร้อนแรงอย่างแน่นอน ตัวละครคงจะหื่น, โหด, ดิบเถื่อน, บ้าเลือดมากยิ่งขึ้น ดูได้จาก FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)

 

 2. Robert Eggers

 

เนื้อเรื่องเจาะเฉพาะช่วงที่ Odysseus เดินทางไปที่ริมขอบ Oceanus ดินแดนที่คนเป็นสามารถพูดคุยกับคนตายได้ Odysseus ได้พูดคุยกับ Tiresias และวิญญาณคนตายต่าง ๆ แน่นอนว่าหนังเน้นไปที่บรรยากาศหลอกหลอนจนสุดจะบรรยาย

 

3. Catherine Breillat

 

หนังเน้นไปที่เกมอำนาจระหว่างเพศหญิงเพศชาย โดยเล่าจากมุมมองของ Circe และ Calypso

 

4. Lav Diaz

 

หนังยาว 9 ชั่วโมง Odysseus และลูกเรือของเขากลายเป็นผู้ร้าย เป็นเหมือนคนขาวที่บุกเข้าปล้นสะดมภ์ ทำลายชนพื้นเมือง

 

3 ชั่วโมงแรกเล่าจากมุมมองของชาวเผ่า Ciconians ในเมือง Ismara ที่ Odysseus กับพรรคพวกบุกเข้าปล้นฆ่าหลังเดินออกจากกรุงทรอย หนังเน้นให้เห็นถึงผลจากการทำลายล้างของ Odysseus และความขมขื่นที่ชาวเผ่า Ciconians ต้องเผชิญ

 

ชั่วโมงที่สี่ของหนังเล่าถึงชีวิตอันสงบสุขอยู่ดี ๆ ของ Cyclops ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นงดงาม ส่วนชั่วโมงที่ 5 และ 6 เล่าถึงความเลวร้ายที่ Odysseus กับพรรคพวกกระทำต่อ Cyclops

 

ชั่วโมงที่ 7 ถึง 9 ของหนัง เป็น Odysseus กับพรรคพวกแล่นเรือไปเรื่อย ๆ เผชิญทั้งแดดร้อนจัด, พายุฝน, ความหิวโหย คนดูจะสัมผัสได้ถึงความหิวโหย, ความเหนื่อยล้า, ความทุกข์ยากของตัวละครเหล่านี้ แล้วคนดูก็อาจจะแอบรู้สึกสมน้ำหน้า

 

5. Ulrike Ottinger

 

ตัวละครชายแท้บนเรือทยอยตายไปทีละคน ทีละคน และแน่นอนว่าในที่สุด Odysseus ก็ไม่รอดชีวิต ลูกเรือของเขามีรอดชีวิตแค่คนเดียว เพราะคนนั้นพอได้ยินเสียงนาง Sirens เขาก็ออกอาการสาวแตก ลุกขึ้นมาเต้น กระโจนลงจากเรือ ไปขึ้นเกาะนาง Sirens แล้วเผยธาตุแท้ความเป็นกะเทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนาง Sirens ไป

 

Penelope กับบรรดาสาวใช้วางแผนฆ่า suitors ทุกคนจนตายหมด แล้ว Penelope ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นราชินีนักรบแห่ง Ithaca

 

6. Takashi Yamazaki

 

หนังเน้นไปที่ฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่าง Cyclops กับ Godzilla, ฉากการต่อสู้ระหว่าง Laestrygonians (giant cannibals) กับ Godzilla และฉากการต่อสู้ระหว่าง Scylla (อสูรหลายหัว) กับ Godzilla เพราะในอดีตนั้น Odysseus เคยช่วยชีวิต Minila เอาไว้ Godzilla เลยอยากตอบแทนบุญคุณ

 

7. Scud

 

หลังจากนักรบหนุ่ม ๆ เหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสงครามกรุงทรอยมานาน 10 ปี และต้องออกเดินทางบนเรือไปด้วยกัน ทุกคนก็เลยรู้สึกเงี่ยนมาก และก็เก็บกดความเงี่ยนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาก็เลยเริ่มเอากันเอง และตกหลุมรักกันเอง

 

เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงฉาก climax เมื่อทุกคนบนเรือร่วมรักกันอย่างเมามันส์

 

หลังจากโชคชะตากลั่นแกล้ง แล่นเรือไปไม่ถึงบ้านสักที พวกเขาก็คิดว่า ไม่เป็นไร ในเมื่อทุกคนบนเรือตกหลุมรักกันเองแล้ว ก็ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้ พวกเราไปตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ครองรักด้วยกันในดินแดนแห่งใหม่ดีกว่า

 

เรือของ Odysseus แล่นไปเรื่อย ๆ ยังทิศตะวันตกในช่วงอาทิตย์อัสดง ชายหนุ่มหล่อล่ำกลัดมันบนเรือกอดรัดกันด้วยความรักอย่างดูดดื่ม เพลง GO WEST ของ Pet Shop Boys ดังขึ้นในตอนจบ

 

8. Christian Petzold

 

Penelope รำคาญพวก suitors อย่างมาก ๆ เธอก็เลยไปจ้างขอทานคนนึงให้มาปลอมตัวเป็น Odysseus เพราะว่าขอทานคนนั้นหน้าตาคล้าย Odysseus แล้วเธอก็แอบเผยความในใจให้ขอทานคนนั้นฟังว่า จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่เคยรัก Odysseus จริง ๆ หรอกนะ แต่เธอเองก็ไม่อยากแต่งงานใหม่ เพราะเธอไม่อยากแบ่งบัลลังก์และราชสมบัติให้ใคร แน่นอนว่าขอทานคนนั้นจริงๆ แล้วก็คือ...

 

9. Pedro Almodovar

 

Penelope แอบมีใจหวั่นไหวให้กับ suitors นิสัยดีบางคน แต่เธอโดน “กรอบความเป็นสตรีที่ดีแบบสมัยโบราณ” ค้ำคออยู่

 

แน่นอนว่า Penelope รับบทโดย Penelope Cruz

 

10. พชร์ อานนท์

 

Penelope รับบทโดยโก๊ะตี๋ เธอบอก suitors ว่า เธอจะแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อเธอทอผ้าเสร็จ แต่ผ่านมา 10 ปีแล้วเธอก็ทอไม่เสร็จ เพราะว่าเธอทอผ้าไม่เป็น

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15)

+ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

มีการ spoil หนังทั้งสองเรื่องนี้

 

1. ปรากฏว่าพอเราได้ดู THE ODYSSEY แล้วเราก็ชอบน้อยกว่าที่คาดนะ และก็คิดว่าการดู IMAX อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราด้วยในกรณีของหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้ดู IMAX นะ เพราะว่าถ้าหากเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอปกติ แล้วเราชอบแค่ในระดับ A+15 เราก็อาจจะสงสัยไปจนชั่วชีวิตว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX แล้วเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นหรือเปล่า 55555 แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX ไปเลย เราก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับ “ความสงสัย” นี้ คือสำหรับเราแล้วการดู IMAX ไม่น่าจะทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แต่มันช่วยขจัด “ความสงสัย” ในใจเราได้

 

ชอบงานเขียนงานวิจารณ์ของคุณ Ming Panha และคุณ Noel Vera ที่มีต่อหนังเรื่อง THE ODYSSEY มาก ๆ อ่านของคุณ Ming Panha แล้วได้ความรู้เยอะมาก ๆ

 

ชอบประโยคนี้ของคุณ Noel Vera มาก ๆ “I sit through three hours of mid storytelling to be rewarded the visual equivalent of hamburger.”

 

2. เราว่า THE ODYSSEY ก็สนุกและดูเพลินดีสำหรับเรา ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า TROY (2004, Wolfgang Petersen) นะ เพราะเราว่า Christopher Nolan เป็นคนทำหนัง “สนุก” และเร้าอารมณ์ผู้ชมได้เก่งน่ะ โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ดนตรีประกอบในการหล่อเลี้ยงอารมณ์ตื่นเต้นของผู้ชม เนื้อเรื่องของ ODYSSEY ก็ติดตามได้ง่ายกว่า TROY ด้วย

 

และก็ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่ามินิซีรีส์ THE ODYSSEY (1997, Andrei Konchalovsky, 176min) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ช่อง 7 ด้วย ซึ่งมินิซีรีส์อันนั้นก็ทำได้ดีประมาณนึง แต่มันอาจจะ “สมจริง” เกินไปจนเราไม่ชอบ 55555 เพราะว่าจุดแข็งของเวอร์ชั่น Nolan ก็คือว่า Matt Damon หล่อกว่า Armand Assante น่ะ

 

คือ Armand Assante เป็นนักแสดงที่ดีมากนะ (โดยเฉพาะตอนที่เขาแสดงเป็นนโปเลียนใน NAPOLEON AND JOSEPHINE: A LOVE STORY) และถ้าหากวัดกันตามจริงแล้ว เขาอาจจะดู “สมจริง” กว่า Matt Damon ก็ได้สำหรับบท Odysseus แต่เราว่า Matt Damon ตรงสเปคเรามากกว่า เพราะฉะนั้นพอเราดู Matt Damon ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยได้รับ “ความสุขทางเพศ” ไปด้วย ส่วนในเวอร์ชั่นของ Andrei Konchalovsky นั้น เราอาจจะได้ดู Odysseus ที่สมจริงกว่า แต่เราไม่ได้รับความสุขทางเพศจากการดู 55555 ขอยอมรับตามตรงค่ะ (เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะไม่มีการด่าใครที่ยอมรับตามตรงว่า ชอบหนังเรื่องไหนน้อยลงนิดนึงเพราะดาราหญิงคนนั้นคนนี้ไม่สวยตรงตามสเปค เพราะเราเองก็มีความลำเอียงตรงนี้เช่นเดียวกัน 55555)

 

3. จุดที่โดนเรามากที่สุดจุดนึงในเวอร์ชั่นนี้ ก็คือความ dilemma ของตัวละคร Odysseus ที่ตรงกับตัวละครพระเอกของ OPPENHEIMER (2023, Christopher Nolan, A+30) เพราะว่าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างอาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากเหมือนกัน แต่ทั้งสองไม่ได้ทำไปเพราะความชั่วร้ายอำมหิตในใจ (ไม่ใช่คนประเภทที่มีความสุขในการฆ่าคน) แต่เหมือนสถานการณ์มันพาไปในระดับนึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจดีสำหรับเรา และทั้งสองต่างก็เผชิญกับความรู้สึกผิดในจิตใจที่ไม่น่าจะเลือนหายไปได้ง่าย ๆ เพราะว่าคนจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปเพราะพวกเขา

 

ที่เราว่ามันน่าสนใจดีสำหรับเรา เพราะว่าถ้าหากตัวเราไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสองคนนั้น เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราจะเลือกทำอย่างไร เราจะ

 

3.1 เลือกอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

3.2 หรือว่าเราจะเลือกทำแบบตัวละครทั้งสองคนนี้

 

3.3 หรือว่าเราจะเลือกกระทำอัตวินิบาตกรรม

 

3.4 หรือจะเลือกทำสิ่งอื่น ๆ

 

 เราก็เลยรู้สึกว่า dilemma ของตัวละครพระเอกใน THE ODYSSEY กับ OPPENHEIMER มันน่าสนใจสำหรับเรา และเราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่ต้องเผชิญกับ “สงคราม” และ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” แบบนี้ในชีวิตจริงของเรา

 

4. จุดที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือ choice ของหนัง THE ODYSSEY ในการลดบทบาทของเทพเจ้าลงไปจนเกือบหมด คือในหนังเรื่องนี้มันยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่น ยักษ์ตาเดียว, เวทมนตร์ของ Circe, อสูร Scylla, โลกของคนตาย แต่เทพเจ้าในหนังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย ตัวละครในหนังพูดถึง Zeus และ Poseidon แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจจะแค่เผชิญกับ “ธรรมชาติ” ของท้องฟ้าและท้องทะเล

 

ส่วน Athena นั้นก็น่าจะเป็นเพื่อนในจินตนาการของ Odysseus ที่เกิดมาจากความรู้สึกผิดที่ Odysseus เห็นหญิงชาวทรอยคนนึงถูกบั่นคอกลางวิหารของเทพเจ้า

 

ที่เราบอกว่า “ชอบในระดับปานกลาง” เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้โดนใจอะไรกับสิ่งนี้เป็นการส่วนตัวน่ะ แต่เรามองว่า การที่หนังเลือก choice แบบนี้มันส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าจดจำ คือเวลาที่เรานึกถึง ODYSSEY เวอร์ชั่นของ Nolan หนึ่งในสิ่งแรกที่เราจะนึกถึง ก็คือ Zendaya ในบท “เพื่อนในจินตนาการ” ที่เกิดจาก trauma ของ Odysseus

 

และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า ถ้าหากหนังเลือกไปในอีกทางนึง คือทำเป็นหนังเทพเจ้าตบตีกันอย่างรุนแรงไปเลย หนังเรื่องนี้มันอาจจะ “สนุกยิ่งขึ้น” สำหรับเราก็ได้ 55555

 

5. อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือการที่โนแลนเลือกให้หนังเรื่องนี้สามารถใช้สะท้อนประเด็นการเมืองโลกในยุคปัจจุบันได้ ทั้งเรื่องของวิธีการต้อนรับผู้อพยพ, การอ้างความชอบธรรมแบบผิด ๆ ในการก่อสงคราม และเรื่องของความเสียหายจากสงคราม

 

ซึ่งเราว่าการที่หนังเลือกมาในแนวทางนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้มี “จุดเด่นที่น่าจดจำ” เพียงแต่ว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว

 

6. พอหนังเรื่องนี้เลือกใช้ Matt Damon มารับบทนำ เราก็เลยนึกไปถึง GREEN ZONE (2010, Paul Greengrass) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะฉะนั้นพอเราเอา GREEN ZONE กับ THE ODYSSEY มาต่อกัน เราก็จะได้หนังในจินตนาการเรื่องใหม่ เป็นหนังที่พูดถึง ทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ เขากลายเป็นฟันเฟืองของสงคราม เขาเห็นการฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ในตะวันออกกลาง เห็นการฆ่าหญิงผู้บริสุทธิ์ (Zendaya) จนเขาหลอน กลายเป็น “ทหารผ่านศึก” ที่เผชิญกับ PTSD จนต้องไปรักษาสภาพจิตในโรงพยาบาลนาน 7 ปี (โรงพยาบาล Calypso)  และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเดิมได้หรือไม่

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง GREEN ZONE + THE ODYSSEY ก็เลยอาจจะเหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE FRIENDS ก็นำเสนอตัวละครพระเอกที่คล้ายกับในย่อหน้าข้างต้น

 

พระเอกของ THE FRIENDS เป็นหนุ่มญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีภรรยาที่แสนดี แต่พอเขาถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม เขาก็เผชิญกับความเลวร้าย มีอยู่ครั้งนึงที่เขากับเพื่อน ๆ ทหารญี่ปุ่นอดอยากหิวโหยอยู่ในป่าฟิลิปปินส์เป็นเวลานาน พวกเขาเดินทางรอนแรมอยู่ในป่าจนไปเจอบ้านของชาวบ้านหลังนึง พวกเขาก็เลยจะเข้าไปหาอาหารกินในบ้านหลังนั้น แล้วพวกเขาก็อ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องฆ่าทุกคนในบ้านหลังนั้น ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในบ้านหลังนั้นไปบอกทหารฝ่ายศัตรู หญิงสาวคนนึงในบ้านหลังนั้นวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่า พระเอก (Rentaro Mikuni) ก็เลยวิ่งตามหญิงคนนั้นไป เขาเห็นเส้นผมยาวของหญิงคนนั้นไหวกระทบแผ่นหลังของหญิงคนนั้นขณะที่เธอวิ่งหนีเตลิดไปเรื่อย ๆ และในที่สุดพระเอกก็วิ่งตามไปสังหารหญิงชาวบ้านคนนั้นได้ และในตอนนั้นเขาถึงค้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ท้องโตอยู่ด้วย หญิงคนนั้นไม่ได้วิ่งหนีเพียงเพื่อเอาชีวิตของตัวเองให้รอดเท่านั้น แต่เธอพยายามปกป้องชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ของเธอด้วย

 

พระเอกรอดชีวิตมาได้จากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เราเข้าใจว่าบาปผิดในจิตใจส่งผลให้เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวของตัวเองอีก เขาก็เลยไม่กลับไปหาเมียผู้แสนดีของเขาอีก และเขาก็เลยใช้ชีวิตอย่างเป็นโสดอยู่ตามลำพังตั้งแต่สิ้นสุดสงครามในปี 1945 จนมาถึงยุคปัจจุบันของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือเท่ากับว่าเขา exile ตัวเองออกจากครอบครัวและภรรยาของเขามาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี

 

พอเขามีชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา เขาก็ได้ผูกมิตรกับเด็กชาย 3 คนโดยบังเอิญ เด็กชาย 3 คนนี้ก็เลยพยายามตามหาเมียเก่าของเขา

 

ฉากที่เมียเก่าของเขา (Chikage Awashima) ได้เจอหน้าสามีเก่าของเธอ หลังจากพลัดพรากจากกันมานานกว่า 40 ปี ถือเป็น one of my most favorite scenes of all time เลย คิดถึงฉากนี้ทีไร เราก็ร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปจริง ๆ สำหรับฉากนี้

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ THE ODYSSEY นี่เหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องพูดถึงพิษภัยของสงครามเหมือน ๆ กัน พระเอกของ THE ODYSSEY ก็เป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน รู้สึกผิดบาปกับการฆ่าคนในสงครามเหมือน ๆ กัน และความรู้สึกผิดนั้นก็กัดกร่อนจิตใจเขาอย่างรุนแรงมาก ๆ จนเป็น PTSD เหมือนกัน และพระเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็พลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานด้วย โดย Odysseus นั้นพลัดพรากจาก Penelope เป็นเวลานาน 20 ปี (สิบปีในสงครามกรุงทรอย และอีกสิบปีตอนเดินทางล่องเรือกลับบ้าน) ส่วนพระเอกของ THE FRIENDS นั้นพลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานกว่า 40 ปี แต่เป็นการพลัดพรากที่เกิดจาก “ความรู้สึกผิดบาป” ในใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากนาง Circe, Calypso, สัตว์ยักษ์อะไรใด ๆ

 

แน่นอนว่า เราชอบ THE FRIENDS มากกว่า ODYSSEY อย่างเทียบกันไม่ติด คือเราชอบมาก ๆ ที่ Christopher Nolan พยายามทำตัวละคร Odysseus ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น และเป็นตัวละครที่ relate กับปัญหาการเมืองในยุคปัจจุบันได้ด้วย คือเราว่าความพยายามนี้ของ Nolan เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เราว่า “การทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง” ไม่ใช่จุดแข็งของ Nolan น่ะ เขาไม่ใช่คนที่เก่งหรือถนัดจริง ๆ ในด้านนี้ และยิ่งถ้าหากเอา THE ODYSSEY กับ THE FRIENDS มาฉายเทียบกัน เราก็จะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมาก ๆ

 

7. พอเราดู THE ODYSSEY เราก็พบว่า เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน และเราก็เลยค้นพบว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ชื่นชอบ “สไตล์การกำกับ” ของโนแลนมากเป็นพิเศษน่ะ เพราะว่าสิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา คือ “ไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง” ของเขามากกว่า และสิ่งนี้ขาดหายไปใน THE ODYSSEY เพราะว่าเรารู้โครงเรื่องของ THE ODYSSEY ดีอยู่แล้วก่อนที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะเราเคยอ่านเรื่องพวกนี้จากนิตยสารต่วย’ตูน พิเศษ, เคยเรียนวิชา Mythology และก็เคยดูมินิซีรีส์ของ Andrei Konchalovsky มาแล้ว และเราก็พบว่า choice ของโนแลนในการสร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยการลดทอนบทบาทของเทพเจ้าลงจนเกือบหมด, ทำให้หนัง relate กับการเมืองในยุคปัจจุบัน และความกล้าหาญในการ casting นักแสดงแบบแหวกขนบ ถือเป็นอะไรที่เราชื่นชม แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับสิ่งเหล่านี้มากนัก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะสนุกกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกมากเท่ากับหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง, มันเล่าเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องดีอยู่แล้ว, มันไม่ได้เล่าเรื่องที่เราสนใจ และมันไม่ได้เล่าเรื่องที่เรารู้สึกอินด้วยมากนัก

 

ถ้าหากให้เรียงลำดับหนังของโนแลนที่เราเคยดู โดยเรียงตามลำดับความชอบ ก็อาจจะได้ดังนี้

 

7.1 MEMENTO (2000)

 

ไอเดียเรื่องการเล่าย้อนหลังเป็นอะไรที่ปังมากสำหรับเรา และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยเมื่อราว 25 ปีก่อน เราก็เลยรู้สึกว้าวกับไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY END (1967, Oldřich Lipský, Czechoslovakia, A+30) ก่อนหน้าที่จะได้ดู MEMENTO เราก็คงชอบ MEMENTO น้อยลงนิดนึง เพราะว่า HAPPY END ก็เล่าเรื่องย้อนหลังเหมือนกัน แต่มันทำมาก่อน MEMENTO ถึง 33 ปี

 

7.2 INTERSTELLAR (2014)

 

ชอบการที่ตัวละครพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน และเราชอบเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากันในแต่ละดวงดาวมาก ๆ เราว่าไอเดียนี้มันปังมาก ๆ และมันทำให้นึกถึงความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ที่ว่า

 

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 50 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 100 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นยามา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 200 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดุสิต: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 400 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นนิมมานรดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 800 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 1,600 ปีในโลกมนุษย์

 

7.3 INCEPTION (2010)

 

ไอเดียของหนังเรื่องนี้ปังมาก ๆ สำหรับเรา ชอบการสร้างโลกของความฝันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และเราก็มักจะ “รู้ตัว” ว่าตัวเองอยู่ในความฝันหลายครั้งด้วย เราก็เลยอินกับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษในจุดนี้

 

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ INCEPTION ในความเห็นของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ Christopher Nolan ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย ก็คือการที่ INCEPTION น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ one of my most favorite Thai films of all time และหนังไทยเรื่องนั้นก็คือ “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” (2011, Tritos Termarbsri, 90min)

 

7.4 OPPENHEIMER (2023)

เราชอบที่เขาหยิบเอาเรื่องของบุคคลคนนี้ขึ้นมาเล่า

 

7.5 THE DARK KNIGHT (2008)

 

เป็นหนึ่งในหนัง superhero เรื่องแรก ๆ ที่เข้าทางเรา เพราะมันสร้างตัวละครผู้ร้ายที่ทำให้เรารู้สึกกลัวมาก ๆ ได้ เหมือนผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้มันลงลึกถึงความดำมืดในจิตใจมนุษย์ได้มากกว่าผู้ร้ายในหนัง superheroes เรื่องก่อน ๆ หน้านี้ที่เราเคยดูมา

 

7.6 TENET (2020)

ไอเดียเรื่องเวลาถอยหลังเป็นอะไรที่ปังมาก

 

7.7 FOLLOWING (1998, UK)

 

หนังยาวเรื่องแรกของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการเขียนบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และความหลงใหลในตัวละครเลว ๆ ฉลาด ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังอีก 2 เรื่องที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คือ THE GAME (1997, David Fincher) และ THE LONGEST NITE (1997, Yau Tat-chi, Johnnie To, Hong Kong) เพราะว่าหนังทั้ง 3 เรื่องเป็น crime film/film noir/thriller ที่มีบทภาพยนตร์ที่สุดตีนมาก ๆ ในด้านการหักเหลี่ยมเฉือนคม, ซับซ้อนซ่อนเงื่อน, พลิกไปพลิกมาเหมือนกัน

 

เราชอบ THE LONGEST NITE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เราว่า THE LONGEST NITE นี่น่าจะเป็น one of my most favorite screenplays of all time ได้เลย ส่วน FOLLOWING นั้นเราก็รู้สึกว่ามันน่าศึกษามาก ๆ ในแง่บทภาพยนตร์แนว film noir

 

7.8 DUNKIRK (2017)

 

7.9 DOODLEBUG (1997, UK, 3min)

เหมือนเป็นหนังขายไอเดียปัง ๆ ซึ่งเราถือว่าเป็นจุดแข็งของ Nolan อยู่แล้ว

 

7.10 THE PRESTIGE (2006)

 

7.11 THE ODYSSEY (2026)

 

7.12 BATMAN BEGINS (2005)

 

7.13 INSOMNIA (2002)

เราว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาคล้าย ๆ THE ODYSSEY เพราะว่า INSOMNIA มันรีเมคมาจากหนังนอร์เวย์ มันก็เลยเหมือนไม่ได้มี “ไอเดียด้านเนื้อเรื่องที่ปัง ๆ” มาจากตัว Nolan เอง

 

7.14 THE DARK KNIGHT RISES (2012)

 

8. ขอเสริมนิดนึงว่า พอเห็นตัวละคร Circe ใน THE ODYSSEY เราก็แอบคิดว่า เธอเหมือนจะเป็นบรรพบุรุษของนางเอก MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) 55555

 

9.  ถ้าหากถามว่า หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกรีกเรื่องไหนที่เราชอบมากที่สุด คำตอบก็คือ ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) เพราะถึงแม้ ELECTRA, MY LOVE จะเล่าเรื่องของตัวละคร Electra ที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว (Electra เป็นบุตรีของ Agamemnon กับ Clytemnestra) แต่ Miklós Jancsó เป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ตัวจริงของจริงน่ะ เขาสามารถดัดแปลงตำนานกรีกยุคโบราณให้กลายเป็น “หนังการเมือง” ที่เราดูแล้วรู้สึกเดือดพล่านและอินด้วยมาก ๆ ได้ เขาสามารถสร้างฉากต่าง ๆ ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันงดงามตระการตาและทรงพลังสุด ๆ ได้ การเคลื่อนกล้องและการจัดวางนักแสดงในแต่ละฉากในหนังของเขานี่ต้องกราบตีนของจริง เขาสามารถสร้างบทพูดของตัวละครที่กลายเป็นบทพูดระดับคลาสสิคได้ และเราชอบที่เขาไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใด ๆ ด้วย เพราะหนังเรื่องนี้บอกไม่ได้ว่าเกิดในยุคสมัยใดบนโลกนี้ เพราะถึงแม้ตัวละครจะแต่งตัวแบบยุคโบราณ แต่ก็มีเฮลิคอปเตอร์มาเข้าฉากในหนังด้วย เราชอบการ create โลกทางภาพยนตร์แบบไม่ต้องแคร์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากใครดู THE ODYSSEY แล้ว เราก็ขอแนะนำให้ดู ELECTRA, MY LOVE ด้วยนะคะ เพราะเนื้อหาของหนังสองเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกันค่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง Agamemnon + Clytemnestra เหมือนๆ กัน

 

ขอจบด้วยตัวอย่าง “บทพูด” ของตัวละครใน ELECTRA, MY LOVE เพื่อแสดงให้เห็นว่า หนังที่สร้างจากตำนานกรีกแบบหนังของ Miklós Jancsó นี่แหละ คือหนังที่เข้าทางเราสุด ๆ ของจริง

 

9.1 " I, Electra, am speaking

Truth speaks and the law

Cursed be every tyrant

And blessed be every man who resists tyranny

Blessed be every man whom a tyrant destroys

 

I, Electra, who doesn't forget

While one person lives who doesn't forget

No one can forget

You have no power over me

Because Electra tortured is Electra

Electra dead is Electra

 

You have no power over me

Because I am justice

Though I know I can't kill you,

I wait and don't forget

Every man you killed lives on in me”

 

9.2 “Once upon a time there lived in the faraway orient a wonderful bird. Brighter than the sun, more dazzling than the rainbow, lovelier than a jewel, for it was born of man's eternal dreams. Its father was liberty, its mother happiness. Wherever the bird flew, the heavy clouds parted, the sun shone, rainbows glistened in the sky, suffering abated, the oppressed stood tall, the weary gained strength, the poor grew angry. On it flew, westward, and people's faith grew stronger. Their strength increased.

 

And once landowners and factory workers cease to be, and there is neither bourgeois nor proletarian, rich or poor, oppressor or oppressed. Once there is not too much food for some, and not enough for others, when all may partake equally on the basket of plenty, when all shall sit as equals at justice's table, when the spirit shall shine in every window, then, and only then shall man live a life worthy of him, one of liberty, joy, peace. Yet the firebird shall still fly here above us, and still perish every day, to be reborn even more wondrous the day after. Blessed be your name,

 

REVOLUTION."

 

++++

 

เกือบลืมไปแล้วว่า Shizuka Kudo เคยเป็นสมาชิกวงสามสาววงนี้ด้วย วง Ushirokami Hikaretai (1987-1988) ส่วนสมาชิกอีกสองคนในวงคือ Akiko Ikuina และ Makiko Saito

https://www.youtube.com/watch?v=7878-4z_mgI

 

 

 

Sunday, August 09, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

อยากดู STROMBOLI (1950, Roberto Rossellini), EUROPE ’51 (1951, Roberto Rossellini), JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) และ A MATTER OF LIFE AND DEATH (1946, Michael Powell, Emeric Pressburger) หวังว่าจะมีคนนำหนัง 4 เรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้กิน Beetroot pasta ชอบสีของพาสต้ามาก ๆ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าสี red pink หรือเปล่า

+++

 

RIP WILLIAM ORBIT (1956-2026)

 

ชอบเพลง BARBER’S ADAGIO FOR STRINGS (1999) ของ William Orbit มาก ๆ นึกว่าต้องใช้เพลงนี้เป็นเพลงธีมของตัวละครอะไรสักตัวในโลกจินตนาการของเรา

+++

 

เราชอบเพลง CLOSE BUT NO CIGAR (1992) ของ Thomas Dolby มาก ๆ

+++

 

นางตัวร้ายที่ดูโง่มาก แต่เราชอบมาก

 

ก็คือนางตัวร้ายที่ใช้ร่มเป็นอาวุธ ในละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, Japan, TV series, 42 episodes, A+30) เธอดูโง่มาก แต่เราประทับใจ 55555

https://in.pinterest.com/pin/778419116879366895/

+++

 

เมื่อวานนี้เราก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนนี้เหมือนกัน แต่เราไม่ทันสังเกตว่ามันไม่มีเสียง พอวันนี้ได้อ่านข่าวแล้วก็ประทับใจ เพราะทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า “เป็นการตั้งใจส่งข้อความแบบไม่มีเสียง เนื่องจากหากโทรศัพท์ของผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุมีเสียงแจ้งเตือน อาจเปิดเผยตำแหน่งและเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น จึงแตกต่างจากกรณีภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมฉับพลัน ที่จำเป็นต้องใช้เสียงแจ้งเตือนเพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพ”

+++

 

2026

 

เป็นปีที่มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นเยอะมากในไทย จนต้องเริ่มโน้ตไว้

 

(ข้อมูลจาก google, AI, BBC)

 

16 พ.ค.

เหตุการณ์รถไฟสินค้าพุ่งชนรถเมล์สาย 206 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 15.36 น. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน กรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย

 

12 ก.ค.

เวลาประมาณ 23.57 น. เพลิงไหม้ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดัง (โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บ 73 ราย

 

26 ก.ค.

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าจับกุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี และนายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" อายุ 39 ปี จากเบาะแสการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย น.ส.ไดอานา นาซีโมวา อายุ 22 ปี และนายโรมัน นาซีโมวา อายุ 17 ปี ซึ่งขาดการติดต่อกับผู้ใกล้ชิดไปโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 

 

แต่ก่อนหน้านี้นายป๋องพร้อมพวกอีก 3 คน ได้แก่ นายธง, นายอัษฎางค์ หรือ "บอล" ชูวงษ์ อายุ 25 ปี และ นายชัชนันท์ หรือ "ฟลุ๊ค" แป้นเอี่ยม อายุ 23 ปี ร่วมกันลงมือสังหารสามพ่อแม่ลูกชาวไทยและนำศพไปฝังไกลจากจุดที่ฝังอำพรางศพพี่น้องชาวรัสเซียประมาณ 2 กิโลเมตร

 

รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายได้แก่ นายวิเชียร วงษา อายุ 53 ปี (บิดา), น.ส.ฉันทนา วงษา อายุ 50 ปี (มารดา) และ น.ส.นิชาภา วงษา อายุ 18 ปี ลูกสาว ทั้งหมดเป็นชาวบ้านใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลุบรี ซึ่งญาติแจ้งความคนหายกับ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา

 

7 ส.ค.

เหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 8 ราย ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บล่าสุดมี 22 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนที่บาดเจ็บสาหัส 7 ราย

 

แล้วก็ยังมีปัญหามลพิษในแม่น้ำภาคเหนือจากเหมืองแร่ต่าง ๆ ใน Myanmar, แผนลอบสังหารนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม และนายสุนทร คมคาย สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม, etc.

 

ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไปในปีนี้

 

ภาพจาก 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke, Austria)

+++

 

ซื้อขนมลูกตายี่ห้อ Trolli มากิน เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

+++

 

อยากดูหนังที่ Clint Eastwood กำกับหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น

 

1. BIRD

ติดอันดับ 5 ประจำปี 1988 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

2. TRUE CRIME

ติดอันดับ 6 ประจำปี 1999 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

3. SPACE COWBOYS

ติดอันดับ 9 ประจำปี 2000 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

4. FLAGS OF OUR FATHERS

ติดอันดับ 10 ประจำปี 2006 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

5. THE MULE

ติดอันดับ 8 ประจำปี 2019 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

NATHALIE GRANGER (1972, Marguerite Duras, France, 83min)

+  JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, Belgium, 202min)

+ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, Thailand, video installation, 208min)

 

1. หนัง 3 เรื่องที่ใช้ชื่อตัวละครหญิงมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ต่างก็เน้นไปที่ “กิจวัตรประจำวัน” ของตัวละครหญิง แทนที่จะเน้นการเล่าเรื่องแบบ “ตัวละครเอกเผชิญอุปสรรคสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องเอาชนะให้ได้” ตามสูตรสำเร็จของภาพยนตร์โดยทั่ว ๆ ไป การที่หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเชิดชู “กิจวัตรประจำวันของตัวละครหญิง” แทนที่จะเน้น “เหตุการณ์ดราม่าอันยิ่งใหญ่” ส่งผลให้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้เหมาะที่จะนำมาฉายเทียบเคียงกันมาก ๆ

 

2. ถึงแม้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีสิ่งที่เหมือนกันตามย่อหน้าข้างต้น และก็ถือเป็นหนังที่เรารักอย่างสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็มีข้อแตกต่างกันที่น่าสนใจ อย่างแรกก็คือชื่อหนัง ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นจุดโฟกัสที่แตกต่างกันไปของหนังทั้ง 3 เรื่องนี้

 

2.1 NATHALIE GRANGER นั้นตั้งชื่อหนังตามชื่อตัวละครประกอบ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ส่วนตัวละครนำหญิงสองคนในเรื่องนี้คือ Isabelle (Lucia Bosé) และ “ผู้หญิงอีกคน” (Jeanne Moreau)

 

การตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ก็เลยถือเป็นปริศนาที่น่าขบคิด ว่าเพราะเหตุใดหนังถึงตั้งชื่อว่า NATHALIE GRANGER และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังก็อาจจะมองได้ว่าเป็นปริศนาที่น่าขบคิด เพราะหนังนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกชัดว่า “มันดำรงอยู่เพื่อจะบอกอะไรแก่ผู้ชม” หนังนำเสนอกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงสองคนที่น่าจะเป็นชนชั้นกลางฐานะดีประมาณนึง และหนังก็ไม่ได้บอกว่า ชีวิตของทั้งสองคนนี้มีความสำคัญอะไร มีเซลส์แมน (Gerard Depardieu) โผล่เข้ามาเจอสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร และก็มี “ฆาตกรสองคน” ออกอาละวาดใกล้บ้านของสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างที่น่าสนใจก็ได้ อย่างเช่น การฉีกหนังสือพิมพ์, การคว่ำรถเข็นเด็ก, etc.

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ชื่อหนัง รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายในหนัง มันอาจจะเอื้อให้ผู้ชมบางคนนำไปขบคิดหาความหมายในการดำรงอยู่ของมัน หรือในมุมมองของเรานั้น เราไม่ได้ตีความอะไรใด ๆ มากนัก เราไม่ได้ตีความชื่อเรื่อง หรือพยายามตีความเหตุการณ์ใด ๆ ในหนังอย่างจริงจัง แค่เราได้ดูสิ่งต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็มีความสุขสุดขีดแล้ว และเราก็มีความสุขเช่นกันกับการได้อ่านการตีความหนังเรื่องนี้ในแง่มุมของผู้ชมคนอื่น ๆ เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันสร้างความเพลิดเพลินให้กับเราได้ทั้งในสองระดับ เราดูแบบไม่ตีความเราก็มีความสุขมาก ๆ หรือถ้าหากคนดูคนอื่นๆ จะตีความ เราก็มีความสุขมาก ๆ เช่นกันกับการได้อ่านสิ่งที่คนอื่น ๆ  ตีความ

 

2.2 ชื่อเรื่องของ JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็น่าสนใจมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ชื่อตัวละคร แต่มีที่อยู่ของตัวละครด้วย ซึ่งเป็นที่อยู่เหมือนกับที่อยู่ที่ใช้ในการจ่าหน้าซองจดหมาย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แต่เราชอบมากที่

 

2.2.1 ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงการที่ Jeanne ติดต่อสื่อสารกับ sister ของเธอที่อยู่แคนาดา โดยผ่านทาง “จดหมาย”

 

2.2.2 การตั้งชื่อหนังแบบนี้ มันประหลาดและ unique ดี

 

2.2.3 เราชอบที่มันไม่มีคำ adjective ในชื่อหนังเรื่องนี้เลย เหมือนมันระบุถึงตัวตนของ Jeanne ในแบบที่ objective มาก ๆ ไม่มีการบรรยายถึงตัวตนของเธอโดยใช้คำ adjective เช่น young, old, beautiful, pretty, quiet, kind, cruel, crazy, witty, etc. เหมือนชื่อหนังเรื่องนี้ไม่มีการ judge ตัวตนใด ๆ ของ Jeanne แต่ปล่อยให้ผู้ชมประเมิน Jeanne ด้วยตัวเอง และผู้ชมแต่ละคนสามารถคิดหาคำคุณศัพท์มาใช้บรรยาย Jeanne ได้ด้วยตัวเอง

 

คือพอมันไม่มีคำคุณศัพท์ใด ๆ ไปกำกับ, ไป judge หรือไป “ครอบ” ตัวตนของ Jeanne ในชื่อเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าชื่อหนังเรื่องนี้มันเปิดโอกาสให้เรามอง “ตัวละคร” ในหนัง และอาจจะรวมถึงเปิดโอกาสให้เรามองบุคคลอื่น ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง โดย judge คนเหล่านี้น้อยลง และมองพวกเขาด้วยสายตาหรือด้วยหัวใจที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น มองเห็นความซับซ้อนของพวกเขาที่ในบางครั้งการใช้คำคุณศัพท์ใดๆ ไปบรรยายคนคนนั้นก็อาจจะกลายเป็นการลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้นลงไปได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

2.2.4 การที่ชื่อหนังเรื่องนี้เน้น “ที่อยู่อาศัย” ของ Jeanne มันก็อาจจะเป็นการสอดคล้องกับจุดโฟกัสสำคัญจุดนึงของหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเรื่องที่ Jeanne รับมือกับที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวเอง

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เน้นเรื่องสภาพที่อยู่อาศัยของ Jeanne น่ะ อย่างเช่นเรื่อง “เตียงนอนที่พับเก็บได้”, การเปิดปิดไฟตามทางเดิน, การประยุกต์ใช้ “บ้าน” เป็น “สถานที่ทำงานหาเงิน” และการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ในบ้านในการทำกิจวัตรประจำวัน

 

2.3 ส่วนชื่อเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หนังเรื่องนี้เน้นไปที่ความสามารถในการปั้นหม้อของคุณยายแบ่ง

 

เราก็เลยชอบชื่อหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ เพราะมันบ่งชี้ถึงจุดเด่นของหนังทั้ง 3 เรื่องได้ดี ชื่อหนัง NATHALIE GRANGER มันเหมือนเป็นปริศนาที่ท้าทายการตีความ, ชื่อหนัง JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็ทำให้เราโฟกัสไปยังที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวละคร และการมองมนุษย์โดยไม่ไปตัดสินและไม่ไปลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้น ส่วนชื่อหนัง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คุณยายแบ่งมีจุดเด่นเรื่องความสามารถในการปั้นหม้อ

 

3. ชอบ “การใช้แรงงานของผู้หญิง” ที่แตกต่างกันไปในหนังทั้ง 3 เรื่องด้วย

 

3.1 ตัวละครหญิงใน NATHALIE GRANGER มีฐานะดีที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ และพวกเธอก็ใช้แรงงานน้อยสุด แต่หนังก็ focus ไปยังกิจวัตรประจำวันบางอย่างของพวกเธอได้อย่างน่าประทับใจมาก หนังเรื่องนี้สามารถทำให้ “การเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะอาหาร” ซึ่งดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่ very uncinematic กลายเป็นอะไรที่ “เพริศแพร้วพิลาสพิไลงดงามจนสุดจะบรรยาย” ในโลกภาพยนตร์ขึ้นมาได้ โคตรมหัศจรรย์ของจริง

 

ชอบที่หนังมัน focus ไปยังสิ่งที่ยากจะพบเห็นในหนังเรื่องอื่น ๆ ทั้งการล้างจาน, เช็ดจานให้แห้ง, การเผาใบไม้, etc. กิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยถูกมองข้ามจากโลกภาพยนตร์ กลายเป็นอะไรที่เริ่มสำคัญขึ้นมา

 

3.2 หลังจากหนังเรื่อง NATHALIE GRANGER กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านก็ถูกเน้นย้ำให้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีกในหนังเรื่อง JEANNE DIELMAN และการที่ตัวละครนางเอกของ JEANNE DIELMAN มีฐานะยากจนกว่านางเอกสองคนของ NATHALIE GRANGER การใช้แรงงานของ Jeanne ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งขึ้นตามไปด้วย เพราะการทำงานต่าง ๆ ของ Jeanne ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งการทำอาหารที่มีขั้นตอนต่าง ๆ, การดูแลรักษาบ้าน และการขายบริการทางเพศ

 

เหมือน JEANNE DIELMAN เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสหรือเข้าใกล้ชีวิตแม่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามในโลกภาพยนตร์ยุคนั้นน่ะ ทั้งการปอกมันฝรั่ง, การเตรียมเนื้อสัตว์, การต้มกาแฟ, การล้างจาน, การขัดรองเท้า, การเก็บเตียงพับได้, การขัดอ่างอาบน้ำ, การรีดเสื้อผ้า, การไปซื้อของที่ร้านของชำ, etc. แรงงานในการทำงานเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมาก่อน และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

 

3.3 เพราะฉะนั้นพอเราดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง JEANNE DIELMAN มาก ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เน้นย้ำไปที่กิจวัตรประจำวันของผู้หญิงเหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องต่างก็เน้นย้ำทั้ง “กิจวัตรประจำวันที่ไม่ได้ทำเงิน” อย่างเช่น การทำอาหาร และ “กิจวัตรประจำวันในการทำงานหาเลี้ยงชีพ” เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวละครนำในหนังสองเรื่องนี้ทำงานแตกต่างกัน และจุดแตกต่างสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ได้มีพัฒนาการของตัวละคร หนังไทยเรื่องนี้เป็นสารคดีที่พาเราไปดูชีวิตประจำวันเพียง 1 วันของคุณยายแบ่ง ส่วน JEANNE DIELMAN นั้น ตัวละครเผชิญกับ “ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

ก็เลยสรุปได้ว่า พอเราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง NATHALIE GRANGER กับ JEANNE DIELMAN มาก ๆ เหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันมีจุดที่เหมือนกันและจุดที่แตกต่างกัน และน่าจะนำมาวิเคราะห์เทียบเคียงกันมาก ๆ

 

4. ต่อไปนี้เป็นการสรุปเนื้อเรื่องเท่าที่เราพอจับได้ใน  UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มันจะซ้ำ ๆ กับที่เราเคยโพสท์ถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้ว 3 รอบก่อนหน้านี้ 55555

 

อย่างไรก็ดี “เนื้อเรื่อง” ของ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่เราได้ดูและ “ได้ใช้เวลา” ไปกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้

 

4.1 เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร

 

คือก่อนหน้านี้เรานึกว่า เวลาตักบาตร ชาวบ้านอาจจะไปรอหน้าบ้านแค่ 3-5 นาที แล้วก็ได้ตักบาตรเลย แต่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กว่าจะได้ตักบาตรจริง ๆ ชาวบ้านก็ต้องใช้เวลารอนานมาก ๆ (ในความรู้สึกของคนเมืองกรุงอย่างเรา)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง แล้วคุณยายแบ่งก็กินข้าวเช้า มีแกงส้มดอกแคกับปลาทอด

 

4.2 และคุณยายแบ่งก็เริ่มกระบวนการปั้นหม้อ วิดีโอแสดงให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียดในการปั้นหม้อ กราบคุณยายมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าคุณยายจะสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

ขั้นตอนแรก ๆ ของการปั้นหม้อเหมือนเป็นการผสมดินที่จะใช้ปั้น ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าตัวดินนั้นประกอบด้วยวัสดุอะไรบ้าง หลังจากนั้นคุณยายก็เริ่มนวดดินที่มีสภาพคล้าย ๆ ดินเหนียวให้กลายเป็นแท่งยาว ๆ แล้วจากแท่งยาวๆ คุณยายก็ปั้นและใช้นิ้วกดมันตรงกลาง จนมันกลายสภาพเป็นเหมือนหม้อหรือกระถางที่ไม่มีก้น เหมือนเป็นวัตถุทรงกระบอกที่มีปลายเปิดทั้งสองด้าน คุณยายปั้นกระบอก (หรือหม้อไร้ก้น) นี้ออกมาราว 4 กระบอก

 

เสร็จแล้วคุณยายก็เอาแต่ละกระบอกไปวางบนตอไม้ แล้วใช้ผ้าอะไรสักอย่างไปรีดตรงปากกระบอก เพื่อให้มันเรียบสวย โดยในขั้นตอนนี้คุณยายต้องเดินวนไปวนมารอบตอไม้เป็นวงกลมด้วย ซึ่งสิ่งนี้น่าจะแตกต่างจากกรรมวิธีปั้นหม้อในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือหมุน ๆ คือตัวคุณยายไม่มีเครื่องมือหมุน ๆ เพราะฉะนั้นคุณยายก็เลยต้องปั้นหม้อโดยใช้วิธีเดินวนรอบหม้อเป็นวงกลมแทน

 

พอคุณยายจัดการกับปากหม้อทั้ง 4 หม้อเสร็จแล้ว คุณยายก็นำหม้อไร้ก้น 4 ใบนี้ไปตากแดด

 

4.3 คนดูหนังเรื่องนี้จะได้เห็นฉาก static long take เป็นหม้อไร้ก้น 4 ใบตากแดดเป็นเวลาราว 2 นาที โดยมีแมลงวันบินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

ดูแล้วแอบนึกถึงวลี watching the paint dry แต่อันนี้คือ watching the pots dry 55555 และเราก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อมันแต่อย่างใด

 

แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพถ่ายเก่า ๆ มากมายหลายภาพในบ้านของคุณยายแบ่ง คนดูจะได้เห็นภาพครอบครัวของคุณยาย, เห็นภาพพระอาวุโส  แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพต้นไม้ในบ้านของคุณยายแบ่ง

 

แล้วก็มาถึง “หนึ่งในฉากที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026” ซึ่งก็คือฉากที่คนดูได้เห็นใบหน้าของคุณยายแบ่งขณะรอหม้อแห้ง โดยหนังถ่ายฉากนี้แบบ static long take เป็นเวลาราว 6 นาที

 

ฉากนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ เพราะเราก็ไม่สามารถคิดหาคำคุณศัพท์, กริยาวิเศษณ์ อะไรใด ๆ มาบรรยายใบหน้าหรืออารมณ์ของคุณยายได้ คุณยายไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือ, อ่านหนังสือ, ถักนิตติ้ง หรือนอนหลับขณะรอหม้อแห้ง คุณยายแค่นั่งเฉย ๆ รอไปเรื่อย ๆ

 

ดูฉากนี้แล้วก็แอบนึกถึง quote ของ Michelangelo Antonioni ที่ว่า ““A film you can explain in words is not a real film.” เพราะ quote นี้สามารถใช้กับหนังเรื่องนี้และโดยเฉพาะฉากนี้ได้จริง ๆ มันเป็นฉากที่ไม่สามารถ explain in words ได้จริง ๆ

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังใครก็ไม่รู้ที่หน้าบ้านคุณยาย

 

4.4 แล้วหนังถึงค่อยเล่ากระบวนการสร้างก้นหม้ออย่างละเอียด คุณยายทยอยนำหม้อไร้กันทีละใบมาทำก้นหม้อ โดยใช้อุปกรณ์สำคัญคือไม้ตีกับ “หินดุ” ซึ่งเราเดาว่าหินดุของคุณยายทำจากไม้

 

เว็บไซต์ esanpedia บอกว่า หินดุ “มีลักษณะคล้ายดอกเห็ด ผิวหน้าเรียบมน มีความแข็งแรงทนทาน หินดุ จะใช้สำหรับกระทุ้ง ดุน หรือดันเนื้อดินไว้เพื่อรองรับการตีจากด้านนอกให้เครื่องปั้นมีรูปทรงและความหนาตามที่ต้องการ”

 

เราชอบอุปกรณ์ หินดุ ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเหมือนเราแทบไม่เคยเห็นมันในหนังเรื่องอื่นๆ  มาก่อนเลยในชีวิตนี้

 

คุณยายเอาดึงเอาดินบางส่วนจากหม้อไร้ก้นไปกองไว้ที่พื้น แล้วก็หยิบเอาดินที่กองไว้ที่พื้นส่วนหนึ่งมาปั้นเป็นก้นหม้อ โดยใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงก้นหม้อ

 

พอคุณยายปั้นก้นหม้อทั้ง 4 ใบเสร็จแล้ว คุณยายก็เหมือนรออีกสักระยะนึง  แล้วคุณยายก็ค่อยเอาหม้อแต่ละใบมาตีตะล่อมรูปทรงใหม่ให้มันสวยงาม ลงตัว คุณยายใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงหม้อแต่ละใบในขั้นตอนนี้ให้มันเรียบเนียน สวยงาม และคอยเก็บเศษใบไม้หรือเศษอะไรต่าง ๆ ที่ติดที่ผิวหม้อออกไป รวมทั้งใช้ไม้ตีในการสร้างลวดลายบางอย่างที่ปากหม้อด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

ขั้นตอนพวกนี้อาจจะดูซ้ำซากและกินเวลานาน เพราะคุณยายค่อย ๆ ทำแบบนี้กับหม้อทีละใบจนครบทั้ง 4 ใบ แต่เราก็รู้สึกว่ามันดูเพลินมาก และมันก็มีสิ่งต่าง ๆ ให้เราคอยสังเกตขณะดูด้วย ไม่ว่าจะเป็นหยากไย่ใต้เก้าอี้ที่แกว่งไกวไปตามสายลม, แมวที่ปีนไปบนโอ่งยักษ์, สิ่งของต่าง ๆ ในบ้านของคุณยาย

 

หลังจากคุณยายปั้นคลึงหม้อจนได้รูปทรงที่สวยงามครบหมดแล้ว คุณยายก็เอาน้ำมาทา ๆ ที่ตัวหม้อ เพื่อปรับให้ผิวทุกอย่างมันดูเรียบเนียนที่สุด (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วก็ปล่อยให้มันแห้ง

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังท้องทุ่งใกล้บ้านคุณยาย, เห็นลมรำเพยแผ่วพลิ้ว สยิวใบหญ้า โอนเอนใบอ่อนมา ถลาเล่นลม, เห็นป่าและหนองน้ำใกล้บ้านคุณยาย แล้วเราก็เห็นคุณยายกับผู้ชายคนนึง (ไม่แน่ใจว่าเป็นสามีหรือลูกชายของคุณยาย) กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ใต้ถุนบ้านในตอนบ่าย กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ยามเย็น

 

4.5 ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งทำอาหารเย็นในขณะที่ฝนตกหนักมาก ๆ เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีจานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

5. สรุปได้ว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2026 ดูแล้วก็ประทับใจสุดขีดที่หนังเหมือนพาเราไปดูชีวิตประจำวันของคนในชนบทจริง ๆ เหมือนได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขาจริง ๆ เหมือนหนังให้เราได้สัมผัส essence บางอย่างในชีวิตของตัว subject ในแบบที่หนังเรื่องอื่น ๆ ยากจะทำได้

 

เราว่าหนังเรื่องนี้ดูเพลินและดูง่ายกว่าที่คิดด้วย เราว่ามันดูง่ายกว่า LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBOURS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min, A+30) ที่นำเสนอชีวิตคนในชนบทไทยเหมือนกัน และดูง่ายกว่า DOUBLE TIDE (2009, Sharon Lockhart, USA, 99min) ที่จับภาพ “การทำงานของคนในชนบท” ในแบบที่เกือบจะเป็น real time เหมือนกัน ซึ่งความรู้สึกว่ามันดูง่ายนี้อาจจะเกิดจากเหตุผลที่ส่วนตัวมาก ๆ เพราะว่า บ้านของคุณยายแบ่งมันทำให้เรานึกถึงบ้านของตากับยายเราที่อุบลในทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นพอเราเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง  เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า แค่เราได้ดูบ้านแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เพลิดเพลินกับมันแล้ว มันเป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์แบบ nostalgic ของเรา

 

ดูหนังเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ได้ที่ Jim Thompson Art Center นะ หนังเรื่องนี้น่าจะเปิดฉายจนถึงวันที่ 16 ส.ค.

 

 ตอนดูรอบแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02URaz4tCZgKsgSUxeScDDsoCZKWUfQWfT4BsqA1MzRtymhiZHcuBXAZXuhNzezz2Yl

 

ตอนดูรอบสอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0a5Kuu5RHJj3FGTMk7t91etrSsqHPwvndS2CABazXqHXP1Zptp7FLqqpBLRX59Wo8l

 

ตอนดูรอบสาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02d4kZkvgKxyd17UeuFkvEehhvQgfKpnJF67EbT11ozcAetMdLGgmfrEcfq4fhXFPvl

 

ข้อมูลเรื่อง หินดุ มาจากเว็บไซท์นี้

https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/localobjects/?p=160

***

VIETNAM MEDIA LAB Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025) annam
  • Lê Bắc Tân: IIprovino(2022) คนมาออดิชั่น คนนึงเหมือนร้องเพลงชาติหรือเพลงโบราณ คนนึงเป็นหนุ่มแว่น เดินเหมือนหุ่นยนต์ ถามว่าอาคารนี้มีหน้าต่างหรือเปล่า อีกคนเป็นผู้หญิงสาว
  • TrầnUy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019) animation
  • Huytengmeng: Cardio (2018) คนกระโดดเชือก animation
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026) คุณยายในบ้านโบราณกับเด็กชายหุ่นยนต์