Showing posts with label COLOMBIA. Show all posts
Showing posts with label COLOMBIA. Show all posts

Tuesday, May 12, 2026

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN

 

LEMON TREE (2023, Rachel Walden, USA, 18min, A+30)

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN (2025, Oscar Ruiz Navia, Colombia/Canada, 15min, A+30)

 

เราเดาว่านี่คือหนังส่วนตัวที่ผู้กำกับทำขึ้นเพื่ออุทิศให้กับน้องสาวของเขาที่เสียชีวิตไปในปี 2023 หนังประกอบด้วยภาพพื้นที่ต่าง ๆ ในโคลอมเบียและแคนาดา, ฟุตเตจโฮมวิดีโอที่ผู้กำกับกับน้องสาวเคยถ่ายไว้ในวัยเด็ก และเสียงประกอบที่เราเข้าใจว่า เป็นเสียงของน้องสาวที่เคยอัดเก็บไว้ และเสียงของคนที่เห็นวิญญาณของน้องสาว

 

ภาพบางส่วนในหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Oscar Ruiz Navia ที่เราเคยดูมาแล้ว เพราะว่าฟุตเตจโฮมวิดีโอของครอบครัวที่ไปเที่ยวชายทะเล ก็ทำให้นึกถึง CRAB TRAP (2009, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ที่เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok ส่วนภาพช่วงต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นลานเล่นสเก็ตและ graffiti มากมาย ก็ทำให้นึกถึง THE MUSHROOMS (2014, Oscar Ruiz Navia, Colombia) ซึ่งเป็นหนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

ไม่แน่ใจว่าชื่อหนังเรื่องนี้ TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN หมายถึงอะไร เพราะเหมือนตัวหนังก็ไม่ได้มีการพูดถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกับประโยคนี้ แต่ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง COULD SEE A PUMA (2011, Eduardo Williams, Argentina, A+30) ที่ชื่อหนังก็สร้างความพิศวงพอ ๆ กัน 55555

 

TIGERS CAN BE SEEN IN THE RAIN เหมาะฉายควบกับ THE EXISTENCE OF BABYLON ขัตติยนคร (2021, จารุพล เจริญพิเชฐ A+30) เพราะว่าหนังสองเรื่องนี้นำโฮมวิดีโอที่เคยถ่ายไว้ในอดีตมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง DISCOURSE, EARTH พิภพบรรฑูรย์ (2001, อุทิศ เหมะมูล, 25min, A+30) อย่างรุนแรงมาก

+++

THE SALT FISHERMAN (2011, Ziad Bakri, Palestine, 18min, A+30)

 

เรียกว่าเป็น “หนังแอบเสิร์ด” ได้หรือเปล่า

 

Ziad Bakri เป็นลูกชายของ Mohammad Bakri ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง JENIN, JENIN (2003, documentary, A+30) และ JANIN, JENIN (2024, documentary, A+30) โดยที่ Ziad ให้พ่อของเขามานำแสดงในหนังสั้นเรื่องนี้ด้วย

+++

 

เราได้ดูหนังของ Hirokazu Koreeda ไป 13 เรื่อง และก็ชอบ THE THIRD MURDER (2017) มากที่สุดในบรรดา 13 เรื่องนี้

+++

 

เนื่องจากวันพฤหัสบดีนี้จะมีหนังเข้าฉายเยอะมาก แล้วหนังเก่าเราก็ยังดูไม่หมด เราก็เลยทำรายชื่อสรุปหนังโรงที่เราอาจจะดูในช่วงวันที่ 13-20 พ.ค. 2026

 

1. AI GLAE, MY BELOVED FRIEND ไอ้แกละเพื่อนรัก (1972, Surapol Tonawanig, 168min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

2. BILLIE EILISH: HIT ME HARD AND SOFT  -- THE TOUR LIVE IN 3D (2026, James Cameron, Billie Eilish, 114min)

 

3. THE CHILDREN OF CHAO PHRAYA RIVER ลูกเจ้าพระยา (1977, Charin Nuntanakorn, 124min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

4. ENHYPEN: IMMERSION IN CINEMAS (2026, South Korea, 56min)

 

5. GHOSTFLUENCER สาปเมือง (2026, Anawat Promjae, 105min)

 

6. GREETINGS FROM MARS (2024, Sarah Winkenstette, Germany, 85min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. IN THE GREY (2026, Guy Ritchie, UK, 98min)

 

8. THE KING’S WARDEN (2026, Jang Hang-jun, South Korea, 116min)

 

9. KRISHNAVATARAM – PART 1: THE HEART (HRIDAYAM) (2026, Hardik Gajjar, India, 150min)

 

10. MERRILY WE ROLL ALONG (2025, Maria Friedman, musical, 145min)

 

11. THE MOBARAK (2015, Mohammadreza Najafi, Iran, 80min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

12. MORTAL KOMBAT II (2026, Simon McQuoid, 116min)

 

13. MOTHER MARY (2026, David Lowery, 111min)

 

14. ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, 108min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

15. PATI PATNI AUR WOH DO (2026, Mudassar Aziz, India)

 

16. PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, 126min)

 

17. THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland, 109min)

มีตัวละครพูดในช่วง end credits

 

18. THAT TIME I GOT REINCARNATED AS A SLIME THE MOVIE: TEARS OF THE AZURE SEA (2026, Yasuhito Kikuchi, Japan, animation, 105min)

 

19. 3 GOOD GUYS (2026, Boi Kwong, Singapore, 107min)

 

20. TOP GUN (1986, Tony Scott, 110min, เคยดูแล้วในรูปแบบวิดีโอเทป)

 

ภาพจาก THE KING’S WARDEN

+++

 

ชอบสุดขีด ทั้ง CRAZY FOR YOU, SMOOTH OPERATOR, EVERYBODY WANTS TO RULE THE WORLD ส่วนเพลง ONE NIGHT IN BANGKOK นี่ก็คลาสสิคมาก ๆ

+++

 

ปี 2009 นี่ถือเป็นอีกปีที่พีคสุดขีดสำหรับ cinephiles in Bangkok เพราะปีนั้นมีทั้งงาน ALAIN TANNER RETROSPECTIVE และ LAV DIAZ RETROSPECTIVE จัดขึ้นในกรุงเทพ และเราก็ยังคงจดจำความสุขในสองงานนี้ได้ดีแม้เวลาจะผ่านมานาน 17 ปีแล้วก็ตาม

+++

 

มีอย่างน้อย 5 เรื่องครับ เพราะว่าจิตรได้ดู JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976), LIGHT YEARS AWAY (1981), IN THE WHITE CITY (1983), MESSIDOR (1979) กับ CHARLES, DEAD OR ALIVE (1969) ในงาน World Film ปีนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าปีนั้นมีฉาย THE SALAMANDER (1971) ด้วยหรือเปล่า

++++

 

ดีใจสุดขีด Chaka Khan ซึ่งมีอายุ 73 ปี เพิ่งออกมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ CHAKZILLA

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=pJWclcLXREUTvw4p

 

Thursday, July 28, 2022

ON THE OTHER SIDE (2021, Iván Guarnizo, Colombia/Spain, documentary, A+30)

 

ON THE OTHER SIDE (2021, Iván Guarnizo, Colombia/Spain, documentary, A+30)

 

ติดอันดับประจำปีแน่นอน ชอบอย่างสุดขีดคลั่ง ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง ผู้กำกับหนังเรื่องนี้พยายามสืบหากลุ่มบุคคลที่เคยจับแม่กับญาติของเขาไปเรียกค่าไถ่ในโคลอมเบียเมื่อหลายปีก่อน แล้วกักขังแม่ของเขาไว้ในป่านานหลายเดือน ก่อนจะปล่อยตัวออกมา

 

หลังจากนั้นอีกนานหลายปีแม่ของเขาก็เสียชีวิต และเขาก็ได้อ่านบันทึกความทรงจำของแม่ของเขา เขาก็เลยสนใจกลุ่มนักเรียกค่าไถ่/กองกำลังปฏิวัติ FARC ที่ยึดลัทธิ Marxist-Leninist กลุ่มนี้ เพราะแม่ของเขาดูเหมือนจะสนิทกับหนุ่มนักเรียกค่าไถ่คนหนึ่งมาก ราวกับว่านั่นเป็นลูกชายอีกคนของเธอ

 

การสืบหาตัวกลุ่มนักเรียกค่าไถ่กลุ่มนี้ก็ทำได้ยากมาก เพราะถึงแม้ FARC จะสลายตัวไปแล้ว เมื่อมีการทำข้อตกลงสันติภาพกับรัฐบาล แต่หลังจากนั้น อดีตสมาชิก FARC ก็ทยอยถูกลอบสังหารไปเรื่อย ๆ ทีละคน ทีละคน จนยอดรวมเกือบเป็น 100 คน(ไม่รู้ว่าเพื่อเป็นการแก้แค้นต่อสิ่งที่พวกเขาเคยทำในอดีตหรือเปล่า) อดีตสมาชิก FARC ที่เหลือก็เลยไม่ค่อยอยากเปิดเผยตัวกัน ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ก็เลยประสบความยากลำบากในการแกะรอยหาตัวคนกลุ่มนี้

 

แต่ในที่สุดเขาก็ตามหาจนเจอ Güérima ชายหนุ่มนักเรียกค่าไถ่ที่สนิทกับแม่ของเขา ครึ่งหลังของหนังเลยเป็นการเดินทางเข้าไปหา Güérima ที่บ้านของเขาที่เหมือนตั้งอยู่กลางป่า และสนทนากับ Güérima

 

ช่วงหลังของหนังสร้างความรู้สึกซาบซึ้งสุดขีดให้กับเรา ชอบบางจังหวะที่ Güérima เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกอารมณ์ถั่งท้นขึ้นมาจนพูดไม่ออก แล้วหนังก็ตัดภาพไป, จังหวะที่ Güérima ร้องไห้ หรือแม้แต่การที่กล้องจับแค่ใบหน้าของ Güérima เฉย ๆ เราก็รู้สึกว่ามันทรงพลังมากแล้ว เพราะ Güérima เหมือนเป็นคนที่ผ่านชีวิตที่หนักมาก ๆ มาแล้ว และมันเป็นคนจริง ๆ ที่ผ่านชีวิตที่รุนแรงสุดขีดมาแล้ว ไม่ใช่นักแสดงที่เล่นเป็นตัวละครแบบนั้น

 

เอาจริง ๆ แล้วเราก็รู้สึกว่า สาเหตุที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้แบบสุดขีดคลั่ง มันคือสาเหตุเดียวกับที่ทำให้เราชอบหนังเรื่อง HER LOVE BOILS BATHWATER (2016, Ryota Nakano) 555555 เพราะเรามักจะไม่อินกับหนังที่ตัวละครรักกันในแบบที่สอดคล้องกับบทบาททางสังคม (อย่างเช่น พ่อรักลูก, แม่รักลูก, ลูกรักพ่อแม่, เด็กรักยาย, ปู่รักหลาน, เมียรักผัว) แต่เรามักจะอินกับหนังที่ตัวละครรักกันหรือมีความสัมพันธ์กันในแบบที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับบทบาททางสังคม เพราะฉะนั้น HER LOVE BOILS BATHWATER ก็เลยเข้าทางเราอย่างสุด ๆ เพราะมันเป็นหนังที่ “แม่เลี้ยงรักลูกเลี้ยง”, “ลูกเลี้ยงรักแม่เลี้ยง” คือตรงข้ามกับ stereotype ตัวละครแบบซินเดอเรลลา,สโนว์ไวท์ ที่แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงต้องเกลียดชังกัน

 

 

ON THE OTHER SIDE ก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีดด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะตัวละครทั้งสองฝ่ายต่างก็เหมือนมีความขัดแย้งกับบทบาทของตนเอง ผู้กำกับหนังเรื่องนี้กับ brother ของเขา (ไม่แน่ใจว่าเป็นพี่ชายหรือน้องชายของผู้กำกับ) ควรจะเกลียดชังคั่งแค้นกลุ่มคนที่จับตัวแม่ของเขาไปกักขังในป่าเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นเวลานานหลายเดือน แต่ผู้กำกับก็เหมือนจะหาทางก้าวพ้นความเกลียดชังนั้นได้ และพูดคุยปรองดองทำความเข้าใจกับ Güérima ได้อย่างซาบซึ้งกินใจมาก ๆ

 

Güérima เองก็มีความขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่ของตนเองตั้งแต่แรก เพราะองค์การ FARC ของเขาสั่งให้เขาฆ่าแม่ของ Iván ทิ้งเมื่อใดก็ตามที่กองทหารโคลอมเบียเข้ามาใกล้สถานที่กักขัง แต่ Güérima ก็ไม่ทำ เหมือนพอเขาได้เจอกับแม่ของ Iván เขาก็ตั้งใจที่จะช่วยปกป้องเธอให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาก็เลยใช้วิธีอพยพพาหน่วยของเขาหนีออกไปไกลจากกองทหารโคลอมเบีย แล้วไม่ยอมติดต่อกับหัวหน้าของเขาจนกว่าพวกเขาจะหนีจากกองทหารไปได้ไกลแล้ว เขาก็เลยเหมือนขัดคำสั่งของหัวหน้าของเขาถึงสองครั้งที่ต้องการให้ฆ่าแม่ของ Iván ทิ้ง และการที่เขาดูแลเหยื่อการเรียกค่าไถ่เป็นอย่างดีก็ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับบทบาทของนักเรียกค่าไถ่โดยทั่วไปเช่นกัน

 

หนังเรื่องนี้ก็เลยเข้าทางเราอย่างสุด ๆ เพราะความสัมพันธ์ระหว่าง แม่ของ Iván กับ Güérima ก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ธรรมดา และความสัมพันธ์ระหว่าง Iván กับ Güérima ก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ธรรมดาเช่นกัน

 

อีกสิ่งที่ซึ้งสุดขีดในหนัง ก็คือเรื่องเข็มเย็บผ้าที่ทำจากกระสุนปืน เพราะตอนที่แม่ของ Iván ถูกจับตัวไป Güérima ได้เอากระสุนปืนไปหล่อเป็นเข็มเย็บผ้า แล้วให้แม่ของ Iván ใช้เข็มเย็บผ้านี้เย็บสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเขา อย่างเช่นสายห้อยปืนไรเฟิลหรืออะไรทำนองนี้มั้ง

 

พอ Iván ได้ไปพบปะพูดคุยกับ Güérima เขาก็เลยให้ Güérima สาธิตวิธีหล่อเข็มเย็บผ้าจากกระสุนปืนให้ดูต่อหน้ากล้อง

 

อันนี้ก็เป็นจุดที่ดูแล้วร้องห่มร้องไห้ของจริง เหมือนวัตถุชิ้นนี้มันเป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะกระสุนปืนมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปลิดชีวิตคน มันมีอยู่ตั้งแต่แรกเพื่อให้ Güérima ใช้ฆ่าเหยื่อของเขา กระสุนปืนนี้มันน่าจะเป็นสิ่งที่ใช้แทน “ความเกลียดชัง” ที่คนสองกลุ่มนี้ควรจะมีให้แก่กัน แต่เมื่อ Güérima เอากระสุนปืนที่ควรจะใช้ปลิดชีวิตคนไปหล่อเป็นเข็มเย็บผ้า มันก็เลยคล้าย ๆ กับสิ่งที่เขาเป็นจริง ๆ เพราะเขาเลือกที่จะไม่ฆ่าเหยื่อ แต่กลับพยายามปกป้องเหยื่อ และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเหยื่อ “เข็มเย็บผ้าที่หล่อขึ้นจากกระสุนปืน” ก็เลยเหมือนเป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาระหว่างครอบครัวของ Iván กับ Güérima ได้อย่างดีงามมาก ๆ

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ผู้กำกับหนังเรื่องนี้น่าจะทำงานในวงการโทรทัศน์มั้ง เขาก็เลยอาจจะเข้าใจวิธีเร้าอารมณ์ซึ้ง ๆ จากคนดูได้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงท้ายของหนังที่เป็นการนำเสนอภาพ home video เก่า ๆ ของแม่ของเขานั้น มันดูแล้วก็รู้สึกว่าจงใจทำซึ้งนะ แต่มันก็ซึ้งมากจริง ๆ นั่นแหละ ดูแล้วยอมเลย ร้องห่มร้องไห้เลย

 

แน่นอนว่าดูแล้วนึกถึง MEMORIA เพราะเป็นหนังโคลอมเบียเหมือนกัน และ ON THE OTHER SIDE นี่เจาะลึกประวัติศาสตร์บาดแผลจริง ๆ ของโคลอมเบียด้วย ซึ่งเป็นบาดแผลที่หนักหน่วงรุนแรงมาก ๆ ไป ๆ มา ๆ มีสิทธิว่าเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า MEMORIA อีก เหมือน MEMORIA เป็นหนังที่ “กระทบจิต” แต่ ON THE OTHER SIDE เป็นหนังที่เหมือนมีคนเอามีดมาแทงใจเราจนเลือดไหลทะลักออกมา

 

Sunday, September 19, 2021

SURFACES (2021, Cristina Motta, Argentina/Colombia, documentary, A+30)

 

SURFACES (2021, Cristina Motta, Argentina/Colombia, documentary, A+30)

 

1.หนังถ่ายสวยมาก sense ด้าน visual ของมันดีมาก ๆ

 

2.เนื้อหาของหนังพูดถึงการที่คนหลายคนหายสาบสูญไปและกลายเป็นศพ เข้าใจว่าน่าจะเป็นใน Colombia และ Argentina คือหนังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรในแต่ละคดีเลย เราเดาว่าถ้าหากเป็นคน Colombia หรือ Argentina มาดูหนังเรื่องนี้ ก็น่าจะเข้าใจหนังได้ดี แต่พอเราเป็นคนนอก แล้วหนังไม่ได้ให้ข้อมูลใด ๆ เราก็เลยงง ๆ มากพอสมควร

 

3.ดูแล้วนึกถึง INTO THIN AIR (2018) ของผู้กำกับคนเดียวกัน ที่พูดถึงการหายสาบสูญของผู้หญิงหลายคนเหมือนกัน แต่ INTO THIN AIR เน้นพูดถึงประวัติศาสตร์ และดูมีความเป็นรูปธรรมมากกว่าหนังเรื่องนี้

 

4.ตอนแรกชอบหนังเรื่องนี้แค่ในระดับ A+25 เพราะดูแล้วขัดอกขัดใจเล็กน้อยที่หนังเน้นถ่ายภาพสวย ๆ แต่แทบไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่เราอยากรู้เลย แต่ไป ๆ มา ๆ ปรากฏว่า หนังทิ้งอะไรค้างคาใจเราได้ดีมาก และเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการทำให้เราแต่งเรื่อง “กฎของการใช้ PROMOTION ในแอปสั่งอาหาร” ขึ้นมา เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 ในที่สุด

 

#signesdenuit2021

Wednesday, March 23, 2016

ANAHI (2014, Camilia Rodriguez Triana, Colombia, 12min, A+30)

ANAHI (2014, Camilia Rodriguez Triana, Colombia, 12min, A+30)
1.ชอบวิธีการคิดภาพของหนังเรื่องนี้มาก คือภาพที่ใช้ในหนังต่างๆอาจจะแบ่งออกได้ง่ายๆแบบนี้

1.1 ภาพที่เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในหนังโรงทั่วไป

1.2 ภาพที่ไม่ได้เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในหนังหลายๆเรื่องในเทศกาล Signes de Nuit ปีนี้ ซึ่งภาพกลุ่มนี้ยังแยกย่อยออกไปอีกได้เป็น

1.2.1 ภาพที่มีความเข้มข้นสูง หรือเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยมากมาย หรือมีการตัดสลับภาพที่แตกต่างกันหลายภาพในระหว่างการเล่าเรื่อง อย่างเช่นภาพใน THE GOLDEN LEGEND (2015, Olivier Smolders), BLIGHT (1996, John Smith, UK), DECODINGS (1988, Michael Wallin)

1.2.2 ภาพที่มีความเข้มข้นต่ำ ซี่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพบรรยากาศ ภาพที่เหมือนไม่ค่อยมีอะไรอยู่ในภาพมากนัก ภาพที่ดู minimal ซึ่งในกลุ่มนี้เราอาจจะแบ่งออกไปอีกได้เป็น

1.2.2.1 หนังที่ใช้ภาพกลุ่มนี้ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก อย่างเช่น THE SUICIDE FOREST, MEMENTO MORI, THE ATOM STATION, CONTINENTAL DRIFT, LETTERS OF WAR, AMONG US, MARS CLOSER, MOST OF US DON’T LIVE THERE ในเทศกาล Signes de Nuit ปีนี้

1.2.2.2 หนังที่ใช้ภาพกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ อย่างเช่น หนังของ Marguerite Duras, หนังของ Chantal Akerman, หนังเรื่อง A WOMAN AND HER CAR (2015, Loic Darses) และ ANAHI

คือเรารู้สึกว่า ผู้กำกับ ANAHI เขาคิดภาพมาดีมากๆน่ะ เขาไม่ได้ใช้ภาพในการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา แต่เขาสร้างสรรค์ภาพที่ทรงพลังขึ้นมาใช้ประกอบหนังของเขา ซึ่งเป็นภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งยืนกระสับกระส่ายเป็นเวลา 12 นาทีอยู่ด้านหลังกระจกที่มีฝ้าน้ำเกาะอยู่ ในขณะที่ผู้ชมได้ยินเสียงโทรศัพท์จากแม่ของเด็กหญิงเป็นระยะๆ

คือถ้าหากเป็นหนังทั่วไป หนังก็อาจจะนำเสนอภาพคุณแม่โทรศัพท์มาหา และภาพเด็กหญิงรับโทรศัพท์อย่างตรงไปตรงมาเลย ซึ่งมันจะส่งผลให้หนังไม่ทรงพลัง

หรือถ้าหากเป็นหนังทดลองที่ผู้กำกับไม่เก่งพอ เขาก็อาจจะเลือกใช้ภาพบรรยากาศของสถานที่อยู่ของตัวละคร หรือภาพกิจวัตรประจำวันของเด็กหญิงคนนี้ ซึ่งถ้าหากมันเป็นภาพที่ไปคล้ายกับหนังทดลองเรื่องอื่นๆ หรือเป็นภาพที่ไม่ตราตรึงใจมากพอ หนังมันก็จะไม่ทรงพลังแบบนี้

แต่เราว่าภาพใน ANAHI มันทรงพลังมากน่ะ มันไม่คล้ายคลึงภาพที่เราพบในหนังทดลองเรื่องอื่นๆ มันเป็นภาพที่น่าสนใจ มันมีทั้ง ความหยุดนิ่งและ ความเป็นอิสระ หรือความเป็นธรรมชาติอยู่ในขณะเดียวกัน และมันเป็นภาพที่เชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องในแบบไม่ตรงไปตรงมาเสียทีเดียว เราก็เลยรู้สึกว่าผู้กำกับเขาออกแบบภาพมาได้ดีมากๆ

2.ปกติแล้วเราไม่ชอบเด็กเล็กนะ แต่หนังเรื่องนี้ทำให้เราจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็กๆเป็นเวลาติดต่อกัน 12 นาทีได้โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง เพราะว่า

2.1 มันไม่ได้ขาย ความน่ารักของเด็กน่ะ คือเราว่าสาเหตุที่เราไม่ชอบเด็กในหนังส่วนใหญ่ เป็นเพราะมันพยายามจะขายความน่ารักของเด็ก แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าข่ายนั้น

2.2 หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขาย ความสามารถทางการแสดงของเด็กด้วย เพราะเด็กในหนังเรื่องนี้ไม่ได้แสดงเป็นตัวละครที่ต้องพูดหรือแสดงอารมณ์ตามบทบาทที่ได้รับมา แต่เหมือนกับว่าเธอยืนกระสับกระส่ายไปเรื่อยๆ นานถึง 12 นาที โดยเราไม่รู้ว่าเธอยืนไปเรื่อยๆโดยไม่มีบท หรือว่าผู้กำกับสั่งให้เธอทำท่าทำทางตามที่บอกไปเรื่อยๆ แต่เราว่าน่าจะเป็นประการแรกมากกว่า

การที่เด็กหญิงในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ใน กรอบของความน่ารักและ กรอบของการเล่นไปตามบทบาทตัวละครมันเลยทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความเป็นธรรมชาติที่น่าสนใจบางอย่างในการแสดงของเธอน่ะ เราก็เลยไม่ได้เบื่อการที่ต้องจ้องมองเด็กหญิงคนนี้

2.3 เราชอบพวกฝ้าน้ำ หยดน้ำอะไรพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นการที่ภาพของเด็กหญิงถูกบดบังด้วยฝ้าน้ำ หยดน้ำ ที่มีการเคลื่อนไหวทีละเล็กทีละน้อย มันก็เลยช่วยเพิ่มความสวยงาม, ลดความน่าเบื่อ และอาจจะกระตุ้นความคิดไปด้วยในขณะเดียวกัน

3.การที่ผู้ชมถูกบังคับให้จ้องมองภาพที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยเป็นเวลานาน 12 นาที ในแง่นึงมันอาจจะช่วยนำเสนอความทรมานหรือความเบื่อหน่ายของตัวละครได้ด้วย

4.อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชอบ ANAHI ก็คือว่า จริงๆแล้วประเด็นเรื่อง การต้องใช้ชีวิตอยู่ห่างจากแม่ผู้เป็นที่รักยิ่งมันเคยถูกนำเสนอมาแล้วในหนังทดลองที่ดีมากๆสองเรื่อง แต่ ANAHI ก็สามารถสร้างความแตกต่างจากหนังสองเรื่องนั้นได้ โดยหนังสองเรื่องนั้นก็คือ


4.1 0016643225059 (1994, Apichatpong Weerasethakul)
4.2 NEWS FROM HOME (1977, Chantal Akerman)

Monday, August 24, 2015

COLOMBIAN FILMS SEEN IN FILMOUFLAGE PROGRAM AT JAM SATHORN

“ฉันเป็นกะหรี่กะเทยผิวดำ” (I’M BLACK, I’M QUEER, AND I’M A WHORE) ติดอันดับหนึ่งในหนังสารคดีที่เราชอบที่สุดในปีนี้แน่นอนค่ะ

COLOMBIAN FILMS SEEN IN FILMOUFLAGE PROGRAM AT JAM SATHORN

1.ABELIANAS (2009, Miguel Jara, animation, A+30)

2.I AM BLACK, I AM QUEER, AND I’M A WHORE (2014, Cas van der Pas & Hugo Meijer, documentary, A+30)

หนังสารคดีเรื่องนี้เหมือนกับเป็นการเอาหนังที่เราชอบมากๆในปีนี้ 3 เรื่องมารวมเข้าด้วยกัน ซึ่งได้แก่เรื่อง QUICK CHANGE (2013, Eduardo Roy Jr., Philippines), LOST ON THE STREET (2015, Chayanit Jitbunjerdkul + Wirada Saelim + San Torsricharoen, documentary) และ AND THE AWARD FOR THE BEST WHORE GOES TO (2015, Thitiwat Kajorn) เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยและอันตรายจากการทำศัลยกรรมเหมือน QUICK CHANGE และกะเทยในหนังเรื่องนี้ได้หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อมาประกอบอาชีพโสเภณี และเอาเงินที่ได้จากการขายตัวมาใช้เป็นค่าเล่าเรียนในการเรียนมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย ซึ่งเนื้อหาตรงส่วนนี้จะคล้ายกับ AND THE AWARD FOR THE BEST WHORE GOES TO แต่ต่างกันตรงที่เนื้อหาของหนังโคลัมเบียเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องของกะหรี่ที่เป็นกะเทยผิวดำที่ขายตัวเพื่อเอาเงินมาเรียนมหาลัยจนจบปริญญาตรีจริงๆ นอกจากนี้ ตอนนี้ไดอาน่า (กะหรี่กะเทยผิวดำ) ยังทำงานเป็น activist และคอยช่วยเหลือกะหรี่และกะเทยที่ตกทุกข์ได้ยากในกรุงโบโกต้าด้วย และผู้สร้างหนังสารคดีเรื่องนี้ก็คอยติดตามการทำงานของเธอ และเจอเข้ากับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เธอต้องช่วยพากะหรี่สาววัย 19 ปีที่แท้งลูกจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งเนื้อหาตรงส่วนนี้จะคล้ายๆกับเรื่อง LOST ON THE STREET ที่ผู้สร้างหนังสารคดีติดตาม activist รายหนึ่ง และเจอเข้ากับเหตุการณ์รุนแรงที่ผู้สร้างหนังสารคดีไม่ได้คาดฝันมาก่อนเหมือนกัน

จริงๆแล้ว “ฉันเป็นกะหรี่กะเทยผิวดำ” ไม่ได้เป็นหนังสารคดีที่มีเทคนิคแปลกใหม่อะไรน่าสนใจ เพียงแต่ว่าผู้สร้างมันเลือก subject ที่น่าสนใจสุดๆน่ะ มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากๆ

3.OMBLIGADOS IN JURUBIRÁ (2014, Juan Camilo García + Juan Manuel Vásquez, documentary, A+30)

หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงความเชื่อของชาวบ้านในเกาะแห่งนึงในโคลอมเบียที่ประหลาดมากๆ แต่น่าสนใจดี โดยพวกเขาเชื่อว่า เมื่อเด็กแต่ละคนเกิดมา แล้วพ่อแม่ของเด็กคนนั้นอยากให้ลูกมีพลังพิเศษอะไร พ่อแม่ของเด็กก็จะผสมสารพิเศษอะไรสักอย่าง แล้วเอาไปพอกที่สะดือของเด็กคนนั้นสักระยะนึง อย่างเช่น ถ้าพ่อแม่เด็กอยากให้ลูกที่เกิดใหม่เป็นคนที่ทนพิษแมงป่องได้ พ่อแม่เด็กก็จะเอาแมงป่องไปป่นเป็นผง แล้วผสมกับอะไรสักอย่าง แล้วเอาไปพอกที่สะดือเด็ก แล้วสารนั้นมันก็จะซึมเข้าไปในตัวเด็ก แล้วพอเด็กคนนั้นโตขึ้น เวลาถูกแมงป่องต่อย เด็กคนนั้นก็จะไม่เจ็บปวดอะไร นอกจากนี้ น้ำลายของเด็กคนนั้นยังสามารถเอาไปใช้รักษาพิษแมงป่องของคนอื่นๆได้ด้วย

คาดว่าความเชื่อนี้มีที่มาจากทวีปแอฟริกา เราว่าความเชื่อนี้มันรุนแรงมากๆ และเหมาะจะเอามาทำเป็นหนัง fiction แบบ X-MEN ได้เลย ตอนดูหนังเรื่องนี้ เราคิดถึง “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า” ด้วย ที่ต้วนอวี้กินตะขาบวิเศษอะไรเข้าไปสักตัว แล้วเลยกลายเป็นคนที่ทนทานต่อพิษต่างๆได้ 555 คือตอนเราดู “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า” เราไม่คิดว่ายังมีคนบางกลุ่มที่ยังเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่ และยังคงปฏิบัติประเพณีนี้กันอยู่ในบางจุดของโลก

4.JUANCHO, THE FOWLER (2013, Rafael Loayza Sánchez, A+30)

5.THE NATURAL ROUTE (2014, Andrés Huertas, animation, A+30)

6.STOPLIGHT (2013, Simón Wilches, animation, A+30)

7.EVERYTHING IS GOING TO BE ALRIGHT (2010, Miguel Jara, animation, A+30)

8.PORTRAITS (2012, Iván Gaona, A+20)

9.MANUEL, A PIECE OF HAPPINESS (2015, Rigoberto Mendoza + Nina Marín, A+15)