Showing posts with label SHORT FILM. Show all posts
Showing posts with label SHORT FILM. Show all posts

Tuesday, May 12, 2026

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN

 

LEMON TREE (2023, Rachel Walden, USA, 18min, A+30)

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN (2025, Oscar Ruiz Navia, Colombia/Canada, 15min, A+30)

 

เราเดาว่านี่คือหนังส่วนตัวที่ผู้กำกับทำขึ้นเพื่ออุทิศให้กับน้องสาวของเขาที่เสียชีวิตไปในปี 2023 หนังประกอบด้วยภาพพื้นที่ต่าง ๆ ในโคลอมเบียและแคนาดา, ฟุตเตจโฮมวิดีโอที่ผู้กำกับกับน้องสาวเคยถ่ายไว้ในวัยเด็ก และเสียงประกอบที่เราเข้าใจว่า เป็นเสียงของน้องสาวที่เคยอัดเก็บไว้ และเสียงของคนที่เห็นวิญญาณของน้องสาว

 

ภาพบางส่วนในหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Oscar Ruiz Navia ที่เราเคยดูมาแล้ว เพราะว่าฟุตเตจโฮมวิดีโอของครอบครัวที่ไปเที่ยวชายทะเล ก็ทำให้นึกถึง CRAB TRAP (2009, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ที่เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok ส่วนภาพช่วงต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นลานเล่นสเก็ตและ graffiti มากมาย ก็ทำให้นึกถึง THE MUSHROOMS (2014, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ซึ่งเป็นหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

ไม่แน่ใจว่าชื่อหนังเรื่องนี้ TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN หมายถึงอะไร เพราะเหมือนตัวหนังก็ไม่ได้มีการพูดถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกับประโยคนี้ แต่ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง COULD SEE A PUMA (2011, Eduardo Williams, Argentina, A+30) ที่ชื่อหนังก็สร้างความพิศวงพอ ๆ กัน 55555

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN เหมาะฉายควบกับ THE EXISTENCE OF BABYLON ขัตติยนคร (2021, จารุพล เจริญพิเชฐ A+30) เพราะว่าหนังสองเรื่องนี้นำโฮมวิดีโอที่เคยถ่ายไว้ในอดีตมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง DISCOURSE, EARTH พิภพบรรฑูรย์ (2001, อุทิศ เหมะมูล, 25min, A+30) อย่างรุนแรงมาก

+++

THE SALT FISHERMAN (2011, Ziad Bakri, Palestine, 18min, A+30)

 

เรียกว่าเป็น “หนังแอบเสิร์ด” ได้หรือเปล่า

 

Ziad Bakri เป็นลูกชายของ Mohammad Bakri ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง JENIN, JENIN (2003, documentary, A+30) และ JANIN, JENIN (2024, documentary, A+30) โดยที่ Ziad ให้พ่อของเขามานำแสดงในหนังสั้นเรื่องนี้ด้วย

+++

 

เราได้ดูหนังของ Hirokazu Koreeda ไป 13 เรื่อง และก็ชอบ THE THIRD MURDER (2017) มากที่สุดในบรรดา 13 เรื่องนี้

+++

 

เนื่องจากวันพฤหัสบดีนี้จะมีหนังเข้าฉายเยอะมาก แล้วหนังเก่าเราก็ยังดูไม่หมด เราก็เลยทำรายชื่อสรุปหนังโรงที่เราอาจจะดูในช่วงวันที่ 13-20 พ.ค. 2026

 

1. AI GLAE, MY BELOVED FRIEND ไอ้แกละเพื่อนรัก (1972, Surapol Tonawanig, 168min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

2. BILLIE EILISH: HIT ME HARD AND SOFT  -- THE TOUR LIVE IN 3D (2026, James Cameron, Billie Eilish, 114min)

 

3. THE CHILDREN OF CHAO PHRAYA RIVER ลูกเจ้าพระยา (1977, Charin Nuntanakorn, 124min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

4. ENHYPEN: IMMERSION IN CINEMAS (2026, South Korea, 56min)

 

5. GHOSTFLUENCER สาปเมือง (2026, Anawat Promjae, 105min)

 

6. GREETINGS FROM MARS (2024, Sarah Winkenstette, Germany, 85min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. IN THE GREY (2026, Guy Ritchie, UK, 98min)

 

8. THE KING’S WARDEN (2026, Jang Hang-jun, South Korea, 116min)

 

9. KRISHNAVATARAM – PART 1: THE HEART (HRIDAYAM) (2026, Hardik Gajjar, India, 150min)

 

10. MERRILY WE ROLL ALONG (2025, Maria Friedman, musical, 145min)

 

11. THE MOBARAK (2015, Mohammadreza Najafi, Iran, 80min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

12. MORTAL KOMBAT II (2026, Simon McQuoid, 116min)

 

13. MOTHER MARY (2026, David Lowery, 111min)

 

14. ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, 108min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

15. PATI PATNI AUR WOH DO (2026, Mudassar Aziz, India)

 

16. PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, 126min)

 

17. THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland, 109min)

มีตัวละครพูดในช่วง end credits

 

18. THAT TIME I GOT REINCARNATED AS A SLIME THE MOVIE: TEARS OF THE AZURE SEA (2026, Yasuhito Kikuchi, Japan, animation, 105min)

 

19. 3 GOOD GUYS (2026, Boi Kwong, Singapore, 107min)

 

20. TOP GUN (1986, Tony Scott, 110min, เคยดูแล้วในรูปแบบวิดีโอเทป)

 

ภาพจาก THE KING’S WARDEN

+++

 

ชอบสุดขีด ทั้ง CRAZY FOR YOU, SMOOTH OPERATOR, EVERYBODY WANTS TO RULE THE WORLD ส่วนเพลง ONE NIGHT IN BANGKOK นี่ก็คลาสสิคมาก ๆ

+++

 

ปี 2009 นี่ถือเป็นอีกปีที่พีคสุดขีดสำหรับ cinephiles in Bangkok เพราะปีนั้นมีทั้งงาน ALAIN TANNER RETROSPECTIVE และ LAV DIAZ RETROSPECTIVE จัดขึ้นในกรุงเทพ และเราก็ยังคงจดจำความสุขในสองงานนี้ได้ดีแม้เวลาจะผ่านมานาน 17 ปีแล้วก็ตาม

+++

 

มีอย่างน้อย 5 เรื่องครับ เพราะว่าจิตรได้ดู JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976), LIGHT YEARS AWAY (1981), IN THE WHITE CITY (1983), MESSIDOR (1979) กับ CHARLES, DEAD OR ALIVE (1969) ในงาน World Film ปีนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าปีนั้นมีฉาย THE SALAMANDER (1971) ด้วยหรือเปล่า

++++

 

ดีใจสุดขีด Chaka Khan ซึ่งมีอายุ 73 ปี เพิ่งออกมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ CHAKZILLA

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=pJWclcLXREUTvw4p

 

Friday, February 27, 2026

AFTERIMAGES: HONG KONG INDEPENDENT SHOWCASE

 FOR ENGLISH please scroll down


เป็นเวลานับหลายทศวรรษที่โลกรับรู้ภาพยนตร์ฮ่องกงผ่านการผูกขาดด้วยความถวิลหาอันรุนแรงที่มีต่อ "ยุคทอง" วาทกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นบนลัทธิออเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นหนังแอคชันเริงระบำของจอห์น วู, ความโหยให้ชุ่มแสงนีออนของ หว่องกาไว หรือพลวัตอำนาจที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดีของตู้ฉีฟง แม้โครงสร้างนี้จะสร้างประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของความสำเร็จในเชิงอุตสาหกรรม แต่มันกลับบดบังการขยับตัวของแผ่นเปลือกโลกที่เกิดขึ้นลึกลงไปใต้พื้นผิวโดยไม่ตั้งใจ "ยุคทอง" ที่ว่านี้แท้จริงแล้วคือยุคสมัยสนธยาแห่งอาณานิคม ที่ซึ่งตัวตนของเมืองถูกหลอมขึ้นท่ามกลางเปลวไฟแห่งการค้า

ในช่วงยี่สิบปีก่อนจะถึงปี 2019 พลังชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นพลังที่กระจัดกระจาย อยู่ตามริมขอบของประวัติศาสตร์ และมักจะเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเงิน ทว่ามันกลับกระจ่างชัด เฉียบคมราวกับใบมีด ในขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ของฮ่องกงเริ่มพึ่งพาตลาดจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ มันก็ได้เข้าสู่กระบวนการ "ตัดแต่งกิ่งก้านของตัวเอง" โดยการสลัดทิ้งความอ่อนไหวต่อความเป็นจริงทางสังคมและการเมืองในท้องถิ่นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ในสุญญากาศนี้เองที่ "ภาพยนตร์อิสระ" ได้กลายเป็น "รอยแยก" อันสำคัญยิ่ง—เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ภาพสะท้อนที่แท้จริงของเมืองยังคงหลงเหลืออยู่โดยไม่ถูกบิดเบือน

ในช่องว่างเหล่านี้ ความเจ็บปวด การต่อต้าน และความจริงอันดิบเถื่อนที่ไม่มีวันผ่านประตูโรงภาพยนตร์กระแสหลักไปได้ ต่างเติบโตขึ้น ภาพยนตร์อิสระจึงเป็นมากกว่ารูปแบบทางศิลปะ แต่มันคือ "พื้นที่สาธารณะ" แห่งสุดท้ายของเมือง ทำหน้าที่เป็นเสมือนพิธีกรรมที่ผู้สร้างและผู้ชมแลกเปลี่ยนความลับกันในความมืด เป็นพื้นที่ส่วนรวมเพื่อยืนยันว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความจริง ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากภายนอก

จากบทความ ‘ภูมิทัศน์วิเวก: บันทึกพยาธิสภาพของหนังอิสระฮ่องกงยุคหลัง 2019’ เขียนโดย Philip Nam (โปรดติดตามฉบับเต็มเร็วๆนี้)

Wildtype ชวนคุณชมโปรแกรมพิเศษ ภาพติดตา : ภาพยนตร์อิสระจากฮ่องกง โปรแกรมหนังสั้น สารคดี หนังทดลองจากคนทำหนังอิสระของฮ่องกง ร่วมดูหนัง ห้าโปรแแกรม และสนทนาปิดท้่ายกับผู้กำกับและนักวิจารณ์จากฮ่องกงโดยตรงได้ในวันที่
28 กุมภาพันธ์ - 1มีนาคม 2569 ที่

BUFFALO BRIDGE GALLERY BTSสะพานควาย
Noir Row Artspace อุดรธานี
a.e.y. space สงขลา
PYE space พะเยา
Bliss Project จันทบุรี
ดูหนังในห้องนั้น (จัดฉายที่ร้าน Lofter) นครราชสีมา

และในวันที่ 6-8 มีนาคม ที่

ดาดฟ้า ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย Dude, Movie และ Untitled for film (เวลาฉายจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง)

ราคาตั๋ว 100 บาท โดยค่าตั๋วจะถูกแบ่งให้กับทางพื้นที่ และผู้กำกับภาพยนตร์โดยตรง ไม่มีการหักค่าใช้จ่าย

****ภาพยนตร์ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาไทย แต่ QA ถามตอบสองภาษาไทยและอังกฤษ****
****สำหรับนักศึกษาทุกระดับชั้น โปรดติดตามประกาศโครงการ Free Seats for Young Cinephiles อีกครั้ง****

SAT 28 FEB 2026

PROGRAM 1 : 1.00PM 97 MINS + QA with the directors

310 Tung Chau Street (2016, Shing Lee, Jo Cheng) 29 MINS
Big Big Company (-,Shing Lee ) 10 MINS
Family Family Day(2019, Shing Lee )
Letter to the Outsider (2018,Dorothy Cheung ) 7MINS
as a bird that briefly perches (2024, Dorothy Cheung ) 17 MINS
Reverberation (2023, Dorothy Cheung) 6MINS

PROGRAM 2 : 3.00 PM 84 MINS + QA with the directors

Letter to T: in nuclearity, we are connected (2023,Zimu Zhang)22 MINS
The Aqueous Truth ( 2013, Chan Tze Woon)30MINS
A Long Walk (2022, Elysa Wendi, Wai Shing Lee)16 MINS
Summer Insects and Ice (2025,Chui Chi Yin) 16 MINS

PROGRAM 3 : 5.00 PM 117 MINS

Night Is Young (2020, Zune Kwok) 25 MINS
Lost Pearl (2021, Li Ho )22 MINS
In your Shoes (2024,Chan Tze Woon, Florence Lam) 30 MINS
Anatomy of The Call( 2024, Arnold Tam ) 18 MINS
The Dancing Voice of Youth(2024,Erica Kwok )22 MINS

----------------------
SUN 1 MAR 2026

PROGRAM 4 : 1.00PM 98 MINS + + QA with the directors

Surprise Film (20 MINS)
Surprise Film (38 MINS)
See You When I See You (work in progres) (2025, Fai Wan) 30 MINS
From the Void of Time (2024, Rico Wong ) 10 MINS

PROGRAM 5 : 3.00PM 112 MINS
32+4 (2014, Chan Hau Chun)30 MINS
A Conversation about our undulating things (2023, Chan Hau Chun ) 22 MINS
Lost a part of (2023,Chan Hau Chun)30 MINS
Surpeise film 30 MINS

PROGRAM 6 : 5.00 PM
Converastion with Chan Hau Chun

-----------------------------

For decades, the global perception of Hong Kong cinema has been monopolized by a heavy nostalgia for the "Golden Age." This narrative is built upon the cult of the auteur—the rhythmic action of John Woo, the neon-soaked pining of Wong Kar-wai, and the calculated power dynamics of Johnnie To. While this framework constructed a glorious history of industrial success, it inadvertently masked the tectonic shifts occurring beneath the surface. This "Golden Age" was an era of colonial twilight, where the city’s identity was forged in the heat of commercial fire.
In the twenty years leading up to 2019, a different kind of vitality existed. It was loose, marginal, and often financially precarious, yet it possessed a razor-sharp clarity. As Hong Kong’s commercial film industry became increasingly reliant on the Mainland Chinese market, it began a process of "self-pruning," shedding its sensitivity to local socio-political realities to ensure survival. In this vacuum, independent cinema became the indispensable "crevice"—the only place where the city's true reflection remained undistorted.

In these gaps grew the pain, the resistance, and the raw truths that could never pass the gates of mainstream multiplexes. Independent film was more than an art form; it was the city’s last public sphere. It functioned as a ritual where creators and audiences exchanged secrets in the dark, a shared space to confirm that they were still living within a truthful reality despite the mounting pressure outside.

from A Desolate Landscape: The Pathological Record of Hong Kong Independent Cinema Post-2019 Written by Philip Nam (Stay tuned for the full version!)

Wildtype invites you to a special program, "AFTERIMAGES : The Hong Kong Independent Showcase"—a showcase of short films, documentaries, and experimental works by independent filmmakers from Hong Kong.

Join us across five curated programs, culminating in a closing discussion directly with directors and film critics from Hong Kong.

Screening Dates & Venues:
February 28 - March 1, 2026

Bangkok: BUFFALO BRIDGE GALLERY (BTS Saphan Khwai)

Udon Thani: Noir Row Artspace

Songkhla: a.e.y. space

Phayao: PYE space

Chanthaburi: Bliss Project

Nakhon Ratchasima: Doo Nung Nai Hong Nun (Screening at Lofter)

March 6-8, 2026

Chiang Mai: Rooftop of the Department of Media Arts and Design, Chiang Mai University. Hosted by Dude, Movie and Untitled for film (Screening times to be announced).

Ticket Price: 100 THB
(Ticket proceeds will be divided directly between the screening venues and the filmmakers, with no deductions.)

Saturday, January 24, 2026

SO CAN I

 

ใน 8 เรื่องนี้ เราเคยดูแค่ AT BERKELEY (2013, Frederick Wiseman, 244min, A+30) กับ THE STORE (1983, A+30)

 

Nostalgic Song: I’VE GOT NEWS FOR YOU (1991) – Feargal Sharkey

++++++

หนึ่งในสิ่งที่เรามักทำเวลารู้สึกเศร้า ๆ คือ “นึกถึงอดีตช่วงที่มีความสุข” โดยเฉพาะช่วงที่เราเรียนมัธยมปลายหรือมหาลัย ในปี 1988-1994

 

วันนี้อยู่ดี ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราชอบคำด่าของเพื่อนมัธยมคนนึงของเรามาก ๆ คือเราจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นเพื่อนของเราด่าใคร แต่คำด่ามันประมาณว่า “เห็นอีนี่แล้วนึกว่าอีนี่เพิ่งเข้าร้านทำผม แล้วบอกช่างทำผมว่า ขอทำผมทรงลินดา แต่ตัดผมไปตัดผมมา อยู่ดี ๆ ผมเสือกกลายเป็นหมอย อีนี่เลยกลายเป็นสาวยำถ่อยบนหนังหัว”

 

แล้วเราก็ชอบคำด่านี้มาก ๆ เพราะเราชอบจินตนาการภาพเหตุการณ์ว่า ถ้าหากตัวเองอยู่ในร้านทำผม แล้วเห็นเหตุการณ์ “ผมกลายเป็นหมอย” แล้วภาพเหตุการณ์มันจะออกมาเป็นอย่างไร คือพอเราพยายามจินตนาการภาพเหตุการณ์ตามประโยคนี้ แล้วมันทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำถึงประโยคนี้ไว้หน่อย ไม่รู้ว่าถ้าหากมีฉาก “ผมกลายเป็นหมอย” ในภาพยนตร์ มันจะถือเป็นฉากแบบ fantasy, surreal หรือ magical realism 55555

+++++++

เพิ่งเห็นว่า Geeta Gandbhir ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 2 สาขาในปีเดียวกัน ทั้งสาขาหนังสารคดียอดเยี่ยมจาก THE PERFECT NEIGHBOR และสาขาหนังสารคดีสั้นยอดเยี่ยมจาก THE DEVIL IS BUSY อยากรู้ว่าเธอทำบุญด้วยอะไร 55555

++++

 

SO CAN I (1975, Abbas Kiarostami, Iran, 4min, A+30)

 

1. ชอบดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้เลือกใช้ “เครื่องดนตรี” ต่างประเภทกันไป ในการใช้ประกอบความเคลื่อนไหวของสัตว์ต่าง ๆ ทั้งจิงโจ้, หนอน, หนู, ม้า, ปลา, ลิง และนก

 

แต่เสียดายที่เราไม่มีความรู้เรื่องเครื่องดนตรี เราก็เลยจำแนกเสียงไม่ได้ว่า เครื่องดนตรีไหนใช้ประกอบสัตว์ตัวไหนบ้าง

 

เราเดาได้แค่ว่า หนอนกับปลา นี่น่าจะใช้เครื่องเป่า พวกปี่, ขลุ่ย อะไรพวกนี้ แต่ปลาจะใช้เครื่องเป่าที่มีเสียงแหลมมาก ๆ จนคล้ายกับการผิวปาก

 

เครื่องดนตรีบางอันนี่ทำให้นึกถึงพวก synthesizer, ดนตรีอิเล็กโทรนิกมาก ๆ ด้วย

 

เครื่องดนตรีที่เราชอบที่สุดคืออันที่ใช้พูดถึง “นก” แต่เราเดาไม่ออกว่ามันคือเครื่องดนตรีอะไร น่าจะเป็น “เครื่องดีด” อย่างนึงหรือเปล่า

 

ถ้าใครฟังออกว่าเครื่องดนตรีไหนใช้ประกอบสัตว์อะไร ก็บอกมาด้วยนะคะ

 

2. พอเราได้ดู “หนังสำหรับเด็ก” ของ Abbas Kiarostami แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังสำหรับเด็กของ Harun Farocki ด้วย เรื่อง BEDTIME STORIES: BRIDGES, RAILWAYS, SHIPS, CATS (1977, Harun Farocki, West Germany, A+30) เห็นได้เลยว่า ทั้ง Abbas Kiarostami และ Harun Farocki นี่เป็นอัจฉริยะจริง ๆ ขนาดทำ “หนังสำหรับเด็ก” ยังทำออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้

 

ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดีที่ผู้กำกับบางคนทำได้ดีทั้งหนังสำหรับเด็กและสำหรับผู้ใหญ่ นอกจาก Abbas Kiarostami และ Harun Farocki แล้ว เราก็นึกถึงพวกผู้กำกับหนังแอนิเมชั่น อย่าง Michel Ocelot และ Lotte Reiniger ด้วย และอาจจะรวมไปถึง Barry Jenkins ที่กำกับทั้ง MOONLIGHT (2016) และ MUFASA: THE LION KING (2024)

 

เราดู SO CAN I ฟรีออนไลน์ทาง lecinemaclub

Friday, January 16, 2026

ZAA, THE LITTLE WHITE CAMEL

 

วันนี้ไปดูหนังที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินอาหารที่ร้าน PATTA X THE BACKYARD ใกล้ ๆ หอภาพยนตร์ อาหารอร่อยดี วันหลังคงกลับมากินอีก ร้านเปิด 16.00-24.00 น. ในวันจันทร์ถึงศุกร์ และเปิด 11.30-24.00 น.ในวันเสาร์อาทิตย์

+++

เพื่อนถ่ายรูปนี้มา บอกว่านั่งรถไฟฟ้าวันนี้ 14 ม.ค. 2026 แต่รถไฟฟ้ามันบอกว่าวันนี้เป็นวันที่ 1 ม.ค. 1970 รุนแรงมาก อยากให้เกิดมิติกาลเวลาบิดเบี้ยว ทวิภพ บุพเพสันนิวาส SOMEWHERE IN TIME รักเอยไม่เคยเลยลับ นั่งรถไฟฟ้าวันนี้แล้วพอลงจากสถานีกลายเป็นปี 1970 จริง ๆ กูจะได้รีบขายตัวให้จีไอในทันที Nobuhiko Obayashi ยังต้องไหว้ THE PROSTITUTE WHO LEAPT THROUGH TIME

+++

 

ในที่สุด สิ่งที่ค้างคาใจเรามานาน 40 ปี ก็จะได้รับการคลี่คลายเสียที

 

การ์ตูนเรื่อง SUKEBAN DEKA สิงห์สาวนักสืบ (1975-1982) ของ Shinji Wada เป็นการ์ตูนที่เราชอบสุดขีดตอนเด็ก ๆ เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นนั้น มันพิมพ์จนจบไปนานแล้ว แต่ฉบับแปลไทยมันพิมพ์ไม่จบ มันค้างเติ่งอยู่กลางเรื่อง เหมือนฉบับแปลไทยมันออกเล่มสุดท้ายในช่วงราว ๆ ปี 1987 มั้ง ตอนที่เราอยู่ม. 3 แล้วมันก็ไม่มีการตีพิมพ์ออกมาอีกเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องราว mystery thriller มี “ปริศนาลับ” ที่ยังค้างคา ไม่ได้รับการคลี่คลายอยู่ราว ๆ 10 ปริศนา อะไรทำนองนี้ แล้วคือกูก็ยังคาใจกับอีปริศนาลับที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายนี้ตลอดเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1987 จนถึงปี 2026

 

คือเหมือนคุณได้อ่านนิยายของ Agatha Christie แล้วไม่ได้อ่าน 100 หน้าสุดท้ายของนิยายเล่มนั้นน่ะ มันทรมานใจมาก ๆ แล้วมันต้องแบกความสงสัย ค้างคาใจแบบนี้มาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

 

เราก็เลยดีใจสุดขีดที่ได้รับข้อมูลในช่วงปลายปีที่แล้วว่า มีคนเอาการ์ตูนเรื่องนี้มาแปลเป็นไทยจนจบแล้ว เราก็เลยสั่งซื้อมา มี 22 เล่มจบ เมื่อกี้เราลองเช็คดูแล้ว พบว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นั้น การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นไทยจนถึงเล่มที่ 17 เท่านั้น โดยเนื้อหาตั้งแต่เล่มที่ 18-22 หรือ 5 เล่มสุดท้ายนี่ ไม่ได้รับการแปลเป็นไทยในตอนนั้น

 

ในที่สุด สิ่งที่เรารอคอยมานาน 40 ปี ก็จะได้รับการตอบสนองเสียที ฮือๆ เรียกได้ว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิตเลย

+++

 

งงว่า โรงหนัง ONE ULTRA SCREENS ที่ห้าง ONE BANGKOK กลายเป็นส่วนหนึ่งของโรงหนัง “เครือเมเจอร์” ไปแล้วเหรอ เพราะเว็บไซต์ของเมเจอร์มีโรงหนังนี้อยู่ด้วย แต่เพจของ ONE ULTRA SCREENS ไม่เห็นมีบอกอะไรเรื่องนี้

++++

 

VAA VAATHIYAAR (2026, Nalan Kumarasamy, India, 129min) เข้าฉายแล้วตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ แต่เรางงกับเครื่องหมาย ML/- ว่ามันคืออะไร มันหมายความว่าหนังเรื่องนี้พูดภาษาทมิฬ โดยไม่มีซับไตเติลทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยเหรอ

++++

 

ZAA, THE LITTLE WHITE CAMEL (1960, Yannick Bellon, France/Tunisia, 23min, A+30)

 

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังของ Yannick Bellon เสียที หลังจากได้ยินแต่ชื่อของเธอมาเป็นเวลานานราว 20 กว่าปีแล้ว

 

ชอบสีสันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ หนังทศวรรษ 1940-1960 นี่มันให้สีที่สะใจดีจริง ๆ

 

ชอบการบันทึก landscape ของ Tunisia ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ด้วย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ในเว็บไซต์ของ lecinemaclub

 

BEING JOHN SMITH (2024, John Smith, UK, documentary, 24min, A+30)

 

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

MAN NUMBER 4 (2024, Miranda Pennell, UK, about Palestine, documentary, 10min, A+30)

 

Highly recommended for fans of Harun Farocki

 

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

อันนี้เป็นหนังเรื่องที่สองของ Miranda Pennell ที่เราได้ดู โดยก่อนหน้านี้เราเคยดูหนังเรื่อง WHY COLONEL BUNNY WAS KILLED (2010, Miranda Pennell, 27min, A+30) ซึ่งเราชอบสุดขีดเหมือนกัน

 

L’AVANCE (2024, Djiby Kebe, France, 18min, A+30)

 

ชอบสุดขีด เหมือนหนังมันแสดงให้เห็นเพียงแค่เสี้ยวนิดเดียวในชีวิตของตัวละคร แต่ตัวหนังมันส่งผลสะเทือนต่อใจเราอย่างรุนแรงมาก กราบตีนมาก ๆๆ

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

CITY OF POETS (2024, Sara Rajaei, Netherlands, about Iran, documentary, 21min, A+30)

 

ดูได้ฟรีทางเว็บไซต์ Festival Scope

 

Monday, December 29, 2025

SIDNEY SHELDON

 

จริงที่สุด เราก็ชอบ Sidney Sheldon มาก ๆ จำได้ว่าตอนดูมินิซีรีส์ IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, A+30) ที่สร้างจากนิยายของ Sidney Sheldon มันมีฉากที่ให้ตัวละครพระเอกกับนางเอกมาเจอกันครั้งแรกโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง เหมือนทั้งสองเดินชนกัน คุยกันนิดนึง แล้วก็เดินแยกย้ายกันไป ไม่ได้สนใจอะไรกัน แล้วหลังจากนั้นพระเอกกับนางเอกก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยเป็นเวลานานมาก มินิซีรีส์ก็เล่าชีวิตของพระเอกนางเอกแยกกันไปเรื่อย ๆ เหมือนผ่านไปครึ่งค่อนเรื่องแล้ว พระเอกกับนางเอกถึงได้มาเจอและทำความรู้จักกันจริง ๆ (เหมือนถ้ามินิซีรีส์มี 7 ตอน พระเอกกับนางเอกก็ได้มาทำความรู้จักกันจริง ๆ ในตอนที่ 4)

 

เหมือนถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด จริง ๆ แล้วตัวนิยายต้นฉบับมันไม่ได้มีฉากที่ให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันช่วงต้นเรื่อง เหมือนนิยายมันเล่าชีวิตของแต่ละตัวละครนำแยกกันไปได้เลยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง แต่ตัวมินิซีรีส์คงกลัวคนดูงง ก็เลยอยู่ดี ๆ ต้องสร้างฉากให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง แล้วค่อยแยกเล่าเป็นสามเส้นเรื่องตัวละคร (พระเอก, นางเอก กับผู้ชายโรคจิต) ควบคู่กันไป

 

แต่อันนี้เราไม่ขอยืนยันข้อมูลอะไรทั้งสิ้นนะ เพราะเราดูมินิซีรีส์นี้มานาน 38-39 ปีแล้ว



++++

 

Brigitte Bardot จากไปแล้ว ส่วน Catherine Deneuve ตอนนี้มีอายุ 82 ปี ส่วน Jane Fonda มีอายุ 88 ปี

 

ทั้ง Bardot และ Fonda ต่างก็เคยเล่นหนังให้ Jean-Luc Godard โดย Bardot แสดงใน CONTEMPT (1963) ส่วน Jane Fonda แสดงใน TOUT VA BIEN (1972)

 

ในส่วนของ Roger Vadim นั้น Bardot เคยแสดงใน ...AND GOD CREATED WOMAN (1956, Roger Vadim, A+30), Deneuve เคยแสดงใน VICE AND VIRTUE (1963, Roger Vadim) และ Jane Fonda เคยแสดงใน BARBARELLA (1968, Roger Vadim)

+++

 

UNINTENTIONAL TRILOGY

หนังไตรภาคโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

THAI NARCOTICS TRILOGY

 

1. ผู้ผลิต

MOUNTAIN PEOPLE คนภูเขา (1979, Vichit Kounavudhi)

 

2. ผู้ค้า

POWDER ROAD เฮโรอีน (1994, Chatrichaloem Yukol)

 

3. ผู้เสพ

DAUGHTER เสียดาย (1994, Chatrichaloem Yukol)

++++

 

ใน 35 เรื่องนี้ของคุณ Warut เราได้ดูเพียงแค่ 8 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

Nazarbazi (2022, Maryam Tafakory)

Ballet Mécanique (1924, Fernand Léger/Dudley Murphy)

Mud Man (2017, Chikako Yamashiro)

Will You Look at Me (2022, Shuli Huang)

A Movie (1958, Bruce Conner)

At Land (1944, Maya Deren)

The Anthem (2006, Apichatpong Weerasethakul)

Saute ma ville (1968, Chantal Akerman)

 

เหลือที่ยังไม่ได้ดูอีก 27 เรื่องค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=25403193852641662&set=a.25381118184849229

 

Saturday, November 01, 2025

DOG’S DIALOGUE (1977, Raúl Ruiz, France, 22min, A+30)

 

DOG’S DIALOGUE (1977, Raúl Ruiz, France, 22min, A+30)

 

เราคิดว่า DOG’S DIALOGUE (1977, Raúl Ruiz, France, 22min, A+30) เป็นหนังที่เอา genre “melodrama” มาล้อเล่นได้อย่างดีงามมาก ๆ ดูแล้วนึกถึง A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raúl Ruiz) ที่เอา genre “Film Noir” และนิยายแนวนักสืบมาล้อเล่นได้อย่างดีงามสุดขีดเหมือนกัน

 

พอเราได้ดูหนังเรื่อง DOG’S DIALOGUE ต่อจาก TERRIFIER 3 (2024, Damien Leone, A+30) เราก็เลยคิดว่า เราชอบ DOG’S DIALOGUE กับ TERRIFIER 3 ด้วยเหตุผลที่ตรงกัน นั่นก็คือหนังสองเรื่องนี้เหมือนล้อเล่นกับ genre หนังบางอัน ด้วยการ “ผลักความ cliche บางอย่าง ของ genre หนังนั้น ๆ ออกไปให้สุดขีด” โดย TERRIFIER 3 ก็ผลักดันความ cliche ใน genre หนัง HORROR ออกไปให้สุดขีด ในขณะที่ DOG’S DIALOGUE ก็ผลักดันความ cliche ใน genre หนัง MELODRAMA ออกไปให้สุดขีด

 

คือเหมือนผู้สร้างหนังสองเรื่องนี้ “แอบหัวเราะ” ตลอดเวลาให้กับความ cliche ของหนัง genre นั้น ๆ แต่สามารถ “รักษาระดับความตลก” ในหนังของตัวเองไม่ให้ล้นเกินไป และยังรักษา “ความงดงาม” ของหนัง genre นั้น ๆ เอาไว้ได้ด้วย คือเราคิดว่า TERRIFIER 3 มันมีทั้งความงดงามของหนัง horror + การหัวเราะความ cliche ของหนัง horror ส่วน DOG’S DIALOGUE มันมีความงดงามของหนัง melodrama + การหัวเราะความ cliche ของหนัง melodrama ผสมอยู่รวมกันในระดับที่พอเหมาะ พอดิบพอดี

ซึ่งอันนี้ก็ทำให้นีกถึงคุณชายน์ THE CLICHE (2024, Chadchawal Wisawabumrungchai) ด้วยเหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากมันมีแค่การหัวเราะ genre หนัง แต่ไม่มีความงดงามของ genre หนังนั้น ๆ อยู่ด้วย มันก็จะกลายเป็น “หนังตลกล้อเลียน” มันจะเป็นความจงใจตลกแบบหนังแนว THE NAKED GUN, SCARY MOVIE, TOP SECRET! (1984, Jim Abrahams, David Zucker, Jerry Zucker), HOT SHOTS! (1991, Jim Abrahams), คุณชายใหญ่ (2021, Phetthai Vongkumlao)

++++

 

อยากดู ONE FLEW OVER THE CUCKOO’S NEST (1975, Milos Forman) มานานแล้ว เพราะเราชอบหนังเรื่อง “หลังคาแดง” THE RED ROOF (1987, Yutthana Mukdasanit) มาก ๆ ตอนที่เรายังเป็นเด็ก เราก็เลยอยากรู้มานานแล้วว่า แรงบันดาลใจของ “หลังคาแดง” มันเป็นยังไง

+++

เนื่องจากหนังเรื่อง SEX AND LUCIA (2001, Julio Medem, Spain) จะมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันอังคารที่ 9 ธ.ค. และในวันอังคารที่ 23 ธ.ค. (ย้ำว่าเดือนธ.ค.นะจ๊ะ ไม่ใช่เดือนพ.ย. อย่าจำผิดเดือน) เราก็เลยจะมาบอกว่า ถ้าหากใครสนใจผู้กำกับท่านนี้ ก็อ่านบทความเกี่ยวกับ Julio Medem ได้ในหนังสือ FILMVIRUS 2 (2001) นะจ๊ะ หนังสือเล่มนี้มีบทความเกี่ยวกับ Julio Medem ที่เขียนโดยคุณศราวัสดี ศรีวรกานต์อยู่ด้วย

 

เราเคยดูหนังของ Julio Medem ไปแค่ 3 เรื่อง และเราก็ชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเราได้ดูหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ โดยการจัดฉายของกลุ่ม Filmvirus ซึ่งหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็คือ

 

1. COWS (1992)

เราได้ดูในวันที่ 4 ส.ค. 2000

 

2. THE RED SQUIRREL (1993)

เราได้ดูในวันที่ 11 ส.ค. 2000

 

3. EARTH (1996)

เราได้ดูในวันที่ 18 ส.ค. 2000

+++

 

ปรากฏว่าช่วงนี้เราได้ดูหนังสองเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่พูดถึงภาพวาดเดียวกัน ซึ่งก็คือภาพวาด THE RAFT OF THE MEDUSA (1819, Théodore Géricault) โดยหนังสองเรื่องนี้ก็คือ

 

1. RICH FLU (2024, Galder Gaztelu-Urrutia, Spain, A+30)

 

2. HOTEL ROYAL (2021, Salomé Lamas, Portugal, 29min, A+30)

 

แต่เราจำได้ว่า ในอดีตเราก็เคยดูหนังเรื่องอื่น ๆ ที่พูดถึงภาพวาด THE RAFT OF THE MEDUSA เหมือนกันนะ มีใครจำได้บ้างไหมว่า มีหนังเรื่องไหนอีกบ้างที่พูดถึงภาพวาดเดียวกันนี้

++++

 

RIP PETER WATKINS (1935-2025)

 

เราได้ดูหนังของเขาแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ THE WAR GAME (1966, UK, A+30) ซึ่งเราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

อยากให้มีการจัดงาน retrospective ของ Peter Watkins มาก ๆ

 

RIP คุณ Somkiat Kongwigitranon

 

เพิ่งทราบข่าวในวันนี้ว่าคุณสมเกียรติจากไปแล้ว จำได้ว่าเมื่อราว 10-15 ปีก่อน คุณสมเกียรติเป็นคนหนึ่งที่มาติดตามดูหนังในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนที่ BACC เป็นประจำ และเราจำได้ว่าคุณสมเกียรติชื่นชอบภาพยนตร์ของคุณวชร กัณหามาก ๆ

 

รู้สึกใจหายมาก ๆ กับการจากไปในครั้งนี้

+++++++

HORNY MATERIALISM ทุนนิยมเงี่ยนผู้ชาย

 

แอบขำ “ร้านกาแฟ” บางร้าน ที่ชอบคิดโปรโมชั่น ซื้อครบ 350 บาท จะได้สิทธิพิเศษนู่นนั่นนี่ หรือร้านกาแฟที่ผลิตสินค้าประเภท tumbler, mug, ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาอะไรต่าง ๆ มากมาย คือดิฉันไม่เคยตกเป็นเหยื่อโปรโมชั่นและสินค้าอะไรพวกนี้เลย กลยุทธ์โปรโมชั่นอะไรพวกนี้ไม่เคยล่อหลอกดิฉันได้ตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา

 

แต่วันศุกร์นี้เราพบว่า ถ้าหากซื้อกาแฟบางประเภทเป็นจำนวน 2 แก้วที่ COTTI COFFEE แล้วจะได้การ์ด “หวังอี้ป๋อ” ฟรี ดิฉันก็เลยซื้อกาแฟ 2 แก้วในทันทีเลยค่ะ รู้สึกเหมือนใช้หีแทนสมอง สั่งซื้อกาแฟไปแล้วสมองถึงเพิ่งทำงานว่า นี่เราตกเป็นเหยื่อ “กลกามแห่งทุนนิยม” ไปแล้วนะ 55555

 

เรียกได้ว่า ร้านกาแฟบางร้านนี่คิดแผนโปรโมชั่นที่สามารถล่อหลอกดิฉันได้สำเร็จจริง ๆ

Thursday, October 23, 2025

SEARCH FOR LIFE I (2024, Stephanie Comilang, 22min, A+30)

 

PORTRAIT OF AN OLD WOMAN (1655, Rembrandt)

+ OVERWHELMED (2025, Chanantorn Thapthan, 25min, A+30)

 

ชอบการจัดแสงเงาในบางฉากของ OVERWHELMED มาก ๆ ดูแล้วนึกถึง paintings ในยุค 400-500 ปีก่อน

 

SEARCH FOR LIFE I (2024, Stephanie Comilang, 22min, A+30)

 

ก่อนหน้านี้เราเคยรู้ว่า “มะละกอ” ไม่ใช่ผลไม้ไทย แต่เป็นผลไม้ต่างชาติที่มีต้นกำเนิดมาจากลาตินอเมริกา เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มีมะละกอก็เลยถือว่ามีความเป็น “ต่างชาติ” อยู่ด้วย ไม่ใช่ “ไทยแท้” (เป็นสิ่งที่เอาไว้ด่าพวก “คลั่งชาติ” ว่า ถ้าหากมึงคลั่งชาติไทยนัก มึงก็ห้ามกินอาหารที่มีมะละกอ)

 

แต่เราเพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้+สนทนาหลังหนังจบ ว่า “สับปะรด” ก็เป็น “ผลไม้ต่างชาติ” เหมือนกัน เป็นผลไม้ลาตินอเมริกาเหมือนกัน โดยเราเข้าใจว่า สับปะรดมันเพิ่งเข้ามาในเอเชียเมื่อชาวโปรตุเกสนำสับปะรดจากบราซิลเข้าไปในอินเดียในปี 1550 เพราะฉะนั้นสับปะรดก็เลยไม่ใช่ผลไม้ไทย แต่เป็นผลไม้ต่างชาติเหมือนกัน 55555

 

เราเพิ่งรู้ด้วยว่า ในยุคที่ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของสเปนนั้น ชาวสเปนมักจะให้ชาวฟิลิปปินส์ใส่เสื้อผ้าที่ทำจาก “ใบสับปะรด” เพราะเสื้อผ้าประเภทนี้มันเป็น “ผ้าโปร่ง” ผู้ใส่เสื้อผ้าแบบนี้จะไม่สามารถซุกซ่อนอาวุธได้

 

อีกประเด็นที่ชอบมากจากหนังเรื่องนี้+สนทนาหลังหนังจบ ก็คือเรื่อง Monarch Butterfly ที่สามารถบินข้ามจากแคนาดามายังเม็กซิโกได้ และมี “วัฏจักรแบบ 6 ชั่วรุ่นอายุ” คือเหมือนรุ่นแรกจะบินจากเม็กซิโกขึ้นไปทางเหนือ แล้วรุ่นต่อ ๆ มาก็จะบินขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ จนถึงแคนาดา โดยที่ขนาดร่างกายจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วพอถึงรุ่นที่ 4 หรือรุ่นที่ 5 ตัวมันก็จะโตมาก แล้วมันก็จะบินกลับจากแคนาดามาเม็กซิโก วนเวียนเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปทุก 6 ชั่วรุ่นอายุผีเสื้อ รุนแรงมาก ๆ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงคนงานชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานใน “เรือเดินสมุทร” ด้วย ซึ่งคนที่ให้สัมภาษณ์ก็พูดในทำนองที่ว่า งานมันยากลำบากมาก ๆ ทุกข์ทรมานมาก ๆ แต่ก็ต้องทำเพื่อเงินยังชีพ

 

ผู้ให้สัมภาษณ์คนนึงหล่อมาก ๆ ๆ ๆ ด้วยค่ะ 55555

+++

 

A NIGHT WE HELD BETWEEN (2024, Noor Abed, Palestine, 30min, A+30)

 

ดูที่ Jim Thompson

 

 

Friday, April 04, 2025

SUGAR GLASS BOTTLE (2022, Neo Sora, Japan, 20min, A+30)

 

เมื่อตอนช่วงราว 21.00 น.มีเพจข่าวเพจนึงเพิ่งลงคลิปพบผู้รอดชีวิตจากซากตึกสตง. เราก็แชร์ไป แต่พอเราลองเข้าไปเช็คเพจข่าวอื่น ๆ ของสำนักข่าวที่มีชื่อเสียง ก็ไม่เห็นมีใครรายงานข่าวว่าพบผู้รอดชีวิตแล้ว เราก็เลยเอะใจ และก็เห็นมีคน comment ว่ามันคือคลิปเก่าจากวันแรก

 

เราก็เลย block เพจข่าวเพจแรกที่ลงคลิปนั้นไปแล้ว เพราะคิดว่ามันคือ fake news ช่วงนี้มี fake news เยอะแยะมากมายจริง ๆ

+++++

 

SUGAR GLASS BOTTLE (2022, Neo Sora, Japan, 20min, A+30)

 

นี่มันคือ prequel ของ HAPPYEND (2024, Neo Sora) นี่นา เพราะหนังเรื่องนี้มันเล่าเรื่องของสองหนุ่ม Kou และ Yuta ในโลกอนาคตอันใกล้ที่มีปัญหาแผ่นดินไหว และการที่รัฐบาลพยายามสอดส่องประชาชนอย่างเข้มงวด แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นไปที่ “ความผูกพันในกลุ่มเพื่อนก่อนเรียนจบ” เหมือนอย่างใน HAPPYEND แต่เน้นไปที่ปัญหา homeless และการที่บริษัททุนใหญ่พยายามไล่ที่คนจน

 

เราดูหนังเรื่องนี้ที่

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/sugar-glass-bottle/

 

 

Thursday, May 30, 2024

LES AMIS DE NINON (1996, Rosette, France, 25min, A+30)

 

LES AMIS DE NINON (1996, Rosette, France, 25min, A+30)

 

หนังฉายออนไลน์จนถึงเที่ยงวันศุกร์ที่ 31 พ.ค.

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/les-amis-de-ninon/

 

งดงามมาก ๆ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นเพื่อนของ Eric Rohmer และหนังก็ทำออกมาได้ใกล้เคียงกับหนังของ Rohmer จริง ๆ

 

มี Isild Le Besco กับ Arielle Dombasle ร่วมแสดงด้วย

Wednesday, May 15, 2024

ENTRETANTO

 

ENTRETANTO (1999, Miguel Gomes, Portugal, 25min, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่จนถึงราว ๆ เที่ยงวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/entretanto/

 

เหมือนจริง ๆ แล้วเหตุการณ์ในหนังมันไม่ได้พิสดาร แต่การเลือกว่าจะถ่ายอะไรในแต่ละฉากมันทำให้หนังพิสดารมาก ๆ สำหรับเรา

++++

เรายังไม่ได้ดูทั้ง 5 เรื่องเลย ทั้ง THE GREAT DICTATOR (1940, Charles Chaplin), CHINATOWN (1974, Roman Polanski), THE MANCHURIAN CANDIDATE (1962, John Frankenheimer), THE NIGHT OF THE HUNTER (1955, Charles Laughton) และ BROKEN BLOSSOMS (1919, D.W. Griffith)

+++

YUKI NO SHIMASU BY MIKI IMAI

Mado ni furu yuki o mite ita

natsukashī hito no soba de

inakamachi shūmatsu no heya wa honō ga yure teta

 wakare o kuyanda tsukihi o anata ga shizuka ni hanasu furue teru watashi no kokoro o sotto tsutsumu yō ni

subete o azukete sono mune ni dakaretai anata o wasureru koto nado dekinakatta itsumo ushinatte kigatsuku soshite nagasa rete yuku node mo kon'ya jibun ni uso wa tsukitakunakatta mōichido anata o aishitemoīdesuka itoshī toiki ni setsunaku taorete yuku mawarimichi o shita kioku kesu yō ni yuki ga furitsudzuku-sa - yōnara omoide kyōmade no watashitachi yorugaaketara ichimen masshirona asa ga kuru

 

Sunday, March 24, 2024

THE FIRST KISS

 

COMPTON’S ’22 (2023, Drew De Pinto, USA, short documentary, queer film, A+30)

https://www.youtube.com/watch?v=vng9TOsCiQs&t=234s

 

LITTLE ONE (ILI ILI) (2024, Clister Santos, Philippines, short animation, queer film, A+30)

 

เหมือนหนังพยายามทำซึ้งมากไปหน่อย แต่ก็ให้อภัยได้

https://www.youtube.com/watch?v=WKLPlwefvOA&t=5s

 

THE FIRST KISS (2023, Miguel Lafuente, Spain, short film, queer film, A+30)

 

งดงาม

https://www.youtube.com/watch?v=O_59ZhnlDmM&t=6s

 

Thursday, March 09, 2023

KORO (2022, Karan Wongprakarnsanti, short film, A+30)

KORO (2022, Karan Wongprakarnsanti, short film, A+30)

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

---

--

1.ชอบหนังอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนหนังของคุณ Karan เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เราชอบสุดๆ เพราะก่อนหน้านี้เราจะชอบหนังของคุณ Karan มาก ๆ ในแง่ "ประเด็นที่หนังพูดถึง" แต่วิธีการนำเสนอของหนังอาจจะไม่ได้มีความพิศวงอะไรมากนัก

 

แต่เรื่องนี้เหมือนคุณ Karan เล่นท่ายากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ซึ่งผลที่ออกมาก็เข้าทางเรามาก ๆ เช่นกัน เราชอบเนื้อหาของหนังเรื่องนี้มาก ๆ ที่เป็นการตั้งคำถามต่อบทบาทของเพศชายเพศหญิงที่เคยถูกสังคมยุคโบราณเข้าไปตีกรอบไว้ และบางคนก็ยังคงยึดถือกับบทบาทสมมุตินั้นอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน แต่นอกจากเนื้อหาของหนังเรื่องนี้จะน่าสนใจมาก ๆ แล้ว วิธีการนำเสนอของหนังก็น่าสนใจมาก ๆ ด้วย เพราะมันมีความพิศวงบางอย่าง อย่างเช่น

 

1.1 ฉากที่นางเอกเล่าถึงความฝันของตนเอง ซึ่งการใส่อะไรแบบนี้เข้ามาเป็นสิ่งที่เข้าทางเรามาก ๆ เพราะมันเหมือนช่วยเพิ่มมิติความพิศวงอะไรบางอย่างเข้ามา ในแบบที่เราไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้ แต่รู้สึกได้ว่ามันใช่มาก ๆ หรือมันสอดคล้องกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

1.2 การที่อวัยวะเพศของพระเอกเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสดารมาก ๆ เช่นกัน

 

1.3 การที่นางเอกรวยขึ้นอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

 

คือเราชอบมาก ๆ ที่หนังมันใส่ทั้ง 1.1, 1.2, 1.3 เข้ามาโดยไม่ต้องคำนึงถึง “ความเป็นจริง” อะไรมากนัก, ไม่ต้องหาเหตุผลมาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และไม่ต้องอธิบายว่า “มันเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงอะไร”  แต่สิ่งเหล่านี้มันเข้ากับตัวหนังอย่างมาก ๆ

 

2.จริง ๆ แล้วตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เรานึกถึงทฤษฎีของตนเองที่ว่า “บางทีผู้สร้างงานศิลปะบางคนก็สื่อกระแสจิตถึงกันได้โดยไม่รู้ตัว” 55555

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

 

เพราะว่า หนังเรื่องนี้ กับ POPURAN (2022, Shinichiro Ueda) ที่ออกฉายในปีเดียวกัน มันมีจุดคล้ายกันอย่างน่าสนใจ นั่นก็คือการที่อวัยวะเพศชายของพระเอกหายไปโดยไม่มีสาเหตุ และหนังทั้งสองเรื่องนี้มันใช้เหตุการณ์ดังกล่าวในการสำรวจ “ความเป็นชาย” ของพระเอก

 

3.แต่เราชอบ KORO มากกว่า POPURAN นะ และถึงแม้หนังทั้งสองเรื่องนี้จะมีจุดที่ตรงกันข้างต้น หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็มีความแตกต่างกันมาก ๆ และเราว่าความแตกต่างกันนี้น่าสนใจดี เพราะว่าใน POPURAN นั้น พระเอกเป็นคนที่ “ประสบความสำเร็จสูงมากในหน้าที่การงาน” เพราะฉะนั้นเขาก็เลยอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า ตรงกันข้ามกับพระเอกของ KORO ที่เป็นคนตกงานในช่วงโควิด และอยู่ในสถานะที่อาจจะถูกคนบางคนในสังคมเรียกในเชิงดูถูกเหยียดหยามว่า “เกาะเมียกิน”

 

มันก็เลยน่าสนใจดีที่ไม่ว่าจะเป็น “ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีฐานะดี” หรือ “ผู้ชายที่ตกงาน และต้องพึ่งพาเงินจากภรรยา” ผู้ชายทั้งสองกลุ่มนี้ก็ยังคง “บกพร่องในความเป็นชาย” อยู่ดี แต่ความบกพร่องในความเป็นชายใน POPURAN นั้น มันเหมือนกับเป็นมุมมองของ “ผู้กำกับ/พระเจ้า” ที่มองไปยังตัวละครพระเอก และมองว่า พระเอกบกพร่องในความเป็นชาย (หรือบางทีอาจจะบกพร่องในความเป็นมนุษย์) เพราะพระเอกทำไม่ดีกับเมียเก่า, ลูก และคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นถึงแม้คุณจะประสบความสำเร็จในการทำงานและมีฐานะดี คุณก็ยังไม่ใช่ผู้ชายเต็มตัวอยู่ดี เพราะคุณ treat คนในครอบครัวแย่มาก ๆ

 

แต่ในกรณีของ KORO นั้น มันเหมือนกับเป็นมุมมองที่ “พระเอกมองตัวเอง” ว่าตัวเองบกพร่องในความเป็นชายมากกว่า คือเหมือนพระเอกของ KORO ยึดติดกับค่านิยมยุคโบราณมากเกินไป ที่ตัวเองต้องเป็นฝ่ายหาเลี้ยงภรรยา หรือหาเงินได้มากกว่าภรรยา, ผู้ชายต้องไม่ทำงานบ้าน, ผู้ชายต้องกินเหล้า สูบบุหรี่, etc. เพราะเรามองว่าการที่พระเอก “ตกงาน” ไม่ใช่สิ่งผิด และการที่พระเอกต้องพึ่งพาเงินของภรรยา ก็ไม่ใช่สิ่งผิด เพราะมันเป็นช่วง COVID การตกงานของพระเอกไม่ได้เกิดจากการที่พระเอกขี้เกียจ สิ่งที่เรามองว่าพระเอกทำผิด ก็คือการไม่ช่วยภรรยาทำงานบ้าน, การแคร์ขี้ปากคนอื่นมากเกินไป, etc.

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ความเหมือนและความต่างระหว่าง POPURAN กับ KORO มันน่าสนใจดี เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้พูดถึง ผู้ชายที่บกพร่องใน “ความเป็นชาย/ความเป็นมนุษย์” เหมือนกัน แต่เราว่าประเด็นใน POPURAN มันไม่น่าสนใจเท่า KORO เพราะทุกคนก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่า “ผู้ชายที่ปฏิบัติแย่ ๆ กับเมียและลูก” ไม่ใช่ “คนดี” ถึงแม้เขาจะรวยก็ตาม เพราะฉะนั้น POPURAN ก็เลยเหมือน “สอนผู้ชมในสิ่งที่เราเองก็รู้ดีอยู่แล้ว”

 

แต่ KORO มันน่าสนใจกว่า เพราะมันกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อ “ค่านิยมของสังคม” โดยเฉพาะค่านิยมจากยุคโบราณ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในยุคปัจจุบัน และหนังมันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่พระเอก/ผู้ชายดี ๆ ควรทำ ก็คือการไม่ยึดติดกับค่านิยมเหล่านั้น พระเอกไม่ควรจะแคร์ที่ “คนอื่น ๆ” มองว่าตัวเองต้องพึ่งพาเงินของภรรยา เพราะมันเป็นเรื่องจำเป็น, พระเอกไม่ควรจะยึดติดกับค่านิยมที่ว่า “การทำงานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิง”, etc. คือเหมือน “ตัวร้าย” ของ KORO มันคือ “ค่านิยมของสังคม” มันก็เลยน่าสนใจสำหรับเรา ในขณะที่ตัวร้ายของ POPURAN มันคือ “นิสัยเหี้ย ๆ ของพระเอก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจสำหรับเรามากนัก

 

4.ชอบที่ love scene มีความสำคัญกับหนังเรื่องนี้ด้วย ทั้งฉากต้นเรื่องที่พระเอกมีอาการหลั่งเร็ว ซึ่งอาจจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เขาสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง และฉาก love scene ในช่วงท้ายเรื่อง ที่บทบาทของผู้หญิงกับผู้ชายเหมือนจะสลับกัน ซึ่งเราว่าฉากหลังนี้คลาสสิคมาก ๆ สามารถเทียบได้กับฉากคลาสสิคในช่วงท้ายของหนังเรื่อง ODETE (2005, João Pedro Rodrigues, Portugal) เลย

 

5.พอดู KORO แล้วก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ที่เคยดูอีกหลายเรื่องด้วย เพราะเหมือนทั้ง KORO และหนังเรื่องอื่น ๆ บางเรื่อง ทำให้เรามองว่า เหมือนผู้ชายหลาย ๆ คนจะยึดติดกับ “การทำงาน” ในระดับที่รุนแรงมาก ๆ น่ะ คือเหมือนกับเขามองว่า “หน้าที่การงาน” คือ “คุณค่า” หลักของตัวเขา และถ้าหากเขา “ตกงาน” เมื่อไหร่ เขาก็จะมองว่า “คุณค่า” ของตนเองหายไปอย่างรุนแรงมาก ๆ ด้วย

 

ซึ่งเราไม่เป็นแบบนั้นนะ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็น “ชายแท้” หรือเปล่า 5555 คือเราสนแค่ “เงิน” น่ะ แต่ไม่ได้สน “การทำงาน” เพราะฉะนั้นความใฝ่ฝันของเราคือการที่เรา “มีเงินมากพอ โดยไม่ต้องทำงาน” คือที่กูทำงานงก ๆ ๆ เหนื่อยแทบขาดใจ หาเวลาว่างไม่ได้เลยนี่ เป็นเพราะกูจน คือกูไม่ได้ทำงาน เพราะ “การทำงานคือ คุณค่า ของตัวกู” แต่กูทำงาน เพราะกูจนค่ะ คือถ้ากูไม่จน กูรวยมากพอ กูก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป

 

คือ KORO ทำให้เรานึกถึงหนังที่พูดถึง “ความสัมพันธ์ทางจิตวิทยา ระหว่างผู้ชาย กับการทำงาน” อยางเช่น

 

5.1 TIME OUT (2001, Laurent Cantet) (และ THE ADVERSARY) ที่ได้แรงบันดาลใจจากคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญจริงๆ ของผู้ชายคนนึงที่หลอกคนอื่นๆมานานหลายปีว่าเขาทำงานที่ WHO แต่พอคนอื่นๆใกล้จะรู้ความจริง เขาก็เลยฆ่าภรรยา, ลูกๆ และพ่อแม่ของตัวเอง ก่อนที่เขาจะพยายามฆ่าตัวตาย

http://www.hedmarkreviews.com/2008/06/ladversaire-living-a-lie/?fbclid=IwAR1N2vFnnYKlwhmDNAkbVbn2hq07s8sBfYaAg0p9B4syForCc89s45h4GAc

 

คือเราคิดว่า สำหรับคนบางคนนั้น “มุมมองที่คนในครอบครัว มองเขา โดยเฉพาะมองว่าเขาเป็นคนที่มีงานดีๆ ทำ” มันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อคนคนนั้นในระดับที่รุนแรงมากน่ะ และพอเขาสูญเสียสิ่งนี้ไป มันก็เลยทำให้เขากลายเป็นฆาตกรโรคจิตที่ฆ่าคนจำนวนมากน่ะ ซึ่งไม่เหมือนกับคนอีกหลาย ๆ คน ที่ไม่ได้แคร์ว่า คนในครอบครัวจะมองเราว่าอย่างไร

 

5.2 35 SHOTS OF RUM (2008, Claire Denis) ถ้าจำไม่ผิด ในหนังเรื่องนี้มีตัวละครชายคนหนึ่ง ที่น่าจะเกษียณจากการทำงานในระบบรถไฟตอนอายุราว 60 ปีหรืออะไรทำนองนี้ แต่พอเขาเกษียณ เขาก็ฆ่าตัวตายไปเลย ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก คือเขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย เพราะมีปัญหาทางการเงิน คือถึงเขาเกษียณแล้ว เขาก็คงมีเงินเก็บ มีเงินพอยังชีพอยู่ แต่มันเหมือนกับว่า พอเขาไม่ได้ทำงานแล้ว เขาก็ไม่มีสิ่งใดที่สำคัญจริง ๆ ต่อจิตใจของเขาหลงเหลืออยู่อีกต่อไปน่ะ

 

5.3 THE FULL MONTY (1997, Peter Cattaneo, UK) ที่มีตัวละครผู้ชายบางคนไม่กล้าบอกภรรยาว่าตัวเองตกงาน และหนังก็เหมือนสำรวจบทบาทความเป็นชายและมุมมองจากสังคมด้วย

 

5.4 THE INVISIBLE (2020, Gracia Querejeta, Spain) ถ้าจำไม่ผิด ในหนังเรื่องนี้มีตัวละครประกอบเป็นผู้ชายที่ตกงานมานานหลายเดือน แต่ไม่กล้าบอกเมียว่าตัวเองตกงานเหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู KORO แล้ว เราก็เลยชอบมาก ๆ เพราะถึงแม้ KORO จะทำให้เรานึกถึงหนังในกลุ่มข้างต้น ที่พูดถึง “ความสัมพันธ์ทางจิตวิทยา ระหว่างผู้ชาย กับการทำงาน” เหมือนกัน KORO ก็เหมือนสำรวจประเด็นของตนเองในแง่มุมที่แตกต่างจากหนังกลุ่มข้างต้นด้วย

 

นอกจากนี้ KORO ก็ทำให้เรานึกถึงหนังที่พูดถึง “บทบาทความเป็นชาย /เป็นหญิง โดยเฉพาะในมุมมองของสังคม” เรื่องอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

5.5 WOMAN ON TOP (2000, Fina Torres)

 

5.6 FORCE MAJEURE (2014, Ruben Östlund, Sweden)

 

5.7 TRIANGLE OF SADNESS (2022, Ruben Östlund, Sweden) ในองก์แรกของหนัง

 

6. ตอนจบของ KORO ก็พิศวงดีสำหรับเรา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้หมายความว่าอะไร แต่เรานึกถึงมันในสองแง่

 

6.1 พระเอกอาจจะอยาก “อ้วก” เพราะเขายอมรับไม่ได้ที่ตนเองมีสถานะเหมือนเป็น “ผู้หญิง”

 

6.2 พระเอก “แพ้ท้อง” 55555