Sunday, January 11, 2026

LAST FILMS SEEN IN 2025 AND FIRST FILMS SEEN IN 2026

 

เราเติบโตมากับเครื่องพิมพ์ดีด Olympia และเคยต้องไปเรียนพิมพ์ดีดที่โรงเรียนสอนพิมพ์ดีดตรงสามย่านในช่วงที่เราเรียนม. 4 ในปี 1987 ปรากฏว่าครูก็แค่ให้หนังสือสอนพิมพ์ดีดเรามานั่งหัดพิมพ์เองกับเครื่องพิมพ์ดีดในร้าน ครูไม่ได้มาสอนอะไรพวกเราโดยตรง เรากับเพื่อน ๆ ก็เลยนั่งพิมพ์ประโยคบ้า ๆ บอ ๆ ประเภท "ช่องเจ็ดหี กะหรี่เพื่อนเรา" "ใครจู๋ใหญ่อย่ามาขวาง เพราะหีอำพรางจะไม่จำพราก" อะไรประเภทนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วพวกเราก็ไม่ได้ไปโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดอีก เพราะอย่างนี้เราก็สามารถนั่งฝึกเองกับตำราสอนพิมพ์ดีดที่บ้านก็ได้

++++

 

หนังที่แม่หมีเลือกให้ลูกหมีดูใน “วันเด็ก”

 

Only one film per country

In alphabetical order

 

1. BEFORE THE STORM (2000, Reza Parsa, Sweden)

 

2. BLACK BREAD (2010, Agustí Villaronga, Spain)

 

3. THE CHILD AND THE SOLDIER (2000, Reza Mirkarimi, Iran)

 

4. COME AND SEE (1985, Elem Klimov, Soviet Union, 142min)

 

5. FORGET ME NOT ผลิรักไม่รู้โรย (2010, Naphat Chaithiangthum, Thailand, queer film, 30min)

หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ แต่ภาพมัวมาก

 

6. MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2010, Khavn, Philippines, A+30)

 

7. MURMUR OF THE HEART (1971, Louis Malle, France)

 

8. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan)

 

9. SHOESHINE (1946, Vittorio De Sica, Italy)

 

10. SOUS-SOL (1996, Pierre Gang, Canada)

 

ความเห็นของเราที่มีต่อ MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2010, Khavn, Philippines, A+30)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10219247207674349&set=a.10218747653865816

+++

 

เฉลย รูปนี้มาจาก HARD TO BE A GOD (2013, Aleksei German, Russia, 177min)

 

เป็นเราก็ตอบไม่ได้หรอกว่า รูปนี้มันมาจากใคร เพราะรูปมันไม่บอกอะไรเลย 55555 แต่ถ้าใครเคยดู HARD TO BE A GOD เวอร์ชั่นของ Aleksai German น่าจะจำได้ดีว่า มันเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกถึง “ความสกปรกของพื้นโคลน” อย่างรุนแรงมาก

 

เราจงใจเลือกรูปที่ดูใกล้เคียงกับหนังของ Béla Tarr มากที่สุดด้วยแหละ

 

จริง ๆ แล้วรูปที่น่าจะบ่งบอกถึง HARD TO BE A GOD ได้ดีที่สุด คือรูปที่เห็น “เครื่องแต่งกายของตัวละคร” ที่คล้ายเครื่องแต่งกายในยุโรปยุคกลาง แต่ถ้าหากเห็นเครื่องแต่งกายของตัวละครปุ๊บ เพื่อน ๆ ก็จะรู้ได้ในทันทีว่า มันไม่ใช่หนังของ Béla Tarr เพราะ Béla Tarr ไม่เคยทำหนังเกี่ยวกับอัศวิน, ยุโรปเมื่อ 500 ปีก่อน คือถ้าหากเห็นเครื่องแต่งกายของตัวละคร เพื่อน ๆ ก็อาจจะตัดตัวเลือกเหลือได้เป็น Aleksei German กับ Andrei Tarkovsky เพราะ Andrei Tarkovsky เคยกำกับ ANDREI RUBLEV (1966) ที่มีตัวละครแต่งชุดโบราณ ๆ เหมือนกัน

 

เราก็เลยตัดสินใจเลือกรูปนี้จาก HARD TO BE A GOD มาใช้ในเกม เพราะมันดูหลอกให้นึกถึงหนังของ Béla Tarr มากที่สุด

 

Aleksei German เคยกำกับหนังเพียงแค่ 6 เรื่อง แต่เราเคยดูเพียงแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ HARD TO BE A GOD นี่แหละ เราอยากดูหนังอีก 5 เรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง THE SEVENTH COMPANION (1968), TWENTY DAYS WITHOUT WAR (1977), MY FRIEND IVAN LAPSHIN (1985), TRIAL ON THE ROAD (1986) และ KHRUSTALYOV, MY CAR! (1998)

 

KHRUSTALYOV, MY CAR! เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

 

เล่นเกมนี้ได้ที่
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02YYCdvDN9VSQPh6HrxwYLkhvFMrGvtFcD5A8YSK4BucKnmd4aCJ4Sid8UbxEHVvAVl

+++

 

FIREFLIES (2021, Pauline Curnier Jardin, Italy, 7min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับ “กลุ่มกะหรี่เรืองแสง” ริมถนนในกรุงโรม นึกว่าสามารถปะทะกับหนังของ Werner Schroeter ได้สบาย ๆ เลย ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

เราดูหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของ e-flux หนังกำลังจะหมดอายุในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://www.e-flux.com/film/6736167/fireflies-lucciole

++++

 

A MAN AND TWO OLDER WOMEN (2016)

+ A MAN AND TWO OLDER WOMEN: 10 YEARS LATER (2026)

+++

 

บันทึกรักของบุญกึ่ม MEMORY OF LOVE BOONGOM (2011, Somghad Meyen) นี่ถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time เลย

+++

 

เฉลย ภาพนี้มาจาก LANDSCAPE 101 01 1101 01... (2007, Sompot Chidgasornpongse, 28min, A+30)

 

1. สาเหตุนึงที่เราเลือกภาพนี้มาใช้ในเกมเป็นเพราะว่า พอพูดถึง Béla Tarr เราก็จะนึกถึง desolate landscape ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยมากนักในภาพยนตร์ไทย เพราะว่าไทยเป็นประเทศในเขตร้อน เพราะฉะนั้นภูมิทัศน์ในหนังไทยหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงหนังของ Apichatpong Weerasethakul ก็เลยมักจะเป็นป่าไม้รกทึบ อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณต่าง ๆ อยู่ในฉากนั้น

 

เพราะฉะนั้นพอเรานึกถึง Béla Tarr และ desolate landscape เราก็เลยนึกต่อไปอีกว่า มีหนังไทยเรื่องไหนที่นำเสนอภาพ “ป่าที่ถูกไฟเผาผลาญจนเหลือแต่ซาก” บ้างไหม ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่เรานึกถึง เราก็เลยนำภาพจากหนังเรื่องนี้มาใช้ในเกม

 

2. เราคิดว่าภาพนี้มันมีทั้งความยากและความง่ายในตัวมันเอง ความยากก็คือว่า หนังเรื่อง LANDSCAPE 101 01 1101 01... นี่เคยฉายในไทยในปี 2008 แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่เคยได้ฉายในไทยอีกเลยมั้ง

 

3. ส่วนความง่ายก็คือว่า เราเพิ่งแปะภาพนี้ลงในเฟซบุ๊กของเราเองในวันที่ 22 ส.ค. 2025 หรือเมื่อ 4 เดือนก่อน เพื่อใช้ประกอบงานเขียนเกี่ยวกับ Sompot Chidgasornpongse เพราะฉะนั้นเราก็เลยถือว่า ภาพนี้น่าจะเพิ่งผ่านสายตาเพื่อน ๆ ของเราเองไปเมื่อ 4 เดือนก่อนนะ และเป็นภาพที่ถูกระบุว่ามาจากหนังของ Sompot อย่างชัดเจน ถ้าใครเผอิญจำตรงนี้ได้ก็จะตอบได้เลย 55555

 

4. หนังเรื่อง LANDSCAPE 101 01 1101 01... (2007, Sompot Chidgasornpongse, 28min, A+30) นี้ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจส่วนตัวของเราด้วยแหละ เพราะว่าเว็บไซต์ของคุณ Sompot เขา quote สิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไปแปะไว้ในเว็บไซต์ของเขาด้วย

 

อันนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของคุณ Sompot

 

SYNOPSIS

 

A home-video style recording brings the viewers to a field trip to see landscapes with James Benning and his students, and shows how the filmmaker is trying to capture a burnt forest with his digital equipment. Gradually, through digital manipulations from the shooting and the editing, the film becomes a lost voyage into a mysterious digitalized forest.

 

 

DIRECTOR'S STATEMENT

 

James Benning, a filmmaker and teacher, takes his students on a tour to one of his favorite spots in California. Film students bring their camera with them.

 

'Landscape 101 01 1101 01...' is a film about filmmaking. It reveals the filmmaking process through the filmmaker's perception. Instead of showing just the final already-thought-out images, the film uncovers the practice of looking for the right framing, focus, and exposure. The experiments, mistakes, and time spent, are also evident. Brightness and darkness are generated through digital manipulations. The act of filmmaking in progress becomes the narration of the film.

 

Space is clear and time is linear at first. Then through editing, both gradually become ambiguous. We are now lost and trapped in a dark digitalized forest, created by the filmmaker. James Benning is famous for his landscape films. This film is my version in response to his.

 

 

SELECTED SCREENINGS


2008 The 5th Bangkok Experimental Film Festival, Thailand

 

 

SELECTED REVIEWS


"I like some films which have no story, because they allow me to create a story of my own, though the director may not intend it. As for this film, there are some scenes that inspired me to imagine myself as the Mother Earth. I felt as if I was the Mother Earth visiting the burnt forest. The digitally blurred images of the burnt forest in this film make me feel as if I (the Mother Earth) was watching the burnt forest through my tears."

 

-Jit Phokaew

 

เล่นเกมนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0UWbvSQAapUW7ywmo5GymVgE7cxxWiReQLbV2U2hCZBjaj9oA7DCcNnSH6RPyZp9Rl

++++

 

วันนี้ไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้าน C.P.S. COFFEE ที่ Terminal 21 Asoke เพราะว่า Starbucks ในห้างคนเต็มตลอดเวลา เราก็เลยต้องพยายามหาร้านกาแฟอื่น ๆ ที่มีที่นั่งว่าง

 

พบว่าในร้าน C.P.S. COFFEE นี้เปิดเพลง BACK TO LIFE (1989) ของ Soul II Soul น้ำตาจะไหล นึกถึงอดีตแห่งความสุขในปี 1989 มาก ๆ

++++

 

สรุปหนังปิดปี 2025 + หนังเปิดปี 2026

 

1. หนังสองเรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูในปี 2025 ต่างก็เป็นหนังที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่อง

 

1.1 YOU AND IDOL PRETTY CURE THE MOVIE: FOR YOU! OUR KIRAKILALA CONCERT! (2025, Koji Ogawa, Japan, animation, A+30) ที่เมเจอร์ รัชโยธิน ในวันที่ 31 ธ.ค. 2025

 

1.2 THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน ในวันที่ 31 ธ.ค. 2025 ในฐานะหนังเรื่องสุดท้ายของปี

2. หนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือ THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2026

 

3. หนังสารคดีเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือเรื่อง THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2026

 

4. Video Installation งานแรกที่เราได้ดูในปี 2026 ก็คือ MO NUM EN TS (2025, Som Supaparinya, A+30) โดยเราได้ดูงานนี้ในวันที่ 2 ม.ค. 2026

 

5. หนังแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือเรื่อง INSPIRATION (1949, Karel Zeman, Czechoslovakia, animation, 11min, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 9 ม.ค. 2026

 

6. ในที่สุดเราก็ได้เข้าโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในปี 2026 ในวันที่ 11 ม.ค. โดยในวันนี้เราได้ดูหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

6.1 TU MERI MAIN TERA MAIN TERA TU MERI (2025, Sameer Vidwans, India, 145min, A- )

 

ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์ในปี 2026 และปรากฏว่า มีเราเป็น “ผู้ชมคนเดียวในโรง” ที่โรง SF TERMINAL 21 ASOKE รอบ 14.00 น. ในวันอาทิตย์ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พอเปิดปีก็เจอประเด็น CINEMA IS DEAD เลย คนไม่มาดูหนังในโรงภาพยนตร์กันอีกต่อไปแล้ว แต่เราก็ผิดหวังกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร ก็เลยแอบไม่เศร้าใจกับความโหรงเหรงของผู้ชม 55555

 

ปรากฏว่าหนึ่งในสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการมาดูหนังเรื่องนี้ ก็คือช่วง INTERMISSION ที่แทนที่จะเป็น “จอมืด” ไม่ฉายอะไรเลยเป็นเวลาราว 10 นาที แบบที่เราเคยเจอที่โรงเมเจอร์ เอกมัย ปรากฏว่าช่วง INTERMISSION ครั้งนี้กลับเต็มไปด้วย “โฆษณาร้านอาหารอินเดียในกรุงเทพ” ราว ๆ 10-15 ร้านได้มั้ง น่ากินสุดขีด เสียดายที่เราไม่ได้หยิบปากกาขึ้นมาจดชื่อร้านเอาไว้ เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน แต่ตอนนี้เราตั้งใจไว้แล้วล่ะว่า ถ้าหากเราเจอช่วง INTERMISSION แบบนี้อีก เราจะต้องหยิบปากกาขึ้นมาจดชื่อร้านอาหารอินเดียเหล่านี้เอาไว้ แล้วจะได้ตามไปกินในภายหลัง

 

6.2 DEAD TO RIGHTS (2025, Shen Ao, China, 137min, A+30)

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วเราก็ต้องนึกถึง DON’T CRY, NANKING (1995, Wu Ziniu, Taiwan, 120min, A+30) ซึ่งเคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในปี 1998 ซึ่งเป็นหนังที่ทำร้ายจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก เพราะตอนนั้นเราแทบไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือดที่นานกิงมาก่อน เพราะฉะนั้นพอเราได้ดู DON’T CRY, NANKING ในปี 1998 เราก็เลยช็อคซีนีม่าไปเลย หนักมาก ๆ รุนแรงโหดร้ายมาก ๆ เรายังจำได้ดีเลยว่า พอฉายหนังเรื่องนี้จบ ทางเทศกาลภาพยนตร์ก็จัดงานเสวนาต่อ แล้วก็มีผู้เข้าร่วมเสวนาบางคนพูดเทียบเคียงเหตุการณ์ที่นานกิง กับเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ด้วย เพราะทั้งสองเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับการที่ประชาชนคนธรรมดาถูกรัฐบาลล้างสมอง จนกลายเป็น ”ปีศาจ” ลุกขึ้นมาเข่นฆ่าประชาชนที่ตนเองมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม อย่างโหดร้ายทารุณเหมือน ๆ กัน

 

เหมือนการที่เราได้ดูหนังเรื่อง DON’T CRY, NANKING ในปี 1998 นี่มันเปลี่ยน “มุมมองของเราที่มีต่อโลกมนุษย์” ไปมากพอสมควรเลยนะ

 

ในส่วนของ DEAD TO RIGHTS นั้น สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่นิดเดียวก็คือว่า พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็นึกถึงเหตุการณ์ทั้งที่ Myanmar และที่ Gaza ในยุคปัจจุบันนี้ด้วย

 

คือเหมือน “ประชาคมโลก” เคยเปิดโอกาสให้เกิดความทารุณโหดร้ายในนานกิงมาแล้วในปี 1937 และ “ประชาคมโลก” ก็เปิดโอกาสให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

 

แต่หลังจากเวลาผ่านมานาน 80-90 ปี เราก็ต้องตั้งคำถามว่า สังคมมนุษย์ได้พัฒนาขึ้นไปแล้วบ้างหรือเปล่า เมื่อนึกถึงสิ่งที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับความทารุณโหดร้ายใน Myanmar ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือสิ่งที่เกิดขึ้นใน Gaza นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา

 

 

No comments: