Showing posts with label AUSTRIA. Show all posts
Showing posts with label AUSTRIA. Show all posts

Saturday, May 16, 2026

RIP VALIE EXPORT

SONGS BEGIN WITH LETTER A

 

1. ANATA WO AISHITAI (1988) – Yoko Minamino

2. AKI NO INDICATION (1987) – Yoko Minamino

3. AKI KARA MO, SOBA NI ITE (1988) – Yoko Minamino

4. APPROACH (1986) – Yoko Minamino

5. ANOTHER SLEEPLESS NIGHT (1990) – Shawn Christopher

6. ABC (1987) – Shonentai

7. ABSOLUTELY FABULOUS (1994) – Pet Shop Boys

8. ALL AT ONCE (1985) – Whitney Houston

9. ALL AROUND THE WORLD (1989) – Lisa Stansfield

10. ALL OF ME (BOY OH BOY) (1988) – Sabrina

+++

 

เห็นว่าใกล้จะมีฟุตบอลโลก เราก็เลยนึกถึงเพลงประจำฟุตบอลโลกเพลงนี้ TOUCHED BY THE HAND OF CICCIOLINA (1990) – Pop Will Eat Itself

https://youtu.be/LNWu7Ejm_TM?si=3yerzanYO9QddsMw

++++

รุนแรงมาก ๆ เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึง Wallis Simpson ซึ่งก็คือ THE WOMAN HE LOVED (1988, Charles Jarrott) กับ W.E. (2011, Madonna) แต่ทั้งสองเรื่องนี้ก็เหมือนเน้นแค่การเชิดชูความรักต่างฐานันดรของนางเอก และก็เลยไม่ได้พูดถึงชีวิตบั้นปลายของ Wallis ที่ตกเป็นเหยื่อของทนายสาวเจ้าเล่ห์

+++

 

ฉันรักเขา Benyu Zhang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

 

รูปมาจาก PEGASUS (2019) ภาคแรกนะ เพราะว่าในภาค 3 Benyu Zhang ไม่ยอมถอดเสื้อเลย 55555

++++

เพิ่งสังเกตว่า หนังฮ่องกงเรื่อง MEN FROM THE GUTTER (1983, Lam Ngai Choi) เข้าฉายแบบเสียงภาษาจีน 4 โรง และเสียงพากย์ไทยแค่โรงเดียว คือโรงจักรวาล (มันตั้งอยู่ที่ไหนนะ)

 

+++

 

ฉันรักเขา Fan Chengcheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Hu Xianxu from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Johnny Huang from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

ฉันรักเขา Zhang Xincheng from PEGASUS 3 (2026, Han Han, China, A+30)

+++

 

งดงามที่สุด พออ่านจบแล้วเมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปดู instagram ของ Jiab Prachakul แล้วก็พบว่าคุณเจี๊ยบ ประชากุล เคยจัดโปรแกรมฉายภาพยนตร์ที่เธอชื่นชอบ 3 เรื่องให้ Austin Film Society ด้วย โดยภาพยนตร์ 3 เรื่องนั้นก็คือ

 

1. Floating Weeds (1959) by Yasujiro Ozu
2. A Summer's Tale (1996) by Eric Rohmer
3. Uncle Boonmee Who Can Recalled His Past Lives (2010) by Apichatpong Weerasethakul

https://web.facebook.com/sarunyoo.threesukon/posts/pfbid0QLDzERrnNXSSzK4vbVKA6JhDXJv3HUCTcsAbSH2rzFPpKncHjTrdyJ44C6Rs81R9l

 

https://www.instagram.com/p/DFsvoueNoTz/?img_index=1

 

แนท วาสนา

https://web.facebook.com/1990songshit/posts/pfbid0LcRdoxW7uuiHp2nBY8rNCuB7NGwt9ioiNL5xdDyT6Ewky58qc3qUbFk3gE8dNr9ml

 

BP PORTRAIT AWARD 2020

https://www.npg.org.uk/whatson/exhibitions/2020/bp-portrait-award-2020/exhibition/

+++

 

เพิ่งเห็นว่า เว็บไซต์ GOETHE ON DEMAND มีหนังเรื่อง DARK BLUE GIRL (2017, Mascha Schilinski, Germany, 103min) ให้ดูด้วย กรี๊ดดด ดีใจมาก ๆ เพราะว่าเราชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) อย่างสุดขีด เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Mascha Schilinski มาก ๆ

https://goethe-on-demand.de/

++++

 

บันทึกว่า ตอนนี้เราจอประสาทตาฉีกขาดอีกแล้ว เป็นจุดที่ 5

 

คือเมื่อ 4-5 วันก่อน เราเริ่มเห็นจุดสีดำลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นอาการที่เราก็เจอบ้างเป็นครั้งคราว เราก็เลยไม่กังวลอะไร แต่พอผ่านไป 4 วัน มันก็ยังไม่หายไป เราก็เลยตัดสินใจไปหาหมอในวันพุธที่ 13 พ.ค.

 

ปรากฏว่าหมอตรวจพบว่า วุ้นลูกตาเสื่อมของเรามันไปดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาฉีกขาด (retinal breaks without detachment) หมอก็เลยรักษาเราด้วยการยิงเลเซอร์ ค่ารักษาอยู่ที่ 18457 บาท เสร็จแล้วก็ห้ามออกกำลังกายเป็นเวลานาน 1 เดือน

 

ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยเป็นจอประสาทตาฉีกขาดมาแล้ว 4 ครั้งในปี 2019 โดยครั้งก่อนหน้านี้คือวันที่ 10 ก.ย. 2019 หรือเมื่อราว 7 ปีก่อน

 

เราก็เลยเซ็ง เพราะโรคที่เรานึกว่าเราหายขาดไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนี้เรากลับมาเป็นอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่จอประสาทตาของเรายังไม่ได้หลุดลอก และโรค พังผืดบนศูนย์กลางจอประสาทตา” ของเราก็ยังคงที่ ไม่ได้เลวร้ายลงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด

 

แต่เราก็คิดว่า มันคงเป็นผลกรรมจากที่เราเคยแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กนั่นแหละ แสดงว่าเรายังใช้กรรมไม่หมด ก็คงต้องทยอยใช้กรรมที่เราเคยทำไว้ในตอนเด็กกันต่อไป

++++

 

วันนี้ไปเดิน Kinokuniya สาขา Central World เจอหนังสือ LOACH ON LOACH เราเลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน เพราะเราเคยดูหนังของ Ken Loach ไปแล้ว 8 เรื่อง และก็ชอบหนังของเขาอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

เรายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ แต่เราเข้าใจว่ามี Chapter นึงของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ Ken Loach พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างเต็ม ๆ โดยเน้นไปที่สมาชิกคนสำคัญของพรรคแรงงานอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง Keir Starmer นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า Loach เคยกำกับหนังสารคดีเรื่อง THE SPIRIT OF ’45 (2013, 94min) ที่พูดถึงการเมืองอังกฤษอย่างตรง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ มันก็เลยกลายเป็นการสัมภาษณ์ความเห็นของเขาที่มีต่อการเมืองอังกฤษในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไปด้วยโดยปริยาย

 

เข้าใจว่า สำนักพิมพ์ Faber ออกหนังสือชุดผู้กำกับภาพยนตร์นี้มาแล้ว 24 เล่ม แต่เราซื้อเก็บไว้แค่ 2 เล่ม คือ MALLE ON MALLE กับ LOACH ON LOACH

 

ส่วนที่ร้าน Kinokuniya Central World เราเห็นมีหนังสือ CRONENBERG ON CRONENBERG กับ TRIER ON VON TRIER วางขายอยู่ด้วยนะ แล้วก็มีหนังสือที่น่าสนใจเล่มอื่น ๆ วางขายอีกมากมายหลายเล่ม อย่างเช่น JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE ของ Rachel Elizabeth Barraclough, IN THE MOOD FOR TEXTURE: THE REVIVAL OF BANGKOK AS A CHINESE CITY ของ Anika Fuhrmann, หนังสือของ A24 จำนวนมากมายหลายเล่ม, หนังสือเกี่ยวกับ Tilda Swinton เล่มละ 2000 กว่าบาท และหนังสือเกี่ยวกับหนังเรื่อง WHEN A WOMAN ASCENDS THE STAIRS (1960, Mikio Naruse) เล่มละ 700 กว่าบาท

 

JAPANESE HORROR CINEMA AND DELEUZE

https://www.bloomsbury.com/uk/japanese-horror-cinema-and-deleuze-9781501375026/

 

+++

 

RIP VALIE EXPORT (1940-2026)

 

Valie Export เป็นเจ้าแม่หนังทดลองแห่งออสเตรีย เราเคยดูภาพยนตร์ของเธอแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, Austria, A+30) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

และเราก็เคยดูวิดีโอเรื่อง WOMEN (VALIE) (2022, Karin Fisslthaler, Austria, video installation, 7min, A+30) ที่เป็นการ tribute ให้ Valie Export ด้วย

 

ชื่อ Valie Export ของเธอนั้น ไม่ใช่ชื่อที่เธอได้มาแต่กำเนิด เพราะเธอเปลี่ยนชื่อของตัวเองจาก Waltraud Hollinger  มาเป็น Valie Export ในปี 1967 เพราะเธอไม่ต้องการใช้ทั้งนามสกุลของบิดาและของสามีของเธอ โดยเธอเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า

 

"I did not want to have the name of my father [Lehner] any longer, nor that of my former husband Hollinger. My idea was to export from my 'outside' (heraus) and also export, from that port. The cigarette package was from a design and style that I could use, but it was not the inspiration."

 

ในปี 1968 Valie Export เคยทำการแสดงครั้งสำคัญที่มีชื่อว่า ACTION PANTS: GENITAL PANIC ด้วยการเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่มิวนิคโดยใส่กางเกงไร้เป้า เพื่อโชว์อวัยวะเพศหญิงของเธอ แล้วเธอก็เดินไปรอบ ๆ ผู้คนในโรงภาพยนตร์โดยให้อวัยวะเพศหญิงของเธออยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของผู้ชม

 

Export entered an art cinema in Munich, wearing crotchless pants, and walked around the audience with her exposed genitalia at face level. It aimed toward provoking thought about the passive role of women in cinema and confrontation of the private nature of sexuality with the public venues of her performances. In an interview in Ocula Magazine, the artist stated that: "The fear of the vulva is present in mythology, where it is depicted devouring man. I don't know if this fear has changed.”

 

งานวิดีโออันหนึ่งของเธอคือ FACING A FAMILY (1971) ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในวันที่ 2 ก.พ. 1971 โดยวิดีโอนี้แสดงภาพของครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียที่กำลังรับประทานอาหารเย็นและดูโทรทัศน์ไปด้วย และนั่นก็เท่ากับว่า รายการโทรทัศน์นี้กำลัง “ยื่นกระจก” ให้แก่ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียอีกหลายครอบครัวที่กำลังรับชมรายการโทรทัศน์นี้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียหลายครอบครัวได้ดูรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นครอบครัวชนชั้นกลางชาวออสเตรียครอบครัวหนึ่งกำลังดูโทรทัศน์อยู่ นอกจากนี้ งานวิดีโอนี้ก็เป็นการส่องสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง  subject, spectator, and television ด้วย

 

ในภาพยนตร์เรื่อง REMOTE (1973) นั้น Valie Export ใช้มีดขุดหนังกำพร้าของเธอเป็นเวลานาน 12 นาที เพื่อสะท้อนว่าเรือนร่างของผู้หญิงได้รับความเสียหายมากเพียงใดจากการทำตามมาตรฐานความงามของสังคม

 

Valie Export พยายามต่อต้านแรงกดดันทางสังคมในยุคนั้นที่พยายามกระตุ้นให้ผู้หญิงกลายเป็น “แม่” และ “เมีย” ด้วย โดยเธอเคยกล่าวในหนังสือ VALIE EXPORT: FRAGMENTS OF THE IMAGINATION ที่เขียนโดย Roswitha Mueller ในปี 1994 ว่า

"VALIE EXPORT: I am interested in postmodern theories of the subversion of the subject since I would like to dissolve the traditional view of the subject, which had contributed to the oppression of women. It could also be helpful in freeing women from social norms and enforced codes like motherhood. But I do not follow postmodern philosophers when they equate the questions concerning women's subjectivity with a confirmation of phallocentrism. The phenomenological attempt to overcome Hegel's dialectics in certain postmodern theories seems rather conservative to me." (from page 213)


"VALIE EXPORT: First, I do understand the dangers of my recommendation to women to refuse natural reproduction. Yet, I think the whole essentialism debate has to be taken out of its abstract philosophical framework, because there one can always find yet another logical trip-up. What I am trying to call attention to is the necessity to change the whole concept of motherhood, the ideological coercion of women to become mothers and wives that is the core of the cultural determination of our bodies. Only in this framework can what I say make any sense. Certainly, I do not propose in actuality that an individual woman should no longer give birth if she feels like it; rather, it is the coercion I am trying to counteract. And from this perspective, artificial reproduction is equally dangerous, because it can potentially increase the pressure on women if they are not in charge of their lives and if they are not involved in these debates." (from page 222)

 

ภาพจากหนังเรื่อง SYNTAGMA (1983, Valie Export)

++++

 

วันนี้ไปกินข้าวเย็นที่ร้าน ANYA’S PLACE อยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ ศาลายา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร อาหารอร่อยดีค่ะ

https://web.facebook.com/Anyarestaurant

++++

 

เพิ่งรู้จากเพื่อนว่า เกย์รุ่นใหม่เขานิยมไป hang out กันที่ลานเกย์ รัชโยธิน ที่อยู่แถว ๆ ผับ “ท่าช้าง รัชโยธิน” กับโรงหนังเมเจอร์รัชโยธิน เห็นมีคลิปใน instagram กับ tiktok เยอะมากที่พูดถึงประเด็นนี้

 

รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ดีงามมาก ๆ เราก็ไปดูหนังที่เมเจอร์รัชโยธินบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามีอะไรแบบนี้เลย เพราะว่าพอหนังเลิกราว ๆ 4 ทุ่มเราก็เดินออกทางเชื่อมรถไฟฟ้าด้านหน้า เราก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ลานด้านหลัง

 

เรารู้แค่ว่า แถวนั้นมันมีผับบาร์อยู่บ้าง และก็น่าจะมีร้านอาหารบางร้านที่มันยังคงเปิดในเวลาดึก ๆ ดื่น ๆ มีร้านราเมงข้อสอบกับสตาร์บัคส์ที่เปิด 24 ชั่วโมง และร้านอาหารหลายร้านที่ปิดตีหนึ่งหรือตีสอง อาคารด้านหลังเมเจอร์รัชโยธินมันมีร้านอาหารเยอะมาก และห้องน้ำในอาคารนั้นน่าจะเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงมั้ง

 

เพราะฉะนั้นลานตรงนั้นมันก็เลยอาจจะเหมาะดี เพราะมันดูเหมือนเปิดไฟสว่างไสว ดูปลอดภัย เดินเหินได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเสียตังค์ มีร้านอาหารร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง มีห้องน้ำให้เข้าไปปัสสาวะและทำอะไรอย่างอื่น ๆ ได้

 

หวังว่าจะมีคนทำหนังสั้นเกี่ยวกับลานเกย์รัชโยธินมาให้พวกเราได้ดูกันนะคะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0JTP4ocFUSwR2WmVHo7txVBF924NdVdKMVFcb1hMA3wzb4XLfuBty7ZT4fzBjjPe4l

 

 


Friday, April 17, 2026

TOSSAPHON RIANTONG

 

SOME OF MY OLD WRITINGS ABOUT TOSSAPHON RIANTONG

 

เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026, Tossaphon Riantong, 19min) ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับภาพยนตร์สั้นที่คุณทศพร เหรียญทองเคยกำกับมาไว้ในที่นี้นะ โดยข้อมูลส่วนแรกจะเป็นชื่อเรื่องสั้นกับเรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น และข้อมูลส่วนที่สองจะเป็นสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในอดีตเกี่ยวกับผลงานของคุณทศพร

 

ข้อมูลพวกนี้ถือเป็นเพียง partial filmography เท่านั้นนะ เพราะเราไม่ได้มีข้อมูลหนังสั้น ”ทุกเรื่อง” ของคุณทศพร และเราแทบไม่ได้ติดตามดูซีรีส์ใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมาเลยจ้ะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์มาลงไว้ในที่นี้

 

ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Tossaphon Riantong ได้ในช่องยูทูบของเขานะ อย่างเช่น “น้าโอมอยากมีผัว”, “หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม”, “หยอย”, MEOW MEOW

 

SOME INFORMATION ABOUT SOME SHORT FILMS MADE BY TOSSAPHON RIANTONG

 

 

1.REMEMBER จำ (2008, 28min)

Synopsis: ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อม ชายอีกคนผู้เป็นต้นเหตุจึงต้องรับชายคนนี้มาพักรักษาที่บ้าน

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่ 13 ก.ย. 2008

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลดีเด่นประจำปีในสาขา “ช้างเผือกพิเศษ” ในเทศกาลหนังสั้น

 

2. DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min)

Synopsis: แมง เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครคบ ยกเว้นพริม เด็กสาวคบเขาเพราะเหตุผลบางประการ เมื่อพริมจากเขาไป เพียวเด็กสาวอีกคนก็มาแทนที่ ... แต่ในใจของแมงยังมีแต่พริม

 

เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะวันฉายมันชนกับงาน LAV DIAZ RETROSPECTIVE ในปี 2009

 

3. MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min)

Synopsis: คำว่า เพื่อน มีจริงหรือไม่

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 23 ก.ค. 2009

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลประกาศนียบัตรชมเชยในสาขาช้างเผือกพิเศษในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 13

 

4. WHEN FON LEFT CHUANG เมื่อฝนทิ้งช่วง (2009, Thossaporn Riantong, Thailand, 27min)

Synopsis: เมื่อฝนทิ้งช่วงไป ทำให้ช่วงเศร้าอย่างมาก...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 25 ก.ค. 2009

 

5.GIVE ME YOUR HEART (2011, Tosaporn Riantong, 5min)
Synopsis: เกตบอกให้นัตตี้ควักหัวใจตัวเองออกมาให้เธอ

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2011

 

6. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว (2011, Tossaphon Riantong, 27min)

Synopsis: น้าสาวไร้ผัวต้องมาทนปกครองหลานชาย

 

หนังเรื่องนี้ผ่านเข้ารอบสองในสาขาช้างเผือกในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 15

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังสั้นไทยที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

7. MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, queer film, documentary, 13.51min, A+30)

Synopsis: เมื่อถึงวันเกิดของนุ่น นัตตี้แต่งเพลงให้เธอ

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ในสาขาสารคดี (หรือดุ๊ก) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 โดยกรรมการปีนั้นคือ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา และ บรรพต วุฑฒิปรีชา (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดี เรื่อง ลุมพินี)

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 12 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2012

 

8.THIS FILM IS INSPIRED BY ANN TONGPRASOM หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม (2012, Tossaphon Riantong, 29.45min, A+15)

Synopsis: บูมอยากเป็นดาราและเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในการเข้าชิงรางวัลช้างเผือก ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16

 

9. YOY หยอย (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

Synopsis: ฉันไม่ได้ชื่อหยอย ตอนอยู่ปีหนึ่งช่วงห้องเชียร์ รุ่นพี่เปลี่ยนชื่อฉันเป็นหยอย

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสาย Digital Forum ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 17 และได้รับรางวัล “วิจิตรมาตรา” ในปีนั้น

 

10. RAPIST’S NIGHTMARE (2014, Tossaphon Riantong, 12.15min, A+30)

Synopsis: พี่กดไหล่มันไว้ ไม่ให้มันตื่น...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 10 ก.ค. 2014 เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะว่าเรามักจะชอบหนังทดลอง แต่ปกติแล้วคุณทศพรทำหนัง narrative ไม่ได้ทำหนังทดลอง เพราะฉะนั้นหนังบางเรื่องของคุณทศพรก็เลยไม่ตรงทางของเราซะทีเดียว แต่ RAPIST’S NIGHTMARE นี่ถือเป็นหนังทดลองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา

 

11. THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary, 23min, A+30)

Synopsis: บ้านนี้มีความรัก

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสายหนังสารคดีในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 19

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด

 

12. MEOW MEOW (2015, Tossaphon Riantong, animation, 2.30min, A+25)

Synopsis: แมวเกาหลีชื่อคิตตี้ พาร์ค ร้องเพลง

+++++

 

สรุปว่าเราได้ดูผลงานการกำกับภาพยนตร์ของคุณทศพร เหรียญทองไปเพียงแค่ 11 เรื่องเท่านั้นค่ะ โดยหนัง 5 เรื่องที่เราชอบมากที่สุดของคุณทศพรก็คือ

(เรียงตามลำดับความชอบ)

 

1. MY NOON เพลงวันเกิด

2. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว

3. THE HOUSE OF LOVE

4. RAPIST’S NIGHTMARE

5. REMEMBER จำ

++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนไว้ใน blog ตอนปี 2009 ช่วงที่คะแนนเต็มของเราเป็น A+ ไม่ใช่ A+30 เหมือนในปัจจุบัน

 

POLL 65: LESBIAN

My poll 65 is inspired by five Thai short films I saw this year – MAHJONG, MISS YOU SO MUCH, SHE AND HER, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG  (เมื่อฝนทิ้งช่วง). These five films deal with lesbianism. MAHJONG and SHE AND HER are very interesting, because these two films present lesbianism in a very positive way. These two films are against discrimination and ask for society's acceptance of lesbianism.

MISS YOU SO MUCH, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG are darker. These three films focus on the psychological aspects of their characters. I like the narrative structure of MISS YOU SO MUCH very much. THE SPECIAL LOVE is made by a female high-school student. The film shows that this young filmmaker is ambitious and has a high potential to be a great director in the future. WHEN FON LEFT CHUANG is like a psychological thriller. It is made by Tossaporn Riantong. I like Tossaporn's films very much, but I usually give "A+/A" to his films, not "A+". I love the emotions and atmosphere in his films, but I think his films are restricted by "genre". His films seem to belong in either horror or thriller genre, and that makes the stories in his films not really interesting. I think if Tossaporn makes a film which focuses only on the atmosphere and emotions, but does not try to make the film fit into the horror/thriller formula, that may be the kind of films that I like.

+++++

WHY I LIKE "FLUSH TANK" (2011, Tossaphon Riantong, A++++++++++)


(ผมขออนุญาตใช้คำว่า "เงี่ยน" ใน comment ข้างล่างนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันสื่อสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจออกมาได้ตรงที่สุด)

โดยหลักๆก็คือผมดูแล้วรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้มากๆน่ะครับ ซึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้ผมรู้สึกดีมากๆกับหนังเรื่องนี้รวมถึง

1.เส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเริ่มจากการที่น้าสาวทึนทึกกับหลานชายทะเลาะกัน และจบลงด้วยการที่หลานชายยอมรับตัวน้าสาวได้ในที่สุด (เขาตัดสินใจที่จะอยู่กับน้าต่อไป) ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลานชายถึงยอมรับตัวน้าสาวได้ในตอนจบ แต่มันก็ทำให้ผมจินตนาการไปว่า บางทีหลานชายอาจจะตระหนักได้ว่า "มนุษย์มันก็แค่นั้นแหละ ต่างก็อยากมีผัวด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์มันก็เต็มไปด้วยข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์แต่ละคนมันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่ละคนมันก็มีปัญหาอึดอัดคับข้องใจของตัวเอง", "อยู่กับน้าสาวนี่แหละดี เราจะได้แอบไปมีเซ็กส์ได้ตามสบาย" หรือ "กูเงี่ยน กูยังได้ระบายออก น้าโอมเงี่ยน แต่น้าโอมอาจจะไม่ได้ระบายออก น้าโอมแม่งน่าสงสารว่ะ" สรุปว่าผมไม่แน่ใจหรอกครับว่าอะไรทำให้หลานชายตัดสินใจอยู่กับน้าต่อไปในตอนจบ แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีที่หนังจบแบบนี้

2.ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมจะนึกถึงหนังสั้นกลุ่มนึง ประเภทที่เล่าเรื่องที่ว่า "ลูกสาวทะเลาะกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพราะพวกเขาเข้มงวดมากเกินไป แล้วลูกสาวก็หนีออกจากบ้านไป แล้วก็ถูกข่มขืน ก็เลยตระหนักได้ว่า โอ้ พ่อแม่เรานี้แสนดีหนักหนา แล้วก็กลับบ้านในที่สุด" ซึ่งผมเกลียดหนังสั้นกลุ่มนี้มากๆเลยครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่เวลาผมดูหนังสั้นกลุ่มนี้แล้วผมจะรู้สึกแย่มากๆ

ในทางตรงกันข้าม ผมรู้สึกเหมือนกับว่า "น้าโอมอยากมีผัว" มันเป็นเหมือนภาคกลับของหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด เพราะถึงแม้เส้นเรื่องมันจะมีบางอย่างคล้ายกัน ซึ่งก็คือ "เริ่มต้นด้วยการที่ผู้ปกครองกับเด็กมีปัญหากัน และจบลงด้วยการเข้าใจกัน หรือการคืนดีกัน" แต่รายละเอียดปลีกย่อยมันทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของหนังกลุ่มที่ผมเกลียด ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ รวมถึง

2.1 ปกติผมจะรำคาญตัวละครผู้ปกครองในหนังประเภทนี้ แต่ผมกลับอินกับตัว "น้าโอม" ในหนังเรื่องนี้ในระดับนึง เพราะเธอเป็นสาวทึนทึก และไม่ใช่สาวทึนทึกในหนัง "พาฝัน" ประเภท 30+ โสด on sale หรือ 30 กำลังแจ๋ว หรือ SEX AND THE CITY ที่มีความสวยเซ็กซี่อยู่ในตัวมากพอสมควร แต่เป็นสาวทึนทึกที่มีลักษณะความเป็นมนุษย์เดินดินอยู่ในตัวสูงมากๆ

2.2 หนังไม่ได้บอกว่าการที่น้าโอมเข้มงวดกับหลานชายเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งผิด หรือสิ่งที่ให้อภัยได้หรือไม่ได้ แต่เหมือนจะให้คนดูตัดสินใจเอาเอง ซึ่งแตกต่างจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด ที่เหมือนจะ "ให้อภัย" กับการกระทำของเหล่าตัวละครพ่อแม่ปู่ย่าตายายในตอนจบ นอกจากนี้ การเข้มงวดของน้าโอม ก็ดูเหมือนจะเป็นการแสดงบทบาทของผู้ปกครองไปอย่างแกนๆ มากกว่าการเข้มงวดอย่างจริงๆจังๆ

2.3 ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น เรื่องเซ็กส์จะถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งผิด วัยรุ่นไม่ควรเข้าใกล้ วัยรุ่นหญิงชายไม่ควรมั่วสุมอยู่ด้วยกัน ตัวละครพ่อแม่ในหนังสั้นกลุ่มนี้จะไม่มีความต้องการทางเพศหลงเหลืออยู่อีกแล้ว หรือสรุปได้ว่า ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นตัวละครที่ไม่มีความเงี่ยน

ตัวละครวัยรุ่น ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายผิด เป็นตัวละครที่มีความเงี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ควร"

แต่ใน "น้าโอมอยากมีผัว" นั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครวัยรุ่น มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครอื่นๆในหนัง ทั้งสาวผมยาวและสาวผมสั้นที่คุยโทรศัพท์ ต่างก็ดูเหมือนจะอยากมีผัว และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ"

2.4 ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หนังก็ไม่ได้บอกว่าน้ากับหลานเข้าใจกันหรือให้อภัยกันแต่อย่างใด แต่มันทำให้ผมจินตนาการไปว่า ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หลานอาจจะสามารถยอมรับน้าได้ในฐานะมนุษย์ขี้เหม็นคนนึง หรือมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องและปัญหาชีวิตมากมายคนนึง ซึ่งแตกต่างไปจาก "ภาพนางสาวไทย" หรือภาพ "เจ้าแม่กวนอิม" ที่ปรากฏอยู่ในฉากแรกๆของหนังเรื่องนี้

ตอนจบแบบนี้มันก็เป็นสิ่งนึงที่แตกต่างไปจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดน่ะครับ เพราะในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น ตอนจบของหนังประเภทนี้ "ผู้ปกครองจะอยู่ในสถานะสูงกว่าเด็ก" แต่ในตอนจบของน้าโอมอยากมีผัวนั้น ผมรู้สึกว่า "ผู้ปกครองอยู่ในสถานะเท่ากับเด็ก เพราะต่างก็เป็นมนุษย์เงี่ยนๆเหมือนกัน" และผู้ปกครองไม่ได้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางกาย, วาจา, ใจ เหมือนกับภาพเจ้าแม่กวนอิมช่วงเปิดเรื่องแต่อย่างใด

3.ผมชอบความ weird หรือความเซอร์เรียลของหนังด้วยครับ หนังมีการใช้ soundtrack เพื่อเพิ่มความเซอร์เรียล และมีการใส่ฉากจุลินทรีย์อะไรเข้ามา ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจความหมายของฉากพิสดารเหล่านี้ แต่ดูแล้วรู้สึกดีกับมันครับ

4.โดยปกติแล้วผมจะชอบหนังที่นำเสนอความเงี่ยนของผู้หญิงน่ะครับ ซึ่งตัวละครน้าโอมกับสาวผมยาวในเรื่องนี้ตอบโจทย์ของผมตรงนี้ได้ดีมากๆ และหนังก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งผิดด้วย

5.ชอบฉากที่น้าโอมพยายามยั่วผู้ชายในออฟฟิศมากๆครับ ผมรู้สึกว่ามันจริงดี น้าโอมเป็นผู้หญิงธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีจริตจะก้าน, มารยาร้อยเล่มเกวียน หรือความสามารถพิเศษในทางด้านนี้แต่อย่างใด เธอทำได้แค่นี้แหละ และเธอแทบจะไม่มีวันสู้เด็กรุ่นใหม่ที่มันซิง มันสดกว่าได้ จุดนี้ของหนังมันทำให้ผมนึกถึงชีวิตจริงของตัวเองด้วยเหมือนกัน

++++

 

ในปี 2011 เราเคยทำลิสท์ภาพยนตร์ไทย 12 เรื่องที่เข้ากับ concept ของ Ray Carney ด้วย ซึ่งหนังเรื่อง “น้าโอมอยากมีผัว” ก็เป็นหนึ่งในหนังไทย 12 เรื่องนั้น โดยตอนนั้นเราเขียนว่า

 

24. Ray Carney said that Mike Leigh and John Cassavetes " show us how extraordinary the most ordinary life can be. They show us that it’s not the complexity of events that makes for interest but the complexity of a character’s feelings.

The turning points in life usually occur in the simplest settings and situations. Not racing somewhere in a car, but sitting in a room and suddenly realizing something. Not yelling and screaming, but reading a magazine and feeling bored or discouraged. If you feel your character has to have something extraordinary happen to her to make her interesting, ask yourself why ordinary life does not matter enough to hold your interest."

Discuss how Ray Carney's quote above may or may not be applied to the following films, and why?:

24.1 DINNER (2005, Sivaroj Kongsakul)

24.2 FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) (2011, Tossaphon Riantong)

24.3 HAPPINESS (สุขขี) (2011, Chadchon Nonthichan)

24.4 LET'S EAT (2011, Wasunan Hutawach)

24.5 ON THE ROAD (2010, Thepmanee Kittitawornkul)

24.6 THE OTHER WORLD (2007, Chutchon Ajanakitti)

24.7 OUR LAST NIGHT TOGETHER (ค่ำคืนสุดท้าย) (2010, Wachara Kanha, 48 min)

24.8 SHE IS READING NEWSPAPER (2005, Tossapol Boonsinsukh)

24.9 STUDENT (2005, James Prutwarasin)

24.10 TO (2010, Uruphong Raksasad, 16 min)

24.11 A WEEK'S VACATION (1980, Bertrand Tavernier, France)

24.12 A YEAR HENCE (2011, Rachakorn Potito)

24.13 YESTERDAY (2008, Sompot Chidgasornpongse)

++++

MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, Thailand, documentary, 14min)

 

หนังสารคดีที่นำเสนอความรักระหว่างนิสิตสาวสองคนออกมาได้อย่างงดงามและชื่นมื่นเบิกบานมาก ๆ

 

เราเดาว่าความดีงามอย่างหนึ่งของหนังสารคดีเรื่องนี้น่าจะเกิดจากการที่ผู้กำกับเป็นเพื่อนของ subjects ของหนังมั้ง หนังมันเลยนำเสนอตัว subjects ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองมาก ๆ

 

ไม่รู้มันมีศัพท์เฉพาะเรียกหนังสารคดีกลุ่มนี้หรือเปล่า นั่นก็คือหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องส่วนตัวของผู้กำกับ, เรื่องในครอบครัวของผู้กำกับ หรือคนใกล้ชิดกับผู้กำกับ เราว่าหนังสารคดีกลุ่มนี้มันเป็นญาติสนิทกับหนังกลุ่ม home movies/home videos และมันมีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมันเอง นั่นก็คือการพาเราเข้าไปชิดใกล้กับตัว subjects ได้อย่างมาก ๆ หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects ออกมาได้อย่างดีมาก ๆ ไม่รู้ว่าเราจะเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าเป็น personal documentaries หรือ intimate documentaries ได้หรือเปล่า และเราคิดว่าหนังกลุ่มนี้มีข้อดีแตกต่างไปจากหนังสารคดีอย่างเป็นทางการทั่ว ๆ ไป ที่อาจจะเน้น “สะท้อนโครงสร้างปัญหาสังคม” ได้ดีมาก แต่อาจจะไม่ได้ลงลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects อย่างเช่น หนังสารคดีของ Raymond Depardon, Frederick Wiseman และ Michael Moore

 ++++

YOY (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

หยอย (ทศพร เหรียญทอง)

 

หนังเรื่อง “หยอย” ทำให้นึกถึงประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้

 

1.ไปๆมาๆแล้ว สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนหรือการกำหนดตัวตน) แต่เป็นอะไรเดิมๆที่เรามักชอบในหนังเรื่องอื่นๆ นั่นก็คือการที่เราสามารถ identify ตัวเองเข้ากับความปรารถนาทางเพศของนางเอก ฮ่าๆๆ คือหนังเรื่องนี้สร้าง character พระเอกออกมาได้ตรงสเปคเรามากพอสมควร ทั้งหน้าตาและบุคลิก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือนางเอกหนังเรื่องนี้เธอเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายที่พยายามเสยตัวเองเข้าหาพระเอกตลอดเวลา นางเอกหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็น object of desire แต่เธอเป็น subject ในขณะที่พระเอกตกเป็น object of desire ของทั้งนางเอกและคนดูอย่างเต็มๆ (จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่านางเอกคิดอะไรยังไงกับพระเอกมากน้อยแค่ไหน เพราะนางเอกก็ชอบรุ่นพี่ด้วย เราก็เลยไม่แน่ใจว่านางเอกเธอต้องการเป็นเพื่อนของพระเอก, หรือต้องการเป็นแฟน, เธอรักพระเอก หรือว่าเธอแค่ want want แต่ไม่จริงจังอะไรมากนัก)

 

อย่างไรก็ดี การที่เราได้เห็นนางเอกหนังเรื่องนี้พยายามหาช่องทางตีสนิทกับพระเอกต่างๆนานา มันจึงเหมือนเป็นการปลดปล่อยความต้องการทางเพศของเราไปโดยปริยาย ฮ่าๆๆ คือเราคงไม่สามารถทำแบบนางเอกได้ในชีวิตจริง แต่นางเอกหนังเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่แทนเรา เธอทำกับพระเอกในสิ่งที่เราอยากจะทำกับพระเอก และการที่เราได้เจอตัวละครที่คิด, พูด, ทำแทนเราแบบนี้ มันก็ทำให้เรามีความสุขมากๆ

 

พฤติกรรมอย่างนึงของนางเอกที่ทำให้เรานึกถึงตัวเองมากๆ คือการที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพระเอกน่ะ เธอเปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้าของตัวเองใหม่ และพยายามอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกับที่พระเอกอ่าน เธอพยายามเปลี่ยน “ตัวตน” ของเธอ แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดเธอจะฝืนทำมันได้ไม่สำเร็จ

 

ความพยายามจะเปลี่ยนตัวเองของนางเอกทำให้เรานึกได้ว่า เราเองก็เคยทำอะไรคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกัน เพราะผู้ชายที่เราแอบหลงรักเขาชอบโพสท์ข่าวการเมืองบน wall ของเขา เราก็เลยพยายามตามอ่านข่าวการเมืองที่เขาโพสท์ แต่นานๆเข้าเราก็ค่อยๆอ่อนล้าและหมดแรงในการฝืนตัวเองให้อ่านสิ่งที่เราไม่ได้สนใจจริงๆ และในที่สุดเราก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา

 

การที่นางเอกกับพระเอกไม่ได้ลงเอยกันในตอนท้ายของเรื่อง มันก็เป็นจุดที่เราทั้งชอบและไม่ชอบ เราชอบที่ว่ามันดูสมจริงดี และมันก็ถูกต้องแล้วล่ะที่ลงเอยเหมือนชีวิตจริงแบบนี้ ชีวิตจริงที่เรามักไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอไป แต่ในอีกแง่นึง เราก็ยอมรับว่าความสมจริงมันต้องแลกด้วย “ความพาฝัน” อยู่เหมือนกัน เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้พาฝันเราไปจนสุดทาง เราจะชอบมันมากขึ้นหรือน้อยลง (ตัวอย่างหนังที่พาฝันเราไปสุดทางแล้วเราชอบมากๆ คือเรื่อง “ความรู้สึกที่หายไป” (LOST IN EMOTION) (2008, โสรญา ดวงเทพ, 16min, A+30) ที่เป็นเรื่องของสาวออฟฟิศที่อยากได้ยามรักษาความปลอดภัยหนุ่มหล่อ แล้วก็ได้ในตอนจบ ถ้าจำไม่ผิด)

 

ถึงแม้เราจะ identify ตัวเองกับความ want ของนางเอก แต่เราก็ไม่ได้ identify ตัวเองกับพฤติกรรมอื่นๆของนางเอก และไม่ได้ identify ตัวเองกับหน้าตาของนางเอกด้วย ฮ่าๆๆ คือถ้าหากนางเอกหนังเรื่องนี้เป็นสาวอ้วนดำแบบนางเอกหนังเรื่อง “สวัสดีมานพ” (2013, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก + วันดี ตะบูนพงศ์, A+30) ที่ want ผู้ชายมากๆเหมือนกัน เราก็อาจจะ identify ตัวเองกับนางเอกและความ want ของนางเอกได้มากยิ่งขึ้น คือนางเอกของ “หยอย” มันยังมีความเป็นพิมพ์นิยมของชนชั้นกลางอยู่สูงน่ะ และนิสิตหญิงจุฬาส่วนใหญ่ก็คง identify ตัวเองกับนางเอกคนนี้ได้สบายๆ แต่ไม่ใช่เรา (ในแง่ของหน้าตาและบุคลิก)

 

2.อย่างไรก็ดี เราก็ชอบนางเอกหนังเรื่องนี้ในแง่ที่ว่า เธอดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญนะ มันเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในนางเอกหนังเรื่อง CLUELESS (1995, Amy Heckerling) และ LEGALLY BLONDE (2001, Robert Luketic)  คือผู้หญิงคิกขุหลายคน มันดูน่ารำคาญมากๆในชีวิตจริง แต่นางเอกของหยอย, CLUELESS และ LEGALLY BLONDE มันดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญ

 

3.เรา identify ตัวเองไม่ได้กับพฤติกรรมบางอย่างของนางเอก แต่นั่นคืออีกจุดที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ คือนางเอกหนังเรื่องนี้มันมีด้านมืด หรือมีความเป็นนางอิจฉาอยู่ในตัว คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เปลี่ยนโฟกัสไปที่ตัวละครรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่เป็นเกย์ปุ๊บ สถานะของตัวละครเชอรี่ในเรื่องนี้จะกลายเป็นนางอิจฉาในทันที

 

พฤติกรรมของนางเอกที่เรารับไม่ได้ คือเรื่องที่เธอแอบถ่ายรูปในห้องน้ำน่ะ เราว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นมากๆ อย่างไรก็ดี การที่นางเอกทำแบบนี้มันก็ทำให้ตัวละครนางเอกดูกลมมากขึ้น และดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เธอไม่ใช่ตัวละครสาวใสซื่อใจบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เธอกลายเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีศักยภาพในการทำความเลวซ่อนอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ใดจะกระตุ้นให้เธอปลดปล่อยความเลวออกมา

 

แต่นางเอกก็มีจุดที่ดีมากๆอยู่ในตัวเหมือนกัน จุดที่เราชอบมากคือตอนที่เธอพูดกับเพื่อนในทำนองที่ว่า เราไม่ควรไปก้าวก่ายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนตัวสูงกับอาจารย์ชาย เราเห็นด้วยกับนางเอกมากๆในจุดนั้น และไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสนิทของนางเอกที่พยายามจะเข้าไปก้าวก่ายความรักระหว่างศิษย์-อาจารย์ของเพื่อนตัวเอง

 

4.ฉากที่ติดตาติดใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือฉากที่ล้อตำนานซินเดอเรลล่า ด้วยการให้นางเอกวิ่งลงบันไดมา แล้วทิ้งรองเท้าไว้ข้างนึง เราว่ามันล้อตำนานนี้ได้น่าสนใจมาก เพราะในฉากนี้ เชอรี่ทำพฤติกรรมแบบนางอิจฉา ไม่ใช่นางเอก การวิ่งลงบันไดของเธอเหมือนกับการดิ่งลงสู่นรกในจิตใจเธอเอง และรองเท้าที่เธอทิ้งไว้ไม่ได้ทำให้เธอได้พบกับเจ้าชายในฝัน แต่มันเป็นหลักฐานมัดตัวเธอในฐานะผู้กระทำผิด

 

5.ประเด็นหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือโครงสร้างของสังคมที่เอื้อให้มีการกดขี่กันเป็นทอดๆ ซึ่งในที่นี้คือระบบที่รุ่นพี่มีสิทธิในการตั้งชื่อใหม่ให้รุ่นน้อง

 

ในตอนแรกนั้น นางเอกตกเป็นเหยื่อของระบบนี้ เธอดูน่าสงสาร แต่หนังเรื่องนี้ดีมาก ที่ในเวลาต่อมา นางเอกก็กลายเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่นโดยอาศัยประโยชน์จากระบบนี้เสียเอง

 

การที่นางเอกตั้งชื่อใหม่ให้ศัตรูหัวใจของเธอว่าหยอย จึงเป็นการสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และโครงสร้างสังคมที่น่าสนใจมาก และมันทำให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราเคยทำแบบนางเอกหนังเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า เราเคยทำร้ายคนอื่นในแบบที่เราเคยถูกคนอื่นทำร้ายหรือเปล่า

 

6.เรา identify ตัวเองกับตัวพระเอกของเรื่องด้วยเหมือนกัน เพราะเราเคยเรียนคณะบัญชี และเราทนการซ้อมเชียร์ในคณะนี้ไม่ได้ เราซ้อมเชียร์อยู่ 3 วันแล้วก็ไม่เข้าซ้อมเชียร์อีกเลย แต่เราไม่เคยลุกขึ้นมาโต้เถียงกับรุ่นพี่เหมือนพระเอกของเรื่องนี้นะ

 

อีกอย่างที่เรา identify กับพระเอกของเรื่อง ก็คือการที่เราแทบไม่มีเพื่อนในคณะ ตอนเรียนบัญชีเรามีปัญหาบางอย่าง ทำให้เราแทบไม่มีเพื่อนเลย แต่ปัญหาของเราจบลงด้วยการลาออกแล้วเอนท์ใหม่เข้าคณะอักษรแทน

 

ตัวละครพระเอกของเรื่องนี้ ก็เลยทำให้เรานึกถึงตัวเอง บางทีเราก็เคยจินตนาการว่า ถ้าหากเราเรียนบัญชีต่อไป ชีวิตเราจะเป็นยังไง เราจะตกอยู่ในสถานะคล้ายๆพระเอกหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

 

7.อีกสิ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่ามันเหมือนกับเป็นภาคสองของหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE (2013, อรุณกร พิค, 22.30min, A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับระบบ SOTUS และการซ้อมเชียร์ที่โหดเกินไป

 

คือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหนังอย่างน้อย 3 เรื่องที่นำเสนอประเด็นเดียวกัน ซึ่งก็คือ THE PASSION OF FRESHY (2008, Pirun Anusuriya, 11min), A TRAGEDY OF DIFFERENT MIND (โศกนาฏกรรมแห่งความคิด) (2011, Thanawate Sunyanuchit, 15min) และ VICIOUS CYCLE โดยหนังสามเรื่องนี้พูดถึงนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นต่อต้านระบบ SOTUS เหมือนกับพระเอกเรื่องหยอย แต่หนังสามเรื่องนี้นำเสนอเพียงแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียว และไม่ได้นำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากประเด็นนี้ คือคนดูจะไม่รู้หรอกว่า หลังจากพระเอกต่อต้าน SOTUS เสร็จแล้ว ชีวิตในอีก 2 ปีข้างหน้าของพระเอกจะเป็นยังไง

 

เราชอบหนัง 3 เรื่องนั้นมากๆ และเราว่าหนังสามเรื่องนั้นก็บรรลุวัตถุประสงค์ของมันเองในการ anti sotus แต่หยอยคือหนังที่ก้าวไปไกลกว่านั้น หยอยตอบคำถามที่ว่า ชีวิตของพระเอกในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

8.ในขณะที่หยอยนำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากการเป็นคน anti sotus แล้ว หยอยก็นำเสนอหลายๆแง่มุมในชีวิตของนางเอกด้วย และเราก็ชอบตรงจุดนี้มากๆ คือหนังเรื่องอื่นๆอาจจะเน้นพูดเพียงแค่ประเด็นเดียว แง่มุมเดียว แต่หยอยทำให้เราเห็นชีวิตนางเอกรอบด้านดี และมันก็เลยทำให้หยอยเหมือนเป็นการรวมประเด็นที่น่าสนใจที่ตรงกับหนังหลายๆเรื่องมาไว้ด้วยกัน อย่างเช่น

 

8.1 ประเด็นเรื่องการ anti sotus เหมือนหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE

 

8.2 ความผิดหวังที่ชายที่หลงรักเป็นเกย์ ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BE-WHERE (2013, พรศิริ ทองใบศรี, A+30)

 

8.3 ความสับสนเรื่องเส้นทางการเรียนที่ตัวเองจะเลือกเดิน และเส้นทางการเรียนที่เพื่อนสนิทจะเลือกเดิน ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง THE WAY I WANT วันที่ฝันเป็นจริง (2013, สุภาณี ลิ้มโรจน์นุกูล, 27.42min)

 

8.4 ปัญหาจุกจิกในการทำงานกลุ่มและการออกกองถ่ายหนัง ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง FAIR…FAIR (2013, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ, 12min) และ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” (2013, ธนพฤทธิ์ ประยูรพรหม, 64min, A+30)

 

คือหยอยมันไม่ได้คล้ายกับหนังที่เราระบุชื่อมาหรอก เราแค่จะเน้นย้ำว่าหยอยมันอาจจะนำเสนอชีวิตของนางเอกได้ “รอบด้าน” มากกว่าหนังอีกหลายๆเรื่องน่ะ เพราะหนังหลายๆเรื่องมันเสนอเพียงแค่แง่มุมเดียวหรือปัญหาเดียวในชีวิตนางเอกเท่านั้น

 

9.ชอบความแตกต่างกันระหว่างพระเอกกับนางเอกด้วย คือถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นคนนอกของเอกภาพยนตร์เหมือนกัน ทั้งคู่ก็มีบางอย่างที่ตรงข้ามกัน เพราะเชอรี่พยายามจะ fit in ให้ได้ในสังคมใหม่นี้ ในขณะที่พระเอกไม่พยายามทำตรงนี้เลย และในขณะที่เชอรี่ไม่พอใจกับการที่คนอื่นๆเรียกเธอว่าหยอย พระเอกกลับต้องการให้คนอื่นๆรู้จักเขาในชื่อ “ไอ้ตัวซวย”

 

10.ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอพฤติกรรมของคนในสังคมเล็กๆที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน เราไม่เคยรู้ว่าเวลาเลือกวิชาเอกในบางคณะ แล้วเราจะต้องพยายามตีสนิทกับเพื่อนในเอกเดียวกันแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจดี เราไม่เคยเห็นหนังเรื่องอื่นๆหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด

 

11.ชอบการเล่าย้อนเวลาไปมาในเรื่องนี้มาก เราว่าหนังเรื่องนี้จับจังหวะอารมณ์ได้ถูกต้องในการ flash back แต่ละครั้ง

 

12. อีกจุดที่ชอบมากๆในเรื่องนี้ คือการสร้าง character ตัวละครประกอบแต่ละตัว เราว่าตัวประกอบหลายๆตัวในเรื่องนี้มันดูเป็นมนุษย์หรือมันดูจริงมากกว่าตัวละครประกอบในหนังทั่วๆไป เราชอบตัวละครกลุ่มเพื่อนสนิทนางเอกและกลุ่มเพื่อนที่ออกกองถ่ายเดียวกับนางเอกมากๆ เราไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ทำยังไง แต่ตัวละครประกอบเหล่านี้มันออกมาดูมีชีวิตมากๆน่ะ หรือว่าพวกเขาเล่นเป็นตัวเอง ฮ่าๆๆ

 

13.อีกจุดที่น่าสนใจคือชีวิตนางเอกดูเหมือนไม่ใช่ชีวิตที่แรงที่สุดในเรื่อง คือปกติแล้วตัวละครนางเอกในหนังส่วนใหญ่ จะเป็นตัวละครที่มีชีวิตรุนแรงที่สุดในหนังเรื่องนั้น แต่เราว่าปัญหาชีวิตต่างๆที่นางเอกประสบในหนังเรื่องนี้ มันดูไม่รุนแรงมากนัก ในขณะที่ชีวิตของรุ่นพี่กับรุ่นน้องเกย์ และชีวิตเพื่อนนางเอกที่มีความสัมพันธ์กับอาจารย์ มันดูเป็นชีวิตที่น่าจะ dramatic กว่านางเอกมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ dramatize หรือ melodramatize ชีวิตนางเอกอย่างเต็มที่ หรือไม่ได้เลือกนำเสนอชีวิตตัวละครที่ dramatic กว่านางเอก

 

14.ปรากฏว่าที่เขียนมาเราแทบไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญในหนังเลย ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นเรื่องการกำหนดตัวตนของตัวเองด้วยตัวเอง หรืออะไรทำนองนี้ คือเราว่าเราอาจจะไม่ได้อินอะไรมากนักกับประเด็นนี้ในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เราประทับใจมากๆในหนังเรื่องนี้ จึงกลายเป็นองค์ประกอบยิบย่อยต่างๆในหนังแทน

 

15.เพราะเหตุใดเราถึงชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+15 แต่ไม่ใช่ A+30 นั่นก็เป็นเพราะว่าถึงแม้เราจะ identify ตัวเองได้กับพระเอกและนางเอกของหนังเรื่องนี้ในบางจุด หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีจุดใดที่ทำให้เรารู้สึกพีคสุดๆหรือสะเทือนใจเราอย่างรุนแรง คือถ้าหากเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหาร เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่อร่อยและมีรสชาติ “กลมกล่อม” แต่ไม่มีรสชาติ “จัดจ้าน” น่ะ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวของเราเองนะ ในแง่นึงมันก็ทำให้เรานึกถึงหนังของ Céline Sciamma เรื่อง TOMBOY (2011) กับ WATER LILIES (2007) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นที่ให้รสชาติ “กลมกล่อม” เหมือนกัน คือหนังฝรั่งเศสสองเรื่องนี้มันดูเหมือนจะแรง แต่พอดูจริงๆแล้วมันไม่แรงเท่าที่คาด แต่โดยรสนิยมส่วนตัวของเรา เราต้องการหนังที่รสชาติจัดจ้านจัญไรเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นแบบหนังอย่าง LOVELY RITA (2001, Jessica Hausner) มากกว่า

 

สรุปว่าหนังที่เราชอบที่สุดของทศพร เหรียญทอง ยังคงเป็นเรื่อง MY NOON (เพลงวันเกิด) กับ FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) จ้ะ แต่หยอยก็เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และน่าติดตามต่อไปว่าหนังเรื่องต่อๆไปของทศพรจะคลี่คลายออกมาในแนวใด

 

เพิ่มเติมจ้ะ

 

16.คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกว่า อีกจุดนึงที่ตัวเองชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “ความสับสนว่าจะเลือกเรียนเอกอะไรดี” ซึ่งมันสะท้อนความสับสนในการเลือกเส้นทางชีวิตของคนทั่วๆไปได้ด้วย และหนังเรื่องนี้สะท้อนปัจจัยหลายประการที่สร้างความสับสนให้กับการเลือกเส้นทางชีวิตตรงจุดนี้ อย่างเช่น

 

16.1 รุ่นพี่ที่ชอบ

16.2 เพื่อนชายที่ชอบ

16.3 เส้นทางชีวิตที่เพื่อนสนิทเลือกเดิน

16.4 ความเข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้กับเพื่อนๆในภาค

 

ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนเอกอะไรดี มันทำให้เรานึกถึงตัวเองด้วยเหมือนกัน เราอาจจะไม่ได้ประสบปัญหานี้ตอนเรียนมหาลัย เพราะตอนนั้นเราได้เรียนคณะที่อยากเรียน และได้เรียนเอกที่อยากเรียน “ณ ขณะนั้น” แต่หลังจากจบจากมหาลัยมาแล้ว เราถึงพบว่าจริงๆแล้วเราอาจจะมี passion กับภาพยนตร์ มากกว่า passion กับวรรณคดีต่างๆที่ร่ำเรียนมา ความสับสนของเชอรี่อาจจะไม่ตรงกับความสับสนของเราซะทีเดียว แต่ “ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนอะไรดี” มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ และเป็นเรื่องดีที่ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงในหนังเรื่องนี้

+++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับนิยายเรื่อง WALTZ IN FLAME (2019, Borit Pongwatchr) หรือ เต้นรำในวอดวาย (2019บริษฎ์ พงศ์วัชร์)

 

“ส่วนช่วง “วอดวาย” นั้น รุนแรงมาก เดือดมาก ชอบสุดๆ ทำให้นึกถึงหนังอย่าง CRY IN SILENCE (2006, Gabriel Biggs, France), MY SON (2006, Martial Fougeron, France), THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary), A CREMATION DAY (2017, Napasin Samkaewcham, documentary) หรือมิวสิควิดีโอ FIRE ON BABYLON ของ Sinead O’Connor ที่นำเสนอภาพ “บ้านคือนรก” หรืออะไรทำนองนี้”

 

 +++++

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับ ตาโขน THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30)

 

พอเราเห็นว่ามีคุณ Tossaphon Riantong ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “ตาโขน” ด้วย มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังสั้นของคุณ Tossaphon อย่างรุนแรงมาก เพราะว่า ตาโขน เป็นหนังแนว “ปริศนาฆาตกรรม” “ฆาตกรลึกลับ” และมันก็เลยทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์แนว thriller ที่คุณ Tossaphon Riantong เคยกำกับตอนที่เขาเรียนชั้นมัธยม อย่างเช่นเรื่อง REMEMBER จำ (2008, 28min), MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min) และ เมื่อฝนทิ้งช่วง WHEN FON DUMPS CHUANG (2009, 27min)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราจำได้ว่าช่วงนั้นเรากับเพื่อน ๆ ตื่นเต้นมากพอสมควรที่เห็นเด็กมัธยมสามารถกำกับ+เขียนบทหนังแนว thriller ที่มีความซับซ้อนรุนแรงขนาดนี้ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ดูหนังเรื่อง DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min) นะ เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่อง DARKSIDE เป็น thriller ซับซ้อนเหมือนกันหรือเปล่า แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็น thriller เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นบทภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อน มีลูกล่อลูกชน และสร้างความสนุกแบบ thriller + horror ได้อย่างน่าพึงพอใจมาก ๆ ใน “ตาโขน” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง จำ, เพื่อน และ เมื่อฝนทิ้งช่วงที่คุณ Tossaphon เคยกำกับในปี 2008-2009 มาก ๆ เหมือนเขามีแววทางนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว 55555

++++

ภาพจาก “หยอย”

 

ช่องยูทูบของคุณ Tossaphon Riantong

https://www.youtube.com/@propulsionmeen/videos

++++

 

ONE MAN (1989) – Chanelle

https://youtu.be/O3uiLA90eTs?si=wUbRRom5YlTOJHT7


 

AFFAIR (1989) – Cherelle

https://youtu.be/W10Yl_s1Ytc?si=9-qHs0N8Wo3lz0tA

+++

 

LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971) is my most favorite film of Werner Herzog, and is one of my most favorite documentaries of all time.

++++

 

เห็นคุณ Sonny Selector เขียนถึง Beverley Craven มันก็เลยกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเราขึ้นมา จนต้องจดบันทึกไว้

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนช่วงต้นทศวรรษ 1990 เราติดตามฟังรายการเพลงแดนซ์ที่คุณอลิศรา ศิริชุมแสงจัดในคืนวันธรรมดา ตอน 24.00-03.00 น. ซึ่งคุณอลิศราจะเปิดเพลงแดนซ์เป็นหลัก แต่พอถึงเวลาราว 02.55 น.คุณอลิศราจะเปิดเพลงสุดท้ายของรายการ ด้วยเพลง PROMISE ME ของ Beverley Craven เพื่อส่งผู้ฟังเข้านอน เพราะฉะนั้นเราก็เลยได้ฟังเพลง PROMISE ME เป็นร้อย ๆ ครั้งในช่วงนั้น ซึ่งฟังแล้วก็เข้านอนหลับฝันดีจริง ๆ

 

จำได้ว่าช่วงนั้นเราเรียนมหาลัย แล้วเราจะเข้านอนตอน 2-3 ทุ่ม แล้วก็ตื่นมาตอนเที่ยงคืน เพื่อฟังรายการเพลงแดนซ์ของคุณอลิศรา พร้อมกับท่องหนังสือไปด้วย แล้วเราก็เข้านอนรอบสองตอน 03.00-05.00 น. แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำไปมหาลัย

 

ซึ่งการทำแบบนี้มันส่งผลให้เราเรียนหนังสือได้ดีมาก 5555 เพราะว่าถ้าหากเราท่องหนังสือหลังกินข้าวเย็น เราจะง่วงมาก ท่องหนังสือไม่ได้ แต่ถ้าหากเราเข้านอนตอน 21.00-24.00 น. แล้วตื่นมาท่องหนังสือตอน 24.00-03.00 น. พร้อมกับฟังเพลงแดนซ์ในรายการของคุณอลิศราไปด้วย เราจะไม่ง่วงนอนเลย เราก็เลยท่องหนังสือได้ดีมากด้วยวิธีการแบบนี้

 

ภาพมาจาก LAST TRAIN TO TRANCENTRAL (1991) ของ KLF Featuring the Children of Revolution ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่เราได้ฟังจากรายการของคุณอลิศรา

+++

อดีตฝันวันวาน ยุคนั้นยังไม่มี facebook เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คนที่เรารู้จักพูดคุยกันในเว็บบอร์ด เราก็เลยไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา แต่ตอนหลังพอได้เจอตัวจริงตามเทศกาลหนังเราก็จะตกใจมาก เพราะตัวจริงหล่อมาก 555

+++

 

THE LAST ONE FOR THE ROAD (2025, Francesco Sossai) ได้ฉายในสาย un certain regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

++++

เราก็ทันได้ดู SECRETS & LIES (1996) ตอนมันเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย โดยเราได้ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้าง World Trade Center หรือ Central World ในปัจจุบัน กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่นำ SECRETS & LIES มาลงโรงฉายในไทยตอนนั้นมาก ๆ

 

จำได้ว่า เรารู้จัก Mike Leigh ครั้งแรกตอนที่คุณมาลีพูดชื่นชมหนังเรื่อง LIFE IS SWEET (1990) ในรายการวิทยุ Sat & Sun

 

อยากให้มีคนจัด MIKE LEIGH RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ แต่ต้องมีซับไตเติลนะ เป็นซับไตเติลภาษาอังกฤษก็ได้ เพราะเราจำได้ว่า เราเคยดู TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh) ใน British Film Festival in Bangkok ที่ Central World แต่หนังไม่มีซับไตเติลใด ๆ ให้ เราก็เลยฟังที่ตัวละครพูดได้ไม่ครบ เหมือนเข้าใจแค่ 50% ของที่ตัวละครพูด

+++

 

เราอ่านแล้วก็คิดต่อไปว่า “สื่อที่หลากหลาย” ในปัจจุบันนี้ช่วยให้เด็กปั๊มบางคนได้กลายเป็น influencer ไปแล้ว อย่างเช่นน้องก้อง ปั๊มบางจาก รามคำแหง 152 (ลิงค์ในคอมเมนท์)

 

https://www.instagram.com/reel/DXHUC7sCeYf/

+++

 

MY BEST FRIEND’S WEDDING (1997, P.J. Hogan)

Vs. CROSSING DELANCEY (1988, Joan Micklin Silver)

+++

 

เราเคยดูหนังตัวอย่างของ MASS HYSTERIA ตอนที่เราเข้าไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ ในโรงภาพยนตร์เมื่อราว 20 ปีก่อน จำได้ว่าน่ากลัวมาก ๆ มีฉากเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมร้องกรี๊ด ๆ  หรือทำอาการโรคจิตสิงสู่ในโรงเรียน คือพอเห็นหนังตัวอย่างแล้วเราก็อยากดูอย่างสุดขีด

+++

เพิ่มรายชื่อ FLESH AND BONE กับ THE DEAD MOTHER เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีบางอย่างใกล้เคียงกัน และออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

86. FLESH AND BONE (1993, Steve Kloves, USA)

+ THE DEAD MOTHER (1993, Juanma Bajo Ulloa, Spain)

 

ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ นางเอกในวัยเด็กเคยเห็นครอบครัวของตัวเองถูกฆาตกรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และในอีกหลายปีต่อมา นางเอกก็ได้ผูกสัมพันธ์กับฆาตกรหรือลูกชายของฆาตกร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

 +++++

ความเฮี้ยนก็คือว่า

 

1. Ingeborg Bachmann คือคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง MALINA (1991, Werner Schroeter)

 

 

2. Vicky Krieps เพิ่งรับบทเป็น Ingeborg Bachmann ใน INGEBORG BACHMANN – JOURNEY INTO THE DESERT (2023, Margarethe von Trotta)

 

แต่มั่นใจว่า Sandra Hüller ไม่แพ้ Isabelle Huppert และ Vicky Krieps อย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Regina Schilling ที่เป็นผู้กำกับด้วย

Thursday, March 05, 2026

A BOOK CALLED RUTH BECKERMANN

 

ซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกหมีเป็นหนังสือ RUTH BECKERMANN ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ชาวออสเตรียคนโปรดของเรา เราเคยดูหนังสารคดีสองเรื่องของเธอ ซึ่งก็คือ THE WALDHEIM WALTZ (2018, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และ MUTZENBACHER (2022, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และเราก็ขอยกให้ MUTZENBACHER เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS OF ALL TIME ไปเลย และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้

 

ตอนนี้ Ruth Beckermann กำกับภาพยนตร์มาแล้ว 17 เรื่อง

 

หนังเรื่อง FAVORITEN (2024, Ruth Beckermann, Austria, documentary) มีให้ดูฟรีในไทยทางเว็บไซท์ VIPA ด้วยนะ

 

เราสั่งซื้อหนังสือ RUTH BECKERMANN ทางเว็บไซท์ของ Columbia University Press ซึ่งเว็บไซท์นี้มีขายหนังสือของ Austrian Film Museum ด้วย สำนักพิมพ์นี้จัดพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนมากเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น

 

1. Werner Schroeter กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 942 บาท

2. Robert Kramer

3. Maria Lassnig

4. Robert Beavers

5. Joe Dante

6. Romuald Karmakar กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 1040 บาท

Edited by Olaf Möller

7. Olivier Assayas

8. Gustav Deutsch กรี๊ดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 867 บาท

9. Josef von Sternberg

10. Dziga Vertov

 

ไม่รู้เหมือนกันว่า ห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา มีหนังสือกลุ่มนี้บ้างหรือเปล่า

+++

 

ฉันรักเขา George Young from THE STRANGERS: CHAPTER 3 (2026, Renny Harlin, A+) และ MALIGNANT (2021, James Wan, A+30)

 

ฉันรักเขา Joe Alwyn from HAMNET (2025, Chloé Zhao), THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet), KINDS OF KINDNESS (2024, Yorgos Lanthimos), THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos) และ BILLY LYNN’S LONG HALFTIME WALK (2016, Ang Lee)

 

เราเพิ่งรู้ว่าเขาเคยเป็นแฟนกับ Taylor Swift 55555

 

+++

 

เมื่อวานเราโพสท์ถึงออสการ์หนังต่างประเทศไปแล้ว วันนี้ก็เลยมาขอเสริมว่า อีกสาขาที่เราอยากให้มีผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์นำเข้ามาฉายในไทยให้ครบทั้ง 5 รายชื่อผู้เข้าชิง ก็คือสาขา “นักแสดงนำหญิง”

 

เพราะว่าสาขานี้เป็นสาขาที่เรากับเพื่อน ๆ กะเทยมีความ obsessed กับมันตั้งแต่เราอยู่โรงเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 น่ะ อย่างที่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เราชอบเล่นเกม “ฉันจองเป็นตัวละครตัวไหนในหนังเรื่องไหน” หรือ “ฉันจองเป็นนักแสดงคนไหน” อะไรทำนองนี้

 

คือตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อนกะเทยบางคนของเราก็จองเป็น Meryl Streep ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Jodie Foster ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Annette Bening ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Angelica Huston ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Goldie Hawn ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Cher ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Sharon Stone ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น จงฉู่หง ในหนังทุกเรื่อง

 

ส่วนเรานั้น จองเป็น Holly Hunter, Debra Winger, Judy Davis, Isabelle Adjani, หลินชิงเสีย, จางอ้ายเจีย, Yoko Minamino ในหนัง + ละครทุกเรื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา 55555

 

แล้วพอเรากับเพื่อน ๆ กะเทยชอบเล่นเกมนี้กันตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นเรากับเพื่อน ๆ ก็เลยเหมือนรู้สึกว่า ตัวเองได้เข้าชิงออสการ์ ไปด้วย เมื่อ “นักแสดงหญิง” ที่เราเลือกเป็น ได้เข้าชิงออสการ์ในแต่ละปี 55555

 

ตอนนี้ก็เลยได้แต่รอดูว่า SONG SUNG BLUE (2025, Craig Brewer) จะได้ลงโรงฉายในไทยไหม เพราะว่า Kate Hudson ได้ชิงออสการ์จากหนังเรื่องนี้ ส่วนผู้เข้าชิงอีก 4 รายนั้นหนังได้เข้าฉายในไทยครบแล้ว ทั้ง Jessie Buckley from HAMNET (2025, Chloé Zhao), Renate Reinsve from SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway), Emma Stone from BUGONIA (2025, Yorgos Lanthimos) และ Rose Byrne from IF I HAD LEGS, I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein)

 

เหมือนปีสุดท้ายที่หนังทั้ง 5 เรื่องในสาขานี้ ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง ก็คือปี 2017 กับ 2018 นะ เพราะว่า THREE BILLBOARDS OUTSIDE EBBING, MISSOURI (2017, Martin McDonagh), THE SHAPE OF WATER (2017, Guillermo del Toro), I, TONYA (2017, Craig Gillespie), LADY BIRD (2017, Greta Gerwig), THE POST (2017, Steven Spielberg) ที่เข้าชิงในปี 2017 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง และ THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos), ROMA (2018, Alfonso Cuarón), THE WIFE (2018, Björn L. Runge), A STAR IS BORN (2018, Bradley Cooper) และ CAN YOU EVER FORGIVE ME? (2018, Marielle Heller, ฉายที่ Bangkok Screening Room) ที่เข้าชิงในปี 2018 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง

 

แต่หลังจากนั้นหนังบางเรื่องที่เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิง ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้จัดจำหน่ายในไทย อย่างเช่น HARRIET (2019, Kasi Lemmons) ที่นำแสดงโดย Cynthia Erivo, MA RAINEY’S BLACK BOTTOM (2020, George C. Wolfe) ที่นำแสดงโดย Viola Davis, THE EYES OF TAMMY FAYE (2021, Michael Showalter) ที่นำแสดงโดย Jessica Chastain, TO LESLIE (2022, Michael Morris) ที่นำแสดงโดย Andrea Riseborough, NYAD (2023, Elizabeth Chai Vasarhelyi, Jimmy Chin) ที่นำแสดงโดย Annette Bening และ I’M STILL HERE (2024, Walter Salles, Brazil) ที่นำแสดงโดย Fernanda Torres ต่างก็ไม่ได้ลงโรงฉายในไทย

 

แล้วเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ เคยจองเป็น “นักแสดงหญิง” คนไหนบ้าง 55555

 

อันนี้เป็นรูปของ Isabelle Adjani จาก THE DRIVER (1978, Walter Hill) เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายทางช่อง 5 (ถ้าเราจำไม่ผิดนะ) ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วหนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นสาเหตุให้เราจองเป็น Isabelle Adjani ในหนังทุกเรื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

Friday, February 13, 2026

HENRY FONDA FOR PRESIDENT

 

HENRY FONDA FOR PRESIDENT (2024, Alexander Horwath, Austria/Germany, documentary, 184min, A+30)

 

กราบตีนนนนนนนนนนนน สารคดีเกี่ยวกับ Henry Fonda นักแสดงชื่อดังของฮอลลีวู้ดที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 1980 โดยหนังเล่าตั้งแต่ประวัติต้นตระกูลของเขาในเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรื่อยมาจนถึงเรื่องของ Jane Fonda ซึ่งเป็นลูกสาวของเขา โดยมีการนำคลิปหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ Henry Fonda แสดง มาใช้ในการวิพากษ์ถึงประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาในช่วง 400 ปีที่ผ่านมาด้วย

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับกรณี life imitates art imitates life นั่นก็คือเรื่องของความพยายามจะลอบสังหาร George Wallace นักการเมืองสหรัฐในปี 1972 แล้วเหตุการณ์ลอบสังหาร George Wallace ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างหนังเรื่อง TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) แล้วหนังเรื่อง TAXI DRIVER ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ John Hinckley Jr. พยายามจะลอบสังหารประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในปี 1981 เพราะ Hinckley เชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะสร้างความประทับใจให้ Jodie Foster

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้อีกด้วยว่า Hinckley ถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลแล้ว และเขากลายเป็นนักดนตรีที่มีช่องยูทูบเป็นของตัวเองในปัจจุบัน

 

บางเหตุการณ์ในสหรัฐที่ถูกพูดถึงในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ในไทยมาก ๆ

 

คิดว่าหนังเรื่องนี้ปะทะกับหนังของ Mark Rappaport ได้สบาย ๆ เลย เพราะ Mark Rappaport ก็ชอบทำหนัง essay film เกี่ยวกับนักแสดงต่าง  ๆ โดยใช้เรื่องราวของนักแสดงเหล่านั้นเป็น “จุดตั้งต้น” ในการขยายไปพูดถึงประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายในโลก

 

เราดูหนังเรื่องนี้ฟรีออนไลน์ทาง Le Cinema Club

 

 

อันนี้เป็นภาพประกอบบทบันทึกความรู้สึกของเราที่มีต่อ HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)  ข้อ 13 ที่เราแปะไว้เมื่อหลายชั่วโมงก่อน ในส่วนที่เราเขียนไว้ว่า

 

“อีกสิ่งที่ชอบมากคือการที่ “แววตา” ของเฟรนในหนังเรื่องนี้ มันดูแตกต่างจากในภาพถ่ายของเธอในวัยเด็กมาก ๆ เพราะภาพถ่ายในวัยเด็กของเฟรน มันดูเป็น “เด็กหญิงที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง” น่ะ มันเป็นดวงตาของเด็กก่อนที่จะเจอพิษต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ มันยากมาก ๆ

 

เราว่าการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ มันถ่ายทอดแววตาที่ “แตกต่างจากภาพถ่ายในวัยเด็ก” ได้ดีทีเดียว มันไม่ได้ดูหดหู่เศร้าสร้อย แต่มันดูไร้ “ประกายแห่งความหวัง” อย่างรุนแรง เราก็เลยชอบการแสดงตรงจุดนี้ และชอบแง่มุมนี้ของหนังมาก ๆ ด้วย

 

จุดนี้ของหนังทำให้เรานึกถึงสารคดีชุด 7 UP ของ Michael Apted มาก ๆ ด้วย เพราะสารคดีชุดนี้ตามถ่ายชีวิตของชาวอังกฤษหลายคนที่มีฐานะและชนชั้นแตกต่างกัน ซึ่งรวมถึง subject คนนึงที่เป็นคนจน

 

ในภาคแรกของหนังสารคดีชุดนี้ ซึ่งก็คือ SEVEN UP! (1963, Paul Almond) นั้น เด็กชายจน ๆ คนนั้นซึ่งมีอายุ 7 ขวบ มีประกายตาแห่งความหวัง และมีใบหน้าที่เปี่ยมสุขมาก ๆ เขาดูร่าเริงและมีความสุขมาก ๆ

 

แต่ในภาคต่อ ๆ มาในหนังสารคดีชุดนี้ ประกายตาของเขา และแววตาของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป “แสงแห่งความหวัง” ในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หรี่หายไป เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบ “คนจน” บนโลกใบนี้ มันทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใด และเขาก็เติบโตขึ้นมาเป็นชายไร้บ้านในเวลาต่อมา เราแทบไม่เห็นความหวังใด ๆ ในดวงตาของเขา (แต่ในภาคท้าย ๆ ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นมาบ้างนะ)

 

ความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตาแห่งความสุข” ของเด็กวัย 7 ขวบ กับผู้ชายคนเดียวกันผู้มีดวงตาที่สิ้นหวังเมื่อโตขึ้น เมื่อเขาได้เผชิญกับ “ความทุกข์ของชีวิตคนจน” ในหนังสารคดีชุดนี้ของ Michael Apted มันก็เลยทำให้เรานึกถึงความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตา” ของเฟรนในวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE ด้วย”

 

เราก็เลยเอาภาพมาลงให้เห็นชัด ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทำไม HUMAN RESOURCE จึงทำให้เรานึกถึงหนังสารคดีของ Michael Apted

 

ภาพแรกเป็นภาพของ Neil Hughes ในวัย 7 ขวบ ในหนังสารคดีเรื่อง SEVEN UP! (1964, Paul Almond, UK, documentary, A+30) ตอนนั้นเขายังเป็นเด็ก 7 ขวบ เขาเป็นเด็กที่มีความสุข เขายังไม่รู้ว่า “ความจน” มันจะส่งผลต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง

 

ภาพที่สองคือ Neil Hughes ในวัย 14 ปี ใน 7 PLUS SEVEN (1970, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

 

ภาพที่สามคือ Neil Hughes ในวัย 21 ปีใน 21 UP (1977, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

 

ภาพที่สี่และภาพที่ห้าคือ Neil Hughes ในวัย 28 ปีใน 28 UP (1984, Michael Apted, UK, documentary, A+30) ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเป็นคนไร้บ้าน

 

เพราะฉะนั้นพอเราเห็น “ประกายตา” ที่แตกต่างกันระหว่างเฟรนวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE เราก็เลยนึกถึงประกายตาที่แตกต่างกันของ Neil Hughes ในหนังสารคดีของ Michael Apted

 

เราเขียนถึง HUMAN RESOURCE ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo?fbid=10242494454680995&set=a.10242169138148285

 

4. SENPAI IS AN OTOKONEKO: SUNSHINE AFTER THE RAIN (2025, Shinsuke Yanagi, Japan, animation, 82min, A+30)

 

มีตัวละครพูดคำว่า Tadaima หลายครั้งมากในหนังเรื่องนี้

+++

เราก็เคยทำงานอยู่ตึกนี้เป็นเวลา 6 ปี ตึก ALL SEASONS ตรงถนนวิทยุ (ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอยู่ 3 ตึกรวมกัน) แต่ช็อตอื่น ๆ ในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) เหมือนไม่ได้มาจากตึกนี้นะ อย่างช็อตตรงลิฟท์และสถานที่กินข้าวกลางวัน น่าจะถ่ายทำที่ตึกอื่น ๆ เพราะว่าลิฟท์ตึก ALL SEASONS ไม่ได้เป็นแบบในหนังเรื่องนี้

+++

 

1. การถ่าย landscape ของกรุงเทพและการเน้นหยดน้ำที่เกาะบนกระจกใน HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) ทำให้นึกถึง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) โดยไม่ได้ตั้งใจอยู่เหมือนกัน 555

 

2. อยากให้มีการจัดฉายหนังควบ 3 เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

 

HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

+THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

+ TAIPEI STORY (1985, Edward Yang, Taiwan)

 

แล้วมีการจัดงานเสวนาหรือมีคนเขียนบทความเปรียบเทียบหนัง 3 เรื่องนี้ในหัวข้อ BIG CITY, CAPITALISM, AND THE VOID IN HUMAN SOULS

***

ต้อนรับ WUTHERING HEIGHTS เข้าฉายในไทย ด้วยการกลับมาฟังเพลงโปรดของเรา WUTHERING HEIGHTS ของ Kate Bush ที่เคยขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษในปี 1978 เราชอบเพลงนี้และมิวสิควิดีโอเพลงนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ

 

Out on the wily, windy moors
We'd roll and fall in green
You had a temper like my jealousy
Too hot, too greedy

How could you leave me
When I needed to possess you?
I hated you, I loved you, too

Bad dreams in the night
They told me I was going to lose the fight
Leave behind my Wuthering, Wuthering
Wuthering Heights

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Ooh, it gets dark, it gets lonely
On the other side from you
I pine a lot, I find the lot
Falls through without you

I'm coming back love, cruel Heathcliff
My one dream, my only master

Too long I roam in the night
I'm coming back to his side to put it right
I'm coming home to wuthering, wuthering
Wuthering Heights

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
You know it's me, Cathy

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold

+++++++
เราเองก็รู้สึกว่า Prapamonton มีความเป็น Tilda Swinton อยู่ในตัว คือนอกจากทั้งสองจะมีฝีมือทางการแสดงมาก ๆ แล้ว นักแสดงทั้งสองยังมี otherworldly aura หรืออะไรทำนองนี้แผ่ออกมาจากตัวได้ด้วย

++++

Saturday, February 01, 2020

IN THE BASEMENT (2014, Ulrich Seidl, Austria, documentary, A+30)


IN THE BASEMENT (2014, Ulrich Seidl, Austria, documentary, A+30)

1.จำได้ว่า เคยอ่านนิตยสาร Film Comment ในช่วงปี 2001 หรือ 2002 ตอนที่หนังเรื่อง DOG DAYS (2001, Ulrich Seidl) โด่งดังขึ้นมา แล้วบทความใน Film Comment ก็บอกว่า Ulrich Seidl เคยกำกับหนังสารคดีมาแล้วหลายเรื่องก่อนจะทำหนัง fiction อย่าง DOG DAYS ซึ่งหนังสารคดีหลายๆเรื่องของ Ulrich Seidl เป็นการ “จ้องมองไปในนรกแบบไม่กะพริบตา”

พอเราได้ดู IN THE BASEMENT เราก็รู้สึกอยากกราบนักวิจารณ์ที่เขียนบทความนั้นใน Film Comment เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนจริงๆ เพราะเขาบรรยายถึงหนังสารคดีของ Ulrich Seidl ได้ดีมากๆ มันเป็นอย่างที่เขาเขียนไว้จริงๆ

2.เราเคยดูหนัง fiction ของ Ulrich Seidl มาแล้วรวมกัน 5 เรื่อง ส่วนอันนี้เป็นหนังสารคดีเรื่องแรกของเขาที่เราได้ดู ปรากฏว่าพฤติกรรมของคนในหนังสารคดีของเขา เอาชนะพฤติกรรมของ fictional characters ของเขาได้อย่างขาดลอย คือเรานึกว่าตัวละครในหนังของเขามันเฮี้ยนมากๆแล้ว ปรากฏว่าคนจริงๆในหนังสารคดีของเขาแรงกว่าหลายเท่า

3.เหมือนเห็น “ตัวเราเอง” ในหนังเรื่องนี้ เพราะในหนังสารคดีเรื่องนี้ มันมีหญิงวัยกลางคนคนนึงที่ชอบเล่นตุ๊กตาที่เหมือนทารกจริง และเธอก็ชอบร้องเพลงกล่อมตุ๊กตา อุ้มตุ๊กตาเดินไปไหนมาไหนในบ้าน พูดคุยกับตุ๊กตาไปเรื่อยๆ

ซึ่งสิ่งต่างๆที่ผู้หญิงคนนี้ทำ มันเหมือนกับสิ่งที่เราทำกับตุ๊กตาหมีของเราเด๊ะๆเลย ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยรู้สึกดีใจมากๆ ที่มีคนที่มีพฤติกรรมคล้ายๆเราแบบนี้อยู่ด้วย

4.ตัดสินไม่ได้จริงๆว่าใครในหนังเรื่องนี้แรงกว่ากัน ทั้งกลุ่มนักแม่นปืนที่เกลียดชังคนต่างศาสนา, วงดนตรีชายชราที่คลั่งไคล้นาซี และคู่รักซาดิสท์มาโซคิสท์คู่ต่างๆ คือดูแล้วก็แอบดีใจแทน subjects คู่รักต่างๆในหนังเรื่องนี้นะ ที่พวกเขามีรสนิยมทางเพศไม่เหมือนคนทั่วไป แต่พวกเขาก็สามารถหาคู่ที่เหมาะสมกับเขาได้ และมีความสุขกับพฤติกรรมทางเพศอันแปลกประหลาดของตนเองได้โดยที่ทุกฝ่าย “ยินยอมพร้อมใจ เต็มใจ มีความสุข” อยู่ด้วยกัน

5.ชอบผู้หญิง  3 คนในภาพนี้มากๆ คือในขณะที่คนอื่นๆทำพฤติกรรมที่รุนแรงมากๆในห้องใต้ดินของตัวเอง กระทำกามกิจต่างๆที่พิลึกพิสดารมากมายในห้องใต้ดินของตัวเอง ผู้หญิง 3 คนนี้กลับยืนเฉยๆอยู่ข้างๆเครื่องซักผ้าในห้องใต้ดินของตัวเอง และหนังเรื่อง IN THE BASEMENT นี้ไม่บอกผู้ชมเลยว่า พวกเธอทำอะไรบ้างในห้องใต้ดิน นอกจากซักผ้า


คือถ้าหากเราเอาหนังเรื่องนี้มาดัดแปลงเป็นหนัง fiction แบบว่าทุกคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าพวกนักแม่นปืน, กลุ่มนาซี, กะหรี่, คู่ sadist masochist ต่างๆ จะไม่ใช่ “ตัวละครที่มีพลังรุนแรงที่สุดในหนัง” เพราะตัวละครที่จะมี “พลังรุนแรงที่สุดในหนังของเรา” ก็ต้องเป็นแบบผู้หญิง 3 คนในภาพนี้นั่นแหละ คือถ้าหากมีใครผ่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้โดยบังเอิญ พวกเขาก็จะนึกว่า ผู้หญิง 3 คนนี้เป็นแม่บ้านธรรมดาที่ซักผ้าในห้องใต้ดิน แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า จริงๆแล้วผู้หญิง 3 คนนี้คือ Mater Suspiriorum, Mater Tenebrarum และ Mater Lachrymarum 55555

BETTER DAYS (2019, Derek Tsang, China, A+30)

1.อู๊ยยยยย อีฝันเปียก อีเงี่ยนแต่ทำเป็นไม่แสดงออก นี่คือสิ่งที่คิดด่าอีนางเอกในใจตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้ 55555

คือเราขำความ “แฟนตาซีทางเพศ” ของหนังเรื่องนี้มากๆน่ะ คือในแง่นึงหนังมันทำตัวเหมือนมีสาระ มีคุณธรรม ต่อต้านการ bully แต่ในอีกทางนึงมันก็ตอบสนองแฟนตาซีทางเพศของผู้ชมแบบสุดลิ่มทิ่มประตูมากๆ แบบว่านางเอกดูมีความเป็น  “สาวธรรมดา” อ่อนแอ แต่ “ถูกบังคับให้จูบ” กับจิ๊กโก๋หนุ่มหล่อ ปรากฏว่าเขาไม่ใช่แค่หล่อเท่านั้น แต่ยังสนใจเธอด้วย และเขายังอยากปกป้องเธออีกด้วย โดยที่ไม่คิดจะเรียกร้องเงินหรือ sex จากเธอเลย โอ๊ย ตายแล้ว ทำไมเขาช่างมีคุณสมบัติเหมือนกับพระเอกการ์ตูนญี่ปุ่นสำหรับสาววัยเพิ่งมีเมนส์เป็นครั้งแรกแบบนี้มากๆคะ 55555

คือเราขำที่ว่า แทนที่นางเอกจะเห็นผู้ชายหนุ่มแล้วอยากจูบ แต่เธอก็ต้อง “ถูกบังคับให้จูบ” น่ะ แล้วก็มีฉากเธอแอบดูพระเอกถอดเสื้อ แต่ก็ไม่ได้แอบดูเพราะเธอเงี่ยน และเธอก็ไปคลุกคลี นอนห้องเดียวกับเขาตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้มีอะไรกัน คือมันเป็น แฟนตาซีทางเพศ” ที่ดูน่าขำสำหรับเรามากๆน่ะ แบบว่าฉันเจอผู้ชายหนุ่มหล่อนิสัยดี แต่ฉันไม่เงี่ยน ฉันไม่บ้ากาม ฉันเป็นนางเอก ฉันไม่คัน he

2.แน่นอนว่า แฟนตาซีทางเพศแบบในหนังเรื่องนี้ ไม่สอดคล้องกับเราอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากเป็นเรา เราก็เสย he ใส่พระเอกตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปห้องเขาแล้ว 555 แต่เราก็โอเคกับหนังนะ เหมือนเราทำใจไว้แล้วตั้งแต่ต้นเรื่องว่า ถ้าหากจะดูหนังเรื่องนี้อย่างมีความสุข เราต้องพยายามมองข้ามประเด็นที่ว่า  “นางเอกหนังเรื่องนี้ คิดแตกต่างจากเรา” น่ะ

คือเหมือนในการดูหนังทั่วๆไป ผู้ชมต้องมี suspension of disbelief น่ะ แล้วถึงจะดูหนังได้สนุก ซึ่งเรามีคุณสมบัติข้อนี้สูงมากอยู่แล้ว เราก็เลยชอบดูหนังมากๆ 555 แต่นอกจากผู้ชมจะต้องมี suspension of disbelief แล้ว ในการดูหนังแต่ละ genre ให้สนุก ผู้ชมก็จะต้องมองข้ามอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันไปในหนังแต่ละ genre ด้วย อย่างเช่น เวลาจะดูหนังยุทธจักรกำลังภายใน ผู้ชมก็ต้องมองข้ามประเด็นที่ว่า “ตัวละครหาเลี้ยงชีพด้วยอะไร” หรือเวลาจะดูหนังแบบ “องค์บาก 2” หรือหนังชุด IP MAN เราก็จะ focus ไปที่ “ลีลาการต่อสู้” และมองข้าม “ความชาตินิยม และสาเหตุต่างๆที่นำไปสู่ฉากต่อสู้แต่ละฉาก” อะไรทำนองนี้ 5555

ส่วนใน BETTER DAYS นั้น คือตั้งแต่ต้นเรื่อง เราก็รู้เลยว่า นางเอกหนังเรื่องนี้ คิดแตกต่างจากเรามากๆน่ะ เราก็เลยทำใจไว้เลยว่า เราจะต้องไม่ “ขัดอกขัดใจ” กับการตัดสินใจของนางเอกในหนังเรื่องนี้ เพราะอีนี่จะต้องตัดสินใจอะไรที่แตกต่างจากเราไปเรื่อยๆแน่ๆ และพอเราจูนตัวเองไว้แบบนั้นในช่วงต้นเรื่อง เราก็เลยพอจะดูหนังไปอย่างเพลิดเพลินได้

3.คือถ้าหากเป็น “นางเอกในหนังของเรา” มีสิทธิ BETTER DAYS จบตั้งแต่ 10 นาทีแรกน่ะ เพราะ “นางเอกที่เราชอบที่สุดในชีวิต” ก็คือ Manu จาก BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi) น่ะ และถ้าหาก Manu จาก BAISE-MOI เจออีห่าสามตัวมา bully ในโรงเรียนแบบในฉากต้นของหนังเรื่องนี้ เราว่าอีห่าสามตัวนี่มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 10 นาทีน่ะ

แต่ก็เข้าใจนางเอกของ BETTER DAYS นะ ว่าทำไมเธอคิดแตกต่างจากเรา หรือแตกต่างจาก Manu เพราะนางเอกของ BETTER DAYS เชื่อว่า “มีชีวิตที่ดีรออยู่ข้างหน้า” น่ะ เธอก็เลยพยายามอดทน เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต เธอรักชีวิตของตัวเอง แต่เราไม่ใช่คนแบบนั้น

4.ตอนจบของหนังทำให้นึกถึง THE CROSSING (2018, Bai Xue, China) มากๆ ในแง่ที่ว่า มันต้องจบแบบนี้ เพื่อจะได้ผ่านเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน แต่ถ้าหากผู้กำกับ THE CROSSING กับ BETTER DAYS มาทำหนังในยุโรป เราว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้อาจจจะไม่จบแบบนี้ก็ได้

5.นึกว่า BETTER DAYS เป็นภาคสองของ ANATOMY OF HER (2016, Waranyaa Punamsap)