Showing posts with label SCI-FI. Show all posts
Showing posts with label SCI-FI. Show all posts

Thursday, July 10, 2025

JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30)

 

Favorite Soundtrack: STAND BY ME (1961, Ben E. King) from JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30)

 

ถ้าจำไม่ผิด เราเคยดูแค่ JURASSIC PARK (1993, Steven Spielberg) กับ THE LOST WORLD: JURASSIC PARK (1997, Steven Spielberg) แต่เราไม่ได้ดู JURASSIC PARK III (2001), JURASSIC WORLD (2015), JURASSIC WORLD: FALLEN KINGDOM (2018) และ JURASSIC WORLD: DOMINION (2022) คือเราข้ามมา 4 ภาค แล้วก็มาดูภาค 7 นี้เลย แต่กลับดูรู้เรื่อง เหมือนกับว่าการไม่ได้ดู 4 ภาคนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจเนื้อเรื่องในภาค 7 นี้แต่อย่างใด 55555

 

สาเหตุที่ไม่ได้ดู 4 ภาคนั้น ก็เป็นเพราะว่าเราดูสองภาคแรกแล้วเรารู้สึกเฉย ๆ น่ะแหละ รู้สึกว่ามันไม่ใช่หนังแบบที่เราอิน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะเรารู้สึกไปเองว่ามันดูไกลตัวสำหรับเรามั้ง และมันก็ไม่ใช่ “โลกจินตนาการ” ในแบบที่เราใฝ่ฝันอยากเข้าไปผจญภัยด้วยน่ะแหละ ในขณะที่ถ้าหากเป็นหนังที่ตัวละครหลบหนี “ฆาตกรโรคจิต” เราจะรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเรามาก ๆ สามารถเกิดขึ้นในชีวิตเราได้ เราก็เลยอินกับมันมากกว่า

 

แต่พอดูภาค 7 แล้วก็สนุกดีนะ ซึ่งก็ต้องขอบคุณคนเขียนบทที่สร้างตัวละคร “ครอบครัว 4 คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่” เพราะเรารู้สึกเอาใจช่วยครอบครัวนี้น่ะ ในขณะที่ตัวละครกลุ่มทหารรับจ้างนี่เป็นตัวละครที่เราไม่ค่อยรู้สึกแคร์ความเป็นความตายของพวกเขาเท่าไหร่

https://www.youtube.com/watch?v=dTd2ylacYNU&list=RDdTd2ylacYNU&start_radio=1

Friday, April 04, 2025

SUGAR GLASS BOTTLE (2022, Neo Sora, Japan, 20min, A+30)

 

เมื่อตอนช่วงราว 21.00 น.มีเพจข่าวเพจนึงเพิ่งลงคลิปพบผู้รอดชีวิตจากซากตึกสตง. เราก็แชร์ไป แต่พอเราลองเข้าไปเช็คเพจข่าวอื่น ๆ ของสำนักข่าวที่มีชื่อเสียง ก็ไม่เห็นมีใครรายงานข่าวว่าพบผู้รอดชีวิตแล้ว เราก็เลยเอะใจ และก็เห็นมีคน comment ว่ามันคือคลิปเก่าจากวันแรก

 

เราก็เลย block เพจข่าวเพจแรกที่ลงคลิปนั้นไปแล้ว เพราะคิดว่ามันคือ fake news ช่วงนี้มี fake news เยอะแยะมากมายจริง ๆ

+++++

 

SUGAR GLASS BOTTLE (2022, Neo Sora, Japan, 20min, A+30)

 

นี่มันคือ prequel ของ HAPPYEND (2024, Neo Sora) นี่นา เพราะหนังเรื่องนี้มันเล่าเรื่องของสองหนุ่ม Kou และ Yuta ในโลกอนาคตอันใกล้ที่มีปัญหาแผ่นดินไหว และการที่รัฐบาลพยายามสอดส่องประชาชนอย่างเข้มงวด แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นไปที่ “ความผูกพันในกลุ่มเพื่อนก่อนเรียนจบ” เหมือนอย่างใน HAPPYEND แต่เน้นไปที่ปัญหา homeless และการที่บริษัททุนใหญ่พยายามไล่ที่คนจน

 

เราดูหนังเรื่องนี้ที่

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/sugar-glass-bottle/

 

 

Saturday, September 14, 2024

TAKLEE GENESIS

 

ลูกหมีไปดู THE FLOOR PLAN บ้านวิกลคนประหลาด (2024, Junichi Ishikawa, Japan, A+25) แล้วเธอได้แรงบันดาลใจ ลูกหมีก็เลยออกแบบ “บ้านซ่อนผัว” สำหรับ teddy bears ร่านรักที่อยากซ่อนผัวหลาย ๆ คนไว้ในบ้านหลังเดียวกัน

 ----

TAKLEE GENESIS (2024, Chookiat Sakveerakul, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1.อาจจะเป็นหนังที่เราดูแล้ว “นับถือ” มากกว่า “ชอบเป็นการส่วนตัว” นะ เพราะเราชอบความตั้งใจ, ความพยายาม, ไอเดีย, ทัศนคติ อะไรต่าง ๆ ในหนัง แต่หนังอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบทางอารมณ์ความรู้สึกกับเราเป็นการส่วนตัวในระดับที่รุนแรงสุดขีดอะไรทำนองนั้นน่ะ

 

2.สิ่งที่ชอบมากสิ่งแรกก็คือ “ความซับซ้อนของบท” เพราะเรารู้สึกชอบมากที่เวลานางเอกพยายามจะแก้ปัญหาอะไรก็ตาม แล้วมันก็แก้ไม่ได้สักที มันเหมือนไม่เกิดอะไรที่ win win ทั้งสองฝ่ายในเกือบทุก ๆ สถานการณ์ อย่างเช่นตอนที่ “บ้านเชียง” ถ้าหากนางเอกจะช่วยพ่อ คนในบ้านเชียงก็อาจจะโดนซอมบี้กิน, หรือในโลกอนาคต ถ้าหากนางเอกจะช่วยพ่อกับลูกสาว มันก็อาจจะเป็นการทำลายเกราะกำบังสำหรับกลุ่มขบถแห่งโลกอนาคต และในขณะเดียวกัน จำนูญ (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) และก้อง (วนรัตน์ รัศมีรัตน์) ต่างก็มี agenda ของตัวเองที่ไม่สอดคล้องกับนางเอก เพราะฉะนั้นแทนที่หนังจะเลือกเส้นทางง่าย ๆ ด้วยการให้นางเอกเดินทางไปเก็บชิ้นส่วนแหวนวิเศษพร้อมกับช่วยคนอื่น ๆ ไปด้วยได้อย่างง่ายดาย การเดินทางของนางเอกมันกลับเป็นการไปสร้างความชิบหายให้คนอื่น ๆ แทน ปัญหาทุกอย่างมันเลยยุ่งเหยิงอีรุงตุงนัง ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งแก้ยิ่งปวดหัวกันไปหมด เราก็เลยทึ่งมาก ๆ ที่บทภาพยนตร์เรื่องนี้ทวีความซับซ้อน ความยาก ความยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เนื้อเรื่องดำเนินไป แทนที่จะเลือกให้อะไรต่าง ๆ มันคลี่คลายได้ง่าย ๆ คลี่คลายไปทีละเปลาะ อะไรทำนองนี้

 

สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจ แต่เราคิดถึงไปเอง ก็คือหนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงประโยคที่ว่า “กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด” เพราะเหมือนหนังจะบอกในทางอ้อมว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การรวบรวมชิ้นส่วนแหวนให้ได้ เพื่อจะได้ช่วยลูกสาวและพ่อของนางเอกเท่านั้น แต่วิธีแก้ที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการ reset ทุกอย่างใหม่หมด ซึ่งเหมือนสิ่งนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นในตอนจบของภาคแรก ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3.ฉากที่อินมากเป็นพิเศษ คือฉากในปี 2024 หรือเปล่า ถ้าหากเราจำไม่ผิด ที่ทราย เจริญปุระกับวาเลนไทน์ ออกจากโรงหนัง แล้วเจอกับ

 

3.1 ซอมบี้

3.2 ไดโนเสาร์

3.3 ระเบิดนิวเคลียร์

 

คือเราชอบสุดขีดที่ตัวละครต้องเจอกับอะไรสามอย่างนี้พร้อมกัน นึกว่าบ้า คือถึงมึงฆ่าซอมบี้ได้ แล้วมึงจะฆ่าไดโนเสาร์ได้ยังไง แล้วถึงมึงฆ่าไดโนเสาร์ได้ มึงจะปัดระเบิดนิวเคลียร์ให้ไปตกที่อื่นได้ยังไง ถ้าหากมึงไม่ใช่ “แม่ชีนกยูง” 55555 แล้วหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงตัวเราเองโดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะเหมือนเวลาเราดูหนังเรื่องต่าง ๆ ในโรงภาพยนตร์ เราอาจจะลืมปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงชั่วขณะ แต่เมื่อเราออกจากโรงภาพยนตร์ เราก็จะเริ่มกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริง และคิดถึงปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตตัวเองในหลาย layers ตั้งแต่ปัญหาส่วนตัวของตัวเราเอง, ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย, ปัญหาโลกร้อน ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม และปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ตั้งแต่จีน-ไต้หวัน, รัสเซีย-ยูเครน, ตะวันออกกลาง ประเทศเหล่านี้มันจะยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันเมื่อไหร่, etc. เพราะฉะนั้นฉากที่ตัวละครเจออุปสรรคใหญ่มาก 3 อย่างในเวลาเดียวกันในตอนนั้น ในแง่หนึ่งมันก็ทำให้เรานึกถึงตัวเราเองโดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจไปด้วย 555

 

4.ชอบนิสัยอย่างนึงของสเตลล่า (Paula Taylor) ด้วย นั่นก็คือ เธอเป็นคนที่ชอบพูดตรง ๆ ในทุก ๆ สถานการณ์ ต้องการอะไร มีจุดประสงค์อะไร ก็พูดออกไปตรง ๆ ทื่อ ๆ ไม่มีอ้อมค้อมอะไรเลย ชอบที่ตัวละครตัวนี้มีความคงเส้นคงวาแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราค่อนข้างชอบคนนิสัยแบบนี้นะ เพียงแต่ว่าถ้าหากคนที่พูดตรง ๆ แบบนี้ เป็นคนที่สนใจแต่ความต้องการของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อคนอื่น ๆ คนคนนั้นก็ควรจะต้องพิจารณาข้อเสียด้านอื่น ๆ ของตนเองด้วยเหมือนกัน

 

ชอบที่หนังออกแบบตัวละคร “อิษฐ์” (Peter Corp Dyrendal) ให้มาเป็นคนที่ช่วยแก้จุดอ่อนของสเตลล่าในด้านนี้ด้วย เหมือนเขาเป็นนักเจรจาต่อรอง

 

5.ตัวละครอิษฐ์ ก็น่าสนใจดี เราชอบสุดขีดที่เขาเป็นนักเขียนนิตยสารต่วยตูนพิเศษ ซึ่งเป็นนิตยสารที่มีอิทธิพลกับเรามากสุดขีดในสมัยมัธยมในทศวรรษ 1980 แต่ตอนแรกเราไม่ไว้ใจตัวละครตัวนี้เลยนะ นึกว่าเขาเป็นผู้ร้าย โดยเฉพาะฉากที่เขาเหมือนไม่แคร์ความเป็นความตายของชุมชนบ้านเชียงเลย

 

และการตัดสินใจของเขาในตอนหลังเราก็ไม่ไว้วางใจอยู่ดี คือถ้าหากหนังเรื่องนี้มีการสร้างภาคสองออกมา เราก็กลัวว่าพอถึงเวลาที่มีการเจรจาต่อรองจริง ๆ เขาก็อาจจะทรยศหักหลังกลุ่มกบฏ และหันไปจับมือกับฝ่ายรัฐบาลก็ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราอาจจะคิดมากไปเอง เพราะเห็นตัวอย่างจากพรรคการเมืองบางพรรคมาแล้ว 55555

 

6.ตัวละครพ่อของสเตลล่าก็น่าสนใจมาก ทำให้เรานึกถึง Jim Thompson ซึ่งเป็นสายลับของรัฐบาลสหรัฐที่หายสาบสูญไป และเราก็รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้กับโครงการ Taklee Genesis ในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกไปถึง “ผลพวงของสิ่งที่สหรัฐเคยทำกับไทยในช่วงสงครามเย็น” การที่สหรัฐเข้ามาทำอะไรบางอย่างในไทยเพื่อต่อต้านโลกคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงไทยในยุคปัจจุบันและอาจจะรวมไปถึงไทยในอนาคตด้วย ซึ่งประเด็นนี้เคยถูกพูดถึงมาแล้วในหนังอย่าง ALL THE THINGS YOU LEAVE BEHIND (2022, Chanasorn Chaikitiporn) และหนังสือ “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของณัฐพล ใจจริง  (แต่เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ) เพียงแต่ว่าหนังและหนังสือเหล่านี้อาจจะไม่ใช่ “ความบันเทิงสำหรับผู้ชมในวงกว้าง” เหมือนอย่าง TAKLEE GENESIS เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่อง TAKLEE นี้อาจจะพยายามสื่อสารประเด็นเหล่านี้กับคนในวงกว้าง

 

และพอหนังเรื่องนี้บอกว่า กองทัพสหรัฐตั้งฐานลับแบบนี้ไว้ในจุดอื่น ๆ ทั่วโลกด้วย เราก็เลยแอบจินตนาการเล่น ๆ ว่า สหรัฐคงจะมีฐานลับแบบนี้อยู่ใน “ชิลี” และหลายๆ ประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ด้วยแน่ ๆ เลย เพราะในยุคสงครามเย็นนั้น สหรัฐก็เข้าไปหนุนรัฐบาลเผด็จการทหารในหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา และรัฐบาลเผด็จการของประเทศลิ่วล้อสหรัฐเหล่านี้ก็จับประชาชนจำนวนมากไปเข่นฆ่า และนำศพคนเหล่านี้ไปโยนลงจากเฮลิคอปเตอร์ลงทะเลเป็นจำนวนมากในยุคทศวรรษ 1970-1980 (ดูเพิ่มเติมได้จากหนังของ Patricio Guzman และหนังการเมืองหลายๆ เรื่องของอาร์เจนตินา)

 

7.ส่วนตัวละคร “ดวงพร” (เจนจิรา พงพัศ) ในหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้นึกถึงความระทมของหญิงไทยที่รักกับทหาร/เจ้าหน้าที่สหรัฐในยุคสงครามเย็น เหมือนอย่างในหนังเรื่อง “ลำนำ, แม่โขงที่รัก” MEKHONG MON AMOUR (2023, Chittapol Paengwiangjan)

 

8.ฉากเปิดนี่เราชอบสุดขีดมาก ตอนช่วงแรก ๆ นึกถึง “ดงรกฟ้า” (2001, Chookiat Sakveerakul, 30min, A+30) ที่นำเสนอความลี้ลับน่าสะพรึงกลัวของป่าไทยเหมือนกัน

 

และพอฉากนี้มันจบลงด้วยการที่ศพจำนวนมากหล่นมาจากฟ้า ใน “เดือนพ.ค. 1992” (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) เราก็เลยนึกถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเรื่องที่คนจำนวนมากหายสาบสูญไปในเหตุการณ์นั้น หาศพไม่เจอด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้เคยถูกพูดถึงมาแล้วในหนังอย่าง VANISHING HORIZON OF THE SEA (2014, Chulayarnnon Siriphol) และ LOST, AND LIFE GOES ON เลือน แต่ไม่ลืม (2022, Sumeth Suwanneth, documentary) เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่หนังบันเทิงสำหรับผู้ชมในวงกว้างเหมือนอย่างหนังเรื่องนี้

 

การเลือก MAY 1992 เป็นจุดหักเหก็น่าสนใจดีด้วย เพราะมันเป็นจุดที่สงครามเย็นจบแล้ว สหภาพโซเวียตล่มสลายแล้ว สถานะของสหรัฐในสายตาของกลุ่มคลั่งชาติในไทยก็เลยอาจจะเปลี่ยนไป จากการที่สหรัฐกับกลุ่มคลั่งชาติในไทยเคยร่วมมือกันต่อต้านคอมมิวนิสต์มาก่อน แต่พอหลังจากสงครามเย็นจบลง กลุ่มคลั่งชาติในไทยก็จะค่อย ๆ กลายเป็นศัตรูของสหรัฐเสียเอง เพราะฉะนั้นการที่ตัวละครพ่อของสเตลล่าหายสาบสูญไปใน MAY 1992 ก็เลยเป็นอะไรที่น่าคิดมาก ๆ

 

9.ประทับใจสุดขีดที่หนังเรื่องนี้พูดถึง “บ้านเชียง” เพราะเหมือนนี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตที่เราเคยดูที่พูดถึงประเด็นนี้

 

คือถ้าหากตัด “บ้านเชียง” ทิ้งไป เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้น้อยลงในระดับนึง เพราะการได้เห็น “บ้านเชียง” ในหนังนี่ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเราอย่างแท้จริง ในขณะที่ตัวเราเองนั้นไม่ใช่ “แฟนหนังไซไฟ” อยู่แล้ว 5555 และการที่หนังเรื่องนี้พูดถึงประเด็นการเมืองไทยตั้งแต่ “สงครามเย็น”, พฤษภาทมิฬ เรื่อยมาจนถึงการต่อสู้ของเด็ก ๆ ยุคใหม่ มันก็เป็นสิ่งที่อาจจะพบได้ในหนังสั้นไทยหลาย ๆ เรื่องอยู่แล้ว โดยเฉพาะในหนังสั้นอย่าง NOSTALGIA (2022, Weerapat Sakolvaree) ที่พูดถึงตั้งแต่ม็อบดินแดงในทศวรรษ 2020 แล้วค่อย ๆ ไล่ย้อนกลับไปทีละเหตุการณ์นองเลือดจนถึง 6 ต.ค. 1976 อะไรทำนองนี้เหมือนกัน

 

คือเรารู้สึกว่า การพูดถึง “บ้านเชียง” ในหนังเรื่องนี้ มันทำให้เราเกิดความรู้สึกบางอย่างที่เราชอบมาก ๆ แต่เราบรรยายไม่ถูกน่ะ ไม่รู้จะใช้คำคุณศัพท์ไหนบรรยายถึงความรู้สึกนั้นดี คือ “หนังการเมืองไทย” โดยส่วนใหญ่ มักจะพูดถึงแค่ปัญหาในยุค 100 ปีที่ผ่านมา หรือพูดถึง “ความเป็นไทย” รักผืนแผ่นดินไทย ตั้งแต่ยุคปลายอยุธยาเป็นต้นมา อะไรทำนองนี้

 

แต่การย้อนไปถึงบ้านเชียง นี่มันไปไกลกว่ายุคที่มี “ประเทศไทย” และก่อนที่จะมี “รัฐชาติ” เสียอีกมั้ง มันก็เลยทำให้เราเกิดความรู้สึกรุนแรงมาก ๆ มันเหมือนเป็นการย้อนไปตระหนักถึง “ความเป็นสิ่งสมมุติ” ของ “รัฐชาติ” อะไรทำนองนี้ด้วย หรือทำให้เราตระหนักถึง “มนุษยชาติ” ในแบบที่เก่าแก่และเนิ่นนานกว่า “ความเป็นชาติ” ด้วย

 

ซึ่งก่อนหน้านี้มีหนังไทยเพียงแค่ไม่กี่เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกรุนแรงกับอะไรแบบนี้นะ ซึ่งหนังไทยที่ทำให้เรารู้สึกคล้าย ๆ กันนี้ก็ได้แก่หนังเรื่อง

 

9.1 LEVITATING EXHIBITION (2016, Ukrit Sa-nguanhai, video installation, 23min, A+30) ที่พูดถึงโรงแรมม่านรูดในจังหวัดนครปฐมในยุคปัจจุบัน แล้วย้อนไปจนถึงแผนที่ปโตเลมีในค.ศ. 100 ที่พูดถึง “ดินแดนสุวรรณภูมิ” คือหนังเรื่องนี้ทำให้เรามองนครปฐมย้อนไปจนถึงเมื่อ 2000 กว่าปีก่อน ก่อนยุคสุโขทัย ย้อนไปจนถึงยุคที่นครปฐมอาจจะมีอาณาจักรรุ่งเรือง ติดต่อค้าขายกับอียิปต์โบราณน่ะ หนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นหนังอีกเรื่องที่ทำให้เรามองดินแดนไทยย้อนไปจนเก่ากว่ารัฐชาติแบบยุคปัจจุบันมาก ๆ เหมือนกับที่ TAKLEE GENESIS ทำให้เรามอง “ไทย” และ “อุดรธานี” ย้อนไปจนเก่าแก่กว่าการมีรัฐชาติ

 

9.2 MAY THE LAND BEAR WITNESS ธรณีนี่นี้เป็นพยาน (2024, Vacharanont Sinvaravatn, video installation, A+30)

 

เพราะวิดีโอนี้เล่าเรื่องตั้งแต่ปัญหาการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน (ศพในแม่น้ำโขง) และปัญหาการเมืองไทยในอดีต โดยเฉพาะในยุคคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 1970-1980 แล้วก็ย้อนไปจนถึงยุคที่คนอพยพมาจากเทือกเขาอัลไตเมื่อหลายพันปีก่อน วิดีโอนี้มันก็เลยเป็นการพูดถึงปัญหาการเมืองไทย และทำให้เราตระหนักถึงอะไรบางอย่างที่เก่าแก่กว่า “รัฐไทย” อย่างมาก ๆ ด้วยเหมือนกัน

 

ก็เลยสรุปว่า การพูดถึง “บ้านเชียง” นี่แหละ คือหนึ่งในสิ่งที่เราประทับใจที่สุดในหนัง TAKLEE เรื่องนี้

 

10. แต่ก็ขนลุกและชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้นำเสนอเหตุการณ์ 6 ต.ค. นะ เพราะถึงแม้ประเด็นนี้มันไม่ใหม่สำหรับเรา และเป็นประเด็นที่เราอาจจะเคยดูมาแล้วในหนังสั้น/หนังนอกกระแสราว 100 เรื่อง แต่มันก็ถือเป็น “บาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา” “บาดแผลที่ยังไม่ได้รับการชำระล้าง” น่ะ และก็อย่างที่เราเขียน ๆ ไว้แล้วว่า หนังเรื่องนี้มันเป็น “หนังกระแสหลักสำหรับผู้ชมในวงกว้าง” เราก็เลยนับถือมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้กล้าที่จะนำเสนอประเด็นนี้ออกมาในแนวทางของตัวเองได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ

 

11.ตัวละครในโลกอนาคตในหนังเรื่องนี้ มันก็ทำให้เรานึกถึงม็อบดินแดง, กลุ่มทะลุแก๊ส, etc. อะไรทำนองนี้มาก ๆ แต่เรารู้สึกว่าตัวละครกลุ่มนี้มันยังดูขาด “พลัง” อะไรบางอย่าง เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน

 

12.แล้วจริง ๆ เราก็ไม่ได้เป็นแฟนหนังซอมบี้ด้วย ส่วน “ไดโนเสาร์” นี่โดยส่วนตัวเราไม่ชอบเลย 55555 เราไม่ใช่แฟนหนัง JURASSIC PARK, GODZILLA อะไรพวกนั้นเลย เราก็เลยไม่ได้ “ว้าว” มากกับซอมบี้และสัตว์ประหลาดในหนังเรื่องนี้ แต่เราก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร คือเราชอบที่หนังใส่อะไรแบบนี้เข้ามาเพื่อทำให้ตัวละครเจอแต่อุปสรรคขวากหนามลำเค็ญตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนสมัยไหนบนผืนแผ่นดินสยาม แต่เราอาจจะไม่ได้ชอบอะไรแบบนี้เป็นการส่วนตัว

 

13.อีกจุดที่เราไม่อินเป็นการส่วนตัว คือเรื่อง “ความรัก” “ความหวัง” อะไรทำนองนี้ เพราะเรามักจะอินกับ “ความเกลียดชัง” และ “ความสิ้นหวัง” มากกว่า 55555

 

14.อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรา “นับถือ” หนังเรื่องนี้มากกว่า “ชอบเป็นการส่วนตัว” เพราะเราเป็นสายไสยาศาสตร์นี่แหละ 55555 เราก็เลยจะชอบหนังไสยาศาสตร์, ตรี อภิรุม, LONGLEGS, etc. อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

คือหนังของคุณชูเกียรติที่เราชอบสุดขีดก็คือ “ดงรกฟ้า” กับ THE EYES DIARY (2014) นะ ซึ่งเป็นหนังแนวไสยาศาสตร์ทั้งสองเรื่อง

 

และถึงแม้เราจะเป็นแฟนต่วยตูนพิเศษ เราก็ไม่ได้เน้นอ่านคอลัมน์ทางวิทยาศาสตร์หรือมนุษย์ต่างดาวน่ะ เราเน้นไปที่คอลัมน์ “ประสบการณ์ปีศาจ” หรือพวกทวีปแอตแลนติส, ทวีป Lemuria, ทวีป Hyperboria อะไรพวกนี้มากกว่า

 

ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอาจจะไม่ได้ชอบ TAKLEE อย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว แต่เรานับถือหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะไทยมีการผลิตหนังแนวไสยาศาสตร์ออกมาเยอะมากแล้ว และควรจะมีการผลิตหนังไซไฟออกมาบ้าง โดยเฉพาะหนังไซไฟที่เล่นท่ายาก, ใส่ทุกอย่างที่อยากจะใส่ และเต็มไปด้วยประเด็นที่น่าสนใจมากมายแบบหนังเรื่องนี้

 

15.ในแง่นึงเราก็ประทับใจนะ ที่ปีนี้หนังไทยมีทั้ง OPERATION UNDEAD ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ (Kongkiat Komesiri), URANUS 2324 (Thanadol Nualsuth) และก็ TAKLEE GENESIS เหมือนหนังทั้งสามเรื่องนี้มีไอเดียที่น่าสนใจ และพยายามจะทำสิ่งที่แปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยเหมือนกัน ซึ่งเราก็ชอบไอเดียของหนังทั้งสามเรื่องนี้ และก็ชอบ TAKLEE GENESIS มากที่สุดในสามเรื่องนี้ เพราะเราว่า OPERATION UNDEAD นั้น “ไอเดียดี แต่หนังไม่ค่อยสนุก” ส่วน URANUS 2324 นั้น เราชอบไอเดียของหนังมากพอสมควร โดยเฉพาะช่วงท้ายที่เป็นอีก multiverse นึงที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หนังก็ยังเหมือนขาดอะไรบางอย่าง

 

16.สำหรับเราแล้ว “ความชอบ” กับ “ความดีงาม” ของหนัง เป็นสิ่งที่แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยนะ เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะนับถือ TAKLEE GENESIS มาก ๆ, ชอบหนังเรื่องนี้มากในระดับนึง โดยเฉพาะไอเดีย, ประเด็น, ทัศนคติทางการเมือง, etc. และเราก็รู้สึกว่า ถ้าหากเทียบกับหนังไทยด้วยกันแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นหนังที่ดีมาก ๆ เรื่องนึง

 

แต่ถ้าหากถามว่า เราชอบหนังไซไฟของไทยเรื่องไหนเป็นการส่วนตัวในระดับที่มากสุดขีดแล้วล่ะก็ หนึ่งในนั้นก็ยังคงเป็นหนังเรื่อง FATHER & SON (2015, Sarawut Intaraprom) ค่ะ 55555555 ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังดี แต่นี่แหละคือหนังที่กูชอบอย่างสุดขีดคลั่งเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องพึ่งซีจีเนียน ๆ, ทุนสร้างสูง หรือ big idea อะไรทั้งสิ้น แค่หนังนำเสนอ “ความเงี่ยนผู้ชายอย่างตรงไปตรงมา” และมันสอดคล้องกับ fantasy ทางเพศของเรา เราก็ชอบมันอย่างสุดขีดแล้ว

 

ก็เลยสรุปว่า ถ้าหากมีใครถามว่า หนังไซไฟของไทยเรื่องไหนเป็นหนังดี เราก็จะตอบว่า TAKLEE GENESIS แต่ถ้าหากมีใครถามว่า หนังไซไฟของไทยเรื่องไหนเป็นหนังที่เราชอบ เราก็จะตอบว่า FATHER & SON ค่ะ จบ 55555555555

Sunday, May 26, 2024

MOM, I WANT TO BE A CHAMELEON

 

MOM, I WANT TO BE A CHAMELEON

แม่ครับ ผมอยากเป็นกิ้งก่า (2023, Kulapat Aimmanoj, 112min, A+30)

 

1.ชอบมาก ๆ ที่ตัว setting ของมันจริง ๆ แล้วเอื้อให้เป็นหนัง action thriller X-MEN มาก ๆ เพราะโลกอนาคตที่มีเทคโนโลยีแบบนี้สามารถใช้เป็น setting ของเรื่องราวของโลกที่ตัวละครแต่ละตัวมีอิทธิฤทธิ์แตกต่างกันไป และต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างรุนแรงได้ 555 แต่หนังเรื่องนี้เลือกที่จะไม่ไปในทางนั้น

 

2.จุดนึงที่เราชอบในหนัง ก็คือว่า จริง ๆ แล้วในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง เราก็ไม่แน่ใจว่าเราควรจะเข้าข้าง "ฝ่ายสนับสนุน CHIMERA" หรือไม่ 555 มันก็เลยสร้าง dilemma ในใจเราได้ดี ซึ่งมันจะแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ที่เรารู้ได้ง่าย ๆ ตั้งแต่แรกว่าเราจะเข้าข้างตัวละครฝ่ายไหน หรือเราลงความเห็นได้เลยว่าเราสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายไหน โดยเฉพาะหนังย้อนยุค ที่พูดถึงการเรียกร้องสิทธิสตรี, สิทธิคนดำ และสิทธิเกย์

 

คือพอตัวละครในหนังเรื่องนี้มันเรียกร้องสิทธิที่ล้ำยุคล้ำสมัยมาก ๆ และเราไม่มีข้อมูลมากพอเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียต่าง ๆ ของ Chimera เราก็เลยลงความเห็นไม่ได้ว่า เราควรเข้าข้างฝ่ายนางเอกหรือไม่ในช่วงแรก ๆ ของเรื่อง

เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึก "ตัดสินใจไม่ได้" แบบนี้ เหมือนมันเลือกประเด็นที่ยากกว่าหนังทั่วไป และทำให้เรานึกถึงสิ่งที่พวก homophobia ชอบมาแสดงความเห็นว่า "ถ้าออกกฎหมายให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ เดี๋ยวต่อไปก็จะมีการออกกฎหมายให้คนแต่งงานกับหมาได้, คนในครอบครัวเดียวกันแต่งงานกันได้, etc." คือเหมือนหนังเรื่องนี้หยิบสิ่งที่พวก homophobia พูด มาขยับขยายให้มันเข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นมา เราก็เลยรู้สึกตัดสินใจได้ยากว่าเราควรจะเข้าข้างตัวละครฝ่ายไหนในหนัง

 

3.เราค่อยมาแน่ใจว่าเราจะเข้าข้างฝ่ายนางเอก ก็ต่อเมื่อหนังเผยกลุ่มตัวร้ายออกมา แล้วกลุ่มตัวร้ายมันดูคล้ายกับพวกที่ต่อต้านสิทธิเสรีภาพในด้านอื่น ๆ มาก ๆ หรือมันดูเลวอย่างเห็นได้ชัด 555

 

4.ชอบมาก ๆ ด้วยที่หนังเลือกให้แม่ที่เลี้ยงพระเอกมาเป็นผู้หญิงข้ามเพศหรืออะไรทำนองนี้ แต่เธอต่อต้านสิทธิเสรีภาพของพระเอก เพราะจุดนี้ทำให้เรานึกถึง queer หลาย ๆ คนที่อาจจะสนับสนุนสิทธิเกย์ แต่ต่อต้านประชาธิปไตย 55555

 

5.ชอบที่หนังเล่นท่ายากด้วยการทำให้ตัวละครพระเอกเป็นคนที่ unlikeable มาก ๆ ด้วย มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ไม่มีใครให้เราเอาใจช่วยเลย เพราะพระเอกก็นิสัยไม่ดี เทคโนโลยีล้ำยุคในหนังเราก็ยังไม่ไว้วางใจ และหนังเองก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับตัวละครตัวไหนในแบบที่ทำให้เราเห็นใจและอยากเอาใจช่วย เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จงใจเล่นท่ายากกว่าหนังทั่วไป แต่ทำออกมาได้สำเร็จ

 

และเรารู้สึกว่าการสร้างตัวละครพระเอกแบบนี้ทำให้หนังออกมาไม่แบนเกินไปด้วย คือเรารู้สึกว่าตัวละครพระเอกไม่ใช่ “คนทั่วไปในสังคม” หรือไม่ใช่มาตรวัดที่จะมาตัดสินได้ว่า chimera ดีหรือไม่ดีน่ะ คือมันเหมือนมีทางเลือกอีก 2 ทางในการสร้างหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือการสร้างตัวละครพระเอกที่สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ด้วย chimera หรือไม่ก็สร้างตัวละครพระเอกและตัวละครอื่น ๆ ที่ชีวิตถูกทำลายด้วย chimera เพื่อที่หนังจะได้หา “ข้อสรุปง่าย ๆ” ให้กับเทคโนโลยีในหนังเรื่องนี้ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่หนังเรื่องนี้ไม่เลือกที่จะหาข้อสรุปง่าย ๆ แบบนั้น และเลือกที่จะนำเสนอตัวละครพระเอกที่ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเทคโนโลยีล้ำยุคล้ำสมัยนี้ เขาก็น่าจะทุกข์ทรมานอยู่ดี เราก็เลยรู้สึกว่าตัวละครพระเอกในหนังเรื่องนี้ทำให้หนัง “ยาก” ดี เพราะเราก็ไม่ชอบเขา, ไม่อินกับเขา, ไม่เอาใจช่วยเขา และตัวละครตัวนี้ก็ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังที่ชูประเด็นเรื่อง “ชีวจริยธรรม” อะไรทำนองนี้ด้วย คือเหมือนเขาเป็นมนุษย์ที่มีความซับซ้อนมากเกินไปกว่าที่จะเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินความถูกต้องชอบธรรมของประเด็นใด ๆ ได้โดยง่าย

 

6. รู้สึกว่าการแสดงในหนังเรื่องนี้มันมีความ over dramatic นึกว่าแผดอารมณ์ระดับเดียวกันกับหนัง Ingmar Bergman ซึ่งใช้การแสดงแบบ "กึ่ง ๆ ละครเวที" เหมือนกัน แต่พอนักแสดงทุกคนเล่นได้ดีมากและออกมาในแบบ over dramatic เหมือนกัน เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นสไตล์เฉพาะของหนังเรื่องนี้

 

7.ตัวนักแสดงที่เล่นเป็นพระเอก เล่นดีมาก ๆ เพราะบทมันหนักมาก ๆ คนอื่น ๆ ก็เล่นดีมากเหมือนกัน ชอบที่หลาย ๆ ฉากเลือกถ่ายแบบ long take นักแสดงเลยปล่อยฝีมือกันแบบเต็มที่เหมือนละครเวที

 

8.ชอบฉากที่พระเอกเต้นในคลับในช่วงท้ายเรื่องด้วย รู้สึกว่าฉากนั้นมันทรงพลังในแง่ visual มาก ๆ ด้วย ในขณะที่ฉากอื่น ๆ ในหนังอาจจะทรงพลังในทาง "การแสดง" เป็นหลัก แต่ฉากนี้มันมีพลังทาง visual เสริมเข้ามาอย่างมาก ๆ

 

9.สรุปว่าชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้เหมือนไม่ได้ให้คำตอบหรือทางเลือกง่าย ๆ ให้กับเรา คือดูแล้วเราก็รู้สึกว่า เทคโนโลยี chimera ในหนังมันก็มีข้อดีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในทางการแพทย์ และเราก็ไม่ควรด่วนต่อต้านอะไรเร็วเกินไป แต่เทคโนโลยีใด ๆ ก็ตาม ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถขจัดความทุกข์บางอย่างในใจมนุษย์ได้อยู่ดี เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้มันดูเหมือนจะสอดคล้องกับความเชื่อของเราที่มีต่อเทคโนโลยี และความเชื่อของเราที่มีต่อมนุษย์

 

คือเราเชื่อว่า ในอนาคตก็คงจะมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ออกมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่ chimera แต่เป็นเทคโนโลยีอะไรก็ได้ อย่างเช่น AI, etc. และทุก ๆ เทคโนโลยีก็จะมีความเป็นดาบสองคม มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน มีการถกเถียงปะทะกันถึงวิธีการใช้ที่เหมาะสม, ขอบเขตของมัน, ควรเปิดเสรีถึงระดับไหน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ จะนำมาซึ่งการปะทะกันทางความคิดเพื่อหาขอบเขตและวิธีการใช้ที่เหมาะสมของมัน และเทคโนโลยีอันล้ำหน้านี้ก็จะทำให้มนุษย์หลาย ๆ คนมีความสุข แต่มันก็อาจจะสร้างปัญหาใหม่ๆ  ได้ด้วย และก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างให้กับมนุษย์บางคนได้อยู่ดี โดยเฉพาะ “ปัญหาทางจิต”

 

 

Saturday, February 05, 2022

IT’S A SUMMER FILM! (2020, Soshi Matsumoto, Japan, A+30)

 

IT’S A SUMMER FILM! (2020, Soshi Matsumoto, Japan, A+30)

 

SERIOUS SPOILER ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

ดูแล้วน้ำตาไหลจริง ๆ สิ่งที่ชอบสุด ๆ สิ่งนึงในหนังเรื่องนี้คือการที่ตอนจบของหนังมันล้อกับตอนแรกของหนัง เพราะหนังเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยฉากที่เด็กหนุ่มกับเด็กสาวตะโกนบอกรักกันบนดาดฟ้าโรงเรียน แต่ฉากนี้ถูกมองผ่านสายตาของนางเอก ที่เกลียดหนัง romantic หรือ romantic comedy ของญี่ปุ่นทำนองนี้ ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยอินกับหนังแนวนี้นะ แต่ก็มียกเว้นบางเรื่อง อย่างเช่น ONE SUMMER STORY (2020, Shuichi Okita) ที่ดูไปก็ลุ้นไปให้ตัวละครมันบอกรักกันสักที 55555

 

แต่สิ่งที่นางเอกของ IT’S A SUMMER FILM! ทำในตอนจบคืออะไรคะ มึงก็ทำในสิ่งที่มึงรังเกียจในช่วงต้นของหนังไม่ใช่เหรอคะ 55555 ทำป่าวประกาศบอกรักผู้ชายต่อหน้าผู้คนทั้งโรงเรียน หนอย แล้วมาทำดูถูกตัวละครที่ทำแบบนี้ในช่วงต้นเรื่อง ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเองแท้ ๆ55555

 

เราก็เลยชอบมากที่ฉากจบของหนังเรื่องนี้มันล้อกับฉากแรกของหนังได้อย่างลงตัวมาก ๆ และเราว่าหนังมันล่อหลอกเราได้ดีด้วย คือมันเริ่มต้นด้วยท่าทีรังเกียจหนัง romantic แล้วมันก็ทำตัวเป็นหนังซ้อนหนัง, หนังซามูไร และหนังไซไฟ แล้วก็วกกลับมาเป็นหนังโรแมนติกในตอนจบ แต่ท่าทีในตอนจบของหนังมันตรงข้ามกับฉากแรกของหนังอย่างสิ้นเชิง คือเหมือนในตอนจบของหนัง นางเอกก็ได้เข้าใจแล้วว่า “ความ want ผู้ชาย ความอยากได้ผู้ชาย” นี่มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในชีวิต ไม่แพ้การดวลดาบเลย 55555

Thursday, December 30, 2021

THE MATRIX RESURRECTIONS (2021, Lana Wachowski, A+30)

 

THE MATRIX RESURRECTIONS (2021, Lana Wachowski, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1.ชอบมาก ๆ 5555 ทั้ง ๆ ที่เราลืม THE MATRIX 3 ภาคแรกไปหมดแล้วนะ คือเราชอบ THE MATRIX 3 ภาคแรกมากพอสมควร แต่ไม่ได้ถึงกับคลั่งไคล้อะไรมันมากนัก

 

สาเหตุสำคัญอันนึงที่เราชอบภาคนี้ เพราะเราว่ามันมีส่วนคล้าย CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard) ด้วยแหละ เพราะมันเป็นหนังที่เหมือนกับว่าผู้กำกับทำขึ้นเพื่อด่าผู้อำนวยการสร้างหนัง 5555 อย่างใน CONTEMPT นั้น เราจะเห็นได้ว่า Godard เลือกใช้ดาราสาวสวยเซ็กซี่อย่าง Brigitte Bardot มาแสดงในหนังเรื่องนี้ แล้วก็สร้างตัวละครผู้อำนวยการสร้างหนัง Jeremy Prokosch (Jack Parlance) ที่มีความสุขเหลือเกินเวลาเห็นดาราสาวสวยเซ็กซี่อยู่ในหนังที่ตัวเองออกเงินสร้าง คือพอดู CONTEMPT แล้วเราก็รู้สึกเหมือนกับว่า Godard เลือก Bardot มาแสดง เพื่อด่าผู้อำนวยการสร้าง CONTEMPT (ในโลกแห่งความเป็นจริง) ว่า “พวกมึงต้องการดาราแบบนี้ใช่ไหมล่ะ ไอ้ผู้อำนวยการสร้างหนังหัวงู ตัณหาจัด” 55555

 

ซึ่งใน THE MATRIX RESURRECTIONS  นี้ การด่าวงการฮอลลีวู้ด (ซึ่งอาจจะรวมไปถึงผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้) ก็ปรากฏให้เห็นชัดผ่านทางบทสนทนาต่าง ๆ ของตัวละครในช่วงต้นเรื่อง

 

2.ชอบ dilemma ระหว่าง Niobe กับ Bugs ด้วย เพราะมันเป็นการเลือกระหว่าง “การปล่อยให้เผด็จการดำรงอยู่ต่อไป โดยที่เราอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว” กับ “การพยายามโค่นล้มระบบ แต่อาจต้องแลกด้วยความสูญเสีย”

 

3.แต่สิ่งที่ทำให้เราชอบภาคนี้อย่างรุนแรงมาก ซึ่งเราไม่รู้ว่าหนังตั้งใจหรือเปล่า คือการที่เรารู้สึกเหมือนกับว่ามันยั่วล้อ “เรื่องเล่า” หรือ “ภาพยนตร์” จำนวนมากที่ดึงดูดเงินจากกระเป๋าผู้ชม ผ่านทางการสร้าง “ตัวละครคู่รักที่อยู่ใกล้กัน แต่ไม่อาจครองรักกันได้”

 

 

คือในหนังเรื่องนี้ มันมีการอธิบายว่า ระบบ Matrix เวอร์ชั่นใหม่ มัน “generate power” จากการให้ตัวละคร Neo กับ Trinity อยู่ใกล้กัน แต่ไม่ใกล้กันจนเกินไปน่ะ คือเหมือนใน Matrix เวอร์ชั่นใหม่นี้ ถ้าหาก Neo กับ Trinity อยู่ไกลกันเกินไป มันจะสร้างพลังงานให้ระบบ Matrix ได้ไม่มากพอ แต่ถ้าหาก Neo กับ Trinity ใกล้กันเกินไปจนครองรักกันได้ ทั้งสองก็จะทำลาย Matrix ได้อีกครั้ง นอกจากนี้ หนังยังอธิบายอีกด้วยว่า Matrix เวอร์ชั่นใหม่ตั้งอยู่บนความกลัวและความปรารถนาของมนุษย์ ซึ่งก็คือ ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ตนเองมีอยู่ และความปรารถนาที่จะได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองยังไม่มี

 

 คือมันเหมือนกับว่า ระบบ Matrix เวอร์ชั่นใหม่ มันสามารถสร้างพลังงานได้อย่างรุนแรงมากจาก “การสร้างคู่รักที่อยู่ใกล้กัน แต่ไม่อาจครองรักกันได้” น่ะ ซึ่งมันทำให้เรานึกถึงความจริงที่ว่า “ภาพยนตร์” หรือ “ละครทีวี” หลาย ๆ เรื่อง มันก็ล้วน “generate power” ในการดึงดูดเงินจากกระเป๋าผู้ชม ผ่านทางการสร้างตัวละครแบบนี้ทั้งนั้น เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า MATRIX RESURRECTIONS มันยั่วล้อทั้งตัวเอง, ผู้อำนวยการสร้างหนัง, ผู้ชมภาพยนตร์ และภาพยนตร์/ละครทีวี/เรื่องเล่าโดยทั่วไปด้วย เพราะระบบ Matrix ในหนังมัน generate power จากการสร้างตัวละคร “คู่รักที่ไม่อาจครองรักกันได้” เหมือนกับที่หนัง/ละครทีวี/เรื่องเล่าหลาย ๆ เรื่องมัน “กระตุ้นอารมณ์คนดู” ผ่านทางการสร้างตัวละครแบบนี้, มัน manipulate อารมณ์คนดูด้วยการสร้างอุปสรรคใหญ่โตมากมายมาขัดขวางคู่รักจากการครองรักกัน และยิ่งมันสร้างอุปสรรคได้ใหญ่โต, ทรงพลัง, น่าเชื่อถือมากเท่าใด อารมณ์คนดูก็จะยิ่งพุ่งทะลุทวีมหาศาลมากเพียงนั้น ราวกับว่าอารมณ์คนดูเป็นเหมือน “พลังงานในระบบ Matrix” และแน่นอนว่ายิ่งอารมณ์คนดูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นผ่านทางการสร้างตัวละครแบบนี้เพิ่มพูนขึ้นมากเพียงใด หนัง/ละครทีวี/เรื่องเล่าดังกล่าว ก็จะยิ่งกอบโกยทำกำไรได้มากเพียงนั้น

 

ตัวอย่างง่าย ๆ ของเรื่องเล่าทำนองนี้ ก็อย่างเช่น ตัวหนัง THE MATRIX RESURRECTIONS เอง ที่พยายามสร้างอุปสรรคต่าง ๆ มาขัดขวาง Neo กับ Trinity จากการครองรักกัน, เรื่องของเอี้ยก้วย-เซียวเหล่งนึ่ง หรือหนังที่ฉายในไทยในช่วงนี้ก็ generate power ผ่านทางการสร้างตัวละครแบบนี้กันหลายเรื่อง อย่างเช่น อโยธยามหาละลวย, 4 KINGS อาชีวะยุค 90’s, WEST SIDE STORY, LA BOUM, PORNOGRAPHER THE MOVIE: PLAYBACK, TOKYO REVENGERS, BLUE BAYOU, etc.

 

และที่ในหนังเรื่องนี้พูดว่า Matrix เวอร์ชั่นใหม่มันตั้งอยู่บน “ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว และความปรารถนาที่จะได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองยังไม่มี”  มันก็ทำให้เรานึกถึงระบบการปกครอง, ระบบทุนนิยม และสิ่งต่าง  ๆ ที่จะมา manipulate อารมณ์/ความคิด/ความเชื่อ/การกระทำของเรา นอกเหนือไปจาก “หนังคู่รักเจออุปสรรค” แบบในกลุ่มข้างบนด้วย เพราะเราว่า “โฆษณา” (ที่มักจะกระตุ้นให้เราอยากได้ในสิ่งที่ตนเองยังไม่มี) และ “การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง” (โดยเฉพาะของฝ่ายขวา ที่พยายามกระตุ้นให้ประชาชนหวาดกลัวชาวต่างชาติและการเปลี่ยนแปลง)  ก็มักจะ generate power ของตัวเองผ่านทางอะไรแบบนี้เช่นกัน เพียงแต่ว่าใน THE MATRIX RESURRECTIONS อาจจะไม่ได้นำเสนออะไรแบบนี้อย่างเป็นรูปธรรม แต่เน้นไปที่การ generate power ผ่านทางการสร้างตัวละครคู่รักเผชิญอุปสรรคเป็นหลัก

 

4.เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบ THE MATRIX RESURRECTIONS อย่างมาก ๆ เพราะเหมือนพอเราดูหนังเรื่องนี้จบ แล้วเรามองย้อนกลับไปยังหนัง/ละครทีวีต่าง ๆ ที่เราเคยดูมาในช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา เราก็รู้สึกขำขันมากที่พบว่า เรื่องเล่าเหล่านี้ ตั้งแต่เรื่องของเอี้ยก้วย-เซียวเหล่งนึ่งที่เราเคยดูตั้งแต่เด็กๆ  มันก็กระตุ้นอารมณ์ของเรา มันก็ generate power ขึ้นมา ผ่านทางการสร้าง Neo และ Trinity หรือพระเอกและนางเอกที่อยู่ใกล้กันแต่ไม่อาจครองรักกันได้ทั้งนั้น ราวกับว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “เรื่องเล่า” กับ “อารมณ์ของเรา” มันก็คล้ายๆ กับความสัมพันธ์ระหว่างระบบ Matrix กับพลังงานที่มันพยายาม generate ขึ้นมา เราก็ไม่ต่างอะไรไปจากมนุษย์ที่อยู่ในกระเปาะ ถูก “ระบบการปกครอง/ระบบทุนนิยม/เรื่องเล่า” กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง แล้วเราก็จะได้จ่ายเงินให้สิ่งนั้น หรือทำตามที่ระบบนั้นต้องการ เป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยง หนัง/ละครทีวี/ระบบการปกครองนั้นต่อไป จนกว่าเราจะรู้เท่าทันอารมณ์ที่มันพยายามกระตุ้นให้เรารู้สึก

 

5. ซึ่งจริง ๆ แล้วเราอาจจะเข้าใจ THE MATRIX RESURRECTIONS ผิดไปก็ได้นะ แต่ถึงเราเข้าใจผิดก็ไม่เป็นไร สิ่งที่สำคัญสำหรับเราคือการที่เราได้ข้อคิดอะไรบางอย่างจากหนังเรื่องนี้ โดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจ 5555

 

ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ชอบ BLADE RUNNER 2049 (2017, Denis Villeneuve) อย่างรุนแรงด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นก็คือหนังเรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดอะไรบางอย่างแก่เรา โดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจเช่นเดียวกัน เพราะก่อนที่เราจะดูหนังเรื่องนั้น เราเคยคิดว่า ความแตกต่างระหว่าง “มนุษย์” กับ “หุ่นยนต์” คืออารมณ์ความรู้สึก เพราะเราคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีอารมณ์ความรู้สึก แต่หุ่นยนต์ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก แต่ปรากฏว่า หุ่นยนต์ในหนังเรื่องนี้ มันก็มีอารมณ์ความรู้สึกได้เหมือนกัน เพราะอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง “มันถูกโปรแกรมกันได้” โดยเฉพาะผ่านทางการสร้าง false memory

 

เพราะฉะนั้นพอดู BLADE RUNNER 2049 จบลง เราก็เลยคิดว่า เออ ใช่ มันจริงมาก ๆ ที่อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างของเรา มันเหมือนถูกตั้งโปรแกรมมา เช่นเราอาจจะตั้งโปรแกรมไว้ในหัวโดยไม่รู้ตัวว่า “ฉันควรจะมีความสุขเมื่อคนอื่นเห็นด้วยกับฉัน ฉันควรจะมีความทุกข์เมื่อคนอื่นเห็นขัดแย้งกับฉัน” อะไรแบบนี้ ซึ่งพอรู้เช่นนี้ แล้ว เราก็สามารถตั้งโปรแกรมใหม่ได้ เป็น “ฉันควรจะมีความสุขเมื่อคนอื่นเห็นด้วยกับฉัน และฉันควรจะมีความสุขเช่นกันเมื่อคนอื่นเห็นขัดแย้งกับฉัน” อะไรทำนองนี้ และพอเราตั้งโปรแกรมใหม่แบบนี้ในหัวของตัวเองแล้ว เราก็เลยมีความสุขมาก ๆ ที่ได้เห็นคนอื่น ๆ ด่าหนังที่เราชื่นชอบอย่างรุนแรง 55555 เหมือนพอเราเรียนรู้เรื่องการตั้งโปรแกรมความรู้สึกในหัวของตัวเองได้แล้ว เราก็เลยมีความสุขมากขึ้น

 

แต่เราก็ชอบ BLADE RUNNER 2049 มากกว่า THE MATRIX RESURRECTIONS หลายเท่านะ เพราะถึงแม้เราจะได้แง่คิดบางอย่างจากหนังสองเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ BLADE RUNNER 2049 มันงดงามสุด ๆ สำหรับเราน่ะ เหมือนมันมีความจรุงใจบางอย่างสำหรับเราในการดูหนังเรื่องนี้ และงานด้าน visual ของมันก็ถูกใจเรามาก ๆ  ส่วน THE MATRIX RESURRECTIONS นั้น ถ้าหากตัดเรื่องแง่คิดที่เราได้จากหนังออกไปแล้ว มันก็เป็นแค่หนังที่เราดูได้เพลิน ๆ เรื่องนึง และงานด้าน visual ของมันก็ไม่ได้สะเทือนเราแต่อย่างใด

Sunday, May 05, 2019

THE FOUNDATION (2019, Nattanon Mukda, 46min, A+15)


THE FOUNDATION (2019, Nattanon Mukda, 46min, A+15)

1.ดูแล้วแอบขำมาก เพราะรู้สึกว่าไอเดียของหนังมันตลกมากๆ (โลกอนาคตที่บังคับให้คนแต่งหน้า ถ้าใครไม่แต่งหน้า ก็อาจจะถูกจับเข้าคุก และอาจจะถึงขั้นถูกประหารชีวิต?!?) แต่ผู้สร้างหนังก็กล้าสร้างหนังที่มีไอเดียดูบ้าบอมากๆนี้ออกมา และตั้งใจสร้างอย่างจริงๆจังๆด้วย

2.เหมือนเป็นหนังที่โชว์ความสามารถด้าน special effects และ production design นะ เพราะเราไม่ชอบบทภาพยนตร์เท่าไหร่ แต่งานด้าน visual effects นี่โดดเด่นสุดๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน คิดว่าคนคุมงานด้าน effects ของหนังเรื่องนี้ น่าจะไปได้ไกล

งาน production design ก็ดีด้วย เหมือนหนังของมศว ปีนี้จะมีจุดเด่นที่ production design โดยเฉพาะเรื่อง แมลงวัน, FERMATA และเรื่องนี้ คงเป็นเพราะที่มหาลัยนี้มีนิสิตที่เรียนด้านนี้โดยตรงด้วยมั้ง ซึ่งจะแตกต่างจากหนังของมหาลัยอื่นๆที่เน้นการกำกับเป็นหลัก

3.ชอบการแสดงของคนที่เล่นเป็นคุณป้า หรือรัฐมนตรีมากๆ เหมือนเธอช่วยสร้างความหนักแน่นสมจริงให้กับหนังที่ดูเพ้อมากๆเรื่องนี้ 555

4.ดูแล้วนึกถึง KISS OF THE SPIDER WOMAN (1985, Hector Babenco, 120min) นะ 555 เพราะมันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนคุกสองคน โดยที่คนคุกคนนึงจะช่วยปลูกฝัง "จิตสำนึกทางการเมืองที่ถูกต้อง" ให้กับนักโทษอีกคนเหมือนกัน


แต่ในขณะที่เราเชื่อใน "ความสัมพันธ์ของตัวละคร" และ "พัฒนาการของตัวละคร" ใน KISS OF THE SPIDER WOMAN เรากลับไม่เชื่ออะไรแบบนี้ในหนังเรื่องนี้เลยน่ะ

5.คือเหมือนกับว่า หนังเรื่องนี้คิดโครงเรื่อง และพัฒนาการของตัวละครไว้แล้ว ว่านางเอกต้องมีนิสัยเหมือนนางอิจฉาในช่วงเริ่มแรก, ต้องมีพัฒนาการทางความคิดขณะติดคุก และต้องจบด้วยฉาก speech แบบล้มล้างความเชื่อเดิมๆทางสังคม อะไรแบบนี้

แต่ "รายละเอียดทางบทภาพยนตร์" ไม่สามารถทำให้เราเชื่อในหนังได้น่ะ เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ที่ทำให้นางเอกต้องติดคุกแล้ว คือแค่การถูกคนอื่นๆรุมแกล้งด้วยการลบเครื่องสำอางออกจากหน้า แล้วก็ต้องติดคุกโดยไม่มีโอกาสได้แก้ต่างเลยเหรอ คือเราว่าตั้งแต่เหตุการณ์นี้ มันก็ไม่ทำให้เราเชื่อในหนังแล้วน่ะ ว่ามันจะเกิดอะไรแบบนี้ได้จริงในโลกสมมุติที่หนังสร้างขึ้นมา

ส่วนพัฒนาการของนางเอกในคุก เราก็ไม่ค่อยเชื่อเหมือนกัน คือเหมือนตัวละครเจนนี่มันดูเป็น “คนดีแบบลอยๆ” ยังไงไม่รู้น่ะ คือเหมือนเป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา “เพื่อทำหน้าที่” หรือเพื่อรองรับ function ในการสร้างพัฒนาการทางความคิดให้กับนางเอก มากกว่าจะดูเป็นคนที่สมจริง แม้ว่านักแสดงจะพยายามตั้งใจเล่นให้ดีที่สุดแล้วก็ตาม

พัฒนาการของนางเอก เราดูแล้วก็ไม่เชื่อ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าหนังมันสั้นเกินไป บางทีมันอาจจะต้องยาว 2 ชั่วโมงแบบ KISS OF THE SPIDER WOMAN เราถึงจะค่อยๆเข้าใจได้ว่า สังคมในหนังเรื่องนี้มันปลูกฝังให้นางเอกคิดอย่างไรในตอนแรก แล้วทำไมหลายๆคนในสังคมถึงเชื่อแบบนั้น แล้วทำไมความเชื่อเดิมของนางเอกถึงค่อยๆถูกกัดเซาะไปได้

6.แล้วพอถึงตอนจบ เราก็รู้สึกว่า speech ของหนังมันดูไม่เข้ากับหนังยังไงไม่รู้ คือเหมือนกับว่า ถ้าหากจะทำหนังเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง คุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง อะไรแบบนี้ ก็น่าจะสร้างเรื่องเล่าแบบอื่นๆ มากกว่าแบบหนังเรื่องนี้นะ คือเหมือนกับว่า speech ตอนท้ายเรื่องมันคือการทำตามขนบที่ว่า “เทพนิยาย ต้องมีคติสอนใจในตอนจบ” อะไรแบบนี้น่ะ เพราะฉะนั้นหนังก็เลยต้องยัดคติสอนใจอะไรสักอย่างเข้าไปให้ได้ในช่วงท้ายเรื่อง ทั้งที่จริงๆแล้ว คติสอนใจของหนังเรื่องนี้ มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ชม 90% เชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว คือไม่จำเป็นต้องทำหนังเพื่อบอกในสิ่งที่ผู้ชมส่วนใหญ่เชื่ออยู่แล้วก็ได้ (ว่า การแต่งหน้า เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น 555)

คือเรื่อง “คุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนอื่นมอง แต่มันอยู่ที่เธอมองตัวเธอเองอย่างไรต่างหาก” แบบที่หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกนั้น เราว่ามันไม่ควรนำเสนอด้วยเรื่อง “การแต่งหน้า” น่ะ เราว่ามันดูลักลั่นยังไงไม่รู้ 555

คือเราว่าพอพูดถึงประเด็นอะไรแบบนี้ เราจะคิดถึงพล็อตประเภทที่ว่า “นิสิตสาวสองคน คนนึงทำตัวเป็นเด็กเรียน เรียบร้อย น่ารัก อ่อนโยน อ่อนหวาน แต่งหน้าบางๆ ทำตัวนิสัยดี ชอบช่วยเหลือผู้คน กับนิสิตสาวอีกคน แต่งหน้าจัด เหมือนมีโลหะหนักอยู่บนหน้าเธอ ปากร้าย ทำตัวกะหรี่ นอนกับนิสิตชายไปทั่ว แต่จริงๆแล้ว นิสิตสาวคนแรก เป็นคน fake ทำทุกอย่างเพื่อ “หวังเสียงชื่นชมจากผู้คน” เป็นหลัก มากกว่าจะมีจิตใจดีงามจริงๆ ส่วนนิสิตสาวคนที่สองนั้น ถึงเธอจะเงี่ยนผู้ชายมาก แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้คิดร้ายกับใครก่อน เธอแค่ไม่ค่อยสนใจ “เสียงชื่นชมจากผู้คน” มากกว่า” อะไรแบบนี้ 555 คือถ้าจะนำเสนอประเด็นเรื่อง “อย่าตัดสินคนจากภาพลักษณ์ภายนอก” เราจะคิดถึงพล็อตอะไรแบบนี้มากกว่าน่ะ แทนที่จะคิดถึงพล็อต “การแต่งหน้า”

7.เหมือนตอนดูหนังเรื่องนี้ จะรู้สึกว่าหนังมันสามารถพัฒนาตัวเองไปได้ใน 2 แนวทางคือ

7.1 เป็นหนังการเมือง เพราะถ้าหากปรับพลิกอะไรสักเล็กน้อย มันจะเป็นหนังการเมืองที่สะท้อนว่า “ผู้ที่แสดงความเห็นแตกต่างจากคนอื่นๆ สามารถถูกจับเข้าคุกและตายในคุก” ได้ เหมือนคดีหลายๆคดีที่พวกเรารู้ว่าเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง

แต่หนังเรื่องนี้ก็เลือกที่จะไม่เป็น “หนังการเมือง” ซึ่งก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะถ้าทำแบบนั้น มันก็อาจจะไปซ้อนเหลื่อมกับ LOST IN YOU และ DAWNING DOWN

7.2 เป็นหนังโลกอนาคตที่ดูสมจริงมากกว่านี้ แบบหนังอย่าง EQUALS (2015, Drake Doremus) ที่นำเสนอโลกอนาคตที่มีกฎประหลาดๆ และเป็นกฎที่สมควรถูกทำลายล้าง

ซึ่งความสมจริงในที่นี้ มันต้องมาจากบทภาพยนตร์ที่สามารถสร้างโลกอนาคตที่ดูมีความน่าเชื่อถือในแบบของมันนะ ความสมจริงในที่นี้ไม่ได้มาจาก production design หรือการแสดงของนักแสดง ซึ่งเราว่าจริงๆแล้วอะไรแบบนี้มันก็ยากมากแหละ เพราะบทภาพยนตร์มันต้องจินตนาการโลกขึ้นมาใหม่ จินตนาการกฎเกณฑ์ต่างๆในโลกใหม่ขึ้นมาหมดเลย แล้วต้องดูไม่ให้กฎเกณฑ์เหล่านี้มันขัดแข้งขัดขากันเอง หรือดูอ่อนยวบมากเกินไป คืออย่าบิดเบือนกฎจนมันไม่สมจริงเพียงเพื่อให้เนื้อเรื่องที่หนังอยากจะเล่ามันดำเนินไปตามแนวทางที่วางไว้ล่วงหน้าได้ คือเหมือนกับว่าถ้าหากหนังที่อยากจะเล่าเรื่องในยุคปัจจุบัน มันไม่ต้องจินตนาการอะไรแบบนี้น่ะ มันก็เล่าเรื่องที่อยากจะเล่าไปได้เลยท่ามกลางกฎเกณฑ์ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราอยากจะเล่าเรื่องราวในโลกอนาคต เราก็จะเผชิญความยากลำบากในการทำให้ผู้ชม “เข้าใจ” และ “เชื่อถือ” ในกฎเกณฑ์ของโลกอนาคตที่เราต้องจินตนาการขึ้นมาใหม่หมดด้วย

8.แต่เหมือนผู้ชมหลายคนที่เรารู้จัก จะชอบหนังเรื่องนี้อย่างมากๆนะ เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะมีปัญหาอยู่บ้างกับหนังเรื่องนี้ แต่ก็คิดว่าหนังเรื่องนี้คงกลายสถานะเป็น หนัง cult ในใจผู้ชมหลายๆคนไปแล้วล่ะ 555

Sunday, September 10, 2017

COMMON SENSE (2017, Chanon Santinatornkul, 22min, A+30)

COMMON SENSE (2017, Chanon Santinatornkul, 22min, A+30)

1.หนึ่งใน genre หนังสั้นไทยที่เราชอบสุดๆ ก็คือหนังกลุ่ม TWILIGHT ZONE แบบหนังเริ่องนี้นั่นแหละ โดยหนังในกลุ่มนี้รวมถึง TWIN SHADOW (2012, Amornsak Chatratin), THE ROOM (2011, Pesang Sangsuwan), CRYSTALLIZATION TIME (2011, Krissada Phongphaew), เส้นทางวงกลม (2012, Raksak Janpisu), THE DREAM (2016, Chonlathee Suanraksa), POLAROID (2016, Nattasun Nudsataporn), SMILE AGAIN (2015, Bua Kamdee), TIME OUT OF MIND (2016, สิทธิวัชร์ ทิพย์ธนโอฬาร), THE FANCIFULNESS OF THE UNIVERSE (2010, Krit Twinwawit) และหนังของ Janenarong Sirimaha หนังกลุ่มนี้เป็นหนังกึ่งไซไฟ กึ่งแฟนตาซี และเราชอบหนังสั้นไทยกลุ่มนี้อย่างสุดๆ เพราะเราชอบรายการทีวี TWILIGHT ZONE มากๆ

2. หนังเรื่องนี้เหมือนเอาไอเดียจาก THE PHANTOM OF LIBERTY (1974, Luis Bunuel) มาดัดแปลง และเราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราชอบ THE PHANTOM OF LIBERTY มากๆ และมันก็สอดคล้องกับสิ่งที่เราชอบพูดในตอนนี้ว่า ประเทศไทยในตอนนี้ไร้เหตุผลยิ่งกว่าหนังของบุนเยลซะอีก

แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนสังคมไทยนะ หนังแค่ตั้งคำถามเรื่อง สามัญสำนึก หรือความเชื่อพื้นฐานของมนุษย์ ว่าบางอันมันสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือว่าบางอันมันเป็นสิ่งที่เราถูกปลูกฝังให้เชื่อตามๆกันมาโดยไม่มีเหตุผล หรือเป็นเพียงแค่มายาคติ

สิ่งที่ทำให้นึกถึง THE PHANTOM OF LIBERTY ก็มีเช่น

2.1 ใน PHANTOM นั้น การกินข้าวเป็นเรื่องน่าละอาย ส่วนการอุจจาระเป็นเรื่องไม่น่าอาย ส่วนในหนังเรื่องนี้นั้น การกินข้าวเป็นเรื่องน่าอาย แต่การร่วมรักถือเป็นเรื่องปกติและสิ่งดีงาม ซึ่งเราเห็นด้วยกับประเด็นเรื่องการร่วมรักมากๆ

2.2 ใน PHANTOM นั้น รูปอุจาดไม่ใช่รูปโป๊ แต่เป็นรูปอาคารบ้านเรือน ส่วนในหนังเรื่องนี้นั้น คลิปอุจาดคือคลิปกินข้าว

2.3 ใน PHANTOM นั้น serial killer ไม่ได้รับการลงโทษ ส่วนในหนังเรื่องนี้ การฆ่าคนตายถือเป็นเรื่องปกติ

3. แต่โลกในหนังเรื่องนี้ก็มีความไม่สมเหตุสมผลในมุมมองของเราเองอยู่บ้างนะ เพราะโลกในหนังเรื่องนี้ สนับสนุนการร่วมรัก เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่โลกในหนังเรื่องนี้ สนับสนุนการฆ่าคนตาย เพื่อช่วยลดจำนวนประชากร (สรุปว่าโลกนี้ต้องการเพิ่มหรือลดจำนวนประชากรกันแน่) นอกจากนี้ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ยังฆ่าคนตาย เพราะสามีนอกใจ ซึ่งเราว่าถ้าหากโลกนี้มันสนับสนุนการร่วมรักจริงๆ โลกนี้มันก็ควรจะสนับสนุน polygamy ด้วยหรือเปล่า เพราะ polygamy น่าจะช่วยเพิ่มจำนวนประชากรได้ดีกว่า monogamy

แต่ความไม่สมเหตุสมผลของโลกในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นข้อเสียใหญ่ในสายตาของเรานะ เพราะโลกในหนังเรื่องนี้มันเป็นโลกที่ common sense บิดเบี้ยวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่โลกในหนังเรื่องนี้ยึดถือความเชื่อที่ขัดแย้งกันเอง ก็อาจจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในแง่นึงก็ได้ และจริงๆแล้วมันก็ไม่ต่างจากโลกของเราเองด้วย เพราะในโลกของเรานั้น ปัญหาทรัพยากรขาดแคลน, ปัญหาโลกร้อนก็รุนแรงอยู่แล้ว แต่บางประเทศก็ดูเหมือนจะยังมองว่าอัตราการเกิดที่ระดับต่ำถือเป็นปัญหาอยู่

4.อยากให้หนังเรื่องนี้ได้รับการพัฒนาเป็นหนังยาวมากๆ คือมันสามารถพัฒนาออกมาได้เป็นสองแบบ

4.1 ออกมาแบบ THE PHANTOM OF LIBERTY ที่เน้นสังคมไทย โดยนำเสนอความไร้ตรรกะเหตุผลในสังคมไทยช่วงนี้ ทั้งเรื่องไผ่ ดาวดิน, ชัยภูมิ ป่าแส และความขัดกับหลักเหตุผลและสามัญสำนึกต่างๆของระบอบการปกครอง, กฎหมายไทย และคำตัดสินของศาลไทย

หนังในแนวทางนี้เราจะนึกถึง THE JOO (2016, Sattha Saengthon) ซึ่งไม่ใช่หนังแนว TWILIGHT ZONE นะ แต่เป็นหนังที่นำเสนอความไร้เหตุผลของสังคมไทยได้ดีมากๆ

4.2 ออกมาเป็นหนังที่เน้นการถกเถียงกันถึง ethics dilemma ในเรื่องต่างๆ อย่างเช่นประเด็นเรื่องการร่วมรักที่ตัวละครคุยกันในหนังเรื่องนี้ เราว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากๆ และจริงๆแล้วมันสามารถนำไปพัฒนาเป็นหนังยาวที่มีฉากตัวละครมากมายร่วมรักกันในสถานที่สาธารณะ และมีฉากที่ตัวละครถกเถียงกันเรื่องการฆ่าตัวตาย, การุณยฆาต, การพนัน, over political correctness, มารยาทในการพูดสำคัญมากน้อยเพียงใด, การช่วยเหลือผู้อพยพ, การต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงหรือไม่ใช้ความรุนแรง หรือประเด็นอะไรต่างๆได้อีกมากมายเลยด้วย

แต่ถ้าหากจะทำหนังยาวในแนวทางนี้ ผู้สร้างหนังต้องให้ “อาจารย์สอนปรัชญา” และ “นักวิชาการ” มาเป็นที่ปรึกษาในการเขียนบทด้วยนะ แล้ว arguments ต่างๆที่ตัวละครถกเถียงกันมันจะได้ฟังแล้วน่าสนใจจริงๆ เพราะถ้าหากผู้สร้างหนังไม่มีความรู้ทางปรัชญามากพอ แล้วสร้างหนังที่ต้องการพูดถึง ethics dilemma, common sense และมายาคติแบบนี้ บางทีตัวละครมันจะนำเสนอ arguments ที่อ่อนเกินไป แล้วหนังมันอาจจะออกมาโง่ตามตัวละครได้

หนังที่เราชอบสุดๆในแนวทางนี้ก็มีเช่น TIME (2010, Suppasit Sretprasert) เราว่าหนังอย่าง TIME นำเสนอ ethics dilemma ได้น่าสนใจดี

สรุปว่าอยากเห็น COMMON SENSE ได้รับการพัฒนาเป็นหนังยาวอย่างสุดๆ โดยมีอาจารย์สอนปรัชญามาเป็นที่ปรึกษาเขียนบทด้วย