ชอบสุดขีดที่ลูกชายกับลูกสาวของ Thomas
Mann แชร์ผัวคนเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือ Gustaf Gründgens ซึ่งนั่นเท่ากับว่า Gustaf คนนี้มีสถานะเป็นทั้ง “ลูกเขย”
และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน
เห็นว่าหนังเรื่อง FATHERLAND (2026,
Pawel Pawlikowski, Poland) กำลังโด่งดังเป็นอย่างมากในตอนนี้ โดยที่หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่สองของ
Thomas Mann นักประพันธ์ชื่อดัง กับ Erika Mann ที่เป็นลูกสาวของโธมัส เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากดูหนังที่พูดถึงเรื่องที่ลูกชายกับลูกสาวของ
Thomas Mann เคยแชร์ผัวคนเดียวกันมาก ๆ
Thomas Mann มีลูกชายชื่อ Klaus Mann ที่เป็นเกย์ และมีลูกสาวชื่อ Erika Mann ที่เป็นเลสเบียน
โดยที่ Klaus Mann นั้น ได้ผัวเป็นนักแสดงละครเวทีหนุ่มหล่อชื่อ
Gustaf Gründgens เมื่อกุสตาฟมาแสดงละครเวทีของ Klaus
ในปี 1925 แต่ถึงแม้กุสตาฟกับเคลาส์ มานน์จะเป็นผัวเมียหรือคู่รักกัน
ยุคนั้นคนเพศเดียวกันก็ยังแต่งงานกันไม่ได้ และต่อมากุสตาฟก็เลยไปแต่งงานกับ Erika
ซึ่งเป็นพี่สาวของ Klaus ในปี 1926
ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า พี่สาวน้องชายคู่นี้แชร์ผัวคนเดียวกัน แต่ตัว Erika เองนั้น ก็มีสัมพันธ์สวาทกับหญิงสาวชื่อ Pamela Wederkind ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเคลาส์
กุสตาฟหย่าขาดจากเอริกาในปี 1929
และเขาก็แยกทางกับเคลาส์ด้วย อย่างไรก็ดี เคลาส์ได้นำเอากุสตาฟไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครในบทประพันธ์ของเขาในเวลาต่อมา
โดยเฉพาะในนิยายเรื่อง MEPHISTO ที่ต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง
MEPHISTO (1981, Istvan Szabo, Hungary, A+30)
คือชีวิตของ Thomas Mann กับ
Erika Mann นั้นก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ อยู่แล้ว
แต่ชีวิตของ Klaus Mann กับ Gustaf Gründgends นั้น ก็เหมาะสร้างเป็นหนังมาก ๆ เช่นกัน เราชอบมาก ๆ
ที่กุสตาฟนั้นเคยเป็นทั้ง “ลูกเขย” และ “ลูกสะใภ้” ของ Thomas Mann ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน
กรี๊ดดดด จริง ๆ ด้วย เพิ่งเห็นว่า August
Diehl เล่นเป็น Klaus Mann ใน FATHERLAND
ดีงามมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ August Diehl มาก ๆ
ส่วนบทกุสตาฟเล่นโดย Joachim Meyerhoff ที่เราไม่รู้จัก
++++
เหตุการณ์วันนี้ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์นึงที่เราเคยเจอตอนเด็ก
ๆ เหตุน่าจะเกิดในช่วงที่เราอยู่ป. 5 หรือราว ๆ ปี 1983 หรือเมื่อ 43 ปีก่อน ตอนนั้นเรากับแม่นั่งรถเมล์สาย
28 ในเวลาราว 06.00-06.30 น.มั้ง เพื่อจะเดินทางไปโรงเรียนประถมของเรา
ตอนนั้นรถเมล์สาย 28 ซึ่งเป็นรถร่วมบริการ
(ไม่ใช่รถของขสมก.โดยตรง) แล่นมาตามถนนราชวิถี โดยมีจุดหมายอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
รถเมล์แล่นผ่านด้านข้างของพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และกำลังจะแล่นผ่านแยกอุภัยเจษฎุทิศ
ซึ่งเป็นแยกที่มีถนนสวรรคโลกตัดกับถนนราชวิถี และรถเมล์ก็จะต้องแล่นข้ามรางรถไฟที่ทอดขนานไปกับถนนสวรรคโลก
(และถนนกำแพงเพชร 5) ด้วย แต่ในจังหวะที่รถเมล์แล่นมาด้วยความเร็วสูงนั้น ก็มีรถไฟกำลังจะแล่นมาเช่นกัน
ไม้กั้นรถไฟก็เลยกำลังจะลงมากั้นถนนเอาไว้
แต่แทนที่รถเมล์สาย 28 คันนั้นจะหยุดรถก่อนถึงไม้กั้นรางรถไฟ
คนขับรถเมล์กลับไม่เหยียบเบรคแต่อย่างใด แต่แล่นชนไม้กั้นรางรถไฟไปเลย
ผลก็คือกระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียด แต่รถเมล์ก็แล่นผ่านรางรถไฟไปได้ทัน
และก็ไปจอดที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่เลยรางรถไฟไปนิดหน่อย แต่รถเมล์มันก็แล่นต่อไปไหนไม่ได้อีก
เพราะว่ากระจกหน้ารถเมล์แตกละเอียดหมดแล้ว (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ เพราะว่าเหตุการณ์มันผ่านมานาน
43 ปีแล้ว) ผู้โดยสารทุกคนก็เลยต้องลงจากรถเมล์
ส่วนกระเป๋ารถเมล์ที่เป็นผู้หญิงก็ด่าคนขับรถเมล์ที่เป็นผู้ชายอย่างรุนแรงมาก
(ไม่รู้ว่าเขาเป็นผัวเมียกันหรือเปล่า)
เราตกใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมาก
นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนขับรถเมล์ที่ประมาทและใจร้อนขนาดนี้
แต่ก็โชคดีที่ทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมั้ง มีเพียงแค่รถเมล์ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงเพราะกระจกหน้าแตกละเอียด
หลังจากนั้นเรากับแม่ก็นั่งรถเมล์สาย 55
ที่ป้ายรถเมล์นั้น แล้วก็เดินทางต่อไปยังโรงเรียนประถมของเรา
ส่วนแผนที่ที่เราเอามาลงนั้น
เราวงตรงจุดเกิดเหตุเมื่อ 43 ปีก่อนไว้นะ มันอยู่ตรงริม ๆ ขอบภาพด้านซ้าย
++++++
NOVELISTIC FILMS, LYRICAL FILMS, AND ACADEMIC FILMS IN THAI
CINEMA
1. พอเห็นที่ชามดองเขียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีอินดี้ไทยกับหนังนอกกระแสของไทยในทศวรรษ
2000 หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยนึกถึงสิ่งที่เราเคยคุยกับเพื่อน cinephile บางท่าน เกี่ยวกับเรื่องอิทธิพลที่มีต่อ “ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย”
ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย โดยสิ่งหนึ่งที่เรากับเพื่อนรู้สึกกันก็คือว่า
สำหรับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคน
ดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย” แต่ในทศวรรษ 2000 นั้น ผู้กำกับหนังไทยบางคน
โดยเฉพาะหนังสั้นไทย ทำหนังโดยเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี” เพราะหนังมันมีความ lyrical
สูงมาก ๆ และก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยบางคนตั้งแต่ทศวรรษ 2000
เป็นต้นมา ทำหนังโดยได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” ด้วย ในขณะที่ผู้กำกับที่ได้รับอิทธิพลจากเกมคอมพิวเตอร์นั้น
ก็น่าจะมีบ้างเช่นกัน
2. คือเรารู้สึกว่า
ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990 นั้น หลายคนน่าจะได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย”
และ “เรื่องสั้น” ซึ่งอาจจะส่งผลให้หนังกลุ่มนี้เป็นหนัง narrative, plot-driven
เน้นเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร
และมันส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ
ตัวอย่างหนังที่เราชอบมาก ๆ ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย,เรื่องสั้น
2.1 A DEEP ABYSS OF LOVE ห้วงรักเหวลึก
(1955, Somkuan Grajangsart สมควร กระจ่างศาสตร์)
สร้างจากนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ
2.2 FOREVER YOURS ชั่วฟ้าดินสลาย
(1955, Marut) สร้างจากนิยายของ เรียมเอง
2.3 THIS LAND IS OURS แผ่นดินของเรา
(1976, So Asanajinda) สร้างจากนิยายของ แม่อนงค์ (มาลัย
ชูพินิจ)
2.4 THE MISUNDERSTANDING เมืองในหมอก
(1978, Permpol Choey-arun) ดัดแปลงจากบทละครเวทีของ Albert
Camus
2.5 LIVING WITH GRANDPA อยู่กับก๋ง
(1979, Kom Akkadej คมน์ อรรฆเดช) สร้างจากนิยายของ หยก
บูรพา
2.6 A SON OF THE NORTHEAST ลูกอีสาน (1982, Vichit Kounavudhi) สร้างจากนิยายของ
คำพูน บุญทวี
2.7 PLOY TALAY พลอยทะเล
(1987, Cherd Songsri) สร้างจากบทประพันธ์ สินในน้ำ ของไม้
เมืองเดิม
2.8 VICTIMS? เหยื่อ?
(1987, Chana Kraprayoon) สร้างจากนิยายของโบตั๋น
2.9 SUNSET AT CHAOPRAYA คู่กรรม
(1988, Ruj Ronapop) สร้างจากนิยายของทมยันตี
2.10 IT’S ME คือฉัน (1990,
Jazzsiam) สร้างจากนิยายเรื่อง ลำเนาป่า ของศิเรมอร อุณหธูป
3. แต่แน่นอนว่า หลังจากทศวรรษ 1990
ก็มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยหลายคนที่สร้างหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย/เรื่องสั้นอยู่ อย่างเช่น
3.1 JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของอุษณา เพลิงธรรม
3.2 MAE BIA (2015, M.L. Pundhevanop
Dhewakul) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของวาณิช จรุงกิจอนันต์
3.3 INHERIT (Banjong Pisanthanakun) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง ทายาทอสูร ของตรี อภิรุม
เพียงแต่ว่า การสร้างหนังจาก “นิยาย”
ในทศวรรษนี้นั้น มันเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยเท่ากับหนังไทยในยุคก่อนทศวรรษ 1990
อีก
4. แต่พอมาในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น
เรากับเพื่อนรู้สึกว่า มันมีหนังไทยบางเรื่อง ที่มีลักษณะ lyrical ราวกับว่าได้รับอิทธิพลจากดนตรี คือลักษณะ lyrical ตามความรู้สึกของเรานี้
มันเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง prose กับ poetry หรืออยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วกับร้อยกรอง มันมีบางอย่างคล้ายกับเพลงและเนื้อเพลง
คือเวลาที่เราฟังเพลงนั้น บางเพลงมันไม่มี “เนื้อเพลง”
หรือมันไม่มี “เนื้อเรื่อง” แต่เพลงนั้นมันก็กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างรุนแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงเนื้อเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว
หรือถึงแม้บางเพลงมันมี “เนื้อเพลง” แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เล่าชีวิตของตัวละครตั้งแต่เกิดจนแต่งงานมีความสุข
หรือตั้งแต่เกิดจนตาย หรือเล่าถึงตัวละครฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ หรือจนแก้ไขปัญหาได้
(แบบในนิยาย) แต่เนื้อเพลงส่วนใหญ่มันเป็นการดำดิ่งลึกลงไปในห้วงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร
มันเป็นการดำดิ่งลงไปในอารมณ์รักใคร่ถวิลหาอาวรณ์ดูดดื่ม มันไม่ได้เน้น “ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อใดอย่างไร
และส่งผลให้เกิดเหตุการณ์อะไรตามมา” แต่มันเป็นการดำดิ่งลงไปในห้วงขณะอารมณ์นั้น ๆ
มันเน้นว่าตัวละคร “รู้สึก” อย่างไร มันละเลียดลงไปในอารมณ์ความรู้สึกนั้น
และเราก็รู้สึกว่า หนังไทยหลาย ๆ
เรื่องตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมีความ lyrical คล้าย
ๆ กันนี้ มันอาจจะไม่ใช่ “หนังทดลองที่ไม่เล่าเรื่อง” มันยังเป็นหนัง narrative
อยู่ แต่มันคลายความ plot-driven ลง และหันไปให้ความสำคัญกับ
“บรรยากาศ” และ “อารมณ์ความรู้สึก” ของตัวละครมากยิ่งขึ้น
ซึ่งถ้าหากเป็นในต่างประเทศนั้น หนังของ Wong
Kar-wai คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของหนังกลุ่มนี้
ส่วนในหนังยาวของไทยนั้น หนังอย่าง FAKE โกหกทั้งเพ (2003, Thanakorn Pongsuwan), ETERNITY (2010, Sivaroj
Kongsakul) และหนังหลาย ๆ เรื่องของ Kongdej Jaturanrasamee ก็เป็นหนังที่เรารู้สึกว่ามีความ lyrical สูงมาก ๆ
ส่วนหนังสั้นไทยที่มีความ lyrical นั้น ก็มีจำนวนเยอะมาก ๆ
และถ้าหากเราสังเกตดูดี ๆ เราก็จะพบว่า ผู้กำกับหนังไทยหลายคนตั้งแต่ยุคทศวรรษ
2000 เป็นต้นมา โดยเฉพาะผู้กำกับหนังสั้นไทยนั้น จริง ๆ แล้วเป็นนักดนตรีด้วย อย่างเช่น
4.1 Kongdej Jaturanrasamee
4.2 Tossapool Boonsinsukh
4.3 Nathan Homsup
4.4 Kittipat Knoknark
4.5 Theerapat Wongpaisarnkit (Beam Wong)
5. และนับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา
เราก็รู้สึกว่า มีผู้กำกับหนังไทยบางคน ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ”
พวกเขาเอาตำราวิชาการมาย่อย มาดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างสนุกสนานสุดขีดมาก
อย่างเช่น
5.1 Prap Boonpan
5.2 Ratchapoom Boonbunchachoke
5.3 Tulapop Saenjaroen
5.4 Teerath Whangvisarn
5.5 Viriyaporn Boonprasert
5.6 Abhichon Rattanabhayon
5.7 หนังสารคดีและหนัง essay films ต่าง ๆ ของไทย
5.8 หนัง “อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ต่าง ๆ ของไทย
6. ซึ่งเราก็ชอบผู้กำกับทั้ง 3 กลุ่มเลย
ทั้งกลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “นิยาย”, กลุ่มที่ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก “ดนตรี”
และกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจาก “ตำราวิชาการ” เพราะไม่ว่าคุณจะได้รับอิทธิพลจากอะไร
ถ้าหากคุณทำมันออกมาอย่างดี ๆ และตั้งอกตั้งใจ มันก็จะออกมาเป็นหนังที่ดีได้
7. แต่นอกจากทั้ง 3 กลุ่มนี้แล้ว
ก็มีผู้กำกับหนังไทยอีกหลาย ๆ คนที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งต่าง ๆ กันไป
อย่างเช่น จากหนังฮ่องกง, จาก STAR WARS, จากหนังฮอลลีวู้ด,
หนังญี่ปุ่น (Nottapon Boonprakob?) etc.
8. ถ้าจำไม่ผิด Apichatpong
Weerasethakul เคยให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของเขามาจากนิตยสาร
“มิติที่ 4” ซึ่งเป็นนิตยสารในดวงใจของเราเหมือนกัน
9. เราชอบสุดขีดที่เพื่อนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า
ภาพยนตร์ของ Poj Arnon มันเหมือน “นิตยสาร” โดยเฉพาะนิตยสาร “เธอกับฉัน”
เพราะว่า หนังของ Poj Arnon มันไม่ได้มีจุดเด่นที่ “การเล่าเรื่องอย่างเก่งกาจ”
แบบหนังที่ดัดแปลงจากนิยาย แต่หนังของ Poj Arnon มันเป็นการ “รวบรวมเอาความบันเทิงหลากหลายอย่างและประเด็นต่าง
ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจเข้ามาไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน” หนังของเขาหลายเรื่องเลยให้ความรู้สึกเหมือนกับการเปิดดูนิตยสาร
“เธอกับฉัน” ของเดือนล่าสุด เพราะมันเต็มไปด้วยหนุ่มหล่ออายุน้อยถ่ายแบบหล่อ
ๆ, คอลัมน์ต่าง ๆ ที่พูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่สังคมในตอนนั้นให้ความสนใจ และเรื่องสั้นเบาสมอง
การ “ดู” นิตยสารแบบนี้ให้ความเพลิดเพลินและความบันเทิงเป็นหลัก
และเป็นการทบทวนประเด็นเมาท์มอยล่าสุดในสังคม แต่อาจจะไม่มีสาระ และไม่มี “เนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องกันเป็นเนื้อเดียว”
10. แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทยในยุคนี้
ที่ไม่ได้เติบโตมากับการอ่านนิยาย แต่เติบโตมากับการอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น”
เป็นหลัก แต่เราไม่ได้ตามอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยและหนังสั้นไทยเรื่องไหนบ้าง
ที่มีความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ในตัวสูงมาก เท่าที่เราพอนึกออกก็คงเป็นเรื่อง MAY
WHO? (2015, Chayanop Boonprakob)
ถ้าใครอยากเสริมรายชื่อหนังไทยหรือผู้กำกับหนังไทยในส่วนนี้
ก็ช่วยกันเสริมมาได้เลยนะคะ
11. และก็แน่นอนว่า ต้องมีผู้กำกับหนังไทย
หรือผู้เขียนบทหนังไทยบางคนในยุคนี้ ที่ได้รับอิทธิพลจาก VIDEO GAMES ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย
เราก็เลยไม่สามารถจำแนกแยกแยะได้ว่า มีหนังไทยเรื่องไหนบ้างที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในหนังสูงมาก
แต่คิดว่าน่าจะมีเยอะเหมือนกันนะ โดยเฉพาะหนังสยองขวัญ
ที่เราพอนึกออกในตอนนี้ ก็มี หนังเรื่อง CHAV
GHOST HUNTING สก๊อยสอยผี (2024, ศรัณย์ภัทร กองสุข, ณัฐชยา
ดวงแก้ว, นริสรา โม้ทอง, ชญาดา โชติทวีผล, A+30) ที่เอาโครงสร้างของ
video games มาปรับใช้ในภาพยนตร์ได้อย่างดีงามสุดขีดมาก
ใครนึกถึง “หนังไทยที่มีความเป็นวิดีโอเกมอยู่ในตัวสูง”
เรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ
12. อีกสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ ก็คือ
อิทธิพลที่มีต่อหนังผีไทยในยุคต่าง ๆ เพราะไทยมีตั้งแต่หนังอย่าง THE
UNSEEABLE เปนชู้กับผี (2006, Wisit Sasanatieng) ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากเหม เวชกร, หนังผีไทยในทศวรรษ 1980
ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนผีเล่มละบาท เรื่อยมาจนถึงหนังผีไทยในยุคนี้
ที่อาจจะได้รับอิทธิพลจาก Ghost Radio
13. และก็น่าสนใจอีกเช่นกันว่า อิทธิพลจาก Tiktok,
ละครแนวตั้ง, การด่าทอกันทางทวิตเตอร์, AI และเทคโนโลยีต่าง
ๆ ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง มันจะส่งอิทธิพลอย่างไรบ้างต่อผู้กำกับหนังไทยในยุคปัจจุบันและยุคต่อ
ๆ ไป
อย่างน้อยไทยก็มี MARY IS HAPPY, MARY IS
HAPPY (2013, Nawapol Thamrongrattanarit) และ FACES OF ANNE
(2022, Kongdej Jaturanrasamee, Rasiguet Sookkarn) ที่สะท้อน “อิทธิพลจากเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น
ๆ” ได้ดีทีเดียว
14. เราก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่นี้นะคะ
ใครอยากเสริมอะไรก็ comment มาได้เลยค่ะ
ภาพจาก WHERE WE BELONG (2019, Kongdej
Jaturanrasamee) ที่เรารู้สึกว่ามันมีความ lyrical สูงมาก
No comments:
Post a Comment