Showing posts with label GAY. Show all posts
Showing posts with label GAY. Show all posts

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

Saturday, July 11, 2026

WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY

 

ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเขาคือใคร

 

ปี 2005 ทาง World Film Festival of Bangkok มีฉายหนังของผู้กำกับเหล่านี้ด้วย

 

1. German Kral (CUBAN MUSIC)

2. Josue Mendez (DAYS OF SANTIAGO)

3. Karen Shakhnazarov (A RIDER NAMED DEATH)

4. Emmanuel Carrere (THE MOUSTACHE)

5. Ismael Ferroukhi (GRAND VOYAGE)

6. Semih Kaplanoglu (ANGEL’S FALL)

7. Tómas Vorel (THE IMP)

8. Carlos Reygadas (BATTLE IN HEAVEN)

9. Caveh Zahedi (I AM A SEX ADDICT)

10. Dan Wolman (BEN’S BIOGRAPHY)

 

แต่เช็คดูแล้ว ผู้ชายในรูปไม่น่าจะเป็นผู้กำกับเหล่านี้ 555

+++

 

หอเย็นสีเทา (1953, น. ประภาสถิต) น่าอ่านมาก ๆ เลยครับ กรี๊ดดดดดดดดดดดด

+++

 

ใครที่เป็นแฟนคลับของหนังเรื่อง WITTGENSTEIN (1993, Derek Jarman, UK) ก็เหมาะจะซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านประกอบการดูหนังด้วยนะ

+++

 

หนึ่งในงานศิลปะที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026 ก็คือ WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY (2026, Elaine W. Ho) ในนิทรรศการ OFF-SIGHT ที่ Storage คือพอเราเข้าไปในนิทรรศการนี้ แล้วดู brochure มันก็บอกว่า มีงานชิ้นนี้อยู่ในห้องนี้ เราก็เลยเข้าไปในห้อง ก็เจอแต่ห้องโล่ง ๆ ตามภาพแรกที่เราลงไว้ เหมือนในห้องมีภาพถ่ายเล็ก ๆ อะไรไม่รู้ติดอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นภาพถ่ายที่ค้างมาจากนิทรรศการก่อนหน้านี้หรือเปล่า เราก็เลยไม่แน่ใจ ส่วนตัวห้องนั้นก็โล่ง ๆ เหมือนมีน้ำเจิ่งนองอยู่บนพื้นห้อง เราก็เลยเดาว่ามันคงเป็นน้ำฝนที่สาดเข้ามา หรือไม่ก็น้ำที่รั่วมาจากชั้นบน

 

เราอ่าน brochure ที่บรรยายถึงตัวงาน WE WILL BE TOUCHING DOWN SHORTLY แต่อ่านไม่รู้เรื่องเลย 555 เราก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ว่า ตัวงานนี้มันอยู่ตรงไหน ฉันเห็นแต่ห้องโล่ง ๆ เจ้าหน้าที่ก็เลยตอบว่า มันคือน้ำตาลที่ราดไว้บนพื้นห้อง หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยเดาว่า น้ำตาลดังกล่าวมันคงเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของเหลว หรือกลายเป็นน้ำเชื่อมไปแล้ว

 

เราก็เลยกลับเข้าไปเพ่งดูแอ่งน้ำที่เจิ่งนองบนพื้นห้องนั้น แล้วก็พบว่า มันไม่ใช่น้ำฝนจริง ๆ ด้วย แต่มันเป็นน้ำเชื่อมเหนียว ๆ เหนอะ ๆ และบางจุดก็มีมดเดินกันขวักไขว่ เราต้องระวังไม่ให้เดินเหยียบมด

 

เราก็เลยประทับใจงานชิ้นนี้มาก ๆ

 

นิทรรศการ OFF-SIGHT นี้หมดไปแล้วนะ แต่เราเพิ่งมีเวลาลงรูป

+++

 

SUPER NON-BINARY

 

พอเราดูหนังเรื่อง SUPERGIRL (2026, Craig Gillespie, A+10) จบแล้ว เราก็เลยสงสัยว่า มีคนสร้างหนังเรื่อง SUPER NON-BINARY แล้วยัง เราก็เลย search ดู แล้วก็พบว่า ยังไม่มีคนสร้างหนังเรื่องนี้ แต่มันมีตัวละคร superheroes หลายตัวที่เป็น non-binary ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน น่าสนใจมาก ๆ เหมือนตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่ปรากฏแค่ในรูปแบบการ์ตูนหรือ TV animation แต่ยังไม่ได้กลายเป็นตัวละครในภาพยนตร์ด้วยนะ

 

NON-BINARY SUPERHEROES

(ข้อมูลพวกนี้มาจาก Google + AI นะ เราไม่รับประกันความถูกต้องใด ๆ ทั้งสิ้น)

 

1. Charli Ramsey ค่าย Marvel

2. Morph ค่าย Marvel

3. Snowflake ค่าย Marvel

4. The Aerie ค่าย DC

5. Circuit Breaker ค่าย DC

6. Kid Quick ค่าย DC

++++

เราชอบ THE 36TH CHAMBER OF SHAOLIN (1978, Lau Kar-leung) อย่างรุนแรงสุดขีด

+++

 

เราว่าหนังที่พอจะใกล้เคียงกับ SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน ได้บ้างนิดนึง ก็คือ “ผีเบล” (2025, Stephen Yip) เพราะว่า “ผีเบล” มันเต็มไปด้วยการทำผิด cinematic grammar ในหลาย ๆ ฉากเหมือน ๆ กัน มันก็เลยมีความฮาอยู่บ้าง แต่ตัวละคร + เนื้อเรื่องใน “ผีเบล” มันไม่ได้ท้าทายตรรกะเหตุผลของมนุษย์มากเท่ากับ SOS เพราะฉะนั้นระดับความฮาของผีเบลก็เลยด้อยกว่า SOS อยู่มากเหมือนกัน

+++

 

THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

ดูแล้วร้องห่มร้องไห้หนักมาก ๆ Shinji Somai โคตรเทพ กราบตีน Shinji Somai

 

เราได้ดูหนังของ Shinji Somai ไปเพียงแค่ 6 เรื่อง กราบตีนเขาอย่างรุนแรง ตอนนี้ตัดสินไม่ได้จริง ๆ ว่าชอบหนังของเขาเรื่องไหนมากที่สุดระหว่าง THE FRIENDS, MOVING (1993) กับ TYPHOON CLUB (1985)

Tuesday, June 09, 2026

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES

 

ชอบเพลง LIVE TO TELL มาก ๆ แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่อง AT CLOSE RANGE (1986, James Foley) เลย

+++

 

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES (2025, Chheangkea, Cambodia, queer film, 19min, A+30)

 

1. ดีใจที่ได้ดูหนังเกย์จากกัมพูชา เพราะเหมือนเราแทบไม่ค่อยได้ดูหนังเกย์จากประเทศนี้มาก่อนเลย หนัง queer จากกัมพูชาที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ก็มี TWO GIRLS AGAINST THE RAIN (2012, Sopheak Sao, Cambodia, documentary) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Salaya Documentary Film Festival ในเดือนเม.ย. 2013 ซึ่งเป็นหนังเลสเบียน

 

แล้วเราก็เคยดู WHERE THERE IS SHADE (2015, Nathan Nicholovitch, France/Cambodia) ที่ดีงามสุด ๆ หนังเรื่องนี้เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok และมีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยชาวฝรั่งเศสในกัมพูชา แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นคนฝรั่งเศส เราก็เลยไม่ค่อยอยากนับ WHERE THERE IS SHADE ว่าเป็น “หนังเกย์กัมพูชา” แบบเต็มตัว

 

2. ขำอาการของพระเอกเวลาเห็นหนุ่มหล่อ คือดวงตาของเขามันเป็นประกายมาก ๆ 555

 

3. เหมือนเราแทบไม่เคยเห็น “งานเช็งเม้ง” ในหนังกัมพูชามาก่อนเลยด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ จากกัมพูชาที่เราได้ดูที่มีพิธีเช็งเม้งในหนัง

 

4. ชอบตอนจบของหนังมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

 

5. หนุ่มหล่อ 2 คนในหนังเรื่องนี้น่ารักมาก ๆ cast มาได้ดีมาก

 

6. โดยรวมแล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่น่ารักมาก ๆ

 

ถ้าใครเคยดูหนังเกย์กัมพูชาเรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ เพราะบางเรื่องเราอาจจะเคยดูเหมือนกัน แต่เราลืมไปแล้ว

+++

 

เราเคยดู TWO WEDDINGS AND A FUNERAL ไปแล้วในเดือนมี.ค. 2013 แต่เราลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ วันนี้เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในเทศกาล TILFF พอดูไปพักนึงถึงค่อยจำได้ว่า กูเคยดูหนังไปแล้วนี่หว่า ดีนะที่คราวนี้เป็นตั๋วฟรี 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่เราทำหลังจากได้ดูหนังเรื่อง BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) ก็คือการเช็คว่า Holly Johnson ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เราดีใจมาก ๆ ตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว

 

คือพอหนังเรื่อง BLUE มันมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความป่วยไข้จาก HIV/AIDS หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงชีวิตของเราเองในช่วงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เพราะเราใช้ชีวิตเกย์วัยรุ่นในช่วงนั้นด้วยความหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรงมาก คือทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าจริง ๆ แล้วเราร่านมาก แต่เราร่านแค่ทางใจ ไม่ได้ร่านทางกาย เพราะสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเราใช้ชีวิตวัยรุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ช่วงที่มีคนตายเพราะโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก มันก็เลยทำให้เราไม่กล้าทำอะไรหลาย ๆ อย่างตามแรงปรารถนาของตัวเองในช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่น

 

เพื่อนของเราคนนึงเคยพูดประโยคที่เราเห็นด้วยมาก ๆ เมื่อราว 30 ปีก่อน เขาบอกว่า “ถ้าหากพวกเราเกิดเร็วกว่านี้สัก 5 ปี พวกเราคงติดโรคเอดส์กันไปแล้ว” เพราะพวกเราคงเป็นวัยรุ่นกันตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และคงจะมีเซ็กส์กับชายแปลกหน้ากันไปแล้วเป็นจำนวนมาก ก่อนที่พวกเราจะรับรู้ถึงอันตรายของมัน

 

แต่พอพวกเราเริ่มเป็นวัยรุ่นกันในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ตอนนั้นสังคมก็หวาดกลัวโรคเอดส์กันอย่างรุนแรงมากแล้ว และสิ่งนั้นก็ส่งผลให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่จะติดโรคนี้

 

จำได้ว่า ตอนนั้นเราฝังใจกับคนดังที่ติดเชื้อ HIV/AIDS หลายคน ซึ่งรวมถึง

 

1. Derek Jarman ตรวจพบเชื้อ HIV ในปี 1986 เสียชีวิตในปี 1994 ขณะอายุ 52 ปี

 

2. Cyril Collard ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง SAVAGE NIGHTS (1992, France) เขาเสียชีวิตในปี 1993 ขณะอายุ 35 ปี

 

3. Freddie Mercury ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV ในปี 1987 เสียชีวิตในปี 1991 ขณะอายุ 45 ปี

 

4. Holly Johnson นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 เขาตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ HIV ในปี 1991 และเขาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนในปี 1993

 

จำได้ว่าตอนช่วงนั้นเราก็เศร้าใจมาก ๆ ที่ได้ข่าวว่า Holly Johnson ติดเชื้อ HIV เพราะช่วงนั้นโรคเอดส์มันยังเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ๆ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตหรืออะไร

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง BLUE เราก็เลยหวนรำลึกถึงชีวิตของเราเองในทศวรรษ 1980-1990 ช่วงที่สังคมหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรง และเราก็เลยหวนรำลึกถึง Holly Johnson ด้วย

 

ปรากฏว่า Holly Johnson ซึ่งรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่ปี 1991 ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน และตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว เราดีใจมาก ๆ

   

Monday, June 08, 2026

WAVE IN THE BLUESCREEN

 

เมื่อวานกิน Street Burger หลังจากดู BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) และก่อนดู CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, A+30)

+++

 

WAVE IN THE BLUESCREEN (2026, Nontapat Piboolpongpun นนทพัทธ์ พิบูลพงศ์พันธ์, 28min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด ชอบทั้งตัวเนื้อเรื่องหลักที่มีความ sci-fi horror และตัวประเด็นรอง ๆ หรือประเด็นอื่น ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 เด็กที่เข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้

1.2 เด็กที่หมกมุ่นกับโลกออนไลน์

1.3 ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ที่บางคนไม่ค่อยยอมทำงาน

1.4 การทำเสียงดังรบกวนห้องข้าง ๆ

 

2. เราชอบหนัง horror หรือ thriller ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยพร้อม ๆ กันไปด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ ICT ซึ่งก็คือ FIND MY IPHONE (2016, กฤษติยา สมบูรณ์ Krittiya Somboon) เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีความเป็น thriller เหมือนกัน, เน้นนำเสนอเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นเหมือนกัน และเน้นนำเสนอ “ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ” เหมือนกัน

 

3. คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบคู่กับ I SAW THE TV GLOW (2024, Jane Schoenbrun) ด้วย เพราะทั้งสองเรื่องเหมือนนำเสนอ “โลกในอีกมิติหนึ่ง” ที่อยู่คนละฟากของหน้าจอ (ทีวี/คอมพิวเตอร์) และมิตินั้นก็สามารถดึงดูดหรือส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์ที่จ้องมองมันได้อย่างรุนแรง

+++

 

HOUSE OF MIRRORBALLS (2026, Yanathip Wonglan ญาณาธิป วงค์ลาน, 30min, A+30)

 

1. หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่มีเพื่อนสนิทเป็น drag queen โดยที่ตัวหญิงสาวเองนั้นก็ดูเหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มาก ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า ตัวหญิงสาวอยากจะเป็น drag queen เสียเองด้วยหรือเปล่านะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบจินตนาการต่อไปว่า ถ้าหากในอนาคตมีการสร้างหนังเรื่องไหนที่มีตัวละครหญิงสาวที่อยากจะเป็น drag queen เสียเอง มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เหมือนมันเกิดวงจรย้อนกลับที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด drag queen หลายคนคือกะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง และการแต่งตัวเป็นนางโชว์ของ drag queen ในสหรัฐ ก็เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส”

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนเกิดวงจรที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่า นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้กะเทยอยากเลียนแบบ จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “นางโชว์ drag queen” ขึ้นมา และพอวัฒนธรรมนางโชว์ drag queen กลายเป็นสิ่งที่มั่นคง โด่งดังได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในไทย (ทิฟฟานี, อัลคาซาร์)  มันก็อาจจะมีผู้หญิงจริง ๆ ที่อยากจะเลียนแบบ “กะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง” ตามมาด้วย

 

2. ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน unique มาก ๆ เพราะว่า

 

2.1 หนังส่วนใหญ่อาจจะเลือกเล่าเรื่องของชีวิตกะเทยนางโชว์ไปเลย เพราะมันเป็นชีวิตที่มีสีสัน และน่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เรื่องดราม่า ความผิดหวังในความรัก และหนังส่วนใหญ่จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวแบบนี้ในฐานะ “เพื่อนนางเอก” หรือ “นางรอง” แทน

 

แต่พอหนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครหญิงสาวคนนี้ในฐานะตัวละครหลัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นการเลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันเป็นตัวละครที่ “แอบอยู่ข้างเวที” หรือเป็นตัวละครที่ “ไม่ได้โดนสปอตไลท์บนเวทีส่องโดยตรง”

 

2.2 ชอบที่ตัวละครหญิงสาวคนนี้เหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ unique มาก ๆ

 

คือในช่วง 10-20 ปีก่อนหน้านี้ มันจะมีหนังที่พูดถึง “วงการคอสเพลย์” ซึ่งรวมถึงหญิงสาวหลายคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ โดยที่เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น วงการคอสเพลย์ยังดูเป็น subculture ที่แปลกอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการคอสเพลย์กลายเป็นอะไรที่ “ปกติธรรมดา” ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังไทยเรื่องไหนในยุคปัจจุบันที่นำเสนอหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ ตัวละครหญิงสาวคนนั้นก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่พิสดารมากนัก คือก็อาจจะแปลกกว่า “ตัวละครนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักในสายตาของผู้ชม เพราะเราก็รู้ว่าคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์มีเป็นจำนวนมาก และมีสังคมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

 

แต่ตัวละครหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ หลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกคนนี้ “มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ๆ” มีความ unique มาก ๆ คือเธอไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ หลงใหลกัน เธอไม่ได้มีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนเป็นของตัวเอง

 

เราก็เลยชอบ ความเป็นตัวของตัวเองของนางเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ความเป็นตัวของตัวเอง บางทีมันก็มาพร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นี่แหละ

 

3. ชอบการนำเสนอปัญหา “รองเท้าเล็กเกินไป” มาก ๆ เพราะเรากับเพื่อนๆ เกย์/กะเทย ก็มักจะเจอปัญหา “รองเท้าส้นสูงไซส์เล็กเกินไป” แบบนี้เหมือนกัน 55555

 

อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่ขอจดบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเรามักจะหารองเท้าส้นสูงใส่ไม่ได้ เพราะตีนของพวกเราใหญ่เกินไป เพื่อนเราคนนึง ก็เลย “หล่อรองเท้าส้นตึก” ขึ้นมา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์

 

ตอนนั้นพวกเราก็เลยมี “รองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์” ใส่กัน เอาไว้ใส่เดินในซอย และรองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์นี้ นอกจากใช้ใส่เดินได้แล้ว มันยังใช้แทน “ชอล์ค” ได้ด้วยนะ เพราะพอเราเอารองเท้าส้นปูนนี้ขูดไปตามพื้นถนน มันก็จะเกิดเป็นลายเส้นสีขาวเหมือนชอล์คขึ้นมา พวกเราก็เลยใช้รองเท้าส้นปูนนี้ เขียนด่าคนบนพื้นถนนบ้างในบางครั้ง 55555

 

4. สรุปว่าเป็นหนังที่ unique มาก ๆ ชอบมาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราได้ไปดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2026 ซึ่งในโปรแกรมมันบอกว่า จะมีฉายหนังเรื่อง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN (2024, AJ Dubler, Carmela Murphy, USA, 8min) ด้วย แต่พอเราดูโปรแกรมนี้จริง ๆ มันเหมือนไม่มีหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมกะทันหันเหรอคะ มีใครทราบเหตุผลไหม

 

คือระหว่างที่เราดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 นี้ เราก็วูบหลับไปช่วงนึงนะ ช่วงที่เป็นหนังเรื่อง THE FIRST TIME (2025, Giulia Consentino, Perla Sardella, Italy/Spain, 16min) แต่เราว่าตอนที่เราหลับไป และตอนที่เราตื่นขึ้นมา มันยังคงอยู่ในช่วงที่ฉายหนังเรื่อง THE FIRST TIME นะ เหมือนเราน่าจะหลับไปไม่เกิน 3 นาที เราไม่น่าจะหลับข้ามหนัง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN ที่ยาว 8 นาทีไปเลยตลอดทั้งเรื่อง

 

เราก็เลยคาใจค่า ถ้าใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

Sunday, June 07, 2026

SOFTSHELL

 

SOFTSHELL (2024, Jinho Myung, USA, 87min, A+30)

 

1. ดีใจสุดขีดที่ได้เห็นคุณศศิธร พานิชนกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราได้เห็นคุณ Heen Sasithorn แสดงหนัง (และละครเวที) มานาน 24 ปีแล้ว ตั้งแต่ JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) เรื่อยมา จนมาถึงหนังเรื่องนี้ที่ออกฉายในสหรัฐในปี 2024

 

2. สงสารสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกฆ่าตายในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3. vibe ของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง THE NIGHT DARA DIED (2024, Asamaporn Piriyapokanon, 30min, A+30) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับคนไทยในสหรัฐเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตัวละครในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมีบุคลิกแตกต่างกัน

 

4. Jinho Myung ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ร่วมแสดงในหนังด้วย เห็นเขาแล้วแอบนึกถึง Beam Wong

+++

 

I worship this film พอเราดู MALA NOCHE แล้วก็นึกถึงตัวเองที่แอบ want แรงงานจาก Myanmar

+++

 

THEIR(S) FIRST (2026, Wachirawit Gupgo วชิรวิทย์ กัปโก, queer film, 30min, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. งดงามมาก ๆ สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังอาจจะเป็นความลึกลับของบ้านนายพลหรือบ้านของทหารยศสูงคนนั้น เหมือนบ้านหลังนั้นมันจะมีอะไรบางอย่างลึกลับซ่อนอยู่ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจว่ากิจกรรมที่ทำตอนเย็นคืออะไร และใครคือเงาที่ปรากฏออกมาเพียงแว้บเดียว (เมียนายพลหรือเปล่า หรือเจ้านายของทหารยศสูง)

 

2. ชอบที่หนังเหมือนจะสื่อในทางอ้อมถึงความสัมพันธ์ของ “ทหารรุ่นพ่อ” ที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนหรือมากกว่าเพื่อน เพราะว่าหนังเกย์โดยมากมักจะเป็นเรื่องของตัวละครชายวัย 15-30 ปี หรือตัวละครที่เป็นนักเรียน, นักศึกษา แต่พอหนังเรื่องนี้ข้ามไปถึงคนรุ่นพ่อ และเป็นทหารไทยด้วย มันก็เลยเกิดความ unique ขึ้นมา และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากหนังเกย์เรื่องอื่น ๆ

 

3. จริง ๆ แล้วก็ชอบทุกอย่างในหนัง แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เข้าทางเราในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือว่า เราคิดว่าตัวละครแม่ทำในสิ่งที่เลวร้ายมาก เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเราอยากให้เธอโดนลงโทษอย่างสาสม

 

บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง (2026, Wanlada Pianniyomrat วันลดา เพียรนิยมรัตน์, 20min, A+)

 

1. เหมือนเป็นคู่แฝดของหนังเรื่อง “รีบดูก่อนโดนลบ” (2026, Tannaree Kongmusik) เพราะว่าโครงสร้างทางบทของหนังสองเรื่องนี้มีบางจุดคล้ายกัน ก็คือว่า

 

1.1 มีฉากสยองขวัญ

1.2 มีการเฉลยว่า ความสยองขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เป็นสิ่งที่คนทำขึ้นมา ไม่ได้เป็นภัยคุกคามจริง ๆ

1.3 แล้วก็มีภัยคุกคามจริง ๆ ปรากฏขึ้นมา ในรูปแบบของฆาตกรหรือผี

 

2. แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ค่อยอินกับหนัง comedy เพราะฉะนั้นพอ “บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง” เน้นไปที่อารมณ์ comedy เป็นหลัก หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเรา แต่เราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในทางของตัวเองนะ วัดได้จากเสียงหัวเราะของผู้ชมจำนวนมากตอนหนังฉาย

 

DANGEROUS CITY เชียง(อันต)ราย (2026, Minkwan Thipthong มิ่งขวัญ ทิพย์ทอง, documentary, 30min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พูดถึงทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำ คืออากาศก็เป็นพิษ, น้ำก็เป็นพิษ วิกฤติมันรุนแรงจริง ๆ

 

2. ชอบความ poetic ของหนังสารคดีเรื่องนี้ด้วย แต่คิดว่าจุดนี้มันอาจจะยังไปไม่สุดนะ หรืออาจจะยังทรงพลังไม่ถึง 100% ยังได้แค่ 75%

 

3. จริง ๆ แล้วอยากให้หนัง “ให้ข้อมูล” มากกว่านี้หน่อยก็ดีนะ เพราะเราชอบข้อมูลที่ขึ้นมาตอนท้ายเรื่องมาก ๆ จนอยากให้หนังใส่ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

 

4.เราว่าหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามที่ดีมาก ๆ นะ ในการสร้างหนังแนว poetic documentary ขึ้นมาในไทย คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เน้นให้ข้อมูลอย่างเดียว สัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างเดียว มันก็จะเป็นหนังสารคดีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบ informative เรื่องนึง และอาจจะไม่มีความโดดเด่นมากนัก เพราะก็อาจจะมีหนังสารคดีอีกหลายเรื่องที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน

 

หนังเรื่องนี้ก็เลยเล่นท่ายากกว่าหนังสารคดีเรื่องอื่น ๆ ด้วยการใส่ซีนแบบ poetic ที่ไม่ได้เน้นการให้ข้อมูลเข้ามาด้วย ซึ่งเราก็ชอบตรงจุดนี้มาก ๆ แต่มันก็เป็นท่าที่ยากมาก ๆ และยากกว่าการสร้างหนัง poetic, experimental แบบเพียว ๆ เสียอีก เพราะมันเหมือนหาจุดลงตัวที่ยากมาก  ๆ ระหว่างการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม กับการสร้างอารมณ์ poetic ในหนัง

 

คือเรารู้สึกว่า การสร้างหนังสารคดีสิ่งแวดล้อมแบบตรงไปตรงมา อาจจะเป็นความยากระดับหนึ่ง

การสร้างหนัง poetic ให้ออกมาทรงพลัง อาจจะเป็นความยากระดับสอง

การสร้างหนัง poetic ecological documentary อาจจะเป็นความยากระดับสาม คือยากยิ่งกว่าสองขั้นแรกเสียอีก

 

และเราก็เลยรู้สึกว่า เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่เรารู้สึกว่าความเป็นสารคดีสิ่งแวดล้อมกับความเป็น poetic ของหนังเรื่องนี้ อาจจะยังผสมกันไม่ลงตัวแบบ 100% ยังได้แค่ราว 75-80% เหมือนมันยังพัฒนาให้ทรงพลังได้มากกว่านี้อีก

 

หรือบางทีสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการ อาจจะเป็นทุนทรัพย์ + เวลา เพื่อจะได้สร้างหนังที่ยาวกว่านี้ได้ เพราะหนัง poetic ecological ที่ค่อนข้างลงตัว อย่างเช่น สายน้ำติดเชื้อ BY THE RIVER (2013, Nontawat Numbenchapol) และ SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig) ก็เป็นหนังยาว และความยาวของมันก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รับทั้งข้อมูลและดื่มด่ำไปกับความ poetic ของหนังได้อย่างเต็มที่

 

ก็เลยสรุปว่าชอบ DANGEROUS CITY มาก ๆ นะ เป็นหนังที่มี potential มาก ๆ และถ้าหากมันเป็นหนังยาว มันอาจจะเปล่งศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ได้

Tuesday, June 02, 2026

DREAM HORSE DOUBLE BILL

 

เพิ่งได้ดู PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston, USA, documentary, second viewing, A+30) เป็นรอบที่สอง หลังจากที่เคยดูรอบแรกไปแล้วในเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในปี 1998

 

พอได้ดูรอบนี้แล้วก็ประทับใจฉากนี้มาก ๆ เป็นฉากที่สัมภาษณ์กะเทยนางหนึ่งในนครนิวยอร์คในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วเราก็พบว่า กะเทยนางนี้ติดรูปโฆษณา REVLON สองรูปไว้ที่ผนังห้อง รูปหนึ่งแสดงให้เห็นนางแบบ 4 คน Kersti Bowser, Christy Turlington, Cindy Crawford, and Paulina Porizkova  ส่วนอีกรูปแสดงให้เห็นภาพนางแบบอีก 4 คน Tatjana Patitz, Iman, Talisa Soto และ Jerry Hall

 

เราประทับใจฉากนี้มาก ๆ เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1980 สมัยที่เราเรียนมัธยม เรากับกลุ่มเพื่อนๆ เกย์กะเทย ก็คลั่งไคล้โฆษณา REVLON พวกนี้อย่างรุนแรงเหมือนกัน โดยเฉพาะสองรูปนี้ที่พวกเราชอบมาก ๆ

 

จำได้ว่าตอนนั้นเราจองเป็น Talisa Soto

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูฉากนี้ใน PARIS IS BURNING เราก็เลยชอบสุดขีด นึกไม่ถึงว่ากะเทยในนิวยอร์คกับกะเทยในกรุงเทพจะใจตรงกันมากขนาดนี้ 55555

+++

พอเห็นชื่อวง Dreams Come True เราก็นึกถึงสถานีวิทยุ 88FM และดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ ที่แนะนำให้ผู้ฟังได้รู้จักกับวงดนตรีวงนี้ จำได้ว่าตอนนั้นวงนี้มีออกเทปลิขสิทธิ์ในไทยด้วย น่าจะเป็นของ CBS นะ ถ้าจำไม่ผิด

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

DREAM OF THE WILD HORSES (1960, Denys Colomb de Daunant, France, documentary)

+ 3 DREAMS OF HORSES (2018, Mike Hoolboom, Canada, 6min)

 

สองหนังทดลองเกี่ยวกับม้าที่งดงามมาก ๆ

 

DREAM OF THE WILD HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทดลองในกรุงเทพในปี 1999 และตอนนี้ก็สามารถหาดูได้ในยูทูบ เป็นหนังที่ไม่มีเนื้อเรื่อง แต่มันเป็นการร้อยเรียงฉากต่าง ๆ เกี่ยวกับม้าเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

 

ส่วน 3 DREAMS OF HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit in Bangkok

 

DREAM OF THE WILD HORSES

https://youtu.be/6MRjGhEOtO8?si=zxQB12cfVcX7zofT

+++

 

Monday, June 01, 2026

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

ใน end credits ของ TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีการขึ้นขอบคุณชื่อผู้กำกับหนังอินดี้อเมริกันยุคนั้นที่เราชื่นชอบสุดขีด 4 คนด้วย ซึ่งได้แก่

 

1. Allison Anders

 

2. Todd Haynes

 

3. Jon Moritsugu

 

4. Christopher Munch

 

และเราก็สงสัยมาก ๆ ว่า Rick Linklater นี่คือ Richard Linklater หรือเปล่า

 

ในหนังเรื่อง TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีหนังสือ WHAT IS CINEMA? (1967) ของ André Bazin ด้วย

+++

 

THE LEGEND HUNTERS (2025, Li Yifan, Simon West, China, F)

+++

 

พอเห็นคุณ Warut เขียนถึงหนังเรื่อง YOU BECOME A STAR TOO (1975, Lee Jang-ho, South Korea) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก THE EXORCIST (1973, William Friedkin) เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายไหมว่า เพราะเหตุใดเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก ๆ คือถ้าหากเราวัดจากความรู้สึกของเราเองจากหนังต่าง ๆ ที่เราได้ดู เราก็รู้สึกว่า ถ้าหากไม่นับหนังไทยแล้ว เราก็ได้ดูหนังแนว exorcist จากสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับหนึ่ง และก็ได้ดูจากเกาหลีใต้มากเป็นอันดับสอง ส่วนอินโดนีเซียครองอันดับสาม แต่อินโดนีเซียเป็น exorcist แบบมุสลิม

 

เราก็เลยงงว่า ทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก มากกว่าอิตาลี, ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และลาตินอเมริกาเสียอีก ทั้ง ๆ ที่เกาหลีใต้มีคนนับถือคริสต์เพียงแค่ 31% ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและลาตินอเมริกามีคนนับถือคริสต์เยอะมาก แต่เหมือนเราไม่ค่อยได้ดูหนังแนว exorcist จากประเทศเหล่านี้มากเท่าเกาหลีใต้

 

ฟิลิปปินส์ก็มีประชากรนับถือคริสต์ราว 92% แต่เราก็แทบไม่ได้ดูหนังแนว exorcist จากฟิลิปปินส์

 

เหมือนจริง ๆ แล้วไทยกับญี่ปุ่นทำหนัง supernatural horror ได้ดีกว่าเกาหลีใต้นะ แต่หนังสยองขวัญของไทยกับญี่ปุ่นมันเหมือนมี “ผีท้องถิ่น”, “ตำนานท้องถิ่น” ให้เล่าได้เยอะแยะมากมายหรือเปล่า หนังสยองขวัญของสองชาตินี้ก็เลยไม่ต้องไปพึ่ง “ปีศาจคริสต์” แบบหนังเกาหลีใต้

 

เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทาง “สังคม”, ทาง “ประวัติศาสตร์”, ทาง “เศรษฐกิจ” หรือคำอธิบายทาง “วงการภาพยนตร์” หรือเปล่า ว่าทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะ โดยน่าจะเยอะเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ และทำไมยุโรปกับลาตินอเมริกาถึงผลิตหนังแนวนี้น้อยกว่าเกาหลีใต้

 

ภาพจาก THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan, South Korea)

+++

 

ประทับใจมากที่ภาพยนตร์เรื่อง รื่นโรย RUEN-ROEY: WHISPERS IN THE FOREST (2025, Nunthachai Phupoget, 14min, A+30) เคยได้รับเลือกให้เข้าชิงรางวัลดุ๊ก (ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้น แล้วต่อมาก็ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ CCCL เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และตอนนี้ก็ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF สำหรับ queer films เพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น “ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับหญิงข้ามเพศที่เก็บของป่า” ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยเป็นทั้งหนังสารคดีที่ดีมาก, หนังที่ดีมากเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และหนังที่ดีมากเกี่ยวกับ queer

+++

 

วันเกิดของ Rainer Werner Fassbinder ปีนี้ตรงกับ

 

1. วันวิสาขบูชา

2. วัน blue moon หรือวันเพ็ญวันที่สองของเดือน (เพราะวันที่ 1 พ.ค.ก็เป็นวันเพ็ญเหมือนกัน) ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก

3. วัน micro moon หรือวันที่พระจันทร์วันเพ็ญอยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดในรอบหนึ่งปี

 

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากสุดขีด ที่ 4 อย่างนี้เกิดขึ้นตรงกันในวันเดียวกัน

+++

 

เหมือนระยะหลัง ๆ เราไม่ค่อยได้ดูหนัง courtroom drama จากฮอลลีวู้ดมากเท่ากับในทศวรรษ 1980-1990 ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่กลายเป็นว่าเราได้ดูหนังแนวนี้จากฮ่องกงและอินเดียแทน ไม่รู้ว่ามันมีคำอธิบายอะไรหรือเปล่าที่ทำให้สองประเทศนี้หันมาผลิตหนังแนวนี้ อย่างเช่น A GUILTY CONSCIENCE (2026, Ng Wai-lun, Hong Kong), JOLLY LLB (2013, Subhash Kapoor), PINK (2016, Aniruddha Roy Chawdhury), SECTION 375 (2019, Ajay Bahl), THAPPAD (2020, Anubhav Sinha), CHHAPAAK (2020, Meghna Gulzar)

+++

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

พิศวงมาก ในหนังเรื่องนี้ตัวผู้กำกับแต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องผู้ชาย 4 คน (ซึ่งรวมถึงสามีของเธอ) เสียชีวิตขณะปีนเขาหิมาลัย แล้วหนังก็ตัดไปเป็นการถ่ายหน้าต่างที่เผยอแย้ม พร้อมเสียงเพลงประกอบเป็นเวลานาน แล้วหนังก็ถ่ายมือของตัวละคร ขณะเล่าเรื่องอาหารกลางวันที่นักการเมืองกลุ่มหนึ่งของพรรคเดโมแครตชอบกินกันในฤดูใบไม้ร่วง (ถ้าหากเราฟังไม่ผิดนะ) แล้วหลังจากนั้นตัวละครสองคนก็ใช้เวลานานในการโพสท่าถ่ายรูป

 

เราไม่เคยดูหนังของ Colin Campbell มาก่อน พอดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วก็รู้สึกว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องใส่ไว้ในลิสท์ LIMITLESS CINEMA ของเราในทันที

 

https://www.e-flux.com/film/6736228/the-woman-from-malibu

 

THE TEMPERATURE IN LIMA (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 10min, A+30)

 

1. หนังเรื่องนี้เป็นภาคสอง ต่อจาก THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, Canada, 13min, A+30)

 

2. ช่วงแรกของหนัง เป็นตัวละครที่ดูเหมือนผู้ชายที่มีขนหน้าอก เล่าเรื่องที่ตัวเองจะไปซื้ออาหารกิน แต่พอไปถึงร้านอาหาร เขากลับไม่กล้าลงจากรถยนต์ เพราะเขาหวาดกลัวที่จะถูกคนเรียกว่า “Sir” อีกครั้ง

 

3. ช่วงที่สองของหนัง เป็นเสียงตัวละครคนนึง ตั้งคำถามว่าพวกผิดเพศสมควรมีสิทธิสอนหนังสือในโรงเรียนหรือไม่

 

3. ช่วงที่สามเป็นเนื้อหาต่อจากภาคแรก Colin Campbell แต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องที่เธอโทรศัพท์ไปชวนเพื่อนคนนึง เพื่อออกไปดูหนังเรื่อง A STAR IS BORN (1976, Frank Pierson)

 

4. แล้วเธอก็เล่าว่า หลังจากสามีของเธอตายที่เทือกเขาหิมาลัย เหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นข่าวดัง แล้วก็มีผู้ชายคนนึงชอบโทรศัพท์มาชวนเธอไปมีเซ็กส์ เพราะเขามองว่าเธอคงต้องการเซ็กส์เป็นอย่างมาก

 

https://www.e-flux.com/film/6736229/the-temperature-in-lima

 

พอเห็นข่าวเรื่องฝูงหนูจำนวนมากออกอาละวาดเพราะน้ำท่วมสีลม เราก็เลยนึกถึงเหตุการณ์นี้ ที่เราเจอ "แมวกลัวหนู" ตอนเราไปดูงาน video installation แถว ๆ สุรวงศ์

https://web.facebook.com/reel/330975076507105

Saturday, May 30, 2026

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE

ขอเพิ่มชื่อคุณ Naween Noppakun กับ Tritos Termarbsri เข้าไปในรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นนักดนตรีด้วย

 

จริง ๆ แล้วเหมือนเพื่อนเราเคยตั้งข้อสังเกตด้วยนะ ว่าหนังไทยที่เป็น lyrical ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมี “ลักษณะการตัดต่อ” ที่อาจจะแตกต่างจากหนังไทยยุคก่อน ๆ ด้วย แต่เราไม่ถนัดและไม่มีความรู้เรื่องการตัดต่อ เราก็เลยวิเคราะห์เองไม่ได้ว่า หนังไทยยุคเก่ากับหนังไทยกลุ่ม lyrical มันมีลักษณะการตัดต่อแตกต่างกันอย่างไร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243870415919166&set=a.10223045281543822

 

++++

 

THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, second viewing, 19min, A+30)

 

+++

 

INSECT ALLEGORIES OF HIMMAPAN กีฏอุปมาในป่าหิมพานต์ (2026, Rutchanan Yodpanya, animation, A+30)

 

ชอบมากที่มีการสร้างสัตว์ในจินตนาการขึ้นมา โดยสมมุติว่าเป็นแมลงในป่าหิมพานต์

 

ดูในนิทรรศการ COMING OF AGE: PSG78 ART THESIS EXBITION at BACC

https://canva.link/usc2vlm7tamfojj

 

PERSONA PROJECTION ภาพฉายแห่งตัวตน (2026, Sutawan Panasantisuk, mixed media installation with video)

 

มีการฉาย animation ทาบทับลงไปบนตัว installation ในงานนี้ด้วย

 

GROWTH IN THE TRANSITION PERIOD การเปลี่ยนแปลงในวัยเปลี่ยนผ่าน (2026, Ponlakrit Kanjanarajit, animation, A+30)

 

เนื้อหาของ animation เรื่องนี้อาจจะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่เราก็ชอบสุดขีดอยู่ดี เพราะดูแล้วนึกว่ามันคือเรื่องของตัวเราเอง เรื่องของเด็กหญิงที่มีเพื่อนในจินตนาการเป็นแมวกับกระต่าย แต่พอเธอโตขึ้น เธอก็เหมือนต้องทิ้งเพื่อนในจินตนาการไป ใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่อยู่ในโลกที่ไร้สีสัน ในที่สุดเพื่อน ๆ ในจินตนาการของเธอก็เลยกลับมาช่วยเติมเต็มความสุขให้เธออีกครั้ง

 

มันก็คล้าย ๆ กับชีวิตของเรากับลูกหมีนั่นแหละ 55555

 

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE จากวันธรรมดาสู่นิทานจิตรกรรม (2026, Chonlathon Artmuang, animation, 21min, A+30)

 

1. กราบตีน ยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI ANIMATIONS OF ALL TIME ไปเลย

 

2. หนังเรื่องนี้เป็น stop motion ที่แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 6 chapters และมีลักษณะบางช่วงคล้ายการทำ graffiti ให้ออกมาเป็น animation

 

3. ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้เนรมิต “ซากบ้านร้าง” ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการระเบิดจินตนาการออกมา เพราะเราเองก็ชอบมองซากบ้านร้างแบบนี้เหมือนกัน

 

4. ชอบที่เนื้อเรื่องในแต่ละ chapter เหมือนต่อเนื่องกัน ตัวละครใน chapter นึงจะไปโผล่ใน chapter อื่น ๆ ด้วย

 

ถ้าจำไม่ผิด chapter แรก คือ “บ้านไร้คน”

Chapter ที่สอง คือ BIBIB เล่าเรื่องของก้อนอิฐสองก้อนที่มีชีวิต ทั้งสองก้อนออกจากบ้านร้างไปผจญภัย

 

Chapter ที่สามคือ THE BRUSH เล่าเรื่องของแปรงขัดพื้นที่มีชีวิต

 

Chapter ที่สี่คือ THE BRUSH 2

ไม่แน่ใจว่า มันคือ chapter นี้หรือเปล่าที่ตัวละคร The Brush ที่ซี่แปรงร่วงเกือบหมดแล้ว ได้มาเจอกับก้อนอิฐ และทั้งสองออกไปท่องเที่ยวด้วยกัน

 

Chapter ที่ห้า เราจำชื่อตอนไม่ได้ แต่เหมือนมีตัวละครที่คล้าย ๆ ผู้ร้าย และมีถุงขยะสีดำออกอาละวาด

 

Chapter ที่หก คือ “เป็นบ้าน” มีตัวละครก้อนอุจจาระที่มีชีวิตด้วย

 

5. ดูแล้วนึกถึง MUTO (2008, Blu, Argentina, animation, 8min) และ AN URBAN ALLEGORY (2024, JR, Alice Rohrwacher, France) เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้สร้างตัวละครจาก “รูปวาดบนกำแพง” และเหมือนให้ตัวละครเหล่านี้เคลื่อนไหวกระโดดจากกำแพงนึงไปอีกกำแพงนึง อะไรแบบนั้น

 

HOLLOW โพรงไม้ (2026, Akkarawin Krairiksh, video installation)

 

ชอบสุดขีด งดงามมาก ๆ งาน HOLLOW นี้ประกอบด้วยวิดีโอสองชิ้น ซึ่งก็คือ

 

1. SWAY วิดีโอต้นไม้เต้นระบำ (6min)

2. INSECT AND URGE วิดีโอการโต้ตอบของแมลงและสัตว์ (5.45min)

 

โดย HOLLOW นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ WIND, SUNLIGHT, THE MEMORY GARDEN (2026, Akkarawin Krairiksh) ในนิทรรศการ OFF THE RADAR, WE RISE at BACC

 

UNSEEN (2026, Anurak Khotchomphu, mixed media installation with video)

 

ชอบสุดขีด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ผลงานศิลปะนี้มีการฉายวิดีโอทาบทับลงไปบนตัว installation แล้วมันออกมาดูงดงามมาก ๆ ขลังมาก ๆ

 

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Eva Marie Saint นางเอกของ ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, A+30) และ NORTH BY NORTHWEST (1959, Alfred Hitchcock, A+30) ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยตอนนี้เธอมีอายุ 101 ปี (เธอเกิดวันที่ 4 ก.ค. 1924) และกำลังจะมีอายุครบ 102 ปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

อยากดูหนังอีกหลายเรื่องของ Eva Marie Saint มาก ๆ โดยเฉพาะ A HATFUL OF RAIN (1957, Fred Zinnemann), ALL FALL DOWN (1962, John Frankenheimer), THE SANDPIPER (1965, Vincente Minnelli), LOVING (1970, Irvin Kirshner), DON’T COME KNOCKING (2005, Wim Wenders)

+++

 

เนื่องจาก BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min) กำลังจะได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยนึกถึงบทความ LETTER TO AN ANGEL ที่ Tilda Swinton เขียนเพื่อรำลึกถึง Derek Jarman ในปี 2002 บทความนี้สามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ The Guardian นะ

 

บทความนี้มี quote ที่เราประทับใจหลายอันมาก ๆ อย่างเช่น

 

They talk about the British film industry a lot these days. You remember that renaissance they all got moist about in the 1980s after Chariots of Fire won four Oscars - "The British are coming"? And then that thing with Henry V? Well, the renaissances are rolling themselves out pretty much yearly now, as director after director makes his or her first film and then graduates to making commercials.

 

It felt as if industrial films on these islands in those 1980s were made by people who could not quite get into television. 

 

I had run away to join a different circus myself: Planet Jarmania. You were the first person I met who could gossip about St Thomas Aquinas and hold a steady camera at the same time.

 

We sneaked under the fence, looked for - and found - our fellow travellers elsewhere. Here's the thought: slice the world longways, along its lines of sensibility, and not straight up and down, through its geographical markers, and company will be yours, young film-maker. Treason? To what?

 

The dead hand of good taste has commenced its last great attempt to buy up every soul on the planet, and from where I'm sitting, it's going great guns. Art is now indivisible from the idea of culture, culture from heritage, heritage from tourism, tourism from what I saw emblazoned recently on the window of an American chain store in Glasgow - "the art of leisure". 

 

 

Do these people not watch old movies? It's the spirited that hold the hands in the long run, it always was - the low-key for the long term, the irreverent, the cheats, the undaunted and inspired rule-breakers, not the goody-goody industrial types with their bedside manners and managerial know-how.

 

It is all done with smoke and mirrors, and it always will be. Not with memos and steering groups. Not with statistical evidence or test screenings. Don't they know the basic laws of being in an audience? That we say we want to know more about the villain, but we don't really; that we say we like happy endings, but our souls droop without the bittersweet touch of something we might recognise, as we bend from our fascinating and complex mortal world into the virtual dark and back again. That we say we want famous faces we can recognise, but there's one thing that a face that we identify as an actor's first and foremost cannot do for us that the face we might see as that of a person can do. It is human beings that are of use to us in the figurative cinema. Human shapes and gauchenesses and human passions. Not drama and perfect timing and a well-tuned charisma round every bend.

 

I have always wholeheartedly treasured in your work the whiff of the school play. It tickles me still and I miss it terribly. The antidote it offers to the mirror ball of the marketable - the artful without the art, the meaningful devoid of meaning - is meat and drink to so many of us looking for that dodgy wig, that moment of awkward zing, that loose corner where we might prise up the carpet and uncover the rich slates of something we might recognise as spirit underneath. Something raw and dusty and inarticulate, for heaven's sake. This is what Pasolini knew. What Rossellini knew. This is also what Ken Loach knows. What Andrew Kotting knows. What Powell and Pressburger, what William Blake knew. And, for that matter, what Caravaggio knew, painting prostitutes as Madonnas and rent boys as saints. No, Madonnas as prostitutes and saints as rent boys - there's the rub.

 

The challenges facing a film culture today? The possibility of film-makers losing the use of their own spirits. The paralysis of isolated, original voices. The existence of the student loan in the place of the student grant. The rarity of distributors with kamikaze vision. Too many conference tables. Too few cinemas. Too little patience. Pomp and circumstance. The concept of the "successful" product. The idea that there is not enough to go around. The eye to the main chance. The substitution of codependence for independence. The idea that it has to cost millions of pounds to make a feature film.

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของ The Guardian นะ

 

LETTER TO AN ANGEL

https://www.theguardian.com/film/2002/aug/17/books.featuresreviews

+++

 

THE LIVING END (1992, Gregg Araki, USA, queer film, A+30)

 

ชอบที่ THE LIVING END มันบรรจุความโกรธแค้นต่อพวกเกลียดเกย์เอาไว้ได้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

สรุปว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิ.ย. 2026 มี

 

1. งาน video installation ของ Kongdej Jaturanrasmee ในงาน Hotel Art Fair

 

2. เทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

3. เทศกาลภาพยนตร์จีน ภาพแห่งเทียนถาน มีฉายหนัง THE SHADOWLESS TOWER (2026, Zhang Lu, China, 144min) ด้วย

 

4. มีฉายหนัง FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

5. เทศกาลหนัง TILFF สำหรับ queer films มีฉายหนัง BLUE (1993, Derek Jarman, UK)

 

ส่วนสัปดาห์ต่อ ๆ ไปในเดือนมิ.ย. มี

 

6. CCCL FILM FESTIVAL มีฉายหนัง SILENT FRIEND ที่นำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย

 

7. ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland)

At Thai Film Archive

 

8. EU FILM FESTIVAL

 

9. งานฉายหนัง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, 83min)

At Buffalo Bridge Gallery

 

10. MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda, Japan, 110min)

 

11. the 2nd Bangkok LGBTIQ+ Film Festival 26 June-5 July ที่จัดโดย Baturu

+++

 


Saturday, May 16, 2026

RIP VALIE EXPORT

SONGS BEGIN WITH LETTER A

 

1. ANATA WO AISHITAI (1988) – Yoko Minamino

2. AKI NO INDICATION (1987) – Yoko Minamino

3. AKI KARA MO, SOBA NI ITE (1988) – Yoko Minamino

4. APPROACH (1986) – Yoko Minamino

5. ANOTHER SLEEPLESS NIGHT (1990) – Shawn Christopher

6. ABC (1987) – Shonentai

7. ABSOLUTELY FABULOUS (1994) – Pet Shop Boys

8. ALL AT ONCE (1985) – Whitney Houston

9. ALL AROUND THE WORLD (1989) – Lisa Stansfield

10. ALL OF ME (BOY OH BOY) (1988) – Sabrina

+++

 

เห็นว่าใกล้จะมีฟุตบอลโลก เราก็เลยนึกถึงเพลงประจำฟุตบอลโลกเพลงนี้ TOUCHED BY THE HAND OF CICCIOLINA (1990) – Pop Will Eat Itself

https://youtu.be/LNWu7Ejm_TM?si=3yerzanYO9QddsMw

++++

รุนแรงมาก ๆ เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึง Wallis Simpson ซึ่งก็คือ THE WOMAN HE LOVED (1988, Charles Jarrott) กับ W.E. (2011, Madonna) แต่ทั้งสองเรื่องนี้ก็เหมือนเน้นแค่การเชิดชูความรักต่างฐานันดรของนางเอก และก็เลยไม่ได้พูดถึงชีวิตบั้นปลายของ Wallis ที่ตกเป็นเหยื่อของทนายสาวเจ้าเล่ห์

+++

 

ฉันรักเขา Benyu Zhang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

 

รูปมาจาก PEGASUS (2019) ภาคแรกนะ เพราะว่าในภาค 3 Benyu Zhang ไม่ยอมถอดเสื้อเลย 55555

++++

เพิ่งสังเกตว่า หนังฮ่องกงเรื่อง MEN FROM THE GUTTER (1983, Lam Ngai Choi) เข้าฉายแบบเสียงภาษาจีน 4 โรง และเสียงพากย์ไทยแค่โรงเดียว คือโรงจักรวาล (มันตั้งอยู่ที่ไหนนะ)

 

+++

 

ฉันรักเขา Fan Chengcheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Hu Xianxu from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Johnny Huang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Zhang Xincheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

+++

 

งดงามที่สุด พออ่านจบแล้วเมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปดู instagram ของ Jiab Prachakul แล้วก็พบว่าคุณเจี๊ยบ ประชากุล เคยจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์ที่เธอชื่นชอบ 3 เรื่องให้ Austin Film Society ด้วย โดยภาพยนตร์ 3 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. Floating Weeds (1959) by Yasujiro Ozu
2. A Summer's Tale (1996) by Eric Rohmer
3. Uncle Boonmee Who Can Recalled His Past Lives (2010) by Apichatpong Weerasethakul

https://web.facebook.com/sarunyoo.threesukon/posts/pfbid0QLDzERrnNXSSzK4vbVKA6JhDXJv3HUCTcsAbSH2rzFPpKncHjTrdyJ44C6Rs81R9l

 

https://www.instagram.com/p/DFsvoueNoTz/?img_index=1

 

แนท วาสนา

https://web.facebook.com/1990songshit/posts/pfbid0LcRdoxW7uuiHp2nBY8rNCuB7NGwt9ioiNL5xdDyT6Ewky58qc3qUbFk3gE8dNr9ml

 

BP PORTRAIT AWARD 2020

https://www.npg.org.uk/whatson/exhibitions/2020/bp-portrait-award-2020/exhibition/

+++

 

เพิ่งเห็นว่า เว็บไซต์ GOETHE ON DEMAND มีหนังเรื่อง DARK BLUE GIRL (2017, Mascha Schilinski, Germany, 103min) ให้ดูด้วย กรี๊ดดด ดีใจมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) อย่างสุดขีด เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Mascha Schilinski มาก ๆ

https://goethe-on-demand.de/

++++

 

บันทึกว่า ตอนนี้เราจอประสาทตาฉีกขาดอีกแล้ว เป็นจุดที่ 5

 

คือเมื่อ 4-5 วันก่อน เราเริ่มเห็นจุดสีดำลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นอาการที่เราก็เจอบ้างเป็นครั้งคราว เราก็เลยไม่กังวลอะไร แต่พอผ่านไป 4 วัน มันก็ยังไม่หายไป เราก็เลยตัดสินใจไปหาหมอในวันพุธที่ 13 พ.ค.

 

ปรากฏว่าหมอตรวจพบว่า วุ้นลูกตาเสื่อมของเรามันไปดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาฉีกขาด (retinal breaks without detachment) หมอก็เลยรักษาเราด้วยการยิงเลเซอร์ ค่ารักษาอยู่ที่ 18457 บาท เสร็จแล้วก็ห้ามออกกำลังกายเป็นเวลานาน 1 เดือน

 

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยเป็นจอประสาทตาฉีกขาดมาแล้ว 4 ครั้งในปี 2019 โดยครั้งก่อนหน้านี้คือวันที่ 10 ก.ย. 2019 หรือเมื่อราว 7 ปีก่อน

 

เราก็เลยเซ็ง เพราะโรคที่เรานึกว่าเราหายขาดไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนี้เรากลับมาเป็นอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่จอประสาทตาของเรายังไม่ได้หลุดลอก และโรค พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” ของเราก็ยังคงที่ ไม่ได้เลวร้ายลงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด

 

แต่เราก็คิดว่า มันคงเป็นผลกรรมจากที่เราเคยแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กนั่นแหละ แสดงว่าเรายังใช้กรรมไม่หมด ก็คงต้องทยอยใช้กรรมที่เราเคยทำไว้ในตอนเด็กกันต่อไป

++++

 

วันนี้ไปเดิน Kinokuniya สาขา Central World เจอหนังสือ LOACH ON LOACH เราเลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน เพราะเราเคยดูหนังของ Ken Loach ไปแล้ว 8 เรื่อง และก็ชอบหนังของเขาอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ แต่เราเข้าใจว่ามี Chapter นึงของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ Ken Loach พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างเต็ม ๆ โดยเน้นไปที่สมาชิกคนสำคัญของพรรคแรงงานอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง Keir Starmer นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า Loach เคยกำกับหนังสารคดีเรื่อง THE SPIRIT OF ’45 (2013, 94min) ที่พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างตรง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ มันก็เลยกลายเป็นการสัมภาษณ์ความเห็นของเขาที่มีต่อการเมืองอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไปด้วยโดยปริยาย

 

เข้าใจว่า สำนักพิมพ์ Faber ออกหนังสือชุดผู้กำกับภาพยนตร์นี้มาแล้ว 24 เล่ม แต่เราซื้อเก็บไว้แค่ 2 เล่ม คือ MALLE ON MALLE กับ LOACH ON LOACH

 

ส่วนที่ร้าน Kinokuniya Central World เราเห็นมีหนังสือ CRONENBERG ON CRONENBERG กับ TRIER ON VON TRIER วางขายอยู่ด้วยนะ แล้วก็มีหนังสือที่น่าสนใจเล่มอื่น ๆ วางขายอีกมากมายหลายเล่ม อย่างเช่น JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE ของ Rachel Elizabeth Barraclough, IN THE MOOD FOR TEXTURE: THE REVIVAL OF BANGKOK AS A CHINESE CITY ของ Anika Fuhrmann, หนังสือของ A24 จำนวนมากมายหลายเล่ม, หนังสือเกี่ยวกับ Tilda Swinton เล่มละ 2000 กว่าบาท และหนังสือเกี่ยวกับหนังเรื่อง WHEN A WOMAN ASCENDS THE STAIRS (1960, Mikio Naruse) เล่มละ 700 กว่าบาท

 

JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE

https://www.bloomsbury.com/uk/japanese-horror-cinema-and-deleuze-9781501375026/

 

+++

 

RIP VALIE EXPORT (1940-2026)

 

Valie Export เป็นเจ้าแม่หนังทดลองแห่งออสเตรีย เราเคยดูภาพยนตร์ของเธอแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, Austria, A+30) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

และเราก็เคยดูวิดีโอเรื่อง WOMEN (VALIE) (2022, Karin Fisslthaler, Austria, video installation, 7min, A+30) ที่เป็นการ tribute ให้ Valie Export ด้วย

 

ชื่อ Valie Export ของเธอนั้น ไม่ใช่ชื่อที่เธอได้มาแต่กำเนิด เพราะเธอเปลี่ยนชื่อของตัวเองจาก Waltraud Hollinger  มาเป็น Valie Export ในปี 1967 เพราะเธอไม่ต้องการใช้ทั้งนามสกุลของบิดาและของสามีของเธอ โดยเธอเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า

 

"I did not want to have the name of my father [Lehner] any longer, nor that of my former husband Hollinger. My idea was to export from my 'outside' (heraus) and also export, from that port. The cigarette package was from a design and style that I could use, but it was not the inspiration."

 

ในปี 1968 Valie Export เคยทำการแสดงครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า ACTION PANTS: GENITAL PANIC ด้วยการเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่มิวนิคโดยใส่กางเกงไร้เป้า เพื่อโชว์อวัยวะเพศหญิงของเธอ แล้วเธอก็เดินไปรอบ ๆ ผู้คนในโรงภาพยนตร์โดยให้อวัยวะเพศหญิงของเธออยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผู้ชม

 

Export entered an art cinema in Munich, wearing crotchless pants, and walked around the audience with her exposed genitalia at face level. It aimed toward provoking thought about the passive role of women in cinema and confrontation of the private nature of sexuality with the public venues of her performances. In an interview in Ocula Magazine, the artist stated that: "The fear of the vulva is present in mythology, where it is depicted devouring man. I don't know if this fear has changed.”

 

งานวิดีโออันหนึ่งของเธอคือ FACING A FAMILY (1971) ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในวันที่ 2 ก.พ. 1971 โดยวิดีโอนี้แสดงภาพของครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียที่กำลังรับประทานอาหารเย็นและดูโทรทัศน์ไปด้วย และนั่นก็เท่ากับว่า รายการโทรทัศน์นี้กำลัง “ยื่นกระจก” ให้แก่ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียอีกหลายครอบครัวที่กำลังรับชมรายการโทรทัศน์นี้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียหลายครอบครัวได้ดูรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียครอบครัวหนึ่งกำลังดูโทรทัศน์อยู่ นอกจากนี้ งานวิดีโอนี้ก็เป็นการส่องสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง  subject, spectator, and television ด้วย

 

ในภาพยนตร์เรื่อง REMOTE (1973) นั้น Valie Export ใช้มีดขุดหนังกำพร้าของเธอเป็นเวลานาน 12 นาที เพื่อสะท้อนว่าเรือนร่างของผู้หญิงได้รับความเสียหายมากเพียงใดจากการทำตามมาตรฐานความงามของสังคม

 

Valie Export พยายามต่อต้านแรงกดดันทางสังคมในยุคนั้นที่พยายามกระตุ้นให้ผู้หญิงกลายเป็น “แม่” และ “เมีย” ด้วย โดยเธอเคยกล่าวในหนังสือ VALIE EXPORT: FRAGMENTS OF THE IMAGINATION ที่เขียนโดย Roswitha Mueller ในปี 1994 ว่า

"VALIE EXPORT: I am interested in postmodern theories of the subversion of the subject since I would like to dissolve the traditional view of the subject, which had contributed to the oppression of women. It could also be helpful in freeing women from social norms and enforced codes like motherhood. But I do not follow postmodern philosophers when they equate the questions concerning women's subjectivity with a confirmation of phallocentrism. The phenomenological attempt to overcome Hegel's dialectics in certain postmodern theories seems rather conservative to me." (from page 213)


"VALIE EXPORT: First, I do understand the dangers of my recommendation to women to refuse natural reproduction. Yet, I think the whole essentialism debate has to be taken out of its abstract philosophical framework, because there one can always find yet another logical trip-up. What I am trying to call attention to is the necessity to change the whole concept of motherhood, the ideological coercion of women to become mothers and wives that is the core of the cultural determination of our bodies. Only in this framework can what I say make any sense. Certainly, I do not propose in actuality that an individual woman should no longer give birth if she feels like it; rather, it is the coercion I am trying to counteract. And from this perspective, artificial reproduction is equally dangerous, because it can potentially increase the pressure on women if they are not in charge of their lives and if they are not involved in these debates." (from page 222)

 

ภาพจากหนังเรื่อง SYNTAGMA (1983, Valie Export)

++++

 

วันนี้ไปกินข้าวเย็นที่ร้าน ANYA’S PLACE อยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ ศาลายา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร อาหารอร่อยดีค่ะ

https://web.facebook.com/Anyarestaurant

++++

 

เพิ่งรู้จากเพื่อนว่า เกย์รุ่นใหม่เขานิยมไป hang out กันที่ลานเกย์ รัชโยธิน ที่อยู่แถว ๆ ผับ “ท่าช้าง รัชโยธิน” กับโรงหนังเมเจอร์รัชโยธิน เห็นมีคลิปใน instagram กับ tiktok เยอะมากที่พูดถึงประเด็นนี้

 

รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีงามมาก ๆ เราก็ไปดูหนังที่เมเจอร์รัชโยธินบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีอะไรแบบนี้เลย เพราะว่าพอหนังเลิกราว ๆ 4 ทุ่มเราก็เดินออกทางเชื่อมรถไฟฟ้าด้านหน้า เราก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ลานด้านหลัง

 

เรารู้แค่ว่า แถวนั้นมันมีผับบาร์อยู่บ้าง และก็น่าจะมีร้านอาหารบางร้านที่มันยังคงเปิดในเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ มีร้านราเมงข้อสอบกับสตาร์บัคส์ที่เปิด 24 ชั่วโมง และร้านอาหารหลายร้านที่ปิดตีหนึ่งหรือตีสอง อาคารด้านหลังเมเจอร์รัชโยธินมันมีร้านอาหารเยอะมาก และห้องน้ำในอาคารนั้นน่าจะเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงมั้ง

 

เพราะฉะนั้นลานตรงนั้นมันก็เลยอาจจะเหมาะดี เพราะมันดูเหมือนเปิดไฟสว่างไสว ดูปลอดภัย เดินเหินได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเสียตังค์ มีร้านอาหารร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง มีห้องน้ำให้เข้าไปปัสสาวะและทำอะไรอย่างอื่น ๆ ได้

 

หวังว่าจะมีคนทำหนังสั้นเกี่ยวกับลานเกย์รัชโยธินมาให้พวกเราได้ดูกันนะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0JTP4ocFUSwR2WmVHo7txVBF924NdVdKMVFcb1hMA3wzb4XLfuBty7ZT4fzBjjPe4l

 

 


Tuesday, March 24, 2026

THE CONNECTION BETWEEN BLADE OF THE GUARDIANS AND GUY DE MAUPASSANT

 

เพิ่งรู้ว่า Autumn Durald Arkapaw เป็นตากล้องคู่บุญของ Gia Coppola โดยทั้งสองเคยร่วมงานกันในหนังเรื่อง PALO ALTO (2013), MAINSTREAM (2020) และ THE LAST SHOWGIRL (2024)

 

ผู้หญิงอีก 3 คนที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Cinematographer คือ Rachel Morrison จาก MUDBOUND (2017, Dee Rees), Ari Wegner จาก THE POWER OF THE DOG (2022, Jane Campion) และ Mandy Walker จาก ELVIS (2022, Baz Lurhmann)

 

+++

 

แอบสงสัยว่า “BLADES OF THE GUARDIANS” อาจจะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจาก GUY DE MAUPASSANT

 

QUINTUPLET BILL FILM WISH LIST

 

หนังกลุ่ม “หลากหลายตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน และมักจะมีกะหรี่สาวร่วมเดินทางไปด้วย”

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

+ OYUKI THE VIRGIN (1935, Kenji Mizoguchi, Japan)

+ STAGECOACH (1939, John Ford, A+30)

+ ANGEL AND SINNER (1945, Christian-Jacque, France)

+ THE HATEFUL EIGHT (2015, Quentin Tarantino, 168min, A+30)

Yakdonyed36

1. พอเราได้ดู BLADES OF THE GUARDIANS เราก็เลยอยากให้มีการฉายหนัง 5 เรื่องนี้ควบกันมาก ๆ เพราะทั้ง 5 เรื่องเป็นหนังเกี่ยวกับกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน

 

เรายังไม่ได้ดู OYUKI THE VIRGIN กับ ANGEL AND SINNER นะ แต่เราอยากดูหนังสองเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ

 

2. หนังเหล่านี้มักจะมีตัวละคร “โสเภณี” ร่วมอยู่ในการเดินทางด้วย ซึ่งได้แก่

 

2.1 เกอิชาสาวสองคน (Isuzu Yamada and Komako Hara) ใน OYUKI THE VIRGIN

 

2.2 Dallas (Claire Trevor) in STAGECOACH เธอเป็นโสเภณีที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองเมืองหนึ่ง แต่เธอคือนางเอกของหนังเรื่องนี้

 

2.3 Élisabeth Rousset (Micheline Presle) กะหรี่สาวใจเพชร นางเอกของ ANGEL AND SINNER

 

2.4 Yan Ziniang (Li Yunxiao) ใน BLADES OF THE GUARDIANS

 

ส่วน THE HATEFUL EIGHT ไม่มีตัวละครกะหรี่สาว แต่มีตัวละครอาชญากรสาวที่เราชอบสุดขีด เธอคือ Daisy Domergue (Jennifer Jason Leigh)

 

3. เราเคยดูหนังเรื่อง CHEZ MAUPASSANT: BALL OF FAT (2011, Philippe Bérenger, France, A+30) ซึ่งเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวีของฝรั่งเศส เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆๆ หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง BOULE DE SUIF หรือ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant (1850-1893) และเล่าเรื่องของกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกันในช่วงสงคราม โดยมีโสเภณีนางหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย โสเภณีนางนี้ถูกคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในรถม้าดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงตลอดเวลา แต่ในระหว่างการผจญภัย โสเภณีนางนี้ก็ได้พิสูจน์ตนเองให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเธอมีจิตใจประเสริฐดีงามยิ่งกว่าคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางหลายเท่านัก

 

บทประพันธ์ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant นี้ ก็ได้ถูกดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง OYUKI THE VIRGIN และ ANGEL AND SINNER ด้วยเช่นกัน ส่วน John Ford นั้น ก็เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากบทประพันธ์เรื่อง BALL OF FAT ด้วยเช่นกัน ในการสร้างหนังเรื่อง STAGECOACH ที่มีนางเอกเป็นกะหรี่สาวใจเพชร

 

4. เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใครในการสร้างตัวละครกะหรี่สาว Yan Ziniang ในหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้ด้วยว่า ตัวละครนี้มีอยู่ในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนของ BLADES OF THE GUARDIANS ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2015 ด้วยหรือเปล่า

 

แต่เรารู้สึกว่า ตัวละครกะหรี่สาวใน BLADES OF THE GUARDIANS มันทำให้นึกถึงทั้ง STAGECOACH และ THE HATEFUL EIGHT ผสมรวมกันน่ะ คือเธอเป็นกะหรี่สาวที่อาจจะเป็นคนดีเหมือนใน STAGECOACH แต่เธอถูก bounty hunter ล่ามตัวไว้เหมือนกับ Daisy Domergue ใน THE HATEFUL EIGHT เราก็เลยเดาว่า บางทีผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากทั้ง STAGECOACH + THE HATEFUL EIGHT ในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวคนนี้ก็ได้ 555555

 

ซึ่งถ้าหากผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวมาจาก STAGECOACH จริง ๆ นั่นก็เท่ากับว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในทางอ้อมมาจาก Guy de Maupassant ด้วยเช่นกัน

 

อันนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นนะ ซึ่งสิ่งที่เราสันนิษฐานไว้นั้น อาจจะไม่ตรงกับความจริงแต่อย่างใด บางทีผู้สร้าง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจในส่วนนี้มาจาก STAGECOACH ก็ได้

+++

 

DURIAN, DURIAN (2024, Nelson Yeo, Singapore, 7min, A+30)

 

WHERE THE WILD FRANGIPANIS GROW (2023, Nirartha Bas Diwangkara, Indonesia, 15min, A+30)

 

หนังเกย์อินโดนีเซีย ชอบสุดขีด ดูแล้วได้อารมณ์มาก ๆ นึกว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อปะทะ BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France)

 

+++

 

RIP MAKR DISALLE

 

เขาเสียชีวิตในเดือนส.ค. 2025 ขณะอายุ 79 ปี แต่ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเขาเพิ่งได้รับการเผยแพร่ในช่วงนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง มันเป็น “หนังบู๊” ซึ่งไม่ใช่หนังแนวที่เราชอบ แต่เราดูหนังแบบนี้เพราะว่า ในยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่นนั้น การเข้าถึง “รูปผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม” มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเด็กเกย์จน ๆ อย่างเรา เพราะยุคนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และเราก็ยังเป็นนักเรียนมัธยม จะซื้อนิตยสารเกย์มาเก็บไว้ในบ้านก็ไม่ได้ ส่วนนิตยสารเพาะกายของต่างประเทศ อย่างเช่น MEN’S WORKOUT ก็มีราคาแพง และเราเพิ่งเห็นนิตยสารต่างประเทศกลุ่มนี้วางแผงตามร้านหนังสือในไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เพราะฉะนั้นในยุคทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 เราก็เลยต้องดูหนังบู๊แบบนี้นี่แหละ เพื่อจะได้ดู “ผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม”

 

หนังที่กำกับโดย Mark DiSalle ที่เราเคยดู

 

1. KICKBOXER (1989, Mark DiSalle)

หนังใช้ทุนสร้าง 1.5 ล้านดอลลาร์ แต่ทำเงินได้ 14.697 ล้านดอลลาร์

 

2. DEATH WARRANT (1990, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ แล้วก็พบว่ามันยังไม่หนำใจ ดูในโรงเสร็จแล้วก็เลยไปซื้อวิดีโอหนังเรื่องนี้จากร้านลูกแมวมาดูซ้ำอีกหลายรอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ดูซ้ำตลอดทั้งเรื่อง แต่ดูซ้ำเฉพาะฉากพระเอกโชว์เรือนร่าง

 

หนังใช้ทุนสร้าง 6 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 16.853 ล้านดอลลาร์

 

3. THE PERFECT WEAPON (1991, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงแมคเคนนา

 

หนังใช้ทุนสร้าง 10 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 14 ล้านดอลลาร์

+++

 

HITO (2023, Stephen Niels Lopez, Philippines, 22min, A+30)

 

หนังเซอร์เรียล ไซไฟ แฟนตาซี ตลก cult  ที่มีเนื้อหาต่อต้านเผด็จการ ดูแล้วนึกว่า Stephen Niels Lopez คือคู่แข่งของ Ratchapoom Boonbunchachoke 55555

 +++

ฉันรักเขา อัฟ ธนากร อุดชุมพิสัย จาก MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++

 

33. GIRLHOOD (2014, Céline Sciamma, France)

DP – Crystel Fournier