Showing posts with label FEMALE DIRECTORS. Show all posts
Showing posts with label FEMALE DIRECTORS. Show all posts

Sunday, May 18, 2025

YVONNE RAINER

 

เพิ่งรู้ว่ามีผู้กำกับหญิงชาวจีนคนนี้อยู่บนโลกด้วย Kao Pao-Shu เริ่มกำกับหนังเรื่องแรกคือเรื่อง LADY WITH A SWORD (1971, Hong Kong) และกำกับหนังรวมกันทั้งหมด 11 เรื่อง เรื่องสุดท้ายคือ SEED OF EVIL (1981, Taiwan) ส่วนหนังเรื่อง "ราชินีฝิ่น" นี้ เป็นหนังไทย/ฮ่องกง

++++

หลังจากดูหนังอิตาลีไปแล้ว 8 เรื่องในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในช่วงต้นเดือนพ.ค. เราก็ต้องแดกพิซซ่าเพื่อเป็นการรำลึกถึงเทศกาล

++++

 

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง CHUTIMA (2007) ให้สัมภาษณ์นิตยสาร FILMMAKER

Boonbunchachoke: I’m influenced by global cinema in general, but Western cinema has had a significant impact on me. I’m particularly inspired by filmmakers whose works are often described as dreamy – like Manoel de Oliveira, Jacques Rivette, João César Monteiro, Otar Iosseliani, Raúl Ruiz, Eugène Green and Chantal Akerman; and younger queer directors like Alain Guiraudie and João Pedro Rodrigues.

I’m particularly fond of how radical and intentionally uncinematic Oliveira’s and Monteiro’s films can be. I recall reading that Monteiro would occasionally sabotage his frame composition just to make his shots not too perfectly cinematic. I like that way of thinking. 

 

https://filmmakermagazine.com/130640-ratchapoom-boonbunchachoke-a-useful-ghost/?fbclid=IwY2xjawKVZOtleHRuA2FlbQIxMQBicmlkETFpTWMwSmVhTkZwYUxtbTlsAR6h8IJTm6JCFFW2GHhip7wdwYsHe5R6TrRjrgSisWNiVcN1X36RVHsx-FVgtw_aem_6cHXPukgsfB1TokRkTGsYA

 

ดีใจสุดขีดที่สื่อต่างชาติชื่นชอบการแสดงของคุณอาภาศิริ นิติพน ใน A USEFUL GHOST มาก ๆ

 

คุณอาภาศิริเคยแสดงเป็นนางเอกใน “คู่กรรม” ของทมยันตี แล้วก็เคยแสดงเป็นแม่ผู้หมกมุ่นกับเปียโนใน HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit) , แม่ที่อยู่กับตุ๊กตาหมีที่กลายร่างเป็นหนุ่มหล่อได้ ใน “คุณหมีปาฏิหาริย์” ที่สร้างจากนิยายของปราปต์ แล้วตอนนี้เธอก็มาตบตีกับเครื่องดูดฝุ่นผีสิงใน A USEFUL GHOST ด้วย

++++++++++++

 

1. HAND MOVIE (1966, Yvonne Rainer, 6min, A+30)

2. VOLLEYBALL (FOOT FILM) (1967, Yvonne Rainer, 10min, A+30)

3. RHODE ISLAND RED (1968, Yvonne Rainer, 10min, A+30)

4. TRIO FILM (1968, Yvonne Rainer, 13min, A+30)

5. LINE (1969, Yvonne Rainer, 10min, A+30)

 

1. ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังของ Yvonne Rainer เสียที หลังจากที่อยากดูหนังของเธอมานานราว 25 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถหาหนังของเธอมาดูได้ เหมือนเธอเป็น “ผู้กำกับหญิงในตำนาน” ที่เราเคยได้ยินชื่อมาเป็นเวลานานมาก นานพอ ๆ กับ Barbara Hammer, Carolee Schneemann, Julie Dash, Lizzie Borden, Sharon Lockhart, Laura Mulvey, Valie Export, Su Friedrich, Sara Driver, etc. ซึ่งในช่วงเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ระบบสตรีมมิ่งทางอินเทอร์เน็ต (และการจัดฉายหนังบางเรื่องในกรุงเทพ) ก็ช่วยให้เราได้ดูได้เข้าถึงหนังของผู้กำกับหญิงในตำนานเหล่านี้ได้หลายคน ยังขาดก็แต่ Yvonne Rainer นี่แหละ ที่เรายังไม่เคยได้ดูเสียที จนกระทั่ง e-flux นำหนังสั้น 5 เรื่องของเธอมาเปิดฉายให้ดูฟรี ๆ ในเดือนพ.ค. 2025

 

อย่างไรก็ดี หนังที่เราได้ดูในครั้งนี้ก็เป็นเพียงแค่หนังสั้น 5 เรื่องของเธอนะ เรายังคงไม่ได้ดูหนังยาวที่ Yvonne Rainer กำกับแต่อย่างใด ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนจัดงาน retrospective ของ Yvonne Rainer ในกรุงเทพ และนำหนังยาวที่เธอกำกับราว 7 เรื่องมาจัดฉายให้พวกเราได้ดูกัน ทั้ง LIVES OF PERFORMERS (1972, 90min), FILM ABOUT A WOMAN WHO... (1974, 90min), KRISTINA TALKING PICTURES (1976, 90min), JOURNEYS FROM BERLIN/1971 (1980, 125min), THE MAN WHO ENVIED WOMEN (1985, 125min), PRIVILEGE (1990, 103min) และ MURDER and murder (1996, 113min)

 

2. พอได้ดูหนังของ Yvonne Rainer แล้วเราก็ช็อคกับ “ความไม่ประนีประนอมกับคนดู” ของเธอมาก ๆ คิดว่าความโหดตรงจุดนี้ของเธอน่าจะพอ ๆ กับหนังของ Andy Warhol, Sharon Lockhart และ James Benning 55555 และแน่นอนว่าโหดกว่าหนังของ Chantal Akerman และ Marguerite Duras เพราะถึงแม้ว่าหนังของ Duras จะ “นิ่งช้า” แต่จริง ๆ แล้วมันก็มี “เนื้อเรื่อง” ส่วนหนังของ Akerman บางเรื่องอาจจะไม่มี “เนื้อเรื่อง” แต่มันก็มี “บรรยากาศที่ทรงพลัง” ส่วนหนังของ Yvonne Rainer ที่เราได้ดูนั้นไม่มีทั้งเนื้อเรื่อง และไม่มี “บรรยากาศที่น่าหลงใหล” ที่เราสามารถจูนติดได้โดยง่าย

 

3. ก็เลยประทับใจกับความ anti-spectacle ของ Yvonne Rainer มาก ๆ เหมือนเธอเป็นผู้กำกับหญิงอีกคนที่ไปสุดขั้วมาก ๆ ในแนวทางของตัวเอง

 

4.ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าชอบหนังเรื่องไหนมากที่สุดใน 5 เรื่องนี้

 

HAND MOVIE เป็นหนังที่เราดูแล้วพยายามขยับนิ้วตามไปด้วย

 

VOLLEYBALL (FOOT FILM) ก็ชอบมาก เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการเล่นกับลูกวอลเลย์บอลซ้ำไปซ้ำมาราว 28 ครั้งได้มั้ง ให้ลูกวอลเลย์บอลไปกระแทกฝาผนัง แล้วมันก็จะกระดอนกลับมา ซึ่งมันก็กระดอนกลับมาในแบบที่แตกต่างกันไปทั้ง 28 ครั้ง แล้วก็มีคนเดินไปใช้เท้าหยุดการเคลื่อนไหวของลูกวอลเลย์บอลที่พื้น

 

เหมือนเป็นหนังที่ไม่มีอะไร แต่ดูแล้วเราก็จดจ่อกับมันไปได้เรื่อย ๆ

 

RHODE ISLAND RED เป็นหนังที่มีเพียงแค่ 2 ช็อต ถ่ายเล้าไก่ขนาดใหญ่ไปเรื่อย ๆ โดยในช็อตแรกมีคนอยู่ด้วย

 

อันนี้ก็เป็นหนังที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเลยเหมือนกัน แต่ไก่ในหนังมันไม่หยุดนิ่งเลย ไก่หลายร้อยตัวมีการทำอาการอะไรต่าง ๆ ไปได้เรื่อย ๆ เราก็เลยดูไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เบื่อ 55555

 

TRIO FILM อันนี้ก็ดูเหมือนจะน่าเบื่อแต่ก็ไม่น่าเบื่อ เหมือนหนังมันสะท้อนความน่าเบื่อของชีวิตสมรสหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึง VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan) ด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่

 

LINE ช่วงแรกของหนังดูแล้วจะนึกถึง James Benning มาก ๆ เพราะหนังเหมือนจ้องมองรอยแตกร้าวที่ฝาผนัง ขณะที่มีวัตถุทรงกลมค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ ตามรอยแตกนั้น มันเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีการเคลื่อนไหวน้อยมาก ๆ จุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึง James Benning

 

แต่ช่วงครี่งหลังของหนังมีนักแสดงเข้ามาในฉากด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิด “เนื้อเรื่องเร้าใจ” ขึ้นมาแต่อย่างใด 55555

 

5. พอดูหนังสั้นทั้ง 5 เรื่องนี้แล้วก็เลยไม่แปลกใจว่า ทำไม Yvonne Rainer ถึงโด่งดังมาก ๆ เพราะหนังของเธอเหมือนไปสุดขั้วกว่าหนังของ Marguerite Duras และ Chantal Akerman เสียอีก นึกว่า EXTREME MINIMALISM และเราว่าหนังของเธอมันดูยากกว่าหนัง extreme minimalism ของ Chaloemkiat Saeyong และ Tanatchai Bandasak อีกนะ เพราะหนังของ Chaloemkiat และ Tanatchai มันมี “พลังของธรรมชาติ” หรือ “พลังทางบรรยากาศ” มาห่มคลุมไว้น่ะ ส่วนหนังของ Yvonne Rainer มันไม่ได้มีพลังทางบรรยากาศ มันก็เลยยิ่งดูเย็นชาและแห้งกว่าหนัง minimal เรื่องอื่น ๆ

Monday, March 06, 2023

MY YEAR OF DICKS (2022, Sara Gunnarsdóttir, USA/Iceland, animation, 24min, A+30)

 

เพิ่งลองเข้าไปดูในหน้า profile ของตัวเองใน application ของ house แล้วก็เลยพบว่า เราสามารถแลก voucher ดูหนังฟรีได้ ก็เลยลองกดแลกดู ปรากฏว่าแลกตั๋วดูหนังฟรีได้ 17 ใบ เราก็เลยใช้ดูไปแล้ว 2 ใบ

 

MY YEAR OF DICKS (2022, Sara Gunnarsdóttir, USA/Iceland, animation, 24min, A+30)

 

หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา short animation ดูได้ฟรีทาง vimeo หนังสร้างจากเรื่องจริงของหญิงสาววัย 15 ปีที่ต้องการจะเสียตัวให้ได้
My Year Of Dicks (2022) on Vimeo

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

1.ตอนแรกนึกว่านางเอกจะเป็นคนแรง ๆ เงี่ยน ๆ แต่ปรากฏว่านางเอกเรียบร้อยเกินคาดมาก ๆ และเส้นเรื่องมันดูมีความ cliché เหมือนหนังวัยรุ่นอเมริกันมาก ๆ 555 ตอนแรกนึกว่าหนังมันจะมีความเป็น Catherine Breillat หรืออะไรทำนองนี้ซะอีก

 

แต่ก็ชอบที่หนังเรื่องนี้หยิบยกประเด็นความเงี่ยนของผู้หญิงขึ้นมาพูดถึง

 

2.ชอบความ animation ของมัน โดยเฉพาะช่วงที่มันกลายร่างเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น

 

3.ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในหนัง มันตรงกับช่วงเวลาตอนเราเป็นวัยรุ่นพอดีด้วย ก็เลยชอบตรงจุดนี้มาก ๆ ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะการพาดพิงถึง HENRY & JUNE (1990, Philip Kaufman) และ THE COOK, THE THIEF, HIS WIFE & HER LOVER (1989, Peter Greenaway, UK) ที่เป็นเหมือนหนังภาคบังคับสำหรับนักดูหนังในยุคนั้น

 

4.ถึงแม้จะชอบหนังมาก ๆ แต่ความเรียบร้อยของนางเอก ก็เลยทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอย่าง HAPPY 20TH BIRTHDAY (2020, เคียงดาว บัวประโคน) และ GIRLFRIENDS (2000, Caroline Vignal, France) ที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน แต่หนังออกมาดูแล้วสะใจกว่า

 

Thursday, March 02, 2023

Favorite films which are clearly longer than 2 hours and were made by female directors

 

Favorite films which are clearly longer than 2 hours and were made by female directors

 

Though historically there are not many films which are longer than three hours and were made by female directors, hopefully more and more female directors will get more prominent status in the future and can easily find financial resources to make films which are as long as they want, including films which are longer than three hours.

 

The list here includes films which are clearly longer than 2 hours.

 

(in order of the names of the directors)

 

1.JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, Belgium, 202min)

 

2.ETERNALS (2021, Chloé Zhao, 156min)

 

3.THE WOODS DREAMS ARE MADE OF (2015, Claire Simon, France, documentary, 144min)

 

4.MIDNIGHT’S CHILDREN (2012, Deepa Mehta, Canada, 146min)

 

5.OM SHANTI OM (2007, Farah Khan, India, 162min)

 

6.LIBERATORS TAKE LIBERTIES (1992, Helke Sander, Germany, documentary, 192min)

 

7.CITIZEN JULING (2008, Ing K, Manich Sriwanichpoom, Kraisak Choonhavan, Thailand, documentary, 222 min) Ing K is a female director, though Manich and Kraisak are male.

 

8.AN ANGEL AT MY TABLE (1990, Jane Campion, New Zealand, 158min)

 

9.LOVE AND DIANE (2021, Jennifer Dworkin, documentary, 155min)

 

10.WHITNEY HOUSTON: I WANNA DANCE WITH SOMEBODY (2022, Kasi Lemmons, 144min)

 

11.STRANGE DAYS (1995, Kathryn Bigelow, 145min)

 

12.ZERO DARK THIRTY (2012, Kathryn Bigelow, 157min)

 

13.TONI ERDMANN (2016, Maren Ade, Germany, 162min)

 

14.VANITY FAIR (2004, Mira Nair, 141min)

 

15.TRUE MOTHERS (2020, Naomi Kawase, Japan, 140min)

 

16.WONDER WOMAN (2017, Patty Jenkins, 141min)

 

17.WONDER WOMAN 1984 (2020, Patty Jenkins, 151min)

 

18.BLUE AGAIN (2022, Thapanee Loosuwan, Thailand, 190min)

 

19.MADAME X: AN ABSOLUTE RULER (1978, Ulrike Ottinger, Tabea Blumenschein, 137min, West Germany)

 

20.DORIAN GRAY IN THE MIRROR OF THE YELLOW PRESS (1984, Ulrike Ottinger, West Germany, 150min)

 

21. JOAN OF ARC OF MONGOLIA (1989, Ulrike Ottinger, West Germany, 165min)

 

I still need to see

 

1.TAIGA (1992, Ulrike Ottinger, 8 hours 21 mins)

 

2.EXILE SHANGHAI (1997, Ulrike Ottinger, 4 hours 35 mins)

 

3.SOUTHEAST PASSAGE (2002, Ulrike Ottinger, 6 hours 3 mins)

 

4.TWELVE CHAIRS (2004, Ulrike Ottinger, 3 hours 18 mins)

 

5.CHAMISSO’S SHADOW (2016, Ulrike Ottinger, 12 hours)

 

In the end, I want to say that it doesn’t matter to me whether any films were directed by a man or a woman, or how long any films are. I love any film which can satisfy me, no matter which gender its director belong to or no matter how long it is.

 

My most favorite films of all time include short films, such as

 

ALL MY LIFE (1966, Bruce Baillie, 3min)

 

TAKE THE 5:10 TO DREAMLAND (1976, Bruce Conner, 6min)

 

CD (1997, Campanilla, Spain, 1min)

 

THE FESTIVAL OF DEMON SPIRIT (2011,Sittiporn Racha, 90 seconds)

 

GHOSTS IN THE CLASSROOM (2012, Ukrit Sa-nguanhai, 3min)

 

And long films, such as

 

HOMELAND (IRAQ YEAR ZERO) (2015, Abbas Fahdel, Iraq, documentary, 5 hours 34 mins)

 

SATANTANGO (1994, Béla Tarr, Hungary, 7 hours 19 mins)

 

HITLER: A FILM FROM GERMANY (1977, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 7 hours 22 mins)

 

EVOLUTION OF A FILIPINO FAMILY (2004, Lav Diaz, Philippines, 10 hours 43 mins)

 

OUT 1 (1971, Jacques Rivette, France, 12 hours 56mins)

 

 

Thursday, February 09, 2023

THE BOWERY—SPRING, 1994 (1994, Sara Driver, documentary, 10min, A+30)

 

THE BOWERY—SPRING, 1994 (1994, Sara Driver, documentary, 10min, A+30) สารคดีที่บันทึกภาพถนน Bowery ในนิวยอร์คในปี 1994 ดูแล้วบอกได้คำเดียวว่า “สภาพ”

 

หนังน่าจะเปิดฉายออนไลน์จนถึงเที่ยงวันศุกร์นี้นะ

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/the-bowery-spring-1994/

Sunday, October 03, 2021

THE JAPANESE SETTLERS TO THE MANCHURIA AND INNER MONGOLIA OF MAINLAND CHINA (2008, Haneda Sumiko, Japan, documentary, 120min, A+30)

 

THE JAPANESE SETTLERS TO THE MANCHURIA AND INNER MONGOLIA OF MAINLAND CHINA (2008, Haneda Sumiko, Japan, documentary, 120min, A+30)

 

1.หนักที่สุด ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบขอบพระคุณผู้ที่นำหนังเรื่องนี้มาฉายออนไลน์ให้คนทั่วโลกได้ดูกันฟรี ๆ ในวันที่ 1-2 ต.ค. คือพอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันเดียวกับที่ได้ดู A QUIET PLACE PART II (2020, John Krasinski, A+30) แล้วมันทำให้ A QUIET PLACE กลายเป็น “อะไรเบา ๆ” ไปเลยน่ะ คือจริง ๆ แล้วเราก็ชอบ A QUIET PLACE ทั้งสองภาคอย่างมาก ๆ นะ แต่พอมาได้ดูสารคดีเรื่องนี้แล้วมันทำให้ A QUIET PLACE เป็นเหมือนเรื่องแต่งแนว Steven Spielberg ที่สนุกตื่นเต้นและช่วยชุบชูจิตใจ ให้ความหวังแก่ผู้ชมน่ะ เพราะใน “ความเป็นจริง” นั้น แม่หลายคนเคยฆ่าลูกตัวเล็ก ๆ ของตัวเองตายในสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะลูก ๆ ของพวกเธอร้องเสียงดังในระหว่างการเดินทางหลบหนีจากศัตรู แม่ ๆ เหล่านี้ก็เลยจำใจต้องฆ่าลูกของตัวเองที่เป็นเด็กเล็ก ๆ เพราะไม่งั้นลูกคนอื่น ๆ ที่เป็นเด็กโต (และไม่ร้องเสียงดัง) และคนอื่น ๆ ที่ร่วมหลบหนีไปด้วย ก็จะถูกฆ่าตายกันหมด คือเหมือนถ้าแม่ ๆ ไม่ฆ่าลูกเล็ก ๆ ของตัวเอง ทุกคนที่ร่วมหลบหนีไปด้วยกันก็จะถูกฆ่าตายหมดน่ะ รวมทั้งลูกเล็ก ๆ ด้วย แต่ถ้าแม่ ๆ ยอมฆ่าลูกเล็ก ๆ ของตัวเอง คนอื่น ๆ ก็จะมีโอกาสมีชีวิตรอดได้ และในที่สุดพวกเขาก็มีชีวิตรอด และมาให้สัมภาษณ์ในหนังสารคดีเรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในแมนจูเรียในสงครามโลกครั้งที่สอง

 

2.คือดูหนังสารคดีเรื่องนี้แล้วแทบร้องไห้  เพราะเราอดที่จะจินตนาการไปด้วยไม่ได้ว่า แม่ ๆ เหล่านี้ต้องรู้สึก “หัวใจสลาย” ขนาดไหนที่จำเป็นต้องฆ่าลูกเล็ก ๆ ของตัวเอง ลองนึกถึงเด็กตัวน้อย ๆ ที่คุณอุ้มไว้ในอ้อมแขนของตัวเองดูสิ เด็กตัวน้อย ๆ ไร้เดียงสาที่ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้คุณ คุณรักเขามาก ๆ แต่คุณก็จำเป็นต้องฆ่าเขา มันหนักมาก ๆ แม่ ๆ เหล่านี้จะรู้สึกอย่างไรกันนะ แล้วแม่ ๆ เหล่านี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกอย่างไรหลังจากนั้น คือพอเราพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของแม่ ๆ ที่ถูกพูดถึงในหนังสารคดีเรื่องนี้ เราก็รู้สึกว่ามันหนักที่สุด หนักจนไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดออกมาได้อย่างไร

 

จุดนี้ของหนังทำให้นึกถึงหนังเรื่อง SOPHIE’S CHOICE (1982, Alan J. Pakula) ด้วย

 

3.หนังสารคดีเรื่องนี้สัมภาษณ์ชาวญี่ปุ่นหลายคนที่เคยไปอยู่ในแมนจูเรียช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และรอดชีวิตออกมาได้ (มีคนญี่ปุ่นตายในแมนจูเรียประมาณ 80,000 คน) และหนังก็ย้ำตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องว่า จุดยืนของหนังเรื่องนี้คือการประณาม รัฐบาลญี่ปุ่นและลัทธินิยมทหารของญี่ปุ่นในอดีต คือถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเน้นถ่ายทอดความทุกข์ยากลำเค็ญของชาวญี่ปุ่นในแมนจูเรียเป็นหลัก แต่หนังก็บอกว่าคนผิดคือรัฐบาลญี่ปุ่นและ Japan Militarism และหนังบอกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเคยทำเลวกับคนจีนเอาไว้อย่างรุนแรงมาก เพราะฉะนั้นจุดยืนของหนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นสิ่งที่เราชื่นชมมาก ๆ

 

4.หนังเล่าให้ฟังว่า ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้น ประชากรญี่ปุ่นล้นเกาะ คงเพราะยุคนั้นยังไม่มีถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิด ซึ่งแตกต่างจากในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดน้อยมาก แล้วพอในยุคนั้นประชากรญี่ปุ่นล้นเกาะ มันก็เลยเกิดภาวะขาดแคลนอาหาร คนในชนบทอดอยากยากแค้นกันอย่างรุนแรงสุด ๆ (นึกถึง “สงครามชีวิตโอชิน”)  รัฐบาลญี่ปุ่นก็เลยกระตุ้นให้ชาวบ้านจน ๆ ในชนบทอพยพไปอยู่แมนจูเรียกัน ประชากรในญี่ปุ่นจะได้ไม่ล้นเกาะ แล้วตัวรัฐบาลแมนจูเรียเองก็ต้องการประชากรญี่ปุ่นมาอยู่กันเยอะ ๆ ด้วย เพื่อเอาไว้ต้านโซเวียต

 

5.แล้วสิ่งที่เหี้ยมาก ๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นทำก็คือว่า รัฐบาลยังคงชักชวนคนญี่ปุ่นให้อพยพไปอยู่แมนจูเรียจนถึงกลางปี 1945 เลยน่ะ คือก่อนที่สหรัฐจะทิ้งระเบิดปรมาณูในเดือนส.ค.ปี 1945 แค่ไม่กี่เดือน คนที่อพยพไปในช่วงนั้นก็เลยรู้สึกว่าถูกหักหลังมาก ๆ แล้วพอพวกเขาอพยพไปถึงแมนจูเรียปุ๊บ ยังไม่ทันได้ unpack ข้าวของเลย โซเวียตก็บุกแมนจูเรียทันที พวกเขาก็เลยต้องอพยพหนีตายกันในทันที

 

6. ผู้ให้สัมภาษณ์บางคนก็โชคร้ายมาก ๆ เพราะพ่อของเธอเพิ่งถูกเกณฑ์ทหารก่อนสงครามเลิกแค่ 1 เดือน คือพอพ่อถูกเกณฑ์ทหารปุ๊บ ทั้งครอบครัวก็เลยอพยพไปอยู่แมนจูเรียตามพ่อ แล้วพออพยพไปได้แค่เดือนเดียว โซเวียตก็บุกแมนจูเรีย พ่อของเธอก็หายสาบสูญไปเลย แม่ของเธอก็เลยต้องหอบลูก ๆ หลายคนอพยพหนีตาย แล้วเธอก็สูญเสียน้องสาวขณะอพยพข้ามแม่น้ำในแมนจูเรียด้วย เพราะยุคนั้นยังไม่ค่อยมีสะพาน ผู้หนีตายก็เลยต้องข้ามแม่น้ำกันเอาเอง แล้วกระแสน้ำมันแรง น้องสาวของเธอก็เลยหลุดลอยไปกับกระแสน้ำ

 

แล้วหลังจากนั้นอีกหลายสิบปีต่อมา พอเธอได้อพยพจากจีนกลับมาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว เธอก็เลยตามสืบหาพ่อของเธอที่หายสาบสูญไป แล้วก็ได้รู้ว่าพ่อของเธอถูกทหารโซเวียตจับไป แล้วไปเสียชีวิตที่ไซบีเรีย

 

คือครอบครัวของเธอซวยมาก ๆ เพราะสงครามมันกำลังจะเลิกในอีก 1 เดือนต่อมาแล้วแท้ ๆ แต่พ่อของเธอดันถูกเกณฑ์ทหารก่อนสงครามเลิกแค่ 1 เดือน ทุกคนในครอบครัวก็เลยชิบหายกันไปหมด

 

7.อีกสิ่งที่เหี้ยมาก ๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่น/แมนจูเรียทำ ก็คือไปเอาที่ดินของชาวจีนมาให้ผู้อพยพชาวญี่ปุ่นในทศวรรษ 1930-1940 เพราะฉะนั้นชาวบ้านชาวจีนในแมนจูเรียก็เลยเกลียดชังผู้อพยพชาวญี่ปุ่นกันมาก ๆ เพราะพวกเขาเหมือนถูกยึดที่ดินทำกินไป เพราะฉะนั้นพอโซเวียตบุกแมนจูเรียในปี 1945 ชาวบ้านชาวจีนก็เลยเหมือนไม่ได้ช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นมากนัก

 

แต่ต่อมาชาวจีนหลายคนก็ให้ความช่วยเหลือนะ เพราะผู้อพยพหลายคนทิ้งลูกเล็ก ๆ เอาไว้ในระหว่างการหลบหนีน่ะ ชาวบ้านชาวจีนก็เลยรับเด็กชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แล้วพอเด็กพวกนี้โตขึ้น เด็กพวกนี้ก็ได้อพยพไปอยู่ญี่ปุ่น และกลายมาเป็น subjects ของหนังสารคดีเรื่องนี้

 

8.หนังเรื่องนี้ยาว 2 ชั่วโมง แล้วเรื่องที่ให้สัมภาษณ์มันหนักสุด ๆ กันทั้งนั้น เราก็เลยขอโน้ตเรื่องที่สะเทือนใจเราเอาไว้แค่บางเรื่องแล้วกันนะ เรื่องที่หนักที่สุดสำหรับเราก็คือเรื่องแม่ ๆ ที่จำเป็นต้องฆ่าลูกเล็ก ๆ ของตัวเองนี่แหละ ตัวผู้ให้สัมภาษณ์คนนึงเล่าว่า พอโซเวียตบุก เธอกับครอบครัวและชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ ก็เลยต้องอพยพหนีตายกัน เธอแบกเด็ก 2 ขวบมาด้วยคนนึง เป็นลูกของเพื่อนบ้าน แต่ในระหว่างการเดินทางขึ้นเขา เด็กคนนี้กับเด็กอีก 2 คนร้องเสียงดังเพราะความหิว แม่ของเด็กก็เลยตัดสินใจฆ่าลูก ๆ ของตัวเองตาย เพื่อที่คนอื่น ๆ จะได้รอดชีวิตได้

 

แล้วมันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะการฆ่าเด็กเล็ก ๆ มันเกิดขึ้นต่อมาเรื่อย ๆ ในระหว่างการเดินทางหลบหนี มีแม่บางคนจำใจต้องโยนลูกเล็ก ๆ ของตัวเองลงบ่อน้ำ (แต่เหมือนเด็กรอดชีวิต ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์ก็ไม่แน่ใจว่ารอดชีวิตได้อย่างไร) แล้วผู้ให้สัมภาษณ์คนนึงก็เล่าว่า แม่ของเธอตัดสินใจฆ่าน้องสาววัย 5ขวบของเธอด้วย เพราะน้องสาววัย 5 ขวบของเธอร้องว่าอยากกิน sweet potatoes แม่ของเธอก็เลยให้คนเอาลูกของตัวเองไปฆ่า

 

เธอเล่าอีกด้วยว่า พี่ ๆ ของเธอไม่เคยให้อภัยแม่ของเธออีกเลยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา

 

9.พ่อ ๆ หลายคนก็ฆ่าลูกของตัวเองในเหตุการณ์นี้ด้วยเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่พ่อ ๆ ไม่ได้ฆ่าลูกเพราะความจำเป็นในการปกป้องชีวิตของคนอื่น ๆ ในระหว่างการเดินทางน่ะ แต่พวกเขาฆ่าลูก ๆ เพราะเห็นว่าศัตรูกำลังจะบุกมาถึงตัว และพวกเขาคงเห็นว่าการฆ่าเมียและลูก ๆ ของตัวเองและฆ่าตัวตายตาม อาจจะเป็นเกียรติกว่าการถูกศัตรูจับตัวไปมั้ง เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

ผู้ชายคนนึงเล่าว่า ในระหว่างการเดินทางอพยพหนีตายนั้น พอมีแววว่าศัตรูกำลังจะบุกมาถึง พ่อ ๆ หลายคนในขบวนผู้อพยพก็ตัดสินใจฆ่าเมียกับลูก ๆ ของตัวเองตายหมดเลยน่ะ ซึ่งรวมถึงเพื่อน ๆ ของผู้ให้สัมภาษณ์ด้วย (เขามีอายุราว 10 ปีมั้งตอนเกิดเหตุการณ์นั้น) แต่ผู้ให้สัมภาษณ์รอดตายมาได้ เพราะพ่อของเขาตายไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เขาก็เลยรอดชีวิต ไม่ถูกพ่อของตัวเองฆ่าตาย แต่เพื่อน ๆ ของเขาถูกพ่อ ๆ ของตัวเองฆ่าตายกันไปหลายคน

 

แต่สิ่งที่หนักที่สุดก็คือว่า พอพ่อ ๆ จำนวนมากฆ่าเมียกับลูก ๆ ของตัวเองตายกันไปหมดแล้ว แล้วกำลังจะฆ่าตัวตายตามครอบครัวตัวเองไป ปรากฏว่าดันเจอ “ทางหนี” พอดี พวกเขาก็เลยหนีมาได้ รวมถึงผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีอายุราว 10 ขวบด้วย

 

คือหนักที่สุด นึกว่า THE MIST (2007, Frank Darabont) คือก่อนหน้านี้เรานึกว่า THE MIST เป็น “เรื่องแต่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง” แต่พอเราได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้ เราก็เลยพบว่าเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นใน THE MIST นี่ มันเคยเกิดขึ้นจริงมาแล้ว และเกิดขึ้นกับคนจำนวนมากมายเลยด้วย ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเพียงคนเดียว

 

10. มีชาวญี่ปุ่น 500 คนทีฆ่าตัวตายหมู่ด้วย เพราะกลัวว่าจะถูกทหารโซเวียตจับไป จุดนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง LEVEL FIVE (1997, Chris Marker) มาก ๆ เพราะ LEVEL FIVE เล่าถึงเรื่องจริงในโอกินาวาที่นางพยาบาลชาวญี่ป่นจำนวนหลายร้อยคน (ถ้าจำไม่ผิด) ถูกทหารญี่ปุ่นใช้ไฟเผาทั้งเป็น เพราะพวกทหารญี่ปุ่นเห็นว่าการที่นางพยาบาลถูกฆ่าตายแบบนี้มีเกียรติกว่าการถูกทหารสหรัฐจับตัวไป

 

เหมือนมีอนุสรณ์สถานเล็ก ๆ อยู่ตรงจุดที่ชาวญี่ปุ่น 500 คนฆ่าตัวตายหมู่ในแมนจูเรียนะ ส่วนจุดที่นางพยาบาลชาวญี่ปุ่นหลายร้อยคนถูกทหารญี่ปุ่นฆ่าตายนี่ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ในโอกินาวามั้ง

 

11. แม่หลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้ฆ่าลูกของตัวเองที่ร้องเสียงดัง แต่แม่เหล่านี้ก็ใช้วิธีทิ้งลูกของตัวเองไว้ข้างทางแทนในระหว่างการหลบหนี ซึ่งรวมถึงลูก ๆ ที่เป็นเด็กทารกด้วย และผู้ให้สัมภาษณ์บางคนก็ยังคงฝังใจกับเหตุการณ์นี้ เพราะเธอไม่รู้ว่า เด็กทารกเหล่านี้จะถูกหมาป่าจับไปกินหรือไม่ หรือว่าอาจจะรอดชีวิต ถ้าหากมีชาวบ้านชาวจีนมาพบเห็น แล้วเก็บไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม

 

คนแก่ก็ถูกทิ้งไว้ข้างทางเหมือนกัน คือครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่อพยพหนีตายกันนี่ ก็พยายามเอาคนแก่ ๆ อพยพไปด้วยน่ะแหละ แต่คนแก่บางคนเห็นว่าตัวเองไม่มีแรงแล้ว แล้วจะถ่วงขบวน ทำให้การหลบหนีชักช้า หรืออะไรทำนองนี้ คนแก่เหล่านี้ก็เลยตัดสินใจไม่ไปต่อเอง ถึงแม้ครอบครัวจะต้องการให้พวกเขาหลบหนีไปด้วยก็ตาม

 

12.เด็กญี่ปุ่นบางคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางแล้วมีชาวจีนเก็บไปเลี้ยงก็มีชีวิตที่เลวร้าย เพราะเธอได้พ่อบุญธรรมชาวจีนที่เลวมาก คือตอนแรกเธอมีแม่บุญธรรมอยู่ด้วย แต่แม่บุญธรรมอยู่กับเธอได้แค่ปีเดียวแล้วก็ตาย เธอก็เลยต้องอยู่กับพ่อบุญธรรมที่ treat เธออย่างเลวร้ายสุด ๆ ซึ่งตอนเด็กเธอไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่พอเธอโตขึ้น พ่อบุญธรรมก็บอกความจริงกับเธอว่าเธอเป็นเด็กญี่ปุ่นที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางแล้วเขาเก็บมาเลี้ยง โดยตอนแรกนั้นเธอมีห่อผ้าติดมาด้วย ซึ่งมันใช้บ่งบอก identity ของเธอได้ว่าเธอเป็นลูกที่แท้จริงของใคร แต่เขาทิ้งห่อผ้านั้นไปแล้ว

 

เธอก็เลยร้องวี้ดหนักมาก เพราะถ้าไม่มีห่อผ้าอันนั้น เธอก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะตอนนั้นเด็กญี่ปุ่นที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางหลายคนในแมนจูเรียในปี 1945 พอโตขึ้นจนมาถึงทศวรรษ 1970 พวกเขาก็ได้อพยพไปอยู่ญี่ปุ่นกัน แต่เธออพยพไปไม่ได้ เพราะเธอไม่มีหลักฐาน เธอก็เลย “พลิกฟื้นผืนนาผืนไร่ทั้งผืน” คือพลิกแผ่นดินทั้งท้องนาท้องไร่ของเธอเพื่อหาห่อผ้านั้น แต่ก็หาไม่เจอ เธอก็เลยต้องอยู่ประเทศจีนไปจนตลอดชีวิต หนักที่สุด

 

13.แต่เด็กญี่ปุ่นที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางบางคนก็ได้พ่อบุญธรรมชาวจีนที่ดีมาก subject คนนึงพอได้อพยพกลับมาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว ก็เลยส่งเงินไปให้พ่อบุญธรรมที่จีนเป็นประจำ และติดต่อกันเป็นประจำจนถึงปัจจุบัน

 

14.ผู้ให้สัมภาษณ์คนนึงเล่าว่า แม่ของเขาอพยพหนีตายมากับลูก ๆ 4 คน แล้วหาอาหารกินไม่ได้ แม่กลัวว่าลูก ๆ 4 คนจะอดตาย แม่ก็เลยตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายชาวจีนคนนึงเพื่อจะได้ช่วยชีวิตลูก ๆ ทั้ง 4 แต่เราเข้าใจว่าผู้ชายชาวจีนคนนี้คงเป็นพ่อบุญธรรมที่ดีมากน่ะแหละ เพราะในหนังสารคดีเรื่องนี้ตัวผู้ให้สัมภาษณ์เดินทางกลับไปจีนเพื่อไปเคารพหลุมศพพ่อบุญธรรมด้วย

 

15.อีกหนึ่งความเหี้ยของทหารญี่ปุ่นก็คือว่า ตอนที่คนญี่ปุ่นอพยพหนีตายกันนั้น ทางเจ้าหน้าที่การรถไฟได้เตรียมรถไฟไว้ช่วยผู้อพยพในการเดินทางหลบหนีนะ แต่ทหารญี่ปุ่นมายึดรถไฟพวกนี้ไปหมดเลย เพื่อใช้รถไฟพวกนี้ในการอพยพครอบครัวของตัวเองและสัมภาระมากมายของนายทหารชั้นสูงเท่านั้น ผู้อพยพชาวญี่ปุ่นเหล่านี้ก็เลยไม่ได้ขึ้นรถไฟ เพราะถูกทหารญี่ปุ่นยึดเอาไปใช้เองจนหมด

 

16.แล้ววิบากกรรมมันไม่ได้จบแค่ตอนโซเวียตบุกแมนจูเรียนะ เพราะมันมีวิบากกรรมตอนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ด้วย คือในตอนนั้นมีหญิงญี่ปุ่นคนนึง เธอก็เป็นเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางในแมนจูเรียในปี 1945 เหมือนกัน เธอก็เลยเติบโตมาในจีน แล้วพอถึงช่วงปลายทศวรรษ 1960 เธอเกิดไปพบกองซากศพกระดูกคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่ภูเขาแห่งนึงในแมนจูเรียมั้ง ซึ่งคงเป็นกลุ่มคนที่ถูกฆ่าตายตั้งแต่ปี 1945 เธอก็เลยขอทางการจีนจัดตั้งอนุสรณ์สถานไว้ที่ตรงจุดนั้น

 

แต่พวก Red Guard หาว่าเธอเป็นสปายของญี่ปุ่น และการก่อตั้งอนุสรณ์สถานให้คนญี่ปุ่นถือเป็นการทรยศชาติ พวก Red Guard เลยจับตัวเธอไป แล้วตัดสินประหารชีวิตเธอ (เหมือนผู้พิพากษาก็อยู่ภายใต้การควบคุมของ Red Guard) แต่เนื่องจากเธอเป็นคนญี่ปุ่น การจะประหารชีวิตเธอได้นั้นต้องขออนุญาตจากโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนก่อน แต่พอโจว เอินไหลทราบเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าเธอไม่มีความผิด การตั้งอนุสรณ์สถานนั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เธอก็เลยรอดชีวิตมาได้จนถึงปัจจุบัน (เธออพยพมาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว)

 

17.ยังมีเรื่องราวของผู้ให้สัมภาษณ์อีกเยอะมาก แต่เราขอโน้ตไว้แค่นี้พอ สรุปว่าเป็นหนึ่งในหนังสารคดีที่หนักที่สุดที่ดูมาในชีวิต ไม่ทราบชีวิตของจริง ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง THE LAST RECIPE (2017, Yojiro Takita) ที่พูดถึงแมนจูเรียในทศวรรษ 1930 และนึกถึงหนังเรื่อง SONG OF THE EXILE (1990, Ann Hui) ที่พูดถึงสาวญี่ปุ่นที่แต่งงานกับคนจีนหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย