ตอนนี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 5 จาก 15 เรื่อง หวังว่าจะมีคนซื้อ PALESTINE
36 (2025, Annemarie Jacir, Palestine) กับ ALL THAT'S LEFT
OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 145min) มาฉายในไทย
ไปอ่านในวิกิพีเดียแล้วชอบมาก เขาบอกว่า ยุคโชวะของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อจักรพรรดิฮิโรฮิโตะเท่งทึงในวันที่
7 ม.ค. 1989 แต่ประชาชนหลายคนรู้สึกว่า “ยุคโชวะ” สิ้นสุดลงจริง ๆ เมื่อ
Hibari Misora เสียชีวิตในวันที่ 24 มิ.ย. 1989 รุนแรงมาก
On the morning of June 24, 1989, Misora died at Juntendo. She was 52.
Her death was widely mourned throughout Japan and many felt the Shōwa period
had truly come to an end. The major television networks had to cancel their
regular programming that evening to bring the news of her death and instead
aired various tributes
++++
เพิ่งรู้ว่า Jens-Frederik Nielsen นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ตอนนี้มีอายุ 34 ปี และเป็นนักกีฬาแบดมินตัน
+++
พออ่านข่าวเวเนซูเอลาแล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง ONCE
UPON A TIME IN VENEZUELA (2020, Ana Rodríguez Ríos, Venezuela, documentary, 99min,
A+30) ที่เคยมาฉายที่ Doc Club & Pub ในกรุงเทพ
FILM WISH LIST ABOUT LATIN AMERICA
อยากดูหนังเรื่อง
1. THE REVOLUTION WILL NOT BE TELEVISED
(2003, Kim Bartley, Donnacha O’Brian, documentary, 74min) ที่พูดถึงความพยายามก่อรัฐประหารในเวเนซูเอลาในปี
2003
2. FROM AFAR (2015, Lorenzo Vigas, Venezuela)
หนังเกย์เวเนซูเอลาเรื่องนี้เคยชนะรางวัลสิงโตทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ
และเคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในเทศกาลหนังเกย์ด้วย โดยเข้ามาฉายในกรุงเทพสองวัน
แต่เราไปดูไม่ได้ทั้งสองวัน เพราะวันนึงเราติดธุระ ส่วนอีกวันนึงเป็นวันที่ฝนตกหนักมาก
เราเลยไม่สามารถเดินทางไปดูหนังเรื่องนี้ได้
3. DOLLAR MAMBO (1993, Paul Leduc, Panama, 77min)
หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกปานามาในปี
1989 และสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก
4. HEARTBREAK RIDGE (1986, Clint Eastwood, 130min)
หนังพูดถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐบุกประเทศเกรนาดาในปี
1983
5. THE BATTLE OF CHILE PART I, II, III (1975, 1976, 1979, Patricio
Guzmán, Chile, documentary, 4hrs 25mins)
หนังสารคดีเกี่ยวกับนายพลเลว ๆ ที่ทำรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีในชิลีในปี
1973 โดยที่มีสหรัฐหนุนหลังนายพลชั่วคนนั้น
6. THE TRIALS OF HENRY KISSINGER (2002, Eugene Jarecki,
documentary, 80min)
หนังสารคดีเกี่ยวกับ “อาชญากรรมสงคราม” ของเฮนรี
คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐที่มีส่วนสำคัญในการแทรกแซงหลาย ๆ
ประเทศในลาตินอเมริกาในทศวรรษ 1970 ทั้งคิวบา, โบลิเวีย, ชิลี และอาร์เจนตินา
จริง ๆ แล้วหนังเรื่อง SIRAT (2025,
Oliver Laxe, Spain, A+30) ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ในทางอ้อมด้วย
เพราะ “ภัยอันตราย” ที่ปรากฏในช่วงท้าย ๆ เรื่องของ SIRAT มันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ
Morocco กับชนเผ่าในดินแดน Western Sahara ซึ่งอีนังเฮนรี่ คิสซิงเจอร์นี้ ก็มีส่วนในการจุดชนวนให้ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ
1970
7. FOUR DAYS IN SEPTEMBER (1997, Bruno Barreto, Brazil)
หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ
สร้างจากเหตุการณ์จริงที่มีกองกำลังปฏิวัติลักพาตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำบราซิลในปี
1969 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเผด็จการทหารของบราซิลปล่อยตัวนักโทษการเมืองฝ่ายซ้าย
8. GIRÓN (1972, Manuel Herrera, Cuba,
documentary, 120min)
หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่กองกำลังที่หนุนโดยรัฐบาลสหรัฐ
พยายามเข้ายึดครองคิวบาในปี 1961 แต่ถูกกองกำลังของฟิเดล
คาสโตรตบตีจนต้องพ่ายแพ้กลับไป
โดยหนังเรื่องนี้เน้นสัมภาษณ์ชายหญิงชาวคิวบาที่เคยเข้าร่วมในเหตุการณ์ตบตีกองกำลังสหรัฐในครั้งนั้น
9. WHEN THE MOUNTAINS TREMBLE (1983, Pamela Yates, Newton
Thomas Sigel, Guatemala, documentary, 83min)
หนังสารคดีเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลากับประชากรชาวมายัน
โดย subject หลักของหนังคือ Rigoberta Menchu ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
รัฐบาลเผด็จการทหารของกัวเตมาลานี้
ก็เป็นผลจากการแทรกแซงโดยรัฐบาลสหรัฐ เพราะว่าในตอนแรกนั้น
กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่เน้นการกระจายที่ดินให้ประชาชนและปรับปรุงสภาพการทำงาน
รัฐบาลสหรัฐเลยเข้ามาหนุนการทำรัฐประหารในปี 1954 เพื่อให้กัวเตมาลาถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร
และเพื่อสกัดกั้นการพัฒนาประเทศกัวเตมาลา
10. IN THE NAME OF THE PEOPLE (1985, Frank Christopher, El
Salvador, documentary, 73min)
หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังสารคดียอดเยี่ยม
โดยตัวหนังพูดถึงสงครามกลางเมืองในเอลซัลวาดอร์ (1979-1992) ซึ่งเป็นสงครามระหว่างรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ
และกองกำลังฝ่ายซ้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและคิวบา
+++
“ผู้ชายอยากเจ็บ”
หนังเกย์เรื่อง PILLION (2025, Harry
Lighton, UK/Ireland) กำลังจะเข้าฉายในไทยโดยใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า
“คน ข้าง หลัง” ซึ่งเราก็ชอบชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้มาก ๆ
แต่ถ้าหากไม่ใช้ชื่อนี้ เราก็ขอเสนอชื่อ “ผู้ชายอยากเจ็บ”
ค่ะ เพื่อเป็นการ tribute ให้หนังเรื่อง “ผู้หญิงอยากเจ็บ” หรือ
HOT DESIRE (1993, Woo Ga-kan, Hong Kong) 55555
++++++++
RIP BÉLA TARR (1955-2026)
He is definitely one of my most favorite directors of all
time.
หนังของเขาที่เราเคยดู
1. THE TURIN HORSE (2011, 155min)
ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา
หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2012
2. THE MAN FROM LONDON (2007, 139min)
ดูที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา
3. VISIONS OF EUROPE segment HUNGARY: PROLOGUE (2004, 6min)
ดูในยูทูบ
4. WERCKMEISTER HARMONIES (2000, 145min)
ดูในโรงสองรอบ รอบแรกดูที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ รอบสองดูที่หอภาพยนตร์
ศาลายา
5. SATANTANGO (1994, 7hrs 19mins)
ดูสองรอบ รอบแรกดูดีวีดีเถื่อน
รอบสองดูที่หอภาพยนตร์ ศาลายา
6. DAMNATION (1988, 120min)
ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์
ในส่วนของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยนั้น
ถ้าหากเราจำไม่ผิด มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยอย่างน้อย 2 คนที่พูดถึง Bela Tarr
โดยตรงในภาพยนตร์ไทยของเขา และผู้กำกับสองคนนั้นก็คือ Chanasorn
Chaikitiporn กับ Bunnawit Boonsomparn ที่กำกับภาพยนตร์เรื่อง
“ART FILM”: “CONTENT” AND “FORM” (“ภาพยนตร์ศิลปะ”: “เนื้อหา” และ “รูปแบบ” (การนำเสนอ)) (2022, Bunnawit Boonsomparn,
documentary, 54min, A+30) และ JUST 1 AND 1/2 (Bunnawit
Boonsomparn, 52min, A+30)
ข้างล่างนี้เป็น repost ของสิ่งที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับ
Bela Tarr ในอดีต
1. Bela Tarr + Fred Kelemen + Lav Diaz Against Terrence
Malick
FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines, 338min,
A+30)
สิ่งหนึ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้
ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพบได้ในหนัง Lav Diaz เรื่องอื่นๆ
และเป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยเขียนถึงมาแล้ว
นั่นก็คือเราชอบจักรวาลและวิธีการมองชีวิตมนุษย์ในหนังของเขาที่ออกมาในทาง pessimistic ในแบบที่ใกล้เคียงกับ Bela Tarr และ Fred
Kelemen น่ะ
มันเหมือนกับว่าจักรวาลในหนังของเขามันอยู่ซ้อนเหลื่อมกับจักรวาลในหนังของ Bela
Tarr เรื่อง DAMNATION (1988), SATANTANGO (1994),
WERCKMEISTER HARMONIES (2000) และ THE TURIN
HORSE (2011) หรือหนังของ Fred Kelemen เรื่อง KALYI (1993), FATE (1994), FROST (1997), NIGHTFALL (1999) และ FALLEN (2005) และในแง่นึง มันเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามของจักรวาลในหนังระยะหลังของ Terrence
Malick เรื่อง THE TREE OF LIFE (2011) และ TO THE WONDER (2012)
ที่เรารู้สึกว่ามันตรงข้ามกันแต่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน
เพราะเรารู้สึกว่า หนังของ Lav Diaz มันให้ความสำคัญกับ surrounding,
landscape, nature มากๆ และมันมีพลังเชิงกวีบางอย่าง
ซึ่งเป็นสิ่งที่ THE TREE OF LIFE และ TO
THE WONDER ก็มีเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าจักรวาลใน THE
TREE OF LIFE กับ TO THE WONDER มันถูกครอบงำด้วยพลังเหนือธรรมชาติที่ดีงามหรือ benevolent แต่จักรวาลในหนังของ Lav Diaz มันอาจจะไม่มีพลังเหนือธรรมชาติอยู่จริงๆก็ได้
แต่ธรรมชาติในหนังของเขามันก็ทรงพลังอย่างรุนแรงมากๆ
และมันดูเหมือนไม่ปรานีปราศรัยต่อมนุษย์ หรือไม่ก็จักรวาลในหนังของ Lav
Diaz มันอาจจะมี “พลังเหนือธรรมชาติ” อยู่ในนั้นก็ได้
แต่ถ้ามันมีจริง มันก็เป็นพลังเหนือธรรมชาติที่ “เย็นชา” มากๆ
หรือซาดิสท์กับมนุษย์มากๆ เพราะฉะนั้นมันก็เลยตรงข้ามกับหนังระยะหลังของ Terrence
Malick แต่ไปใกล้เคียงกับจักรวาลในหนังของ Bela
Tarr และ Fred Kelemen
2. Ed Halter on Bela Tarr
ชอบที่ Ed Halter เคยเขียนถึง SATANTANGO ใน Village
Voice มาก ๆ เขาเขียนว่า ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20
เริ่มต้นด้วยการใช้ภาพ montage อย่างบ้าคลั่งในผลงานของ Dziga
Vertov และ D.W. Griffith ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่และการสร้างโลกใหม่
และภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20
ก็สิ้นสุดลงด้วยการถอนหายใจอย่างยาวนานในภาพยนตร์ของ Bela Tarr ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดได้อย่างโหดร้ายถึงขีดจำกัดของมนุษย์และแรงถ่วงจากอดีตอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
โดยเขาถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาผ่านทางงานด้านภาพอันยอดเยี่ยมจนไม่อาจกะพริบตา
If 20th-century cinema begins with the montage frenzies of
Vertov and Griffith, possessed by a cocksure project to remake history and the
world, then it ends with the long sigh of Tarr, brutally conveying the
inescapable weight of history and human limitation through monuments of
unblinking vision.
จำได้ว่าหลังจากนั้นมีนักวิจารณ์บางคนเขียนด้วยว่า
ภาพยนตร์แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นด้วยฉากซูฉีเดินตอนต้นเรื่องใน MILLENNIUM
MAMBO (2001, Hou Hsiao-hsien)
3. ความแตกต่างระหว่าง AN ELEPHANT
SITTING STILL (2018, Bo Hu, China, 230min, A+30) กับ Bela
Tarr
ในความรู้สึกส่วนตัวของเรานั้น ตอนดู AN ELEPHANT
SITTING STILL ก็จะนึกถึงหนังของ Fred Kelemen มากๆเหมือนกัน เพราะความหม่นทึมเทาของบรรยากาศ
และความโหดร้ายของชะตากรรมของตัวละคร
แต่เราจะรู้สึกว่าหนังของ Fred
Kelemen มันมีพลังของความ spiritual อยู่ด้วยน่ะ คือเหมือนกับว่าพอดู AN ELEPHANT SITTING
STILL เราจะรู้สึกว่า “มนุษย์มันโหดร้าย”, “สังคมมันโหดร้าย” แต่เวลาเราดูหนังของ Fred Kelemen, Lav
Diaz, Bela Tarr เราจะรู้สึกว่า “จักรวาลมันโหดร้าย” หรือ
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจักรวาลมันโหดร้าย” น่ะ คือมันมีความโหดร้ายในขั้น spiritual อยู่ในหนังของ Fred Kelemen ด้วย
ซึ่งเรารู้สึกว่า AN ELEPHANT SITTING STILL มันขาดพลังตรงนี้ไปหน่อยสำหรับเรา
4. ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นในการรับชมภาพยนตร์สุดโปรดบางเรื่องเป็นรอบที่
2 ใน “จอที่ใหญ่กว่าเดิมเป็นอย่างมาก”
THE AMOUNT OF ECSTASY GAINED WHILE VIEWING SOME FAVORITE
FILMS FOR THE SECOND TIME ON A MUCH BIGGER SCREEN
WERCKMEISTER HARMONIES (2000, Bela Tarr, Hungary, 145min,
A+30)
เพิ่มขึ้นราว 25 หน่วย
เราเดาว่าสาเหตุสำคัญที่ระดับความพรึงเพริดทางอารมณ์ของเราไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักในการดูรอบสอง
เป็นเพราะว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้รอบแรกในห้อง auditorium ของห้องสมุดธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในการจัดฉายของ FILMVIRUS เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เพราะฉะนั้นการดูในรอบแรกของเราจริง ๆ
แล้วก็ไม่ใช่การดูใน “จอเล็ก” ซะทีเดียว แต่เป็นการดูใน “จอขนาดกลาง” มากกว่า
55555 และเหมือนกับว่าเรา “ตกตะลึงพรึงเพริด” และ “ประทับใจสุดขีด”
กับการดูหนังเรื่องนี้ในรอบแรกไปแล้ว เพราะฉะนั้นการดูหนังเรื่องนี้ในรอบที่สองในจอใหญ่ยักษ์
ก็เลยเหมือนให้ความสุขกับเรามากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น “อย่างรุนแรง”
จากการดูรอบแรก
สิ่งที่สำคัญที่เราได้จากการดูรอบสองก็คือว่า
เราจดจำมานานราว 20 กว่าปีว่า หนังเรื่องนี้จบลงในฉากที่ Hanna
Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหารดู แต่พอมาดูรอบสอง
เราก็เลยพบว่าความทรงจำของเราผิดเพี้ยนอย่างรุนแรง เพราะมันมีฉากต่าง ๆ
ต่อมาจากนั้นอีกราว 15 นาทีได้มั้ง ไม่รู้ทำไมเราถึงจำผิดเพี้ยนมานาน 20 กว่าปีว่า
หนังเรื่องนี้จบลงที่ฉากของ Hanna Schygulla ชี้แผนที่ให้ทหาร
55555
ประทับใจมาก ๆ ที่ผู้ชมบางคนในรอบที่สองบอกว่า
ดูแล้วนึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 1976 ส่วนเราจะนึกถึง “สงครามบอสเนีย”, “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา”, นาซี, สงครามกลางเมืองในประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกา, ความเกลียดชังชนกลุ่มน้อยและชาวต่างชาติทั้งในอเมริกาและยุโรป
และกปปส. 55555
5. TOIRALLEL TIMES (2018, Chanasorn Chaikitiporn, 45min,
A+30)
สุขากาลเวลา
...
7.2 ในส่วนของการถ่ายฉากคุยกันในห้องน้ำใน TOIRALLEL
TIMES นั้น
ผู้สร้างหนังอาจจะมีเหตุผลของตัวเองในการนำเสนอห้องน้ำแบบ “สมจริง”
แต่ถ้าหากพูดถึงรสนิยมของเราแล้ว เราอยากได้ห้องน้ำที่ “น่ารังเกียจ” แต่มี
“เสน่ห์ทางภาพ” ในเวลาเดียวกันน่ะ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำเหมือนกันนะ
โดยตัวอย่างของการนำเสนอ “สภาพที่น่ารังเกียจ” แต่ “มีเสน่ห์ทางภาพ” ในภาพยนตร์
ก็มีเช่น
7.2.1 หนังหลายๆเรื่องของ Bela
Tarr ซึ่งเป็นเจ้าของ quote เปิดหนังเรื่องนี้
คือหนังของ Bela Tarr, Sharunas Bartas, Artur Aristakisian, Fred
Kelemen อะไรพวกนี้ มันเสนอภาพชีวิตแร้นแค้น สลัมน้ำครำ คนจน
แต่จริงๆแล้ว “ภาพมันสวยมากๆ” น่ะ
คือเนื้อหาของภาพมันสะท้อนสภาพชีวิตแร้นแค้นก็จริง
แต่ผู้กำกับมันสามารถถ่ายออกมาให้สวยมากๆได้
...
เรายอมรับว่า ปัญหาที่เรามีกับ TOIRALLEL TIMES ทำให้เรานึกถึง dilemma ข้างต้นน่ะ
คือเราว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายไม่สวย ขาดมนตร์เสน่ห์ทางภาพ
โดยเฉพาะในฉากที่ตัวละครคุยกัน และเราอยากให้หนังมันถ่ายสวยๆกว่านี้
ยิ่งได้อารมณ์แบบ Bela Tarr, Anucha Boonyawatana หรือ Lav
Diaz ก็จะยิ่งดีมากๆ แต่เราก็ยอมรับว่า
ผู้สร้างหนังก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเองเหมือนกัน ในการถ่ายห้องน้ำให้ดู
“ไม่น่าอยู่” หรือ “ไม่สวย” แบบนี้
6. ECCE HOMO (2015, Dimitar Kutmanov, A+30) นึกว่านำแสดงโดย Yekaterina Golubeva โดยตัวหนังเองนั้นดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่ม Bela
Tarr, Sharunas Bartas, Fred Kelemen, Aleksei Muradov มากๆ
ไม่รู้หนังกลุ่มนี้เรียกว่าอะไร เราขอเรียกว่ามันเป็นหนังกลุ่ม Poetic
Miserabilism ก็แล้วกัน
ดีใจมากๆที่มีผู้กำกับรุ่นใหม่สืบสายธารการทำหนังกลุ่มนี้ต่อไป เพราะดูเหมือน Tarr,
Bartas, Kelemen แทบจะไม่ได้ผลิตผลงานใหม่ๆออกมาเลยในช่วงที่ผ่านมา
7. Tony McKibbin on Bela Tarr
โทนี่เคยเขียนใน Senses of Cinema ว่า
“หนังของ ILYA KHRZHANOVSKY เหมือนกับหนังของ SHARUNAS BARTAS (ผู้กำกับชาวลิทัวเนีย
เจ้าของหนังเรื่อง THE CORRIDOR ที่เคยมาฉายที่ธรรมศาสตร์),
FRED KELEMEN (ผู้กำกับหนุ่มหล่อชาวเยอรมันที่ตอนนี้หันไปสร้างหนังในแลตเวีย)
และ BELA TARR (ผู้กำกับชาวฮังการีที่เป็นแรงบันดาลใจให้ GUS
VAN SANT สร้าง GERRY) เพราะหนังเหล่านี้จะเว้น
“ช่องว่าง” เอาไว้
แต่หนังเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมทำความเข้าใจและเติมช่องว่างตามความเข้าใจ
แต่ช่องว่างที่อยู่ในหนังกลุ่มนี้จะเติมได้ก็ต่อเมื่อผู้ชมตระหนักรู้และยอมรับใน
“ความไม่เข้าใจ” หรือเมื่อผู้ชมเข้าใจว่า โลกใบนี้แทบไม่มีที่เหลือให้กับ “เหตุผล”
อีกต่อไป”
8. Tony McKibbin on Bela Tarr and Cinema of Damnation
พูดถึง BELA TARR แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยอ่านบทความ
CINEMA OF DAMANATION ใน SENSES OF CINEMA ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BELA TARR รู้สึกว่าเป็นบทความที่ดีเยี่ยมมาก
บทความชื่อ CINEMA OF DAMNATION: NEGATIVE CAPABILITIES IN
CENTRAL AND EASTERN EUROPEAN FILM โดย TONY MCKIBBIN
บทความนี้พูดถึงแนวทางภาพยนตร์ยุโรปตะวันออกที่เรียกว่า CINEMA
OF DAMNATION ค่ะ
หนังกลุ่มนี้จะเป็นหนังที่มีความใกล้เคียงกับหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER แต่จะมองโลกในแง่ร้ายกว่าหนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER
...
ดิฉันอ่านบทความ CINEMA OF DAMNATION แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ค่ะ เพราะดิฉันแทบไม่ได้ดูหนังในกลุ่มนี้เลย
เคยดูก็แต่เรื่อง THE CORRIDOR (A+++++++++++) ของ SHARUNAS
BARTAS เท่านั้น แต่ถ้าให้เดาๆดู
ก็รู้สึกว่าผู้เขียนบทความนี้จะบอกว่า
1.หนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION กับ CINEMA
OF WONDER ต่างกันตรงที่หนังของ CINEMA OF DAMNATION เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
2.หนังกลุ่ม CINEMA OF WONDER มักจะบอกว่า
เมื่อเราเข้าใจตัวเราเองแล้ว เราอาจจะ
2.1 รู้แจ้งทางจิตวิญญาณ แบบที่พบในหนังของ ANDREI TARKOVSKY
2.2 พบกับพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่ แบบที่พบในหนังของ SERGEI
PARADJANOV
2.3 สละชีพเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง แบบที่พบในหนังของ MIKLOS
JANCSO
2.4 เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้ง แบบในหนังของ THEO
ANGELOPOULOS
ส่วนในหนังกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION นั้น
ถ้าหากตัวละครเกิดความเข้าใจในตัวเองแล้ว พวกเขาจะไม่ได้พบอะไรที่ดีงามแบบข้างต้น
พวกเขาจะเพียงแค่ “ไม่เป็นบ้า”
ซึ่งนั่นก็ถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดสุดๆแล้วในโลกที่แล้งไร้ของพวกเขา
หนังในกลุ่ม CINEMA OF DAMNATION ยังมีลักษณะแตกต่างจากกันเองอีกด้วย
เช่น
1.ในขณะที่หนังของ TARKOVSKY แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายเมื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขาดหายไป
หนังของ BELA TARR กลับแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ไร้ความหมายที่ถูกยั่วยวนด้วยพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย
2.หนังของ SHARUNAS BARTAS แสดงให้เห็นถึงความไร้อำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัวได้
The problem here is neither specific spiritual absence (อย่างในหนังของ
TARKOVSKY) nor malevolent presence (อย่างในหนังของ BELA
TARR), but a chaotic despair where man has neither the energy nor the sense of
purpose to affect the world.
3.หนังของ FRED KELEMEN เป็นหนังที่มีความหวังสูงกว่าหนังของ
TARR และ BARTAS เพราะหนังของ KELEMEN
บอกว่า เมื่อความสิ้นหวังมาเจอกับความสิ้นหวัง
ก็จะกลายเป็นความมีหวัง
No comments:
Post a Comment