Monday, May 04, 2026

EDGY FILMS AND THIRD WORLD CINEMA

 

อันนี้เป็นสิ่งที่เราเขียนคุยกับคุณ Warut Pornchaiprasartkul แล้วเราก็เลยถือโอกาสเอามาแปะในนี้ด้วยเลยแล้วกัน:

 

เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากค่ะ เห็นด้วยว่า “หนังแรง ๆ ระดับคลาสสิค” หลายเรื่องในกลุ่มนี้เป็นหนังของคนขาว+ญี่ปุ่น ซึ่งหนังเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก มีคนเขียนถึงหนังเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ เราก็เลยคิดต่อไปได้ดังนี้ว่า

 

1. ของไทยมีกลุ่มหนังสั้นของ Alwa Ritsila ยุคทศวรรษ 2000 ที่โหดและแรงมาก ๆ แต่พอมันเป็นหนังสั้น มันก็เลยมีคนดูไม่มาก และเอาลงยูทูบไม่ได้ เพราะมันติดลิขสิทธิ์เพลง แต่เป็นกลุ่มหนังที่เราชอบสุดขีด และ disturbing มาก ๆ

 

หนังสั้นของกุลชาติ จิตขจรวานิช ก็แรงมาก ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง ค้างคาวดูดกล้วย (2011, 22min) ที่เกี่ยวกับ Dracula ที่ตามกินเลือดประจำเดือนจากผ้าอนามัยที่ผู้หญิงทิ้งไว้ในห้องน้ำ แต่พอมันเป็นหนังสั้น มันก็มีคนดูไม่มากเช่นกัน

 

อีกเรื่องที่เราชอบสุดขีด ถึงแม้มันจะ disturbing มากๆ สำหรับเรา ก็คือ เดรัจฉาน (FIARA)  (2018, วีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ Weerayut Supprasert, 35.26 min)

 

2. ในส่วนของหนังไทยที่เคยได้รับการ commercial release นั้น มีหนังเรื่อง THE BUSH (2019, Jirapat Tuntiwattanakhul, 33min) ที่น่าจะได้รับอิทธิพลจาก CANNIBAL HOLOCAUST ด้วย

 

แล้วก็มี PLAYBOY (AND THE GANG OF CHERRY) (2017, Oompon Kitikamara) กับหนังบางเรื่องของ Sarawut Intaraprom ที่เป็นหนังแรง ๆ ที่เราชอบสุดขีด แต่พอมันเป็นหนังที่เราเคยดูแล้ว เราก็เลยไม่เอามาใส่ในลิสท์

 

เราชอบหนังเหล่านี้ของไทยมาก ๆ แต่ก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่หนังที่โด่งดังในระดับระหว่างประเทศ

 

3. หนังแรง ๆ ที่เราชอบมาก ๆ ก็รวมถึง PAIN (1994, Eric Khoo, Singapore, 31min) และหนังบางเรื่องของ Khavn De La Cruz จากฟิลิปปินส์ด้วย และเราก็ชอบหนังของ Scud จากฮ่องกงอย่างรุนแรงเช่นกัน แต่มันเป็นหนังที่เราเคยดูแล้ว เราก็เลยไม่ได้ใส่ไปใน Film Wish List

 

4. ส่วน “หนังแรง ๆ เรื่องเพศ” นั้น ของไทย + ฮ่องกง ก็มีหนังซอฟท์คอร์มากมาย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1980-1990 แต่มันเป็นหนังอย่างว่าไปเลย ไม่ได้เป็น “ลูกผสม” ระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์ + หนังอีโรติก” เหมือนหนังฝรั่ง

 

แน่นอนว่าในบรรดาหนังซอฟท์คอร์เหล่านี้ มันต้องมีบางเรื่องที่มีคุณค่าทางศิลปะแอบแฝงอยู่ด้วย แต่พอมันเป็นหนัง “ชาย-หญิง” เราจึงไม่มีความรู้ด้านนี้แต่อย่างใด คงต้องให้ cinephiles บางคนที่คุณก็รู้ว่าใคร มาตอบคำถามในด้านนี้ 55555

 

5. เราก็เลยเดาว่า สาเหตุที่เราไม่ค่อยรู้จัก “หนังแรง ๆ” แบบนี้นอกจากหนังของคนขาวและหนังญี่ปุ่น อาจจะเป็นเพราะว่า

 

5.1 มีคนผลิตหนังแรง ๆ แบบนี้เยอะในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นหนังสั้น ที่ไม่ทำซับไตเติลภาษาอังกฤษ หนังสั้นเหล่านี้ก็เลยเป็นที่รู้จักกันเพียงแค่ในวง cinephiles ในแต่ละประเทศ

 

5.2 มีหนังแรง ๆ แบบนี้เยอะเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เป็น “หนัง cult” ที่มาฉายในเทศกาลหนังพี้ที่ Cinema Oasis และอาจจะฉายตามเทศกาลหนัง cult ในประเทศต่าง ๆ แต่ว่าหนัง cult เหล่านี้ “เน้นอารมณ์ตลก” เป็นหลัก เพราะฉะนั้นความโหด + โป๊เปลือย ในหนังเหล่านี้ จึงไม่ disturbing เพราะมันถูกฉาบหน้าด้วยอารมณ์ตลกแบบหนัง cult

 

5.3 หนังแรง ๆ ในประเทศโลกที่สาม อาจจะต้องเจออุปสรรคจากทั้งการเซ็นเซอร์ในบางประเทศ และระบบศีลธรรมของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในยุคก่อนทศวรรษ 2000 ซึ่งสิ่งนี้ไม่เป็นปัญหาในประเทศโลกที่หนึ่ง ยุโรป, อเมริกา, ญี่ปุ่น เราก็เลยเดาว่า อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุส่วนนึงที่ทำให้ไม่มีการผลิตหนังเหล่านี้มากนักในประเทศโลกที่สามในยุคก่อนทศวรรษ 2000

 

5.4 เทศกาลภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังโดยทั่วไปเน้นหนังอาร์ตเฮาส์มั้ง หนังแรง ๆ ที่ผลิตจากประเทศโลกที่สาม เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

 

5.5 เห็นด้วยว่า ฟิลิปปินส์ น่าจะมีการผลิตหนังแนวนี้ออกมาเยอะ และเราเดาว่า ไนจีเรีย น่าจะมีการผลิตหนังแรง ๆ อยู่บ้าง แต่เราก็ไม่มีความรู้เรื่องหนังไนจีเรียแต่อย่างใด

 

5.6 ตัวเราเอง ก็ “ไม่ได้มีความสนใจ” ในด้านนี้จริง ๆ เพราะเราเองก็ไม่ได้ชอบ “หนังโหด” และ “หนังอีโรติกชาย-หญิง” เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้สนใจจะตามอ่านหรือตามดูหนังประเภทนี้ นอกจากว่าหนังประเภทนี้จะมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาก่อน 55555

 

อย่างที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เรามีความสุขสุดขีดกับการดูหนังทดลอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยให้ความสนใจกับการตามดูหนังทดลองอะไรต่าง ๆ ก่อน ส่วนหนังโหด+หนังอีโรติกนั้น ถ้ามันไม่ดังจริง ๆ เราก็คงไม่ได้สนใจอยากดู

 

เราก็เลยเดาว่า บางทีอาจจะมีบางเว็บไซต์ที่ตามดูและตามเขียนถึงหนังประเภทนี้อยู่ก็ได้นะ แต่เราไม่ได้สนใจจะไปตามอ่านบทวิจารณ์หนังประเภทนี้ตามเว็บไซต์เหล่านี้เอง

 

5.7 ไม่แน่ใจว่า หนังเหล่านี้มันทำการตลาดยากหรือเปล่า เพราะมันคือลูกผสมระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์” + “หนังโหด” หรือลูกผสมระหว่าง “หนังอาร์ตเฮาส์” + “หนังอีโรติก”

 

แล้วประเทศโลกที่สาม มันเป็นประเทศที่หาทุนสร้างหนังยากอยู่แล้วน่ะ ขนาดจะทำหนัง mainstream ก็หาทุนสร้างหนังยากอยู่แล้ว

 

แล้วหนังประเภทนี้ ก็ไม่ใช่หนังอาร์ตเฮาส์เพียว ๆ ที่จะส่งไปประกวดตามเทศกาลคานส์,เบอร์ลิน, เวนิซได้ง่าย ๆ ส่วนจะออกฉายเพื่อหวังทำเงิน คนดูหนังอีโรติกก็อาจจะไม่ได้สนใจ หนังอาร์ตเฮาส์+หนังอีโรติก ด้วย

 

เราก็เลยเดาว่า หนังเหล่านี้จากประเทศโลกที่สาม อาจจะหาทุนสร้างหนังได้ยาก ทำออกฉายแล้วก็ส่งเทศกาลดัง ๆ ได้ยาก และออกฉายตามโรงภาพยนตร์ก็อาจจะทำเงินได้ไม่มากนักด้วย เพราะมันเป็นลูกผสม

 

ภาพจาก CITY WITHOUT BASEBALL (2008, Scud, Lawrence Ah-mon, Hong Kong, A+30)

 

ประเด็นข้างต้นต่อเนื่องมาจากลิสท์นี้
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02sncNmvaPP8nqGb5RzYPQhUtE5WZashnta1aRU2YKFJxiHe6Du3cSVQrKqpmpKxaql

 

ผมเคยดู MACHO DANCER แล้วชอบมาก ๆ ครับ เหมือนเป็น “หนังชีวิต” ที่ปะหน้าว่าเป็นหนังวาบหวิว เผื่อคนจะซื้อตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้มากขึ้น

 

ผมดู MACHO DANCER ด้วยการซื้อวิดีโอนี้จากร้านลูกแมวในมาบุญครองเมื่อราว 25 ปีก่อนครับ คือตอนนั้นผมยังไม่รู้จักชื่อเสียงของ Lino Brocka เลย แต่เห็น “หน้าปก” วิดีโอนี้ แล้วมันห้ามใจไม่ได้ เลยต้องซื้อมาดู 55555

 

เข้าใจว่าหนังกลุ่ม “นักเต้นชาย” นี่ ถือเป็น genre นึงของหนังฟิลิปปินส์เลย แม้แต่ปัจจุบันนี้ก็น่าจะยังมีการผลิตหนังกลุ่มนี้ออกมาอยู่

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่น MIDNIGHT DANCERS (1994, Mel Chionglo) ที่ผมอยากดูมาก ๆ เช่นกัน

https://www.imdb.com/title/tt0111180/?ref_=nv_sr_srsg_dm_0_tt_8_nm_0_in_0_q_midnight%20dancer

++++

 

จริงมาก ๆ ทศวรรษ 1970 นี่เป็นการระเบิดออกอย่างรุนแรงของหนังกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วในทศวรรษนี้ก็มีผู้กำกับหลาย ๆ คนที่ทำหนังแรง ๆ ออกมา อย่างเช่น

 

1. John Waters

2. Kuei Chin-hong

3. Paul Verhoeven

4. Fernando Arrabal

5. Stephen Dwoskin

6. Frans Zwartjes

7. Alain Robbe-Grillet

 

แม้แต่ในอินโดนีเซียก็มีการสร้างหนังเรื่อง PRIMITIF (1978, Sisworo Gautama Putra) ที่เคยเข้าโรงฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “คนกินเห้”

 

และแม้แต่ Wim Wenders ก็ใส่ฉาก “ตัวละครอุจจาระ” เข้าไปใน KINGS OF THE ROAD (1976) ซึ่งเราชอบคิดเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะ trend ในยุคนั้นมันพาไปหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นก็เหมือนไม่มีฉากแบบนี้อีกในหนังของ Wim Wenders 55555

++++

 

จัดโปรแกรมหนังควบให้ตัวเองวันนี้ Sergei Parajanov VS. Poj Arnon

 

1. THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, second viewing, A+30)

 

ดูที่ GD Xperience by Golden Duck รอบ 16.20 น.

 

เราเคยดูรอบแรกทางวิดีโอร้านแว่นเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน พอมาได้ดูในจอใหญ่ก็รู้สึกอิ่มเอมมาก ๆ

 

ชอบเกร็ดที่คุณกิตติพลเล่าให้ฟังในงานเสวนาหลังหนังจบมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ Gilles Deleuze ตบกับ Umberto Eco

 

เหมือนยุคนั้นเป็นยุคของการปฏิวัติภาษาภาพยนตร์จริง ๆ เพราะหนังที่ “ดูเหมือนจะเป็นหนัง biopic” ในยุคนั้นมันไปจนสุดขอบโลกภาพยนตร์มาก ๆ ทั้ง THE COLOR OF POMEGRANATES, THE CHRONICLE OF ANNA MAGDALENA BACH (1968, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet) และ THE DEATH OF MARIA MALIBRAN (1972, Werner Schroeter, West Germany)

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เราคิดต่อมาหลังจากดูหนัง + ฟังเสวนา ก็คือว่า เหมือนบางสิ่งในโลกคอมมิวนิสต์กับ “โลกอีกฝ่าย” นี่มันตรงข้ามกันอย่างน่าสนใจ เพราะว่าในโลกสหภาพโซเวียตนั้น การทำหนังที่เน้น folklore, ศิลปะท้องถิ่น, ศิลปะยุคโบราณ อะไรแบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นการต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่พยายามทำลาย “ความชาตินิยม” (จอร์เจีย/อาร์เมเนีย) คือการทำหนังที่เน้น folklore กลายเป็นการต่อต้านรัฐบาล เพราะคนดูจะไปภูมิใจในความเป็นชาวอาร์เมเนียหรือชาวจอร์เจีย แทนที่จะภูมิใจในความเป็นคนสหภาพโซเวียต (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

และในระหว่างที่เราดู THE COLOR OF POMEGRANATES นั้น เราก็พยายามนึกว่า มีหนังไทยเรื่องไหนบ้างที่เอาพวก “ภาพวาดแบบโบราณของไทย หรือภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง” ของไทย มาใช้เป็นต้นแบบในการ compose ภาพในหนังของต้นเอง ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องแรกที่เรานึกถึง ก็คือ “ไอ้จุก” (1997, อธิปัตย์ กมลเพ็ชร, 17min, A+30)

 

แต่การเอาผนวกเอา “ศิลปะไทยแบบโบราณ” มาใช้แบบนี้นั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามในไทยอย่างแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่รัฐไทยดูเหมือนจะให้การสนับสนุนอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นคุณอธิปัตย์ ก็ได้กำกับภาพยนตร์อย่าง “รามเกียรติ์แอนิเมชั่น ตอนธรรมะแห่งราชา” (2010) ที่ได้รับการเชิดชูยกย่องจากรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เราก็เลยรู้สึกว่า โลกคอมมิวนิสต์นี่มันมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับประเทศไทยในการรับรู้ของเราอย่างน่าสนใจอยู่เหมือนกัน จุดนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่กลับออกจากป่า” หรือ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705 min, A+30) เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ทำให้เราได้รับรู้ว่า คอมมิวนิสต์ยุคนั้นมองว่า “กีตาร์” เป็นเครื่องมือของนายทุน ส่วนเครื่องดนตรีที่ดีสำหรับสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ ก็คือ “ไวโอลิน” ตามที่เราเคยเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดไปแล้ว

 

2. WUKONG JAZZ or THE MONKEY HERO เห้งเจียแจ๊ส (2026, Poj Armon, B+ )

 

ดูที่ Paragon รอบ 19.00 น.

 

เหมือนเป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Poj Arnon ที่เชื่อมจีนยุคโบราณกับโลกปัจจุบันเข้าด้วยกัน โดยต่อจาก สติแตกสุดขั้วโลก (1995) และ หอแต๋วแตก แหกหลีหู (2025)

 

และเราว่าหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันดู “เน้นเนื้อเรื่อง” มากกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ Poj นะ เหมือนพอเขาเอาตัวละครจากจีนยุคโบราณเข้ามาใส่ เขาก็เลยมีเนื้อเรื่องให้ตัวละครดำเนินไปได้เรื่อย ๆ ไม่ใช่เป็นฉากมุกตลกต่อกันไปเรื่อย ๆ เหมือนหนังบางเรื่องของเขา

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหนังเรื่องนี้มันเป็น “หนังสำหรับเด็กเล็ก” ด้วยหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะไม่ค่อยมีอะไรที่ดูแล้ว offensive มากนัก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว

 

แต่เอาจริงแล้วเนื้อเรื่องบางส่วนของหนังมันโหดร้ายสุดขีดเลยนะ เพียงแต่ว่าหนังมันไม่ได้ไปขยี้ตรงจุดนั้นเอง

 

ชอบมาก ๆ ที่ตัวละครเด็กหญิงในเรื่องถือตุ๊กตาหมีตลอดเวลาโดยไม่มีสาเหตุ

 

ใด ๆ คือพระถังซัมจั๋ง (กาจบัณฑิต ใจดี) กับซัวเจ๋ง (จักริน ภูริพัฒน์) หล่อมากค่ะ 55555

 

เราเคยเขียนถึงประเด็น กีตาร์ VS. ไวโอลิน ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237276827163568&set=a.10236654765052404

 

ดู RAMAKIAN ANIMATION EPISODE I ได้ที่

https://web.facebook.com/watch/?v=2698835827035807

+++

 

10 MOST FAVORITE FILMS OF APICHATPONG WEERASETHAKUL

 

เนื่องจาก SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy, A+30) จะได้มาฉายที่ House Samyan เราก็เลยถือโอกาสนี้แชร์บทความนี้จากนิตยสาร FILMAX ฉบับที่ 14 นะคะ บทความนี้เป็นบทความสัมภาษณ์คุณ Apichatpong Weerasethakul เกี่ยวกับ “หนัง 10 เรื่องที่เขาชื่นชอบมากที่สุดตลอดกาล” หรืออะไรทำนองนี้ และ Apichatpong ก็เลือก SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM เป็นหนึ่งในสิบเรื่องนั้น

 

บทความนี้อยู่ใน blog ของคุณ Panu Eddie ตัวลิงค์ไปยังบทความนี้เราแปะไว้ใน comment นะคะ อ่านความเห็นอย่างละเอียดของคุณ Apichatpong ที่มีต่อ SALO ได้ใน blog ของคุณ Panu Eddie นะคะ

 

 

10 MOST FAVORITE FILMS OF APICHATPONG WEERASETHAKUL

https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=movieworm&month=05-2010&date=28&group=3&gblog=24

 

 

No comments: