Showing posts with label SILENT FILMS. Show all posts
Showing posts with label SILENT FILMS. Show all posts

Wednesday, September 02, 2026

10TH SILENT FILM FESTIVAL IN THAILAND

 

วันนี้เราซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT IN HOLLYWOOD ของ Osamu Yamamoto เล่ม 3 กับเล่ม 4 ส่วนเล่ม 1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024 และเล่ม 2 เราซื้อในเดือนก.พ. 2026

 

เห็นในร้านหนังสือมีการ์ตูนเรื่อง “ราชันหนังสยอง” KINEMAQUIA ของ Kota Oohira กับ “องค์หญิงรัตติกาล” YORU HIMESAMA (2012, Takahashi Yosuke) ด้วย แต่เรายังไม่ได้ซื้อมา มีใครเคยอ่านการ์ตูนสองเรื่องนี้แล้วบ้าง

++++

 

น้องหมีหมามาเลเซีย (Malayan sun bear)

+++

 

Films I saw in THE 10TH SILENT FILM FESTIVAL IN THAILAND

 

In preferential order

 

1. THE MANXMAN (1929, Alfred Hitchcock, UK, 109min, A+30)

 

2. SONG (1928, Richard Eichberg, Germany, 102min, A+30)

 

3. A MUDDY BRIDE (1921, Fred Hibbard, USA, 23min, A+30)

 

4. THE KID REPORTER (1923, Alfred J. Goulding, USA, 21min, A+30)

 

5. PEG O’ THE MOUNTED (1924, Alfred J. Goulding, USA, 20min, A+30)

 

ได้ดูหนังชุด BABY PEGGY ไป 3 เรื่อง ปรากฏว่าเราชอบ A MUDDY BRIDE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เพราะว่า Baby Peggy เป็นเด็กที่รับบทเป็น “เด็ก” ใน A MUDDY BRIDE เราก็เลยจูนกับหนังได้ง่ายมาก

 

แต่ Baby Peggy เหมือนรับบทเป็น “ผู้ใหญ่” ใน THE KID REPORTER และ PEG O’ THE MOUNTED หรือรับบทเป็นเด็กที่ทำงานแบบผู้ใหญ่น่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้เหมือนเป็น genre หนังที่เราไม่คุ้นเคย เหมือนมันเป็น genre หนังเด็กที่เป็นโลกแฟนตาซี โลกที่เด็กอายุ 4 ขวบทำงานเหมือนเป็นผู้ใหญ่โต ๆ คนนึงได้อย่างหน้าตาเฉย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า THE KID REPORTER กับ PEG O’ THE MOUNTED นี่เหมือนเป็น genre หนังที่ประหลาดดีสำหรับเรา เพราะเราเหมือนแทบไม่เคยได้ดูหนัง genre นี้เลยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เหมือนมันเป็น genre หนังที่สร้างโลกแฟนตาซีที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวของมัน

 

อาจจะเหมือน “หนังจีนกำลังภายใน” และ “หนัง bollywood” ที่มันก็มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวในโลกแฟนตาซีใน genre ของมัน

 

ก็เลยรู้สึกว่า THE KID REPORTER กับ PEG O’ THE MOUNTED นี่มันน่าสนใจดี มันเป็นโลกแฟนตาซีที่เด็กอายุ 4-5 ขวบ เล่นเป็นตัวละครที่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ใหญ่โต ๆ คนนึง ไม่รู้เหมือนกันว่าหนัง genre นี้มันมีชื่อเรียกเฉพาะหรือเปล่า และหนังเยี่ยม ๆ ใน genre นี้มีเรื่องอะไรบ้าง

 

แล้วหนังอย่าง BUGSY MALONE (1976, Alan Parker, UK, A+30) นี่ถือว่าเป็นลูกหลานห่าง ๆ ที่สืบสายธารมาจากหนัง genre นี้หรือเปล่า

+++

 

PASSAGE A L’ACTE (1993) เคยมาฉายในเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพปี 1999 ด้วยนะ เทศกาลครั้งนั้นมีหนังของ Martin Arnold มาฉาย 3 เรื่อง ซึ่งอีกสองเรื่องที่มาฉายก็คือ ALONE, LIFE WASTED ANDY HARDY (1998) และ PIECE TOUCHEE (1989) โดยทั้งสามเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม SIXPACK FILM หรือโปรแกรมหนังทดลองของออสเตรีย

 

โปรแกรม SIXPACK FILM นี้มีฉายหนังออสเตรียของ Barbara Albert, Dietmar Brehm, Eike Groen, Thomas Renoldner, Kathrin Resetarits, Thomas Steiner และ Peter Tscherkassy ด้วยนะ ถือเป็นโปรแกรมภาพยนตร์ที่สุดยอดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กราบตีนเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพ

+++

 

23. SOUND! EUPHONIUM, THE FINAL MOVIE PART 1 (2026, Taichi Ogawa, Japan, animation, A+30)

 

ตัวละคร Asuka พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

Monday, August 31, 2026

INSIDIOUS FILM SERIES

 

สรุปลำดับความชอบหนังชุด INSIDIOUS 6 ภาคที่เคยดู

 

1. INSIDIOUS (2010, James Wan, A+30)

 

2. INSIDIOUS: OUT OF THE FURTHER (2026, Jacob Chase, A+25)

 

3. INSIDIOUS: CHAPTER 2 (2013, James Wan, A+20)

 

4. INSIDIOUS: CHAPTER 3 (2015, Leigh Whannell, A+10)

 

5. INSIDIOUS: THE RED DOOR (2023, Patrick Wilson, A+)

 

6. INSIDIOUS: THE LAST KEY (2018, Adam Robitel, A+)

 

ภาพจาก INSIDIOUS: OUT OF THE FURTHER เราจองเป็นคุณป้าคนซ้ายสุดในภาพนี้ 55555

+++

 

ชอบ “คนขวางโลก” (1984, Permpol Choey-Arun, A+30) มาก ๆ

+++

 

ไปดูหนังในเทศกาลหนังเงียบ SILENT FILM FESTIVAL มา เราประทับใจการเล่นดนตรีของคุณ Stephen Horne มาก ๆ เขาทั้งดีดเปียโน, เป่าฟลุต และเล่นเครื่องดนตรีอะไรอีกชิ้นนึงเพื่อใช้ประกอบหนังเงียบ คือเขาคนเดียวเล่นเครื่องดนตรี 3 ชิ้นเพื่อใช้ประกอบหนัง

 

เห็นทางเทศกาลบอกว่ามีเพลงของคุณ Stephen Horne ใน Spotify ด้วย เราก็เลยมาลองหาดู แล้วก็เจอจริง ๆ มีอัลบัมของ Stephen Horne สองอัลบัมอยู่ใน Spotify ซึ่งก็คืออัลบัม SILENT SIRENS (2021) กับ HORNE: THE MANXMAN (2025) ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง THE MANXMAN (1929, Alfred Hitchcock, UK, A+30)

 

ใครสนใจก็หาฟังได้ทาง Spotify นะ

  

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Friday, June 27, 2025

MY FAVORITE FILMS 1900-1925

 

THE SHINE OF MY BOOTS (2025, Pathompon Tesprateep, video installation)

 

ตอนที่ดูเรารู้สึกราวกับว่ามันเชื่อมโยงกับภาพยนตร์เรื่อง ENDLESS, NAMELESS (2014, Pathompon Tesprateep) และพอไปอ่านในสูจิบัตร ก็พบว่ามันเชื่อมโยงกันจริง ๆ

 

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ DYNASTY ที่ SAC

+++++++++

Film Wish List: TURANG (1958, Bachtiar Siagian, Indonesia, 87min)

++++++++

MY FAVORITE FILMS 1900-1925

 

(เรียงตามปีที่ออกฉาย แต่ถ้าออกฉายปีเดียวกัน เราก็เรียงตามลำดับตัวอักษร)

 

1. LIFE OF AN AMERICAN FIREMAN (1903, George S. Fleming, Edwin S. Porter, USA)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 3hrs 43mins)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany)

 

7. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 73min)

 

8. DIE NIBELUNGEN (1924, Fritz Lang, Germany, 3hrs 49mins)

 

9. BATTLESHIP POTEMKIN (1925, Sergei Eisenstein, Soviet Union)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

 

ขอกราบเท้าผู้กำกับภาพยนตร์ในรายชื่อข้างล่างนี้ เพราะว่าเราอยากจัดลิสท์แค่ 10 เรื่อง ก็เลยไม่สามารถบรรจุภาพยนตร์ของพวกท่านเข้าไปในลิสท์ได้ ถึงแม้เรารักภาพยนตร์ของพวกท่านมาก ๆ ก็ตาม

 

Benjamin Christensen

Buster Keaton

Carl Theodor Dreyer

Charlie Chaplin

Erich von Stroheim

Ernst Lubitsch

F.W. Murnau

Georges Méliès

Hans Richter

Hans Walter Kornblum

Heinz Schall

Louis Feuillade

Manfred Noa

Man Ray

Marcel L’Herbier

Maurice Tourneur

Paul Wegener

René Clair

Robert Wiene

Rupert Julian

Victor Sjöström

Viking Eggeling

Yevgeni Bauer

Monday, May 19, 2025

IMAMS GO TO SCHOOL

 

ขอแอบเกาะกระแสความสำเร็จของ Ratchapoom Boonbunchachoke ด้วยการทำลิสท์ว่า นอกจากเราจะเคยดูหนังสั้นที่คุณ Ratchapoom กำกับไปแล้ว 12 เรื่อง เราก็เคยดูภาพยนตร์ที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทไปแล้ว 3 เรื่องอีกด้วยนะคะ 55555

 

ภาพยนตร์ 3 เรื่องที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบท

 

1. LOVE SYNDROME รักโง่ ๆ (2013, Pantham Thongsang)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10202432222230222&set=a.10201975069921700

 

2. BAD BOYZ BAND (2023, Chantana Tiprachart)

เด็กกว่าแล้วไง ก็หัวใจมัน “I ROCK YOU”

https://web.facebook.com/photo?fbid=10231227845262801&set=a.10230383642238253

 

3. ZI MUI (2023, Baz Poonpiriya)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/watch/?v=1020925742330773

 

จริง ๆ แล้วคุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทละครโทรทัศน์ด้วยอีกหลายเรื่อง แต่เราไม่ได้ดู 55555 ลองดูรายชื่อละครโทรทัศน์ที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทได้ที่

https://www.imdb.com/name/nm6478277/?ref_=fn_all_nme_1

 

ส่วนรายชื่อหนังสั้น 12 เรื่องของคุณ Ratchapoom ที่เราเคยดูนั้น เราเคยเขียนไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237540665119352&set=a.10236654765052404

 

เราเคยพูดถึงหนังของคุณ Ratchapoom ในคลิป “ดูหนังกับมาเหม่ยจำบัง 5”
https://www.youtube.com/watch?v=eBc5xNkYbSM

 

ใครมีข้อมูลหรือความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ผลงานการเขียนบท” ของคุณ Ratchapoom ก็ comment มาได้นะคะ

 

ว้าย ตีสาม 3D: เรือนหอคนตาย (2012) เหรอคะ 55555

++++++++

 

Milad Alami เคยกำกับหนังเรื่อง NOTHING CAN TOUCH ME (2011) ซึ่งหนังเรื่องนั้นติดอันดับ 3 ในลิสท์หนังสุดโปรดที่เราได้ดูในปี 2012 ดีใจมาก ๆ ที่เราได้เห็นชื่อของผู้กำกับคนนี้อีก

++++++++

 

IMAMS GO TO SCHOOL (2010, Kaouther Ben Hania, France, documentary, 75min, A+30)

 

1. ตอนนี้ Kaouther Ben Hania ถือเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนโปรดของเราคนนึงไปแล้ว เพราะตอนนี้เราได้ดูหนังของเธอไป 3 เรื่อง และชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างสุด ๆ เลย ทั้ง IMAMS GO TO SCHOOL ที่เปิดฉายให้ดูออนไลน์กันฟรี ๆ ในช่วงนี้, THE BLADE OF TUNIS (2013, Tunisia) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Tunisia)

 

ก่อนหน้านี้ตูนิเซียก็เคยมีผู้กำกับหญิงที่น่าสนใจอีกคนนึง ซึ่งก็คือ Moufida Tlatli ที่กำกับ THE SILENCES OF THE PALACE (1994) ที่เคยเข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในห้างบิ๊กซี ราชดำริ โดย Moufida คนนี้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของตูนิเซียในช่วงหลังการปฏิวัติในตูนิเซียด้วย แต่น่าเสียดายที่ Moufida Tlatli เสียชีวิตไปแล้วในปี 2021 เพราะโรคโควิด-19

 

2. IMAMS GO TO SCHOOL เป็นสารคดีที่ตามถ่ายทำเหล่าอิหม่ามต่าง ๆ ในฝรั่งเศสในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยในตอนนั้นฝรั่งเศสออกกฎหมายที่บังคับให้อนุศาสนาจารย์ (chaplain) และอิหม่ามเหล่านี้ต้องมาเรียนวิชา SECULARISM (ฆราวาสนิยม) ด้วย เพื่อที่อิหม่ามเหล่านี้จะได้เข้าใจกฎหมายและค่านิยมของฝรั่งเศส แต่ปรากฏว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในฝรั่งเศสรับสอนอิหม่ามเหล่านี้ มีแค่ “สถาบันคาทอลิกแห่งกรุงปารีส” เท่านั้นที่รับสอนอิหม่ามเหล่านี้ อิหม่ามเหล่านี้ก็เลยต้องมานั่งเรียนวิชา SECULARISM ในสถาบันคาทอลิก

 

3. หนังเต็มไปด้วยอะไรต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส และค่านิยมต่าง ๆ ของฝรั่งเศส

 

Moments ที่เราชอบมากในหนังก็มีเช่น

 

3.1 ฉากที่นักเรียน (อิหม่าม) ขอให้ครูหยุดพักการสอนเป็นเวลา 10 นาที เพื่อที่อิหม่ามจะได้ไปละหมาด ซึ่งครูก็ตอบตกลง โดยบอกว่า “secularism เป็นเรื่องของการ compromise”

 

3.2 ฉากที่อิหม่ามถกเถียงกันว่า กรุงเมกกะอยู่ทางทิศไหน เพื่อจะได้ละหมาดได้ถูกต้อง

 

3.3 ฉากที่อิหม่ามบางคนบอกว่า คอร์สเรียนพวกนี้เหมาะสำหรับ foreign imams ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายและวัฒนธรรมฝรั่งเศส ส่วนตัวเขานั้นเติบโตมาในฝรั่งเศส ก็เลยรู้เรื่องกฎหมายและวัฒนธรรมฝรั่งเศสดีอยู่แล้ว

 

3.4 ฉากการอธิบายเรื่อง secularism ที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และการออกกฎหมายแยกรัฐออกจากศาสนาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

 

3.5 ฉากที่ครูตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของ Morocco

 

3.6 ฉากสอนประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสให้อิหม่ามฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่กลุ่มปฏิวัติฝรั่งเศสสังหารบาทหลวงคาทอลิกตายไป 173 คนในปี 1792 โดยใช้คราดแทงบาทหลวงตายไปทีละคน ทีละคน โดยครูได้นำกลุ่มอิหม่ามไปชมสถานที่สังหารบาทหลวงคาทอลิก 173 คนนี้ด้วย

 

เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย หนักมาก ๆ เพราะถ้าหากพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส เราก็เคยได้ยินแต่เรื่องของพระนางมารีอังตัวเนตต์ และ Danton แต่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องการสังหารบาทหลวง 173 คนมาก่อน

 

3.7 ฉากที่ครูเล่าเรื่องของ Saint Teresa de Avila ในสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นคนที่แรงมาก เพราะเธอหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 7 ขวบเพื่อจะได้ไปต่อสู้กับคนมุสลิม เพราะเธอเชื่อว่าถ้าหากเธอถูกฆ่าตายขณะต่อสู้กับคนมุสลิม เธอจะได้เป็นมรณสักขี แต่ปรากฏว่าลุงของเธอเจอเธอ ก็เลยพาเธอกลับบ้าน เธอก็เลยไม่ได้ตายสมใจอยาก

 

3.8 ฉากที่ครูเล่าเรื่องของบาทหลวงกลุ่ม Trappists ของคาทอลิกที่ถูกสังหารหมู่ในสงครามกลางเมืองแอลจีเรียในปี 1996 โดยเฉพาะเรื่องของบาทหลวงคนนึงที่เขียนให้อภัยคนที่จะสังหารเขาไว้ก่อนตาย

 

เราเข้าใจว่าเหตุการณ์สังหารหมู่บาทหลวงคาทอลิกในแอลจีเรียนี้ เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง OF GODS AND MEN (2010, Xavier Beauvois) ด้วย แต่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้นะ

 

3.9 ฉากการสอนภาษาฝรั่งเศสให้อิหม่ามบางคน เพราะอิหม่ามบางคนถนัดแต่ภาษาอาราบิก แต่ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ค่อยได้

 

3.10 ฉากที่อิหม่ามแต่ละคนต้องมาสอบปากเปล่าในวิชา secularism

 

4. พอคิด ๆ ดูแล้ว เราว่าฝรั่งเศสนี่เป็นชาติที่ทำหนังเกี่ยวกับ “การเรียนการสอน” มากที่สุดชาติหนึ่งเลยนะ

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังเกี่ยวกับ “โรงเรียน” ของฮอลลีวู้ดและของญี่ปุ่น เรามักจะนึกถึง “หนังโรแมนติก” เป็นลำดับแรกน่ะ เหมือนหนังฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น ถ้าใช้ setting เป็นโรงเรียนปุ๊บ คนก็จะนึกถึง “ฮอร์โมนวัยรุ่นอันพลุ่งพล่าน” และ “ความเงี่ยนของวัยรุ่น” เพราะฉะนั้นฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น ก็เลยเน้นทำ “หนังโรแมนติกในโรงเรียน” เป็นหลัก

 

แต่พอพูดถึง “ชั้นเรียน” ในฝรั่งเศส เราก็มักจะนึกถึงการอภิปรายถกเถียงกันเป็นหลัก อย่างเช่นใน

 

4.1 THE CLASS (2008, Laurent Cantet)

 

4.2 SKIRT DAY (2008, Jean-Paul Lilienfeld)

 

4.3 SCHOOL OF BABEL (2013, Julie Bertuccelli, documentary)

 

4.4 ONCE IN A LIFETIME (2014, Marie-Castille Mention-Schaar)

 

4.5 THE COMPETITION (2016, Claire Simon, documentary)

 

4.6 A PARIS EDUCATION (2018, Jean-Paul Civeyrac)

 

4.7 DIVERTIMENTO (2022, Marie-Castille Mention-Schaar)

 

และก็รวมถึงหนังเรื่อง IMAMS GO TO SCHOOL เรื่องนี้ด้วย

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://www.festivalscope.com/film/imams-go-to-school/

+++++++++

 

วันนี้หยิบเพลง IF I HAVE TO STAND ALONE (1990) ของ Lonnie Gordon มาฟังอีกครั้ง แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ รู้สึกว่านี่มันคือเพลง I WILL SURVIVE สำหรับคนรุ่นเดียวกับเรา

 

แต่ตลกดีที่ตอนฟังเพลงนี้เราจะนึกถึง Donna Summer มาก ๆ ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่คิดอะไร แต่พอเราอ่านความเห็นต่าง ๆ ในยูทูบแล้วก็พบว่า ลางสังหรณ์ของเราเป็นจริง เพราะหลายคนในยูทูบบอกว่า ตอนแรก Stock, Aitken & Waterman แต่งเพลงนี้ให้ Donna Summer ร้อง แต่ Donna Summer ไม่เอา Stock, Aitken & Waterman ก็เลยเอาเพลงนี้มาให้ Lonnie Gordon ร้องแทน มิน่าล่ะ ตอนฟังเพลงนี้เราถึงนึกถึง Donna Summer โดยไม่รู้ตัว
https://www.youtube.com/watch?v=fYk3xVA-5gY

**********

เครื่องดูดฝุ่นในหนัง 3 เรื่อง

 

1.THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min, A+30)

 

2. THE DEVIOUS PATH (1928, Georg Wilhelm Pabst, Germany, A+30)

 

3. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

เห็นนิตยสาร Cahiers du Cinema เขียนเปรียบเทียบหนังเรื่อง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) กับหนังของ Segundo de Chomón เราก็เลยลองหาหนังของ Segundo de Chomón ในยูทูบมาดูในทันที พอดูแล้วก็ไม่ประหลาดใจ เพราะหนังของ Segundo de Chomón ที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน มันล้ำยุคล้ำสมัยมาก และมันมีความแฟนตาซีเถิดเทิงมาก ๆ

 

ชอบ THE VACUUM CLEANER (1906) อย่างรุนแรง ตลกมาก เฮี้ยนมาก ๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้อย่างไร คิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังที่เก่าที่สุดที่เราได้ดูเกี่ยวกับ “เครื่องดูดฝุ่น” นะ เพราะมันเป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1906 หรือเมื่อ 119 ปีก่อน และมันสะท้อนจินตนาการเกี่ยวกับเครื่องดูดฝุ่นที่ไปสุดขั้วมาก ๆ  เพราะมันเล่าเรื่องของกลุ่มอาชญากรที่ขโมยเครื่องดูดฝุ่นวิเศษเพื่อเอาไปใช้ดูดมนุษย์ต่าง ๆ เข้ามาเก็บไว้ในเครื่องดูดฝุ่น บ้าบอมาก

 

ก่อนหน้านี้หนังที่ครองตำแหน่ง “หนังที่นำเสนอเครื่องดูดฝุ่นที่เก่าที่สุด” สำหรับเรา น่าจะเป็นหนังเรื่อง THE DEVIOUS PATH (1928, Georg Wilhelm Pabst, Germany, A+30) นะ เพราะมันมีเครื่องดูดฝุ่นในหนังที่สร้างขึ้นเมื่อราว 100 ปีก่อนเรื่องนี้

 

ลองค้นดูใน wikipedia ก็พบว่าเครื่องดูดฝุ่นไฟฟ้าเครื่องแรก ๆ น่าจะผลิตขึ้นในปี 1898

 

เราได้ดูหนังเรื่อง THE ELECTRIC HOTEL (1908, Segundo de Chomón, Spain/France, silent film, 10min, A+30) ในยูทูบด้วย คิดว่าหนังเรื่องนี้ก็สามารถฉายปะทะกับ A USEFUL GHOST ได้เช่นกัน เพราะ THE ELECTRIC HOTEL มันมีความ “ไซไฟผีสิง” อยู่ในหนัง ซึ่งจุดนี้ก็คงคล้ายกับ A USEFUL GHOST

 

THE VACUUM CLEANER (1906)

https://www.youtube.com/watch?v=qCBVBKZgoGU

 

THE ELECTRIC HOTEL (1908)

https://www.youtube.com/watch?v=cCzru63JBSE

 

 

 

 

Tuesday, June 06, 2023

THE KID (1921, Charlie Chaplin, A+30)

 

THE KID (1921, Charlie Chaplin, A+30)

 

มีดิฉันคนเดียวหรือเปล่าที่กรี๊ดกร๊าด Carl Miller อย่างรุนแรงจากหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าเขาตรงสเปคเรามาก ๆ คือดูแล้วไม่แปลกใจที่นางเอกท้องไม่มีพ่อกับเขา เพราะถ้าหากดิฉันเป็นหญิงสาวที่มีชายหนุ่มแบบนี้มาจีบ ดิฉันก็คงยากจะหักห้ามใจไม่ให้เสย he ใส่เขาได้

 

จริง ๆ แล้วรู้สึกว่า Charlie Chaplin เก่งมาก ๆ ที่ใส่ Carl Miller เข้ามาเพียงฉากเดียวสั้น ๆ และใส่ text เข้ามาเพียงแค่นิดเดียวในทำนองที่ว่า ผู้ชายคนนี้คือพ่อของเด็ก แล้ว Chaplin ก็สามารถเล่าเรื่อง+ให้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับตัวละครหนุ่มหล่อคนนี้ผ่านทางรูปแบบหนังเงียบได้ครบถ้วนสมบูรณ์หมดเลย เพราะในฉากสั้น ๆ นี้ เราจะเห็นได้ว่า

 

1.Carl Miller หล่อมากในสายตาของดิฉัน เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียวที่นางเอกจะท้องไม่มีพ่อกับเขา

 

2.เขาท่าทางจะเป็น “จิตรกรไส้แห้ง” เพราะฉะนั้นผู้ชมจึงรู้ได้ในทันทีว่า เขามีปัญหาทางการเงิน และนางเอกไม่สามารถหวังพึ่งเขาได้

 

3.เขารักหรือชอบนางเอกมากพอสมควร แต่เขาไม่ได้รักเธอมากจนถึงขั้นที่จะยอมลำบากทำทุกอย่างในชีวิตเพื่อเธอ โดยหนังถ่ายทอดอะไรแบบนี้ผ่านทางรูปแบบหนังเงียบได้หมดเลยในเวลาสั้น ๆ ผ่านทางการให้เขาดูรูปถ่ายของเธอแบบรักใคร่ อาลัยอาวรณ์ แต่พอรูปถ่ายโดนไฟไหม้บางส่วนโดยบังเอิญ เขาก็เสียใจ แต่ก็ตัดสินใจโยนรูปถ่ายเข้ากองไฟไปอีกครั้งในที่สุด (ถ้าจำไม่ผิด)

 

คือเราว่าจริง ๆ แล้วเนื้อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง Carl Miller กับนางเอกนี่สามารถนำมาเล่าให้ยาวแบบ 15-30 นาทีได้สบายมาก ๆ เลยนะ แต่ Chaplin เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์รักโศกสลดของ Carl Miller กับนางเอกได้ในเวลาแค่ราว 3-5 นาที แต่ได้ข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนหมดเลย โดยที่ตัวละครไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วย กราบมากๆ

 

ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันก็ลุ้นให้ Carl Miller โผล่มาอีกครั้งในช่วงหลัง ๆ ของเรื่องนะ แต่เขาก็ไม่โผล่มา 55555

Thursday, December 31, 2015

Film Wish List: Mauritz Stiller’s Retrospective

Film Wish List: Mauritz Stiller’s Retrospective

เพิ่งรู้ว่า Mauritz Stiller มีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst, Germany, 150min, A+30) ที่ติดอันดับ 10 ในรายชื่อหนังต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดในปี 2015 ด้วย คือในหนังเรื่อง THE JOYLESS STREET นั้นมีนางเอก 3 คนด้วยกัน และหนึ่งในนั้นคือ Greta Garbo ที่ดูสวยสง่าอารัมภีร์มากๆในหนังเรื่องนี้ ทั้งๆที่เธอรับบทเป็นคนจนในเรื่อง ในขณะที่ตัวละครนางเอกอีกคนหนึ่ง ที่เป็นคนรวย (ที่ยุยงให้หนุ่มหล่อไปขายตัว) กลับดูไม่สวยสง่าเท่าไหร่ ส่วนนางเอกคนที่ 3 ที่รับบทโดย Asta Nielsen นั้น ก็ดูโรคจิตสิงสู่มากๆ

เราเพิ่งได้อ่านว่า การที่ Greta Garbo ดูสวยสง่ากว่านางเอกอีกสองคนในหนังเรื่องนี้ เป็นเพราะ Mauritz Stiller ผู้กำกับหนังชื่อดังในยุคทองของภาพยนตร์สวีเดน ได้เข้ามาควบคุมการถ่าย Garbo ในหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะ Stiller สนิทกับ Garbo มากๆ โดย Mauritz Stiller จะเป็นคนเลือกประเภทของฟิล์มที่จะใช้ถ่ายฉากของ Garbo ซึ่งส่งผลให้ฉากที่ Garbo ปรากฏตัว เป็นฉากที่ดูสว่างและมลังเมลืองกว่าฉากของนางเอกอีกสองคน นอกจากนี้ ในบางฉากที่การ์โบแสดงนั้น การถ่ายฉากนั้นก็จะใช้ความเร็วฟิล์ม 24 หรือ 25 เฟรมต่อวินาที ในขณะที่ฉากของนางเอกอีกสองคนใช้ความเร็วฟิล์ม 16 เฟรมต่อวินาที เพราะผู้สร้างหนังพบว่าการถ่ายแบบนี้ทำให้การ์โบออกมาดูดีกว่าการถ่ายด้วยความเร็วฟิล์มแบบปกติ

เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าการถ่ายทำหนังยุคเก่ามีการใช้เทคนิคอะไรแบบนี้ด้วย อย่างเช่นการใช้ประเภทของฟิล์มที่แตกต่างกันในการถ่ายฉากของตัวละครแต่ละตัว หรือการใช้ความเร็วฟิล์มที่แตกต่างกันในการถ่ายฉากของตัวละครแต่ละตัวในหนังเรื่องเดียวกัน อยากรู้เหมือนกันว่า ในยุคภาพยนตร์ดิจิตัลแบบนี้ มีผู้กำกับภาพยนตร์คนไหนทดลองทำอะไรคล้ายๆกันนี้หรือเปล่า

เราไม่เคยดูหนังของ Mauritz Stiller เลย ทั้งๆที่เขากำกับหนังมาแล้ว 48 เรื่อง
http://www.imdb.com/name/nm0830249/?ref_=tt_ov_dr

Tuesday, December 22, 2015

UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, Germany, A+30)

--เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของ Gerhard Lamprecht ที่เราได้ดู และเราก็พบว่าเขาเป็น humanist มากๆจริงๆ ตัวละครในหนังทั้ง 4 เรื่องของเขาที่เราได้ดู ต่างก็เป็นคนทุกข์คนยากที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคชีวิต โดยเฉพาะความจน และหนังก็ทอดสายตามองคนจนเหล่านี้ด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างเต็มที่ โดยในเรื่องนี้หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่ถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน เธอก็เลยไปอยู่กับแฟนหนุ่ม และช่วยแฟนหนุ่มทำงานแสดงในบาร์ แต่ต่อมาผู้จัดการโรงละครในบาร์พยายามจะหลอกฟันเธอ และแฟนหนุ่มก็เข้าใจผิดว่าเธอเต็มใจจะมีเซ็กส์กับผู้จัดการโรงละครด้วย เธอก็เลยถูกแฟนทิ้ง และไม่เหลือใครเลย เธอไม่สามารถกลับไปหาพ่อใจร้ายได้ และไม่สามารถกลับไปหาแฟนได้ เธอตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดให้รถรางทับ แต่โสเภณีนางหนึ่งช่วยเธอไว้ และพาเธอกลับไปนอนพักที่ห้อง อย่างไรก็ดี ผัวของโสเภณีนางนั้นพยายามจะปลุกปล้ำเธอ โสเภณีนางนั้นก็เลยไล่เธอออกไป เธอระเหเร่ร่อนจนมาเจอหญิงตาบอดคนนึงกับเด็กหญิงตัวน้อยๆร้องเพลงขอทานอยู่ข้างถนน หญิงตาบอดคนนั้นเป่าขลุ่ย ส่วนเด็กหญิงคนนั้นร้องเพลงว่า Avoid Sorrow and Avoid Pain. And Life Will Be Fun (ซึ่งเป็นเพลงที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้เป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นเรื่อง) พอนางเอกได้ยินเพลงนี้ เธอก็หัวเราะเยาะหยันให้กับชีวิตตัวเอง และตัดสินใจเป็นกะหรี่

ที่เล่ามานี่แค่ครึ่งเรื่องแรกนะคะ จริงๆแล้วหนังมีรายละเอียดอีกเยอะ และครึ่งเรื่องหลังนางเอกก็เจอเคราะห์กรรมกระหน่ำอย่างรุนแรงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าช่วงครึ่งแรกเลยค่ะ คือตอนก่อนเราดูหนังเรื่องนี้ เราจินตนาการเล่นๆว่า มันน่าจะฉายควบกับแหวนทองเหลือง (1973, Prince Anusorn Mongkolkarn, A+30) แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าจริงๆ เราก็พบว่ามันเหมาะกับ “แหวนทองเหลือง” จริงๆ แต่ชีวิตนางเอกของ UNDER THE LANTERN นี่เหมือนกับ “แหวนทองเหลือง” แค่ครึ่งเรื่องแรกเท่านั้น เพราะในขณะที่นางเอกของ “แหวนทองเหลือง” เจออะไรดีๆในช่วงกลางเรื่อง นางเอกของ UNDER THE LANTERN กลับไม่เจออะไรดีๆแบบนั้นเลย ชีวิตเธอมีแต่ความชิบหายของจริง

--แต่ถึงแม้เราจะชอบความ humanist ของ Gerhard Lamprecht แต่เราก็ไม่แน่ใจนะว่าความ humanist ของเขามันมากเกินไปจนมันไปลดทอนพลังของหนังหรือเปล่า คือเราว่าหนัง 4 เรื่องของเขาที่เราได้ดู (รวมถึง SLUMS OF BERLIN, FOLKS UPSTAIRS และ CHILDREN OF NO IMPORTANCE) มันขาด “ความสะเทือนใจอย่างรุนแรง” บางอย่างน่ะ  ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเขานำเสนอตัวละครเอกที่เป็น “คนดี” มากเกินไปหรือเปล่า หรือบางทีการที่หนังของเขาไม่ตราตรึงใจเราอย่างรุนแรง อาจจะเป็นเพียงเพราะว่าเขาขาดพรสวรรค์ด้านการกำกับภาพ หรือด้านการคิดบทคิดซีนที่มันตราตรึงใจอย่างรุนแรงก็ได้ คือเขาคิดเนื้อเรื่องมาดีแล้วแหละ เนื้อเรื่องในหนังของเขามันเป็นเรื่องของตัวละครที่เจอชีวิตบัดซบอย่างรุนแรงไม่หยุดหย่อน แต่เหมือนเขายังไม่สามารถดึงพลังจากเนื้อเรื่องหรือโครงเรื่องที่ดีมากออกมาได้อย่างเต็มที่น่ะ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะปัจจัยหลายๆประการ ซึ่งรวมถึงการที่ตัวละครเอกเป็นคนดีมากเกินไป, หนังขาดซีนที่ให้ความรู้สึกรุนแรงจริงๆ และหนังขาดการถ่ายภาพที่ทรงพลังจริงๆ

คือเราชอบ UNDER THE LANTERN มากนะ และหนังก็มีฉากที่สะเทือนใจเรามากๆ (อย่างเช่นฉากที่นางเอกเจอหญิงขอทาน แล้วเลยตัดสินใจเป็นกะหรี่) และมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงไอเดียที่ดีมากๆ (อย่างเช่นช่วงนึงของหนังที่เป็นการถ่ายแต่ “วัตถุ” เป็นเวลา 5-10 นาที โดยที่เราแทบไม่เห็นตัวละครเลย) แต่เราก็พบว่า มันไม่ “ทรงพลัง” เท่ากับหนังชีวิตสาวรันทดยุคเก่าอย่าง THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst, A+30), DIARY OF A LOST GIRL (1929, G. W. Pabst, A+30) และ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini) น่ะ คืออย่างใน NIGHTS OF CABIRIA มันมีบางฉากที่เรารู้สึกว่ามัน magic มากๆ (อย่างเช่นฉากกะหรี่เข้าโบสถ์) และนั่นคงต้องยกความดีความชอบให้กับพรสวรรค์ของ Fellini เพราะเขาสามารถสร้างฉากแบบนี้ได้ในหนังทุกเรื่องของเขา ส่วนใน DIARY OF A LOST GIRL กับ THE JOYLESS STREET นั้น เรารู้สึกว่า Pabst สร้างตัวละครหญิงที่ “น่าสนใจ” สุดๆและทำให้เรามีอารมณ์ร่วมกับตัวละครเหล่านี้ได้มากกว่าตัวละครหญิงในหนังของ Lamprecth น่ะ คือเรารู้สึกว่าตัวละครหญิงและตัวละครหลักในหนังของ Lamprecht มันดูขาด “ความพิเศษ” บางอย่างยังไงไม่รู้ มันดูเป็นคนดี+คนธรรมดาที่ปล่อยให้อุปสรรคในชีวิตเข้ามากระแทกไปเรื่อยๆ และก็พยายามสู้ทนกับมันต่อไป ทำดีต่อไป แต่มันขาด “ความพิเศษ” ทางสภาพจิตใจบางอย่างที่จะทำให้คนเหล่านี้ไม่ใช่คนธรรมดาหรือตัวละครธรรมดาน่ะ ซึ่งตัวละครหญิงในหนังของ Pabst จะไม่ใช่อย่างนั้น โดยเฉพาะใน THE THREEPENNY OPERA (1931, G. W. Pabst, A+30) ที่เต็มไปด้วยตัวละครหญิงที่มีอิทธิฤทธิ์สูง ส่วนใน THE JOYLESS STREET นั้น หนังมีตัวละครหญิงเด่นๆที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ตัวละครหญิงฝ่ายดี” ถึง 4 คน แต่ Pabst ก็สามารถทำให้ตัวละครหญิงฝ่ายดี 4 คนนี้ มีคุณลักษณะพิเศษที่น่าจดจำมากๆทั้ง 4 คนเลย โดยตัวละครที่แสดงโดย Greta Garbo อาจจะถือเป็นตัวละครหญิงที่ “ดีงามตามขนบ” มากที่สุด แต่เธอก็โดดเด่นด้วยความสวยของเธอ แต่ตัวละครหญิงอีก 3 คนที่เหลือนั้น มีทั้งตัวละครที่ “ฆ่าคนเพราะความรัก” ในขณะที่อีกคนนึงก็ “ฆ่าคนเพราะความหิว” และอีกคนนึงก็ “สนับสนุนให้ผู้ชายหนุ่มหล่อไปขายตัว” คืออะไรแบบนี้นี่แหละ ที่มันทำให้ตัวละครหญิงในหนังของ Pabst มันมีเสน่ห์สุดๆสำหรับเรา แต่หนังของ Lamprecht ขาดจุดนี้ไป


สรุปว่า เราชอบ Gerhard Lamprecht มากๆในระดับนึง เราว่าเขาเป็นผู้กำกับที่ humanist ดี และมีฝีมือการกำกับมากในระดับนึง แต่เขาขาดพรสวรรค์บางอย่างที่จะทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับขั้นเทพที่สามารถสร้างผลงานที่มันอมตะนิรันดร์กาลจริงๆได้ 

Tuesday, October 20, 2015

HAMLET (1921, Sven Gade + Heinz Schall, Germany, A+20)

HAMLET (1921, Sven Gade + Heinz Schall, Germany, A+20)

1.ในแง่การกำกับ รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับปานกลาง ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นสง่าเหมือนหนังของผู้กำกับชื่อดังในยุคนั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจสุดๆในหนังเรื่องนี้ก็คือการนำบทประพันธ์ HAMLET ของเชคสเปียร์มาดัดแปลงใหม่ให้แตกต่างไปจากเดิมอย่างรุนแรง โดยในเวอร์ชั่นนี้ ตัวละครแฮมเล็ต (Asta Nielsen) เป็นผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นผู้ชาย เพื่อที่เธอจะได้มีสิทธิสืบทอดราชบัลลังก์ และหนังเรื่องนี้ยังเน้นไปที่ความรักระหว่างแฮมเล็ตกับโฮราชิโอด้วย และส่งผลให้หนังเรื่องนี้เป็น HAMLET เวอร์ชั่นเดียวที่เราเคยดูที่นำเสนอความรักระหว่างแฮมเล็ตกับโฮราชิโออย่างซาบซึ้งกินใจ ในขณะที่ HAMLET เวอร์ชั่นอื่นๆที่เราเคยดู ไม่เคยมีการดัดแปลงออกมาในทำนองนี้เลย และตัวละครโฮราชิโอในเวอร์ชั่นอื่นๆก็เป็นตัวประกอบที่มีความสำคัญน้อยมาก ในขณะที่โฮราชิโอในเวอร์ชั่นนี้กลายเป็น “พระเอก” ของเรื่อง ส่วนแฮมเล็ตกลายเป็น “นางเอก” ของเรื่อง

2.ตัวละครแฮมเล็ตในหนังเรื่องนี้ ร้ายกาจมากในแง่ความรัก เพราะเธอหลงรักโฮราชิโอ แต่โฮราชิโอเข้าใจว่าแฮมเล็ตเป็นผู้ชาย โฮราชิโอก็เลยไปหลงรักโอฟีเลียแทน แฮมเล็ตก็เลยพยายามขัดขวางความรักของทั้งสองด้วยการจีบโอฟีเลีย เพื่อที่โอฟีเลียจะได้ไม่ไปสนใจโฮราชิโอ

3.พอแฮมเล็ตในเรื่องนี้เป็นผู้หญิง ความขัดแย้งระหว่างแฮมเล็ตกับราชินีเกอร์ทรูดก็เลยรุนแรงมาก เพราะมันเป็นการตบตีกันระหว่างแม่กับลูกสาว

4.น่าสนใจดีที่ HAMLET แต่ละเวอร์ชั่นที่เราเคยดูต่างก็มีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเองมากๆ อย่างเช่น

4.1 HAMLET (1996, Kenneth Branagh) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่น่าจะดัดแปลงจากบทประพันธ์เดิมน้อยสุด และมีความยาวถึง 242 นาที จำได้ว่า Kate Winslet เล่นเป็นโอฟีเลียได้ดีในเวอร์ชั่นนี้

4.2 HAMLET (2000, Michael Almereyda) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เกิดขึ้นในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยมีฉากเด่นคือฉาก TO BE OR NOT TO BE ที่เกิดขึ้นใน “ร้านวิดีโอ” เราจำได้ว่าเราชอบ Diane Venora จากบทเกอร์ทรูดในเวอร์ชั่นนี้

4.3 HAIDER (2014, Vishal Bhardwaj, 160min) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่น่าประทับใจมากๆ เพราะเนื้อหาของเรื่องถูกดัดแปลงให้มาเกี่ยวข้องกับสงครามแบ่งแยกดินแดนระหว่างอินเดียกับแคชเมียร์ Shahid Kapoor เล่นได้น่าประทับใจมากในบทพระเอก และตัวละครแม่พระเอกก็ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นตัวละครที่รุนแรงที่สุดในหนังเรื่องนี้ รวมทั้งรุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับตัวละครเกอร์ทรูดใน HAMLET เวอร์ชั่นอื่นๆ

4.4 WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF THE REVOLUTION (2007, Ninart Boonpothong) อันนี้เป็นละครเวทีที่สะท้อนเหตุการณ์รัฐประหารในไทยในปี 2006 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่นอนหลับแล้วฝันถึงแฮมเล็ต ละครเรื่องนี้มีจุดเด่นที่การนำเพลงของวง The Beetles มาใช้ได้อย่างกระตุ้นความคิดมากๆ, มีการโยงเรื่องเข้ากับประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างน่าคิดมากๆ และมีฉากเด่นเป็นฉากที่ตัวละครหลายตัวแต่งชุดสลับเพศกัน

4.5 H-A-M-L-E-T (2009, Damkerng Titapiyasak) อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่นพพันธ์ บุญใหญ่แสดงคนเดียวตลอดทั้งเรื่อง

ในบรรดา HAMLET 6 เวอร์ชั่นที่เราดูมานี้ เราชอบเวอร์ชั่น WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF THE REVOLUTION มากที่สุดนะ เพราะประเด็นการเมืองของมันน่าสนใจสุดสำหรับเรา และการเล่นกับการซ้อนเหลื่อมกันระหว่างความฝันกับความจริงในเวอร์ชั่นนี้ก็ทำออกมาได้ดีมากๆด้วย

แต่ HAMLET เวอร์ชั่นปี 1921 ก็มีข้อดีในตัวของมันเองแหละ โดยเฉพาะเรื่องการดัดแปลงให้ HAMLET เป็นผู้หญิง เราเดาว่าการสร้างหนังแบบนี้ออกมาในปี 1921 อาจจะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงด้าน “สิทธิสตรี” ในยุคนั้นด้วยก็ได้ และความโฮโมอีโรติกในเวอร์ชั่นนี้ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีงามและ unique มากๆด้วย

Sunday, October 18, 2015

THE WILDCAT (1921, Ernst Lubitsch, Germany, A+25)

THE WILDCAT (1921, Ernst Lubitsch, Germany, A+25)

--จริงๆแล้วมีหลายส่วนที่ทำให้นึกถึงหนังตลกของไทยกลุ่ม “ทหารเกณฑ์” หรือ “ทหารเรือ” บ๊องๆที่ผลิตกันออกมาเยอะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 นะ เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตในค่ายทหารแบบตลกโปกฮา ไร้สาระ เสียสติแบบนั้นเลยน่ะ ตัวนายพลหัวหน้าค่ายก็บ้องตื้นมากๆ และพระเอกก็เป็นทหารหนุ่มหล่อหน้าใหม่ที่เข้ามาในค่ายทหารแห่งนั้น แล้วตัวลูกสาวนายพลก็ตกหลุมรักพระเอก และอยากได้พระเอกเป็นผัวอย่างรุนแรงมาก

--แต่สิ่งสำคัญที่อาจจะทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังตลกของไทยกลุ่ม “ทหารเกณฑ์” ก็คือว่า หนังเรื่องนี้มันไม่มีความรู้สึก “ชาตินิยม” เลยแม้แต่นิดเดียว และไม่มีการเชิดชูทหารเลยแม้แต่นิดเดียวน่ะ คือมันใช้ setting เป็นค่ายทหาร และเอาทหารในค่ายมาทำตลกหุยฮาไปเรื่อยๆก็จริง แต่มันไม่มีความรู้สึกเชิดชูทหารเลย ไม่มีความรักชาติเลย เราก็เลยรู้สึกว่า นี่มันเป็นหนังตลกเกี่ยวกับทหารที่ “ปลอดจากสารพิษเจือปน” จริงๆ มันไม่มีสารเคมีตกค้างเหลืออยู่ในหนังจริงๆ เราก็เลยฮากับมันไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

--ขอยกให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับ one of my most favorite “set decorations” of all time เพราะหนังมันจัดฉากต่างๆในเรื่องได้แบบ Expressionist อย่างรุนแรงสุดทางมากๆ โดยนักวิจารณ์บอกว่า บางทีการที่มัน Expressionist แบบสุดทางแบบนี้ เป็นเพราะมันต้องการล้อเลียนหนัง Expressionists  ด้วยกันเอง

--การออกแบบกรอบภาพในหนังเรื่องนี้ก็ไปสุดทางมากๆด้วย คือมีกรอบภาพประมาณ 10 แบบได้มั้งในหนังเรื่องนี้ ซึ่งแตกต่างจากหนังธรรมดาในยุคปัจจุบันที่ใช้กรอบภาพเพียงแบบเดียว นั่นก็คือกรอบภาพแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตลอดทั้งเรื่อง

--อีกปัจจัยนึงที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มากๆก็คือว่า ถึงมันจะเป็นหนังตลก และนำเสนอทุกอย่างแบบ “เว่อร์เกินความเป็นจริง” อย่างเช่นมีตัวละครโจรหนุ่มคนนึงร้องไห้จนน้ำตาไหลออกมาเป็น “คลอง” แต่มันก็นำเสนอ “ความรัก” และ “ความเจ็บปวดจากความรัก” ได้จี๊ดใจจริงๆด้วยนะ คือมันเป็นหนังตลกน่ะ แต่พอมันจะนำเสนอความเจ็บปวดจากความรัก มันกลับทำได้ซึ้งกว่าหนังรักโรแมนติกหลายๆเรื่องซะอีก คือต้องกราบตีน Ernst Lubitsch จริงๆที่ทำได้แบบนี้

คือตลอดทั้งเรื่องเรารู้สึกเหมือนกับว่าเราดูหนังดีๆสักเรื่องนึงของ Jim Carrey อะไรทำนองนี้ แต่พอถึงตอนจบนี่มันเจ็บปวดแบบคลาสสิค ร้าวรานใจเกือบเทียบได้กับหนังอย่าง ALL THAT HEAVEN ALLOWS (1955, Douglas Sirk) เลย

แต่จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหนังตลกยุคนั้นก็ได้นะ เพราะหนังตลกของ Charlie Chaplin หรือ Buster Keaton บางเรื่องในยุคนั้น มันอาจจะไม่ได้ “หัวเราะร่า” อย่างเดียว บางเรื่องมันอาจจะแฝงความเจ็บปวดจริงๆของมนุษย์เอาไว้จนทำให้เรา “น้ำตาริน” ตามไปด้วย

Wednesday, October 14, 2015

SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 5 ของ Lubitsch ที่เราได้ดู และเราก็พบว่าเราถูกโฉลกกับหนังของเขาจริงๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตัวละครหญิงในหนังของเขามันเข้าทางเรามากๆ เราว่าตัวละครหญิงในหนังของเขาเหมือนจะเป็นญาติๆกับตัวละครหญิงในหนังของ Paul Verhoeven เลยน่ะ ทั้งๆที่สองคนนี้ทำหนังคนละ genre กัน เพราะตัวละครหญิงในหนังของผู้กำกับทั้งสองคนนี้ต่างก็ “เข้มแข็งมาก” และ “เงี่ยนมาก” กว่าตัวละครหญิงในหนังทั่วๆไป ซึ่งความเงี่ยนนี่เป็นปัจจัยสำคัญเลย เพราะนางเอกในหนังทั่วไปมักจะ “ต้องการความรัก” แต่ไม่ค่อยแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ แต่ตัวละครหญิงในหนังของ Lubitsch และ Paul Verhoeven นี่จะกล้าแสดงความต้องการทางเพศออกมา

ใน SUMURUN นี่จะมีตัวละครหญิงที่เราชอบสุดๆถึง 3 ตัว ซึ่งได้แก่ Sumurun (Jenny Hasselqvist), Yannaia (Pola Negri) และ Haidee (Aud Egede-Nissen) โดย Sumurun นี่เป็นตัวละครที่เข้มแข็งสุดๆ มีฉากนึงที่เธอถูกชี้คทรราช (Paul Wegener) สั่งให้กราบเท้าขอขมา แล้วเขาจะไว้ชีวิตให้ แต่ Sumurun เธอไม่ยอมขอขมาทรราช เธอยอมถูกประหารชีวิตดีกว่าที่จะยอมก้มหัวให้ทรราชชั่วๆแบบนี้

ส่วน Yannaia เป็นตัวละครหญิงที่เงี่ยนมาก และมีลักษณะที่ทำให้นึกถึงตัวละครหญิงในหนังของ Verhoeven หรือตัวละครหญิงแบบ “อีพริ้ง คนเริงเมือง” และนางเอกใน “ทองประกายแสด” Yannaia เป็นตัวละครหญิงที่พยายามเสยหีใส่หนุ่มหล่ออย่างรุนแรง ซึ่งตัวละครหญิงที่ “เงี่ยนมาก” แบบนี้ เวลาอยู่ในหนังไทยหรือละครไทย มันมักจะได้รับบทเป็นเพียงแค่ “นางอิจฉา” น่ะ แต่ในหนังเรื่อง SUMURUN นี้ ตัวละคร Yannaia ถือเป็นนางเอกหรือหนึ่งในนางเอกของเรื่องเลยทีเดียว และหนังก็ดูเหมือนจะรักเธอและปฏิบัติต่อเธอในฐานะมนุษย์คนนึง แทนที่จะปฏิบัติต่อเธอเหมือนเป็นเพียงนางแพศยาที่สมควรถูกลงโทษ

ส่วน Haidee นั้น ถ้าเป็นในหนังไทยหรือละครไทย เธอจะเป็นเพียงตัวละครประเภท “เพื่อนนางเอก” ที่มีหน้าที่เพียงแค่ให้กำลังใจนางเอก คอยช่วยเหลือนางเอก หรือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นางเอกได้ระบายความในใจออกมาให้ผู้ชมได้รับรู้ (คือนางเอกจะคุยกับเพื่อนนางเอก เพื่อที่ผู้ชมจะได้รู้ว่านางเอกคิดอะไร) แต่ตัวละครประเภท “เพื่อนนางเอก” นี้ ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้สวยกว่านางเอก หรือมีคุณสมบัติโดดเด่นเกินหน้าเกินตานางเอกน่ะ

แต่หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราชอบ SUMURUN อย่างสุดๆ ก็คือการที่ตัวละคร “เพื่อนนางเอก” ในหนังเรื่องนี้ มันหลุดออกจากกรอบของมันน่ะ เพราะตัวละคร Haidee นี้ มีบุคลิกภาพที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตามากๆ คือเธอมีบทบาทคอยช่วยเหลือ Sumurun (ซึ่งเป็นหนึ่งในนางเอก) ก็จริง แต่หนังขับเน้น “ความฉลาด” ของตัวละครตัวนี้อย่างรุนแรง จนเธอดูเหมือนอิ๊คคิวซัง + MacGyver + อึ้งย้ง ไปเลย เธอเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และสามารถใช้หัวสมองของเธอในการช่วยให้นางเอกรอดจากสถานการณ์คับขันได้หลายครั้ง และในฉากของ “การประกาศความเป็นไท” นั้น เธอก็เป็นตัวละครที่โผล่ออกมาอย่างสง่างามเป็นคนแรก แทนที่จะเป็นตัว Sumurun คือการที่หนังสร้างความสง่างามให้กับตัวละคร “เพื่อนนางเอก” แบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆน่ะ

2.นอกจากการสร้างตัวละคร “เพื่อนนางเอก” ที่หลุดออกจากกรอบของความเป็นเพื่อนนางเอกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราชอบ SUMURUN อย่างสุดๆ ก็คือการสร้างตัวละคร “ตัวตลก” ที่หลุดออกจากกรอบของความเป็นตัวตลกด้วย คือใน SUMURUN นี่ มันจะมีตัวละครลุงป้าคู่หนึ่ง ที่ทำให้นึกถึง “ล้อต๊อก” กับ “ชูศรี” ในหนังไทยยุคเก่าน่ะ คือมันเป็นตัวละครลุงป้าที่เหมือนมีบทบาทแค่มาช่วยเรียกเสียงหัวเราะให้กับหนังเป็นระยะๆเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้ว เราก็ดูหนังไทยยุคเก่าไม่เยอะนะ แต่เท่าที่เราจำได้ ตัวละครประเภท ล้อต๊อก+ชูศรี หรือตัวตลกประเภท “ดอกดิน กัญญามาลย์ + อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา” ในหนังของดอกดิน หรือตัวละครที่แสดงโดยค่อม ชวนชื่นในหนังไทยยุคปัจจุบัน มันจะอยู่ในกรอบของความเป็นตัวตลกน่ะ มันมักจะไม่ค่อยทำอะไรเกินหน้าเกินตาพระเอกนางเอก หรืออยู่ดีๆก็กลายเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้พล็อตเรื่องพลิกผันไปอย่างรุนแรง คือตัวตลกในหนังไทยประเภทนี้ มันมักจะเป็นตัวละครที่สามารถตัดออกไปจากหนังได้เลย โดยที่เนื้อเรื่องแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม อาจจะมียกเว้นก็อย่างเช่นบทของชูศรีใน “เมืองขอทาน ขี้กลากคอนกรีต” (1978, เพิ่มพล เชยอรุณ) ที่ไม่ได้ถูกจำกัดกรอบให้มีบทบาทเป็นเพียงแค่ตัวตลก แต่เธอมีบทบาทเป็น “เจ้าแม่” ในเรื่อง

ซึ่งจริงๆแล้วเราจะไม่ชอบการจำกัดกรอบให้กับ “เพื่อนนางเอก”, “นางอิจฉา”, “ตัวตลก” ในหนังไทยแบบนี้เท่าไหร่ มันไม่เข้ากับรสนิยมของเรา หรือมันไม่เข้ากับวิธีการที่เราใช้มองมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบตัวละครลุงป้าใน SUMURUN อย่างมากๆ เพราะตอนแรกเรานึกว่าลุงป้าคู่นี้มันจะมีบทบาทเรียกเสียงฮาเหมือนอย่างล้อต๊อก+ชูศรีเท่านั้น แต่ไปๆมาๆ ปรากฏว่า หนัง treat ความรักและความเงี่ยนของตัวละครลุงป้าคู่นี้อย่างจริงจังสุดๆ และพอถึงตอนจบของหนัง ก็ปรากฏว่า ตัวละครลุงหลังค่อมที่ถ้าหากอยู่ในหนังไทย ก็จะกลายเป็นตัวละครที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นล่างสุดหรือเกือบล่างสุด (ลำดับชั้นอาจจะเป็น พระเอก-นางเอก-ผู้ร้าย-นางอิจฉาหรือดาวยั่ว-พระรอง-นางรอง-ตัวตลก-คนใช้พระเอกและนางเอก) นี่แหละ ที่กลายเป็นคนที่ลุกขึ้นมาฆ่าทรราชได้ 

คือในหนังไทย ตัวละครที่ลุกขึ้นมาฆ่าทรราช หรือผู้ร้ายหัวโจกของเรื่อง มักจะเป็นพระเอกหรือนางเอกน่ะ ในขณะที่ตัวตลกของเรื่อง มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรแบบนี้ แต่ใน SUMURUN นี่ บทบาทการฆ่าทรราช กลับเป็นของตัวละครที่มีลักษณะคล้ายตัวตลกแบบล้อต๊อก เราก็เลยชอบจุดนี้อย่างสุดๆ มันเหมือนกับว่าในแง่นึง หนังเรื่องนี้มัน treat ตัวละครของมันอย่างค่อนข้างเสมอภาค หรือมันมองมนุษย์แบบที่เรามองน่ะ มันไม่ได้มองว่า “เพื่อนนางเอก” และ “ตัวตลก” ห้ามทำอะไรเกินหน้าเกินตาพระเอกนางเอกเป็นอันขาด แต่มันยอมรับว่าตัวละครแต่ละตัวต่างก็เป็นมนุษย์ที่มี potential ที่จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น คนที่อยู่ชั้นล่างสุด ก็สามารถลุกขึ้นมาฆ่าและโค่นล้มคนที่อยู่ชั้นสูงสุดอย่างชี้คในเรื่องได้ นอกจากนี้ “หญิงสาวที่เงี่ยนหนุ่มหล่ออย่างรุนแรง” ในหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ถูก treat เป็นเพียงแค่นางอิจฉาหรือดาวยั่วด้วย แต่ถูก treat เป็นหนึ่งในนางเอกของเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นการทะลายกรอบตัวละครนางเอก-นางอิจฉาด้วยเช่นกัน

กราบตีน Ernst Lubitsch จริงๆค่ะ


หนังเรื่องนี้มีให้ดูใน Youtube นะคะ

Thursday, September 17, 2015

FILMVIRUS IN WEIMAR GERMANY

ผู้ชมหลายคนคงจะเคยดูหนังเกี่ยวกับนาซีและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งหนังอย่าง SCHINDLER’S LIST (1993, Steven Spielberg), SHOAH (1985, Claude Lanzmann, 566min), THE SORROW AND THE PITY (1969, Marcel Ophuls, 262min), GERMAN CONCENTRATION CAMPS FACTUAL SURVEY (2014), HITLER: A FILM FROM GERMANY (1977, Hans-Jürgen Syberberg, 429min), COME AND SEE (1985, Elem Klimov), HEAL HITLER! (1986, Herbert Achternbusch), MY MOTHER’S COURAGE (1995, Michael Verhoeven), MUSIC BOX (1989, Costa-Gavras), NIGHT AND FOG (1955, Alain Resnais) ฯลฯ แต่ขณะที่เราดูหนังเหล่านั้น เราเคยตั้งข้อสงสัยไหมว่า เพราะเหตุใดคนเยอรมันในยุคนั้นถึงยอมปล่อยให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างโหดเหี้ยม และการทำสงครามเข่นฆ่าคนในประเทศอื่นๆมากมาย โดยที่มีคนเยอรมันหลายคนในยุคนั้นยินดีปรีดาและสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตาต่อการกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนาเหล่านี้ด้วย

หรือจริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนา แต่การฝักใฝ่เผด็จการและการยินดีกับการเข่นฆ่า “คนอื่นๆที่แตกต่างจากตัวเอง” เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์อยู่แล้วหลายคนในหลายๆประเทศและในหลายๆยุคสมัย ซึ่งรวมถึงในตัวเพื่อนๆเราหรือคนที่เคยเป็นเพื่อนเราในยุคปัจจุบัน บางทีคนเยอรมันในยุคนั้นอาจจะไม่ได้แตกต่างจากเรามากเท่าที่คาด เมื่อเราดูหนังเกี่ยวกับนาซี แว่บแรกเราอาจจะนึกว่าคนพวกนั้นดูเป็นยักษ์มารที่แตกต่างจากคนดีอย่างพวกเราเสียเหลือเกิน แต่จริงๆแล้วเราแตกต่างจากพวกเขามากขนาดนั้นจริงหรือ หรือว่าจริงๆแล้วความฝักใฝ่เผด็จการมันแอบซ่อนอยู่ในตัวพวกเราบางคน และรอวันที่จะถูกปลุกขึ้นมาเมื่อสภาพสังคมเอื้ออำนวย และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราจะขับไล่ความฝักใฝ่เผด็จการออกไปจากตัวพวกเราได้อย่างไร

เราไม่มีคำตอบให้กับคำถามข้างต้น แต่บางทีเราอาจจะหาคำตอบเหล่านั้นได้จาก Facebook page “ในไวมาร์เยอรมัน” และในหนังสือ “ในไวมาร์เยอรมัน ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ของคุณภาณุ ตรัยเวช ที่อาจจะออกวางแผงในเดือนมี.ค. 2016 อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่สนใจว่าชาวเยอรมันเขาใช้ชีวิตกันอย่างไรในยุคไวมาร์ หรือในปี 1919-1933 เราก็ขอเชิญชวนให้คุณมาชมภาพยนตร์เยอรมันในโปรแกรมนี้ โดยภาพยนตร์ในโปรแกรมนี้ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายในยุคไวมาร์ และสะท้อนให้เห็นว่าคนเยอรมันในยุคนั้นเขาดูหนังเรื่องอะไรกันบ้าง เขาชอบเรื่องราวแบบไหน เขาใช้ชีวิตอย่างไร เขาคิดฝันถึงอะไร เขามองตนเองอย่างไร มองโลก และมองจักรวาลอย่างไร เขามีค่านิยมแบบไหน ค่านิยมอะไรที่หากมองด้วยสายตาของคนในยุคปัจจุบันแล้ว มันเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมากๆ และมันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง “การมองคนไม่เท่ากัน” ของคนในยุคนั้น

หนังบางเรื่องในโปรแกรมนี้อาจจะไม่ใช่หนังที่มีคุณค่าดีเลิศในเชิงศิลปะ และบางเรื่องอาจจะเป็นหนังที่สะท้อนทัศนคติที่เลวร้าย แต่เราเชื่อว่าหนังเหล่านี้มีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์  และหนังที่สะท้อนทัศนคติที่เลวร้ายหรือผิดพลาดของคนในอดีต อย่างเช่นทัศนคติเหยียดเพศหญิงว่าไม่ควรได้รับสิทธิทัดเทียมกับผู้ชายในหนังบางเรื่องในโปรแกรมนี้ อาจจะทำให้เราตั้งคำถามต่อตนเองในยุคปัจจุบันได้เช่นกันว่า ถ้าหากคนในปี 2100 มองย้อนกลับมายังเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในปี 2015 พวกเขาจะมองเราด้วยสายตาเช่นไร เราคิดว่าสิ่งที่เราคิด, เราเชื่อ และเราทำในปัจจุบันนี้ มันจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในสายตาของคนในปี 2100

เราลองนั่ง time machine ย้อนกลับไปในอดีตกัน ไปดูว่าคนเยอรมันในยุคไวมาร์เมื่อ 80-100 ปีก่อน เขาดูหนังเรื่องอะไรกันบ้าง เขาเหมือนกับเรามากแค่ไหน และเขาแตกต่างจากเรามากแค่ไหน และถ้าหากเขาไม่ได้แตกต่างจากเรามากนัก นั่นก็หมายความว่าเหตุการณ์เลวร้ายในยุคนาซีที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มันก็อาจจะกลับมาเกิดขึ้นได้อีกในปัจจุบัน และเมื่อใดก็ตามที่เรา “ตัดสิน” คนเยอรมันในยุคไวมาร์ว่าดีชั่วหรือแตกต่างจากเรามากเพียงไร เราก็อย่าลืมเช่นกันว่า คนในปี 2100 ก็อาจจะมองเราในปี 2015 ด้วยสายตาแบบเดียวกัน

Program IN WEIMAR GERMANY

27 SEP 2015
Week 1 BEFORE WEIMAR WITH ASTA NIELSEN
12.30hrs OPENING TALK WITH PANU TRIVEJ
SUFFRAGATE (1913, Urban Gad, 61min)
+ THE ABC OF LOVE (1916, Magnus Stifter, 50min)
15.30hrs ESKIMO BABY (1918, Heinz Schall, 65min)
+ THE QUEEN OF THE STOCK EXCHANGE (1918, Edmund Edel, 63min)

4 OCT 2015
Week 2 FRITZ LANG
12.30hrs THE SPIDERS (1919, Fritz Lang, 137min)
15.00hrs SPIES (1928, Fritz Lang, 145min)

11 OCT 2015
Week 3 ERNST LUBITSCH
12.30hrs SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch, 103min)
14.30hrs ANNA BOLEYN (1920, Ernst Lubitsch, 118min)

18 OCT 2015
Week 4 CROSSDRESSING
12.30hrs I DON’T WANT TO BE A MAN (1918, Ernst Lubitsch, 45min)
+ THE WILDCAT (1921, Ernst Lubitsch, 82min)
14.45hrs HAMLET (1921, Sven Gade + Heinz Schall, 131min)

25 OCT 2015
Week 5 SEMI-DOCUMENTARIES: THE UNIVERSE, THE WORLD, AND GERMANY
12.30hrs OUR HEAVENLY BODIES (1925, Hans Walter Kornblum, 92min)
+ MELODY OF THE WORLD (1929, Walter Ruttman, 49min)
15.00hrs FROM THE REALM OF SIX DOTS (1927, Hugo Rütters, 100min)

1 NOV 2015
Week 6 EXPRESSIONISM AND F.W. MURNAU
12.30hrs FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, 73min)
+ TARTUFFE (1926, F.W. Murnau, 64min)
15.00hrs PHANTOM (1922, F.W. Murnau, 120min)

15 NOV 2015
Week 7 THE RICH AND THE POOR
12.30hrs THE JOYLESS STREET (1925, G.W. Pabst, 151min)
15.15hrs SLUMS OF BERLIN (1925, Gerhard Lamprecht, 113min)

22 NOV 2015
Week 8 GERHARD LAMPRECHT
12.30hrs FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, 119min)
14.45hrs CHILDREN OF NO IMPORTANCE (1926, Gerhard Lamprecht, 96min)

29 NOV 2015
WEEK 9 RELIGIOUS TOLERANCE VS. LENI RIEFENSTAHL
12.30hrs NATHAN THE WISE (1922, Manfred Noa, 123min)
14.45hrs THE HOLY MOUNTAIN (1926, Arnold Fanck, 106min)

13 DEC 2015
Week 10 FOOTBALL
12.30hrs KING OF THE CENTER FORWARDS (1927, Fritz Freisler, 95min)
+ INTERNATIONAL COMPETITION GERMANY VS. ITALY IN THE DUISBERG STADIUM (1924, documentary, 9min)
14.30hrs ELEVEN DEVILS (1927, Zoltan Korda + Carl Boese, 98min)

20 DEC 2015
Week 11 COUNTDOWN TO THE THIRD REICH
12.30hrs UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, 131min)
15.00hrs THE CITY OF TOMORROW (1930, Erich Kotzer + Maximilian von Goldbeck, 33min)
+ WHERE OLD PEOPLE LIVE (1931, Ella-Bergmann Michel, documentary, 13min)
+UNEMPLOYED ARE COOKING FOR THE UNEMPLOYED (1932, Ella-Bergmann Michel, documentary, 9min)
+FISHING IN THE RHÖN (AT THE SINN) (1932, Ella-Bergmann Michel, documentary, 10min)
+ELECTION CAMPAIGN 1932 (LAST ELECTION) (1933, Ella-Bergmann Michel, documentary, 13min)
+TRAVELLING HAWKERS IN FRANKFURT AM MAIN (1932, Ella-Bergmann Michel, documentary, 46min)
+BLUE IS THE BEAT OF MY HEART (1989, Jutta Hercher + Maria Hemmleb, documentary, 30min)

27 DEC 2015
Week 12 G.W. PABST
12.30hrs DIARY OF A LOST GIRL (1929, G.W. Pabst, 116min)
14.30hrs THE THREEPENNY OPERA (1931, G.W. Pabst, 110min)
+ BRECHT VS. PABST (2007, documentary, 49min)

WEEK ONE

THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad, 60min)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเนลลี (Asta Nielsen) หญิงสาวชาวอังกฤษที่มีชายหนุ่มหลายคนมาติดพัน แต่เธอกลับหลงรักลอร์ด แอสคิว (Max Landa) นักการเมืองที่ต่อต้านการให้สิทธิผู้หญิงในการเลือกตั้ง และนั่นก็ทำให้เนลลีกับลอร์ด แอสคิวต้องกลายเป็นศัตรูกัน เพราะแม่ของเนลลีเป็นหนึ่งใน suffragette หรือนักเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงในการเลือกตั้ง และแม่ของเนลลีก็ได้ชักจูงให้เนลลีมาเข้าร่วมขบวนการของเธอด้วย เนลลีได้กลายเป็นนักเรียกร้องสิทธิสตรี เธอถูกจับเข้าคุก, เธออดอาหารประท้วง และเธอก็ถูกบีบบังคับให้กินอาหารโดยไม่สมัครใจด้วย

THE ABC OF LOVE (1916, Magnus Stifter, 50min)

หนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่ออกฉายครั้งแรกเมื่อ 99 ปีก่อน หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับลิซ (Asta Nielsen) สาวแก่นแก้วที่เพิ่งได้เจอหน้าคู่หมั้นหนุ่มที่ชื่อฟิลิปป์ (Ludwig Trautmann) เป็นครั้งแรก พอลิซได้เห็นหน้าคู่หมั้น เธอก็ไม่พอใจ เธอคิดว่าฟิลิปป์ดูเรียบร้อยเกินไป ดูไม่แมน เธอก็เลยหลอกพาฟิลิปป์ไปปารีสเพื่อสอนให้ฟิลิปป์รู้จักทำตัวแมนๆ โดยที่เธอเองก็ปลอมตัวเป็นผู้ชายด้วย แล้วเรื่องตลกชวนหัวต่างๆก็เกิดขึ้นตามมา

THE ESKIMOBABY (1918, Heinz Schall, 65min)

คนุด (Freddy Wingardh) ชายหนุ่มซึ่งมีคู่หมั้นอยู่แล้วได้เดินทางกลับมาจากการสำรวจกรีนแลนด์พร้อมกับนำของที่ระลึกติดตัวมาด้วย แต่ของที่ระลึกของเขาคือหญิงสาวชาวเอสกิโมชื่ออีวิกตุท (Asta Nielsen) ที่แทบไม่รู้จักเทคโนโลยีเลย เธอสร้างความปั่นป่วนตั้งแต่ฉากแรกที่ปรากฏตัวด้วยการเล่นเบรกรถไฟจนทำให้รถไฟต้องหยุดวิ่ง และเมื่อเธอมาอาศัยอยู่ในบ้านของคนุด เธอก็สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายต่างๆนานามากมาย และแน่นอนว่าเธอต้องมีฉากปะทะกับคู่หมั้นของคนุดด้วย

THE QUEEN OF THE STOCK EXCHANGE (1918, Edmund Edel, 63min)

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของ Helene Netzler (Asta Nielsen) เจ้าแม่ตลาดหุ้น, เจ้าแม่เหมืองแร่ และเจ้าแม่ทองแดง เธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการทำธุรกิจของเธอ และเธอก็ตกหลุมรัก Lindholm (Aruth Wartan) ผู้จัดการบริษัทเหมืองแร่ อย่างไรก็ดี ความรักของเธอเผชิญกับอุปสรรค เมื่อ Lindholm หันไปชอบพอกับ Lina ลูกพี่ลูกน้องของ Helene ที่มีฐานะยากจนและทำงานเป็นสาวใช้ของ Helene

WEEK TWO

THE SPIDERS (1919, Fritz Lang, 137min)

หนังเล่าเรื่องราวของการผจญภัยของ Kay Hoog (Carl de Vogt) ชายหนุ่มในซานฟรานซิสโกที่ได้รับข้อความลึกลับที่บ่งชี้ว่า มีชายชาวตะวันตกคนหนึ่งถูกชาวอินคาในเปรูจับตัวไว้ และชาวอินคากลุ่มนี้ครอบครองทองจำนวนมาก เคย์ตัดสินใจว่าจะออกเดินทางไปค้นหาชาวอินคากลุ่มนี้ แต่เขาต้องเจออุปสรรคขัดขวางเป็นองค์การลึกลับชื่อ The Spiders ที่พยายามจะค้นหาชาวอินคากลุ่มนี้เช่นกันเพื่อแย่งชิงทองของชาวอินคา การต่อสู้ชิงไหวชิงพริบกันระหว่างเขากับองค์การร้ายนี้นำพาเขาไปยังสถานที่ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่เมืองใต้ดินในซานฟรานซิสโก ไปจนถึง เม็กซิโก, เปรู, อังกฤษ และหมู่เกาะฟอล์คแลนด์

SPIES (1928, Fritz Lang, 145min)

นอกจาก Fritz Lang จะสร้างตัวละครจอมบงการขององค์การร้ายที่น่าประทับใจในหนังอย่าง THE SPIDERS (1919) และหนังชุด DR. MABUSE แล้ว เขายังสร้างตัวละครจอมบงการที่น่าประทับใจอีกตัวหนึ่งในหนังเรื่องนี้ด้วย โดย SPIES มีเนื้อหาเกี่ยวกับฮากี (Rudolph Klein-Rogge) เจ้าพ่ออาชญากรรมที่ส่งสายลับไปแฝงตัวทำงานอยู่ในหน่วยสืบราชการลับของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่สามารถปราบองค์การร้ายนี้ได้สักที และรัฐบาลก็เลยมอบหมายให้สายลับหนุ่มหน้าใหม่ที่มีชื่อรหัสว่า 326 (Willy Fritsch) หาทางทำลายองค์การลับนี้ให้ได้ อย่างไรก็ดี ฮากีรู้ข้อมูลนี้ดี ดังนั้นเขาจึงส่งซอนย่า (Gerda Maurus) สายลับสาวเซ็กซี่ชาวรัสเซียให้ไปจัดการกับ 326 ซะ ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเหมือนกับต้นแบบของหนังชุด James Bond ในเวลาต่อมา

WEEK THREE

SUMURUN (ONE ARABIAN NIGHT) (1920, Ernst Lubitsch, 103min)

SUMURUN ดัดแปลงมาจากการแสดงละครใบ้ 6 องก์ของ Friedrich Freksa ซึ่งดัดแปลงมาจากนิทานอาหรับพันหนึ่งราตรี โดยหนังเรืองนี้ใช้ฉากหลังเป็นดินแดนตะวันออกที่ไม่ระบุชื่อ และใช้ตัวประกอบหลายพันคน โดยมีลูบิทช์ร่วมแสดงด้วยในบทของตัวตลกหลังค่อมชื่อเยกการ์ที่อยู่ในคณะนักแสดงคาร์นิวาลร่อนเร่คณะหนึ่ง เยกการ์ตกหลุมรักยานเนีย (Pola Negri) ซึ่งเป็นนักเต้นรำชาวยิปซี แต่เธอกลับชอบโอรส (Carl Chewing ) ของชีคในฮาเร็มแห่งหนึ่ง และเยกการ์ก็เลยหาทางตามยานเนียเข้าไปอยู่ในฮาเร็มของชีคใจร้าย (Paul Wegener) คนนี้ด้วย นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังเล่าเรื่องของซูมูรุน (Jenny Hasselqvist) ดาวเด่นของฮาเร็มแห่งนี้ โดยซูมูรุนตกที่นั่งลำบากเมื่อเธอปฏิเสธความรักจากชีค เพราะเธอตกหลุมรักพ่อค้าขายเสื้อผ้าคนหนึ่ง (Harry Liedtke)

ANNA BOLEYN (1920, Ernst Lubitsch, 118min)
นอกจาก Ernst Lubitsch จะเก่งกาจในการสร้างหนังตลกอย่าง THE DOLL (1919) และ THE OYSTER PRINCESS (1919) แล้ว เขายังกำกับหนังพีเรียดดราม่าด้วยเช่นกัน ซึ่งรวมถึงเรื่อง MADAME DUBARRY (1919) และ ANNA BOLEYN โดยหนังเรื่อง ANNA BOLEYN นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของแอนนา โบลีย์น (Henny Porten) นางกำนัลวัย 30 ปีที่อาศัยอยู่กับดยุคแห่งนอร์ฟอล์ค (Ludwig Hartau) ผู้เป็นลุง เธอชอบพบกับเซอร์ เฮนรี่ นอร์ริส (Paul Hartmann) แต่เขากลับปฏิเสธความรักของเธอ เพราะเขาคิดว่าเธอเป็นชู้กับกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ของอังกฤษ (Emil Jannings) ทางด้านกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ก็ชอบแอนนา โบลีย์นมาก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจหย่าขาดจากราชินีแคทเธอรีน (Hedwig Pauly-Winterstein) เพื่อมาอภิเษกสมรสกับแอนนา โดยอ้างว่าราชินีแคทเธอรีนไม่สามารถให้กำเนิดราชโอรสได้ แต่การอภิเษกสมรสกับแอนนาในปี 1533 ส่งผลให้อังกฤษแตกแยกกับคริสตจักรโรมันคาทอลิกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

WEEK 4

I DON’T WANT TO BE A MAN (1918, Ernst Lubitsch, 45min)

Ossi (Ossi Oswalda) เป็นสาวน้อยที่ชอบกินเหล้า, สูบบุหรี่, เล่นไพ่กับผู้ชาย และออกไปเที่ยวนอกบ้าน เธอพบว่าการกระทำของเธอสร้างความไม่พอใจให้กับคุณลุง, ครูประจำบ้าน และผู้ดูแลหนุ่ม เธอก็เลยปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อออกไปเที่ยวนอกบ้านให้สะใจ

THE WILDCAT (1921, Ernst Lubitsch, 82min)

THE WILDCAT มีเนื้อหาเกี่ยวกับทหารหนุ่มนิสัยเจ้าชู้ชื่ออเล็กซิส (Paul Heidemann) ที่ถูกส่งไปประจำค่ายทหารในดินแดนห่างไกล แต่เขาถูกกลุ่มกองโจรกลุ่มหนึ่งจับตัวไป และริชกา (Pola Negri) ลูกสาวหัวหน้ากองโจรที่ชอบแต่งตัวเป็นทอมบอยก็ตกหลุมรักเขา อย่างไรก็ดี ผู้บัญชาการค่ายทหารแห่งนั้น (Victor Janson) ก็ต้องการให้เขาแต่งงานกับลิลลี่ (Edith Meller) ซึ่งเป็นลูกสาวของผู้บัญชาการ ดังนั้นอเล็กซิสจึงต้องเผชิญกับรักสามเส้าในหนังล้อเลียนทหารเรื่องนี้ ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากในส่วนของงานด้านภาพที่มีความเป็น Expressionist อย่างรุนแรง และในด้านการล้อเลียนสถาบันการแต่งงานด้วย

HAMLET (1921, Sven Gade + Heinz Schall, 131min)

เราเชื่อว่าผู้ชมหลายคนคงเคยดู HAMLET ของเชคสเปียร์มาแล้วในหลายเวอร์ชั่น ทั้งเวอร์ชั่น HAMLET (1990, Franco Zeffirelli) ที่นำแสดงโดยเมล กิบสัน, HAMLET (1996, Kenneth Branagh) ที่ยาว 4 ชั่วโมงเต็ม, HAMLET (2000, Michael Almereyda) ที่นำแสดงโดย Ethan Hawke และดัดแปลงให้เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ และ HAIDER (2014, Vishal Bhardwaj, 160min) ที่เพิ่งลงโรงฉายในปีที่แล้ว และเป็นเวอร์ชั่นที่ดัดแปลงให้เนื้อเรื่องเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามแคชเมียร์ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ผู้ชมอาจจะเบื่อหน่าย HAMLET กันแล้ว แต่ HAMLET เวอร์ชั่นปี 1921 นี้ก็ไม่เหมือนเวอร์ชั่นอื่นๆ เพราะตัวละครแฮมเล็ตในเวอร์ชั่นนี้จริงๆแล้วเป็นผู้หญิง (Asta Nielsen) แต่เธอถูกบังคับให้ปลอมตัวเป็นผู้ชายตั้งแต่เด็กเพื่อที่เธอจะได้สืบราชสมบัติได้ นอกจากนี้ การที่แฮมเล็ตเวอร์ชั่นนี้เป็น “หญิงที่ปลอมตัวเป็นชาย” ยังส่งผลให้แฮมเล็ตเวอร์ชั่นนี้มีความโฮโมอีโรติกอยู่ด้วย เพราะแทนที่แฮมเล็ตเวอร์ชั่นนี้จะตกหลุมรักโอฟีเลีย แฮมเล็ตกลับตกหลุมรัก Horatio แทน นอกจากนี้ แฮมเล็ตยังดูเหมือนมีความสัมพันธ์แบบเกย์กับตัวละคร Fortinbras ด้วย


WEEK 5

OUR HEAVENLY BODIES (1925, Hans Walter Kornblum, 92min)

OUR HEAVENLY BODIES เป็นหนังไซไฟเพื่อการศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าคนในทศวรรษ 1920 มองภาพจักรวาลอย่างไรบ้าง โดยหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเส้นเรื่องและตัวละครที่ชัดเจนแบบหนังเล่าเรื่องทั่วไป แต่เป็นหนังที่ผสมผสานทั้งส่วนที่เป็นสารคดี, เรื่องแต่ง และแอนิเมชั่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ชมในยุคนั้นเกี่ยวกับจักรวาล, การเดินทางด้วยกระสวยอวกาศ และวิธีการรับมือของมนุษย์ต่อวันสิ้นโลกที่อาจจะมาถึงในอนาคต หนังเรื่องนี้ใช้ทีมงานด้านเทคนิคพิเศษเป็นจำนวนมาก และสร้างขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างน้อย 4 คนที่มาร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในหนังเรื่องนี้

MELODY OF THE WORLD (1929, Walter Ruttmann, 49min)

Walter Ruttmann เป็นผู้กำกับที่โด่งดังมากจากหนังเรื่อง BERLIN: SYMPHONY OF A GREAT CITY (1927) แต่เนื่องจากหนังเรื่องนี้เคยฉายในกรุงเทพไปแล้ว เราก็เลยเลือกเรื่อง MELODY OF THE WORLD มาฉายแทน โดย MELODY OF THE WORLD เป็นการรวบรวมคลิปจากหลายประเทศทั่วโลกมาตัดต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยหรือสยาม เพื่อให้ผู้ชมชาวเยอรมนีในยุคนั้นได้เห็นว่าคนในประเทศต่างๆทั่วโลกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไรบ้าง โดยการตัดต่อในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการตัดต่อแบบแยกตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นการตัดต่อที่นำกิจกรรมที่คล้ายๆกันของคนในหลายๆประเทศมาวางเรียงกัน นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังเป็นหนังเสียงขนาดยาวเรื่องแรกของเยอรมนีด้วย

FROM THE REALM OF SIX DOTS (1927, Hugo Rütters, 100min)

FROM THE REALM OF SIX DOTS เป็นหนังกึ่งสารคดีที่เล่าเรื่องของคนงานโรงงานเหล็กกล้าวัยหนุ่มที่กลายเป็นคนตาบอด และแฟนสาวของเขาที่พยายามเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนตาบอด โดยเนื้อหาตรงส่วนนี้เป็นเรื่องแต่ง แต่หนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นสภาพชีวิตของคนตาบอดในเมืองโคโลญจน์, นิววีด และเดือเรนในยุคนั้นในแบบที่คล้ายหนังสารคดีด้วย และการที่หนังเรื่องนี้เคยบันทึกภาพเมืองเดือเรนในยุคนั้นเอาไว้ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะในเวลาต่อมาเมืองนี้ได้ถูกทำลายลงในสงครามโลกครั้งที่สอง ดังนั้นภาพเมืองเดือเรนยุคเก่าที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้จึงกลายเป็นสิ่งหายาก โดยหนังเรื่องนี้เคยฉายที่เมืองเดือเรนครั้งแรกในปี 1927 และได้ถูกนำกลับมาฉายที่เมืองเดือเรนอีกครั้งในปี 2007 หรืออีก 80 ปีต่อมา ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบหนังสั้นไทยเรื่อง “การ์ดป้องกัน” (THAT’S HOW IT GOES) (2015, Prim-on Terdthai) และ GRAY SCALE (2005, Dumrong Hodumrong)  ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ชีวิตของคนที่กลายเป็นคนตาบอดเหมือนกัน


WEEK 6

FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, 73min)

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับพนักงานธนาคารรายหนึ่ง (Ernst Deutsch) ที่เบื่อหน่ายกับชีวิตชนชั้นกลางในบ้านนอกของตนเอง เขาก็เลยยักยอกเงินจำนวนมาก และเดินทางเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ ก่อนที่ชีวิตของเขาจะเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นที่การจัดฉากและเครื่องแต่งกายในแบบ Expressionist ที่รุนแรงมากๆ แฟนๆหนังเรื่อง THE CABINET OF DR. CALIGARI (1920, Robert Wiene) ที่ชอบฉากแบบ Expressionist ในหนังเรื่องนั้น ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้ นอกจากนี้ ฉากการแข่งรถจักรยานใน FROM MORNING TILL MIDNIGHT ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในฉากที่น่าทึ่งที่สุดในยุคของภาพยนตร์เงียบด้วย

TARTUFFE (1926, F.W. Murnau, 64min)

TARTUFFE เป็นหนังซ้อนหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่กลับไปเยี่ยมปู่ของเขา และพบว่าปู่ไม่ต้องการต้อนรับเขาอีกต่อไป เพราะปู่ดันไปหลงเชื่อคำโป้ปดของสาวใช้ที่หลอกปู่ว่า หลานชายคนนี้เป็นคนไม่รักดี และปู่ควรยกมรดกให้สาวใช้แทน ทางด้านหลานชายก็เลยแก้ไขสถานการณ์ด้วยการปลอมตัวเป็นคนฉายหนังเร่ และฉายหนังเรื่อง TARTUFFE ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนเคร่งศาสนาที่ชอบหลอกลวงประชาชนให้ปู่ดู โดยหวังว่าปู่จะเข้าใจความจริงเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้

TARTUFFE ดัดแปลงมาจากบทละครเวทีของ Moliere ในปี 1664 และมีเนื้อหาเสียดสีสถาบันศาสนาและพวกมือถือสากปากถือศีล หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ไม่ค่อยดังของ Murnau โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังอย่าง NOSFERATU (1922), THE LAST LAUGH (1924), FAUST (1926) และ TABU (1931) แต่เนื่องจากหนังดัง 4 เรื่องนี้เคยได้รับการจัดฉายในกรุงเทพไปแล้ว เราก็เลยเลือกเรื่อง TARTUFFE มาฉายแทน

PHANTOM (1922, F.W. Murnau, 120min)

PHANTOM ไม่ใช่หนังผี แต่เป็นหนังเมโลดราม่าที่เล่าเรื่องของลอเรนซ์ ลูโบตา (Alfred Abel) เสมียนหนุ่มยากจนผู้ใฝ่ฝันว่าตัวเองจะได้เป็นกวีที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงโด่งดัง เขาตกหลุมรักเวโรนิกา ฮาร์ลาน (Lya De Putti) สาวสวยผมบลอนด์ผู้ร่ำรวยซึ่งอยู่คนละชนชั้นกับเขา และเขาก็มองข้ามความรักที่หญิงสาวชื่อมารี (Lil Dagover)  มอบให้แก่เขา ทั้งนี้ หนังสั่งสอนศีลธรรมเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันชั่วร้ายของเงินตราและปัญหาอันเกิดจากบรรทัดฐานทางสังคม นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังมีจุดเด่นที่งานด้านภาพอันงดงาม โดยมี Thea von Harbou ภรรยาของ Fritz Lang มาร่วมเขียนบทให้หนังเรื่องนี้ด้วย


WEEK 7

THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, 151min)

Greta Garbo และ Asta Nielsen สองดาราดังแห่งหนังยุคโบราณได้โคจรมาพบกันในหนังเมโลดราม่าเรื่องนี้ ซึ่งใช้ฉากหลังเป็นกรุงเวียนนาของออสเตรียในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่มีการปั่นตลาดหุ้นกันอย่างรุนแรง และเกิดชนชั้นเศรษฐีใหม่ขึ้นมาในยุคนั้น หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยซับพล็อตมากมายอย่างน้อย 6 ซับพล็อต ซึ่งรวมถึงเรื่องราวของกลุ่มคนไร้บ้านและคนตกงาน, ผู้หญิงที่ขายตัวเพื่อจะได้มีเงินซื้ออาหารกิน, หนุ่มๆที่ขายตัวให้สาวไฮโซ, เรื่องของซ่องโสเภณี, การฆาตกรรม และการประท้วงตามท้องถนน ทั้งนี้ ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะมีความยาว 151 นาที แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฟิล์มหนังเรื่องนี้ยังคงหายสาบสูญไปเป็นความยาวอย่างน้อย 700 เมตร นอกจากนี้ นักวิจารณ์ยังตั้งข้อสังเกตอีกด้วยว่า หนังเรื่องนี้เป็นรอยต่อระหว่างหนังยุค Expressionism กับหนังยุค new realism

SLUMS OF BERLIN (1925, Gerhard Lamprecht, 113min)

Gerhard Lamprecht อาจจะไม่ใช่ผู้กำกับแบบ auteur ที่มีลายเซ็นชัดเจน แต่เขาก็ทำหนังดีเอาไว้หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงหนังเมโลดรามาเรื่อง SLUMS OF BERLIN ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโรเบิร์ต เครเมอร์ (Bernard Geotzke) ชายที่ต้องโทษสามปีเนื่องจากเขาให้การเท็จต่อศาลเพื่อช่วยเหลือเกอร์ดา (Hildegarde Imhof) ซึ่งเป็นคู่หมั้นของเขา แต่เมื่อเขาออกจากคุก เขาก็พบว่าเขาไม่เป็นที่ต้องการของพ่อ (Paul Bildt), คู่หมั้น หรือสังคมอีกต่อไป เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในสลัม และคิดจะฆ่าตัวตาย แต่โชคยังดีที่เอ็มมา (Aud Egede Nissen) โสเภณีจิตใจงามได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ และทำให้เขาอยากจะสู้ชีวิตต่อไป ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้แนะนำชมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ BERLIN ALEXANDERPLATZ (1980, Rainer Werner Fassbinder) และ STORY OF A DISCHARGED PRISONER (1967, Lung Kong) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตนักโทษเหมือนกัน

WEEK 8

FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, 119min)

FOLKS UPSTAIRS เป็นหนึ่งในหนังไตรภาคเมโลดราม่าคนจนของ Gerhard Lamprecht ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายของ Heinrich Zille โดยอีกสองเรื่องในไตรภาคนี้คือ SLUMS OF BERLIN และ CHILDREN OF NO IMPORTANCE ทั้งนี้ FOLKS UPSTAIRS ใช้ฉากหลังเป็นอาคารอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสะท้อนชีวิตของชาวเยอรมันในยุคนั้นผ่านทางตัวละครมากมายที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์แห่งเดียวกัน ซึ่งรวมถึงนักดนตรีชราผู้ยากจน, แม่ม่ายที่เคยมีฐานะร่ำรวยมาก่อน, ครอบครัวพ่อค้าเครื่องประดับ, คนขายลูกโป่ง, เจ้าหน้าที่รัฐบาล (Alfred Abel) ที่มีเมียติดคุก (Aud Egede Nissen) และต้องคลอดลูกในคุก และเจ้าของอพาร์ทเมนท์ (Erika Glässner) ผู้พยายามหาผัวอย่างรุนแรง  และเธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากแม่สื่อ (Margarete Kupfer) ให้รู้จักกับสุภาพบุรุษคนหนึ่ง (Aribert Wäscher) ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้แนะนำชมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบละครเวทีเรื่อง CACOPHONIES (2014, Grisana Punpeng) หรือหนังเรื่อง A ROOM FOR RENT (1959, Kawashima Yuzo) ที่เล่าเรื่องราวอลหม่านของคนที่อาศัยในอพาร์ทเมนท์เดียวกันเหมือนกัน

CHILDREN OF NO IMPORTANCE (1926, Gerhard Lamprecht, 96min)

CHILDREN OF NO IMPORTANCE เป็นหนังเมโลดราม่าที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็ก 3 คนที่มีชื่อว่าปีเตอร์ (Ralph Ludwig), ล็อตเต้ (Margo Misch) และฟรีดา (Fee Wachsmuth) ที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อบุญธรรมใจร้ายชื่อซีลเคอ (Max Maximilian) และภรรยาของเขา (Margarete Kupfer) แต่เมื่อล็อตเต้ป่วยเป็นโรคนิวมอเนีย ปีเตอร์กับฟรีดาก็ถูกแยกจากกัน และถูกส่งไปอยู่กับครอบครัวบุญธรรมครอบครัวอื่นๆ และชีวิตของปีเตอร์ก็ไม่ได้พบกับความสุขเป็นเวลานานนัก ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้แนะนำชมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบหนังเรื่อง LITTLE REBELS (1955, Jean Delannoy) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตเด็กยากจนเหมือนกัน

WEEK 9

NATHAN THE WISE (1922, Manfred Noa, 123min)

NATHAN THE WISE ดัดแปลงมาจากบทกวีของ Gotthold Ephraim Lessing  ในปี 1779 เพื่อต่อต้านอิทธิพลของกลุ่มเคร่งศาสนาในยุคนั้น โดยเนื้อหาของเรื่องนี้เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเลมในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นยุคของสงครามครูเสด และเป็นยุคที่ชาวยิว, ชาวคริสต์ และชาวมุสลิมอาศัยอยู่ใกล้กันและมีโอกาสเผชิญหน้ากันบ่อยครั้ง โดยหนังเรื่องนี้มีจุดเด่นที่การเชิดชูมนุษยธรรม และการสนับสนุนเสรีภาพทางความคิดและการนับถือศาสนา อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ได้รับการต่อต้านเป็นอย่างมากจากกลุ่มนาซีในยุคนั้น โดยเฉพาะในนครมิวนิคที่เป็นศูนย์กลางของนาซี โดยเมื่อหนังเรื่องนี้มีโปรแกรมจะฉายที่มิวนิคในเดือนก.พ. 1923 โรงภาพยนตร์ที่จะฉายหนังเรื่องนี้ก็ได้รับจดหมายขู่ว่าจะถูก “ทำลายให้ราบ” นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังได้รับข้อกล่าวหาว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อเพื่อยกย่องศาสนายิวด้วย และกระแสต่อต้านที่รุนแรงจากนาซีก็ส่งผลให้ไม่มีโรงภาพยนตร์ใดในมิวนิคกล้าฉายหนังเรื่องนี้ในยุคนั้น

กองเซ็นเซอร์ของมิวนิคพยายามจะสั่งแบนหนังเรื่องนี้ในตอนแรกด้วย อย่างไรก็ดี คณะกรรมการเซ็นเซอร์ชุดที่สองอนุญาตให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ โดยลงความเห็นว่า ถ้าหากกลุ่มต่อต้านชาวยิวก่อการจลาจลเพราะหนังเรื่องนี้ ความผิดก็ไม่ได้เกิดจากตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่เกิดจากทัศนคติที่ไม่เหมาะสมของประชาชน และด้วยเหตุนี้ การสั่งแบนหนังเรื่องนี้จึงไม่สามารถรสกัดกั้นการกระทำที่เกินเลยใดๆของคนกลุ่มนั้นได้


THE HOLY MOUNTAIN (1926, Arnold Fanck, 106min)

Leni Riefenstahl เจ้าแม่นาซีเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรืองแรก ซึ่งเป็นหนึ่งใน “หนังที่ใช้ฉากหลังเป็นภูเขา” ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนั้น โดยในเรื่องนี้เลนีรับบทเป็นดิโอติมา นักเต้นรำมืออาชีพที่เผชิญกับรักสามเส้าเมื่อเธอตกเป็นที่หมายปองของนักปีนเขาหนุ่มสองคนในเวลาเดียวกัน โดยจุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ฉากหลังอันงดงาม, การถ่ายภาพ และเทคนิคต่างๆที่ได้รับการพัฒนาเพือใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ในยุคนั้น

หลังจากเลนีเล่นหนังเรื่องนี้ให้ Arnold Fanck แล้ว เธอก็เล่นหนังอีก 5 เรื่องให้ผู้กำกับคนเดียวกันนี้ด้วย ซึ่งได้แก่เรื่อง THE BIG JUMP (1927), WHITE HELL OF PITZ PALU (1929), STORM OVER MONT BLANC (1930), WHITE ECSTASY (1931) และ S.O.S. EISBERG (1933)

WEEK 10

KING OF THE CENTER FORWARDS (1927, Fritz Freisler, 95min)

KING OF THE CENTER FORWARDS ตั้งชื่อหนังตามสมญานามของ Tull Harder ซึ่งเป็นนักกีฬาฟุตบอลในตำนานแห่งทศวรรษ 1920 แต่หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับลูกชายของผู้บริหารบริษัทการค้าแห่งหนึ่งที่ชอบเล่นกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก แต่พ่อของเขาเกลียดฟุตบอล นอกจากนี้ ตัวพระเอกของเรื่องยังต้องเผชิญกับปัญหารักๆใคร่ๆด้วย เพราะเขาตกหลุมรักลูกสาวของเจ้าพ่อธุรกิจน้ำมันชาวสหรัฐ แต่เธอกลับสงสัยว่าเขาเพียงแค่อยากได้เงินเธอ ดังนั้นเธอจึงซื้อบริษัทของพ่อเขาเพื่อเป็นการตอบโต้ ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมว่าสามารถนำเสนอสถานการณ์การเล่นฟุตบอลในสนามได้อย่างสมจริงมากเมื่อเทียบกับหนังในยุคเดียวกัน

INTERNATIONAL COMPETITION GERMANY VS. ITALY AT THE DUISBERG STADIUM (1924, documentary, 9min)

หนังสารคดีที่บันทึกภาพการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมเยอรมนีกับอิตาลีในปี 1924 โดยจุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการสะท้อน “ความยากลำบากในการถ่ายทำภาพยนตร์” ในยุคนั้น เพราะกล้องของหนังเรื่องนี้ต้องตั้งอยู่นอกสนาม และไม่สามารถซูมเข้าไปโคลสอัพเหตุการณ์สำคัญๆในสนามได้ ดังนั้นกล้องของหนังเรื่องนี้จึงไม่สามารถจับภาพเหตุการณ์สำคัญๆในระหว่างการแข่งขันนัดนี้ได้ ก่อนที่เทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์จะเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในเวลาต่อมา

ELEVEN DEVILS (1927, Zoltan Korda + Carl Boese, 98min)

Zoltan Korda เป็นผู้กำกับชาวฮังการีที่เคยทำหนังทั้งในฮังการี, เยอรมนี, อังกฤษ และสหรัฐ และเขาเป็นน้องชายของ Alexander Korda ผู้กำกับชื่อดัง ส่วน ELEVEN DEVILS นี้จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังยาวเรื่องแรกๆของโลกที่มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับฟุตบอลเหมือนกับหนังเรื่อง KING OF THE CENTER FORWARDS และหนังสองเรื่องนี้ก็เป็นหนังกระแสหลักที่มีองค์ประกอบหลายๆอย่างเหมือนกับหนังสูตรสำเร็จในยุคปัจจุบันด้วย โดยเนื้อหาของ ELEVEN DEVILS นั้นเกี่ยวข้องกับทีมฟุตบอลสองทีมที่เป็นคู่อริกัน ทีมหนึ่งเป็นทีมของกรรมกรยากจนใจซื่อที่ขาดเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ และต้องอาบน้ำในที่โล่งแจ้ง ส่วนอีกทีมหนึ่งเป็นทีมของสโมสรร่ำรวยที่สามารถซื้อตัวนักเตะชั้นเยี่ยมได้ตามสบาย และมีสระว่ายน้ำในร่มเป็นของตนเอง นอกจากนี้ ทีมรวยนี้ยังจ้างสาวร้ายให้คอยทำงานสกปรกให้ทีมตนเองด้วย ทั้งนี้ จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ความรักของผู้สร้างหนังที่มีต่อกีฬาฟุตบอล และเทคนิคการถ่ายทำในยุคนั้น โดยเฉพาะการถ่ายโคลสอัพและการตัดต่ออย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความตื่นเต้นในระหว่างที่ผู้ชมชมการแข่งขันกีฬาฟุตบอล

WEEK 11

UNDER THE LANTERN (1928, Gerhard Lamprecht, 131min)

UNDER THE LANTERN มีเนื้อหาเกี่ยวกับเอลเซอ (Lissy Arna) หญิงสาวฐานะดีที่ทะเลาะกับพ่อผู้เคร่งครัดจนเกินไป เธอระเห็จออกจากบ้านและไปอาศัยอยู่กับแฟนหนุ่มชื่อฮันส์ (Mathias Weiman) และเพื่อนของเขาที่ชื่อแม็กซ์ (Paul Heidemann) ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการคาบาเรต์เพื่อแสวงหาความสำเร็จ แต่ชีวิตของเอลเซอต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ และกลายเป็นโสเภณีในเวลาต่อมา

THE CITY OF TOMORROW (1930, Erich Kotzer + Maximilian von Goldbeck, Germany, documentary, 33min)

THE CITY OF TOMORROW เป็นหนังสารคดีเงียบที่ไม่มีแม้แต่ดนตรีประกอบ หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวางผังเมือง โดยหนังแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ โดยส่วนแรกเป็นการแสดงให้เห็นว่าชนบทที่พัฒนามาเป็นเมืองใหญ่แบบที่ไม่มีการวางผังเมืองมันจะเลวร้ายมากเพียงใด มันจะเต็มไปด้วยอาคารสูง ไม่มีสนามเด็กเล่น เด็กๆต้องมาเล่นตามท้องถนน เสี่ยงต่อการถูกรถยนต์และรถไฟชน เต็มไปด้วยมลพิษ ผู้คนอาศัยอยู่ในตึกสูงๆและตรอกแคบๆ โดยที่แทบมองไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันจากหน้าต่าง ซึ่งดูๆไปแล้วก็ไม่ต่างจากกรุงเทพในปัจจุบัน และในส่วนที่สองของหนังนั้น หนังแสดงให้เห็นว่า เมืองที่มีการวางผังเมืองมันจะออกมางดงามมากเพียงใด มันจะมีการแบ่งเขตกันอย่างดีระหว่างเขตอุตสาหกรรมกับเขตที่อยู่อาศัย มีการวางถนน, ทางรถไฟ และคูคลองต่างๆเพื่อเอื้ออำนวยต่อการขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมจากเหมืองไปยังเมืองท่า โดยไม่รบกวนเขตที่อยู่อาศัยของประชาชน ผู้คนจะอาศัยอยู่ในตึกเล็กๆที่จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ มีสวนดอกไม้ มีสวนสาธารณะ มีสนามเด็กเล่น มีอากาศหายใจ มีแสงตะวัน

WHERE OLD PEOPLE LIVE (1931, Ella Bergmann-Michel, documentary, 13min)

Ella Bergmann-Michel เป็นศิลปินที่เริ่มต้นจากการทำงานศิลปะแนว collage, แนว dadaist-surrealist และแนว constructivist ก่อนจะเริ่มทำงานเป็นตากล้องภาพนิ่ง และหันมาจับกล้องถ่ายหนังในเวลาต่อมา ทั้งนี้ หนังเรื่อง WHERE OLD PEOPLE LIVE เป็นหนังสารคดีเรื่องแรกของเธอ โดยสร้างขึ้นตามคำแนะนำของ Mart Stam สถาปนิกชาวดัทช์ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับอาคารทันสมัยที่ใช้เป็นที่อยู่ของคนชราในแฟรงค์เฟิร์ต โดยหนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก และพยายามแสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมยุคใหม่สามารถให้ความสะดวกสบายแก่ชีวิตคนชราได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะการสร้างห้องที่มีระเบียงและอาคารที่มีระบบทำความร้อนแบบรวมศูนย์กลาง โดยในปี 1931 นั้นหนังเรื่องนี้มักจะได้ฉายควบกับ THE NEW APARTMENT (1931) ที่กำกับโดย Hans Richter นักสร้างหนังทดลองชื่อดังในยุคนั้นด้วย

UNEMPLOYED ARE COOKING FOR THE UNEMPLOYED (1932, Ella Bergmann-Michel, documentary, 9min)

หนังเรื่องนี้เป็นโฆษณาเพื่อเชิญชวนให้ผู้ชมร่วมกันบริจาคเงินค่าอาหารให้แก่คนตกงาน โดยในยุคนั้นมีคนตกงานหลายหมื่นคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ และต้องคอยรับอาหารแจกฟรีตามศูนย์ช่วยเหลือต่างๆ แต่ศูนย์ช่วยเหลือเหล่านี้ก็ประสบปัญหาขาดแคลนเงิน และได้ขอร้องให้บริษัทภาพยนตร์ขนาดใหญ่บางแห่งช่วยสร้างหนังเพื่อกระตุ้นให้คนดูบริจาคเงินให้ทางศูนย์ อย่างไรก็ดี บริษัทภาพยนตร์เหล่านี้ปฏิเสธคำร้องขอจากทางศูนย์ โดยให้เหตุผลว่า “แม้แต่ค่าอุปกรณ์จัดไฟก็สูงเกินกว่าที่เราจะช่วยได้แล้ว” ดังนั้น Ella Bergmann-Michel จึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือศูนย์เหล่านี้ และได้สร้างภาพยนตร์โฆษณานี้ขึ้นมา โดยในช่วงนั้น เอลล่าได้รับแรงบันดาลใจจากหนังของ Joris Ivens และ Dziga Vertov ด้วย

FISHING IN THE RHÖN (AT THE SINN) (1932, Ella Bergmann-Michel, documentary, 10min)

หนังเชิงกวีเรื่องนี้เน้นการถ่ายทอดทัศนียภาพเป็นหลัก และเป็นการบันทึกภาพ Robert Michel สามีของเอลล่าขณะตกปลา โดยหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนการทำนายอนาคตของสามีภรรยาคู่นี้ด้วย เพราะพอฝ่ายนาซีเข้ายึดครองอำนาจในเยอรมนีในปี 1933 สามีภรรยาคู่นี้ก็ถูกห้ามแสดงผลงานศิลปะ และต้องหันมาประกอบอาชีพเพาะพันธุ์ปลาและทำการเกษตรในช่วงที่นาซีครองอำนาจ

ELECTION CAMPAIGN 1932 (LAST ELECTION) (1933, Ella Bergmann-Michel, documentary, 13min)

หนังสารคดีเรื่องนี้บันทึกภาพการหาเสียงเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในเยอรมนีในปี 1932 ก่อนที่นาซีจะเข้ายึดอำนาจ โดยในหนังเรื่องนี้เราจะเห็นโปสเตอร์หาเสียงของพรรคต่างๆ ซึ่งรวมถึงพรรคนาซีที่ใช้เครื่องหมายสวัสติกะ และพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใช้สัญลักษณ์รูปค้อนกับเคียว และเห็นผู้คนพูดคุยกันอย่างคึกคักตามท้องถนน โดยบทสนทนาของแต่ละคนสามารถบ่งชี้ได้ว่าเขามีความเห็นทางการเมืองเอนเอียงไปทางฝ่ายใด อย่างไรก็ดี เอลล่าไม่สามารถถ่ายทำหนังเรื่องนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ เพราะเธอถูกตำรวจจับขณะถ่ายหนังเรื่องนี้ และสามีของเธอต้องใช้เส้นสายในการช่วยให้เธอได้รับการปล่อยตัวออกมา โดยหลังจากนั้นเอลล่าได้ซุกซ่อนฟิล์มหนังที่เธอถ่ายไว้เพื่อให้พ้นจากเงื้อมมือของเผด็จการนาซี

TRAVELLING HAWKERS IN FRANKFURT AM MAIN (1932, Ella Bergmann-Michel, documentary, 46min)

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นหนังเงียบที่ไม่มีแม้แต่ดนตรีประกอบ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับคนตกงานหลายคนที่พยายามหาเลี้ยงชีพตนเองในช่วงนั้นด้วยการซื้อผักผลไม้ราคาถูกจากตลาดค้าส่ง และนำมาขายตามท้องถนนในนครแฟรงค์เฟิร์ต แต่เนื่องจากคนตกงานเหล่านี้ไม่มีใบอนุญาต ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคอยเข็นรถเข็นหนีตำรวจอยู่เป็นประจำ และไม่ต่างไปจากพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพที่ต้องคอยหนีเทศกิจเป็นประจำเมื่อ 20-30 ปีก่อน นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังบันทึกภาพคนขายหนังสือพิมพ์, คนขายล็อตเตอรี่ และผู้ขายสินค้าต่างๆที่พยายามคิดหาวิธีการแปลกใหม่ในการโปรโมทสินค้าของตนเองเพื่อแลกกับเศษเงินเพียงเล็กน้อยที่จะช่วยให้ตัวเองมีชีวิตรอดได้ต่อไป

BLUE IS THE BEAT OF MY HEART (1989, Jutta Hercher + Maria Hemmleb, documentary, 30min)

หนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของ Ella Bergmann-Michel

WEEK 12

DIARY OF A LOST GIRL (1929, G.W. Pabst, 116min)

DIARY OF A LOST GIRL เป็นหนังเรื่องที่สองที่ Louise Brooks ได้ร่วมงานกับ Pabst หลังจากทั้งสองประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมาแล้วจากหนังเรื่อง PANDORA’S BOX (1928) โดย DIARY OF A LOST GIRL มีเนื้อหาเกี่ยวกับไธเมียน (Louise Brooks) สาวน้อยใสซื่อในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อของเธอเป็นเจ้าของร้านขายยาที่ทำสาวใช้ท้อง เขาก็เลยไล่สาวใช้คนนั้นออกจากบ้าน ก่อนจะเริ่มคบหากับสาวใช้คนใหม่ ส่วนไธเมียนนั้นรู้สึกเหินห่างจากครอบครัว เธอมีความสัมพันธ์กับลูกจ้างหนุ่มในร้านจนตั้งครรภ์ และเธอก็เลยถูกส่งตัวเข้าโรงเรียนดัดสันดานเพื่อเป็นการกลบข่าว แต่เธอต้องเผชิญกับผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นสาวเลสเบียนซาดิสท์ เธอกับเพื่อนหญิงอีกคนก็เลยหนีออกจากโรงเรียนดัดสันดาน ก่อนจะไปทำงานในซ่องโสเภณี

THE THREE PENNY OPERA (1931, G. W. Pabst, 110min)

THE THREE PENNY OPERA ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอันหนึ่งของหนังเสียงในยุคแรก หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากละครเพลงที่โด่งดังของ Kurt Weill และ Bertolt Brecht ในปี 1928 โดยใช้ฉากหลังเป็นกรุงลอนดอนในยุควิคตอเรียน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับแมคกี เมสเซอร์ หรือ Mack the Knife (Rudolf Forster) ซึ่งเป็นทั้งแมงดา, โจร และฆาตกร เขาปฏิเสธความรักจากโสเภณีชื่อเจนนี (Loretta Lenya) และพยายามตามจีบพอลลี (Carola Nesher) ซึ่งเป็นบุตรีของโจนาธาน พีชชุม (Fritz Rasp) ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชาแห่งขอทาน” ในกรุงลอนดอน อย่างไรก็ดี พีชชุมไม่ต้องการให้ลูกสาวของตนเองไปครองรักกับฆาตกรรายนี้ เขาก็เลยบีบบังคับให้ตำรวจใหญ่ชื่อไทเกอร์ บราวน์ (Reinhold Schunzel)  ไปตามจับแมคกีมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นกลุ่มขอทานจะเดินขบวนไปตามท้องถนนในกรุงลอนดอนเพื่อขัดขวางพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีองค์ใหม่

BRECHT VS. PABST (2007, documentary, 49min)

ในการดัดแปลงละครเพลงเรื่อง THE THREE PENNY OPERA ของ Kurt Weill และ Bertoldt Brecht มาเป็นภาพยนตร์นั้น Pabst มีเรื่องขัดแย้งกับ Brecht อย่างรุนแรง และ Pabst ได้สร้างหนังที่มีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นอย่างมาก โดยตัวหนังนั้นได้ตัดทิ้งเพลงของ Kurt Weill ลงไปราวครึ่งหนึ่ง และตัดทิ้งลักษณะ “ต่อต้านความสมจริง” และ “ต่อต้านความเป็นละครเวที” ของ Brecht ทิ้งไปด้วย เพื่อให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังเล่าเรื่องตามขนบดั้งเดิม โดยหนังสารคดีเรื่องนี้จะเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวความขัดแย้งในการสร้างหนัง THE THREE PENNY OPERA ในครั้งนั้น

หมายเหตุ:
1.หนังในโปรแกรมนี้พยายามหลีกเลี่ยงหนังดังที่หลายคนเคยดูแล้วหรือเคยฉายในกรุงเทพไปแล้วในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นในโปรแกรมนี้จึงไม่มีหนังอย่าง THE CABINET OF DR. CALIGARI (1919, Robert Wiene), NERVEN (1919, Robert Reinert), THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch), THE GOLEM (1920, Paul Wegener + Carl Boese), BACKSTAIRS (1921, Leopold Jessner + Paul Leni), DESTINY (1921, Fritz Lang), THE MYSTERIES OF A HAIRDRESSER’S SHOP (1923, Erich Engel + Bertolt Brecht), METROPOLIS (1927, Fritz Lang), PEOPLE ON SUNDAY (1929, Robert Siodmak + Edgar G Ulmer), THREE FROM THE GASOLINE STATION (1930, Wilhelm Thiele), THE BLUE ANGEL (1930, Josef von Sternberg), KUHLE WAMPE OR: TO WHOM DOES THE WORLD BELONG? (1932, Slatan Dudow), VIKTOR AND VIKTORIA (1933, Reinhold Schünzel) และหนังที่กำกับโดย Viking Eggeling, Oskar Fischinger, Lászlo Moholy-Nagy และ Lotter Reiniger เพราะเราเชื่อว่า cinephiles ชาวกรุงเทพหลายคนคงดูหนังกลุ่มนี้จนเบื่อไปแล้ว

2.หนังไวมาร์ที่น่าสนใจมีเป็นจำนวนมากมาย และเราไม่สามารถจัดฉายในโปรแกรมนี้ได้หมด ผู้สนใจหนังไวมาร์สามารถหาดูหนังเพิ่มเติมได้อีกหลายเรื่อง อย่างเช่นเรื่อง

DIFFERENT FROM THE OTHERS (1919, Richard Oswald)
THE PLAGUE IN FLORENCE (1919, Otto Rippert)
ROSE BERND (1919, Alfred Halm)
TO KILL NO MORE! MISERICORDIA (1919, Lupu Pick)
THE MISTRESS OF THE WORLD PART 1-8 (1919-1920)
THE DEVIL’S MARIONETTES (1920, Johannes Brandt + Friedrich Feher)
POWER (1920, Hans Werckmeister)
THE SILENCE ON STARNBERGERSEE (1920, Rolf Raffé)
THE BROTHERS KARAMAZOV (1921, Carl Froelich + Dimitri Buchowetzki)
THE LIAISONS OF HEKTOR DALMORE (1921, Richard Oswald)
THE LOST SHADOW (1921, Rochus Gliese)
SAPPHO (1921, Dimitri Buchowetzki)
VILLAGE AND CITY (1921, Carl Wilhelm)
CROWN OF THORNS (1923, Robert Wiene)
FRIEDRICH SCHILLER – A YOUNG POET (1923, Curt Goetz)
WARNING SHADOWS (1923, Arthur Robison)
DAS BLUMENWUNDER (1926, Max Reichmann)
ASPHALT (1929, Joe May)
LUDWIG II (1930, Wilhelm Dieterle)

MÄDCHEN IN UNIFORM (1931, Leotine Sagan + Carl Froelich)