Wednesday, July 22, 2026

RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS

 

Peter Bradshaw แห่ง The Guardian เขียนถึง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) เราชอบมากที่มีโยงไปถึงหนังเรื่อง TRULY, MADLY, DEEPLY (1990, Anthony Minghella, UK) ด้วย

 

https://www.theguardian.com/film/2026/jul/20/a-useful-ghost-review-exhilarating-black-comedy-pits-thai-politics-against-a-haunted-hoover?fbclid=IwY2xjawTL4HZleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEep-EGbLalFD2vBobRFnq7V0Sjern2gK2k0z_b_XHlVj_KhEk28AgQWOfTPwg_aem__hzKiwXnw60rpJ5ervY9kA

+++

 

กลุ่มหนัง RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS ที่เราชื่นชอบสุดขีด

 

หนังที่ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานวรรณกรรม แต่ทำออกมากลายเป็นหนังที่ minimal มาก และแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง (ลิสท์นี้นับเฉพาะหนังที่เราเคยดูแล้วและชื่นชอบมันมาก ๆ)

 

1. DARK WAVES คลื่นมืด (2025, Teeranit Siangsanoh ธีรนิติ์ เสียงเสนาะ, 50.28 mins)

หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยาย THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

2. VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min)

ดัดแปลงจากนิยาย A CLOCKWORK ORANGE (1962, Anthony Burgess)

 

3. KING LEAR (1987, Jean-Luc Godard, USA, 90min)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TRAGEDY OF KING LEAR (1605, William Shakespeare)

 

4. EDWARD II (1991, Derek Jarman, UK)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TROUBLESOME REIGN AND LAMENTABLE DEATH OF EDWARD THE SECOND, KING OF ENGLAND, WITH THE TRAGICAL FALL OF PROUD MORTIMER  (1594, Christopher Marlowe)

 

5. AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia)

 

6. BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min)

ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland)

 

7. THE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, Achitaphon Piansukprasert, 10.05 min)  

8. THE OLD SCAR แผลเก่า (2016, Teeranit Siangsanoh, 12mins)

9. FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min)

ภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องนี้ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง “แผลเก่า” (1936, ไม้ เมืองเดิม)

 

10. 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

บันทึกความรู้สึกของเรา

 

1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “คลื่นมืด” ของ Teeranit เราก็ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะ wavelength ของเรากับของ Teeranit ตรงกันอย่างมาก ๆ อยู่แล้ว หนังทั้งเรื่องเหมือนเป็นแค่ home video บันทึกการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน และมีบางฉากที่ดูเหมือนมีการจัดวางตำแหน่งตัวละครแบบหนัง fiction แต่มันก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวใด ๆ ออกมาตรง ๆ หนังแทบไม่มีบทสนทนาเลย ยกเว้นฉากนึงที่พูดถึงนางเงือกหรืออะไรทำนองนี้

 

เราเพลิดเพลินกับการดูอะไรแบบนี้มาก ๆ และก็ช็อคมากเมื่อเห็นในเครดิตท้ายเรื่องว่า หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

เราไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้นะ แต่เราชอบ “การดัดแปลงวรรณกรรมให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่มีความแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง” และเราก็มั่นใจว่า หนังเรื่องนี้น่าจะแตกต่างจากตัวนิยายต้นฉบับอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะตัวหนังมันเหมือนกลั่นกรองเนื้อเรื่องและถ้อยคำต่าง ๆ ออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงชุดภาพของการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน

 

(จริง ๆ แล้วเราก็ช็อคด้วยที่ได้เห็นชื่อตัวเองเป็น “ผู้อำนวยการสร้าง” หนังเรื่องนี้ เพราะเราก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน 55555 เราเดาว่าสาเหตุอาจเกิดจากการที่เราเคยให้เงินคุณ Teeranit เมื่อ 10 กว่าปีก่อน (ก่อนที่เราจะสิ้นเนื้อประดาตัวจากอุบัติเหตุในปี 2016) ซึ่งเป็นเงินเพียงเล็กน้อย และเราก็ลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะมันนานกว่า 10 ปีแล้ว เราก็เลยช็อคที่ได้เห็นชื่อตัวเองในเครดิตท้ายหนังเรื่องนี้ แต่ก็ขอบคุณคุณ Teeranit มาก ๆ ที่ใส่ชื่อเราเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว)

 

2. พอเราได้ดู “คลื่นมืด” เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland) เพราะภาพยนตร์ไทยทั้งสองเรื่องนี้ มันก็เป็นการดัดแปลงวรรณกรรมต้นฉบับให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal แบบสุดขั้วเหมือน ๆ กัน

 

เราก็ไม่เคยอ่านตัวนิยาย CAMILLA เช่นกัน แต่เราชอบหนังเรื่อง BLOOD RAIN มาก ๆ เหมือนหนังทั้งเรื่องมันเป็นชุดภาพอะไรก็ไม่รู้ เลื่อนลอยไปมา เป็นก้อนสีสวยงาม ลึกลับ แต่เนื้อเรื่องได้ถูกกลั่นกรองทิ้งไปจนหมดแล้ว

 

เราชอบทั้ง BLOOD RAIN และคลื่นมืด มาก ๆ หนังทั้งสองเรื่องนี้มัน minimal มาก ๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนจุดเด่นที่แตกต่างกันระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะหนังของคุณ Achitaphon มักจะมีจุดเด่นที่การสร้างภาพแบบ digital และโลกที่ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง เหมือนเป็นโลกในระบบดิจิทัล, โลกบนละครเวที อะไรทำนองนี้

 

ส่วนหนังของคุณ Teeranit หลาย ๆ เรื่องสร้างมนตร์เสน่ห์ที่ทรงพลังมาก ๆ จากการจับภาพสิ่งธรรมดาสามัญในโลกแห่งความเป็นจริง ภาพของคน วัตถุ สิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่พอ gaze ของคุณ Teeranit ไปจับสิ่งนั้น แล้วนำมันมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ วัตถุสิ่งของในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นสิ่งที่มีพลังเร้นลับบางอย่างขึ้นมา

 

3. พอเรานำ Teeranit Siangsanoh กับ Achitaphon Piansukprasert มาเปรียบเทียบกัน เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งสองท่านนี้ เคยทำหนังเรื่อง “แผลเก่า” เหมือนกันด้วย และหนังทั้งสองเรื่องนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้ดีเช่นกัน

 

แผลเก่า ของคุณ Achitaphon ก็เป็นชุดภาพดิจิทัล เป็นก้อนสี เลื่อนลอยไปมา ถ้าหากเราจำไม่ผิด เนื้อเรื่องแผลเก่าของไม้ เมืองเดิม ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงวัตถุไม่กี่อย่าง

 

ส่วน แผลเก่า ของคุณ Teeranit เป็นการนำภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) มาดัดแปลงใหม่โดยใช้มันในแบบ found footage โดยเราจะได้เห็นภาพบางภาพจากแผลเก่าเวอร์ชั่นปี 1977 และได้ฟังเสียงที่มาจากหนังเรื่องนั้น ราวกับเป็นการคั้นเอา “หัวกะทิ” ของแผลเก่าปี 1977 ออกมา โดย Teeranit เลือกเอาเพียง 1% ของภาพและ 5% ของเสียงที่ตัวเองชื่นชอบจากหนังเวอร์ชั่นปี 1977 มาประกอบสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่

 

อันนี้เป็นความเห็นของทีมงาน Wildtype ที่มีต่อ “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh:

 

“WW : การที่หนังให้ความสำคัญกับเสียงมากกว่าภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามของบทสนทนาในหนังของเชิด ทรงศรี และความสามารถในการพูดบทสนทนาของสรพงษ์ ชาตรี ที่สามารถพูดบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นภาษาเขียน ออกมาได้อย่างไม่ขัดเขินและทรงพลังมากๆ องค์ประกอบด้านบทสนทนา+วิธีการพูดของตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยมองข้ามในอดีต แต่หนังเรื่องนี้ได้ช่วยขับเน้นมันออกมาให้เห็นเด่นชัด

 

CD : ธีรนิติ์หยิบแผลเก่าของ เชิด ทรงศรี มา tribute ในสไตล์ตนเองที่แทบตรงข้ามกับงานของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ เพราะเขาใช้ภาพเพียง 5 ภาพเท่านั้นตลอดการฉาย โดยบางช่วงอาจเป็นการ fade ซ้อนทับ บางช่วงปล่อยนิ่ง ผสมกับเสียงจากตัวหนังจริงที่ธีรนิติ์ใช้คำพูดต่าง ๆ ตัดต่อเรียงซ้ำเพื่อสร้างอารมณ์และให้คนดูหวนระลึกถึงภาพเคลื่อนไหวที่เคยเห็นจากความทรงจำ (ตอนดู ภาพความแค้นของขวัญต่ออีเรียมผุดขึ้นมาในหัวอย่างแจ่มชัด)

 

เป็นการ tribute ได้ทรงพลังและยอดเยี่ยมมาก ๆ

 

4. พอพูดถึงการดัดแปลง “แผลเก่า” ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal มาก ๆ แล้ว เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min) ด้วย ซึ่งเป็นหนังนักศึกษาที่ดัดแปลงมาจาก “แผลเก่า” เช่นกัน

 

ฝันเรียม ไม่ได้มีความ minimal มากเท่ากับภาพยนตร์ของ Teeranit และ Achitaphon เพราะว่า “ฝันเรียม” ยังคงมีเนื้อเรื่องอยู่ แต่มันมีการลดทอนความพยายามสร้างฉากและองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดูสมจริง มันเป็นหนังที่ไม่ต้องแคร์ความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป

 

ฉากที่ตราตรึงที่สุดใน “ฝันเรียม” คือฉากที่ตัวละคร “พายเรือบนบก” คือตามเนื้อเรื่องนั้น ฉากนี้ตัวละครควรจะพายเรือในลำคลอง แต่ทางทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้คงมองไม่เห็นความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องใช้คลองจริง ๆ ในฉากนี้ เพราะฉะนั้นนักแสดงก็เลยพายเรือบนบกไปเลย เพราะผู้ชมสามารถดูฉากนี้แล้วจินตนาการได้เองว่า “ตัวละครกำลังพายเรือในลำคลอง” ถึงแม้ดวงตาของผู้ชมจะมองเห็น “นักแสดงพายเรือบนบก” อยู่ก็ตาม

 

เราเคยดู “ฝันเรียม” เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ถึงเวลาจะผ่านมานาน 20 ปี เราก็ยังคงลืมหนังเรื่องนี้ไม่ลง

 

ในแง่หนึ่งเราก็เลยคิดว่า “ฝันเรียม” เหมือนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของเส้นตรงเส้นหนึ่ง จุดเริ่มต้นของเส้นตรงนั้น คือนิยาย “แผลเก่า” ของไม้ เมืองเดิม และสิ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวนิยายมาหน่อยบนเส้นตรงเส้นนั้น ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) และสิ่งที่อยู่ลำดับถัดมา ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง KWAN RIAM (2001, Sutthakorn Santithawat) กับ THE SCAR (2014, M.L. Pundhevanop Dhewakul) เพราะว่าหนังสามเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” และมีการสร้างฉากให้สอดคล้องกับตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจาก THE SCAR ของหม่อมน้อย ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง “ฝันเรียม” นี่แหละ เพราะฝันเรียมมี “เนื้อเรื่อง” แต่ “ฉากย้อนยุค” ได้ถูกตัดทิ้งไป และมีฉาก “พายเรือบนบก” ที่ต้องอาศัยจินตนาการของผู้ชมเข้าช่วยในการดูหนังด้วย “ฝันเรียม” ก็เลยเป็นหนังที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจากภาพยนตร์เรื่อง “ฝันเรียม” ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh ซึ่งเหมือนเป็นการลดทอนตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมลงจนเหลือเพียงแค่ภาพนิ่งไม่กี่ภาพ และเสียงพูด monologue ของตัวละคร

 

และสิ่งที่ตั้งอยู่อีกปลายสุดของเส้นตรงเส้นนี้ ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Achitaphon ที่ตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงแค่วัตถุไม่กี่อย่าง ลอยไปลอยมาอยู่บนจอภาพยนตร์

 

5. ในส่วนของหนังต่างประเทศนั้น หนังที่ดัดแปลงบทประพันธ์จนกลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ ก็มีเช่น VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง A CLOCKWORK ORANGE แต่ดัดแปลงมาจนมันกลายเป็นอะไรที่ดูไม่รู้เรื่องอีกต่อไป 55555

 

6. อีกหนึ่งในการดัดแปลงบทประพันธ์ที่เฮี้ยนสุดตีนมาก ๆ ก็คือ KING LEAR ของ Godard คือเรียกว่าไม่เสียชื่อ Godard จริง ๆ เพราะ KING LEAR เวอร์ชั่นนี้มัน “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป” มาก ๆ 55555

 

7. EDWARD II ของ Derek Jarman ก็อาจจะเข้าข่ายหนังกลุ่มนี้ด้วย แต่มันอาจจะไม่ได้ radical adaptation มากเท่ากับ VINYL ของ Warhol และ KING LEAR ของ Godard เพราะเรารู้สึกว่า EDWARD II มันยัง “เล่าเรื่อง” อยู่ มันยังคงมีเนื้อเรื่อง และตัวเนื้อเรื่องนี้อาจจะไม่ได้แตกต่างจากตัวต้นฉบับของ Christopher Marlowe มากนัก แต่ว่า EDWARD II มันใช้ฉากที่ minimal มาก ๆ คล้าย ๆ กับ “ฝันเรียม” และมันสร้างโลกที่ timeless มีทั้งสิ่งของโบราณและสิ่งของยุคปัจจุบันผสมอยู่รวมกัน

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทประพันธ์ต้นฉบับของ Christopher Marlowe นะ แต่เราก็ประทับใจกับความ minimal ทางฉากของ EDWARD II มาก ๆ น่ะ ซึ่งมันจะแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนังแบบ BRAVEHEART (1995, Mel Gibson) ที่เล่าเรื่องของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สองเหมือนกัน แต่หนังพยายามสร้างฉากทุกอย่างให้ดูสมจริง

 

จริง ๆ แล้วหนังแบบ EDWARD II ที่สร้างฉากย้อนยุคแบบ minimal สุดขีดนี้ ก็อาจจะจัดให้เข้าพวกได้กับหนังอย่าง PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer, France) และ LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson, France) นะ เพราะหนังสองเรื่องนี้ก็โคตร minimal เช่นกัน แต่หนังสองเรื่องนี้สร้างจากตำนานโบราณ และเน้นเล่าเรื่องตามตำนานโบราณ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) เราก็เลยไม่ได้นำมันมารวมไว้ในลิสท์หนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรม

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราประทับใจการดัดแปลงวรรณกรรมของมันมาก ๆ ก็คือ AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany) ที่ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia) เพราะว่า AFTERNOON เหมือนตัดทิ้งอารมณ์รุนแรง อารมณ์ melodrama ในตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมออกไปจนหมด เหลือเพียงแค่ “กลุ่มตัวละครมาพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศอย่างชิล ๆ สบาย ๆ”

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทละคร “นางนวล” ของเชคอฟนะ แต่เราเคยดูหนังเรื่อง “นางนวล” (1987, M.L. Pundhevanop Dhewakul) และ LA PETITE LILI (2003, Claude Miller, France) ที่ดัดแปลงจากเชคอฟมาแล้ว เราก็เลยทึ่งมาก ๆ กับ AFTERNOON ที่มันเหมือนลดทอนอารมณ์รุนแรงออกไปจนหมด เหลือเพียงตัวละครคุยกันอย่างชิล ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง คือกราบตีน Angela Schanelec มาก ๆ

 

9. หนึ่งในภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีดในกลุ่มนี้ ก็คือ 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

เราไม่เคยอ่านหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” นะ แต่เรารักหนังเรื่อง 30 อย่างรุนแรงมาก หนังเรื่องนี้ประกอบไปด้วยเสียง voiceover เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ แบบไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน แต่เหมือนเป็นเรื่องราวชีวิตของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง และมีเนื้อเรื่องบางส่วนเกิดขึ้นในนครชิคาโกของสหรัฐ และในเมืองหยางโจวของจีนด้วย

 

ในส่วนของ “ภาพ” นั้น หนังเรื่องนี้ให้ผู้ชมเห็นแต่เพียง “จุด” ต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา จนกระทั่งมันกลายเป็นสี่เหลี่ยม และคืนร่างเป็นจุดอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง

 

แต่ปรากฏว่า แค่เราได้ดูเพียงแค่ “จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา” ในหนังเรื่องนี้ เราก็แทบร้องไห้แล้ว เหมือนคุณ Tossapol เขาออกแบบการเคลื่อนที่ของจุดต่าง ๆ บนจอภาพยนตร์ ให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องในเสียง voiceover แต่มันเป็นการสอดคล้องกันในแบบที่เราไม่รู้ตัว กว่าเราจะรู้ตัวว่ามันทำปฏิกิริยากันอย่างรุนแรงในใจเรา มันก็บีบคั้นใจเราจนแทบร้องไห้แล้วในช่วงท้ายเรื่อง กราบตีนมาก ๆ

 

อีกสิ่งที่ minimal มาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือเครดิตช่วงท้ายเรื่อง ที่ขึ้นชื่อนักแสดงมาสองกลุ่ม กลุ่มแรกมี 4 คน ส่วนกลุ่มที่สองมี 10 กว่าคน

 

คือเราเห็นรายชื่อนักแสดงแล้วก็งงมาก เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นเพียงแค่ จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมาบนจอภาพยนตร์ เราก็เลยเดาว่า รายชื่อ 4 คนแรก น่าจะเป็น “ผู้พากย์” หรือ “เจ้าของเสียง voiceover”

 

ส่วนรายชื่อนักแสดง 10 กว่าคนในกลุ่มที่สอง เราเดาว่า นักแสดงเหล่านี้น่าจะเป็น “เพื่อนในชีวิตจริง” ของผู้กำกับ และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่อง 30 นี้ และบางทีจุดต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นเหมือนตัวแทนของพวกเขา แต่อะไรพวกนี้คือเราเดาเอาเองหมดเลยนะ

 

เพราะฉะนั้น 30 ก็เลยถือเป็นหนึ่งในหนังที่ minimal ที่สุดที่เราเคยดูมาในชีวิตนี้ แต่มันส่งผลสะท้านสะเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ และน่าจะถือเป็นการสร้างหนังโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ แต่ตัวหนังกลายเป็นอะไรที่แตกต่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมอย่างสุดขั้วมาก ๆ

+++

 

ช่วงนี้เราหยิบเทปม้วนนี้กลับมาฟังอีก UNTIL THE END OF THE WORLD SOUNDTRACK (1991)

 

เทปลิขสิทธิ์นี้ผลิตโดยค่ายวอร์เนอร์ และน่าจะออกวางแผงในไทยตั้งแต่ปี 1991 แต่ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราซื้อเทปม้วนนี้ในปี 1996 เพราะว่าในปีนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders) ที่คุณสนธยา ทรัพย์เย็น แห่ง Filmvirus นำมาจัดฉายที่ดวงกมล ซีคอนสแควร์

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง และก็ชอบเพลง SUMMER KISSES, WINTER TEARS ของ Julee Cruise ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราก็เลยตัดสินใจซื้อเทปเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ปรากฏว่า เวลาผ่านมานาน 30 ปีแล้ว เทปม้วนนี้ก็ยังคงฟังได้ดีอยู่ เราดีใจมาก ๆ แต่เสียดายที่ปกเทปนี้ไม่มีเนื้อเพลง อย่างไรก็ดี ปกเทปม้วนนี้ดีที่มีภาพประกอบสวย ๆ

 

ลำดับความชอบของเราที่มีต่อเพลงในอัลบัมชุดนี้ (ไม่นับเพลงบรรเลงในอัลบัม)

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. SUMMER KISSES, WINTER TEARS – Julee Cruise

 

2. CALLING ALL ANGELS – Jane Siberry with k.d. lang

 

3. DAYS – Elvis Costello

 

4. (I’LL LOVE YOU) TILL THE END OF THE WORLD – Nick Cave and the Bad Seeds

 

5. SAX AND VIOLINS – Talking Heads

 

6. THE ADVERSARY – Crime & The City Solution

เราเพิ่งรู้จักวงนี้ก็เมื่อเราได้ซื้ออัลบัมชุดนี้นี่แหละ

 

7. FRETLESS – R.E.M.

 

8. DEATH’S DOOR – Depeche Mode

 

9. IT TAKES TIME – Patti Smith & Fred Smith

 

10. MOVE WITH ME (DUB) – Neneh Cherry

Neneh Cherry นี่เป็นนักร้องคนโปรดของเรา แต่เพลงนี้สู้เพลงอื่น ๆ ในอัลบัมไม่ค่อยได้

 

11. LAST NIGHT SLEEP -- Can

 

12. SLEEPING IN THE DEVIL’S BED – Daniel Lanois

 

13. WHAT’S GOOD – Lou Reed

 

14. HUMANS FROM EARTH – T-Bone Burnett

 

15. UNTIL THE END OF THE WORLD – U2

 

U2 นี่ถือเป็นวงโปรดของเราวงนึงนะ แต่ไป ๆ มา ๆ เราดันรู้สึกเฉย ๆ กับเพลงนี้ ซึ่งแตกต่างจากเพลง FARAWAY, SO CLOSE! (1993) ที่เราชอบสุดขีด

+++

 

ลองถาม AI ว่า สินค้าจีนมียี่ห้ออะไรบ้าง เผื่อเราจะได้ไม่ไปอุดหนุนมันอีก

 

 

No comments: