Showing posts with label CHINA. Show all posts
Showing posts with label CHINA. Show all posts

Monday, September 07, 2026

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

น่าสนใจ นึกว่าต้องปะทะกับ Joel-Peter Witkin และหนังของ Olivier Smolders

+++

 

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

เจ้าหน้าที่สถานทูตเม็กซิโกคนนึงหล่อมาก 55555

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้แค่ 3 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, 97min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติในเม็กซิโก ซึ่งตรงกับประเด็นที่เราสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงหนังเม็กซิโกยุคบุกเบิกด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่อง THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 223min, A+30) ซึ่งเคยมาฉายที่โรงลิโด และถือเป็นหนังที่เราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่หนังเรื่อง LA BOLA นี้ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Enrique Rosas และ THE GREY AUTOMOBILE ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในเม็กซิโก

 

เพิ่งรู้จาก LA BOLA ว่า เม็กซิโกมี genre หนังเกี่ยวกับการปฏิวัติด้วย เพราะเราไม่เคยดูหนังใน genre นี้มาก่อนเลย เหมือนหนัง genre นี้แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยากให้มีคนนำหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยมาก ๆ

 

ตัวอย่างหนังใน genre นี้

 

1.1 PRISONER 13 (1933, Fernando de Fuentes, 76min)

เกี่ยวกับกลุ่ม Huertistas

 

1.2 GODFATHER MENDOZA (1934, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Zapatistas

 

1.3 LET’S GO WITH PANCHO VILLA (1936, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Villistas

 

1.4 ENAMORADA (1946, Emilio Fernández)

 

1.5 HIDDEN RIVER (1948, Emilio Fernández)

 

2. SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30)

 

หนังเลสเบียนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ๆ แต่ประเด็นเรื่องเลสเบียนเป็นประเด็นรองในหนังนะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนสาวนักบาสที่สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เธอก็เลยออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง

 

3. LUNA NEGRA (2023, Tonatiuh García, Mexico, A+30)

 

หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีตัวละครบางตัวเป็นเลสเบียน

 

แล้วในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. หลังจากเราได้ดู SE BUSCA กับ LUNA NEGRA แล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง GIRLS LIKE GIRLS (2026, Hayley Kiyoko, A+30) ต่อ มันก็เลยกลายเป็นว่า วันนั้นเราได้ดูหนังเลสเบียน 3 เรื่องควบโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

หวังว่าหนังจะยืนโรงนานเป็นเดือนนะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

+++

 

สรุปความชีพจรลงง่ามตีนในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2026

 

1. ดูหนังเรื่อง INVISIBLE PEOPLE (2024, Alisa Berger, France/Germany, about Japan, documentary, A+30) รอบ 12.00 น. ที่ Doc Club ในตึก Cloud 11

 

2. ดูหนังเรื่อง DISTANT SHORES (2025, Thibault Verneret, France, documentary, A+30) รอบ 13.30 น. ที่ Doc Club

 

3. ดูหนังเรื่อง THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30) รอบ 14.45 น. ที่ Doc Club

 

เราขอจัดให้ THE CALF DOLL ไปอยู่ในลิสท์หนัง fiction ของเราเวลาเราจัดอันดับประจำปีนะ คือหนังเรื่องนี้มันมีความ documentary ผสมอยู่ด้วย แต่ถ้าให้เราจัดอันดับหนังของเราเอง เราเอาหนังเรื่องนี้ไปแข่งในสาย fiction แทนแล้วกัน 55555

 

4. นั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยสุขุมวิท 101/1 (ตรงข้ามตึก Cloud 11) ไปซีคอนสแควร์

 

5. ดูหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30) ที่ TCDC Commons ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

6. ดูงานวิดีโอ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, around 11min) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

7. ดูนิทรรศการ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

8. ดูนิทรรศการ CLOUDY AND FRIENDS: HAPPINESS IN THE ISAN COUNTRYSIDE (2026, Tanatip Nachalong) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

9. กินอาหารเย็นที่ร้าน Bratbox ซีคอนสแควร์

 

10. อยากไปดูหนังอินเดียเรื่อง MIRZAPUR: THE MOVIE (2026, Gurmmeet Singh, India, 195min) แต่เห็นคนแน่นโรง เราเลยเปลี่ยนใจไปดู ALL WISHES COME TRUE! (2026, Mu Zhengyang, China, animation, A+30) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รอบ 20.30 น. แทน

 

สรุปว่า วันนี้ออกจากอพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี ไปดูหนังสารคดี 3 เรื่องแถวปุณณวิถี เสร็จแล้วไปดูหนัง + video installation ที่ซีคอนสแควร์ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามา Central World เพื่อดูหนังจีน

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ 55555

Saturday, May 16, 2026

RIP VALIE EXPORT

SONGS BEGIN WITH LETTER A

 

1. ANATA WO AISHITAI (1988) – Yoko Minamino

2. AKI NO INDICATION (1987) – Yoko Minamino

3. AKI KARA MO, SOBA NI ITE (1988) – Yoko Minamino

4. APPROACH (1986) – Yoko Minamino

5. ANOTHER SLEEPLESS NIGHT (1990) – Shawn Christopher

6. ABC (1987) – Shonentai

7. ABSOLUTELY FABULOUS (1994) – Pet Shop Boys

8. ALL AT ONCE (1985) – Whitney Houston

9. ALL AROUND THE WORLD (1989) – Lisa Stansfield

10. ALL OF ME (BOY OH BOY) (1988) – Sabrina

+++

 

เห็นว่าใกล้จะมีฟุตบอลโลก เราก็เลยนึกถึงเพลงประจำฟุตบอลโลกเพลงนี้ TOUCHED BY THE HAND OF CICCIOLINA (1990) – Pop Will Eat Itself

https://youtu.be/LNWu7Ejm_TM?si=3yerzanYO9QddsMw

++++

รุนแรงมาก ๆ เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึง Wallis Simpson ซึ่งก็คือ THE WOMAN HE LOVED (1988, Charles Jarrott) กับ W.E. (2011, Madonna) แต่ทั้งสองเรื่องนี้ก็เหมือนเน้นแค่การเชิดชูความรักต่างฐานันดรของนางเอก และก็เลยไม่ได้พูดถึงชีวิตบั้นปลายของ Wallis ที่ตกเป็นเหยื่อของทนายสาวเจ้าเล่ห์

+++

 

ฉันรักเขา Benyu Zhang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

 

รูปมาจาก PEGASUS (2019) ภาคแรกนะ เพราะว่าในภาค 3 Benyu Zhang ไม่ยอมถอดเสื้อเลย 55555

++++

เพิ่งสังเกตว่า หนังฮ่องกงเรื่อง MEN FROM THE GUTTER (1983, Lam Ngai Choi) เข้าฉายแบบเสียงภาษาจีน 4 โรง และเสียงพากย์ไทยแค่โรงเดียว คือโรงจักรวาล (มันตั้งอยู่ที่ไหนนะ)

 

+++

 

ฉันรักเขา Fan Chengcheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Hu Xianxu from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Johnny Huang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Zhang Xincheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

+++

 

งดงามที่สุด พออ่านจบแล้วเมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปดู instagram ของ Jiab Prachakul แล้วก็พบว่าคุณเจี๊ยบ ประชากุล เคยจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์ที่เธอชื่นชอบ 3 เรื่องให้ Austin Film Society ด้วย โดยภาพยนตร์ 3 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. Floating Weeds (1959) by Yasujiro Ozu
2. A Summer's Tale (1996) by Eric Rohmer
3. Uncle Boonmee Who Can Recalled His Past Lives (2010) by Apichatpong Weerasethakul

https://web.facebook.com/sarunyoo.threesukon/posts/pfbid0QLDzERrnNXSSzK4vbVKA6JhDXJv3HUCTcsAbSH2rzFPpKncHjTrdyJ44C6Rs81R9l

 

https://www.instagram.com/p/DFsvoueNoTz/?img_index=1

 

แนท วาสนา

https://web.facebook.com/1990songshit/posts/pfbid0LcRdoxW7uuiHp2nBY8rNCuB7NGwt9ioiNL5xdDyT6Ewky58qc3qUbFk3gE8dNr9ml

 

BP PORTRAIT AWARD 2020

https://www.npg.org.uk/whatson/exhibitions/2020/bp-portrait-award-2020/exhibition/

+++

 

เพิ่งเห็นว่า เว็บไซต์ GOETHE ON DEMAND มีหนังเรื่อง DARK BLUE GIRL (2017, Mascha Schilinski, Germany, 103min) ให้ดูด้วย กรี๊ดดด ดีใจมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) อย่างสุดขีด เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Mascha Schilinski มาก ๆ

https://goethe-on-demand.de/

++++

 

บันทึกว่า ตอนนี้เราจอประสาทตาฉีกขาดอีกแล้ว เป็นจุดที่ 5

 

คือเมื่อ 4-5 วันก่อน เราเริ่มเห็นจุดสีดำลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นอาการที่เราก็เจอบ้างเป็นครั้งคราว เราก็เลยไม่กังวลอะไร แต่พอผ่านไป 4 วัน มันก็ยังไม่หายไป เราก็เลยตัดสินใจไปหาหมอในวันพุธที่ 13 พ.ค.

 

ปรากฏว่าหมอตรวจพบว่า วุ้นลูกตาเสื่อมของเรามันไปดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาฉีกขาด (retinal breaks without detachment) หมอก็เลยรักษาเราด้วยการยิงเลเซอร์ ค่ารักษาอยู่ที่ 18457 บาท เสร็จแล้วก็ห้ามออกกำลังกายเป็นเวลานาน 1 เดือน

 

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยเป็นจอประสาทตาฉีกขาดมาแล้ว 4 ครั้งในปี 2019 โดยครั้งก่อนหน้านี้คือวันที่ 10 ก.ย. 2019 หรือเมื่อราว 7 ปีก่อน

 

เราก็เลยเซ็ง เพราะโรคที่เรานึกว่าเราหายขาดไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนี้เรากลับมาเป็นอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่จอประสาทตาของเรายังไม่ได้หลุดลอก และโรค “พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” ของเราก็ยังคงที่ ไม่ได้เลวร้ายลงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด

 

แต่เราก็คิดว่า มันคงเป็นผลกรรมจากที่เราเคยแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กนั่นแหละ แสดงว่าเรายังใช้กรรมไม่หมด ก็คงต้องทยอยใช้กรรมที่เราเคยทำไว้ในตอนเด็กกันต่อไป

++++

 

วันนี้ไปเดิน Kinokuniya สาขา Central World เจอหนังสือ LOACH ON LOACH เราเลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน เพราะเราเคยดูหนังของ Ken Loach ไปแล้ว 8 เรื่อง และก็ชอบหนังของเขาอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ แต่เราเข้าใจว่ามี Chapter นึงของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ Ken Loach พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างเต็ม ๆ โดยเน้นไปที่สมาชิกคนสำคัญของพรรคแรงงานอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง Keir Starmer นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า Loach เคยกำกับหนังสารคดีเรื่อง THE SPIRIT OF ’45 (2013, 94min) ที่พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างตรง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ มันก็เลยกลายเป็นการสัมภาษณ์ความเห็นของเขาที่มีต่อการเมืองอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไปด้วยโดยปริยาย

 

เข้าใจว่า สำนักพิมพ์ Faber ออกหนังสือชุดผู้กำกับภาพยนตร์นี้มาแล้ว 24 เล่ม แต่เราซื้อเก็บไว้แค่ 2 เล่ม คือ MALLE ON MALLE กับ LOACH ON LOACH

 

ส่วนที่ร้าน Kinokuniya Central World เราเห็นมีหนังสือ CRONENBERG ON CRONENBERG กับ TRIER ON VON TRIER วางขายอยู่ด้วยนะ แล้วก็มีหนังสือที่น่าสนใจเล่มอื่น ๆ วางขายอีกมากมายหลายเล่ม อย่างเช่น JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE ของ Rachel Elizabeth Barraclough, IN THE MOOD FOR TEXTURE: THE REVIVAL OF BANGKOK AS A CHINESE CITY ของ Anika Fuhrmann, หนังสือของ A24 จำนวนมากมายหลายเล่ม, หนังสือเกี่ยวกับ Tilda Swinton เล่มละ 2000 กว่าบาท และหนังสือเกี่ยวกับหนังเรื่อง WHEN A WOMAN ASCENDS THE STAIRS (1960, Mikio Naruse) เล่มละ 700 กว่าบาท

 

JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE

https://www.bloomsbury.com/uk/japanese-horror-cinema-and-deleuze-9781501375026/

 

+++

 

RIP VALIE EXPORT (1940-2026)

 

Valie Export เป็นเจ้าแม่หนังทดลองแห่งออสเตรีย เราเคยดูภาพยนตร์ของเธอแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, Austria, A+30) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

และเราก็เคยดูวิดีโอเรื่อง WOMEN (VALIE) (2022, Karin Fisslthaler, Austria, video installation, 7min, A+30) ที่เป็นการ tribute ให้ Valie Export ด้วย

 

ชื่อ Valie Export ของเธอนั้น ไม่ใช่ชื่อที่เธอได้มาแต่กำเนิด เพราะเธอเปลี่ยนชื่อของตัวเองจาก Waltraud Hollinger  มาเป็น Valie Export ในปี 1967 เพราะเธอไม่ต้องการใช้ทั้งนามสกุลของบิดาและของสามีของเธอ โดยเธอเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า

 

"I did not want to have the name of my father [Lehner] any longer, nor that of my former husband Hollinger. My idea was to export from my 'outside' (heraus) and also export, from that port. The cigarette package was from a design and style that I could use, but it was not the inspiration."

 

ในปี 1968 Valie Export เคยทำการแสดงครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า ACTION PANTS: GENITAL PANIC ด้วยการเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่มิวนิคโดยใส่กางเกงไร้เป้า เพื่อโชว์อวัยวะเพศหญิงของเธอ แล้วเธอก็เดินไปรอบ ๆ ผู้คนในโรงภาพยนตร์โดยให้อวัยวะเพศหญิงของเธออยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผู้ชม

 

Export entered an art cinema in Munich, wearing crotchless pants, and walked around the audience with her exposed genitalia at face level. It aimed toward provoking thought about the passive role of women in cinema and confrontation of the private nature of sexuality with the public venues of her performances. In an interview in Ocula Magazine, the artist stated that: "The fear of the vulva is present in mythology, where it is depicted devouring man. I don't know if this fear has changed.”

 

งานวิดีโออันหนึ่งของเธอคือ FACING A FAMILY (1971) ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในวันที่ 2 ก.พ. 1971 โดยวิดีโอนี้แสดงภาพของครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียที่กำลังรับประทานอาหารเย็นและดูโทรทัศน์ไปด้วย และนั่นก็เท่ากับว่า รายการโทรทัศน์นี้กำลัง “ยื่นกระจก” ให้แก่ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียอีกหลายครอบครัวที่กำลังรับชมรายการโทรทัศน์นี้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียหลายครอบครัวได้ดูรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียครอบครัวหนึ่งกำลังดูโทรทัศน์อยู่ นอกจากนี้ งานวิดีโอนี้ก็เป็นการส่องสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง  subject, spectator, and television ด้วย

 

ในภาพยนตร์เรื่อง REMOTE (1973) นั้น Valie Export ใช้มีดขุดหนังกำพร้าของเธอเป็นเวลานาน 12 นาที เพื่อสะท้อนว่าเรือนร่างของผู้หญิงได้รับความเสียหายมากเพียงใดจากการทำตามมาตรฐานความงามของสังคม

 

Valie Export พยายามต่อต้านแรงกดดันทางสังคมในยุคนั้นที่พยายามกระตุ้นให้ผู้หญิงกลายเป็น “แม่” และ “เมีย” ด้วย โดยเธอเคยกล่าวในหนังสือ VALIE EXPORT: FRAGMENTS OF THE IMAGINATION ที่เขียนโดย Roswitha Mueller ในปี 1994 ว่า

"VALIE EXPORT: I am interested in postmodern theories of the subversion of the subject since I would like to dissolve the traditional view of the subject, which had contributed to the oppression of women. It could also be helpful in freeing women from social norms and enforced codes like motherhood. But I do not follow postmodern philosophers when they equate the questions concerning women's subjectivity with a confirmation of phallocentrism. The phenomenological attempt to overcome Hegel's dialectics in certain postmodern theories seems rather conservative to me." (from page 213)


"VALIE EXPORT: First, I do understand the dangers of my recommendation to women to refuse natural reproduction. Yet, I think the whole essentialism debate has to be taken out of its abstract philosophical framework, because there one can always find yet another logical trip-up. What I am trying to call attention to is the necessity to change the whole concept of motherhood, the ideological coercion of women to become mothers and wives that is the core of the cultural determination of our bodies. Only in this framework can what I say make any sense. Certainly, I do not propose in actuality that an individual woman should no longer give birth if she feels like it; rather, it is the coercion I am trying to counteract. And from this perspective, artificial reproduction is equally dangerous, because it can potentially increase the pressure on women if they are not in charge of their lives and if they are not involved in these debates." (from page 222)

 

ภาพจากหนังเรื่อง SYNTAGMA (1983, Valie Export)

++++

 

วันนี้ไปกินข้าวเย็นที่ร้าน ANYA’S PLACE อยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ ศาลายา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร อาหารอร่อยดีค่ะ

https://web.facebook.com/Anyarestaurant

++++

 

เพิ่งรู้จากเพื่อนว่า เกย์รุ่นใหม่เขานิยมไป hang out กันที่ลานเกย์ รัชโยธิน ที่อยู่แถว ๆ ผับ “ท่าช้าง รัชโยธิน” กับโรงหนังเมเจอร์รัชโยธิน เห็นมีคลิปใน instagram กับ tiktok เยอะมากที่พูดถึงประเด็นนี้

 

รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีงามมาก ๆ เราก็ไปดูหนังที่เมเจอร์รัชโยธินบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีอะไรแบบนี้เลย เพราะว่าพอหนังเลิกราว ๆ 4 ทุ่มเราก็เดินออกทางเชื่อมรถไฟฟ้าด้านหน้า เราก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ลานด้านหลัง

 

เรารู้แค่ว่า แถวนั้นมันมีผับบาร์อยู่บ้าง และก็น่าจะมีร้านอาหารบางร้านที่มันยังคงเปิดในเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ มีร้านราเมงข้อสอบกับสตาร์บัคส์ที่เปิด 24 ชั่วโมง และร้านอาหารหลายร้านที่ปิดตีหนึ่งหรือตีสอง อาคารด้านหลังเมเจอร์รัชโยธินมันมีร้านอาหารเยอะมาก และห้องน้ำในอาคารนั้นน่าจะเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงมั้ง

 

เพราะฉะนั้นลานตรงนั้นมันก็เลยอาจจะเหมาะดี เพราะมันดูเหมือนเปิดไฟสว่างไสว ดูปลอดภัย เดินเหินได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเสียตังค์ มีร้านอาหารร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง มีห้องน้ำให้เข้าไปปัสสาวะและทำอะไรอย่างอื่น ๆ ได้

 

หวังว่าจะมีคนทำหนังสั้นเกี่ยวกับลานเกย์รัชโยธินมาให้พวกเราได้ดูกันนะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0JTP4ocFUSwR2WmVHo7txVBF924NdVdKMVFcb1hMA3wzb4XLfuBty7ZT4fzBjjPe4l

 

 


Monday, March 30, 2026

HOW TO CONTACT ME

 

ช่วงนี้เฟซบุ๊กของเราประสบปัญหา ถูกแบนไป 4 รอบ ภายในเวลา 15 ชั่วโมง โดยไม่มีสาเหตุอะไรทั้งสิ้น เหมือนเฟซบุ๊กมันสงสัยว่าเราเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ มันก็เลยแบนเราไปตอนราว 23.40-00.40 น. หลังจากนั้นเราก็เข้าเฟซบุ๊กได้แป๊บนึง แล้วมันก็แบนเราอีกในเวลาราว 01.00-02.00 น. แล้วหลังจากนั้นมันก็แบนเราอีกตอน 11.30-12.30 และตอน 13.00-14.00 น.

 

ก่อนหน้านั้นเพื่อนของเราสองคนก็โดนแบนไป 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน

 

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว instagram ของเรายังใช้งานได้นะ

 

ก็เลยจะบอกว่า ถ้าหากในอนาคตเกิดเหตุแบบนี้อีก ติดต่อเราทาง facebook หรือ messenger ไม่ได้ ก็อาจจะติดต่อเราได้ทาง

 

1. อีเมล

bearania@yahoo.com

 

2. โทรศัพท์ + sms

0876896043

 

3. LINE

mameijambang2

 

4. instagram

https://www.instagram.com/wayluree/

 

5. Youtube channel

https://www.youtube.com/@jitphokaew

 

6. หรือถ้าจะอ่านงานเขียนของเรา ก็อ่านได้ที่ blog นะ แต่ blog ของเราไม่เปิดช่อง comment เพราะมันชอบมี spam เข้ามาถล่มในช่อง comment

https://celinejulie.blogspot.com/

 

7. เฟซบุ๊กอีกอันของเรา Jerdtanee Kengkrajai เจิดทนี เข่งกระจาย

เชิญแอดเราได้ตามสบาย

Facebook

 

8. Letterboxd ของเรา

https://letterboxd.com/JitPhokaew/films/

เหมือนทุกครั้งที่เรา comment เราจะโดนแบนไป 1 ชั่วโมง

 

ไม่รู้มีใครเจอปัญหาแบบนี้ในช่วงนี้อีกบ้าง

+++

 

ฉันรักเขาอย่างรุนแรง Jackson Yee in SCARE OUT (2026, Zhang Yimou, China, A+25)

 

พอดู SCARE OUT กับ THE SHADOW’S EDGE (2025, Larry Yang, Hong Kong/China, A+30) ในเวลาไล่เลี่ยกัน เราก็เลยแอบสงสัยว่า รัฐบาลจีนพยายาม normalize การสอดส่องตรวจตราประชาชนหรือเปล่า 55555

 

คือพอดูหนังสองเรื่องนี้แล้ว ผู้ชมก็อาจจะรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ดีแล้วที่รัฐบาลจีนติดกล้องวงจรปิดไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ, ใช้โดรนจับภาพดูประชาชนตลอดเวลา และใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนตลอดเวลา เพราะการที่รัฐบาลจีนใช้เทคโนโลยีในการจับตาดูความเคลื่อนไหวของประชาชนในทุก ๆ อิริยาบถแบบนี้ มันมีจุดประสงค์เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนเอง 55555

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า SCARE OUT และ THE SHADOW’S EDGE เป็นลูกหลานของหนังเรื่อง THE SYSTEM (1979, Yung Wai-chuen, Hong Kong, A+30) แต่เราชอบ THE SYSTEM มากสุดในบรรดาหนังสามเรื่องนี้ เพราะ THE SYSTEM มันไม่ทำให้เรารู้สึกเอ๊ะกับ “จุดประสงค์ของรัฐบาลจีน” 55555

++++

 

เนื่องจากอยู่ดี ๆ เราก็โดนเฟซบุ๊กแบนไป 3 รอบ เราก็เลยทดลองเปลี่ยนรูป profile ใหม่ ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่รู้ว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือเปล่า

 

เราขอแปะประโยค “ได้โปรดอย่าส่งหนังใด ๆ มาให้ผมดูอีก” ไว้ตามเดิมนะ เพราะก่อนหน้านั้นเคยมีผู้กำกับจำนวนมากมายหลายคนส่งหนังของตนเองมาให้เราดูและเขียนถึง จนเราแทบไม่มีเวลาว่างเหลือไว้ทำอะไรอย่างอื่นอีกต่อไป เราก็เลยต้องคง policy นี้ไว้ตามเดิมจ้ะ

++++

 

ลูกหมีบอกว่า “หนูอยากอ่านอิเหนาให้แม่หมีฟัง” ตอนแรกแม่หมีก็ดีใจ นึกว่าลูกหมีรักการอ่าน แต่พอแม่หมีเห็นหนังสือที่ลูกหมีอ่านในช่วงนี้ แม่หมีก็เริ่มสงสัยในเจตนาของลูกหมี 55555

 

หนังสือที่ลูกหมีอ่านในช่วงนี้

1. ARAYA RASDJARMREARNSOOK: THE BOUQUET AND THE WREATH (2026)

 

ลูกหมีดีใจที่มีบทสนทนาระหว่าง Araya กับ Kawita Vatanajyankur อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย

 

หนังสือเล่มนี้ซื้อได้ที่ 100 Tonson Foundation นะ

 

2. ศิลปะกับถ้อยความ (ART AND WORDS) (2006) – Araya Rasdjarmrearnsook

 

3. วันใบไม้ร่วงของคนไกลบ้าน (ART AFFAIR) (2008) – อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

 

4. ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งพึงควรใส่ใจคือการทรยศของดวงจันทร์ (IN THIS CIRCUMSTANCE, THE SOLE OBJECT OF ATTENTION SHOULD BE THE TREACHERY OF THE MOON) (2009) -- Araya Rasdjarmrearnsook

 

5. ผุดเกิดมาลาร่ำ (2018) -- อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

 

จริง ๆ โพสท์นี้ไม่มีอะไร คือเราเพิ่งซื้อหนังสือ ARAYA RASDJARMREARNSOOK: THE BOUQUET AND THE WREATH มา เราก็เลยเอาหนังสือเล่มนี้มาถ่ายรูปรวมกับหนังสือเล่มอื่น ๆ ของอ.อารยาที่เรามีอยู่

+++

 

ARAYA RASDJARMREARNSOOK: TEXTUALLY

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0HdJVPXedi9U5aaH7NyJLCdSYE4XYKVJfmxyxCsL723Ev9ozdL4y1sJYJfq1f9nqJl

++++

 

กราบบบบบ THE ORIGINS OF TOTALITARIANISM เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก ๆ แล้วพอเราได้อ่านโพสท์นี้ เราก็สงสัยต่อว่า แล้วมันมีคำอธิบายอะไรไหม เกี่ยวกับความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นทำกับเกาหลีและจีนในช่วงต้นถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทำไมคนญี่ปุ่นในยุคนั้นถึงกล้าเข่นฆ่าคนชาติอื่น ๆ ในเอเชียอย่างรุนแรงแบบนั้น คือเราได้ดูหนังหลายเรื่องที่พูดถึง “ความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นทำไว้ในยุคนั้น” แต่เราก็สงสัยว่า มันมีคำอธิบายอะไรไหม เพราะอะไรคนญี่ปุ่นในยุคนั้นถึงเป็นแบบนั้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ THE RAPE OF NANKING ที่มีชาวจีนถูกฆ่าตายกว่า 3 แสนคน

 

แต่ในแง่หนึ่งเราก็นึกถึงนิยาย LORD OF THE FLIES (1954) ของ William Golding เพราะนิยายเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ในบางครั้งพอคนอื่น ๆ ในสังคมมองว่า “สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” เราก็อาจจะเผลอคล้อยตามคนอื่น ๆ ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ทั้ง  ๆ ที่ถ้าหากเราใช้วิจารณญาณของตนเอง เราจะต้องไม่คล้อยตามคนอื่น ๆ ในสังคม

 

ในอีกแง่หนึ่ง พฤติกรรมการ bully ที่เป็นปัญหาในโรงเรียนบางโรงเรียน ก็ทำให้เราสงสัยว่า มันเกี่ยวข้องกับ “เชื้อความเป็นเผด็จการ” ที่แอบซ่อนอยู่ในตัวคนบางคนหรือเปล่า

https://web.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/pfbid0YAd5QXiJackpb63kyyWxQgJpdzsHXHeth7Cii9mE9RF2PF3o1KQBtrhUzTMC2YNml

 

Tuesday, March 24, 2026

THE CONNECTION BETWEEN BLADE OF THE GUARDIANS AND GUY DE MAUPASSANT

 

เพิ่งรู้ว่า Autumn Durald Arkapaw เป็นตากล้องคู่บุญของ Gia Coppola โดยทั้งสองเคยร่วมงานกันในหนังเรื่อง PALO ALTO (2013), MAINSTREAM (2020) และ THE LAST SHOWGIRL (2024)

 

ผู้หญิงอีก 3 คนที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Cinematographer คือ Rachel Morrison จาก MUDBOUND (2017, Dee Rees), Ari Wegner จาก THE POWER OF THE DOG (2022, Jane Campion) และ Mandy Walker จาก ELVIS (2022, Baz Lurhmann)

 

+++

 

แอบสงสัยว่า “BLADES OF THE GUARDIANS” อาจจะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจาก GUY DE MAUPASSANT

 

QUINTUPLET BILL FILM WISH LIST

 

หนังกลุ่ม “หลากหลายตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน และมักจะมีกะหรี่สาวร่วมเดินทางไปด้วย”

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

+ OYUKI THE VIRGIN (1935, Kenji Mizoguchi, Japan)

+ STAGECOACH (1939, John Ford, A+30)

+ ANGEL AND SINNER (1945, Christian-Jacque, France)

+ THE HATEFUL EIGHT (2015, Quentin Tarantino, 168min, A+30)

Yakdonyed36

1. พอเราได้ดู BLADES OF THE GUARDIANS เราก็เลยอยากให้มีการฉายหนัง 5 เรื่องนี้ควบกันมาก ๆ เพราะทั้ง 5 เรื่องเป็นหนังเกี่ยวกับกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน

 

เรายังไม่ได้ดู OYUKI THE VIRGIN กับ ANGEL AND SINNER นะ แต่เราอยากดูหนังสองเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ

 

2. หนังเหล่านี้มักจะมีตัวละคร “โสเภณี” ร่วมอยู่ในการเดินทางด้วย ซึ่งได้แก่

 

2.1 เกอิชาสาวสองคน (Isuzu Yamada and Komako Hara) ใน OYUKI THE VIRGIN

 

2.2 Dallas (Claire Trevor) in STAGECOACH เธอเป็นโสเภณีที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองเมืองหนึ่ง แต่เธอคือนางเอกของหนังเรื่องนี้

 

2.3 Élisabeth Rousset (Micheline Presle) กะหรี่สาวใจเพชร นางเอกของ ANGEL AND SINNER

 

2.4 Yan Ziniang (Li Yunxiao) ใน BLADES OF THE GUARDIANS

 

ส่วน THE HATEFUL EIGHT ไม่มีตัวละครกะหรี่สาว แต่มีตัวละครอาชญากรสาวที่เราชอบสุดขีด เธอคือ Daisy Domergue (Jennifer Jason Leigh)

 

3. เราเคยดูหนังเรื่อง CHEZ MAUPASSANT: BALL OF FAT (2011, Philippe Bérenger, France, A+30) ซึ่งเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวีของฝรั่งเศส เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆๆ หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง BOULE DE SUIF หรือ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant (1850-1893) และเล่าเรื่องของกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกันในช่วงสงคราม โดยมีโสเภณีนางหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย โสเภณีนางนี้ถูกคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในรถม้าดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงตลอดเวลา แต่ในระหว่างการผจญภัย โสเภณีนางนี้ก็ได้พิสูจน์ตนเองให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเธอมีจิตใจประเสริฐดีงามยิ่งกว่าคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางหลายเท่านัก

 

บทประพันธ์ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant นี้ ก็ได้ถูกดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง OYUKI THE VIRGIN และ ANGEL AND SINNER ด้วยเช่นกัน ส่วน John Ford นั้น ก็เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากบทประพันธ์เรื่อง BALL OF FAT ด้วยเช่นกัน ในการสร้างหนังเรื่อง STAGECOACH ที่มีนางเอกเป็นกะหรี่สาวใจเพชร

 

4. เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใครในการสร้างตัวละครกะหรี่สาว Yan Ziniang ในหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้ด้วยว่า ตัวละครนี้มีอยู่ในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนของ BLADES OF THE GUARDIANS ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2015 ด้วยหรือเปล่า

 

แต่เรารู้สึกว่า ตัวละครกะหรี่สาวใน BLADES OF THE GUARDIANS มันทำให้นึกถึงทั้ง STAGECOACH และ THE HATEFUL EIGHT ผสมรวมกันน่ะ คือเธอเป็นกะหรี่สาวที่อาจจะเป็นคนดีเหมือนใน STAGECOACH แต่เธอถูก bounty hunter ล่ามตัวไว้เหมือนกับ Daisy Domergue ใน THE HATEFUL EIGHT เราก็เลยเดาว่า บางทีผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากทั้ง STAGECOACH + THE HATEFUL EIGHT ในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวคนนี้ก็ได้ 555555

 

ซึ่งถ้าหากผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวมาจาก STAGECOACH จริง ๆ นั่นก็เท่ากับว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในทางอ้อมมาจาก Guy de Maupassant ด้วยเช่นกัน

 

อันนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นนะ ซึ่งสิ่งที่เราสันนิษฐานไว้นั้น อาจจะไม่ตรงกับความจริงแต่อย่างใด บางทีผู้สร้าง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจในส่วนนี้มาจาก STAGECOACH ก็ได้

+++

 

DURIAN, DURIAN (2024, Nelson Yeo, Singapore, 7min, A+30)

 

WHERE THE WILD FRANGIPANIS GROW (2023, Nirartha Bas Diwangkara, Indonesia, 15min, A+30)

 

หนังเกย์อินโดนีเซีย ชอบสุดขีด ดูแล้วได้อารมณ์มาก ๆ นึกว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อปะทะ BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France)

 

+++

 

RIP MAKR DISALLE

 

เขาเสียชีวิตในเดือนส.ค. 2025 ขณะอายุ 79 ปี แต่ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเขาเพิ่งได้รับการเผยแพร่ในช่วงนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง มันเป็น “หนังบู๊” ซึ่งไม่ใช่หนังแนวที่เราชอบ แต่เราดูหนังแบบนี้เพราะว่า ในยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่นนั้น การเข้าถึง “รูปผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม” มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเด็กเกย์จน ๆ อย่างเรา เพราะยุคนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และเราก็ยังเป็นนักเรียนมัธยม จะซื้อนิตยสารเกย์มาเก็บไว้ในบ้านก็ไม่ได้ ส่วนนิตยสารเพาะกายของต่างประเทศ อย่างเช่น MEN’S WORKOUT ก็มีราคาแพง และเราเพิ่งเห็นนิตยสารต่างประเทศกลุ่มนี้วางแผงตามร้านหนังสือในไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เพราะฉะนั้นในยุคทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 เราก็เลยต้องดูหนังบู๊แบบนี้นี่แหละ เพื่อจะได้ดู “ผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม”

 

หนังที่กำกับโดย Mark DiSalle ที่เราเคยดู

 

1. KICKBOXER (1989, Mark DiSalle)

หนังใช้ทุนสร้าง 1.5 ล้านดอลลาร์ แต่ทำเงินได้ 14.697 ล้านดอลลาร์

 

2. DEATH WARRANT (1990, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ แล้วก็พบว่ามันยังไม่หนำใจ ดูในโรงเสร็จแล้วก็เลยไปซื้อวิดีโอหนังเรื่องนี้จากร้านลูกแมวมาดูซ้ำอีกหลายรอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ดูซ้ำตลอดทั้งเรื่อง แต่ดูซ้ำเฉพาะฉากพระเอกโชว์เรือนร่าง

 

หนังใช้ทุนสร้าง 6 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 16.853 ล้านดอลลาร์

 

3. THE PERFECT WEAPON (1991, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงแมคเคนนา

 

หนังใช้ทุนสร้าง 10 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 14 ล้านดอลลาร์

+++

 

HITO (2023, Stephen Niels Lopez, Philippines, 22min, A+30)

 

หนังเซอร์เรียล ไซไฟ แฟนตาซี ตลก cult  ที่มีเนื้อหาต่อต้านเผด็จการ ดูแล้วนึกว่า Stephen Niels Lopez คือคู่แข่งของ Ratchapoom Boonbunchachoke 55555

 +++

ฉันรักเขา อัฟ ธนากร อุดชุมพิสัย จาก MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++

 

33. GIRLHOOD (2014, Céline Sciamma, France)

DP – Crystel Fournier

Sunday, January 11, 2026

LAST FILMS SEEN IN 2025 AND FIRST FILMS SEEN IN 2026

 

เราเติบโตมากับเครื่องพิมพ์ดีด Olympia และเคยต้องไปเรียนพิมพ์ดีดที่โรงเรียนสอนพิมพ์ดีดตรงสามย่านในช่วงที่เราเรียนม. 4 ในปี 1987 ปรากฏว่าครูก็แค่ให้หนังสือสอนพิมพ์ดีดเรามานั่งหัดพิมพ์เองกับเครื่องพิมพ์ดีดในร้าน ครูไม่ได้มาสอนอะไรพวกเราโดยตรง เรากับเพื่อน ๆ ก็เลยนั่งพิมพ์ประโยคบ้า ๆ บอ ๆ ประเภท "ช่องเจ็ดหี กะหรี่เพื่อนเรา" "ใครจู๋ใหญ่อย่ามาขวาง เพราะหีอำพรางจะไม่จำพราก" อะไรประเภทนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วพวกเราก็ไม่ได้ไปโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดอีก เพราะอย่างนี้เราก็สามารถนั่งฝึกเองกับตำราสอนพิมพ์ดีดที่บ้านก็ได้

++++

 

หนังที่แม่หมีเลือกให้ลูกหมีดูใน “วันเด็ก”

 

Only one film per country

In alphabetical order

 

1. BEFORE THE STORM (2000, Reza Parsa, Sweden)

 

2. BLACK BREAD (2010, Agustí Villaronga, Spain)

 

3. THE CHILD AND THE SOLDIER (2000, Reza Mirkarimi, Iran)

 

4. COME AND SEE (1985, Elem Klimov, Soviet Union, 142min)

 

5. FORGET ME NOT ผลิรักไม่รู้โรย (2010, Naphat Chaithiangthum, Thailand, queer film, 30min)

หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบนะ แต่ภาพมัวมาก

 

6. MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2010, Khavn, Philippines, A+30)

 

7. MURMUR OF THE HEART (1971, Louis Malle, France)

 

8. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan)

 

9. SHOESHINE (1946, Vittorio De Sica, Italy)

 

10. SOUS-SOL (1996, Pierre Gang, Canada)

 

ความเห็นของเราที่มีต่อ MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A RATHER LONG JOURNEY (2010, Khavn, Philippines, A+30)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10219247207674349&set=a.10218747653865816

+++

 

เฉลย รูปนี้มาจาก HARD TO BE A GOD (2013, Aleksei German, Russia, 177min)

 

เป็นเราก็ตอบไม่ได้หรอกว่า รูปนี้มันมาจากใคร เพราะรูปมันไม่บอกอะไรเลย 55555 แต่ถ้าใครเคยดู HARD TO BE A GOD เวอร์ชั่นของ Aleksai German น่าจะจำได้ดีว่า มันเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกถึง “ความสกปรกของพื้นโคลน” อย่างรุนแรงมาก

 

เราจงใจเลือกรูปที่ดูใกล้เคียงกับหนังของ Béla Tarr มากที่สุดด้วยแหละ

 

จริง ๆ แล้วรูปที่น่าจะบ่งบอกถึง HARD TO BE A GOD ได้ดีที่สุด คือรูปที่เห็น “เครื่องแต่งกายของตัวละคร” ที่คล้ายเครื่องแต่งกายในยุโรปยุคกลาง แต่ถ้าหากเห็นเครื่องแต่งกายของตัวละครปุ๊บ เพื่อน ๆ ก็จะรู้ได้ในทันทีว่า มันไม่ใช่หนังของ Béla Tarr เพราะ Béla Tarr ไม่เคยทำหนังเกี่ยวกับอัศวิน, ยุโรปเมื่อ 500 ปีก่อน คือถ้าหากเห็นเครื่องแต่งกายของตัวละคร เพื่อน ๆ ก็อาจจะตัดตัวเลือกเหลือได้เป็น Aleksei German กับ Andrei Tarkovsky เพราะ Andrei Tarkovsky เคยกำกับ ANDREI RUBLEV (1966) ที่มีตัวละครแต่งชุดโบราณ ๆ เหมือนกัน

 

เราก็เลยตัดสินใจเลือกรูปนี้จาก HARD TO BE A GOD มาใช้ในเกม เพราะมันดูหลอกให้นึกถึงหนังของ Béla Tarr มากที่สุด

 

Aleksei German เคยกำกับหนังเพียงแค่ 6 เรื่อง แต่เราเคยดูเพียงแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ HARD TO BE A GOD นี่แหละ เราอยากดูหนังอีก 5 เรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง THE SEVENTH COMPANION (1968), TWENTY DAYS WITHOUT WAR (1977), MY FRIEND IVAN LAPSHIN (1985), TRIAL ON THE ROAD (1986) และ KHRUSTALYOV, MY CAR! (1998)

 

KHRUSTALYOV, MY CAR! เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

 

เล่นเกมนี้ได้ที่
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02YYCdvDN9VSQPh6HrxwYLkhvFMrGvtFcD5A8YSK4BucKnmd4aCJ4Sid8UbxEHVvAVl

+++

 

FIREFLIES (2021, Pauline Curnier Jardin, Italy, 7min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับ “กลุ่มกะหรี่เรืองแสง” ริมถนนในกรุงโรม นึกว่าสามารถปะทะกับหนังของ Werner Schroeter ได้สบาย ๆ เลย ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

เราดูหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของ e-flux หนังกำลังจะหมดอายุในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://www.e-flux.com/film/6736167/fireflies-lucciole

++++

 

A MAN AND TWO OLDER WOMEN (2016)

+ A MAN AND TWO OLDER WOMEN: 10 YEARS LATER (2026)

+++

 

บันทึกรักของบุญกึ่ม MEMORY OF LOVE BOONGOM (2011, Somghad Meyen) นี่ถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time เลย

+++

 

เฉลย ภาพนี้มาจาก LANDSCAPE 101 01 1101 01... (2007, Sompot Chidgasornpongse, 28min, A+30)

 

1. สาเหตุนึงที่เราเลือกภาพนี้มาใช้ในเกมเป็นเพราะว่า พอพูดถึง Béla Tarr เราก็จะนึกถึง desolate landscape ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยมากนักในภาพยนตร์ไทย เพราะว่าไทยเป็นประเทศในเขตร้อน เพราะฉะนั้นภูมิทัศน์ในหนังไทยหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงหนังของ Apichatpong Weerasethakul ก็เลยมักจะเป็นป่าไม้รกทึบ อุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณต่าง ๆ อยู่ในฉากนั้น

 

เพราะฉะนั้นพอเรานึกถึง Béla Tarr และ desolate landscape เราก็เลยนึกต่อไปอีกว่า มีหนังไทยเรื่องไหนที่นำเสนอภาพ “ป่าที่ถูกไฟเผาผลาญจนเหลือแต่ซาก” บ้างไหม ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่เรานึกถึง เราก็เลยนำภาพจากหนังเรื่องนี้มาใช้ในเกม

 

2. เราคิดว่าภาพนี้มันมีทั้งความยากและความง่ายในตัวมันเอง ความยากก็คือว่า หนังเรื่อง LANDSCAPE 101 01 1101 01... นี่เคยฉายในไทยในปี 2008 แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่เคยได้ฉายในไทยอีกเลยมั้ง

 

3. ส่วนความง่ายก็คือว่า เราเพิ่งแปะภาพนี้ลงในเฟซบุ๊กของเราเองในวันที่ 22 ส.ค. 2025 หรือเมื่อ 4 เดือนก่อน เพื่อใช้ประกอบงานเขียนเกี่ยวกับ Sompot Chidgasornpongse เพราะฉะนั้นเราก็เลยถือว่า ภาพนี้น่าจะเพิ่งผ่านสายตาเพื่อน ๆ ของเราเองไปเมื่อ 4 เดือนก่อนนะ และเป็นภาพที่ถูกระบุว่ามาจากหนังของ Sompot อย่างชัดเจน ถ้าใครเผอิญจำตรงนี้ได้ก็จะตอบได้เลย 55555

 

4. หนังเรื่อง LANDSCAPE 101 01 1101 01... (2007, Sompot Chidgasornpongse, 28min, A+30) นี้ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจส่วนตัวของเราด้วยแหละ เพราะว่าเว็บไซต์ของคุณ Sompot เขา quote สิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไปแปะไว้ในเว็บไซต์ของเขาด้วย

 

อันนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของคุณ Sompot

 

SYNOPSIS

 

A home-video style recording brings the viewers to a field trip to see landscapes with James Benning and his students, and shows how the filmmaker is trying to capture a burnt forest with his digital equipment. Gradually, through digital manipulations from the shooting and the editing, the film becomes a lost voyage into a mysterious digitalized forest.

 

 

DIRECTOR'S STATEMENT

 

James Benning, a filmmaker and teacher, takes his students on a tour to one of his favorite spots in California. Film students bring their camera with them.

 

'Landscape 101 01 1101 01...' is a film about filmmaking. It reveals the filmmaking process through the filmmaker's perception. Instead of showing just the final already-thought-out images, the film uncovers the practice of looking for the right framing, focus, and exposure. The experiments, mistakes, and time spent, are also evident. Brightness and darkness are generated through digital manipulations. The act of filmmaking in progress becomes the narration of the film.

 

Space is clear and time is linear at first. Then through editing, both gradually become ambiguous. We are now lost and trapped in a dark digitalized forest, created by the filmmaker. James Benning is famous for his landscape films. This film is my version in response to his.

 

 

SELECTED SCREENINGS


2008 The 5th Bangkok Experimental Film Festival, Thailand

 

 

SELECTED REVIEWS


"I like some films which have no story, because they allow me to create a story of my own, though the director may not intend it. As for this film, there are some scenes that inspired me to imagine myself as the Mother Earth. I felt as if I was the Mother Earth visiting the burnt forest. The digitally blurred images of the burnt forest in this film make me feel as if I (the Mother Earth) was watching the burnt forest through my tears."

 

-Jit Phokaew

 

เล่นเกมนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0UWbvSQAapUW7ywmo5GymVgE7cxxWiReQLbV2U2hCZBjaj9oA7DCcNnSH6RPyZp9Rl

++++

 

วันนี้ไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้าน C.P.S. COFFEE ที่ Terminal 21 Asoke เพราะว่า Starbucks ในห้างคนเต็มตลอดเวลา เราก็เลยต้องพยายามหาร้านกาแฟอื่น ๆ ที่มีที่นั่งว่าง

 

พบว่าในร้าน C.P.S. COFFEE นี้เปิดเพลง BACK TO LIFE (1989) ของ Soul II Soul น้ำตาจะไหล นึกถึงอดีตแห่งความสุขในปี 1989 มาก ๆ

++++

 

สรุปหนังปิดปี 2025 + หนังเปิดปี 2026

 

1. หนังสองเรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูในปี 2025 ต่างก็เป็นหนังที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่อง

 

1.1 YOU AND IDOL PRETTY CURE THE MOVIE: FOR YOU! OUR KIRAKILALA CONCERT! (2025, Koji Ogawa, Japan, animation, A+30) ที่เมเจอร์ รัชโยธิน ในวันที่ 31 ธ.ค. 2025

 

1.2 THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) ดูที่เมเจอร์ รัชโยธิน ในวันที่ 31 ธ.ค. 2025 ในฐานะหนังเรื่องสุดท้ายของปี

2. หนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือ THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2026

 

3. หนังสารคดีเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือเรื่อง THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 1 ม.ค. 2026

 

4. Video Installation งานแรกที่เราได้ดูในปี 2026 ก็คือ MO NUM EN TS (2025, Som Supaparinya, A+30) โดยเราได้ดูงานนี้ในวันที่ 2 ม.ค. 2026

 

5. หนังแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่เราได้ดูในปี 2026 เป็นหนังที่เราได้ดูออนไลน์ ซึ่งก็คือเรื่อง INSPIRATION (1949, Karel Zeman, Czechoslovakia, animation, 11min, A+30) โดยเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 9 ม.ค. 2026

 

6. ในที่สุดเราก็ได้เข้าโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในปี 2026 ในวันที่ 11 ม.ค. โดยในวันนี้เราได้ดูหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

6.1 TU MERI MAIN TERA MAIN TERA TU MERI (2025, Sameer Vidwans, India, 145min, A- )

 

ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์ในปี 2026 และปรากฏว่า มีเราเป็น “ผู้ชมคนเดียวในโรง” ที่โรง SF TERMINAL 21 ASOKE รอบ 14.00 น. ในวันอาทิตย์ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พอเปิดปีก็เจอประเด็น CINEMA IS DEAD เลย คนไม่มาดูหนังในโรงภาพยนตร์กันอีกต่อไปแล้ว แต่เราก็ผิดหวังกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร ก็เลยแอบไม่เศร้าใจกับความโหรงเหรงของผู้ชม 55555

 

ปรากฏว่าหนึ่งในสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการมาดูหนังเรื่องนี้ ก็คือช่วง INTERMISSION ที่แทนที่จะเป็น “จอมืด” ไม่ฉายอะไรเลยเป็นเวลาราว 10 นาที แบบที่เราเคยเจอที่โรงเมเจอร์ เอกมัย ปรากฏว่าช่วง INTERMISSION ครั้งนี้กลับเต็มไปด้วย “โฆษณาร้านอาหารอินเดียในกรุงเทพ” ราว ๆ 10-15 ร้านได้มั้ง น่ากินสุดขีด เสียดายที่เราไม่ได้หยิบปากกาขึ้นมาจดชื่อร้านเอาไว้ เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน แต่ตอนนี้เราตั้งใจไว้แล้วล่ะว่า ถ้าหากเราเจอช่วง INTERMISSION แบบนี้อีก เราจะต้องหยิบปากกาขึ้นมาจดชื่อร้านอาหารอินเดียเหล่านี้เอาไว้ แล้วจะได้ตามไปกินในภายหลัง

 

6.2 DEAD TO RIGHTS (2025, Shen Ao, China, 137min, A+30)

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วเราก็ต้องนึกถึง DON’T CRY, NANKING (1995, Wu Ziniu, Taiwan, 120min, A+30) ซึ่งเคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในปี 1998 ซึ่งเป็นหนังที่ทำร้ายจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก เพราะตอนนั้นเราแทบไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือดที่นานกิงมาก่อน เพราะฉะนั้นพอเราได้ดู DON’T CRY, NANKING ในปี 1998 เราก็เลยช็อคซีนีม่าไปเลย หนักมาก ๆ รุนแรงโหดร้ายมาก ๆ เรายังจำได้ดีเลยว่า พอฉายหนังเรื่องนี้จบ ทางเทศกาลภาพยนตร์ก็จัดงานเสวนาต่อ แล้วก็มีผู้เข้าร่วมเสวนาบางคนพูดเทียบเคียงเหตุการณ์ที่นานกิง กับเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ด้วย เพราะทั้งสองเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับการที่ประชาชนคนธรรมดาถูกรัฐบาลล้างสมอง จนกลายเป็น ”ปีศาจ” ลุกขึ้นมาเข่นฆ่าประชาชนที่ตนเองมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม อย่างโหดร้ายทารุณเหมือน ๆ กัน

 

เหมือนการที่เราได้ดูหนังเรื่อง DON’T CRY, NANKING ในปี 1998 นี่มันเปลี่ยน “มุมมองของเราที่มีต่อโลกมนุษย์” ไปมากพอสมควรเลยนะ

 

ในส่วนของ DEAD TO RIGHTS นั้น สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่นิดเดียวก็คือว่า พอเราดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราก็นึกถึงเหตุการณ์ทั้งที่ Myanmar และที่ Gaza ในยุคปัจจุบันนี้ด้วย

 

คือเหมือน “ประชาคมโลก” เคยเปิดโอกาสให้เกิดความทารุณโหดร้ายในนานกิงมาแล้วในปี 1937 และ “ประชาคมโลก” ก็เปิดโอกาสให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

 

แต่หลังจากเวลาผ่านมานาน 80-90 ปี เราก็ต้องตั้งคำถามว่า สังคมมนุษย์ได้พัฒนาขึ้นไปแล้วบ้างหรือเปล่า เมื่อนึกถึงสิ่งที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับความทารุณโหดร้ายใน Myanmar ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือสิ่งที่เกิดขึ้นใน Gaza นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา

 

 

Friday, January 02, 2026

HORSES AND FILMS

 

HAPPY NEW YEAR 2026 ขอให้เจอแต่เรื่องที่ตระหนกตกใจในทางที่ดีเกินคาด ตลอดทั้งปีนะคะ

 

เราเพิ่งเข้าถึง MTV หรือไม่ก็ช่องมิวสิควิดีโออะไรสักช่องในปี 1995 หลังจากเราย้ายมาอยู่อพาร์ทเมนท์ แล้วอพาร์ทเมนท์มีเคเบิลทีวี ก่อนหน้านั้นเราก็ได้แต่พึ่งพารายการบันเทิงคดีของคุณมาโนช พุฒตาล ทางททบ. 5 ได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงฝรั่งแค่ 25 นาทีต่อสัปดาห์ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วส่วนใหญ่ก็มีแต่เพลงร็อคด้วยนะ เพราะคุณมาโนชแกคงชอบเพลงร็อค ในขณะที่จริง ๆ แล้วเราชอบเพลงแดนซ์ ซึ่งคุณมาโนชแทบไม่เคยเปิดในรายการของเขาเลย 555

 

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เริ่มมีเคเบิลทีวีเข้ามาในไทย แต่บ้านเราจน ก็เลยไม่มีปัญญาสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีในช่วงนั้น

++++++

 

HORSES AND FILMS

 

ต้อนรับปีมะเมีย ด้วยหนัง 10 เรื่องที่เราประทับใจที่มีม้าเป็นส่วนสำคัญในหนัง

 

เรียงตามลำดับปี

 

1. ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong)

 

2. FROM BEHIND (1999, Valérie Lemercier, France)

 

หนัง QUEER เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “จู๋ของม้า”

 

3. SEABISCUIT (2003, Gary Ross)

 

4. WHAT THE SNOW BRINGS (2005, Kichitaro Negishi, Japan)

 

5. OF WOMEN AND HORSES (2011, Patricia Mazuy, France)

 

6. THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Ágnes Hranitzky, Hungary, 155min)

 

7. OF HORSES AND MEN (2013, Benedikt Erlingsson, Iceland)

 

8. THE RIDER (2017, Chloe Zhao)

 

9. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

 

ฉากควบม้าที่ระทึกใจที่สุดในชีวิตของเรา อยู่ในหนังเรื่องนี้

 

10. NOPE (2022, Jordan Peele)

+++

หนึ่งในโมเมนต์ประทับใจสำหรับเราในปี 2025 คือการได้เห็น Gloria Estefan เฉิดฉายในหนังเรื่อง GABBY'S DOLLHOUSE: THE MOVIE (2025, Ryan Crego, A+30) ดีใจที่ Gloria ยังมีชีวิตอยู่ 55555

+++

 

เรายังไม่เคยดู

 

A NEW LOVE IN TOKYO (1994, Banmei Takahashi)

LOVE & POP (1998, Hideaki Anno)

MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda)

SHINJUKU TRIAD SOCIETY (1995, Takashi Miike)

TOKYO FIST (1995, Shinya Tsukamoto)

++++

THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) เป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดูที่เน้นนำเสนอตัวละคร "โจโฉ" ในทางบวก หรือในฐานะ "พระเอก" โดยเฉพาะเน้นไปที่ "ความรักหมา" ของโจโฉ

+++

THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30)

 

หลังจากเราเปิดปี 2026 ด้วยการดูหนังออนไลน์เรื่อง THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, 88min, A+30) ที่งดงามมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เราก็ต่อด้วยการดู “หนังสารคดีเรื่องแรกของปี” ซึ่งก็คือ THE BRINK OF DREAMS ในทันที เพราะหนังทั้งสองเรื่องกำลังจะหลุดออกจากเว็บไซต์ Festival Scope ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

THE BRINK OF DREAMS เล่าเรื่องของกลุ่มหญิงสาวในชนบทอียิปต์ที่ทำ “คณะละครข้างถนน” ด้วยกัน โดยพวกเธอเล่นละครกันข้างถนนเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมให้ชาวบ้านชาวช่องที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว

 

ดูแล้วก็นับถือพวกเธอมาก ๆ กล้าหาญชาญชัยกันมาก ๆ เพราะสังคมที่พวกเธออยู่อาศัยกันมันอนุรักษ์นิยมมาก ๆ คือแค่ผู้หญิงแต่งตัวธรรมดา ๆ ก็โดนหาว่าเป็นกะหรี่แล้ว และการ “เล่นละครข้างถนน” แบบนี้ มันไม่ใช่การสื่อสารกับ “ผู้ชมที่ตั้งใจมาชมละคร” ซึ่งผู้ชมแบบนั้นมันเป็นกลุ่มที่ “เป็นมิตร” กับนักแสดงละครอยู่แล้ว แต่ “การเล่นละครข้างถนน” มันเป็นการสื่อสารกับ “คนที่พร้อมจะตะโกนด่านักแสดงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ” น่ะ โดยเฉพาะพวกชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ ๆ เราก็เลยรู้สึกว่า “นักแสดงละครข้างถนน” แบบนี้นี่มันต้องอาศัยความกล้าหาญชาญชัยอย่างใหญ่หลวงมาก ๆ

 

แล้วสังคมที่พวกเธออยู่ มันก็เป็นสังคมที่ “ผู้ชายเป็นใหญ่” อย่างรุนแรงมาก ๆ ผู้หญิงอาจจะถูกบีบให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 15 ปี และผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็จะถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็น “แม่บ้าน” เท่านั้น แทนที่จะได้เป็นอิสระ ทำงานที่ตัวเองต้องการ

 

เราเข้าใจว่าสังคมที่พวกเธออยู่เป็น “คริสต์” นะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นคริสต์นิกายอะไร มันเป็นนิกายที่ “ห้ามการหย่าร้าง” ไม่แน่ใจว่าเป็นนิกาย Coptic หรือเปล่า

 

THE BRINK OF DREAMS ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในสาย Critics’ Week ด้วยนะ และหนังเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล Golden Eye หรือรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาได้ด้วย

 

ดู THE BRINK OF DREAMS แล้วก็นึกถึงหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. SOUTHERN SORCERESSES (2020, Eliane Caffé, Carla Caffé, Beto Amaral, Brazil, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีบราซิลเรื่องนี้พูดถึงกลุ่ม queer activists ที่ชอบจัดการแสดงข้างถนนเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงปัญหาสิทธิ queer หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด และการจัดแสดงละครข้างถนนแบบนี้ก็ต้องเผชิญกับเสียงด่าทอจากประชาชนใจแคบอย่างรุนแรงมาก

 

2. AMAL (2017, Mohamed Siam, Egypt, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ตามติดชีวิตเด็กสาวชาวอียิปต์เหมือนกัน โดยหนังเรื่องนี้ตามติดชีวิตของอามาล เด็กสาววัย 14 ปีที่เข้าร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศอียิปต์

++++

 

The Four Times (2010, Michelangelo Frammartino, Italy/Germany/Switzerland)

 

I worship this film ตอนดูช่วงแรก ๆ จะรู้สึกว่ามัน extremely slow cinema แต่พอดูไปเรื่อย ๆ กลับพบว่า "เราตามเนื้อเรื่องไม่ทัน" คือในความ extremely slow ของมันจริง ๆ แล้วเราต้องคอยจับสังเกตสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดมาก ไม่งั้นเราจะพลาดความเชื่อมโยงของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละฉาก ตั้งแต่มด, ก้อนอิฐ, ฝุ่นผง, เศษกระดาษ, ถ่าน, ปล่องไฟ, etc.

Wednesday, December 31, 2025

THE YEAR 2025

 

อยากย้อนเวลากลับไปดู "มหกรรมภาพยนตร์จีนในประเทศไทย" ในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา อยากรู้มาก ๆ เลยว่า ตอนนั้นมีหนังเรื่องไหนมาฉายบ้าง มีหนังของผู้กำกับรุ่น 1-4 มาฉายบ้างหรือเปล่า

 

นิตยสารอย่าง STARPICS กับ "หนังและวิดีโอ" ในปี 1985 มีบันทึกรายชื่อหนังจีนในเทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้ไว้บ้างไหม

 

ตัวอย่างของผู้กำกับภาพยนตร์รุ่น 4 ของจีนก็มีเช่น Wu Yigong, Wu Tianming, Zhang Nuanyi, Huang Jianzhong, Teng Wenji, Zheng Dongtian, Xie Fei, Hu Bingliu, Ding Yinnan, Li Qiankuan, Lu Xiaoya, Yu Benzheng, Yan Xueshu, Huang Shuqin, Yang Yanjin, Wang Haowei, Wang Junzheng, Zhang Zi'en, Song Chong and Cong Lianwen

+++

 

2025 ปีแห่ง “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

เห็นคุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ บอกว่าเคยมีภาพยนตร์เรื่อง “แสตมป์สื่อรัก” มาฉายในงานมหกรรมภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา เราก็เลยลอง search ดู แล้วก็เดาว่า มันต้องเป็นหนังเรื่อง ROMANCE IN PHILATELY (1984, Hu Sang, China, 98min) แน่ ๆ เลย อิจฉา cinephiles รุ่นเก่า ๆ ที่ทันได้ดูหนังเรื่องนี้ในกรุงเทพในปี 1985 มาก ๆ ค่ะ

 

ดิฉันมีอายุ 12 ปีในปี 1985 ค่ะ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็น cinephile ตอนนั้นเรายังเน้นอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และอ่านนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ + ทมยันตี + ตรี อภิรุม + ม.มธุการีอยู่ เพราะฉะนั้นในปี 1985 เราก็เลยพลาดดูหนังดี ๆ หลายเรื่องที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

เราเพิ่งมาเป็น cinephile ในช่วงปี 1995 เมื่อได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany, A+30) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ตอนนั้นเรามีอายุ 22 ปี และการดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY ก็ทำให้เราเริ่มตกหลุมรักการดูภาพยนตร์อย่างรุนแรงจนถอนตัวไม่ขึ้น

 

เทศกาลภาพยนตร์แรกที่เราได้ดู น่าจะเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 1995 โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, A+30) ที่มูลนิธิญี่ปุ่น ถนนอโศก

 

แต่เราไม่แน่ใจ 100% เต็มนะ ว่าตอนนั้นมันเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือเปล่า แต่เราเดาว่าน่าจะเป็นเทศกาล เพราะเหมือนเราไม่เห็นหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND กลับมาฉายที่ Japan Foundation อีก แต่ถ้าหากเราจำผิด ก็ทักท้วงมาได้นะ

 

เทศกาลภาพยนตร์ที่สองที่เราได้ดู ก็คือ “เทศกาลภาพยนตร์นิวซีแลนด์” ในปี 1995 ที่ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแสงอรุณ ถนนสาทร โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง

 

1. RUBY AND RATA (1990, Gaylene Preston, New Zealand)

 

2. UTU (1983, Geoff Murphy, New Zealand)

 

3. THE END OF THE GOLDEN WEATHER (1991, Ian Mune, New Zealand)

 

4. AN ANGEL AT MY TABLE (1990, Jane Campion, New Zealand, 158min)

 

แล้วเราก็เลยบ้าดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์มาโดยตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา จนมาถึงจุดพีคสุดก็ปีนี้นี่แหละ ปี 2025 ที่เราเกิดอาการ “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

คือเราเติบโตมาในยุคที่การเข้าถึงหนังนอกกระแสเป็นเรื่องที่ยากลำบากลำบนมาก ๆ น่ะ เหมือนการจะได้ดูหนังนอกกระแสในยุคทศวรรษ 1990 มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เราสามารถเข้าถึงหนังเหล่านี้ได้ก็โดยผ่านทางการดูวิดีโอร้านเฟม + การดูหนังที่เกอเธ่, สมาคมฝรั่งเศส + Japan Foundation + DK Filmhouse Filmvirus เท่านั้น เทศกาลภาพยนตร์ในยุคนั้นก็น้อยมาก ๆ อาจจะมีจัดกันทุก ๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 เทศกาล ไม่ใช่เดือนละ 3 เทศกาลเหมือนในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าใครรวยหน่อยก็สามารถซื้อวิดีโอร้านแมงป่อง+ลูกแมว+AVS มาดูได้ แต่เราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะซื้อวิดีโอเหล่านี้ได้เป็นประจำ

 

เพิ่งมาในทศวรรษ 2000 นี่แหละ ที่ “ร้านแว่นวิดีโอ” ช่วยให้เราเข้าถึงหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้น และอินเทอร์เน็ตก็ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้นด้วย

 

เพราะฉะนั้นพอเราเติบโตมากับการเป็น cinephile ในทศวรรษ 1990 เติบโตมากับ “ความอัตคัดขาดแคลนหนังนอกกระแสอย่างรุนแรง” เติบโตมากับ “ความรู้สึกอดอยากปากแห้งทางภาพยนตร์อย่างรุนแรง” เราก็เลยเหมือนเก็บกด “ความอยากดูหนังเทศกาล” เอาไว้อย่างล้นปรี่น่ะ เพราะเทศกาลภาพยนตร์มันเป็นสิ่งที่หายากมาก ๆ ในยุคนั้น

 

ปมทางจิตที่เราเก็บกดไว้เมื่อ 30 ปีก่อน มันก็เลยเหมือนได้รับการตอบสนองจนหายอยากไปเลยในปี 2025 นี้แหละ เหมือนในที่สุดปมทางจิตของเราก็ได้รับการรักษาให้หายขาดในปีนี้

 

เพราะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มันมีเทศกาลภาพยนตร์อัดแน่นเยอะมาก ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑล เยอะที่สุดเป็นประวัติการณ์ในชีวิตของเราเลย จนเราเองก็ตามดูไม่ไหวทุกเทศกาล และในที่สุดเราก็ล้า และคิดว่าหลังจากนี้คงไม่ตามดูหนังเทศกาลอีกแล้ว คือเราคงไปดูหนังตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ เหมือนเดิมแหละ แต่จะดูเฉพาะที่เราอยากดูจริง ๆ เท่านั้น ถ้าอันไหนเรารู้สึกขี้เกียจ เราก็จะไม่ไปดู 555555

 

คือ “การให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลัก” ส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยมาเป็นเวลาติดต่อกัน 4 เดือนครึ่งน่ะ เราเข้าฟิตเนสในวันที่ 11 ส.ค. 2025 แล้วพอเข้าสู่ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” เราก็ไม่ได้เข้าฟิตเนสอีกเลย จนเพิ่งได้มาเข้าฟิตเนสอีกทีในวันที่ 28 ธ.ค. 2025 นี่แหละ แล้วคือกูต้องจ่ายเงินค่าฟิตเนสไปฟรี ๆ เป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง เพราะกูมัวแต่ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์นี่แหละ สุขภาพกูก็ย่ำแย่มากด้วย เราก็เลยรู้สึกว่า ต่อแต่นี้ไป เราจะให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลักไม่ได้แล้วล่ะ คงจะต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพตัวเองเป็นหลักได้แล้ว “ความอยากในเทศกาลภาพยนตร์” ที่อยู่ในใจเราตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว ต่อไปนี้เราจะต้องเข้าสู่ phase ใหม่ของชีวิตได้เสียที

 

ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. และสิ้นสุดอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ธ.ค. หรือกินเวลา 4 เดือนเต็ม ๆ และส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยเป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว เราหมดเวลาไปกับ

 

1.เทศกาลภาพยนตร์ WHAT THE DOC

 

2. เทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกง

 

3. เทศกาลภาพยนตร์ QUEER ที่ ICONSIAM

 

4. SIAM ANIMA

 

5. EDUARDO WILLIAMS’ RETROSPECTIVE

 

6. WILDTYPE

 

7. BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL แบบอภิมหาอลังการ

 

8. กางจอของนิเทศจุฬา

 

9. SPANISH FILM FESTIVAL

 

10. GODZILLA FILM FESTIVAL

 

11. IRISH FILM FESTIVAL

 

12. RE:COMPLEX at Goethe

 

13. GHOST 2568

 

14. TAIWAN DOCUMENTARY FILM FESTIVAL

 

15. AMAZING STONER FILM FEST at Cinema Oasis

 

16. MARATHON THAI SHORT FILMS

เราได้ดูหนังเพียงแค่ 169 เรื่องในเทศกาลมาราธอนปีนี้

 

17. CHINESE FILM FESTIVAL

 

18. GERMAN FILM FESTIVAL (KINOFEST)

 

19. ARAYA RASDJARMREARNSOOK’S RETROSPECTIVE

เราได้ดูเพียงแค่ 20 จาก 23 เรื่องในงานนี้ แต่เราคงไม่มีแรงไปดูอีก 3 เรื่องที่เหลือแล้วล่ะ (เรายังไม่ได้ดู I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING)

 

20. THAI SHORT FILM FESTIVAL

 

น่าสนใจดีที่ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และก็จบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยการดูหนังเรื่อง AYNY (2016, Ahmad Saleh, Palestine/Jordan, animation, 11min, A+30) ในโปรแกรม PALESTINE ANIMATIONS: 3 FILMS BY AHMAD SALEH ที่โรงหนัง House Samyan ในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2025

 

และช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ก็จบลงด้วยหนังเรื่อง A STONE’S THROW (2024, Razan AlSalah, Palestine/Lebanon/Canada, 40min, A+30) ในโปรแกรม DEAR PALESTINE ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2025

 

ก็เลยเท่ากับว่า ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ที่กินเวลา 4 เดือนเต็มนี้ เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และจบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

แต่นี่คือเราไม่ได้ไปดูหนังใน “เทศกาลหนังเงียบ” ที่หอภาพยนตร์ และไม่ได้ไปดูหนังในเทศกาล BATURU WOMEN’S FILM FESTIVAL เลยนะ คือเราตัดทิ้งไปเลย 2 เทศกาล เพราะตารางเวลามันชนกัน และเราก็ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

ก็เลยรู้สึกว่า  “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” มาเป็นเวลา 4 เดือนเต็มนี้ มันคือการเติมเต็มความฝันของเราตั้งแต่ปี 1995 ความใฝ่ฝันของเราตั้งแต่เป็น cinephile ในปี 1995 เป็นต้นมา ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว หนังที่เราอยากดู ก็มีเข้ามาให้ดูอย่างแน่นขนัดเป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ซึ่งรวมถึงโปรแกรมภาพยนตร์ที่ fulfill my wish จริง ๆ โดยเฉพาะโปรแกรม Harun Farocki Retrospective, Ryusuke Hamaguchi Retrospective และ Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective

 

ชีวิต cinephile ของเรา สมบูรณ์แล้ว นอนตายตาหลับแล้ว เพราะช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ตลอด 4 เดือนเต็มนี่แหละค่ะ

 

เข้าใจว่า ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์ดี ๆ แน่นขนัดกันอย่างนี้ โดยเฉพาะ BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ก็คือ Thacca กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนะ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

 

ก็เลยถือว่าปี 2025 นี่เป็นปีของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” จริง ๆ เพราะมันเริ่มต้นปีด้วย The 7th Bangkok Experimental Film Fesitval: Nowhere Somewhere ในเดือนม.ค. ซึ่งอัดแน่นไปด้วยหนังดี ๆ อย่างล้นปรี่ แล้วก็มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑลเรื่อยมาตลอดทั้งปี อย่างเช่น Japan Film Festival ในเดือนก.พ., Italy Film Festival ในเดือนพ.ค., European Film Festival ในเดือนพ.ค., Japanese & Thai Prewar Talkies ในเดือนมิ.ย., Flaherty Seminar ในเดือนมิ.ย.,  Signes de Nuit Film Festival ในเดือนก.ค. และก็เข้าสู่ช่วงพีคที่สุดของชีวิตเราตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นต้นมา ตามที่ได้เขียนไปแล้ว

 

ขอกราบขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ช่วยกันจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมานะคะ ดิฉันนอนตายตาหลับแล้วค่ะ

 

ถ้าให้เลือก TOP THREE ของช่วง 4 เดือนนี้ในวินาทีนี้ ก็น่าจะเป็น

 

1. ABOUT NARRATION (1975, Harun Farocki, Ingemo Engström, West Germany, 58min)

 

2. TITLE WAIVE (2019-2025, Ryan Trecartin, 33min)

 

3. NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min)

 

NIRANAM ยังมีฉายอยู่ที่ 100 TONSON FOUNDATION นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective จัดฉายอยู่จนถึงวันที่ 18 ม.ค. แกลเลอรี่นี้เปิดวันพฤหัสถึงวันอาทิตย์

 

แต่ถ้าให้เลือก TOP THREE ในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า รายชื่อหนังใน top three ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ 55555

 

NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min, A+30) นี่น่าจะเป็น one of my most favorite films (or moving-mages) I saw in 2025 นะ ถือเป็นหนี่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2025 เลย

 

ตัวภาพในหนังจริง ๆ แล้วไม่น่าสนใจสำหรับเรา เพราะมันเป็นภาพคนเย็บปากแผลไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่ตัวเสียงในวิดีโอนี้เป็นอารยาเล่าเรื่องครอบครัวตัวเอง แล้วมันงดงามมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

NIRANAM ยังมีจัดฉายอยู่ในงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective ที่ 100 TONSON FOUNDATION จนถึงวันที่ 18 ม.ค.นะ โดยในวันพฤหัส, ศุกร์ กับ เสาร์ ทางแกลเลอรี่จะฉายหนังเฉพาะในโปรแกรม C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยา 6 เรื่อง ซี่งรวมถึงหนังเรื่อง NIRANAM ด้วย

 

แต่ในทุก ๆ วันอาทิตย์ ทางแกลเลอรี่จะฉายโปรแกรมหนัง A, B, C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยาทั้งหมด 23 เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าหากใครอยากดูหนังของอารยาทั้ง 23 เรื่อง ซึ่งมีความยาวรวมกันเพียงแค่ 437 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 17 นาทีเท่านั้น ก็ไปดูได้ในวันอาทิตย์ค่ะ จนถึงวันที่ 18 ม.ค.

 

แต่เราไม่รู้ว่าทางแกลเลอรี่จะปิดช่วงปีใหม่ในวันไหนบ้างนะ ใครจะไปดูก็เช็คกับทางแกลเลอรี่ก่อนแล้วกันว่าปิดปีใหม่วันไหนบ้าง

 

ใครจะไปนั่งดูหนังยาว ๆ 23 เรื่องเป็นเวลา 7 ชั่วโมงในวันอาทิตย์ เราก็ขอแนะนำให้ “พกน้ำดื่ม” ติดตัวไปด้วยนะ เพราะแถวนั้นไม่มีน้ำดื่มขายจ้า แต่มี “ตัวเหี้ย” เล่นน้ำในลำคลองแถว ๆ นั้น 55555 เราเพิ่งถ่ายคลิปตัวเหี้ยในซอยต้นสนมาลงให้ดูเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน หลายคนคงจำได้

 

เราไปดูหนังในงานนี้ใน 2 วันอาทิตย์ สรุปว่าดูไปได้แค่ 20 เรื่องเท่านั้นค่ะ ยังขาดอีก 3 เรื่องที่ยังไม่ได้ดู ซึ่งก็คือ I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING

 

เราเพิ่งเขียนเปรียบเทียบ NIRANAM กับ “หนังสะท้อนชีวิตผู้หญิงหลายรุ่น” อีก 4 เรื่องไปนะ ซี่งก็คือ KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30), SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinsky, Germany, A+30), A PALE VIEW OF HILLS (2025, Kei Ishikawa, Japan, A+30) และ WITCHES CAN’T BE BURNED เจ้าดอกกระดังงา (2025, Naphat Thanarotchudet, A+30)

 

หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะปะทะกับ NIRANAM ก็คือ “น้องชายที่แสนดี(ย์)” FIRST-DEGREE VANISHING (2025, Montree Saelo, 85min, A+30) เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชม “จินตนาการภาพในหัวตามเสียงเล่าตลอดทั้งเรื่อง” เหมือนกันเลย โดย FIRST-DEGREE VANISHING นั้น มีแต่จอมืดตลอดทั้งเรื่อง กับเสียงเล่าเรื่องแบบหนัง mystery thriller ส่วน NIRANAM นั้น ภาพเป็นคนเย็บปากแผลตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเสียงนั้นเล่าเรื่องของครอบครัวอารยาแบบกระแสสำนึกไปเรื่อย ๆ

++++++++

 

Favorite Fighting Female Characters:

22. Cure Majesty

 

วันนี้เราได้ดู YOU AND IDOL PRETTY CURE THE MOVIE: FOR YOU! OUR KIRAKILALA CONCERT! (2025, Koji Ogawa, Japan, animation, A+30) ที่เมเจอร์ รัชโยธิน แล้วก็ประทับใจตัวละคร Cure Majesty มาก ๆ เพราะว่าเธอใช้สีม่วงเป็นสีประจำตัว และสีนี้คือสีโปรดของเรา

 

พอเราไป search ดูข้อมูลของตัวละครตัวนี้ในอินเทอร์เน็ต ก็เลยเพิ่งรู้ว่า ตัวละครตัวนี้ใช้ Magic Hour เป็นอาวุธ รุนแรงมาก ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง ชอบมาก ๆ ที่มีตัวละครหญิงสาวใช้ Magic Hour เป็นอาวุธในการฟาดฟันเหล่าผู้ร้าย

 

 


  

 

Friday, December 19, 2025

CHINESE ANIMATIONS 2025

 

เราก็ชอบหนังกลุ่ม “เรื่องย่อย ๆ หลาย ๆ เรื่องมารวมกัน” เหมือนกัน เหมือนที่เราเจอในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องย่อย ๆ แค่ 3 เรื่องมารวมกัน ไม่ได้เยอะเป็น 6-10 เรื่องมารวมกันเหมือนในอดีต

 

ถ้าเป็นในปีนี้ที่เราชอบมาก ๆ ก็มี

 

1. DRACULA (2025, Radu Jude)

อันนี้เยอะเป็น 10 เรื่อง

 

2. TIMELESS REACTIONS: A COMPOSITION OF WRITING, CHEMISTRY, AND SILENCE เรื่องในข้อแม้ของเวลา: การเขียน, เคมี และความเงียบ (2025, Jirat Sompakdee)

อันนี้เป็น 3 เรื่องมารวมกัน

 

3. AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy)

อันนี้เป็น 3 เรื่องมารวมกัน

 

4. RESURRECTION (2025, Bi Gan, China)

 

5. CURIOUS TALES OF A TEMPLE (2025, Cui Yuemei, Huang Heyu, Liu Yilin, Liu Yuan, Xie Junwei, Zou Jing, China, animation, A+30)

 

ถ้าปีก่อน ๆ ก็คงเป็น WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi) และ ABOUT ENDLESSNESS (2019, Roy Andersson, Sweden)

 

เราเคยทำรายชื่อหนังกลุ่มนี้ที่เราชอบสุดขีดไว้ในปี 2008 ด้วยนะ
https://celinejulie.blogspot.com/2008/05/twentieth-poll-barely-connected-stories.html

 

++++

 

ปีนี้เป็นปีของ animation จีนจริง ๆ ปีนี้เราได้ดู Chinese animation features ในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพไป 5 เรื่องได้มั้ง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. CURIOUS TALES OF A TEMPLE (2025, Cui Yuemei, Huang Heyu, Liu Yilin, Liu Yuan, Xie Junwei, Zou Jing, China, animation, A+30)

 

2. I AM WHAT I AM 2 (2024, Sun Haipeng)

 

3. NOBODY (2025, Yu Shui)

 

4. THE LEGEND OF HEI 2 (2025, Gu Jie, Mtjj)

 

5. NE ZHA 2 (2025, Yu Yang)

 

เราชอบสุดขีดทั้ง 5 เรื่องนะ และลำดับความชอบอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

 

EDIT เพิ่ม: จริง ๆ เราได้ดู THE FLOWER PRINCESS (PART 1) (2025, Cheung Kawah, Cui Weiquan, Foo Sing-choong, China, animation, A+30) ในเทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกงด้วย เราก็เลยนึกว่ามันเป็น “หนังฮ่องกง” แต่ใน IMDB บอกว่า มันเป็น “หนังจีน” ถึงแม้หนังพูดภาษากวางตุ้ง

 

ถ้าหากรวม THE FLOWER PRINCESS (PART 1) เข้าไปในลิสท์ด้วย เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากเป็นอันดับ 2

++++

นึกถึงยุคของเรากับเพื่อน ๆ ที่คลั่งไคล้ "ละครโทรทัศน์ของสุนันทา นาคสมภพ" ในปี 1990 ที่นักแสดงเล่นแข็งมาก ๆ ทุกอย่างเห่ยมาก ๆ ถ้าหากเอา "มาตรฐานทางศิลปะ" ไปวัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าการที่ "ละคร" เหล่านี้มัน "แหกทุกกฎทางสุนทรียศาสตร์" หรือเปล่า มันถึงสามารถ "ตอบสนอง" บางอย่างในจิตใต้สำนึกของพวกเราได้