RIP TOM NOONAN (1951-2026)
เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว
ซึ่งก็คือเรื่อง THE WIFE (1995) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบ THE WIFE อย่างสุดขีดมาก ๆ การแสดงของ Julie Hagerty ในหนังเรื่องนี้ถือเป็น
one of my most favorite female performances of all time เลย
เสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ Tom
Noonan กำกับ แต่ THE WIFE นี่ถือเป็นหนังที่ highly
recommended สำหรับคนที่ชอบหนังที่เจาะลึกถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละคร
พวกหนังของ John Cassavetes และ Mike Leigh และถือเป็นหนังที่ highly recommended เช่นกันสำหรับคนที่ชอบหนังแนว
“ผัวเมียละเหี่ยใจ” ของกลุ่ม Post French New Wave โดยเฉพาะหนังของ
Jacques Doillon, Jean Eustache, Maurice Pialat
++++
7. SUNSET SUNRISE (2025, Yoshiyuki
Kishi, Japan, 139min, A+30)
ตัวละคร Momoka Sekino (Mao Inoue) พูดคำว่า TADAIMA ราวสองครั้งในหนังเรื่องนี้
++++
SAPPALEEHUAN (2026, Ekkachai Srivichai,
A+20)
สรรพลี้หวน (เอกชัย ศรีวิชัย)
เราไม่เน้นเขียนถึงหนังเรื่องนี้นะ
เราเน้นเขียนถึงชีวิตตัวเอง 55555
1. พอดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน” แล้ว
เราก็เลยเข้าใจตัวเองว่า เพราะเหตุใด MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ดอกฟ้าในมือมาร (2000) ถึงยังคงครองตำแหน่ง
“หนังยาวของ Apichatpong Weerasethakul ที่เราชื่นชอบมากที่สุด”
คือเรารู้สึกว่า หนังยาวเรื่องอื่นๆ ของ Apichatpong เป็นหนังที่
“ดีกว่า” MYSTERIOUS OBJECT AT NOON แต่ดอกฟ้าในมือมาร
ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งหนังยาวของเจ้ยในใจเราอยู่ดี
ถึงแม้มันจะไม่ดีกว่าหนังยาวเรื่องอื่น ๆ (อย่างไรก็ดี หนังของ Apichatpong
ที่เราชื่นชอบมากที่สุด ก็ยังคงเป็น WINDOWS (1999) เพียงแต่ว่า WINDOWS มันเป็นหนังสั้น)
2. คือทั้ง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON และสรรพลี้หวน มันโดนใจเราเป็นการส่วนตัว
เพราะมันตรงกับกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็ก โดยที่หนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจน่ะ
คือกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็กก็คือ
2.1 ช่วงที่เราอยู่ป.6 เรากับเพื่อน ๆ
อีกสองคนแต่งนิยายด้วยกัน แต่แต่งกันเป็นทอด ๆ คือเราแต่งบทที่หนึ่ง,
อีกคนแต่งบทที่สอง, อีกคนแต่งบทที่สาม แล้วเราก็แต่งบทที่สี่ วนกันไปแบบนี้
ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกสุดขีดสำหรับเรา เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมอนาคตของเนื้อเรื่องและตัวละครใด
ๆ ในเรื่องได้เลย เราอาจจะชอบตัวละครตัวนี้มาก
แต่เพื่อนของเราอาจจะแต่งเรื่องให้ตัวละครตัวนี้ถูกฆ่าตายก็ได้ในตอนต่อมา
ซึ่งลักษณะแบบนี้มันก็เลยทำให้เราชอบ MYSTERIOUS OBJECT AT NOON มาก ๆ มันทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยทำกับเพื่อนๆ ตอนอยู่ป.6 และมันก็ทำให้เรารู้สึก
“อยากเข้าไปร่วมแต่งเรื่องในหนังเรื่องนี้ด้วยมาก ๆ”
ในขณะที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Apichatpong
มันทำให้เราได้ “ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง” และ
“เปิดประสาทสัมผัสทางจิตวิญญาณ” ในการดูหนังของเขา
แต่มันไม่ได้กระตุ้นให้เรารู้สึก “อยากเข้าไปช่วยแต่งเรื่องด้วย” เหมือน MYSTERIOUS
OBJECT AT NOON น่ะ
2.2 อีกกิจกรรมนึงที่เราชอบทำตอนเรียนชั้นมัธยม
ก็คือแต่งเรื่องราวกับเพื่อน ๆ กะเทย แต่เป็นการแต่งเรื่องแบบ “กลอนพาไป”
เพราะว่าพอขึ้นชั้นมัธยม พวกเราก็ต้องเรียน “โคลงสี่สุภาพ” อะไรต่าง ๆ เพื่อน ๆ
กะเทยของเราก็เลยแต่ง “โคลงสี่หยาบคาย” บ้า ๆ บอ ๆ ไร้สาระ และแต่งกลอน +
วาดภาพประกอบกันเล่น ๆ ในยามว่าง แต่กลอนที่พวกเราช่วยกันแต่งเล่น ๆ ฮา ๆ
กันในยามว่าง เป็นแบบ “กลอนพาไป” ให้กลอนมันพาไปเรื่อย ๆ
ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ว่าเรื่องราวมันจะไปในทิศทางใด 55555
เสียดายที่เราไม่ได้เก็บกลอนพวกนี้ไว้เลย
เพราะตอนนั้นเราเป็นเด็กมัธยมที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในทศวรรษ 1980
และเราไม่อยากให้ครอบครัวมาค้นเจอโคลงสี่หยาบคาย อะไรเกย์ ๆ กะเทย ๆ
พวกนี้ในห้องของเรา เราก็เลยไม่สามารถเก็บ “กลอนพาไป” ที่เรากับเพื่อน ๆ
กะเทยเคยแต่งกันเอาไว้ได้
เท่าที่พอนึกออกในตอนนี้ ก็จำได้ว่าในปี 1987
(หรือเมื่อ 39 ปีก่อน) เพื่อนเราตอนเรียนม. 3 เคยแต่งเอาไว้ว่า
“อัญขยมบรมแรดเรื้อง ร่านวงศ์
สงวนผัวไว้ในกรง ที่บ้าน
หากว่าผัวสิ้นลง ร่านอยู่ ได้ฤา
ผัวรอบบ้านเมืองแล้ ผัวผัว ผัวใคร”
อะไรทำนองนี้
เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน”
มันก็เลยทำให้นึกถึงกิจกรรมในอดีตของเรากับกลุ่มเพื่อนๆ กะเทยอย่างมาก
เพราะตัวบทประพันธ์ “สรรพลี้หวน” เราว่ามันก็มีลักษณะของบทประพันธ์ที่
“ตัวเนื้อเรื่องไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือความฮาของถ้อยคำที่ใช้ในเรื่อง”
มันก็เลยทำให้เรานึกถึงกิจกรรมการแต่ง “กลอนพาไป” ของเรากับเพื่อนๆ อย่างมาก ๆ
เพราะ “กลอนพาไป” ที่พวกเราแต่งกัน ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ
“ถ้อยคำที่เลือกใช้ในกลอน”
เราก็เลยวี้ดว้ายกับบทประพันธ์ สรรพลี้หวน
ที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้อย่างมาก ๆ คือก่อนที่เราจะดูหนังเรื่องนี้
เราไม่เคยได้อ่านสรรพลี้หวน หรือมีความรู้เกี่ยวกับบทประพันธ์นี้มาก่อนเลย
เราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราได้รับรู้เกี่ยวกับ “วรรณกรรมโบราณ”
ที่ถูกลืม ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณที่ถูกโฉลกกับตัวเราเป็นการส่วนตัวอย่างมาก ๆ
มันมีลักษณะของ “บทประพันธ์แบบที่เรากับเพื่อน ๆ ชอบแต่งกันในวัยเด็ก”
มากกว่าบทประพันธ์ใด ๆ ที่เราได้เรียนในชั้นเรียน
ก็เลยต้องกราบหนังเรื่องนี้
ที่ทำให้เราได้รู้จักกับวรรณกรรมอันดีงามจากอดีตเรื่องนี้
3. และเราว่าตัวหนังสรรพลี้หวนเอง ก็ตรงกับ wavelength
ของเรามากพอสมควร และมีโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้นึกถึงตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน
เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน เล่าเรื่องชีวิตเจ้าชายเจ้าหญิงตามแบบนิทานพื้นบ้านทั่ว
ๆ ไป แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเจ้าชายเจ้าหญิงในสรรพลี้หวนจะพบเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง
(ตามแบบแผนนิยมของวรรณกรรมตะวันตก) เพราะสิ่งที่สำคัญคือ “อารมณ์หุยฮาที่เกิดจากการเลือกใช้ถ้อยคำในบทประพันธ์”
คือตัวหนังเรื่องนี้
โครงใหญ่ของมันอาจจะมีลักษณะเหมือน “เรื่องเล่าในหนังทั่วไป” อยู่
คือมีตัวละครหลัก มีภารกิจหลัก
ตัวละครคือกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการทำละครเวทีสรรพลี้หวน และพวกเขาก็เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ
อย่างเช่น การหานักแสดง, การหาเงินทุน, การหานักดนตรี, etc.
คือโครงหลักของหนัง มันอาจจะมีลักษณะคล้ายกับ narrative ที่นิยมกันในชาติตะวันตก
แต่พอเราดูหนังไปเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกว่า
เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดจากเนื้อเรื่องที่ว่า “นักศึกษากลุ่มนี้จะเอาชนะอุปสรรคต่าง
ๆ ได้อย่างไร” แต่เกิดจากอารมณ์หุยฮา บ้า ๆ บอๆ เสียสติอะไรต่าง ๆ
นานาที่ประดังประเดใส่กันเข้ามาในหนัง โดยไม่ต้องแคร์ว่ามันจะเกี่ยวกับเส้นเรื่องหลักอะไรหรือไม่
เราก็เลยรู้สึกว่าในแง่หนึ่ง ตัวหนังทั้งเรื่องมันก็ไปกันได้ดีในระดับหนึ่งกับตัววรรณกรรม
เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวนนั้น “สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่คือการเลือกใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่อง”
ส่วนตัวหนังเรื่องนี้นั้น “สิ่งที่สำคัญก็อาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นอารมณ์หุยฮาหีแตกกันไปเรื่อย
ๆ”
คือเราว่าหนังเรื่องนี้มันมี sense of
freedom ทางการเล่าเรื่องบางอย่างที่เข้าทางเรามาก ๆ น่ะ
คือถึงแม้โครงหลักของหนังมันจะยังคงยึดหลัก narrative แบบชาติตะวันตกอยู่
แต่หลายอย่างในหนังมันมีความ “กลอนพาไป” มากพอสมควร โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ
มีเรื่องราวมโนสาเร่ อะไรเหี้ย ๆ ห่า ๆ บ้า ๆ บอ ๆ หุยฮาไปเรื่อย ๆ
ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เราชอบและไม่ชอบ อย่างเช่น
3.1 ส่วนที่เราคิดว่าไม่ work เลยก็คือ เรื่องของอาจารย์มหาลัยสองคนที่ตบกันเรื่องยืมเงินกับเรื่องแชร์
อันนี้เราว่ามุกแป้ก
3.2
แต่เราชอบตัวละครเด็กกะเทยในโรงอาหารอย่างรุนแรงมาก น้องแรงมากค่ะ
อยากให้น้องมีบทบาทมากกว่านี้
3.3 ส่วนที่ work ที่สุดสำหรับเรา
ก็คือเรื่องของบาร์โฮสต์ ส่วนนี้สนุกมาก ๆ ชอบมาก ๆ
3.4 เรื่องกองถ่ายหนังกิ่งแก้ว,
พาร์ทรักสี่เส้าของตัวละคร (นางเอกมีผู้ชายมาชอบ 3 คน ซึ่งรวมถึงตัวผู้ร้าย),
เรื่องของโกศล แสงวิเชียร, พ่อนางเอกที่อาจจะโดนรถชนตาย, etc. เราว่ามันก็ให้ความรู้สึกแบบ “กลอนพาไป” ได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา 55555
คือถ้าหากเอาหลักการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตกไปจับ
ที่เรื่องเล่าต้องมี unity, แต่ละพาร์ทต้องมีความหมาย,
แต่ละพาร์ทต้องรับใช้ประเด็นหลัก, บีทอารมณ์ในแต่ละองก์ต้องมีการขึ้นๆ ลง ๆ
ตามสูตรสำเร็จที่วางไว้ อะไรทำนองนี้ เนื้อเรื่องในสรรพลี้หวน ก็คงจะสอบตก
แต่ถ้าหากเอา “ความสุขที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้” ไปวัด เราก็ต้องบอกว่าเรา enjoy
อะไรแบบนี้มาก ๆ เรา enjoy ความรู้สึกแบบอิสระทางการเล่าเรื่อง
sense of freedom ที่ได้จาก “กลอนพาไป” แบบนี้มาก ๆ
4. ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วหนังของพชร์ อานนท์ และหนังตลกหลาย
ๆ เรื่องของไทย ก็มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” อยู่เหมือนกันนะ คือมีลักษณะของ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง
โดยไม่ต้องแคร์ unity ของเรื่องเล่าหรือความเกี่ยวข้องกับธีมหลักตามแบบแผนของตะวันตก”
แต่ wavelength ของพชร์ไม่ตรงกับเรามากนักน่ะ
ในขณะที่หนังของเอกชัยมี wavelength ที่ตรงกับเรามากกว่า
เราว่าอารมณ์แบบ “กลอนพาไป” หรือ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง”
ของผู้กำกับแต่ละคนมันก็แตกต่างกันไป คือเราว่า
4.1 ในหนังหลาย ๆ เรื่องของพชร์นั้น แรงขับให้ “ใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง”
มันเกิดจากความพยายามจะบรรจุ “ประเด็นดัง ๆ ของยุคสมัยนั้น ๆ” เข้าไปในหนังน่ะ หนังหลายเรื่องของพชร์เลยเต็มไปด้วย
“คนดัง คนที่เป็นข่าวดัง” ในยุคนั้น ๆ มาปรากฏตัว, มีบทสนทนา และมีสถานการณ์เล็ก ๆ
น้อย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดัง ๆ ในยุคนั้น ๆ ซึ่งนี่ก็เหมือนเป็นลายเซ็นของพชร์
เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวในหนังของเขา
4.2 หนังตลกของไทยหลาย ๆ เรื่อง ก็ “ใส่ฉากที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับ
conflict หลัก” ของหนังเข้าไปเหมือนกัน เพื่อสร้างอารมณ์ขำขันให้ผู้ชมไปเรื่อย
ๆ ซึ่งถ้าหากฉากนั้น ๆ มันทำให้ขำได้จริง มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับเรา
4.3 ในส่วนของ “สรรพลี้หวน” นั้น เรารู้สึกว่า แรงขับของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความพยายามจะบรรจุประเด็นร่วมสมัยเข้าไปในหนัง
แบบหนังของพชร์ อานนท์ แต่เกิดจาก “ความหลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน
และการแสดง” และเราว่าแรงขับนี้มันทำให้เกิดความ weird บางอย่างในหนังที่เข้าทางเรามาก
ๆ เพราะเราว่าการแสดงของนักแสดงในหลาย ๆ ฉาก มันดู weird มันดูเหมือนมันจะกลายเป็น
musical อยู่มะรอมมะร่อ แต่มันก็ไม่เป็น musical มันมีจริตบางอย่างที่ unrealistic แบบหนัง musical
แต่ตัวละครก็ไม่ได้ร้องเพลงเต้นรำออกมา เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากบางฉากในหนังเรื่องนี้มันเหมือนถูกออกแบบมาด้วยอารมณ์แบบ
“ตามใจฉัน” หรือตามแรงขับบางอย่างในใจที่ไม่ต้องยึดโยงกับขนบการแสดงแบบหนังดราม่าหรือหนัง
musical ใด ๆ แต่เป็นการแสดงด้วยสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง
คือตัวละครใน “สรรพลี้หวน”
มันชอบย้ำประโยคที่ว่า “เราควรเป็นตัวของตัวเอง” อะไรทำนองนี้นะ
และเราว่าตัวหนังเรื่องนี้มันก็ดูเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ในมุมมองของเรา
มันดูเหมือนมี sense of freedom บางอย่างที่ครอบคลุมการเล่าเรื่อง
และอาจจะรวมไปถึงการแสดงในบางฉากด้วย เราก็เลย enjoy หนังเรื่องนี้มาก
ๆ
5. เราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง
“วรรณกรรมไทยยุคโบราณ” และ “การแสดงของไทยในยุคโบราณ” แต่พอเราได้ดูหนังเรื่อง
สรรพลี้หวน ที่มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องของหนัง
และในส่วนของละครเวทีในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งนี้มันสะท้อนความแตกต่างระหว่างไทยและชาติตะวันตก
ในส่วนของ “วรรณกรรมยุคโบราณ” และ “การแสดงยุคโบราณ” ด้วยหรือเปล่าน่ะ
เพราะเราว่าเรื่องเล่าของไทยในยุคโบราณ ทั้งขุนช้างขุนแผน, พระอภัยมณี, etc. มันอาจจะมี narrative structure
ที่ไม่ตรงกับวรรณกรรมของชาติตะวันตก และการแสดง “ลิเก” หรือการแสดงพื้นบ้านต่าง ๆ
ของไทย ก็อาจจะมี narrative structure ที่ไม่ตรงกับของชาติตะวันตกด้วยหรือเปล่า
อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เลย ต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ
เท่าที่เราพอรู้ ก็คือว่าหนังไทยยุคเก่า ๆ
มันดูมีรสชาติและโครงสร้างที่แตกต่างจากหนังยุคหลังนะ คือหนังไทยยุคเก่าหลาย ๆ
เรื่อง มันดูเป็นหนังรวมทุกรสน่ะ มีทั้งบู๊แอคชั่น, รักโรแมนติก, ตลก, สยองขวัญ, etc.
ผสมอยู่ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งมันจะแตกต่างจากโครงสร้างหนังฝรั่ง
และเราก็เลยสงสัยว่า การที่หนังไทยยุคเก่า มัน “รวมทุกรสไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน”
แบบนี้ มันเป็นการสืบทอดมาจาก “ลิเก”
หรือการแสดงพื้นบ้านแบบที่เคยได้รับความนิยมในไทยในอดีตหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า การที่ สรรพลี้หวน
มันมีความมโนสาเร่ มีความกลอนพาไป อะไรแบบนี้
มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นอิสระจากกรอบวิธีการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตก
โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่เราชอบอะไรแบบนี้มาก ๆ
6. จริง ๆ แล้วเรามักจะได้รับความสุขจากการดู
“หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู “หนังทดลอง”,
“หนังอาร์ต”, “หนังเชิงกวี” และ “หนังบ้าน ๆ ในเทศกาลหนังมาราธอน” นะ
แต่หนังทดลองและหนังอาร์ตหลายเรื่อง มันก็เหมือนมี patterns ของมัน
ที่อาจจะซ้ำ ๆ กันได้
และเราก็พบว่าเราได้รับความสุขจากการดู
“หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู สรรพลี้หวน ด้วย โดยที่
patterns ของมันไม่ซ้ำกับหนังอาร์ต, หนังทดลอง
แต่อาจจะใกล้เคียงกับ “หนังตลกไร้สาระของไทย” แบบหนังของพชร์ อานนท์มากกว่า แต่พอ “สรรพลี้หวน”
มันมี sense ของความ weird บางอย่าง
และมี sense of freedom ในการเล่าเรื่องบางอย่างในความรู้สึกของเรา
เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังตลกของไทยโดยทั่วไป
คือความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อสรรพลี้หวน จริง
ๆ แล้วมันใกล้เคียงกับความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อ “หนังทดลอง” น่ะ 55555 เพราะตัวสรรพลี้หวนมันเหมือนไม่สน
narrative structure แบบเรื่องเล่าทั่วไป แต่มีความ “กลอนพาไป”
อยู่ในหนัง มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังทดลองบางเรื่อง ที่ไม่สน “การเล่าเรื่องตาม pattern
ทั่วไป” แต่หยิบยืม pattern ของบทกวีหรือ pattern
ของสิ่งอื่น ๆ มาปรับใช้ อย่างเช่นเรื่อง
6.1 4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker +
Thet Zaw Win, A+30) หนัง Myanmar ที่เอาโครงสร้างของบทกวีมาใช้ในหนัง
6.2 HIGH KUKUS (1973, James Broughton, A+30) หนังทดลองที่เอาโครงสร้างของบทกวีไฮกุของญี่ปุ่นมาใช้ในหนัง
6.3 EDEN AND AFTER (1970, Alain
Robbe-Grillet, A+30) เพราะ EDEN AND AFTER เอาโครงสร้างดนตรี twelve-tone ของ Arnold
Schoenberg มาดัดแปลงเป็นโครงสร้างภาพยนตร์
6.4 NATURAL HISTORY (2014, James Benning, Austria, 77min)
เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ
แต่เราได้ยินมาว่า หนังเรื่องนี้มี 54 ช็อต และความยาวของแต่ละช็อตถูกกำหนดโดยตัวเลข
27 ตัวแรกของค่า Pi (3.141592653589793238462643383...) อะไรทำนองนี้
พอดูหนังเหล่านี้ เราก็เลยนึกเล่น ๆ ว่า
อยากให้มีผู้กำกับหนังไทย เอา “โครงสร้างของบทกวี” มาใช้ในการสร้างหนังบ้าง แบบเอาโครงสร้างของ “กลบทกบเต้นสามตอน” หรือโครงสร้างของ “วสันตดิลกฉันท์
14” หรือ “กาพย์สุรางค์เปรมปรีดิ์” มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ 55555
7. ตอนช่วงแรก ๆ ที่เราดูสรรพลี้หวน
เราพยายามจะเอา benchmarks ในใจเรา มาเทียบกับหนังเรื่องนี้ด้วย
เพราะช่วงแรก ๆ ที่เราดูนั้น เราจะคิดว่า
7.1 ถ้าหากหนังมันถ่ายทอดเรื่องเจ้าชายเจ้าหญิงในยุคโบราณออกมาได้
sensual จริง ๆ เราก็อาจจะได้หนังแบบ ARABIAN NIGHTS
(1974, Pier Paolo Pasolini, Italy)
7.2 ถ้าหากหนังมันสร้างฉากหุยฮาหีแตกติดต่อกันไปได้เรื่อย
ๆ แบบถึงขั้นจริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบ PINK FLAMINGOS (1972, John Waters)
7.3 ถ้าหากหนังมันต้องการจะเป็นหนังตลก ที่มี “การเขียนบทอย่างรัดกุม”
จริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบของสองพี่น้อง Farrelly
แต่พอเราดูหนังเรื่องสรรพลี้หวนไปเรื่อย ๆ
เราก็พบว่าหนังไม่ได้ดำเนินไปในแนวทางเดียวกับ benchmarks ในใจเราแต่อย่างใด
แต่มันก็ออกมามีเสน่ห์ในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร
8. แอบขำที่ตัวเนื้อเรื่องของสรรพลี้หวนมัน “ต่ำ”
มาก ๆ แต่หนังเลือกนักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ มาเล่นเป็น “เจ้าชายเจ้าหญิง”
ซึ่งก็คือ ฟาบริชโช่ เปาโล กับ ฟิลิปปา รินลนี ดีคอน เราก็เลยแอบสงสัยว่า
การเลือกใช้นักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ แบบนี้มาแสดง มันมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสร้างความ
balance ให้กับความหยาบโลนของเนื้อเรื่องหรือเปล่า 555
9. เรางงว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึง “เล่าเรื่องในละครเวทีไม่จบ”
แต่พอเราตามอ่านข้อมูลภายหลัง เราถึงเพิ่งรู้ว่า บทประพันธ์ สรรพลี้หวน
เป็นบทประพันธ์ราวปีค.ศ. 1877-1897 ที่แต่งไม่จบ
เรื่องราวในบทประพันธ์มันก็ตัดจบดื้อ ๆ ห้วน ๆ คล้าย ๆ กับละครเวทีในหนังเรื่องนี้
เพราะว่าผู้ประพันธ์ สรรพลี้หวน เป็น สามเณรที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก กระอักเลือดตาย
ระหว่างที่แต่งบทประพันธ์เรื่องนี้ไปได้เพียงแค่ครึ่งเรื่อง รุนแรงที่สุด
10. อันดับหนังของ
Ekkachai Srivichai
In my preferential order
10.1 อีหล่าเอ๋ย (2021, A+30)
10.2 มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020)
10.3 สะพานรักสารสิน (2022)
10.4 เทริด (2016)
10.5 เหมรฺย MEI (2024, A+25)
10.6 สรรพลี้หวน (2026, A+20)
10.7 KINGKAEW กิ่งแก้ว
(2026, A+15)
10.8 โนราห์ (2018, A+15)
10.9 มนต์รักวัวชน (2022)
อ่านข้อมูลเกี่ยวกับบทประพันธ์สรรพลี้หวนได้ที่
No comments:
Post a Comment