Showing posts with label ROMANTIC COMEDY. Show all posts
Showing posts with label ROMANTIC COMEDY. Show all posts

Tuesday, April 28, 2026

THE DRAMA AND OTHER COMEDY OF MANNERS FILMS

 

เนื้อเพลง INDIA SONG แปลโดยกูเกิล

Song,

You who want to say nothing

You who speak to me of her

And you who tell me everything

Oh, you,

That we danced together

You who spoke to me of her

 Of her who sang to you

You who spoke to me of her

Of her forgotten name

Of her body, of my body

 Of that love

Of that dead love

Song,

Of my distant land

You who will speak of her

Now vanished

You who speak to me of her

 Of her erased body

Of her nights, of our nights

Of that desire

Of that dead desire

Song,

You who want to say nothing

 You who speak to me of her

 And you who tell me everything

 And you who tell me everything

 

เนื้อเพลง INDIA SONG

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dis tout

Ô, toi, Que nous dansions ensemble

Toi qui me parlais d'elle

D'elle qui te chantait

Toi qui me parlais d'elle

De son nom oublié

De son corps, de mon corps

De cet amour là

De cet amour mort

Chanson,

De ma terre lointaine

Toi qui parleras d'elle

Maintenant disparue

Toi qui me parles d'elle

De son corps effacé

De ses nuits, de nos nuits

De ce désir là

De ce désir mort

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dit tout

Et toi qui me dit tout

+++

 

RIP LUIS PUENZO (1946-2026)

 

Luis Puenzo เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ขณะอายุได้ 80 ปี เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ THE PLAGUE (1992, Luis Puenzo, France/UK/Argentina) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉาย หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ Albert Camus และนำแสดงโดย Sandrine Bonnaire กับ William Hurt

 

Luis Puenzo เคยกำกับ THE OFFICIAL STORY (1985, Argentina) ที่ได้รับรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และเขาก็กำกับ OLD GRINGO (1989) ที่ส่งผลให้ Jane Fonda ได้เข้าชิงรางวัล Razzie สาขา Worst Actress แต่ผู้ชนะรางวัล Worst Actress ในปีนั้นคือ Heather Locklear จาก THE RETURN OF SWAMP THING (1989, Jim Wynorski)

 

ภาพจาก THE PLAGUE

++++

 

DOUBLE DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

FIRST DOUBLE BILL -- MY FAVORITE ROMANTIC FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ REMINDERS OF HIM ร่องรอยรัก (2026, Vanessa Caswill)

 

SECOND DOUBLE BILL – MY FAVORITE COMEDY OF MANNERS FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater, from the play by Molière, 180min)

 

1. เป็นโชคดีของ REMINDERS OF HIM มาก ๆ ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะว่าถ้าหากเราได้ดู REMINDERS OF HIM หลังจากดู THE DRAMA ระดับความชอบของเราที่มีต่อ REMINDERS OF HIM อาจจะลดลงไปเยอะ

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ปกติแล้วเราจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติกโดยทั่วไป” ซึ่งสาเหตุสำคัญอาจจะเป็นเพราะว่า หนังโรแมนติกโดยทั่วไปชอบนำเสนอตัวละครนางเอกที่เป็น “สาวสวย น่ารัก นิสัยดี อ่อนหวาน น่าทะนุถนอม” อะไรทำนองนี้ เพื่อตอบสนอง romantic fantasy ของผู้ชมเพศชายบางกลุ่ม (อย่างเช่น THE STORY OF A SMALL TOWN (1979, Lee Hsing, Taiwan, A+30))  ซึ่งตัวละครนางเอกประเภทนี้เป็นตัวละครที่เราไม่สามารถ identify ตัวเองด้วยได้แต่อย่างใด เราก็เลยไม่ค่อยอินกับหนังโรแมนติกเหล่านี้

 

และปัจจัยนี้ก็เลยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราชอบ REMINDERS OF HIM มาก ๆ เพราะตัวละครนางเอกของหนังเรื่องนี้มีความแตกต่างจากตัวละครนางเอกในหนังกลุ่มข้างต้น REMINDERS OF HIM ก็เลยกลายเป็นหนังโรแมนติกที่เราชอบสุดขีดเรื่องนึง

 

แต่พอเราได้ดู THE DRAMA หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง REMINDERS OF HIM มาก ๆ ในบางจุด ซึ่งเราคงไม่สามารถเขียนถึงมันได้ในตอนนี้ เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นการสปอยล์ THE DRAMA แต่เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันทำให้ REMINDERS OF HIM จืดไปเลย เพราะพอเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันผลักดันอะไรหลาย ๆ อย่างไปไกลกว่า REMINDERS OF HIM มาก ๆ และมันมี “ความไม่ประนีประนอม” สูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับ REMINDERS OF HIM (แน่นอนว่า THE DRAMA มันมีความประนีประนอมสูงมากเมื่อเทียบกับ “หนังอาร์ตเฮาส์” แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกจะเทียบ THE DRAMA กับอะไร 55555)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า เป็นโชคดีมาก ๆ สำหรับ REMINDERS OF HIM ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะทั้งสองเป็น “หนังโรแมนติก” ที่เราอินด้วยมาก ๆ ในระดับนึงด้วยเหตุผลที่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าหากเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว REMINDERS OF HIM เหมือนเป็นการวิ่งริมชายหาดประจวบคีรีขันธ์ระยะ 10 กิโลเมตร แต่ THE DRAMA เป็นการวิ่งฝ่าดงกับระเบิดระยะ 10 กิโลเมตร

 

2. THE DRAMA ทำให้เรานึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ ด้วย เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า “เราควรพูดตอแหล หรือเราควรพูดความจริง” เหมือน ๆ กัน และหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเหมือนวิเคราะห์ท่าที, มารยาท และทัศนคติของผู้คนในสังคมเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่า THE MISANTHROPE มันมุ่งเป้าไปที่ประเด็นนี้เป็นหลัก ส่วน THE DRAMA อาจจะแตะประเด็นนี้เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น และอาจจะให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น ๆ มากกว่า

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละครพระเอกของ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” คือ Alceste ชายหนุ่มที่มุ่งมั่นที่จะ “ไม่พูดตอแหล” เขาพูดตามสิ่งที่เขาคิดจริง ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยพูดตำหนิข้อบกพร่องของเพื่อน ๆ ทุกคนในสังคมรอบตัวเขา จนเขากลายเป็นที่รังเกียจของสังคมในที่สุด และเขาก็รังเกียจตัวเองด้วยที่เขาตกหลุมรัก Célimène หญิงสาวที่เข้าสังคมได้อย่างคล่องแคล่ว

 

เราชอบ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ เพราะมันเหมือนชำแหละ “มารยาททางสังคม” ได้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก และมันเล่นกับประเด็นเรื่อง “การพูดตอแหล การพูดความจริง และความเหมาะสมทางสังคม” ได้อย่างละเอียดยิบมาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู THE DRAMA เราก็เลยนึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าประเด็นหลักของหนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน แต่หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็นำเสนอ HYPOCRISY ของผู้คนในสังคมได้อย่างน่าสนใจสุดขีดสำหรับเราเหมือน ๆ กัน

 

3. เราไม่แน่ใจว่า THE DRAMA นี่ถือเป็น COMEDY OF MANNERS ได้หรือเปล่านะ แต่เราอยากให้มีคนเขียนวิเคราะห์ THE DRAMA โดยเทียบกับหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ มาก ๆ เพื่อดูว่าหนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มัน “สะท้อนสังคมที่แตกต่างกัน” ได้อย่างแตกต่างกันอย่างไร, หนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มันชำแหละมนุษย์ได้ดีเพียงใด และตัวละครนางเอกของ THE DRAMA มันมีความเหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไรกับตัวละครนางเอกของหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ

 

หนังที่เราเข้าใจว่าเป็น COMEDY OF MANNERS ก็มีเช่น
(เรายังไม่ได้ดูหนังบางเรื่องในลิสท์ข้างล่างนี้นะ ข้อมูลพวกนี้เรากูเกิลเอา เพื่อดูว่าอินเทอร์เน็ตมันบอกว่าหนังเรื่องใดบ้างเป็น
COMEDY OF MANNERS)

 

3.1 THE FAN (1949, Otto Preminger) สร้างจากบทละครเวที LADY WINDERMERE’S FAN ของ Oscar Wilde

 

3.2 SMILES OF A SUMMER NIGHT (1955, Ingmar Bergman, Sweden)

 

3.3 MY FAIR LADY (1964, George Cukor)

 

3.4 MY NIGHT AT MAUD’S (1969, Eric Rohmer, France)

 

3.5 THE HEARTBREAK KID (1972, Elaine May)

 

3.6 A ROOM WITH A VIEW (1986, James Ivory)

 

3.7 MAY FOOLS (1990, Louis Malle, France)

 

3.8 THE REMAINS OF THE DAY (1993, James Ivory)

 

3.9 THE IMPORTANCE OF BEING EARNEST (2002, Oliver Parker, from a play by Oscar Wilde)

 

3.10 THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater)

 

Friday, March 13, 2026

CENGRADE

 

ต่อเนื่องจากโพสท์เมื่อวาน อันนี้คือการแสดงให้เห็นว่า เรายังมีเครื่องเล่น VHS อยู่ และเราพยายามเปิดใช้งานเครื่องเล่นวิดีโอเทปสัปดาห์ละครั้ง เพราะเรากลัวว่า ถ้าหากเราไม่ใช้งานมันนาน ๆ แล้วเครื่องเล่นมันอาจจะเสียได้

 

+++

 

จริงที่สุด ดู YEAST (2008, Mary Bronstein, A+30) กับ IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30) แล้วนึกถึง John Cassavetes อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

แชร์โพสท์นี้ซ้ำอีกรอบ เพราะตอนนี้เราชอบ Mary Bronstein อย่างรุนแรงมาก แต่เราอาจจะชอบ YEAST (2008, Mary Bronstein) มากกว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU หน่อยนึง เพราะว่า YEAST มันพูดถึง “เพื่อนสาวประสาทแดก” และมันก็เลย relate กับคนที่เราเคยพบเจอในชีวิตจริง มากกว่า “คุณแม่ประสาทแดก” ใน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU

 

ชอบมากที่เขาเขียนว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU “capturing the chaos of life just as vividly”

 

ชอบมากที่เขาเขียนว่า YEAST ของ Mary Bronstein คือ THE GREATEST MUMBLECORE FILM แต่เสียดายที่เราแทบไม่เคยดูหนังกลุ่ม MUMBLECORE เลย เราก็เลยไม่สามารถแสดงความเห็นในประเด็นนี้ได้

 

เหมือนหนังกลุ่ม MUMBLECORE นี่แทบไม่ได้ลงโรงฉายในไทยเลยนะ เท่าที่เรานึกออกก็มี YOUR SISTER’S SISTER (2011, Lynn Shelton, A+30) ที่ได้ลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้ได้ไปดู RAW (2016, Julia Ducournau, France, A+30)  ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินขนมต่อที่ร้าน “เรือนจำนมสด” ตรงใกล้ ๆ มหาลัยมหิดลค่ะ ทางร้านบอกว่าเปิดถึง 5 ทุ่มครึ่ง

++++

อัตถิภาวะนิยมสุขสันต์ นี่ถือเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะมาก ๆ ที่จะฉายควบกับ TIMELESS REACTIONS: A COMPOSITION OF WRITING, CHEMISTRY, AND SILENCE เรื่องในข้อแม้ของเวลาการเขียนเคมี และความเงียบ (2025, Jirat Sompakdee, A+25)

++++

 

ชอบข้อสังเกตของคุณ Stark Ramsay มาก ๆ เกี่ยวกับ “หนังสยองขวัญฝรั่งเศส”

 

พอได้อ่านที่คุณ Stark เขียน แล้วก็เลยทำให้เรานึกถึง “ข้อสงสัย” ของตัวเองที่มีต่อภาพยนตร์ของประเทศอื่นเหมือนกัน เพราะเราก็สงสัยว่า ทำไม “อินเดีย” ผลิตหนังแนว supernatural horror น้อยกว่าที่เราคาดไว้มาก ๆ คือเราก็ได้ดูหนังแนว supernatural horror ของอินเดียเป็นระยะ ๆ นะ แต่สัดส่วนมันน้อยกว่า “หนังบู๊แอคชั่น” และ “หนังรักโรแมนติก” มาก ๆ น่ะ ซึ่งมันตรงข้ามกับจินตนาการของเราที่มีต่ออินเดียในวัยเด็ก

 

คือตอนเราเป็นเด็ก เรานึกว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่าจะเต็มไปด้วยไสยาศาสตร์และมนตร์ดำน่ะ เพราะว่าอินเดียมี “เทพเจ้า” เยอะมาก ๆ เราก็เลยนึกว่าการที่อินเดียเป็นประเทศที่เต็มไปด้วย gods and goddesses จำนวนมาก มีวิหารเทพต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย มันจะส่งผลให้อินเดียผลิตหนังแนวไสยาศาสตร์ มนตร์ดำ ออกมาเยอะแยะมากมาย

 

แต่ปรากฏว่าในขณะที่อินเดียเป็น Polytheism และอินโดนีเซียเป็น Monotheism อินโดนีเซียกลับเหมือนมีชื่อเสียงด้านหนังแนว supernatural horror มากกว่าอินเดียเสียอีก

 

และเราว่าอินเดียผลิตหนังแนว supernatural horror น้อยกว่าไทยมาก ๆ ด้วย หรืออาจจะเป็นเพราะว่า รากฐานของไทยเป็นการ “นับถือผี” ส่วนอินเดีย “นับถือเทพเจ้า” และการเอา “ผี” มาใส่ในภาพยนตร์อาจจะ “เสี่ยงน้อยกว่า” การเอา “เทพเจ้า” มาใส่ในภาพยนตร์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ

รูปจาก RAAT (1992, Ram Gopal Varma, India) ที่เราอยากดูมาก ๆ

+++++++++++

 

CENGRADE (1990, Poon, A+30)

เช้งกะเด๊ะส์ (1990, ปุญญ์, A+30)

 

SERIOUS SPOILERS ALERT

(มีการเปิดเผยตอนจบและรายละเอียดต่าง ๆ ของหนัง)

--

--

--

--

--

 

1. เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ที่คอมพิวเตอร์ของห้องสมุด หอภาพยนตร์ ศาลายา ดูแล้วก็นึกว่า นี่แหละ หนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น double bill ของ PRETTY WOWAN (1990, Garry Marshall) ของจริง ซึ่งในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์”, ความ cinematic, ความ aesthetic, ความ art อะไรต่าง ๆ แล้ว PRETTY WOMAN ดีกว่า เช้งกะเด๊ะส์เป็นร้อยเท่า แต่ในแง่ความท้าทายทางศีลธรรมแล้ว เราว่า เช้งกะเด๊ะส์ ไปไกลกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก เพราะถึงแม้ว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้จะเป็น romantic หรือ romantic comedy ที่มีนางเอกเป็น “โสเภณี” เหมือนกัน แต่ในส่วนของ PRETTY WOMAN นั้น พระเอกเป็น “เศรษฐี” ส่วน “เช้งกะเด๊ะส์” นั้น พระเอกเป็น “เซลส์แมนผู้ยากจน ที่พอได้เจอกับโสเภณีสาวสวย เขาก็เลยผันตัวเองมาทำงานเป็นแมงดาไปด้วย”

 

เพราะฉะนั้น เราก็เลยรู้สึกว่า การที่เช้งกะเด๊ะส์ เป็นหนัง romantic comedy ที่มีนางเอกเป็นโสเภณี และมีพระเอกเป็นแมงดา แล้วหนังมันออกมาน่ารักกุ๊กกิ๊กต๊ะติ้งโหน่งมาก ๆ แบบนี้ หนังเรื่องนี้มันก็เลย “ท้าทายจารีตประเพณี” มากเสียยิ่งกว่า PRETTY WOMAN เสียอีก

 

คือเรามองว่า PRETTY WOMAN เป็น “หนังรักข้ามชนชั้น” แต่ “หนังรักข้ามชนชั้น” มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่ท้าทายคนดูมากนักน่ะ เพราะพวกเราก็คุ้นชินกับนิทาน CINDERELLA มาแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ

 

แต่การที่ “เช้งกะเด๊ะส์” ทำให้ “แมงดา” ออกมาดูเป็นพระเอก romantic comedy ที่น่ารักมาก ๆ ได้เนี่ย เรารู้สึกว่ามัน “ท้าทายจารีตประเพณี” มาก ๆ สำหรับเรา

 

คือในขณะที่ เช้งกะเด๊ะส์ ต้องยกมือไหว้ PRETTY WOMAN ในแง่ “ความเป็นภาพยนตร์” เราว่า PRETTY WOMAN ก็ต้องยกมือไหว้ เช้งกะเด๊ะส์ เช่นกัน ในแง่ “การท้าทายจารีตประเพณี”

 

2. เช้งกะเด๊ะส์ เล่าเรื่องของ “สมบูรณ์ กระจายทรัพย์” (ซูโม่กิ๊ก หรือ เกียรติ กิจเจริญ) เซลส์แมนหนุ่มที่เร่ขายของตามบริษัทต่าง ๆ ในกรุงเทพ แต่เขาแทบขายของไม่ได้เลย แล้วต่อมาเขาก็ได้รู้จักกับอังสนา (พิมพิไล ไชยโย) โสเภณีสาวที่นครราชสีมา

 

แล้วเขาก็เกิดไอเดียแบบ PYGMALION + MY FAIR LADY (1964, George Cukor, 170min, A+30) โดยทั้งเขาและอังสนา เห็นพ้องต้องกันว่า ร่างกายของอังสนาถือเป็น product อย่างหนึ่ง และเซลส์แมนอย่างเขาก็จะช่วยอังสนาขาย product นี้ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้กันตามที่อังสนาต้องการ

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง สมบูรณ์ก็เลยเป็นเหมือนทั้ง “แมงดา” + “ผู้จัดการส่วนตัว” + “หุ้นส่วน” ของอังสนาในเวลาเดียวกัน

 

คือเราว่าการที่สมบูรณ์ทำตัวคล้าย ๆ แมงดาอย่างนี้ มันอาจจะเป็นการท้าทายศีลธรรมของผู้ชมบางคนได้เหมือนกันนะ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สำหรับเราไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะว่าอังสนาทำงานนี้ด้วยความเต็มใจ และเธอก็ยินดีอย่างยิ่งที่งานของเธอจะสบายยิ่งขึ้นและรายได้ดีขึ้นเมื่อมีสมบูรณ์มาช่วยจัดการธุรกิจให้เธอด้วย

 

อังสนาสนิทกับ “เจ๊” ซึ่งเป็นโสเภณีรุ่นพี่คนนึงที่แสดงโดยสินาภรณ์ พิไลลักษณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกวงดนตรี “สามบอมบ์” เหมือนกับพิมพิไล ไชยโย และเมื่ออังสนาเล่าถึงแผนการทางธุรกิจของเธอให้เจ๊ฟัง เจ๊ก็พูดว่า มันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่าอังสนาถือเป็นโสเภณีรุ่นเก่าที่โคราช แต่ถ้าหากเธอได้ย้ายไปกรุงเทพ เธอก็จะเป็น “ของใหม่” ได้

 

3. พออังสนาย้ายตามมาอยู่กับสมบูรณ์ที่กรุงเทพ สมบูรณ์ก็พยายาม upgrade อังสนาในแบบที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง MY FAIR LADY เขาถามอังสนาว่า เวลาลูกค้าจะเอากับอังสนา อังสนาพูดกับลูกค้าว่าอะไร

 

“เร็วเข้าสิ เวลาฉันมีน้อย” อังสนาตอบ

 

สมบูรณ์ก็เลยบอกว่า พูดแบบนี้กับลูกค้ามันไม่ได้ เราต้องหาวิธีการพูดกับลูกค้าในแบบที่จะกระตุ้นอารมณ์ลูกค้าได้ดีกว่านี้

 

พออังสนาได้รับการ upgrade แล้ว สมบูรณ์ก็ส่งอังสนาไปนอนกับผู้บริหารบริษัทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เขาได้ดีลทำสัญญากับผู้บริหารบริษัทเหล่านั้น ทั้งสมบูรณ์กับอังสนาก็เลยมีความสุข win win ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ได้เงินเป็นกอบเป็นกำกันทั้งสองฝ่าย

 

แต่ผู้บริหารบริษัทบางคนก็ต้องการให้อังสนาย้ายไปเป็น “เมียเก็บ” เฉพาะของตนเองคนเดียวไปเลย เธอจะได้ไม่ต้องเร่นอนกับผู้บริหารบริษัทหลายคนอีก ซึ่งการเป็น “เมียเก็บ” นั้น มันก็ถือเป็นอาชีพที่สบายกว่าโสเภณีชั้นสูงแบบนี้มาก ๆ แต่อังสนาตกหลุมรักสมบูรณ์เข้าแล้ว เธอก็เลยต้องเผชิญกับทางเลือกของหัวใจ ว่าจะเลือกเป็น “เมียเก็บ” ของผู้ชายคนอื่น หรือจะทำงานเป็นโสเภณีให้แมงดาอย่างสมบูรณ์ต่อไป

 

4. หนังจบลงแบบ happy ending ที่สถานีรถไฟสามเสน ซึ่งในแง่หนึ่ง การจบแบบ happy ending นั้นถือเป็นการจบตามขนบหนัง romantic comedy ไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นเต้น

 

แต่เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างสำคัญสำหรับเรา เพราะว่าในหนังไทยหรือละครไทยหลาย ๆ เรื่องที่มี “ตัวละครนางเอกที่มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเต็มใจกับผู้ชายหลายคน” นั้น ตัวละครนางเอกมักจะได้รับตอนจบแบบ “ไม่ดี” หรือตอนจบที่เหมือนเป็นการลงโทษนางเอกที่มีพฤติกรรมแบบนั้น ทั้ง “คนเริงเมือง”, “ทองประกายแสด (1988, Chana Kraprayoon) และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” ตัวละครนางเอกก็เหมือนจบแบบ tragedy ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

เพราะฉะนั้นการที่ “เช้งกะเด๊ะส์” มอบตอนจบแบบเปี่ยมสุขให้แก่ตัวละครนางเอกที่เป็นโสเภณี เราก็เลยสงสัยว่า นี่ถือเป็นประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งหรือเปล่าของวงการหนังไทย

 

ส่วน “เทพธิดาโรงแรม” HOTEL ANGEL (1974, Chatrichaloem Yukol, A+30) นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด นางเอกที่เป็นโสเภณีก็เหมือน “มีความสุขตามอัตภาพ” ในตอนจบนะ แต่เธอไม่ได้ “รับรางวัลเป็นรักแท้” จากชายหนุ่ม เหมือนกับในตอนจบของ “เช้งกะเด๊ะส์” เพราะฉะนั้นเช้งกะเด๊ะส์ก็เลยเหมือนผลักสิ่งนี้ไปไกลกว่า HOTEL ANGEL (แต่หนังสองเรื่องนี้ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหลายแง่มุมนะ เพราะว่า HOTEL ANGEL เป็นหนัง drama ที่ realist ส่วน เช้งกะเด๊ะส์ เป็น romantic comedy ที่ “พาฝัน” และไม่มีความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป)

 

5. ชอบคู่รองของหนังอย่างรุนแรงสุดขีด เพราะในหนังเรื่องนี้ “ซูโม่เป๊ปซี่” รับบทเป็น “เพื่อนพระเอก” และเขาก็พบรักกับ “เจ๊” (สินาภรณ์ พิไลลักษณ์) เขาตัดสินใจอยู่กินมีลูกกับเจ๊ ทั้ง ๆ ที่เจ๊เคยทำงานเป็นโสเภณี และเขาก็เปิดร้าน minimart แถวสำโรงเพื่อให้เจ๊ทำงานคุมร้านขายของ และจะได้ไม่ต้องทำงานเป็นโสเภณีอีก

 

เขาพูดกับพระเอกในทำนองที่ว่า ถ้าหากใครจะเลิกคบกับเขา เพราะเขามีเมียเป็นโสเภณี เขาก็ไม่แคร์แต่อย่างใด

 

เราก็เลยประทับใจกับจุดนี้ของหนังอย่างรุนแรงมากเหมือนกัน เรารู้สึกว่าในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้เหมือนสานต่อสปิริตมาจากหนังเรื่อง “ช่างมันฉันไม่แคร์” (1986, Pundhevanop Dhewakul, A+30) ที่พูดถึงรักแท้ของโสเภณีชาย

 

คือพอดู “ช่างมันฉันไม่แคร์”, “เช้งกะเด๊ะส์” และ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” เราก็เลยสงสัยว่า มันเป็นกระแสอย่างหนึ่งในยุคนั้นหรือเปล่า ที่เอาตัวละครโสเภณีและโสเภณีชายมาเป็นพระเอกนางเอก มันถือเป็นส่วนหนึ่งของ liberalism ที่มาคัดง้างกับ “อนุรักษ์นิยม” “จารีตนิยม” ในยุคนั้นหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

6. พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่หอภาพยนตร์ เราก็เลยเข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงหาดูไม่ได้ในยูทูบ เพราะว่าหนังมีการใช้เพลงฝรั่งหลายเพลงมาประกอบในหนัง และเพลงเหล่านี้น่าจะเอาลงยูทูบไม่ได้แน่ ๆ

 

เพลงประกอบของ “เช้งกะเด๊ะส์” ก็มีอย่างเช่น

 

6.1 ROCK AROUND THE CLOCK (1954, Bill Haley & His Comets)

 

6.2 ITSY BITSY TEENY WEENIE YELLOW POLKADOT BIKINI (1960, Brian Hyland)

 

6.3 CAN’T HELP FALLING IN LOVE (1961, Elvis Presley)

 

6.4 SAD MOVIES (MAKE ME CRY) (1961, Sue Thompson)

 

6.5 SMOKE GETS IN YOUR EYES (1958, The Platters)

 

7. ดูบางช่วงของ “เช้งกะเด๊ะส์” ที่หอภาพยนตร์ แล้วนึกว่า “หนักกว่า Marguerite Duras” โดยไม่ได้ตั้งใจ 555555 เพราะว่าในบางฉากของหนังเรื่องนี้ พระเอกกับนางเอกจะพูดคุยกันตลอดทั้งฉาก แต่เราจะไม่เห็นพระเอกกับนางเอกอยู่บนจอ เราจะเห็นแค่ “โต๊ะกินข้าว” อยู่บนจอ และได้ยินเสียงของพระเอกกับนางเอก แต่ตัวของทั้งสองคนอยู่ offscreen คือดูแล้วนึกว่า Marguerite Duras มาเอง

 

ซึ่งนี่ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้างภาพยนตร์แต่อย่างใด แต่เราเข้าใจว่า มันเกิดจากการ crop ภาพจากภาพยนตร์มาลงแผ่นวีซีดี แล้วมัน “ตัดขอบซ้าย” กับ “ตัดขอบขวา” ของภาพทิ้งไป

 

คือในฉากนั้น พระเอกนั่งอยู่ขอบขวาของโต๊ะกินข้าว นางเอกนั่งอยู่ขอบซ้ายของโต๊ะกินข้าว แล้วทั้งสองก็คุยกัน แต่พอหนังเรื่องนี้โดน crop ภาพเพื่อมาลงแผ่นวีซีดี พระเอกกับนางเอกก็เลยถูกตัดออกจากภาพ และคนดูก็เลยได้เห็นแต่โต๊ะกินข้าว นึกว่า Marguerite Duras มาเอง 55555

 

คือดูแล้วก็เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ทันได้ดู “เช้งกะเด๊ะส์” บนจอภาพยนตร์ในปี 1990 เพราะพอเรามาดูในยุคนี้แล้วภาพมันถูกหั่นข้างทิ้งไปทั้งซ้ายและขวา มันก็เลยเกิดความ Marguerite Duras โดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

8. อยากให้มีคนศึกษาเรื่อง “วิธีการเขียนเปลือกตา” ของพิมพิไล ไชยโยในหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่ามันรุนแรงมาก

 

9. อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราหวีดร้องกับ “เช้งกะเด๊ะส์” มาก ๆ ก็คือว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ซูโม่กิ๊ก” น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

คือหน้าหนังของ “เช้งกะเด๊ะส์” มันเหมือนเป็นหนังขายความเซ็กซี่ของพิมพิไล ไชยโย อะไรทำนองนี้ แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าจริง ๆ เรากลับตกใจกับความน่ารักของซูโม่กิ๊กอย่างมาก ๆ

 

คือก่อนหน้านี้เรามักเห็นซูโม่กิ๊กในรายการโทรทัศน์ “เพชฌฆาตความเครียด” และในหนังชุด “บุญชู” น่ะ และเราก็เลยติดภาพจำของเขาว่าเป็นเพียงแค่ “ตัวตลก”

 

แต่พอได้ดู “เช้งกะเด๊ะส์” เรากลับพบว่าหนังเรื่องนี้มันดึงเอาศักยภาพความน่ารักและเสน่ห์ในตัวซูโม่กิ๊กออกมาได้อย่างคาดไม่ถึงมาก ๆ หวีดสลบไปเลย เราว่าเขาแข่งกับ Seth Rogen, Jack Black, Kevin James ได้สบาย ๆ เลย ถ้าหากวงการหนังไทยในทศวรรษ 1990 มีการสร้างหนังที่หลากหลายกว่านี้

 

10. คิดว่า “เช้งกะเด๊ะส์” นี่เหมาะนำมา remake มาก ๆ เลยนะ เพราะว่าในแง่ความ cinematic แล้ว หนังเรื่องนี้มันสอบตกมาก ๆ และบทภาพยนตร์ก็เน้นขายฉากตลกมากเกินไป

 

คือเราชอบ “แกนเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เวอร์ชั่นรีเมคน่าจะทำได้ดีกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ เพราะเวอร์ชั่นต้นฉบับมันยังมีข้อบกพร่องร้ายแรงในหลาย ๆ จุดน่ะ และเวอร์ชั่นรีเมคอาจจะแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid032KXCdBu3phN5GwCnyRdmUm7TkrRjnFQphjunqR65Q2TwreArdMeLNiBSLimk8Z2yl

 

ภาพของพิมพิไล ไชยโย มาจากเพจ “นางงามไทย”

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

IF I HAD LEGS I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein, A+30)

+ ERASERHEAD (1977, David Lynch, A+30)

 

ชอบที่พี่สนธยาเขียนมาก ๆ ที่บอกว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU แตกต่างจากหนังเรื่อง YEAST (2008, Mary Bronstein, A+30) เพราะว่า IF I HAD LEGS I’D KICK YOU “ผนวกสไตล์โลกมืดของ David Lynch เพิ่มเข้ามาด้วยเป็นจุดขายใหม่ให้ค่าย A24 พาเข้าตลาดง่ายขึ้น”

 

เพราะเราก็รู้สึกว่า YEAST มันดิบมาก ๆ มันมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงมาก และถูกนำเสนอออกมาอย่างดิบ ๆ ส่วน IF I HAD LEGS I’D KICK YOU ยังคงมีพลังของความบ้าคลั่งอย่างรุนแรงอยู่ แต่มันถูก polished, มีการเน้นถ่ายภาพสวย ๆ และมีความ David Lynch โปะอยู่ด้วย เหมือนเป็นน้ำหวานที่เคลือบไว้ เพื่อให้คนดูกลืนหนังเรื่องนี้ลงคอได้ง่ายขึ้น ไม่สากคอเหมือน YEAST

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า ความเป็น David Lynch คืออะไรที่ไม่แคร์ตลาด แต่ในกรณีของ Mary Bronstein นั้น การใส่ความเป็น David Lynch เข้ามา คือความพยายามที่จะเอาใจตลาด คือความพยายามที่จะเอาใจคนดู คือน้ำหวานที่เคลือบไว้เพื่อไม่ให้คนดูสากคอ

 

Thursday, November 11, 2021

SOMPOY

 

SOMPOY ส้มป่อย (2021, Sompoy Team, A+25)

 

1.ถือว่าเป็น guilty pleasure เรื่องนึงของปีนี้เลย เพราะถึงแม้หนังจะไม่ดีมากนัก แต่มันมีคุณลักษณะเฉพาะตัวบางอย่างที่ตรงใจเราเป็นการส่วนตัวมาก ๆ ถ้าหากสรุปความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้แบบสั้น ๆ เราก็รู้สึกว่ามันส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเราโดยแยกออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน

 

1.1 การตอบสนองความต้องการทางเพศของเรา หนังเรื่องนี้ได้ประมาณ 95% และนี่แหละคือสาเหตุที่มันเป็น guilty pleasure ของเรา

 

1.2 sense ความตลกของหนังตรงกับเราหรือไม่ หนังเรื่องนี้ได้ประมาณ 75% ซึ่งถือว่าสูงกว่าหนังไทยหรือหนังตลกทุกชาติโดยทั่วไป

 

1.3 การสร้างความโรแมนติกซาบซึ้งในใจเรา หนังเรื่องนี้ fail miserably ได้ประมาณแค่ 10% ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังมาก ๆ

 

2.มาว่ากันด้วยข้อแรก ซึ่งก็คือการที่หนังเรื่องนี้ตอบสนองความต้องการทางเพศของเราได้สูงมาก ๆ เป็นอันดับต้น ๆ ของปีนี้นั้น มันเป็นเพราะองค์ประกอบดังต่อไปนี้

 

2.1 นักแสดงนำชายทั้งสองคนหล่อมากในสายตาของเรา ทั้งธนพล จารุจิตรานนท์ในบท แซ้บ และ ธัชทร ทรัพย์อนันต์ในบท แวน แต่เอาจริง ๆ พระเอกหนังไทยหลาย ๆ เรื่องก็หล่อตรงสเปคเราเป็นส่วนใหญ่น่ะแหละ เพราะสเปคเรากว้างมาก ๆ 555555

 

2.2 แต่องค์ประกอบสำคัญที่หนังเรื่องอื่น ๆ ไม่ค่อยมี ก็คือการสร้างนางเอกที่อยากมีผัวมาก ๆ และคู่แข่งของเธอที่เป็นกุลสตรีที่งดงามเพียบพร้อมมาก ๆ ซึ่งเหมือนเป็นการสลับบุคลิกระหว่าง “นางเอก” กับ “นางอิจฉา” ในหนังไทยเรื่องอื่นๆ น่ะ เพราะนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ มักจะ “ไม่เงี่ยน” มากเท่านางเอกหนังเรื่องนี้ แต่ความอยากมีผัวมักจะเป็นคุณลักษณะของนางอิจฉาหรือดาวยั่วแทน เพราะฉะนั้นพอหนังเรื่องนี้เลือกสร้างตัวละครนางเอกที่อยากมีผัวหนุ่มหล่ออย่างรุนแรงมาก มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรา identify ตัวเองเข้ากับนางเอกหนังเรื่องนี้ได้มากกว่าตัวละครนางเอกหนังไทยโดยทั่วไป และทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็น guilty pleasure ของเราประจำปีนี้ไปเลย

 

2.3 และไม่รู้ว่าเรารู้สึกไปเองหรือเปล่า คือพอหนังสร้างตัวละครนางเอกแบบนี้ และเล่าเรื่องผ่านทางตัวนางเอกเป็นหลัก เราก็เลยรู้สึกไปโดยปริยายว่า กล้องหรืออารมณ์ของหนังเรื่องนี้ มันคือการ treat ตัวละครหนุ่มหล่อทั้งสองว่าเป็นวัตถุทางเพศ หรือวัตถุแห่งความปรารถนาน่ะ มันเหมือนกับหนังเรื่องนี้คือ “การมองหนุ่มหล่อด้วยความอยากมีผัว” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราจะพบได้ใน “หนังเกย์” แต่เราไม่ค่อยพบแบบนี้ในหนัง mainstream เรื่องอื่น ๆ เพราะหนัง mainstream เรื่องอื่น ๆ (ยกเว้นหนังเกย์) กล้องหรือหนังมักจะถ่ายทอดอารมณ์ของการที่ “ผู้ชายมองหญิงสาวสวย” น่ะ แต่เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่มี sense ของ “ผู้ชายมองหญิงสาวสวย” น่ะ แต่หนังเรื่องนี้เป็น sense ของ “การมองหนุ่มหล่อด้วยความหื่น” แทน ซึ่งจริง ๆ แล้วหนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นหรอก แต่เหมือนหนังเปิดโอกาสให้เราใส่ “ความหื่นผู้ชาย” หรือ “ความอยากมีผัว” ของตัวเองเข้าไปในหนังได้โดยแทบไม่สะดุดหรือไม่ถูกต่อต้านเลย ซึ่งเราพบว่าเราไม่ค่อยรู้สึกแบบนี้กับหนังไทย mainstream เรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น “หนังดี” หรือ “หนังห่วย” และไอ้คุณลักษณะแบบนี้นี่แหละ ที่เหมือนหนังชุด “ไทบ้าน” ยังไม่มี 555555 คือหนังชุด “ไทบ้าน” เป็นหนังที่ “ดี” กว่าหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่การที่เราสามารถใส่อารมณ์ “ความหื่นผู้ชาย” เข้าไปในหนังเรื่องนี้ได้อย่างสนิท โดยไม่ถูกต่อต้านจากตัวหนังเอง นี่เป็นสิ่งที่หาได้ยากในหนังไทย mainstream เรื่องอื่น ๆ

 

2.4 แต่ที่เราบอกว่าหนังเรื่องนี้ตอบสนองความต้องการทางเพศของเราได้ 95% ไม่ใช่ 100% นั้น เป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้ไม่มีหนุ่มหล่อผิวคล้ำล่ำบึ้ก มาให้เราเลือกด้วยน่ะ มันก็เลยยังไม่ 100% เต็ม

 

3.ส่วนเรื่อง sense ความตลกของหนังที่เข้ากับเราได้มากเกินคาดนั้น มันก็คือสิ่งที่เราเคยเขียนไปแล้วก่อนหน้านี้นั่นแหละ เพราะหนึ่งในสิ่งที่เราชอบสุด ๆ ในหนังเรื่องนี้ คือการที่นางเอกเปลี่ยน mode ไปมา ระหว่าง mode เป็นตัวของตัวเอง กับ mode สาวล้านนาผู้มีจริยาวัตรอันงดงามเพียบพร้อมเป็นกุลสตรี โดย mode นี้เอาไว้ใช้ในการหาผัวโดยเฉพาะ คือการที่นางเอกเปลี่ยน mode ไปมานี้ทำให้นึกถึงหนึ่งในการ์ตูนที่เราชื่นชอบที่สุดในชีวิต ซึ่งก็คือ GOLDFISH WARNING! ปริศนาปลาทอง (1991-1992, Junichi Sato) ที่เคยมาฉายทางช่อง 9 เพราะในการ์ตูนเรื่องนั้นมีตัวละคร Chitose Fujinomiya แห่ง โรงเรียนบ้านนอกทันสมัยที่เหมือนจะเปลี่ยน mode ไปมาตลอดเวลา ระหว่างการปรากฏตัวเป็นตัวตลกป้อม ๆ เตี้ย ๆ กับการยืดร่างเป็นสาวสวยร่างระหงที่มีดวงตาสุกสกาวเป็นประกาย คือเราชอบสุด ๆ ที่ Chitose เปลี่ยน mode ไปมาตลอดเวลาแบบนี้ และคิดว่ามันอาจจะมีแต่ “animation” ที่ทำอะไรแบบนี้ได้ แต่ปรากฏว่าเราคิดผิด เพราะ ส้มป่อยก็ทำอะไรคล้าย ๆ แบบนี้ได้เหมือนกัน 555555 นอกจากนี้ ส้มป่อยยังทำให้คิดถึง GOLDFISH WARNING! โดยไม่ได้ตั้งใจในอีกแง่นึงด้วย นั่นก็คือการที่นางเอกถูกประกบด้วย หนุ่มหล่อมาดเรียบร้อยกับ หนุ่มหล่อมาดกวนตีน” 555555

 

คือฉากที่ข้าวตอกปรากฏตัวที่วัดเพื่อแข่งกับส้มป่อยในการแย่งแวนเป็นผัวนี่ ถือเป็นหนึ่งในฉากที่ตลกที่สุดสำหรับเราในปีนี้เลย เราว่าฉากนี้มันมี sense ของความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นมาก ๆ โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เราชอบความตลกสไตล์แบบนี้มาก ๆ

 

4.แต่เรื่อง “ความโรแมนติกซาบซึ้ง” นั้น เราว่าหนัง “ฝืน” มาก ๆ ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของนักแสดงเลยนะ เราว่าธนพลในบท “แซ้บ” นี่แสดงได้ซาบซึ้งกินใจเรามาก ๆ เหมือนเขาแสดงเต็มที่แล้ว แต่บทมันมีปัญหาตรงจุดนี้จริง ๆ

 

คือเราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในการ treat หนุ่มหล่อทั้งสองเป็น “วัตถุทางเพศ” และในการทำให้ตัวละครดูสนุกตลกขบขันในแบบ “ตัวการ์ตูน” น่ะ แต่ถ้าหากหนังมันต้องการจะสร้างความ “โรแมนติกซาบซึ้ง” หนังมันต้องทำให้ตัวละครดูเป็น “มนุษย์” มาก่อนหน้านั้นด้วย แต่หนังไม่ได้ให้เวลากับ “ความเป็นมนุษย์” ของตัวละครมาก่อนหน้านั้นเลย มันมีเพียงแค่ฉากที่นางเอกเจอว่าพ่อของแซ้บเมาเหล้าเท่านั้นแหละ ที่เป็นฉากที่ทำให้แซ้บดูเป็นมนุษย์ขึ้นมานิดนึง และทำให้นางเอกดูมีอารมณ์แบบมนุษย์กับเขาบ้างกระจึ๋งนึง แต่ฉากนั้นฉากเดียวมันไม่พอ มันควรจะต้องมีฉากอื่น ๆ ที่สร้างความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครนำเหล่านี้เพิ่มเข้ามาอีกสักครึ่งชั่วโมงในช่วงแรก ๆ ของหนังด้วย แล้วพอเรารู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้เป็นมนุษย์แล้ว เราถึงจะรู้สึกโรแมนติกซาบซึ้งไปกับช่วงท้ายของหนังได้

 

แต่นี่เรารู้สึกกับตัวละครในหนังแบบ “ตัวการ์ตูน” มาตลอด เพราะฉะนั้นการพยายามจะสร้างความโรแมนติกซาบซึ้งในช่วงท้ายนี่เลยกลายเป็นอะไรที่ฝืนสุด ๆ ไม่ไหวจริง ๆ สงสารนักแสดงมาก ๆ เพราะนักแสดงเล่นเต็มที่มาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นไอ้ข้อเสียตรงนี้นี่แหละ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้อาจจะสู้หนังชุดไทบ้านหรือหน่าฮ่านไม่ได้

 

4.ก็คิดว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้ต้องการจะเอาดีทางโรแมนติกซาบซึ้ง ก็ต้องใส่ฉากที่เพิ่มความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครเข้ามาเยอะ ๆ นะ ไม่งั้นเราก็อยากให้ทำเป็นหนัง cult ไปเลย 5555555 จริง ๆ แล้วอยากให้มีภาคต่อ เป็นแวนไปถ่ายรูปตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วก็เลยมีสาว ๆ จากทุกภาคมาชอบเขามากมาย แล้วก็เลยมีฉาก “ระบำ 4 ภาค” ทุกตัวใช้วิทยายุทธตบกัน คนนึงใช้กระติ๊บข้าวในการเซิ้งเป็นอาวุธ ส่วนอีกคนใช้เล็บเหล็กแหลมในการฟ้อนแบบภาคเหนือเป็นอาวุธ และก็มีสาวลูกครึ่งที่ใช้อุปกรณ์ยิมนาสติกลีลาใหม่เป็นอาวุธ อะไรทำนองนี้ 55555

Thursday, June 24, 2021

24. UNDER ONE ROOF (2002, Todd Wilson, USA, 76min)

 

CELEBRATE PRIDE MONTH

 

24. UNDER ONE ROOF (2002, Todd Wilson, USA, 76min)

 

ในบรรดาหนัง gay romantic จำนวนมากมายที่เคยดูมา เรายกให้เรื่องนี้ถือเป็น one of my most favorite เลย แต่อาจจะเป็นความชอบแบบ guilty pleasure นะ เพราะเราว่ามันก็ไม่ได้ดีกว่าหนังเกย์โรแมนติกเรื่องอื่น ๆ หรอก เราว่าหนังมันดู “บ้าน ๆ” มาก หรือดูธรรมดาอย่างสุด ๆ  แต่มันโดนใจเรามากกว่าหนังเกย์เรื่องอื่นๆ เพราะมันตอบสนอง romantic fantasy ของเราได้ตรงมาก ๆ พาฝันหีฉ่ำมาก ๆ

 

เราว่าสาเหตุนึงที่ทำให้เราอินกับหนังเรื่องนี้อย่างสุด ๆ อาจจะเป็นเพราะเราได้ดูมันในเวลาที่ “ใช่” มั้ง คือเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงเวลาที่เรามีอายุใกล้เคียงกับตัวละครเกย์เอเชียในเรื่อง (เราได้ดูมันที่สถาบันเกอเธ่ในปี 2002 ตอนที่เรามีอายุ 29 ปี) และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในช่วงที่เรามีรสนิยมทางเพศคล้ายกับตัวละครในเรื่องพอดี ซึ่งก็คือเป็นช่วงที่เรากำลังชอบฝรั่งมาก ๆ เพราะฉะนั้นตอนที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เราก็เลยอินกับหนังอย่างรุนแรงสุด ๆ

 

คือตอนที่เราเป็นเด็กนั้น เราได้ดูแต่หนังเกย์ที่ตัวละครเป็นผู้ใหญ่ซะส่วนใหญ่น่ะ อย่างเช่น “ฉันผู้ชายนะยะ”, THE ADVENTURES OF PRISCILLA, QUEEN OF THE DESERT (1994, Stephan Elliott), MAURICE (1987, James Ivory) และหนังของ Derek Jarman และกว่าเราจะได้ดูหนัง “เกย์วัยรุ่น” ที่เรารักสุด ๆ ซึ่งก็คือเรื่อง BEAUTIFUL THING (1996, Hettie Macdonald, UK) อายุของเราก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว เพราะตอนที่เราดู BEAUTIFUL THING เราก็มีอายุราว 24 ปีแล้ว การได้ดู BEAUTIFUL THING ก็เลยเหมือนเป็นการจินตนาการถึง “what should have happened in my life ten years ago” แต่ไม่ใช่การจินตนาการถึง “what should happen in my life tomorrow” คือเหมือนการที่อายุของตัวละครในหนัง มันไม่สอดคล้องกับอายุของเราตอนที่ดูหนัง มันมีส่วนอย่างมากต่อ “ความรู้สึกแบบพาฝัน” ที่เรามีต่อหนังแต่ละเรื่อง

 

ส่วนหนังเกย์โรแมนติกเรื่องอื่น ๆ ที่เราชอบสุด ๆ ที่เคยดูมาก่อนหน้าเรื่องนี้ก็มีบ้างนะ อย่างเช่น JEFFREY (1995, Christopher Ashley) แต่ JEFFREY มันเป็นเรื่องการตกหลุมรักผู้ติดเชื้อ HIV น่ะ มันก็เลยไม่ “พาฝัน” ซะทีเดียว ส่วน MY BEAUTIFUL LAUNDRETTE นั้นเราก็ชอบสุด ๆ แต่มันก็ “สะท้อนปัญหาสังคม” หนักมาก ๆ ด้วย มันก็เลยไม่ “พาฝัน” ซะทีเดียวเหมือนกัน 55555

 

ส่วนละครทีวี QUEER AS FOLK (1999-2000, Russell T. Davies, UK) นั้น เราก็ชอบสุด ๆ แต่เราว่ามัน “จริงจนเจ็บ” มากกว่าจะพาฝันสำหรับเรา 555

 

ส่วน THE WEDDING BANQUET ที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเกย์เอเชียกับเกย์ฝรั่งเหมือนกันนั้น เราก็ชอบตัวหนังมาก ๆ นะ แต่เราไม่อินกับมันในแบบที่เราอินกับ UNDER ONE ROOF น่ะ เพราะ THE WEDDING BANQUET มันเน้นสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเกย์เอเชียกับพ่อแม่ แต่ไม่ได้เน้นถ่ายทอดความเงี่ยนที่เกย์เอเชียมีต่อเกย์ฝรั่งแบบ UNDER ONE ROOF เราก็เลยไม่ค่อยอินกับ THE WEDDING BANQUET

 

และอีกสาเหตุนึงที่ทำให้เราชอบ UNDER ONE ROOF อย่างสุด ๆ อาจจะเป็นเพราะมันใช้นักแสดงโนเนมด้วยมั้ง และนักแสดงมันก็ดู “หล่อ” แบบ boy next door น่ะ แบบที่เราสามารถพบได้ตามรถไฟฟ้า อะไรแบบนี้ ไม่ใช่หล่อแบบนายแบบ เพราะฉะนั้นพอมันใช้นักแสดงที่หล่อแบบที่เราสามารถเจอได้ในชีวิตประจำวัน มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า การจะหาผัวหนุ่มหล่อน่ารักแบบในหนังเรื่องนี้ มันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม มันน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากพอ ๆ กับการถูกหวยเลขท้ายสองตัว ไม่น่าจะยากเกินไป 55555

 

เพราะฉะนั้นพอเราได้ดู UNDER ONE ROOF ในปี 2002 เราก็เลยอินอย่างสุด ๆ ในตอนนั้น เพราะเราได้ดูมันในจังหวะที่ใช่ ในอายุที่ใช่ และมันตอบสนองความ “พาฝัน” ของเราได้ตรงจุดพอดี

 

ส่วนหนัง queer ที่นำเสนอความรักความสัมพันธ์แบบ interracial relationship เรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาและชอบมาก ก็มีเช่นเรื่อง

 

24.1 MY BEAUTIFUL LAUNDRETTE (1985, Stephen Frears, UK)

หนุ่มปากีสถานกับหนุ่มผิวขาว

 

24.2 SALMONBERRIES (1991, Percy Adlon, Germany)

สาวเอสกิโม (k.d. lang) กับสาวเยอรมันตะวันออก

 

24.3 M BUTTERFLY (1993, David Cronenberg)

กะเทยจีนกับหนุ่มผิวขาว

 

24.4 THE WEDDING BANQUET (1993, Ang Lee, Taiwan/USA)

 

24.5 BOYS ON THE SIDE (1995, Herbert Ross)

สาวผิวดำ (Whoopi Goldberg) กับสาวผิวขาว (Mary-Louise Parker)

 

24.6 WHEN NIGHT IS FALLING (1995, Patricia Rozema)

สาวผิวขาวกับสาวผิวดำ

 

24.7 BIG EDEN (2000, Thomas Bezucha)

หนุ่มอินเดียนแดงกับหนุ่มผิวขาว

 

24.8 YOU I LOVE (2004, Olga Stolpovskaja, Dmitriy Troitskiy, Russia)

ความรักระหว่างหนุ่มรัสเซียกับหนุ่มเชื้อสายมองโกเลีย

 

24.9 I DON’T WANT TO SLEEP ALONE (2006, Tsai Ming-liang, Taiwan)

หนุ่มบังกลาเทศกับหนุ่มจีนในมาเลเซีย

 

24.10 NINA’S HEAVENLY DELIGHTS (2006, Pratibhar Parmar, UK)

หนังเลสเบียนที่พูดถึงความรักระหว่างสาวอินเดียกับสาวอังกฤษ

 

24.11 SOUNDLESS WIND CHIME (2009, Kit Hung, Hong Kong)

 ความรักระหว่างหนุ่มฮ่องกงกับหนุ่มสวิส

 

24.12 NUDE AREA (2014, Urszula Antoniak, Netherlands, Poland)

สาวดัทช์กับสาวอาหรับ

 

24.13 BABY STEPS (2015, Barney Cheng, Taiwan/USA)

ความรักระหว่างหนุ่มไต้หวันกับหนุ่มอเมริกันผิวขาว

 

24.14 BEING 17 (2016, André Téchiné, France)

ความรักระหว่างหนุ่มผิวขาวกับหนุ่มผิวดำ

 

24.15 SIGNATURE MOVE (2017, Jennifer Reeder)

หนังเลสเบียนที่พูดถึงความรักระหว่างสาวมุสลิมปากีสถานกับสาวเม็กซิกัน

 

24.16 ENFANT TERRIBLE (2020, Oskar Roehler, Germany)

เนื้อหาส่วนนึงของหนังพูดถึงความรักทรมานระหว่าง Rainer Werner Fassbinder ซึ่งเป็นชาวเยอรมันตะวันตก กับ El Hedi ben Salem นักแสดงชาวโมร็อกโก

Thursday, September 19, 2019

MR. DEU (2019, Chainarong Tampong, A+)


MR. DEU (2019, Chainarong Tampong, A+)
มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง (ไชยณรงค์ แต้มพงษ์)

(คะแนนเต็มคือ A+30 นะ บอกไว้ก่อน เดี๋ยวเผลอมีขาจรผ่านมาอ่านแล้วเข้าใจผิดว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ 55555)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.แอบสงสารนักแสดง รู้สึกว่านักแสดงแต่ละคนตั้งใจเล่นมาก โดยเฉพาะนางเอกที่เล่นดีมากๆๆในความเห็นของเรา แต่นักแสดงเหล่านี้ควรจะได้เล่นหนังที่ดีกว่านี้

2.จริงๆแล้วก็ไม่ได้ชอบหนังเท่าไหร่ แต่ก็ชอบความหล่อน่ารักของพระเอกมากๆ ชอบการแสดงของนางเอกมากๆ และก็ไม่ได้อยากด่าหนังมากนัก เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ใช่ “ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย” ของหนังอยู่แล้วน่ะ ด้วย genre ของหนังที่เป็น romantic comedy ที่ให้น้ำหนักกับ comedy เป็นหลัก ซึ่งมันไม่ใช่หนังแนวทางเราอยู่แล้ว

คือตอนดูเราจะรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันถูก “ฝืน” ให้เป็น comedy ยังไงไม่รู้ แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราไม่ชอบหนัง comedy อยู่แล้วก็ได้มั้ง คือเรารู้สึกเหมือนกับว่า ผู้สร้างหนังตั้งโจทย์ว่า เกือบทุกฉากของหนังต้องมีอารมณ์ comedy อยู่ไม่ต่ำกว่า 60% ของฉากนั้น เพราะฉะนั้นคนเขียนบทก็เลยต้องพยายามคิดซีน คิดสถานการณ์ฮาๆ บ้าๆบอๆ คิดบทสนทนาที่น่าจะฮา ยัดใส่เข้ามาในหนังเรื่อยๆ เรื่อยๆน่ะ แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่า ทีมเขียนบทหนังเรื่องนี้ จริงๆแล้วไม่ได้มี sense ทาง comedy ที่เก่งมากๆสักเท่าไหร่ เหมือนพวกเขาต้องใส่อารมณ์ comedy เข้าไปตามที่โจทย์กำหนดมา เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราเลยรู้สึกเหมือนกับว่า มันมีความฝืนๆยังไงไม่รู้

แต่ถ้าให้เราต้องคิดซีนตลกๆอะไรพวกนี้ เราก็ทำไม่ได้เหมือนกันนะ เราว่าการเขียนบทหนัง comedy จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากสุดๆเหมือนกันน่ะ คือมันต้องอาศัยความถนัดเฉพาะตัวจริงๆ คนที่ไม่มี sense ตลกแบบเรา ไม่มีทางทำได้

3.เพราะฉะนั้น ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยแอบเสียดาย คือเราว่าถ้าหากหนังเลือกจะเป็น romantic drama หรือเลือกที่จะเป็นหนัง romantic ที่ใส่ความตลกเข้ามาแบบเบาๆ แบบไม่ต้องฝืน ไม่ต้องยัดเยียด หนังมันน่าจะเข้าทางเรามากกว่านี้เยอะ

4.ชอบอาชีพของนางเอกมากๆ เพราะเราป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน เคยไปทำกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลหลายครั้งเหมือนกัน ก็เลยชอบที่หนังเลือกให้นางเอกมีอาชีพเป็นนางพยาบาลกายภาพบำบัด แต่เสียดายที่หนังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากนักตรงจุดนี้

5.แอบขำที่หนังเรื่องนี้เหมือน “ทำตัวตรงข้าม” กับ WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasamee, A+30) เพราะนางเอกของ WHERE WE BELONG กับพระเอกของ MR. DEU ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นก็คือ พ่อของทั้งสองทำร้านก๋วยเตี่ยวหรืออะไรทำนองนี้ และพยายามบีบบังคับกลายๆให้ลูกของตนเองสืบทอดกิจการเหมือนกัน ในขณะที่ฝ่ายลูกก็ไม่ต้องการจะสืบทอดกิจการเหมือนๆกันทั้งสองเรื่อง และต้องการจะหนีจากเมืองบ้านเกิดเหมือนๆกันด้วย

แต่ในขณะที่ WHERE WE BELONG ดูเหมือนจะสนับสนุนการตัดสินใจของนางเอกในการหนีไปจากบ้านเกิด และหนีไปจากการทำงานที่ตนเองไม่ต้องการ MR.DEU กลับดูเหมือนจะสนับสนุนให้พระเอกทำตัวตรงกันข้าม

6.หนังเรื่องนี้คงมีสิทธิได้ A+30 จากเราอย่างแน่นอน ถ้าหากมันเปลี่ยนมาเล่าเป็นเรื่องของน้าสาวที่อยากได้หลานชายตนเองเป็นผัวอย่างมาก และพยายามยั่วยวนหลานชายตนเองสุดฤทธิ์ โดยนางเอกจะบอกกับหลานว่า หลานไม่ต้องคบเราเป็นแฟน ไม่ต้องควงเราไปไหนมาไหนหรอก แค่กลับบ้านมาเย็ดเราในที่รโหฐานก็พอแล้ว