HENRY FONDA FOR PRESIDENT (2024, Alexander Horwath,
Austria/Germany, documentary, 184min, A+30)
กราบตีนนนนนนนนนนนน สารคดีเกี่ยวกับ Henry
Fonda นักแสดงชื่อดังของฮอลลีวู้ดที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930
เรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 1980 โดยหนังเล่าตั้งแต่ประวัติต้นตระกูลของเขาในเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่
17 เรื่อยมาจนถึงเรื่องของ Jane Fonda ซึ่งเป็นลูกสาวของเขา
โดยมีการนำคลิปหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ Henry Fonda แสดง
มาใช้ในการวิพากษ์ถึงประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาในช่วง 400
ปีที่ผ่านมาด้วย
เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับกรณี life
imitates art imitates life นั่นก็คือเรื่องของความพยายามจะลอบสังหาร
George Wallace นักการเมืองสหรัฐในปี 1972 แล้วเหตุการณ์ลอบสังหาร
George Wallace ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างหนังเรื่อง
TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) แล้วหนังเรื่อง TAXI
DRIVER ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ John Hinckley Jr. พยายามจะลอบสังหารประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในปี 1981 เพราะ Hinckley
เชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะสร้างความประทับใจให้ Jodie Foster
เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้อีกด้วยว่า Hinckley
ถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลแล้ว
และเขากลายเป็นนักดนตรีที่มีช่องยูทูบเป็นของตัวเองในปัจจุบัน
บางเหตุการณ์ในสหรัฐที่ถูกพูดถึงในหนังเรื่องนี้
ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ในไทยมาก ๆ
คิดว่าหนังเรื่องนี้ปะทะกับหนังของ Mark
Rappaport ได้สบาย ๆ เลย เพราะ Mark Rappaport ก็ชอบทำหนัง essay film เกี่ยวกับนักแสดงต่าง ๆ โดยใช้เรื่องราวของนักแสดงเหล่านั้นเป็น “จุดตั้งต้น”
ในการขยายไปพูดถึงประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายในโลก
เราดูหนังเรื่องนี้ฟรีออนไลน์ทาง Le
Cinema Club
อันนี้เป็นภาพประกอบบทบันทึกความรู้สึกของเราที่มีต่อ
HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) ข้อ 13 ที่เราแปะไว้เมื่อหลายชั่วโมงก่อน
ในส่วนที่เราเขียนไว้ว่า
“อีกสิ่งที่ชอบมากคือการที่ “แววตา” ของเฟรนในหนังเรื่องนี้
มันดูแตกต่างจากในภาพถ่ายของเธอในวัยเด็กมาก ๆ เพราะภาพถ่ายในวัยเด็กของเฟรน
มันดูเป็น “เด็กหญิงที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง” น่ะ
มันเป็นดวงตาของเด็กก่อนที่จะเจอพิษต้มยำกุ้ง
ก่อนที่จะรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ มันยากมาก ๆ
เราว่าการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ มันถ่ายทอดแววตาที่ “แตกต่างจากภาพถ่ายในวัยเด็ก”
ได้ดีทีเดียว มันไม่ได้ดูหดหู่เศร้าสร้อย แต่มันดูไร้ “ประกายแห่งความหวัง”
อย่างรุนแรง เราก็เลยชอบการแสดงตรงจุดนี้ และชอบแง่มุมนี้ของหนังมาก ๆ ด้วย
จุดนี้ของหนังทำให้เรานึกถึงสารคดีชุด 7
UP ของ Michael Apted มาก ๆ ด้วย
เพราะสารคดีชุดนี้ตามถ่ายชีวิตของชาวอังกฤษหลายคนที่มีฐานะและชนชั้นแตกต่างกัน
ซึ่งรวมถึง subject คนนึงที่เป็นคนจน
ในภาคแรกของหนังสารคดีชุดนี้ ซึ่งก็คือ SEVEN
UP! (1963, Paul Almond) นั้น เด็กชายจน ๆ คนนั้นซึ่งมีอายุ 7 ขวบ
มีประกายตาแห่งความหวัง และมีใบหน้าที่เปี่ยมสุขมาก ๆ เขาดูร่าเริงและมีความสุขมาก
ๆ
แต่ในภาคต่อ ๆ มาในหนังสารคดีชุดนี้
ประกายตาของเขา และแววตาของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป “แสงแห่งความหวัง”
ในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หรี่หายไป เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบ “คนจน”
บนโลกใบนี้ มันทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใด
และเขาก็เติบโตขึ้นมาเป็นชายไร้บ้านในเวลาต่อมา เราแทบไม่เห็นความหวังใด ๆ
ในดวงตาของเขา (แต่ในภาคท้าย ๆ ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นมาบ้างนะ)
ความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง
“ประกายตาแห่งความสุข” ของเด็กวัย 7 ขวบ
กับผู้ชายคนเดียวกันผู้มีดวงตาที่สิ้นหวังเมื่อโตขึ้น เมื่อเขาได้เผชิญกับ
“ความทุกข์ของชีวิตคนจน” ในหนังสารคดีชุดนี้ของ Michael Apted มันก็เลยทำให้เรานึกถึงความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง
“ประกายตา” ของเฟรนในวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE ด้วย”
เราก็เลยเอาภาพมาลงให้เห็นชัด ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า
ทำไม HUMAN RESOURCE จึงทำให้เรานึกถึงหนังสารคดีของ
Michael Apted
ภาพแรกเป็นภาพของ Neil Hughes ในวัย 7 ขวบ ในหนังสารคดีเรื่อง SEVEN UP! (1964, Paul Almond, UK,
documentary, A+30) ตอนนั้นเขายังเป็นเด็ก 7 ขวบ เขาเป็นเด็กที่มีความสุข
เขายังไม่รู้ว่า “ความจน” มันจะส่งผลต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง
ภาพที่สองคือ Neil Hughes ในวัย
14 ปี ใน 7 PLUS SEVEN (1970, Michael Apted, UK, documentary,
A+30)
ภาพที่สามคือ Neil Hughes ในวัย
21 ปีใน 21 UP (1977, Michael Apted, UK, documentary, A+30)
ภาพที่สี่และภาพที่ห้าคือ Neil Hughes ในวัย 28 ปีใน 28 UP (1984, Michael Apted, UK, documentary, A+30)
ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเป็นคนไร้บ้าน
เพราะฉะนั้นพอเราเห็น “ประกายตา” ที่แตกต่างกันระหว่างเฟรนวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน
HUMAN RESOURCE เราก็เลยนึกถึงประกายตาที่แตกต่างกันของ Neil
Hughes ในหนังสารคดีของ Michael Apted
เราเขียนถึง HUMAN RESOURCE ไว้ที่
https://web.facebook.com/photo?fbid=10242494454680995&set=a.10242169138148285
4. SENPAI IS AN OTOKONEKO: SUNSHINE AFTER THE RAIN (2025,
Shinsuke Yanagi, Japan, animation, 82min, A+30)
มีตัวละครพูดคำว่า Tadaima หลายครั้งมากในหนังเรื่องนี้
+++
เราก็เคยทำงานอยู่ตึกนี้เป็นเวลา 6 ปี ตึก ALL
SEASONS ตรงถนนวิทยุ (ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอยู่ 3 ตึกรวมกัน) แต่ช็อตอื่น ๆ ในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025,
Nawapol Thamrongrattanarit) เหมือนไม่ได้มาจากตึกนี้นะ
อย่างช็อตตรงลิฟท์และสถานที่กินข้าวกลางวัน น่าจะถ่ายทำที่ตึกอื่น ๆ
เพราะว่าลิฟท์ตึก ALL SEASONS ไม่ได้เป็นแบบในหนังเรื่องนี้
+++
1. การถ่าย landscape ของกรุงเทพและการเน้นหยดน้ำที่เกาะบนกระจกใน
HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) ทำให้นึกถึง
BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) โดยไม่ได้ตั้งใจอยู่เหมือนกัน
555
2. อยากให้มีการจัดฉายหนังควบ 3 เรื่อง
ซึ่งประกอบด้วย
HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)
+THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)
+ TAIPEI STORY (1985, Edward Yang, Taiwan)
แล้วมีการจัดงานเสวนาหรือมีคนเขียนบทความเปรียบเทียบหนัง
3 เรื่องนี้ในหัวข้อ BIG CITY, CAPITALISM, AND THE VOID IN HUMAN SOULS
ต้อนรับ WUTHERING HEIGHTS เข้าฉายในไทย ด้วยการกลับมาฟังเพลงโปรดของเรา WUTHERING HEIGHTS ของ Kate Bush ที่เคยขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษในปี 1978
เราชอบเพลงนี้และมิวสิควิดีโอเพลงนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ
Out on the wily, windy moors
We'd roll and fall in green
You had a temper like my jealousy
Too hot, too greedy
How could you leave me
When I needed to possess you?
I hated you, I loved you, too
Bad dreams in the night
They told me I was going to lose the fight
Leave behind my Wuthering, Wuthering
Wuthering Heights
Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window
Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window
Ooh, it gets dark, it gets lonely
On the other side from you
I pine a lot, I find the lot
Falls through without you
I'm coming back love, cruel Heathcliff
My one dream, my only master
Too long I roam in the night
I'm coming back to his side to put it right
I'm coming home to wuthering, wuthering
Wuthering Heights
Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window
Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window
Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
You know it's me, Cathy
Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window
Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window
Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
+++++++
เราเองก็รู้สึกว่า Prapamonton มีความเป็น Tilda
Swinton อยู่ในตัว คือนอกจากทั้งสองจะมีฝีมือทางการแสดงมาก ๆ แล้ว
นักแสดงทั้งสองยังมี otherworldly aura หรืออะไรทำนองนี้แผ่ออกมาจากตัวได้ด้วย
++++
No comments:
Post a Comment