Showing posts with label OLD FILMS. Show all posts
Showing posts with label OLD FILMS. Show all posts

Sunday, June 04, 2023

FOOLISH WIVES

 RIP JACQUES ROZIER (1926-2023)

 

เคยดูหนังของเขาแค่ 2 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ BLUE JEANS (1957) กับ THE BEACHES OF OROUET (1971)  เราชอบ THE BEACHES OF OROUET อย่างรุนแรงที่สุด ถือเป็นหนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2020 เราเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10223547687303652&set=a.10222283837628200

FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, second viewing, 147MIN, A+30)

 

ชอบหนังอย่างสุด ๆ หนึ่งในสิ่งที่ชอบอย่างรุนแรงมากเป็นพิเศษในหนังเรื่องนี้ ก็คือตัวละครประกอบชายคนนึงที่โผล่มาแค่ 2 ฉาก ซึ่งก็คือทหารวัยกลางคนคนนึง ไม่แน่ใจว่าเป็นทหารอเมริกันหรือเปล่า ในฉากแรกที่เขาโผล่มานั้น นางเอกทำหนังสือตกลงไปที่พื้น เขาอยู่ใกล้ ๆ แต่เขาก็ไม่ช่วยเก็บ พระเอกก็เลยไปเก็บหนังสือนิยาย FOOLISH WIVES ขึ้นมาจากพื้น แล้วทำอาการไม่พอใจใส่เขา แล้วพระเอกกับนางเอกก็อ่านเนื้อหาใน FOOLISH WIVES ที่บอกในทำนองที่ว่า “คนอเมริกันนั้นไร้มารยาท ไร้พื้นเพด้านวัฒนธรรม ไม่เหมือนกับชาวยุโรปที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่มานานหลายร้อยปี คนอเมริกันนั้นทำงานหนักเหนื่อย หาแต่เงิน ก็เลยกลายเป็นคนที่หลงลืมมารยาทไปบ้างในบางที” แล้วพระเอกกับนางเอกก็ทำอาการเหมือนกับว่า สิ่งที่เขียนในหนังสือเล่มนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ทหารชายคนนั้นทำได้เป็นอย่างดี เพราะทหารชายคนนั้นไม่ยอมช่วยนางเอกเก็บหนังสือที่ตกลงไปที่พื้น

 

ในฉากที่สองที่ทหารชายคนนั้นโผล่มา นางเอกเห็นเสื้อคลุมของเขาตกอยู่ที่พื้น แล้วเขาก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ แต่เขาก็ไม่ได้เก็บเสื้อคลุมอันนั้นขึ้นมา นางเอกก็เลยสังเกตดูแล้วก็พบว่า จริง ๆ แล้วเขา “แขนขาดทั้ง 2 ข้าง” นางเอกก็เลยเข้าใจแล้วว่า ทำไมเขาถึงไม่ช่วยเธอเก็บหนังสือขึ้นมาจากพื้น นางเอกสำนึกผิดอย่างรุนแรงที่เคยเข้าใจเขาผิด เคยดูถูกเขาว่าเป็นคนไร้น้ำจิตน้ำใจ ไร้มารยาท นางเอกก็เลยช่วยเขาเก็บเสื้อคลุมขึ้นมาจากพื้น

 

เราดูตัวละครตัวนี้แล้วรู้สึกซึ้งมาก ๆ เลยน่ะ ดูแล้วแทบร้องไห้ ถึงแม้เขาจะโผล่มาแค่นิดเดียว ขอยกให้ฉาก “เสื้อคลุมตกพื้น” นี่ถือเป็นหนึ่งในฉากคลาสสิคสำหรับเราไปเลย

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า สาเหตุที่เรารู้สึกซึ้งและประทับใจอย่างรุนแรงกับตัวละครตัวนี้ เป็นเพราะเหตุผลส่วนตัวด้วยหรือเปล่า เพราะเราป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ทำให้เราไม่สามารถยกของหนักได้ แล้วอาการของโรคนี้ก็มากำเริบขึ้นอย่างรุนแรงอีกทีตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2022 เป็นต้นมา 

 

เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา เราก็เลยจะเป็นคนที่ “เห็นคนแก่หรือผู้หญิงยกของหนัก เราก็จะไม่เข้าไปช่วย เพราะเราไม่สามารถช่วยได้” เพราะถ้าหากเราไปช่วยเขายกของหนัก หมอนรองกระดูกเราก็อาจจะเคลื่อนหนักมากขึ้นกว่าเดิมอีก คือแค่นี้เราก็แทบจะทนมีชีวิตอยู่อีกต่อไปไม่ได้แล้ว

 

เพราะฉะนั้นพอเราเห็นตัวละครตัวนี้ใน FOOLISH WIVES มันก็เลยอาจจะทำให้นึกถึงตัวเองด้วยมั้ง คือแค่ตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรใครได้อีกต่อไป ส่วนคนอื่น ๆ จะมองเราอะไรยังไง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องแคร์อะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

Thursday, February 04, 2021

OLD JAPANESE DIRECTORS

 

ของเรา Ozu คือตัดไปได้เลยเป็นอันดับแรก เพราะเรา ไม่อินกับครอบครัวในหนังของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว 555 คือหนังของเขา ดีสุดๆแต่ดูแล้ว ไม่อินเลย

 

ส่วน Kurosawa เราก็ชอบหนังของเขาอย่างสุด ๆ แต่หนังของเขาเหมือนไม่ได้บาดลึกเข้าไปในจิตใจเราน่ะ

 

ส่วน Mizoguchi นั้นจริงๆแล้วน่าจะเข้าทางเรามากๆ แต่เราได้ดูหนัง ผู้หญิงของเขาน้อยเกินไป คือเราว่าเขาน่าจะทำหนัง ผู้หญิงได้เข้าทางเราอย่างสุดๆ น่ะ เพราะเราชอบ THE WATER MAGICIAN (1933) กับ A GEISHA (1953) อย่างรุนแรง แต่เราเฉย ๆ กับ UGETSU (1953) และ THE CRUCIFIED LOVERS (1954)

 

จริงๆแล้วผู้กำกับหนังญี่ปุ่นยุคโบราณมีอีกหลายคนมากที่เราได้ดูหนังของเขาน้อยเกินไป (หรือยังไม่ได้ดูเลย) อย่างเช่น Teinosuke Kinugasa, Sadao Yamanaka, Keisuke Kinoshita,Kozaburo Yoshimura เราก็เลยนำผู้กำกับกลุ่มนี้มาเปรียบเทียบด้วยไม่ได้ 55555

 

Yuzo Kawashima ผมเคยดูแค่เรื่องเดียว แต่ก็ชอบสุด ๆ ครับ ส่วน Hiroshi Shimizu กับ Heinosuke Gosho ผมไม่เคยดูเลย อยากดูมากๆ

 

Kaneto Shindo ผมก็ชอบสุด ๆ ครับ แต่เนื่องจากผมเคยดูแต่หนังของเขาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา (ตั้งแต่ THE NAKED ISLAND) ผมก็เลยมักจะรู้สึกว่าเขาอยู่รุ่นเดียวกับพวก Shohei Imamura, Nagisa Oshima มากกว่า 555 ผมก็เลยไม่ได้คิดจะนำเขามาเปรียบเทียบกับรุ่น Naruse, Ozu ที่จบบทบาทการทำงานในทศวรรษ 1960 ทั้งที่จริงๆแล้ว Shindo ก็กำกับหนังมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 และน่าจะเรียกว่าอยู่รุ่นเดียวกับ Akira Kurosawa ได้เหมือนกัน

 

Kon Ichikawa ก็เป็นอีกคนที่อยู่ “รุ่นก้ำกึ่ง” เหมือนกัน แต่ผมชอบหนังของ Kon Ichikawa แค่บางเรื่อง ก็เลยไม่คิดจะนำเขามาเปรียบเทียบด้วย  555555

Sunday, May 06, 2018

THE EARTH (Thanet Awsinsiri, video installation, A+30)


THE EARTH (Thanet Awsinsiri, video installation, A+30)

ชอบการที่เอาสองอย่างที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันมาเรียงร้อยต่อกัน ซึ่งได้แก่ฉากหญิงเปลือยให้นมลูกท่ามกลางพื้นดินแตกระแหง กับฉากน้ำท่วมประเทศไทย คือมันดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่ดูแล้วก็ชอบสุดๆ คือเราว่าสองฉากนี้ถ้าหากอยู่โดดๆ มันก็อาจจะดูน่าสนใจในระดับนึง แต่พอมันเอามาเรียงร้อยต่อกัน ความน่าสนใจก็เลยทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่า เพราะการที่มันดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันทำให้มันเกิดพลังอะไรบางอย่างขึ้นมา แบบที่มักพบได้บ่อยๆในหนังของ Alexander Kluge

เราก็ไม่เข้าใจหรอกว่าวิดีโอนี้มันสื่อถึงอะไร แต่มันทำให้เรานึกถึง “พระแม่ธรณี” และหนังเรื่อง MOTHER! (2017, Darren Aronofsky) โดยไม่ได้ตั้งใจ 555 คือการเอาฉากแม่ให้นมลูกกับฉากน้ำท่วมมาเรียงร้อยต่อกัน ก็เลยทำให้นึกถึง Jennifer Lawrence ที่เหมือนจะรับบทเป็นกึ่งๆพระแม่ธรณีในหนังเรื่องนั้น และพอมนุษย์มาทำเหี้ยๆในโลก (หรือบ้านของตัวละคร) ก็เลยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม (หรือท่อน้ำระเบิดในบ้านหลังนั้น) 555

PARIS -- WHEN IT SIZZLES (1964, Richard Quine, A-)

หนังมีไอเดียตั้งต้นที่น่าสนใจนะ นั่นก็คือการยั่วล้อโครงสร้างบทภาพยนตร์เมนสตรีม หนังเล่าเรื่องนักเขียนบทภาพยนตร์ที่พยายามเขียนบทภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นตัวละครก็จะมีการวิพากษ์องค์ประกอบต่างๆทางบทภาพยนตร์ไปด้วยตลอดเวลา

แต่ทำไมดูแล้วมันน่าเบื่อก็ไม่รู้ 555 คือจริงๆแล้วเราว่าองค์ประกอบบางอย่างในหนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard) และ TRANS-EUROP-EXPRESS (1966, Alain Robbe-Grillet) นะ เพราะหนังฝรั่งเศสสองเรื่องนี้ก็ยั่วล้อองค์ประกอบต่างๆทางภาพยนตร์เหมือนกัน

ถ้าเปรียบเทียบเป็นอาหาร มันก็เหมือนกับว่า PARIS – WHEN IT SIZZLES ใช้วัสดุในการทำอาหารหลายอย่างเหมือนกับหนังเรื่อง CONTEMPT และ TRANS-EUROP-EXPRESS น่ะ แต่ถึงแม้ว่าวัสดุหรือส่วนผสมในการทำอาหารจะคล้ายคลึงกัน แต่ PARIS กลับออกมาเป็นอาหารที่ไม่อร่อยถูกปากเราเท่าไหร่ ในขณะที่ TRANS-EUROP-EXPRESS กลายเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดจานหนึ่งที่เราเคยกินมา



Saturday, October 08, 2016

DIARY OF A COUNTRY PRIEST (1951, Robert Bresson, France, A+30)

DIARY OF A COUNTRY PRIEST (1951, Robert Bresson, France, A+30)

1.เป็นหนังที่เหมาะดูในเวลาที่เราได้รับบาดเจ็บทางจิตวิญญาณอย่างรุนแรงมากๆ คือทั้งตัวพระเอก, ตัวประกอบ และบรรยากาศในหนังเรื่องนี้มันดูเหมือนเข้าใจโลกของคนที่มี deeply wounded soul จริงๆน่ะ คือดูแล้วรู้สึกเลยว่า มีไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำหนังที่ลงลึกทางจิตวิญญาณแบบนี้ได้

2.บรรยายไม่ถูกเหมือนกันนะว่าหนังเรื่องนี้มันดียังไง แต่ชอบตัวละครพระเอกของเรื่องมากๆ มันดูมีความ spiritual บางอย่างในตัวเขาจริงๆ คือเขาไม่ใช่ “นักบุญ” ไม่ใช่คนที่ดีจนเกินมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนหรือมนุษย์กิเลสหนา เขาดูมีความศรัทธาในแบบของตัวเอง มีความรักศาสนาในแบบของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีความอ่อนแอหรือเปราะบางทางจิตวิญญาณบางอย่างที่น่าสนใจมากๆด้วย

คือดูแล้วรู้สึกว่าตัวละครหลายตัวในเรื่องมีความน่าสนใจในทางจิตวิญญาณหมดเลย ซึ่งเราว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้มันต้องยกความดีความชอบให้กับทั้งเนื้อเรื่องและวิธีการกำกับ คือตัวเนื้อเรื่องมันก็น่าสนใจในระดับนึงแล้ว แต่การกำกับมันช่วยขับเน้นความวังเวงในจิตใจมนุษย์ออกมาได้อย่างสุดๆด้วย


3.อยากให้มีคนทำหนังเกี่ยวกับศาสนาพุทธออกมาให้ได้แบบนี้บ้าง ซึ่งจริงๆหนังพุทธที่เราว่า spiritual มากๆสำหรับเราก็มีอยู่นะ อย่างเช่น ธุดงควัตร WANDERING (2016, Boonsong Nakphoo), VANISHING POINT (2015, Jakrawal Nilthamrong) และ XUAN ZANG (2016, Huo Jianqi) แต่ก็อยากให้มีการผลิตหนังศาสนาแบบนี้ออกมามากกว่านี้อีก

GODZILLA (1954, Ishiro Honda, Japan, A+25)

GODZILLA (1954, Ishiro Honda, Japan, A+25)

เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ Bangkok Screening Room เมื่อสองสัปดาห์ก่อน โดยมีการฉายหนังแอนิเมชั่นของไทยเรื่อง MY SUPERHERO (2016, ณัฐนนท์ วรหาญ) ประกอบด้วย ซึ่งถือเป็นการจับคู่หนังได้อย่างตรงใจเราที่สุด เพราะ MY SUPERHERO มันเหมาะจะฉายควบกับ GODZILLA จริงๆ
http://bkksr.com/

ความรู้สึกที่มีต่อ GODZILLA

1.เวลาเห็น setting ในบ้านนางเอกแล้วเรารู้สึกตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะมันเป็นบ้านญี่ปุ่นในทศวรรษ 1950 มันก็เลยทำให้นึกถึงหนังของ Yasujiro Ozu ที่มีชายชรากับลูกสาวอยู่ในบ้านเดียวกัน คือพอเราลองนึกว่า ตัวละครในหนังโอสุจะรู้สึกอย่างไรถ้าหากมีก็อดซิลล่ามาเดินตึงๆอยู่นอกบ้าน แล้วมันตลกดี

2.ดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ฉากก็อดซิลล่ามาอาละวาดพังเมือง เพราะเราไม่ได้มีความสุขอะไรกับการดูฉากแบบนั้น เราว่า dilemma ของตัวนักวิทยาศาสตร์ในหนังเรื่องนี้น่าสนใจดี นั่นคือเรื่องของความลังเลว่าเราควรจะเปิดเผยผลการค้นพบของเราหรือไม่ ถ้าหากมันอาจนำไปสู่การผลิตอาวุธร้ายแรง

3.dilemma ของตัวนักวิทยาศาสตร์ใน GODZILLA มันคล้ายกับ dilemma ของนักวิทยาศาสตร์ในหนังเรื่อง INVENTION FOR DESTRUCTION (1958, Karel Zeman, Czechoslovakia, A+30) ด้วย มันก็เลยทำให้เราสันนิษฐานว่า ความหวาดกลัวระเบิดปรมาณูมันคงส่งผลกระทบต่อจิตใจประชาชนในหลายประเทศในยุคนั้นจริงๆ โดยความหวาดกลัวนี้ส่งผลให้มีการสร้างหนังออกมาหลากหลายแบบในยุคนั้น ทั้งหนังไซไฟอย่าง GODZILLA และ INVENTION FOR DESTRUCTION และหนังดราม่าอย่าง WINTER LIGHT (1963, Ingmar Bergman, Sweden) 

ไม่รู้ว่ามีหนังเรื่องไหนอีกบ้างในยุคนั้นที่สะท้อนความหวาดกลัวระเบิดปรมาณูออกมาได้อย่างน่าสนใจ

4. เราเคยดูหนังกลุ่ม GODZILLA น้อยมากๆ เพราะมันไม่ใช่ทางเรา ถ้าหากเทียบกับหนังในกลุ่มเดียวกันอย่าง GODZILLA (1998, Roland Emmerich), GODZILLA (2014, Gareth Edwards), SHIN GODZILLA (2016, Hideaki Anno + Shinji Higuchi) และ PACIFIC RIM (2013, Guillermo del Toro) แล้ว เราชอบ SHIN GODZILLA กับ PACIFIC RIM มากสุดในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนเวอร์ชั่นปี 1954 ครองอันดับสาม, เวอร์ชั่นของ Gareth Edwards ครองอันดับ 4 และเวอร์ชั่นของ Roland Emmerich ครองอันดับต่ำสุด เพราะเราเฉยๆกับเวอร์ชั่นนั้นมาก 

เราว่าเวอร์ชั่นของ Gareth Edwards จริงๆแล้วก็ใช้ได้นะ แต่เราชอบเวอร์ชั่นปี 1954 มากกว่า เพราะมันมี ความขลังบางอย่างในเวอร์ชั่นเก่านี้น่ะ

ส่วน SHIN GODZILLA นั้นชอบสุดๆตามที่เคยเขียนถึงไปแล้ว ในขณะที่ PACIFIC RIM นั้น เราชอบสุดๆเพราะมันทำให้นึกถึงปัญหาเกาหลีเหนือ 555 คือตัวสัตว์ประหลาดใน PACIFIC RIM นั้นมันทำให้นึกถึงเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัสเซีย, จีน, สหรัฐ, ญี่ปุ่นต้องร่วมมือกันในการจัดการ โดยในการที่สหรัฐกับญี่ปุ่นจะร่วมมือกันได้นั้น ญี่ปุ่นต้องขจัดความฝังใจที่มีต่อสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่สองออกไปก่อน 

5.นอกจาก GODZILLA (1954) จะทำให้นึกถึงความหวาดกลัวระเบิดปรมาณูแล้ว เรายังไม่แน่ใจอีกด้วยว่า การที่ชาวญี่ปุ่นอินกับหนังประเภทนี้มากๆ เป็นเพราะญี่ปุ่นเผชิญภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวเป็นประจำอยู่แล้วหรือเปล่า คือเราไม่อินกับการเห็นฉากบ้านเมืองพังทลาย ถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองอย่างง่ายดายในหนังประเภทนี้น่ะ แต่เราก็คิดว่า สภาพบ้านเมืองที่อยู่ดีๆก็พังทลายลงอย่างง่ายดายแบบนี้มันอาจจะเป็นสิ่งที่ประเทศที่เผชิญกับแผ่นดินไหวบ่อยๆ รู้สึกคุ้นชินในระดับหนึ่งก็ได้

เหมือนอย่างของไทยน่ะ คือไทยไม่ค่อยมีหนัง GODZILLA แต่มีหนังจระเข้ยักษ์เยอะมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าไทยเผชิญภัยน้ำท่วมบ่อยๆ ไม่ได้เผชิญภัยแผ่นดินไหว (อันนี้เราเดาเอาเองนะ ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า)

Monday, January 18, 2016

RED BEARD (1965, Akira Kurosawa, Japan, 185min, A+30)

RED BEARD (1965, Akira Kurosawa, Japan, 185min, A+30)

1.Yuzo Kayama พระเอกหนังเรื่องนี้หล่อมากๆ ตรงสเปคเรามากๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

2.หนังมีทั้งองค์ประกอบที่ชอบมากๆ และองค์ประกอบบางอย่างที่หมิ่นเหม่มากๆต่อการที่จะกลายเป็นสิ่งที่เราเกลียดชังได้อย่างรุนแรง แต่ก็ต้องนับถือฝีมือของ Akira Kurosawa จริงๆที่สามารถคุม “องค์ประกอบที่หมิ่นเหม่” เหล่านั้นไม่ให้กลายเป็นอะไรที่ทำลายหนังเรื่องนี้ลงได้

3.คือหนังเรื่องนี้มีทั้งองค์ประกอบที่ทำให้นึกถึงหนังของ Nagisa Oshima และ Steven Spielberg อยู่ในหนังเรื่องเดียวกันน่ะ 555 แน่นอนว่าองค์ประกอบแบบหนังของ Nagisa Oshima ซึ่งได้แก่ตัวละครหญิงเฮี้ยนๆแรงๆนั้นเป็นสิ่งที่เราชอบสุดๆ ส่วนองค์ประกอบแบบหนังของ Spielberg ซึ่งได้แก่ท่าทีแบบ “moral superior” ที่หนังมีต่อคนดูนั้นเป็นสิ่งที่โดยปกติแล้วเราจะไม่ชอบ โดยเฉพาะถ้าหากมันอยู่ในมือของผู้กำกับหนังฮอลลีวู้ดหรือผู้กำกับหนังไทยที่สั่งสอนศีลธรรมคนดูได้อย่างไม่เนียนพอ แต่พอมันอยู่ในมือของ Akira Kurosawa ไอ้องค์ประกอบที่หมิ่นเหม่นี้ก็เลยไม่ล้นเกินหรือกระฉอกใส่หน้าเราอย่างรุนแรงเกินไป เราก็เลยยอมรับหนังเรื่องนี้ได้ แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่เล็กน้อยกับการสั่งสอนคนดูในทางอ้อมของหนัง

4.ขอพูดถึงสิ่งที่ “หมิ่นเหม่” ต่อความรู้สึกของเราก่อนก็แล้วกัน คือหนังเรื่องนี้มีโครงเรื่องหลักเกี่ยวกับ “การที่ตัวละครคนหนึ่งทำดีอย่างรุนแรง อุทิศตัวเองต่อสังคมอย่างรุนแรง” แล้วมันก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับพระเอก ซึ่งตอนแรกเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว ให้ค่อยๆกลายเป็นคนดีที่อุทิศตัวเองเพื่อสังคมตามไปด้วย แล้วความดีที่พระเอกทำ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กสาวใจหมาคนนึง ค่อยๆกลายเป็นคนดีจิตใจอ่อนโยนตามไปด้วย มันคือหนังเกี่ยวกับการทำความดีที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆทำดีต่อๆกันไปเรื่อยๆเป็นลูกโซ่น่ะ

ซึ่งแน่นอนว่า พล็อตแบบนี้ ถ้าหากเป็นโฆษณาไทย, หนังไทยหรือหนังฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่อง มันเสี่ยงมากๆที่จะกลายเป็นหนังที่เราเกลียดได้อย่างง่ายๆในทันที เพราะโดยปกติแล้วหนังที่วางท่าทีคล้ายๆอย่างนี้ มักจะเป็นหนังที่ผู้สร้างมีชุดความคิดทางศีลธรรมที่คับแคบชุดหนึ่ง แล้วต้องการจะเผยแพร่ให้คนอื่นๆเห็นดีเห็นงามตามตนเอง ผู้สร้างก็เลยทำหนังแบบนี้ขึ้นมา และมีการลงโทษ/โบยตี/ประณามตัวละครที่ทำตัวแตกต่างจากชุดศีลธรรมที่ผู้สร้างหนังคิดเองเออเอง ซึ่งมันจะแตกต่างจากหนัง feel bad และหนัง humanist หลายเรื่องที่เราชอบ ซึ่งมันจะเป็นหนังที่โอบรับมนุษย์ด้วยจิตใจที่เปิดกว้างจริงๆ มีการมองมนุษย์ขี้เหม็นที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องด้วยท่าทีที่ให้อภัยจริงๆ และไม่ตัดสินตัวละครมนุษย์สีเทาเหล่านั้นด้วยกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่คับแคบที่ตนเองตั้งขึ้นมา

อย่างไรก็ดี โชคดีที่ RED BEARD ไม่ได้ตกหลุมพรางแบบหนังกลุ่ม “สั่งสอนศีลธรรม” ที่เราเกลียด คือถึงแม้โครงเรื่องหลักของมันจะหมิ่นเหม่มากๆ เพราะมันมีตัวละครหลักๆที่เหมือนกับจะบอกคนดูในทางอ้อมว่า “จงทำดี จงทำดี จงทำดี” แต่มันมีซับพล็อตหลายเรื่องมากซ้อนอยู่ในพล็อตหลักของหนังเรื่องนี้ และซับพล็อตแต่ละอันในหนังเรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยตัวละครเหี้ยๆห่าๆชิบหายๆมากมาย เราก็เลยไม่รู้สึกว่า เราถูกยัดเยียดคำสอนทางศีลธรรมมากเกินไป คือโอเคว่า พล็อตหลักของมันอาจจะเป็นการสั่งสอนศีลธรรมในแบบที่เราอาจจะไม่ชอบ แต่ซับพล็อต 5-6 เรื่องที่ซ้อนอยู่ในพล็อตหลักมันเป็นอะไรที่จัญไรในแบบที่เราชอบมากๆ มันก็เลยช่วยประคับประคองอารมณ์ของเราไม่ให้ต่อต้านคำสอนทางศีลธรรมที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ได้

5.อีกส่วนที่ตอนแรกรู้สึกก้ำกึ่งในหนังเรื่องนี้ก็คือ ความเป็น “อภิมนุษย์” ของตัวละคร “เคราแดง” ที่แสดงโดย Toshiro Mifune น่ะ คือตัวละคร “เคราแดง” ตัวนี้นอกจากจะมีความฉลาดเก่งกาจในฐานะแพทย์แล้ว เขายังมีจิตใจที่ดีงามสุดๆ และเป็นยอดฝีมือในการต่อสู้กับเหล่าร้ายด้วย คือดีเว่อมากๆ เหมือนกับตัวละครที่แสดงโดยหลีหมิงในละครทีวีฮ่องกงเรื่อง THE LEGENDARY RANGER (1992) เลย ที่เป็นทั้งแพทย์ผู้เก่งกาจและเป็น superhero ที่ออกไปต่อสู้กับผู้ร้ายด้วย

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ช่วยทำให้เราไม่อี๋กับตัวละครเคราแดงตัวนี้ ก็คือวิธีการนำเสนอของ Akira Kurosawa น่ะ คือถึงแม้ว่าในทางทฤษฎีแล้วตัวละครเคราแดงตัวนี้มันจะดูเว่อมากๆ แต่เรารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้ไม่ได้ถูกขับเน้นความเป็นฮีโร่มากเกินไปด้วยเทคนิคทางภาพยนตร์หรืออะไรทำนองนี้ คือเหมือนกับว่าภาพยนตร์ไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษในการทำให้ตัวละครตัวนี้ดูมีออร่ามากกว่าปกติขึ้นมา มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ดูมีภาพลักษณ์ภายนอกเหมือนมนุษย์ธรรมดา เพียงแต่สิ่งที่เขาทำเท่านั้นที่ทำให้เขากลายเป็นคนพิเศษ

และพอได้ดูหนังสารคดีเรื่อง CARTEL LAND (2015, Matthew Heineman, A+30) เราก็พบว่าตัวละครอย่าง “เคราแดง” ก็อาจจะไม่เว่อจนเกินความเป็นจริงนะ เพราะในหนังสารคดีเรื่อง CARTEL LAND ก็มีคุณหมอที่ออกไปต่อสู้กับเหล่าร้ายเหมือนกัน และคุณหมอคนนี้ก็มีความน่ากังขาในท่าทีแบบ moral superior ด้วยเหมือนกัน เราก็เลยพบว่าอะไรที่เรามักคิดในตอนแรกว่ามันเว่อจนเกินความเป็นจริงในหนัง fiction นั้น จริงๆแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เพราะ truth มักจะ stranger than fiction ในหลายๆครั้ง

6.ส่วนสิ่งที่เราชอบสุดๆใน RED BEARD นั้น สิ่งแรกก็คือโครงสร้างการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่เราชอบมากๆ คือในแง่นึงมันสามารถเอาไปเปรียบเทียบได้กับหนังอย่าง OBABA (2005, Montxo Amendáriz, Spain) และ ARABIAN NIGHTS (2015, Miguel Gomes) น่ะ คือหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ มันจะมีโครงเรื่องหลักอยู่อันนึง แต่ภายในโครงเรื่องหลักนั้น มันเต็มไปด้วยเรื่องราวย่อยๆมากมาย และเรื่องราวย่อยๆเหล่านั้นบางทีมันอาจจะมีโทนเรื่องหรือ genre เรื่องที่ไม่สอดคล้องกับโครงเรื่องหลักก็ได้

คือเราจะชอบอะไรแบบนี้มากๆ เพราะเรามองว่าชีวิตจริงของมนุษย์มันไม่เหมือนกับ genre หนังน่ะ คือหนังส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตัวตาม genre มันจะลดทอนหรือตัดแง่มุมบางอย่างของโลก, จักรวาล, ชีวิตมนุษย์ออกไป แต่หนังที่มีการผสม genre เข้าด้วยกัน, เล่นสนุกกับกฎเกณฑ์งี่เง่าของ genre, หรือไม่เคร่งครัดกับ genre แต่ทำตัวตามสบาย หรือเปลี่ยน genre ตัวเองตามใจชอบทุก 15-30 นาที มันจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องของหนังที่ทำตัวตาม genre ได้ เพราะฉะนั้นหนังที่มีซับพล็อตมากมายที่ทำตัวตามสบาย และไม่สน genre หลักของหนัง ก็เลยถือเป็นหนังประเภทที่เข้าทางเราสุดๆ

แต่จริงๆแล้ว RED BEARD ก็ไม่ได้พิสดารเหมือนอย่าง OBABA และ ARABIAN NIGHTS นะ เพราะซับพล็อตแต่ละเรื่องใน RED BEARD มันไม่ได้พิสดารหรือมีโทนที่แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง มันค่อนข้างสอดคล้องผสมเป็นเนื้อเดียวกันมากๆ ไม่เหมือน OBABA ที่ซับพล็อตบางอันกลายเป็นหนังคนละ genre กัน และไม่เหมือน ARABIAN NIGHTS ที่ไปสุดทางในแง่ของ “การแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้อันมากมายมหาศาลในการเล่าเรื่อง” อย่างไรก็ดี ถึงแม้ซับพล็อตแต่ละเรื่องใน RED BEARD มันไม่ได้ “แหวกแนว” อย่างรุนแรง แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นอยู่ดีเวลาหนังมันกำลังจะเข้าซับพล็อตเรื่องใหม่น่ะ คือหนังมันทำให้เราตื่นเต้นกับความจริงที่ว่า ชีวิตของตัวละครประกอบแต่ละคนมันไม่ถูกจำกัดความเป็นไปได้มากเกินไปแบบในหนังทั่วๆไปน่ะ คือในหนังทั่วๆไปนั้น สมมุติว่าเป็นหนังโรแมนติก ตัวละคร “เพื่อนนางเอก” ก็จะต้องมีชีวิตที่สอดคล้องกับ genre หนังโรแมนติก ตัวละครเพื่อนนางเอกจะไม่สามารถลุกขึ้นมาสังหารหมู่ชนชั้นกลางแล้วยังคงทำหน้าที่เป็นเพื่อนนางเอกในหนัง romantic หรือในหนังอย่าง THE INTERN (2015, Nancy Meyers) ได้ คืออะไรๆแบบนี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบในหนังทั่วๆไปน่ะ แต่ใน RED BEARD นั้นมันทำลายสิ่งที่เราไม่ชอบนี้ทิ้งไป เพราะมันแสดงให้เห็นว่าตัวละครประกอบแต่ละตัวมันมีชีวิตที่สุดตีนในแบบของมันเอง มันไม่ต้องติดอยู่ในกรอบที่ว่า “ฉันเป็นตัวละครประกอบ เพราะฉะนั้นชีวิตของฉันต้อง เบาๆ กว่าตัวละครหลัก” อะไรทำนองนี้

7.แล้วซับพล็อตแต่ละอันในหนังเรื่องนี้มันก็มักจะมีตัวละครหญิงแบบที่เข้าทางเรามากๆอยู่ด้วย คือตัวประกอบหญิงหลายตัวในหนังเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในหนังของ Nagisa Oshima และ Shohei Imamura ได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกแต่อย่างใดน่ะ ทั้ง “ฆาตกรโรคจิตที่เป็นสาวสวยที่ไล่ฆ่าหนุ่มๆโดยใช้ปิ่นปักผมเป็นอาวุธ”, “หญิงสาวที่ถูกแม่บังคับให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่แม่อยากงาบไปกินเสียเอง”, “หญิงสาวที่แต่งงานอยู่กินกับชายหนุ่มอย่างมีความสุข แต่อยู่ดีๆเธอก็รู้สึกว่าชีวิตเธอมีความสุขมากเกินไป เธอไม่สมควรมีความสุขในชีวิตมากแบบนี้ เธอก็เลยทิ้งผัวแสนดีของเธอไปเลย” และ “เด็กสาวอายุ 12 ปีที่เป็นโรคจิต เอาแต่ถูบ้านทั้งวัน และพยายามจะเอาพระเอกมาเป็นผัวให้ได้” คือตัวประกอบหญิงแต่ละตัวในหนังเรื่องนี้นี่มันรับประกันความ A+30 จากดิฉันมากๆค่ะ 555 โดยเฉพาะตัวเด็กสาวอายุ 12 ปีที่เป็นโรคจิตนั้น เป็นตัวละครแบบที่ดิฉันชอบสุดๆ ดูแล้วนึกถึงตัวละครในนิยายเรื่อง “ระบำไฟ” ของม.มธุการี ที่เป็นหญิงสาวที่ยากจน และโหยหาความรักอย่างรุนแรง และพยายามจะเอาพระเอกมาเป็นผัวให้ได้ คือทั้งตัวละครตัวนี้ใน RED BEARD และ “ระบำไฟ” มันมักจะถูก treat เป็น “นางอิจฉา” ในหนังเรื่องอื่นๆน่ะ เพราะตัวละครหญิงประเภทนี้ไม่ใช่คนจิตใจดีแบบ “นางเอก” และหนังเรื่องอื่นๆมักจะปฏิบัติต่อตัวละครประเภทนี้ในฐานะ “นางอิจฉาหน้าโง่ที่สมควรโดนตบ” เท่านั้น แต่ทั้ง RED BEARD และ “ระบำไฟ” กลับไม่ได้ปฏิบัติต่อตัวละครหญิงประเภทนี้ในฐานะ “นางอิจฉา” แต่เจาะลึกไปที่ความว่างโหวงทางจิตวิญญาณของตัวละครหญิงประเภทนี้ และตีแผ่ให้เราเห็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่ภายใต้ตัวละครหญิงประเภทนี้อย่างรุนแรง เราก็เลยชอบ RED BEARD และระบำไฟมากๆในแง่นี้

8.สรุปว่า RED BEARD ทำให้เราต้องยอมรับจริงๆว่า Akira Kurosawa แม่งเก่งจริงๆใน “การเล่าเรื่อง” แต่ยังไงถ้าหากเทียบกับผู้กำกับในรุ่นเดียวกันอย่าง Mikio Naruse เราก็ยังคงชอบ Naruse มากกว่าเยอะนะ เพราะหนังของ Naruse มัน touch ความรู้สึกเราใน layer ที่ลึกกว่าหนังของ Akira Kurosawa น่ะ คือหนังของ Akira Kurosawa มันทำให้เราทึ่งกับ “การเล่าเรื่อง” แต่หนังของ Naruse มันสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกเราในระดับที่ลึกกว่า

ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็คือว่า ความรู้สึกของเราที่มีต่อการดูหนังของ Akira Kurosawa เหมือนกับความรู้สึกของเราที่มีต่อจำนวนตรรกยะ (rational numbers) ตัวเลข 1, 2, 3, 4 หรืออะไรบางอย่างที่อาจจะนำเสนอเป็นรูปธรรมได้ไม่ยากนัก

แต่การดูหนังของ Mikio Naruse, Maurice Pialat อะไรพวกนี้ เหมือนกับความรู้สึกของเราที่มีต่อจำนวนอตรรกยะ (irrational numbers) มันเป็นอะไรบางอย่างที่มีอยู่จริง แต่มันยากจะอธิบายได้

ส่วนการดูหนังของ Kiyoshi Kurosawa อาจจะเหมือนกับความรู้สึกของเราที่มีต่อจำนวนตอแหล (imaginary numbers) คือมันเป็นอะไรบางอย่างที่เราชอบสุดๆ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น รู้แต่ว่าชอบสุดๆ 555

Sunday, January 17, 2016

Film Wish List: THIRTEEN WOMEN (1932, George Archainbaud)

Film Wish List: THIRTEEN WOMEN (1932, George Archainbaud)

ตายแล้ววววว พล็อตของหนังเรื่องนี้นี่มันคือกูจริงๆ อ่านพล็อตแล้วอยากให้มีการดัดแปลงหนังเรื่องนี้มาสร้างใหม่อย่างรุนแรงมากๆ หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวผิวขาว 12 คนที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันเมื่อหลายปีก่อน โดยอยู่ดีๆพวกเธอก็ได้รับคำทำนายลึกลับว่าจะตายหรือไม่ก็คนใกล้ตัวจะตายในเร็วๆนี้ โดยผู้ส่งคำทำนายลึกลับไปให้หญิงสาว 12 คนนี้ก็คือเออร์ซูล่า (Myrna Loy) เพื่อนโรงเรียนเดียวกันนั่นเอง โดยเออร์ซูล่าต้องการจะแก้แค้นหญิงสาว 12 คนนี้เพราะเธอเคยถูกดูถูกอย่างรุนแรงตอนอยู่ในโรงเรียนเพราะเธอเป็นลูกครึ่งชวา ไม่ใช่คนผิวขาวแบบหญิงสาว 12 คนนี้ และต่อมาหญิงสาว 12 คนนี้ก็พบว่าคำทำนายเริ่มกลายเป็นจริง คนในกลุ่มเริ่มทยอยตายตามคำทำนายจริงๆ ดังนั้นลอร่า (Irene Dunne) ซึ่งเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกตามลำพัง และเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งที่สุดในบรรดาหญิงสาว 12 คนนี้ก็เลยนัดทุกคนในกลุ่มที่ยังมีชีวิตอยู่มาประชุมกัน เพื่อหาทางสู้กับคำทำนาย โดยตัวลอร่านั้นได้รับคำทำนายว่าลูกชายจะตาย และเออร์ซูล่าก็กำลังหาทางจะฆ่าลูกชายของลอร่าจริงๆ โดยตัวเออร์ซูล่าเองนั้นมี “พลังจิต” ด้วย ตายแล้ววววววววววววววววววววววววววว


แต่ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้มีอาถรรพ์หรือเปล่า คนก็เลยไม่กล้าเอามาสร้างใหม่ เพราะพอหนังเรื่องนี้ออกฉายไปได้สองวัน หนึ่งในนักแสดงหญิงของหนังเรื่องนี้ก็ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาจากตัวอักษร H ในตัวอักษร HOLLYWOOD ที่เป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนรู้จักกันดี

Wednesday, October 14, 2015

SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

SUMURUN (1920, Ernst Lubitsch, Germany, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 5 ของ Lubitsch ที่เราได้ดู และเราก็พบว่าเราถูกโฉลกกับหนังของเขาจริงๆ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าตัวละครหญิงในหนังของเขามันเข้าทางเรามากๆ เราว่าตัวละครหญิงในหนังของเขาเหมือนจะเป็นญาติๆกับตัวละครหญิงในหนังของ Paul Verhoeven เลยน่ะ ทั้งๆที่สองคนนี้ทำหนังคนละ genre กัน เพราะตัวละครหญิงในหนังของผู้กำกับทั้งสองคนนี้ต่างก็ “เข้มแข็งมาก” และ “เงี่ยนมาก” กว่าตัวละครหญิงในหนังทั่วๆไป ซึ่งความเงี่ยนนี่เป็นปัจจัยสำคัญเลย เพราะนางเอกในหนังทั่วไปมักจะ “ต้องการความรัก” แต่ไม่ค่อยแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ แต่ตัวละครหญิงในหนังของ Lubitsch และ Paul Verhoeven นี่จะกล้าแสดงความต้องการทางเพศออกมา

ใน SUMURUN นี่จะมีตัวละครหญิงที่เราชอบสุดๆถึง 3 ตัว ซึ่งได้แก่ Sumurun (Jenny Hasselqvist), Yannaia (Pola Negri) และ Haidee (Aud Egede-Nissen) โดย Sumurun นี่เป็นตัวละครที่เข้มแข็งสุดๆ มีฉากนึงที่เธอถูกชี้คทรราช (Paul Wegener) สั่งให้กราบเท้าขอขมา แล้วเขาจะไว้ชีวิตให้ แต่ Sumurun เธอไม่ยอมขอขมาทรราช เธอยอมถูกประหารชีวิตดีกว่าที่จะยอมก้มหัวให้ทรราชชั่วๆแบบนี้

ส่วน Yannaia เป็นตัวละครหญิงที่เงี่ยนมาก และมีลักษณะที่ทำให้นึกถึงตัวละครหญิงในหนังของ Verhoeven หรือตัวละครหญิงแบบ “อีพริ้ง คนเริงเมือง” และนางเอกใน “ทองประกายแสด” Yannaia เป็นตัวละครหญิงที่พยายามเสยหีใส่หนุ่มหล่ออย่างรุนแรง ซึ่งตัวละครหญิงที่ “เงี่ยนมาก” แบบนี้ เวลาอยู่ในหนังไทยหรือละครไทย มันมักจะได้รับบทเป็นเพียงแค่ “นางอิจฉา” น่ะ แต่ในหนังเรื่อง SUMURUN นี้ ตัวละคร Yannaia ถือเป็นนางเอกหรือหนึ่งในนางเอกของเรื่องเลยทีเดียว และหนังก็ดูเหมือนจะรักเธอและปฏิบัติต่อเธอในฐานะมนุษย์คนนึง แทนที่จะปฏิบัติต่อเธอเหมือนเป็นเพียงนางแพศยาที่สมควรถูกลงโทษ

ส่วน Haidee นั้น ถ้าเป็นในหนังไทยหรือละครไทย เธอจะเป็นเพียงตัวละครประเภท “เพื่อนนางเอก” ที่มีหน้าที่เพียงแค่ให้กำลังใจนางเอก คอยช่วยเหลือนางเอก หรือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นางเอกได้ระบายความในใจออกมาให้ผู้ชมได้รับรู้ (คือนางเอกจะคุยกับเพื่อนนางเอก เพื่อที่ผู้ชมจะได้รู้ว่านางเอกคิดอะไร) แต่ตัวละครประเภท “เพื่อนนางเอก” นี้ ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้สวยกว่านางเอก หรือมีคุณสมบัติโดดเด่นเกินหน้าเกินตานางเอกน่ะ

แต่หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราชอบ SUMURUN อย่างสุดๆ ก็คือการที่ตัวละคร “เพื่อนนางเอก” ในหนังเรื่องนี้ มันหลุดออกจากกรอบของมันน่ะ เพราะตัวละคร Haidee นี้ มีบุคลิกภาพที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตามากๆ คือเธอมีบทบาทคอยช่วยเหลือ Sumurun (ซึ่งเป็นหนึ่งในนางเอก) ก็จริง แต่หนังขับเน้น “ความฉลาด” ของตัวละครตัวนี้อย่างรุนแรง จนเธอดูเหมือนอิ๊คคิวซัง + MacGyver + อึ้งย้ง ไปเลย เธอเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และสามารถใช้หัวสมองของเธอในการช่วยให้นางเอกรอดจากสถานการณ์คับขันได้หลายครั้ง และในฉากของ “การประกาศความเป็นไท” นั้น เธอก็เป็นตัวละครที่โผล่ออกมาอย่างสง่างามเป็นคนแรก แทนที่จะเป็นตัว Sumurun คือการที่หนังสร้างความสง่างามให้กับตัวละคร “เพื่อนนางเอก” แบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆน่ะ

2.นอกจากการสร้างตัวละคร “เพื่อนนางเอก” ที่หลุดออกจากกรอบของความเป็นเพื่อนนางเอกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราชอบ SUMURUN อย่างสุดๆ ก็คือการสร้างตัวละคร “ตัวตลก” ที่หลุดออกจากกรอบของความเป็นตัวตลกด้วย คือใน SUMURUN นี่ มันจะมีตัวละครลุงป้าคู่หนึ่ง ที่ทำให้นึกถึง “ล้อต๊อก” กับ “ชูศรี” ในหนังไทยยุคเก่าน่ะ คือมันเป็นตัวละครลุงป้าที่เหมือนมีบทบาทแค่มาช่วยเรียกเสียงหัวเราะให้กับหนังเป็นระยะๆเท่านั้น

ในความเป็นจริงแล้ว เราก็ดูหนังไทยยุคเก่าไม่เยอะนะ แต่เท่าที่เราจำได้ ตัวละครประเภท ล้อต๊อก+ชูศรี หรือตัวตลกประเภท “ดอกดิน กัญญามาลย์ + อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา” ในหนังของดอกดิน หรือตัวละครที่แสดงโดยค่อม ชวนชื่นในหนังไทยยุคปัจจุบัน มันจะอยู่ในกรอบของความเป็นตัวตลกน่ะ มันมักจะไม่ค่อยทำอะไรเกินหน้าเกินตาพระเอกนางเอก หรืออยู่ดีๆก็กลายเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้พล็อตเรื่องพลิกผันไปอย่างรุนแรง คือตัวตลกในหนังไทยประเภทนี้ มันมักจะเป็นตัวละครที่สามารถตัดออกไปจากหนังได้เลย โดยที่เนื้อเรื่องแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม อาจจะมียกเว้นก็อย่างเช่นบทของชูศรีใน “เมืองขอทาน ขี้กลากคอนกรีต” (1978, เพิ่มพล เชยอรุณ) ที่ไม่ได้ถูกจำกัดกรอบให้มีบทบาทเป็นเพียงแค่ตัวตลก แต่เธอมีบทบาทเป็น “เจ้าแม่” ในเรื่อง

ซึ่งจริงๆแล้วเราจะไม่ชอบการจำกัดกรอบให้กับ “เพื่อนนางเอก”, “นางอิจฉา”, “ตัวตลก” ในหนังไทยแบบนี้เท่าไหร่ มันไม่เข้ากับรสนิยมของเรา หรือมันไม่เข้ากับวิธีการที่เราใช้มองมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบตัวละครลุงป้าใน SUMURUN อย่างมากๆ เพราะตอนแรกเรานึกว่าลุงป้าคู่นี้มันจะมีบทบาทเรียกเสียงฮาเหมือนอย่างล้อต๊อก+ชูศรีเท่านั้น แต่ไปๆมาๆ ปรากฏว่า หนัง treat ความรักและความเงี่ยนของตัวละครลุงป้าคู่นี้อย่างจริงจังสุดๆ และพอถึงตอนจบของหนัง ก็ปรากฏว่า ตัวละครลุงหลังค่อมที่ถ้าหากอยู่ในหนังไทย ก็จะกลายเป็นตัวละครที่ถูกจัดให้อยู่ในชั้นล่างสุดหรือเกือบล่างสุด (ลำดับชั้นอาจจะเป็น พระเอก-นางเอก-ผู้ร้าย-นางอิจฉาหรือดาวยั่ว-พระรอง-นางรอง-ตัวตลก-คนใช้พระเอกและนางเอก) นี่แหละ ที่กลายเป็นคนที่ลุกขึ้นมาฆ่าทรราชได้ 

คือในหนังไทย ตัวละครที่ลุกขึ้นมาฆ่าทรราช หรือผู้ร้ายหัวโจกของเรื่อง มักจะเป็นพระเอกหรือนางเอกน่ะ ในขณะที่ตัวตลกของเรื่อง มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอะไรแบบนี้ แต่ใน SUMURUN นี่ บทบาทการฆ่าทรราช กลับเป็นของตัวละครที่มีลักษณะคล้ายตัวตลกแบบล้อต๊อก เราก็เลยชอบจุดนี้อย่างสุดๆ มันเหมือนกับว่าในแง่นึง หนังเรื่องนี้มัน treat ตัวละครของมันอย่างค่อนข้างเสมอภาค หรือมันมองมนุษย์แบบที่เรามองน่ะ มันไม่ได้มองว่า “เพื่อนนางเอก” และ “ตัวตลก” ห้ามทำอะไรเกินหน้าเกินตาพระเอกนางเอกเป็นอันขาด แต่มันยอมรับว่าตัวละครแต่ละตัวต่างก็เป็นมนุษย์ที่มี potential ที่จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น คนที่อยู่ชั้นล่างสุด ก็สามารถลุกขึ้นมาฆ่าและโค่นล้มคนที่อยู่ชั้นสูงสุดอย่างชี้คในเรื่องได้ นอกจากนี้ “หญิงสาวที่เงี่ยนหนุ่มหล่ออย่างรุนแรง” ในหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ถูก treat เป็นเพียงแค่นางอิจฉาหรือดาวยั่วด้วย แต่ถูก treat เป็นหนึ่งในนางเอกของเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นการทะลายกรอบตัวละครนางเอก-นางอิจฉาด้วยเช่นกัน

กราบตีน Ernst Lubitsch จริงๆค่ะ


หนังเรื่องนี้มีให้ดูใน Youtube นะคะ

Thursday, October 08, 2015

A HANDFUL OF RICE (1940, Paul Fejos + Gunnar Skoglund, Sweden, A+30)

A HANDFUL OF RICE (1940, Paul Fejos + Gunnar Skoglund, Sweden, A+30)

ข้าวกำมือเดียว

--ดูแล้วนึกถึง SON OF THE NORTHEAST หรือลูกอีสาน (1983, Vichit Kounavudhi, A+30) มากๆ ซึ่งอาจจะแสดงให้เห็นว่าทีมงานสวีเดนสามารถสร้างหนังเรื่องนี้ได้ตรงตามความเป็นจริงมากพอสมควร หนังเรื่องนี้ถึงได้ออกมาไม่แตกต่างไปจากหนังที่สร้างโดยคนไทยเองในอีก 40 ปีต่อมา

--หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน A HANDFUL OF RICE คือฉากที่สามีภรรยาช่วยกันสร้างบ้านของตนเอง คือเรานึกไม่ถึงว่าคนสองคนจะสามารถสร้างบ้านได้เองน่ะ โดยที่ไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านหรือคนในหมู่บ้านเลย แต่ก็เป็นบ้านหลังคามุงจากนะ ไม่ใช่บ้านดินแบบที่นิยมทำกันในยุคปัจจุบัน

เราว่าฉากสร้างบ้านด้วยตัวเองนี่เป็นฉากที่เราแทบไม่เคยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่นๆมาก่อนเลย นึกไม่ออกว่ามีหนังไทยเรื่องไหนที่มีฉากแบบนี้บ้างหรือเปล่า แม้แต่ใน ลูกอีสานเราก็จำไม่ได้ว่ามีฉากสร้างบ้านด้วยตัวเองบ้างหรือเปล่า แต่มีฉากสร้างบ้านดินในหนังสารคดีเรื่อง THE GREENHOUSE EFFECT I (2013, คมไผ่ แข็งแรง, A+30) ซึ่งเป็นอะไรที่รุนแรงมาก เพราะต่อมาบ้านดินในหนังเรื่องนั้นก็ถล่มลงมาอย่างน่าเวทนามากๆ โชคดีที่บ้านหลังคามุงจากใน ข้าวกำมือเดียวดูท่าว่าจะแข็งแรงกว่าบ้านดิน

--เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้และหนังอีกหลายๆเรื่องในทศวรรษ 1920-1940 อาจจะเป็นการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศที่ตั้งอยู่ห่างไกล เพราะยุคนั้นยังไม่มีโทรทัศน์น่ะ เพราะฉะนั้นภาพยนตร์ก็เลยต้องทำหน้าที่แทนโทรทัศน์ในยุคนั้น โดยหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังของ Gabriel Veyre ในปี 1895-1900 และหนังอย่าง NANOOK OF THE NORTH (1922, Robert J. Flaherty), TABU (1931, F. W. Murnau, Germany), MELODY OF THE WORLD (1929, Walter Ruttman, Germany), THE SONG OF CEYLON (1934, Basil Wright) และ THE 400 MILLION (1939, Joris Ivens) ที่เน้นการถ่ายทำในสถานที่ห่างไกลเหมือนกัน

MELODY OF THE WORLD จะฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.นะ

--รู้สึกว่า A HANDFUL OF RICE เหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่าง TABU กับ NANOOK OF THE NORTH คืออยู่กึ่งกลางระหว่างสารคดีกับเรื่องแต่ง เพราะ A HANDFUL OF RICE เน้นไปที่การทำมาหากินของตัวละคร แทนที่จะเล่าเรื่องชิงรักหักสวาทแบบ TABU แต่ A HANDFUL OF RICE ก็ไม่ได้เล่าเรื่องการทำมาหากินในแบบสารคดีซะทีเดียว


นอกจากการสร้างบ้านแล้ว ในหนังเรื่องนี้เรายังได้เห็นการใช้ช้างลากซุง, การปลูกข้าว, ความยากลำบากในการหาเงินมาซื้อควาย, การใช้คนไถนาแทนควาย, การดักจับเสือ, การเลี้ยงลิงเป็นสัตว์เลี่ยง, การค้าขายในตลาด และการสร้างฝายในยุคนั้นด้วย

Wednesday, September 30, 2015

WILLIAM RILEY GOES HOLLYWOOD (1930, Roscoe “Fatty” Arbuckle, 18min, A+)

WILLIAM RILEY GOES HOLLYWOOD (1930, Roscoe “Fatty” Arbuckle, 18min, A+)

หนังสั้นเกี่ยวกับผู้ชายบ๊องๆที่พยายามสร้างข่าวฉาวในฮอลลีวู้ดเพื่อช่วยเหลือดาราหญิงที่เขาชื่นชอบ (รับบทโดย Louise Brooks) ตัวหนังอาจจะไม่มีอะไรมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า หนังอาจจะได้รับแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างมาจากชีวิตจริงของผู้กำกับ ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดีข่มขืนและฆ่าดาราหญิงคนหนึ่ง แต่ในเวลาต่อมาความจริงปรากฏว่าเขาอาจจะถูกใส่ร้าย และที่จริงแล้วเขาอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์

Friday, September 25, 2015

PHANTOM (1922, F.W. Murnau, Germany, 120min, A+30)

PHANTOM (1922, F.W. Murnau, Germany, 120min, A+30)

ชอบความเปราะบางของมนุษย์ในหนังเรื่องนี้มากๆ คือพระเอกของเรื่องเป็นคนดีที่มีชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์ เขาเป็นคนที่เจ้าแม่เงินกู้ไว้วางใจที่สุดว่า “คนนี้ไม่โกงแน่นอน” แต่อยู่ดีๆวันนึงเขาก็ถูกรถชน แล้วเขาก็ตกหลุมรักสาวสวยผู้ร่ำรวยที่ขับรถชนเขา แล้วหลังจากนั้นก็เหมือนเขาเกิดอาการจิตแตก เขาเริ่มโกงเงิน เริ่มทำเลวหลายๆอย่าง โดยที่เขายังคงเหมือนไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำเลวไปแล้ว

เราว่าตัวละครพระเอกมันน่าสนใจมากๆ และเราว่าคนอย่างนี้น่ากลัวกว่าคนที่เรารู้แน่ๆว่า “ไอ้นี่ไว้วางใจไม่ได้” หรือ “ไอ้นี่ดูเจ้าเล่ห์มาก” เพราะเวลาเราเจอคนที่เราไว้วางใจไม่ได้ เราก็จะระวังตัว และไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของคนพวกนี้ แต่เรามักจะไว้วางใจคนอย่างพระเอก คนที่ใจซื่อ มือสะอาดมาโดยตลอด โดยเราลืมนึกถึงความจริงที่ว่า มนุษย์มันเปลี่ยนแปลงได้ทุกวินาที และมนุษย์แต่ละคนมันมีจุดอ่อนของตัวเอง และการที่เขาทำดีมาโดยตลอดเวลาที่ผ่านมา มันไม่ได้รับประกันว่า วันพรุ่งนี้เขาจะยังคงทำดีอยู่ เพราะวันใดวันหนึ่งอาจจะมีอะไรบางอย่างมากระทบจุดอ่อนทางจิตของเขา และทำให้เขาเปลี่ยนไปจากเดิมก็ได้

ความเปราะบางทางจิตของมนุษย์ในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง IMPERATIV (1982, Krzysztof Zanussi) ด้วย เพราะ IMPERATIV ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายหนุ่มที่เป็นคนปกติ แต่มีอยู่วันนึงเขาก็เห็นรอยร้าวของอะไรสักอย่าง (ถ้าจำไม่ผิด) แล้วเขาก็เริ่มค่อยๆกลายเป็นบ้า

เรายังได้ดูหนังของ Murnau กับ Fritz Lang ไม่เยอะเท่าไหร่นะ แต่เท่าที่ดูมา เรารู้สึกว่าหนังของ Murnau มันมีความอ่อนโยนหรือมีความละเอียดอ่อนกว่าหนังยุคแรกของ Lang น่ะ ในขณะที่หนังยุคแรกของ Lang จะเด่นด้านพล็อตเรื่อง คือหนังของ Lang เนื้อเรื่องจะสนุกมากๆ มีการชิงไหวชิงพริบ หักเหลี่ยมเฉือนคมกันทุกๆ 5 วินาที แต่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมันจะหยาบกว่าหนังของ Murnau


ความแตกต่างกันระหว่าง Lang กับ Murnau ตรงจุดนี้ทำให้นึกถึงความแตกต่างกันระหว่างหนังของ Akira Kurosawa กับ Kenji Mizoguchi ด้วยเหมือนกัน เพราะเราจะรู้สึกว่าหนังของ Kurosawa มีพล็อตเรื่องที่ขึงขังเหมือนหนังของ Fritz Lang แต่หนังของ Mizoguchi จะมีอารมณ์ละเอียดอ่อนกว่าหนังของ Kurosawa 

FROM THE REALM OF SIX DOTS (1927, Hugo Rütters, Germany, documentary, 95min, A+30)

FROM THE REALM OF SIX DOTS (1927, Hugo Rütters, Germany, documentary, 95min, A+30)


หนังกึ่งสารคดีเกี่ยวกับคนตาบอดในเยอรมนีในทศวรรษ 1920 ดูแล้วหัวใจสลาย โดยเฉพาะช่วงที่เกี่ยวกับกลุ่มคนที่พิการซ้ำซ้อนที่ทั้งตาบอดและหูหนวกในคนเดียวกันนี่ดูแล้วร้องไห้เลย แนะนำชมเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบ LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971, Werner Herzog)

Tuesday, May 05, 2015

I DON’T WANT TO BE A MAN (1918, Ernst Lubitsch, Germany, A+10)

I DON’T WANT TO BE A MAN (1918, Ernst Lubitsch, Germany, A+10)

Ossi (Ossi Oswalda) เป็นสาวน้อยที่ชอบกินเหล้า, สูบบุหรี่, เล่นไพ่กับผู้ชาย และออกไปเที่ยวนอกบ้าน เธอพบว่าการกระทำของเธอสร้างความไม่พอใจให้กับคุณลุง, ครูประจำบ้าน และผู้ดูแลหนุ่ม เธอก็เลยปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อออกไปเที่ยวนอกบ้านให้สะใจ

ความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้

1.หนังเรื่องนี้มีปัญหาทางทัศนคติแบบเดียวกับหนังเรื่อง THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad, Germany, 60min, A-) และ THE ABC OF LOVE (1916, Magnus Stifter, Germany, A-) เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้ดูเหมือนจะมีจุดร่วมเดียวกันในการต่อต้านสิทธิสตรี และบอกว่าผู้หญิงก็ควรทำตัวแบบผู้หญิงน่ะดีแล้ว ไม่ควรจะทำตัวแบบผู้ชาย

แต่ถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยกับทัศนคติของหนังสามเรื่องนี้ การได้ดูหนัง 3 เรื่องนี้ก็ทำให้เราเข้าใจสังคมยุคนั้นนะว่า ช่วงนั้นประเด็นเรื่องสิทธิสตรีกำลังมาแรงจริงๆ และสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคงจะเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้โครงสร้างสังคมแบบเก่าอ่อนแอลง และในที่สุดบางประเทศในยุโรปก็ต้องยอมให้สิทธิเลือกตั้งแก่สตรีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

2.อย่างไรก็ดี เราชอบ I DON’T WANT TO BE A MAN มากกว่า SUFFRAGATE และ THE ABC OF LOVE มาก สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่า Ernst Lubitsch เขาเก่งจริง เขาสามารถทำหนังให้ดูน่าเพลิดเพลินและรื่นรมย์ได้ ถึงแม้เราจะกังขากับทัศนคติของหนังอย่างมากๆก็ตาม

3.เราชอบ Ossi Oswalda นางเอกหนังเรื่องนี้มากๆ เราว่าเธอดูแหลนแต้มากๆ ถ้าเทียบกับนักแสดงไทยเราจะนึกถึงกนกวรรณ บุรานนท์ คือเป็นนักแสดงหญิงที่แสดงตลกได้แบบถึงขั้นมากๆน่ะ และเราว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ Ossi ดูน่ารักซุกซนเหมือนเด็กดื้อดีด้วย

4.หนังเรื่องนี้มีบางฉากที่ดู homoerotic ดีด้วย

5.เราว่า Ernst Lubitsch เก่งมากๆในการกำกับฉากโรงระบำ เพราะมันเป็นฉากที่ผู้คนเยอะมาก และแต่ละคนก็เคลื่อนไหวพึ่บพั่บกันตลอดเวลา คือมันเป็นฉากที่ดูอลหม่านมากๆน่ะ แต่เราว่าจริงๆแล้วความอลหม่านในฉากนี้อยู่ภายใต้การควบคุมเป็นอย่างดี ซึ่งมันคงเป็นสิ่งที่ยากในระดับนึง คือคุณต้องกำกับตัวประกอบจำนวนมากให้เคลื่อนไหว+แสดงสีหน้าที่เหมาะสมภายในกรอบภาพน่ะ เราว่า Lubitsch เก่งมากๆตรงจุดนี้

มีจุดนึงที่ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้โดยตรง แต่อยากจะกล่าวถึง นั่นก็คือเราเคยดูหนังของ Ernst Lubitsch อีกสองเรื่อง คือ THE DOLL (1919) กับ THE OYSTER PRINCESS (1919, A+30) โดยใน THE OYSTER PRINCESS มีฉากเด่นฉากนึงที่ประทับใจเรา นั่นก็คือฉากที่ผู้หญิงต่อยมวยกันเพื่อแย่งผู้ชาย

คือพอหลังจากเราดูหนังเรื่องนี้ได้ไม่กี่ปี ก็มีโฆษณา deodorant อันนึงทางโทรทัศน์ไทยที่นำเสนอภาพผู้หญิงต่อยมวยกันเพื่อแย่งผู้ชายน่ะ แล้วโฆษณาอันนี้ก็ถูกด่าทออย่างรุนแรงใน Pantip เหมือนกับว่ามันเป็นการกระทำที่เลวทรามต่ำช้ามากๆที่ทำโฆษณาแบบนี้ออกมา ในขณะที่เรามองว่าโฆษณานี้มันแปลกดี มันเหมือนเป็นไอเดียฮาๆอันนึง มันเป็นไอเดียแบบหนัง black comedy น่ะ แต่หลายคนใน Pantip มองว่ามันเลวทรามมาก

ตอนนั้นเราก็ได้แต่คิดว่า มันช่างเป็นเรื่องที่ประหลาดดี ที่เยอรมนีในปี 1919 สามารถนำเสนอภาพผู้หญิงต่อยมวยกันเพื่อแย่งผู้ชายได้โดยเสรี แต่พอภาพแบบนี้มาปรากฏในประเทศไทยในทศวรรษ 2000 หรืออีก 80 ปีต่อมา มันกลับกลายเป็นภาพที่ controversial และได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงมาก



Monday, May 04, 2015

THE QUEEN OF THE STOCK EXCHANGE (1918, Edmund Edel, Germany, A+15)


THE QUEEN OF THE STOCK EXCHANGE (1918, Edmund Edel, Germany, A+15)

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของ Helene Netzler (Asta Nielsen) เจ้าแม่ตลาดหุ้น, เจ้าแม่เหมืองแร่ และเจ้าแม่ทองแดง เธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการทำธุรกิจของเธอ และเธอก็ตกหลุมรัก Lindholm (Aruth Wartan) ผู้จัดการบริษัทเหมืองแร่ อย่างไรก็ดี ความรักของเธอเผชิญกับอุปสรรค เมื่อ Lindholm หันไปชอบพอกับ Lina ลูกพี่ลูกน้องของ Helene ที่มีฐานะยากจนและทำงานเป็นสาวใช้ของ Helene

ความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้

1.ชอบช่วงแรกของเรื่องมากๆ เพราะเราชอบการสร้างตัวละครนางเอกที่มีบุคลิกเป็นเจ้าแม่แบบนี้น่ะ มันแตกต่างจากหนังอีก 3 เรื่องของ Asta Nielsen ที่เราได้ดูก่อนหน้านี้ที่นางเอกมีบุคลิกเป็นสาวน้อยผู้อ่อนต่อโลกในระดับนึง ดูนางเอกในหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงนางเอกในนิยายของ Sidney Sheldon อย่างเรื่อง MASTER OF THE GAME (1982) กับ THE STARS SHINE DOWN (1992) ที่มีลักษณะเป็นเจ้าแม่ธุรกิจเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี พอครึ่งหลังของหนังมันไปเน้นเรื่องการชิงรักหักสวาท เสน่ห์ของหนังก็เลยลดลงน่ะ เพราะมันไม่ได้ทำให้นางเอกของหนังเรื่องนี้มีความแตกต่างไปจากนางเอกนิยายน้ำเน่าโดยทั่วไป ในขณะที่ช่วงครึ่งแรกของเรื่อง นางเอกถือเป็นตัวละครที่โดดเด่นน่าสนใจมากๆ

2.ตอนที่เราดูหนัง 3 เรื่องของ Asta Nielsen ก่อนหน้านี้ ซึ่งได้แก่เรื่อง THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad, Germany, 60min, A-), THE ABC OF LOVE (1916, Magnus Stifter, Germany, A-) และ THE ESKIMOBABY (1918, Heinz Schall, Germany, A+25) เรารู้สึกว่า Asta Nielsen มีบุคลิกแก่นแก้วแบบจารุณี สุขสวัสดิ์น่ะ แต่พอมาในหนังเรื่องนี้ เรากลับรู้สึกว่าบุคลิกนางเอกของหนังเรื่องนี้เหมือนมยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ในละครทีวีประเภท “โอ้มาดา” (1981, อดุลย์ ดุลยรัตน์)

3.เราว่าการถ่ายภาพในหนังเรื่องนี้มีจุดนึงที่แตกต่างไปจากหนัง 3 เรื่องของ Asta ที่เราได้ดูก่อนหน้านี้ เพราะหนัง 3 เรื่องที่เราได้ดูก่อนหน้านี้นำเสนอเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นใน “อาคาร” หรือ “บ้าน” แต่ในหนังเรื่องนี้นั้น มีหลายฉากที่เป็นการถ่ายแบบ long shot เราเห็นทัศนียภาพของสถานที่ในมุมกว้างอย่างเต็มที่ อย่างเช่นในสวน, ในสนามหญ้า, ในเหมือง, ในตลาดหุ้น และมีหลายฉากที่ตัวละครเดินทางจากส่วนหลังของภาพเพื่อมายังส่วนหน้าของภาพ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการถ่ายภาพแบบนี้ในหนังเรื่องนี้มีจุดประสงค์อะไร แต่เราเดาว่ามันทำให้หนังเรื่องนี้ดูแตกต่างจากละครเวทีดี เพราะถ้าหากเป็นฉากที่ตัวละครคุยกันในอาคารหรือบ้านนั้น มันดูคล้ายๆกับเป็นสิ่งที่ละครเวทีก็สามารถทำได้ แต่ถ้าหากเป็นฉากที่ตัวละครวิ่งจากระยะไกลเป็นเวลานานเพื่อเข้ามายัง foreground ของภาพ มันดูเป็นสิ่งที่ละครเวทีไม่สามารถทำได้ และเราเดาว่าสื่อภาพยนตร์ในยุคเริ่มต้นแบบในหนังเรื่องนี้อาจจะพยายามสร้างความแตกต่างจากละครเวที

4.ชอบการเก็บบรรยากาศของเหมืองในยุคนั้น น่าประหลาดดีที่เราแทบไม่ค่อยได้เห็นหนังเยอรมันยุคปัจจุบันพูดถึงการทำเหมืองเลย เราเดาว่าอาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจเยอรมนีคงเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว เราได้เห็น “เหมือง” ในเยอรมนีในหนังแค่ไม่กี่เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่องนี้กับในหนังเกาหลีใต้เรื่อง ODE TO MY FATHER (2014, Youn Jk, A+30)

5.ชอบการนำเสนอภาพตลาดหุ้นในยุคนั้นด้วย ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง DR.MABUSE THE GAMBLER (1922, Fritz Lang, 270min) ที่นำเสนอภาพความปั่นป่วนวุ่นวายในตลาดหุ้นเยอรมนียุคนั้นเหมือนกัน

6.ตอนดูหนังเรื่องนี้แล้วเรางงกับช่วงท้ายเรื่องมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตกลงใครทำอะไรยังไงกันแน่ ดูจบแล้วเราต้องไปอ่านสิ่งที่นักวิจารณ์เขียน เราถึงเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงท้ายเรื่อง

เราไม่แน่ใจว่านี่เป็นข้อจำกัดของหนังเงียบหรือเปล่า เพราะหนังเงียบมันไม่ได้ขึ้นบทสนทนามาทุกประโยค มันเหมือนตัวละครพูดกัน 10 ประโยค แต่หนังเงียบจะขึ้น intertitle มาให้เราเพียงแค่ 1 ประโยคเท่านั้น ส่วนอีก 9 ประโยค คนดูต้องจินตนาการกันเอง ซึ่งมันจะไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ถ้าหากมันเป็นฉากตัวละครสรวลเสเฮฮาฮี้ห่ากันตามธรรมดา แต่พอมันเป็นฉากที่ตัวละครวางแผนการลับแผนการร้ายกัน แล้วหนังไม่ขึ้น intertitle มา ตอนดูเราก็ไม่สามารถจินตนาการได้ว่า ตกลงตัวละครมันวางแผนอย่างไรกันแน่ ตกลงแล้วมันมีเจตนาอะไรกัน เราก็เลยเดาบทสนทนาผิดไปจากสิ่งที่หนังตั้งใจเยอะมาก

สรุปว่าชอบ THE QUEEN OF THE STOCK EXCHANGE มากพอสมควร ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอธุรกิจเหมืองแร่โลหะและตลาดหุ้นในยุคเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน แต่น่าเสียดายที่หนังหันไปเน้นเรื่องชิงรักหักสวาท แทนที่จะเน้นเรื่องการตบตีกันทางธุรกิจให้มากกว่านี้

เราว่าหนังที่มีประเด็นใกล้เคียงกันและทำออกมาได้ดีกว่า คือ THE LADY BANKER (1980, Francis Girod) ที่นำแสดงโดย Romy Schneider ในบทของนักการธนาคารหญิงผู้โด่งดังในฝรั่งเศสในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หนังสร้างจากเรื่องจริง และถ้าเราจำไม่ผิด หนังให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการทำธุรกิจมากพอสมควร

แต่เราก็ไม่รู้บริบทของการดูภาพยนตร์ในปี 1918 นะ บางทีการที่ THE QUEEN OF THE STOCK EXCHANGE เน้นเรื่องชิงรักหักสวาท อาจจะไม่ใช่ข้อผิดพลาดใหญ่ของผู้สร้างหนังเรื่องนี้ก็ได้ บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้หนังขายได้ในยุคนั้น ส่วน THE LADY BANKER เป็นหนังปี 1980 ซึ่งเป็นยุคที่ภาพยนตร์มีทางเลือกหลากหลายแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็เลยนำเสนอประเด็นซีเรียสๆได้เต็มที่