Showing posts with label MUSIC. Show all posts
Showing posts with label MUSIC. Show all posts

Sunday, April 26, 2026

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราเพิ่งดูออนไลน์ในปีที่แล้ว A FLOWER IN THE RAINING NIGHT (1983, Wang Toon, Taiwan, 100min, A+30) แต่เพิ่งรู้ว่าหนังเรื่องนี้เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วยชื่อนี้ "พรุ่งนี้...ฉันจะเลิกขายตัว"

 

แต่วันนี้ยังขายอยู่นะคะ 🙂

+++

 

วันนี้เปิดเคเบิลทีวี เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีสัญญาณภาพค้างแบบนี้ด้วย 55555

+++

 

คิดถึงละครทีวีเรื่อง “ลายหงส์” (1988, นพพล โกมารชุน) มาก ๆ เสียดายที่เราไม่ได้อัดละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ แล้วก็ดูเหมือนไม่ได้มีใครอัดเก็บไว้ด้วย ละครเรื่องนี้เลยหายสาบสูญไปเลย แล้วยุคนั้นคือ “นัย สุขสกุล” หล่อมาก ๆ อยากดูลายหงส์เวอร์ชั่นนี้อีก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1437800741432801

 

+++

 

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli, A+30)

 

ติดอันดับ ONE OF MY MOST FAVORITE ROMANTIC FILMS OF ALL TIME ไปเลย นี่แหละหนังโรแมนติกในดวงใจของดิฉัน กราบตีนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

 

ดูหนังของ Kristoffer Borgli มาแล้ว 3 เรื่อง ถูกโฉลกกับหนังของเขาอย่างรุนแรงที่สุด

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังนอรเวย์รุ่นเดียวกัน ตอนนี้เราชอบ Kristoffer Borgli เท่ากับ Dag Johan Haugerud และชอบทั้งสองคนนี้มากกว่า Joachim Trier

 

NOW I TRULY WORSHIP KRISTOFFER BORGLI.

 

ดีใจสุดขีดที่ได้เห็น Zoë Winters ร่วมแสดงใน THE DRAMA ด้วย หลังจากที่เราประทับใจเธออย่างสุดขีดมาแล้วใน MATERIALISTS (2025, Celine Song)

+++

 

ตอนนั้นเราเด็กมาก เราก็เลยจำไม่ได้ว่าไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์อะไร 55555 อาจจะเป็น “ฮอลลีวู้ด” ตรงถนนเพชรบุรี หรือไม่ก็ “แมคเคนนา” ตรงสะพานหัวช้าง แต่เราจำได้ว่า หนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิต เป็นหนังโรมาเนียที่กำกับโดยผู้หญิง ซึ่งก็คือหนังเรื่อง ROCK’N ROLL WOLF (1976, Elisabeta Bostan, Romania) หรือ MA-MA หรือ “วิมานเนรมิต”

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ในไทยนำหนังโรมาเนียมาฉายอีกบ่อย ๆ เพื่อที่เราจะได้รำลึกถึงหนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิตในทศวรรษ 1970

 

ROCK’N ROLL WOLF

https://www.youtube.com/watch?v=shU4Vce_jJQ

 

ROCK’N ROLL WOLF แบบพากย์อังกฤษ แต่ภาพไม่ชัด

https://www.youtube.com/watch?v=x4Typ2fVffI

+++

 

เพื่อนเราบางคนก็มี sense ด้านนี้ เขามักจะได้ “กลิ่นผี”

+++

 

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่ official lyric video มันก็เลยเป็นแค่ basic animation แต่แค่นี้ก็ทำเอาเราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ แล้ว ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วเพราะมันเป็น basic animation นี่แหละ มันเลยออกมาทรงพลังอย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เข้าใจว่าเพลงนี้ทางวง One OK Rock เขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ grandmother ของนักร้องนำ แต่เราว่าผู้ฟังหลาย ๆ คนน่าจะอินกับเพลงและมิวสิควิดีโอนี้ เพราะมันทำให้นึกถึงใครก็ตามที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ของผู้ฟังแต่ละคน

 

ใครดูมิวสิควิดีโอนี้แล้วร้องห่มร้องไห้เหมือนเราบ้าง

 

ตอนนี้หนังคอนเสิร์ตเรื่อง ONE OK ROCK DETOX JAPAN TOUR 2025 AT NISSAN STADIUM IN CINEMAS (2026, Naoto Amazutsumi, 118min, A+30) ลงโรงฉายในไทยอยู่นะ

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=dU6pWm1g6TfZIe9F

 


Saturday, April 25, 2026

10 FORGOTTEN SONGS FROM THE 1980S

 

UNSTABLE ROCKS (2024, Ewelina Rosinska, Portugal/Germany, 25min, A+30)

 

ดูแล้วนึกถึง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha), 11 x 14 (1977, James Benning), THE BLUE PLANET (1982, Franco Piavoli, Italy, 79min) และ BARAKA (1992, Ron Fricke) เพราะหนังกลุ่มนี้เหมือนเป็นหนังที่ถ่ายสิ่งต่าง ๆ บนโลกมนุษย์และนำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันโดยไม่เน้นเนื้อเรื่อง

 

เราดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ทางเว็บไซท์ lecinemaclub

+++

 

WOLF LOVING PRINCESS (2026, Tuguldur Yondonjamts, Mongolia, video installation, 20min)

 

ชอบเสียงนกร้องในวิดีโอนี้มาก ๆ

 

ดูที่ Gallery Ver

+++

MY FAVORITE FORGOTTEN SONGS OF THE 1980S

 

1. THE TAXI RIDE (1985) – Jane Siberry

 

2. THE SUN IN THE STREAM (1987) -- Enya

 

3. THE DRESS (1988) – Eighth Wonder

 

4. HE’S MY BOY (1988) – Mandy Smith

 

5. IT’S THE LOVER (NOT THE LOVE) (1988) – Tiffany

 

6. DEEPER UNDERSTANDING (1989) – Kate Bush

 

7. END OF THE RUN (1989) – Deborah Harry

 

8. HEADING WEST (1989) – Cyndi Lauper

 

9. KISS YOUR TEARS AWAY (1989) – Lisa Lisa & Cult Jam

 

10. LOVERS ON VENUS (1989) – Anri

****

 

BANGKOK’S BEST MUSIC VOLUME ONE: 95.5 FM (1991)

 

พอเราคุ้ยของเก่าในห้อง ก็เจอเทปม้วนนี้ เป็นเทปรวมเพลงฮิตจากสถานีวิทยุ 95.5 FM ที่ออกโดย BMG ในปี 1991 ในหน้าปกอัลบัมมีภาพดีเจของสถานีนี้ด้วย ซึ่งได้แก่ ดีเจ Richard Jackson, Andy Francis, Lee Evans, Paul Marshall, Beth Holland, Tony Dee และ DJ Carl

 

รายชื่อเพลงในอัลบัมนี้

 

1. BURN FOR YOU – John Farnham

 

2. LOVE SHINES – Dave Stewart

 

3. DON’T QUIT – Caron Wheeler

 

4.  UNCHAINED MELODY – Righteous Brothers

 

5. FANTASY – Black Box

 

6. CUTS YOU UP – Peter Murphy

 

7. POLICY OF TRUTH – Depeche Mode

 

8. 24 HOURS – Betty Boo

 

9. A BETTER LOVE – London Beat

 

10. KEEP ON RUNNING – Milli Vanilli

 

เราฟังช่อง FM 95.5 บ่อยมาก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แล้วพอเราเริ่มเป็น cinephile ในปี 1995 เราก็ฟังเพลงน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วก็เลยไม่ได้ฟังช่อง FM 95.5 อีกเลยนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ไม่รู้ว่าดีเจช่อง FM 95.5 แต่ละคนในทศวรรษ 1990 ตอนนี้มีชีวิตปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid035vFExtf6njj8LDgE8YT5qJzPXJDLKFh9KnWoJy9x7URNxXXNASwfZQARZk73AYSil

 

+++

 

Friday, April 24, 2026

SOME BIOPICS

 

ดู MICHAEL (2026, Antoine Fuqua, A+) แล้ว รู้สึกชอบน้อยกว่าที่คาด เหมือนจริง ๆ แล้วเราค่อนข้างเฉย ๆ กับตัวหนัง แต่ที่ได้ A+ เพราะหนังมันก็ทำให้ nostalgic คิดถึงชีวิตตัวเองเมื่อ 40 ปีก่อนได้ดีเหมือนกัน

 

พอลองย้อนนึกทบทวนดูแล้ว เพลงที่เราชอบมากที่สุดของ Michael Jackson น่าจะเป็น ONE DAY IN YOUR LIFE นะ เพลงนี้อาจจะเป็นเพลงแรกของ Michael Jackson ที่เราเคยฟังเลยมั้ง

 

ONE DAY IN YOUR LIFE เคยขึ้นถึงอันดับ 1 ในอังกฤษในปี 1981 ด้วยนะ

 

พอลองดูชาร์ทเพลงในอังกฤษในสัปดาห์นั้น ก็รู้สึก nostalgic มาก ๆ เพราะมันเต็มไปด้วยศิลปินที่เราชื่นชอบ อย่างเช่น

 

1. Ultravox

2. Randy Crawford

3. Phil Collins

4. Depeche Mode

5. Siouxsie & The Banshees

6. Sheena Easton

เพลง FOR YOUR EYES ONLY ที่ติดอันดับในชาร์ทนี้นี่เป็นเพลงที่เราชอบมาก ๆ

7. Grace Jones

8. Kim Wilde

9. Human League

10. Eurythmics

 

สรุปว่า หนัง biopic นักดนตรีที่เราชื่นชอบมาก ๆ ในระยะหลัง ๆ ก็ยังคงเป็น BETTER MAN (2024, Michael Gracey, UK, A+30) และ ANITA (2021, Lok Man Leung, Hong Kong, A+30)

 

ส่วนหนังเกี่ยวกับนักดนตรีที่เราชื่นชอบมากที่สุดตลอดกาล ก็อาจจะเป็น THE HOURS AND TIMES (1991, Christopher Munch) ที่เป็นหนังเกี่ยวกับ John Lennon และเป็นหนังเกย์ที่ดูแล้วร้าวรานใจที่สุดในชีวิต (ตัวละครสำคัญคือ Brian Epstein เกย์หนุ่มที่แอบหลงรัก John Lennon ข้างเดียว)

 

อยากให้มีคนสร้างหนัง biopic ของนักดนตรีดังต่อไปนี้

 

1. เติ้งลี่จวิน (1953-1995)

 

2. Dolores O’Riordan (1971-2018)

 

3. Sinéad O’Connor (1966-2023)

 

4. Richey James (1967-1995) สมาชิกวง Manic Street Preachers แน่นอนว่าตัวละครสำคัญในหนังเรื่องนี้คือคุณวาสนา วีระชาติพลี

Thursday, April 16, 2026

RYUSUKE HAMAGUCHI VS. JACQUES RIVETTE

บทบาทการแสดงครั้งสำคัญของ Miho Nakayama ใน SAILOR UNIFORM REBEL ALLIANCE (1986-1987)

 

อยากเปิดร้านขาย “ดอกไม้ที่ใช้เป็นอาวุธได้” แบบนี้

 

https://web.facebook.com/watch/?v=928414579805758

+++

 

ถ้าจำไม่ผิด เราเคยดูละครเวทีเรื่องนี้นะ เพราะเราจดไว้ว่า เราเคยดูละครเวทีเรื่อง WHEN A MAN LOVES A MAN ในวันที่ 20 ต.ค. 2002

+++

 

คิดถึงการรับสายโทรศัพท์บ้าน ไม่ได้รับสายโทรศัพท์บ้านมานานมากแล้ว

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/4350902985178535

++++

RYUSUKE HAMAGUCHI VS. JACQUES RIVETTE

 

จับคู่ภาพยนตร์ของปรมาจารย์สองท่านนี้ที่มีความยาวใกล้เคียงกัน

 

1. HAPPY HOUR (2015, Ryusuke Hamaguchi, 317min, A+30)

Vs. JOAN THE MAIDEN (1994, Jacques Rivette, 335min)

 

2. INTIMACIES (2012, Ryusuke Hamaguchi, 255min, A+30)

Vs. MAD LOVE (1969, Jacques Rivette, 252min)

 

3. ALL OF A SUDDEN (2026, Ryusuke Hamaguchi, 195 min)

Vs. CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette, 193min, A+30)

 

4. DRIVE MY CAR (2021, Ryusuke Hamaguchi, 179min, A+30)

Vs. UP, DOWN, FRAGILE (1995, Jacques Rivette, 170min, A+30)

 

5. THE SOUND OF WAVES (2012, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary, 142min)

Vs. PARIS BELONGS TO US (1961, Jacques Rivette, 141min, A+30)

 

6. THE DEPTHS (2010, Ryusuke Hamaguchi, 121min, A+30)

Vs. NOROIT (1976, Jacques Rivette, 130min, A+30)

 

7. WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi, 121min, A+30)

Vs. LE PONT DU NORD (1981, Jacques Rivette, 127min)

 

8. STORYTELLERS (2013, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary, 120min, A+30)

Vs. DUELLE (1976, Jacques Rivette, 120min, A+30)

 

9. ASAKO I & II (2018, Ryusuke Hamaguchi, 119min)

Vs. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, 130min, A+30)

 

เหมือนเราจะจับคู่กันได้แค่นี้ เพราะว่า Ryusuke Hamaguchi ทำหนังที่ “สั้นกว่า” ASAKO I & II อีกหลายเรื่อง แต่ว่า Jacques Rivette ทำหนังที่ “ยาวกว่า” WUTHERING HEIGHTS อีกมากมายหลายเรื่อง เพราะฉะนั้น Ryusuke Hamaguchi ยังคงห่างไกล Jacques Rivette อยู่อีกมากในด้านความยาวเฉลี่ยของหนัง

 

ถ้าหาก Hamaguchi จะไล่ตาม Rivette ให้ทัน เขาก็ต้องทำหนังที่มีความยาวใกล้เคียงกับ OUT 1: DON’T TOUCH ME (1971, 760min, A+30), LA BELLE NOISEUSE (1991, 240min, A+30), TOP SECRET (1998, 170min, A+30), LOVE ON THE GROUND (1984, 170min), GANG OF FOUR (1989, 160min, A+30), etc. กันต่อไปในอนาคตค่ะ

 

โพสท์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโพสท์ของคุณ Chonnatee Pimnam

+++

 

พบว่ากระดาษหน้าปกเทป ONPA ที่เราใช้จดชื่อเพลงที่อัดไว้จากวิทยุเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน มันกลายสภาพเป็นเหลือง ๆ กะดำกะด่าง แบบนี้แล้วน่ะ เราก็เลยอยากถามว่า มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่าน่ะ มันมีเชื้อราหรืออะไรแบบนี้หรือเปล่า เราจะได้จดชื่อเพลงลงไว้ในที่อื่น แล้วโยนปกเทปเหล่านี้ทิ้งไป

 

แต่ถ้าหากมันเป็นเพียงปฏิกิริยาเคมี ที่ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ เป็นเพียงแค่สนิมสังคมอะไรแบบนี้ เราจะได้เก็บหน้าปกเทปเหล่านี้เอาไว้ต่อไป

++++

 

A MIXTAPE FROM A FRIEND IN 1997

 

ผลจากการจัดห้องวันนี้คือการค้นเจอ mixtape ที่เพื่อนคนหนึ่งทำแจกเพื่อนหลายๆ คนในปี 1997 โดยเพื่อนคนนั้น (สมมุติว่าชื่อ S) ทำหน้าปกเทปเป็นกลอน I WANDERED LONELY AS A CLOUD (1807) ของ William Wordsworth และมีการอุทิศเพลง AIR WE BREATHE ของ Alisha’s Attic ให้เรา โดยเขาขอบคุณเราด้วยที่เราแนะนำให้เขาดูหนังเรื่อง BEAUTIFUL THING (1996, Hettie Macdonald, UK)

 

แต่ที่สะท้อนใจมากก็คือว่า กูถูกเรียกว่า “ป้าจิตร” ตั้งแต่ปี 1997 ค่ะ คือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กูก็มีสถานะเป็น “ป้าจิตร” แล้ว 55555

 

รู้สึกว่า mixtape ม้วนนี้ทรงคุณค่ามาก ๆ สำหรับเรา ขอบคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ นะคะ

 

รายชื่อเพลงใน mixtape นี้

 

1. PRELUDE: Én csak azt csodálom (Lullaby For Katharine) – Gabriel Yared from the film THE ENGLISH PATIENT (1996, Anthony Minghella)

 

2. หนึ่งในหลาย – อังศณา ช้างเศวต

 

3. เจอกันในใจ – อัญชลี & เกริกศักดิ์

 

4. THE DAY WE FIND LOVE – 911

 

5. IF YOU WERE MINE – Bed & Breakfast

 

6. เดินทาง...นับดาว...รอคอย – วรรธนา & เชษฐา

 

7. STAR – เจมส์

 

8. อยู่เพื่อใคร – มาช่า

 

9. NOBODY KNOWS – Tony Rich Project

 

10. ห่วงหา – Banana Boat

 

11. เก็บมันเอาไว้ – เจตริน วรรธนสิน

 

12. วันเวลา – อัญชลี จงคดีกิจ

 

13. จากกันไม่ตลอดไป – Ford

 

14. BECAUSE YOU LOVED ME – Celine Dion

 

15. เจ้าหญิง – บอยด์ โกสิยพงษ์

 

16. สายฝนกับน้ำตา – บุปผา ธรรมบุตร

 

17. ไม่อาจเปลี่ยนใจ – เจมส์

 

18. AIR WE BREATHE – Alisha’s Attic

 

19. ขอใครสักคน – ลีโอ พุฒ

 

20. I WON’T RUN OUT ON YOU – Newton

 

21. TAKE A BOW – Madonna

 

22. เสียงอ่านกลอน I WANDERED LONELY AS A CLOUD

++++

 

คำถาม: นักแสดงท่านใด และตากล้องท่านใดมีผลงานภาพยนตร์ฉายในคานส์ติดต่อกันสองปีซ้อน ทั้งในปี 2025 และ 2026

 

คำตอบ: 1. ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด Wachra Kanha คือนักแสดงชาวไทยที่มี “ผลงานการแสดงฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์” ติดต่อกันถึงสองปีซ้อน กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพราะเขาร่วมแสดงใน A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) ที่เข้าประกวดในสาย Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2025 และเขาก็ร่วมแสดงใน WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026, Tossaphon Riantong, 19min) ที่ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 ด้วย

 

นอกจาก Wachara Kanha จะเป็นนักแสดงที่เก่งมาก ๆ แล้ว เขายังทำหน้าที่เป็น production designer & art director ให้กับ WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? ด้วย และเขาเองก็เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างหนังสั้นและหนังยาวมาแล้วเป็นจำนวนรวมกันไม่ต่ำกว่า 50 เรื่องได้มั้ง ซึ่งเราก็ถือว่าเขาเป็น one of my most favorite directors in the decade 2010s

 

หวังว่าจะได้เห็นผลงานการแสดงภาพยนตร์ของ Wachara Kanha อีกหลาย ๆ เรื่องนะ

 

2. Pasit Tandaechanurat เป็นตากล้องให้กับทั้ง A USEFUL GHOST และ WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? (แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยเป็นตากล้องให้กับหนังที่ฉายคานส์ปี 2018 ด้วย)

 

โดยตัว Pasit เองนั้นก็เคยกำกับภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีดเหมือนกัน เพราะว่าหนังเรื่อง OUR HOME SAYS ALL ABOUT US (2017, Pasit Tandaechanurat) เคยติดอันดับ 57 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่เคยดูในปี 2017 และหนังเรื่อง THE DEATH OF FIREFLIES การตายของหิ่งห้อย (2016, Jirudtikal Prasonchoom, Pasit Tandaechanurat) เคยติดอันดับ 21 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2016

 

Edit เพิ่ม: พี่บี๋มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ Pasit ก็เคยเป็นตากล้องให้กับหนังเรื่อง TEN YEARS THAILAND (2018Aditya AssaratWisit SasanatiengChulayarnnon Siriphol, Apichatpong Weerasethakul)  ที่ได้ฉายในสาย Special Screening ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2018 ด้วย ขอบคุณข้อมูลจากพี่บี๋มากครับ

++++

 

อี Facebook ทำพิษอีกแล้ว มีใครเป็นบ้างคะ มันเข้าไปดูข้อความบางข้อความใน Messenger ไม่ได้ถ้าหากเข้าทาง laptop มันบอกให้ใส่ pin ก่อน เราก็ใส่ pin ไป มันก็ขึ้นว่า "Verifying your PIN" เป็นเวลานาน ไม่มีที่สิ้นสุด เราก็เลยเลือกใช้วิธีให้มันส่ง one-time code มาให้เราทางมือถือ แล้วเอา code นั้นไปใส่ใน laptop แต่มันก็ยังคงขึ้นว่า "Verifying your code" เป็นเวลานาน ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ดี

 

แต่เรายังดูข้อความต่าง ๆ ทางมือถือได้อยู่ ซึ่งเราก็ดูไม่สะดวก เพราะเวลาใช้มือถือ เราไม่กล้าเปิดเสียงเพื่อดูคลิปต่าง ๆ เราจะเปิดเสียงเพื่อดูคลิปต่าง ๆ เฉพาะตอนเราใช้ laptop + หูฟังเท่านั้น

 

เราก็เลยร้องเรียนเรื่องนี้ไปทาง facebook แล้ว แต่ก็อยากถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ไหมคะ แล้วมีวิธีแก้ปัญหาอะไรหรือเปล่า

 

I cannot access some messages in my Messenger today via my laptop. It asks me to enter my pin, but after I enter my pin. It says "Verifying your code", and it takes forever. So I choose to use a one-time code to access my messages, but the problem stays the same. Now I can access all my messages only by my phone.

 

Edit เพิ่ม: กรี๊ดดดดดดด ตอนนี้แก้ได้แล้วโดยทำตามวิธีที่คุณ Sorayos บอก ซึ่งก็คือ “clear cache ใน browser ในคอมก่อน แล้วค่อยกดขอ code ใหม่” ขอบพระคุณคุณ Sorayos มาก ๆ ค่ะ

++++

 

One of the most beautiful charts in my life เพราะมี ONE MAN ของ Chanelle กับ AFFAIR ของ Cherrelle ติดอันดับในชาร์ทพร้อมกัน ขอบพระคุณสถานี 88FM ในปี 1989 ที่เปิดสองเพลงนี้กรอกหูเราในตอนนั้น จนเรายังคงรำลึกถึง

สองเพลงนี้ได้ไม่มีวันลืมเลือนแม้จะผ่านมานาน 37 ปีแล้ว

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1588560039374255&set=a.597663498463919

+++

 

ผลงานใหม่ของ Nobuhiro Yamashita ผู้กำกับ NO ONE’S ARK (2003), LINDA LINDA LINDA (2005), LET’S GO KARAOKE! (2023) และ GHOST CAT ANZU (2024)

https://web.facebook.com/photo?fbid=35874876605432912&set=a.34246018001652122

 

 

 

Tuesday, April 14, 2026

RIP MARIO ADORF

4. TO YOU TWO! BEST SELECTION (1992) – Chikaco Sawada

 

อัลบัมเพลงชุดนี้เป็นอัลบัมของ Chikaco Sawada ที่เราชอบสุดขีด แต่มันหาฟังไม่ได้ใน spotify เราเลยต้องไปขุดเอา tape cassette ที่เคยซื้อไว้ในราคา 60 บาทเมื่อ 34 ปีก่อนมาเปิดฟัง ปรากฏว่ายังเปิดฟังได้อยู่ กราบขอบพระคุณเทป Octopus มาก ๆ ค่ะ ผ่านมานาน 34 ปีแล้วเทปยังเปิดฟังได้ แต่อัลบัมชุดนี้กลับหาฟังใน spotify ไม่ได้

 

อัลบัมชุดนี้มีเพลงเพราะ ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงซิงเกิลของ Chikaco Sawada อย่างเช่น WASURERARENAI (1992), FUTARI (1992), BOY (1991), KATAOMOI (1989), I...LOVE...YOU (1988)

 

เสียดายอยู่อย่างเดียวที่อัลบัมนี้ไม่มีเพลง AITAI (1990) ซึ่งเป็นเพลงที่เราชอบมากที่สุดของ Chikaco Sawada เราก็เลยต้องฟังเพลงนี้ในยูทูบแทน

 

ตัดสินไม่ได้ว่าระหว่าง Chikaco Sawada กับ Hiroko Yakushimaru นี่ใคร “เสียงหวาน” กว่ากัน

 

AITAI

https://youtu.be/9LZUBujHk18?si=B_8flY62FiJBUEhE

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Joyce Sims นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนต.ค. 2022 ขณะอายุได้ 63 ปี คือข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเธอไม่ได้มาถึงการรับรู้ของเราเลย

 

วันนี้เรากลับมาฟังเพลงของ Joyce Sims ในยูทูบ แล้วเราก็เลยลองเข้าไปอ่านวิกิพีเดีย เพื่อดูว่าชีวิตของเธอเป็นอย่างไรบ้าง เราก็เลยเพิ่งรู้ว่าเธอเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2022 โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของการเสียชีวิต เศร้าใจมาก ๆ

 

ชอบเพลง ALL AND ALL (1986), LIFETIME LOVE (1987), COME INTO MY LIFE (1987)  และ LOOKING FOR A LOVE (1989) ของ Joyce Sims มาก ๆ

 

ALL AND ALL

https://youtu.be/1AGDEZQmJio?si=gMYtdsQdu66vgFH6

 

LIFETIME LOVE

https://youtu.be/YNFz5MkHBSE?si=rGN2IU0LTw6hCRVl

 

COME INTO MY LIFE

https://youtu.be/v_H23dEmO4Y?si=8630e9aT7YvIEW-5

 

LOOKING FOR A LOVE

https://youtu.be/Rib5le5WU0A?si=GmEKxrRpMdmXF-2g

+++

 

SOME THAI DVDS WITH ENGLISH SUBTITLES

 

มีเพื่อนต่างชาติถามเกี่ยวกับดีวีดีหนังไทยที่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ ซึ่งที่เรามีติดตัวอยู่ก็มีแค่ไม่กี่เรื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่องเหล่านี้

 

1. COUNTRY HOTEL (1957, R.D. Pestonji, 148min)

 

2. DARK HEAVEN (1958, R.D. Pestonji, 102min)

 

3. SUGAR IS NOT SWEET (1965, R.D. Pestonji, 134min)

 

4. MONEY MONEY MONEY (1965, Prince Anusornmongkolgan, 196min)

 

5. E-TAN (1968, Prince Anusornmongkolgan, 180min)

 

6. PARADISE ISLAND (1969, Prince Anusornmongkolgan, 153min)

 

7. POOR PEOPLE THE GREAT (2010, Boonsong Nakphoo, 76min)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02E75zn2Bw2A7KozHbc9msJK2B5B4nxfFhcyJEgbgg7XSoErQw4ANsrffh4JGgVcMUl

 

+++

 

ลูกหมีฝาก HAPPY SONGKRAN ถึงทุกคนด้วยค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243392253605407&set=a.10229204021028460

 

+++

 

แสดงว่าหนังเก่าที่สุดของ Wagner Moura ที่เราเคยดู น่าจะเป็น CARANDIRU (Héctor Babenco, 2003)

 

รู้สึกว่าเขาให้ vibe บางอย่างที่ทำให้นึกถึง Mark Ruffalo ตอนหนุ่ม ๆ คือดูเป็นผู้ชายที่มีความ macho แต่ไม่มากเกินไป ผสมกับความอบอุ่นนุ่มนวลบางอย่างอยู่ข้างใน ไม่ดูเจ้าชู้เท่า George Clooney

https://web.facebook.com/mubi/posts/pfbid0V5CWAFUc4d7f5LAugwDtafpVJJhYKS5rf9BsLvoqy3bi8XmirQU65z6zG6mZvTg9l

 

+++

 

RIP MARIO ADORF (1930-2026)

 

ดาราชายท่านนี้เสียชีวิตในวัย 95 ปี

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. SHORT NIGHT OF GLASS DOLLS (1971, Aldo Lado, Italy)

 

2. THE LOST HONOR OF KATHARINA BLUM (1975, Volker Schlöndorff, Margarethe von Trotta, West Germany)

 

3. THE TIN DRUM (1979, Volker Schlöndorff, West Germany)

 

4. CLASS RELATIONS (1984, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany/France)

 

5. THE HOLCROFT COVENANT (1985, John Frankenheimer)

 

6. ROSSINI (1997, Helmut Dietl, Germany)

 

7. SMILLA’S SENSE OF SNOW (1997, Bille August, Denmark)

 

หนังของ Mario Adorf ที่เราอยากดู

 

1. THE DEVIL STRIKES AT NIGHT (1957, Robert Siodmak, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขา Young Actor จากหนังเรื่องนี้

 

2. THE GENTLEMEN (1965, Franz Seitz, Rolf Thiele, Alfred Weidenmann, West Germany)

Mario Adorf ได้เข้าชิงรางวัล German Film สาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

3. A TRIP TO VIENNA (1973, Edgar Reitz, West Germany)

 

4. THE LEADING MAN (1977, Reinhard Hauff, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Bambi จากหนังเรื่องนี้

 

5. VIA MALA (1986, Tom Toelle, West Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Chaplin Shoe หรือ Best Actor ใน Munich Film Festival จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

6. QUIET DAYS IN CLICHY (1990, Claude Chabrol, France)

 

7. PIZZA COLONIA (1991, Klaus Emmerich, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล German Film สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

8. THE GREAT BELLHEIM (1993, Dieter Wedel, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัล Adolf Grimme จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

9. THE SHADOW MAN (1996, Dieter Wedel, Germany, 10hours)

Mario Adorf ได้รางวัล Bavarian TV award จากมินิซีรีส์เรื่องนี้

 

10. LONELY U (2012, Lola Randl, Germany)

Mario Adorf ได้รางวัลจาก Oldenburg Film Festival จากหนังเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0k1mKHrnwMqDNHQivLSWbJdWNJ1PreZTsAkDZ2ZgD8uNAgje2QDVzdnRRj1ZvmTol

+++

 

ในที่สุดเราก็ค้นเจอนิตยสาร Bioscope ฉบับ 71 ประจำเดือนต.ค. 2007 เล่มนี้มี

 

1. บทความ “Bela Tarr พ่อมดฮังการี” ที่เขียนโดย FLICK-ISM

 

2. บทความ “Nina Menkes: The American Witch of Modern Cinema” ที่เขียนโดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

 

3. มีบทสัมภาษณ์ Prap Boonpan  โดยมีการพูดถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY ความลักลั่นในงานรื่นเริง (2007, Prap Boonpan) ในฐานะหนังแนว magical realism ด้วย เพราะในหนังเรื่องนี้ “วิญญาณของผู้ที่ถูกฆ่าตายเพราะความเห็นต่างทางการเมือง” ได้มาพูดคุยสนทนากับกลุ่มฆาตกรที่เป็นชนชั้นกลางในกรุงเทพ โดยเป็นการพูดคุยอย่างเป็นปกติ และถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่ผี

 

ก็เลยขอแปะสองบทความแรกให้ดูกันแบบเต็ม ๆ นะคะ

 

Edit เพิ่ม: Bioscope เล่ม 71 นี้มี Sandra Hüller ขึ้นปกด้วยนะ จากหนังเรื่อง REQUIEM (2006, Hans-Christian Schmid, Germany, A+30)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0wW5Ae8aNVeHCKJiFutf8p4zhhjbicrDV2xChq6e1vJubv1FA4tWaEagMTbLQ1u5Ul

 

+++

 

วันนี้เรายังคงเดินหน้าจัดห้องต่อไป ผลก็คือเจอนิตยสาร GM ฉบับเดือนพ.ค. 2008 หรือฉบับที่ 358 ฉบับนี้เป็น movie issue เล่มนี้มี

 

1. บทสัมภาษณ์ Apichatpong Weerasethakul โดย นราวุธ ไชยชมภู ยาว 13 หน้า

 

2. บทสัมภาษณ์ Kong Rithdee, Wiwat Lertwiwatwongsa และ Warin Nilsirisuk กรี๊ดดดดดด 55555 โดย ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

 

อันนี้เราถ่ายภาพมาเพื่อให้เห็นภาพรวมโดยคร่าว ๆ นะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02ndoNg5MHhFsXksHSB16BiBMd8kWQnuyepiJJjCU8vLCsSSyMbinasNgxxX2kByc9l

+++

 

วันนี้เราจัดห้อง และก็เลยค้นเจอนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” ฉบับที่ 23 ประจำปักษ์แรกเดือนก.พ. 1989 ในเล่มนี้มี

 

1. บทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง THE LAST METRO (1980, François Truffaut, France) เราเข้าใจว่าคุณมโนธรรม เป็นคนเขียนบทความนี้นะ ไม่รู้ว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่า

 

2. ภาพจากหนังเรื่อง SHADOW OF THE PEACOCK หรือ ECHOES OF PARADISE (1987, Phillip Noyce, Australia) ที่น่าดูมาก ๆ เพราะว่า John Lone หล่อมากในหนังเรื่องนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดด

 

เสียดายที่ John Lone หายสาบสูญไปจากวงการนับตั้งแต่ปี 2007 ในขณะที่ Joan Chen ซึ่งโด่งดังมาพร้อม ๆ กับ John Lone ยังคงเล่นหนังมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง DIDI (2024, Sean Wang) ที่เพิ่งเข้าฉายที่ House Samyan ในช่วงปลายปี 2024

 

3. สิ่งที่งดงามที่สุดสำหรับเราในนิตยสารเล่มนี้ ก็คือคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ที่รายงานว่ามีหนังเรื่องใดบ้างเข้ามาลงโรงฉายที่สมาคมฝรั่งเศสและสถาบันเกอเธ่ในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

คือเราเพิ่งเริ่มเป็น cinephile ในช่วงปลายปี 1995 น่ะ หลังจากเราเรียนจบมหาลัยและเริ่มต้นทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากรู้มาก ๆ ว่า เราพลาดหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เราชอบจินตนาการเสมอว่า ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปได้ และเริ่มไปดูหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ตั้งแต่เรายังเป็นนักเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 เราจะได้ดูหนังเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง เพราะฉะนั้นบันทึกการฉายหนังที่เกอเธ่กับ Alliance ในช่วงก่อนปี 1996 จึงมีความสำคัญมาก ๆ สำหรับเรา มันช่วยแสดงให้เราเห็นว่า การที่เราเป็น cinephile ในเวลาที่ช้าเกินไป มันทำให้เราพลาดอะไรไป

 

ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในกรุงเทพในช่วงเดือนก.พ. 1989 และเป็นหนังที่เราพลาดดูไปแล้ว ก็รวมถึงเรื่อง

 

3.1 MOLIÈRE (1978, Ariane Mnouchkine, France, 4hrs 20mins)

 

กรี๊ดดดดดดด Alliance เคยฉายหนังยาว 4 ชั่วโมง 20 นาทีในวันที่ 13 ก.พ. 1989 และ 16 ก.พ. 1989 ด้วย เสียดายมากๆๆๆๆๆๆๆ ฉันอยากย้อนเวลากลับไปดูหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองที่คานส์ และชนะรางวัลซีซาร์สาขา production design กับสาขา cinematography ด้วยนะ

 

เหมือนหนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปเลยนะ Alliance ไม่เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายเลยนับตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา และเราก็ไม่เห็นคนอื่น ๆ พูดคุยกันถึงหนังเรื่องนี้เลย

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้สามารถดูทาง Apple TV ได้หรือเปล่า

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ariane Mnouchkine เลย แต่เธอเป็นผู้กำกับหญิงของฝรั่งเศสที่น่าสนใจสุดขีด หนังของเธอที่เราอยากดูก็มีเช่น

 

3.1.1 1789 (1974, 150min)

 

3.1.2 THE FLOOD DRUMMERS (2002, 137min)

 

3.1.3 THE LAST CARAVAN STOP (2003, 250min)

 

3.1.4 THE SHIPWRECKED OF THE MAD HOPE (2006, 180min)

 

3.2 PARTNERS (1984, Claude d’Anna, France)

 

หนังที่เข้าฉายที่ Alliance เรื่องนี้นำแสดงโดย Nicole Garcia และเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเรายังไม่เคยดูหนังของ Claude d’Anna มาก่อนเลย

 

Claude d’Anna เคยกำกับหนังเรื่อง SALOMÉ (1986) ที่ได้ฉายในสาย un certain regard ในคานส์ด้วย

 

3.3 THE MURDERER (1979, Ottokar Runze, West Germany)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ George Simenon ซึ่งถนัดในการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ “การฆาตกรรม ที่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไป”

 

และพอเราอ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ มันคือความเป็น Simenon จริง ๆ เพราะเรื่องย่อมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือ “หนังฆาตกรรม” แต่ประเด็นที่ว่า ใครเป็นฆาตกร ไม่มีความสำคัญใด ๆ อีกต่อไปในหนังเรื่องนี้

 

หนังเรื่อง THE MURDERER นี้ส่งผลให้ Gerhard Olschewski ได้รับรางวัล Best Actor จากเทศกาลภาพยนตร์ Sitges-Catalonian ด้วยนะ

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Ottokar Runze เลย อยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

3.4 MOON MADNESS (1984, Jean Image, France, animation, 82min)

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Jean Image เหมือนกัน อยากดูมาก ๆ หนังเรื่อง MOON MADNESS นี้ได้ชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมที่เทศกาลภาพยนตร์ Fantasporto ด้วย

 

3.5 FALSE CONFESSIONS (1984, Daniel Moosmann, France, 110min)

 

หนังสร้างจากบทประพันธ์ของ Marivaux เรายังไม่เคยดูหนังที่กำกับโดย Daniel Moosmann เหมือนกัน

 

Daniel Moosmann เคยได้รับรางวัล Best Director จากเทศกาลภาพยนตร์ Taormina จากหนังเรื่อง BIRIBI (1971) ด้วย

 

3.6  A FINE BUNCH OF PEOPLE-LTD. (1981, Ottokar Runze, West Germany)

 

อยากดูหนังของ Ottokar Runze จริง ๆ เขาเคยได้รับรางวัลหมีเงินในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินจากหนังเรื่อง IN THE NAME OF THE PEOPLE (1974) ด้วย

 

เราว่าคอลัมน์ “สมาคมคอหนัง” ในนิตยสาร “หนังและวีดีโอ” นี่มันรุนแรงมาก ๆ เลยนะ เพราะถึงแม้มันเป็นนิตยสารในปี 1989 แต่ข้อมูลในคอลัมน์นี้ก็ยังล้ำค่ามาก ๆ ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เพราะว่าคุณลองเข้าไปดูใน imdb สิ ใน imdb น่ะ ไม่มี “เรื่องย่อ” ของหนังหลาย ๆ เรื่องในลิสท์ข้างต้นนะ ทั้งหนังของ Ottokar Runze, Daniel Moosmann, Claude d’Anna แต่ว่านิตยสาร “หนังและวีดีโอ” มีเรื่องย่อของภาพยนตร์เหล่านี้ นิตยสารภาพยนตร์ของไทยในปี 1989 ฉบับนี้มีสิ่งที่แม้แต่ imdb ในปัจจุบันยังให้ไม่ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0v2tW43tANGojhQZsj6ckT1bvzuPjsszPAjR9TQhk7VcQHc2Z1q3cWE9oeTHeweNpl

 

+++

ชอบ MELO มาก ๆ เลยครับ จิตรได้ดู MELO ตอนที่พี่สนยืมฟิล์ม 16 มม.จาก Alliance มาฉายที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ถ้าหากจำไม่ผิด

 

ยังจำได้เลยว่า MELO เหมือนจะมีฉากที่ Sabine Azema ม้วนหน้าม้วนหลังโดยไม่มีสาเหตุด้วย 55555

++++

 

สิ่งที่ทำให้เราดีใจที่สุดจากการจัดห้องในวันนี้ คือการค้นเจอแฟ้มเอกสารสำคัญที่เราหาไม่เจอมานาน 14 ปีแล้ว

 

คือเราเคยย้ายห้องในปี 2012 น่ะ แล้วการย้ายห้องในช่วงต้นปี 2012 มันทำให้แฟ้มเอกสารสำคัญของเราหายไป เราหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า ห้องของเรารกมากด้วยแหละ ห้องของเรามันเต็มไปด้วยวิดีโอเทป, เทปเพลง, หนังสือ และนิตยสารมากมาย

 

พอวันนี้เราได้จัดห้องของตัวเอง เราก็เลยเจอแฟ้มเอกสารสำคัญนี้โดยบังเอิญ มันซุกอยู่รวมกับนิตยสารต่าง ๆ เราก็เลยรู้สึกดีใจที่สุด สิ่งที่เราเคยทำหายไปในช่วงต้นปี 2012 ในที่สุดเราก็ได้มันกลับคืนมาแล้ว หลังจากเราหามันไม่เจอมานาน 14 ปี

 

แฟ้มเอกสารสำคัญนี้คือแฟ้มที่รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเพื่อนเก่าของเราในทศวรรษ 1980 ถึงช่วงต้นทศวรรษ 1990 น่ะ คือพอเราได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในแฟ้มนี้ มันก็ทำให้เรานึกถึง “ช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต” ในปี 1989 และในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มาก ๆ

 

คือสิ่งเหล่านี้มันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับคนอื่น ๆ แต่มันคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเรา เพราะแต่ละสิ่งมันบรรจุความทรงจำของเราในปี 1989-1995 เอาไว้ ไม่มีอะไรจะมาแทนที่ได้

 

อย่างเช่น ภาพสองภาพนี้ คือเพื่อนของเราเขาชอบ “วาดใบหน้าใหม่ทับใบหน้าของคนอื่น ๆ” น่ะ และเราก็ชอบเก็บรวบรวมภาพที่เขาวาดทับเหล่านี้เอาไว้ เพราะเราว่ามันฮาดี พอเราได้เห็นมันอีกครั้ง มันก็ทำให้นึกถึงความสุขในปี 1989 มาก ๆ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0281uEnbNnfyHRjwwYssbG2G5pgtCSuj3iuQVmnSrY8gTUCBMggDcY4E5UjR9zkEuCl

 

Sunday, April 12, 2026

DVDS OF WACHARA KANHA

 

พอเห็นเทรลเลอร์หนังเรื่อง MICHAEL (2026, Antoine Fuqua) เราก็เลยต้องกลับมาฟังเพลงของ La Toya Jackson เพื่อรำลึกถึงความหลัง 555

 

ภาพจากมิวสิควิดีโอ HEART DON’T LIE (1984) La Toya Jackson กำกับโดย Ed Pacio

https://youtu.be/-uOeOikZQ_I?si=V1TVPpZKqEXP4N3o

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เรานึกถึงเมื่อเราได้เห็นเทรลเลอร์หนังเรื่อง MICHAEL (2026, Antoine Fuqua) ก็คือ ทฤษฎีสมคบคิดที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ ที่ว่า จริง ๆ แล้ว Michael Jackson กับ Janet Jackson เป็นคนคนเดียวกัน 55555

 

คือกราบคนคิดทฤษฎีนี้ขึ้นมามาก ๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง คิดถึงทฤษฎีนี้ทีไรเราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ เพราะใจจริงแล้วเราก็อยากให้มันเป็นความจริงมาก ๆ  อยากเห็น Michael Jackson ปลอมตัวเป็น Janet Jackson ไปออกงานต่าง ๆ

+++

 

วันนี้เรายังคงจัดของลงลังต่อไป ซึ่งรวมถึงดีวีดีภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องของ Wachara Kanha ซึ่งถือเป็น one of my most favorite directors of the decade 2010s

 

DVD ในรูปนี้รวมถึงหนังเรื่อง

 

1. WHITE DREAM AND THE RED-HAIRED GIRL (ความฝันสีขาวกับเด็กสาวผมสีแดง) (2011, 29min)

 

2. LOSE (สูญ) (2011, 70min)

 

3. MY SECOND BIRTH (การเกิดรอบ 2 ของกู) (2011, 27min)

 

4. WAITING FOR THE PREGNANT LOVE (รอคอยความรักที่กำลังตั้งครรภ์) (2011, 27min)

 

5. ONE DAY YOU WILL LOVE ME LIKE I LOVE YOU (สักวันเธอจะรักฉันอย่างที่ฉันรักเธอ) (2011, 50min)

 

6. HER CITY (บ้านเมืองของเธอ) (2010, 13min)

 

7. นครอัศจรรย์ MIGHT (2011, 30min)

 

8. นครอัศจรรย์ COLLAPSE (2011, 26min)

 

9. นครอัศจรรย์ NIGHTMARE (2011, 30min)

 

10. BANGKOK RAPE (ข่มขืนกรุงเทพ) (2011, 90min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

11. THE JUDGE (คำพิพากษาของความรัก) (2010, 25min)

 

12. THE DREAM OF SATURDAY NIGHT AND SUNDAY MORNING (ความฝันของคืนวันเสาร์เช้าวันอาทิตย์) (2011, 24min)

 

13. THE FRENCH CLASSROOM AND THE MYSTERY OF FRANÇOIS ห้องเรียนฝรั่งเศสกับปริศนาฟองซัว (2011, 33min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

14. THE MODERN LOVERS (2011, The Underground Office, 27min)

 

15. THE INITIAL STEP OF MY NEW BEGINNING (ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่ของฉัน) (2010, 30min)

 

16. PERCEPTO 01 SOUND OF PSYCHO (PERCEPTO 01 หูเดือดโคตรล้างเลือด) (2011, Yungvun Kotegunha, 21min)

เราเข้าใจว่า วชร กัณหา มีส่วนร่วมในการกำกับหนังเรื่องนี้นะ

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

17. THE FORGOTTEN (2011, documentary, 123min)

 

18. PEE PONG (ผีโป่ง) (2010, 30min)

 

19. INVADERS (ผู้บุกรุก) (2011, 90min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

20. BLUE BLANK (2010, 50min)

เรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ

 

ดีใจมาก ๆ ที่ได้เก็บดีวีดีหนังหลายเรื่องของผู้กำกับท่านนี้ไว้

 

ดูหนังบางเรื่องในรายชื่อข้างต้นได้ที่ channel นี้

https://www.youtube.com/@oui41oui/videos

++++

 

เราเคยดูแค่ SUNRISE กับ 7TH HEAVEN และเราก็ชอบทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

+++

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ขำมากที่ทุกคนเลือก TWO PEOPLE EXCHANGING SALIVA โดย “ตัดสินจากชื่อเรื่อง” แล้วปรากฏว่าทุกคนเดาถูกหมด 555

https://web.facebook.com/photo?fbid=1610260217295619&set=a.491094702545515

 

Sunday, April 27, 2025

I A PIXEL, WE THE PEOPLE (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 1440 mins)

 

เห็นข่าวดราม่าแล้วก็นึกถึงหนังสารคดีที่เราชอบมาก ๆ เรื่อง “เก๊าไม้เอสเตท 1955” KAOMAI ESTATE 1955 (2021, Navarutt Roongaroon, documentary, 8min, A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโรงบ่มใบยาสูบเก่าแก่ เสียดายที่ตอนนี้ตัวหนังสารคดีจริง ๆ ที่ยาว 8 นาทีเรากดเข้าไปดูไม่ได้แล้ว เหลือแต่คลิป trailer ที่ยาวเพียงแค่ 39 วินาที

https://web.facebook.com/ASAArchitectExposition/videos/1259247571208373

++++++++++++

ถ้าหากใครติดใจดนตรีบลูส์ใน SINNERS (2025, Ryan Coogler, A+30) เราก็ขอแนะนำหนังเรื่องนี้นะคะ THE SOUL OF A MAN (2003, Wim Wenders, documentary, 103min)  หนังเรื่องนี้พูดถึงนักดนตรีบลูส์ 3 คน ซึ่งได้แก่ Skip JamesBlind Willie Johnson และ  J. B. Lenoir แล้วก็นำเสนอการแสดงของศิลปินดนตรียุคปัจจุบันอีกหลายคน อย่างเช่น Nick Cave and the Bad SeedsBeckJon Spencer Blues ExplosionJames 'Blood' UlmerT-Bone BurnettEagle Eye CherryShemekia CopelandGarland JeffreysAlvin Youngblood HartLos LobosBonnie RaittLou ReedMarc RibotLucinda Williams และ Cassandra Wilson.

 

ตัวเราเองไม่ใช่แฟนดนตรีบลูส์ แต่เราจำได้ว่า เราเคยฟังเพลงบลูส์ครั้งแรกก็จากตอนที่ดูหนังเรื่อง THE COLOR OF MONEY (1986, Martin Scorsese, A+30) ตอนที่หนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในไทยในช่วงต้นปี 1987 แล้วเราก็ซื้ออัลบัม soundtrack หนังเรื่องนี้มาฟังด้วย อัลบัมชุดนี้มีเพลงของ Willie Dixon ซึ่งเป็นนักดนตรีบลูส์ ตอนนั้นเรายังเป็นนักเรียนมัธยมต้น พอฟังเพลงในอัลบัมชุดนี้แล้วก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่ทางของเรา แต่ก็ทำให้จดจำได้ว่า ดนตรี blues มันเป็นแบบนี้หรอกเหรอ

 

และเราก็เข้าใจว่า Martin Scorsese น่าจะชอบดนตรี blues มาก ๆ เพราะนอกจากเขาจะนำเพลง blues มาใช้ประกอบหนังเรื่อง THE COLOR OF MONEY แล้ว เขายังอำนวยการสร้างภาพยนตร์ชุด THE BLUES (2003) ด้วย ซึ่งหนังสารคดีเรื่อง THE SOUL OF A MAN ก็เป็นส่วนหนึ่งของหนังชุด THE BLUES นี้

 

ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ในหนังชุด THE BLUES ก็มีเช่น

 

1. FEEL LIKE GOING HOME (2003, Martin Scorsese) พูดถึงดนตรีแนว Delta blues

 

2. THE ROAD TO MEMPHIS (2003, Richard Pearce) พูดถึง Memphis blues

 

3. WARMING BY THE DEVIL’S FIRE (2003, Charles Burnett) น่าดูสุดขีด

 

4. GODFATHERS AND SONS (2003, Marc Levin) พูดถึง Chicago blues

 

5. RED, WHITE & BLUES (2003, Mike Figgis) พูดถึงดนตรี blues ในสหราชอาณาจักรอังกฤษ

 

6. PIANO BLUES (2003, Clint Eastwood) มีสัมภาษณ์ Ray Charles ด้วย

 

ในหนังชุด THE BLUES นี้ เราเคยดูแค่ THE SOUL OF A MAN นะ ส่วนหนังอีก 6 เรื่องที่เหลือเรายังไม่ได้ดู

+++++++++

 

ปีนี้เป็นปีของ “หนังยาวมาก” ของไทยจริง ๆ เพราะปีนี้มีการจัดฉาย

 

1.ภาพยนตร์เรื่อง “สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่กลับออกจากป่า” หรือ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705 min) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ซึ่งตอนนี้เราได้ดูหนังเรื่องนี้ไปเพียง 654 นาที ( หรือ 10 ชม. 54 นาที) ยังเหลืออยู่อีก 51 นาทีที่เรายังไม่ได้ดู

 

แต่ช่วงหลัง ๆ ฟุตเตจของหนังเรื่องนี้มันซ้ำกับช่วงต้นเรื่องนะ เพียงแต่ว่า “เสียง” มันชัดขึ้น เราก็เลยไม่แน่ใจว่า มันจะเป็นฟุตเตจซ้ำแบบนี้ต่อไปในช่วง 51 นาทีที่เหลือหรือเปล่า

 

2. I A PIXEL, WE THE PEOPLE (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 1440 mins)

 

ในขณะที่เราหลงระเริงดีใจ คิดว่าเหลืออีกเพียงแค่ 51 นาที เราก็จะได้ดูหนังเรื่อง INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY จบแล้ว หลังจากเราทยอยดูหนังไทยที่เราชอบสุดขีดเรื่องนี้วันละนิดวันละหน่อยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เข้ก็เปิดตัวผลงานวิดีโอเรื่องใหม่ของเขาที่มีความยาวเพียงแค่ 24 ชั่วโมงในวันนี้ โดยเราเข้าใจว่า งานวิดีโอนี้ประกอบด้วย 24 episodes และแต่ละ episode มีความยาว 1 ชั่วโมง (เราไม่ได้รับสูจิบัตรงานนี้นะ แต่เราแอบส่องดูสูจิบัตรจาก facebook ของเพื่อน)

 

 วันนี้เราลองไปดูงานวิดีโอนี้ของเข้ และเราก็ดูไปได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ นั่นก็คือ EPISODE 6 GOLDEN SPIRAL กับ EPISODE 7 CYBER SCOUT เราได้ดูในเวลาราว 18.00-20.00 น.

 

ตอนแรกเรากะจะนั่งดูถึง 23.00 น. แต่ปรากฏว่า มันต้องนั่งดูกับพื้นค่ะ เราก็เลยนั่งขัดสมาธิดู แล้วก็พบว่า เราคงนั่งขัดสมาธิดูติดต่อกัน 5 ชั่วโมงไม่ได้แน่ ๆ มันทรมานขาเรามากพอสมควร สังขารเรานั่งนาน ๆ แบบนี้ไม่ไหว เราก็เลยดูหนังเรื่องนี้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงพอในวันนี้ แล้วถ้าวันอื่น ๆ เรามีเวลาว่าง เราค่อยมาดูอีก 22 ชั่วโมงที่เหลือ

 

แต่เราก็ไม่ mind เรื่องการนั่งขัดสมาธิดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะเราแอบเดาเอาเองว่า งาน video installation นี้อาจจะต้องการสร้างบรรยากาศอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึง “การเข้าร่วมม็อบชุมนุมประท้วง” น่ะ ซึ่งผู้เข้าร่วมม็อบก็น่าจะต้องนั่งกับพื้นอย่างลำบาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ แบบนี้นี่แหละ จะให้นั่งบนเก้าอี้หลุยส์นุ่ม ๆ ดูวิดีโอนี้ติดต่อกันหลายชั่วโมง มันก็อาจจะไม่เข้ากับจุดประสงค์ของงาน video installation ชิ้นนี้ก็ได้มั้ง

 

ซึ่งเข้อาจจะไม่ได้ตั้งใจสร้างบรรยากาศแบบการเข้าร่วมม็อบชุมนุมประท้วงก็ได้นะ เพราะทั้งหมดนี้คือการที่เรารู้สึกเอาเอง เดาเอาเอง คือพอเราเห็นสิ่งต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้ อย่างเช่น

 

1. กระโจมต่าง ๆ

 

2. ถุงกระดาษมากมาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าสื่อถึงอะไร มันอาจจะสื่อถึงสิ่งที่ครอบครัวเข้ชอบเก็บสะสม, การตั้งคำถามว่าอะไรเป็นศิลปะหรือไม่ หรืออาจจะสื่อถึง “สามัญชน” ก็ได้

 

3. กองเสื้อผ้าของคนธรรมดาเป็นภูเขาเลากา

 

เราก็เลยรู้สึกราวกับว่า การเข้าไปอยู่ในนิทรรศการนี้ มันให้ความรู้สึกคล้ายกับการเข้าร่วมม็อบชุมนุมประท้วงน่ะ ม็อบที่ประกอบไปด้วย “คนธรรมดา” จำนวนมากมายมารวมตัวกัน และคนธรรมดาเหล่านี้ พอรวม ๆ ตัวกันมาก ๆ เข้า มันก็กลายเป็น “ภูเขาใหญ่” และกลายเป็นอะไรที่ monumental ทลายได้ยาก (นึกถึงสิ่งที่พวก Creepers ทำในช่วงท้ายของหนังเรื่อง MICKEY 17 สิ)

 

และความ monumental ของงานนี้ก็มาในรูปแบบทั้ง “จำนวน” เสื้อผ้า, “ความใหญ่โต” ของกระโจม และ “ระยะเวลา” ของงานวิดีโอด้วย 55555

 

ในส่วนของตัววิดีโอที่เราได้ดูนั้น เราชอบทั้ง episode 6 และ 7 นะ โดย episode 6 นั้นเป็นเหมือน home video ถ่าย Chulayarnnon ตอนที่ยังเป็นเด็กชั้นประถมมั้ง โดยเฉพาะตอนที่เขาขึ้นไปแสดงบนเวที, นำเสนอผลงานการวาดรูปของเขา และตอนที่เขาไปเที่ยวแดนเนรมิตในช่วงราว ๆ ปี 1996 และก็มีคลิปเด็กอีกคนใน supermarket ในยุคปัจจุบันด้วย ซึ่งเราไม่แน่ใจว่านั่นคือลูกของ Chulayarnnon หรือเปล่า

 

แล้วก็มีฉากแพทย์บรรยายเรื่องการตัดรังไข่ด้วย

 

ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดเท่าที่เราดูใน EPISODE 6 นั้น เหมือนเป็นสิ่งที่ไม่เคยผ่านตาเรามาก่อนเลย ถึงแม้เราเคยดูหนังของเข้มาแล้วมากมายหลายเรื่องนับตั้งแต่เราได้ดูภาพยนตร์เรื่อง HUA-LAM-PONG (2004, Chulayarnnon Siriphol) เป็นต้นมา เราก็เลยชอบส่วนนี้มาก ๆ

 

ส่วน EPISODE 7 นั้น ช่วงต้น ๆ เรากรีดร้องหนักมาก เพราะมันเป็นการสัมภาษณ์อดีตลูกเสือชาวบ้านในปีพ.ศ. 2519 รุนแรงที่สุด

 

แต่ช่วงต่อมาของ episode 7 เหมือนเป็นการผสมหนังเก่าของ Chulayarnnon สองเรื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ 10 YEARS THAILAND: PLANETARIUM (2018) กับ THAI CONTEMPORARY POLITICS QUIZ (2010, Scene22, A+30) เพราะฉะนั้นเนื้อหาช่วงนี้ก็เลยไม่น่าตื่นเต้นสำหรับเรามากนัก แต่เราก็ดูได้ เหมือนเป็นการทบทวนบทเรียนเก่า ๆ โดยเฉพาะ PLANETARIUM ที่เราเคยดูไปเพียงแค่ครั้งเดียวเมื่อหลายปีก่อน

 

สรุปว่า เหลืออีก 51 นาที เราก็จะดู INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY จบ และเหลืออีก 22 ชั่วโมง เราก็จะดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE จบค่ะ

 

Wednesday, January 08, 2025

SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT

 

MY MOST FAVORITE ALBUM OF 2024

 

GOLDEN BEST (2012) – Miyoko Yoshimoto

 

ขอบคุณเพจ SONNY SELECTOR ที่ทำให้เราได้รู้จักนักร้องคนนี้

 

เราเข้าใจว่าอัลบัมนี้มันคืออัลบั้มรวมเพลงฮิตของ Miyoko Yoshimoto ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หรือในช่วงปี 1985-1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เราชอบฟังเพลงญี่ปุ่นในรายการวิทยุของดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ทางช่อง 88FM และเป็นช่วงที่เราชอบดูละครโทรทัศน์ของญี่ปุ่นที่มาฉายทางสถานีโทรทัศน์ในไทยด้วย

 

ถ้าเพลงที่แต่งโดย Stock Aitken Waterman คือตัวแทนของสูตรสำเร็จแห่งเพลงป็อปอังกฤษในช่วงปลายทศวรรษ 1980 การได้ฟังอัลบัมนี้ของ Miyoko Yoshimoto ก็ส่งผลต่อเราในแบบที่ใกล้เคียงกัน เพราะเรารู้สึกว่าเพลงในอัลบัมนี้มันคือตัวแทนของสูตรสำเร็จของเพลงป็อปญี่ปุ่นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เพลงแต่ละเพลงฟังแล้วมัน “คุ้น” มาก ๆ ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยฟังมันมาก่อน เพราะแต่ละเพลงในอัลบัมนี้มันทำให้นึกถึงเพลงป็อปญี่ปุ่นจำนวนมากที่เราเคยฟังเมื่อ 35-40 ปีก่อนในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และเพลงประกอบละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นจำนวนมากในยุคนั้นด้วย

 

คือเพลงของ Stock Aitken Waterman มันอาจจะไม่ใช่เพลงที่มีคุณค่าในทางศิลปะ แต่ฟังแล้วมันติดหูมาก ๆ และพอมาฟังในปัจจุบันนี้มันก็มีพลังรุนแรงมาก ๆ ในทาง NOSTALGIC และเพลงของ Miyoko Yoshimoto ก็ส่งผลต่อเราในแบบเดียวกัน ฟังแล้วมัน “คุ้น” มาก ๆ, ติดหูสุด ๆ และ NOSTALGIC อย่างรุนแรงที่สุด คิดถึงช่วงเวลาในช่วงปลายทศวรรษ 1980 หนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของเรา

 

เพลงที่เราชอบสุดขีดในอัลบัมนี้ก็รวมถึง

 

1.RAINY HIGH SCHOOL (AME NO HAISUKURU)
https://www.youtube.com/watch?v=XuV7wrt-cC4

 

2.WHITE BASKETBALL SHOES (SHIROI BASUKETTO SHUZU)

https://www.youtube.com/watch?v=cmLdQ1xgW60

 

3.DOOR TO THE HEART (KOKORO NO TOBIRA)

https://www.youtube.com/watch?v=2RIDRXnbxjs

 

4.TOKYO SICKNESS

https://www.youtube.com/watch?v=4fSH7f1WiVg

 

5.HEROES

https://www.youtube.com/watch?v=K3Sz-59zALw

++++

Favorite Song: VIRGIN EYES (1989) – Miho Nakayama มีใครรู้บ้างว่า ละครโทรทัศน์ที่อยู่ในคลิปนี้ มันคือละครเรื่องอะไรน่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=AGEJihp4l2Y

++++++

SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT (2024, Johan Grimonprez, documentary, 150MIN, A+30)

 

1.ตอนนี้เราก็ขอยกให้ Johan Grimonprez เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ในดวงใจของเราไปแล้ว หลังจากเราได้ดูหนังของเขาในโรงภาพยนตร์+งานฉายกลางแปลงในไทยไปแล้ว 3 เรื่อง ดูหนังของเขาแล้วเราก็คิดถึงหนังของปรมาจารย์ด้าน political essay film สามท่านด้วย ซึ่งก็คือ Harun Farocki (1944-2014) จากเยอรมนี, Chris Marker (1921-2012) จากฝรั่งเศส และ John Gianvito จากสหรัฐ รู้สึกว่าหนังของเขาปะทะกับหนังของปรมาจารย์ทั้งสามท่านนี้ได้เลย แต่น่าเสียดายที่ Farocki และ Marker เสียชีวิตไปแล้ว

 

หนังของ Johan Grimonprez ที่เราได้ดู ก็ได้แก่

 

1.1 DIAL H-I-S-T-O-R-Y (1997, 68min, A+30)

ซึ่งเคยมาฉายในกรุงเทพในงาน Bangkok Experimental Film Festival ครั้งที่ 4 โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 23 ธ.ค. 2005 ในจอใหญ่ ในการฉายแบบหนังกลางแปลงที่สวนลุมพินี

 

1.2 DOUBLE TAKE (2009, A+30)

 ซึ่งเราได้ดูที่ SF CENTRAL WORLD ในวันที่ 26 SEP 2009 ในงาน BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL

 

1.3 SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT

ซึ่งเราได้ดูที่ HOUSE SAMYAN ในวันที่ 5 ม.ค. 2025

 

ส่วนผู้กำกับรุ่นใหม่ที่เราว่าสามารถสานต่อสายธารของหนัง political essay film แบบนี้ต่อจาก Farocki, Marker, Gianvito และ Grimonprez ได้นั้น เราก็คิดว่า น่าจะรวมถึง Bo Wang และ Viriyaporn Boonprasert แต่น่าเสียดายที่ Viriyaporn Boonprasert หายสาบสูญไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า ใครจะมาแทนที่ Viriyaporn Boonprasert ได้

 

ส่วน Bo Wang นั้น เราเคยดูหนังของเขาแค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ MIASMA, PLANTS, EXPORT PAINTINGS (2017) ซึ่งเคยมาฉายที่ DOC CLUB สมัยตั้งอยู่ที่ Warehouse ถนนเจริญกรุง และ AN ASIAN GHOST STORY (2023) ซึ่งเพิ่งมาฉายที่ SF Central World ในงาน World Film Festival of Bangkok เมื่อเดือนพ.ย. 2024 ซึ่งหนังสองเรื่องนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า Bo Wang เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่น่าจับตามองมากที่สุดในงานภาพยนตร์ด้านนี้เช่นกัน

 

2.TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

2.1 SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT

+ 2.2 LUMUMBA (2000, Raoul Peck, France/Germany/Belgium/Haiti, 115min)

+ 2.3 MALCOLM X (1992, Spike Lee, 202min)

 

พอเราดู SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT เราก็เลยอยากดู LUMUMBA กับ MALCOLM X อย่างรุนแรงมาก เพราะเหมือนกับว่าเนื้อหาของหนัง 3 เรื่องนี้มันคาบเกี่ยวกันจริง ๆ เหมือนหนัง 3 เรื่องนี้มันอาจจะนำเสนอเหตุการณ์ใกล้เคียงกัน แต่ SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT อาจจะเน้นไปที่บทบาทของเบลเยียม, สหประชาชาติ และนักดนตรีแจ๊ส ส่วน LUMUMBA เราว่าน่าจะเน้นไปที่ Congo โดยตรง และ MALCOLM X น่าจะเน้นไปที่สหรัฐโดยตรง แต่เราก็ยังไม่ได้ดู LUMUMBA กับ MALCOLM X นะ เราก็เลยไม่แน่ใจ

 

3. หนังเรื่อง SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT ทำให้เราเข้าใจหนังเรื่อง THE LOST CITY (2005, Andy Garcia, 144min) มากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นหนังที่เราเคยดูที่ลิโดเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว เพราะในฉากสำคัญฉากหนึ่งใน THE LOST CITY นั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลคิวบาสั่งห้ามวงดนตรีในคิวบาทำการแสดง ถ้าหากมีการใช้แซกโซโฟนในวงดนตรี โดยบทสนทนาในฉากสำคัญนั้นมีดังต่อไปนี้

 

GARCIA: (as Fico Fellove) I see. And then on what grounds do you have to come in here and stop my show?

PENA: (As Miliciana Muñoz) You just can't use the saxophone in the orchestra anymore.

GARCIA: (as Fico Fellove) Come again?

PENA: (As Miliciana Muñoz) The saxophone is an instrument of the imperialist.

GARCIA: (as Fico Fellove) The saxophone was invented by a man name Sax in Belgium!

PENA: (As Miliciana Muñoz) Do you know what the Belgian imperialists are doing in the Congo? They are a bunch of murderers.

GARCIA: (as Fico Fellove) You don't say?

PENA: (As Miliciana Muñoz) I do say! And I am saying that if you want the orchestra to play, then you have to go without the saxophone! Otherwise, I will stop the show.

 

ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่เห็นด้วยกับ Fidel Castro ที่สั่งห้ามการใช้แซกโซโฟนเพียงเพราะเหตุผลแค่นี้ แต่การได้ดูหนังเรื่อง SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT ก็ทำให้เราเข้าใจ “แรงจูงใจ” ของ Fidel Castro ที่สั่งห้ามการเล่นแซกโซโฟนในคิวบาในช่วงเวลานั้น

 

4.อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราชอบ SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT อย่างรุนแรงสุดขีด ก็คือการ research ข้อมูลนี่แหละ เพราะเราว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้ต้อง research ข้อมูลหนักมาก ทั้ง

 

4.1 ข้อมูลด้านการเมืองและนักดนตรีแจ๊สในยุคนั้น จากหนังสือตำราจำนวนมาก

 

4.2 คลังภาพเคลื่อนไหวมากมาย

 

4.3 คลังดนตรีมากมาย

 

คือเอาจริง ๆ ถ้ามันมีหนังที่นำเสนอแค่ 4.1 อย่างเดียว นำเสนอเหตุการณ์ทางการเมืองในยุคนั้นอย่างตรงไปตรงมา เราก็ชอบหนังเรื่องนั้นในระดับ A+30 ได้แล้ว เพราะข้อมูลในหนังเรื่องนี้มันแน่นปึ้กมาก และมันน่าสนใจสุด ๆ สำหรับเรา แต่หนังเรื่อง SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT กลับอัดแน่นไปด้วย found footage เก่าๆ ที่น่าสนใจ และเพลงแจ๊สเก่าๆ  ที่น่าสนใจด้วย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า การ research ข้อมูลทั้งสามอย่างนี้อย่างหนักมาก และนำผลการ research ทั้งสามอย่างนี้มาผสมเข้าด้วยกันได้อย่างรุนแรงแบบนี้ นี่เป็นอะไรที่ต้องกราบตีนมาก ๆ

 

5. อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบหนังเรื่อง SOUNDTRACK TO A COUP D’ETAT อย่างสุดขีด ก็คือการที่เนื้อหาในหนังเรื่องนี้มันพูดถึงอดีต แต่มันก็ยังคงมีความ relevant อยู่ในยุคปัจจุบัน และหนังก็นำเสนอสิ่งนี้ผ่านการสอดแทรก “โฆษณา” เข้ามาอย่างน้อย 2 ชิ้น ซึ่งชิ้นหนึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็น “รถยนต์ไฟฟ้า” (ถ้าหากเราเข้าใจผิด เราก็ขออภัยด้วยนะคะ) และอีกชิ้นหนึ่งก็คือ “โทรศัพท์มือถือ” เพราะว่าอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือนั้น มันต้องพึ่งพาแร่ธาตุ Cobalt และมันนำไปสู่ปัญหาด้านมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงใน Congo ในยุคปัจจุบัน

 

เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ แทรกโฆษณาโทรศัพท์มือถือเข้ามาสั้น ๆ แต่มันเปรี้ยงมาก ๆ และมันสะเทือนมาก ๆ เพราะเราไม่ได้ดูเพียงแค่เรื่องราวน่าเศร้าในอดีต แต่เรากำลังดูผลต่อเนื่องมาถึงยุคปัจจุบันด้วย ใครจะรู้ล่ะว่า ในโทรศัพท์มือถือที่เราพกติดตัวอยู่ขณะดูหนังเรื่องนี้ มันบรรจุแร่ Cobalt ที่มาจากประเทศอะไร และมันได้มาโดยแลกมากับเลือดและชีวิตของใครบ้าง

 

https://www.amnesty.org/en/latest/news/2018/05/phones-electric-cars-and-human-rights-abuses-5-things-you-need-to-know/

 

ซึ่งจริงๆ  แล้ว การใช้วิธีแทรกโฆษณาสินค้าเข้ามาสั้น ๆ แต่มีความหมายทางการเมืองรุนแรงมาก ๆ แบบนี้ ทำให้นึกถึง Viriyaporn Boonprasert มาก ๆ เลย

 

สรุปว่า กราบตีน Johan Grimonprez อย่างรุนแรงค่ะ