การขุดรูปในอดีตนี่มันทำให้เรามีความสุขจนหยุดไม่ได้จริง
ๆ
อันนี้คือรูปของตัวเราเองในวันที่ 1 มิ.ย. 2014
ที่ HAL เป็นรูปของเราตอนไปดูหนังสั้นชุด THAI AURORA
AT THE HORIZON ที่ประกอบด้วยหนังของผู้กำกับสุดโปรดของเราหลายคน
ซึ่งรวมถึง Harin Paesongthai, Boonyarit Wiangnon, Ukrit Sanguanhai,
Manasak Khlongchainan, Karnchanit Posawat, etc.
รูปมาจากเพจ THAI AURORA AT THE HORIZON
https://web.facebook.com/photo/?fbid=10241992599654933&set=a.10226669876036419
+++
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ถูกต้องจ้า น้อง Warut
เก่งมาก ๆ มันคือ
FALLEN (2005, Fred Kelemen, Latvia)
เสียดายที่หารูปจากหนังของเขายากมาก ๆ
รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วภาพจากหนังของเขามันชวนให้สับสนกับหนังของ Bela Tarr,
Sharunas Bartas, Andrei Tarkovsky ได้ง่าย ๆ
แต่เราไม่สามารถหารูปมาเป็นหลักฐานได้ 55555
+++
ผมเองก็ยอมรับว่า ถ้าหากผมเป็นผู้เล่นเกมนี้เอง
ผมก็คงตอบไม่ได้เช่นกันครับว่า ภาพมันมาจากหนังเรื่องไหน 55555
เฉลยว่า มันมาจากหนังเรื่อง THE DAY WHEN
THE MOON ENCOUNTER THE EARTH'S ORBIT หรือ “วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด”
(2010, Weerapong Wimuktalop) ครับ
หนังเรื่องนี้เคยฉายในงานฉลองอะไรสักอย่างของ Filmvirus
ที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 26 ก.ย. 2010 ครับ และเคยฉายในงาน
Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ในวันที่
12 ก.พ. 2011 ครับ
Edit เพิ่ม: เมื่อกี้ไปเช็คแล้ว
พบว่างาน Filmvirus Wildtype ที่ Reading Room ช่วงต้นปี 2011 ฉายหนังเป็นจำนวนเยอะมาก เพื่อเป็นการบันทึกความทรงจำให้ครบถ้วน
เราก็เลยเอาลิสท์รายชื่อหนังที่ฉาย ไปแปะไว้ใน comment นะ
รายชื่อหนังที่ฉายในงาน Filmvirus
Wildtype ที่ Reading Room ในปี 2011
วันที่ 5 ก.พ. 2011 ฉาย (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
คำพิพากษาของซาตาน(Chay,Gayvah-rar ‘n’
the Machupicchu)20 mins
สถานต่างอากาศ 24 mins
บางคนที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ (History
In the Air ) 62 mins
พิพิธภัณฑ์แห่งแสง (Employees Leaving
the Lumiere Factory) 30mins
วันที่ 12 ก.พ. 2011 ฉาย
CORE PROGRAM : RAW CINEMA 116mins
วันสบายสบายของน้องกร (กร กนกคีขรินทร์ ) 3 mins no sub
needed
เตรียมใจ (กร กนกคีขรินทร์) 4 mins no sub needed
คนธรรพ์ (วิชชุพงษ์ สุขวิชัย /2010/ไทย) eng
subs 20 mins
อย่างน้อย (ไตรทศ เติมอาบศรี) 14 mins
ผ....สุดที่รัก (uncensored version) (ชวการ
อ่ำสมคิด) no subs 8 mins
ไสหัวไปตายซะ (ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ) 20 mins eng sub
รวมร่าง ( มนัสศักดิ์ คล่องชัยอนันต์) 3 mins ENG no subs
แผลเป็น (อรรถวุฒิ บุญยวง) 12 mins no sub needed
กาลครั้งหนึ่งคิดถึงวันวาน (สิทธิพงษ์ ปัดชากาว) 10 mins no
sub
กินข้าว (สิทธิพงศ์ ปัดชากาว) 13 mins no subs
วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด(วีระพงษ์ วิมุกตะลพ ) 9
mins no sub needed
CORE PROGRAM : NEW AUTEURS THE UNDERGROUND OFFICE PROGRAM 2
อำพราง (ธนิ ฐิติประวัติ)26
กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา)3 mins
ในเมืองร้อนกับค่ำคืนที่ว่างเปล่า (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)50
mins
Hunter the Bag (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ) 17 mins
ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่(ของฉัน) (วชร กัณหา)16 mins no
subs
เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins
วันที่ 19 มี.ค. 2011 ฉาย
มหาลัยสร้างสรรค์ (ศุภณัฐ ชัยกล้าหาญ)30
mins no subs
SUPERSTITION (สิบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 6 mins eng languag
UNTITLED (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 10 mins
SOCIAL FRAGMENTS STUDIES (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 7 mins
L'ESCAPE (สืบแสง แสงวชิระภิบาล + ปรวงศ์ บุญช่วย /2009/ไทย) 3 mins
Dream (ศุภสิทธิ์ เสร็จประเสริฐ) 9 mins no sub
เวลา (ศุภสิทธิ์ เสร็จประเสริฐ ) 6 mins no subs
บทกวีใบไม้แดง (พงษ์พันธ์ ยืนชีวิต) 7 mins
แสงจันทร์ (พงษ์พันธ์ ยืนชีวิต/2009/ไทย) 14
mins no sub
มีหมาป่าที่ชั้นหนังสือ (ทศพล บุญสินสุข) 14 mins
เรื่องเล่าใต้ขอบฟ้า (ฑีมะเดช วัชรธานินท์)10 mins eng sub
เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16 mins no sub
126
ห้องทรมาน (Torture Room ) (ปฏิภาณ บุณฑริก) 23
mins
อัญญประกาศ (ธนกฤต กฤษณะยรรยง) 21 mins
ฉากที่ไม่ปรากฏ (สรยศ ประภาพันธ์) 8 mins eng sub
รักหลับ (เกรียงไกร วัฒนานิยม + อมรชัย ศิริรัตน์) 30mins
soulmate (สมคิด ใจศรี)
คำพิพากษาของความรัก(วชร กัณหา) 24 mins
วันที่ 26 มี.ค. 2011 มีฉายหนังเรื่อง
บันทึกการเดินทาง (Diary of the Journey
) ปัญจะ สายทอง 15 mins
ยาพิษ 3 ปิดเทอมใหญ่ รีวิวหนัง (เอกราช
มอญวัฒ)20
เพื่อนรักเพื่อนร้าย (พิเชษ เสมอเชื้อ)25 นาที
no subs
EARLY RETIRED (ฐากูร เข็มปัญญา) 30 mins no sub
โปรแกรม 1.4 สุดถวิลหา
Me and My Video Diary (ธนิ ฐิติประวัติ) 30 mins
BLUE BLANK(วชร กัณหา) 48 mins
สุดถวิลหา(วชร กัณหา)17 mins
RESIST 58 mins
Film Virus (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)12 mins
วันที่ 10 เม.ย. 2011 มีฉายหนังเรื่อง
HAPPEN ! (ทวีวิทย์ กิจธนสุนทร) 4 mins
BANGKOK TANKS (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
แบบทดสอบวิชาการเมืองไทยร่วมสมัย (จุฬญานนท์ ศิริผล ) 8 mins
คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์(นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
ครบรอบ 110 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี
พนมยงค์ (สรยศ ประภาพันธ์) 30 mins eng sub.
จดหมายของนายตาบอดสี (สรยศ ประภาพันธ์ ) 9 mins eng sub
กาลานุสติ (สิทธิพร ราชา)30 mins no sub
BANGKOK UFO (วินัย กิจเจริญ) 10 mins no sub
แกะแดง (สำนักงานใต้ดิน) 40 mins no sub
สมหวัง 2553 (นรชาย กัจฉปานนท์)
ประวัติศาสตร์ย่อของความทรงจำ (จุฬญานนท์ ศิริผล) 14 mins
+++
Lai Yuqing ผู้กำกับภาพยนตร์เลสเบียนเรื่อง WHISPERINGS
OF THE MOON (2025) เสียชีวิตในวัย 23 ปี เนื่องจากตกจากอพาร์ตเมนท์ในกรุงพนมเปญ
กัมพูชา
++++
รูปที่เราเคยถ่ายที่ Reading Room + รูปรายชื่อหนังบางส่วนที่เราเคยดูที่ Reading Room
+++
แต่ขอเปิดเผยความจริงว่า เป็นคนอื่น ๆ ในทีมงาน Filmvirus
ที่เลือก “ไสหัวไปตายซะ” มาฉายในงาน Wildtype ปี
2011 นะ เราไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่ Wiwat ก็ Chayanin 55555 เพราะว่ามี curators/programmers หลายคนในงาน Filmvirus
Wildtype
เพราะว่า “ไสหัวไปตายซะ” เคยฉายในงานมาราธอนปี
2009 แต่เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในงานนั้น เพราะมันชนกับงาน Lav Diaz Retrospective ในปี 2009
เราเองก็เพิ่งได้ดู “ไสหัวไปตายซะ” ครั้งแรก
ในงาน Wildtype ปี 2011 ในวันที่ 12 ก.พ. 2011 จ้ะ
++++
30 FAVORITE FILMS I SAW AT READING ROOM
เนื่องจากมีการรำลึก #Readingroom15years
เราก็เลยทำรายชื่อภาพยนตร์ 30 เรื่องที่เราชอบสุดขีด
ที่เราเคยดูที่ Reading Room ก็แล้วกัน
เรียงตามลำดับการได้ดูของเราที่ Reading
Room
1. THE KINGDOM (1973, Katsu Kanai,
Japan)
ดูในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 สมัยที่ Reading
Room ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง (ถ้าจำไม่ผิด)
2. EMPLOYEES LEAVING THE LUMIERE
FACTORY (2010, Chaloemkiat Saeyong, 31min)
ดูในวันที่ 5 ก.พ. 2011
หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ
3. I COVERED MY EYES (2008, Paul
Turano, documentary, 29min)
ดูในวันที่ 26 ก.พ. 2011
4. PORNDOGS: THE ADVENTURES OF SADIE
(2009, Greg Blatman, USA)
ดูในวันที่ 26 ก.พ. 2011
5. ME AND MY VIDEO DIARY (2010, Tani
Thitiprawat, documentary, 30min)
ดูในวันที่ 26 มี.ค. 2011
6. OUT 1: NOLI ME TANGERE (1971,
Jacques Rivette, 12 hours 40 minutes, A+30)
ดูในวันที่ 25-26 มิ.ย. 2011
7. THE AUTOBIOGRAPHY OF NICOLAE
CEAUSESCU (2010, Andrei Ujica, Romania, documentary, 180min)
ดูในวันที่ 24 ก.ย. 2011 มีอาจารย์สุธาชัย
ยิ้มประเสริฐ มาเสวนาหลังหนังจบด้วย
8. THE WILD FIELD (1976, Nguyen Hong
Sen, Vietnam)
ดูในวันที่ 26 พ.ค. 2012
9. HUNGARY MAN BOO อย่ากินเนื้อสัตว์มาก (2012,
Viriyaporn Boonprasert)
ดูในวันที่ 22 ธ.ค. 2012
10. MA DANG BO SAI หมาแดงบ่ไซ (1999,
Phaisit Phanphruksachat, second viewing)
ดูในวันที่ 22 ธ.ค. 2012
11. GRINDHOUSE FOR UTOPIA (2013, Tani Thitiprawat)
ดูในวันที่ 3 มี.ค. 2013 และติดอันดับหนึ่งในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดประจำปี
2013 ไปเลย
12. THE AGE OF ANXIETY (2013, Taiki Sakpisit)
ดูในวันที่ 3 มี.ค. 2013 และติดอันดับ 10
ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดประจำปี 2013
13. CENTURY OF BERTHING (2011, Lav Diaz, Philippines)
ดูในวันที่ 30 มี.ค. 2013
14. FLORENTINA HUBALDO, CTE (2012, Lav Diaz, Philippines)
ดูในวันที่ 31 มี.ค. 2013
15. THE PEN OF
TEACHER WANPEN ปากกาของครูวันเพ็ญ (2003, Tossapol
Boonsinsukh, 46min)
ดูในวันที่ 6 ต.ค. 2013
16. DARLING, WE CAN’T LOVE EACH OTHER ที่รัก
เรารักกันไม่ได้– เรียม ดาราน้อย (2014, Nok Paksnavin, music video)
ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง
นักเลงภาพ” หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 33 ของเราประจำปี 2014
17. LOVE COMMUNITY SCOUT รักลูกเสือชาวบ้าน
– น้ำอ้อย พรวิเชียร (2014, Viriyaporn Boonprasert, music video)
ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง
นักเลงภาพ” หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นการวิเคราะห์
“การผูกเงื่อน” ของเชือกที่ใช้ในการแขวนคอคนตายที่สนามหลวงในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2019
และแน่นอนว่าเนื้อหาหลักของหนังคือการพูดถึงบทบาทของ “ลูกเสือชาวบ้าน”
ในเหตุการณ์นั้น
ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 12 ปีแล้ว
เราก็ยังคงจำได้ดีว่า Chaloemkiat Saeyong มานั่งดูหนังในงานนี้ด้วย
และตอนนั้นเรากับเพื่อน ๆ หลายคนแอบตั้งข้อสงสัยว่า Chaloemkiat Saeyong อาจจะเป็น Viriyaporn Boonprasert เพราะฉะนั้นตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายอยู่บนจอ
เราก็เลยแอบดูสีหน้าของ Chaloemkiat เป็นระยะ ๆ
เพื่อดูว่าเขาแสดงพิรุธอะไรหรือไม่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรออกมา
และจนถึงบัดนี้เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า Viriyaporn Boonprasert เป็นใคร
18. THE CANDLE JUDGMENT OF NINJA นินจาเสี่ยงเทียน (2014, Santiphap Inkongngam, music video)
ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2014 ในงาน “จดหมายเพลง
นักเลงภาพ”
19. VIOLIN FASE (1986, Eric Pauwels, Belgium, 12min)
ดูในวันที่ 28 พ.ค. 2014
20. PAINFUL เจ็บปวด (2013, Akara
Pacchakkhaphati)
ดูในวันที่ 8 มิ.ย. 2014 ในงาน Filmvirus
Wildtype หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ของเราประจำปี 2014
21. AWARENESS ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ
(2014, Wachara Kanha)
ดูในวันที่ 8 มิ.ย. 2014 ในงาน Filmvirus
Wildtype หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2014
22. HOW TO LIVE IN THE GERMAN FEDERAL REPUBLIC (1990, Harun
Farocki, Germany, 83min)
ดูในวันที่ 17 ส.ค. 2014
23. TENDER ARE THE FEET (1972, Maung Wunna, Myanmar)
ดูในวันที่ 24 ม.ค. 2015
24. YADANABON (TREASURE TROVE) (1953, U
Tin Maung, Myanmar)
ดูในวันที่ 25 ม.ค. 2015
25. 4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker, Thet Zaw Win, Myanmar)
ดูในวันที่ 25 ม.ค. 2015
26. THE HEN (2013, Manel Raga, Spain, 15min)
ดูในวันที่ 21 ก.พ. 2015 ในเทศกาล Signes
de Nuit Film Festival in Bangkok
27. FOR THE LOST (2014, Pierre-Yves Vandeweerd, Belgium,
documentary, 77min)
ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2015
ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok
28. THE SHADOW’S SHARE (2014, Olivier Smolders, Belgium,
28min)
ดูในวันที่ 22 ก.พ. 2015
ในเทศกาล Signes de Nuit Film Festival in Bangkok
29. TODO TODO TEROS (2006, John Torres, Philippines, 110min)
ดูในวันที่ 27 มิ.ย. 2015 ในงาน
JOHN TORRES RETROSPECTIVE
30. REFRAINS HAPPEN LIKE REVOLUTIONS IN
A SONG (2010, John Torres, Philippines, 120min)
ดูในวันที่ 28 มิ.ย. 2015 ในงาน JOHN
TORRES RETROSPECTIVE
เราเคยเขียนถึง ME AND MY VIDEO DIARY ไว้ที่นี่
https://web.facebook.com/photo/?fbid=1993609683255&set=a.1982032193825
EMPLOYEERS LEAVING THE LUMIERE FACTORY (Chaloemkiat Saeyong)
https://www.youtube.com/watch?v=_fnbf4fES0Y
ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ
https://www.youtube.com/watch?v=6IL2EMsc1qg&t=679s
++++
Ratchapoom Boonbunchachoke’s List in Filmmaker Magazine
เราได้ดูไปเพียงแค่ 9 จาก 20 เรื่องนี้
อยากให้อีก 11 เรื่องที่เหลือได้เข้าโรงฉายในไทยมาก ๆ
+++
ถ้าใครอยากอ่านบทความเกี่ยวกับ Béla Tarr
ในนิตยสารไทย สามารถหาอ่านได้จากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 71 ประจำเดือนต.ค. 2007 นะคะ เพราะเห็นในหน้าปกมันบอกว่า นิตยสารเล่มนี้มีบทความ
“เบล่า ทาร์ vs นิน่า เมนเกส พ่อมดแม่มดแห่งโลกหนัง”
ซึ่งดิฉันก็มีนิตยสารเล่มนี้เก็บไว้ค่ะ แต่ตอนนี้ขี้เกียจหา
เพราะมันคงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะคุ้ยหาจนเจอ 55555
เราเข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่นิตยสาร BIOSCOPE
ฉบับที่ 71 ลงบทความเกี่ยวกับ Bela Tarr และ Nina
Menkes เป็นเพราะว่าในช่วงนั้นหนังของสองคนนี้ได้เข้ามาฉายในเทศกาล World
Film Festival of Bangkok ที่เอสพลานาด รัชดาค่ะ โดยดิฉันได้ดูหนังเรื่อง
THE MAN FROM LONDON ของ Béla Tarr ในวันที่
3 พ.ย. 2007 และได้ดูหนังเรื่อง PHANTOM LOVE ของ Nina
Menkes ที่เอสพลานาด รัชดา สองรอบ
(เพราะชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด) ในวันที่ 30 ต.ค. 2007 และในวันที่ 1 พ.ย.
2007 ค่ะ
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิตยสาร BIOSCOPE
ฉบับที่ 71 นะคะ
++++++++
ช่วงกระแสสำนึกของแม่หมีก่อนเข้านอน
พออ่านบทความของคุณ Pimchanok Puksuk ใน The 101 World แล้วก็นึกถึง “ความสุข”
(ใช้คำนี้ได้หรือเปล่านะ) ตอนดู THE TURIN HORSE (2011,
Béla Tarr, Hungary, 155min) สองรอบ ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด
รัชดามาก ๆ มันเหมือนเป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณมาก ๆ และการที่เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดอาจจะเป็นเพราะว่า
หนังเรื่องนี้เหมือนมองชีวิตมนุษย์, มองโลก และมองจักรวาลด้วยสายตาคล้าย ๆ กับเรา
นึกถึงที่ Wiwat Lertwiwatwongsa ชอบพูดบ่อย ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนว่า หนังยุคแรกของ Tarr หรือยุคของ FAMILY NEST (1979) เรื่อยมาจนถึง ALMANAC OF FALL (1984) ใช้ gaze ที่แตกต่างจากหนังยุคหลังของทาร์ หรือยุค DAMNATION
(1988), SATANTANGO (1994) และ WERCKMEISTER HARMONIES (2000)
เพราะว่าหนังยุค 1988-2000 นี้เป็นหนังที่ “gaze at the
world with evil eyes”
เพราะฉะนั้นฟิล์มซิคกับเราก็เลยผิดหวังเล็กน้อยกับ
THE MAN FROM LONDON (2007) เพราะว่า gaze มันเปลี่ยนไป “ดวงตาอันชั่วร้าย” มันหายไป คือในส่วนของตัวเรานั้น เราชอบ visual
ของ THE MAN FROM LONDON อย่างรุนแรงมาก
แต่ก็รู้สึกว่า gaze มันเปลี่ยนไปจริง ๆ เราก็เลยผิดหวังเล็กน้อยกับหนังเรื่องนี้
ถึงแม้หนังเรื่องนี้ได้ Tilda Swinton มาช่วย
เพราะฉะนั้นเรากับฟิล์มซิคก็เลยดีใจสุดขีดมาก ๆ
ที่ gaze แบบที่เราต้องการ กลับคืนมาใน THE TURIN
HORSE และมันกลับคืนมาอย่างเต็มที่ ทรงพลัง ถึงใจพระเดชพระคุณจริง ๆ
ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่า เรานอนตายตาหลับแล้วหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้สองรอบ
ในวันที่ 22 ม.ค. 2012 และในวันที่ 23 ม.ค. 2012 ที่โรงหนังเอสพลานาด รัชดา มันถือเป็นจุดสุดยอดจุดหนึ่งในชีวิตการดูหนังของเราเลยทีเดียว
จริง ๆ แล้วเราไม่ชอบดูหนังหลาย ๆ รอบ แต่การที่เราดู
SATANTANGO, WERCKMEISTER HARMONIES และ THE TURIN
HORSE เรื่องละสองรอบนี่ สาเหตุคงเป็นตามที่คุณ Abbas Fahdel
ได้เขียนเอาไว้ เพราะคุณ Abbas Fahdel เขียนว่า
หนังของ Béla Tarr นั้นเป็นหนังที่สร้างตามความเชื่อที่ว่า “cinema
is not a narrative to consume, but a space to live in.”
เพราะฉะนั้นถึงแม้เรารู้เนื้อเรื่องทั้งหมดใน SATANTANGO,
WERCKMEISTER HARMONIES และ THE TURIN HORSE จากการดูรอบแรกหมดแล้ว
เราก็ยังอยากดูหนังเหล่านี้ซ้ำใหม่เป็นรอบที่สองอยู่ดี ไม่ใช่เพื่อ “ซ้ำเนื้อเรื่อง”
ที่เรารู้ดีอยู่แล้ว แต่เพื่อได้เข้าไป “ใช้ชีวิตอยู่ในโลก”
ที่หนังสามเรื่องนี้สร้างขึ้น มันเหมือนกับว่าหนัง 3 เรื่องนี้เปิดพื้นที่ทางจิตบางอย่างให้เราเข้าไปอยู่ได้
หนังมันไม่ได้แค่เล่าเนื้อเรื่องให้เราฟัง แต่เปิดพื้นที่ทางจิตให้เราเข้าไปอยู่ข้างในนั้น
และก็น่าแปลก ที่เวลาเราดูหนัง feel good
หลาย ๆ เรื่อง เรากลับไม่รู้สึกดีหรือมีความสุข
เพราะเรารู้สึกว่าหนัง feel good หลาย ๆ เรื่องมันไม่เข้าใจเรา
ไม่เข้าใจชีวิตของเรา ไม่เข้าใจหัวใจเรา เรารู้สึกว่าหนัง feel good หลาย ๆ เรื่อง “ถีบเราออกจากหนัง” (แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องนะ
เดี๋ยวย่อหน้าท้าย ๆ เราจะยกตัวอย่างให้ดูว่า เราชอบหนัง feel good ของใครบ้าง)
กลับกลายเป็นว่าหนัง feel bad แบบหนังบางเรื่องของ Bela Tarr นี่แหละ ที่ทำให้เรามีความสุขอย่างสุดยอดเมื่อได้ดูมัน
เพราะถึงแม้ว่าชีวิตในหนังเหล่านี้มันจะโหดร้ายมาก ๆ เรากลับจูนกับมันติด เพราะหนังเหล่านี้มันเหมือนยอมรับความโศกเศร้าในใจเรา
ความเจ็บปวดในใจเรา ความภินท์พังในใจเรา พอ gaze ของหนังกลุ่มนี้มันสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มีต่อชีวิต,
โลก และจักรวาล เราก็เลยเหมือนมีความสุขที่ได้ live in หนังเหล่านี้ผ่านทางการดูมัน
เพราะมัน “เข้าใจ” จิตวิญญาณของเรา
ถึงแม้เราไม่อยากให้เหตุการณ์ในหนังเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของเราก็ตาม
โดยส่วนตัวแล้ว เราขอยกให้ THE TURIN
HORSE เทียบชั้นได้กับ L’ARGENT (1983, Robert Bresson) เลยนะ ในฐานะ “ผลงานทิ้งทวน หรือใกล้จะทิ้งทวน” ที่มันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีด
เหมือนทั้ง Béla Tarr และ Robert Bresson เป็นปรมาจารย์เพลงยุทธ์ที่ทิ้งเพลงยุทธ์อันล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขาเอาไว้ก่อนอำลายุทธภพ
และทั้ง THE TURIN HORSE กับ L’ARGENT นี่ก็ถือเป็นเพลงยุทธ์
“ด้านมืด” มาก ๆ (จริง ๆ แล้ว Béla Tarr ยังกำกับหนังสั้นและหนังสารคดีต่อจาก THE TURIN HORSE นะ แต่ THE TURIN HORSE คงถือเป็นหนังฟิคชั่นขนาดยาวเรื่องสุดท้ายของเขา)
ส่วน “เพลงยุทธ์ทิ้งทวน” ด้านสว่าง
ที่เราชื่นชอบก็มีนะ ซึ่งก็ได้แก่ หนังเรื่อง THE ROMANCE OF ASTREA AND
CELADON (2007, Éric Rohmer, France) ที่เป็นผลงานการกำกับเรื่องสุดท้ายของ
Rohmer ที่สดใส สว่าง ต๊ะติ้งโหน่งมาก ๆ แต่เราก็รู้สึกว่ามันงดงามสุดขีดมาก
ๆ ในขณะที่ FACES PLACES (2017) ซึ่งถือเป็น “ผลงานทิ้งทวน”
ของ Agnes Varda นั้น เราก็ชอบมาก ๆ เช่นกัน
สรุปว่าชอบทั้งสองแบบค่ะ ทั้งปรมาจารย์ด้านสว่าง
แบบ Rohmer และ Varda และปรมาจารย์ด้านมืดแบบ
Bresson และ Tarr
No comments:
Post a Comment