Showing posts with label FRENCH. Show all posts
Showing posts with label FRENCH. Show all posts

Saturday, September 12, 2026

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED)

 

เรื่องที่เราเพิ่งรู้

 

ตอนแรกเรานึกว่าเพลง SWAMP THING (1994) ของวง The Grid ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษ ได้ชื่อเพลงมาจากหนังเรื่อง SWAMP THING (1982, Wes Craven)

 

แต่พอเราลองถามเอไอดู ปรากฏว่าไม่ใช่ คือเพลงนี้ใช้ชื่อเพลงว่า SWAMP THING เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่ใช้เครื่องดนตรี banjo แล้วเครื่องดนตรีนี้มันเชื่อมโยงกับดนตรีแนว bluegrass และดนตรีแนว bluegrass นี้เชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบห้วยหนองคลองบึง swampy atmosphere

 

เอไอยังบอกอีกด้วยว่า นอกจาก The Grid แล้ว วงดนตรีอีกวงในทศวรรษ 1990 ที่นำดนตรีคันทรีมาผสมกับดนตรีแดนซ์ ก็คือวง Rednex ที่ทำเพลง COTTON EYE JOE (1994)

 

เพิ่งเห็นว่า COTTON EYE JOE ในยูทูบมียอดวิว 323 ล้านวิว ส่วน SWAMP THING ของ The Grid มียอดวิว 3.8 ล้านวิว

 

เรายังไม่เคยดู SWAMP THING (1982, Wes Craven) นะ อยากดูมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่อง SWAMP THING นี่เป็นแรงบันดาลใจให้จินตวีร์ วิวัธน์ แต่งนิยายเรื่อง “อาศรมสาง” หรือเปล่า

+++

 

ซื้อหนังสือ “คืนสิ้นกลิ่นกามรส” ของ Araya Rasdjarmrearnsook มาให้ลูกหมีอ่าน อันนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2000

 

มีแถมที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย 3 อัน

+++

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องที่ DOC CLUB ในตึก Cloud 11 พอดูหนัง 5 เรื่องจบแล้ว เราก็เลยลองสำรวจร้านอาหารต่อจากวันก่อน ๆ คราวนี้เราลองกินอาหารเย็นที่ร้าน Easy Health ในชั้นล่างของตึก Cloud 11 พบว่ามันเป็นแนวร้านอาหารสุขภาพ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ร้านแนว Get Fresh และ Ohana Poke

 

หลังจากนั้นเราก็ลองเดินไปสำรวจศูนย์อาหาร Lotus Eatery ในตึก True Digital Park ในช่วงราว ๆ ทุ่มกว่า พบว่ามีลูกค้าจำนวนนึง แต่ไม่แน่น มีที่นั่งว่าง มีดนตรีสดเล่นด้วยจนถึงสองทุ่ม เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านเยอะประมาณนึง เราก็เลยกินปอเปี๊ยะเผือกของร้าน Miss Saigon และน้ำข้าวบาร์เลย์ของร้านวุ้นกบ ไต้หวัน พบว่าพนักงานร้านวุ้นกบอัธยาศัยดีมาก ประทับใจ

+++

 

งานเล่นดนตรีสดประกอบหนัง animation ฝรั่งเศส 18 เรื่อง น่าสนใจมาก ๆ

https://afthailande.org/en/cultural-events/details/?eventId=2424#/

++++

 

A MOON FOR MY FATHER (2019, Mania Akbari, Douglas White, Iran/UK/Germany) ติดอันดับ 6 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

หนังเรื่องนี้มีฉายอีกทีในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. รอบ 13.40 น.ที่ Doc Club ตึก Cloud 11 นะ

+++

 

พอดูหนังเรื่อง WHITNEY (2025, Katia Lara, Honduras, documentary, A+30) เสร็จ สิ่งที่เราทำก็คือเปิดแผนที่หาที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่นกรุงเตกูซิกาลปาของประเทศฮอนดูรัส, รัฐ Oaxaca ในเม็กซิโก, รัฐ Veracruz ในเม็กซิโก, กรุงเม็กซิโก ซิตี้ และเมือง Tijuana ในรัฐ Baja California ของเม็กซิโก

 

เมื่อวานนี้พอเราได้ดูหนังเรื่อง WHITNEY เราก็เลยไปกิน Tijuana Bowl ในร้าน Easy Health ในตึก Cloud 11 เพื่อเป็นพลีให้แก่หนังเรื่อง WHITNEY ด้วย

 

ในแผนที่ที่เรานำมาลงนี้ มีเมือง Ciudad Juarez ในรัฐ Chihuahua ของเม็กซิโกด้วยนะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังเลสเบียนเรื่อง SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในวันที่ 4 ก.ย.

+++++++

 

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED) (2025, Nicolás Onischuk, Argentina, documentary, 60min, A+30)

 

กรีดร้องอย่างสุดเสียง ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป I WORSHIP THIS FILM

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปะทะกับหนังของ Teeranit Siangsanoh หนักที่สุด ตายแล้วววววววววววว

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังของ Teeranit Siangsanoh อยู่บ้างนะ เพราะถึงแม้หลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายหนังของ Teeranit แต่เรารู้สึกว่าหลาย ๆ ช็อตในหนังเรื่องนี้มันมี “ความหมาย” กำกับอยู่ด้วยน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Teeranit ที่มันแทบไม่ค่อยมีสัญญะหรือความหมายหรือ message ใด ๆ อยู่ในหนัง

 

คือเราว่าหลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามในการเชื่อมโยงภาพชีวิตในยุคปัจจุบัน เข้ากับภาพชีวิตของคนอเมริกาใต้ในอดีต เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยไม่ให้ความรู้สึก freestyle มากเท่าหนังของ Teeranit แต่แค่นี้ก็ถือว่ากราบตีนอย่างสุดขีดแล้ว

 

Argentina นี่เต็มไปด้วยผู้กำกับหนังที่เราชอบสุดขีดหลายคน อย่างเช่น

 

1. Nicolás Onischuk

 

2. Julián Galay (LOS CRUCES/INTERSECTIONS)

 

3. Lisandro Alonso

 

4. Eduardo Williams

 

5. Lucrecia Martel

 

6. Matías Piñeiro

 

7. Alejo Moguillansky

 

8. Ana Katz (THE WANDERING BRIDE)

 

9. Martín Rejtman

 

10. Albertina Carri (LA RABIA)

 

11. Delfina Castagnino (WHAT I LOVE THE MOST)

 

12. María Luisa Bemberg (CAMILA)

 

13. Iván Wolovik + Nicolás Álvarez (OURS DOESN’T WORK)

 

14. Néstor Mazzini (THE NIGHT WILL PAY)

 

15. Demián Rugna (WHEN EVIL LURKS)

 

ผู้กำกับบางคนในรายชื่อข้างต้น เราได้ดูหนังของเขาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นนะ แต่เราก็ขอใส่เข้ามาในลิสท์ไว้ก่อน เพราะเราเชื่อฝีมือของเขา 55555

+++

 

หนังของ Jean-François Richet ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

In my preferential order

 

1. INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) (1995, Jean-François Richet, France, A+30)

เราได้ดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

 

2. ASSUALT ON THE PRECINCT 13 (2005, Jean-François Richet, France/USA, A+30)

เราได้ดูในโรงหนังทั่วไป

 

3. PUBLIC ENEMY PART ONE (2008, Jean-François Richet, France, 113min, A+30)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

4. MUTINY (2026, Jean-François Richet, UK/USA, A+30)

เราได้ดูที่โรงหนังเอ็มควอเทียร์

 

5. PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25)

เราได้ดูที่เอสพลานาด รัชดา

 

6. PUBLIC ENEMY PART TWO (2008, Jean-François Richet, France, 133min)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

สรุปว่า เราได้ดูหนังทั้ง 6 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์หมดเลย

 

อาจจะเรียกได้ว่า ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส” ด้วยกันเองแล้ว เราก็ชอบ Jean-François Richet แค่ในระดับปานกลาง แต่ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังแอคชั่น” แล้ว เราก็ถือว่าชอบ Jean-François Richet มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น แต่เรากลับจูนติดกับหนังของ Jean-François Richet มาก ๆ

 

มีหนังของ Jean-François Richet อย่างน้อยสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนะ ซึ่งก็คือ MUTINY ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และ INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) ที่มีตัวละครพูดถึงประเทศไทย ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนหนังของ Jean-François Richet ที่เราอยากดูสุดขีด ก็คือ MA 6-T VA CRACK ER (1997) ที่เคยเข้าฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.”

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 


Friday, September 04, 2026

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU

เราเคยดูหนังของ Sharunas Bartas แค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ THE CORRIDOR (1995, Germany/Lithuania, A+30) และ LAGUNA (2025, France/Lithuania, A+30) อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของเขามาก ๆ เพราะเขาก็ทำหนังในแนวทางใกล้เคียงกับ Andrei Tarkovsky, Bela Tarr และ Fred Kelemen

+++

 

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU (1932-2026)

 

เพิ่งรู้ว่า Rappeneau เกิดก่อนประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอีกนะ เพราะเขาเกิดในวันที่ 8 เม.ย. 1932 เพราะฉะนั้นก็เลยเรียกได้ว่า เขามีอายุนานกว่าระบอบประชาธิปไตยในไทย

 

เขาเสียชีวิตในวันที่ 1 ก.ย. 2026 ขณะมีอายุ 94 ปี

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. CYRANO DE BERGERAC (1990)

เราได้ดูทางวิดีโอที่เช่ามา

 

หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลออสการ์ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชาย (Gerard Depardieu), กำกับศิลป์, แต่งหน้า และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ แต่ผู้ชนะรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายปีนั้นคือ Jeremy Irons จาก REVERSAL OF FORTUNE (1990, Barbet Schroeder), ผู้ชนะรางวัลกำกับศิลป์และรางวัลแต่งหน้าคือ DICK TRACY ส่วนผู้ชนะรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศคือ JOURNEY OF HOPE (1990, Xavier Koller, Switzerland) ที่เรายังไม่ได้ดูเลย

 

2. THE HORSEMAN ON THE ROOF (1995)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

 

3. BON VOYAGE (2003)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ลิโด

 

จริง ๆ แล้วเราเคยดูหนังเรื่อง LE SAUVAGE (1975, Jean-Paul Rappeneau) ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok ด้วยนะ แต่ตอนนั้นมันเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ฟิล์มที่นำมาฉายมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ เราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความไม่รู้เรื่องอะไรใด ๆ

 

ชอบหนังทั้ง 3 เรื่องของ Rappeneau ที่เราเคยดูนะ แต่ก็ชอบเขาน้อยกว่าผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะเราว่าหนังของเขามันเป็น “ความบันเทิงชั้นดี” แบบหนังฮอลลีวู้ดน่ะ มันมีความ mainstream สูงมาก ๆ แต่ก็ถือเป็น mainstream ที่ดี แต่มันไม่ได้บาดลึกเข้าไปในจิตใจเราหรือทำให้เราทึ่งกับวิสัยทัศน์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากแบบผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ

 

เราชอบจำชื่อของ Jean-Paul Rappeneau สลับกับ Jean-Jacques Annaud (HOTHEAD, THE BEAR, THE LOVER, WOLF TOTEM, NOTRE-DAME ON FIRE)

 

ภาพจาก THE HORSEMAN ON THE ROOF ที่นำแสดงโดย Olivier Martinez

+++

 

RIP CHEN KUAN-TAI (1945-2026)

 

ชอบเขามาก ๆ ในหนังเรื่อง THE TEAHOUSE (1974, Kuei Chih-Hung, Hong Kong, A+30) หนังเรื่อง THE TEAHOUSE เคยติดอันดับ 25 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2014 ด้วยนะ

 

หนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ก็รวมถึง

 

1. BLACK MAGIC WITH BUDDHA (1983, Lo Lieh, Hong Kong/Thailand, A+30)

 

2. MURDERER (2009, Roy Chow, Hong Kong, A+30)

 

อยากให้มีคนจัดงาน CHEN KUAN-TAI RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องที่เขาเคยแสดง อย่างเช่น

 

1. THE BOXER FROM SHANTUNG (1972, Chang Cheh, Hong Kong)

 

2. HEROES TWO (1973, Chang Cheh)

 

3. THE SAVAGE FIVE (1974, Chang Cheh)

 

4. BIG BROTHER CHENG (1975, Kuei Chih-Hung)

 

5. THE FLYING GUILLOTINE (1975, Ho Meng-Hua)

 

6. BIG BAD SIS (1976, Chung Sun)

 

7. THE IRON MONKEY (1977, Chen Kuan-Tai, Hong Kong/Taiwan)

 

8. THE INVINCIBLE MONKEY FIST (1978, S.A. Karim, Chen Kuan-Tai, Indonesia/Hong Kong)

 

9. BIG BOSS OF SHANGHAI (1979, Chen Kuan-Tai)

 

10. AMBITIOUS KUNG FU GIRL (1981, Lu Chun-Ku)

+++

 

เห็นการออกแบบลวดลายบนถุงของร้าน Nitori แล้วรู้สึกว่า มันกระตุ้นความอยากเป็น housewife 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้กลับไปดูหนังที่ Alliance Française เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ดูเรื่อง SUGAR AND STARS (2023, Sébastien Tulard, France, A+30) ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารเย็นที่ One Bangkok คราวนี้เราลองกิน Okonomiyaki ที่ร้าน Ponpocotei ในชั้นใต้ดิน ตอนแรกเรารู้สึกว่า portion มันใหญ่เกินไป แต่ปรากฏว่าพอกินจริง ๆ แป๊บเดียวเราก็แดกคนเดียวหมด

 

วันนี้เราได้ไปดูหนังเรื่อง LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, A+30) ที่คณะนิเทศ จุฬา ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารมื้อแรกของวันตอน 15.30 น. (ตอนเช้าเรามัวแต่เล่นเน็ต เราก็เลยไม่ได้กินข้าว 55555) ที่ร้าน Azzurro by Chef Thanom ที่มาบุญครอง

+++

 

Artworks seen

 

SONIC BORDER (2026, Sutiphong Sudsang, interactive mixed-media installation)

 

LHA (WE ARE REINCARNATING THROUGH EACH OTHER) (2026, Parichat Tanapiwattanakul, mixed-media installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC ภาพประกอบอยู่ใน comment


Tuesday, July 21, 2026

FILMS ABOUT THE VOID IN HUMAN SOULS

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30) และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้

 

เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้

 

Cinema Scope on COMA

https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/

+++

 

ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค” เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้

 

เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง “ตำนาน Saint George” เหรอ

+++

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์

 

SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST

 

1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

 

2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation)

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany)

 

4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)

 

6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง free will + determinism

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)

 

1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน, ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้ หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์ มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว 30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ 100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

 

เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้ แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว (เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)

 

เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้

 

2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

 

แต่ตัวละคร Raymond ใน THE VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ free will อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า

 

2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย “ไร้เหตุผล” เหมือนกัน

 

2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหมือนกัน

 

2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will vs. determinism เหมือนกัน

 

3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน

 

คือใน COMA นั้น ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ “โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน “โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free will ได้

 

และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน” เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เสียอีก 55555

 

คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS มาก ๆ ในความเห็นของเรา

 

แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง

 

4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่ four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้ ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT 25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย

 

เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted screens”

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA, มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness” ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง 3 โลกสมมุติเลย

 

แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น” จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้ อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง” เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด

 

5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography

 

6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism

 

ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ

+++

 

RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)

 

เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู

 

1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)

เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้

 

3. มังกรหยก (1983)

เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง

 

4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)

เขารับบทองค์ชายเฟยหลง ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน

 

ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา

 

เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว” (Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า

+++

 

I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)

++++

 WRECKED กองกอย

ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้ 55555

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

Wednesday, July 01, 2026

ROOFTOPS IN JAPANESE FILMS

สงสัยว่ามันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า เพราะเหตุใดเราถึงมักเห็น “ดาดฟ้า” ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าในภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ คืออันนี้เรารู้สึกเองนะว่า เรามักจะเห็น “ดาดฟ้า” ในหนังญี่ปุ่นมากกว่าในหนังของชาติอื่น ๆ เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทางสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์, ธรณีวิทยา, สังคมวิทยา, etc. อะไรทำนองนี้หรือเปล่า

 

เราเดาว่า คำอธิบายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า โรงเรียนญี่ปุ่นมักจะปล่อยให้นักเรียนขึ้นมาสังสรรค์กันบนดาดฟ้า แต่โรงเรียนของชาติอื่นๆ อาจจะไม่ทำแบบนั้น แล้วญี่ปุ่นถนัดทำ “หนังวัยรุ่น” มากกว่าประเทศอื่นๆ แล้วพอญี่ปุ่นทำหนังวัยรุ่นออกมาเยอะ ดาดฟ้าก็เลยได้ปรากฏตัวบ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่นตามไปด้วย

 

แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปญี่ปุ่น และเราไม่มีความรู้เรื่องสังคมญี่ปุ่นโดยตรง เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด ดาดฟ้าถึงปรากฏตัวในหนังญี่ปุ่นบ่อยมาก ๆ

 

ส่วนดาดฟ้าในหนังของชาติอื่น ๆ นั้น

 

1. หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 เหมือนมีฉากตัวละครคุยกันบนดาดฟ้าเยอะมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำได้ง่าย กันคนนอกได้ง่าย ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายแล้วก็ดูไม่อึดอัดคับแคบดีด้วย

 

2. หนังอเมริกันก็มีดาดฟ้าบ้างนะ โดยเฉพาะถ้าหากตัวละครอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30) แต่ดาดฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยในหนังอเมริกันเท่ากับในหนังญี่ปุ่น

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังอเมริกัน เรามักจะนึกถึง “ห้องใต้ดิน” เป็นหลักน่ะ แล้วเราก็เลยสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมี “ห้องใต้ดิน” ในหนังญี่ปุ่น อันนี้เป็นเพราะเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือเปล่า

 

ถ้าหากพูดถึง สถานที่ที่เรามักนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังของแต่ละชาติแล้ว

 

1. หนังญี่ปุ่น – ดาดฟ้า

2. หนังอเมริกัน – ห้องใต้ดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า อเมริกันถนัดทำหนังสยองขวัญ

3. หนังอังกฤษ – บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ดูชื้น ๆ สงบร่มเย็นน่ารักน่าอยู่

4. หนังฝรั่งเศส – อาคารการเคหะสำหรับคนจน/เชื้อสายผู้อพยพในย่านชานเมือง ตัวละครมักคุยกันที่ด้านหน้าอาคาร

5. หนังไทย – บ้านใต้ถุนสูงแบบที่พบบ่อยในชนบท อย่างเช่นใน ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ถ้าใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ภาพประกอบ

 

1. ดาดฟ้าในมิวสิควิดีโอเพลง HALF A GIRL (HANBUN SHOJO) – KYOKO KOIZUMI ในปี 1983

https://youtu.be/hU-0nx4qHgQ?si=wXsHF00gZe0rH-in

 

2. ดาดฟ้าใน GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30)

 

3. ห้องใต้ดินใน THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada/USA)

 

4. ชนบทอังกฤษใน THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland/UK)

 

5. THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France)

 

 6. บ้านใต้ถุนสูงใน UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, Thailand, 208min)

+++

 

THE WAVES WILL CARRY US จะได้ลงโรงฉายในไทยแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะมีคนนำหนังเรื่อง THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran) มาลงโรงฉายในไทยคะ THE WIND WILL CARRY US นี่ได้รางวัล Grand Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสเลยนะคะ

++++

 

บทพูดจากหนังที่แค่อ่าน คุณก็ได้ยินเสียง

 

“โอ้ดอกบัวทอง บานในหนองน้ำใส เกิดบัวใบในตม .... แต่เป็นดอกภูผา ... ยามเมื่อเช้าตรู่ หมู่แมงแสวงป่าย โอ้ดอกบัวทอง เป็นเจ้าของของไผ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โอ๊ย อยากตายเด้ อ้าย อ้าย ข้าน้อยขอเงินเด้ ขอเงินไปซื้อข้าวกิน ทุกข์ยากเด้ อยากตายเด้ อยากตายให้มันพ้น โลกอันนี้น่ะ ไผก็บ่ปานนี้”

 

ไม่ต้องบอกชื่อหนัง ทุกคนก็รู้ว่าบทพูดนี้มันมาจากหนังเรื่องอะไร เสียงของตัวละครตัวนี้นี่มัน THE MOST UNFORGETTABLE VOICE IN THE HISTORY OF CINEMA ของจริง

 

เราฟังที่ตัวละครพูดไม่ออกในบางประโยคนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราแกะคำพูดของตัวละครได้ถูกต้องทุกคำหรือเปล่า ถ้าหากใครฟังออกเพิ่มเติม หรือรู้ว่าเราฟังผิดที่คำไหน ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

Sunday, June 14, 2026

YAMATO WAKI

 

เพิ่งรู้ว่า NOSFERATU THE VAMPYRE (1979, Werner Herzog) มีภาคต่อด้วย มันคือหนังเรื่อง NOSFERATU IN VENICE (1988, Augusto Caminito, Italy) หรือ “ตำนานรักแดร๊กคูล่า” ที่นำแสดงโดย Klaus Kinski เหมือนกัน

+++

ซื้อหนังสือการ์ตูน “ด้วยเมฆหมอกแห่งรัก” หรือ THE TALE OF GENJI: DREAMS AT DAWN (1979-1993) ของ Yamato Waki มาให้ลูกหมีอ่าน

 

ตอนเราเด็ก ๆ เมื่อราว 35-40 ปีก่อน เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในชื่อเรื่องว่า “ฟ้าใต้แสงจันทร์” ตอนนั้นพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ แต่เราได้อ่านแค่ไม่กี่เล่ม ก็เลยถือเป็นการ์ตูนที่ค้างคาใจเรามานานเรื่องหนึ่งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

 

พอเราได้รู้ว่า มีการพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้จนจบแล้ว โดยมี 13 เล่มจบ เราก็เลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน จะได้ขจัดสิ่งที่ค้างคาใจมานาน 40 ปีออกไปอีกหนึ่งอย่าง

 

Yamato Waki ถือเป็นนักเขียนการ์ตูนในดวงใจของเราคนนึง การ์ตูนเรื่อง HAIKARA-SAN: HERE COMES MISS MODERN (1975-1977) นี่ถือเป็น one of my most favorite cartoons of all time เลย

 

การ์ตูนอีกเล่มของ Yamato Waki ที่เราชอบสุดขีด เป็นเรื่องของนักเรียนคนนึงที่ค้นพบว่ามี “ดินแดนลึกลับ” ซ่อนอยู่ในหอพักของเธอ เธอเป็นสาวเนิร์ด แต่พอเธอได้เข้าไปในดินแดนลึกลับนี้ เธอก็จะกลายร่างเป็นสาวสวย ส่วน “นางอิจฉา” ของเรื่องนี้ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็นนางพญาผึ้ง ส่วนผู้ชายที่ตามจีบเธอ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็น “พระพุทธรูป”

 

แต่เราไม่รู้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่าอะไร มีใครพอรู้บ้างไหมคะ

 

ตอนนี้จิตรกำลังเล็งว่าจะลองอ่านเรื่องนี้อยู่ครับ “สายใยในกรงขัง” ของ Ira Ozaki พิมพ์โดยสำนักพิมพ์บงกช เห็นเรื่องย่อเป็นปัญหาชีวิตแม่กับลูกสาว

 

แต่มันเพิ่งออกมา 4 เล่ม และยังไม่จบ จิตรก็เลยยังไม่แน่ใจว่า ควรให้มันออกจนจบก่อนแล้วค่อยซื้อมาอ่านรวดเดียว หรือว่าจะลองซื้อเล่มแรกอ่านไปเลยดี แต่กลัวว่าการ์ตูนพวกนี้ไม่ใช่ต้องรอนานถึง 20 ปีกว่าจะถึงบทอวสาน 55555

https://www.bongkoch.com/shop/index.php?route=product/search&search=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%87

+++

 

สิ่งที่ลูกหมีพูดกับแม่หมีหลังจากดูหนังเรื่อง SILENT FRIEND (2025, Ildikó Enyedi, Germany/Hungary, A+30):

 

“ดอกเยอราเนียมมันร่านมาก ๆ เลยค่ะ คุณแม่ พอดอกเยอราเนียมมันเห็นผู้ชายหนุ่ม ๆ มันก็ทำระริกระรี้ กระดี๊กระด๊า เปิดประตูต้อนรับ อีเยอราเนียม อีร่าน”

 

(ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ)

++++

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด Julia Ducournau (RAW, TITANE, ALPHA) กำกับมิวสิควิดีโอเพลง C’EST À QUI LE TOUR (2026) ให้ Mylène Farmer และผลงานที่ออกมานี่บอกได้เลยว่า ถูกใจเราจริง ๆ กราบตีนทั้ง Mylène Farmer และ Julia Ducournau นึกว่ามีฉากคลาสสิคหลายฉากมากในมิวสิควิดีโอนี้

 

ดีใจสุดขีดที่ช่วงนี้ศิลปินเพลงที่เราชื่นชอบจากทศวรรษ 1980-1990 กลับมาออกผลงานเพลงใหม่ ๆ ที่น่าพึงพอใจ ทั้ง Chaka Khan, Madonna และ Mylène Farmer

 

Chaka Khan

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=gvS3u20XfZe0aW23

 

 

6. C’EST À QUI LE TOUR -- Mylène Farmer (2026, Julia Ducournau, France, music video)

 

+++

 

ประทับใจอย่างรุนแรงที่สุดที่เทศกาล TILFF ปีนี้ฉายทั้ง BLUE (1993, Derek Jarman), BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, documentary) และ DEATH AND TRANSFIGURATION (1983, Terence Davies) เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องนี้พูดถึง “ความตาย” ของคนที่เป็น queer ได้อย่างทรงพลังสุดขีด นึกว่าเทศกาลหนัง “มรณานุสติ”

 

 

Friday, June 12, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

ไตเติลละคร แต่ปางก่อน (1987, อดุลย์ ดุลยรัตน์) และฉากจบของละครเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1638595430586665

 

เพลง soundtrack ภาพยนตร์ที่เราฟังเป็นประจำในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือ RAKUEN NO DOOR ของ Yoko Minamino ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง SUKEBAN DEKA (1987, Hideo Tanaka, Japan, 93min, A+30) เพราะทุกครั้งที่เราฟังเพลงนี้ ภาพชีวิตของเราสมัยเรียนมัธยมก็จะหวนคืนมา

https://youtu.be/jQosKV2exE0?si=MrgrnWzFI2qTyTmN

 

ชอบรชนีกร พันธ์มณี มาก ๆ ใน “ปลายฝนต้นหนาว” (1994) กับ ปีกทอง (1999, M.L. Pundhevanop Dhewakul)

+++

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

 

วิดีโอนี้มีความยาวราว 208 นาที แต่เราเพิ่งได้ดูไปเพียงแค่ราว 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที (หรือ 2 ชั่วโมง 26 นาที) กรี๊ดดดด เดี๋ยวจะต้องรีบไปดูต่อให้จบ เผื่อเตรียมชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปี 2026 แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min)

 

ช่วง 62 นาทีที่เราได้ดูไป เป็นช่วงต้นกับช่วงท้ายของวิดีโอนี้  เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง

 

(ตัวเราเองไม่ได้ตักบาตรมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เพราะจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธซะทีเดียว แต่มีอยู่ช่วงนึงที่เราตักบาตรบ่อย ๆ เพราะว่า “เด็กวัด” หล่อมาก เป็นหนุ่มหล่อที่มาคอยช่วยเหลือพระรูปนึงขณะพระรูปนั้นมาบิณฑบาตรในซอยเรา ช่วงนั้นเราก็เลยตักบาตรบ่อย ๆ เพราะเราแอบชอบเด็กวัด แต่พอเด็กวัดคนนั้นหายไป เราก็เหมือนไม่ได้ตักบาตรอีกเลยมั้ง

 

การตักบาตรในซอยเราไม่ต้องใช้เวลารอ เพราะว่าพระกับเด็กวัดจะมานั่งประจำที่ร้านขายกับข้าวในซอยเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตักบาตร เราก็ไปซื้อกับข้าวที่ร้านนั้น แล้วก็ตักบาตรได้เลย ไม่ต้องรอพระเป็นเวลานานเหมือนในวิดีโอนี้)

 

ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เหมือนเป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ทำอาหารเย็น เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีที่จานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

(แม่ของเราซึ่งปัจจุบันนี้มีอายุ 89 ปี ก็กิน “อาหารปั่น” เป็นหลัก เอาถั่วเอาผักไปใส่เครื่องปั่นก่อน พอมันปั่นเสร็จแล้วถึงค่อยเอามากิน)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

พอเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง เราก็นึกถึงบ้านของคุณตาคุณยายเราที่อุบลมาก ๆ เพราะมันเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ที่มีใต้ถุนสูงมากเหมือนกัน สภาพบ้านของตายายเรากับบ้านของคุณยายแบ่งนี่มีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงกันมาก เราเคยไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่พอตากับยายของเราถึงแก่กรรม เราก็ไม่ได้กลับไปบ้านไม้หลังนั้นอีกเลยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าปัจจุบันบ้านไม้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

 

สรุปว่าเราได้ดูวิดีโอนี้ไปแค่ 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที เรายังไม่ได้เห็นคุณยายแบ่งปั้นหม้อเลย แต่ก็ประทับใจวิดีโอนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิเตรียมลุ้นชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปีนี้ค่ะ แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min) ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ของเราในตอนนี้

+++

 

เมื่อวานเราไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ Jim Thompson เสียค่าเข้านิทรรศการ 50 บาทตามปกติ แต่คราวนี้เขามีแถมหนังสือ THE OPEN WORLD: THAILAND BIENNALE CHIANG RAI 2023 มาให้ฟรี ๆ ด้วย หนังสือหนาราว 380 หน้า ดีงามมาก ๆ

 

เราไม่ได้ไปงาน BIENNALE ที่เชียงราย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่อยู่ดี ๆ ก็ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ๆ หนามาก ๆ ประทับใจมาก

+++

ซื้อนิยาย “เมฆหลากสี ลอยเกลื่อน จนเอื้อมคว้า” ของกวีวัธน์ กับหนังสือ “วิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส” ของนพพร ประชากุล มาให้ลูกหมีอ่าน

 

แอบขำการจัดวางหนังสือของนพพร ประชากุล ในร้านหนังสือ

+++

บรรยากาศรอบหอภาพยนตร์ ศาลายา ตอนสามทุ่ม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1671382174192223

+++

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า Jean-Baptiste Alazard เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง MITTLEWERK EXPRESS (2011) ซึ่งติดอันดับ 1 หนังสั้นต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

Monday, May 11, 2026

FAVORITE SONGS WHICH ARE LONGER THAN 5 MINUTES

 

CHOICES OF THE HEART ทางเลือกของชีวิต เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงทางสามแพร่ง

 

ปรากฏว่ามีคนเอาแรงบันดาลใจจากรูปพวกนี้ไปแต่งเป็นนิยายวาย 55555

+++

 

ขอเสริมด้วยรายชื่อหนังที่เราชอบมากที่สุดของผู้กำกับ 5 ท่านนี้

 

1. CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette)

 

2. THE GREEN RAY (1986, Éric Rohmer)

 

3. LA CÉRÉMONIE (1995, Claude Chabrol)

 

4. LA CHINOISE (1967, Jean-Luc Godard)

 

5. TWO ENGLISH GIRLS (1971, François Truffaut)

+++

 

เพิ่งรู้ว่า The Orb วงดนตรีโปรดของเรา ออกอัลบัมชื่อ BUDDHIST HIPSTERS ในปี 2025 อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมชุดที่ 18 ของวง The Orb

 

FAVORITE SONGS WHICH ARE LONGER THAN 5 MINUTES

 

1. BLUE ROOM (1992) – The Orb เพลงนี้ยาวแค่ 39 นาทีเท่านั้นเองในรูปแบบซิงเกิล ส่วนเวอร์ชั่นในอัลบัม U.F. ORB ยาวแค่ 17 นาที

 

เพิ่งรู้ว่าเพลงนี้ถือเป็นเพลงที่ยาวที่สุดที่เคยติดอันดับซิงเกิลชาร์ทในอังกฤษ และเพลงนี้เคยขึ้นไปถึงอันดับ 8 ในอังกฤษด้วย

 

2. THE TAXI RIDE (1985) – Jane Siberry (5.39min)

 

3. END OF THE RUN (1989) – Deborah Harry (7.04min)

 

4. O SUPERMAN (1981) – Laurie Anderson (8.21min)

 

5. FROU-FROU FOXES IN MIDSUMMER FIRES (1990) – Cocteau Twins (5.38min)

 

6. TROY (1987) – Sinéad O’Connor (6.34min)

 

7. THE LADY OF SHALOTT (1991) – Loreena McKennitt (11.34min)

 

8. GEEK LOVE (1994) – Bang Bang Machine (9.24min)

 

9. REFRACTIONS IN THE PLASTIC PULSE (1997) – Stereolab (17.32min)

 

10. CLOUDBUSTING (1985) – Kate Bush (5.06min)

 

BLUE ROOM

https://youtu.be/MrzqO7t-Q60?si=PR9F4rO1qTNIC69S

 

THE TAXI RIDE

https://youtu.be/XU-5NdiUWlo?si=7uTmSKelMQbuOm4l

 

END OF THE RUN

https://youtu.be/3glWTVJACl8?si=AJnxO2nIzndvtV-Y

 

O SUPERMAN

https://youtu.be/Vkfpi2H8tOE?si=HKEScvhoTKJPptg8

 

FROU-FROU FOXES IN MIDSUMMER FIRES

https://youtu.be/qgffvFM1J-Q?si=yPi7zxyfivz25F_3

 

TROY

https://youtu.be/0c4v7fp5GC8?si=peNSc4T8BXvA3k2V

 

THE LADY OF SHALOTT

https://youtu.be/vPMlp1qfHt8?si=VVXLg02f43qIZeso

 

GEEK LOVE

https://youtu.be/QUqng3Yq9m4?si=f52llfZPCCGa76yZ

 

REFRACTIONS IN THE PLASTIC PULSE

https://youtu.be/4em7lj0n5io?si=_o8fXZnevJUjJ1PK

 

CLOUDBUSTING

https://youtu.be/pllRW9wETzw?si=zDEPOLJnkH-ro1od

 

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555