Friday, May 01, 2026

RAUL RUIZ AND VALERIA SARMIENTO

 

ฉันรักเขา Abhishek Bhardwaj from BHOOTH BANGLA (2026, Priyadarshan, India, 173min, A+30)

 

เหมือนครึ่งแรกของหนังเป็นหนังตลก ส่วนครึ่งหลังเป็นแนวจินตวีร์ วิวัธน์ และเราก็เลยชอบครึ่งหลังของหนังมากกว่า

+++

 

FILM WISH LIST: REQUIESCANT ฆ่าแล้วสวด (1967, Carlo Lizzani, Italy)

 

เพิ่งรู้จากพี่สนธยาว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini ร่วมแสดง เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่องนี้ KILL AND PRAY หรือ REQUIESCANT

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini กำกับ เคยเข้าฉายในไทยแบบ commercial release บ้างหรือเปล่า

 

ดารานำของ REQUIESCANT คือ Lou Castel (FISTS IN THE POCKET, THE BIRTH OF LOVE, BEWARE OF A HOLY WHORE, THE CASSANDRA CROSSING, THE AMERICAN FRIEND)

 

ซื้อโปสเตอร์ได้ที่นี่
https://www.posterman2000.com/product/requiescant-kill-and-pray-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%94/

 

ชอบวง Cranes มาก ๆ เราเคยซื้อเทปอัลบัม LOVED (1994) ของวงนี้

+++

 

กรี๊ดดด ดีใจที่ได้เห็น trailer ของหนังเรื่องนี้ SECONDHAND LADY ผู้หญิงมือสอง (1979, Apichat Phopairot)

 

หนังเรื่องนี้เคยได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่มอสโคว์ในปี 1979 เราอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเราเคยดูหนังอีก 2 เรื่องของ Apichat Phopairot แล้วเราชอบมาก ๆ

 

เห็นเว็บไซต์ NANGDEE บอกว่า หนังเรื่อง “ผู้หญิงมือสอง” ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent ด้วย แต่เราหาหลักฐานอื่น ๆ มายืนยันเรื่องนี้ไม่ได้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้เคยได้รางวัลที่ Tashkent จริงหรือเปล่า

+++

 

ชอบที่มีทฤษฎีสมคบคิดว่ามีสัญลักษณ์ illuminati ในปกอัลบัมนี้ด้วย 55555

+++

 

FOUR UNLOVED WOMEN, ADRIFT ON A PURPOSELESS SEA, EXPERIENCE THE ECSTASY OF DISSECTION (2023, David Cronenberg, Canada/Italy, 4min, A+30)

 

Cronenberg นี่มัน Cronenberg จริง ๆ ขนาดทำหนังสั้น 4 นาทียังมีลายเซ็นชัดเจนขนาดนี้ 55555

 

ดูแล้วนึกว่า “หนังสอนธรรมะ” สำหรับเปิดฉายให้เด็ก ๆ นักเรียนหรือใช้สอนตามวัด เพราะดูแล้วนึกถึงพระพุทธพจน์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

ในร่างกายของเธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้เหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออกเนืองนิตย์.

 

ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาดหลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะนั้น. หากว่าคนพึงรู้จักสรีระของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหนีเธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกล ฉะนั้น.

 

แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้มี เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ความพอใจในเมถุน ไฉนจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า.

 

เราว่ามันไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ในหนังของ Olivier Smolders ที่เราเคยดูนะคะ แต่น่าจะมีความใกล้เคียงกับหนังเรื่อง PICTURE’S CONCISE ANATOMY (2008, Olivier Smolders) ที่เรายังไม่ได้ดู เพราะหนังเรื่องนั้นก็พูดถึง “หุ่นขี้ผึ้ง” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “ตัวหนัง” เรื่องนี้ของ Cronenberg แล้ว เราว่ามันไปกันได้ดีกับหนังของ Olivier Smolders มาก ๆ ค่ะ

+++

 

งดงามที่สุด ชอบ quote นี้ของ Christian Petzold อย่างรุนแรง

 

“I love Howard Hawks, and he remade his own movies. When we made Miroirs, I knew it was echoing Ghosts. Both are to do with a Brothers Grimm fairytale, ‘Das Totenhemdchen’ [‘The Shroud’], about a mother whose grief for her daughter is so deep that she prepares dinner for the two of them each evening. The daughter comes out of the grave, and says, “Mother, you have to stop your tears, because I want to go to heaven.” The mother stops grieving, and the daughter vanishes.

This is a metaphor for both movies. A mother’s grief creates a ghost.”

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง PEPE (2024, Nelson Carlo de Los Santos Arias, Dominican Republic, A+30)

 

ชื่อผู้กำกับสองคนที่เราชอบจำสลับกัน Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos

 

1. Nelson Carlo de Los Santos Arias

ผู้กำกับชื่อดังจาก Dominican Republic เขากำกับหนังเรื่อง

PEPE (2024, A+30) ที่เคยมาฉายที่ Central World,

COCOTE (2017),

SAINT TERESA AND OTHER STORIES (2015, 65min),

YOU LOOK LIKE A CARRIAGE THAT NOT EVEN AN OXEN CAN STOP (2013, 84min)

 

2. Nelson Pereira dos Santos

ผู้กำกับระดับปรมาจารย์จากบราซิล

 

เขาเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองในคานส์ 3 ครั้งจาก BARREN LIVES (1964), A VERY CRAZY ASYLUM (1970), THE AMULET OF OGUM (1974)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเบอร์ลิน 4 ครั้ง จาก HUNGER FOR LOVE (1968), HOW TASTY WAS MY LITTLE FRENCHMAN (1971, A+30), TENT OF MIRACLES (1977) และ THE THIRD BANK OF THE RIVER (1994)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลลูกโลกคริสตัลในเทศกาลภาพยนตร์คาร์โลวี วารี สองครั้ง จาก RIO, 40 DEGREES (1956) และ RIO, ZONA NORTE (1958)

 

หนังเรื่อง THE MUSIC ACCORDING TO ANTONIO CARLOS JOBIM (2012, Nelson Pereira dos Santos + Dora Jobim, Brazil, A+30) เคยเข้ามาฉายที่ BACC

 

ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบหนังของใครมากกว่ากัน ระหว่าง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos เพราะเราเพิ่งดูหนังของทั้งสองคนนี้ไปแล้วรวมกันเพียงแค่ 3 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของทั้ง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos ในไทยมาก ๆ

 

เราอยากดู  A VERY CRAZY ASYLUM (1970, Nelson Pereira dos Santos) มาก ๆ

 

เรื่องย่อของ A VERY CRAZY ASYLUM

“A new priest comes to a Brazilian coastal town and builds an insane asylum. Eventually the whole population ends up in the asylum.”

+++

 

SOCIALIST REALISM (2023, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด ถือเป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่เราได้ดู ที่เน้นพูดถึงชีวิตคนในชิลีก่อนเกิดรัฐประหารนองเลือดอย่างรุนแรงในปี 1973 เพราะหนังชิลีหรือหนังเกี่ยวกับชิลีส่วนใหญ่ที่เราได้ดู มักจะพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดในปี 1973 หรือชีวิตคนหลังจากนั้น

 

2. เรา worship Raúl Ruiz มาเป็นเวลานานมากแล้ว นับตั้งแต่ได้ดูหนังของเขาอย่าง TIME REGAINED (1999) ที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เพราะเราชอบความพิศวงพิสดารในหนังของเขา แต่การที่เขาเป็น “ชาวชิลี” ก็เคยทำให้เรารู้สึกสงสัยมาโดยตลอดว่า เขามีความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้น เพราะเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ไม่ได้แตะประเด็นนี้เลย และสิ่งนั้นก็ทำให้เขามีความแตกต่างเป็นอย่างมากจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวชิลีรุ่นเดียวกัน อย่างเช่น Patricio Guzmán และMiguel Littin

 

พอได้ดู SOCIALIST REALISM เราก็เลยหายสงสัยในเรื่องนี้

 

3. ชอบสุดขีดที่ตัวผู้ร้ายใน SOCIALIST REALISM ไม่ใช่ฝ่ายเผด็จการทหาร, ขวาจัด, ฟาสซิสต์แบบในหนังการเมืองเรื่องอื่นๆ แต่เป็น “คนเหี้ย” ที่แอบแฝงตัวอยู่ในกลุ่มฝ่ายซ้าย และคนเหี้ยแบบนี้ก็ขยันสร้างความเหี้ยได้ต่อไปเรื่อย ๆ จริง ๆ

 

4. ดูแล้วนึกว่าฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ได้หลายเซ็ตเลย อย่างเช่น

 

4.1 หนังเกี่ยวกับ “โรงงาน” และการต่อสู้ของแรงงานในทศวรรษ 1970 อย่างเช่น A BONUS FOR IRENE (1971, Helke Sander, West Germany), COUP POUR COUP (1972, Marin Karmitz, France), THE FACTORY WORKERS OF HARA (1975, Jon Ungpakorn, documentary)

 

4.2 หนังเกี่ยวกับ “คอมมูน” ในช่วงราวทศวรรษ 1970 อย่างเช่น JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976, Alain Tanner, Switzerland), THE SUBJECTIVE FACTOR (1981, Helke Sander, West Germany) และ TOGETHER (2000, Lukas Moodysson, Sweden)

 

4.3 หนังเกี่ยวกับความขัดแย้งกันเองในกลุ่มฝ่ายซ้าย อย่างเช่น LA CHINOISE (1967, Jean-Luc Godard, France) และ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705min)

 

5. หนึ่งในสิ่งที่เราสนใจก็คือ

 

5.1 ตัวละครใน SOCIALIST REALISM พูดถึงความหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่แบบในอินโดนีเซียขึ้นอีก มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่ฝ่ายขวาสังหารคนตายราว 5 แสนถึงหนึ่งล้านคนในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 มันสร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างมากให้กับฝ่ายซ้าย แม้แต่ในประเทศอย่างเช่น ชิลี ที่อยู่ห่างไกลจากอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก

 

5.2 ตัวละครบางคนพูดถึงการฆ่า reactionaries

 

เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเป็น “รอยต่อ” ที่น่าสนใจที่เชื่อมระหว่างเหตุการณ์สังหารหมู่ในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในทางตรงกันข้าม เมื่อเขมรแดงสังหารหมู่ประชาชนราว 2 ล้านคนในปี 1975-1979

++++

 

ล่าสุดที่เราชอบมากก็คือ Kumi Takiuchi ที่เธอโผล่มาแค่ฉากเดียวใน HOW DARE YOU? (2025, Mipo Oh, Japan, A+30) แต่มาอย่างทรงพลังมาก และเธอก็เหมือนโผล่มาแค่ฉากเดียวเช่นกันใน KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, A+30)

+++

 

เห็นเพื่อนเราเคยตั้งข้อสงสัยว่า หรือสาเหตุส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะ GATEWAY เอกมัย เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้นสอง ที่ติดกับทางเชื่อมรถไฟฟ้า คนก็เลยเดินเข้าไปกินอาหารได้เลย โดยไม่ต้องผ่านชั้นอื่น ๆ แล้วก็เลยไม่ได้เดินชั้นอื่น ๆ ไปด้วย คนเข้าไปกินอาหารได้เลย แล้วก็ออกจากห้างได้เลย ซึ่งเราก็ทำแบบนั้นเวลาเราไปห้างนี้ 5555

 

ซึ่งสิ่งนี้จะตรงข้ามกับ TERMINAL 21 ASOKE ที่เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้น 4 กับชั้น 5 เวลาคนจะขึ้นไปกินอาหาร ก็ต้องขึ้นบันไดเลื่อนผ่านชั้นอื่น ๆ เห็นสินค้าร้านค้าในชั้นอื่น ๆ ก่อนที่จะขึ้นไปถึงชั้นร้านอาหาร

 

แต่แน่นอนว่าอันนี้ก็ย่อมไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดนะ เพราะอย่างพารากอนเอาร้านอาหารไว้ชั้น GROUND FLOOR คนก็เดินแร่ด ๆ ดอก ๆ ขี้ ๆ เยี่ยว ๆ กันในชั้นอื่น ๆ อยู่ดี

+++

 

THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปของจริง 55555 supersurreal มาก ๆ ดูแล้วหัวเราะจนหยุดไม่ได้ นี่แหละหนังตลกในแบบที่ดิฉันต้องการ หรือ THE NAKED GUN ในแบบที่ดิฉันต้องการ

 

2. จำได้ว่า ตอนเราดู THE NAKED GUN (2025, Akiva Schaffer) นั้น เราก็ชอบมันในระดับนึงนะ เราชอบที่มันเล่นตลกกับ cliche ของหนัง genre ต่าง ๆ โดยเฉพาะ film noir และหนังเรื่อง CHINATOWN (1974, Roman Polanski) แต่เราก็ยอมรับว่า sense of humour ของ THE NAKED GUN อาจจะไม่ตรงกับเรานัก และโดยเฉพาะพอมันเป็นหนังตลกที่จงใจจะสร้างความตลก บางทีมันก็อาจจะไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

และตอนเราดู THE NAKED GUN (2025) เราก็นึกถึงหนังเรื่อง A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raúl Ruiz, France) ด้วย เพราะ  A PLACE AMONG THE LIVING ก็เหมือนเป็นหนังที่ล้อเลียนหรือเล่นตลกกับอะไรหลาย ๆ อย่างในหนัง film noir เหมือนกัน แต่จุดประสงค์ของมันอาจจะไม่ได้ทำไปเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมเป็นหลัก แต่ทำไปเพราะอะไรเราก็ไม่รู้ บางทีหนังมันอาจจะเล่นตลกกับองค์ประกอบของหนัง film noir เพียงเพราะผู้กำกับรู้สึกสนุกที่ได้ทำอะไรแบบนี้ก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเข้าทางเรามากกว่า

 

3. เพราะฉะนั้น THE WANDERING SOAP OPERA ก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีด เพราะมันเหมือนเป็นการเล่นตลกกับความ cliche และองค์ประกอบต่าง ๆ ของละครโทรทัศน์ และมันเหมือนเป็นการนำเสนอจินตนาการอันไร้ขอบเขตของตัวผู้กำกับไปด้วยในเวลาเดียวกัน คือเหมือนแทนที่ผู้กำกับจะหยิบจับเอาความ cliche มานำเสนอ พร้อมกับคิดว่า “ฉันจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ชมหัวเราะ” ผู้กำกับกลับเลือกที่จะเอาความ cliche ที่ได้เห็นในละครโทรทัศน์ (ตัวละครคบชู้สู่ชาย แย่งผัวแย่งเมียกันไปมา, etc.) และนำสิ่งนั้นมาเป็นวัตถุดิบในการกระตุ้นจินตนาการอันบรรเจิดเริ่ดสะแมนแตนของตัวเอง โดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ อีกต่อไป

 

เราก็เลยชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เข้าทางเรามาก ๆ

 

4. THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำในปี 1990 แต่เพิ่งมาตัดต่อแล้วออกฉายในปี 2017

 

เราก็เลยคิดว่า หนังเรื่องนี้ก็เข้าข่าย “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ” เหมือนกัน เพราะว่าในช่วงเวลาที่มีการถ่ายทำหนังเรื่อง THE WANDERING SOAP OPERA ในปี 1990 นั้น ก็มีหนังอีกเรื่องนึงที่มีอะไรใกล้เคียงกับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง  กำลังถ่ายทำอยู่ด้วยเหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) และหนังเรื่องนั้นก็คือ SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

 

5. นึกว่า THE WANDERING SOAP OPERA มีฉากคลาสสิคทุก 5 นาทีของจริง

 

5.1 ฉากที่เราชอบมากที่สุด คือฉาก housewives 5 คนปะทะกันขณะเกิดแผ่นดินไหว นึกว่าฉากนี้เป็นการทำนายล่วงหน้าถึงละครโทรทัศน์เรื่อง DESPERATE HOUSEWIVES (2004-2012) ได้ก่อนเวลาถึง 14 ปี

 

5.2 ฉากที่ผู้หญิงบอกให้ผู้ชายโชว์ muscles

 

5.3 ฉากผู้ชายออกไข่นกกระทาตามร่างกาย

 

5.4 ฉากตัวละครคุยโทรศัพท์แล้วหมกมุ่นกับการสะกดคำทุกคำให้ถูกต้อง

 

5.5 ฉากการถอนขนฟัน

 

5.6 ฉากละครทีวีที่แม่ม่ายคุยกับผัวที่ตายไปแล้ว แล้วใช้คำศัพท์ที่วกไปวนมาเกี่ยวกับความตายและการมีชีวิตอยู่

 

5.7 ฉากการลอบยิงต่อกันเป็นทอด ๆ บ้ามาก ๆ

 

5.8 ฉากนักข่าวจับความไร้สาระของนักการเมือง โดยตั้งคำถามว่า why ไปเรื่อย ๆ

 

5.9 ฉากหมอดูสาวคุยกับ “ตัวละครจากอีกเรื่องนึง” ที่แวะมาหา

 

5.10 ฉากสองหนุ่มในทีวีคุยกันเรื่อง crucifixion

 

5.11 ฉากหนุ่มเคร่งศาสนาพยายามพูดปกป้องคริสตจักรที่จับคนไปทรมานในยุคกลาง ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง Luis Buñuel มาก ๆ

 

5.12 ฉากการตามหา La Concepcion แล้วตัวละครชายหนุ่มปล่อยเมียให้นั่งรถไปกับผู้ชายคนอื่น จุดนี้ทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard)

 

5.13 ฉากที่สาวเสิร์ฟอยู่ดี ๆ ก็อ้างว่าตัวเองเป็นเมียเก่าของผู้ชาย ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง CERTIFIED COPY (2010, Abbas Kiarostami)

 

5.14 ฉากที่อยู่ดี ๆ ตัวละครในร้านอาหารก็กลายเป็นตัวละครในละครทีวีที่คนอาหรับนั่งดู ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Buñuel) และฉากนี้ยังเป็นการล้อเลียน honour killing ด้วย

 

5.15 ฉากการพูดคุยกับเพื่อนเก่าที่จำกันไม่ได้แล้ว นึกว่าฉากนี้ต้องปะทะกับ WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi)

 

5.16 ฉากบ้านบ้าคนบอในตอนท้าย ไม่รู้ว่าเป็นการล้อเลียน TWIN PEAKS หรือเปล่า

 

6. จริง ๆ แล้ว “ความเสียสติ” แบบไปเรื่อย ๆ ของ THE WANDERING SOAP OPERA มันทำให้นึกถึงหนังชุด “หอแต๋วแตก” มาก ๆ เหมือนมันเป็นเหรียญสองด้าน เพราะหอแต๋วแตกก็เป็นหนังชุดเสียสติที่จับเอา elements ของสิ่งอื่น ๆ มาใช้เป็นสารตั้งต้นเหมือนกัน แต่มันแตกต่างกันตรงที่หนังชุดหอแต๋วแตกเอา elements ที่ได้จากกระแสนิยมในสังคม มาใช้ในการสร้างเนื้อเรื่องและฉากต่าง ๆ อย่างเสียสติเพื่อหวังจะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมไปเรื่อย ๆ ส่วน THE WANDERING SOAP OPERA เป็นการหยิบจับเอา elements ต่าง ๆ จากละครโทรทัศน์มาใช้เป็นสารตั้งต้น ในการสร้างฉากเสียสติไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความสนุกของผู้กำกับ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ซึ่งผลก็ปรากฏว่า THE WANDERING SOAP OPERA เป็นอะไรที่เข้าทางเราอย่างรุนแรงที่สุด

+++

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉาย (หรือถ่ายทำ) ในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ”

 

87. SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

+ THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำเสร็จในปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการถ่ายทำ SOAPDISH เพราะฉะนั้นเราก็เลยถือว่าหนังสองเรื่องนี้เข้าข่ายนี้ด้วย ถึงแม้ว่า THE WANDERING SOAP OPERA เพิ่งออกฉายครั้งแรกในปี 2017 ก็ตาม

+++

บันทึกไว้ว่า เราจ่ายค่าเช่าห้องอพาร์ทเมนท์เดือนนี้สูงเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ย้ายเข้าอพาร์ทเมนท์นี้มาเมื่อ 31 ปีก่อน

 

ค่าเช่าเดือนเม.ย. 2026 อยู่ที่ 10,122 บาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ สาเหตุเป็นเพราะค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นแตะ 3234 บาทในเดือนเม.ย. 2026 เพราะว่าอากาศร้อนจัดมาก

 

ก่อนหน้านี้ค่าไฟของห้องเราในเดือนมี.ค. 2026 อยู่ที่ 2149 บาท และค่าไฟของห้องเราในเดือนก.พ. 2026 อยู่ที่ 1568 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้ พุ่งขึ้น 1,666 บาทจากเดือนก.พ. หรือพุ่งขึ้นถึง 106.25% จากเดือนก.พ. รุนแรงมาก

 

ส่วนค่าไฟของเราในเดือนเม.ย. 2025 อยู่ที่ 1932 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้พุ่งขึ้น 1302 บาทจากเดือนเม.ย. 2025 หรือพุ่งขึ้น 67.39% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี

 

ค่าไฟมึงจะพุ่งขึ้น 67% ทุก ๆ ปีแบบนี้ไม่ได้นะคะ

+++

 

THE SHADY SAILOR (LE MARIN MASQUE) (2011, Sophie Letourneur, France, 36min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

1. น้ำตาจะไหล ชอบสุดขีดมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงการไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ มาก ๆ

 

2. ยกให้หนังเรื่องนี้เทียบชั้นกับหนังกลุ่มชายทะเลของ Eric Rohmer กับหนังเรื่อง NEAR OROUET (1971, Jacques Rozier, France) ได้เลย

 

3. ดีใจสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ใช้เพลง WORDS (1982) ของ F.R. David เป็นเพลงธีมหลักของหนัง เพราะเราก็ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีดมาเป็นเวลาราว 40 ปีแล้ว

 

4. แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงเพลงไทยเพลงนี้มาก ๆ เพราะเนื้อเพลงมันคือตรงกับหนังเรื่องนี้เด๊ะ ๆ เลย

 

หากรู้สักนิด (1951)

 

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
ยังไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ที่

https://www.lecinemaclub.com/

 

++++

 

ATOMIC GARDEN (2018, Ana Vaz, about Japan, 7min, A+30)

 

 

หนังสวยสุดขีดมาก ๆ และแสดงให้เห็นถึง “พลังของการตัดต่อ” อย่างรุนแรง เพราะหนังทั้งเรื่องเป็นการตัดสลับภาพไปมาระหว่าง “ดอกไม้” กับ “ดอกไม้ไฟ” หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ Fukushima

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู OCCIDENTE (2014, Ana Vaz, France, 15min) ที่เคยมาฉายออนไลน์ทาง lecinemaclub

+++

 

ใช่ จริง ๆ ด้วย หนังเรื่อง LAST AND FIRST MEN (2020, Jóhann Jóhannsson, Iceland) มันใช้กลวิธีเดียวกับหนังของ Werner Herzog คือการสร้างความเป็นไซไฟ โลกอนาคต โดยไม่ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาลเพื่อเนรมิตฉากยิ่งใหญ่อะไร แต่ใช้ gaze ของผู้กำกับเข้าไปจับภาพสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วผสมจินตนาการเข้าไป แล้ว turn มันให้กลายเป็นไซไฟโลกอนาคตได้ ซึ่งหนังของ Teeranit Siangsanoh หลาย ๆ เรื่องก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้เช่นกัน เพราะเขาก็ชอบถ่ายทุ่งร้าง ๆ แถวพระโขนงแล้วเปลี่ยนให้มันเป็นโลก dystopia ในอนาคต

 

 

 

 

No comments: