Showing posts with label ROMANTIC FILMS. Show all posts
Showing posts with label ROMANTIC FILMS. Show all posts

Friday, May 01, 2026

RAUL RUIZ AND VALERIA SARMIENTO

 

ฉันรักเขา Abhishek Bhardwaj from BHOOTH BANGLA (2026, Priyadarshan, India, 173min, A+30)

 

เหมือนครึ่งแรกของหนังเป็นหนังตลก ส่วนครึ่งหลังเป็นแนวจินตวีร์ วิวัธน์ และเราก็เลยชอบครึ่งหลังของหนังมากกว่า

+++

 

FILM WISH LIST: REQUIESCANT ฆ่าแล้วสวด (1967, Carlo Lizzani, Italy)

 

เพิ่งรู้จากพี่สนธยาว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini ร่วมแสดง เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่องนี้ KILL AND PRAY หรือ REQUIESCANT

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini กำกับ เคยเข้าฉายในไทยแบบ commercial release บ้างหรือเปล่า

 

ดารานำของ REQUIESCANT คือ Lou Castel (FISTS IN THE POCKET, THE BIRTH OF LOVE, BEWARE OF A HOLY WHORE, THE CASSANDRA CROSSING, THE AMERICAN FRIEND)

 

ซื้อโปสเตอร์ได้ที่นี่
https://www.posterman2000.com/product/requiescant-kill-and-pray-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%94/

 

ชอบวง Cranes มาก ๆ เราเคยซื้อเทปอัลบัม LOVED (1994) ของวงนี้

+++

 

กรี๊ดดด ดีใจที่ได้เห็น trailer ของหนังเรื่องนี้ SECONDHAND LADY ผู้หญิงมือสอง (1979, Apichat Phopairot)

 

หนังเรื่องนี้เคยได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่มอสโคว์ในปี 1979 เราอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเราเคยดูหนังอีก 2 เรื่องของ Apichat Phopairot แล้วเราชอบมาก ๆ

 

เห็นเว็บไซต์ NANGDEE บอกว่า หนังเรื่อง “ผู้หญิงมือสอง” ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent ด้วย แต่เราหาหลักฐานอื่น ๆ มายืนยันเรื่องนี้ไม่ได้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้เคยได้รางวัลที่ Tashkent จริงหรือเปล่า

+++

 

ชอบที่มีทฤษฎีสมคบคิดว่ามีสัญลักษณ์ illuminati ในปกอัลบัมนี้ด้วย 55555

+++

 

FOUR UNLOVED WOMEN, ADRIFT ON A PURPOSELESS SEA, EXPERIENCE THE ECSTASY OF DISSECTION (2023, David Cronenberg, Canada/Italy, 4min, A+30)

 

Cronenberg นี่มัน Cronenberg จริง ๆ ขนาดทำหนังสั้น 4 นาทียังมีลายเซ็นชัดเจนขนาดนี้ 55555

 

ดูแล้วนึกว่า “หนังสอนธรรมะ” สำหรับเปิดฉายให้เด็ก ๆ นักเรียนหรือใช้สอนตามวัด เพราะดูแล้วนึกถึงพระพุทธพจน์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

ในร่างกายของเธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้เหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออกเนืองนิตย์.

 

ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาดหลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะนั้น. หากว่าคนพึงรู้จักสรีระของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหนีเธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกล ฉะนั้น.

 

แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้มี เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ความพอใจในเมถุน ไฉนจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า.

 

เราว่ามันไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ในหนังของ Olivier Smolders ที่เราเคยดูนะคะ แต่น่าจะมีความใกล้เคียงกับหนังเรื่อง PICTURE’S CONCISE ANATOMY (2008, Olivier Smolders) ที่เรายังไม่ได้ดู เพราะหนังเรื่องนั้นก็พูดถึง “หุ่นขี้ผึ้ง” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “ตัวหนัง” เรื่องนี้ของ Cronenberg แล้ว เราว่ามันไปกันได้ดีกับหนังของ Olivier Smolders มาก ๆ ค่ะ

+++

 

งดงามที่สุด ชอบ quote นี้ของ Christian Petzold อย่างรุนแรง

 

“I love Howard Hawks, and he remade his own movies. When we made Miroirs, I knew it was echoing Ghosts. Both are to do with a Brothers Grimm fairytale, ‘Das Totenhemdchen’ [‘The Shroud’], about a mother whose grief for her daughter is so deep that she prepares dinner for the two of them each evening. The daughter comes out of the grave, and says, “Mother, you have to stop your tears, because I want to go to heaven.” The mother stops grieving, and the daughter vanishes.

This is a metaphor for both movies. A mother’s grief creates a ghost.”

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง PEPE (2024, Nelson Carlo de Los Santos Arias, Dominican Republic, A+30)

 

ชื่อผู้กำกับสองคนที่เราชอบจำสลับกัน Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos

 

1. Nelson Carlo de Los Santos Arias

ผู้กำกับชื่อดังจาก Dominican Republic เขากำกับหนังเรื่อง

PEPE (2024, A+30) ที่เคยมาฉายที่ Central World,

COCOTE (2017),

SAINT TERESA AND OTHER STORIES (2015, 65min),

YOU LOOK LIKE A CARRIAGE THAT NOT EVEN AN OXEN CAN STOP (2013, 84min)

 

2. Nelson Pereira dos Santos

ผู้กำกับระดับปรมาจารย์จากบราซิล

 

เขาเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองในคานส์ 3 ครั้งจาก BARREN LIVES (1964), A VERY CRAZY ASYLUM (1970), THE AMULET OF OGUM (1974)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเบอร์ลิน 4 ครั้ง จาก HUNGER FOR LOVE (1968), HOW TASTY WAS MY LITTLE FRENCHMAN (1971, A+30), TENT OF MIRACLES (1977) และ THE THIRD BANK OF THE RIVER (1994)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลลูกโลกคริสตัลในเทศกาลภาพยนตร์คาร์โลวี วารี สองครั้ง จาก RIO, 40 DEGREES (1956) และ RIO, ZONA NORTE (1958)

 

หนังเรื่อง THE MUSIC ACCORDING TO ANTONIO CARLOS JOBIM (2012, Nelson Pereira dos Santos + Dora Jobim, Brazil, A+30) เคยเข้ามาฉายที่ BACC

 

ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบหนังของใครมากกว่ากัน ระหว่าง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos เพราะเราเพิ่งดูหนังของทั้งสองคนนี้ไปแล้วรวมกันเพียงแค่ 3 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของทั้ง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos ในไทยมาก ๆ

 

เราอยากดู  A VERY CRAZY ASYLUM (1970, Nelson Pereira dos Santos) มาก ๆ

 

เรื่องย่อของ A VERY CRAZY ASYLUM

“A new priest comes to a Brazilian coastal town and builds an insane asylum. Eventually the whole population ends up in the asylum.”

+++

 

SOCIALIST REALISM (2023, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด ถือเป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่เราได้ดู ที่เน้นพูดถึงชีวิตคนในชิลีก่อนเกิดรัฐประหารนองเลือดอย่างรุนแรงในปี 1973 เพราะหนังชิลีหรือหนังเกี่ยวกับชิลีส่วนใหญ่ที่เราได้ดู มักจะพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดในปี 1973 หรือชีวิตคนหลังจากนั้น

 

2. เรา worship Raúl Ruiz มาเป็นเวลานานมากแล้ว นับตั้งแต่ได้ดูหนังของเขาอย่าง TIME REGAINED (1999) ที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เพราะเราชอบความพิศวงพิสดารในหนังของเขา แต่การที่เขาเป็น “ชาวชิลี” ก็เคยทำให้เรารู้สึกสงสัยมาโดยตลอดว่า เขามีความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้น เพราะเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ไม่ได้แตะประเด็นนี้เลย และสิ่งนั้นก็ทำให้เขามีความแตกต่างเป็นอย่างมากจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวชิลีรุ่นเดียวกัน อย่างเช่น Patricio Guzmán และMiguel Littin

 

พอได้ดู SOCIALIST REALISM เราก็เลยหายสงสัยในเรื่องนี้

 

3. ชอบสุดขีดที่ตัวผู้ร้ายใน SOCIALIST REALISM ไม่ใช่ฝ่ายเผด็จการทหาร, ขวาจัด, ฟาสซิสต์แบบในหนังการเมืองเรื่องอื่นๆ แต่เป็น “คนเหี้ย” ที่แอบแฝงตัวอยู่ในกลุ่มฝ่ายซ้าย และคนเหี้ยแบบนี้ก็ขยันสร้างความเหี้ยได้ต่อไปเรื่อย ๆ จริง ๆ

 

4. ดูแล้วนึกว่าฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ได้หลายเซ็ตเลย อย่างเช่น

 

4.1 หนังเกี่ยวกับ “โรงงาน” และการต่อสู้ของแรงงานในทศวรรษ 1970 อย่างเช่น A BONUS FOR IRENE (1971, Helke Sander, West Germany), COUP POUR COUP (1972, Marin Karmitz, France), THE FACTORY WORKERS OF HARA (1975, Jon Ungpakorn, documentary)

 

4.2 หนังเกี่ยวกับ “คอมมูน” ในช่วงราวทศวรรษ 1970 อย่างเช่น JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976, Alain Tanner, Switzerland), THE SUBJECTIVE FACTOR (1981, Helke Sander, West Germany) และ TOGETHER (2000, Lukas Moodysson, Sweden)

 

4.3 หนังเกี่ยวกับความขัดแย้งกันเองในกลุ่มฝ่ายซ้าย อย่างเช่น LA CHINOISE (1967, Jean-Luc Godard, France) และ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705min)

 

5. หนึ่งในสิ่งที่เราสนใจก็คือ

 

5.1 ตัวละครใน SOCIALIST REALISM พูดถึงความหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่แบบในอินโดนีเซียขึ้นอีก มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่ฝ่ายขวาสังหารคนตายราว 5 แสนถึงหนึ่งล้านคนในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 มันสร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างมากให้กับฝ่ายซ้าย แม้แต่ในประเทศอย่างเช่น ชิลี ที่อยู่ห่างไกลจากอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก

 

5.2 ตัวละครบางคนพูดถึงการฆ่า reactionaries

 

เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเป็น “รอยต่อ” ที่น่าสนใจที่เชื่อมระหว่างเหตุการณ์สังหารหมู่ในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในทางตรงกันข้าม เมื่อเขมรแดงสังหารหมู่ประชาชนราว 2 ล้านคนในปี 1975-1979

++++

 

ล่าสุดที่เราชอบมากก็คือ Kumi Takiuchi ที่เธอโผล่มาแค่ฉากเดียวใน HOW DARE YOU? (2025, Mipo Oh, Japan, A+30) แต่มาอย่างทรงพลังมาก และเธอก็เหมือนโผล่มาแค่ฉากเดียวเช่นกันใน KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, A+30)

+++

 

เห็นเพื่อนเราเคยตั้งข้อสงสัยว่า หรือสาเหตุส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะ GATEWAY เอกมัย เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้นสอง ที่ติดกับทางเชื่อมรถไฟฟ้า คนก็เลยเดินเข้าไปกินอาหารได้เลย โดยไม่ต้องผ่านชั้นอื่น ๆ แล้วก็เลยไม่ได้เดินชั้นอื่น ๆ ไปด้วย คนเข้าไปกินอาหารได้เลย แล้วก็ออกจากห้างได้เลย ซึ่งเราก็ทำแบบนั้นเวลาเราไปห้างนี้ 5555

 

ซึ่งสิ่งนี้จะตรงข้ามกับ TERMINAL 21 ASOKE ที่เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้น 4 กับชั้น 5 เวลาคนจะขึ้นไปกินอาหาร ก็ต้องขึ้นบันไดเลื่อนผ่านชั้นอื่น ๆ เห็นสินค้าร้านค้าในชั้นอื่น ๆ ก่อนที่จะขึ้นไปถึงชั้นร้านอาหาร

 

แต่แน่นอนว่าอันนี้ก็ย่อมไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดนะ เพราะอย่างพารากอนเอาร้านอาหารไว้ชั้น GROUND FLOOR คนก็เดินแร่ด ๆ ดอก ๆ ขี้ ๆ เยี่ยว ๆ กันในชั้นอื่น ๆ อยู่ดี

+++

 

THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปของจริง 55555 supersurreal มาก ๆ ดูแล้วหัวเราะจนหยุดไม่ได้ นี่แหละหนังตลกในแบบที่ดิฉันต้องการ หรือ THE NAKED GUN ในแบบที่ดิฉันต้องการ

 

2. จำได้ว่า ตอนเราดู THE NAKED GUN (2025, Akiva Schaffer) นั้น เราก็ชอบมันในระดับนึงนะ เราชอบที่มันเล่นตลกกับ cliche ของหนัง genre ต่าง ๆ โดยเฉพาะ film noir และหนังเรื่อง CHINATOWN (1974, Roman Polanski) แต่เราก็ยอมรับว่า sense of humour ของ THE NAKED GUN อาจจะไม่ตรงกับเรานัก และโดยเฉพาะพอมันเป็นหนังตลกที่จงใจจะสร้างความตลก บางทีมันก็อาจจะไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

และตอนเราดู THE NAKED GUN (2025) เราก็นึกถึงหนังเรื่อง A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raúl Ruiz, France) ด้วย เพราะ  A PLACE AMONG THE LIVING ก็เหมือนเป็นหนังที่ล้อเลียนหรือเล่นตลกกับอะไรหลาย ๆ อย่างในหนัง film noir เหมือนกัน แต่จุดประสงค์ของมันอาจจะไม่ได้ทำไปเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมเป็นหลัก แต่ทำไปเพราะอะไรเราก็ไม่รู้ บางทีหนังมันอาจจะเล่นตลกกับองค์ประกอบของหนัง film noir เพียงเพราะผู้กำกับรู้สึกสนุกที่ได้ทำอะไรแบบนี้ก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเข้าทางเรามากกว่า

 

3. เพราะฉะนั้น THE WANDERING SOAP OPERA ก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีด เพราะมันเหมือนเป็นการเล่นตลกกับความ cliche และองค์ประกอบต่าง ๆ ของละครโทรทัศน์ และมันเหมือนเป็นการนำเสนอจินตนาการอันไร้ขอบเขตของตัวผู้กำกับไปด้วยในเวลาเดียวกัน คือเหมือนแทนที่ผู้กำกับจะหยิบจับเอาความ cliche มานำเสนอ พร้อมกับคิดว่า “ฉันจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ชมหัวเราะ” ผู้กำกับกลับเลือกที่จะเอาความ cliche ที่ได้เห็นในละครโทรทัศน์ (ตัวละครคบชู้สู่ชาย แย่งผัวแย่งเมียกันไปมา, etc.) และนำสิ่งนั้นมาเป็นวัตถุดิบในการกระตุ้นจินตนาการอันบรรเจิดเริ่ดสะแมนแตนของตัวเอง โดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ อีกต่อไป

 

เราก็เลยชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เข้าทางเรามาก ๆ

 

4. THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำในปี 1990 แต่เพิ่งมาตัดต่อแล้วออกฉายในปี 2017

 

เราก็เลยคิดว่า หนังเรื่องนี้ก็เข้าข่าย “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ” เหมือนกัน เพราะว่าในช่วงเวลาที่มีการถ่ายทำหนังเรื่อง THE WANDERING SOAP OPERA ในปี 1990 นั้น ก็มีหนังอีกเรื่องนึงที่มีอะไรใกล้เคียงกับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง  กำลังถ่ายทำอยู่ด้วยเหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) และหนังเรื่องนั้นก็คือ SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

 

5. นึกว่า THE WANDERING SOAP OPERA มีฉากคลาสสิคทุก 5 นาทีของจริง

 

5.1 ฉากที่เราชอบมากที่สุด คือฉาก housewives 5 คนปะทะกันขณะเกิดแผ่นดินไหว นึกว่าฉากนี้เป็นการทำนายล่วงหน้าถึงละครโทรทัศน์เรื่อง DESPERATE HOUSEWIVES (2004-2012) ได้ก่อนเวลาถึง 14 ปี

 

5.2 ฉากที่ผู้หญิงบอกให้ผู้ชายโชว์ muscles

 

5.3 ฉากผู้ชายออกไข่นกกระทาตามร่างกาย

 

5.4 ฉากตัวละครคุยโทรศัพท์แล้วหมกมุ่นกับการสะกดคำทุกคำให้ถูกต้อง

 

5.5 ฉากการถอนขนฟัน

 

5.6 ฉากละครทีวีที่แม่ม่ายคุยกับผัวที่ตายไปแล้ว แล้วใช้คำศัพท์ที่วกไปวนมาเกี่ยวกับความตายและการมีชีวิตอยู่

 

5.7 ฉากการลอบยิงต่อกันเป็นทอด ๆ บ้ามาก ๆ

 

5.8 ฉากนักข่าวจับความไร้สาระของนักการเมือง โดยตั้งคำถามว่า why ไปเรื่อย ๆ

 

5.9 ฉากหมอดูสาวคุยกับ “ตัวละครจากอีกเรื่องนึง” ที่แวะมาหา

 

5.10 ฉากสองหนุ่มในทีวีคุยกันเรื่อง crucifixion

 

5.11 ฉากหนุ่มเคร่งศาสนาพยายามพูดปกป้องคริสตจักรที่จับคนไปทรมานในยุคกลาง ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง Luis Buñuel มาก ๆ

 

5.12 ฉากการตามหา La Concepcion แล้วตัวละครชายหนุ่มปล่อยเมียให้นั่งรถไปกับผู้ชายคนอื่น จุดนี้ทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard)

 

5.13 ฉากที่สาวเสิร์ฟอยู่ดี ๆ ก็อ้างว่าตัวเองเป็นเมียเก่าของผู้ชาย ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง CERTIFIED COPY (2010, Abbas Kiarostami)

 

5.14 ฉากที่อยู่ดี ๆ ตัวละครในร้านอาหารก็กลายเป็นตัวละครในละครทีวีที่คนอาหรับนั่งดู ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Buñuel) และฉากนี้ยังเป็นการล้อเลียน honour killing ด้วย

 

5.15 ฉากการพูดคุยกับเพื่อนเก่าที่จำกันไม่ได้แล้ว นึกว่าฉากนี้ต้องปะทะกับ WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi)

 

5.16 ฉากบ้านบ้าคนบอในตอนท้าย ไม่รู้ว่าเป็นการล้อเลียน TWIN PEAKS หรือเปล่า

 

6. จริง ๆ แล้ว “ความเสียสติ” แบบไปเรื่อย ๆ ของ THE WANDERING SOAP OPERA มันทำให้นึกถึงหนังชุด “หอแต๋วแตก” มาก ๆ เหมือนมันเป็นเหรียญสองด้าน เพราะหอแต๋วแตกก็เป็นหนังชุดเสียสติที่จับเอา elements ของสิ่งอื่น ๆ มาใช้เป็นสารตั้งต้นเหมือนกัน แต่มันแตกต่างกันตรงที่หนังชุดหอแต๋วแตกเอา elements ที่ได้จากกระแสนิยมในสังคม มาใช้ในการสร้างเนื้อเรื่องและฉากต่าง ๆ อย่างเสียสติเพื่อหวังจะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมไปเรื่อย ๆ ส่วน THE WANDERING SOAP OPERA เป็นการหยิบจับเอา elements ต่าง ๆ จากละครโทรทัศน์มาใช้เป็นสารตั้งต้น ในการสร้างฉากเสียสติไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความสนุกของผู้กำกับ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ซึ่งผลก็ปรากฏว่า THE WANDERING SOAP OPERA เป็นอะไรที่เข้าทางเราอย่างรุนแรงที่สุด

+++

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉาย (หรือถ่ายทำ) ในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ”

 

87. SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

+ THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำเสร็จในปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการถ่ายทำ SOAPDISH เพราะฉะนั้นเราก็เลยถือว่าหนังสองเรื่องนี้เข้าข่ายนี้ด้วย ถึงแม้ว่า THE WANDERING SOAP OPERA เพิ่งออกฉายครั้งแรกในปี 2017 ก็ตาม

+++

บันทึกไว้ว่า เราจ่ายค่าเช่าห้องอพาร์ทเมนท์เดือนนี้สูงเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ย้ายเข้าอพาร์ทเมนท์นี้มาเมื่อ 31 ปีก่อน

 

ค่าเช่าเดือนเม.ย. 2026 อยู่ที่ 10,122 บาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ สาเหตุเป็นเพราะค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นแตะ 3234 บาทในเดือนเม.ย. 2026 เพราะว่าอากาศร้อนจัดมาก

 

ก่อนหน้านี้ค่าไฟของห้องเราในเดือนมี.ค. 2026 อยู่ที่ 2149 บาท และค่าไฟของห้องเราในเดือนก.พ. 2026 อยู่ที่ 1568 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้ พุ่งขึ้น 1,666 บาทจากเดือนก.พ. หรือพุ่งขึ้นถึง 106.25% จากเดือนก.พ. รุนแรงมาก

 

ส่วนค่าไฟของเราในเดือนเม.ย. 2025 อยู่ที่ 1932 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้พุ่งขึ้น 1302 บาทจากเดือนเม.ย. 2025 หรือพุ่งขึ้น 67.39% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี

 

ค่าไฟมึงจะพุ่งขึ้น 67% ทุก ๆ ปีแบบนี้ไม่ได้นะคะ

+++

 

THE SHADY SAILOR (LE MARIN MASQUE) (2011, Sophie Letourneur, France, 36min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

1. น้ำตาจะไหล ชอบสุดขีดมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงการไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ มาก ๆ

 

2. ยกให้หนังเรื่องนี้เทียบชั้นกับหนังกลุ่มชายทะเลของ Eric Rohmer กับหนังเรื่อง NEAR OROUET (1971, Jacques Rozier, France) ได้เลย

 

3. ดีใจสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ใช้เพลง WORDS (1982) ของ F.R. David เป็นเพลงธีมหลักของหนัง เพราะเราก็ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีดมาเป็นเวลาราว 40 ปีแล้ว

 

4. แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงเพลงไทยเพลงนี้มาก ๆ เพราะเนื้อเพลงมันคือตรงกับหนังเรื่องนี้เด๊ะ ๆ เลย

 

หากรู้สักนิด (1951)

 

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
ยังไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ที่

https://www.lecinemaclub.com/

 

++++

 

ATOMIC GARDEN (2018, Ana Vaz, about Japan, 7min, A+30)

 

 

หนังสวยสุดขีดมาก ๆ และแสดงให้เห็นถึง “พลังของการตัดต่อ” อย่างรุนแรง เพราะหนังทั้งเรื่องเป็นการตัดสลับภาพไปมาระหว่าง “ดอกไม้” กับ “ดอกไม้ไฟ” หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ Fukushima

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู OCCIDENTE (2014, Ana Vaz, France, 15min) ที่เคยมาฉายออนไลน์ทาง lecinemaclub

+++

 

ใช่ จริง ๆ ด้วย หนังเรื่อง LAST AND FIRST MEN (2020, Jóhann Jóhannsson, Iceland) มันใช้กลวิธีเดียวกับหนังของ Werner Herzog คือการสร้างความเป็นไซไฟ โลกอนาคต โดยไม่ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาลเพื่อเนรมิตฉากยิ่งใหญ่อะไร แต่ใช้ gaze ของผู้กำกับเข้าไปจับภาพสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วผสมจินตนาการเข้าไป แล้ว turn มันให้กลายเป็นไซไฟโลกอนาคตได้ ซึ่งหนังของ Teeranit Siangsanoh หลาย ๆ เรื่องก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้เช่นกัน เพราะเขาก็ชอบถ่ายทุ่งร้าง ๆ แถวพระโขนงแล้วเปลี่ยนให้มันเป็นโลก dystopia ในอนาคต

 

 

 

 

Tuesday, April 28, 2026

THE DRAMA AND OTHER COMEDY OF MANNERS FILMS

 

เนื้อเพลง INDIA SONG แปลโดยกูเกิล

Song,

You who want to say nothing

You who speak to me of her

And you who tell me everything

Oh, you,

That we danced together

You who spoke to me of her

 Of her who sang to you

You who spoke to me of her

Of her forgotten name

Of her body, of my body

 Of that love

Of that dead love

Song,

Of my distant land

You who will speak of her

Now vanished

You who speak to me of her

 Of her erased body

Of her nights, of our nights

Of that desire

Of that dead desire

Song,

You who want to say nothing

 You who speak to me of her

 And you who tell me everything

 And you who tell me everything

 

เนื้อเพลง INDIA SONG

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dis tout

Ô, toi, Que nous dansions ensemble

Toi qui me parlais d'elle

D'elle qui te chantait

Toi qui me parlais d'elle

De son nom oublié

De son corps, de mon corps

De cet amour là

De cet amour mort

Chanson,

De ma terre lointaine

Toi qui parleras d'elle

Maintenant disparue

Toi qui me parles d'elle

De son corps effacé

De ses nuits, de nos nuits

De ce désir là

De ce désir mort

Chanson,

Toi qui ne veux rien dire

Toi qui me parles d'elle

Et toi qui me dit tout

Et toi qui me dit tout

+++

 

RIP LUIS PUENZO (1946-2026)

 

Luis Puenzo เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ขณะอายุได้ 80 ปี เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ THE PLAGUE (1992, Luis Puenzo, France/UK/Argentina) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉาย หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ Albert Camus และนำแสดงโดย Sandrine Bonnaire กับ William Hurt

 

Luis Puenzo เคยกำกับ THE OFFICIAL STORY (1985, Argentina) ที่ได้รับรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และเขาก็กำกับ OLD GRINGO (1989) ที่ส่งผลให้ Jane Fonda ได้เข้าชิงรางวัล Razzie สาขา Worst Actress แต่ผู้ชนะรางวัล Worst Actress ในปีนั้นคือ Heather Locklear จาก THE RETURN OF SWAMP THING (1989, Jim Wynorski)

 

ภาพจาก THE PLAGUE

++++

 

DOUBLE DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

FIRST DOUBLE BILL -- MY FAVORITE ROMANTIC FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ REMINDERS OF HIM ร่องรอยรัก (2026, Vanessa Caswill)

 

SECOND DOUBLE BILL – MY FAVORITE COMEDY OF MANNERS FILMS

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli)

+ THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater, from the play by Molière, 180min)

 

1. เป็นโชคดีของ REMINDERS OF HIM มาก ๆ ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะว่าถ้าหากเราได้ดู REMINDERS OF HIM หลังจากดู THE DRAMA ระดับความชอบของเราที่มีต่อ REMINDERS OF HIM อาจจะลดลงไปเยอะ

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ปกติแล้วเราจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติกโดยทั่วไป” ซึ่งสาเหตุสำคัญอาจจะเป็นเพราะว่า หนังโรแมนติกโดยทั่วไปชอบนำเสนอตัวละครนางเอกที่เป็น “สาวสวย น่ารัก นิสัยดี อ่อนหวาน น่าทะนุถนอม” อะไรทำนองนี้ เพื่อตอบสนอง romantic fantasy ของผู้ชมเพศชายบางกลุ่ม (อย่างเช่น THE STORY OF A SMALL TOWN (1979, Lee Hsing, Taiwan, A+30))  ซึ่งตัวละครนางเอกประเภทนี้เป็นตัวละครที่เราไม่สามารถ identify ตัวเองด้วยได้แต่อย่างใด เราก็เลยไม่ค่อยอินกับหนังโรแมนติกเหล่านี้

 

และปัจจัยนี้ก็เลยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราชอบ REMINDERS OF HIM มาก ๆ เพราะตัวละครนางเอกของหนังเรื่องนี้มีความแตกต่างจากตัวละครนางเอกในหนังกลุ่มข้างต้น REMINDERS OF HIM ก็เลยกลายเป็นหนังโรแมนติกที่เราชอบสุดขีดเรื่องนึง

 

แต่พอเราได้ดู THE DRAMA หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง REMINDERS OF HIM มาก ๆ ในบางจุด ซึ่งเราคงไม่สามารถเขียนถึงมันได้ในตอนนี้ เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นการสปอยล์ THE DRAMA แต่เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันทำให้ REMINDERS OF HIM จืดไปเลย เพราะพอเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว เรารู้สึกว่า THE DRAMA มันผลักดันอะไรหลาย ๆ อย่างไปไกลกว่า REMINDERS OF HIM มาก ๆ และมันมี “ความไม่ประนีประนอม” สูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับ REMINDERS OF HIM (แน่นอนว่า THE DRAMA มันมีความประนีประนอมสูงมากเมื่อเทียบกับ “หนังอาร์ตเฮาส์” แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกจะเทียบ THE DRAMA กับอะไร 55555)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า เป็นโชคดีมาก ๆ สำหรับ REMINDERS OF HIM ที่เราได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนดู THE DRAMA เพราะทั้งสองเป็น “หนังโรแมนติก” ที่เราอินด้วยมาก ๆ ในระดับนึงด้วยเหตุผลที่ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าหากเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว REMINDERS OF HIM เหมือนเป็นการวิ่งริมชายหาดประจวบคีรีขันธ์ระยะ 10 กิโลเมตร แต่ THE DRAMA เป็นการวิ่งฝ่าดงกับระเบิดระยะ 10 กิโลเมตร

 

2. THE DRAMA ทำให้เรานึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ ด้วย เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า “เราควรพูดตอแหล หรือเราควรพูดความจริง” เหมือน ๆ กัน และหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเหมือนวิเคราะห์ท่าที, มารยาท และทัศนคติของผู้คนในสังคมเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่า THE MISANTHROPE มันมุ่งเป้าไปที่ประเด็นนี้เป็นหลัก ส่วน THE DRAMA อาจจะแตะประเด็นนี้เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น และอาจจะให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น ๆ มากกว่า

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละครพระเอกของ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” คือ Alceste ชายหนุ่มที่มุ่งมั่นที่จะ “ไม่พูดตอแหล” เขาพูดตามสิ่งที่เขาคิดจริง ๆ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยพูดตำหนิข้อบกพร่องของเพื่อน ๆ ทุกคนในสังคมรอบตัวเขา จนเขากลายเป็นที่รังเกียจของสังคมในที่สุด และเขาก็รังเกียจตัวเองด้วยที่เขาตกหลุมรัก Célimène หญิงสาวที่เข้าสังคมได้อย่างคล่องแคล่ว

 

เราชอบ THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มาก ๆ เพราะมันเหมือนชำแหละ “มารยาททางสังคม” ได้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก และมันเล่นกับประเด็นเรื่อง “การพูดตอแหล การพูดความจริง และความเหมาะสมทางสังคม” ได้อย่างละเอียดยิบมาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู THE DRAMA เราก็เลยนึกถึง THE MISANTHROPE “เกลียดมนุษย์” มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าประเด็นหลักของหนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน แต่หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็นำเสนอ HYPOCRISY ของผู้คนในสังคมได้อย่างน่าสนใจสุดขีดสำหรับเราเหมือน ๆ กัน

 

3. เราไม่แน่ใจว่า THE DRAMA นี่ถือเป็น COMEDY OF MANNERS ได้หรือเปล่านะ แต่เราอยากให้มีคนเขียนวิเคราะห์ THE DRAMA โดยเทียบกับหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ มาก ๆ เพื่อดูว่าหนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มัน “สะท้อนสังคมที่แตกต่างกัน” ได้อย่างแตกต่างกันอย่างไร, หนัง COMEDY OF MANNERS แต่ละเรื่อง มันชำแหละมนุษย์ได้ดีเพียงใด และตัวละครนางเอกของ THE DRAMA มันมีความเหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไรกับตัวละครนางเอกของหนัง COMEDY OF MANNERS เรื่องอื่น ๆ

 

หนังที่เราเข้าใจว่าเป็น COMEDY OF MANNERS ก็มีเช่น
(เรายังไม่ได้ดูหนังบางเรื่องในลิสท์ข้างล่างนี้นะ ข้อมูลพวกนี้เรากูเกิลเอา เพื่อดูว่าอินเทอร์เน็ตมันบอกว่าหนังเรื่องใดบ้างเป็น
COMEDY OF MANNERS)

 

3.1 THE FAN (1949, Otto Preminger) สร้างจากบทละครเวที LADY WINDERMERE’S FAN ของ Oscar Wilde

 

3.2 SMILES OF A SUMMER NIGHT (1955, Ingmar Bergman, Sweden)

 

3.3 MY FAIR LADY (1964, George Cukor)

 

3.4 MY NIGHT AT MAUD’S (1969, Eric Rohmer, France)

 

3.5 THE HEARTBREAK KID (1972, Elaine May)

 

3.6 A ROOM WITH A VIEW (1986, James Ivory)

 

3.7 MAY FOOLS (1990, Louis Malle, France)

 

3.8 THE REMAINS OF THE DAY (1993, James Ivory)

 

3.9 THE IMPORTANCE OF BEING EARNEST (2002, Oliver Parker, from a play by Oscar Wilde)

 

3.10 THE MISANTHROPE "เกลียดมนุษย์" (2017, Clement Hervieu-Leger, filmed theater)

 

Sunday, April 26, 2026

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราเพิ่งดูออนไลน์ในปีที่แล้ว A FLOWER IN THE RAINING NIGHT (1983, Wang Toon, Taiwan, 100min, A+30) แต่เพิ่งรู้ว่าหนังเรื่องนี้เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วยชื่อนี้ "พรุ่งนี้...ฉันจะเลิกขายตัว"

 

แต่วันนี้ยังขายอยู่นะคะ 🙂

+++

 

วันนี้เปิดเคเบิลทีวี เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีสัญญาณภาพค้างแบบนี้ด้วย 55555

+++

 

คิดถึงละครทีวีเรื่อง “ลายหงส์” (1988, นพพล โกมารชุน) มาก ๆ เสียดายที่เราไม่ได้อัดละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ แล้วก็ดูเหมือนไม่ได้มีใครอัดเก็บไว้ด้วย ละครเรื่องนี้เลยหายสาบสูญไปเลย แล้วยุคนั้นคือ “นัย สุขสกุล” หล่อมาก ๆ อยากดูลายหงส์เวอร์ชั่นนี้อีก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1437800741432801

 

+++

 

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli, A+30)

 

ติดอันดับ ONE OF MY MOST FAVORITE ROMANTIC FILMS OF ALL TIME ไปเลย นี่แหละหนังโรแมนติกในดวงใจของดิฉัน กราบตีนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

 

ดูหนังของ Kristoffer Borgli มาแล้ว 3 เรื่อง ถูกโฉลกกับหนังของเขาอย่างรุนแรงที่สุด

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังนอรเวย์รุ่นเดียวกัน ตอนนี้เราชอบ Kristoffer Borgli เท่ากับ Dag Johan Haugerud และชอบทั้งสองคนนี้มากกว่า Joachim Trier

 

NOW I TRULY WORSHIP KRISTOFFER BORGLI.

 

ดีใจสุดขีดที่ได้เห็น Zoë Winters ร่วมแสดงใน THE DRAMA ด้วย หลังจากที่เราประทับใจเธออย่างสุดขีดมาแล้วใน MATERIALISTS (2025, Celine Song)

+++

 

ตอนนั้นเราเด็กมาก เราก็เลยจำไม่ได้ว่าไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์อะไร 55555 อาจจะเป็น “ฮอลลีวู้ด” ตรงถนนเพชรบุรี หรือไม่ก็ “แมคเคนนา” ตรงสะพานหัวช้าง แต่เราจำได้ว่า หนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิต เป็นหนังโรมาเนียที่กำกับโดยผู้หญิง ซึ่งก็คือหนังเรื่อง ROCK’N ROLL WOLF (1976, Elisabeta Bostan, Romania) หรือ MA-MA หรือ “วิมานเนรมิต”

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ในไทยนำหนังโรมาเนียมาฉายอีกบ่อย ๆ เพื่อที่เราจะได้รำลึกถึงหนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิตในทศวรรษ 1970

 

ROCK’N ROLL WOLF

https://www.youtube.com/watch?v=shU4Vce_jJQ

 

ROCK’N ROLL WOLF แบบพากย์อังกฤษ แต่ภาพไม่ชัด

https://www.youtube.com/watch?v=x4Typ2fVffI

+++

 

เพื่อนเราบางคนก็มี sense ด้านนี้ เขามักจะได้ “กลิ่นผี”

+++

 

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่ official lyric video มันก็เลยเป็นแค่ basic animation แต่แค่นี้ก็ทำเอาเราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ แล้ว ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วเพราะมันเป็น basic animation นี่แหละ มันเลยออกมาทรงพลังอย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เข้าใจว่าเพลงนี้ทางวง One OK Rock เขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ grandmother ของนักร้องนำ แต่เราว่าผู้ฟังหลาย ๆ คนน่าจะอินกับเพลงและมิวสิควิดีโอนี้ เพราะมันทำให้นึกถึงใครก็ตามที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ของผู้ฟังแต่ละคน

 

ใครดูมิวสิควิดีโอนี้แล้วร้องห่มร้องไห้เหมือนเราบ้าง

 

ตอนนี้หนังคอนเสิร์ตเรื่อง ONE OK ROCK DETOX JAPAN TOUR 2025 AT NISSAN STADIUM IN CINEMAS (2026, Naoto Amazutsumi, 118min, A+30) ลงโรงฉายในไทยอยู่นะ

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=dU6pWm1g6TfZIe9F

 


Saturday, February 21, 2026

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

ONE SECRET AGENT AFTER ANOTHER

 

เราชอบ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 161min, A+30) และ ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson, 161min, A+30) อย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้งสองเรื่อง และก็แอบขำที่หนังทั้งสองเรื่องมีความยาว 161 นาทีเท่ากัน และพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองเหมือน ๆ กัน เราก็เลยทำลิสท์ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ที่ทำให้นึกถึงกันและกันขึ้นมาด้วยดีกว่า 55555

 

เราดู ONE BATTLE AFTER ANOTHER เมื่อหลายเดือนก่อนจนเราลืมรายละเอียดในหนังเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจำข้อมูลอะไรผิดไป ก็ comment มาบอกกันได้นะคะ

 

1. Armando Solimões (Wagner Moura) vs. Bob (Leonardo DiCaprio)

พระเอก

 

2. Flávia (Laura Lufési) vs. Willa (Chase Infiniti)

สาวสามกีบ ความหวังของโลกนี้ฝากไว้กับพวกเธอ

 

3. Henrique Ghirotti (Luciano Chirolli) vs. Col. Steven J. Lockjaw (Sean Penn)

ตัวผู้ร้ายที่เคยเผชิญกับ “เมียพระเอก”

 

4. Sebastiana (Tânia Maria) vs. Sensei Sergio St. Carlos (Benicio Del Toro)

ผู้คอยปกป้องผู้ลี้ภัย ช่วยเหลือคนทุกข์คนยาก

 

5. Fátima Nascimento (Alice Carvalho) vs. Perfidia (Teyana Taylor)

เมียพระเอก

 

6. Elza (Maria Fernanda Cândido) vs. Deandra (Regina Hall)

ผู้หญิงที่คอยช่วยเหลือตัวละครเอกในการหลบหนี

 

7. Luanda (Rafaela Pavin) vs. Mae West (Alana Haim)

หญิงสาวที่อยู่ในองค์กรเดียวกับพระเอก และถูกผู้ร้ายกำจัดไป

 

8. João Pedro (Marcello Valle) vs. Howard “Billy Goat” Sommerville (Paul Grimstad)

ผู้ชายที่ช่วยพระเอกในการหลบหนี/ตั้งต้นชีวิตใหม่ ตัวละคร João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT ส่วน Billy Goat คือคนที่ให้อัตลักษณ์ใหม่กับพระเอก ONE BATTLE AFTER ANOTHER

 

9. Lenira Nascimento (Aline Marta Maia) vs. Gramma Minnie (Starletta DuPois)

แม่ยายของพระเอก ทั้งสองคนเหมือนไม่ค่อยชอบพระเอก แต่ด้วยเหตุผลที่ตรงข้ามกัน Lenira ไม่ชอบพระเอกเพราะกลัวว่า “ภัยการเมือง” ที่ตามตัวพระเอกมาจะทำให้ชีวิตของเธอขาดความสงบสุข ส่วน Gramma Minnie ไม่ค่อยชอบพระเอก เพราะเธอมองว่าพระเอกดูขี้ขลาดเมื่อเทียบกับตัวลูกสาวของเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ตัวละคร Gramma Minnie นี้ ตั้งชื่อตาม Minnie Riperton ซึ่งเป็น “แม่ยาย” ตัวจริงของ Paul Thomas Anderson โดยทุกคนคงรู้จัก Minnie Riperton กันเป็นอย่างดีจากเพลง LOVIN’ YOU (1974) ที่สถานีวิทยุในไทยเปิดบ่อยมาก ๆ และถือเป็น “หนึ่งในเพลงคลาสสิคอมตะนิรันดร์กาล” ในความเห็นของเรา

 

10. Vilmar (Kaiony Venâncio) vs. Avanti (Eric Schweig)

มือสังหารที่ดูมีความบ้าน ๆ ตัวละคร Vilmar นี่ถ้าเป็นหนังไทยต้องรับบทโดย “คุณคาเงะ”

 

11. Augusto Borba (Roney Villela) vs. Tim Smith (John Hoogenakker)

มือสังหารที่มีความเป็น elite ดูหล่อเท่

 

 

12. Euclides Cavalcanti (Robério Diógenes) vs. Virgil Throckmorton (Tony Goldwyn)

หัวหน้ากลุ่มคนเหี้ย

 

13. Daniela (Isadora Ruppert) vs. Bobo (Colton Gantt)

เพื่อนของสาวสามกีบ ตัวละคร Bobo คือคนที่เป็น non-binary

 

เราชอบ THE SECRET AGENT มากกว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER นะ ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่าหนังเรื่องไหนดีกว่ากันแต่อย่างใด 55555 เพราะเรามองว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER ก็เป็นหนังที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วในแนวทางของมันเอง เพียงแต่ว่าสไตล์/แนวทางของ THE SECRET AGENT เป็นสิ่งที่เข้าทางเรามากกว่า

 

อยากให้หนังสองเรื่องนี้มี spin off ของตัวเองมาก ๆ โดย

 

1. ONE BATTLE AFTER ANOTHER ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Perfidia ในเม็กซิโก เราอยากรู้มาก ๆ ว่า Perfidia จะไปประกอบวีรกรรมใดบ้างในเม็กซิโก เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันว่า Mexico เป็นประเทศที่เดือดมาก ๆ

 

2. THE SECRET AGENT ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Sebastiana ตอนอยู่อิตาลี ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist เพราะ Sebastiana เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟัง และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02rBCJ9JWWsDuH88JyKCg7oFxbkQ16XPRyTRsh9EDnStUhCdxJhpSRhZBLLKW1tntKl

 

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆ แต่เราไม่ขอเขียนถึงประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญใด ๆ ในหนังเรื่องนี้นะ ทั้งเรื่องการเมือง, การสื่อสารยุคเก่า, สื่อยุคเก่า, ความสำคัญของภาพยนตร์, ความสำคัญของ archives, etc. เพราะว่าเพื่อน ๆ ของเราเขียนถึงประเด็นเหล่านี้กันไปหมดแล้ว และเราได้แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนมาไว้บนวอลล์ของเราแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะขอทำเพียงแค่จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้แล้วกัน โดยจะไม่แตะแก่นหลักหรือประเด็นหลัก ๆ ของหนังแต่อย่างใด 55555

 

2. อย่างแรกที่ชอบเป็นการส่วนตัวเลยก็คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประเทศไทยในหลาย ๆ แง่มุม โดยแง่มุมแรกก็คือ “สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งจะเห็นได้จาก  “เหงื่อ” ของตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าเหตุการณ์มันเกิดในบราซิล ในช่วงที่อุณหภูมิน่าจะใกล้เคียงกับประเทศไทย และเราก็จะเห็นเหงื่อของตัวละครเยอะมาก โดยเฉพาะ “รอยเหงื่อที่เปื้อนเสื้อ” ขณะที่ตัวละครใช้โทรศัพท์สาธารณะ หรือฉากที่ Augusto กับ Bobbi เหงื่อแตกขณะไปหา Vilmar ในโรงงานน้ำตาล

 

คือภาพยนตร์มันเป็น “สื่อ” ที่กระทบเราทางภาพและเสียงโดยตรง แต่ไม่ได้กระทบเราทางกลิ่น, รส และสัมผัสโดยตรง เราก็เลยชอบที่หนังบางเรื่องมันทำให้เรารู้สึกถึง “สัมผัสทางกาย” ได้ในทางอ้อมด้วย โดยผ่านทาง “อุณหภูมิ” ที่ตัวละครเผชิญในหนัง แต่ว่าหนังที่เราดูส่วนใหญ่มันเป็นหนังฮอลลีวู้ด, หนังยุโรป และหนังญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะสัมผัส “ความหนาวเย็น” ผ่านทางหนังเหล่านี้เป็นหลัก โดยเฉพาะหนังอย่าง ZERO KELVIN (1995, Hans Petter Moland, Norway) แต่พออันนี้มันเป็นหนังบราซิล และมันละเอียดลออกับการใส่เหงื่อให้กับตัวละครในแต่ละฉาก เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงอุณหภูมิที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก ๆ คือแค่กูเดินออกไปหน้าบ้าน เหงื่อกูก็แตกแล้ว

 

3. การเข่นฆ่าประชาชนในยุคสงครามเย็น เผด็จการทหาร ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงประเทศไทยมาก ๆ โดยไทยในยุคนั้นก็เป็นยุคที่มีการ propaganda ให้คนหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ และมีการลอบสังหารอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตหัวหน้าแผนกวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 

 

4. เรารู้สึกผูกพันกับ “ยุคสมัย” ของหนังเรื่องนี้อย่างเป็นการส่วนตัวมาก ๆ ด้วย เพราะว่า เราเกิดในปี 1973 ส่วน Kleber Mendonça Filho เกิดปี 1968 เพราะฉะนั้นพอเขาสร้างหนังที่ถ่ายทอด “บรรยากาศในวัยเด็ก” ของเขา มันก็เลยซ้อนทับกับ “ความทรงจำในวัยเด็ก” ของเรามาก ๆ โดย

 

4.1 อย่างแรกที่เราร้องวี้ดเลยก็คือดนตรีประกอบ เมื่อหนังใช้เพลง IF YOU LEAVE ME NOW (1976) ของวง Chicago ในช่วงต้นเรื่อง เพราะนี่คือเพลงที่กรอกหูเราบ่อย ๆ ในวัยเด็กของจริง และเราก็ชอบมากที่หนังใช้เพลง LOVE TO LOVE YOU BABY (1975) ของ Donna Summer ด้วย

 

4.2 ชอบที่ตัวละครติดต่อกันโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะกับโทรเลขมาก ๆ เพราะว่า

 

4.2.1 บ้านของเราเพิ่งมีโทรศัพท์ใช้ในปี 1988 เพราะฉะนั้นก่อนหน้าปี 1988 เราก็เลยต้องพึ่งพาการสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะเป็นหลัก

 

4.2.2 บ้านของตากับยายเราที่จังหวัดอุบลราชธานีก็ไม่มีโทรศัพท์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่แม่ของเราพาเราไปเยี่ยมตากับยายในทศวรรษ 1970-1980 แม่ของเราก็จะส่ง “โทรเลข” ไปหาตากับยาย เพื่อบอกตากับยายว่า แม่จะเดินทางจากกรุงเทพไปเยี่ยมนะ

 

5. หนังที่ถูกอ้างอิงถึงในหนังเรื่องนี้ ก็ล้วนเป็นหนังที่ผูกพันกับความทรงจำของเราในวัยเด็ก ซึ่งก็คือ

 

5.1 JAWS (1975, Steven Spielberg)

มันคือหนังที่เราอยากดูตอนเด็ก ๆ เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้ดู เรามาได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่เราโตแล้ว เราจำได้แต่ว่า ตอนเด็กๆ มีข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการพบศพคนถูกกินอยู่ในท้องปลาฉลามที่ถูกจับได้แถวศรีราชา ซึ่งข่าวฉลามกินคนที่ศรีราชานี่มันเป็นข่าวที่ฝังใจเราตอนเด็กมาก ๆ เหมือนกับตัวละครในหนังเรื่องนี้

 

5.2 THE OMEN (1976, Richard Donner)

นี่ก็เป็นหนังที่ดังสุดขีดตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

5.3 การ์ตูน POPEYE THE SAILOR 

นี่ก็เป็นการ์ตูนที่เราได้ดูบ่อย ๆ ทางโทรทัศน์ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่เราเข้าใจว่าการ์ตูนที่เราได้ดูอาจจะเป็นการ์ตูนที่สร้างขึ้นในปี 1960-1963 ส่วนการ์ตูนที่ Fernando ได้ดูในหนังเรื่องนี้คือ POPEYE THE SAILOR MEETS ALI BABA’S FORTY THIEVES (1937, Dave Fleischer, Willard Bowsky, 17min) ซึ่งมีให้ดูในยูทูบ

 

6. เราชอบที่ THE SECRET AGENT refer ถึงหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องด้วย โดยเฉพาะ

 

6.1 DONA FLOR AND HER TWO HUSBANDS (1976, Bruno Barreto, Brazil, A+30)

มีภาพจากหนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.2 MIDNIGHT COWBOY  (1969, John Schlesinger)

มีโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.3 ISAURA: SLAVE GIRL (1976-1977, Brazil)

เราเพิ่งมารู้จาก IMDB ว่า คลิปจากละครทีวีเรื่องนี้ถูกนำเสนอในช่วงต้นของหนังเรื่อง THE SECRET AGENT เราก็เลยจะเสริมว่า ละครทีวีเรื่องนี้เคยมาฉายในไทยด้วยนะ ในชื่อเรื่องว่า “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” โดยฉายทางช่อง 5 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แต่ฉายไม่จบเรื่องนะ คือเหมือนพอฉายไปได้ระยะนึง แล้วมันสิ้นปีพอดี แล้วพอขึ้นปีใหม่ เจ้าของสิทธิละครทีวีเรื่องนี้คงประมูลซื้อเวลาออกอากาศจากทางช่อง 5 ไม่ได้ ละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยไม่ได้แพร่ภาพต่อในไทย

 

โชคดีที่เราไม่ได้ตามดูละครเรื่องนี้ เราก็เลยไม่ได้ค้างคาใจว่ามันจบยังไง แต่เราจำได้ว่ามันฉายในเวลาใกล้ ๆ กับ “สิงห์สาวนักสืบ” (SUKEBAN DEKA) เราก็เลยเหมือนได้เห็นละครเรื่องนี้ผ่าน ๆ ตาตอนที่เราเปิดทีวีเพื่อรอดูสิงห์สาวนักสืบ

 

แต่แม่ของเราชอบดู “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาก ๆ เราก็เลยเสียดายเหมือนกันที่แม่ของเราไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ต่อจนจบ

 

เราว่าการนำภาพจาก “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาใช้ใน THE SECRET AGENT ก็เพื่อเป็นการพาดพิงถึงตัวละครแม่ของ Amando Solimões (Wagner Moura)

 

6.4 ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละคร Elza พูดว่า “Ghirotti ควรติดคุก Carandiru” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง CARANDIRU (2003, Hector Babenco, Brazil, 145min) ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพ โดยคุกแห่งนี้เคยเกิดเหตุสังหารหมู่นักโทษ 111 คนในปี 1992

 

7. ชอบดนตรีประกอบอย่างสุดขีด โดยเฉพาะในฉาก climax ระหว่าง Bobbi กับ Vilmar ที่เหมือนมีการใช้ “เครื่องเป่า” ในการเร้าอารมณ์

 

Composers ของหนังเรื่องนี้คือ Mateus Alves กับ Tomaz Alves Souza

 

8. ชอบที่หนังมันเหมือนจะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ในบราซิล เหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างทางเหนือกับทางใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และหนังก็พูดถึงเมืองหลาย ๆ เมืองในบราซิลด้วย อย่างเช่น

 

8.1 ฉากหลักเกิดที่เมือง Recife ในรัฐ Pernambuco ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล

 

8.2 ตัวละครพระเอกใช้โทรเลขและโทรศัพท์ติดต่อกับตัวละคร João Pedro ในกรุงบราซิเลีย

 

8.3 เราไม่แน่ใจว่าตัวละครสองมือสังหาร Bobbi กับ Agusto เดินทางมาจาก Rio de Janeiro หรือเปล่า เรารู้แค่ว่าทั้งสองเดินทางไปทิ้งศพผู้หญิงคนนึงที่เขื่อน Sérgio Motta ใกล้นครเซาเปาโล

 

8.4 Bobbi กับ Agusto เดินทางไปเจอกับ Henrique Ghirotti ที่นครเซาเปาโล ที่อยู่ทางใต้ของบราซิล

 

9. เราว่าหนังมันถ่ายทอดยุคสมัยนั้น ๆ ออกมาได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว โดยผ่านทาง “เสื้อผ้าหน้าผม” ของ “ตัวประกอบ” ทุกตัว ทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูด ทั้งตัวประกอบที่แค่อยู่ในฉาก หรือตัวประกอบที่แค่เดินผ่านฉากเฉย ๆ คือพอหนังมันให้ความสำคัญกับรายละเอียดของ “ทรงผม”, “เครื่องแต่งกาย”, “บุคลิกลักษณะ” ของตัวประกอบทุกตัวแบบนี้ เราก็เลยกราบตีนหนังเรื่องนี้มาก ๆ มัน bring back to life the bygone era อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

10. สรุปว่า สิ่งที่เราชอบที่สุดใน THE SECRET AGENT ก็คือการที่หนังมันใส่ใจกับ “ตัวประกอบ” ของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ น่ะ หนังมันทำให้เรารู้สึกใส่ใจและประทับใจกับตัวละครประกอบเยอะมาก ๆ ทั้งตัวประกอบที่ปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัวในหนัง และทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูดในหนัง คือไม่รู้ว่าผู้สร้างหนังและผู้กำกับหนังเรื่องนี้ทำได้อย่างไร ถึงสามารถทำให้เรารู้สึกประทับใจกับตัวประกอบในหนังเรื่องนี้ได้เยอะมาก ๆๆๆๆๆ ขนาดนี้

 

อย่างที่นักวิจารณ์บางท่านได้เขียนไว้แล้วว่า THE SECRET AGENT มันเป็นหนังที่ใส่ใจกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมจริง ๆ

 

และด้วยเหตุนี้ THE SECRET AGENT มันก็เลยเข้ากับหนึ่งใน concept ของ “ภาพยนตร์ที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด” ด้วย ซึ่งก็คือ concept ที่ว่า “ตัวละครทุกตัวในหนัง มีชีวิตมาก่อนหน้าที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากที่หนังจบลงแล้ว (ถ้าหากตัวละครนั้นไม่ตายในระหว่างที่เนื้อเรื่องดำเนินไปนะ)” และ “ตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อรับใช้ตัวละครเอก และตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อทำ function บางอย่างให้กับหนังเรื่องนั้น ๆ พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นรองพระเอก นางเอก เพราะตัวละครประกอบทุกตัวก็ล้วนเป็นพระเอก นางเอกในมุมมองของตนเอง และตัวละครประกอบทุกตัว ก็ล้วนมีชีวิตจิตใจ รักโลภโกรธหลง มีปัญหาชีวิตเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อหมุนรอบตัวละครพระเอกนางเอก”

 

คือเรารู้สึกว่า THE SECRET AGENT มัน treat ตัวประกอบทุกตัวจนทำให้เรารู้สึกแบบข้างต้นได้น่ะ หนังเรื่องนี้มันก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีดที่สุด

 

11. ตัวละครที่เราประทับใจใน THE SECRET AGENT

 

11.1 เราจองเป็น “ผู้หญิงที่ถูกผีเข้าสิงระหว่างดูหนังเรื่อง THE OMEN”

 

11.2 อีกตัวละครที่เราอยากจองรับบทมาก ๆ ก็คือ “กะหรี่สาวในห้องเก็บเอกสาร” ที่เอากับยามรักษาความปลอดภัย เราชอบมาก ๆ ที่เธอถูกจับได้ แต่เธอก็เดินเชิดหน้า หยิ่งผยองออกจากห้องเก็บเอกสาร ไม่มีความยี่หระอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

 

11.3 ชอบ “ผู้หญิง” ที่เดินผ่านสวนสาธารณะตอนกลางคืนด้วย คือตัวละครตัวนี้ไม่มีบทพูดอะไรเลยนะ คือเธอแค่เดินผ่านสวนสาธารณะขณะที่คนมากมายกำลังมีเซ็กส์กัน เหมือนเธอแค่เดินจากด้านขวาของจอ ไปยังด้านซ้ายของจอ ด้วยรองเท้าส้นหนา ๆ คือแค่เธอเดินผ่านหน้าจอแค่นั้น หนังก็สามารถทำให้เรากับเพื่อนประทับใจตัวละครตัวนี้อย่างรุนแรงสุดขีดได้

 

11.4 แมวสองหน้า ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

11.5 Geisa ซึ่งเป็นหลานสาวของ Sebastiana โดย Geisa เป็นตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้เลย เพราะว่าเธอได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่เยอรมนี และสิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนหนุ่มของเธอ เขาก็เลยฆ่าเธอตาย ก่อนที่เนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น

 

เราชอบมาก ๆ ที่ THE SECRET AGENT ใส่เรื่องเล่าเกี่ยวกับ Geisa เข้ามาในหนัง เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้แอบใส่ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีในยุคนั้นเข้าไปด้วยได้อย่างเนียน ๆ และอย่างน่าสะเทือนใจมากๆ  คือหนังเรื่องนี้เนื้อหาหลักมันอาจจะพูดถึงเผด็จการบราซิลในยุคสงครามเย็น แต่มันก็สอดแทรกประเด็นสิทธิสตรีและอาจจะรวมถึงสิทธิเกย์เข้าไปด้วย

 

11.6 Clóvis คือเราว่าตัวละครตัวนี้อาจจะสะท้อนประเด็นปัญหาเรื่องสิทธิเกย์ในบราซิลในยุคนั้น เพราะว่า Clóvis  “ไม่ได้เป็นผู้ชายในแบบที่ครอบครัวของเขาต้องการ” Clóvis ก็เลยต้องหนีออกจากบ้าน และกลายเป็นคนไร้การศึกษา

 

11.7 Sebastiana ถือเป็น one of my most favorite characters I saw this year เลย เราชอบมากที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist และเธอเคยเห็น “สิ่งที่ไม่อาจบอกเล่าได้” ระหว่างที่อยู่ที่อิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้ Sebastiana ก็เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟังด้วย และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

ถ้าหากเป็นในไทย ตัวละคร Sebastiana ต้องรับบทโดยคุณธิดา ถาวรเศรษฐ

 

11.8 Tereza Victória สาวผู้ลี้ภัยจาก Angola เราว่าตัวละครตัวนี้ทำให้เรานึกถึงคุณ May Adadol มาก ๆ

 

เราชอบการสร้างตัวละคร Tereza Victória มาก ๆ ทั้งในส่วนของ

 

11.8.1 การที่เธอ “ปวดหัว” เพราะเสียงการเฉลิมฉลองในช่วงงานคาร์นิวัล

 

11.8.2 การที่เธอเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในแองโกลา และฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในแองโกลา

 

11.8.3 การที่เธอไม่ยอมนั่งเครื่องบินที่มีธงชาติโปรตุเกส

 

11.9 Débora เด็กหญิงมีเหา

 

11.10 Cláudia แม่ของ Débora เราชอบที่เธอรีบเสยหีใส่พระเอกในทันที

 

11.11 ศพที่ปั๊มน้ำมัน ตัวละครที่ไม่ปรากฏหน้าให้ผู้ชมได้เห็น

 

11.12 หญิงสาวที่ไม่ยอมจอดรถที่ปั๊มน้ำมัน

 

11.13 พนักงานอ้วนประจำปั๊มน้ำมัน

 

11.14 แม่ของพระเอก ที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่เหมือนเธอมีอิทธิพลบางอย่างครอบคลุมหนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่อง เธอเป็นทาสหญิงอายุ 14 ปีที่ได้กับลูกชายเจ้านายที่มีอายุ 17 ปี

 

11.15 อีกตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นชัด ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ก็คือ “หนุ่มผิวดำ นักศึกษา Agronomy” ที่ถูกพวกของ Euclides Cavalcanti ฆ่าตาย (ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น) และเขาคือเจ้าของขาที่ถูกพบอยู่ในท้องฉลาม

 

เราได้เห็นเพียงแค่ภาพของตัวละครตัวนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น และหนังก็ไม่บอกแต่อย่างใดว่า เพราะเหตุใด Euclides ถึงฆ่าเขา เรารู้แค่ว่า จริง ๆ แล้วเขาเป็น “คนดี”

 

11.16 Hans (Udo Kier) หนังเรื่องนี้ใช้ Udo Kier ได้อย่างดีงามจริง ๆ ตัวละครตัวนี้หนักมาก ๆ เพราะเขาเป็นยิวที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขาก็ย้ายมาอยู่บราซิล แต่พอเขาย้ายมาอยู่บราซิล เขาก็เหมือนจะโกหกคนอื่น ๆ ว่าเขาเป็นอดีตทหารเยอรมันหรืออดีตนาซี เพราะดูเหมือนว่าพวกผู้มีอำนาจในบราซิลจะชื่นชอบนาซีมากกว่ายิว

 

11.17 เพื่อนของ Hans ที่เป็นคนผิวดำที่พูดภาษาเยอรมันได้

 

11.18 Arlindo ตำรวจผิวดำที่เป็นลูกสมุนของ Euclides แต่เขากลับดูเหมือนพูดจาดูถูกคนดำด้วยกันเอง

 

11.19 สาวใส่แว่นที่ยืนรอใช้โทรศัพท์สาธารณะ คือเธอไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.20 สาวผิวดำที่รินน้ำดื่มจากตู้กดน้ำ ตัวละครตัวนี้ก็ไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.21 คนที่ป่าวประกาศว่า “Don’t do tomorrow what you can do the day after tomorrow. Hail Procrastination.” บ้าบอมาก ๆ 55555

 

11.22 ชายชราถอดเสื้อกับชายชราเสื้อเขียวที่พูดคุยกันในถนนในช่วงที่ Vilmar หนีการตามล่าของ Bobbi

 

คือเราว่าชายชราสองคนนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึง “ความละเอียดลออ” ในการสร้างหนังเรื่องนี้ คือทั้งสองเป็นแค่ตัวละครประกอบฉาก ไม่มีบทพูด ไม่มีความสำคัญอะไรเลย แต่หนังกลับทำให้ตัวละครประกอบกระจิดกระจ้อยร่อยแบบนี้ ดูเป็นมนุษย์ที่ “มีชีวิตมาก่อนหนังเริ่มเรื่อง” มาก ๆ

 

11.23 Elisângela หนึ่งในตัวละครที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือเราชอบ “ทรงผม” ของเธออย่างรุนแรงมาก ๆ มันบ่งบอกถึงยุคสมัยมาก ๆ และเราก็ชอบมาก ๆ ที่เธอพิมพ์ดีดโดยไม่มีกระดาษ, ชอบที่เธอพยายามจะจีบพระเอก และก็ชอบที่เธอใช้ไหวพริบช่วยเหลือพระเอกตอนที่ Vilmar มาตามล่าพระเอกด้วย

 

11.24 คุณนายที่ทำให้เด็ก 3 ขวบต้องตาย

 

11.25 สาวใช้ที่สูญเสียลูก

 

11.26 ทนายของสาวใช้

 

11.27 อาจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ที่ล้วงขาจากท้องปลาฉลาม

 

11.28 Luanda อาจารย์มหาลัยที่กล้าปะทะกับ Ghirotti

 

11.29 Susan Schaffer อาจารย์มหาลัยชาวสหรัฐที่ไปทำงานที่ลีดส์ในอังกฤษ แล้วก็ย้ายมาบราซิล

 

11.30 Sanjay Jasieen อาจารย์หน้าแขก แต่เป็นชาวแคนาดา และมาทำงานที่บราซิล

 

11.31 Fátima Nascimento (Alice Carvalho) เมียพระเอกในหนังเรื่องนี้ก็ “เผ็ด สวย ดุ” มาก ๆ

 

11.32 Alexandre Nascimento พ่อตาของพระเอก ที่ทำให้เราแทบร้องไห้ ตอนที่เขาถามพระเอกว่า Fátima เคยพูดว่าเขาเป็นคนถ่อมตัว ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุ 9 ขวบจริง ๆ เหรอ

 

11.33 Flávia อนาคตของโลกนี้ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่อย่างเธอ

 

11.34 Daniela (Isadora Ruppert) เพื่อนของ Flávia

 

11.35 Elza (Maria Fernanda Cândido) ผู้หญิงที่ช่วยเหลือพระเอก ผู้บันทึก archive เราชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

11.36 Elza บอกว่า มี “ลูกสาวมหาเศรษฐีที่คอยช่วยเหลือ dissidents” ซึ่งตัวละครลูกสาวมหาเศรษฐีนี้ก็ไม่ปรากฏตัวเลยในเรื่อง

 

11.37 João Pedro (Marcello Valle)

João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT

 

11.38 ผู้หญิงที่ถูกนำศพไปทิ้งที่เขื่อน เพราะสาเหตุเกี่ยวกับมรดก และความอิจฉาริษยา เราก็ไม่ได้เห็นหน้าของตัวละครตัวนี้เช่นกัน

 

11.39 ชายชราขากะเผลกที่เหมือนดูศพเมียอยู่ในห้องดับจิต

 

11.40 นักโทษที่ถูกขังอยู่ในรถของ Euclides เราก็ไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

 

แล้วคุณจองเป็นใครในหนังเรื่องนี้คะ 55555

 

เราเขียนเปรียบเทียบตัวละครใน THE SECRET AGENT กับ ONE BATTLE AFTER ANOTHER ไว้ในอีกโพสท์นึงนะ ลิงค์อยู่ใน comment

++++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ที่แล้ว อันนี้คือทรงผมของ Elisângela (Geane Albuquerque) ใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ไม่รู้ว่าทรงผมนี้เขามีชื่อเรียกว่าทรงผมอะไร แต่เห็นแล้วมัน nostalgic มาก ๆ อยากทำผมทรงนี้แล้วออกไปดูหนังที่ House Samyan มาก ๆ อยากรู้ว่าถ้าหากเราเป็นผู้หญิง แล้วเข้าร้านทำผม บอกว่าจะทำผมทรงนี้ ช่างทำผมเขาจะคิดตังค์กี่บาท

+++

 

อีกสิ่งหนึ่งที่แอบคาใจใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ก็คือว่า มันมีฉากนึงที่ตัวละคร Daniela (Isadora Ruppert) ดูหนังทางจอคอมพิวเตอร์ แล้วภาพมันไม่แน่ชัดว่ามันเป็นหนังแนวสารคดีสัตว์โลก หรือมันเป็นหนังแนว cannibals ในยุคทศวรรษ 1970 ที่ชอบนำเสนอฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง “คนกินเห้” หรือ PRIMITIF (1978, Sisworo Gautama Putra, Indonesia) ที่เคยเข้ามาฉายในไทยตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

คือเราลองเช็คใน imdb แล้ว มันก็ไม่ได้บอกว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรในจอคอมพิวเตอร์ขณะที่เธอทำงานอยู่กับ Flávia

 

แต่พอเราได้เห็นภาพสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “หนังตัวอย่าง” ของ “คนกินเห้” ที่เราเคยเห็นในโรงหนังตอนเด็ก ๆ น่ะ คือเราไม่เคยดูหนังเรื่อง “คนกินเห้” นะ แต่ตอนนั้นเราเข้าโรงหนังไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ แล้วเห็นหนังตัวอย่างของ “คนกินเห้” ที่มันมีฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มากมาย แล้วมันก็เลยฝังใจเราในวัยเด็กมาก ๆ และเราก็เลยไม่กล้าดูหนังแนวนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

ถ้าหากใครรู้ว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรใน THE SECRET AGENT ก็ comment มาได้นะคะ

++++

 

9. THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, 128min, A+30)

 

ในหนังเรื่องนี้มีฉากที่ตัวละคร Miwa Sugai (Nanase Nishino) พูดคำว่า TADAIMA กับหมาของเธอ และก็มีฉากที่ Haruya (Shuntaro Yanagi) พูดคำว่า TADAIMA กับ Miwa

 

เราว่า THE BOY AND THE DOG คือ “ขั้วตรงข้าม” ของ AU HASARD BALTHAZAR (1966, Robert Bresson, A+30) เหมือนหนังเรื่องนี้ทำทุกอย่างที่หนังของ Robert Bresson ต่อต้าน 555555 แต่เราก็ชอบทั้งสองเรื่องนะ

 

จุดที่ชอบที่สุดก็คือการที่นางเอกเป็นกะหรี่ฆาตกร และพระเอกหล่อมากนี่แหละ หนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ my favorite romantic film ไปโดยปริยาย เสียดายที่ส่วนอื่น ๆ ของหนังดูล้น ๆ ไปหน่อย

 

Tuesday, February 17, 2026

WUTHERING HEIGHTS

 

ฉันรักเขา Avinash Tiwary in O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30)

 

1. พอเราดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงยาวแค่ 150 นาที (ตามที่เว็บเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์บอกไว้) แต่เวอร์ชั่นที่ลงใน WIKIPEDIA กับ IMDB บอกว่าหนังมันยาว 178 นาที ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงสั้นกว่าที่อื่น 28 นาที แล้วเนื้อหาตรงส่วนไหนที่มันหายไป

 

แต่เราก็ไม่ได้จับเวลาดูหรอกนะว่า เวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาวจริง ๆ กี่นาที อาจจะต้องฝากเพื่อน ๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ช่วยจับเวลาดูว่า หนังมันยาวจริง ๆ กี่นาทีโดยไม่รวมเวลา intermission

 

คือเมื่อวานเราดูรอบ 19.00 น. หนังมันเริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.20 น. แล้วหนังมี intermission ราว 5-10 นาที พอหนังจบแล้ว เราไม่ได้ดู end credits ต่อ เราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือแป๊บนึง แล้วเราก็ส่ง line คุยกับเพื่อนตอนเวลา 22.33 น. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า ตกลงเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาว 150 นาทีหรือ 178 นาที หรือว่าจริง ๆ แล้วของไทยมันก็ยาว 178 นาที แต่อีเว็บไซท์ Major Cineplex ลงข้อมูลผิดเอง 55555

 

2. พอดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า Vishal Bhardwaj ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงในการสร้างหนังเรื่องนี้จาก AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าใน O’ROMEO นั้น มีฉากสำคัญสองฉากเกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงในสเปน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เนื้อหาของหนังมันไม่จำเป็นต้อง set ฉากให้เกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงก็ได้ คือเหมือนตัวผู้ร้ายของหนังมันชื่นชอบการสู้วัวกระทิง ฉากสำคัญของหนังมันเลยไปเกิดขึ้นที่สนามสู้วัวกระทิง แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันสร้างตัวละครผู้ร้ายให้ชื่นชอบ hobby อื่น ๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้อง set ฉากสนามสู้วัวกระทิงขึ้นมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงต้องให้ความสำคัญกับฉากสนามสู้วัวกระทิงมากมายขนาดนี้ หรือว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงจาก AFTERNOONS OF SOLITUDE 55555

++++

 

หลังจากที่เราได้ดูหนังเรื่อง O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30) ที่พูดถึงการสู้วัวกระทิงในสเปน เราก็เลยสงสัยว่าศาสนาฮินดูมอง “วัวกระทิง” อย่างไร คือเรารู้ว่า “วัว” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู แต่เราไม่เคยรู้ว่าวัวกระทิงกับควายมีสถานะอย่างไรในฮินดู เราก็เลยต้องกูเกิลถามเอา

 

เราว่าเป็นหนังที่ "ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้" นะ คือหนังมัน visually striking เหมือนหนังทุกเรื่องของ Vishal Bhardwaj และก็มีมาตรฐานดีกว่าหนังบอลลีวู้ดทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ "ห้ามพลาด" แต่อย่างใด

 

แต่ก็ถือเป็นหนังที่ "ห้ามพลาด" สำหรับใครก็ตามที่อินกับหนังเรื่อง THE BRIDE WORE BLACK (Francois Truffaut) 55555

++++++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยอยากให้มีคนเขียนเปรียบเทียบตัวละคร “ปวุติ” (ธงไชย แมคอินไตย์) ในละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) ที่สร้างจากนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” ของโบตั๋น กับตัวละคร “หีดขลิบ” Heathcliff ใน WUTHERING HEIGHTS มาก ๆ เราว่า

 

1. ปวุติ กับ Heathcliff นี่มีส่วนคล้ายกันในบางแง่มุม คือเป็น “ลูกบุญธรรม” ที่คั่งแค้นตระกูลคนรวย และพยายามทำลายล้างตระกูลคนรวยเหมือนกัน

 

2. ถึงแม้เนื้อหาส่วนอื่น ๆ ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “บ้านสอยดาว” จะไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แต่เราว่าตัวละครบางตัวในสองเรื่องนี้ก็ “มีความแตกต่างกัน” อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น ตัวละครแอบจันทร์ (มยุรา ธนะบุตร) ใน “บ้านสอยดาว” กับ Catherine ใน WUTHERING HEIGHTS นั้นก็เป็นตัวละครสาวคนรวยผู้คลั่งรัก และเก็บกดทางเพศอย่างรุนแรงเหมือนกัน แต่แอบจันทร์ถูก treat เป็น “นางอิจฉา” ในขณะที่ Catherine ถูก treat เป็นนางเอก

 

3. ตัวละคร Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “อิงฟ้า” (อุทุมพร ศิลาพันธุ์) ในบ้านสอยดาว ก็เหมาะจะนำมาเทียบเคียงกัน เพราะทั้งสองมีสถานะ “กึ่ง ๆ ลูกบุญธรรมในบ้านคนรวย” เหมือนกัน และคอยดูแล “บัญชี” ของบ้านคนรวยเหมือน ๆ กัน และก็เป็น “หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ “อิงฟ้า” ถูก treat เป็นนางเอกของ “บ้านสอยดาว” ในขณะที่ Nelly นั้น คือ “นางตัวร้าย” ที่แท้จริงของ WUTHERING HEIGHTS เพราะความชิบหายของตัวละครอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ Nelly “เลือกว่าจะให้ตัวละครตัวไหน ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ้าง”

 

อันนี้คือสิ่งที่นักวิจารณ์ตีความบทประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS ของ Emily Bronte นะ ซึ่งเราก็เห็นด้วยมาก ๆ เพราะในเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เห็นได้ชัดว่า การกระทำของ Nelly ในการควบคุม “ข้อมูลข่าวสาร” ของตัวละครอื่น ๆ มันนำมาซึ่งความชิบหายของทุก ๆ คนของจริง

 

จริง ๆ แล้ว เราก็แอบสงสัยว่า โบตั๋นได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครปวุติมาจาก WUTHERING HEIGHTS หรือเปล่า 55555

 

อันนี้เป็นภาพของ

 

1.ธงไชย แมคอินไตย์ ในบท ปวุติ ใน “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30)

 

2. อภิชาติ พัวพิมล ในบท ปวุฒิ ใน “บ้านสอยดาว” (1996) เวอร์ชั่นนี้ คุณอินทิรา เจริญปุระ รับบท “อิงฟ้า” แต่เราไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้นะ

 

3. WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ มี Richard Gomez รับบทเป็น Gabriel ใน I WILL WAIT FOR YOU IN HEAVEN (1991, Carlos Siguion-Reyna, Philippines) เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

4. WUTHERING HEIGHTS (1988, Yoshishige Yoshida, Japan, 143min) มี Yusaku Matsuda เล่นเป็นพระเอก เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

5. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มี Lucas Belvaux เล่นเป็นพระเอก เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell

 

สรุปว่าเราเคยดู WUTHERING HEIGHTS ไปแค่สองเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นของ Jacques Rivette กับ Emerald Fennell และเคยดู “บ้านสอยดาว” ไปแค่เวอร์ชั่นเดียวนะ เราชอบ WUTHERING HEIGHTS ของ Jacques Rivette มากๆ มันมี magic ของความรู้สึก “โปร่งโล่งเบาสบาย อากาศถ่ายเท” ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ความรู้สึก magic แบบนี้มันอธิบายได้ยากมาก

 

ส่วนเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เราชอบ “ความพยายามทำให้เหมือนหน้าปกนิยาย Romance” ของมัน 5555 และเราชอบการ treat ตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะตัวละคร Nelly (Hong Chau), Isabella (Alison Oliver) และ Zillah (Amy Morgan) คือเราว่าจริง ๆ แล้วทั้งสามตัวนี้ “แรง” พอ ๆ กับนางเอกเลยทีเดียว และทั้งสามตัวนี้ดูเหมือน “ไม่ใช่เหยื่อของผู้ชาย” โดยเฉพาะ Isabella กับ Zillah ที่สามารถทำให้ผู้ชายมาตอบสนองอารมณ์ทางเพศของพวกเธอได้

 

คือหน้าที่หลักของนิยาย Romance คือการตอบสนอง sexual fantasy ของผู้อ่าน ที่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเป็นผู้หญิงหรือเกย์ และผู้อ่านกลุ่มนี้อาจจะชอบจินตนาการถึง “ผู้ชายดิบ ๆ เถื่อน ๆ” และเราว่าพอมองการ treat ตัวละคร Isabella กับ Zillah ในหนังของ Emerald Fennell เราก็รู้สึกว่า WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นนี้มันทำหน้าที่คล้าย ๆ กับ “นิยาย Romance” ยุคเก่าได้ดีพอสมควร

 

สรุปว่าดิฉันขอจองเป็น Zillah ใน WUTHERING HEIGHTS (2026) ค่ะ เพราะดิฉันอยากเริงรักกับ Joseph (Ewan Mitchell) มาก ๆ

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีการนำ “บ้านสอยดาว” มาสร้างอีกไหม หรือจะมีการนำ WUTHERING HEIGHTS มาดัดแปลงเป็นไทยบ้างหรือเปล่า แต่ดิฉันอยากได้ “ปวุติ” หรือ Heathcliff ที่ให้อารมณ์แบบ เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี หรือทศพล หมายสุข ค่ะ 55555

+++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ข้างล่าง ที่เราเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างตัวละคร “อิงฟ้า” ใน “บ้านสอยดาว” กับ Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) ไปแล้ว เราก็เลยขอแปะรูปไปด้วยเลยดีกว่า 555

 

หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย

 

1. อิงฟ้า ใน “บ้านสอยดาว” (1996) รับบทโดย อินทิรา เจริญปุระ

2. อิงฟ้า ใน  “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) รับบทโดย อุทุมพร ศิลาพันธุ์

3. Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) รับบทโดย Hong Chau

4. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1992, Peter Kosminsky, UK) รับบทโดย Janet McTeer

5. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1939, William Wyler) รับบทโดย Flora Robson

 

จริง ๆ แล้วเราชอบการแสดงของ Sandra Montaigu ในบท “พี่เลี้ยงนางเอก” ใน WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มาก ๆ เลยนะ แต่เสียดายที่เราหารูปของ Sandra Montaigu จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย

+++

 

5. SHAM (2025, Takashi Miike, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Seiichi Yabushita (Go Ayano) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE BRONTË SISTERS (1979, André Téchiné, France, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE BRONTË SISTERS เล่าเรื่องของสามสาวพี่น้องตระกูลบรอนเต ซึ่งประกอบด้วย

 

1. Emily Brontë (Isabelle Adjani) ผู้แต่งนิยายเรื่อง WUTHERING HEIGHTS ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ “โบตั๋น” แต่งนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ที่ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, 1996) ในเวลาต่อมา ตามที่เราโพสท์ไปแล้วในช่วงเช้าวันนี้

 

2. Charlotte Brontë (Marie-France Pisier) ซึ่งเป็นพี่สาวของ Emily โดย Charlotte นั้นเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง JANE EYRE (1847) ที่ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “รักเดียวของเจนจิรา” (1996)

 

3. Anne Brontë (Isabelle Huppert) ซึ่งเป็นน้องสาวของ Emily โดย Anne Brontë นั้น เป็นผู้แต่งนิยายเรื่อง THE TENANT OF WILDFELL HALL (1848) ที่ถือเป็น “หนึ่งในนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของโลก”

 

(แล้วนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของไทยมีเรื่องอะไรบ้าง อันนี้เราไม่มีความรู้เลย ถ้าหากใครพอรู้เรื่องนี้แล้วก็ comment มาได้นะคะ)

 

เราเคยดู THE BRONTË SISTERS แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ กราบการแสดงของ Isabelle Adjani ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ การแสดงของเธอมันแสดงให้เห็นถึง “ความบ้าคลั่ง” บางอย่างในจิตใจของ Emily Brontë ได้อย่างทรงพลังจริง ๆ

 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบนักประพันธ์หญิงในยุคนั้นมาก ๆ ทั้ง

 

1. Emily Brontë (1818-1848)

2. Emily Dickinson (1830-1886) คนนี้ถือเป็น one of my most favorite writers of all time เธอเป็นกวีชาวอเมริกัน

 

3. Mary Shelley (1797-1851) ผู้แต่ง FRANKENSTEIN

 

4. Jane Austen (1775-1817) ผู้แต่ง PRIDE AND PREJUDICE, SENSE AND SENSIBILITY, MANSFIELD PARK, NORTHANGER ABBEY, PERSUASION, EMMA (ต้นแบบของ CLUELESS) ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่อินกับนิยายของเธอ แต่เราชอบหนัง/ละครทีวีที่ดัดแปลงจากนิยายของเธอ 55555

 

5. George Sand (1804-1876) นักแต่งนิยายชาวฝรั่งเศส เราไม่เคยอ่านนิยายของเธอนะ แต่เราเคยดูหนัง 3 เรื่องที่สร้างจากชีวิตของเธอ ซึ่งได้แก่ CHILDREN OF THE CENTURY (1999, Diane Kurys, France), IMPROMPTU (1991, James Lapine) และ CHOPIN: DESIRE FOR LOVE (2002, Jerzy Antczak, Poland)

 

6. George Eliot (1819-1880) ผู้แต่งนิยาย  Adam Bede (1859), The Mill on the Floss (1860), Silas Marner (1861), Romola (1862–1863), Felix Holt, the Radical (1866), Middlemarch (1871–1872) and Daniel Deronda (1876)

 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายของ George Eliot นะ แต่ก็ตั้งใจว่าอยากจะอ่าน 55555

 

แล้วคุณชอบนักประพันธ์หญิงคนไหนมากที่สุดในยุคนั้นคะ ของเราคือ Emily Dickinson ค่ะ

 

ภาพ

1. รักเดียวของเจนจิรา (1996)

2. ความแตกต่างของสามสาว Brontë

3. Isabelle Adjani as Emily Brontë

4. Isabelle Huppert as Anne Brontë

5. Marie-France Pisier as Charlotte Brontë

6. Molly Shannon as Emily Dickinson in WILD NIGHTS WITH EMILY (2018, Madeleine Olnek, lesbian film, A+30)

7. Judy Davis as George Sand in IMPROMTU

8. Juliette Binoche as George Sand in CHILDREN OF THE CENTURY

9. Natasha Richardson as Mary Shelley in GOTHIC (1986, Ken Russell, UK)

10. MANSFIELD PARK (1999, Patricia Rozema) ที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen เราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร