Showing posts with label HORROR. Show all posts
Showing posts with label HORROR. Show all posts

Friday, October 30, 2026

RIP PETER MEDAK

 

วินมอเตอร์ไซค์ชอบเรียกเราว่า “เฮีย” แต่เราอยากให้เขาเรียกเราว่า “น้องสาว” มากกว่า

https://web.facebook.com/reel/2029700951056613

+++

 

ซื้อหนังสือ WANT ของ Gillian Anderson มาให้ลูกหมีอ่าน หนังสือเล่มนี้ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 2024 และเป็นการรวบรวมจินตนาการทางเพศของผู้หญิงทั่วโลก โดยมี Gillian Anderson เป็นคนรวบรวม

 

หนังสือเล่มนี้สามารถหาซื้อได้ที่ Kinokuniya นะ

+++

 

เพิ่งรู้ว่าในประเทศ Antigua and Barbuda ในทะเลแคริบเบียนนั้น มีความพยายามจะแยกประเทศ Barbuda ออกจาก Antigua โดย Barbuda นั้นมีประชากรแค่ราว 2200 คน แต่ Antigua มีประชากรราว 93000 คน

 

คือเรานึกไม่ถึงว่า ในประเทศที่มีขนาดเล็กสุดขีดแบบ Antigua and Barbuda ก็ยังมีความพยายามจะแยกประเทศออกไปอีก โดยประเทศที่ต้องการจะแยกออกไปอาจจะมีประชากรแค่ราว 2000 คน รุนแรงมาก (ข้อมูลพวกนี้มาจาก wikipedia)

+++

 

หากพูดถึงต้นไม้ เรานึกถึงหนังเรื่อง BAOBAB (2000, Laurence Attali, France/Senegal) หนังเรื่องนี้มีให้ดูฟรีใน Vimeo นะ

https://vimeo.com/178261399

+++

 

เพิ่งเห็นว่าที่ Cine Scene Zine เขาบอกว่าจะฉายตอน 19.00 น. โดยต้องจองล่วงหน้า

We will open our space with a video program, curated by Videotage (Hong Kong) and Forum Lengteng (Jakarta), happening on November 6 and 7 (starting at 7pm). The videos will be subtitled in English and there will be a Q&A on November 6.

For a complete overview of the program, plus two curatorial essays, please check the Program for 6-7 November.

Also, let us know (via email) if you would like to attend any of the two screenings (or both) as space is limited. 

+++

 

วันนี้ SF Central World มีหนังฉาย 22 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนี้เราได้ดูไปแล้วแค่ 9 เรื่อง

 

มีหนังเรื่อง TOM & JERRY: FORBIDDEN COMPASS (2025, Gang Zhang, China, animation, 104min) ฉายด้วยนะ

+++

RIP PETER MEDAK (1937-2026)

 

เราเคยดูหนัง/ละครโทรทัศน์ที่เขากำกับแค่ 6 เรื่องเอง

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE CHANGELING (1980, Canada)

 

2. THE TWILIGHT ZONE: STILL LIFE (1986)

ชอบแดนสนธยาตอนนี้มาก ๆ เกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปที่เคยดูดวิญญาณคนป่าเผ่าหนึ่งเข้ามาไว้ในกล้อง เพราะฉะนั้นพอใครมาใช้กล้องนี้ต่อ วิญญาณคนป่าก็จะค่อย ๆ หลุดออกมาจากกล้อง

 

3. THE TWILIGHT ZONE: PERSONAL DEMONS (1986)

แดนสนธยาตอนนี้นี่ถือเป็น one of my most favorites of all time เลย มันดูเป็น meta fiction มาก ๆ และสามารถนำไปฉายควบกับหนัง meta แบบ ADAPTATION. (2002, Spike Jonze) อะไรพวกนี้ได้สบาย ๆ กราบตีนมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

4. THE TWILIGHT ZONE: BUTTON, BUTTON (1986)

ชอบแดนสนธยาตอนนี้อย่างรุนแรงมาก มันสร้างมาจากบทประพันธ์ BUTTON, BUTTON (1970) ของ Richard Matheson ที่เหมือนเคยถูกแปลเป็นภาษาไทยลงในนิตยสาร “ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์” และต่อมาบทประพันธ์ดังกล่าวก็ถูกนำไปสร้างเป็นหนังเรื่อง THE BOX (2009, Richard Kelly, A+30) ด้วย

 

5. BEAUTY AND THE BEAST SEASON 1 EPISODE 8: SONG OF ORPHEUS (1987, TV series)

เราชอบละครทีวีเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ และเราน่าจะได้ดู episode นี้นะ ถ้าจำไม่ผิด

 

6. THE KRAYS (1990, UK)

 

จริง ๆ แล้วเราคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยดู THE TWILIGHT ZONE อีกสองตอนที่ Peter Medak กำกับด้วยนะ ซึ่งก็คือตอน DEAD WOMAN’S SHOES (1985) ที่นำแสดงโดย Helen Mirren กับตอน GRACE NOTE (1986) แต่เนื่องจากเวลามันผ่านมานาน 40 ปีแล้วหลังจากเราได้ดู “แดนสนธยา” สองตอนนั้น เราก็เลยไม่มั่นใจ 100% เต็มว่าเราเคยดูสองตอนนั้นจริง ๆ หรือเปล่า

 

Peter Medak เคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE RULING CLASS (1972, UK, 154min) ด้วยนะ แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้

 

อยากให้มีคนจัดงาน Peter Medak Retrospective มาก ๆ เพราะเราอยากดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่เขากำกับ อย่างเช่น

 

1. THE RULING CLASS

เห็นเพื่อนบอกว่า หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับ THE DEVILS (1971, Ken Russell) มาก ๆ

 

2. A DAY IN THE DEATH OF JOE EGG (1972, UK)

 

3. THE THIRD GIRL FROM THE LEFT (1973)

นำแสดงโดย Kim Novak

 

4. THE ODD JOB (1978, UK)

 

5. ZORRO: THE GAY BLADE (1981)

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ George Hamilton ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำดารานำชายหนังตลกด้วย แต่ปีนั้นผู้ชนะรางวัลลูกโลกทองคำคือ Dudley Moore จาก ARTHUR (1981, Steve Gordon)

 

6. NABOKOV ON KAFKA (1989, USA, 30min)

 

7. LA VOIX HUMAINE (1990, France, 60min)

 

8. LET HIM HAVE IT (1991, UK)

 

9. PONTIAC MOON (1994)

 

10. THE GHOST OF PETER SELLERS (2018, Cyprus, documentary, 93min)

 

ภาพจาก ZORRO: THE GAY BLADE

+++

 

I HAVE NO CHOICE AND I MUST CHOOSE ฉันไม่มีทางเลือกและฉันต้องตัดสินใจ (2026, Natthakan Kaesontamkittiwut ณัฐกันต์ เกสรธัมกิตติวุท, video installation, 7.10min, A+30)

 

ชอบวิดีโอนี้มาก ๆ ภาพในวิดีโอเหมือนมาจากวิดีโอเกม ส่วนตัวเนื้อเรื่องของวิดีโอทำให้เรานึกถึงสงครามอิรัก, สงครามอิหร่าน, สงครามกาซา, etc. เราคิดว่าตัววิดีโอนี้เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง NAZA (2026, Yuval Abraham, Rachel Szor) มาก ๆ

 

มีแผ่นพับการ์ตูนวางไว้ประกอบวิดีโอนี้ด้วย และในแผ่นพับนี้มีการอธิบายความหมายของคำว่า tragedy แต่เอาความหมายของคำว่า comedy ไปใส่ไว้แทน รุนแรงมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ซีคอนสแควร์

+++

 

A MECHANISM THAT REPEATS DEATH แต่ความตายที่ถูกผลิตซ้ำบนสายพานของความจริงเทียม (2026, Fais Hadsaram ฟาอิซ หัสราม, video installation, 14min, A+30)

 

ชอบวิดีโอนี้มาก ๆ เราเข้าใจว่าตัววิดีโอพูดถึงปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยใช้ภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ซึ่งมันออกมาดูแล้วหลอนมาก ๆ

 

ตัวเนื้อเรื่องของวิดีโอแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่าเรื่องสามีของเธอที่หายสาบสูญไป โดยเสียงเล่านี้ไม่ได้ใช้ภาษาไทย (เราไม่แน่ใจว่าภาษาที่ใช้ในหนังเรื่องนี้คือภาษายาวีหรือภาษาอะไร) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องเล่าในภาษาไทยของผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ดี ๆ ก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างบังคับให้เขาสวมบทบาทผู้ก่อการร้าย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ โดยเนื้อเรื่องทั้งสองส่วนนี้จะเล่าควบคู่กันไป ตัดสลับกันไปมา

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ซีคอนสแควร์

 

TRIPTYCH OF YANTRA ตรีมูรติ (2025, Ekkarat Manameteekul เอกรัตน์ มานะเมธีกุล, video installation, 15min, A+30)

 

1. ชอบวิดีโอนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ มันทรงพลังสุด ๆ สำหรับเรา คิดว่าจริง ๆ แล้วมันเหมาะฉายในโรงภาพยนตร์ในจอใหญ่มาก ๆ เพราะว่าวิดีโอนี้มันเหมาะสำหรับ “การให้ร่างกายของผู้ชมถูกอาบไล้ด้วยแสงจากจอภาพยนตร์” น่ะ เหมือนกับหนังเรื่องต่าง ๆ ของ Takashi Makino และหนังเรื่อง CONTRE-JOUR (2009, Christoph Girardet, Matthias Müller, Germany)

 

2. แต่อย่าถามว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เพราะเราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน 55555

 

3. สิ่งต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็มีเช่น

 

3.1 found footage จากละครทีวีอินเดียเกี่ยวกับเทพเจ้าต่าง ๆ

 

3.2 found footage จากหนังอย่าง SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM และ UN CHIEN ANDALOU

 

3.3 คลิปรถถัง

 

3.4 ฉากท้องฟ้า, อาคาร, เสาไฟ

 

3.5 ฉากการผ่าตัดตา

 

3.6 ฉากการยิงขีปนาวุธ

 

3.7 ภาพข่าวการประท้วงอะไรสักอย่าง

 

3.8 คลิปข่าวจอห์น เอฟ เคนเนดี้ถูกลอบสังหาร

 

3.9 คลิปข่าวภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่, พายุ

 

4. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า วิดีโอนี้ต้องการพูดถึงพระตรีมูรติหรือเปล่า พระพรหม ผู้สร้างโลก, พระนารายณ์ ผู้ปกป้องคุ้มครองจักรวาล และพระอิศวร  ผู้ทำลายโลกเพื่อให้เกิดการสร้างใหม่

 

เราเดาว่าวิดีโอนี้อาจจะเน้นไปที่พระอิศวรหรือเปล่านะ เพราะสิ่งนี้มันเชื่อมโยงได้กับคลิปภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อยู่ในวิดีโอนี้

 

เราดูวิดีโอนี้ที่ซีคอนสแควร์

 

+++

 

ลิสท์หนังสยองขวัญ 8 เรื่องในบทความของ Mubi งดงามที่สุดดดดด มีคุณ Ratchapoom Boonbunchachoke เขียนถึงหนังเรื่อง เมืองในหมอก (1978, Permpol Choei-arun) ด้วย

 

ใน 8 เรื่องนี้เราเคยดูแค่ 2 เรื่องนะ ซึ่งก็คือ เมืองในหมอก กับ REMINGTON AND THE CURSE OF THE ZOMBADINGS (2011, Jade Castro, Philippines)  ส่วนอีก 6 เรื่องที่เหลือเรายังไม่เคยดู ซึ่งก็คือ SUKKUBUS (1989, Georg Tressler, West Germany), HELL’S GATE (2007, Omar Ali Khan, Pakistan), DACHRA (2018, Abdelhamid Bouchnak, Tunisia), VAMPIR-CUADECUC (1970, Pere Portabella, Spain), LEPTIRICA (1973, Dorde Kadijevic, Yugoslavia), PROPERTY (2022, Daniel Bandeira, Brazil) อยากดูทั้ง 6 เรื่องนี้มาก ๆ อยากให้มีคนเอาหนังทั้ง 6 เรื่องนี้มาฉายในไทยในช่วงเทศกาลฮัลโลวีนปีหน้า

 

https://mubi.com/en/notebook/posts/multiplex-ghoulish-globetrotting

 

+++

 

น้องหมีที่ Emporium น่ารักมาก ๆ

+++

 

วันนี้เราเดินทางไปถึง Dib26 ตอนราว ๆ 18.20 น.เพื่อดูภาพวาดของ Henri Matisse และศิลปินคนอื่น ๆ ปรากฏว่าเราเข้าไปดูไม่ได้ เพราะว่าผู้ชมนิทรรศการนี้ล้นทะลักมาก เขาเลยจัดคิวให้ผู้ชมทยอยเข้าไปทีละกลุ่ม และคิวของวันนี้มันเต็มหมดแล้ว

 

รู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ดูงานนี้ แต่ก็ดีใจแทนผู้จัดงานที่ผู้ชมล้นทะลักอย่างรุนแรง ส่วนวันพรุ่งนี้เราก็คงไม่ไปดูนิทรรศการนี้แล้ว เพราะเราต้องรีบเก็บหนังโรงต่าง ๆ ก่อนที่เทศกาลหนังสั้นมาราธอนจะเริ่มต้นขึ้น

+++

29. LOOK BACK (2026, Hirokazu Koreeda, Japan, 100min, A+30)

 

มีตัวละครพูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

Saturday, October 24, 2026

RENOIR VS MOVING VS YI YI IN SENSES OF CINEMA

 

หลังจากเราได้ฟังเทป podcast ของคุณอรรถ บุนนาค เรื่องการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน เราก็อยากอ่านการ์ตูนเรื่อง THE POE CLAN (1972-1976, Moto Hagio) มาก ๆ เพราะมันได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือการ์ตูนระดับคลาสสิค

 

ตอนนี้เราก็เลยดีใจสุดขีดที่พบว่า จะมีการฉายหนัง/ละครเวที เรื่อง THE POE CLAN ที่ SF Central World ในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.นี้ โดยหนัง/ละครเวทีเรื่องนี้ มีความยาว 3 ชม. 30 นาที โดยการแสดงนี้ใช้ภาษาญี่ปุ่น และมีซับไตเติลภาษาไทยกับภาษาจีนให้ด้วย

 

ถึงแม้เราไม่ได้อ่านตัวการ์ตูน THE POE CLAN แต่การได้ดูการแสดงละครเวทีเรื่องนี้บนจอภาพยนตร์ ก็คงจะช่วยทดแทนได้เป็นอย่างดี

+++

 

WATER LINE (2024, Torlarp Larpjaroensook, video installation, 2.27min)

 

ดูที่หอศิลป์ ราชดำเนิน

+++

 

RIP RYU MURAKAMI (1952-2026)

 

เขาเคยกำกับภาพยนตร์ 6 เรื่อง ซึ่งเราไม่เคยดูเลย แต่เราอยากดูหนังที่เขากำกับมาก ๆ ทั้ง ALMOST TRANSPARENT BLUE (1979), “IT’S ALL RIGHT, MY FRIEND” (1983), WELTER - WEIGHT (1987), RAFFLES HOTEL (1989), TOKYO DECADENCE (1992), KYOKO (1996)

 

ภาพจาก TOKYO DECADENCE ที่มี Yayoi Kusama ร่วมแสดง เราจำได้ว่า เราเคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในนิตยสาร “ฟิล์มวิว” ในช่วงราวปี 1992-1993 และเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่จนป่านนี้เวลาผ่านมานาน 34 ปี เราก็ยังหาหนังที่น่าดูสุดขีดจำนวนมากมายหลายเรื่องจากนิตยสารฟิล์มวิวมาดูไม่ได้อยู่ดี

 

TOKYO DECADENCE

https://www.imdb.com/title/tt0105622/?ref_=nm_flmg_job_1_accord_1_cdt_t_2


++++

 

บทความอีกชิ้นที่เราชอบมาก ๆ ใน Senses of Cinema ฉบับ 119 ก็คือบทความนี้ของ Bea Phi ที่เปรียบเทียบหนัง 3 เรื่อง -- RENOIR (Chie Hayakawa), MOVING (Shinji Somai) และ YI YI (Edward Yang) ซึ่งพอเราอ่านบทความนี้แล้วมันก็ทำให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดเราถึงชอบ MOVING มากที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ (ลิงค์อยู่ในคอมเมนท์)

https://www.sensesofcinema.com/2026/feature-articles/think-of-the-children-childlike-wonder-and-death-in-the-films-of-chie-hayakawa-shinji-somai-and-edward-yang/

+++

 

เห็นเพื่อนโพสท์ถึงหนัง CANNIBAL HOLOCAUST เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนเด็ก ๆ เราอยากดูหนัง “เปรตเดินดินกินซอมบี้” หรือ ZOMBIE HOLOCAUST (1980, Marino Girolami, Italy, 84min) มาก ๆ เพราะเราเห็นชื่อหนัง “เปรตเดินดินกินซอมบี้” แล้วมันกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในไทยในปี 1983 ซึ่งตอนนั้นเรามีอายุ 10 ขวบ และครอบครัวของเราไม่พาเราเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อไปดูหนังแบบนี้อย่างแน่นอน 5555 ซึ่งกว่าเราจะกล้าเข้าโรงหนังคนเดียวก็ต้องรอจนถึงปี 1987 เมื่อเรามีอายุ 14 ปี และปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่ได้ดู “เปรตเดินดินกินซอมบี้” เสียที

 

Monday, August 31, 2026

INSIDIOUS FILM SERIES

 

สรุปลำดับความชอบหนังชุด INSIDIOUS 6 ภาคที่เคยดู

 

1. INSIDIOUS (2010, James Wan, A+30)

 

2. INSIDIOUS: OUT OF THE FURTHER (2026, Jacob Chase, A+25)

 

3. INSIDIOUS: CHAPTER 2 (2013, James Wan, A+20)

 

4. INSIDIOUS: CHAPTER 3 (2015, Leigh Whannell, A+10)

 

5. INSIDIOUS: THE RED DOOR (2023, Patrick Wilson, A+)

 

6. INSIDIOUS: THE LAST KEY (2018, Adam Robitel, A+)

 

ภาพจาก INSIDIOUS: OUT OF THE FURTHER เราจองเป็นคุณป้าคนซ้ายสุดในภาพนี้ 55555

+++

 

ชอบ “คนขวางโลก” (1984, Permpol Choey-Arun, A+30) มาก ๆ

+++

 

ไปดูหนังในเทศกาลหนังเงียบ SILENT FILM FESTIVAL มา เราประทับใจการเล่นดนตรีของคุณ Stephen Horne มาก ๆ เขาทั้งดีดเปียโน, เป่าฟลุต และเล่นเครื่องดนตรีอะไรอีกชิ้นนึงเพื่อใช้ประกอบหนังเงียบ คือเขาคนเดียวเล่นเครื่องดนตรี 3 ชิ้นเพื่อใช้ประกอบหนัง

 

เห็นทางเทศกาลบอกว่ามีเพลงของคุณ Stephen Horne ใน Spotify ด้วย เราก็เลยมาลองหาดู แล้วก็เจอจริง ๆ มีอัลบัมของ Stephen Horne สองอัลบัมอยู่ใน Spotify ซึ่งก็คืออัลบัม SILENT SIRENS (2021) กับ HORNE: THE MANXMAN (2025) ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง THE MANXMAN (1929, Alfred Hitchcock, UK, A+30)

 

ใครสนใจก็หาฟังได้ทาง Spotify นะ

  

Friday, August 21, 2026

ICE CREAM MAN VS. THE END OF OAK STREET

 

เห็น Google มีปุ่มให้ CREATE IMAGES ได้ด้วย เราก็เลยทดลองใช้ ซึ่งรูปที่ออกมาก็โอเค แต่ก็ยังสู้ Grok AI กับ Bing Images ไม่ได้

 

อันนี้เป็นการเปรียบเทียบรูปที่สร้างจาก AI 3 ราย โดยเราให้ AI 3 ราย สร้างรูปของ “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน”

 

สองรูปแรกสร้างโดย Grok AI

รูปที่สามกับสี่สร้างโดย Bing Images

รูปที่ห้าสร้างโดย Google ซึ่งออกมาไม่ค่อยตรงสเปคเราเท่า Grok กับ Bing 55555

 

การทดลองครั้งที่สอง

 

หลังจากให้ AI 3 รายทดลองสร้างรูป “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน” ไปแล้ว เราก็พบว่า Google สร้างผลงานได้ในระดับแค่โอเค แต่ Grok กับ Bing สร้างรูปออกมาได้ดีงามมาก

 

คราวนี้เราเลยทดลองให้ Grok, Bing กับ Google สร้างรูปตามประโยคนี้

 

“ปรี๋ก็ไม่สนเพราะคนมันจะแปร๋ว แปร๋วก็ไม่สนเพราะคนมันจะปร๋อย ปร๋อยก็ไม่สนเพราะคนมันจะปรื๋อ”

 

แล้วก็เลยพบว่า Google ไม่สามารถสร้างรูปตามประโยคนี้ได้ 55555

 

รูปที่ 1+2 สร้างโดย Grok ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Grok พยายามตีความประโยคข้างต้นให้ออกมาเป็นคน 3 คน

 

รูปที่ 3+4 สร้างโดย Bing ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Bing รับมือกับประโยคนี้ด้วยการใส่ประโยคนี้เป็น text เข้าไปในรูปภาพด้วย

 

ส่วนรูปที่ 5 แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ Google ในการสร้างภาพตามประโยคนี้

+++

 

RIP JOHN IRVIN (1940-2026)

 

เราเคยดูภาพยนตร์ที่เขากำกับเพียงแค่เรื่องเดียวเองมั้ง ซึ่งก็คือ HAMBURGER HILL (1987) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่เราชอบมากเรื่องนึง

 

อยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ John Irvin มาก ๆ อย่างเช่น

 

1. THE DOGS OF WAR (1980, UK)

สร้างจากนิยายของ Frederick Forsyth มี Tom Berenger ดาราหนุ่มคนโปรดของเราร่วมแสดงด้วย

 

2. WIDOWS’ PEAK (1994, Ireland)

การประชันบทบาทกันครั้งสำคัญระหว่าง Mia Farrow, Joan Plowright, Natasha Richardson

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Natasha Richardson ได้รางวัล “Best Actress” จากเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ด้วย

 

3. A MONTH BY THE LAKE (1995, UK)

Vanessa Redgrave กับ Uma Thurman ตบตีแย่งผู้ชาย (Edward Fox) กันในหนังเรื่องนี้ น่าดูสุดขีด

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Vanessa Redgrave ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดารานำหญิงในหนังตลกด้วย

 

4. MANDELA’S GUN (2016, South Africa)

++++

 

MY PERFECT DOUBLE BILL: ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET เราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันโดยบังเอิญที่ House Samyan ในวันอังคารที่ 18 ส.ค. พอดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันแล้วก็พบว่า เราชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหมายของเราก่อนดูหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

1. เราชอบมาก ๆ ที่ในบางครั้งเราได้ดูหนังสองเรื่องต่อกัน แล้วพบว่าหนังทั้งสองเรื่องนั้นมันมีบทสนทนาต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระยะหลัง ๆ มานี้เราเจอเหตุการณ์แบบนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งได้แก่

 

1.1 เราได้ดู TWO TO ONE (2024, Natja Brunckhorst, Germany, A+15) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตคนในเยอรมันตะวันออกก่อนการรวมประเทศในช่วงต้นทศวรรษ 1990

 

หลังจากนั้นเราก็เดินทางมาที่สถาบันเกอเธ่ แล้วก็ได้ดูหนังเวียดนามเรื่อง THE_PARENTS_MIXTAPE (2021, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+30) และ PLATTENLOTUS (2022, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+25) แล้วก็ปรากฏว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง “เยอรมันตะวันออก” เช่นกัน มันก็เลยกลายเป็นการดูหนัง triple bill สามเรื่องเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกติดต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

1.2 เราได้ดู BATWARA 1947 (2026, Rajkumar Santoshi, India, 160min, A+30) ที่เมเจอร์ อ่อนนุช รอบ 15.30 น.ในวันพุธที่ 19 ส.ค. แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินทางไปดู AWARANPAN 2 (2026, Nitin Kakkar, India, 140min, A+) ที่เทอร์มินัล พระรามสาม รอบ 20.00 น. ในวันเดียวกัน

 

มันก็เลยกลายเป็นโปรแกรมหนัง DOUBLE BILL OF SHABANA AZMI โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าใน BATWARA 1947 นั้น Shabana Azmi รับบทนำเป็นหญิงชราผู้น่าสงสารที่เผชิญเคราะห์กรรมหนักหนาแสนสาหัสเมื่อเกิดการแบ่งแยกประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถานในปี 1947 ส่วนใน AWARANPAN 2 นั้น Shabana Azmi รับบทเป็นเจ้าแม่ของแก๊งค์อาชญากรใน”กรุงเทพ” ซึ่งเป็นสองบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

 

1.3 เราได้ดู ICE CREAM MAN (2026, Eli Roth, A+30) ที่ House ในวันที่ 18 ส.ค. รอบ 15.55 น. แล้วเราก็ได้ดู THE END OF OAK STREET (2026, David Robert Mitchell, A+30) ที่ House ในวันเดียวกันในรอบ 17.55 น. แล้วเราก็รู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ ตามความรู้สึกของเรา

 

2. เราชอบทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET ในระดับ A+30 นะ ซึ่งก็คือ “ชอบสุดขีด” ทั้งสองเรื่อง และเราก็มองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า” ICE CREAM MAN แต่ “หนังดี” กับ “หนังที่เราชอบเป็นการส่วนตัว” มักจะไม่ใช่หนังเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว

 

คิดว่าเราคงไม่ต้องเขียนถึงความดีงามใด ๆ ของ THE END OF OAK STREET นะ เพราะเราก็แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนถึงหนังเรื่องนี้มาไว้บนวอลล์ของเราไปบ้างแล้ว 555 ไปอ่านความดีงามของหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่หลาย ๆ คนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้

 

สาเหตุที่เรามองว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกัน เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง “เมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ร่มรื่นในสหรัฐ” ประชากรในเมืองนี้ดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความร่มเย็นเป็นสุขเหมือน ๆ กัน ก่อนที่ความชิบหายจะมาเยือนอย่างคาดไม่ถึง และประชากรในเมืองนี้ก็ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดกันอย่างสุดฤทธิ์เหมือนกัน

 

แต่ถึงแม้สถานการณ์ข้างต้นของหนังสองเรื่องนี้จะเหมือนกัน หนังสองเรื่องนี้ก็มีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงในส่วนอื่น ๆ ซึ่งในด้าน filmmaking craft หรืออะไรทำนองนี้นั้น เราว่า David Robert Mitchell อาจจะเหนือชั้นกว่า Eli Roth นะ เราก็เลยมองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า”

 

แต่เรากลับชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างใน THE END OF OAK STREET ที่ทำให้เราไม่อินกับมันเป็นการส่วนตัว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน ICE CREAM MAN

 

Spoilers alert มีการเปิดเผยจุดหักมุมและตอนจบของทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET

--

--

--

--

--

 

3. สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงจาก THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

3.1 “คนรักหมา” เป็นฝ่ายถูกต้องในหนังเรื่องนี้ ส่วน “คนเกลียดหมา” หรือ “คนรำคาญเสียงหมาเห่า” กลายเป็นฝ่ายผิดในหนังเรื่องนี้ 55555

 

คือเอาเข้าจริงแล้ว ตัวละครที่เรา identify ด้วยได้ในช่วงต้นเรื่อง คือคุณเพื่อนบ้านน่ะ เพราะเขาเป็น “ชายวัยกลางคนใส่แว่นที่อาศัยอยู่ตามลำพัง” ไม่มีใครในชีวิตที่เขาจะพึ่งพาได้นอกจากตัวเขาเอง แล้วเขาก็รำคาญเสียงดัง ๆ ด้วย ซึ่งนี่มันคือตัวกูเลย กูขอจองเป็นตัวละครตัวนี้

 

แต่เราไม่ใช่คนที่จะปรักปรำคนอื่น ๆ ง่าย ๆ แบบคุณเพื่อนบ้านคนนี้นะ แต่เราก็เข้าใจและเห็นใจตัวละครที่เกลียดหมาน่ะ เพราะฉะนั้นพอตัวละครตัวนี้เหมือนจะพบจุดจบอย่างโง่เง่ามาก ๆ เราก็เลยแอบเสียใจ

 

คือพอ “ตัวละครที่เสียชีวิตอย่างโง่ ๆ” เป็น “ชายวัยกลางคนที่ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา และเกลียดหมา” แต่ “ตัวละครที่รอดชีวิต” คือ “ครอบครัวที่หันมาสามัคคีกัน และรักหมา” เราก็เลยมีปัญหาอย่างรุนแรงกับหนังที่นำเสนอทัศนคติทำนองนี้น่ะ ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรนะ เพราะเราว่าหนังหลาย ๆ เรื่องก็ชอบนำเสนอทัศนคติหรือค่านิยมทำนองนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจุดนี้คือจุดสำคัญจุดนึงที่ทำให้เราชอบหนังแบบ ICE CREAM MAN มากกว่า

 

3.2 ทุกคนคงเดาได้อยู่แล้วว่าเราไม่น่าจะชอบ “พัฒนาการของตัวละครนางเอก” ใน THE END OF OAK STREET เพราะเราน่าจะเคยเขียนไปหลาย ๆ รอบแล้วว่า เราชื่นชอบหนังแนว “ผู้หญิงทิ้งผัว” โดยเฉพาะ THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany), SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert, UK), HOMETOWN BLUE (1999, Stéphane Brizé, France), etc.

 

เพราะฉะนั้นพอพัฒนาการของตัวละคร Denise Platt (Anne Hathaway) ใน THE END OF OAK STREET มันตรงข้ามกับพัฒนาการของตัวละครกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเราไปโดยปริยาย 55555

 

แต่เอาเข้าจริง ถ้าหากเราเป็นตัวละคร Denise Platt เราก็คงตัดสินใจแบบตัวละครตัวนี้นะ เพราะเราก็คงตัดสินใจช่วยชีวิตผัวในตอนจบเหมือนกัน เพียงแต่ว่าหนังที่นำเสนอตัวละครหญิงที่ “อยากจะทิ้งผัว ทิ้งครอบครัว แต่หันมากลับตัวกลับใจในตอนจบ” มันเหมือนเป็นหนังที่ไม่ได้ touch เราเป็นการส่วนตัวเหมือนหนังกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” น่ะ

 

3.3 คือถึงแม้ตัวละครใน THE END OF OAK STREET มันจะทะเลาะกัน แต่โดยรวมแล้ว เรารู้สึกว่าหนังมันเชิดชูความรักสายใยความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวน่ะ สมาชิกครอบครัวต้องช่วยเหลือกัน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ “ความผิด” อะไรของหนังเรื่องนี้ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังอย่าง THE END OF OAK STREET มันยังธำรงรักษา family values แบบเดิม ๆ เอาไว้อยู่น่ะ เราก็เลยรู้สึกมีระยะห่างจากหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เช่นเดียวกับที่เราเคยรู้สึกกับหนังยุคเก่า ๆ ของ Steven Spielberg และหนังอย่าง LITTLE MISS SUNSHINE (2006, Jonathan Dayton, Valerie Faris) ที่เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงมากเช่นเดียวกัน

 

แต่สิ่งนี้จะแตกต่างจากหนังอย่าง THE VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola) ที่นำเสนอเมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบในสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่มันไม่ได้เชิดชู family values

 

และเราก็พบว่า ICE CREAM MAN นี่แหละ คือ perfect antidote สำหรับเรา เพื่อใช้ถอนพิษที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET 55555

 

4. ในส่วนของ ICE CREAM MAN นั้น สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชนะใจเรา หรือสิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

4.1 ICE CREAM MAN เหมือนเป็นหนังที่เกลียดเด็ก ส่วน THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่รักเด็ก 55555

 

4.2 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองได้” “เราไม่สามารถไว้วางใจครอบครัวของตัวเองได้” เพราะพวกเขาอาจจะเป็นคนเลวก็ได้ และสิ่งนี้มันตรงข้ามกับความรู้สึกที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET

 

4.3 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจศาสนาได้”

 

4.4 หนังมันเหมือนเกลียดชังสังคมชนชั้นกลาง 555 คือสังคมชนชั้นกลางใน THE END OF OAK STREET เป็น “อะไรที่น่าสงสาร พวกเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากไดโนเสาร์” แต่สังคมชนชั้นกลางใน ICE CREAM MAN เหมือนเป็นสังคมที่สมควรถูกทำลายอย่างร่าเริงใจ 55555

 

4.5 หนังมันพูดถึง “ประวัติศาสตร์บาดแผล” และความพยายามจะลบเลือนประวัติศาสตร์บาดแผล

 

เพราะคำสาปของ ICE CREAM MAN มันจะเริ่มส่งผลก็ต่อเมื่อ สังคมนั้นลืมความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไปแล้วในอดีต พอสังคมนั้นลืมความผิดที่ตัวเองทำไว้ คนขายไอติมถึงค่อยกลับมาล้างแค้น

 

สิ่งนี้มันก็เลยสาแก่ใจกูมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพราะว่าสังคมไทยก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน และก็มีคนบางกลุ่มในสังคมที่พยายามจะลบทิ้งประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นตัวละครแบบคนขายไอติมก็เลยถูกใจกูมาก ๆ เขาเหมือนจะเป็น “แรงงานต่างด้าว” และเขาก็ถูกคนต่าง ๆ ในสังคมใส่ร้าย เขาถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล บุคคลต่าง ๆ ทั้งผู้มีอำนาจ, สถาบันศาสนา และชนชั้นกลางในสังคมร่วมกันทำร้ายแรงงานต่างด้าวอย่างเขา

 

มันก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และพอเวลาผ่านไปราว 20-30 ปี ผู้คนต่าง ๆ ในสังคมลืมเลือนความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ คำสาปของคนขายไอติม ก็เลยมีฤทธิ์ขึ้นมา เพื่อไม่ให้พวกมึงหลงลืมความผิดบาปที่พวกมึงเคยทำไว้

 

สิ่งนี้มันก็เลยสะใจกูสุด ๆ ค่ะ ดูแล้วก็เลยนึกถึงประวัติศาสตร์บาดแผลต่าง ๆ ในสังคมไทยมาก ๆ

 

4.6 เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง พอเราดู ICE CREAM MAN จบ เราก็เลยนึกถึง “องก์สาม” ของ A USEFUL GHOST (2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะมันคือ “การเอาคืน การกลับมาแก้แค้นของประวัติศาสตร์บาดแผล” เช่นเดียวกัน มันคือสิ่งที่บรรดา “เหยื่อของผู้มีอำนาจ” ไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ “โลกของภาพยนตร์” เปิดโอกาสให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้ เราเอาคืน เราแก้แค้นผู้มีอำนาจได้ในโลกของภาพยนตร์

 

และเราว่า ICE CREAM MAN มันไปไกลกว่า A NIGHTMARE ON ELM STREET (1984, Wes Craven) เพราะต้นกำเนิดของ ICE CREAM MAN กับต้นกำเนิดของ Freddy Krueger มีบางจุดคล้ายกัน แต่หนังชุด “นิ้วเขมือบ” treat ตัวละคร Freddy ว่าเป็นผู้ร้ายที่สมควรถูกกำจัดน่ะ แต่ ICE CREAM MAN ไปไกลกว่า เพราะว่าคนขายไอติมคือผู้ชนะที่แท้จริงในตอนจบ คนที่ควรถูกกำจัดไม่ใช่คนขายไอติม แต่เป็นบรรดาศัตรูของคนขายไอติม

 

4.7 เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET มันเต็มไปด้วย “ความเป็นห่วงเป็นใยกันระหว่างสมาชิกครอบครัว” ส่วน ICE CREAM MAN มันเต็มไปด้วย “ความเคียดแค้นชิงชัง” น่ะ และนั่นก็เลยส่งผลให้ ICE CREAM MAN ตรงกับ “ธาตุ” ของเรามากกว่า

 

5. ส่วนจุดที่เราไม่ชอบใน ICE CREAM MAN ก็คือความ gore ของหนัง เพราะเราไม่ชอบอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว แต่โชคดีที่เราเคยดู trailer หนังเรื่องนี้มาก่อน ซึ่ง trailer หนังเรื่องนี้มีแต่ความ gore เราก็เลยรู้ตัวล่วงหน้าว่าเราจะเจออะไรน่าสะอิดสะเอียนบ้างในหนังเรื่องนี้

 

แล้วก็โชคดีที่ความ gore ในหนังเรื่องนี้มันโดนฉาบไว้ด้วยอารมณ์ขันและความไม่สมจริง มันก็เลยให้อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความ gore แบบใน SALO ที่มันสมจริง

 

6. คือถ้าหาก ICE CREAM MAN ไม่เลือก “ขายความ gore” แต่ไปเลือกขาย “ความหลอน” หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นญาติห่าง ๆ ของ “จักรวาลหนัง Osgood Perkins” ได้เลยนะ เพราะเราว่าจักรวาลหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ห่างกันมากนักน่ะ

 

เพราะว่าจักรวาลหนังของ Osgood Perkins มันก็เต็มไปด้วย “เด็กฆาตกร”, “พ่อแม่ที่เราไม่สามารถไว้วางใจได้”, “อำนาจของซาตาน”, etc. อะไรทำนองนี้เหมือนกัน

 

7. ถ้าหากเทียบกับหนังกลุ่ม “เด็กฆาตกร” ด้วยกันแล้ว เราก็ชอบ ICE CREAM MAN ในระดับเท่ากับ WHO CAN KILL A CHILD? (1976, Narciso Ibáñez Serrador, Spain) นะ และชอบ ICE CREAM MAN มากกว่าหนังชุด CHILDREN OF THE CORN และ VILLAGE OF THE DAMNED (1995, John Carpenter)

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะฉายควบกับ ICE CREAM MAN ก็คือ THE PIED PIPER (1986, Jiri Barta, Czechoslovakia, animation, 53min, A+30) เพราะเราว่า ICE CREAM MAN น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนาน The Pied Piper

 

9. แต่โดยรวมแล้ว เราก็ชอบผลงานของ David Robert Mitchell มากกว่า Eli Roth อยู่ดีนะ เพราะว่าเราชอบ IT FOLLOWS (2014) กับ UNDER THE SILVER LAKE (2018) อย่างรุนแรงมาก

 

เพียงแต่ว่า เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET กับ ICE CREAM MAN มองสถาบันครอบครัวและสังคมชนชั้นกลางในแบบที่แตกต่างกัน เราก็เลยชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะเราอินกับอะไรต่าง ๆ ใน ICE CREAM MAN มากกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วมันสาแก่ใจกูเป็นยิ่งนักค่ะ

 

Sunday, July 26, 2026

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written by Grok AI)

 

ฉันรักเขา Spencer Oliver นักมวยในภาพยนตร์เรื่อง NOBLE ART (2003, Pascal Deux, France, documentary, A+30)

 

ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

3. OUR NEIGHBOR (1963, Li Hsing, Taiwan)

 

หนึ่งในหนังกลุ่ม healthy realism ของไต้หวันที่ดีงามมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังกลุ่ม Neorealist ของอิตาลีด้วย

 

เหมาะฉายควบกับ FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, 119min) มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน” เหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องมีความ humanist มาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

RIP CHUCK RUSSELL (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับเพียงแค่ 6 เรื่อง โดยหนังของเขาที่เราเคยดูก็มีเรื่อง

 

1. A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS (1987)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก Patricia Arquette, Laurence Fishburne และ Jennifer Rubin ร่วมแสดงในภาคนี้ด้วยนะ

 

เราชอบตัวละครของ Jennifer Rubin ในภาคนี้มาก ๆ เหมือนเธอมีวิทยายุทธ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ดูแล้วนึกถึงตัวละคร “สาววิทยายุทธ” ใน HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

 

2. THE BLOB (1988)

 

3. THE MASK (1994)

 

4. ERASER (1996)

 

5. THE SCORPION KING (2002)

 

6. JUNGLEE (2019, India, A+25)

 

สรุปว่า เราชอบ  A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS มากที่สุดในบรรดา 6 เรื่องนี้ ส่วน JUNGLEE เราก็ชอบมาก ในขณะที่ THE BLOB กับ ERASER นั้น จัดอยู่ในระดับพอดูได้ ส่วนหนังเรื่อง THE MASK กับ THE SCORPION KING นี่จัดอยู่ในกลุ่มหนังที่เราเกลียด

 

ภาพจาก A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS และ JUNGLEE

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30)

GIRL (2002, Dorothée Van Den Berghe, Belgium, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง GIRL มาแล้ว 3 เรื่อง ทั้งของไต้หวัน, เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่าเราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่องเลย ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด เราว่าทั้งสามเรื่องมีการกำกับที่ดีมาก ๆ และเหมือนทั้ง 3 เรื่องมันดีงามมาก ๆ ในแบบที่แตกต่างกันไป

 

2. GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30) อาจจะโดดเด่นมากที่สุดในบรรดา 3 เรื่องนี้ เพราะมันเล่าเรื่องของกะเทยสาวแสนสวย ปัญหาเรื่อง gender ของเธอทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก ๆ แต่เราอาจจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเราว่าตัวละครของเธอเรียบร้อยเกินไปจนเราแอบรำคาญตรงจุดนี้ 555

 

3. GIRL ของ Shu Qi ก็ดีงามมาก ๆ ชอบที่มันเหมือนเล่าชีวิตคนจริง ๆ ที่ต้องรับมือกับปัญหาต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่ต้องมีบทเรียนอะไรชัดเจน คือเรารู้สึกว่าตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ exist เพราะมันเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่ดำรงอยู่เพื่อชีวิตของตัวมันเองน่ะ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า มัน exist เพียงเพื่อเป็น function ทางบทภาพยนตร์และนำไปสู่บทสรุปอะไรบางอย่าง

 

3. GIRL ของเบลเยียมก็ดีงามสุดขีด จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมันเล่าทั้งเรื่องราวชีวิตของเด็กสาว, แม่ และยาย แต่ตัวแม่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เผชิญปัญหาชีวิตรุนแรงมากเท่ากับแม่ใน GIRL ของซูฉี

 

จุดนึงที่เราชอบใน GIRL ของเบลเยียมมาก ๆ ก็คือเด็กสาวนางเอกของหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่สวย หนุ่ม ๆ ไม่มาสนใจเธอ เหมือนเธอคง want หนุ่ม ๆ แต่หนุ่ม ๆ ไม่ยอมเอาเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

เราก็เลยอินกับ GIRL ของเบลเยียมอย่างรุนแรงที่สุดตรงจุดนี้ เพราะว่าตัวละครนางเอกใน GIRL ของ Shu Qi และ GIRL ของ Lukas Dhont ก็ยังคงดูเหมือนได้รับความสนใจจากหนุ่ม ๆ อยู่บ้าง ซึ่งเรามักจะไม่อินกับตัวละคร “สาวสวย” อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น GIRL ของเบลเยียมก็เลยมีจุดแข็งเหนือหนังเรื่องอื่น ๆ ตรงจุดนี้

 

4. ส่วนของไทยก็มีหนังเรื่อง “เด็กสาว” (2013, ฟ้า พูลวรลักษณ์) นะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า BLOOM ซึ่งตัวเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้

++++

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid035vBvfhoNVRKiNmAMDU2rChbkWq2zi8vxE77BNbX12Zs4oE5jYw8TtVzhJUeQf8nPl

 

In a world where the divine realms of ancient India and Greece bleed into each other through a cosmic rift opened by rival gods (Vishnu and Zeus, each seeking to humble the other’s pantheon), two legendary abductions cross paths and ignite an epic war that spans oceans, empires, and destinies.

 

Act I: The Crossed Thefts

 

Paris of Troy, guided by Aphrodite’s promise of the world’s most beautiful woman, sails not to Sparta but through the rift to the forests of Panchavati. There he finds Sita, wife of the exiled prince Rama. Enchanted by her grace and convinced she is the true prize Aphrodite intended, Paris abducts her and returns to Troy, believing he has claimed an Eastern goddess.

 

At the same moment, Ravana of Lanka, seeking a consort worthy of his ten heads and vast power, learns of Helen of Sparta through the same rift. Viewing her as a living embodiment of desire greater even than Sita, Ravana descends upon Sparta in his Pushpaka Vimana, defeats Menelaus’s guards in a whirlwind of sorcery and strength, and carries Helen away to Lanka.

 

When Rama discovers Sita missing, he finds only Paris’s Trojan arrow and a scrap of Greek fabric. Across the seas, Menelaus learns Helen has been taken not by a Trojan prince but by a multi-headed rakshasa king. Both wronged husbands swear vengeance—but against the wrong civilizations.

 

Act II: Alliances of Fury

 

Rama, Lakshmana, and Hanuman gather the vanara army, yet their path leads not to Lanka but across the rift to the shores of Asia Minor. Meanwhile, Agamemnon assembles the Greek fleet—Achilles, Odysseus, Ajax, and the rest—not for Troy, but for the golden island of Lanka.

 

The two armies collide in confusion on neutral ground. Rama and Achilles nearly come to blows before realizing their true enemies have stolen each other’s queens. A fragile alliance forms: the disciplined dharma of Rama’s forces joins the fierce glory-seeking of the Greeks. Hanuman and Odysseus become unlikely strategists; Lakshmana and Patroclus spar as brothers-in-arms; Bhima’s raw power finds its match in Ajax.

 

In Lanka, Helen refuses to yield to Ravana, matching his intellect with Spartan steel and quiet defiance. In Troy, Sita maintains her purity and dignity, her unwavering devotion to Rama unsettling even the Trojan court. Paris grows increasingly desperate as he realizes Sita will never accept him; Ravana grows obsessed, seeing in Helen a prize that might finally silence the curse hanging over his line.

 

The gods intervene and interfere. Indra and Athena trade barbs and favors. Surpanakha and Cassandra exchange prophecies of doom. The rift widens, threatening to merge the worlds permanently.

 

Act III: Twin Sieges

 

The allied armies split. Rama, Achilles, and a mixed force of vanaras and Myrmidons lay siege to Troy to free Sita. Simultaneously, Agamemnon, Lakshmana, Odysseus, and Hanuman assault Lanka to reclaim Helen.

 

In Troy, the wooden-horse stratagem is reborn as a giant mechanical vanara engineered by Nala and Odysseus. Paris falls in single combat not to Menelaus, but to Rama, who grants him a warrior’s death after hearing his misguided passion. Sita is rescued, her trial by fire witnessed by both Greek and Indian gods.

 

In Lanka, the battle rages across bridges of floating stone and flaming arrows. Ravana’s brothers fall one by one. The final duel pits Ravana against a combined front: Achilles’ speed and spear against Ravana’s many arms, while Hanuman and Odysseus dismantle the city’s defenses from within. Helen herself turns the tide by freeing imprisoned Greek and vanara captives, proving she is no passive prize.

 

Ravana is defeated, but not before he curses the alliance: the two worlds will never fully separate again. Helen is restored to Menelaus, yet she carries knowledge of Lanka’s libraries that will reshape Greek thought. Sita returns to Rama, her ordeal having forged an unbreakable bond between the two cultures.

 

Epilogue

 

The rift slowly closes, but not before merchants, poets, and warriors carry stories both ways. The Ramayana gains verses of Trojan courage; the Iliad remembers a monkey-god who leapt the walls of Troy. Rama and Helen exchange a single, respectful glance across the battlefield of the gods—two figures who were never meant to meet, yet whose abductions rewrote both epics.

 

The novel explores dharma versus kleos (glory), the agency of the “stolen” women, the cost of divine games, and the strange kinship between honor-bound warriors from distant lands. It is a tale of crossed destinies, where the greatest kidnappings in myth collide—and force two ages of heroes to become one.

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

ยอมรับเลยว่า Grok AI ทำให้กูเสพติดจริง ๆ คือจนถึงตอนนี้เรายังไม่มีเวลาไปดูหนังเรื่อง THE ODYSSEUS ของ Christopher Nolan แต่พอดีวันนี้เรามีเวลาว่างนิดนึง เราเลยทดลองให้ Grok AI แต่งพล็อตเรื่อง HELEN OF LANKA, SITA OF TROY และนี่คือผลงานการแต่งของ Grok AI โดยภาพประกอบก็วาดโดย Grok AI

 

สิ่งที่แอบฮาคือมีตัวละคร ภีมะ จาก มหาภารตะ โผล่เข้ามาในเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้อีนัง Grok AI ใส่เข้ามาได้ยังไง 55555

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY

 

ในโลกที่อาณาจักรเทพเจ้าแห่งอินเดียโบราณและกรีกโบราณเชื่อมต่อกันผ่านรอยแยกจักรวาล ที่เกิดจากเทพเจ้าคู่แข่ง (พระวิษณุและซุส) พยายามลดทอนอำนาจของฝ่ายตรงข้าม การลักพาตัวในตำนานสองเรื่องจึงพัวพันกัน และจุดชนวนสงครามมหากาพย์ที่แผ่ขยายไปทั่วทะเล อาณาจักร และชะตากรรม

 

ภาคที่ 1: การลักพาที่ไขว้กัน

 

ปารีสแห่งทรอย ได้รับคำสัญญาจากอะโฟรไดท์ว่าจะได้หญิงงามที่สุดในโลก เขาจึงแล่นเรือไม่ใช่ไปสปาร์ตา แต่ผ่านรอยแยกไปยังป่าปัญจวัฏติ ที่นั่นเขาพบนางสีดา ภรรยาของเจ้าชายรามผู้ถูกเนรเทศ หลงใหลในความสง่างามของนางและเชื่อว่านางคือรางวัลที่แท้จริงที่อะโฟรไดท์ตั้งใจให้ ปารีสจึงลักพานางสีดากลับไปทรอย โดยคิดว่าตนได้ครอบครองเทพีจากตะวันออก

 

ในเวลาเดียวกัน ทศกัณฐ์ราวณะแห่งลงกา ผู้แสวงหาชายาที่คู่ควรกับสิบเศียรและอำนาจอันมหาศาล ได้รับรู้เรื่องเฮเลนแห่งสปาร์ตาผ่านรอยแยกเดียวกัน มองนางเป็นตัวตนแห่งความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่สีดา ทศกัณฐ์ราวณะจึงลงมาที่สปาร์ตาด้วยยานบุษบก เอาชนะทหารองครักษ์ของเมเนเลอัสด้วยเวทมนตร์และพละกำลัง แล้วพาเฮเลนกลับไปลงกา

 

เมื่อรามค้นพบว่าสีดาหายไป เขาพบเพียงลูกธนูของชาวทรอยและเศษผ้ากรีก ในขณะที่เมเนเลอัสทราบว่าเฮเลนถูกพาตัวไปไม่ใช่โดยเจ้าชายทรอย แต่โดยราชาอสูรสิบเศียร สามีทั้งสองที่ถูกกระทำผิดสาบานว่าจะแก้แค้น—แต่กลับมุ่งไปยังอารยธรรมที่ผิดฝั่ง

 

ภาคที่ 2: พันธมิตรแห่งความโกรธแค้น

 

ราม ลักษมณ และหนุมานรวบรวมกองทัพวานร แต่เส้นทางของพวกเขาไม่ได้มุ่งไปลงกา หากแต่ข้ามรอยแยกไปยังชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ ในขณะเดียวกัน อะกาเมมนอนรวบรวมกองเรือกรีก—อะคิลลีส โอดิสซีอุส อาแจ็กซ์ และคนอื่นๆ—ไม่ใช่เพื่อทรอย แต่เพื่อเกาะทองคำแห่งลงกา

 

กองทัพทั้งสองปะทะกันอย่างสับสนบนดินแดนที่เป็นกลาง รามกับอะคิลลีสเกือบจะฆ่ากันก่อนจะตระหนักว่าศัตรูตัวจริงได้ขโมยราชินีของกันและกัน พันธมิตรที่เปราะบางจึงก่อตัวขึ้น: ธรรมะอันเคร่งครัดของกองทัพรามผสานกับจิตวิญญาณแห่งเกียรติยศของชาวกรีก หนุมานกับโอดิสซีอุสกลายเป็นนักวางแผนที่ไม่น่าเป็นไปได้ ลักษมณกับพาโทรคลัสฝึกฝนราวกับพี่น้อง ภีมะกับอาแจ็กซ์พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ

 

ในลงกา เฮเลนไม่ยอมจำนนต่อทศกัณฐ์ราวณะ เธอใช้สติปัญญาแบบสปาร์ตาและความท้าทายอันเงียบสงบต่อสู้กับเขา ในทรอย สีดารักษาความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรี ความจงรักภักดีอันแน่วแน่ต่อรามทำให้แม้แต่ราชสำนักทรอยต้องสั่นสะท้าน ปารีสยิ่งสิ้นหวังเมื่อตระหนักว่าสีดาจะไม่มีวันยอมรับเขา ทศกัณฐ์ราวณะยิ่งหมกมุ่น มองเฮเลนเป็นรางวัลที่อาจทำให้คำสาปในสายเลือดของเขาเงียบสงบลงได้ในที่สุด

 

เทพเจ้าทั้งสองฝ่ายเข้าแทรกแซงและแทรกซ้อน อินทร์กับอะธีนาแลกเปลี่ยนคำเสียดสีและพรสุรปนักขากับแคสแซนดราแลกเปลี่ยนคำทำนายแห่งหายนะ รอยแยกขยายตัวกว้างขึ้น คุกคามที่จะรวมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

ภาคที่ 3: การล้อมเมืองคู่ขนาน

 

กองทัพพันธมิตรแบ่งกำลัง ราม อะคิลลีส และกองกำลังผสมวานรกับเมอร์มิดอนล้อมทรอยเพื่อปลดปล่อยสีดา ในเวลาเดียวกัน อะกาเมมนอน ลักษมณ โอดิสซีอุส และหนุมานบุกโจมตีลงกาเพื่อทวงคืนเฮเลน

 

ในทรอย กลยุทธ์ม้าไม้ถูกสร้างใหม่เป็นวานรกลขนาดมหึมา ที่นละและโอดิสซีอุสร่วมกันออกแบบ ปารีสล้มลงในการต่อสู้ตัวต่อตัวไม่ใช่กับเมเนเลอัส แต่กับราม ผู้มอบความตายอย่างนักรบให้หลังจากได้ยินความหลงใหลที่ผิดพลาดของเขา สีดาได้รับการช่วยเหลือ การพิสูจน์ด้วยไฟของนางถูกเทพเจ้าทั้งกรีกและอินเดียเป็นพยาน

 

ในลงกา การรบดุเดือดบนสะพานหินลอยและลูกศรเพลิง พี่น้องของทศกัณฐ์ราวณะล้มลงทีละคน การดวลครั้งสุดท้ายนำทศกัณฐ์ราวณะเผชิญหน้ากับแนวร่วม: ความเร็วและหอกของอะคิลลีสปะทะกับแขนมากมายของทศกัณฐ์ราวณะ ขณะที่หนุมานและโอดิสซีอุสถอดระบบป้องกันเมืองจากภายใน เฮเลนเองเป็นผู้พลิกสถานการณ์ด้วยการปลดปล่อยเชลยชาวกรีกและวานร พิสูจน์ว่านางไม่ใช่เพียงรางวัลที่ไร้ซึ่งอำนาจ

 

ทศกัณฐ์ราวณะพ่ายแพ้ แต่ก่อนตายเขาสาปแช่งพันธมิตร: โลกทั้งสองจะไม่มีวันแยกจากกันอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เฮเลนกลับคืนสู่เมเนเลอัส แต่เธอพกพาความรู้จากห้องสมุดแห่งลงกาที่จะหล่อหลอมความคิดของกรีก สีดากลับคืนสู่ราม ผ่านการทดสอบที่หลอมรวมสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองวัฒนธรรม

 

บทส่งท้าย

รอยแยกค่อยๆ ปิดลง แต่ไม่ทันที่พ่อค้า กวี และนักรบจะนำเรื่องราวไปทั้งสองฝ่าย รามายณะได้รับบทกวีแห่งความกล้าหาญของชาวทรอย อีเลียดจดจำเทพวานรที่กระโดดข้ามกำแพงทรอย รามกับเฮเลนแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเพียงครั้งเดียวข้ามสนามรบของเทพเจ้า—สองตัวละครที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้พบกัน แต่การลักพาตัวของพวกเขาได้เขียนตำนานทั้งสองใหม่

 

นวนิยายเรื่องนี้สำรวจธรรมะกับเคลออส (เกียรติยศ) อำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงที่ “ถูกลักพา” ราคาของการละเล่นของเทพเจ้า และมิตรภาพอันประหลาดระหว่างนักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติจากดินแดนห่างไกล มันคือเรื่องราวของชะตากรรมที่ไขว้กัน ที่ซึ่งการลักพาตัวยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานได้ปะทะกัน—และบังคับให้นักรบสองยุคกลายเป็นหนึ่งเดียว

+++

 

วันนี้เราไปดูนิทรรศการ FORGETTING SADNESS TELLING STORIES (ลืม เส้า เล่า เรื่อง) ของ MaMa Gold ที่ Art4C เราประทับใจกับประวัติชีวิตของ MaMa Gold มาก ๆ เราก็เลยต้องถ่ายรูปแผ่นป้ายที่เล่าประวัติของศิลปินเก็บไว้ด้วย

+++

 

เพิ่งได้อ่านคอลัมน์นี้ เกี่ยวกับ “subculture of Thais who champion paper and drawing” ดีใจมากที่เขาพูดถึงต้นกำเนิดของนิตยสาร BIOSCOPE ในรูปแบบของ “หนังสือทำมือ” ด้วย

 

ส่วนตัวเรานั้นก็นิยมอ่านหนังสือต่าง ๆ ที่ทำจากกระดาษอยู่นะ ไม่ใช่เพราะว่าเราชอบกระดาษเป็นพิเศษหรืออะไร แต่เป็นเพราะว่าเราเป็นคนยุคเก่า เราอายุ 53 ปีแล้ว เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็น เราก็เลยยังคงเคยชินกับการฟัง tape cassette, จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ลงกระดาษสมุด และอ่านหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษอยู่ เหมือนตัวเราส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในทศวรรษ 1980 55555

 

 

Thursday, July 23, 2026

GUAN CONG IS MY FAVORITE HONG KONG ACTOR

 

THREE FILMS ABOUT “BE CAREFUL OF WHAT YOU WISH FOR”

 

OBSESSION (2025, Curry Barker, A+30)

+ THE DE4D ECHOES: THREESOME (2026, Karan Komanuwong, A+30)

กัม มะ เว คะ: สามเรา (2026, กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์)

+ THE X-FILES: EPISODE “JE SOUHAITE” (2000, Vince Gilligan, A+30)

 

มี spoil หนังเรื่องต่าง ๆ

--

--

--

--

--

1. พอดู OBSESSION แล้วก็เลยนึกถึง กัม มะ เว คะ ตอนสามเรามาก ๆ เพราะว่า

 

1.1 มันเป็นหนังสยองขวัญเกี่ยวกับ “การขอพร” แล้วพรดันเป็นจริงเหมือนกัน แล้วพรที่เป็นจริงมันแลกด้วยความชิบหายของชีวิตเหมือนกัน

 

1.2 การขอพรในหนังทั้งสองเรื่อง มันเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เหมือนกัน และถ้าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องไม่ขอพรเกี่ยวกับความรัก ปัญหาหลายอย่างก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

 

1.3 กัม มะ เว คะ ตอนสามเรา มันเกี่ยวกับ รักสามเส้า ส่วน OBSESSION มันเป็น รัก 4 เส้า

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู OBSESSION เราก็เลยคิดเล่น ๆ ฮา ๆ ในใจว่า ถ้าหากพระเอกของ OBSESSION อยากแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พระเอกต้องเดินทางมาไทยแล้วไปขอพรจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ (มันชื่อเจ้าพ่ออะไรนะ เราจำไม่ได้แล้ว) แบบใน กัม มะ เว คะ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันให้พรขัดแย้งกันเอง หรือให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันทำลายล้างกันเอง 55555

 

2. ชอบทั้ง OBSESSION กับ THE DE4D ECHOES: THREESOME มาก ๆ ชอบทั้งการแสดงและบทภาพยนตร์ในหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยในส่วนของ OBSESSION นั้น เราชอบที่หนังมันสะท้อนข้อบกพร่องต่าง ๆ ของมนุษย์และปัญหาความสัมพันธ์รักออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความชิบหายที่เกิดขึ้นจาก “ความไม่มั่นใจในตัวเอง”, “การไม่ยอมพูดความจริง”, “การเชื่อเพื่อนมากเกินไป”, การทำตัวติดแฟนมากเกินไป, ความเห็นแก่ตัว, etc. และเราชอบการสร้างความหลอนที่ไม่ได้เกิดจากการปรากฏตัวของผี แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ผิดปกติ อย่างเช่น การยืนจ้องคนแบบนิ่ง ๆ, การเดินถอยหลัง, etc. เราก็เลยชอบ OBSESSION มาก ๆ ตรงที่มันเหมือนสำรวจความสัมพันธ์รักแบบลุ่มหลงมากเกินไป แล้วบิดมันออกมาให้กลายเป็นหนัง horror

 

ส่วน THE DE4D ECHOES: THREESOME นั้น หนังไม่ได้สำรวจพฤติกรรมหรือข้อเสียที่อาจจะพบได้ในมนุษย์ทั่วไปแบบใน OBSESSION เพราะสถานการณ์ในหนังไทยเรื่องนี้เหมือนจะออกห่างจากชีวิตประจำวันมากกว่าใน OBSESSION แต่เราก็ชอบบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเราว่าจังหวะตลกในหนังเรื่องนี้มันแม่นมาก ๆ และมันก็ผูกเรื่องได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเราชอบมาก ๆ ที่หนังมันเฉลยว่า ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันเกิดจากตัวละครทั้ง 3 คนต่างก็ขอพรของตัวเองจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ แต่ทั้งสามคนดันขอพรที่ขัดแย้งกันเอง หรือพรของทั้งสามคนมันดันส่งผลให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

3. ส่วนหนังเกี่ยวกับการขอพรที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็นละครทีวีเรื่อง THE X-FILES ตอน JE SOUHAITE ที่ Mulder กับ Scully เผชิญกับนางปีศาจ genie ที่สามารถให้พรสามอย่างได้ตามต้องการ แต่พรที่เป็นจริงมักจะต้องแลกด้วยความชิบหายบางอย่าง ซึ่ง Mulder ก็เลยขอพรข้อแรกให้โลกสงบสุข แล้วผลที่ได้ก็คือ คนทั้งโลกหายไปจนหมด เหลือแค่ Mulder คนเดียว

 

เราว่า THE X-FILES ตอนนี้มีการกำกับและเขียนบทที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด ตอนจบของละครตอนนี้ก็ซึ้งมาก ๆ สำหรับเรา ถือเป็นหนึ่งใน THE X-FILES ตอนที่เราชอบมากที่สุดเลย

 

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบหนังเกี่ยวกับ “การขอพร” เรื่องไหนอีกก็ comment กันมาได้นะ

+++

 

ฉันสับสนกับนกในหนังเหล่านี้

 

CRANE (1988, Kon Ichikawa, Japan)

THE PELICAN BRIEF (1993, Alan J. Pakula)

CHILDREN OF THE STORK (1999, Tony Gatlif, France)

THE BOY AND THE HERON (2023, Hayao Miyazaki, Japan, animation)

 

ก็เลยลองกูเกิลดู ได้ความว่า

 

CRANE = นกกระเรียน

HERON = นกกระยาง

PELICAN = นกกระทุง

STORK = นกกระสา

 

แต่เราก็ไม่รู้รายละเอียดนะว่า จะแยกนก 4 ประเภทนี้ออกจากกันง่าย ๆ ได้อย่างไร

 

อ่านเพิ่มเติม

https://blog.londolozi.com/2022/05/26/herons-storks-and-cranes-arent-they-all-the-same/

 

+++

ว้าย เราไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ WISHMASTER (1997, Robert Kurtzman) ขอบคุณมาก ๆ จ้า

https://www.imdb.com/title/tt0120524/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_WISHMASTER

 

++++

 

เมืองนอกมีความเชื่อเรื่อง “นกกระสาคาบเด็ก” เราเลยอยากให้มี “นกกระสาคาบผู้ชาย” ไปส่งตามบ้านต่าง ๆ บ้าง บ้านไหนมีเกย์หนุ่มโสดอาศัยอยู่ นกกระสาจะคาบผัวไปส่งให้

++++

 

FAVORITE TV SERIES – พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, 45 episodes)

 

น้ำตาจะไหล เจอคลิปเพลงไตเติลของละครโทรทัศน์ฮ่องกงเรื่อง “พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม” (1979) ในยูทูบ เรากรี๊ดดดดดดดมาก ๆ เพราะเราชอบละครทีวีเรื่องนี้มาก ๆ และชอบเพลงไตเติลของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่มันเป็นละครโทรทัศน์และเพลงที่เหมือนหายสาบสูญไปจากชีวิตของเราเป็นเวลานานมากแล้ว เหมือนเราไม่ได้ฟังเพลงนี้มานานกว่า 40 ปีแล้ว ดีใจสุดขีดที่ได้กลับมาฟังเพลงโปรดเพลงนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

 

เราเคยซื้อนิยายเรื่องนี้ของโกวเล้งมาเก็บไว้ด้วย แต่ยังไม่ได้หยิบออกมาอ่านเลย

 

ว่าแต่ว่า นักแสดงในรูปนี้คือใครน่ะ เรา search หาข้อมูลไม่เจอเลย เป็นตัวร้ายที่หล่อมาก ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็เหมือนบอกแต่ชื่อนักแสดงคนอื่น ๆ แต่ไม่บอกชื่อนักแสดงคนนี้

https://www.youtube.com/watch?v=MVCMjsshKhU

https://www.youtube.com/watch?v=Su9XeItB71Y

 

กรี๊ดดด เจอแล้วครับ เขาชื่อ กวนชง ครับ

++++

 

ฉันรักเขา “กวนชง” 关聪 ดาวร้ายสุดหล่อทรมานใจชาย

 

นึกว่าเราได้เจอสามีเก่าที่พลัดพรากจากกันไปเมื่อ 43 ปีก่อน

 

เขาเคยเล่นละครโทรทัศน์ที่เราเคยดูตอนเด็ก ๆ ซึ่งก็คือ

 

1. ชอลิ้วเฮียง ตอน ศึกวังน้ำทิพย์ (1979, Wang Tianlin + other directors, Hong Kong, TV series, 65 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “หลวงจีนบ้อฮวย”

 

2. พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, TV series, 45 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นตัวร้ายตัวนึงในละครเรื่องนี้ ชื่อ Guo Pianxian

 

3. ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์ GOD OF SABRE (1979, Li Dinglun, Hong Kong, TV series, 9 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น Song Zhong (เราลืมไปแล้วว่าบทของเขาเป็นอย่างไร เราจำได้แต่ว่า ตัวร้ายอีกคนในเรื่องนี้ก็หล่อสุดขีด)

 

4. 14 นางสิงห์เจ้ายุทธจักร THE HEROINES OF THE YANG FAMILY (1981, Johnnie To, Hong Kong TV series, 25 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นองค์ชายเฟยหลงในละครเรื่องนี้

 

5. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982, Hong Kong TV series, 50 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “ฉวน ก้วนชิง” ตัวยุยงในพรรคกระยาจก

 

6. คำสาปเทวรูป THE OLD MIAO MYTH (1983, Hong Kong, TV series, 20 episodes, A+30)

 

เราว่าเขาหล่อมาก แต่ทำไมเขาถึงหายสาบสูญไปจากการรับรู้ของเรานับตั้งแต่ 8 เทพอสูรมังกรฟ้าเป็นต้นมา หรือหายสาบสูญไปนานราว 43 ปีแล้ว เมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปอ่านดูใน wikipedia ก็เลยพบว่าเขาลาออกจาก TVB ในปี 1984 แล้วก็หันไปเล่นละครโทรทัศน์ในไต้หวันแทน มิน่าล่ะ เราเลยไม่ได้ดูความหล่อของเขาอีกเลย

 

เราว่าดาราที่มาครองตำแหน่ง “ดาวร้ายที่หล่อทรมานใจชาย” แทน “กวนชง” ก็คือ “อู๋ฉี่หัว” Lawrence Ng คือเหมือนอู๋ฉี่หัวเข้ามารับไม้ต่อจากกวนชงได้พอดิบพอดี เพราะว่า อู๋ฉี่หัว เริ่มเข้าสู่วงการในปี 1984 และเขาโด่งดังเป็นพลุแตก เข้ามาครองตำแหน่ง “สามีในฝัน” ของเราเมื่อเขาแสดงใน “ศึกลำน้ำเลือด” THE GRAND CANAL (1987, Hong Kong TV series, 60 episodes, A+30)

 

กวนชง

https://zh.wikipedia.org/zh-hans/%E9%97%9C%E8%81%B0

 

ไตเติล ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์
https://youtu.be/shU9CBQhfWg?si=ysSGNWUlgb154gEz

 

คำสาปเทวรูป
https://www.youtube.com/watch?v=o3VHe7vGrhY

 

+++

 

คิดถึง “โรงหนังสามย่าน” เพราะเรากับเพื่อน ๆ เคยเข้าไปดู “ทองประกายแสด” (1988, Chana Kraprayoon) ที่โรงหนังแห่งนี้

 

และก็คิดถึงร้านอาหารเก่า ๆ ในชุมชน ที่เคยตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นตึกจามจุรี สแควร์ในปัจจุบัน เรากับเพื่อน ๆ เคยไปกินอาหารที่นี่ในช่วงปี 1989-1990

 

คิดถึงร้านขายเครื่องเขียนในสามย่าน ไม่แน่ใจว่ามันชื่อร้าน “ศาลาวรรณคดี” หรือเปล่านะ ตรงหน้าร้านจะมีแม่ค้าขายน้ำหวาน โดยตัวน้ำหวานจะบรรจุอยู่ใน “กระถางยักษ์” แล้วแม่ค้าก็จะตักน้ำจากกระถางยักษ์ใส่ถุงขายให้ลูกค้า เรากับเพื่อน ๆ เลยเรียกร้านนี้ว่า ร้านน้ำกระถาง

 

คิดถึงภาพยนตร์เรื่อง STUDENT (2005, James Prutwarasin) ที่บันทึกภาพ “ตลาดสามย่าน” ในช่วงนั้นเอาไว้

 

 

Tuesday, July 21, 2026

FILMS ABOUT THE VOID IN HUMAN SOULS

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30) และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้

 

เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้

 

Cinema Scope on COMA

https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/

+++

 

ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค” เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้

 

เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง “ตำนาน Saint George” เหรอ

+++

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์

 

SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST

 

1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

 

2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation)

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany)

 

4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)

 

6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง free will + determinism

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)

 

1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน, ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้ หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์ มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว 30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ 100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

 

เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้ แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว (เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)

 

เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้

 

2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

 

แต่ตัวละคร Raymond ใน THE VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ free will อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า

 

2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย “ไร้เหตุผล” เหมือนกัน

 

2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหมือนกัน

 

2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will vs. determinism เหมือนกัน

 

3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน

 

คือใน COMA นั้น ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ “โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน “โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free will ได้

 

และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน” เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เสียอีก 55555

 

คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS มาก ๆ ในความเห็นของเรา

 

แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง

 

4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่ four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้ ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT 25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย

 

เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted screens”

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA, มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness” ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง 3 โลกสมมุติเลย

 

แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น” จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้ อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง” เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด

 

5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography

 

6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism

 

ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ

+++

 

RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)

 

เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู

 

1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)

เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้

 

3. มังกรหยก (1983)

เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง

 

4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)

เขารับบทองค์ชายเฟยหลง ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน

 

ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา

 

เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว” (Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า

+++

 

I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)

++++

 WRECKED กองกอย

ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้ 55555