Showing posts with label LATIN AMERICA. Show all posts
Showing posts with label LATIN AMERICA. Show all posts

Tuesday, January 06, 2026

RIP BELA TARR

 

ตอนนี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 5 จาก 15 เรื่อง หวังว่าจะมีคนซื้อ PALESTINE 36 (2025, Annemarie Jacir, Palestine) กับ ALL THAT'S LEFT OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 145min) มาฉายในไทย

 +++++

ไปอ่านในวิกิพีเดียแล้วชอบมาก เขาบอกว่า ยุคโชวะของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อจักรพรรดิฮิโรฮิโตะเท่งทึงในวันที่ 7 ม.ค. 1989 แต่ประชาชนหลายคนรู้สึกว่า “ยุคโชวะ” สิ้นสุดลงจริง ๆ เมื่อ Hibari Misora เสียชีวิตในวันที่ 24 มิ.ย. 1989 รุนแรงมาก

On the morning of June 24, 1989, Misora died at Juntendo. She was 52. Her death was widely mourned throughout Japan and many felt the Shōwa period had truly come to an end. The major television networks had to cancel their regular programming that evening to bring the news of her death and instead aired various tributes

++++

 

เพิ่งรู้ว่า Jens-Frederik Nielsen นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ตอนนี้มีอายุ 34 ปี และเป็นนักกีฬาแบดมินตัน

+++

 

พออ่านข่าวเวเนซูเอลาแล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง ONCE UPON A TIME IN VENEZUELA (2020, Ana Rodríguez Ríos, Venezuela, documentary, 99min, A+30) ที่เคยมาฉายที่ Doc Club & Pub ในกรุงเทพ

 

FILM WISH LIST ABOUT LATIN AMERICA

 

อยากดูหนังเรื่อง

 

1. THE REVOLUTION WILL NOT BE TELEVISED (2003, Kim Bartley, Donnacha O’Brian, documentary, 74min) ที่พูดถึงความพยายามก่อรัฐประหารในเวเนซูเอลาในปี 2003

 

2. FROM AFAR (2015, Lorenzo Vigas, Venezuela)

หนังเกย์เวเนซูเอลาเรื่องนี้เคยชนะรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ และเคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาลหนังเกย์ด้วย โดยเข้ามาฉายในกรุงเทพสองวัน แต่เราไปดูไม่ได้ทั้งสองวัน เพราะวันนึงเราติดธุระ ส่วนอีกวันนึงเป็นวันที่ฝนตกหนักมาก เราเลยไม่สามารถเดินทางไปดูหนังเรื่องนี้ได้

 

3. DOLLAR MAMBO (1993, Paul Leduc, Panama, 77min)

หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกปานามาในปี 1989 และสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

 

4. HEARTBREAK RIDGE (1986, Clint Eastwood, 130min)

หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983

 

5. THE BATTLE OF CHILE PART I, II, III (1975, 1976, 1979, Patricio Guzmán, Chile, documentary, 4hrs 25mins)

หนังสารคดีเกี่ยวกับนายพลเลว ๆ ที่ทำรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีในชิลีในปี 1973 โดยที่มีสหรัฐหนุนหลังนายพลชั่วคนนั้น

 

6. THE TRIALS OF HENRY KISSINGER (2002, Eugene Jarecki, documentary, 80min)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับ “อาชญากรรมสงคราม” ของเฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐที่มีส่วนสำคัญในการแทรกแซงหลาย ๆ ประเทศในลาตินอเมริกาในทศวรรษ 1970 ทั้งคิวบา, โบลิเวีย, ชิลี และอาร์เจนตินา

 

จริง ๆ แล้วหนังเรื่อง SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain, A+30) ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ในทางอ้อมด้วย เพราะ “ภัยอันตราย” ที่ปรากฏในช่วงท้าย ๆ เรื่องของ SIRAT มันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ Morocco กับชนเผ่าในดินแดน Western Sahara ซึ่งอีนังเฮนรี่ คิสซิงเจอร์นี้ ก็มีส่วนในการจุดชนวนให้ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970

 

7. FOUR DAYS IN SEPTEMBER (1997, Bruno Barreto, Brazil)

 

หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ สร้างจากเหตุการณ์จริงที่มีกองกำลังปฏิวัติลักพาตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำบราซิลในปี 1969 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารของบราซิลปล่อยตัวนักโทษการเมืองฝ่ายซ้าย

 

8. GIRÓN (1972, Manuel Herrera, Cuba, documentary, 120min)

 

หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่กองกำลังที่หนุนโดยรัฐบาลสหรัฐ พยายามเข้ายึดครองคิวบาในปี 1961 แต่ถูกกองกำลังของฟิเดล คาสโตรตบตีจนต้องพ่ายแพ้กลับไป โดยหนังเรื่องนี้เน้นสัมภาษณ์ชายหญิงชาวคิวบาที่เคยเข้าร่วมในเหตุการณ์ตบตีกองกำลังสหรัฐในครั้งนั้น

 

9. WHEN THE MOUNTAINS TREMBLE (1983, Pamela Yates, Newton Thomas Sigel, Guatemala, documentary, 83min)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลากับประชากรชาวมายัน โดย subject หลักของหนังคือ Rigoberta Menchu ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

 

รัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลานี้ ก็เป็นผลจากการแทรกแซงโดยรัฐบาลสหรัฐ เพราะว่าในตอนแรกนั้น กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่เน้นการกระจายที่ดินให้ประชาชนและปรับปรุงสภาพการทำงาน รัฐบาลสหรัฐเลยเข้ามาหนุนการทำรัฐประหารในปี 1954 เพื่อให้กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร และเพื่อสกัดกั้นการพัฒนาประเทศกัวเตมาลา

 

10. IN THE NAME OF THE PEOPLE (1985, Frank Christopher, El Salvador, documentary, 73min)

 

หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังสารคดียอดเยี่ยม โดยตัวหนังพูดถึงสงครามกลางเมืองในเอลซัลวาดอร์ (1979-1992) ซึ่งเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ และกองกำลังฝ่ายซ้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและคิวบา

 

+++

 

“ผู้ชายอยากเจ็บ”

 

หนังเกย์เรื่อง PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland) กำลังจะเข้าฉายในไทยโดยใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “คน ข้าง หลัง” ซึ่งเราก็ชอบชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

แต่ถ้าหากไม่ใช้ชื่อนี้ เราก็ขอเสนอชื่อ “ผู้ชายอยากเจ็บ” ค่ะ เพื่อเป็นการ tribute ให้หนังเรื่อง “ผู้หญิงอยากเจ็บ” หรือ HOT DESIRE (1993, Woo Ga-kan, Hong Kong) 55555

++++++++

RIP BÉLA TARR (1955-2026)

 

He is definitely one of my most favorite directors of all time.

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE TURIN HORSE (2011, 155min)

ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2012

 

2. THE MAN FROM LONDON (2007, 139min)

ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา

 

3. VISIONS OF EUROPE segment HUNGARY: PROLOGUE (2004, 6min)

ดูในยูทูบ

 

4. WERCKMEISTER HARMONIES (2000, 145min)

ดูในโรงสองรอบ รอบแรกดูที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ รอบสองดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

5. SATANTANGO (1994, 7hrs 19mins)

ดูสองรอบ รอบแรกดูดีวีดีเถื่อน รอบสองดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

6. DAMNATION (1988, 120min)

ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์

 

ในส่วนของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยนั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยอย่างน้อย 2 คนที่พูดถึง Bela Tarr โดยตรงในภาพยนตร์ไทยของเขา และผู้กำกับสองคนนั้นก็คือ Chanasorn Chaikitiporn กับ Bunnawit Boonsomparn ที่กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ART FILM”: “CONTENT” AND “FORM” (“ภาพยนตร์ศิลปะ”“เนื้อหา” และ “รูปแบบ” (การนำเสนอ)) (2022, Bunnawit Boonsomparn, documentary, 54min, A+30) และ JUST 1 AND 1/2 (Bunnawit Boonsomparn, 52min, A+30)

 

ข้างล่างนี้เป็น repost ของสิ่งที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับ Bela Tarr ในอดีต

 

1. Bela Tarr + Fred Kelemen + Lav Diaz Against Terrence Malick

 

FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines, 338min, A+30)

 

สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบได้ในหนัง Lav Diaz เรื่องอื่นๆ และเป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยเขียนถึงมาแล้ว นั่นก็คือเราชอบจักรวาลและวิธีการมองชีวิตมนุษย์ในหนังของเขาที่ออกมาในทาง pessimistic ในแบบที่ใกล้เคียงกับ Bela Tarr และ Fred Kelemen น่ะ มันเหมือนกับว่าจักรวาลในหนังของเขามันอยู่ซ้อนเหลื่อมกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr เรื่อง DAMNATION (1988), SATANTANGO (1994), WERCKMEISTER HARMONIES (2000) และ THE TURIN HORSE (2011) หรือหนังของ Fred Kelemen เรื่อง KALYI (1993), FATE (1994), FROST (1997), NIGHTFALL (1999และ FALLEN (2005) และในแง่นึง มันเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของจักรวาลในหนังระยะหลังของ Terrence Malick เรื่อง THE TREE OF LIFE (2011) และ TO THE WONDER (2012)

 

ที่เรารู้สึกว่ามันตรงข้ามกันแต่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน เพราะเรารู้สึกว่า หนังของ Lav Diaz มันให้ความสำคัญกับ surrounding, landscape, nature มากๆ และมันมีพลังเชิงกวีบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ THE TREE OF LIFE และ TO THE WONDER ก็มีเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าจักรวาลใน THE TREE OF LIFE กับ TO THE WONDER มันถูกครอบงำด้วยพลังเหนือธรรมชาติที่ดีงามหรือ benevolent แต่จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะไม่มีพลังเหนือธรรมชาติอยู่จริงๆก็ได้ แต่ธรรมชาติในหนังของเขามันก็ทรงพลังอย่างรุนแรงมากๆ และมันดูเหมือนไม่ปรานีปราศรัยต่อมนุษย์ หรือไม่ก็จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะมี “พลังเหนือธรรมชาติ” อยู่ในนั้นก็ได้ แต่ถ้ามันมีจริง มันก็เป็นพลังเหนือธรรมชาติที่ “เย็นชา” มากๆ หรือซาดิสท์กับมนุษย์มากๆ เพราะฉะนั้นมันก็เลยตรงข้ามกับหนังระยะหลังของ Terrence Malick แต่ไปใกล้เคียงกับจักรวาลในหนังของ Bela Tarr และ Fred Kelemen

 

2. Ed Halter on Bela Tarr

 

ชอบที่ Ed Halter เคยเขียนถึง SATANTANGO ใน Village Voice มาก ๆ เขาเขียนว่า ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 เริ่มต้นด้วยการใช้ภาพ montage อย่างบ้าคลั่งในผลงานของ Dziga Vertov และ D.W. Griffith ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่และการสร้างโลกใหม่ และภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็สิ้นสุดลงด้วยการถอนหายใจอย่างยาวนานในภาพยนตร์ของ Bela Tarr ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดได้อย่างโหดร้ายถึงขีดจำกัดของมนุษย์และแรงถ่วงจากอดีตอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเขาถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาผ่านทางงานด้านภาพอันยอดเยี่ยมจนไม่อาจกะพริบตา

 

If 20th-century cinema begins with the montage frenzies of Vertov and Griffith, possessed by a cocksure project to remake history and the world, then it ends with the long sigh of Tarr, brutally conveying the inescapable weight of history and human limitation through monuments of unblinking vision.

 

จำได้ว่าหลังจากนั้นมีนักวิจารณ์บางคนเขียนด้วยว่า ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นด้วยฉากซูฉีเดินตอนต้นเรื่องใน MILLENNIUM MAMBO (2001, Hou Hsiao-hsien)

 

3. ความแตกต่างระหว่าง AN ELEPHANT SITTING STILL (2018, Bo Hu, China, 230min, A+30) กับ Bela Tarr

 

ในความรู้สึกส่วนตัวของเรานั้น ตอนดู AN ELEPHANT SITTING STILL ก็จะนึกถึงหนังของ Fred Kelemen มากๆเหมือนกัน เพราะความหม่นทึมเทาของบรรยากาศ และความโหดร้ายของชะตากรรมของตัวละคร

 

แต่เราจะรู้สึกว่าหนังของ Fred Kelemen มันมีพลังของความ spiritual อยู่ด้วยน่ะ คือเหมือนกับว่าพอดู AN ELEPHANT SITTING STILL เราจะรู้สึกว่า “มนุษย์มันโหดร้าย”, “สังคมมันโหดร้าย” แต่เวลาเราดูหนังของ Fred Kelemen, Lav Diaz, Bela Tarr เราจะรู้สึกว่า “จักรวาลมันโหดร้าย” หรือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาลมันโหดร้าย” น่ะ คือมันมีความโหดร้ายในขั้น spiritual อยู่ในหนังของ Fred Kelemen ด้วย ซึ่งเรารู้สึกว่า AN ELEPHANT SITTING STILL มันขาดพลังตรงนี้ไปหน่อยสำหรับเรา

 

4. ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นในการรับชมภาพยนตร์สุดโปรดบางเรื่องเป็นรอบที่ 2 ใน “จอที่ใหญ่กว่าเดิมเป็นอย่างมาก”

 

THE AMOUNT OF ECSTASY GAINED WHILE VIEWING SOME FAVORITE FILMS FOR THE SECOND TIME ON A MUCH BIGGER SCREEN

 

WERCKMEISTER HARMONIES (2000, Bela Tarr, Hungary, 145min, A+30)

 

เพิ่มขึ้นราว 25 หน่วย

 

เราเดาว่าสาเหตุสำคัญที่ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ของเราไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักในการดูรอบสอง เป็นเพราะว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้รอบแรกในห้อง auditorium ของห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในการจัดฉายของ FILMVIRUS เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เพราะฉะนั้นการดูในรอบแรกของเราจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่การดูใน “จอเล็ก” ซะทีเดียว แต่เป็นการดูใน “จอขนาดกลาง” มากกว่า 55555 และเหมือนกับว่าเรา “ตกตะลึงพรึงเพริด” และ “ประทับใจสุดขีด” กับการดูหนังเรื่องนี้ในรอบแรกไปแล้ว เพราะฉะนั้นการดูหนังเรื่องนี้ในรอบที่สองในจอใหญ่ยักษ์ ก็เลยเหมือนให้ความสุขกับเรามากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น “อย่างรุนแรง” จากการดูรอบแรก

 

สิ่งที่สำคัญที่เราได้จากการดูรอบสองก็คือว่า เราจดจำมานานราว 20 กว่าปีว่า หนังเรื่องนี้จบลงในฉากที่ Hanna Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหารดู แต่พอมาดูรอบสอง เราก็เลยพบว่าความทรงจำของเราผิดเพี้ยนอย่างรุนแรง เพราะมันมีฉากต่าง ๆ ต่อมาจากนั้นอีกราว 15 นาทีได้มั้ง ไม่รู้ทำไมเราถึงจำผิดเพี้ยนมานาน 20 กว่าปีว่า หนังเรื่องนี้จบลงที่ฉากของ Hanna Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหาร 55555

 

ประทับใจมาก ๆ ที่ผู้ชมบางคนในรอบที่สองบอกว่า ดูแล้วนึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 1976 ส่วนเราจะนึกถึง “สงครามบอสเนีย”, “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา”, นาซี, สงครามกลางเมืองในประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกา, ความเกลียดชังชนกลุ่มน้อยและชาวต่างชาติทั้งในอเมริกาและยุโรป และกปปส. 55555

 

5. TOIRALLEL TIMES (2018, Chanasorn Chaikitiporn, 45min, A+30)

สุขากาลเวลา

...

7.2 ในส่วนของการถ่ายฉากคุยกันในห้องน้ำใน TOIRALLEL TIMES นั้น ผู้สร้างหนังอาจจะมีเหตุผลของตัวเองในการนำเสนอห้องน้ำแบบ “สมจริง” แต่ถ้าหากพูดถึงรสนิยมของเราแล้ว เราอยากได้ห้องน้ำที่ “น่ารังเกียจ” แต่มี “เสน่ห์ทางภาพ” ในเวลาเดียวกันน่ะ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำเหมือนกันนะ โดยตัวอย่างของการนำเสนอ “สภาพที่น่ารังเกียจ” แต่ “มีเสน่ห์ทางภาพ” ในภาพยนตร์ ก็มีเช่น

 

7.2.1 หนังหลายๆเรื่องของ Bela Tarr ซึ่งเป็นเจ้าของ quote เปิดหนังเรื่องนี้ คือหนังของ Bela Tarr, Sharunas Bartas, Artur Aristakisian, Fred Kelemen อะไรพวกนี้ มันเสนอภาพชีวิตแร้นแค้น สลัมน้ำครำ คนจน แต่จริงๆแล้ว “ภาพมันสวยมากๆ” น่ะ คือเนื้อหาของภาพมันสะท้อนสภาพชีวิตแร้นแค้นก็จริง แต่ผู้กำกับมันสามารถถ่ายออกมาให้สวยมากๆได้

...
เรายอมรับว่า ปัญหาที่เรามีกับ TOIRALLEL TIMES ทำให้เรานึกถึง dilemma ข้างต้นน่ะ คือเราว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายไม่สวย ขาดมนตร์เสน่ห์ทางภาพ โดยเฉพาะในฉากที่ตัวละครคุยกัน และเราอยากให้หนังมันถ่ายสวยๆกว่านี้ ยิ่งได้อารมณ์แบบ Bela Tarr, Anucha Boonyawatana หรือ Lav Diaz ก็จะยิ่งดีมากๆ แต่เราก็ยอมรับว่า ผู้สร้างหนังก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเองเหมือนกัน ในการถ่ายห้องน้ำให้ดู “ไม่น่าอยู่” หรือ “ไม่สวย” แบบนี้

 

6. ECCE HOMO (2015, Dimitar Kutmanov, A+30) นึกว่านำแสดงโดย Yekaterina Golubeva โดยตัวหนังเองนั้นดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่ม Bela Tarr, Sharunas Bartas, Fred Kelemen, Aleksei Muradov มากๆ ไม่รู้หนังกลุ่มนี้เรียกว่าอะไร เราขอเรียกว่ามันเป็นหนังกลุ่ม Poetic Miserabilism ก็แล้วกัน ดีใจมากๆที่มีผู้กำกับรุ่นใหม่สืบสายธารการทำหนังกลุ่มนี้ต่อไป เพราะดูเหมือน Tarr, Bartas, Kelemen แทบจะไม่ได้ผลิตผลงานใหม่ๆออกมาเลยในช่วงที่ผ่านมา

 

7. Tony McKibbin on Bela Tarr

 

โทนี่เคยเขียนใน Senses of Cinema ว่า

 

“หนังของ ILYA KHRZHANOVSKY เหมือนกับหนังของ SHARUNAS BARTAS (ผู้กำกับชาวลิทัวเนีย เจ้าของหนังเรื่อง THE CORRIDOR ที่เคยมาฉายที่ธรรมศาสตร์), FRED KELEMEN (ผู้กำกับหนุ่มหล่อชาวเยอรมันที่ตอนนี้หันไปสร้างหนังในแลตเวีย) และ BELA TARR (ผู้กำกับชาวฮังการีที่เป็นแรงบันดาลใจให้ GUS VAN SANT สร้าง GERRY) เพราะหนังเหล่านี้จะเว้น “ช่องว่าง” เอาไว้ แต่หนังเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมทำความเข้าใจและเติมช่องว่างตามความเข้าใจ แต่ช่องว่างที่อยู่ในหนังกลุ่มนี้จะเติมได้ก็ต่อเมื่อผู้ชมตระหนักรู้และยอมรับใน “ความไม่เข้าใจ” หรือเมื่อผู้ชมเข้าใจว่า โลกใบนี้แทบไม่มีที่เหลือให้กับ “เหตุผล” อีกต่อไป”

 

8. Tony McKibbin on Bela Tarr and Cinema of Damnation

 

พูดถึง BELA TARR แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยอ่านบทความ CINEMA OF DAMANATION ใน SENSES OF CINEMA ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BELA TARR รู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีเยี่ยมมาก


บทความชื่อ CINEMA OF DAMNATION: NEGATIVE CAPABILITIES IN CENTRAL AND EASTERN EUROPEAN FILM โดย TONY MCKIBBIN

บทความนี้พูดถึงแนวทางภาพยนตร์ยุโรปตะวันออกที่เรียกว่า CINEMA OF DAMNATION ค่ะ หนังกลุ่มนี้จะเป็นหนังที่มีความใกล้เคียงกับหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER แต่จะมองโลกในแง่ร้ายกว่าหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER

...

ดิฉันอ่านบทความ CINEMA OF DAMNATION แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ค่ะ เพราะดิฉันแทบไม่ได้ดูหนังในกลุ่มนี้เลย เคยดูก็แต่เรื่อง THE CORRIDOR (A+++++++++++) ของ SHARUNAS BARTAS เท่านั้น แต่ถ้าให้เดาๆดู ก็รู้สึกว่าผู้เขียนบทความนี้จะบอกว่า

1.หนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION กับ CINEMA OF WONDER ต่างกันตรงที่หนังของ CINEMA OF DAMNATION เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

2.หนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER มักจะบอกว่า เมื่อเราเข้าใจตัวเราเองแล้ว เราอาจจะ

2.1 รู้แจ้งทางจิตวิญญาณ แบบที่พบในหนังของ ANDREI TARKOVSKY

2.2 พบกับพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ แบบที่พบในหนังของ SERGEI PARADJANOV

2.3 สละชีพเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง แบบที่พบในหนังของ MIKLOS JANCSO

2.4 เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้ง แบบในหนังของ THEO ANGELOPOULOS

ส่วนในหนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION นั้น ถ้าหากตัวละครเกิดความเข้าใจในตัวเองแล้ว พวกเขาจะไม่ได้พบอะไรที่ดีงามแบบข้างต้น พวกเขาจะเพียงแค่ “ไม่เป็นบ้า” ซึ่งนั่นก็ถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดสุดๆแล้วในโลกที่แล้งไร้ของพวกเขา

หนังในกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION ยังมีลักษณะแตกต่างจากกันเองอีกด้วย เช่น

1.ในขณะที่หนังของ TARKOVSKY แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายเมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขาดหายไป หนังของ BELA TARR กลับแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายที่ถูกยั่วยวนด้วยพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย

2.หนังของ SHARUNAS BARTAS แสดงให้เห็นถึงความไร้อำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัวได้

The problem here is neither specific spiritual absence (อย่างในหนังของ TARKOVSKY) nor malevolent presence (อย่างในหนังของ BELA TARR), but a chaotic despair where man has neither the energy nor the sense of purpose to affect the world.

3.หนังของ FRED KELEMEN เป็นหนังที่มีความหวังสูงกว่าหนังของ TARR และ BARTAS เพราะหนังของ KELEMEN บอกว่า เมื่อความสิ้นหวังมาเจอกับความสิ้นหวัง ก็จะกลายเป็นความมีหวัง

Friday, March 22, 2019

LANDFILL HARMONIC (2015, Brad Allgood, Graham Townsley, Juliana Peñaranda-Loftus, Paraguay, documentary, A+30)


LANDFILL HARMONIC (2015, Brad Allgood, Graham Townsley, Juliana Peñaranda-Loftus, Paraguay, documentary, A+30)

1.นับถือ subjects ในหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้งคนเก็บขยะที่เอาขยะมาทำเป็นเครื่องดนตรี, ครูสอนดนตรีคลาสสิคให้เด็กยากจน และเด็กๆในชุมชนเก็บขยะ เรารู้สึกเหมือนกับว่าคนทำเครื่องดนตรีกับคุณครูในหนังเรื่องนี้เป็นคนที่มีพลังความสว่างอยู่ในตัวน่ะ และพลังความสว่างในตัวของเขาก็เลยช่วยให้เด็กๆในชุมชนของเขามีชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย คือดูแล้วเราก็จะนับถือคนแบบนี้มากๆ

2.ดูแล้วทำให้มองวงดนตรีแนว heavy metal เปลี่ยนไปเลย เพราะเราเกลียดเพลง heavy metal และก็ไม่ชอบบุคลิกของนักดนตรีแนวนี้ แต่ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นว่า สมาชิกวง Megadeth นั้นจริงๆแล้วจิตใจดีงามเพียงใด

3.รู้สึกว่าโครงสร้างการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้น่าสนใจดี เพราะตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ในช่วงแรกๆ เราจะเดาว่า หนังมันน่าจะเล่าถึงความยากลำบากของเด็กๆในชุมชนเก็บขยะ ซึ่งเป็นนักดนตรีในวงดนตรีนี้ไปเรื่อยๆ และจบลงด้วย “ความสำเร็จ” ของวงดนตรีนี้

แต่ปรากฏว่า พอเข้าสู่องก์สองของหนัง หรือพอหนังเล่าเรื่องไปได้แค่ 30 นาที หนังก็เล่าถึงช่วงที่วงดนตรีนี้โด่งดังขึ้นมาเลย เราก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วเวลา 1 ชั่วโมงที่เหลือ หนังจะเล่าอะไร หนังจะเล่าถึงความสำเร็จของวงนี้ไปเรื่อยๆตลอด 1 ชั่วโมงที่เหลือเหรอ ทำไมวงดนตรีจากกองขยะวงนี้ถึงประสบความสำเร็จเร็วจัง แล้วมันจะเล่าอะไรได้อีกเหรอ

คือพอเราเข้าสู่องก์สองของหนัง เราก็จะเริ่มหวั่นใจแล้วว่า ในเมื่อ “ความสำเร็จของ subjects” มันมาเยือนในองก์สองแบบนี้ เพราะฉะนั้นมันต้องมีอะไรเหี้ยๆชิบหายๆ ดักรอทำร้าย subjects อยู่ในองก์สามแน่ๆ

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คือพอหนังเล่าถึงความสำเร็จของวงนี้ที่ได้ออกทัวร์ไปรอบโลกแล้ว หนังก็เล่าถึงอุทกภัยครั้งใหญ่ในปารากวัย ที่ทำให้ชีวิต subjects หลายคนในเรื่องต้องเผชิญกับความยากลำบากครั้งใหญ่

มันเหมือนกับว่า พอเป็นหนังสารคดีแล้ว “พระเจ้า” หรือ “ชะตากรรม” มันเป็นคนเขียนบทจริงๆน่ะ คือถ้าหากเป็นหนัง fiction ผู้สร้างหนังหลายๆคนก็คงจะเลือกสร้างหนัง fiction ที่เล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จ ตัวละครยากจน ต่อสู้ฟันฝ่าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก จบ

แต่พอเป็นหนังสารคดี กราฟชีวิตของ subjects มันเลยไม่ยอมทำตาม “สูตรสำเร็จของการเล่าเรื่อง” เพราะในหนังเรื่องนี้ ตัวละครยากจน ต่อสู้ฟันฝ่าจนประสบความสำเร็จ โด่งดังไปทั่วโลก แล้วชีวิตตัวละครก็ชิบหายเพราะภัยธรรมชาติ จบ

ชีวิตมนุษย์มันโหดร้ายจริงๆ

4. ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเกี่ยวกับ “การเปล่งประกายของชีวิตคนจน” อย่าง WASTE LAND (2010, Lucy Walker, Brazil)  ที่เล่าถึงชีวิตคนเก็บขยะในบราซิล และการที่ “ศิลปะ” เข้าไปในชีวิตของคนกลุ่มนี้ กับหนังเรื่อง GUIDO MODELS (2015, Julieta Sans, Argentina/Bolivia) ที่เล่าถึงชีวิตชาวสลัมในอาร์เจนตินา ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนางแบบ

แต่หนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตชาวสลัมในอเมริกาใต้ที่สะเทือนใจเราที่สุด น่าจะเป็น BECAUSE WE WERE BORN (2008, Jean-Pierre Duret, Andrea Santana, Brazil/France) ที่เล่าถึงชีวิตเด็กสลัมในบราซิล เพราะใน BECAUSE WE WERE BORN นั้น มันเหมือนไม่มี “แสงสว่าง” จากพ่อพระ, แม่พระ และศิลปินรายใดๆฉายส่องเข้าไปในชีวิตของ subjects ในหนังเรื่องนี้น่ะ (ถ้าจำไม่ผิด) ชีวิตของ subjects ใน BECAUSE WE WERE BORN ก็เลยโหดสุด, รันทดสุด เมื่อเทียบกับหนังที่ใกล้เคียงกัน

คือถึงแม้ชีวิตชาวสลัม/ชุมชนเก็บขยะใน WASTE LAND, GUIDO MODELS และ LANDFILL HARMONIC จะโหดร้าย หนัง 3 เรื่องนี้ก็ focus ไปยังศิลปิน, ครูสอนดนตรี และเจ้าของเอเจนซี่นางแบบ ที่หยิบยื่นโอกาสและแสงสว่างให้กับบรรดาชาวสลัมในหนังน่ะ มันก็เลยเหมือนได้เห็น “แสงเทียน” ท่ามกลางความมืดมนของชีวิตอยู่บ้าง

แต่ใน BECAUSE WE WERE BORN นั้น มันเหมือนไม่มีแสงเทียนใดๆเหลืออยู่อีกแล้วน่ะ มันก็เลยกลายเป็นหนังที่หดหู่ที่สุดในกลุ่มนี้


Monday, May 30, 2016

FILMS ABOUT THE POLITICS OF LATIN AMERICA IN THE 1960S-1980S

FILMS ABOUT THE POLITICS OF LATIN AMERICA IN THE 1960S-1980S
(This list is made for Nong Tok)

UNSPECIFIED SOUTH AMERICAN COUNTRY
THE DANCER UPSTAIRS (2002, John Malkovich)
DEATH AND THE MAIDEN (1994, Roman Polanski) ประเทศในหนังน่าจะหมายถึงชิลี
FEVER MOUNTS AT EL PAO (1959, Luis Buñuel)

ARGENTINA
THE BLONDS (2003, Albertina Carri)
GARAGE OLIMPO
THE HEADLESS WOMAN (2008, Lucrecia Martel)
THE HOUR OF THE FURNACES (1968, Octavio Getino, Fernando E. Solanas, 260min)
IMAGINING ARGENTINA (2003, Christopher Hampton)
KAMCHATKA (2002, Marcelo Piñeyro)
MOEBIUS (1996, Gustavo Mosquera R.)
THE OFFICIAL STORY (1985, Luis Puenzo)

BRAZIL
DZI CROQUETTES (2009, Raphael Alvarez + Tatiana Issa)
FOUR DAYS IN SEPTEMBER (1997, Bruno Barreto)
KISS OF THE SPIDER WOMAN (1985, Hector Babenco) from the novel of Manuel Puig
PEÕES (2004, Eduardo Coutinho)

CHILE
THE BATTLE OF CHILE PART 1-3 (1975-1979, Patricio Guzmán)
ACTA GENERAL DE CHILE (1986, Miguel Littin, 240min)
CALM PREVAILS OVER THE COUNTRY (1976, Peter Lilienthal)
CHILE, THE OBSTINATE MEMORY (1997, Patricio Guzmán)
COLONIA (2015, Florian Gallenberger)
DAWSON ISLA 10 (2009, Miguel Littin)
I WAS, I AM, I SHALL BE (1974, Walter Heynowski, Gerhard Scheumann)
MISSING (1982, Costa-Gavras)
NO (2012, Pablo Laraín)
NOSTALGIA FOR THE LIGHT (2010, Patricio Guzmán)
OF LOVE AND SHADOWS (1994, Betty Kaplan)
THE PEARL BUTTON (2015, Patricio Guzmán)
THE PINOCHET CASE (2001, Patricio Guzmán)
SALVADOR ALLENDE (2004, Patricio Guzmán)

COLOMBIA
THE NATURAL ROUTE (2014, Andres Huertas, animation short film)

CUBA
BAD CONDUCT (1984, Néstor Almendros, Orlando Jiménez Leal)
BEFORE NIGHT FALLS (2000, Julian Schnabel)
I AM CUBA (1964, Mikhail Kalatozov)
THE LOST CITY (2005, Andy Garcia)

DOMINICAN
THE FEAST OF THE GOAT (2005, Luis Llosa) from the novel of Mario Vagas Llosa

EL SALVADOR
CHOICES OF THE HEART (1983, Joseph Sargent)
INNOCENT VOICES (2004, Luis Mandoki)

MEXICO
CANOA (1976, Felipe Cazals)
RED DAWN (1990, Jorge Fons)

NICARAGUA
CARLA’S SONG (1996, Ken Loach)
UNDER FIRE (1983, Roger Spottiswoode)
THE UPRISING (1980, Peter Lilienthal)

PANAMA
DOLLAR MAMBO (1993, Paul Leduc)

INVASIÓN (2014, Abner Beneim)

Wednesday, March 23, 2016

ANAHI (2014, Camilia Rodriguez Triana, Colombia, 12min, A+30)

ANAHI (2014, Camilia Rodriguez Triana, Colombia, 12min, A+30)
1.ชอบวิธีการคิดภาพของหนังเรื่องนี้มาก คือภาพที่ใช้ในหนังต่างๆอาจจะแบ่งออกได้ง่ายๆแบบนี้

1.1 ภาพที่เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในหนังโรงทั่วไป

1.2 ภาพที่ไม่ได้เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในหนังหลายๆเรื่องในเทศกาล Signes de Nuit ปีนี้ ซึ่งภาพกลุ่มนี้ยังแยกย่อยออกไปอีกได้เป็น

1.2.1 ภาพที่มีความเข้มข้นสูง หรือเต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยมากมาย หรือมีการตัดสลับภาพที่แตกต่างกันหลายภาพในระหว่างการเล่าเรื่อง อย่างเช่นภาพใน THE GOLDEN LEGEND (2015, Olivier Smolders), BLIGHT (1996, John Smith, UK), DECODINGS (1988, Michael Wallin)

1.2.2 ภาพที่มีความเข้มข้นต่ำ ซี่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพบรรยากาศ ภาพที่เหมือนไม่ค่อยมีอะไรอยู่ในภาพมากนัก ภาพที่ดู minimal ซึ่งในกลุ่มนี้เราอาจจะแบ่งออกไปอีกได้เป็น

1.2.2.1 หนังที่ใช้ภาพกลุ่มนี้ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก อย่างเช่น THE SUICIDE FOREST, MEMENTO MORI, THE ATOM STATION, CONTINENTAL DRIFT, LETTERS OF WAR, AMONG US, MARS CLOSER, MOST OF US DON’T LIVE THERE ในเทศกาล Signes de Nuit ปีนี้

1.2.2.2 หนังที่ใช้ภาพกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ อย่างเช่น หนังของ Marguerite Duras, หนังของ Chantal Akerman, หนังเรื่อง A WOMAN AND HER CAR (2015, Loic Darses) และ ANAHI

คือเรารู้สึกว่า ผู้กำกับ ANAHI เขาคิดภาพมาดีมากๆน่ะ เขาไม่ได้ใช้ภาพในการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา แต่เขาสร้างสรรค์ภาพที่ทรงพลังขึ้นมาใช้ประกอบหนังของเขา ซึ่งเป็นภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งยืนกระสับกระส่ายเป็นเวลา 12 นาทีอยู่ด้านหลังกระจกที่มีฝ้าน้ำเกาะอยู่ ในขณะที่ผู้ชมได้ยินเสียงโทรศัพท์จากแม่ของเด็กหญิงเป็นระยะๆ

คือถ้าหากเป็นหนังทั่วไป หนังก็อาจจะนำเสนอภาพคุณแม่โทรศัพท์มาหา และภาพเด็กหญิงรับโทรศัพท์อย่างตรงไปตรงมาเลย ซึ่งมันจะส่งผลให้หนังไม่ทรงพลัง

หรือถ้าหากเป็นหนังทดลองที่ผู้กำกับไม่เก่งพอ เขาก็อาจจะเลือกใช้ภาพบรรยากาศของสถานที่อยู่ของตัวละคร หรือภาพกิจวัตรประจำวันของเด็กหญิงคนนี้ ซึ่งถ้าหากมันเป็นภาพที่ไปคล้ายกับหนังทดลองเรื่องอื่นๆ หรือเป็นภาพที่ไม่ตราตรึงใจมากพอ หนังมันก็จะไม่ทรงพลังแบบนี้

แต่เราว่าภาพใน ANAHI มันทรงพลังมากน่ะ มันไม่คล้ายคลึงภาพที่เราพบในหนังทดลองเรื่องอื่นๆ มันเป็นภาพที่น่าสนใจ มันมีทั้ง ความหยุดนิ่งและ ความเป็นอิสระ หรือความเป็นธรรมชาติอยู่ในขณะเดียวกัน และมันเป็นภาพที่เชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องในแบบไม่ตรงไปตรงมาเสียทีเดียว เราก็เลยรู้สึกว่าผู้กำกับเขาออกแบบภาพมาได้ดีมากๆ

2.ปกติแล้วเราไม่ชอบเด็กเล็กนะ แต่หนังเรื่องนี้ทำให้เราจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็กๆเป็นเวลาติดต่อกัน 12 นาทีได้โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง เพราะว่า

2.1 มันไม่ได้ขาย ความน่ารักของเด็กน่ะ คือเราว่าสาเหตุที่เราไม่ชอบเด็กในหนังส่วนใหญ่ เป็นเพราะมันพยายามจะขายความน่ารักของเด็ก แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าข่ายนั้น

2.2 หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขาย ความสามารถทางการแสดงของเด็กด้วย เพราะเด็กในหนังเรื่องนี้ไม่ได้แสดงเป็นตัวละครที่ต้องพูดหรือแสดงอารมณ์ตามบทบาทที่ได้รับมา แต่เหมือนกับว่าเธอยืนกระสับกระส่ายไปเรื่อยๆ นานถึง 12 นาที โดยเราไม่รู้ว่าเธอยืนไปเรื่อยๆโดยไม่มีบท หรือว่าผู้กำกับสั่งให้เธอทำท่าทำทางตามที่บอกไปเรื่อยๆ แต่เราว่าน่าจะเป็นประการแรกมากกว่า

การที่เด็กหญิงในหนังเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ใน กรอบของความน่ารักและ กรอบของการเล่นไปตามบทบาทตัวละครมันเลยทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความเป็นธรรมชาติที่น่าสนใจบางอย่างในการแสดงของเธอน่ะ เราก็เลยไม่ได้เบื่อการที่ต้องจ้องมองเด็กหญิงคนนี้

2.3 เราชอบพวกฝ้าน้ำ หยดน้ำอะไรพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นการที่ภาพของเด็กหญิงถูกบดบังด้วยฝ้าน้ำ หยดน้ำ ที่มีการเคลื่อนไหวทีละเล็กทีละน้อย มันก็เลยช่วยเพิ่มความสวยงาม, ลดความน่าเบื่อ และอาจจะกระตุ้นความคิดไปด้วยในขณะเดียวกัน

3.การที่ผู้ชมถูกบังคับให้จ้องมองภาพที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยเป็นเวลานาน 12 นาที ในแง่นึงมันอาจจะช่วยนำเสนอความทรมานหรือความเบื่อหน่ายของตัวละครได้ด้วย

4.อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชอบ ANAHI ก็คือว่า จริงๆแล้วประเด็นเรื่อง การต้องใช้ชีวิตอยู่ห่างจากแม่ผู้เป็นที่รักยิ่งมันเคยถูกนำเสนอมาแล้วในหนังทดลองที่ดีมากๆสองเรื่อง แต่ ANAHI ก็สามารถสร้างความแตกต่างจากหนังสองเรื่องนั้นได้ โดยหนังสองเรื่องนั้นก็คือ


4.1 0016643225059 (1994, Apichatpong Weerasethakul)
4.2 NEWS FROM HOME (1977, Chantal Akerman)

Monday, August 24, 2015

COLOMBIAN FILMS SEEN IN FILMOUFLAGE PROGRAM AT JAM SATHORN

“ฉันเป็นกะหรี่กะเทยผิวดำ” (I’M BLACK, I’M QUEER, AND I’M A WHORE) ติดอันดับหนึ่งในหนังสารคดีที่เราชอบที่สุดในปีนี้แน่นอนค่ะ

COLOMBIAN FILMS SEEN IN FILMOUFLAGE PROGRAM AT JAM SATHORN

1.ABELIANAS (2009, Miguel Jara, animation, A+30)

2.I AM BLACK, I AM QUEER, AND I’M A WHORE (2014, Cas van der Pas & Hugo Meijer, documentary, A+30)

หนังสารคดีเรื่องนี้เหมือนกับเป็นการเอาหนังที่เราชอบมากๆในปีนี้ 3 เรื่องมารวมเข้าด้วยกัน ซึ่งได้แก่เรื่อง QUICK CHANGE (2013, Eduardo Roy Jr., Philippines), LOST ON THE STREET (2015, Chayanit Jitbunjerdkul + Wirada Saelim + San Torsricharoen, documentary) และ AND THE AWARD FOR THE BEST WHORE GOES TO (2015, Thitiwat Kajorn) เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยและอันตรายจากการทำศัลยกรรมเหมือน QUICK CHANGE และกะเทยในหนังเรื่องนี้ได้หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อมาประกอบอาชีพโสเภณี และเอาเงินที่ได้จากการขายตัวมาใช้เป็นค่าเล่าเรียนในการเรียนมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย ซึ่งเนื้อหาตรงส่วนนี้จะคล้ายกับ AND THE AWARD FOR THE BEST WHORE GOES TO แต่ต่างกันตรงที่เนื้อหาของหนังโคลัมเบียเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องของกะหรี่ที่เป็นกะเทยผิวดำที่ขายตัวเพื่อเอาเงินมาเรียนมหาลัยจนจบปริญญาตรีจริงๆ นอกจากนี้ ตอนนี้ไดอาน่า (กะหรี่กะเทยผิวดำ) ยังทำงานเป็น activist และคอยช่วยเหลือกะหรี่และกะเทยที่ตกทุกข์ได้ยากในกรุงโบโกต้าด้วย และผู้สร้างหนังสารคดีเรื่องนี้ก็คอยติดตามการทำงานของเธอ และเจอเข้ากับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เธอต้องช่วยพากะหรี่สาววัย 19 ปีที่แท้งลูกจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งเนื้อหาตรงส่วนนี้จะคล้ายๆกับเรื่อง LOST ON THE STREET ที่ผู้สร้างหนังสารคดีติดตาม activist รายหนึ่ง และเจอเข้ากับเหตุการณ์รุนแรงที่ผู้สร้างหนังสารคดีไม่ได้คาดฝันมาก่อนเหมือนกัน

จริงๆแล้ว “ฉันเป็นกะหรี่กะเทยผิวดำ” ไม่ได้เป็นหนังสารคดีที่มีเทคนิคแปลกใหม่อะไรน่าสนใจ เพียงแต่ว่าผู้สร้างมันเลือก subject ที่น่าสนใจสุดๆน่ะ มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากๆ

3.OMBLIGADOS IN JURUBIRÁ (2014, Juan Camilo García + Juan Manuel Vásquez, documentary, A+30)

หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงความเชื่อของชาวบ้านในเกาะแห่งนึงในโคลอมเบียที่ประหลาดมากๆ แต่น่าสนใจดี โดยพวกเขาเชื่อว่า เมื่อเด็กแต่ละคนเกิดมา แล้วพ่อแม่ของเด็กคนนั้นอยากให้ลูกมีพลังพิเศษอะไร พ่อแม่ของเด็กก็จะผสมสารพิเศษอะไรสักอย่าง แล้วเอาไปพอกที่สะดือของเด็กคนนั้นสักระยะนึง อย่างเช่น ถ้าพ่อแม่เด็กอยากให้ลูกที่เกิดใหม่เป็นคนที่ทนพิษแมงป่องได้ พ่อแม่เด็กก็จะเอาแมงป่องไปป่นเป็นผง แล้วผสมกับอะไรสักอย่าง แล้วเอาไปพอกที่สะดือเด็ก แล้วสารนั้นมันก็จะซึมเข้าไปในตัวเด็ก แล้วพอเด็กคนนั้นโตขึ้น เวลาถูกแมงป่องต่อย เด็กคนนั้นก็จะไม่เจ็บปวดอะไร นอกจากนี้ น้ำลายของเด็กคนนั้นยังสามารถเอาไปใช้รักษาพิษแมงป่องของคนอื่นๆได้ด้วย

คาดว่าความเชื่อนี้มีที่มาจากทวีปแอฟริกา เราว่าความเชื่อนี้มันรุนแรงมากๆ และเหมาะจะเอามาทำเป็นหนัง fiction แบบ X-MEN ได้เลย ตอนดูหนังเรื่องนี้ เราคิดถึง “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า” ด้วย ที่ต้วนอวี้กินตะขาบวิเศษอะไรเข้าไปสักตัว แล้วเลยกลายเป็นคนที่ทนทานต่อพิษต่างๆได้ 555 คือตอนเราดู “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า” เราไม่คิดว่ายังมีคนบางกลุ่มที่ยังเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่ และยังคงปฏิบัติประเพณีนี้กันอยู่ในบางจุดของโลก

4.JUANCHO, THE FOWLER (2013, Rafael Loayza Sánchez, A+30)

5.THE NATURAL ROUTE (2014, Andrés Huertas, animation, A+30)

6.STOPLIGHT (2013, Simón Wilches, animation, A+30)

7.EVERYTHING IS GOING TO BE ALRIGHT (2010, Miguel Jara, animation, A+30)

8.PORTRAITS (2012, Iván Gaona, A+20)

9.MANUEL, A PIECE OF HAPPINESS (2015, Rigoberto Mendoza + Nina Marín, A+15)