Showing posts with label GERMANY. Show all posts
Showing posts with label GERMANY. Show all posts

Sunday, May 17, 2026

NOVELISTIC FILMS, LYRICAL FILMS, AND ACADEMIC FILMS IN THAI CINEMA

 

ชอบสุดขีดที่ลูกชายกับลูกสาวของ Thomas Mann แชร์ผัวคนเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือ Gustaf Gründgens ซึ่งนั่นเท่ากับว่า Gustaf คนนี้มีสถานะเป็นทั้ง “ลูกเขย” และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน

 

เห็นว่าหนังเรื่อง FATHERLAND (2026, Pawel Pawlikowski, Poland) กำลังโด่งดังเป็นอย่างมากในตอนนี้ โดยที่หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่สองของ Thomas Mann นักประพันธ์ชื่อดัง กับ Erika Mann ที่เป็นลูกสาวของโธมัส  เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากดูหนังที่พูดถึงเรื่องที่ลูกชายกับลูกสาวของ Thomas Mann เคยแชร์ผัวคนเดียวกันมาก ๆ

 

Thomas Mann มีลูกชายชื่อ Klaus Mann ที่เป็นเกย์ และมีลูกสาวชื่อ Erika Mann ที่เป็นเลสเบียน โดยที่ Klaus Mann นั้น ได้ผัวเป็นนักแสดงละครเวทีหนุ่มหล่อชื่อ Gustaf Gründgens เมื่อกุสตาฟมาแสดงละครเวทีของ Klaus ในปี 1925 แต่ถึงแม้กุสตาฟกับเคลาส์ มานน์จะเป็นผัวเมียหรือคู่รักกัน ยุคนั้นคนเพศเดียวกันก็ยังแต่งงานกันไม่ได้ และต่อมากุสตาฟก็เลยไปแต่งงานกับ Erika ซึ่งเป็นพี่สาวของ Klaus ในปี 1926 ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า พี่สาวน้องชายคู่นี้แชร์ผัวคนเดียวกัน แต่ตัว Erika เองนั้น ก็มีสัมพันธ์สวาทกับหญิงสาวชื่อ Pamela Wederkind ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเคลาส์

 

กุสตาฟหย่าขาดจากเอริกาในปี 1929 และเขาก็แยกทางกับเคลาส์ด้วย อย่างไรก็ดี เคลาส์ได้นำเอากุสตาฟไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครในบทประพันธ์ของเขาในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในนิยายเรื่อง MEPHISTO ที่ต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง MEPHISTO (1981, Istvan Szabo, Hungary, A+30)

 

คือชีวิตของ Thomas Mann กับ Erika Mann นั้นก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ อยู่แล้ว แต่ชีวิตของ Klaus Mann กับ Gustaf Gründgends นั้น ก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ เช่นกัน เราชอบมาก ๆ ที่กุสตาฟนั้นเคยเป็นทั้ง “ลูกเขย” และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน

 

 กรี๊ดดดด จริง ๆ ด้วย เพิ่งเห็นว่า August Diehl เล่นเป็น Klaus Mann ใน FATHERLAND ดีงามมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ August Diehl มาก ๆ ส่วนบทกุสตาฟเล่นโดย Joachim Meyerhoff ที่เราไม่รู้จัก

++++

 

เหตุการณ์วันนี้ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์นึงที่เราเคยเจอตอนเด็ก ๆ เหตุน่าจะเกิดในช่วงที่เราอยู่ป. 5 หรือราว ๆ ปี 1983 หรือเมื่อ 43 ปีก่อน ตอนนั้นเรากับแม่นั่งรถเมล์สาย 28 ในเวลาราว 06.00-06.30 น.มั้ง เพื่อจะเดินทางไปโรงเรียนประถมของเรา

 

ตอนนั้นรถเมล์สาย 28 ซึ่งเป็นรถร่วมบริการ (ไม่ใช่รถของขสมก.โดยตรง) แล่นมาตามถนนราชวิถี โดยมีจุดหมายอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รถเมล์แล่นผ่านด้านข้างของพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และกำลังจะแล่นผ่านแยกอุภัยเจษฎุทิศ ซึ่งเป็นแยกที่มีถนนสวรรคโลกตัดกับถนนราชวิถี และรถเมล์ก็จะต้องแล่นข้ามรางรถไฟที่ทอดขนานไปกับถนนสวรรคโลก (และถนนกำแพงเพชร 5) ด้วย แต่ในจังหวะที่รถเมล์แล่นมาด้วยความเร็วสูงนั้น ก็มีรถไฟกำลังจะแล่นมาเช่นกัน ไม้กั้นรถไฟก็เลยกำลังจะลงมากั้นถนนเอาไว้

 

แต่แทนที่รถเมล์สาย 28 คันนั้นจะหยุดรถก่อนถึงไม้กั้นรางรถไฟ คนขับรถเมล์กลับไม่เหยียบเบรคแต่อย่างใด แต่แล่นชนไม้กั้นรางรถไฟไปเลย ผลก็คือกระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียด แต่รถเมล์ก็แล่นผ่านรางรถไฟไปได้ทัน และก็ไปจอดที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่เลยรางรถไฟไปนิดหน่อย แต่รถเมล์มันก็แล่นต่อไปไหนไม่ได้อีก เพราะว่ากระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียดหมดแล้ว (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ เพราะว่าเหตุการณ์มันผ่านมานาน 43 ปีแล้ว) ผู้โดยสารทุกคนก็เลยต้องลงจากรถเมล์ ส่วนกระเป๋ารถเมล์ที่เป็นผู้หญิงก็ด่าคนขับรถเมล์ที่เป็นผู้ชายอย่างรุนแรงมาก (ไม่รู้ว่าเขาเป็นผัวเมียกันหรือเปล่า)

 

เราตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนขับรถเมล์ที่ประมาทและใจร้อนขนาดนี้ แต่ก็โชคดีที่ทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมั้ง มีเพียงแค่รถเมล์ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงเพราะกระจกหน้าแตกละเอียด

 

หลังจากนั้นเรากับแม่ก็นั่งรถเมล์สาย 55 ที่ป้ายรถเมล์นั้น แล้วก็เดินทางต่อไปยังโรงเรียนประถมของเรา

 

ส่วนแผนที่ที่เราเอามาลงนั้น เราวงตรงจุดเกิดเหตุเมื่อ 43 ปีก่อนไว้นะ มันอยู่ตรงริม ๆ ขอบภาพด้านซ้าย

++++++

 

NOVELISTIC FILMS, LYRICAL FILMS, AND ACADEMIC FILMS IN THAI CINEMA

 

1. พอเห็นที่ชามดองเขียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีอินดี้ไทยกับหนังนอกกระแสของไทยในทศวรรษ 2000 หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยนึกถึงสิ่งที่เราเคยคุยกับเพื่อน cinephile บางท่าน เกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลที่มีต่อ “ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย” ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยสิ่งหนึ่งที่เรากับเพื่อนรู้สึกกันก็คือว่า สำหรับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคน ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย” แต่ในทศวรรษ 2000 นั้น ผู้กำกับหนังไทยบางคน โดยเฉพาะหนังสั้นไทย ทำหนังโดยเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี” เพราะหนังมันมีความ lyrical สูงมาก ๆ และก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยบางคนตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา ทำหนังโดยได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” ด้วย ในขณะที่ผู้กำกับที่ได้รับอิทธิพลจากเกมคอมพิวเตอร์นั้น ก็น่าจะมีบ้างเช่นกัน

 

2. คือเรารู้สึกว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น หลายคนน่าจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย” และ “เรื่องสั้น” ซึ่งอาจจะส่งผลให้หนังกลุ่มนี้เป็นหนัง narrative, plot-driven เน้นเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร และมันส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ

 

ตัวอย่างหนังที่เราชอบมาก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย,เรื่องสั้น

 

2.1 A DEEP ABYSS OF LOVE ห้วงรักเหวลึก (1955, Somkuan Grajangsart สมควร กระจ่างศาสตร์) สร้างจากนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ

 

2.2 FOREVER YOURS ชั่วฟ้าดินสลาย (1955, Marut) สร้างจากนิยายของ เรียมเอง

 

2.3 THIS LAND IS OURS แผ่นดินของเรา (1976, So Asanajinda) สร้างจากนิยายของ แม่อนงค์ (มาลัย ชูพินิจ)

 

2.4 THE MISUNDERSTANDING เมืองในหมอก (1978, Permpol Choey-arun) ดัดแปลงจากบทละครเวทีของ Albert Camus

 

2.5 LIVING WITH GRANDPA อยู่กับก๋ง (1979, Kom Akkadej คมน์ อรรฆเดช) สร้างจากนิยายของ หยก บูรพา

 

2.6 A SON OF THE NORTHEAST ลูกอีสาน (1982, Vichit Kounavudhi) สร้างจากนิยายของ คำพูน บุญทวี

 

2.7 PLOY TALAY พลอยทะเล (1987, Cherd Songsri) สร้างจากบทประพันธ์ สินในน้ำ ของไม้ เมืองเดิม

 

2.8 VICTIMS? เหยื่อ? (1987, Chana Kraprayoon) สร้างจากนิยายของโบตั๋น

 

2.9 SUNSET AT CHAOPRAYA คู่กรรม (1988, Ruj Ronapop) สร้างจากนิยายของทมยันตี

 

2.10 IT’S ME คือฉัน (1990, Jazzsiam) สร้างจากนิยายเรื่อง ลำเนาป่า ของศิเรมอร อุณหธูป

 

3. แต่แน่นอนว่า หลังจากทศวรรษ 1990 ก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคนที่สร้างหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย/เรื่องสั้นอยู่ อย่างเช่น

 

3.1 JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของอุษณา เพลิงธรรม

 

3.2 MAE BIA (2015, M.L. Pundhevanop Dhewakul) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของวาณิช จรุงกิจอนันต์

 

3.3 INHERIT (Banjong Pisanthanakun) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง ทายาทอสูร ของตรี อภิรุม

 

เพียงแต่ว่า การสร้างหนังจาก “นิยาย” ในทศวรรษนี้นั้น มันเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยเท่ากับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 อีก

 

4. แต่พอมาในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น เรากับเพื่อนรู้สึกว่า มันมีหนังไทยบางเรื่อง ที่มีลักษณะ lyrical ราวกับว่าได้รับอิทธิพลจากดนตรี คือลักษณะ lyrical ตามความรู้สึกของเรานี้ มันเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง prose กับ poetry หรืออยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วกับร้อยกรอง มันมีบางอย่างคล้ายกับเพลงและเนื้อเพลง

 

คือเวลาที่เราฟังเพลงนั้น บางเพลงมันไม่มี “เนื้อเพลง” หรือมันไม่มี “เนื้อเรื่อง” แต่เพลงนั้นมันก็กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างรุนแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงเนื้อเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว

 

หรือถึงแม้บางเพลงมันมี “เนื้อเพลง” แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เล่าชีวิตของตัวละครตั้งแต่เกิดจนแต่งงานมีความสุข หรือตั้งแต่เกิดจนตาย หรือเล่าถึงตัวละครฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ หรือจนแก้ไขปัญหาได้ (แบบในนิยาย) แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่มันเป็นการดำดิ่งลึกลงไปในห้วงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร มันเป็นการดำดิ่งลงไปในอารมณ์รักใคร่ถวิลหาอาวรณ์ดูดดื่ม มันไม่ได้เน้น “ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร และส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรตามมา” แต่มันเป็นการดำดิ่งลงไปในห้วงขณะอารมณ์นั้น ๆ มันเน้นว่าตัวละคร “รู้สึก” อย่างไร มันละเลียดลงไปในอารมณ์ความรู้สึกนั้น

 

และเราก็รู้สึกว่า หนังไทยหลาย ๆ เรื่องตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมีความ lyrical คล้าย ๆ กันนี้ มันอาจจะไม่ใช่ “หนังทดลองที่ไม่เล่าเรื่อง” มันยังเป็นหนัง narrative อยู่ แต่มันคลายความ plot-driven ลง และหันไปให้ความสำคัญกับ “บรรยากาศ” และ “อารมณ์ความรู้สึก” ของตัวละครมากยิ่งขึ้น

 

ซึ่งถ้าหากเป็นในต่างประเทศนั้น หนังของ Wong Kar-wai คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของหนังกลุ่มนี้

 

ส่วนในหนังยาวของไทยนั้น หนังอย่าง FAKE โกหกทั้งเพ (2003, Thanakorn Pongsuwan), ETERNITY (2010, Sivaroj Kongsakul) และหนังหลาย ๆ เรื่องของ Kongdej Jaturanrasamee ก็เป็นหนังที่เรารู้สึกว่ามีความ lyrical สูงมาก ๆ

 

ส่วนหนังสั้นไทยที่มีความ lyrical นั้น ก็มีจำนวนเยอะมาก ๆ

 

และถ้าหากเราสังเกตดูดี ๆ เราก็จะพบว่า ผู้กำกับหนังไทยหลายคนตั้งแต่ยุคทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา โดยเฉพาะผู้กำกับหนังสั้นไทยนั้น จริง ๆ แล้วเป็นนักดนตรีด้วย อย่างเช่น

 

4.1 Kongdej Jaturanrasamee

 

4.2 Tossapool Boonsinsukh

 

4.3 Nathan Homsup

 

4.4 Kittipat Knoknark

 

4.5 Theerapat Wongpaisarnkit (Beam Wong)

 

5. และนับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา เราก็รู้สึกว่า มีผู้กำกับหนังไทยบางคน ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” พวกเขาเอาตำราวิชาการมาย่อย มาดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างสนุกสนานสุดขีดมาก อย่างเช่น

 

5.1 Prap Boonpan

 

5.2 Ratchapoom Boonbunchachoke

 

5.3 Tulapop Saenjaroen

 

5.4 Teerath Whangvisarn

 

5.5 Viriyaporn Boonprasert

 

5.6 Abhichon Rattanabhayon

 

5.7 หนังสารคดีและหนัง essay films ต่าง ๆ ของไทย

 

5.8 หนัง “อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ต่าง ๆ ของไทย

 

6. ซึ่งเราก็ชอบผู้กำกับทั้ง 3 กลุ่มเลย ทั้งกลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย”, กลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี” และกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” เพราะไม่ว่าคุณจะได้รับอิทธิพลจากอะไร ถ้าหากคุณทำมันออกมาอย่างดี ๆ และตั้งอกตั้งใจ มันก็จะออกมาเป็นหนังที่ดีได้

 

7. แต่นอกจากทั้ง 3 กลุ่มนี้แล้ว ก็มีผู้กำกับหนังไทยอีกหลาย ๆ คนที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งต่าง ๆ กันไป อย่างเช่น จากหนังฮ่องกง, จาก STAR WARS, จากหนังฮอลลีวู้ด, หนังญี่ปุ่น (Nottapon Boonprakob?) etc.

 

8. ถ้าจำไม่ผิด Apichatpong Weerasethakul เคยให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของเขามาจากนิตยสาร “มิติที่ 4” ซึ่งเป็นนิตยสารในดวงใจของเราเหมือนกัน

 

9. เราชอบสุดขีดที่เพื่อนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ภาพยนตร์ของ Poj Arnon มันเหมือน “นิตยสาร” โดยเฉพาะนิตยสาร “เธอกับฉัน” เพราะว่า หนังของ Poj Arnon มันไม่ได้มีจุดเด่นที่ “การเล่าเรื่องอย่างเก่งกาจ” แบบหนังที่ดัดแปลงจากนิยาย แต่หนังของ Poj Arnon มันเป็นการ “รวบรวมเอาความบันเทิงหลากหลายอย่างและประเด็นต่าง ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจเข้ามาไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน” หนังของเขาหลายเรื่องเลยให้ความรู้สึกเหมือนกับการเปิดดูนิตยสาร “เธอกับฉัน” ของเดือนล่าสุด  เพราะมันเต็มไปด้วยหนุ่มหล่ออายุน้อยถ่ายแบบหล่อ ๆ, คอลัมน์ต่าง ๆ ที่พูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจ และเรื่องสั้นเบาสมอง การ “ดู” นิตยสารแบบนี้ให้ความเพลิดเพลินและความบันเทิงเป็นหลัก และเป็นการทบทวนประเด็นเมาท์มอยล่าสุดในสังคม แต่อาจจะไม่มีสาระ และไม่มี “เนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องกันเป็นเนื้อเดียว”

 

10. แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทยในยุคนี้ ที่ไม่ได้เติบโตมากับการอ่านนิยาย แต่เติบโตมากับการอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” เป็นหลัก แต่เราไม่ได้ตามอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยและหนังสั้นไทยเรื่องไหนบ้าง ที่มีความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ในตัวสูงมาก เท่าที่เราพอนึกออกก็คงเป็นเรื่อง MAY WHO? (2015, Chayanop Boonprakob)

 

ถ้าใครอยากเสริมรายชื่อหนังไทยหรือผู้กำกับหนังไทยในส่วนนี้ ก็ช่วยกันเสริมมาได้เลยนะคะ

 

11. และก็แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทย หรือผู้เขียนบทหนังไทยบางคนในยุคนี้ ที่ได้รับอิทธิพลจาก VIDEO GAMES ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยเรื่องไหนบ้างที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในหนังสูงมาก แต่คิดว่าน่าจะมีเยอะเหมือนกันนะ โดยเฉพาะหนังสยองขวัญ

 

ที่เราพอนึกออกในตอนนี้ ก็มี หนังเรื่อง CHAV GHOST HUNTING สก๊อยสอยผี (2024, ศรัณย์ภัทร กองสุข, ณัฐชยา ดวงแก้ว, นริสรา โม้ทอง, ชญาดา โชติทวีผล, A+30) ที่เอาโครงสร้างของ video games มาปรับใช้ในภาพยนตร์ได้อย่างดีงามสุดขีดมาก

 

ใครนึกถึง “หนังไทยที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในตัวสูง” เรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ

 

12. อีกสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ ก็คือ อิทธิพลที่มีต่อหนังผีไทยในยุคต่าง ๆ เพราะไทยมีตั้งแต่หนังอย่าง THE UNSEEABLE เปนชู้กับผี (2006, Wisit Sasanatieng) ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากเหม เวชกร, หนังผีไทยในทศวรรษ 1980 ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนผีเล่มละบาท เรื่อยมาจนถึงหนังผีไทยในยุคนี้ ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจาก Ghost Radio

 

13. และก็น่าสนใจอีกเช่นกันว่า อิทธิพลจาก Tiktok, ละครแนวตั้ง, การด่าทอกันทางทวิตเตอร์, AI และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันจะส่งอิทธิพลอย่างไรบ้างต่อผู้กำกับหนังไทยในยุคปัจจุบันและยุคต่อ ๆ ไป

 

อย่างน้อยไทยก็มี MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY (2013, Nawapol Thamrongrattanarit) และ FACES OF ANNE (2022, Kongdej Jaturanrasamee, Rasiguet Sookkarn) ที่สะท้อน “อิทธิพลจากเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น ๆ” ได้ดีทีเดียว

 

14. เราก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่นี้นะคะ ใครอยากเสริมอะไรก็ comment มาได้เลยค่ะ

 

ภาพจาก WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasamee) ที่เรารู้สึกว่ามันมีความ lyrical สูงมาก

 

 

 

 

Saturday, May 16, 2026

RIP VALIE EXPORT

SONGS BEGIN WITH LETTER A

 

1. ANATA WO AISHITAI (1988) – Yoko Minamino

2. AKI NO INDICATION (1987) – Yoko Minamino

3. AKI KARA MO, SOBA NI ITE (1988) – Yoko Minamino

4. APPROACH (1986) – Yoko Minamino

5. ANOTHER SLEEPLESS NIGHT (1990) – Shawn Christopher

6. ABC (1987) – Shonentai

7. ABSOLUTELY FABULOUS (1994) – Pet Shop Boys

8. ALL AT ONCE (1985) – Whitney Houston

9. ALL AROUND THE WORLD (1989) – Lisa Stansfield

10. ALL OF ME (BOY OH BOY) (1988) – Sabrina

+++

 

เห็นว่าใกล้จะมีฟุตบอลโลก เราก็เลยนึกถึงเพลงประจำฟุตบอลโลกเพลงนี้ TOUCHED BY THE HAND OF CICCIOLINA (1990) – Pop Will Eat Itself

https://youtu.be/LNWu7Ejm_TM?si=3yerzanYO9QddsMw

++++

รุนแรงมาก ๆ เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึง Wallis Simpson ซึ่งก็คือ THE WOMAN HE LOVED (1988, Charles Jarrott) กับ W.E. (2011, Madonna) แต่ทั้งสองเรื่องนี้ก็เหมือนเน้นแค่การเชิดชูความรักต่างฐานันดรของนางเอก และก็เลยไม่ได้พูดถึงชีวิตบั้นปลายของ Wallis ที่ตกเป็นเหยื่อของทนายสาวเจ้าเล่ห์

+++

 

ฉันรักเขา Benyu Zhang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

 

รูปมาจาก PEGASUS (2019) ภาคแรกนะ เพราะว่าในภาค 3 Benyu Zhang ไม่ยอมถอดเสื้อเลย 55555

++++

เพิ่งสังเกตว่า หนังฮ่องกงเรื่อง MEN FROM THE GUTTER (1983, Lam Ngai Choi) เข้าฉายแบบเสียงภาษาจีน 4 โรง และเสียงพากย์ไทยแค่โรงเดียว คือโรงจักรวาล (มันตั้งอยู่ที่ไหนนะ)

 

+++

 

ฉันรักเขา Fan Chengcheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Hu Xianxu from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Johnny Huang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Zhang Xincheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

+++

 

งดงามที่สุด พออ่านจบแล้วเมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปดู instagram ของ Jiab Prachakul แล้วก็พบว่าคุณเจี๊ยบ ประชากุล เคยจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์ที่เธอชื่นชอบ 3 เรื่องให้ Austin Film Society ด้วย โดยภาพยนตร์ 3 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. Floating Weeds (1959) by Yasujiro Ozu
2. A Summer's Tale (1996) by Eric Rohmer
3. Uncle Boonmee Who Can Recalled His Past Lives (2010) by Apichatpong Weerasethakul

https://web.facebook.com/sarunyoo.threesukon/posts/pfbid0QLDzERrnNXSSzK4vbVKA6JhDXJv3HUCTcsAbSH2rzFPpKncHjTrdyJ44C6Rs81R9l

 

https://www.instagram.com/p/DFsvoueNoTz/?img_index=1

 

แนท วาสนา

https://web.facebook.com/1990songshit/posts/pfbid0LcRdoxW7uuiHp2nBY8rNCuB7NGwt9ioiNL5xdDyT6Ewky58qc3qUbFk3gE8dNr9ml

 

BP PORTRAIT AWARD 2020

https://www.npg.org.uk/whatson/exhibitions/2020/bp-portrait-award-2020/exhibition/

+++

 

เพิ่งเห็นว่า เว็บไซต์ GOETHE ON DEMAND มีหนังเรื่อง DARK BLUE GIRL (2017, Mascha Schilinski, Germany, 103min) ให้ดูด้วย กรี๊ดดด ดีใจมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) อย่างสุดขีด เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Mascha Schilinski มาก ๆ

https://goethe-on-demand.de/

++++

 

บันทึกว่า ตอนนี้เราจอประสาทตาฉีกขาดอีกแล้ว เป็นจุดที่ 5

 

คือเมื่อ 4-5 วันก่อน เราเริ่มเห็นจุดสีดำลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นอาการที่เราก็เจอบ้างเป็นครั้งคราว เราก็เลยไม่กังวลอะไร แต่พอผ่านไป 4 วัน มันก็ยังไม่หายไป เราก็เลยตัดสินใจไปหาหมอในวันพุธที่ 13 พ.ค.

 

ปรากฏว่าหมอตรวจพบว่า วุ้นลูกตาเสื่อมของเรามันไปดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาฉีกขาด (retinal breaks without detachment) หมอก็เลยรักษาเราด้วยการยิงเลเซอร์ ค่ารักษาอยู่ที่ 18457 บาท เสร็จแล้วก็ห้ามออกกำลังกายเป็นเวลานาน 1 เดือน

 

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยเป็นจอประสาทตาฉีกขาดมาแล้ว 4 ครั้งในปี 2019 โดยครั้งก่อนหน้านี้คือวันที่ 10 ก.ย. 2019 หรือเมื่อราว 7 ปีก่อน

 

เราก็เลยเซ็ง เพราะโรคที่เรานึกว่าเราหายขาดไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนี้เรากลับมาเป็นอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่จอประสาทตาของเรายังไม่ได้หลุดลอก และโรค พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” ของเราก็ยังคงที่ ไม่ได้เลวร้ายลงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด

 

แต่เราก็คิดว่า มันคงเป็นผลกรรมจากที่เราเคยแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กนั่นแหละ แสดงว่าเรายังใช้กรรมไม่หมด ก็คงต้องทยอยใช้กรรมที่เราเคยทำไว้ในตอนเด็กกันต่อไป

++++

 

วันนี้ไปเดิน Kinokuniya สาขา Central World เจอหนังสือ LOACH ON LOACH เราเลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน เพราะเราเคยดูหนังของ Ken Loach ไปแล้ว 8 เรื่อง และก็ชอบหนังของเขาอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ แต่เราเข้าใจว่ามี Chapter นึงของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ Ken Loach พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างเต็ม ๆ โดยเน้นไปที่สมาชิกคนสำคัญของพรรคแรงงานอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง Keir Starmer นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า Loach เคยกำกับหนังสารคดีเรื่อง THE SPIRIT OF ’45 (2013, 94min) ที่พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างตรง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ มันก็เลยกลายเป็นการสัมภาษณ์ความเห็นของเขาที่มีต่อการเมืองอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไปด้วยโดยปริยาย

 

เข้าใจว่า สำนักพิมพ์ Faber ออกหนังสือชุดผู้กำกับภาพยนตร์นี้มาแล้ว 24 เล่ม แต่เราซื้อเก็บไว้แค่ 2 เล่ม คือ MALLE ON MALLE กับ LOACH ON LOACH

 

ส่วนที่ร้าน Kinokuniya Central World เราเห็นมีหนังสือ CRONENBERG ON CRONENBERG กับ TRIER ON VON TRIER วางขายอยู่ด้วยนะ แล้วก็มีหนังสือที่น่าสนใจเล่มอื่น ๆ วางขายอีกมากมายหลายเล่ม อย่างเช่น JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE ของ Rachel Elizabeth Barraclough, IN THE MOOD FOR TEXTURE: THE REVIVAL OF BANGKOK AS A CHINESE CITY ของ Anika Fuhrmann, หนังสือของ A24 จำนวนมากมายหลายเล่ม, หนังสือเกี่ยวกับ Tilda Swinton เล่มละ 2000 กว่าบาท และหนังสือเกี่ยวกับหนังเรื่อง WHEN A WOMAN ASCENDS THE STAIRS (1960, Mikio Naruse) เล่มละ 700 กว่าบาท

 

JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE

https://www.bloomsbury.com/uk/japanese-horror-cinema-and-deleuze-9781501375026/

 

+++

 

RIP VALIE EXPORT (1940-2026)

 

Valie Export เป็นเจ้าแม่หนังทดลองแห่งออสเตรีย เราเคยดูภาพยนตร์ของเธอแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, Austria, A+30) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

และเราก็เคยดูวิดีโอเรื่อง WOMEN (VALIE) (2022, Karin Fisslthaler, Austria, video installation, 7min, A+30) ที่เป็นการ tribute ให้ Valie Export ด้วย

 

ชื่อ Valie Export ของเธอนั้น ไม่ใช่ชื่อที่เธอได้มาแต่กำเนิด เพราะเธอเปลี่ยนชื่อของตัวเองจาก Waltraud Hollinger  มาเป็น Valie Export ในปี 1967 เพราะเธอไม่ต้องการใช้ทั้งนามสกุลของบิดาและของสามีของเธอ โดยเธอเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า

 

"I did not want to have the name of my father [Lehner] any longer, nor that of my former husband Hollinger. My idea was to export from my 'outside' (heraus) and also export, from that port. The cigarette package was from a design and style that I could use, but it was not the inspiration."

 

ในปี 1968 Valie Export เคยทำการแสดงครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า ACTION PANTS: GENITAL PANIC ด้วยการเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่มิวนิคโดยใส่กางเกงไร้เป้า เพื่อโชว์อวัยวะเพศหญิงของเธอ แล้วเธอก็เดินไปรอบ ๆ ผู้คนในโรงภาพยนตร์โดยให้อวัยวะเพศหญิงของเธออยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผู้ชม

 

Export entered an art cinema in Munich, wearing crotchless pants, and walked around the audience with her exposed genitalia at face level. It aimed toward provoking thought about the passive role of women in cinema and confrontation of the private nature of sexuality with the public venues of her performances. In an interview in Ocula Magazine, the artist stated that: "The fear of the vulva is present in mythology, where it is depicted devouring man. I don't know if this fear has changed.”

 

งานวิดีโออันหนึ่งของเธอคือ FACING A FAMILY (1971) ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในวันที่ 2 ก.พ. 1971 โดยวิดีโอนี้แสดงภาพของครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียที่กำลังรับประทานอาหารเย็นและดูโทรทัศน์ไปด้วย และนั่นก็เท่ากับว่า รายการโทรทัศน์นี้กำลัง “ยื่นกระจก” ให้แก่ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียอีกหลายครอบครัวที่กำลังรับชมรายการโทรทัศน์นี้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียหลายครอบครัวได้ดูรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียครอบครัวหนึ่งกำลังดูโทรทัศน์อยู่ นอกจากนี้ งานวิดีโอนี้ก็เป็นการส่องสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง  subject, spectator, and television ด้วย

 

ในภาพยนตร์เรื่อง REMOTE (1973) นั้น Valie Export ใช้มีดขุดหนังกำพร้าของเธอเป็นเวลานาน 12 นาที เพื่อสะท้อนว่าเรือนร่างของผู้หญิงได้รับความเสียหายมากเพียงใดจากการทำตามมาตรฐานความงามของสังคม

 

Valie Export พยายามต่อต้านแรงกดดันทางสังคมในยุคนั้นที่พยายามกระตุ้นให้ผู้หญิงกลายเป็น “แม่” และ “เมีย” ด้วย โดยเธอเคยกล่าวในหนังสือ VALIE EXPORT: FRAGMENTS OF THE IMAGINATION ที่เขียนโดย Roswitha Mueller ในปี 1994 ว่า

"VALIE EXPORT: I am interested in postmodern theories of the subversion of the subject since I would like to dissolve the traditional view of the subject, which had contributed to the oppression of women. It could also be helpful in freeing women from social norms and enforced codes like motherhood. But I do not follow postmodern philosophers when they equate the questions concerning women's subjectivity with a confirmation of phallocentrism. The phenomenological attempt to overcome Hegel's dialectics in certain postmodern theories seems rather conservative to me." (from page 213)


"VALIE EXPORT: First, I do understand the dangers of my recommendation to women to refuse natural reproduction. Yet, I think the whole essentialism debate has to be taken out of its abstract philosophical framework, because there one can always find yet another logical trip-up. What I am trying to call attention to is the necessity to change the whole concept of motherhood, the ideological coercion of women to become mothers and wives that is the core of the cultural determination of our bodies. Only in this framework can what I say make any sense. Certainly, I do not propose in actuality that an individual woman should no longer give birth if she feels like it; rather, it is the coercion I am trying to counteract. And from this perspective, artificial reproduction is equally dangerous, because it can potentially increase the pressure on women if they are not in charge of their lives and if they are not involved in these debates." (from page 222)

 

ภาพจากหนังเรื่อง SYNTAGMA (1983, Valie Export)

++++

 

วันนี้ไปกินข้าวเย็นที่ร้าน ANYA’S PLACE อยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ ศาลายา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร อาหารอร่อยดีค่ะ

https://web.facebook.com/Anyarestaurant

++++

 

เพิ่งรู้จากเพื่อนว่า เกย์รุ่นใหม่เขานิยมไป hang out กันที่ลานเกย์ รัชโยธิน ที่อยู่แถว ๆ ผับ “ท่าช้าง รัชโยธิน” กับโรงหนังเมเจอร์รัชโยธิน เห็นมีคลิปใน instagram กับ tiktok เยอะมากที่พูดถึงประเด็นนี้

 

รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีงามมาก ๆ เราก็ไปดูหนังที่เมเจอร์รัชโยธินบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีอะไรแบบนี้เลย เพราะว่าพอหนังเลิกราว ๆ 4 ทุ่มเราก็เดินออกทางเชื่อมรถไฟฟ้าด้านหน้า เราก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ลานด้านหลัง

 

เรารู้แค่ว่า แถวนั้นมันมีผับบาร์อยู่บ้าง และก็น่าจะมีร้านอาหารบางร้านที่มันยังคงเปิดในเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ มีร้านราเมงข้อสอบกับสตาร์บัคส์ที่เปิด 24 ชั่วโมง และร้านอาหารหลายร้านที่ปิดตีหนึ่งหรือตีสอง อาคารด้านหลังเมเจอร์รัชโยธินมันมีร้านอาหารเยอะมาก และห้องน้ำในอาคารนั้นน่าจะเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงมั้ง

 

เพราะฉะนั้นลานตรงนั้นมันก็เลยอาจจะเหมาะดี เพราะมันดูเหมือนเปิดไฟสว่างไสว ดูปลอดภัย เดินเหินได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเสียตังค์ มีร้านอาหารร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง มีห้องน้ำให้เข้าไปปัสสาวะและทำอะไรอย่างอื่น ๆ ได้

 

หวังว่าจะมีคนทำหนังสั้นเกี่ยวกับลานเกย์รัชโยธินมาให้พวกเราได้ดูกันนะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0JTP4ocFUSwR2WmVHo7txVBF924NdVdKMVFcb1hMA3wzb4XLfuBty7ZT4fzBjjPe4l

 

 


Tuesday, April 14, 2026

RIP MARIO ADORF

4. TO YOU TWO! BEST SELECTION (1992) – Chikaco Sawada

 

อัลบัมเพลงชุดนี้เป็นอัลบัมของ Chikaco Sawada ที่เราชอบสุดขีด แต่มันหาฟังไม่ได้ใน spotify เราเลยต้องไปขุดเอา tape cassette ที่เคยซื้อไว้ในราคา 60 บาทเมื่อ 34 ปีก่อนมาเปิดฟัง ปรากฏว่ายังเปิดฟังได้อยู่ กราบขอบพระคุณเทป Octopus มาก ๆ ค่ะ ผ่านมานาน 34 ปีแล้วเทปยังเปิดฟังได้ แต่อัลบัมชุดนี้กลับหาฟังใน spotify ไม่ได้

 

อัลบัมชุดนี้มีเพลงเพราะ ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงซิงเกิลของ Chikaco Sawada อย่างเช่น WASURERARENAI (1992), FUTARI (1992), BOY (1991), KATAOMOI (1989), I...LOVE...YOU (1988)

 

เสียดายอยู่อย่างเดียวที่อัลบัมนี้ไม่มีเพลง AITAI (1990) ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมากที่สุดของ Chikaco Sawada เราก็เลยต้องฟังเพลงนี้ในยูทูบแทน

 

ตัดสินไม่ได้ว่าระหว่าง Chikaco Sawada กับ Hiroko Yakushimaru นี่ใคร “เสียงหวาน” กว่ากัน

 

AITAI

https://youtu.be/9LZUBujHk18?si=B_8flY62FiJBUEhE

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Joyce Sims นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนต.ค. 2022 ขณะอายุได้ 63 ปี คือข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเธอไม่ได้มาถึงการรับรู้ของเราเลย

 

วันนี้เรากลับมาฟังเพลงของ Joyce Sims ในยูทูบ แล้วเราก็เลยลองเข้าไปอ่านวิกิพีเดีย เพื่อดูว่าชีวิตของเธอเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เลยเพิ่งรู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2022 โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของการเสียชีวิต เศร้าใจมาก ๆ

 

ชอบเพลง ALL AND ALL (1986), LIFETIME LOVE (1987), COME INTO MY LIFE (1987)  และ LOOKING FOR A LOVE (1989) ของ Joyce Sims มาก ๆ

 

ALL AND ALL

https://youtu.be/1AGDEZQmJio?si=gMYtdsQdu66vgFH6

 

LIFETIME LOVE

https://youtu.be/YNFz5MkHBSE?si=rGN2IU0LTw6hCRVl

 

COME INTO MY LIFE

https://youtu.be/v_H23dEmO4Y?si=8630e9aT7YvIEW-5

 

LOOKING FOR A LOVE

https://youtu.be/Rib5le5WU0A?si=GmEKxrRpMdmXF-2g

+++

 

SOME THAI DVDS WITH ENGLISH SUBTITLES

 

มีเพื่อนต่างชาติถามเกี่ยวกับดีวีดีหนังไทยที่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ ซึ่งที่เรามีติดตัวอยู่ก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่องเหล่านี้

 

1. COUNTRY HOTEL (1957, R.D. Pestonji, 148min)

 

2. DARK HEAVEN (1958, R.D. Pestonji, 102min)

 

3. SUGAR IS NOT SWEET (1965, R.D. Pestonji, 134min)

 

4. MONEY MONEY MONEY (1965, Prince Anusornmongkolgan, 196min)

 

5. E-TAN (1968, Prince Anusornmongkolgan, 180min)

 

6. PARADISE ISLAND (1969, Prince Anusornmongkolgan, 153min)

 

7. POOR PEOPLE THE GREAT (2010, Boonsong Nakphoo, 76min)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02E75zn2Bw2A7KozHbc9msJK2B5B4nxfFhcyJEgbgg7XSoErQw4ANsrffh4JGgVcMUl

 

+++

 

ลูกหมีฝาก HAPPY SONGKRAN ถึงทุกคนด้วยค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243392253605407&set=a.10229204021028460

 

+++

 

แสดงว่าหนังเก่าที่สุดของ Wagner Moura ที่เราเคยดู น่าจะเป็น CARANDIRU (Héctor Babenco, 2003)

 

รู้สึกว่าเขาให้ vibe บางอย่างที่ทำให้นึกถึง Mark Ruffalo ตอนหนุ่ม ๆ คือดูเป็นผู้ชายที่มีความ macho แต่ไม่มากเกินไป ผสมกับความอบอุ่นนุ่มนวลบางอย่างอยู่ข้างใน ไม่ดูเจ้าชู้เท่า George Clooney

https://web.facebook.com/mubi/posts/pfbid0V5CWAFUc4d7f5LAugwDtafpVJJhYKS5rf9BsLvoqy3bi8XmirQU65z6zG6mZvTg9l

 

+++

 

RIP MARIO ADORF (1930-2026)

 

ดาราชายท่านนี้เสียชีวิตในวัย 95 ปี

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. SHORT NIGHT OF GLASS DOLLS (1971, Aldo Lado, Italy)

 

2. THE LOST HONOR OF KATHARINA BLUM (1975, Volker Schlöndorff, Margarethe von Trotta, West Germany)

 

3. THE TIN DRUM (1979, Volker Schlöndorff, West Germany)

 

4. CLASS RELATIONS (1984, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany/France)

 

5. THE HOLCROFT COVENANT (1985, John Frankenheimer)

 

6. ROSSINI (1997, Helmut Dietl, Germany)

 

7. SMILLA’S SENSE OF SNOW (1997, Bille August, Denmark)

 

หนังของ Mario Adorf ที่เราอยากดู

 

1. THE DEVIL STRIKES AT NIGHT (1957, Robert Siodmak, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขา Young Actor จากหนังเรื่องนี้

 

2. THE GENTLEMEN (1965, Franz Seitz, Rolf Thiele, Alfred Weidenmann, West Germany)

Mario Adorf ได้เข้าชิงรางวัล German Film สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

3. A TRIP TO VIENNA (1973, Edgar Reitz, West Germany)

 

4. THE LEADING MAN (1977, Reinhard Hauff, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Bambi จากหนังเรื่องนี้

 

5. VIA MALA (1986, Tom Toelle, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Chaplin Shoe หรือ Best Actor ใน Munich Film Festival จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

6. QUIET DAYS IN CLICHY (1990, Claude Chabrol, France)

 

7. PIZZA COLONIA (1991, Klaus Emmerich, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

8. THE GREAT BELLHEIM (1993, Dieter Wedel, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Adolf Grimme จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

9. THE SHADOW MAN (1996, Dieter Wedel, Germany, 10hours)

Mario Adorf ได้รางวัล Bavarian TV award จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

10. LONELY U (2012, Lola Randl, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัลจาก Oldenburg Film Festival จากหนังเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0k1mKHrnwMqDNHQivLSWbJdWNJ1PreZTsAkDZ2ZgD8uNAgje2QDVzdnRRj1ZvmTol

+++

 

ในที่สุดเราก็ค้นเจอนิตยสาร Bioscope ฉบับ 71 ประจำเดือนต.ค. 2007 เล่มนี้มี

 

1. บทความ “Bela Tarr พ่อมดฮังการี” ที่เขียนโดย FLICK-ISM

 

2. บทความ “Nina Menkes: The American Witch of Modern Cinema” ที่เขียนโดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

3. มีบทสัมภาษณ์ Prap Boonpan  โดยมีการพูดถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY ความลักลั่นในงานรื่นเริง (2007, Prap Boonpan) ในฐานะหนังแนว magical realism ด้วย เพราะในหนังเรื่องนี้ “วิญญาณของผู้ที่ถูกฆ่าตายเพราะความเห็นต่างทางการเมือง” ได้มาพูดคุยสนทนากับกลุ่มฆาตกรที่เป็นชนชั้นกลางในกรุงเทพ โดยเป็นการพูดคุยอย่างเป็นปกติ และถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่ผี

 

ก็เลยขอแปะสองบทความแรกให้ดูกันแบบเต็ม ๆ นะคะ

 

Edit เพิ่ม: Bioscope เล่ม 71 นี้มี Sandra Hüller ขึ้นปกด้วยนะ จากหนังเรื่อง REQUIEM (2006, Hans-Christian Schmid, Germany, A+30)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0wW5Ae8aNVeHCKJiFutf8p4zhhjbicrDV2xChq6e1vJubv1FA4tWaEagMTbLQ1u5Ul

 

+++

 

วันนี้เรายังคงเดินหน้าจัดห้องต่อไป ผลก็คือเจอนิตยสาร GM ฉบับเดือนพ.ค. 2008 หรือฉบับที่ 358 ฉบับนี้เป็น movie issue เล่มนี้มี

 

1. บทสัมภาษณ์ Apichatpong Weerasethakul โดย นราวุธ ไชยชมภู ยาว 13 หน้า

 

2. บทสัมภาษณ์ Kong Rithdee, Wiwat Lertwiwatwongsa และ Warin Nilsirisuk กรี๊ดดดดดด 55555 โดย ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

 

อันนี้เราถ่ายภาพมาเพื่อให้เห็นภาพรวมโดยคร่าว ๆ นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02ndoNg5MHhFsXksHSB16BiBMd8kWQnuyepiJJjCU8vLCsSSyMbinasNgxxX2kByc9l

+++

 

วันนี้เราจัดห้อง และก็เลยค้นเจอนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” ฉบับที่ 23 ประจำปักษ์แรกเดือนก.พ. 1989 ในเล่มนี้มี

 

1. บทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง THE LAST METRO (1980, François Truffaut, France) เราเข้าใจว่าคุณมโนธรรม เป็นคนเขียนบทความนี้นะ ไม่รู้ว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่า

 

2. ภาพจากหนังเรื่อง SHADOW OF THE PEACOCK หรือ ECHOES OF PARADISE (1987, Phillip Noyce, Australia) ที่น่าดูมาก ๆ เพราะว่า John Lone หล่อมากในหนังเรื่องนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดด

 

เสียดายที่ John Lone หายสาบสูญไปจากวงการนับตั้งแต่ปี 2007 ในขณะที่ Joan Chen ซึ่งโด่งดังมาพร้อม ๆ กับ John Lone ยังคงเล่นหนังมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง DIDI (2024, Sean Wang) ที่เพิ่งเข้าฉายที่ House Samyan ในช่วงปลายปี 2024

 

3. สิ่งที่งดงามที่สุดสำหรับเราในนิตยสารเล่มนี้ ก็คือคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ที่รายงานว่ามีหนังเรื่องใดบ้างเข้ามาลงโรงฉายที่สมาคมฝรั่งเศสและสถาบันเกอเธ่ในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

คือเราเพิ่งเริ่มเป็น cinephile ในช่วงปลายปี 1995 น่ะ หลังจากเราเรียนจบมหาลัยและเริ่มต้นทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากรู้มาก ๆ ว่า เราพลาดหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เราชอบจินตนาการเสมอว่า ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปได้ และเริ่มไปดูหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ตั้งแต่เรายังเป็นนักเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 เราจะได้ดูหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เพราะฉะนั้นบันทึกการฉายหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ในช่วงก่อนปี 1996 จึงมีความสำคัญมาก ๆ สำหรับเรา มันช่วยแสดงให้เราเห็นว่า การที่เราเป็น cinephile ในเวลาที่ช้าเกินไป มันทำให้เราพลาดอะไรไป

 

ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในกรุงเทพในช่วงเดือนก.พ. 1989 และเป็นหนังที่เราพลาดดูไปแล้ว ก็รวมถึงเรื่อง

 

3.1 MOLIÈRE (1978, Ariane Mnouchkine, France, 4hrs 20mins)

 

กรี๊ดดดดดดด Alliance เคยฉายหนังยาว 4 ชั่วโมง 20 นาทีในวันที่ 13 ก.พ. 1989 และ 16 ก.พ. 1989 ด้วย เสียดายมากๆๆๆๆๆๆๆ ฉันอยากย้อนเวลากลับไปดูหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองที่คานส์ และชนะรางวัลซีซาร์สาขา production design กับสาขา cinematography ด้วยนะ

 

เหมือนหนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปเลยนะ Alliance ไม่เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายเลยนับตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา และเราก็ไม่เห็นคนอื่น ๆ พูดคุยกันถึงหนังเรื่องนี้เลย

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้สามารถดูทาง Apple TV ได้หรือเปล่า

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ariane Mnouchkine เลย แต่เธอเป็นผู้กำกับหญิงของฝรั่งเศสที่น่าสนใจสุดขีด หนังของเธอที่เราอยากดูก็มีเช่น

 

3.1.1 1789 (1974, 150min)

 

3.1.2 THE FLOOD DRUMMERS (2002, 137min)

 

3.1.3 THE LAST CARAVAN STOP (2003, 250min)

 

3.1.4 THE SHIPWRECKED OF THE MAD HOPE (2006, 180min)

 

3.2 PARTNERS (1984, Claude d’Anna, France)

 

หนังที่เข้าฉายที่ Alliance เรื่องนี้นำแสดงโดย Nicole Garcia และเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเรายังไม่เคยดูหนังของ Claude d’Anna มาก่อนเลย

 

Claude d’Anna เคยกำกับหนังเรื่อง SALOMÉ (1986) ที่ได้ฉายในสาย un certain regard ในคานส์ด้วย

 

3.3 THE MURDERER (1979, Ottokar Runze, West Germany)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ George Simenon ซึ่งถนัดในการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ “การฆาตกรรม ที่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไป”

 

และพอเราอ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ มันคือความเป็น Simenon จริง ๆ เพราะเรื่องย่อมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือ “หนังฆาตกรรม” แต่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไปในหนังเรื่องนี้

 

หนังเรื่อง THE MURDERER นี้ส่งผลให้ Gerhard Olschewski ได้รับรางวัล Best Actor จากเทศกาลภาพยนตร์ Sitges-Catalonian ด้วยนะ

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ottokar Runze เลย อยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

3.4 MOON MADNESS (1984, Jean Image, France, animation, 82min)

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Jean Image เหมือนกัน อยากดูมาก ๆ หนังเรื่อง MOON MADNESS นี้ได้ชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมที่เทศกาลภาพยนตร์ Fantasporto ด้วย

 

3.5 FALSE CONFESSIONS (1984, Daniel Moosmann, France, 110min)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ Marivaux เรายังไม่เคยดูหนังที่กำกับโดย Daniel Moosmann เหมือนกัน

 

Daniel Moosmann เคยได้รับรางวัล Best Director จากเทศกาลภาพยนตร์ Taormina จากหนังเรื่อง BIRIBI (1971) ด้วย

 

3.6  A FINE BUNCH OF PEOPLE-LTD. (1981, Ottokar Runze, West Germany)

 

อยากดูหนังของ Ottokar Runze จริง ๆ เขาเคยได้รับรางวัลหมีเงินในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินจากหนังเรื่อง IN THE NAME OF THE PEOPLE (1974) ด้วย

 

เราว่าคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” นี่มันรุนแรงมาก ๆ เลยนะ เพราะถึงแม้มันเป็นนิตยสารในปี 1989 แต่ข้อมูลในคอลัมน์นี้ก็ยังล้ำค่ามาก ๆ ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เพราะว่าคุณลองเข้าไปดูใน imdb สิ ใน imdb น่ะ ไม่มี “เรื่องย่อ” ของหนังหลาย ๆ เรื่องในลิสท์ข้างต้นนะ ทั้งหนังของ Ottokar Runze, Daniel Moosmann, Claude d’Anna แต่ว่านิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มีเรื่องย่อของภาพยนตร์เหล่านี้ นิตยสารภาพยนตร์ของไทยในปี 1989 ฉบับนี้มีสิ่งที่แม้แต่ imdb ในปัจจุบันยังให้ไม่ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0v2tW43tANGojhQZsj6ckT1bvzuPjsszPAjR9TQhk7VcQHc2Z1q3cWE9oeTHeweNpl

 

+++

ชอบ MELO มาก ๆ เลยครับ จิตรได้ดู MELO ตอนที่พี่สนยืมฟิล์ม 16 มม.จาก Alliance มาฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ถ้าหากจำไม่ผิด

 

ยังจำได้เลยว่า MELO เหมือนจะมีฉากที่ Sabine Azema ม้วนหน้าม้วนหลังโดยไม่มีสาเหตุด้วย 55555

++++

 

สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่สุดจากการจัดห้องในวันนี้ คือการค้นเจอแฟ้มเอกสารสำคัญที่เราหาไม่เจอมานาน 14 ปีแล้ว

 

คือเราเคยย้ายห้องในปี 2012 น่ะ แล้วการย้ายห้องในช่วงต้นปี 2012 มันทำให้แฟ้มเอกสารสำคัญของเราหายไป เราหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า ห้องของเรารกมากด้วยแหละ ห้องของเรามันเต็มไปด้วยวิดีโอเทป, เทปเพลง, หนังสือ และนิตยสารมากมาย

 

พอวันนี้เราได้จัดห้องของตัวเอง เราก็เลยเจอแฟ้มเอกสารสำคัญนี้โดยบังเอิญ มันซุกอยู่รวมกับนิตยสารต่าง ๆ เราก็เลยรู้สึกดีใจที่สุด สิ่งที่เราเคยทำหายไปในช่วงต้นปี 2012 ในที่สุดเราก็ได้มันกลับคืนมาแล้ว หลังจากเราหามันไม่เจอมานาน 14 ปี

 

แฟ้มเอกสารสำคัญนี้คือแฟ้มที่รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเพื่อนเก่าของเราในทศวรรษ 1980 ถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 น่ะ คือพอเราได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในแฟ้มนี้ มันก็ทำให้เรานึกถึง “ช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต” ในปี 1989 และในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มาก ๆ

 

คือสิ่งเหล่านี้มันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับคนอื่น ๆ แต่มันคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเรา เพราะแต่ละสิ่งมันบรรจุความทรงจำของเราในปี 1989-1995 เอาไว้ ไม่มีอะไรจะมาแทนที่ได้

 

อย่างเช่น ภาพสองภาพนี้ คือเพื่อนของเราเขาชอบ “วาดใบหน้าใหม่ทับใบหน้าของคนอื่น ๆ” น่ะ และเราก็ชอบเก็บรวบรวมภาพที่เขาวาดทับเหล่านี้เอาไว้ เพราะเราว่ามันฮาดี พอเราได้เห็นมันอีกครั้ง มันก็ทำให้นึกถึงความสุขในปี 1989 มาก ๆ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0281uEnbNnfyHRjwwYssbG2G5pgtCSuj3iuQVmnSrY8gTUCBMggDcY4E5UjR9zkEuCl

 

Friday, March 27, 2026

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

OPERATION COUGAR (1989, Zhang Yimou, Yang Fengliang, China) น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยกงลี่ในบทแอร์โฮสเตสในเครื่องบินที่ถูกจี้

+++

 

ORPHEUS (OUTTAKES) (2012, Mary Helena Clark, 6min, A+30)

 

THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30)

 

FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

ดูแล้วให้ความรู้สึกงดงามสุดขีด พอ ๆ กับตอนที่เราได้ดูหนังของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Baillie, Bruce Conner กราบตีน Mary Helena Clark

 

EXHIBITION (2022, Mary Helena Clark, 19min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ Mary Richardson ซึ่งเป็น feminist ชื่อดัง พยายามทำลายภาพวาดของ Velasquez รุนแรงมากๆๆๆๆๆ

 

On 10 March 1914 Richardson entered the National Gallery in London to attack a painting by Velázquez, the Rokeby Venus, using a chopper she smuggled into the gallery.[3] She wrote a brief statement explaining her actions to the WSPU which was published by the press.

 

"I have tried to destroy the picture of the most beautiful woman in mythological history as a protest against the Government for destroying Mrs Pankhurst, who is the most beautiful character in modern history. Justice is an element of beauty as much as colour and outline on canvas."

 

น่าดูสุดขีด อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Frank Borzage, Mitchell Leisen กับ Douglas Sirk ในไทยมาก ๆ เพราะเราเข้าใจว่า 3 คนนี้คือ “สามปรมาจารย์ภาพยนตร์ MELODRAMA” ของฮอลลีวู้ดที่ทำหนัง melodrama ออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ ซึ่งเราก็เคยดูแต่หนังของ Frank Borzage กับ Douglas Sirk เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง และเรายังไม่เคยดูหนังของ Mitchell Leisen เลย

 

+++

 

FILM WISH LIST: TROPICAL PARK (2025, Hansel Porras Garcia, USA, 87min)

 

อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีด หนังยาว 87 นาที แต่เห็นใน imdb บอกว่าใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 2,000 ดอลลาร์ หรือ 65,587 บาท

 

หนังเรื่องนี้เป็นลองเทค เทคเดียวยาว 80 กว่านาที เนื้อหาเกี่ยวกับสองพี่น้องชาวคิวบาที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐที่ไม่ได้เจอกันมานาน 20 ปี คนหนึ่งเป็นผู้ชาย ส่วนอีกคนเป็น trans woman ทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์และคุยกันไปเรื่อย ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่อง transphobia

 

คิดว่าหนังแบบนี้น่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาภาพยนตร์บางคนด้วย

++++

 

วันนี้อุณหภูมิที่เขตราชเทวีอยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส เมื่อกี้เราอาบน้ำแล้วนึกว่าอาบน้ำร้อนเพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ

 

เราตั้งอุณหภูมิแอร์ในห้องของเราไว้ที่ 26 องศา เปิดนานติดต่อกันหลายชั่วโมง ตอนนี้อุณหภูมิในห้องก็อยู่สูงถึง 29 องศา เราคิดว่าแอร์คงไม่ได้เสีย แต่แอร์คงช่วยได้แค่นี้จริง ๆ ไม่รู้ว่าแอร์ที่บ้านเพื่อน ๆ เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

 

ชีวิตในกรุงเทพมาถึงจุดที่ “เครื่องปรับอากาศ” กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างรุนแรงที่สุด

 

ลงรูปนี้เพราะเห็นว่ามีเครื่องปรับอากาศอยู่ในรูป 55555

+++

 

Lygiapape (1991, Paula Gaitán, Brazil, 42min, A+30)

 

เราไม่เคยได้ยินชื่อของศิลปินหญิง Lygia Pape มาก่อนเลย ดีมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักผลงานของศิลปินหญิงชาวบราซิลคนนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0QairJ1Sbur7b4tPrGg2jPaxp3u3YU4dsng11PeqW8w9ZqLqfhyTzjTWdJKaodT5Kl

 

NOITE (2014, Paula Gaitán, Brazil, 83min, A+30)

 

งดงามที่สุด ดูแล้วนึกว่าปะทะกับ A WHOLE NIGHT (1982, Chantal Akerman, Belgium, 90min, A+30) ได้เลย

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0LAQWrM5Z2bXGGQiQ5hMo8EaZ2ziTqC7fG1sqXUaBEEtTURJZpwgYMECUbcCCUS6vl

++++

 

เห็นข่าวคนเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี เราก็เลยนึกถึง ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ซึ่งก็คือหนังเรื่อง  MYHUSBAND หรือ “ผ...สุดที่รัก” (UNCENSORED VERSION) (2008, Chawagarn Amsomkid) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสองสาวที่ตบแย่งผัวกันอย่างรุนแรงกลางสวนลุมพินี

 

เราดูหนังเรื่องนี้มานานเกือบ 17 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงลืมมันไม่ลง และก็เลยยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ไปเลย หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของ “สาเหตุที่ทำให้เราอยากดูหนังในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนต่อไป” เพราะหนังแบบนี้คงไม่สามารถหาได้ตามเทศกาลภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์โดยทั่วไป

++++

 

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

(เนื้อหาข้างล่างนี้มันเป็นการ copy paste จากสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยเขียนไว้แล้วในอดีต เพราะฉะนั้นมันจะมีเนื้อหาบางส่วนที่ซ้ำไปซ้ำมานะ)

 

1. Kluge is one of my most favorite filmmakers of all time เรารักเทิดทูนและบูชาเขามาก ๆ เขาเสียชีวิตตอนอายุ 94 ปี

 

ส่วนผู้กำกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีเช่น

 

1.1 Hans-Jürgen Syberberg (ตอนนี้อายุ 90 ปี)

1.2 Helke Sander (89)

1.3 Reinhard Hauff (86)

1.4 Rudolf Thome (86) เรากับเพื่อน ๆ เรียกเขาว่า Eric Rohmer แห่งเยอรมนี

1.5 Volker Schlöndorff (86)

1.6 Jutta Brückner (84)

1.7 Margarethe von Trotta (84)

1.8 Ulrike Ottinger (83)

1.9 Werner Herzog (83)

1.10 Klaus Wyborny (80)

1.11 Wim Wenders (80)

 

2. หนังของ Kluge ส่วนใหญ่มันตรงกับ concept LIMITLESS CINEMA ของเรามาก ๆ เพราะการดูหนังของเขามันช่วยผลัก “ขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์” ในความคิดของเราออกไปอย่างรุนแรงสุดขีดมาก

 

หนังเรื่องแรกของเขาที่เราได้ดูคือ THE POWER OF EMOTION (1983, 115min) ในปี 2001 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด พอเราได้ดูแล้วเราก็ตกตะลึงไปเลย เพราะหนังมันแปลกประหลาดพิสดารมาก ๆ สำหรับเรา หนังมันเต็มไปด้วย fragments ฉากสั้น ๆ เรื่องสั้น ๆ ที่เหมือนไม่เกี่ยวเนื่องกันมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันไปเรื่อย ๆ และเหมือนจะมีทั้งส่วนที่สารคดีและส่วนที่เป็น fiction ตัดสลับกันไปมาด้วย

 

คือก่อนหน้านั้นเราก็เคยดูหนังอย่าง SONGS FROM THE SECOND FLOOR (2000, Roy Andersson, Sweden) มาแล้ว ที่มันประกอบด้วยเรื่องย่อย ๆ เรียงร้อยเข้าด้วยกัน แต่มันเหมือน SONGS FROM THE SECOND FLOOR และหนังทำนองนี้เรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาก่อนหน้านั้น มันยังพอเห็น “ธีม” อะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ เข้าด้วยกันได้ค่อนข้างง่าย แต่พอเราเจอ THE POWER OF EMOTION เข้าไป เราก็โยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกันแทบไม่ได้อีกต่อไป

 

แต่อย่างที่ชื่อหนัง THE POWER OF EMOTION บอกไว้แล้ว เพราะในขณะที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้โดยผ่านทาง “ธีม”, “ความหมาย”, “สัญลักษณ์”, “การตีความ” หรืออะไรก็ตามแต่ที่ต้องใช้สมอง เรากลับรู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราในระหว่างดูหนังเรื่องนี้ มันเรียงร้อยต่อเนื่องกันได้อย่างงดงามสุดขีดที่สุด

 

มันเหมือนกับว่า ในขณะที่ “สมอง” ของเรา มองว่าแต่ละเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันเต็มไปด้วย gap ที่สมองของเราไม่สามารถถมมันให้เต็มเพื่อเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ “ตามหลักเหตุผล” อารมณ์ความรู้สึกของเรากลับไม่รู้สึกถึง gap พวกนี้แต่อย่างใด ราวกับว่า “gap ทางเหตุผล” เหล่านี้คือสิ่งที่ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราให้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปอีก

 

เราก็เลยกราบตีน Alexander Kluge อย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

3. เราว่าคู่เปรียบเทียบที่เหมาะมากของ Alexander Kluge ก็คือ Dusan Makavejev เพราะหนังของ Makavejev บางเรื่อง อย่างเช่น INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Yugoslavia) มันเต็มไปด้วย “ฉากย่อย ๆ” ที่ถูกตัดสลับเข้ามาในเนื้อเรื่องหลักของหนัง คือเราว่าโครงสร้างหนังของ Kluge กับ Makavejev มีส่วนคล้ายกัน คือหนังหลายเรื่องของผู้กำกับสองคนนี้ อาจจะมี “เส้นเรื่องหลัก” แต่เส้นเรื่องหลักมันจะถูกขัดจังหวะด้วย fragments ฉากย่อย ๆ มากมายที่เหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Makavejev นั้น เรารู้สึกว่า เราสามารถ “เชื่อมจุดประ” เข้าด้วยกันได้โดยใช้สมองของเราน่ะ เราสามารถหาเหตุผลเชื่อมโยงฉากย่อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่องหลัก ให้มันเชื่อมโยงกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหาก Makavejev กำกับ “คู่กรรม” เขาก็อาจจะเล่าเส้นเรื่องหลักของโกโบริกับอังศุมาลิน และขัดจังหวะเส้นเรื่องหลักนี้ ด้วยการใส่ “แผนที่เกาะกวม”, “แผนที่แมนจูเรีย”, แผนที่การรุกรานของทหารญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์” เข้ามาในหนังเป็นระยะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า “แผนที่เกาะกวม” นี้ มันดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราวของ “โกโบริ + อังศุมาลิน” แต่สมองของเราสามารถเชื่อมโยงได้ง่าย ๆ เลยว่า แผนที่เกาะกวมกับ “เรื่องราวโกโบริ + อังศุมาลิน” มันเชื่อมโยงกันโดยอ้อมได้อย่างไรบ้าง

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Kluge เรามักจะไม่สามารถ “หาเหตุผล” เชื่อมโยงฉากต่าง ๆ ในหนังเข้าด้วยกันได้น่ะ แต่เรากลับพบว่าหนังของ Kluge มันทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเราพุ่งปรี๊ดสูงกว่าการดูหนังของ Makavejev มาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ผู้กำกับสองคนนี้เป็นตัวเปรียบเทียบที่ดีสำหรับเรา เรารู้สึกว่าเราสามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของ Dusan Makavejev เข้าด้วยกันได้ แต่อารมณ์ของเราไม่ได้พุ่งสูงสุดขีด ในขณะที่หนังของ Alexander Kluge นั้น เราไม่สามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของเขาเข้าด้วยกันได้เลย แต่หนังของ Kluge กลับส่งผลสะท้านสะเทือนเราอย่างรุนแรงมาก ๆ เหมือนมันไม่ผ่านสมอง แต่มันยิงเข้าสู่จิตวิญญาณเราได้เลย

 

4. แล้วพอเราได้อ่านสิ่งที่ Kluge เขียน เราก็เห็นด้วยกับเขาอย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันตรงเป๊ะกับ concept ในการดูหนังของเรา เขาเขียนไว้ในปี 1979 ว่า

 

Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.

 

การเข้าใจภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ถือเป็นจักรวรรดินิยมทางความคิด ถือเป็นการเข้ายึดสิ่งนั้นเป็นอาณานิคม ถ้าหากฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นก็แสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งที่ถูกกวาดล้างออกไปแล้ว

 

เราต้องสร้างภาพยนตร์ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมทางสำนึกรู้แบบนี้ ฉันได้พบบางสิ่งในภาพยนตร์ที่ยังคงทำให้ฉันประหลาดใจและฉันสามารถเห็นมันได้โดยไม่ต้องกลืนกินมันลงไป ฉันไม่สามารถเข้าใจแอ่งน้ำที่ฝนตกลงมาใส่ได้ ฉันทำได้เพียงแค่เห็นแอ่งน้ำนั้น การจะบอกว่าฉันเข้าใจแอ่งน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย การผ่อนคลายคือการที่ตัวฉันเองได้กลับมามีชีวิตจริงๆในชั่วขณะนั้น และปล่อยให้ผัสสะต่างๆของฉันได้เป็นอิสระอย่างเต็มที่ มันเป็นช่วงเวลาของการไม่ต้องทำตัวเหมือนตำรวจที่ต้องคอยเฝ้าระวังจดจ้องไม่ให้มีสิ่งใดเล็ดรอดการรับรู้ของเราไปได้”

 

5. ประสบการณ์ที่เราได้จากการดูหนังของ Kluge และได้อ่านสิ่งที่เขาเขียนเมื่อราว 25-30 ปีก่อน ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อเราจนถึงทุกวันนี้ เพราะอย่างเมื่อวานนี้เราได้ดูหนังของ Mary Helena Clark อย่างเช่นเรื่อง THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30) และ FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

หนังสองเรื่องนี้ เราดูสองรอบ รอบแรกเราดูโดยพยายามจะใช้สมอง พยายามจะทำความเข้าใจมัน พยายามจะเข้าใจว่าแต่ละฉากสื่อถึงอะไร และมันเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วเราก็พบว่ามันพิศวงมาก ๆ เราไม่เข้าใจอะไรมันเลย (เรายังไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Mary Helena Clark นะ ถ้าหากเราได้อ่านแล้ว เราคงเข้าใจมันมากขึ้น)

 

เราก็เลยดู THE GLASS NOTE กับ FIGURE MINUS FACT รอบสอง โดยไม่พยายามจะทำความเข้าใจอะไรต่าง ๆ ในหนังอีกต่อไป และเราก็พบว่ามันงดงามสุดขีดมาก ๆ มันก่อให้เกิดความรู้สึกท่วมท้นในใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ พอเรา approach มันด้วยวิธีนี้

 

ซึ่งวิธีการแบบนี้ก็เป็นวิธีเดียวกับที่เราใช้ในการดูหนังหลาย ๆ เรื่องของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Conner, Bruce Baillie และผู้กำกับคนโปรดของเราอีกหลาย ๆ คน และแน่นอนว่าวิธีการแบบนี้เป็นสิ่งที่เราได้รับการปลูกฝังส่วนหนึ่งมาจากการได้ดูหนังของ Alexander Kluge และได้อ่านงานเขียนของเขานี่เอง

 

6. หนังของ Alexander Kluge ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

6.1 THE POWER OF EMOTION (1983, 115min)

 

6.2 BRUTALITY IN STONE (1961, Alexander Kluge, Peter Schamoni, documentary, 12min)

 

6.3 THE FEMALE PATRIOT (1979)


6.4 ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968)

 

6.5 YESTERDAY GIRL (1966)

 

6.6 FIREMAN E.A. WINTERSTEIN (1968, 10min)

 

6.7 STRONGMAN FERDINAND (1976)

 

6.8 HEADLESS MAN (2007, short film)

 

6.9  WHAT IS THE ORIGIN OF THE SONG ‘THE FLAG ON HIGH’? (1994, short film)

 

7. เราเคยเขียนเปรียบเทียบ DIE TOMORROW (2017, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) กับหนังของ Alexander Kluge ไว้ดังนี้ :

 

“แต่ก็อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า เราชอบ DIE TOMORROW อย่างสุดๆ เมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน แต่ถ้าเทียบกับหนังต่างประเทศที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันแล้ว เราชอบมันเท่ากับ INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Dusan Makavejev) แต่ชอบน้อยกว่า THE POWER OF EMOTION และชอบน้อยกว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke) น่ะ

 

คือเราเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วล่ะว่า Dusan Makavejev กับ Alexander Kluge ทำหนังที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน นั่นก็คือหนังบางเรื่องของสองคนนี้เต็มไปด้วย fragments ต่างๆมากมาย และมีทั้งสารคดี+เรื่องแต่งอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แต่ในหนังของ Dusan Makavejev นั้น fragments ทุกอันสามารถเชื่อมโยงกันได้ตามหลักเหตุผล ในขณะที่ในหนังของ Alexander Kluge นั้น เราจะไม่สามารถเชื่อมโยง fragments หลายอันเข้าด้วยกันได้ตามหลักเหตุผลในทันที เราจะไม่เข้าใจว่าหลายๆฉาก หลายๆเรื่องราวย่อยๆมันเชื่อมโยงกันยังไง แต่ในทางอารมณ์ความรู้สึกนั้น fragments ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยนี้ กลับสอดประสานเข้าด้วยกันได้อย่างงดงามและให้อารมณ์ที่ sublime มากๆ

 

อย่างใน THE POWER OF EMOTION นั้น ชื่อหนังอาจจะทำให้เราเข้าใจว่า fragments ย่อยๆในหนังเรื่องนี้คงจะนำเสนอ the power of emotion แต่พอดูเข้าจริงๆ เราก็จะงงว่า “ฉากผู้หญิงที่เอาไม้หนีบมาหนีบหน้าของตัวเองทั้งหน้า” มันคืออะไร หรือการเล่าเรื่องโรงโอเปร่าถูกไฟไหม้ มันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับ the power of emotion ตรงไหน

 

มันเหมือนกับว่า เวลาดูหนังของ Dusan Makavejev เราใช้ “สมอง” ดู แล้วเราจะเข้าใจมันน่ะ แต่เวลาดูหนังของ Alexander Kluge เราใช้ทั้งสมองและ “จิตใต้สำนึก” ดู แล้วเราจะรู้สึกว่ามันงดงามที่สุดในโลกสำหรับเรา

 

และเราว่าการที่ DIE TOMORROW ไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆก็เป็นเพราะปัจจัยนี้แหละ คือเราว่า fragments ทุกอย่างใน DIE TOMORROW มันเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล แต่มันยังไปไม่ถึงขั้นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge ที่เต็มไปด้วย fragments เหี้ยห่ามากมายที่ไม่รู้มันเชื่อมโยงกันยังไง หรือเกี่ยวข้องกันตรงไหน แต่ในทางอารมณ์แล้วมันไปสุดมากๆ

 

เราว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE ก็สะเทือนเราในระดับมากกว่า DIE TOMORROW เพราะ 71 FRAGMENTS มันเหมือนอยู่เหนือ “เหตุผล” และ “สมอง” น่ะ มันมีซีนที่กระทบเราอย่างรุนแรงทั้งที่เราไม่เข้าใจความหมายของมันอยู่ด้วย เราก็เลยแอบเสียดายนิดนึงที่ DIE TOMORROW ไปไม่ถึงขั้นนั้น

 

แต่เราไม่ได้ต้องการให้นวพลพยายามทำหนังแบบ Alexander Kluge ในเรื่องต่อๆไปนะ เพราะเราว่าคนที่จะทำหนังแบบ Kluge ได้ ต้องมี “ความเป็นกวี” อยู่สูงมากพอสมควรน่ะ มันถึงจะสามารถร้อยเรียง fragments ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล เข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม และเราไม่แน่ใจว่านวพลจะฝืนตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากต้องทำอย่างนั้น มันเหมือนกับไปเรียกร้องให้นักวิชาการหรือนักเล่าเรื่องร้อยแก้วมาเขียนกวี อะไรทำนองนี้ หรือเหมือนกับไปเรียกร้องให้ศิลปินแนว Conceptual Art มาแต่งเพลง House Music อะไรทำนองนี้

 

คือเราเชื่อว่าผู้กำกับทุกคนมีข้อดีข้อด้อย จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกันน่ะ เราว่านวพลมีจุดแข็งที่ concept, ความคิดสร้างสรรค์, อารมณ์ตลกเสียดสีอะไรทำนองนี้ แต่เราว่าเราไม่เห็น “ความสามารถเชิงกวี” แบบรุนแรงจากหนังหลายๆเรื่องของนวพล และมันก็ไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดที่ผู้กำกับคนใดก็ตามไม่ได้มีความสามารถดีเลิศสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกด้านทุกอย่าง เราก็เลยคิดว่านวพลก็ควรทำหนังที่สามารถใช้ข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองต่อไปเรื่อยๆแบบนี้นี่แหละ ดีแล้ว เพียงแต่ว่าหนังของนวพลบางเรื่องอาจจะไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับหนัง และก็ไม่ใช่ความผิดของเรา ที่รสนิยมไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว

 

แต่เราสนับสนุนให้ผู้กำกับหนังไทยคนอื่นๆ หาหนังของ Alexander Kluge มาดูหลายๆเรื่อง แล้วลองพยายามทำหนังแบบนั้นดูบ้างนะ 555

 

8. เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke กับ Alexander Kluge ไว้ดังนี้

 

“เราว่าหนังของอุ้ยมีบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังของ Alexander Kluge ในแง่ที่ว่า มันเป็นหนัง narrative ที่มีความเป็นหนัง essay ผสมอยู่ด้วย แต่สิ่งที่ตรงข้ามกันก็คือว่า ตัวละครนางเอกในหนังของอุ้ย 2 เรื่องหลัง ซึ่งได้แก่เรื่องแหม่มแอนนา และมะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ เป็นตัวละครที่สมควรถูกตบด้วยตีน เพราะพวกเธอเป็นสาวฐานะดีที่ดัดจริต ทำเป็นอยากช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย, ชนชั้นล่าง แต่ใจจริงแล้วพวกมึงก็ดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่ในใจ อีห่า กูอยากจะตบอีคนพวกนี้มากๆ

 

ส่วนในหนังของ Alexander Kluge นั้น ตัวละครนางเอกจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้น่าโดนตบแบบนี้ แต่ตัวละครนางเอกมักจะเป็นสาวหัวแข็งที่มีความขบถต่อสังคมในแบบของตนเอง คือเรานึกถึงนางเอกในหนังอย่าง YESTERDAY GIRL (1966), ARTISTS AT THE TOP OF THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968), OCCASIONAL WORK OF A FEMALE SLAVE (1973) และ THE PATRIOT WOMAN (1979) น่ะ”

 

9. ความเห็นของเราที่มีต่อ THE FEMALE PATRIOT (1979, ALEXANDER KLUGE) A++++++++++

หนังเล่าเรื่องของอะไรไม่รู้มากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องหลักๆอาจจะมีอยู่สองเรื่อง นั่นก็คือเรื่องของ “หัวเข่า” ของนายทหารเยอรมันคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสมรภูมิสตาลินกราดในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยถึงแม้ทหารคนนั้นจะตายไปแล้ว แต่หัวเข่าของนายทหารคนนี้ก็ยังคงเล่าเรื่องต่างๆนานาของมันและของประวัติศาสตร์โลกต่อไป

ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของครูสอนประวัติศาสตร์ (แสดงโดย HANNELORE HOGER จาก ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968, A+++++++)) ที่ตั้งคำถามกับหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เยอรมนีในโรงเรียน ดังนั้นเธอก็เลยพยายามขุดค้นหาข้อมูลวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้จอบเสียมขุดลงไปในดินเรื่อยๆ และเธอก็พยายาม “ซึมซับ” ประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาเลื่อย, ค้อน และสว่านมาเจาะทำลายตำราประวัติศาสตร์ และเอาเศษตำราเหล่านั้นไปผสมกับน้ำต้มเพื่อเอามาดื่มกิน

หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่ะ เพราะขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันพบว่าหัวสมองของดิฉัน คือ “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ สมองของดิฉันจะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะพยายามทำความเข้าใจกับหนัง และพยายามหาทางเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเข้าด้วยกัน แต่สักพักนึงดิฉันก็รู้ตัวว่าถ้าหากดิฉันหยุดคิดเมื่อใด ดิฉันจะจูนตัวเองให้เข้ากับหนังได้ในทันที ดังนั้นดิฉันก็เลยต้องคอยควบคุมความคิดของตัวเองตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คิดปุ๊บ ดิฉันก็จะหยุดคิดปั๊บ และทำให้การดูหนังเรื่องนี้กลายเป็นความบันเทิงและความสุขอย่างมาก หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนที่จะต่อสู้กับ “การคิด” ของตัวเองอย่างดีมากเลยค่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันได้สัมผัสกับความสุขของ “การหยุดคิด” อย่างที่แทบไม่เคยรู้สึกกับหนังเรื่องไหนมาก่อน

 

10. ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ระหว่าง Harun Farocki กับ Alexander Kluge นี่ เราชอบใครมากกว่ากัน แต่เราเคยดูหนังสารคดีที่สัมภาษณ์ Farocki แล้วเราก็พบว่ามันทำให้นึกถึงหนังของ Kluge ด้วยมาก ๆ

 

ในหนังสารคดีเรื่อง DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20) นั้น คริสตอฟ ฮึบเนอร์ได้สัมภาษณ์ฮารุน ฟาร็อกกี และมีคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายส่วน ส่วนนึงที่เราชอบมากๆเป็นตอนที่ Farocki บอกว่า บางทีการดูซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันอาจจะทำให้ผู้ชมบางคนสรุปความแบบนิรนัย (deduction) อย่างผิดพลาดได้ เพราะผู้ชมบางคนอาจจะตีความว่า “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” (ทั้งที่จริงๆแล้วฟาร็อกกีไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเชื่อมโยงฉาก A กับฉาก B ในแบบที่เป็นเหตุเป็นผลกันหรือเป็นลำดับเหตุการณ์กันแบบนั้น) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับปัญหาของภาษาแบบที่นิทเช่เคยพูดถึงด้วย ในขณะที่นักปรัชญาชื่อ Flusser ก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย Flusser กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่พูดว่า “A เป็นสาเหตุของ B” แต่เราจะพูดว่า “A ในส่วนที่สัมพันธ์กับ B” มันมีโครงสร้างของอำนาจอยู่ในไวยากรณ์ของภาษา หรืออยู่ในรูปประโยคที่เราใช้พูดกัน (เราเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นปัญหาที่พบในภาษาเยอรมันมากกว่าภาษาอังกฤษ) และ Flusser ก็ต้องการขจัดโครงสร้างนี้ไป (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) และฟาร็อกกีก็ทำเช่นนั้นกับภาพยนตร์ของเขาเหมือนกัน เขาต้องการขจัดโครงสร้างของอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา

 

เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าใจสิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถูกทั้งหมดหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้เราคิดถึงหนังบางเรื่องที่เราชอบมากๆ อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge, Bruce Conner และ Teeranit Siangsanoh เพราะการเชื่อมโยงซีนต่างๆเข้าด้วยกันในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่ “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” แต่มันเป็น “ฉาก A สัมพันธ์กับฉาก B” โดยที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง แต่มันกระตุ้นให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆมากมายในการเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเรื่องนั้นเข้าด้วยกัน

 

11. อันนี้เป็นตัวบทความเต็มของ Alexander Kluge ที่เรายก quote มาข้างต้น

 

“This article is called THE SPECTATOR AS ENTREPRENEUR, which Alexander Kluge wrote in 1979 and is included in the book WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES, published by Holmes & Meier in 1988.

 

I think I really agree with his article. So I quote what Kluge wrote here:

 

“The film and television corporations live off the money and the cooperation of the imaginative faculties (unpaid labor) which they extract from the spectator. They designate anyone a mature citizen who is willing to pay. Kant says: “Enlightenment is man’s release (Ausgang) from his self-incurred tutelage.”

 

Leni Pickert says:

“People are mature

when they have their day off…”

 

In order to cheat the spectators on an entrepreneurial scale, the entrepreneurs have to designate the spectators themselves as entrepreneurs. The spectator must sit in the movie house or in front of the TV set like a commodity owner: like a miser grasping every detail and collecting surplus on everything which has any value. Value per se. So uneasy this spectator-consumer, alienated from his own life so completely like the manager of a supermarket or a department store who—even at the price of death (heart attack)—will not stop accumulating the last scraps of marketable goods in the storeroom so that they may find their buyers. How disturbed he is when people pass by his store; how nervous he gets about objects in the storeroom which do not sell immediately.

 

In a similar entrepreneurial fashion the spectator-having reached the desired consumer maturity—scans films for their spectacle and exhibition values, for complete intelligibility, just as one is taught to gnaw a bone thoroughly, as the saying goes, so that the sun will shine. The sun, however, “taking its thunderous course”, according to its own habits and unconcerned with human communication, does not care the least whether or not we clean our plates.

 

Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.””

 

12. อันนี้เป็นความเห็นของเราที่มีต่องานเขียนเรื่องสั้นของ Kluge

 

REVENGE FOR VERDUN (Alexander Kluge, short story, A+30)

Alexander Kluge is not only one of my most favorite directors, he also wrote REVENGE FOR VERDUN, which is one of my most favorite short stories of all time.

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Willi Eisler ทหารเยอรมันที่สู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เมือง Verdun เขาพบว่าฝ่ายศัตรูยิงระเบิดถล่มฝ่ายพวกเขาหนักมาก เขากับพรรคพวกก็เลยหนีออกมาจากสมรภูมิตรงนั้น แต่ขณะที่หลบหนีออกมา พวกเขาก็เจอกับเจ้าหน้าที่ทหารชื่อ Dr von Fredersdorff ที่สั่งพวกเขาให้กลับไปยังสมรภูมิจุดเดิม ไอส์เลอร์ ก็เลยแค้น Fredersdorff มากที่ออกคำสั่งโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญ

อีก 18 ปีต่อมา (ประมาณปี 1934) ไอส์เลอร์เจอเฟรเดอร์สดอร์ฟมาตรวจสะพานแห่งหนึ่ง ไอส์เลอร์ก็เลยพยายามแก้แค้นด้วยการทำให้สะพานแห่งนั้นถล่มลงมา ปรากฏว่าเฟรเดอร์สดอร์ฟไม่ตาย เขาได้รับบาดเจ็บที่หลังจนเป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น แต่มีคนงานตายไป 12 คน

ไอส์เลอร์ติดคุกเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เขาถูกปล่อยตัวออกจากคุกในปี 1942 เพื่อมาทำงานให้กระทรวงอาวุธของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังปี 1945 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจอที่เทือกเขาสวาเบียน ไอส์เลอร์ก็เลยลากเฟรเดอร์สดอร์ฟลงจากรถเข็นเพื่อไปฆ่าที่บึงน้ำแห่งนึง แต่มีคนมาช่วยชีวิตเฟรเดอร์สดอร์ฟได้ทัน ส่วนไอส์เลอร์ก็ติดคุก 3 ปี

ในปี 1959 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจออีกครั้ง เขาก็เลยเผาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนตาย

เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง เราก็เลยไป google ดู แต่ไม่เจอข้อมูลของ Willi Eisler เลย เราก็เลยเดาว่า Kluge คงแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา แต่มันดูจริงมากๆจนเรานึกว่าเป็นเรื่องจริง

เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไอส์เลอร์นะ เพราะเขาฆ่าคนบริสุทธิ์ตายไปตั้ง 12 คน แต่เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราว่า Kluge เข้าใจ human nature มากๆ เขาเข้าใจดีว่าสำหรับคนบางคนนั้น ความเคียดแค้นชิงชังมันไม่สามารถถูกลบเลือนไปได้ด้วยเวลาแต่อย่างใด ต่อให้เวลาผ่านไป 30 ปี หรือ 40 กว่าปีอย่างในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ความเคียดแค้นชิงชังก็ไม่ลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย

ในเรื่องสั้นเรื่องนี้มีรายละเอียดอื่นๆ และมีส่วนที่เป็นบทกวีแทรกมาด้วย เราอ่านแล้วแทบร้องไห้ เราไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจบทกวีที่แทรกอยู่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้หรือเปล่า แต่พอเราอ่านแล้ว มันทำให้เราจินตนาการว่า ตัวไอส์เลอร์เองก็รู้ดีว่าความแค้นมันทำให้เขาเป็นทุกข์ มันทำให้เขาไม่สามารถมีความสุขกับความงดงามตามธรรมชาติของโลกได้อีกต่อไป ถึงเขาจะมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว ความงดงามนั้นก็ไม่สามารถชโลมจิตใจของเขาได้ เพราะน้ำตามันบดบังดวงตาของเขาจนทำให้เขามองไม่เห็นความงามของหมู่ดาวอีกต่อไป

เราชอบตรงจุดนี้มากๆ เราเข้าใจดีว่าสำหรับบางคนนั้น เขารู้ดีว่าความเคียดแค้นชิงชังเป็นสิ่งไม่ดี และมันจะเผาผลาญตัวเขาไปนานหลายสิบปี แต่ถึงเขารู้ว่ามันไม่ดี เขาก็ไม่สามารถดับมันได้แต่อย่างใด

ตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้ทำให้นึกถึงนางเอกของ THE PAGE TURNER (2006, Denis Dercourt) ด้วย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Alexander Kluge ได้ในหนังสือฟิล์มไวรัส 2

 

DIE TOMORROW

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10215473038522479&set=a.10214495441043153