Showing posts with label RIP. Show all posts
Showing posts with label RIP. Show all posts

Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.”

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 


Friday, September 04, 2026

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU

เราเคยดูหนังของ Sharunas Bartas แค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ THE CORRIDOR (1995, Germany/Lithuania, A+30) และ LAGUNA (2025, France/Lithuania, A+30) อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของเขามาก ๆ เพราะเขาก็ทำหนังในแนวทางใกล้เคียงกับ Andrei Tarkovsky, Bela Tarr และ Fred Kelemen

+++

 

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU (1932-2026)

 

เพิ่งรู้ว่า Rappeneau เกิดก่อนประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอีกนะ เพราะเขาเกิดในวันที่ 8 เม.ย. 1932 เพราะฉะนั้นก็เลยเรียกได้ว่า เขามีอายุนานกว่าระบอบประชาธิปไตยในไทย

 

เขาเสียชีวิตในวันที่ 1 ก.ย. 2026 ขณะมีอายุ 94 ปี

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. CYRANO DE BERGERAC (1990)

เราได้ดูทางวิดีโอที่เช่ามา

 

หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลออสการ์ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชาย (Gerard Depardieu), กำกับศิลป์, แต่งหน้า และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ แต่ผู้ชนะรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายปีนั้นคือ Jeremy Irons จาก REVERSAL OF FORTUNE (1990, Barbet Schroeder), ผู้ชนะรางวัลกำกับศิลป์และรางวัลแต่งหน้าคือ DICK TRACY ส่วนผู้ชนะรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศคือ JOURNEY OF HOPE (1990, Xavier Koller, Switzerland) ที่เรายังไม่ได้ดูเลย

 

2. THE HORSEMAN ON THE ROOF (1995)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

 

3. BON VOYAGE (2003)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ลิโด

 

จริง ๆ แล้วเราเคยดูหนังเรื่อง LE SAUVAGE (1975, Jean-Paul Rappeneau) ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok ด้วยนะ แต่ตอนนั้นมันเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ฟิล์มที่นำมาฉายมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ เราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความไม่รู้เรื่องอะไรใด ๆ

 

ชอบหนังทั้ง 3 เรื่องของ Rappeneau ที่เราเคยดูนะ แต่ก็ชอบเขาน้อยกว่าผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะเราว่าหนังของเขามันเป็น “ความบันเทิงชั้นดี” แบบหนังฮอลลีวู้ดน่ะ มันมีความ mainstream สูงมาก ๆ แต่ก็ถือเป็น mainstream ที่ดี แต่มันไม่ได้บาดลึกเข้าไปในจิตใจเราหรือทำให้เราทึ่งกับวิสัยทัศน์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากแบบผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ

 

เราชอบจำชื่อของ Jean-Paul Rappeneau สลับกับ Jean-Jacques Annaud (HOTHEAD, THE BEAR, THE LOVER, WOLF TOTEM, NOTRE-DAME ON FIRE)

 

ภาพจาก THE HORSEMAN ON THE ROOF ที่นำแสดงโดย Olivier Martinez

+++

 

RIP CHEN KUAN-TAI (1945-2026)

 

ชอบเขามาก ๆ ในหนังเรื่อง THE TEAHOUSE (1974, Kuei Chih-Hung, Hong Kong, A+30) หนังเรื่อง THE TEAHOUSE เคยติดอันดับ 25 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2014 ด้วยนะ

 

หนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ก็รวมถึง

 

1. BLACK MAGIC WITH BUDDHA (1983, Lo Lieh, Hong Kong/Thailand, A+30)

 

2. MURDERER (2009, Roy Chow, Hong Kong, A+30)

 

อยากให้มีคนจัดงาน CHEN KUAN-TAI RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องที่เขาเคยแสดง อย่างเช่น

 

1. THE BOXER FROM SHANTUNG (1972, Chang Cheh, Hong Kong)

 

2. HEROES TWO (1973, Chang Cheh)

 

3. THE SAVAGE FIVE (1974, Chang Cheh)

 

4. BIG BROTHER CHENG (1975, Kuei Chih-Hung)

 

5. THE FLYING GUILLOTINE (1975, Ho Meng-Hua)

 

6. BIG BAD SIS (1976, Chung Sun)

 

7. THE IRON MONKEY (1977, Chen Kuan-Tai, Hong Kong/Taiwan)

 

8. THE INVINCIBLE MONKEY FIST (1978, S.A. Karim, Chen Kuan-Tai, Indonesia/Hong Kong)

 

9. BIG BOSS OF SHANGHAI (1979, Chen Kuan-Tai)

 

10. AMBITIOUS KUNG FU GIRL (1981, Lu Chun-Ku)

+++

 

เห็นการออกแบบลวดลายบนถุงของร้าน Nitori แล้วรู้สึกว่า มันกระตุ้นความอยากเป็น housewife 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้กลับไปดูหนังที่ Alliance Française เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ดูเรื่อง SUGAR AND STARS (2023, Sébastien Tulard, France, A+30) ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารเย็นที่ One Bangkok คราวนี้เราลองกิน Okonomiyaki ที่ร้าน Ponpocotei ในชั้นใต้ดิน ตอนแรกเรารู้สึกว่า portion มันใหญ่เกินไป แต่ปรากฏว่าพอกินจริง ๆ แป๊บเดียวเราก็แดกคนเดียวหมด

 

วันนี้เราได้ไปดูหนังเรื่อง LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, A+30) ที่คณะนิเทศ จุฬา ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารมื้อแรกของวันตอน 15.30 น. (ตอนเช้าเรามัวแต่เล่นเน็ต เราก็เลยไม่ได้กินข้าว 55555) ที่ร้าน Azzurro by Chef Thanom ที่มาบุญครอง

+++

 

Artworks seen

 

SONIC BORDER (2026, Sutiphong Sudsang, interactive mixed-media installation)

 

LHA (WE ARE REINCARNATING THROUGH EACH OTHER) (2026, Parichat Tanapiwattanakul, mixed-media installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC ภาพประกอบอยู่ใน comment


Sunday, August 30, 2026

DRAWING PERFORMANCE BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

TOXIC (2026, Geethu Mohandas, India, 192min) เวอร์ชั่นภาษา Kannada ตั๋วขายไปได้กว่าครึ่งโรงแล้วนะ กรี๊ดดดดด แต่หนังเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นภาษา Hindi กับภาษา Tamil ยังมีที่ว่างเหลืออยู่เยอะ

 

ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งแรกในไทยหรือเปล่า ที่โรง cineplex แห่งเดียวกันฉายหนังเรื่องเดียวกันในวันเดียวกัน แต่ฉายแบบ 3 เวอร์ชั่น 3 ภาษา เพราะปกติเราจะเจอแต่แบบ 2 ภาษา คือเวอร์ชั่นพากย์ไทย กับเวอร์ชั่นเสียงต้นฉบับ แต่เราเหมือนไม่เคยเจอหนังเรื่องเดียวกันฉาย 3 เวอร์ชั่น 3 ภาษาในวันเดียวกันในโรง cineplex แห่งเดียวกันในไทย

+++

 

RIP IZURU NARUSHIMA (1961-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. CAPE NOSTALGIA (2014, A+30)

 

2. FATHER OF THE GALACTIC RAILROAD (2023, A+15)

 

3. 52-HERTZ WHALES (2024, A+30)

 

เราเคยเขียนถึง FATHER OF THE MILKY WAY RAILROAD (2023, Izuru Narushima, Japan, A+15) ไว้ดังนี้:

 

หนังเรื่องนี้พูดถึง Kenji Miyazawa เหมือนกับหนังเรื่อง NIGHT TRAIN TO THE STARS (1997, Kazuki Omori) ที่เคยมาฉายที่ Japan Foundation เป็นประจำ ซึ่งเราก็เคยดู NIGHT TRAIN TO THE STARS ไปแล้วรอบนึง ถ้าหากจำไม่ผิด หนังสองเรื่องนี้แตกต่างกันตรงที่ FATHER OF THE MILKY WAY RAILROAD ให้น้ำหนักกับตัวละครพ่อของ Kenji มากกว่าหนังเรื่อง NIGHT TRAIN TO THE STARS

++++

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังเรื่อง LOST RIVER (2014, Ryan Gosling, A+20)

 กับ CAPE NOSTALGIA ไว้ดังนี้:

 

LOST RIVER มันมีองค์ประกอบบางอย่างที่คล้ายๆหนังญี่ปุ่นเรื่อง CAPE NOSTALGIA (2014, Izuru Narushima, A+30) ที่เราเพิ่งดูมาน่ะ เพราะในหนังสองเรื่องนี้ จะมีตัวละครหญิงสูงวัยที่หมกมุ่นกับผัวที่ตายไปแล้วเหมือนกัน และในเวลาต่อมา หญิงสูงวัยในหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็ประสบปัญหาบ้านไฟไหม้เหมือนกัน และตัดสินใจไม่หนีออกจากบ้านไฟไหม้เหมือนๆกันเลย

 

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ CAPE NOSTALGIA ในระดับ A+30 แต่ชอบ LOST RIVER ในระดับ A+20 ก็คือว่า ใน CAPE NOSTALGIA นั้น หญิงสูงวัยคือนางเอกของเรื่อง ส่วนพระเอกคือหลานชายของเธอที่แอบหลงรักเธอ แต่ใน LOST RIVER นั้น พระเอกดันไปชอบหลานสาวของหญิงสูงวัยแทน เพราะฉะนั้น CAPE NOSTALGIA ก็เลยเข้าทางเรามากกว่า LOST RIVER อย่างเห็นได้ชัด

 

ภาพจาก CAPE NOSTALGIA

+++

 

เพิ่งฟัง podcast เรื่องการ์ตูนผู้หญิงตาหวานที่บรรยายโดยคุณ อรรถ บุนนาค ไปได้ครึ่งนึง พอฟังแล้วก็ทำให้อยากอ่านการ์ตูนเรื่อง THE POE CLAN ของ Hagio Moto มาก ๆ แต่พอเราเช็คในเว็บไซต์ของร้าน Kinokuniya เราก็พบว่าการ์ตูนเรื่องนี้มัน “หมดสต็อก” ไปแล้ว แต่ถึงมันมีอยู่ในสต็อก การ์ตูนเรื่องนี้ก็มีราคาถึง 2618 บาท รุนแรงมาก (มันมี 2 เล่มจบ เล่มละ 1309 บาท)

 

+++

 

วันนี้ได้ไปงาน DRAWING #3: -- UNDO “DRAWING PERFORMANCE” ที่ 100 Tonson Foundation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong

 

ในงานนี้มีการแสดงผลงานจิตรกรรมของ โชค สาโรจน์ หรือมาดี บุญชื่น และรถกระบะของเขาด้วย และมีการแสดงดนตรีที่เฮี้ยนมาก ๆ ของ Teerapat Parnmongkol, Nawitnan Poolkeao และ Pathompon Tesprateep (คนนี้เป็นผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ cinephiles)

 

วิดีโอที่เราถ่ายไว้นี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของ performance นะ เราชอบที่ดนตรีมันทวีความเฮี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการแสดง

 

ตอนแรกพอเห็นคำว่า drawing performance เราก็นึกว่าศิลปินจะโชว์วาดรูปสด ๆ แต่ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ศิลปินทำก็คือการจัดวางแท่งเหล็กและเก้าอี้เหล็กให้เกี่ยวกระหวัดกันอย่างยุ่งเหยิง เหมือนตัวงานจัดวางกับเสียงดนตรีมันทวีความ complicated มากขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการแสดง

 

สิ่งที่สร้างขึ้นในระหว่างการแสดงอาจจะเรียกได้ว่าเป็น installation สองอัน (ไม่รู้ว่าเราใช้ศัพท์ถูกหรือเปล่า 555) อันนึงมีแต่แท่งเหล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่พอเกี่ยวกระหวัดกันแล้วก็สามารถทรงตัวได้ แต่ก็ทรงตัวได้ค่อนข้างยาก ส่วนอีกอันเป็นแท่งเหล็กกับเก้าอี้มีรู ซึ่งพอมีเก้าอี้มาเสริม มันก็เลยทรงตัวได้มั่นคงขึ้น สามารถตั้งเป็นกองสูงใหญ่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ส่วนครึ่งหลังของการแสดงก็เป็นการรื้อถอน installation นี้

 

เราแยกเรื่องนี้เป็นสองโพสท์นะ โพสท์นึงเป็นวิดีโอ ส่วนอีกโพสท์เป็นภาพถ่าย

 

โพสท์แรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02Eiz7Xd26Xfkq7bTigc2ryeAqAR56y8put5KnRV5mfRtygPqqNKkZMw3UHbd7Xbgjl

 

โพสท์ที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0xsywEAvcJA9LzSzQqLkqLtguquXkCkpg69SFMGZY76q89yr8VZnEG2rCQy2FC3CQl

 

 

 

Thursday, August 27, 2026

RIP TIM CURRY

 

Artworks seen

 

LACQUER INCENSE BOX IN THE SHAPE OF A PAIR OF CLAMS (artist unknown in the Meiji period (1868-1912))

 

OPENWORK SATSUMA INCENSE BURNER WITH HUMAN FIGURE DESIGN (Ryozan Okamoto, ceramic)

 

KOMOREBI NOTEBOOK (2016, Yasuhiro Suzuki, Japan, paper)

 

CABBAGE BOWLS (2004, Yasuhiro Suzuki, Japan, paper clay)

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในนิทรรศการ THE SUPERLATIVE ARTISTRY OF JAPAN ก็คือการนำ FOOD SAMPLE มาจัดแสดงในงานด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า “โมเดลอาหารจำลอง” ที่วางไว้ตามตู้โชว์ต่าง ๆ หน้าร้านอาหาร จะถือเป็นงาน craft ประเภทหนึ่ง แต่นิทรรศการนี้ได้เปลี่ยนความคิดของเรา เพราะว่า FOOD SAMPLE ที่ผลิตขึ้นจาก vinyl chloride resin เหล่านี้ ก็ถือเป็นวัตถุที่น่าสนใจได้เช่นกัน

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Akina Nakamori ออกซิงเกิลใหม่ในเดือนก.ค.ปีนี้ ชื่อเพลง GOMEN TO SUKI TO ซึ่งถือเป็นซิงเกิลที่ 55 ของเธอ และซีดีซิงเกิลเพลงนี้ทำยอดขายได้สูงเป็นอันดับ 7 ในชาร์ทประจำสัปดาห์ในญี่ปุ่น รุนแรงมาก

 

Akina Nakamori นี่ถือเป็น one of my most favorite singers of all time เลย และเพลง I MISSED THE SHOCK (1988) ของเธอนี่มีความสำคัญต่อชีวิตเรามาก ๆ เพราะว่าชื่อเพลงนี้ได้กลายเป็น “คำอุทาน” ที่เรากับเพื่อน ๆ มัธยมชอบนำมาใช้พูดกันในช่วงปลายทศวรรษ 1980

 

นึกไม่ถึงว่า Akina Nakamori จะอยู่ยงคงกระพันขนาดนี้ ตอนนี้เธอมีอายุ 61 ปี เธอออกซิงเกิลแรกชื่อ SLOW MOTION ในปี 1982 ซึ่งเท่ากับว่าเธอยืนยงอยู่ในวงการเพลงมาได้นานถึง 44 ปีแล้ว

 

เธอเคยมีซิงเกิลติดอันดับ 1 ในญี่ปุ่น 22 เพลง โดยเริ่มด้วยซิงเกิล SECOND LOVE ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในปี 1982 เรื่อยมาจนถึงซิงเกิล MIZU NI SASHITA HANA (FLOWERS IN WATER) ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในปี 1990

 

ตอนนี้ยอดวิวเพลง GOMEN TO SUKI TO ในยูทูบอยู่ที่ 1 ล้านวิว

+++

 

RIP DOLLY PARTON (1946-2026)

 

ชอบเพลง I WILL ALWAYS LOVE YOU ของเธอมาก ๆ ส่วนผลงานการแสดงของเธอ เราเคยดูแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ STEEL MAGNOLIAS (1989, Herbert Ross) ที่คลาสสิคมาก ๆ และ MISS CONGENIALITY 2: ARMED AND FABULOUS (2005, John Pasquin)

 

อยากดูผลงานการแสดงเรื่องอื่นๆ  ของ Dolly Parton ด้วย อย่างเช่น

 

1. 9 TO 5 (1980, Colin Higgins)

 

2. THE BEST LITTLE WHOREHOUSE IN TEXAS (1982, Colin Higgins)

 

3. RHINESTONE (1984, Bob Clark)

 

4. STRAIGHT TALK (1992, Barnet Kellman)

 

+++

 

RIP TIM CURRY (1946-2026)

 

เราเคยดูผลงานการแสดงของเขาราว 12 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. THE ROCKY HORROR PICTURE SHOW (1975, Jim Sharman)

 

2. THE SHOUT (1978, Jerzy Skolimowski)

 

3. LEGEND (1985, Ridley Scott)

 

4. THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan)

 

5. IT (1990, Tommy Lee Wallace, miniseries, 192min)

 

6. OSCAR (1991, John Landis)

 

7. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)

 

8. THE THREE MUSKETEERS (1993, Stephen Herek)

 

9. THE SHADOW (1994, Russell Mulcahy)

 

10. CONGO (1995, Frank Marshall)

 

11. CHARLIE’S ANGELS (2000, McG)

 

12. KINSEY (2004, Bill Condon)

 

บทบาทการแสดงของเขาใน THE ROCKY HORROR PICTURE SHOW นี่มัน iconic มาก ๆ

 

Friday, August 21, 2026

ICE CREAM MAN VS. THE END OF OAK STREET

 

เห็น Google มีปุ่มให้ CREATE IMAGES ได้ด้วย เราก็เลยทดลองใช้ ซึ่งรูปที่ออกมาก็โอเค แต่ก็ยังสู้ Grok AI กับ Bing Images ไม่ได้

 

อันนี้เป็นการเปรียบเทียบรูปที่สร้างจาก AI 3 ราย โดยเราให้ AI 3 ราย สร้างรูปของ “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน”

 

สองรูปแรกสร้างโดย Grok AI

รูปที่สามกับสี่สร้างโดย Bing Images

รูปที่ห้าสร้างโดย Google ซึ่งออกมาไม่ค่อยตรงสเปคเราเท่า Grok กับ Bing 55555

 

การทดลองครั้งที่สอง

 

หลังจากให้ AI 3 รายทดลองสร้างรูป “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน” ไปแล้ว เราก็พบว่า Google สร้างผลงานได้ในระดับแค่โอเค แต่ Grok กับ Bing สร้างรูปออกมาได้ดีงามมาก

 

คราวนี้เราเลยทดลองให้ Grok, Bing กับ Google สร้างรูปตามประโยคนี้

 

“ปรี๋ก็ไม่สนเพราะคนมันจะแปร๋ว แปร๋วก็ไม่สนเพราะคนมันจะปร๋อย ปร๋อยก็ไม่สนเพราะคนมันจะปรื๋อ”

 

แล้วก็เลยพบว่า Google ไม่สามารถสร้างรูปตามประโยคนี้ได้ 55555

 

รูปที่ 1+2 สร้างโดย Grok ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Grok พยายามตีความประโยคข้างต้นให้ออกมาเป็นคน 3 คน

 

รูปที่ 3+4 สร้างโดย Bing ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Bing รับมือกับประโยคนี้ด้วยการใส่ประโยคนี้เป็น text เข้าไปในรูปภาพด้วย

 

ส่วนรูปที่ 5 แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ Google ในการสร้างภาพตามประโยคนี้

+++

 

RIP JOHN IRVIN (1940-2026)

 

เราเคยดูภาพยนตร์ที่เขากำกับเพียงแค่เรื่องเดียวเองมั้ง ซึ่งก็คือ HAMBURGER HILL (1987) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่เราชอบมากเรื่องนึง

 

อยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ John Irvin มาก ๆ อย่างเช่น

 

1. THE DOGS OF WAR (1980, UK)

สร้างจากนิยายของ Frederick Forsyth มี Tom Berenger ดาราหนุ่มคนโปรดของเราร่วมแสดงด้วย

 

2. WIDOWS’ PEAK (1994, Ireland)

การประชันบทบาทกันครั้งสำคัญระหว่าง Mia Farrow, Joan Plowright, Natasha Richardson

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Natasha Richardson ได้รางวัล “Best Actress” จากเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ด้วย

 

3. A MONTH BY THE LAKE (1995, UK)

Vanessa Redgrave กับ Uma Thurman ตบตีแย่งผู้ชาย (Edward Fox) กันในหนังเรื่องนี้ น่าดูสุดขีด

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Vanessa Redgrave ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดารานำหญิงในหนังตลกด้วย

 

4. MANDELA’S GUN (2016, South Africa)

++++

 

MY PERFECT DOUBLE BILL: ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET เราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันโดยบังเอิญที่ House Samyan ในวันอังคารที่ 18 ส.ค. พอดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันแล้วก็พบว่า เราชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหมายของเราก่อนดูหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

1. เราชอบมาก ๆ ที่ในบางครั้งเราได้ดูหนังสองเรื่องต่อกัน แล้วพบว่าหนังทั้งสองเรื่องนั้นมันมีบทสนทนาต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระยะหลัง ๆ มานี้เราเจอเหตุการณ์แบบนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งได้แก่

 

1.1 เราได้ดู TWO TO ONE (2024, Natja Brunckhorst, Germany, A+15) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตคนในเยอรมันตะวันออกก่อนการรวมประเทศในช่วงต้นทศวรรษ 1990

 

หลังจากนั้นเราก็เดินทางมาที่สถาบันเกอเธ่ แล้วก็ได้ดูหนังเวียดนามเรื่อง THE_PARENTS_MIXTAPE (2021, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+30) และ PLATTENLOTUS (2022, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+25) แล้วก็ปรากฏว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง “เยอรมันตะวันออก” เช่นกัน มันก็เลยกลายเป็นการดูหนัง triple bill สามเรื่องเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกติดต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

1.2 เราได้ดู BATWARA 1947 (2026, Rajkumar Santoshi, India, 160min, A+30) ที่เมเจอร์ อ่อนนุช รอบ 15.30 น.ในวันพุธที่ 19 ส.ค. แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินทางไปดู AWARANPAN 2 (2026, Nitin Kakkar, India, 140min, A+) ที่เทอร์มินัล พระรามสาม รอบ 20.00 น. ในวันเดียวกัน

 

มันก็เลยกลายเป็นโปรแกรมหนัง DOUBLE BILL OF SHABANA AZMI โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าใน BATWARA 1947 นั้น Shabana Azmi รับบทนำเป็นหญิงชราผู้น่าสงสารที่เผชิญเคราะห์กรรมหนักหนาแสนสาหัสเมื่อเกิดการแบ่งแยกประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถานในปี 1947 ส่วนใน AWARANPAN 2 นั้น Shabana Azmi รับบทเป็นเจ้าแม่ของแก๊งค์อาชญากรใน”กรุงเทพ” ซึ่งเป็นสองบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

 

1.3 เราได้ดู ICE CREAM MAN (2026, Eli Roth, A+30) ที่ House ในวันที่ 18 ส.ค. รอบ 15.55 น. แล้วเราก็ได้ดู THE END OF OAK STREET (2026, David Robert Mitchell, A+30) ที่ House ในวันเดียวกันในรอบ 17.55 น. แล้วเราก็รู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ ตามความรู้สึกของเรา

 

2. เราชอบทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET ในระดับ A+30 นะ ซึ่งก็คือ “ชอบสุดขีด” ทั้งสองเรื่อง และเราก็มองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า” ICE CREAM MAN แต่ “หนังดี” กับ “หนังที่เราชอบเป็นการส่วนตัว” มักจะไม่ใช่หนังเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว

 

คิดว่าเราคงไม่ต้องเขียนถึงความดีงามใด ๆ ของ THE END OF OAK STREET นะ เพราะเราก็แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนถึงหนังเรื่องนี้มาไว้บนวอลล์ของเราไปบ้างแล้ว 555 ไปอ่านความดีงามของหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่หลาย ๆ คนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้

 

สาเหตุที่เรามองว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกัน เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง “เมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ร่มรื่นในสหรัฐ” ประชากรในเมืองนี้ดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความร่มเย็นเป็นสุขเหมือน ๆ กัน ก่อนที่ความชิบหายจะมาเยือนอย่างคาดไม่ถึง และประชากรในเมืองนี้ก็ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดกันอย่างสุดฤทธิ์เหมือนกัน

 

แต่ถึงแม้สถานการณ์ข้างต้นของหนังสองเรื่องนี้จะเหมือนกัน หนังสองเรื่องนี้ก็มีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงในส่วนอื่น ๆ ซึ่งในด้าน filmmaking craft หรืออะไรทำนองนี้นั้น เราว่า David Robert Mitchell อาจจะเหนือชั้นกว่า Eli Roth นะ เราก็เลยมองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า”

 

แต่เรากลับชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างใน THE END OF OAK STREET ที่ทำให้เราไม่อินกับมันเป็นการส่วนตัว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน ICE CREAM MAN

 

Spoilers alert มีการเปิดเผยจุดหักมุมและตอนจบของทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET

--

--

--

--

--

 

3. สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงจาก THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

3.1 “คนรักหมา” เป็นฝ่ายถูกต้องในหนังเรื่องนี้ ส่วน “คนเกลียดหมา” หรือ “คนรำคาญเสียงหมาเห่า” กลายเป็นฝ่ายผิดในหนังเรื่องนี้ 55555

 

คือเอาเข้าจริงแล้ว ตัวละครที่เรา identify ด้วยได้ในช่วงต้นเรื่อง คือคุณเพื่อนบ้านน่ะ เพราะเขาเป็น “ชายวัยกลางคนใส่แว่นที่อาศัยอยู่ตามลำพัง” ไม่มีใครในชีวิตที่เขาจะพึ่งพาได้นอกจากตัวเขาเอง แล้วเขาก็รำคาญเสียงดัง ๆ ด้วย ซึ่งนี่มันคือตัวกูเลย กูขอจองเป็นตัวละครตัวนี้

 

แต่เราไม่ใช่คนที่จะปรักปรำคนอื่น ๆ ง่าย ๆ แบบคุณเพื่อนบ้านคนนี้นะ แต่เราก็เข้าใจและเห็นใจตัวละครที่เกลียดหมาน่ะ เพราะฉะนั้นพอตัวละครตัวนี้เหมือนจะพบจุดจบอย่างโง่เง่ามาก ๆ เราก็เลยแอบเสียใจ

 

คือพอ “ตัวละครที่เสียชีวิตอย่างโง่ ๆ” เป็น “ชายวัยกลางคนที่ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา และเกลียดหมา” แต่ “ตัวละครที่รอดชีวิต” คือ “ครอบครัวที่หันมาสามัคคีกัน และรักหมา” เราก็เลยมีปัญหาอย่างรุนแรงกับหนังที่นำเสนอทัศนคติทำนองนี้น่ะ ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรนะ เพราะเราว่าหนังหลาย ๆ เรื่องก็ชอบนำเสนอทัศนคติหรือค่านิยมทำนองนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจุดนี้คือจุดสำคัญจุดนึงที่ทำให้เราชอบหนังแบบ ICE CREAM MAN มากกว่า

 

3.2 ทุกคนคงเดาได้อยู่แล้วว่าเราไม่น่าจะชอบ “พัฒนาการของตัวละครนางเอก” ใน THE END OF OAK STREET เพราะเราน่าจะเคยเขียนไปหลาย ๆ รอบแล้วว่า เราชื่นชอบหนังแนว “ผู้หญิงทิ้งผัว” โดยเฉพาะ THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany), SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert, UK), HOMETOWN BLUE (1999, Stéphane Brizé, France), etc.

 

เพราะฉะนั้นพอพัฒนาการของตัวละคร Denise Platt (Anne Hathaway) ใน THE END OF OAK STREET มันตรงข้ามกับพัฒนาการของตัวละครกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเราไปโดยปริยาย 55555

 

แต่เอาเข้าจริง ถ้าหากเราเป็นตัวละคร Denise Platt เราก็คงตัดสินใจแบบตัวละครตัวนี้นะ เพราะเราก็คงตัดสินใจช่วยชีวิตผัวในตอนจบเหมือนกัน เพียงแต่ว่าหนังที่นำเสนอตัวละครหญิงที่ “อยากจะทิ้งผัว ทิ้งครอบครัว แต่หันมากลับตัวกลับใจในตอนจบ” มันเหมือนเป็นหนังที่ไม่ได้ touch เราเป็นการส่วนตัวเหมือนหนังกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” น่ะ

 

3.3 คือถึงแม้ตัวละครใน THE END OF OAK STREET มันจะทะเลาะกัน แต่โดยรวมแล้ว เรารู้สึกว่าหนังมันเชิดชูความรักสายใยความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวน่ะ สมาชิกครอบครัวต้องช่วยเหลือกัน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ “ความผิด” อะไรของหนังเรื่องนี้ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังอย่าง THE END OF OAK STREET มันยังธำรงรักษา family values แบบเดิม ๆ เอาไว้อยู่น่ะ เราก็เลยรู้สึกมีระยะห่างจากหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เช่นเดียวกับที่เราเคยรู้สึกกับหนังยุคเก่า ๆ ของ Steven Spielberg และหนังอย่าง LITTLE MISS SUNSHINE (2006, Jonathan Dayton, Valerie Faris) ที่เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงมากเช่นเดียวกัน

 

แต่สิ่งนี้จะแตกต่างจากหนังอย่าง THE VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola) ที่นำเสนอเมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบในสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่มันไม่ได้เชิดชู family values

 

และเราก็พบว่า ICE CREAM MAN นี่แหละ คือ perfect antidote สำหรับเรา เพื่อใช้ถอนพิษที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET 55555

 

4. ในส่วนของ ICE CREAM MAN นั้น สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชนะใจเรา หรือสิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

4.1 ICE CREAM MAN เหมือนเป็นหนังที่เกลียดเด็ก ส่วน THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่รักเด็ก 55555

 

4.2 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองได้” “เราไม่สามารถไว้วางใจครอบครัวของตัวเองได้” เพราะพวกเขาอาจจะเป็นคนเลวก็ได้ และสิ่งนี้มันตรงข้ามกับความรู้สึกที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET

 

4.3 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจศาสนาได้”

 

4.4 หนังมันเหมือนเกลียดชังสังคมชนชั้นกลาง 555 คือสังคมชนชั้นกลางใน THE END OF OAK STREET เป็น “อะไรที่น่าสงสาร พวกเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากไดโนเสาร์” แต่สังคมชนชั้นกลางใน ICE CREAM MAN เหมือนเป็นสังคมที่สมควรถูกทำลายอย่างร่าเริงใจ 55555

 

4.5 หนังมันพูดถึง “ประวัติศาสตร์บาดแผล” และความพยายามจะลบเลือนประวัติศาสตร์บาดแผล

 

เพราะคำสาปของ ICE CREAM MAN มันจะเริ่มส่งผลก็ต่อเมื่อ สังคมนั้นลืมความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไปแล้วในอดีต พอสังคมนั้นลืมความผิดที่ตัวเองทำไว้ คนขายไอติมถึงค่อยกลับมาล้างแค้น

 

สิ่งนี้มันก็เลยสาแก่ใจกูมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพราะว่าสังคมไทยก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน และก็มีคนบางกลุ่มในสังคมที่พยายามจะลบทิ้งประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นตัวละครแบบคนขายไอติมก็เลยถูกใจกูมาก ๆ เขาเหมือนจะเป็น “แรงงานต่างด้าว” และเขาก็ถูกคนต่าง ๆ ในสังคมใส่ร้าย เขาถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล บุคคลต่าง ๆ ทั้งผู้มีอำนาจ, สถาบันศาสนา และชนชั้นกลางในสังคมร่วมกันทำร้ายแรงงานต่างด้าวอย่างเขา

 

มันก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และพอเวลาผ่านไปราว 20-30 ปี ผู้คนต่าง ๆ ในสังคมลืมเลือนความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ คำสาปของคนขายไอติม ก็เลยมีฤทธิ์ขึ้นมา เพื่อไม่ให้พวกมึงหลงลืมความผิดบาปที่พวกมึงเคยทำไว้

 

สิ่งนี้มันก็เลยสะใจกูสุด ๆ ค่ะ ดูแล้วก็เลยนึกถึงประวัติศาสตร์บาดแผลต่าง ๆ ในสังคมไทยมาก ๆ

 

4.6 เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง พอเราดู ICE CREAM MAN จบ เราก็เลยนึกถึง “องก์สาม” ของ A USEFUL GHOST (2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะมันคือ “การเอาคืน การกลับมาแก้แค้นของประวัติศาสตร์บาดแผล” เช่นเดียวกัน มันคือสิ่งที่บรรดา “เหยื่อของผู้มีอำนาจ” ไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ “โลกของภาพยนตร์” เปิดโอกาสให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้ เราเอาคืน เราแก้แค้นผู้มีอำนาจได้ในโลกของภาพยนตร์

 

และเราว่า ICE CREAM MAN มันไปไกลกว่า A NIGHTMARE ON ELM STREET (1984, Wes Craven) เพราะต้นกำเนิดของ ICE CREAM MAN กับต้นกำเนิดของ Freddy Krueger มีบางจุดคล้ายกัน แต่หนังชุด “นิ้วเขมือบ” treat ตัวละคร Freddy ว่าเป็นผู้ร้ายที่สมควรถูกกำจัดน่ะ แต่ ICE CREAM MAN ไปไกลกว่า เพราะว่าคนขายไอติมคือผู้ชนะที่แท้จริงในตอนจบ คนที่ควรถูกกำจัดไม่ใช่คนขายไอติม แต่เป็นบรรดาศัตรูของคนขายไอติม

 

4.7 เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET มันเต็มไปด้วย “ความเป็นห่วงเป็นใยกันระหว่างสมาชิกครอบครัว” ส่วน ICE CREAM MAN มันเต็มไปด้วย “ความเคียดแค้นชิงชัง” น่ะ และนั่นก็เลยส่งผลให้ ICE CREAM MAN ตรงกับ “ธาตุ” ของเรามากกว่า

 

5. ส่วนจุดที่เราไม่ชอบใน ICE CREAM MAN ก็คือความ gore ของหนัง เพราะเราไม่ชอบอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว แต่โชคดีที่เราเคยดู trailer หนังเรื่องนี้มาก่อน ซึ่ง trailer หนังเรื่องนี้มีแต่ความ gore เราก็เลยรู้ตัวล่วงหน้าว่าเราจะเจออะไรน่าสะอิดสะเอียนบ้างในหนังเรื่องนี้

 

แล้วก็โชคดีที่ความ gore ในหนังเรื่องนี้มันโดนฉาบไว้ด้วยอารมณ์ขันและความไม่สมจริง มันก็เลยให้อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความ gore แบบใน SALO ที่มันสมจริง

 

6. คือถ้าหาก ICE CREAM MAN ไม่เลือก “ขายความ gore” แต่ไปเลือกขาย “ความหลอน” หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นญาติห่าง ๆ ของ “จักรวาลหนัง Osgood Perkins” ได้เลยนะ เพราะเราว่าจักรวาลหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ห่างกันมากนักน่ะ

 

เพราะว่าจักรวาลหนังของ Osgood Perkins มันก็เต็มไปด้วย “เด็กฆาตกร”, “พ่อแม่ที่เราไม่สามารถไว้วางใจได้”, “อำนาจของซาตาน”, etc. อะไรทำนองนี้เหมือนกัน

 

7. ถ้าหากเทียบกับหนังกลุ่ม “เด็กฆาตกร” ด้วยกันแล้ว เราก็ชอบ ICE CREAM MAN ในระดับเท่ากับ WHO CAN KILL A CHILD? (1976, Narciso Ibáñez Serrador, Spain) นะ และชอบ ICE CREAM MAN มากกว่าหนังชุด CHILDREN OF THE CORN และ VILLAGE OF THE DAMNED (1995, John Carpenter)

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะฉายควบกับ ICE CREAM MAN ก็คือ THE PIED PIPER (1986, Jiri Barta, Czechoslovakia, animation, 53min, A+30) เพราะเราว่า ICE CREAM MAN น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนาน The Pied Piper

 

9. แต่โดยรวมแล้ว เราก็ชอบผลงานของ David Robert Mitchell มากกว่า Eli Roth อยู่ดีนะ เพราะว่าเราชอบ IT FOLLOWS (2014) กับ UNDER THE SILVER LAKE (2018) อย่างรุนแรงมาก

 

เพียงแต่ว่า เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET กับ ICE CREAM MAN มองสถาบันครอบครัวและสังคมชนชั้นกลางในแบบที่แตกต่างกัน เราก็เลยชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะเราอินกับอะไรต่าง ๆ ใน ICE CREAM MAN มากกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วมันสาแก่ใจกูเป็นยิ่งนักค่ะ

 

Tuesday, August 18, 2026

FULL OF CATS (2012, Naoki Nishiwaki, Japan)

 

เมื่อวานหลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารเกาหลี ชื่อ “อูรีจิบ” (Woorijib) ตรงศาลายา เรากิน “แพนเค้กกุ้ยช่าย” หรือ Haemul Buchu jeon เสร็จแล้วเราก็ไปกินไอติมที่ร้าน Scoops and Spokes ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน คราวนี้เราเลือกกาแฟรส Biskoff กับ Gravel King และโปะด้วยไอติมรสขนมใส่ไส้ ส่วนน้ำเป็นรูทเบียร์โฟลทใส่ไอติมรส Shio Cloud

 

อูรีจิบ

https://www.instagram.com/woorijibthai/

 

Scoops and Spokes
https://www.instagram.com/scoopsandspokes_th/

+++

 

RIP HAYDEN PANETTIERE (1989-2026)

 

Hayden เสียชีวิตขณะอายุ 36 ปี โดยข่าวไม่บอกว่าเธอเสียชีวิตด้วยสาเหตุอันใด

 

เราเคยดูผลงานการแสดงของเธอแค่ 6 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. THE OBJECT OF MY AFFECTION (1998, Nicholas Hytner)

 

2. MESSAGE IN A BOTTLE (1999, Luis Mandoki)

 

3. THE AFFAIR OF THE NECKLACE (2001, Charles Shyer)

 

4. SCREAM IV (2011, Wes Craven)

 

5. SCREAM VI (2023, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett)

 

เราชอบจำชื่อ Hayden Panettiere สลับกับ Hillary Duff

 

Edit เพิ่ม: 6. RACING STRIPES (2005, Frederik Du Chau)

ลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ด้วย ขอบพระคุณคุณ Rock LeeNut มาก ๆ ครับที่มาเตือน

 

Hayden Panettiere

https://www.imdb.com/name/nm0659363/?ref_=fn_t_1

+++

 

วันนี้เป็นวันที่ 17 ส.ค. แต่เราใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส (หรือที่เคยใช้ชื่อว่า โครงการ คนละครึ่ง) ของเดือนนี้หมดแล้ว กรี๊ดดด เดือนนี้เราใช้หมดเร็วมาก

+++

 

หนึ่งในงานที่ชอบมากในช่วงนี้คือภาพ FULL OF CATS (2012, Naoki Nishiwaki, Japan) ที่ศิลปินใช้ปากกาลูกลื่นวาดภาพแมวหลายพันตัวบนกระดาษ แต่พอสังเกตดูดี ๆ ก็จะพบว่า มันมีสิงสาราสัตว์มากมายที่ไม่ใช่แมวปลอมตัวมาปะปนอยู่กับแมวในภาพวาดอันมหัศจรรย์ภาพนี้ด้วย อย่างเช่น หมา, ช้าง, ม้า, สิงโต, ปลา, นก, กระต่าย, ยีราฟ, ทานุกิ, จระเข้, ลิง, แรด, แกะ, วัว

 

ไม่รู้มีใครพบเจอสัตว์อื่น ๆ อีกบ้างในภาพนี้ เราเองก็ไม่ได้ยืนดูภาพนี้อย่างละเอียดนะ เพราะกลัวจะไปขวางทางผู้ชมคนอื่น ๆ ที่อยากดูภาพนี้เหมือนกัน

 

เราดูภาพนี้ในนิทรรศการ The Superlative Artistry of Japan ที่ TCDC

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid025y3R9FWhFGeDGoRfw7fzq33jC2oC5LTKdfobBMSwYirLsnhbY6pe5RVZVXMEr4BPl

Monday, August 17, 2026

WRITING ABOUT FILMS AS YOU LIKE IT

 

RIP MARK RYDELL (1929-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 4 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. ON GOLDEN POND (1981)

 

2. THE RIVER (1984)

 

3. FOR THE BOYS (1991)

 

4. INTERSECTION (1994)

 

อยากให้มีคนนำ ON GOLDEN POND มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ เพราะตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 แต่ก็อยากดูอีกครั้งบนจอใหญ่

 

อยากดู THE ROSE (1979, Mark Rydell) มาก ๆ ด้วย หนังเรื่องนี้ได้ชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา ซึ่งรวมถึงสาขานักแสดงนำหญิง (Bette Midler) และนักแสดงสมทบชาย (Frederic Forrest)

++

 

วันเสาร์หลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็มากินอาหารอินเดียที่ Groove Market ซอยตั้งสิน ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินไอติมที่ร้าน Scoops and Spokes เราเลือกกินไอติมรส Odyssey กับรส Shio Cloud แล้วแปะด้วยไอติมรส Wicked ก้อนเล็ก ๆ

 

ปรากฏว่าเพื่อน ๆ cinephiles หลายคนก็เลือกกินไอติมรส Odyssey เหมือนกัน

+++

 

เพื่อนบอกว่าแถวดินแดงมีร้านเช่าการ์ตูนญี่ปุ่นหลายร้าน เขาบอกว่าอยากให้มีคนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับร้านเช่าการ์ตูนเหล่านี้ เพราะกิจการเหล่านี้น่าจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน อาจจะเหมือนกับ “ร้านเช่าวิดีโอ” ที่กลายเป็นสิ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และ “ร้านเช่านิยาย” ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพเพียงแค่ไม่กี่ร้าน (อย่างเช่นในเพชรบุรี ซอย 5)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1757264788810181

 

++++

 

MIRACLE À MAIORI (2025, Anouk Baldassari-Phéline, France/Italy, documentary, 29 Mins, A+30)

 

ดูในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง หนังเป็นการตามไปสัมภาษณ์บรรดาชาวบ้านหลายคนที่เคยเป็นตัวประกอบในหนังเรื่อง JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) เมื่อ 70 ปีก่อน ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้บางคนก็ปรากฏตัวในหนังของ Rossellini เพียงแค่ 1 วินาทีเท่านั้น แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ก็ทำให้ตัวประกอบ 1 วินาทีในหนังเรื่องนั้น ได้กลายเป็นคนจริง ๆ ขึ้นมา

 

บางคนที่ให้สัมภาษณ์ก็เป็นลูกหลานของตัวประกอบในหนังของ Rossellini

 

อีกสิ่งที่สะเทือนใจมากก็คือว่า หลังจากหนังของ Rosselini ถ่ายทำเสร็จ พื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำก็ถูกทำลายด้วยอุทกภัยในปีต่อมา และชาวบ้านหลายคนก็เสียชีวิตในอุทกภัยครั้งนั้น

 

การที่หนังสารคดีเรื่องนี้มีการ zoom in, close up, slow ภาพ และ pause ภาพแต่ละช็อตแต่ละเฟรมในหนังของ Rosselini เพื่อใช้ในการตามหาตัวบุคคลในภาพ มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) และละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” THE NEWARK FILE (1981) ด้วย เพราะว่าในละครทีวีเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” (ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง BLOW-UP) นั้น มีการ blowup ภาพเพื่อตามหาบุคคลแต่ละคนในภาพเหมือนกัน เพื่อใช้ในการคลี่คลายปริศนาฆาตกรรม

 

การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา one of my most favorite TV series of all time

https://www.themoviedb.org/tv/111299

++++

 

กรี๊ดดดด ขอบพระคุณมากครับที่นึกถึงผม รู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ครับ

 

จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากมีส่วนร่วมใด ๆ กับประเด็นเรื่อง film critic เลยแม้แต่นิดเดียว 55555 แต่พอดีมีเพื่อนเอ่ยถึงชื่อเรา เราก็เลยเขียนตอบเพื่อนไป แล้วก็เลยขอเอามาแปะไว้ในวอลล์เราด้วยเลยแล้วกัน

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนตอบเพื่อน:

 

ผมคิดว่าแต่ละคนนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” แตกต่างกันไปครับ และจริง ๆ แล้วมนุษย์แต่ละคนต่างก็นิยาม “คำ” ต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามใจตัวเองอยู่แล้ว ผมเองก็อาจจะนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นางสาว a ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นาย b ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อีกอย่างนึง แต่ละคนนิยามมันแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นตัวผมเองจริง ๆ แล้วก็เลยแทบไม่เคยใส่ใจว่าใครจะนิยามคำคำไหนแตกต่างจากผม เพราะมันมีคำอยู่เป็นแสน ๆ คำ และมีมนุษย์อยู่หลายล้านคนบนโลก เพราะฉะนั้นใครจะนิยามคำคำไหนว่ายังไงผมก็เลยไม่สนใจครับ เพราะผมคิดว่ามนุษย์หลายล้านคนบนโลกนิยามคำเป็นแสน ๆ คำในแบบที่แตกต่างจากผมจนมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 55555

 

 ตัวอย่างเช่น Jean-Luc Godard ก็อาจจะนิยามคำว่า film critic ในแบบนึง เพราะเขาเคยกล่าวประโยคคลาสสิคว่า "Americans don't have critics. For me, there are only two, James Agee and Manny Farber. The rest are reviewers."

 

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า Godard นิยามคำว่า film critic ไว้แบบนึง ซึ่งคำนิยามดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐอเมริกามี film critics จริง ๆ เพียงแค่สองคนเท่านั้น คือ James Agee และ Manny Farber

 

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่า Godard ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของเขา ผมก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของผมที่ไม่เหมือนกับ Godard และคนอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบที่แตกต่างจากผมและ Godard ครับ ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจว่าใครจะนิยามคำว่า film critic ในแบบไหนอะไรยังไง 55555

 

ตัวผมเองก็แทบไม่เคยตั้งใจที่จะเขียนวิจารณ์หนังครับ ผมแค่เขียนไดอารี่ จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ จดรายชื่อดาราหนุ่มหล่อ ๆ ในหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ให้ความสุขทางเพศแก่เรา เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเราเองจะลืม เพราะแต่ละปีเราดูหนังหลายพันเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเราได้จดบันทึกความรู้สึกนี้ไว้ อีก 1 ปีข้างหน้า หรืออีก 30 ปีข้างหน้า เรากลับมาอ่านมัน เราจะได้หวนรำลึกถึงหนังเรื่องนั้น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมก็ไม่ได้มองว่าผมเขียนวิจารณ์หนังเป็นหลักครับ เพราะจุดประสงค์หลักของผมคือการเขียนไดอารี่ และเนื่องจากตัวผมเองก็ชอบอ่าน “ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ" ผมก็เลยคิดว่าเราควรเผยแพร่ไดอารี่ของตัวเองให้คนอื่น ๆ ได้อ่านด้วย เพราะเราเองก็ชอบอ่านความรู้สึกส่วนตัวของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

 

เพราะฉะนั้นใจจริงแล้วผมก็เลยไม่ได้สนับสนุนให้ใครเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากใครเขียนวิจารณ์หนังแล้ว “มีความสุข” ผมก็สนับสนุนให้คนคนนั้นเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากเขาทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข

 

ส่วนตัวผมเอง ผมพบว่าการจดบันทึกความรู้สึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข ผมก็เลยเขียนในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนครับ ผมเองก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นการวิจารณ์หนัง อาจจะเรียกว่า

”การจดบันทึกความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” เสียมากกว่า 55555 แต่ผมรู้ว่าการเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ต้องแคร์ว่า มันเรียกว่าอะไร นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ผมก็เลยทำมันครับ และผมก็ชอบอ่านอะไรแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมไม่ได้ชอบอ่านแค่ “บทวิจารณ์” ผมชอบอ่านการที่คนต่าง ๆ เขียนถึงหนังเรื่องต่าง ๆ ในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียน โดยไม่ต้องแคร์แม้แต่นิดเดียวว่ามันเป็นการวิจารณ์หรือไม่ครับ

 

สรุปว่า ถ้าหากใครอยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ก็ทำไปครับ ถ้าหากคุณทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข แต่ผมเองไม่ได้อยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็น film critic ผมมีชีวิตอยู่เพื่อหาความสุขใส่ตัว เพราะฉะนั้นผมก็จะ “จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวและความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” หรือเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนต่อไปครับ ใครจะนิยามมันว่าอะไรยังไง มันก็ไม่มีความสำคัญแม้แต่นิดเดียว ขอแค่เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุข เราเขียนถึงหนังแบบไหนแล้วเรามีความสุข นั่นก็เพียงพอแล้ว

 

Edit เพิ่ม: ยอมรับว่า ในบางครั้ง เพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในบางสถานการณ์ ผมก็นิยามตัวเองว่า film critic หรือให้คนอื่น ๆ นิยามผมว่า film critic ได้ตามสบายครับ เพราะอาจจะมีงานเขียนบางชิ้นของผมที่คนอื่น ๆ มองว่าเข้าข่ายเป็นงานวิจารณ์

 

แต่ถ้าใครจะมองว่าผมไม่ใช่ film critic ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เพราะผมเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นไม่ใช่แก่นแท้ของผม และไม่ใช่เจตนาของผมเวลาเขียนถึงหนังส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ 55555

Tuesday, July 28, 2026

FILMS SEEN IN THE TAIWANESE DOCUMENTARY FILM FESTIVAL 2026

 

สถานทูตจีนในกรุงเทพควรนำหนังเรื่อง THE BIG PARADE (1985, Chen Kaige, 94min) กับ THE BLACK CANNON INCIDENT (1985, Huang Jianxin, 96min) มาจัดฉายตามโรงหนังไมโครซีเนม่าในไทย

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

5. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยหลินชิงเสีย และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคณะละครเวที 2 คณะที่มาซ้อมละครเวทีในโรงละครเดียวกัน แต่ในระหว่างที่การซ้อมละครเวทีสองเรื่องดำเนินไป โลกในละครเวทีสองเรื่องนี้ก็เหมือนค่อย ๆ เลือนเข้าหากันอย่างพิศวงมาก ๆ และระนาบความเป็นจริงในหนังเรื่องนี้ก็เลยเกิดความพิศวงตามไปด้วย

 

หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังแนวที่ “เบลอเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับความเป็นจริงนอกละครเวที” กลุ่มนี้มาก ๆ

 

1. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

2. LA PURITAINE (1986, Jacques Doillon, France)

 

3. VANYA ON 42ND STREET (1994, Louis Malle, UK/USA)

 

4. THE BABY OF MÂCON (1993, Peter Greenaway, Netherlands)

 

5. ALL THAT JAZZ (1979, Bob Fosse, USA)

+++

 

หนังที่เราได้ดูในเทศกาล TAIWAN DOCUMENTARY & FILM FESTIVAL IN THAILAND 2026

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

เรียงตามลำดับความชอบ

 

1. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

เราเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้

 

2. AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, Taiwan, documentary, 22min, A+30)

เศร้าใจมาก ๆ ที่หนังมากมายถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มหนังที่ดีงามมาก ๆ ด้วย

 

3. LA PALOMA (2026, Lu Yuan-chi, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบมากที่หนังสืบสาวราวเรื่องไปถึงโปแลนด์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

4. BACK HOME (2025, Tsai Ming-liang, Taiwan/Laos, documentary, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับ Chantal Akerman

 

5. A LONG WAY HOME (2025, Wu Nien-hua, Taiwan, documentary, A+30)

นึกว่าเป็น “เหรียญอีกด้าน” ของหนังเรื่อง A MISSING PART (2024, Guillaume Senez, France/Japan, A+30) เพียงแต่ว่า A LONG WAY HOME เล่าจากมุมมองของลูกสาว ส่วน A MISSING PART เล่าจากมุมมองของพ่อ

 

6. GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

อยากได้สี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้มากๆ ทำไมตอนเราเป็นสาวแรกรุ่นเราไม่เคยเจอสี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์แบบนี้บ้างนะ

 

Moment ที่แม่นางเอกกับเพื่อนแม่นางเอก พูดบ่นเสียดายที่ “ลูกค้าร้านตัดผมที่เอาแตงโมมาฝาก” เป็นผู้ชายที่แต่งงานมีเมียแล้ว ทำให้เรานึกถึงความสะเทือนใจอย่างรุนแรงเวลาที่เราอ่านนิยายของทมยันตี โดยเฉพาะนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” เพราะนิยายของทมยันตีหลาย ๆ เรื่องพูดถึง “ผู้หญิงที่เลือกสามีผิด” แล้วได้สามีเป็นคนเลว แล้วตัวละครก็ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกผู้ชายดี ๆ หรือเสียดายที่ “ผู้ชายดี ๆ” ที่เคยมาชอบเธอ ไม่กล้าบอกรักเธอตรง ๆ ในตอนนั้น เธอก็เลยเลือกผู้ชายเลว ๆ ที่กล้าสารภาพรักตรง ๆ มาเป็นผัว แล้วก็ได้แต่สำนึกเสียใจในภายหลังไปจนตลอดชีวิต

 

7. THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek-huat, Taiwan, about Malaysia, A+30)

ชอบหนัง documentary มากกว่าหนัง fiction ของ Lau Kek-huat

 

เราชอบ THE WAVES WILL CARRY US มาก ๆ นะ แต่จะแอบรู้สึกว่า ตัวละครแต่ละตัวมันถูกสร้างมาเพื่อเป็น “ตัวแทน” ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในมาเลเซียน่ะ คนจีนที่ประนีประนอม, คนจีนที่ลุกขึ้นสู้, คนจีนที่หาทางเอาตัวรอด, etc. เพราะฉะนั้นตัวละครแต่ละตัวก็เลยเหมือนถูกสร้างมาเพื่อสื่อประเด็นของหนัง มันก็เลยทำให้พลังในหนัง fiction ของ Lau Kek-huat มันไม่รุนแรงเท่ากับหนังสารคดีของเขาในความรู้สึกของเรา

 

8. THE SPARKLE IN OUR LIVES (2023, Yu Wei-jing, Taiwan, documentary, 20min, A+30)

ชอบน้องชายของผู้กำกับ 55555

 

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUNDAY (2010, Siwapond Cheejedreiw, Thailand, documentary) ที่นำเสนอภาพชีวิตของครอบครัวคนธรรมดาที่อบอุ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

 

9. PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับภาพยนตร์ของ Saroot Supasuthivech

 

10. SPI (2025, Sayan Simung, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบน้องเขยของผู้กำกับ 55555 แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า น้องเขยของผู้กำกับมาจากเผ่าอะไร จำได้แต่ว่าเป็นคนละเผ่ากับตัวผู้กำกับ

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราเลยไปค้นดูว่า Laha Mebow มาจากเผ่าเดียวกันกับ Sayan Simung หรือเปล่า ซึ่งก็ปรากฏว่า Laha Mebow ก็มาจากเผ่า Tayal เหมือนกัน โดย Laha Mebow เคยกำกับหนังเรื่อง HANG IN THERE, KIDS! (2016) กับ 32 KM – 60 YEARS (2018) ที่เราชอบสุดขีดทั้งสองเรื่อง

 

11. WE LIVE UNDERGROUND (2023, Xiao Yu-ru, Taiwan, documentary, 26min, A+30)

อิจฉาประเทศที่มีสวัสดิการสังคมดี ๆ แบบนี้

 

12. WHERE THE SEA BREEZE BLOWS (2024, Chen Shao-chun, Taiwan, documentary, 37min, A+30)

เหมือนเป็นคู่แฝดคนละฝาของ  A LONG WAY HOME เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง mental violence ภายในครอบครัวผู้กำกับเหมือนกัน และมี “ปริศนาที่ไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน” ภายในครอบครัวของตัวผู้กำกับเหมือน ๆ กัน

 

ในแง่หนึ่งก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถฉายควบกับ DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 8min) ได้ เพราะหนังทั้งสองเรื่องจับเอา “บรรยากาศ” ของเรือเฟอร์รี่ออกมาได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

13. WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดู ที่พูดถึงชนเผ่า Tohono O’odham ในสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วน PUSHING HANDS, THE WEDDING BANQUET, EAT DRINK MAN WOMAN, “KUEI-MEI, A WOMAN” เราเคยดูมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

สรุปว่าชอบหนังทั้ง 13 เรื่องที่เราได้ดูในเทศกาลหนังไต้หวันในปีนี้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

RIP KEIGO HIGASHINO (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขาเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง แต่ก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ นะ ซึ่งก็คือ

 

1. LAPLACE’S WITCH (2018, Takashi Miike, Japan)

 

2. MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuji Suzuki, Japan)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง THE CRIMES THAT BIND (2018, Katsuo Fukuzawa) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลหนังญี่ปุ่นในกรุงเทพด้วย แต่วันนั้นเราป่วยเป็นจอประสาทตาฉีกขาด เราก็เลยไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ และเราก็เลยยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เราเคยเขียนถึง MASQUERADE HOTEL ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10222334950185982&set=a.10222283837628200

+++

 

โรงงาน TSMC ARIZONA นี่มันโรงงานที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30) ที่เพิ่งเข้าฉายในกรุงเทพใช่ไหมคะ

+++

 

ฉากฝนตกในความทรงจำ ก็คือ TILL I KNOW กว่าจะรู้เดียงสา (1987, Chana Kraprayoon) เพราะการที่ฝนตกช่วยเปิดโอกาสให้นางเอกสามารถจับสุริยา เยาวสังข์มาทำผัว (ภาพประกอบในคอมเมนท์)

 

เออ ใช่ หนังเรื่อง RAIN (2001, Christine Jeffs, New Zealand) ก็เหมือนไม่มีฝนตกในหนังเหมือนกัน 55555

+++

 

VIETNAM MEDIA SHOW AT GOETHE PROGRAM

Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025)
  • Le-Bac-Tan: Fierce Childhood (2018)
  • Nguyễn Duy Anh & Trần Uy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019)
  • Huytengmeng: Cardio (2018)
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026)

 

+++

 

งดงามที่สุด เราเคยดู THE FEATHER FAIRY ในโรงภาพยนตร์ตอนมันมาฉายในเทศกาลหนังอียูในกรุงเทพเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน จำได้ว่าฉากบอลลูนติดตามาก ๆ

 

เราจำหนังเรื่องนี้ได้ดี เพราะว่าปกติแล้วเทศกาลหนังอียูมักจะฉายแต่หนังใหม่ ๆ คือประเทศส่วนใหญ่จะเลือกหนังค่อนข้างใหม่ของชาติตนเองมาฉายประชันกันในเทศกาลนี้ แต่มีสโลวาเกียนี่แหละที่เลือกหนังเก่ามาฉายในปีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสโลวาเกียเป็นประเทศเกิดใหม่ในปี 1993 และหนังภาษาสโลวักมันมีจำนวนไม่มากนักหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน

Sunday, July 26, 2026

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written by Grok AI)

 

ฉันรักเขา Spencer Oliver นักมวยในภาพยนตร์เรื่อง NOBLE ART (2003, Pascal Deux, France, documentary, A+30)

 

ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

3. OUR NEIGHBOR (1963, Li Hsing, Taiwan)

 

หนึ่งในหนังกลุ่ม healthy realism ของไต้หวันที่ดีงามมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังกลุ่ม Neorealist ของอิตาลีด้วย

 

เหมาะฉายควบกับ FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, 119min) มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน” เหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องมีความ humanist มาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

RIP CHUCK RUSSELL (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับเพียงแค่ 6 เรื่อง โดยหนังของเขาที่เราเคยดูก็มีเรื่อง

 

1. A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS (1987)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก Patricia Arquette, Laurence Fishburne และ Jennifer Rubin ร่วมแสดงในภาคนี้ด้วยนะ

 

เราชอบตัวละครของ Jennifer Rubin ในภาคนี้มาก ๆ เหมือนเธอมีวิทยายุทธ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ดูแล้วนึกถึงตัวละคร “สาววิทยายุทธ” ใน HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

 

2. THE BLOB (1988)

 

3. THE MASK (1994)

 

4. ERASER (1996)

 

5. THE SCORPION KING (2002)

 

6. JUNGLEE (2019, India, A+25)

 

สรุปว่า เราชอบ  A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS มากที่สุดในบรรดา 6 เรื่องนี้ ส่วน JUNGLEE เราก็ชอบมาก ในขณะที่ THE BLOB กับ ERASER นั้น จัดอยู่ในระดับพอดูได้ ส่วนหนังเรื่อง THE MASK กับ THE SCORPION KING นี่จัดอยู่ในกลุ่มหนังที่เราเกลียด

 

ภาพจาก A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS และ JUNGLEE

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30)

GIRL (2002, Dorothée Van Den Berghe, Belgium, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง GIRL มาแล้ว 3 เรื่อง ทั้งของไต้หวัน, เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่าเราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่องเลย ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด เราว่าทั้งสามเรื่องมีการกำกับที่ดีมาก ๆ และเหมือนทั้ง 3 เรื่องมันดีงามมาก ๆ ในแบบที่แตกต่างกันไป

 

2. GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30) อาจจะโดดเด่นมากที่สุดในบรรดา 3 เรื่องนี้ เพราะมันเล่าเรื่องของกะเทยสาวแสนสวย ปัญหาเรื่อง gender ของเธอทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก ๆ แต่เราอาจจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเราว่าตัวละครของเธอเรียบร้อยเกินไปจนเราแอบรำคาญตรงจุดนี้ 555

 

3. GIRL ของ Shu Qi ก็ดีงามมาก ๆ ชอบที่มันเหมือนเล่าชีวิตคนจริง ๆ ที่ต้องรับมือกับปัญหาต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่ต้องมีบทเรียนอะไรชัดเจน คือเรารู้สึกว่าตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ exist เพราะมันเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่ดำรงอยู่เพื่อชีวิตของตัวมันเองน่ะ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า มัน exist เพียงเพื่อเป็น function ทางบทภาพยนตร์และนำไปสู่บทสรุปอะไรบางอย่าง

 

3. GIRL ของเบลเยียมก็ดีงามสุดขีด จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมันเล่าทั้งเรื่องราวชีวิตของเด็กสาว, แม่ และยาย แต่ตัวแม่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เผชิญปัญหาชีวิตรุนแรงมากเท่ากับแม่ใน GIRL ของซูฉี

 

จุดนึงที่เราชอบใน GIRL ของเบลเยียมมาก ๆ ก็คือเด็กสาวนางเอกของหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่สวย หนุ่ม ๆ ไม่มาสนใจเธอ เหมือนเธอคง want หนุ่ม ๆ แต่หนุ่ม ๆ ไม่ยอมเอาเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

เราก็เลยอินกับ GIRL ของเบลเยียมอย่างรุนแรงที่สุดตรงจุดนี้ เพราะว่าตัวละครนางเอกใน GIRL ของ Shu Qi และ GIRL ของ Lukas Dhont ก็ยังคงดูเหมือนได้รับความสนใจจากหนุ่ม ๆ อยู่บ้าง ซึ่งเรามักจะไม่อินกับตัวละคร “สาวสวย” อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น GIRL ของเบลเยียมก็เลยมีจุดแข็งเหนือหนังเรื่องอื่น ๆ ตรงจุดนี้

 

4. ส่วนของไทยก็มีหนังเรื่อง “เด็กสาว” (2013, ฟ้า พูลวรลักษณ์) นะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า BLOOM ซึ่งตัวเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้

++++

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid035vBvfhoNVRKiNmAMDU2rChbkWq2zi8vxE77BNbX12Zs4oE5jYw8TtVzhJUeQf8nPl

 

In a world where the divine realms of ancient India and Greece bleed into each other through a cosmic rift opened by rival gods (Vishnu and Zeus, each seeking to humble the other’s pantheon), two legendary abductions cross paths and ignite an epic war that spans oceans, empires, and destinies.

 

Act I: The Crossed Thefts

 

Paris of Troy, guided by Aphrodite’s promise of the world’s most beautiful woman, sails not to Sparta but through the rift to the forests of Panchavati. There he finds Sita, wife of the exiled prince Rama. Enchanted by her grace and convinced she is the true prize Aphrodite intended, Paris abducts her and returns to Troy, believing he has claimed an Eastern goddess.

 

At the same moment, Ravana of Lanka, seeking a consort worthy of his ten heads and vast power, learns of Helen of Sparta through the same rift. Viewing her as a living embodiment of desire greater even than Sita, Ravana descends upon Sparta in his Pushpaka Vimana, defeats Menelaus’s guards in a whirlwind of sorcery and strength, and carries Helen away to Lanka.

 

When Rama discovers Sita missing, he finds only Paris’s Trojan arrow and a scrap of Greek fabric. Across the seas, Menelaus learns Helen has been taken not by a Trojan prince but by a multi-headed rakshasa king. Both wronged husbands swear vengeance—but against the wrong civilizations.

 

Act II: Alliances of Fury

 

Rama, Lakshmana, and Hanuman gather the vanara army, yet their path leads not to Lanka but across the rift to the shores of Asia Minor. Meanwhile, Agamemnon assembles the Greek fleet—Achilles, Odysseus, Ajax, and the rest—not for Troy, but for the golden island of Lanka.

 

The two armies collide in confusion on neutral ground. Rama and Achilles nearly come to blows before realizing their true enemies have stolen each other’s queens. A fragile alliance forms: the disciplined dharma of Rama’s forces joins the fierce glory-seeking of the Greeks. Hanuman and Odysseus become unlikely strategists; Lakshmana and Patroclus spar as brothers-in-arms; Bhima’s raw power finds its match in Ajax.

 

In Lanka, Helen refuses to yield to Ravana, matching his intellect with Spartan steel and quiet defiance. In Troy, Sita maintains her purity and dignity, her unwavering devotion to Rama unsettling even the Trojan court. Paris grows increasingly desperate as he realizes Sita will never accept him; Ravana grows obsessed, seeing in Helen a prize that might finally silence the curse hanging over his line.

 

The gods intervene and interfere. Indra and Athena trade barbs and favors. Surpanakha and Cassandra exchange prophecies of doom. The rift widens, threatening to merge the worlds permanently.

 

Act III: Twin Sieges

 

The allied armies split. Rama, Achilles, and a mixed force of vanaras and Myrmidons lay siege to Troy to free Sita. Simultaneously, Agamemnon, Lakshmana, Odysseus, and Hanuman assault Lanka to reclaim Helen.

 

In Troy, the wooden-horse stratagem is reborn as a giant mechanical vanara engineered by Nala and Odysseus. Paris falls in single combat not to Menelaus, but to Rama, who grants him a warrior’s death after hearing his misguided passion. Sita is rescued, her trial by fire witnessed by both Greek and Indian gods.

 

In Lanka, the battle rages across bridges of floating stone and flaming arrows. Ravana’s brothers fall one by one. The final duel pits Ravana against a combined front: Achilles’ speed and spear against Ravana’s many arms, while Hanuman and Odysseus dismantle the city’s defenses from within. Helen herself turns the tide by freeing imprisoned Greek and vanara captives, proving she is no passive prize.

 

Ravana is defeated, but not before he curses the alliance: the two worlds will never fully separate again. Helen is restored to Menelaus, yet she carries knowledge of Lanka’s libraries that will reshape Greek thought. Sita returns to Rama, her ordeal having forged an unbreakable bond between the two cultures.

 

Epilogue

 

The rift slowly closes, but not before merchants, poets, and warriors carry stories both ways. The Ramayana gains verses of Trojan courage; the Iliad remembers a monkey-god who leapt the walls of Troy. Rama and Helen exchange a single, respectful glance across the battlefield of the gods—two figures who were never meant to meet, yet whose abductions rewrote both epics.

 

The novel explores dharma versus kleos (glory), the agency of the “stolen” women, the cost of divine games, and the strange kinship between honor-bound warriors from distant lands. It is a tale of crossed destinies, where the greatest kidnappings in myth collide—and force two ages of heroes to become one.

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

ยอมรับเลยว่า Grok AI ทำให้กูเสพติดจริง ๆ คือจนถึงตอนนี้เรายังไม่มีเวลาไปดูหนังเรื่อง THE ODYSSEUS ของ Christopher Nolan แต่พอดีวันนี้เรามีเวลาว่างนิดนึง เราเลยทดลองให้ Grok AI แต่งพล็อตเรื่อง HELEN OF LANKA, SITA OF TROY และนี่คือผลงานการแต่งของ Grok AI โดยภาพประกอบก็วาดโดย Grok AI

 

สิ่งที่แอบฮาคือมีตัวละคร ภีมะ จาก มหาภารตะ โผล่เข้ามาในเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้อีนัง Grok AI ใส่เข้ามาได้ยังไง 55555

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY

 

ในโลกที่อาณาจักรเทพเจ้าแห่งอินเดียโบราณและกรีกโบราณเชื่อมต่อกันผ่านรอยแยกจักรวาล ที่เกิดจากเทพเจ้าคู่แข่ง (พระวิษณุและซุส) พยายามลดทอนอำนาจของฝ่ายตรงข้าม การลักพาตัวในตำนานสองเรื่องจึงพัวพันกัน และจุดชนวนสงครามมหากาพย์ที่แผ่ขยายไปทั่วทะเล อาณาจักร และชะตากรรม

 

ภาคที่ 1: การลักพาที่ไขว้กัน

 

ปารีสแห่งทรอย ได้รับคำสัญญาจากอะโฟรไดท์ว่าจะได้หญิงงามที่สุดในโลก เขาจึงแล่นเรือไม่ใช่ไปสปาร์ตา แต่ผ่านรอยแยกไปยังป่าปัญจวัฏติ ที่นั่นเขาพบนางสีดา ภรรยาของเจ้าชายรามผู้ถูกเนรเทศ หลงใหลในความสง่างามของนางและเชื่อว่านางคือรางวัลที่แท้จริงที่อะโฟรไดท์ตั้งใจให้ ปารีสจึงลักพานางสีดากลับไปทรอย โดยคิดว่าตนได้ครอบครองเทพีจากตะวันออก

 

ในเวลาเดียวกัน ทศกัณฐ์ราวณะแห่งลงกา ผู้แสวงหาชายาที่คู่ควรกับสิบเศียรและอำนาจอันมหาศาล ได้รับรู้เรื่องเฮเลนแห่งสปาร์ตาผ่านรอยแยกเดียวกัน มองนางเป็นตัวตนแห่งความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่สีดา ทศกัณฐ์ราวณะจึงลงมาที่สปาร์ตาด้วยยานบุษบก เอาชนะทหารองครักษ์ของเมเนเลอัสด้วยเวทมนตร์และพละกำลัง แล้วพาเฮเลนกลับไปลงกา

 

เมื่อรามค้นพบว่าสีดาหายไป เขาพบเพียงลูกธนูของชาวทรอยและเศษผ้ากรีก ในขณะที่เมเนเลอัสทราบว่าเฮเลนถูกพาตัวไปไม่ใช่โดยเจ้าชายทรอย แต่โดยราชาอสูรสิบเศียร สามีทั้งสองที่ถูกกระทำผิดสาบานว่าจะแก้แค้น—แต่กลับมุ่งไปยังอารยธรรมที่ผิดฝั่ง

 

ภาคที่ 2: พันธมิตรแห่งความโกรธแค้น

 

ราม ลักษมณ และหนุมานรวบรวมกองทัพวานร แต่เส้นทางของพวกเขาไม่ได้มุ่งไปลงกา หากแต่ข้ามรอยแยกไปยังชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ ในขณะเดียวกัน อะกาเมมนอนรวบรวมกองเรือกรีก—อะคิลลีส โอดิสซีอุส อาแจ็กซ์ และคนอื่นๆ—ไม่ใช่เพื่อทรอย แต่เพื่อเกาะทองคำแห่งลงกา

 

กองทัพทั้งสองปะทะกันอย่างสับสนบนดินแดนที่เป็นกลาง รามกับอะคิลลีสเกือบจะฆ่ากันก่อนจะตระหนักว่าศัตรูตัวจริงได้ขโมยราชินีของกันและกัน พันธมิตรที่เปราะบางจึงก่อตัวขึ้น: ธรรมะอันเคร่งครัดของกองทัพรามผสานกับจิตวิญญาณแห่งเกียรติยศของชาวกรีก หนุมานกับโอดิสซีอุสกลายเป็นนักวางแผนที่ไม่น่าเป็นไปได้ ลักษมณกับพาโทรคลัสฝึกฝนราวกับพี่น้อง ภีมะกับอาแจ็กซ์พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ

 

ในลงกา เฮเลนไม่ยอมจำนนต่อทศกัณฐ์ราวณะ เธอใช้สติปัญญาแบบสปาร์ตาและความท้าทายอันเงียบสงบต่อสู้กับเขา ในทรอย สีดารักษาความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรี ความจงรักภักดีอันแน่วแน่ต่อรามทำให้แม้แต่ราชสำนักทรอยต้องสั่นสะท้าน ปารีสยิ่งสิ้นหวังเมื่อตระหนักว่าสีดาจะไม่มีวันยอมรับเขา ทศกัณฐ์ราวณะยิ่งหมกมุ่น มองเฮเลนเป็นรางวัลที่อาจทำให้คำสาปในสายเลือดของเขาเงียบสงบลงได้ในที่สุด

 

เทพเจ้าทั้งสองฝ่ายเข้าแทรกแซงและแทรกซ้อน อินทร์กับอะธีนาแลกเปลี่ยนคำเสียดสีและพรสุรปนักขากับแคสแซนดราแลกเปลี่ยนคำทำนายแห่งหายนะ รอยแยกขยายตัวกว้างขึ้น คุกคามที่จะรวมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

ภาคที่ 3: การล้อมเมืองคู่ขนาน

 

กองทัพพันธมิตรแบ่งกำลัง ราม อะคิลลีส และกองกำลังผสมวานรกับเมอร์มิดอนล้อมทรอยเพื่อปลดปล่อยสีดา ในเวลาเดียวกัน อะกาเมมนอน ลักษมณ โอดิสซีอุส และหนุมานบุกโจมตีลงกาเพื่อทวงคืนเฮเลน

 

ในทรอย กลยุทธ์ม้าไม้ถูกสร้างใหม่เป็นวานรกลขนาดมหึมา ที่นละและโอดิสซีอุสร่วมกันออกแบบ ปารีสล้มลงในการต่อสู้ตัวต่อตัวไม่ใช่กับเมเนเลอัส แต่กับราม ผู้มอบความตายอย่างนักรบให้หลังจากได้ยินความหลงใหลที่ผิดพลาดของเขา สีดาได้รับการช่วยเหลือ การพิสูจน์ด้วยไฟของนางถูกเทพเจ้าทั้งกรีกและอินเดียเป็นพยาน

 

ในลงกา การรบดุเดือดบนสะพานหินลอยและลูกศรเพลิง พี่น้องของทศกัณฐ์ราวณะล้มลงทีละคน การดวลครั้งสุดท้ายนำทศกัณฐ์ราวณะเผชิญหน้ากับแนวร่วม: ความเร็วและหอกของอะคิลลีสปะทะกับแขนมากมายของทศกัณฐ์ราวณะ ขณะที่หนุมานและโอดิสซีอุสถอดระบบป้องกันเมืองจากภายใน เฮเลนเองเป็นผู้พลิกสถานการณ์ด้วยการปลดปล่อยเชลยชาวกรีกและวานร พิสูจน์ว่านางไม่ใช่เพียงรางวัลที่ไร้ซึ่งอำนาจ

 

ทศกัณฐ์ราวณะพ่ายแพ้ แต่ก่อนตายเขาสาปแช่งพันธมิตร: โลกทั้งสองจะไม่มีวันแยกจากกันอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เฮเลนกลับคืนสู่เมเนเลอัส แต่เธอพกพาความรู้จากห้องสมุดแห่งลงกาที่จะหล่อหลอมความคิดของกรีก สีดากลับคืนสู่ราม ผ่านการทดสอบที่หลอมรวมสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองวัฒนธรรม

 

บทส่งท้าย

รอยแยกค่อยๆ ปิดลง แต่ไม่ทันที่พ่อค้า กวี และนักรบจะนำเรื่องราวไปทั้งสองฝ่าย รามายณะได้รับบทกวีแห่งความกล้าหาญของชาวทรอย อีเลียดจดจำเทพวานรที่กระโดดข้ามกำแพงทรอย รามกับเฮเลนแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเพียงครั้งเดียวข้ามสนามรบของเทพเจ้า—สองตัวละครที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้พบกัน แต่การลักพาตัวของพวกเขาได้เขียนตำนานทั้งสองใหม่

 

นวนิยายเรื่องนี้สำรวจธรรมะกับเคลออส (เกียรติยศ) อำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงที่ “ถูกลักพา” ราคาของการละเล่นของเทพเจ้า และมิตรภาพอันประหลาดระหว่างนักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติจากดินแดนห่างไกล มันคือเรื่องราวของชะตากรรมที่ไขว้กัน ที่ซึ่งการลักพาตัวยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานได้ปะทะกัน—และบังคับให้นักรบสองยุคกลายเป็นหนึ่งเดียว

+++

 

วันนี้เราไปดูนิทรรศการ FORGETTING SADNESS TELLING STORIES (ลืม เส้า เล่า เรื่อง) ของ MaMa Gold ที่ Art4C เราประทับใจกับประวัติชีวิตของ MaMa Gold มาก ๆ เราก็เลยต้องถ่ายรูปแผ่นป้ายที่เล่าประวัติของศิลปินเก็บไว้ด้วย

+++

 

เพิ่งได้อ่านคอลัมน์นี้ เกี่ยวกับ “subculture of Thais who champion paper and drawing” ดีใจมากที่เขาพูดถึงต้นกำเนิดของนิตยสาร BIOSCOPE ในรูปแบบของ “หนังสือทำมือ” ด้วย

 

ส่วนตัวเรานั้นก็นิยมอ่านหนังสือต่าง ๆ ที่ทำจากกระดาษอยู่นะ ไม่ใช่เพราะว่าเราชอบกระดาษเป็นพิเศษหรืออะไร แต่เป็นเพราะว่าเราเป็นคนยุคเก่า เราอายุ 53 ปีแล้ว เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็น เราก็เลยยังคงเคยชินกับการฟัง tape cassette, จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ลงกระดาษสมุด และอ่านหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษอยู่ เหมือนตัวเราส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในทศวรรษ 1980 55555