Showing posts with label animation. Show all posts
Showing posts with label animation. Show all posts

Tuesday, September 15, 2026

FILMS SEEN ON 13 SEPTEMBER 2026

 

การวิดพื้นแบบไหล่กว้าง (Wide-Grip Push-Up) สามารถทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) หรือกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นได้ หากจัดวางท่าทางไม่ถูกต้องหรือแกนกลางลำตัวไม่มีแรงพยุงเพียงพอ [1]

แม้ว่าการกางแขนกว้างจะส่งผลกระทบและสร้างความเสี่ยงต่อ ข้อต่อหัวไหล่ โดยตรงเป็นอันดับแรก แต่ปัจจัยที่ทำให้ลามไปถึงกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกมีดังนี้ครับ:

ทำไมการวิดพื้น (โดยเฉพาะแบบไหล่กว้าง) ถึงเสี่ยงต่อหมอนรองกระดูก?

  • กระดูกสันหลังส่วนล่างแอ่นหรือหย่อน (Spinal Sagging): การกางแขนกว้างทำให้ร่างกายต้องรับน้ำหนักหน้าอกและลำตัวมากขึ้น หากกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core) ล้าหรือไม่มีแรงพยุง สะโพกและหลังส่วนล่างจะหย่อนลงพื้น ท่าที่หลังส่วนล่างแอ่นผิดรูปนี้จะเพิ่มแรงอัดและแรงเฉือนต่อหมอนรองกระดูกโดยตรง [1]
  • แรงดันในหมอนรองกระดูกเพิ่มสูงขึ้น (Compressive Loading): การอยู่ในท่าระนาบขนานกับพื้น ร่างกายต้องต้านแรงโน้มถ่วง หากมีการเกร็งหลังผิดจังหวะ หรือก้ม/แหงนคอมากเกินไปขณะวิดพื้น จะเกิดแรงเค้นสะสมที่กระดูกสันหลังส่วนคอหรือส่วนเอวได้ [1]

วิธีวิดพื้นให้ปลอดภัยต่อหมอนรองกระดูกและหัวไหล่

หากคุณต้องการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้ออย่างปลอดภัย ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและท่าทางดังนี้:

  • รักษาแนวทางกระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง (Neutral Spine): ตั้งแต่ศีรษะ คอ แผ่นหลัง สะโพก ไปจนถึงส้นเท้าต้องเป็นเส้นตรงขนานกับพื้นตลอดเวลา ห้ามปล่อยให้ท้องหรือสะโพกหย่อน [1]
  • ปรับมุมข้อศอก: แทนที่จะกางศอกออกไปด้านข้าง 90 องศา (ซึ่งมักเกิดในท่าจับกว้าง) ให้ลู่ข้อศอกลงมาทำมุมประมาณ 45 องศา กับลำตัว เพื่อลดแรงเค้นที่หัวไหล่ [1]
  • ปรับไปใช้วิธีที่แรงดันต่ำก่อน: หากเคยมีอาการปวดหลัง ควรเปลี่ยนไปใช้วิธี วิดพื้นกับกำแพง (Wall Push-Ups) หรือวิดพื้นแบบคุกเข่า เพื่อลดภาระการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง [1]

ข้อสังเกตสำคัญ: หากในขณะที่วิดพื้นหรือหลังจากวิดพื้นเสร็จ คุณรู้สึกปวดหลังจี๊ด ๆ ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา มีอาการชา หรือขาอ่อนแรง ให้หยุดทำทันทีเพราะนั่นคือสัญญาณเตือนว่าหมอนรองกระดูกอาจกำลังถูกกดทับ

+++

 

หนังที่เราได้ดูในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2026

 

In my preferential order

 

1.RIZAL’S MAKAMISA: PHANTASM OF REVENGE (2024, Khavn, Philippines/Germany, 73min, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป นึกว่ามีฉากคลาสสิคทุก 5 วินาที

 

One of my most favorite soundtracks of all time ดนตรีประกอบมันไพเราะสุดขีด

 

ชอบมากที่ Lav Diaz เล่นเป็น angry Jesus Christ ในหนังเรื่องนี้ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

2. HOW DARE YOU HAVE SUCH A RUBBISH WISH (2022, Mania Akbari, UK/Iran, documentary, 72min, A+30)

 

3. ALIPATO: THE VERY BRIEF LIFE OF AN EMBER (2016, Khavn, Philippines/Germany, 88min, A+30)

 

นึกว่าเป็นภาคต่อของ MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2012, Khavn, A+30)

 

4. BLUE LOCK (2026, Yusuke Taki, Japan, A+30)

+++

 

ใครจะดู HANUMAN ANSH (2026, Vishal Chaturvedi, India, 150min) รอบวันพรุ่งนี้ อาจจะต้องรีบซื้อตั๋วไว้ก่อนนะคะ เพราะตั๋วไปไวเหมือนกัน

+++

 

ความคาดหวัง (2003, นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์, sculpture)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1135403705671141

 

นิทรรศการ ONE PIECE ที่ Icon Siam

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02Fkx6ppoUqHXKx9i5Aycck4i3vWHZygEaHYvhiGc8pb2hxn8q36Dk9PHXN1bzzuXYl

 

ซูมเข้าไปดูความละเอียดลออของโปสเตอร์

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0296M78cgQFCfhgUwSYVpemzdcegxQddtCnLr5jpMuctRKRCkbq6x9JR6Ay5KC8DzXl

 

ซื้อแฟ้มนี้มาเพราะเรารักตัวละครตัวนี้ คุณ Subaru Okiya ในภาพยนตร์ชุด DETECTIVE CONAN

https://web.facebook.com/photo?fbid=10245654765126781&set=a.10234326669131461

 

หนังสือเกี่ยวกับ RITWIK GHATAK น่าอ่านสุดขีด

https://seagullbooks.org/products/ritwik-ghatak?fbclid=IwY2xjawUVAC5wZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR7TsCY1Ixw6jvDpYjBOA4BOON2inZJYj36PTFwvU7il59NplO-IeMtsjOtw9Q_aem_BvOzjiFA5VCF65qHBrZMdg

+++

วันนี้เราไปดูหนังฟิลิปปินส์ในเทศกาล BKKIFF ที่ไอคอนสยาม เราก็เลยแวะดูนิทรรศการ DETECTIVE CONAN 30TH ANNIVERSARY TV SERIES EXHIBITION ที่ไอคอนสยามด้วย

 

ตั๋วเข้างานแต่ละใบจะมีรูปตัวละครแบบสุ่ม เราสุ่มได้ตั๋วรูป Heiji Hattori เราก็เลยดีใจสุดขีด นึกว่าพลังแห่งความรักมีจริง 55555

 

แต่เสียดายที่นิทรรศการนี้เขาห้ามถ่ายรูป เหมือนในนิทรรศการมันมีราว ๆ 9 โซน แต่มันมีแค่ 2 โซนที่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ เราก็เลยแทบไม่ได้ถ่ายรูปอะไรเลยในนิทรรศการนี้

 

เป็นนิทรรศการที่ไม่มีคนดูเลยนะ มีเราเดินอยู่คนเดียวในนิทรรศการ

 

ก่อนเข้าไปดูในนิทรรศการนี้ เราแอบรู้สึกว่า ภาพในหนังชุด DETECTIVE CONAN มันดูหยาบมาก ๆ เมื่อเทียบกับหนัง animation โดยทั่วไป 55555 คือเราชอบหนังชุด DETECTIVE CONAN มาก ๆ น่ะ แต่เป็นการชอบที่ตัวเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ที่งานภาพ

 

แต่พอได้ดูนิทรรศการนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่า กว่ามันจะออกมาเป็นภาพแต่ละภาพใน TV series ได้นี่ มันก็ต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน งานหนักมากเหมือนกัน คือภาพที่เรารู้สึกว่ามันดู basic มาก ๆ ใน DETECTIVE CONAN นี่ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยกว่ามันจะออกมาเป็นอะไรแบบนี้ได้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid024iKnjDAcrjKLDLY4sn1HgeG4FGX1voWWzvXdf9Q1ci4Ev1etSCAL2yqtdXzkDJjSl

 

Monday, September 07, 2026

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

น่าสนใจ นึกว่าต้องปะทะกับ Joel-Peter Witkin และหนังของ Olivier Smolders

+++

 

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

เจ้าหน้าที่สถานทูตเม็กซิโกคนนึงหล่อมาก 55555

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้แค่ 3 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, 97min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติในเม็กซิโก ซึ่งตรงกับประเด็นที่เราสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงหนังเม็กซิโกยุคบุกเบิกด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่อง THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 223min, A+30) ซึ่งเคยมาฉายที่โรงลิโด และถือเป็นหนังที่เราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่หนังเรื่อง LA BOLA นี้ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Enrique Rosas และ THE GREY AUTOMOBILE ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในเม็กซิโก

 

เพิ่งรู้จาก LA BOLA ว่า เม็กซิโกมี genre หนังเกี่ยวกับการปฏิวัติด้วย เพราะเราไม่เคยดูหนังใน genre นี้มาก่อนเลย เหมือนหนัง genre นี้แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยากให้มีคนนำหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยมาก ๆ

 

ตัวอย่างหนังใน genre นี้

 

1.1 PRISONER 13 (1933, Fernando de Fuentes, 76min)

เกี่ยวกับกลุ่ม Huertistas

 

1.2 GODFATHER MENDOZA (1934, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Zapatistas

 

1.3 LET’S GO WITH PANCHO VILLA (1936, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Villistas

 

1.4 ENAMORADA (1946, Emilio Fernández)

 

1.5 HIDDEN RIVER (1948, Emilio Fernández)

 

2. SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30)

 

หนังเลสเบียนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ๆ แต่ประเด็นเรื่องเลสเบียนเป็นประเด็นรองในหนังนะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนสาวนักบาสที่สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เธอก็เลยออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง

 

3. LUNA NEGRA (2023, Tonatiuh García, Mexico, A+30)

 

หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีตัวละครบางตัวเป็นเลสเบียน

 

แล้วในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. หลังจากเราได้ดู SE BUSCA กับ LUNA NEGRA แล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง GIRLS LIKE GIRLS (2026, Hayley Kiyoko, A+30) ต่อ มันก็เลยกลายเป็นว่า วันนั้นเราได้ดูหนังเลสเบียน 3 เรื่องควบโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

หวังว่าหนังจะยืนโรงนานเป็นเดือนนะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

+++

 

สรุปความชีพจรลงง่ามตีนในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2026

 

1. ดูหนังเรื่อง INVISIBLE PEOPLE (2024, Alisa Berger, France/Germany, about Japan, documentary, A+30) รอบ 12.00 น. ที่ Doc Club ในตึก Cloud 11

 

2. ดูหนังเรื่อง DISTANT SHORES (2025, Thibault Verneret, France, documentary, A+30) รอบ 13.30 น. ที่ Doc Club

 

3. ดูหนังเรื่อง THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30) รอบ 14.45 น. ที่ Doc Club

 

เราขอจัดให้ THE CALF DOLL ไปอยู่ในลิสท์หนัง fiction ของเราเวลาเราจัดอันดับประจำปีนะ คือหนังเรื่องนี้มันมีความ documentary ผสมอยู่ด้วย แต่ถ้าให้เราจัดอันดับหนังของเราเอง เราเอาหนังเรื่องนี้ไปแข่งในสาย fiction แทนแล้วกัน 55555

 

4. นั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยสุขุมวิท 101/1 (ตรงข้ามตึก Cloud 11) ไปซีคอนสแควร์

 

5. ดูหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30) ที่ TCDC Commons ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

6. ดูงานวิดีโอ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, around 11min) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

7. ดูนิทรรศการ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

8. ดูนิทรรศการ CLOUDY AND FRIENDS: HAPPINESS IN THE ISAN COUNTRYSIDE (2026, Tanatip Nachalong) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

9. กินอาหารเย็นที่ร้าน Bratbox ซีคอนสแควร์

 

10. อยากไปดูหนังอินเดียเรื่อง MIRZAPUR: THE MOVIE (2026, Gurmmeet Singh, India, 195min) แต่เห็นคนแน่นโรง เราเลยเปลี่ยนใจไปดู ALL WISHES COME TRUE! (2026, Mu Zhengyang, China, animation, A+30) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รอบ 20.30 น. แทน

 

สรุปว่า วันนี้ออกจากอพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี ไปดูหนังสารคดี 3 เรื่องแถวปุณณวิถี เสร็จแล้วไปดูหนัง + video installation ที่ซีคอนสแควร์ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามา Central World เพื่อดูหนังจีน

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ 55555

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Saturday, May 30, 2026

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE

ขอเพิ่มชื่อคุณ Naween Noppakun กับ Tritos Termarbsri เข้าไปในรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นนักดนตรีด้วย

 

จริง ๆ แล้วเหมือนเพื่อนเราเคยตั้งข้อสังเกตด้วยนะ ว่าหนังไทยที่เป็น lyrical ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมี “ลักษณะการตัดต่อ” ที่อาจจะแตกต่างจากหนังไทยยุคก่อน ๆ ด้วย แต่เราไม่ถนัดและไม่มีความรู้เรื่องการตัดต่อ เราก็เลยวิเคราะห์เองไม่ได้ว่า หนังไทยยุคเก่ากับหนังไทยกลุ่ม lyrical มันมีลักษณะการตัดต่อแตกต่างกันอย่างไร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243870415919166&set=a.10223045281543822

 

++++

 

THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, second viewing, 19min, A+30)

 

+++

 

INSECT ALLEGORIES OF HIMMAPAN กีฏอุปมาในป่าหิมพานต์ (2026, Rutchanan Yodpanya, animation, A+30)

 

ชอบมากที่มีการสร้างสัตว์ในจินตนาการขึ้นมา โดยสมมุติว่าเป็นแมลงในป่าหิมพานต์

 

ดูในนิทรรศการ COMING OF AGE: PSG78 ART THESIS EXBITION at BACC

https://canva.link/usc2vlm7tamfojj

 

PERSONA PROJECTION ภาพฉายแห่งตัวตน (2026, Sutawan Panasantisuk, mixed media installation with video)

 

มีการฉาย animation ทาบทับลงไปบนตัว installation ในงานนี้ด้วย

 

GROWTH IN THE TRANSITION PERIOD การเปลี่ยนแปลงในวัยเปลี่ยนผ่าน (2026, Ponlakrit Kanjanarajit, animation, A+30)

 

เนื้อหาของ animation เรื่องนี้อาจจะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่เราก็ชอบสุดขีดอยู่ดี เพราะดูแล้วนึกว่ามันคือเรื่องของตัวเราเอง เรื่องของเด็กหญิงที่มีเพื่อนในจินตนาการเป็นแมวกับกระต่าย แต่พอเธอโตขึ้น เธอก็เหมือนต้องทิ้งเพื่อนในจินตนาการไป ใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่อยู่ในโลกที่ไร้สีสัน ในที่สุดเพื่อน ๆ ในจินตนาการของเธอก็เลยกลับมาช่วยเติมเต็มความสุขให้เธออีกครั้ง

 

มันก็คล้าย ๆ กับชีวิตของเรากับลูกหมีนั่นแหละ 55555

 

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE จากวันธรรมดาสู่นิทานจิตรกรรม (2026, Chonlathon Artmuang, animation, 21min, A+30)

 

1. กราบตีน ยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI ANIMATIONS OF ALL TIME ไปเลย

 

2. หนังเรื่องนี้เป็น stop motion ที่แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 6 chapters และมีลักษณะบางช่วงคล้ายการทำ graffiti ให้ออกมาเป็น animation

 

3. ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้เนรมิต “ซากบ้านร้าง” ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการระเบิดจินตนาการออกมา เพราะเราเองก็ชอบมองซากบ้านร้างแบบนี้เหมือนกัน

 

4. ชอบที่เนื้อเรื่องในแต่ละ chapter เหมือนต่อเนื่องกัน ตัวละครใน chapter นึงจะไปโผล่ใน chapter อื่น ๆ ด้วย

 

ถ้าจำไม่ผิด chapter แรก คือ “บ้านไร้คน”

Chapter ที่สอง คือ BIBIB เล่าเรื่องของก้อนอิฐสองก้อนที่มีชีวิต ทั้งสองก้อนออกจากบ้านร้างไปผจญภัย

 

Chapter ที่สามคือ THE BRUSH เล่าเรื่องของแปรงขัดพื้นที่มีชีวิต

 

Chapter ที่สี่คือ THE BRUSH 2

ไม่แน่ใจว่า มันคือ chapter นี้หรือเปล่าที่ตัวละคร The Brush ที่ซี่แปรงร่วงเกือบหมดแล้ว ได้มาเจอกับก้อนอิฐ และทั้งสองออกไปท่องเที่ยวด้วยกัน

 

Chapter ที่ห้า เราจำชื่อตอนไม่ได้ แต่เหมือนมีตัวละครที่คล้าย ๆ ผู้ร้าย และมีถุงขยะสีดำออกอาละวาด

 

Chapter ที่หก คือ “เป็นบ้าน” มีตัวละครก้อนอุจจาระที่มีชีวิตด้วย

 

5. ดูแล้วนึกถึง MUTO (2008, Blu, Argentina, animation, 8min) และ AN URBAN ALLEGORY (2024, JR, Alice Rohrwacher, France) เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้สร้างตัวละครจาก “รูปวาดบนกำแพง” และเหมือนให้ตัวละครเหล่านี้เคลื่อนไหวกระโดดจากกำแพงนึงไปอีกกำแพงนึง อะไรแบบนั้น

 

HOLLOW โพรงไม้ (2026, Akkarawin Krairiksh, video installation)

 

ชอบสุดขีด งดงามมาก ๆ งาน HOLLOW นี้ประกอบด้วยวิดีโอสองชิ้น ซึ่งก็คือ

 

1. SWAY วิดีโอต้นไม้เต้นระบำ (6min)

2. INSECT AND URGE วิดีโอการโต้ตอบของแมลงและสัตว์ (5.45min)

 

โดย HOLLOW นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ WIND, SUNLIGHT, THE MEMORY GARDEN (2026, Akkarawin Krairiksh) ในนิทรรศการ OFF THE RADAR, WE RISE at BACC

 

UNSEEN (2026, Anurak Khotchomphu, mixed media installation with video)

 

ชอบสุดขีด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ผลงานศิลปะนี้มีการฉายวิดีโอทาบทับลงไปบนตัว installation แล้วมันออกมาดูงดงามมาก ๆ ขลังมาก ๆ

 

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Eva Marie Saint นางเอกของ ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, A+30) และ NORTH BY NORTHWEST (1959, Alfred Hitchcock, A+30) ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยตอนนี้เธอมีอายุ 101 ปี (เธอเกิดวันที่ 4 ก.ค. 1924) และกำลังจะมีอายุครบ 102 ปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

อยากดูหนังอีกหลายเรื่องของ Eva Marie Saint มาก ๆ โดยเฉพาะ A HATFUL OF RAIN (1957, Fred Zinnemann), ALL FALL DOWN (1962, John Frankenheimer), THE SANDPIPER (1965, Vincente Minnelli), LOVING (1970, Irvin Kirshner), DON’T COME KNOCKING (2005, Wim Wenders)

+++

 

เนื่องจาก BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min) กำลังจะได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยนึกถึงบทความ LETTER TO AN ANGEL ที่ Tilda Swinton เขียนเพื่อรำลึกถึง Derek Jarman ในปี 2002 บทความนี้สามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ The Guardian นะ

 

บทความนี้มี quote ที่เราประทับใจหลายอันมาก ๆ อย่างเช่น

 

“They talk about the British film industry a lot these days. You remember that renaissance they all got moist about in the 1980s after Chariots of Fire won four Oscars - "The British are coming"? And then that thing with Henry V? Well, the renaissances are rolling themselves out pretty much yearly now, as director after director makes his or her first film and then graduates to making commercials.

 

It felt as if industrial films on these islands in those 1980s were made by people who could not quite get into television. ”

 

“I had run away to join a different circus myself: Planet Jarmania. You were the first person I met who could gossip about St Thomas Aquinas and hold a steady camera at the same time.”

 

“We sneaked under the fence, looked for - and found - our fellow travellers elsewhere. Here's the thought: slice the world longways, along its lines of sensibility, and not straight up and down, through its geographical markers, and company will be yours, young film-maker. Treason? To what?

 

The dead hand of good taste has commenced its last great attempt to buy up every soul on the planet, and from where I'm sitting, it's going great guns. Art is now indivisible from the idea of culture, culture from heritage, heritage from tourism, tourism from what I saw emblazoned recently on the window of an American chain store in Glasgow - "the art of leisure". ”

 

 

“Do these people not watch old movies? It's the spirited that hold the hands in the long run, it always was - the low-key for the long term, the irreverent, the cheats, the undaunted and inspired rule-breakers, not the goody-goody industrial types with their bedside manners and managerial know-how.

 

It is all done with smoke and mirrors, and it always will be. Not with memos and steering groups. Not with statistical evidence or test screenings. Don't they know the basic laws of being in an audience? That we say we want to know more about the villain, but we don't really; that we say we like happy endings, but our souls droop without the bittersweet touch of something we might recognise, as we bend from our fascinating and complex mortal world into the virtual dark and back again. That we say we want famous faces we can recognise, but there's one thing that a face that we identify as an actor's first and foremost cannot do for us that the face we might see as that of a person can do. It is human beings that are of use to us in the figurative cinema. Human shapes and gauchenesses and human passions. Not drama and perfect timing and a well-tuned charisma round every bend.

 

I have always wholeheartedly treasured in your work the whiff of the school play. It tickles me still and I miss it terribly. The antidote it offers to the mirror ball of the marketable - the artful without the art, the meaningful devoid of meaning - is meat and drink to so many of us looking for that dodgy wig, that moment of awkward zing, that loose corner where we might prise up the carpet and uncover the rich slates of something we might recognise as spirit underneath. Something raw and dusty and inarticulate, for heaven's sake. This is what Pasolini knew. What Rossellini knew. This is also what Ken Loach knows. What Andrew Kotting knows. What Powell and Pressburger, what William Blake knew. And, for that matter, what Caravaggio knew, painting prostitutes as Madonnas and rent boys as saints. No, Madonnas as prostitutes and saints as rent boys - there's the rub.”

 

“The challenges facing a film culture today? The possibility of film-makers losing the use of their own spirits. The paralysis of isolated, original voices. The existence of the student loan in the place of the student grant. The rarity of distributors with kamikaze vision. Too many conference tables. Too few cinemas. Too little patience. Pomp and circumstance. The concept of the "successful" product. The idea that there is not enough to go around. The eye to the main chance. The substitution of codependence for independence. The idea that it has to cost millions of pounds to make a feature film.”

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของ The Guardian นะ

 

LETTER TO AN ANGEL

https://www.theguardian.com/film/2002/aug/17/books.featuresreviews

+++

 

THE LIVING END (1992, Gregg Araki, USA, queer film, A+30)

 

ชอบที่ THE LIVING END มันบรรจุความโกรธแค้นต่อพวกเกลียดเกย์เอาไว้ได้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

สรุปว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิ.ย. 2026 มี

 

1. งาน video installation ของ Kongdej Jaturanrasmee ในงาน Hotel Art Fair

 

2. เทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

3. เทศกาลภาพยนตร์จีน ภาพแห่งเทียนถาน มีฉายหนัง THE SHADOWLESS TOWER (2026, Zhang Lu, China, 144min) ด้วย

 

4. มีฉายหนัง FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

5. เทศกาลหนัง TILFF สำหรับ queer films มีฉายหนัง BLUE (1993, Derek Jarman, UK)

 

ส่วนสัปดาห์ต่อ ๆ ไปในเดือนมิ.ย. มี

 

6. CCCL FILM FESTIVAL มีฉายหนัง SILENT FRIEND ที่นำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย

 

7. ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland)

At Thai Film Archive

 

8. EU FILM FESTIVAL

 

9. งานฉายหนัง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, 83min)

At Buffalo Bridge Gallery

 

10. MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda, Japan, 110min)

 

11. the 2nd Bangkok LGBTIQ+ Film Festival 26 June-5 July ที่จัดโดย Baturu

+++

 


Sunday, April 12, 2026

GOD IS GOD

 

เราเคยดูหนังเรื่อง LITTLE NICHOLAS – HAPPY AS CAN BE (2022, Amandine Fredon, Benjamin Massoubre, France, animation, 85min, A+30) ที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพในวันที่ 21 ต.ค. 2023 จำได้ว่าชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

+++

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: เนื่องจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, A+30) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยจะเสริมว่า หนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อ Madonna ด้วยนะ ซึ่งจะเห็นได้จากฉากนี้ในมิวสิควิดีโอเพลง BEDTIME STORY (1994) ของ Madonna ที่กำกับโดย Mark Romanek (STATIC, ONE HOUR PHOTO, NEVER LET ME GO) ฉากนี้คือได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก THE COLOR OF POMEGRANATES

 

https://youtu.be/CSaFgAwnRSc?si=x82gmyENcuvPVrZZ

 

เนื่องจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, A+30) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยถือโอกาสนี้แปะมิวสิควิดีโอเพลงนี้อีกรอบ ซึ่งก็คือมิวสิควิดีโอเพลง GOD IS GOD (1998) ของ Juno Reactor featuring Natacha Atlas มิวสิควิดีโอเพลงนี้ใช้ found footage ที่มาจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES และถือเป็น one of my most favorite music videos of all time เพราะถึงแม้มิวสิควิดีโอนี้จะไม่ได้ใช้ new footage ใด ๆ เลย แต่มันก็แสดงให้เห็นถึง “พลังของการตัดต่อ” ที่รุนแรงมาก ๆ มันเหมือนเป็นการเลือกใช้ found footage ที่มีอยู่แล้ว และนำมาตัดต่อให้เข้ากับดนตรีได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

พอดูมิวสิควิดีโอเพลงนี้แล้วก็ยิ่งตอกย้ำว่า THE COLOR OF POMEGRANATES นี่ถือเป็น “หนังที่มีฉากคลาสสิคทุก ๆ 5 วินาทีของจริง”

https://youtu.be/KU-AzCXbLG8?si=D7qB6MLzrFKU79cu

+++

 

วันนี้เราพยายามจัดเก็บเอกสารเก่า ๆ ปรากฏว่าใช้เวลานานมาก เพราะพอหยิบเอกสารเก่าแต่ละชิ้นขึ้นมาดู มันก็กระตุ้นให้รำลึกถึงความหลัง คิดถึงอดีตที่ผ่านพ้นเลยลับไปแล้ว ไม่หวนกลับมาอีก นึกว่าพอหยิบเอกสารเก่าขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก็หลุดเข้าไปในหนัง Alain Resnais หนึ่งเรื่อง กว่าจะหลุดออกมาจากหนังแต่ละเรื่อง และเก็บเอกสารหนึ่งชิ้นลงลังได้ ก็ใช้เวลานานพอสมควร 55555

 

อย่างอันนี้ เป็นบันทึกการเข้างานสายของตนเองในปี 1996-1997 หรือเมื่อราว 30 ปีก่อน ตอนนั้นเวลาทำงานของเราคือ 05.00-14.00 น. โดยมีการตอกบัตรเข้างาน

 

พอดูเอกสารเก่าชิ้นนี้แล้วก็ทึ่งกับตัวเองเหมือนกัน เหมือนตอนนั้นเราคงต้องตื่นนอนตอนตี 3 ครึ่งมั้ง แล้วก็รีบอาบน้ำ นั่งรถเมล์ประเภทที่วิ่งตลอดทั้งคืนเพื่อไปให้ถึงออฟฟิศก่อนตี 5 ประทับใจมากที่วันที่ 8 ม.ค. 1997 เราไปถึงออฟฟิศตอน 04.29 น. และวันที่ 23 ม.ค. 1997 เราไปถึงออฟฟิศตอน 04.30 น. เห็นแล้วก็นึกถึงความสุขของการเดินเข้าไปในออฟฟิศตอนตี 4 ครึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน เป็นความสุขที่เลยลับไปแล้ว ไม่หวนกลับมาอีก ยกเว้นแต่จะมีใครเสนองานดี ๆ ให้เราที่ต้องเข้าออฟฟิศช่วงตี 4 ตี 5 อีก (เสนอมาได้นะคะ)

 

เอกสารมันบันทึกไว้ด้วยว่า วันที่ 20 ธ.ค. 1996 เราไปถึงที่ทำงานตอน 04.33 น. แต่เราออกจากออฟฟิศตอน 07.52 น. เหมือนเราทำงานแค่ 3 ชั่วโมงในวันนั้น แล้วก็ลางานแบบ without pay

 

จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่า เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. 1996 ทำไมวันนั้นเราทำงานแค่เพียง 3 ชั่วโมง แต่เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะวันนั้นเพื่อนร่วมงานที่ทำกะเช้าเหมือนกับเราชิงลางานไปก่อนหน้าเรามั้ง เราก็เลยลางานในกะเช้าไม่ได้ เราก็เลยต้องเข้าไปทำงาน 3 ชั่วโมงในตอนเช้า แล้วเราค่อยลางานเอาในช่วงสาย ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เพื่อนร่วมงานกะสายสามารถทำงานแทนเราได้

 

อยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตเป็นสาวออฟฟิศเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนอีก เหมือนช่วงนั้นเรานอนแค่ 3-5 ชั่วโมงต่อวัน เราก็ทำงานได้ตลอดทั้งวันแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เราต้องนอนถึง 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เหนื่อยกับสังขารจริง ๆ

+++

 

วันนี้จัดห้อง คุ้ยลังเก่า ๆ ก็เจอคุ้กกี้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราน่าจะได้มันมาตั้งแต่ปี 2020 มั้ง แต่ตอนนั้นเรารู้สึกเสียดาย เราก็เลยไม่กินมัน มันก็เลยอยู่รอดมาจนถึงปี 2026 โดยที่ตัวคุ้กกี้มันก็คงหมดอายุไปนานหลายปีแล้ว 55555 ไม่นึกว่าคุ้กกี้อะไรแบบนี้จะคงรูปทรงของมันเองไว้ได้นานถึง 5-6 ปี

+++

 

YOU GOT IT ALL (1985) – The Jets

 

I, I was the game he would play
He brought the clouds to my day
Then like a ray of light
You came my way one night
Just one look and I knew
You would make everything clear
Make all the clouds disappear
Put all your fears to rest
Who do I love the best
Don't you know, don't you know?

You've got it all over him
You got me over him
Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not
Just look what I've got
'Cause you've got it all
Over him

No, don't let him worry you so
Once I met you, I let go
Oh, you can surely see
You're so much more to me

Just one look and I knew
You would make everything clear
Make all the clouds disappear
You're better than all the rest
Who do I love the best
Don't you know, don't you know?

You've got it all over him
You got me over him
Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not (all that he's not)
Just look what I've got (look what I got)
'Cause you've got it all (you've got it all)
All over him (you got it all over him)
(You got me over him)

Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not (all that he's not)
Just look what I've got (look what I got)
'Cause you've got it all (you've got it all)
All over him (you got it all over him)
(You got me over him)

Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me-

  

Monday, February 09, 2026

JAMNIME FILM FESTIVAL 2026

 

2. THE GARDEN OF SINNERS: A STUDY IN MURDER – PART 1 (2007, Takuya Nonaka, Japan, animation, 61min, A+30) + THE GARDEN OF SINNERS: THE HOLLOW SHRINE (2008, Teiichi Takiguchi, Japan, animation, 46min, A+30)

 

ตัวละครพระเอก Mikiya Tokutou พูดคำว่า “Tadaima” ในหนังเรื่องนี้

 

3. AIKATSU X PRIPARA THE MOVIE: MIRACULOUS MEETING (2025, Ryuichi Kimura, Makoto Moriwaki, Takahiro Okawa, Japan, animation, 75min, A+)

 

มีตัวละครพูดคำว่า Tadaima ในหนังเรื่องนี้

 

ตัวละคร Mikiya Kokutou ใน THE GARDEN OF SINNERS นี่ดูเป็น HOT NERD มาก ๆ พอเราดูหนัง animation เรื่องนี้แล้วก็จินตนาการในทันทีว่า ถ้าหากเขาเป็นมนุษย์ เขาก็คงดูเหมือนในรูปนี้

 

สรุปหนังที่ได้ดูใน JAMNIME FILM FESTIVAL 2026 และบันทึกชีวิตการกินอยู่ในพารากอน

 

หนังที่ได้ดูในเทศกาลนี้

 

1. GHOST IN THE SHELL 2.0 (2008, Mamoru Oshii, Japan, animation, 83min, A+30)

เราเคยดูเวอร์ชั่นปี 1995 ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียมเมื่อราว 25 ปีก่อน ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เวอร์ชั่นนั้นมันฉายแบบฟิล์ม 35 มม. แล้วมันโหลดฟิล์มผิด มีฟิล์มกลับหัวอยู่ราว 15 นาทีช่วงกลาง ๆ เรื่อง แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเราจำถูกหรือเปล่านะ มีใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นบ้างเมื่อราว ๆ ปี 2000

 

2. GHOST IN THE SHELL 2: INNOCENCE (2004, Mamoru Oshii, Japan, animation, 100min, A+30)

 

3. LUPIN THE IIIRD THE MOVIE: THE IMMORTAL BLOODLINE (2025, Takeshi Koike, Japan, animation, 93min, A+30)

 

4. LINDA LINDA LINDA (2005, Nobuhiro Yamashita, Japan, 114min, A+30)

 

5. DORAEMON: NOBITA AND THE GALAXY SUPER-EXPRESS (1996, Tsutomu Shibayama, Japan, animation, 97min, A+30)

 

6. THE GARDEN OF SINNERS: A STUDY IN MURDER – PART 1 (2007, Takuya Nonaka, Japan, animation, 61min, A+30) + THE GARDEN OF SINNERS: THE HOLLOW SHRINE (2008, Teiichi Takiguchi, Japan, animation, 46min, A+30)

 

7. GUNDAM WING: THE MOVIE -- ENDLESS WALTZ (1998, Yasunao Aoki, Nana Harada, Japan, animation, A+30)

 

8. AIKATSU X PRIPARA THE MOVIE: MIRACULOUS MEETING (2025, Ryuichi Kimura, Makoto Moriwaki, Takahiro Okawa, Japan, animation, 75min, A+)

 

พอมีการจัดเทศกาลหนังที่พารากอนแบบนี้ เราก็เลยจดบันทึกไว้ดีกว่าว่า การกินอยู่ของเราในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ที่พารากอนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้าง

 

1. ในช่วงที่มีการจัด film festival ที่พารากอนในช่วงปี 2006-2010 นั้น ส่วนใหญ่เรากินอาหารในระหว่างรอบหนังที่ food court ชั้น G เพราะมัน “ถูกและรวดเร็ว” และก็ดื่มกาแฟที่ Starbucks

 

2. แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา food court ชั้น G คนแน่นมาก ๆ เพราะฉะนั้นในบางครั้งเราก็ต้องกินอาหารใน Starbucks ไปเลย แต่ Starbucks มันก็มีแต่อาหารแบบเบเกอรี่ให้เลือกแค่ไม่กี่ประเภท

 

3. บางครั้งเราก็เลยต้องกินอาหารที่ Burger King ชั้น G แต่การเดินทางจากชั้น 6 มาชั้น G บางครั้งก็ใช้เวลานานเกินไป

 

4. บางครั้งเราก็กินอาหารที่ McDonald’s ชั้น 5 แต่ที่นั่งในแมคโดนัลด์มันน้อยมาก หลาย ๆ ครั้งเราก็หาที่นั่งในแมคโดนัลด์ไม่ได้

 

5. บางครั้งเราก็เลยใช้วิธีซื้ออาหารประเภทเบเกอรี่จากร้านเบเกอรี่ที่มีให้เลือกมากมายที่ชั้น G แล้วก็มาหาที่นั่งกินตรงชั้น 6 บริเวณที่รอลิฟท์ แล้วก็ซื้อกาแฟ Starbucks

 

6. แต่ในเทศกาล JAMNIME ครั้งนี้ เราพบอีกทางเลือกใหม่ นั่นก็คือ เรากินข้าวมันไก่ในร้าน FATT CHICKEN RICE ในโซน Nextopia ชั้น 4 เพราะข้าวมันไก่มันเป็นอาหารที่ “เร็ว” พอ ๆ กับร้าน Fast Food ต่าง ๆ เหมาะมาก ๆ สำหรับการกินระหว่างรอบหนังที่ติด ๆ กัน

 

7. หลังจากกินข้าวมันไก่ในโซน Nextopia ชั้น 4 แล้ว เราก็มาดื่มกาแฟที่ร้าน Dots Coffee ในโซน Nextopia ชั้น 6 ร้านนี้มีสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ก็คือ พนักงานเป็น visually impaired persons หรือผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น แต่ร้านนี้ก็ทำกาแฟได้รวดเร็วพอ ๆ กับ Starbucks เราก็เลยมักจะมาอุดหนุนร้านนี้เป็นประจำในระยะหลัง

 

ก็เลยดีใจที่ตอนนี้เรามีทางเลือกใหม่ อย่างวันนี้เราดู DORAEMON: NOBITA AND THE GALAXY SUPER-EXPRESS รอบ 11.00 น. แล้วก็ต่อด้วย THE GARDEN OF SINNERS: A STUDY IN MURDER – PART 1 รอบ 13.30 น. เราก็เลยมีเวลากินอาหารน้อยมาก เพราะฉะนั้นพอเราดูโดเรม่อนเสร็จ เราก็เลยรีบวิ่งไปกินข้าวมันไก่ที่ Fatt Chicken และต่อด้วยการดื่มกาแฟที่ Dots Coffee แล้วก็รีบกลับมาดู THE GARDEN OF SINNERS ซึ่งก็ปรากฏว่าเราเข้าไปดูหนังได้ทันค่ะ ไม่เลทแต่อย่างใด

++++

 

ประทับใจดีเจที่เลือกเปิดเพลงในโซน Nextopia ของพารากอนมาก ๆ เพราะคราวก่อนเราเจอเพลง WEAK (1992) ของ SWV พอมาวันนี้เราเจอเพลง HEY MR. D.J. (1994) ของ Zhané คือเลือกเพลงมาได้โดนใจดิฉันมาก ๆ ค่ะ 55555

++++

 

Favorite Soundtrack: PRESENT (1990) by Jitterin’ Jinn in the film LINDA LINDA LINDA (2005, Nobuhiro Yamashita, Japan, 114min, A+30)

 

 

น้ำตาแทบไหลตอนที่ตัวละครใน LINDA LINDA LINDA ร้องเพลงของวง Jitterin’ Jinn ในช่วงต้นเรื่อง เพราะมันเป็นเพลงที่ดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์เคยเปิดในรายการวิทยุของเขาทาง 88FM ในช่วงต้นปี 1990 ช่วงที่เรากำลังจะเรียนจบม. 5 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา

 

เพราะฉะนั้นพอตัวละครใน LINDA LINDA LINDA ร้องเพลงนี้ เราก็เลยนึกถึงดีเจสุทธิธรรม และอดีตแห่งความสุขในช่วงเวลานั้นมาก ๆ

 

https://youtu.be/jQILVt98cmU?si=pfOiPgxpVlPRA0P-

 

Thursday, February 05, 2026

KINGKAEW

 

ซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT IN HOLLYWOOD เล่ม 2 ของ Osamu Yamamoto ส่วนเล่ม 1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024

+++++++

 

MARIAM (2020, Dana Durr, Palestine, animation, 5min, A+30)

 

CACHE-CACHE (2012, Dia’ Azzeh, Palestine, animation, 4min, A+30)

 

HOMELAND (2023, Faiza Afifi, Palestine, animation, 2min, A+25)

 

CHECKPOINT (2021, Jana Kattan, Palestine, animation, 6min, A+30)

 

HIDE AND SEEK (2024, Rami Abbas, Palestine, animation, 7min, A+25)

 

MEMORY OF THE LAND (2017, Samira Badran, Palestine, animation, 13min, A+30)

 

สุดฤทธิ์ กราบตีนมาก ๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน

++++

 

เรายังไม่เคยดูหนังของ Kazuhiko Hasegawa และ Toshiharu Ikeda เลย เพิ่งรู้ว่า Toshiharu Ikeda เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายขณะที่เขาอายุ 59 ปี เราอยากดู SUKEBAN MAFIA (1980, Toshiharu Ikeda) มาก ๆ

+++

 

ฉันรักเขา Hideki Nagayama from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

 

ฉันรักเขา Ryota Omi from OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+) and (LOVE SONG) (2025, Weerachit Thongjila, A+25)

 

ฉันรักเขา Ahan Shetty from BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  เขาสูง 185 เซนติเมตร

+++

OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)

VS. BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-) 

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

1. จริง ๆ แล้วตัวหนัง OMUKADE ออกมาดีกว่าหนังสัตว์ยักษ์ที่ใช้โลเกชั่นใกล้เคียงกันเรื่อง “โบอา งูยักษ์” (2006, ชนินทร เมืองสุวรรณ) มาก ๆ คือเรารู้สึกว่า OMUKADE เป็นหนังที่ตั้งอกตั้งใจทำมากพอสมควร

 

แต่เสียดายที่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุก และเราไม่รู้สึกผูกพันใดๆ กับตัวละครในหนังน่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอย่าง THE DESCENT (2005, Neil Marshall, UK, A+30) ที่ถือเป็น benchmark สำหรับเราในการใช้เทียบกับหนัง cave thrillers เรื่องอื่น ๆ

 

2. ชอบ premise ของ OMUKADE ชอบการใช้ตัวประหลาดเป็นคล้าย ๆ ตะขาบยักษ์ที่พ้องกับตำนานญี่ปุ่น และชอบการเซ็ตเรื่องให้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในไทย

 

จุดที่ชอบมาก ๆ คือนางเอกเป็นสาวชาวเขาที่มีวิทยายุทธพอตัว คือฉากเปิดตัวนางเอกที่ฆ่านายพลญี่ปุ่นนี่เป็นสิ่งที่เราชอบมาก แต่เสียดายที่หลังจากนั้นนางเอกก็เหมือนแทบไม่ได้ใช้ความสามารถทางการต่อสู้อย่างเต็มที่อีก

 

3. ถึงแม้เราจะชอบไอเดียตั้งต้นของ OMUKADE แต่พอเนื้อเรื่องมันเข้าไปอยู่ในถ้ำแล้ว หนังเหมือนไม่สามารถสร้างรายละเอียดสถานการณ์ให้มันลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้นได้มากพอสมควร เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก

 

4. และเราก็ไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครใด ๆ ใน OMUKADE ด้วย ระดับความลุ้นของเราก็เลยลดลงไปอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครในหนังเรื่องนี้ หรือเป็นเพราะว่าหนังแทบไม่ได้ให้ปูมหลังใด ๆ ของตัวละครแก่เรา ซึ่งเราว่าปัญหานี้คล้าย ๆ กับ PRIMITIVE WAR (2025, Luke Sparke, Australia, A+15) ที่มันให้ตัวละครหนีตายจากสัตว์ประหลาดไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางสงครามเหมือนกัน โดยที่หนังแทบไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครเลย แต่เหมือนสถานการณ์ใน PRIMITIVE WAR มันสนุกกว่าหน่อย เราก็เลยชอบ PRIMITIVE WAR มากกว่า

 

แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชมแต่ละคนจะรู้สึกไม่เหมือนกันนะ เพราะผู้ชมแต่ละคนก็จะรู้สึกผูกพันกับตัวละครในหนังในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างตัวเรานั้นจะรู้สึกผูกพันกับตัวละครใน THE BAYOU มฤตยูงาบ (2025, Taneli Mustonen, Brad Watson, UK, A+25) และตัวละคร “กลุ่มครอบครัวล่องเรือ” ใน JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30) มาก ๆ คือเราจะรู้สึกลุ้นเอาใจช่วยตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ แต่ผู้ชมหลาย ๆ คนก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรา 55555

 

5. พอดู OMUKADE จบ เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันยาวขึ้นอีก 15 นาที เพื่อขยายพื้นที่ให้ตัวละครในหนังมีชีวิตเป็นของตัวเองมากขึ้น ไม่ได้เป็นตัวละครที่ “มีชีวิตเพื่อหนีตะขาบยักษ์ในช่วง WWII” เพียงอย่างเดียว เราอาจจะชอบหนังมากขึ้นหรือเปล่านะ หรืออย่างน้อยมีฉากทหารญี่ปุ่นถอดเสื้อเยอะ ๆ ก็ยังดี 55555

 

6. หลังจากเราดู OMUKADE เราก็ได้ดู BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)  ซึ่งเหมือนมาช่วยตอบคำถามในข้อ 5 ของเรา เพราะว่า BORDER 2 มีหน้าหนังเป็น “หนังสงคราม” เราก็เลยนึกว่ามันจะต้องเป็น “หนังแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่านตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม” อะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปดูจริง ๆ หนังมีฉากสงครามแค่ราว 50% ได้มั้ง ส่วนอีก 50% ที่เหลือเป็นฉากทหารร้องเพลงเต้นรำ, ทหารจีบสาว, ชีวิตก่อนการรบในสงคราม อะไรแบบนี้

 

เพราะฉะนั้นในทางทฤษฎีแล้ว BORDER 2 น่าจะเข้าทางเรา เพราะโครงสร้างของหนังมันเข้าทางเรามาก ๆ หนังให้เวลาราว 90 นาทีแรกไปกับการพูดถึง “แง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตทหาร” ที่ไม่ใช่การรบในสงคราม เราได้ดูชีวิตของทหารแต่ละคนขณะอยู่ในค่ายทหารและขณะอยู่ที่บ้าน พวกเขาถูกสร้างให้ดูเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น แล้วพวกเขาค่อยเข้าสู่สนามรบอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงครึ่งหลังของหนัง

 

7. เราก็เลยรู้สึกว่า ในทางโครงสร้างแล้ว BORDER 2 มันน่าสนใจมาก ๆ คือโครงสร้างของมันคือ “90 นาทีแรกเป็นชีวิตครอบครัวทหาร ส่วน 110 นาทีที่เหลือเป็นการต่อสู้ในสนามรบ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มันเข้าทางเรามากกว่า OMUKADE ที่ให้ตัวละครมา “สู้กับทหารญี่ปุ่น แล้วก็สู้กับตะขาบยักษ์” โดยไม่ได้เล่าถึงชีวิตตัวละครมากไปกว่านั้น

 

แต่ถ้าหากมองโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราก็ชอบ OMUKADE มากกว่าเยอะนะ เพราะเราชอบ OMUKADE ในระดับ A+ และชอบ BORDER 2 ในระดับ A-

 

8. สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะว่า ถึงแม้ BORDER 2 ให้เวลาไปกับการ “ปูภูมิหลังของตัวละคร” อย่างเต็ม ๆ ถึง 90 นาที แต่เนื้อหาในช่วง 90 นาทีแรกนั้น มันรับใช้ “ความเป็นชาตินิยม” และ “ความเป็นอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขีดมาก คือแบบชีวิตทหารแต่ละคนนี่มัน “รักขนบธรรมเนียมประเพณี” อย่างรุนแรงจริง ๆ

 

คือถึงแม้ตัวละครใน BORDER 2 จะได้ใช้ชีวิตอยู่นอกสนามรบ ในช่วง 90 นาทีแรกของหนัง แต่ช่วง 90 นาทีนั้น มันก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่เชิดชู “การใช้ชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม” อย่างสุดขั้ว มันก็เลยไม่ได้ช่วยให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เรายิ่งชอบหนังเรื่องนี้น้อยลงไปอีก ถึงแม้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้มันจะเข้าทางเราก็ตาม 55555

 

9. ก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มีจุดอ่อนที่แตกต่างกันไปในสายตาของเรา เพราะเรามองว่า OMUKADE ให้ภูมิหลังของตัวละครน้อยเกินไปจนทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร

 

ส่วน BORDER 2 นั้น ให้ภูมิหลังของตัวละครเป็นเวลานานถึง 90 นาที แต่ภูมิหลังที่ให้มานั้นกลับทำให้เรารู้สึกหมั่นไส้ความอนุรักษ์นิยมของหนังอย่างรุนแรงมาก ๆ 55555

+++

ฉันรักเขา ภาคียะ โพธิ์เงิน จาก KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

+++

 

KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)

VS. RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-)

 

ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย 555

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. สำหรับเรา ทั้ง “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-) นี่ประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน คือเรามองว่าหนังทั้งสองเรื่องมันมี “วัตถุดิบ” บางอย่างที่เอื้อให้มันสามารถกลายเป็นหนังที่ดีสุดขีดมาก ๆ ได้ แต่อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางหนังทั้งสองเรื่องไม่ให้เปล่งศักยภาพของตัวเองออกมาได้ ก็คือหนังทั้งสองเรื่อง “เลือก GENRE ผิด” มันไปเลือก genre หนังสยองขวัญ และมันพยายามจะเร้าอารมณ์ตามวิธีการเดิม ๆ ของหนังสยองขวัญ แทนที่จะโฟกัสจุดที่ควรจะเป็น หนังทั้งสองเรื่องก็เลยออกมาไม่เข้าทางเราในที่สุด

 

แต่เราก็ไม่ได้เกลียดหนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” แต่อย่างใดนะ เราชอบในระดับ A+15 เพราะเราว่ามันก็ดูเพลิน ๆ ดีสำหรับเรา, มีจุดที่น่าสนใจ และเราเหมือนถูกโฉลกกับหนังหลาย ๆ เรื่องของเอกชัย ศรีวิชัยอยู่แล้ว คือเขาไม่ใช่คนที่ทำหนังเข้าทางเราซะทีเดียวนะ แต่เรา enjoy กับหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา เหมือน wavelength มันใกล้เคียงกันในระดับนึง

 

2. เราว่าไอเดียตั้งต้นของหนังทั้งสองเรื่อง ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในตัวมันเองด้วย เพราะ “กิ่งแก้ว” มันได้รับแรงบันดาลใจจากคดีอาชญากรรมจริง เพราะฉะนั้นหนังมันก็เลยอาจจะไม่สามารถทำบางอย่างได้ตามใจตัวเองมากนัก ส่วน RETURN TO SILENT HILL นั้น การที่หนังมันต้องรับใช้ตัววิดีโอเกมที่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นศักยภาพของหนังไว้ด้วยเช่นกัน

 

3. ในส่วนของ “การเลือก genre ผิด” นั้น เรามองว่า ถ้าหาก “กิ่งแก้ว” ไม่เลือก genre หนังสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเข้าทางเราอย่างสุดขีดมาก ๆ ก็เป็นได้ เพราะตัวเนื้อเรื่องของ “นักโทษประหารหญิง” แบบกิ่งแก้วนั้น มันสามารถทำออกมาได้เป็นทั้ง

 

3.1 เราเห็นด้วยกับเพจ “เชื่อGU ไปดูเลย” มาก ๆ เพราะเพจนี้มองว่า หนังเรื่องนี้สามารถทำเป็นแบบ MONSTER (2003, Patty Jenkins) ได้ และที่แน่ ๆ ก็คือคุณทรายสามารถรับบทหนักแบบ Charlize Theron ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

 

3.2 หรือทำออกมาเป็นแบบหนังดราม่าของ Claude Chabrol ก็ได้ เพราะ “กิ่งแก้ว” ทำให้เรานึกถึงทั้ง STORY OF WOMEN (1988) ที่พูดถึงนักโทษประหารหญิง, LA CEREMONIE (1995) ที่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างหญิงชนชั้นล่างกับชนชั้นกลาง และ LE BOUCHER (1970) ที่เป็นเรื่องของ “ฆาตกรฆ่าเด็ก และความรักโรแมนติกของฆาตกร”

 

3.3 แต่หนังแบบที่เราอยากเห็นมากที่สุด ก็คือ DREILEBEN: BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold, Germany) เพราะว่า BEATS BEING DEAD พูดถึงความรักสามเส้าระหว่างหญิงสาวชนชั้นล่าง, ชายหนุ่มชนชั้นกลาง และ “หญิงสาวลูกคนรวย” ซึ่งมันพ้องกับเรื่องราวของ “กิ่งแก้ว” มาก ๆ ตรงจุดนี้ และตัวละครหญิงสาวชนชั้นล่างใน BEATS BEING DEAD ก็เป็นตัวละครที่เราอินและเอาใจช่วยอย่างสุดขีดมาก ๆ เพลิงพ่าย ร้อนแรงมาก ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางก็เลือกหญิงสาวลูกคนรวยมาเป็นแฟน และฉากท้าย ๆ ของหนังเรื่อง BEATS BEING DEAD ก็เป็นฉากที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางกับหญิงสาวลูกคนรวยขับรถไปด้วยกันตามท้องถนนในชนบท และพยายามลืมเรื่องราวของหญิงสาวชนชั้นล่างออกไปจากความทรงจำของตัวเอง

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู “กิ่งแก้ว” เราก็เลยนึกถึงหนังของ Christian Petzold อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วตัววัตถุดิบบางอย่างใน “กิ่งแก้ว” โดยเฉพาะนักแสดงและเนื้อหาตอนที่กิ่งแก้วยังมีชีวิตอยู่ มันเอื้อให้ทำเป็นหนังแบบ Christian Petzold และ Claude Chabrol ได้สบายมาก ๆ เลย คือถ้าหากหนังมันเลือกเส้นทางแบบนั้น เราก็คงจะชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 ไปแล้ว แต่พอมันเลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ หนังที่ออกมามันก็เลยไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

สิ่งที่เราอยากเห็นมาก ๆ ก็คือช่วงเวลาที่กิ่งแก้วค่อย ๆ กลายเป็นบ้า เหมือนหนังไม่ได้แสดงให้เราเห็นพัฒนาการของกิ่งแก้วในช่วงนี้น่ะ เพราะเนื้อหาตรงส่วนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อพล็อตหนังผี หนังสยองขวัญ แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้เลือกที่จะเป็นหนังดราม่า รักสามเส้า หนังก็อาจจะมีเวลานำเสนอเนื้อหาตรงส่วนนี้ และมันน่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางเรามาก ๆ รวมทั้งน่าจะเป็นอะไรที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ด้วย

 

4. หรือถ้าหาก “กิ่งแก้ว” เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญจริง ๆ มันก็อาจจะยังเป็นหนังที่เข้าทางเราอยู่ก็ได้นะ ถ้าหากมันโฟกัสถูกจุด คือถ้าหากมันทำเป็นแบบหนังของ Mike Flanagan ให้ความสำคัญกับ “หัวจิตหัวใจของตัวละคร” หรือ “อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร” แทนที่จะให้ความสำคัญกับการเร้าอารมณ์ตามสูตรหนังสยองขวัญไปเรื่อย ๆ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

 

5. สิ่งที่ชอบที่สุดในกิ่งแก้ว ก็คือการแสดงของคุณทรายและคุณสายป่านนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่บทหนังมันไม่เอื้อให้ได้ใช้ความสามารถมากนัก

 

ชอบการแสดงของคุณทรายในฉากท้าย ๆ มากเป็นพิเศษ แววตาที่เปลี่ยนไปในฉากท้าย ๆ นี่มันสุดขีดจริง ๆ

 

กราบการแสดงของสายป่านในหนังเรื่องนี้ เพราะเราว่าบทของสายป่านในหนังเรื่องนี้ ถ้าหากเล่นไม่ดี มันจะกลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” ไปเลย แต่พอสายป่านเล่นดี ตัวละครมันเลยไม่กลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ” แต่ดูเป็นมนุษย์จริง ๆ เป็นคุณหนู ลูกคนรวย แต่ไม่ใช่คนเลว และมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาก ๆ เพราะเราจะเกิด dilemma ในใจ ว่าเราควรจะเอาใจช่วยผีกิ่งแก้วมากน้อยแค่ไหนดี

 

การแสดงของสายป่านที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงอีกหนึ่งการแสดงที่เราชอบสุดขีดในปีที่แล้ว ซึ่งก็คือการแสดงของคุณสรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ ใน THE TUTOR พี่วรรณมาสอน (2025, Bhandit Thongdee, A+15) เพราะว่าใน THE TUTOR นั้น ถ้าหากคุณสรวงสุดาเล่นไม่ดี บทนั้นมันจะกลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” ไปในทันที เพราะบทมันไม่ส่งมาก ๆ  แต่พอคุณสรวงสุดาเล่นดีมาก ๆ บทนั้นมันก็เลยไม่กลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” แต่ดูเป็น “มนุษย์จริง ๆ" และเป็นมนุษย์แบบที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันด้วย

 

ในแง่นึงเราก็แอบอธิษฐานว่า อยากให้ “นักแสดงหนังไทย” ได้โอกาสดี ๆ แบบ “นักแสดงหนังฝรั่งเศส” อย่าง Sandrine Bonnaire, Léa Seydoux, Nathalie Baye อะไรแบบนั้นบ้าง เพราะเรามองว่านักแสดงหนังไทยหลาย ๆ คน จริง ๆ แล้วมีความสามารถเทียบเท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศสน่ะ ทั้งคุณทราย, สายป่าน, สรวงสุดา และอีกหลาย ๆ คน เพียงแต่ว่าวงการหนังไทยไม่ได้มีการสร้างหนังที่หลากหลายเท่าหนังฝรั่งเศส นักแสดงหนังไทยก็เลยเหมือนไม่ได้รับโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ได้เท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศส

 

6. การเล่าแบบตัดสลับเวลาใน “กิ่งแก้ว” ก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกก้ำกึ่งนะ จุดที่ชอบก็คือว่า จริง ๆ แล้วมันก็ทำออกมาได้ดี คือถึงมันตัดสลับเวลาไปมา เราก็ไม่งงแต่อย่างใด และเราว่ามันทำให้เราเปลี่ยนความคิดต่อตัวละครได้ดีมาก ๆ ด้วย เพราะช่วงต้นเรื่องเราจะเกลียดกิ่งแก้ว และสงสารวัลภา (พิมพรรณ ชลายนคุปต์) แต่พอเนื้อเรื่องมันค่อย ๆ เฉลยอดีตไปเรื่อย ๆ เราก็จะหันมาเข้าข้างกิ่งแก้ว และเกลียดวัลภาในที่สุด เราก็เลยรู้สึกว่า การเล่าแบบตัดสลับเวลาในหนังเรื่องนี้ อาจจะมีจุดประสงค์อย่างนึงคือเพื่อเล่นกับความรู้สึกคนดูตรงจุดนี้ ทำให้คนดูเปลี่ยนข้างอย่างรุนแรงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้คนดูรู้สึกว่า “เราไม่ควรด่วนตัดสินใครอย่างง่าย ๆ” และหนังทำตรงจุดนี้ได้สำเร็จสำหรับเรา

 

แต่จุดที่ทำให้เรารู้สึกก้ำกึ่งก็คือว่า ถ้าหากหนังเรื่องกิ่งแก้ว “ไม่เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ” หรือ “ไม่เลือกที่จะพยายาม surprise คนดู” หนังก็อาจจะเลือกเล่าเรื่องตามลำดับเวลาไปเลยก็ได้ ทำเป็นหนังดราม่า เน้นหัวจิตหัวใจของตัวละคร เพื่อให้คนดูตามดูพัฒนาการของชีวิตและจิตวิญญาณของกิ่งแก้วไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะได้หนังแบบ Claude Chabrol, Chritian Petzold ที่เข้าทางเรามากกว่า

 

7. ฉากที่ติดอยู่ในความทรงจำมากที่สุดใน “กิ่งแก้ว” ก็คือฉากที่กิ่งแก้วใช้เสียงเป็นอาวุธนี่แหละ นึกว่าเป็นหนังที่ “ต้องดูในโรงภาพยนตร์” ของจริง เพราะเราก็นึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องไหนที่ตัวละครกรีดร้องแบบรอบทิศทาง บาดแก้วหูได้มากขนาดนี้ 55555

 

8. อีกปัญหานึงที่เรามีกับ “กิ่งแก้ว” และหนังสยองขวัญของไทยหลายเรื่องในระยะหลัง ซึ่งรวมถึง ธี่หยดภาค 2 และ 3, OUR HOUSE ข้างบ้าน (2025, Kongkiat Khomsiri, A+15), etc. ก็คือว่า “ผีในหนังไทยระยะหลัง” มันมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปน่ะ คือเหมือนมันนึกอยากจะหักคอคน, อยากฆ่าคน ก็ทำได้ตามสบาย ๆ เลย

 

คือการที่ผีในหนังไทยระยะหลัง มันดูมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปแบบนี้ มันก็เลยเกิดผลเสียสองอย่างสำหรับเรา นั่นก็คือ

 

8.1 มันดูเหลือเชื่อมากเกินไป คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในโลกของหนังเรื่องนั้น ๆ แต่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของเราในโลกความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมันก็เลย “ไม่น่ากลัว” เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราในโลกแห่งความเป็นจริงนอกโรงภาพยนตร์

 

8.2 มันดูไร้กติกามากเกินไป คือเกมมันจะสนุก มันต้องมีกติกาให้เล่นหรือปฏิบัติตาม แต่ถ้าหากผีมันสามารถหักคอคนได้ทุกเมื่อ หนังมันก็จะต้องลำบากขึ้นอีกนิดนึงในการพยายามตั้งกฎกติกาใหม่ในหนังเรื่องนั้น  ๆ เพื่อให้คนดูรู้ว่าผีในหนังเรื่องนั้นทำอะไรได้บ้าง และคนสามารถสู้ผีด้วยวิธีการใดได้บ้าง

 

ซึ่งจริง ๆ แล้ว “กิ่งแก้ว” ก็ทำได้ดีบางส่วนนะ คือเราเอาใจช่วย “ผีกิ่งแก้ว” แต่เราไม่ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” ให้อำนาจผีมากเกินไป ผีสามารถฆ่าคนได้ง่ายเกินไป แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” กำหนดกฎกติกาว่า ผีจะมีฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อยังมีวัตถุผูกพันอยู่ และหนังก็ยึดตามกฎกติกานี้ได้จนถึงนาทีสุดท้ายของหนัง (ชอบการเฉลยตรงจุดนี้มาก ๆ ในหนัง)

 

ซึ่งหนังที่เป็น antidote สำหรับเราในปัญหานี้ ก็คือหนังเรื่อง MIERUKO-CHAN ใครว่าหนูเห็นผี (2025, Yoshihiro Nakamura, Japan, A+30) คือผีในหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ ว่า มันคือผีที่เราอาจจะเจอได้ในชีวิตประจำวันน่ะ มันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์หักคอคนได้ตามอำเภอใจ แต่มันเป็นผีที่อาจจะอยู่ใกล้ ๆ คุณตอนที่คุณกำลังอ่านข้อความนี้ของเราอยู่ก็ได้ เราก็เลยรู้สึกว่า MIERUKO-CHAN นี่เป็นตัวอย่างที่ตอบโจทย์ของเราได้ดีที่สุด มันคือขั้วตรงข้ามของ “หนังสยองขวัญของไทยในระยะหลัง” ที่ประสบปัญหาตรงจุดนี้

 

9. สรุปว่าชอบ “กิ่งแก้ว” ในระดับ A+15 นะ ถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณเอกชัย ศรีวิชัย แล้ว เราก็ชอบกิ่งแก้วน้อยกว่า อีหล่าเอ๋ย (2021), มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020), สะพานรักสารสิน (2022), เทริด (2016), เหมรฺย (2024) แต่เราชอบกิ่งแก้วมากกว่า โนราห์ NORAH (2018, A+15) และมนต์รักวัวชน (2022, A+)

 

10. กลับมาที่ RETURN TO SILENT HILL คือเราเสียดายมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ต้องยึดตามวิดีโอเกม และเสียดายที่มันเลือกที่จะเป็น genre หนังสยองขวัญ เพราะเราว่าโดยตัวเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ที่มันเล่นกับ “โลกทางจิต” ของตัวละครแล้ว เราว่ามันไม่ยากเลยที่จะดัดแปลงหนังเรื่องนี้ให้ออกมาเป็นแบบหนังของ Andrei Tarkovsky (ความผูกพันกับหญิงคนรักเก่าที่ตายไปแล้ว, การเดินทางเข้าไปในดินแดนเซอร์เรียล กึ่งไซไฟ กึ่งโลกทางจิตวิญญาณ), Alain Resnais (การตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างรุนแรง) และ Alain Robbe-Grillet (การตัดสลับระหว่างความจริงกับความไม่จริง)

 

คือดู RETURN TO SILENT HILL แล้ว เสียดายมาก ๆ เพราะมันมีศักยภาพที่จะเป็นหนังแบบ Tarkovsky, Resnais, Robbe-Grillet ได้สบาย ๆ แต่มันดันออกมาเป็นอะไรที่น่าเบื่อ

 

11. หรือถ้าหาก RETURN TO SILENT HILL เลือกที่จะเป็น “หนังสยองขวัญ” เราก็อยากให้มันเลือกออกมาเป็นแบบหนังของ David Lynch น่ะ เป็นหนังที่เน้นความหลอน ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป เพราะเราว่ามันทำแบบนั้นได้ไม่ยาก แต่เสียดายที่ RETURN TO SILENT HILL ไม่ได้เลือกเดินไปในเส้นทางนั้น

 

ก็เลยสรุปว่า เสียดาย “ศักยภาพ” ของ “วัตถุดิบบางอย่าง” ใน “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL มาก ๆ

Thursday, January 29, 2026

TWO BOOKINGS FOR SEND HELP

 

FAVORITE SCENE: CHILDREN (1976, Terence Davies, UK, 47min, A+30)

 

ชอบฉากที่เด็กผู้ชาย (พระเอก) แอบมองชายหนุ่มหล่ออาบน้ำในสระว่ายน้ำมาก ๆ นึกถึงตัวเราเองตอนเป็นเด็กมาก ๆ

+++

 

DORAEMON: NOBITA AND THE GALAXY SUPER-EXPRESS (1996, Tsutomu Shibayama, Japan, animation, 97min) รอบวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. ตั๋วใกล้เต็มแล้วนะ ใครจะดูก็ต้องรีบปึ้บตั๋วเลยนะ แล้วก็อย่าลืมไปเลือกตั้งและลงประชามติก่อนมาดูหนังด้วยนะ

+++

 

บันทึกความทรงจำว่า เมื่อวานเราได้ซื้อตั๋ว SEND HELP (2026, Sam Raimi, 113min, A+30) สองรอบในวันเดียวกันเลย โดยเราได้ซื้อตั๋วรอบแรกที่เมเจอร์ เอกมัย รอบ 19.00 น. แล้วก็มาซื้อตั๋วรอบสองที่ HOUSE SAMYAN รอบ 20.40 น.

 

สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์นี้ เพราะว่าตอนเราเข้าไปดู SEND HELP ที่เมเจอร์ เอกมัยรอบ 19.00 น. เราได้ที่นั่งใกล้ผู้ชมอีกคนที่ “ไอหนักมาก” แล้วในโรงนี้ก็มีคนดูเยอะ เราก็เลยไม่กล้าย้ายไปนั่งที่นั่งอื่น ๆ เรากลัวไปนั่งทับที่นั่งของคนดูคนอื่นๆ แล้วถึงเราย้ายไปนั่งที่อื่น ๆ ในโรงเดียวกัน มันก็เสี่ยงต่อการติดเชื้ออยู่ดี

 

อย่างที่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้กันดีว่า เราเป็นคนที่ “เป็นหวัดง่ายมาก” แล้วเราก็เพิ่งป่วยเป็นหวัด คออักเสบ ในช่วงปลายเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2025 เราก็เลยมีอาการผวา paranoid กลัวติดเชื้อไวรัสนิภา เชื้อวัณโรค เชื้อไข้กาฬนกนางแอ่น เชื้อไข้หวัดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นพอเรานั่งดู SEND HELP ที่เอกมัยไปได้ราว 15 นาที แล้วผู้ชมที่นั่งใกล้ๆ เรายังมีอาการไอไม่หยุด เราก็เลยรีบเผ่นออกจากโรงนั้นด้วยความรวดเร็ว แล้วมาดู SEND HELP อีกรอบที่ HOUSE SAMYAN แทน

 

คือเราเป็นคนที่ใส่ mask เวลาดูหนังนะ ถ้าหากเราได้ยินเสียงคนไอในโรงนั้น แต่ถึงแม้เราจะใส่ mask เป็นประจำแบบนี้ เราก็ติดโควิดไปแล้ว 4 รอบ เราก็เลยลดความเสี่ยงด้วยการหนีออกจากโรงหนังดีกว่า 555

+++

 

เราใช้ mini vacuum cleaner ของ Xiaomi มาตั้งแต่ต้นปี 2021 ซึ่งก็ใช้งานได้ดี แต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เราสงสัยว่าแบตมันเริ่มเสื่อมหรือเปล่า เพราะว่าพอเราใช้งานมันไปได้เพียงแค่ไม่กี่นาที แบตมันก็หมดแล้ว ต้องชาร์จใหม่ คือแทนที่จะใช้งานได้ 10 นาทีต่อครั้งเหมือนในช่วงแรก ๆ เรากลับใช้งานมันได้เพียงแค่ราว 2-3 นาทีต่อครั้งในช่วงหลัง ๆ 

 

เราก็เลยอยากถามว่า ถ้าหากเราจะซื้อ handheld vacuum cleaner เครื่องใหม่ เราควรซื้อยี่ห้อไหนจากที่ไหนดีคะ หรือว่าซื้อของ Xiaomi เหมือนเดิม เผื่อรุ่นใหม่ๆ เขาปรับปรุงประสิทธิภาพแบตให้จุไฟได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน 555

+++

วันนี้ไปกินอาหารที่ YKKO ร้านอาหารพม่าที่มาบุญครองชั้น 7 เป็นครั้งแรก ชอบมาก ๆ อร่อยมาก เรากิน Fish Meatballs Kyay-Oh Sichet, เกี๊ยว Garlic Oil และน้ำตื๊ดกวา Milk Orchid

++++

มีหนัง animation เกี่ยวกับ Palestine ให้ดูฟรีหลายเรื่องที่เว็บไซต์ Palestine Film Institute นะ เราเข้าใจว่าเขาคงเปิดให้ดูฟรีจนถึงวันพุธที่ 4 ก.พ. แล้วเขาค่อยเปลี่ยนเป็นหนังเรื่องอื่น ๆ

+++

 

ABEL’S ISLAND (1988, Michael Sporn, Switzerland, animation, 30min, A+30)

 

หนังสำหรับเด็ก น่ารักมาก ๆ ดูฟรีออนไลน์ที่ Le Cinema Club

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/abels-island/

 

 

Friday, January 09, 2026

KAREL ZEMAN

 

I’m sorry I don’t have it. But as for now, I usually go to see films in these theatres:

 

1. House Samyan

https://web.facebook.com/housesamyan

 

2. Cinema Oasis

https://web.facebook.com/cinemaoasis.bk

 

3. Thai Film Archive (It’s not in Bangkok, but very near Bangkok.)

https://web.facebook.com/ThaiFilmArchivePage

 

4. Bangkok Kunsthalle is a gallery which shows some films from time to time

https://web.facebook.com/BangkokKunsthalle

 

+++

 

เฉลย รูปนี้มาจาก THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania)

 

แน่นอนว่าเราเลือกรูปนี้เพราะมันดูเข้าใกล้ความเป็น Béla Tarr มาก ๆ และเราต้องไม่เลือกรูปที่มี Yekaterina Golubeva อยู่ในรูป เพราะถ้าหากมี Golubeva อยู่ในรูป คนจะรู้ได้ในทันทีว่ามันมาจากหนังของ Sharunas Bartas 55555

 

เล่นเกมนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0UgkvjYSKe4VWhbt9R45b5pip33Xo7ZhGHXKKw2TPnowaxiQDwspE42Gsz9DCP4tQl

 

++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 5

 

อีกประเด็นที่เราชอบมาก ๆ จากการได้คุยกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คือการที่เพื่อนคนนึงบอกว่า เขาใช้ชีวิตอยู่แค่ใน “เขตปทุมวัน” มานานราวเดือนนึงได้แล้ว คือแทบไม่ได้ออกจากเขตปทุมวันเลย ทั้ง ๆ ที่เขตนี้มีพื้นที่เพียงแค่ราว 8.37 ตารางกิโลเมตร เพราะว่าบ้านของเขาอยู่ในแขวงรองเมือง ไปฟิตเนสในแขวงรองเมือง มาช้อปปิ้งแขวงวังใหม่ มาดูหนัง + โรงพยาบาลในแขวงปทุมวัน อะไรทำนองนี้ คือใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ใน “เขตปทุมวัน” ที่มีพื้นที่แค่ 8 ตารางกิโลเมตรได้นานเป็นเดือน ๆ โดยไม่มีความจำเป็นต้องออกจากเขตนี้เลย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดี ที่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ ได้ โดยแทบไม่ต้องเดินทางออกไปไหนไกล ๆ เลย ชีวิตเราก็เท่านี้จริง ๆ ค่ะ

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่หนึ่ง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid029nPoF6GyRpFxrsLcowtESmnhEBUcyD5okyugUsK54nr3ymWXbnjooTZNUeVFFEgdl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02TsMgWx9NFy1FEiqFZN8AD5aUNkTYvGmibWMzDQooGK5D7JwJZ5LfPhtfFtr9MqDJl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม

https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10241947826815640&set=a.10225118353249319

++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

คู่แรก

NIAGARA (1953, Henry Hathaway)

+ NIAGARA, NIAGARA (1997, Bob Gosse)

 

เห็น NIAGARA, NIAGARA ติดอยู่ในลิสท์หนังสุดโปรดประจำปี 2025 ของ Ratchapoom Boonbunchachoke เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Robin Tunney ได้รางวัลดาราหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิซด้วย

 

คู่สอง

LADY BIRD (2017, Greta Gerwig, A+30)

+ LADYBIRD LADYBIRD (1994, Ken Loach, UK)

 

คู่สาม

BANG (1997, Ash Baron-Cohen, USA, A+30)

+ BANG BANG (1971, Andrea Tonacci, Brazil, A+30)

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ฉายหนังควบพวกนี้ในเวลาเดียวกัน คนดูจะได้งงเวลาซื้อตั๋ว 55555

+++

 

INSPIRATION (1949, Karel Zeman, Czechoslovakia, animation, 11min, A+30)

 

1. พอดูหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้แล้วก็เลยไม่ประหลาดใจว่า ทำไมแก้วคริสตัลจาก “ประเทศเช็ก” ถึงมีชื่อเสียงโด่งดัง

 

2. หนังเรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเราที่ว่า เราถูกโฉลกกับ “สีสัน” ของภาพยนตร์ในทศวรรษ 1940-1960 มาก ๆ ซึ่งเป็นยุคที่ภาพยนตร์เริ่มเปลี่ยนจากขาวดำไปเป็นหนังสี ซึ่งเราเคยพูดถึงประเด็นนี้ไปแล้วหลายครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงถูกโฉลกกับ “หนังสี” ในทศวรรษ 1940-1960 มากกว่าหนังสีในยุคปัจจุบัน

 

คือดูสีสันในหนังเรื่องนี้แล้วมันอิ่มอกอิ่มใจมาก ๆ

 

3. ไม่แน่ใจว่าสีหลักในหนังเรื่องนี้ มันคือ Cadmium Green หรือ Pine Green หรืออะไร แต่เราชอบสีเขียวในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สวยเยิ้มมาก ๆ

 

4. I worship Karel Zeman อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Karel Zeman ที่เราได้ดู ต่อจาก A CHRISTMAS DREAM (1946) และ INVENTION FOR DESTRUCTION (1958) ที่เราเคยดูที่ Reading Room ในเดือนก.ย. 2016 ในงาน CZECH ANIMATIONS

 

พอเราได้ดูหนังของเขา 3 เรื่อง เราก็ขอยกให้ Karel Zeman เป็นปรมาจารย์ด้าน ANIMATION คนหนึ่งของโลกไปเลย

+++

 

THE RAJA SAAB (2026, Maruthi Desari, India) ซึ่งมีความยาวเพียงแค่ 190 นาที เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพแล้วนะ หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ประภาส Prabhas ที่ทุกคนรู้จักกันดีจาก BAAHUBALI (2015, S.S. Rajamouli, A+30), SAAHO (2019, Sujeeth, India, A+25) และ KALKI 2898 AD (2024, Nag Ashwin, A+30)

+++

ใครจะไปดู THE RAJA SAAB (2026, Maruthi Desari, India, 190min) ต้องระวังให้ดีนะ เพราะเหมือนบางรอบมันเป็นเวอร์ชั่น “พูดภาษาเตลูกู และไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ”

 

ถ้าใครฟังภาษาเตลูกูไม่ออก อย่างเช่นดิฉัน ก็ควรจะเลือกดูรอบที่พูดภาษาฮินดี และมีซับไตเติลภาษาอังกฤษค่ะ

++++

 

เตือนภัย

 

1. UNTAMA GIRU (1989, Go Takamine, Japan, 120min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. รอบ 14.30 น.

 

2. LINDA LINDA LINDA (2005, Nobuhiro Yamashita, Japan, 114min)

ฉายที่พารากอน วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. รอบ 11.00 น. ถ้าดูรอบนี้ ก็จะเดินทางไปดู UNTAMA GIRU ไม่ทัน

และก็มีฉายอีกทีในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. รอบ 16.00 น.

 

3. GHOST IN THE SHELL ภาคหนึ่งและสอง มีฉายในวันศุกร์ที่ 6 และเสาร์ที่ 7 ก.พ.

 

4. การเลือกตั้งสส.และการลงประชามติ มีในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. เวลา 08.00-17.00 น.

 

เพราะฉะนั้นต้องจัดตารางชีวิตฮิสทีเรียกันให้ดีนะคะ ก่อนที่จะกดซื้อตั๋ว GHOST IN THE SHELL และ LINDA LINDA LINDA