Abbas Fahdel เขียนถึง Bela Tarr ได้อย่างงดงามสุดขีดมาก ๆ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบ
“Béla Tarr's originality depends on
this deep conviction: cinema is not a narrative to consume, but a space to live
in.”
“Time is not an obstacle to go around,
but the very substance of experience.
His films show a world empty of promises, where history
seems to have stopped but where life, stubbornly, still persists. Disaster
isn't coming, it's already here — broadcast, silent, daily.
Refusing explanatory psychology, reassuring narrative arcs
and cathartic resolutions, Béla Tarr has made cinema an art of responsibility.
He didn't tell the viewer what to think, but asked him to face the images,
endure the duration, accept the discomfort. This requirement is as much
political as it is aesthetic.”
+++
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”
ตอนนี้เราก็เลยมีเวลาจับลูกหมีอาบน้ำซักที ลูกหมีอาบน้ำครั้งสุดท้ายในเดือนมิ.ย.
หรือเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ซึ่งจริง ๆ เราก็กะว่าจะให้ลูกหมีอาบน้ำทุก 3-4 เดือน
แต่พอเราเจอช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ในเดือนส.ค.-ธ.ค.
2025 ตารางชีวิตเราเลยพลิกผันไปหมด
++++
FAVORITE HUNGARIAN FILMS
เนื่องจากการเสียชีวิตของ Béla Tarr เราก็เลยทำลิสท์หนังฮังการีที่เราชื่นชอบดีกว่า
Only one film per one director
In roughly preferential order
1. SATANTANGO (1994, Béla Tarr, 7hrs 19mins)
2. ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary)
3. AURORA BOREALIS: NORTHERN LIGHT (2017, Márta Mészáros,
Hungary, A+30)
4. FATHER (1966, István Szabó)
5. HUKKLE (2002, György Pálfi)
6. PUSKÁS HUNGARY (2009, Tamás Almási, Hungary, documentary)
7. PLEASANT DAYS (2002, Kornél Mundruczó)
8. THE PORCELAIN DOLL (2005, Péter Gárdos)
9. WIND (1996, Marcell Iványi, Hungary)
10. ORPHAN (2025, László Nemes, Hungary, 132min, A+30)
11. TAMAS AND JULI (1997, Ildikó Enyedi)
12. CHILDREN OF GLORY (2006, Krisztina Goda)
13. WHITE PALMS (2006, Szabolcs Hajdu, Hungary)
++++
A VERY EASY GAME FOR CINEPHILES
เนื่องจากการเสียชีวิตของ Bela Tarr เราก็เลยทำเกมนี้ขึ้นมาเล่น ๆ ดีกว่า เป็นเกมที่ง่ายสุดขีดสำหรับเพื่อน ๆ cinephiles
เรียกว่าเกม
SPACE AND SPIRITUAL SPACE IN FILMS
ภาพ 30
ภาพนี้มาจากภาพยนตร์ 30 เรื่องของผู้กำกับ 30 คน ซึ่งล้วนเป็นภาพยนตร์ที่เราเคยดูมาแล้วและชอบสุดขีดทั้ง 30 เรื่อง ใครดูแล้วตอบได้ว่า ภาพไหนมาจากผู้กำกับภาพยนตร์คนใดบ้าง
ง่ายสุดขีด 55555
ผู้กำกับภาพยนตร์ 30 คน
1. Adilkhan Yerzhanov
2. Alain Tanner
3. Aleksei German
4. Andrei Tarkovsky
5. Artour Aristakisian
6. Bae Yong-kyun
7. Béla Tarr
8. Chantal Akerman
9. Derek Jarman
10. Franco Piavoli
11. Fred Kelemen
12. Hu Bo
13. James Benning
14. Kiyoshi Kurosawa
15. Lav Diaz
16. Lisandro Alonso
17. Marguerite Duras
18. Maura Delpero
19. Michelangelo Antonioni
20. Michelangelo Frammartino
21. Nipan Oranniwesna
22. Nuri Bilge Ceylan
23. Pedro Costa
24. Semih Kaplanoglu
25. Sharon Lockhart
26. Sharunas Bartas
27. Sompot Chidgasornpongse
28. Teeranit Siangsanoh
29. Uruphong Raksasad
30. Weerapong Wimuktalop
เดี๋ยววันไหนว่าง ๆ เราค่อยมาเฉลย 55555
++++
SOME OF MY EXPERIENCES INVOLVING READING ROOM
ตอนแรกกะว่าจะเขียนถึง Reading Room แต่ไป ๆ มา ๆ
กลับเป็นการเขียนถึงชีวิตตัวเอง 55555
1. Reading Room ถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราเลยทีเดียว
และถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ทศวรรษ 2010” ในชีวิต cinephile ของเรา
คือถ้าหากพูดถึงชีวิต cinephile ของเรานั้น พ่อของเราก็คงเป็นสถาบันเกอเธ่ แม่ของเราก็คงเป็น Alliance
Française in Bangkok และครูของเราก็คงเป็น DK Filmhouse
Filmvirus ทั้งสามสถาบันนี้ทำให้เรากลายเป็น cinephile ในทศวรรษ 1990
ส่วนในทศวรรษ 2000 นั้น ชีวิต cinephile ของเราก็ผูกพันกับ “เว็บบอร์ด Bioscope”, “ร้านแว่นวิดีโอ”,
“เทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพ” และ “เทศกาลหนังสั้นมาราธอน”
และพอมาถึงทศวรรษ 2010 Reading Room ก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญที่สุดในชีวิต cinephile ของเราในทศวรรษนั้น เพราะสถานที่แห่งนี้เป็น
1.1 สถานที่ที่เราได้พบปะพูดคุยกับ cinephiles
จำนวนมาก และเป็นสถานที่ที่เรามักได้เฮฮาหมู่เฮากับเพื่อน ๆ cinephiles
ของเรา เพราะฉะนั้นมันก็เลยคล้าย ๆ กับเป็น safe haven เป็นสถานที่ที่อบอวลไปด้วยความสุข และมิตรสหายผู้รู้ใจ
1.2 สถานที่ที่เราได้รับความรู้ต่าง ๆ
มากมายจากงานเสวนาต่าง ๆ ที่จัดที่ Reading Room
1.3 สถานที่ที่เราได้ดูหนังดี ๆ ต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน
2. ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราไป Reading Room
ครั้งแรกตอนที่มันตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุง รึเปล่านะ เราน่าจะไป Reading
Room ครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนังเรื่อง CLASS
RELATIONS (1983, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, West Germany, A+30)
และเราก็ไป Reading Room ครั้งที่สองในวันที่
19 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนัง 5 เรื่องของ Katsu Kanai ซึ่งประกอบด้วย
THE DESERT ARCHIPELAGO (1969), GOOD-BYE (1971), THE KINGDOM (1973),
DREAM RUNNING (1987) และ GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH
(1988)
หลังจากนั้นเราก็น่าจะได้ไป Reading Room อีกทีในวันที่
13 ก.พ. 2010 เพื่อดูหนังเรื่อง
Sherlock Jr. (Buster Keaton/1924/US) 45 mins
Life (Artavazd Peleshyan/1993/Armenia) 7 mins
End (Artavazd Peleshyan/1994/Armenia) 10 mins
Bread and Alley (Abbas Kiarostami/1970/Iran) 10 mins
April (Otar Ioseliani/1962/Georgia) 45
mins
Darkness/ Light / Darkness (Jan Svankmajer / 1990/ Chezh) 8 mins
Inextinguishable Fire (Harun Farocki /1969/German) 21 mins
Spring (Yevgeny Yufit /1987 /USSR) 10 mins
Fortitude (Yevgeny Yufit/1988/USSR) 3 mins
Superbia (Ulrike Ottinger/1986/German)16 min
Rocky VI (Aki Kaurismaki /1986/Finland) 9 min
Psy Show (Marina de Van/1999/FR) 22 min
The Skywalk is Gone (Tsai Ming Liang/2002/Taiwan) 25 min
3. เมื่อ Reading Room ย้ายมาตั้งอยู่ที่สีลมซอย
19 เราน่าจะไปที่นี่ครั้งแรกในเดือนก.พ. 2011 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด
เพราะตอนนั้นมีการจัดฉายหนังของ Filmvirus Wildtype ที่นี่ ซึ่งในตอนนั้นเรายังคงมีส่วนช่วยคัดเลือกหนังอยู่
โดยเราเคยมีส่วนช่วยคัดเลือกหนังใน Filmvirus Wildtype เฉพาะในช่วงปี
2009-2012 ก่อนที่เราจะถอนตัวออกไป
ในตอนแรกนั้นการฉายหนังที่ Reading Room สีลมจัดขึ้นที่ห้องบนชั้นดาดฟ้า ก่อนที่จะมีการย้ายสถานที่ฉายลงมายังชั้นห้องสมุดในงานต่อ
ๆ มา
หนังที่วางแผนว่าจะฉายในงาน Wildtype
2011 รวมถึง
เฟื่อง (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ + ธีรนิต์
เสียงเสนาะ)
เชลยแห่งความรัก (วชร กัณหา + ธีรนิต์
เสียงเสนาะ)30 mins no subs
ความทรงจำของเศษดาว (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)24
mins
พายายหมอนไปชมสวน(วชร กัณหา)24 mins
วันวิปริตไร้เงาดวงจันทร์( ธนิ ฐิติประวัติ)26mins
no subs
อำพราง (ธนิ ฐิติประวัติ)26
กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา)3 mins
ในเมืองร้อนกับค่ำคืนที่ว่างเปล่า (ธีรนิต์
เสียงเสนาะ)50 mins
Hunter the Bag (วชร กัณหา+ ธนิ ฐิติประวัติ) 17
mins
ประถมบทแห่งการเริ่มต้นใหม่(ของฉัน) (วชร กัณหา)16
mins no subs
เพียงหลับไหลในเงามืด (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)16
mins no subs
RESIST (ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)58
คำพิพากษาของความรัก(วชร กัณหา) 24 mins
Me and My Video Diary (ธนิ ฐิติประวัติ) 30
mins
BLUE BLANK(วชร กัณหา) 48 mins
สุดถวิลหา(วชร กัณหา)17 mins
Film Virus (วชร กัณหา + ธีรนิต์ เสียงเสนาะ)12
mins
คำพิพากษาของซาตาน(Chay,Gayvah-rar ‘n’
the Machupicchu)20 mins
สถานต่างอากาศ 24 mins
บางคนที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ (History
In the Air ) 62 mins
พิพิธภัณฑ์แห่งแสง (Employees Leaving
the Lumiere Factory) 30mins
วันสบายสบายของน้องกร (กร กนกคีขรินทร์ ) 3
mins no sub needed
เตรียมใจ (กร กนกคีขรินทร์) 4 mins no sub needed
คนธรรพ์ (วิชชุพงษ์ สุขวิชัย /2010/ไทย) eng
subs 20 mins
อย่างน้อย (ไตรทศ เติมอาบศรี) 14 mins
ผ....สุดที่รัก (uncensored version) (ชวการ
อ่ำสมคิด) no subs 8 mins
ไสหัวไปตายซะ (ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ) 20 mins eng sub
รวมร่าง ( มนัสศักดิ์ คล่องชัยอนันต์) 3 mins ENG no subs
แผลเป็น (อรรถวุฒิ บุญยวง) 12 mins no sub needed
กาลครั้งหนึ่งคิดถึงวันวาน (สิทธิพงษ์ ปัดชากาว) 10 mins no
sub
กินข้าว (สิทธิพงศ์ ปัดชากาว) 13 mins no subs
วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด(วีระพงษ์ วิมุกตะลพ ) 9
mins no sub
แต่เราจำไม่ได้ว่า หนังในรายชื่อข้างต้นได้รับการฉายครบหมดทุกเรื่องหรือเปล่านะ
เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด มีการยกเลิกรอบฉายบางรอบ เพราะไม่มีคนมาดูเลย
ความล้มเหลวในการดึงดูดคนดูในการฉายบางรอบในครั้งนั้น
ทำให้เราได้รับบทเรียนว่า “ไม่มีคนสนใจจะดูหนังที่เราชื่นชอบ หรือหนังที่เราเลือกมาฉาย”
แต่ผู้ชมส่วนใหญ่จะมาดู “หนังที่เพื่อนของตนเองเป็นคนกำกับ” เพราะฉะนั้นในการจัดงานฉาย
Wildtype ในช่วง 1-2 ปีต่อมา เราเลยไม่ได้เลือก “หนังหลายเรื่องของผู้กำกับคนเดียว”
แบบในช่วงต้นปี 2011 อีก แต่เราพยายามเลือก “หนังของผู้กำกับจากหลากหลายมหาลัย” มาฉายรวมกัน เพื่อดึงดูด “นักศึกษาจากหลาย ๆ มหาลัย”
ที่มักจะมาดูหนังที่เพื่อนของตนเองเป็นคนกำกับ ให้มาดูหนังในงานเดียวกัน 55555
แต่เราไม่ได้มีส่วนร่วมคัดเลือกหนังในงาน Wildtype
ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นไปนะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าเราเปิดเผยความในใจในย่อหน้าข้างต้นได้
เพราะมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผู้จัดงาน Wildtype ชุดปัจจุบัน
55555
4. พอ Reading Room ย้ายมาอยู่ที่สีลม
ซอย 19 เราก็เลยมี “ระบบการจัดการ” สำหรับการมาดูหนังที่นี่ ดังนี้
4.1 กินอาหารเช้าที่ Silom Complex หรือ Starbucks หน้าสีลมซอย 19 หรือร้านอาหารใน Jewelry
Trade Center ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ Reading Room
4.2 กินอาหารว่างในระหว่างรอบฉาย ที่ Starbucks
หน้าสีลมซอย 19 หรือที่ร้าน Subway หรือที่ร้าน
Milk Plus หน้าสีลมซอย 19 (แต่เหมือนร้าน Subway กับ Milk Plus จะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าจำไม่ผิด)
4.3 ห้องน้ำใน Reading Room มีแค่ไม่กี่ห้อง แล้วเราก็มักจะฉี่ไม่ค่อยออก ถ้าหากมี “คนรู้จัก” อยู่ใกล้
ๆ หรือรอใช้ห้องน้ำต่อจากเรา เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะไปเข้าห้องน้ำที่ “บ้านสีลม”
แถว ๆ นั้นแทน
4.4 การไป Reading Room ส่งผลให้เราต้องไปนั่งที่
Starbucks หน้าปากซอยสีลม 19 เป็นประจำ
และมันก็เลยทำให้เราอยากได้ผัวเป็นคนดำ เพราะ Starbucks สาขานี้ชอบมีหนุ่ม
ๆ ผิวดำมานั่งจับกลุ่มคุยกัน และเป็นหนุ่มๆ ผิวดำที่ดูมีฐานะดี 55555
เราก็เลยชอบจินตนาการเล่น ๆ ว่า พวกเขาเป็นพ่อค้าเพชรจากแอฟริกา (เพราะมันอยู่ใกล้
Jewelry Trade Center) และเราอยากได้พวกเขาเป็นผัว
5. หลังจากการจัดงาน Wildtype ต้นปี 2011 เราก็ได้มาดูหนังที่ฉายที่ Reading Room ในวันที่
26 ก.พ. 2011 ตอนนั้นมีการจัดงาน Sydney Underground Film Festival และมีหนังหลายเรื่องที่เราชอบสุดขีดที่ได้ดูในงานนี้ อย่างเช่น Split
(Kitty Green), I Covered My Eyes (Paul Turano), A Field
Guide for the Modern Uncircumcised Male (E. Aaron Ross), The Marina Experiment
(Marina Lutz) และ PORNDOGS: THE ADVENTURES OF SADIE (2009,
Greg Blatman, USA)
6. หลังจากนั้นเราก็ได้มาดูหนังเรื่อง OUT
1: NOLI ME TANGERE (1971, Jacques Rivette, 12 hours 40 minutes, A+30) ที่ฉายที่ Reading Room ในวันที่ 25-26 มิ.ย. 2011
จำได้ว่าเราพยายามโปรโมทงานฉายหนังในครั้งนี้อย่างสุดความสามารถ (แต่เราไม่ได้เป็นคนจัดงานนี้นะ
เราเป็นแค่คนดู) ซึ่งก็ส่งผลให้มีคนมาดูหนังเรื่องนี้รวมกันน่าจะแค่ราว ๆ 5-6 คน
แต่มีคนดูหนังเรื่องนี้จนจบจริง ๆ แค่สองคน คือเรากับชญานิน 55555
เราก็เลยได้ข้อสรุปว่า เราไม่ควรพยายามโปรโมทอะไรใดๆ
อีกต่อไป เพราะเราก็โปรโมท Jacques Rivette ผ่านทางเว็บบอร์ดต่าง
ๆ ในไทยมานานเกือบ 10 ปีได้แล้วมั้ง และก็พยายามโปรโมทงานนี้ด้วย แต่ก็แทบไม่มีคนสนใจมาดูอยู่ดี
เหมือนเราเคยเจ็บปวดอย่างมาก ๆ กับเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยเกอเธ่แล้ว
จำได้ว่าช่วงต้นทศวรรษ 2000 เราพยายามโปรโมทหนังเยอรมันต่าง ๆ ที่จัดฉายที่สถาบันเกอเธ่
คือเราไม่ได้เป็นคนจัดฉายหนัง แต่เรามีความสุขกับการดูหนังเยอรมันที่เกอเธ่อย่างมาก
ๆ เราก็เลยพยายามโปรโมทข่าวสารการจัดฉายหนังที่เกอเธ่ทางเว็บบอร์ดต่าง ๆ ในไทย
โปรโมทอย่างสุดความสามารถ
จนในที่สุดก็เหลือเราเป็นคนดูเพียงคนเดียวในบางรอบฉายที่สถาบันเกอเธ่ 5555
และในที่สุดเกอเธ่ก็งดการจัดฉายหนังทุกเย็นวันพุธหรืออะไรแบบนั้นไป
ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการจัดฉายหนังกลางแปลงในทุก ๆ ต้นปีในปีต่อ ๆ มา
เหมือนพอเจอเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง
เราก็เลยปลง และไม่สนใจที่จะต้องการชักชวนให้ใครมาดูหนังเรื่องอะไรอีกต่อไปในชีวิตนี้
เราจะทำเพียงแค่ดูหนังที่เราชื่นชอบ และจดบันทึกความทรงจำถึงหนังที่เรารัก
เพียงแค่นั้นก็พอ
7. เราเคยดู “ละครเวที” ที่ Reading Room
ด้วย วันนั้นเป็นวันที่ 12 พ.ค. 2013
โดยในช่วงบ่ายของวันนั้นมีการจัดฉายหนังอิตาลี 4 เรื่องที่ Reading Room ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง THE YEAR OF THE CANNIBALS (1970, Liliana
Caviani, Italy) และในตอนเย็นก็มีการจัดแสดงละครเวทีสั้น 5 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่อง
เพลงนี้พ่อเคยร้อง (วิชย อาทมาท), OFF-ICE LADIES (จตุรชัย
ศรีจันทร์วันเพ็ญ), ข้าวเย็น (Parnrut Kritchanchai), NC+++++ (Jarunun
Phantachat) และ 0.00 (ศุภฤกษ์ เสถียร)
8. หนึ่งในประสบการณ์สำคัญอีกอันของเราที่ Reading
Room คือการมีส่วนช่วยในการจัดงาน JOHN TORRES RETROSPECTIVE
ในวันที่ 27-28 มิ.ย. 2015 โดยเราช่วยแปลบทความบางอันที่ใช้ในการโปรโมทงานนี้
งานนี้เป็นการจัดฉายอย่างเป็นทางการ
เป็นงานที่ได้รับทุนจาก Japan Foundation ที่ช่วยออกค่าใช้จ่ายต่าง
ๆ ซึ่งน่าจะรวมถึงค่าตั๋วเครื่องบินของ John Torres ในการเดินทางมาร่วมงานนี้ด้วย
และหลังจากงานนี้จบ เราก็เลยประกาศอย่างเป็นทางการ
บอกกับเพื่อนๆ ไปเลยว่า “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
เราจะขอเป็นแค่คนดูหนังเท่านั้น เราจะไม่ขอมีส่วนร่วมในการจัดงานฉายหนังใด ๆ อีก”
555555
คือมันไม่ได้มีปัญหาใด ๆ สำหรับเราในงานฉายหนังครั้งนี้นะ
ยกเว้นแต่เรื่อง “เวลา” และ “สภาพจิต” ของเราเอง
คือพอเราต้องแบ่งเวลามาทำงานแปลบทความนี้ ในขณะที่เราเองก็มีงานประจำทำอยู่แล้วในช่วงนั้น
เราก็เลยเกิดปัญหา หาเวลาไม่ได้ จนในที่สุด เราก็ต้องลางานประจำ (ไม่ใช่ลาออกนะ
แค่เอาสิทธิวันลาประจำปีมาใช้ในเดือนมิ.ย.) เพื่อจะได้มีเวลามาแปลบทความให้ทัน
และเราก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้าหากเราทำแบบนี้ต่อไปอีกในอนาคต เราก็จะ “ไม่มีวันลา”
เหลืออยู่อีก เราต้องทำงานประจำ และแทนที่เราจะเอา “วันลา” ในแต่ละปี
มาใช้ในการพักผ่อน เรากลับต้องเอาวันลามาใช้ในการทำงานหลังขดหลังแข็งอะไรแบบนี้แทน
ซี่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทนได้อีกต่อไปแล้ว
หลังจากนั้น เราก็เลยขอเลือกที่จะเป็น “คนดู”
เพียงอย่างเดียว ไม่ขอมีส่วนร่วมใด ๆ ในการจัดงานฉายหนังใด ๆ อีกต่อไป
(ยกเว้นแต่ในบางกรณีที่พิเศษจริง ๆ อย่างเช่นตอนจัดงานที่ DAM ‘N CINECLUB และงาน ความปรารถนาของคุณจิตร ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา) และกาลเวลาก็พิสูจน์ว่า
เราคิดถูกต้อง เพราะขนาดเราทำหน้าที่เป็นแค่ “คนดู” เพียงอย่างเดียว เราก็แทบบริหารจัดการเวลาไม่ได้แล้ว
ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ “ดูหนังในภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ในเดือนส.ค.-ธ.ค. 2025
แต่ในฐานะ “คนดู” เราก็มีความสุขสุดขีดกับงาน JOHN
TORRES RETROSPECTIVE นะ หนังที่ฉายในงานนั้นก็รวมถึง
8.1 TAWIDGUTOM (2004, 3min, A+)
8.2 SALAT (2004, 12min, A+25, second
viewing)
8.3 HAI, THEY RECYCLED HEARTBREAKS IN
TOKYO SO NOTHING’S WASTED (2009, A+15)
8.4 VERY SPECIFIC THINGS AT NIGHT
(2009, A+10)
8.5 WE DON’T CARE FOR DEMOCRACY, THIS
IS WHAT WE WANT: LOVE AND HOPE AND ITS MANY FACES (2010, A+30, second viewing)
8.6 SILENT FILM (2011, A+25)
8.7 MUSE (2011, A+)
8.8 MAPANG-AKIT (2011, 38min, A+30)
8.9 TODO TODO TEROS (2006, A+30)
8.10 YEARS WHEN I WAS A CHILD OUTSIDE
(2008, second viewing, A+30)
8.11 REFRAINS HAPPEN LIKE REVOLUTIONS
IN A SONG (2010, A+30)
8.12 LUKAS THE STRANGE (2013, A+30)
9. บทบาทของ Reading Room ในฐานะ
SAFE SPACE ของเรา ปรากฏชัดในวันที่ 28 พ.ค. 2014
คือในตอนนั้นมันเกิดรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค.
2014 แล้วเราก็เครียดมาก เพราะเพื่อนของเราบางคนถูกตำรวจ/ทหารจับไป และเราก็เหมือนถูกรายล้อมด้วย
“ผู้คนที่มีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับเรา”
แต่พอเราได้มาดูหนังที่ Reading Room ในวันที่ 28 พ.ค. เราก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยนึง เพราะบางคนที่มาดูหนังในงาน
ถามไถ่เราด้วยความห่วงใย เพราะเขาทราบข่าวที่เพื่อนของเราถูกตำรวจ/ทหารจับไป
มันเหมือน Reading Room เป็นสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้ถูกรายล้อมไปด้วยศัตรู
55555
ในวันนั้น Reading Room ฉายหนังเรื่อง
9.1 L’OBJET (1974, Jacques-Louis Nyst)
9.2 A WEEKEND WITH MONSIEUR MAGRITTE, PART 1: SATURDAY
(1997, Jef Cornelis)
9.3 VIOLIN FASE (1986, Eric Pauwels, A+30)
9.4 THE CORRIDOR (2010, Sarah Vanagt)
10. อีกครั้งนึงที่ Reading Room ทำหน้าที่เป็น SAFE SPACE สำหรับเรา คือในวันที่ 24
ก.ย. 2016
เพราะในช่วงต้นปี 2016 เราประสบเหตุร้ายแรง
และเรามีความจำเป็นต้องไกล่เกลี่ยเจรจากับคู่กรณี
ซึ่งหนึ่งในวันเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งสำคัญก็คือวันที่ 24 ก.ย. 2016
หลังจากเราเจรจาไกล่เกลี่ยเสร็จ เราก็ได้กลับมาเจอเพื่อน
ๆ ในงานฉายหนัง CZECH ANIMATIONS ที่ Reading Room การได้มาเจอเพื่อน ๆ ที่สนิท เพื่อนที่รู้ใจ
เพื่อนที่เข้าใจเราในช่วงเวลาแบบนั้น มันมีความสำคัญต่อจิตใจเรามาก ๆ ซึ่งถ้าหากในวันนั้นไม่ได้มีการจัดงานนี้ที่
Reading Room เราก็คงไม่ได้มีโอกาสเจอเพื่อน ๆ แบบนั้น
ในวันนั้นมีการฉายหนังเช็คหลายเรื่องที่เราชอบสุดขีด
อย่างเช่น
10.1 THE LION AND THE SONG
(1959, Břestislav
Pojar, A+30)
10.2 REPETE (1995, Michaela Pavlátová, A+30)
10.3 ‘E’ (1981, Břestislav
Pojar, A+30)
10.4 A DROP TOO MUCH (1954, Břestislav
Pojar, A+30)
10.5 A CHRISTMAS DREAM (1946, Borivoj Zeman + Karel Zeman,
A+30)
10.6 SNOWMAN (1966, Hermina Tyrlova, A+30)
10.7 FANTAISIE ÉROTIQUE (1936, Karel Dodal, Irena Dodalová,
A+25)
11. จริง ๆ คือมีหนังที่เราชอบสุดขีดอีกไม่ต่ำกว่า
100 เรื่องที่เราเคยดูที่ Reading Room ซึ่งรวมถึงหนังใน Signes
de Nuit Film Festival, เทศกาลหนังพม่า, งาน Rhizome อะไรต่าง ๆ นานา และเราคงลิสท์หนังเหล่านี้ได้ไม่หมด
เพราะฉะนั้นเราก็ขอจบการจดบันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่นี้แล้วกันนะคะ
ขอบพระคุณ READING ROOM สำหรับประสบการณ์ที่งดงามที่สุดหลาย
ๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ตลอดทศวรรษ 2010 ค่ะ
No comments:
Post a Comment