Showing posts with label POLITICAL FILM. Show all posts
Showing posts with label POLITICAL FILM. Show all posts

Monday, September 07, 2026

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

น่าสนใจ นึกว่าต้องปะทะกับ Joel-Peter Witkin และหนังของ Olivier Smolders

+++

 

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

เจ้าหน้าที่สถานทูตเม็กซิโกคนนึงหล่อมาก 55555

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้แค่ 3 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, 97min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติในเม็กซิโก ซึ่งตรงกับประเด็นที่เราสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงหนังเม็กซิโกยุคบุกเบิกด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่อง THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 223min, A+30) ซึ่งเคยมาฉายที่โรงลิโด และถือเป็นหนังที่เราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่หนังเรื่อง LA BOLA นี้ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Enrique Rosas และ THE GREY AUTOMOBILE ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในเม็กซิโก

 

เพิ่งรู้จาก LA BOLA ว่า เม็กซิโกมี genre หนังเกี่ยวกับการปฏิวัติด้วย เพราะเราไม่เคยดูหนังใน genre นี้มาก่อนเลย เหมือนหนัง genre นี้แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยากให้มีคนนำหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยมาก ๆ

 

ตัวอย่างหนังใน genre นี้

 

1.1 PRISONER 13 (1933, Fernando de Fuentes, 76min)

เกี่ยวกับกลุ่ม Huertistas

 

1.2 GODFATHER MENDOZA (1934, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Zapatistas

 

1.3 LET’S GO WITH PANCHO VILLA (1936, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Villistas

 

1.4 ENAMORADA (1946, Emilio Fernández)

 

1.5 HIDDEN RIVER (1948, Emilio Fernández)

 

2. SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30)

 

หนังเลสเบียนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ๆ แต่ประเด็นเรื่องเลสเบียนเป็นประเด็นรองในหนังนะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนสาวนักบาสที่สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เธอก็เลยออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง

 

3. LUNA NEGRA (2023, Tonatiuh García, Mexico, A+30)

 

หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีตัวละครบางตัวเป็นเลสเบียน

 

แล้วในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. หลังจากเราได้ดู SE BUSCA กับ LUNA NEGRA แล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง GIRLS LIKE GIRLS (2026, Hayley Kiyoko, A+30) ต่อ มันก็เลยกลายเป็นว่า วันนั้นเราได้ดูหนังเลสเบียน 3 เรื่องควบโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

หวังว่าหนังจะยืนโรงนานเป็นเดือนนะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

+++

 

สรุปความชีพจรลงง่ามตีนในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2026

 

1. ดูหนังเรื่อง INVISIBLE PEOPLE (2024, Alisa Berger, France/Germany, about Japan, documentary, A+30) รอบ 12.00 น. ที่ Doc Club ในตึก Cloud 11

 

2. ดูหนังเรื่อง DISTANT SHORES (2025, Thibault Verneret, France, documentary, A+30) รอบ 13.30 น. ที่ Doc Club

 

3. ดูหนังเรื่อง THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30) รอบ 14.45 น. ที่ Doc Club

 

เราขอจัดให้ THE CALF DOLL ไปอยู่ในลิสท์หนัง fiction ของเราเวลาเราจัดอันดับประจำปีนะ คือหนังเรื่องนี้มันมีความ documentary ผสมอยู่ด้วย แต่ถ้าให้เราจัดอันดับหนังของเราเอง เราเอาหนังเรื่องนี้ไปแข่งในสาย fiction แทนแล้วกัน 55555

 

4. นั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยสุขุมวิท 101/1 (ตรงข้ามตึก Cloud 11) ไปซีคอนสแควร์

 

5. ดูหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30) ที่ TCDC Commons ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

6. ดูงานวิดีโอ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, around 11min) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

7. ดูนิทรรศการ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

8. ดูนิทรรศการ CLOUDY AND FRIENDS: HAPPINESS IN THE ISAN COUNTRYSIDE (2026, Tanatip Nachalong) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

9. กินอาหารเย็นที่ร้าน Bratbox ซีคอนสแควร์

 

10. อยากไปดูหนังอินเดียเรื่อง MIRZAPUR: THE MOVIE (2026, Gurmmeet Singh, India, 195min) แต่เห็นคนแน่นโรง เราเลยเปลี่ยนใจไปดู ALL WISHES COME TRUE! (2026, Mu Zhengyang, China, animation, A+30) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รอบ 20.30 น. แทน

 

สรุปว่า วันนี้ออกจากอพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี ไปดูหนังสารคดี 3 เรื่องแถวปุณณวิถี เสร็จแล้วไปดูหนัง + video installation ที่ซีคอนสแควร์ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามา Central World เพื่อดูหนังจีน

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ 55555

Friday, August 28, 2026

BORN IN FLAMES

 

มีการกระจายกำลังตามจุดต่าง ๆ

 

มีใครทายได้ไหมว่าเรานั่งอยู่จุดใดในภาพนี้ 55555

 

คำเฉลยอยู่ใน comment

 

คำตอบคือ G5 จ้ะ

+++

 

เมื่อวานเราได้ไปเยือน Sala Saneha เป็นครั้งแรก เพื่อดูหนังเรื่อง BARRY LYNDON (1975, Stanley Kubrick, UK/USA, 185min, A+30)

+++

 

หนังเรื่อง MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) ทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า แม่ของเราก็มีหนังสือเกี่ยวกับ “อาหารฤทธิ์ร้อน-เย็น” อะไรแบบนี้หลายเล่ม เมื่อเดือนก.ค.ตอนที่เราไปเยี่ยมแม่ เราก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปหนังสือเหล่านี้เอาไว้ด้วย

+++

 

ดีใจสุดขีด เราอยากดู LOVE ON TRIAL (2025, Koji Fukada, Japan) กับ INTO THE WILD (2007, Sean Penn, 148min) มาก ๆ INTO THE WILD เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2 สาขาด้วยนะ ซึ่งได้แก่นักแสดงสมทบชาย (Hal Holbrook) กับตัดต่อ แต่ปีนั้นผู้ชนะรางวัลออสการ์ดาราสมทบชายคือ Javier Bardem จาก NO COUNTRY FOR OLD MEN และผู้ชนะรางวัลตัดต่อคือ THE BOURNE ULTIMATUM

 

+++

มีเพลงอะไรบ้างที่ถูกใช้ในหนังสั้นไทยบ่อยมาก ๆ

 

ถ้าให้เราประเมินเอง เราคิดว่าเพลง LIFE IN MONO (1997) ของวง Mono กับเพลง MIND HEIST ของ Zack Hemsey ที่ใช้ประกอบ trailer หนังเรื่อง  INCEPTION (2010, Christopher Nolan) นี่น่าจะติดอยู่ในลิสท์ “เพลงที่ใช้ประกอบหนังสั้นไทยบ่อยที่สุด”

 

โดยเพลง LIFE IN MONO ในอัลบัม FORMICA BLUES นี้เคยถูกใช้ประกอบหนังเรื่อง GREAT EXPECTATIONS (1998, Alfonso Cuarón) และต่อมาเพลงนี้ก็ถูกใช้ประกอบ “หนังสั้นไทย” จำนวนเยอะมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ส่วนเพลง MIND HEIST นั้นก็เจอได้บ่อยมากในหนังสั้นไทยช่วงต้นทศวรรษ 2010 ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ไม่รู้ว่ามีเพลงอื่น ๆ อีกบ้างไหมที่ถูกใช้บ่อยมาก ๆ ในหนังสั้นไทย  

 

เราเดาว่า CLAIRE DE LUNE (1890) ของ Claude Debussy นี่น่าจะติดอยู่ใน top five เพลงประกอบหนังสั้นไทย เสียดายที่เราไม่มีความรู้เรื่องเพลงคลาสสิค เราก็เลยจำไม่ได้ว่ามีเพลงคลาสสิคเพลงไหนบ้างที่ถูกใช้ในหนังสั้นไทยบ่อยมาก ๆ

 

ไม่รู้ว่ามีใครเคยเก็บสถิติข้อมูลอะไรทำนองนี้ไว้บ้างหรือเปล่า

 

ส่วน “เพลงที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในละครไทยในยุคทศวรรษ 1980” นี่น่าจะเป็นเพลงของ John Barry จากหนังเรื่อง SOMEWHERE IN TIME รักเอย ไม่เคยเลยลับ (1980, Jeannot Szwarc) 55555

 

เสียดายที่เราต้องตัดใจโยนทิ้งเทปอัลบัม FORMICA BLUES (1997) ของวง Mono เพราะเทปมันมีอะไรขาว ๆ อยู่ข้างใน เราก็เลยกลัวว่ามันคงขึ้นราแล้ว เราก็เลยโยนทิ้งดีกว่า เพื่อความปลอดภัยจากเชื้อรา

 

แต่เทปม้วนอื่น ๆ ที่เราเก็บไว้ 30-40 ปี มันไม่ขึ้นรานะ งงเหมือนกันว่าทำไมม้วนนี้ขึ้นราอยู่ม้วนเดียว ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับการที่เราแปะสก็อตเทปไว้ที่ก้นเทปหรือเปล่า แต่เราก็เคยทำแบบนี้กับเทปม้วนอื่น ๆ มันก็ไม่ขึ้นรานะ

 

แต่เราเก็บปกอัลบัมนี้ไว้นะ เพราะเราชอบปกอัลบัมนี้มาก ๆ เป็นภาพ abstract collage ผสมรวมกับภาพถ่ายกรุงลอนดอน ปกอัลบัมนี้ออกแบบโดย Kate Gibb (illustrations) + Blue Source (art direction)

 

เพลงในอัลบัมชุด FORMICA BLUES (1997) ของวง Mono เรียงตามลำดับความชอบ

 

(in my preferential order)

 

1. SLIMCEA GIRL

2. HIGH LIFE

3. LIFE IN MONO

4. PLAYBOYS

5. DISNEY TOWN

6. THE OUTSIDER

7. HELLO CLEVELAND!

8. PENGUIN FREUD

9. SILICONE

10. THE BLIND MAN

 

LIFE IN MONO (1997)

https://youtu.be/qP0qeQrjh2k?si=La15XGjoa9jcsXff

 

SLIMCEA GIRL (1997)

https://youtu.be/as-oZErOT9E?si=vfrnOiTriobBrXJI

 

CLAIRE DE LUNE (1890)

https://youtu.be/X-Xxqt6Xdio?si=aQ_ejtJ2rloCnGVV

 

MIND HEIST (2010)

https://youtu.be/QkvxiTEhNsM?si=MUDlUgTyMgsIO4JR

 

SOMEWHERE IN TIME (1980)
https://youtu.be/esrTfwBiOM0?si=82jxmI-yq8cvla1z

+++

 

BORN IN FLAMES (1983, Lizzie Borden, A+30)

 

คลาสสิคจริง ๆ หนังนำเสนอสถานการณ์ที่ล้ำมาก ๆ เพราะสถานการณ์ในหนังคือโลกอนาคตที่สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นประเทศ “สังคมนิยม” ไปแล้วเป็นเวลา 10 ปี แต่ผู้หญิงบางคนก็มองสถานการณ์ในประเทศว่าเป็น status quo และรวมกันก่อตั้งกลุ่ม Women’s Army ขึ้นมา ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลก็ไม่สามารถสืบหาตัวผู้นำของกลุ่มนี้ได้ เพราะว่าผู้นำของกลุ่มนี้มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อย  ๆ ระหว่างผู้นำกลุ่มย่อยราว 10 กว่ากลุ่มในกองกำลังสตรีนี้

 

ผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ก็แบ่งกันเป็นหลายก๊กหลายเหล่ามาก ๆ รุนแรงมาก ๆ ทั้งกลุ่ม Women’s Army ที่นำโดยเลสเบียนผิวดำ, กลุ่มดีเจผิวดำหญิง, กลุ่มดีเจหญิงผิวขาวที่มองว่า Women’s Army เป็นกลุ่มหน่อมแน้ม, กลุ่มนักหนังสือพิมพ์หญิงผิวขาวที่เป็นสมาชิกพรรคแรงงานสังคมนิยม (หรืออะไรทำนองนี้), กลุ่มนักรบหญิงจาก Western Sahara (ดินแดนที่เพิ่งถูกนำเสนอในหนังเรื่อง SIRAT), สาวดำที่มองว่าตนเองไม่ต้องพึ่ง Women’s Army, ผู้หญิงบางคนที่ลังเลเรื่องการใช้อาวุธ, หญิงชราที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง, etc.

 

ชอบที่หนังมันนำเสนอความซับซ้อนของปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพราะหนังมันไม่ได้นำเสนออะไรง่าย ๆ เพียงแค่ว่า “คนรวย ผิวขาว ชายแท้ เป็นคนเลว” และ “สาวผิวดำเลสเบียนชนชั้นแรงงาน เป็นคนดี” แต่หนังแสดงให้เห็นว่า ในการที่สาวผิวดำเลสเบียนชนชั้นแรงงาน จะเป็นหัวหอกในการปฏิวัตินั้น เธอจะต้องเผชิญอุปสรรคอะไรบ้าง โดยเฉพาะความยากลำบากในการขอความร่วมมือจากคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม

 

BORIN IN FLAMES เป็นหนังปี 1983 ส่วน MADAME X: AN ABSOLUTE RULER (1978, Ulrike Ottinger, West Germany) เป็นหนังปี 1978 หนัง feminist สองเรื่องนี้มีอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว แต่ยังคงนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเราในยุคปัจจุบัน

 

ในรูปเป็นโครงการที่เหล่าตัวละครลุกขึ้นมาต่อต้าน อย่างเช่น โครงการการเคหะที่ discriminate สาวโสดและเลสเบียน เหล่าตัวละครในหนังเลยต้องต่อต้าน discrimination นี้

 

เราดูหนังเรื่องนี้ใน MUBI

Edit เพิ่ม: Kathryn Bigelow ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วยนะ

Friday, August 14, 2026

THE ODYSSEY AND XENIA AND ICE AND EINSTEIN

 

เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ ซึ่งก็คือ MALEVYCH (2024, Daria Onyshchenko, Ukraine, A+25) กับ MR. JONES (2019, Agnieszka Holland, UK/Poland/Ukraine)

+++

 

เราเพิ่งรู้ว่า THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15) ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV (1966, Andrei Tarkovsky, Soviet Union, 205min, A+30), RAN (1985, Akira Kurosawa, Japan, 160min, A+30) และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST (1988, Martin Scorsese, 166min, A+30)

 

เมื่อกี้เราเพิ่งกูเกิลอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ THE ODYSSEY เราก็เลยเพิ่งได้อ่านข่าวเก่าในช่วงกลางเดือนก.ค.ในเว็บนสพ. Independent ที่ว่า คริสโตเฟอร์ โนแลนให้ cast and crew ของ THE ODYSSEY ดูหนัง 3 เรื่องนี้ -- ANDREI RUBLEV, RAN, THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนที่จะเริ่มต้นถ่ายทำ THE ODYSSEY

 

เหมือนมีคนเขียนถึงเรื่องนี้เป็นภาษาไทยไว้ตั้งแต่กลางเดือนก.ค.แล้วนะ แต่เราเพิ่งรู้เรื่องนี้ เราก็เลยขอเอาข่าวเก่านี้มาแปะในวอลล์ของเราด้วยแล้วกัน เพราะเราดีใจมาก ๆ เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มาก ๆ และเราก็อยากดู ANDREI RUBLEV กับ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ซ้ำอีกรอบในจอใหญ่มาก ๆ ส่วน RAN เราขี้เกียจดูซ้ำ 55555

 

พอรู้ว่า Nolan ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราก็เลยเหมือนเข้าใจว่าเพราะเหตุใดโทนหนังของ THE ODYSSEY มันถึงไม่ฉูดฉาดหรูหราอู้ฟู่ตระการตา แบบหนังอีพิคของฮอลลีวู้ดยุค 1950-1960 แบบพวก THE TEN COMMANDMENTS (1956, Cecil B. DeMille, 220min), BEN-HUR (1959, William Wyler), CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz) แต่มันดูมีความติดดิน ดูมอมแมมกว่าที่เราคาดไว้ในตอนแรก ถึงแม้ว่ามันจะยังห่างไกลจากความ minimal แบบ MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany) และ PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer) ก็ตาม

 

เราก็เลยได้แต่หวังว่า กระแสความนิยมใน THE ODYSSEY จะส่งผลให้ผู้คนต่าง ๆ ที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ตามไปดู ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ด้วยนะ หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ควรมีการนำหนังสองเรื่องนี้มาฉายในโรงใหญ่ในไทยด้วย เพราะเราก็อยากดูหนังสองเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบมาก ๆ

 

เราเคยดู ANDREI RUBLEV ในรูปแบบวิดีโอเทปของร้านแว่น เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในจอใหญ่ ๆ ถ้าได้จอแบบโรงหนังชั้น 6 ของหอภาพยนตร์ก็จะดีมาก ๆ

 

ส่วน THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราเคยดูในรูปแบบวิดีโอเทปโดยไม่มีซับไตเติล เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในแบบที่มีซับไตเติล เพื่อที่เราจะได้เข้าใจหนังได้มากยิ่งขึ้น

 

ส่วน RAN นั้นเราเคยดูตอนมันมาฉายทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่ขี้เกียจดูซ้ำอีกรอบ 55555

 

ข่าวจาก The Independent

https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/films/news/the-odyssey-christopher-nolan-andrei-rublev-b3015284.html

 

+++

 

หนังใหม่ของ Nikolaus Geyrhalter จะมาฉายใน Pattaya Film Festival ปีนี้นะ

https://www.ptyiff.com/post/ptyiff-2026-official-selection?fbclid=IwY2xjawTqg-BwZG9mBWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMVd2SmpnOXRjZ2JDbTRPbnZzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEe8o7WWSV26Ria9Giu4_n37gNWctwYjlZPIP9Vkfr2xZuoWVVgRuEPFG4GcZ0_aem_gxlj4rP-bYqlL0P2drnXfw

+++

โพสท์ที่ 5 เกี่ยวกับ THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15)


1. สิ่งหนึ่งที่ติดใจใน THE ODYSSEY ก็คือการที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำกฎ Xenia ของ Zeus ที่ว่า “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.”  เหมือนพอ THE ODYSSEY ย้ำประเด็นนี้หลายครั้ง เราก็เลยแอบสงสัยว่า Nolan ต้องการวิพากษ์ปฏิบัติการ ICE ของ Donald Trump หรือเปล่า 55555 หรือบางที Nolan อาจจะแค่ต้องการพูดถึงนโยบายผู้อพยพของชาติตะวันตกในวงกว้าง ไม่ได้เจาะจงไปที่ปฏิบัติการ ICE โดยตรง

 

พอเรากูเกิลดู ก็พบว่าผู้ชมบางคนดู THE ODYSSEY แล้วก็นึกถึงปฏิบัติการ ICE เช่นเดียวกัน

 

2. แต่เราก็ชอบที่หนังมันก็พูดถึง “คนต่างถิ่น” ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี เพราะถึงแม้กฎข้างต้นจะเน้นให้เราต้อนรับคนต่างถิ่นเป็นอย่างดี แต่คนต่างถิ่นก็ต้องเคารพเจ้าบ้านด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวอย่างของ strangers ที่ไม่เคารพเจ้าบ้าน ก็คือเหล่าบรรดา suitors ใน THE ODYSSEY ที่ทำให้เรานึกถึงพวกทุนเทาข้ามชาติ จีนเทา โดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาไม่ใช่ผู้ลี้ภัยที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่เป็นพวกที่หวังเข้ามาตักตวงกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศอื่น

 

แต่ถ้าหากนึกย้อนไปถึงเรื่องจริงเรื่องอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์แล้ว เราก็นึกไปถึงการที่คนขาวเข้ามาเข่นฆ่าชาวอินเดียนแดง ชาวพื้นถิ่น ในทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และสิ่งที่ชาวยิวกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในดินแดนปาเลสไตน์หลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

 

3. พอได้ยิน Zeus’ law ในหนังเรื่องนี้ เราก็แอบนึกถึงมุกตลกชั่ว ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะถึงแม้เรารักคนทุกเชื้อชาติ และสนับสนุนนโยบายในการปฏิบัติดีต่อผู้ลี้ภัย (เพราะกูเองก็อยากลี้ภัยไปประเทศอื่น 555) แต่พอเราได้ยินประโยค Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise. เราก็นึกต่อขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติว่า but they can also be serial killers in disguise พร้อมกับภาพจากหนังเรื่อง FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) ผุดขึ้นมาในหัวของเรา ขออภัยกับมุกตลกชั่ว ๆ ค่ะ 55555

 

4. แต่ชอบวลี gods in disguise ใน Zeus’ law มาก ๆ นะ เพราะพอได้ยินวลีนี้แล้ว เราก็นึกถึงตัวละครผู้อพยพในหนังเรื่องต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเหล่าบรรดา “หนุ่ม ๆ ชาวจีน” ที่อพยพมายังภูมิภาคนี้ 5555 ทั้งหนุ่มจีนที่อพยพมามาเลเซียในหนังเรื่อง THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek Huat, Taiwan, A+30) และหนุ่มจีนที่อพยพมาไทยใน DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) เพราะถึงแม้ในความเป็นจริงพวกเขาจะเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เราก็แอบมองหนุ่ม ๆ ชาวจีนเหล่านี้ว่าเป็น gods in disguise 55555 (gods คือ เทพเจ้า ที่ยังคงมีกิเลสตัณหาราคะอยู่นะ ไม่ใช่ God “พระเจ้า” ที่มีแต่ความดีงาม)

 

5. วลีที่ว่า ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย อาจจะเป็น gods in disguise ทำให้เรานึกถึง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวและชาวฮังการีหลาย ๆ คนก็หนีออกจากเยอรมนีและยุโรปเมื่อนาซีขึ้นมาครองอำนาจในเยอรมนีในทศวรรษ 1930 ซึ่งการที่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวต้องลี้ภัยไปประเทศอื่น ๆ ก็ส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของนาซีเอง

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด นักวิทยาศาสตร์หลายคนอพยพออกจากยุโรปมาสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อหนีภัยนาซี เพราะบางคนก็เป็นยิว, บางคนมีเมียเป็นยิว และบางคนก็ต่อต้านนาซี และต่อมาผู้ลี้ภัยหลายคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็เข้าร่วมใน The Manhattan Project หรือโครงการสร้างระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก (แต่ Einstein ไม่ได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วยนะ)

 

ถ้าหากนาซีไม่ได้ขับไล่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนมาก ออกจากเยอรมนีและยุโรป และถ้าหากสหรัฐไม่ได้ต้อนรับไอน์สไตน์กับผู้ลี้ภัย/นักวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นพลเมืองของประเทศตนเองในทศวรรษ 1930 ประวัติศาสตร์ของโลกนี้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก็เป็นได้ และโลกในปัจจุบันนี้ก็อาจจะแตกต่างเป็นอย่างมากจากที่เป็นอยู่นี้ด้วยเช่นกัน

 

ก็เลยขอจดบันทึกไว้ว่า พอเราได้ดูหนังเรื่อง THE ODYSSEY, ได้ยินประโยค “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.”  เราก็เลยนึกเรื่อยเปื่อยเหลวไหลไร้สาระต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึงเรื่อง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจ 555

 

อันนี้เป็นข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ Albert Einstein ใน Wikipedia:

 

“ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ไอน์สไตน์ตระหนักว่าเขาไม่สามารถเดินทางกลับเยอรมนีได้อีกต่อไป เนื่องจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพรรคนาซีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

 

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ค.ศ. 1933 หน่วยเกสตาโป (ตำรวจลับนาซี) ได้บุกค้นอพาร์ตเมนต์ของครอบครัวเขาในกรุงเบอร์ลินซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาและเอลซา ภรรยาของเขา เดินทางกลับยุโรปในเดือนมีนาคม และระหว่างการเดินทางนั้น พวกเขาได้รับข่าวว่ารัฐสภาเยอรมัน (ไรชส์ทาค) ได้ผ่านกฎหมายมอบอำนาจเบ็ดเสร็จ (Enabling Act) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งเปลี่ยนสถานะรัฐบาลของฮิตเลอร์ให้กลายเป็นระบอบเผด็จการโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายในทางปฏิบัติ และทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางต่อไปยังกรุงเบอร์ลินได้ ต่อมาพวกเขาทราบข่าวว่าบ้านพักตากอากาศของตนถูกพวกนาซีบุกค้นและเรือใบส่วนตัวของไอน์สไตน์ถูกยึดไป ซึ่งในเวลาต่อมาพวกนาซีได้ขายเรือใบของเขาและดัดแปลงบ้านพักให้กลายเป็นค่ายฝึกเยาวชนฮิตเลอร์ (Hitler Youth)

 

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1933 ไอน์สไตน์พบว่ารัฐบาลเยอรมันชุดใหม่ได้ออกกฎหมายห้ามชาวยิวรับตำแหน่งทางราชการ รวมถึงการเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนหลายพันคนถูกบังคับให้สละตำแหน่งในมหาวิทยาลัยอย่างกะทันหัน และรายชื่อของพวกเขาถูกลบออกจากบัญชีบุคลากรของสถาบันที่เคยจ้างงาน

 

หนึ่งเดือนต่อมา ผลงานของไอน์สไตน์ตกเป็นเป้าหมายของสหภาพนักศึกษาเยอรมันในเหตุการณ์เผาหนังสือของนาซี โดยโจเซฟ เกิบเบลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของนาซี ได้ประกาศก้องว่า "ปัญญาชนชาวยิวได้ตายไปแล้ว" นิตยสารฉบับหนึ่งของเยอรมนีได้ระบุชื่อเขาไว้ในบัญชีรายชื่อศัตรูของระบอบการปกครองเยอรมัน พร้อมคำบรรยายว่า "ยังไม่ถูกแขวนคอ" และมีการตั้งค่าหัวเขาไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์

 

ในปี ค.ศ. 1935 เขาตัดสินใจที่จะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวรและยื่นเรื่องขอสัญชาติ โดยไอน์สไตน์ได้รับสัญชาติอเมริกันในปี ค.ศ. 1940”

 

บทความจาก Slate

https://slate.com/life/2026/08/the-odyssey-movie-ice-immigration-student-arrest.html

 

โพสท์แรกเกี่ยวกับ THE ODYSSEY

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02UB4fL723QLC2LvFTWwLVCPbTSsVbvTLw6fXEFPbMiK5hCePpiCxAheRrwsQGk65Tl

 

 

โพสท์ที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1417450563637062

 

โพสท์ที่สาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0hZf9MjUgJsdD8NFGuQB46gMesXesRNov8fxe1pz4D5fmbSuBnpeQzmVQu38XZuErl

 

โพสท์ที่สี่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0kcFVvDF9eN9t19e8M37iXWoxSTfdszV6a2ABvNNseTSWis9UA4RaYS6ofnco4uXxl

+++

 

ของเราที่ชอบมากก็คือ “สาปอสูร” (1984, วรยุทธ พิชัยศรทัต) ละครโทรทัศน์ช่อง 3 ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “มายาพิศวาส” ของจินตวีร์ วิวัธน์ โดยมีรัชนู บุญชูดวง รับบทเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนางเมดูซ่า

+++

 

HOLISTIC STRATA SCREEN (2017, Hiroaki Umeda, Japan, video installation, 5min)

 

ดูในนิทรรศการ THE SUPERLATIVE ARTISTRY OF JAPAN ที่ TCDC

+++

 

ลองถาม google AI ว่า Cyclops ยักษ์ตาเดียวใน THE ODYSSEY ทำชีสอะไร มันตอบว่าทำ “FETA CHEESE”

 

In Homer's The Odyssey, the Cyclops Polyphemus made an unaged, brined sheep and goat milk cheese. Food historians and culinary traditions often trace this mythic dairy as an ancient ancestor to modern feta or fresh pressed curd cheeses.

 

How Polyphemus Made the Cheese

  • The Animals: He milked his flocks of ewes and she-goats.
  • The Process: He curdled half of the fresh milk and drained the whey using woven wicker baskets or strainers.
  • The Storage: He stored the solid curds on heavy cheese-racks inside his cave

Feta is a Greek brined white cheese made from sheep's milk or from a mixture of sheep and goat's milk.

Thursday, August 13, 2026

THE ODYSSEY VS. THE FRIENDS

 

น่าดูสุดขีด เราชอบหนังเรื่อง I EVEN MET HAPPY GYPSIES (1968, Aleksandar Petrovic, Yugoslavia, A+30) มาก ๆ ด้วย หนังยูโกสลาเวียเรื่องนี้เคยมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัย ธรรมศาสตร์ในวันที่ 22 ส.ค. 2010

+++

 

THE ODYSSEY ACCORDING TO...

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15) พอดูแล้วก็เลยมาจินตนาการต่อเล่น ๆ ฮา ๆ แบบไม่จริงจังว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับคนอื่น ๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

 

1. Paul Verhoeven

 

เห็นมีคนวิจารณ์ว่า THE ODYSSEY เวอร์ชั่นนี้ตัดฉากเซ็กส์ระหว่าง Odysseus กับ Circe และ Calypso ออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ Christopher Nolan ต้องการทำให้พระเอกดูเป็นคนรักเดียวใจเดียว เข้ากรอบพระเอกหนังที่คนดูในยุคปัจจุบันจะยอมรับได้มากยิ่งขึ้น

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหากเป็น Paul Verhoeven มากำกับหนังเรื่องนี้ หนังต้องอุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ร้อนแรงอย่างแน่นอน ตัวละครคงจะหื่น, โหด, ดิบเถื่อน, บ้าเลือดมากยิ่งขึ้น ดูได้จาก FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)

 

 2. Robert Eggers

 

เนื้อเรื่องเจาะเฉพาะช่วงที่ Odysseus เดินทางไปที่ริมขอบ Oceanus ดินแดนที่คนเป็นสามารถพูดคุยกับคนตายได้ Odysseus ได้พูดคุยกับ Tiresias และวิญญาณคนตายต่าง ๆ แน่นอนว่าหนังเน้นไปที่บรรยากาศหลอกหลอนจนสุดจะบรรยาย

 

3. Catherine Breillat

 

หนังเน้นไปที่เกมอำนาจระหว่างเพศหญิงเพศชาย โดยเล่าจากมุมมองของ Circe และ Calypso

 

4. Lav Diaz

 

หนังยาว 9 ชั่วโมง Odysseus และลูกเรือของเขากลายเป็นผู้ร้าย เป็นเหมือนคนขาวที่บุกเข้าปล้นสะดมภ์ ทำลายชนพื้นเมือง

 

3 ชั่วโมงแรกเล่าจากมุมมองของชาวเผ่า Ciconians ในเมือง Ismara ที่ Odysseus กับพรรคพวกบุกเข้าปล้นฆ่าหลังเดินออกจากกรุงทรอย หนังเน้นให้เห็นถึงผลจากการทำลายล้างของ Odysseus และความขมขื่นที่ชาวเผ่า Ciconians ต้องเผชิญ

 

ชั่วโมงที่สี่ของหนังเล่าถึงชีวิตอันสงบสุขอยู่ดี ๆ ของ Cyclops ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นงดงาม ส่วนชั่วโมงที่ 5 และ 6 เล่าถึงความเลวร้ายที่ Odysseus กับพรรคพวกกระทำต่อ Cyclops

 

ชั่วโมงที่ 7 ถึง 9 ของหนัง เป็น Odysseus กับพรรคพวกแล่นเรือไปเรื่อย ๆ เผชิญทั้งแดดร้อนจัด, พายุฝน, ความหิวโหย คนดูจะสัมผัสได้ถึงความหิวโหย, ความเหนื่อยล้า, ความทุกข์ยากของตัวละครเหล่านี้ แล้วคนดูก็อาจจะแอบรู้สึกสมน้ำหน้า

 

5. Ulrike Ottinger

 

ตัวละครชายแท้บนเรือทยอยตายไปทีละคน ทีละคน และแน่นอนว่าในที่สุด Odysseus ก็ไม่รอดชีวิต ลูกเรือของเขามีรอดชีวิตแค่คนเดียว เพราะคนนั้นพอได้ยินเสียงนาง Sirens เขาก็ออกอาการสาวแตก ลุกขึ้นมาเต้น กระโจนลงจากเรือ ไปขึ้นเกาะนาง Sirens แล้วเผยธาตุแท้ความเป็นกะเทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนาง Sirens ไป

 

Penelope กับบรรดาสาวใช้วางแผนฆ่า suitors ทุกคนจนตายหมด แล้ว Penelope ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นราชินีนักรบแห่ง Ithaca

 

6. Takashi Yamazaki

 

หนังเน้นไปที่ฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่าง Cyclops กับ Godzilla, ฉากการต่อสู้ระหว่าง Laestrygonians (giant cannibals) กับ Godzilla และฉากการต่อสู้ระหว่าง Scylla (อสูรหลายหัว) กับ Godzilla เพราะในอดีตนั้น Odysseus เคยช่วยชีวิต Minila เอาไว้ Godzilla เลยอยากตอบแทนบุญคุณ

 

7. Scud

 

หลังจากนักรบหนุ่ม ๆ เหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสงครามกรุงทรอยมานาน 10 ปี และต้องออกเดินทางบนเรือไปด้วยกัน ทุกคนก็เลยรู้สึกเงี่ยนมาก และก็เก็บกดความเงี่ยนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาก็เลยเริ่มเอากันเอง และตกหลุมรักกันเอง

 

เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงฉาก climax เมื่อทุกคนบนเรือร่วมรักกันอย่างเมามันส์

 

หลังจากโชคชะตากลั่นแกล้ง แล่นเรือไปไม่ถึงบ้านสักที พวกเขาก็คิดว่า ไม่เป็นไร ในเมื่อทุกคนบนเรือตกหลุมรักกันเองแล้ว ก็ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้ พวกเราไปตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ครองรักด้วยกันในดินแดนแห่งใหม่ดีกว่า

 

เรือของ Odysseus แล่นไปเรื่อย ๆ ยังทิศตะวันตกในช่วงอาทิตย์อัสดง ชายหนุ่มหล่อล่ำกลัดมันบนเรือกอดรัดกันด้วยความรักอย่างดูดดื่ม เพลง GO WEST ของ Pet Shop Boys ดังขึ้นในตอนจบ

 

8. Christian Petzold

 

Penelope รำคาญพวก suitors อย่างมาก ๆ เธอก็เลยไปจ้างขอทานคนนึงให้มาปลอมตัวเป็น Odysseus เพราะว่าขอทานคนนั้นหน้าตาคล้าย Odysseus แล้วเธอก็แอบเผยความในใจให้ขอทานคนนั้นฟังว่า จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่เคยรัก Odysseus จริง ๆ หรอกนะ แต่เธอเองก็ไม่อยากแต่งงานใหม่ เพราะเธอไม่อยากแบ่งบัลลังก์และราชสมบัติให้ใคร แน่นอนว่าขอทานคนนั้นจริงๆ แล้วก็คือ...

 

9. Pedro Almodovar

 

Penelope แอบมีใจหวั่นไหวให้กับ suitors นิสัยดีบางคน แต่เธอโดน “กรอบความเป็นสตรีที่ดีแบบสมัยโบราณ” ค้ำคออยู่

 

แน่นอนว่า Penelope รับบทโดย Penelope Cruz

 

10. พชร์ อานนท์

 

Penelope รับบทโดยโก๊ะตี๋ เธอบอก suitors ว่า เธอจะแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อเธอทอผ้าเสร็จ แต่ผ่านมา 10 ปีแล้วเธอก็ทอไม่เสร็จ เพราะว่าเธอทอผ้าไม่เป็น

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15)

+ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

มีการ spoil หนังทั้งสองเรื่องนี้

 

1. ปรากฏว่าพอเราได้ดู THE ODYSSEY แล้วเราก็ชอบน้อยกว่าที่คาดนะ และก็คิดว่าการดู IMAX อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราด้วยในกรณีของหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้ดู IMAX นะ เพราะว่าถ้าหากเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอปกติ แล้วเราชอบแค่ในระดับ A+15 เราก็อาจจะสงสัยไปจนชั่วชีวิตว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX แล้วเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นหรือเปล่า 55555 แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX ไปเลย เราก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับ “ความสงสัย” นี้ คือสำหรับเราแล้วการดู IMAX ไม่น่าจะทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แต่มันช่วยขจัด “ความสงสัย” ในใจเราได้

 

ชอบงานเขียนงานวิจารณ์ของคุณ Ming Panha และคุณ Noel Vera ที่มีต่อหนังเรื่อง THE ODYSSEY มาก ๆ อ่านของคุณ Ming Panha แล้วได้ความรู้เยอะมาก ๆ

 

ชอบประโยคนี้ของคุณ Noel Vera มาก ๆ “I sit through three hours of mid storytelling to be rewarded the visual equivalent of hamburger.”

 

2. เราว่า THE ODYSSEY ก็สนุกและดูเพลินดีสำหรับเรา ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า TROY (2004, Wolfgang Petersen) นะ เพราะเราว่า Christopher Nolan เป็นคนทำหนัง “สนุก” และเร้าอารมณ์ผู้ชมได้เก่งน่ะ โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ดนตรีประกอบในการหล่อเลี้ยงอารมณ์ตื่นเต้นของผู้ชม เนื้อเรื่องของ ODYSSEY ก็ติดตามได้ง่ายกว่า TROY ด้วย

 

และก็ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่ามินิซีรีส์ THE ODYSSEY (1997, Andrei Konchalovsky, 176min) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ช่อง 7 ด้วย ซึ่งมินิซีรีส์อันนั้นก็ทำได้ดีประมาณนึง แต่มันอาจจะ “สมจริง” เกินไปจนเราไม่ชอบ 55555 เพราะว่าจุดแข็งของเวอร์ชั่น Nolan ก็คือว่า Matt Damon หล่อกว่า Armand Assante น่ะ

 

คือ Armand Assante เป็นนักแสดงที่ดีมากนะ (โดยเฉพาะตอนที่เขาแสดงเป็นนโปเลียนใน NAPOLEON AND JOSEPHINE: A LOVE STORY) และถ้าหากวัดกันตามจริงแล้ว เขาอาจจะดู “สมจริง” กว่า Matt Damon ก็ได้สำหรับบท Odysseus แต่เราว่า Matt Damon ตรงสเปคเรามากกว่า เพราะฉะนั้นพอเราดู Matt Damon ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยได้รับ “ความสุขทางเพศ” ไปด้วย ส่วนในเวอร์ชั่นของ Andrei Konchalovsky นั้น เราอาจจะได้ดู Odysseus ที่สมจริงกว่า แต่เราไม่ได้รับความสุขทางเพศจากการดู 55555 ขอยอมรับตามตรงค่ะ (เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะไม่มีการด่าใครที่ยอมรับตามตรงว่า ชอบหนังเรื่องไหนน้อยลงนิดนึงเพราะดาราหญิงคนนั้นคนนี้ไม่สวยตรงตามสเปค เพราะเราเองก็มีความลำเอียงตรงนี้เช่นเดียวกัน 55555)

 

3. จุดที่โดนเรามากที่สุดจุดนึงในเวอร์ชั่นนี้ ก็คือความ dilemma ของตัวละคร Odysseus ที่ตรงกับตัวละครพระเอกของ OPPENHEIMER (2023, Christopher Nolan, A+30) เพราะว่าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างอาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากเหมือนกัน แต่ทั้งสองไม่ได้ทำไปเพราะความชั่วร้ายอำมหิตในใจ (ไม่ใช่คนประเภทที่มีความสุขในการฆ่าคน) แต่เหมือนสถานการณ์มันพาไปในระดับนึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจดีสำหรับเรา และทั้งสองต่างก็เผชิญกับความรู้สึกผิดในจิตใจที่ไม่น่าจะเลือนหายไปได้ง่าย ๆ เพราะว่าคนจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปเพราะพวกเขา

 

ที่เราว่ามันน่าสนใจดีสำหรับเรา เพราะว่าถ้าหากตัวเราไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสองคนนั้น เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราจะเลือกทำอย่างไร เราจะ

 

3.1 เลือกอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

3.2 หรือว่าเราจะเลือกทำแบบตัวละครทั้งสองคนนี้

 

3.3 หรือว่าเราจะเลือกกระทำอัตวินิบาตกรรม

 

3.4 หรือจะเลือกทำสิ่งอื่น ๆ

 

 เราก็เลยรู้สึกว่า dilemma ของตัวละครพระเอกใน THE ODYSSEY กับ OPPENHEIMER มันน่าสนใจสำหรับเรา และเราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่ต้องเผชิญกับ “สงคราม” และ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” แบบนี้ในชีวิตจริงของเรา

 

4. จุดที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือ choice ของหนัง THE ODYSSEY ในการลดบทบาทของเทพเจ้าลงไปจนเกือบหมด คือในหนังเรื่องนี้มันยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่น ยักษ์ตาเดียว, เวทมนตร์ของ Circe, อสูร Scylla, โลกของคนตาย แต่เทพเจ้าในหนังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย ตัวละครในหนังพูดถึง Zeus และ Poseidon แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจจะแค่เผชิญกับ “ธรรมชาติ” ของท้องฟ้าและท้องทะเล

 

ส่วน Athena นั้นก็น่าจะเป็นเพื่อนในจินตนาการของ Odysseus ที่เกิดมาจากความรู้สึกผิดที่ Odysseus เห็นหญิงชาวทรอยคนนึงถูกบั่นคอกลางวิหารของเทพเจ้า

 

ที่เราบอกว่า “ชอบในระดับปานกลาง” เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้โดนใจอะไรกับสิ่งนี้เป็นการส่วนตัวน่ะ แต่เรามองว่า การที่หนังเลือก choice แบบนี้มันส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าจดจำ คือเวลาที่เรานึกถึง ODYSSEY เวอร์ชั่นของ Nolan หนึ่งในสิ่งแรกที่เราจะนึกถึง ก็คือ Zendaya ในบท “เพื่อนในจินตนาการ” ที่เกิดจาก trauma ของ Odysseus

 

และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า ถ้าหากหนังเลือกไปในอีกทางนึง คือทำเป็นหนังเทพเจ้าตบตีกันอย่างรุนแรงไปเลย หนังเรื่องนี้มันอาจจะ “สนุกยิ่งขึ้น” สำหรับเราก็ได้ 55555

 

5. อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือการที่โนแลนเลือกให้หนังเรื่องนี้สามารถใช้สะท้อนประเด็นการเมืองโลกในยุคปัจจุบันได้ ทั้งเรื่องของวิธีการต้อนรับผู้อพยพ, การอ้างความชอบธรรมแบบผิด ๆ ในการก่อสงคราม และเรื่องของความเสียหายจากสงคราม

 

ซึ่งเราว่าการที่หนังเลือกมาในแนวทางนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้มี “จุดเด่นที่น่าจดจำ” เพียงแต่ว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว

 

6. พอหนังเรื่องนี้เลือกใช้ Matt Damon มารับบทนำ เราก็เลยนึกไปถึง GREEN ZONE (2010, Paul Greengrass) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะฉะนั้นพอเราเอา GREEN ZONE กับ THE ODYSSEY มาต่อกัน เราก็จะได้หนังในจินตนาการเรื่องใหม่ เป็นหนังที่พูดถึง ทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ เขากลายเป็นฟันเฟืองของสงคราม เขาเห็นการฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ในตะวันออกกลาง เห็นการฆ่าหญิงผู้บริสุทธิ์ (Zendaya) จนเขาหลอน กลายเป็น “ทหารผ่านศึก” ที่เผชิญกับ PTSD จนต้องไปรักษาสภาพจิตในโรงพยาบาลนาน 7 ปี (โรงพยาบาล Calypso)  และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเดิมได้หรือไม่

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง GREEN ZONE + THE ODYSSEY ก็เลยอาจจะเหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE FRIENDS ก็นำเสนอตัวละครพระเอกที่คล้ายกับในย่อหน้าข้างต้น

 

พระเอกของ THE FRIENDS เป็นหนุ่มญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีภรรยาที่แสนดี แต่พอเขาถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม เขาก็เผชิญกับความเลวร้าย มีอยู่ครั้งนึงที่เขากับเพื่อน ๆ ทหารญี่ปุ่นอดอยากหิวโหยอยู่ในป่าฟิลิปปินส์เป็นเวลานาน พวกเขาเดินทางรอนแรมอยู่ในป่าจนไปเจอบ้านของชาวบ้านหลังนึง พวกเขาก็เลยจะเข้าไปหาอาหารกินในบ้านหลังนั้น แล้วพวกเขาก็อ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องฆ่าทุกคนในบ้านหลังนั้น ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในบ้านหลังนั้นไปบอกทหารฝ่ายศัตรู หญิงสาวคนนึงในบ้านหลังนั้นวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่า พระเอก (Rentaro Mikuni) ก็เลยวิ่งตามหญิงคนนั้นไป เขาเห็นเส้นผมยาวของหญิงคนนั้นไหวกระทบแผ่นหลังของหญิงคนนั้นขณะที่เธอวิ่งหนีเตลิดไปเรื่อย ๆ และในที่สุดพระเอกก็วิ่งตามไปสังหารหญิงชาวบ้านคนนั้นได้ และในตอนนั้นเขาถึงค้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ท้องโตอยู่ด้วย หญิงคนนั้นไม่ได้วิ่งหนีเพียงเพื่อเอาชีวิตของตัวเองให้รอดเท่านั้น แต่เธอพยายามปกป้องชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ของเธอด้วย

 

พระเอกรอดชีวิตมาได้จากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เราเข้าใจว่าบาปผิดในจิตใจส่งผลให้เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวของตัวเองอีก เขาก็เลยไม่กลับไปหาเมียผู้แสนดีของเขาอีก และเขาก็เลยใช้ชีวิตอย่างเป็นโสดอยู่ตามลำพังตั้งแต่สิ้นสุดสงครามในปี 1945 จนมาถึงยุคปัจจุบันของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือเท่ากับว่าเขา exile ตัวเองออกจากครอบครัวและภรรยาของเขามาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี

 

พอเขามีชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา เขาก็ได้ผูกมิตรกับเด็กชาย 3 คนโดยบังเอิญ เด็กชาย 3 คนนี้ก็เลยพยายามตามหาเมียเก่าของเขา

 

ฉากที่เมียเก่าของเขา (Chikage Awashima) ได้เจอหน้าสามีเก่าของเธอ หลังจากพลัดพรากจากกันมานานกว่า 40 ปี ถือเป็น one of my most favorite scenes of all time เลย คิดถึงฉากนี้ทีไร เราก็ร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปจริง ๆ สำหรับฉากนี้

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ THE ODYSSEY นี่เหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องพูดถึงพิษภัยของสงครามเหมือน ๆ กัน พระเอกของ THE ODYSSEY ก็เป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน รู้สึกผิดบาปกับการฆ่าคนในสงครามเหมือน ๆ กัน และความรู้สึกผิดนั้นก็กัดกร่อนจิตใจเขาอย่างรุนแรงมาก ๆ จนเป็น PTSD เหมือนกัน และพระเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็พลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานด้วย โดย Odysseus นั้นพลัดพรากจาก Penelope เป็นเวลานาน 20 ปี (สิบปีในสงครามกรุงทรอย และอีกสิบปีตอนเดินทางล่องเรือกลับบ้าน) ส่วนพระเอกของ THE FRIENDS นั้นพลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานกว่า 40 ปี แต่เป็นการพลัดพรากที่เกิดจาก “ความรู้สึกผิดบาป” ในใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากนาง Circe, Calypso, สัตว์ยักษ์อะไรใด ๆ

 

แน่นอนว่า เราชอบ THE FRIENDS มากกว่า ODYSSEY อย่างเทียบกันไม่ติด คือเราชอบมาก ๆ ที่ Christopher Nolan พยายามทำตัวละคร Odysseus ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น และเป็นตัวละครที่ relate กับปัญหาการเมืองในยุคปัจจุบันได้ด้วย คือเราว่าความพยายามนี้ของ Nolan เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เราว่า “การทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง” ไม่ใช่จุดแข็งของ Nolan น่ะ เขาไม่ใช่คนที่เก่งหรือถนัดจริง ๆ ในด้านนี้ และยิ่งถ้าหากเอา THE ODYSSEY กับ THE FRIENDS มาฉายเทียบกัน เราก็จะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมาก ๆ

 

7. พอเราดู THE ODYSSEY เราก็พบว่า เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน และเราก็เลยค้นพบว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ชื่นชอบ “สไตล์การกำกับ” ของโนแลนมากเป็นพิเศษน่ะ เพราะว่าสิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา คือ “ไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง” ของเขามากกว่า และสิ่งนี้ขาดหายไปใน THE ODYSSEY เพราะว่าเรารู้โครงเรื่องของ THE ODYSSEY ดีอยู่แล้วก่อนที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะเราเคยอ่านเรื่องพวกนี้จากนิตยสารต่วย’ตูน พิเศษ, เคยเรียนวิชา Mythology และก็เคยดูมินิซีรีส์ของ Andrei Konchalovsky มาแล้ว และเราก็พบว่า choice ของโนแลนในการสร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยการลดทอนบทบาทของเทพเจ้าลงจนเกือบหมด, ทำให้หนัง relate กับการเมืองในยุคปัจจุบัน และความกล้าหาญในการ casting นักแสดงแบบแหวกขนบ ถือเป็นอะไรที่เราชื่นชม แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับสิ่งเหล่านี้มากนัก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะสนุกกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกมากเท่ากับหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง, มันเล่าเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องดีอยู่แล้ว, มันไม่ได้เล่าเรื่องที่เราสนใจ และมันไม่ได้เล่าเรื่องที่เรารู้สึกอินด้วยมากนัก

 

ถ้าหากให้เรียงลำดับหนังของโนแลนที่เราเคยดู โดยเรียงตามลำดับความชอบ ก็อาจจะได้ดังนี้

 

7.1 MEMENTO (2000)

 

ไอเดียเรื่องการเล่าย้อนหลังเป็นอะไรที่ปังมากสำหรับเรา และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยเมื่อราว 25 ปีก่อน เราก็เลยรู้สึกว้าวกับไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY END (1967, Oldřich Lipský, Czechoslovakia, A+30) ก่อนหน้าที่จะได้ดู MEMENTO เราก็คงชอบ MEMENTO น้อยลงนิดนึง เพราะว่า HAPPY END ก็เล่าเรื่องย้อนหลังเหมือนกัน แต่มันทำมาก่อน MEMENTO ถึง 33 ปี

 

7.2 INTERSTELLAR (2014)

 

ชอบการที่ตัวละครพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน และเราชอบเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากันในแต่ละดวงดาวมาก ๆ เราว่าไอเดียนี้มันปังมาก ๆ และมันทำให้นึกถึงความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ที่ว่า

 

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 50 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 100 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นยามา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 200 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดุสิต: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 400 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นนิมมานรดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 800 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 1,600 ปีในโลกมนุษย์

 

7.3 INCEPTION (2010)

 

ไอเดียของหนังเรื่องนี้ปังมาก ๆ สำหรับเรา ชอบการสร้างโลกของความฝันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และเราก็มักจะ “รู้ตัว” ว่าตัวเองอยู่ในความฝันหลายครั้งด้วย เราก็เลยอินกับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษในจุดนี้

 

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ INCEPTION ในความเห็นของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ Christopher Nolan ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย ก็คือการที่ INCEPTION น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ one of my most favorite Thai films of all time และหนังไทยเรื่องนั้นก็คือ “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” (2011, Tritos Termarbsri, 90min)

 

7.4 OPPENHEIMER (2023)

เราชอบที่เขาหยิบเอาเรื่องของบุคคลคนนี้ขึ้นมาเล่า

 

7.5 THE DARK KNIGHT (2008)

 

เป็นหนึ่งในหนัง superhero เรื่องแรก ๆ ที่เข้าทางเรา เพราะมันสร้างตัวละครผู้ร้ายที่ทำให้เรารู้สึกกลัวมาก ๆ ได้ เหมือนผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้มันลงลึกถึงความดำมืดในจิตใจมนุษย์ได้มากกว่าผู้ร้ายในหนัง superheroes เรื่องก่อน ๆ หน้านี้ที่เราเคยดูมา

 

7.6 TENET (2020)

ไอเดียเรื่องเวลาถอยหลังเป็นอะไรที่ปังมาก

 

7.7 FOLLOWING (1998, UK)

 

หนังยาวเรื่องแรกของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการเขียนบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และความหลงใหลในตัวละครเลว ๆ ฉลาด ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังอีก 2 เรื่องที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คือ THE GAME (1997, David Fincher) และ THE LONGEST NITE (1997, Yau Tat-chi, Johnnie To, Hong Kong) เพราะว่าหนังทั้ง 3 เรื่องเป็น crime film/film noir/thriller ที่มีบทภาพยนตร์ที่สุดตีนมาก ๆ ในด้านการหักเหลี่ยมเฉือนคม, ซับซ้อนซ่อนเงื่อน, พลิกไปพลิกมาเหมือนกัน

 

เราชอบ THE LONGEST NITE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เราว่า THE LONGEST NITE นี่น่าจะเป็น one of my most favorite screenplays of all time ได้เลย ส่วน FOLLOWING นั้นเราก็รู้สึกว่ามันน่าศึกษามาก ๆ ในแง่บทภาพยนตร์แนว film noir

 

7.8 DUNKIRK (2017)

 

7.9 DOODLEBUG (1997, UK, 3min)

เหมือนเป็นหนังขายไอเดียปัง ๆ ซึ่งเราถือว่าเป็นจุดแข็งของ Nolan อยู่แล้ว

 

7.10 THE PRESTIGE (2006)

 

7.11 THE ODYSSEY (2026)

 

7.12 BATMAN BEGINS (2005)

 

7.13 INSOMNIA (2002)

เราว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาคล้าย ๆ THE ODYSSEY เพราะว่า INSOMNIA มันรีเมคมาจากหนังนอร์เวย์ มันก็เลยเหมือนไม่ได้มี “ไอเดียด้านเนื้อเรื่องที่ปัง ๆ” มาจากตัว Nolan เอง

 

7.14 THE DARK KNIGHT RISES (2012)

 

8. ขอเสริมนิดนึงว่า พอเห็นตัวละคร Circe ใน THE ODYSSEY เราก็แอบคิดว่า เธอเหมือนจะเป็นบรรพบุรุษของนางเอก MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) 55555

 

9.  ถ้าหากถามว่า หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกรีกเรื่องไหนที่เราชอบมากที่สุด คำตอบก็คือ ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) เพราะถึงแม้ ELECTRA, MY LOVE จะเล่าเรื่องของตัวละคร Electra ที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว (Electra เป็นบุตรีของ Agamemnon กับ Clytemnestra) แต่ Miklós Jancsó เป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ตัวจริงของจริงน่ะ เขาสามารถดัดแปลงตำนานกรีกยุคโบราณให้กลายเป็น “หนังการเมือง” ที่เราดูแล้วรู้สึกเดือดพล่านและอินด้วยมาก ๆ ได้ เขาสามารถสร้างฉากต่าง ๆ ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันงดงามตระการตาและทรงพลังสุด ๆ ได้ การเคลื่อนกล้องและการจัดวางนักแสดงในแต่ละฉากในหนังของเขานี่ต้องกราบตีนของจริง เขาสามารถสร้างบทพูดของตัวละครที่กลายเป็นบทพูดระดับคลาสสิคได้ และเราชอบที่เขาไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใด ๆ ด้วย เพราะหนังเรื่องนี้บอกไม่ได้ว่าเกิดในยุคสมัยใดบนโลกนี้ เพราะถึงแม้ตัวละครจะแต่งตัวแบบยุคโบราณ แต่ก็มีเฮลิคอปเตอร์มาเข้าฉากในหนังด้วย เราชอบการ create โลกทางภาพยนตร์แบบไม่ต้องแคร์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากใครดู THE ODYSSEY แล้ว เราก็ขอแนะนำให้ดู ELECTRA, MY LOVE ด้วยนะคะ เพราะเนื้อหาของหนังสองเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกันค่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง Agamemnon + Clytemnestra เหมือนๆ กัน

 

ขอจบด้วยตัวอย่าง “บทพูด” ของตัวละครใน ELECTRA, MY LOVE เพื่อแสดงให้เห็นว่า หนังที่สร้างจากตำนานกรีกแบบหนังของ Miklós Jancsó นี่แหละ คือหนังที่เข้าทางเราสุด ๆ ของจริง

 

9.1 " I, Electra, am speaking

Truth speaks and the law

Cursed be every tyrant

And blessed be every man who resists tyranny

Blessed be every man whom a tyrant destroys

 

I, Electra, who doesn't forget

While one person lives who doesn't forget

No one can forget

You have no power over me

Because Electra tortured is Electra

Electra dead is Electra

 

You have no power over me

Because I am justice

Though I know I can't kill you,

I wait and don't forget

Every man you killed lives on in me”

 

9.2 “Once upon a time there lived in the faraway orient a wonderful bird. Brighter than the sun, more dazzling than the rainbow, lovelier than a jewel, for it was born of man's eternal dreams. Its father was liberty, its mother happiness. Wherever the bird flew, the heavy clouds parted, the sun shone, rainbows glistened in the sky, suffering abated, the oppressed stood tall, the weary gained strength, the poor grew angry. On it flew, westward, and people's faith grew stronger. Their strength increased.

 

And once landowners and factory workers cease to be, and there is neither bourgeois nor proletarian, rich or poor, oppressor or oppressed. Once there is not too much food for some, and not enough for others, when all may partake equally on the basket of plenty, when all shall sit as equals at justice's table, when the spirit shall shine in every window, then, and only then shall man live a life worthy of him, one of liberty, joy, peace. Yet the firebird shall still fly here above us, and still perish every day, to be reborn even more wondrous the day after. Blessed be your name,

 

REVOLUTION."

 

++++

 

เกือบลืมไปแล้วว่า Shizuka Kudo เคยเป็นสมาชิกวงสามสาววงนี้ด้วย วง Ushirokami Hikaretai (1987-1988) ส่วนสมาชิกอีกสองคนในวงคือ Akiko Ikuina และ Makiko Saito

https://www.youtube.com/watch?v=7878-4z_mgI

 

 

 

Friday, June 26, 2026

CASINO CAMBODIA

 

CASINO CAMBODIA (1994, Ing K., documentary, 105min, A+30)

 

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดทางการเมืองบางอันหรือทัศนคติบางอย่างในหนังเรื่องนี้ สาเหตุที่ชอบมากเป็นเพราะเรารู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน thought-provoking มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังมันไม่ได้กระตุ้นให้เรา “ตีความ” สัญลักษณ์อะไรใด ๆ แบบหนัง thought-provoking บางเรื่องนะ แต่หนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้เรา debate กับความเชื่อเดิม ๆ ในหัวของเราเองได้ดีมาก ๆ

 

2. ชอบมาก ๆ ที่หนังมันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามัน “ซับซ้อน” มาก ๆ ไม่มีใครหรืออะไรที่ขาวจัดดำจัด

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เรามองว่าน่าสนใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้คือการตั้งคำถามต่อการที่ “ใคร” หรือ “อะไร” ได้ประโยชน์จากการวาดภาพให้ Khmer Rouge เป็นผู้ร้ายที่ชั่วมาก คือก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า Khmer Rouge ชั่วร้ายเลวทรามมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อไป (โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) ในประเด็นต่าง ๆ อย่างเช่น

 

2.1 ถ้าหากเราเกิดเป็นคนเขมรในชนบทในยุคนั้น เราจะเข้าร่วมกับ Khmer Rouge หรือไม่ หรือว่าเราอาจจะต้องเข้าร่วมกับ Khmer Rouge โดยที่ตัวเราเองก็ไม่ได้เต็มใจมากนัก หรือไม่

 

2.2 “เวียดนาม” เป็นพระเอกจริงหรือไม่ หรือเป็นพระเอกที่มีอะไรบางอย่างน่ากังขาหรือไม่

 

2.3 ตอนที่เวียดนามรบกับสหรัฐ หลายคนมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูก และสหรัฐเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเวียดนามรบกับเขมรแดง พวกเขาก็เลยมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูกโดยอัตโนมัติตามไปด้วยหรือเปล่า

 

2.4 Richard Nixon and Henry Kissinger ทำในสิ่งที่เลวร้ายต่อประเทศอื่น ๆ มากมาย แต่ทำไมสื่อมวลชนไม่ได้ treat พวกเขาในแบบเดียวกับที่ treat เขมรแดง

 

3. ชอบประเด็นเรื่อง Haing S. Ngor มาก ๆ หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า มนุษย์มันซับซ้อนจริง ๆ

 

Haing S. Ngor เป็นนายแพทย์ที่ตกเป็นเหยื่อของเขมรแดง เขาเผชิญกับความเลวร้ายต่าง ๆ นานหลายปีในยุคของเขมรแดง แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ และหลังจากนั้นเขาก็เปิดมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือชาวกัมพูชา แต่เขาเป็น “พ่อพระ” จริง ๆ หรือ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

 

4. คำให้สัมภาษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ ก็เหมาะต่อการนำมา debate มาก ๆ

 

5. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง MANUFACTURING CONSENT: NOAM CHOMSKY AND THE MEDIA (1992, Mark Achbar, Peter Wintonick, Canada, 167min, A+30) เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง MANUFACTURING CONSENT ก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า “ใคร” หรือ “อะไร” ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จากการวาดภาพเขมรแดงให้เป็นผู้ร้ายที่ชั่วร้ายมาก ๆ

+++

 

ตอนดู BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เราก็นึกถึง VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland) มาก ๆ เหมือนกัน

 

IMAGES (1972, Robert Altman) ใครก็ได้ช่วยกรุณานำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยด้วย เราอยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Susannah York ได้รางวัล Best Actress จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยนะ

Wednesday, June 24, 2026

MAIN VAAPAS AAUNGA

 

MAIN VAAPAS AAUNGA (I WILL RETURN) (2026, Imtiaz Ali, India, A+30)

 

1. หนังเรื่องนี้พูดถึงความชิบหายที่เกิดขึ้นเมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947 เพราะการได้รับเอกราชในครั้งนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการแบ่งแยกประเทศเป็นอินเดียกับปากีสถาน และส่งผลให้คนต่างศาสนาฆ่ากันตายเป็นจำนวนมาก

 

2. ตอนดูหนังเรื่องนี้ เราจะนึกถึง “ห้องรับแขก” HONG RUB KHAEK (2008, Navin Rawanchaikul, video installation) อย่างรุนแรงที่สุด เพราะหนังเรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจงานวิดีโอดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

 

คืองานวิดีโอในปี 2008 นี้ เป็นการสัมภาษณ์ชาวอินเดียหลายคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยมีผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนในวิดีโอนี้ที่เล่าว่า บรรพบุรุษของพวกเขาลี้ภัย หนีความรุนแรงจากเหตุการณ์ในช่วงปี 1947 หรือช่วงใกล้ ๆ กันนั้น โดยลี้ภัยมาตั้งรกรากอยู่ในไทย (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ซึ่งตอนที่เราดูวิดีโอนั้น ผู้ให้สัมภาษณ์ก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดว่า ต้นตระกูลของพวกเขา เจอความรุนแรงอะไรบ้าง และรายละเอียดของเหตุการณ์รุนแรงนั้นคืออะไร เรารับรู้แต่เพียงว่า เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในอินเดีย/ปากีสถานในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ซึ่งส่งผลให้คนอินเดียจำนวนมากลี้ภัยมาตั้งรกรากในไทย

 

3. เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง I WILL RETURN นี้ก็เลยเหมือนทำให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้น ว่าทำไมจึงมีชาวอินเดียจำนวนมาก ลี้ภัยมาตั้งรกรากในไทยเพราะเหตุการณ์ในปี 1947 หรือในช่วงใกล้ ๆ กันนั้น

 

4. ดูหนังเรื่อง I WILL RETURN นี้แล้วนึกถึงคุณ Navin Rawanchaikul ผู้กำกับวิดีโอ “ห้องรับแขก” มาก ๆ เลยด้วย เพราะว่า I WILL RETURN พูดถึงการแบ่งแยกแคว้นปัญจาบออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของอินเดีย และส่วนหนึ่งเป็นของปากีสถาน

 

ซึ่งสิ่งนี้มันก็เลยทำให้เรานึกถึงคุณ Navin มาก ๆ เพราะว่าประวัติของคุณ Navin ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะคุณ Navin เองก็คิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนเชื้อสายอินเดีย-ปัญจาบ แต่ปรากฏว่าพอมีการแบ่งแยกประเทศ พื้นที่บ้านเกิดของเขากลับไปอยู่ในปากีสถาน

 

อันนี้เป็นประวัติของคุณ Navin จากเว็บไซต์ The Momentum จากบทความที่เขียนโดยคุณ ธนาวิ โชติประดิษฐ:

 

“นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ ปี 2553 เชื่อมาตลอด 35 ปี ว่าเขาเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย แต่พรมแดนรัฐชาติสมัยใหม่ทำให้อัตลักษณ์ของเขาซับซ้อนกว่าที่คิด

 

เหตุที่อัตลักษณ์ของนาวินซับซ้อนกว่าที่คิดอยู่ที่ว่า หากจะนับจากเส้นเขตแดน ตำบลคุชรันวาลา (Gujranwala) ในแคว้นปัญจาบที่บรรพบุรุษของนาวินจากมานั้น บัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน ความเข้าใจที่ว่าตนเองเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดียเกิดจากการที่บรรพบุรุษของเขาเดินทางออกจากคุชรันวาลาก่อนอินเดียประกาศเอกราช และแบ่งแยกดินแดนเป็นประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน เมื่อปี 2490”

 

“เมืองคุชรันวาลาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ ปัจจุบันอยู่ในแคว้นปัญจาบ ประเทศปากีสถาน โดยตั้งอยู่ห่างจากด่าน Wagah ชายแดนปากีสถาน-อินเดีย 92 กิโลเมตร”

 

“ในกรณีของนาวิน ถิ่นฐานเดิมของบรรพบุรุษก็ไม่อาจให้ความรู้สึกของ ‘บ้าน’ ได้อย่างสนิทใจ เพราะปากีสถานเป็นประเทศอิสลาม แต่บรรพบุรุษของนาวินเป็นฮินดู ความเป็นอื่นจึงซ้อนทับด้วยความต่างทางศาสนา”

 

5. Vedang Raina พระเอกหนังเรื่องนี้หล่อมาก เราเคยเอาตัวเขามาจินตนาการเป็นหนึ่งในตัวละครของเราใน SPLASH ME WITH YOUR WATER ละครทีวีในจินตนาการของเราด้วย 55555

 

อ่านบทความของคุณธนาวิได้ที่

https://themomentum.co/artgument-diaspora/

 

THE CAST OF SPLASH ME WITH YOUR WATER
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02RAWyTV6SceGvmdhWugipLuoK4j8g9TCQarhaHvCveLzqd5pieDGGZCXxoSbtx5HVl

+++

 

เห็นพระเอกหนังเรื่อง OBSESSION แล้วคิดถึง Nicholas Brandon (BUFFY THE VAMPIRE SLAYER) ที่ถนัดในการรับบทชายหนุ่มหล่อแต่หงอ ๆ ขาดความมั่นใจในตัวเอง มีความ loser หน่อย ๆ

 

  

Friday, June 19, 2026

HOMAGE BY ASSASSINATION

 

วันที่ 18 มิ.ย.ในปี 2025 เราได้ดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 17-20 (2025, Chulayarnnon Siriphol, A+30)

 

+++

ผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่เดาว่า เวลาที่เซลีนกับจูลี่ใส่แหวนนี้ แล้วเข้าไปในบ้านผีสิง เซลีนกับจูลี่จะ “ยังคงมีสติรู้ตัว” ว่าตัวเองเป็นเซลีนกับจูลี่อยู่ และสามารถแก้ไขสถานการณ์ในบ้านผีสิงได้

 

เพราะก่อนหน้านี้เวลาที่เข้าไปในบ้านผีสิงสองครั้งแรก เซลีนกับจูลี่จะกลายเป็นเพียงแค่สาวใช้ที่ไม่มีสติรู้ตัว เล่นบทบาทของสาวใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเวลา

+++

 

HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30)

 

1. Elia Suleiman กำกับและนำแสดงเองในหนังสั้นเรื่องนี้ เกี่ยวกับหนุ่มปาเลสไตน์ที่ตัดต่อหนังในนิวยอร์ค ในขณะที่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เชียระหว่างสหรัฐกับอิรัก หลังจากอิรักบุกเข้ายึดครองคูเวตในปี 1990

 

สงครามในครั้งนั้นส่งผลให้อิรักโจมตีอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเมืองที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ด้วย

 

2. หนังเฮี้ยนมาก ๆ มีความเป็นหนังทดลองสูงมาก เราชอบมาก ๆ

 

3. ตัวละครที่ตกอยู่ในสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ คือผู้หญิงคนนึงที่เป็นชาว “อิรัก-ยิว” ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด คือเหมือนครอบครัวของเธอเป็นชาวยิวที่เคยอาศัยอยู่ในอิรัก แต่พอมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมา ครอบครัวของเธอก็อพยพออกจากอิรักมาอยู่ในอิสราเอล แต่ครอบครัวของเธอก็ยังคงมีกลุ่มญาติ ๆ อาศัยอยู่ในอิรักต่อไป

 

เพราะฉะนั้นในช่วงที่อิสราเอล+สหรัฐ กับอิรักทำสงครามกัน ครอบครัวของเธอกับญาติ ๆ ก็เลยได้รับผลกระทบทั้งสองทาง พออิรักโจมตีอิสราเอล เธอก็ได้รับผลกระทบ แต่พอสหรัฐทิ้งระเบิดใส่อิรัก ญาติ ๆ ของเธอในอิรักก็ได้รับผลกระทบ

 

4. ฉากคลาสสิคในหนังเรื่องนี้คือฉากที่พระเอกต้มนมในหม้อ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วเขาก็ยืนนิ่ง ๆ มองหม้อต้มนมไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานานจนมันเดือด

 

ฉากที่มี “สุภาษิต” ต่าง ๆ ส่องไปที่ใบหน้าของพระเอก ก็เป็นฉากที่เราชอบมากเช่นกัน

 

5. หนังเรื่องนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก Jean-Luc Godard และมีการเอาคลิปจากหนังของ Godard สองเรื่องมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ HERE AND ELSEWHERE (1976) กับ HAIL MARY (1985)

 

6. ตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ชอบสุดขีดทั้ง 4 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

6.1 DIVINE INTERVENTION (2002)

 

6.2 CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996)

 

6.3 THE TIME THAT REMAINS (2009)

 

6.4 HOMAGE BY ASSASSINATION (1992)

https://www.palestinefilminstitute.org/en/pfp/#homage

+++

 

เพิ่งเห็นว่า ถามหาความรัก (1984, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิไพโรจน์, A+30) ที่นำแสดงโดยอัญชลี จงคดีกิจ มีลงให้ดูในยูทูบด้วย ดีใจมาก ๆ เราเคยดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เมื่อ 42 ปีก่อน ถือเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดเลย

 

https://youtu.be/p0Cl-wClMOE?si=DMtt6NNVOHlX9xlK

+++

 

เมื่อวานเรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับ “ภาพยนตร์แอนิเมชั่น” เรื่องไหนบ้าง แต่ถ้าหากพูดถึง animation ที่ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต ก็คงเป็น music video animation อันนี้แหละ THIS CAN’T BE US – ONE OK ROCK (2025, Inni Vision)

 

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=uqnzxZv06ycaheBf

+++

 

RUSLAN KULEVETS’ LIST

 

งดงามที่สุด กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

จริง ๆ แล้วตอนนี้เราก็ทำลิสท์หนังอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ยังทำไม่เสร็จ 55555

 

เรายังไม่เคยดูหนังของผู้กำกับเหล่านี้เลย – Peter Hutton, Jacques Perconte, Laida Lertxundi, Jean-Daniel Pollet, Joe Swanberg, Alice Guy, Monte Hellman, Nicolas Klotz, Mariano Llinás, Jodie Mack, Luc Moullet, Margaret Tait, Peggy Ahwesh, Sofia Bohdanowicz, Betzy Bromberg, Maureen Fazendeiro, Hollis Frampton, Ernie Gehr, Sylvain George, Rita Azevedo Gomes, Bette Gordon, Ken McMullen, Anne-Marie Miéville, Jenni Olson, Elisabeth Perceval, Jennifer Reeves, António Reis, David Rimmer, Jean-Claude Rousseau, Dan Sallitt

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02bz9PpoicvBXbKATsvq4s5r7fSM6YUKiMTrAzLjS18zYcHoZBCeRKJM373xidVPFCl&id=100006231229385

 


Thursday, June 18, 2026

DISPENSER OF INDIA'S DESTINY

 

เราเพิ่งได้ดู HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30) เครดิตท้ายเรื่องมีขึ้นขอบคุณ Edward W. Said และ Michael Moore ด้วย

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

+++

 

Lucas A. Vignale ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอาร์เจนตินา เสียชีวิตขณะอายุ 28 ปี ในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ชนกันเหนือนครริโอ เดอ จาเนโร ในบราซิลในวันที่ 14 มิ.ย. 2026

 

+++

 

THE SWIMMING POOL นี่เป็นเวอร์ชั่นต้นแบบของ A BIGGER SPLASH (2015, Luca Guadagnino) ซึ่งเราก็ชอบ A BIGGER SPLASH มาก ๆ นะ แต่เราชอบ THE SWIMMING POOL มากกว่า เพราะว่าสามีของเรา (Maurice Ronet) นำแสดงใน THE SWIMMING POOL

 

เราเคยดู THE SWIMMING POOL ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

+++

นึกว่าฉากอาบน้ำในกฤษฎาพาราไดซ์เป็นฉากที่ทำขึ้นเพื่อ tribute ให้กับ 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, สมจริง ศรีสุภาพ)

+++

 

ตอนเด็ก ๆ ดิฉัน want Dolph Lundgren ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราเพิ่งได้ดู STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30) พอดูแล้วก็เลยแอบนึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” LONE WOLF AND CUB (1973-1976) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ตอนเราเด็ก ๆ มาก ๆ 55555

 

อยากให้มีคนนำ “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” เวอร์ชั่นภาพยนตร์ LONE WOLF AND CUB: SWORD OF VENGEANCE (1972, Kenji Misumi) มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

https://www.imdb.com/title/tt0068815/?ref_=ext_shr_lnk

+++

 

 

“อีนัง Grogu มันแอบร้ายนะคะ คุณแม่ คุณแม่เห็นมั้ยคะ มีฉากนึงที่ Pedro Pascal หลับ แล้วอีนัง Grogu มันขึ้นไปซุกในวงแขน ไปอิงแอบหลับใหลอยู่บนตัวผู้ชาย ว้าย หนูรู้นะคะว่ามันแอบคิดอะไรอยู่” ลูกหมีพูดกับแม่หมีขณะดูหนังเรื่อง STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30)

+++

 

ฉันรักเขา กาโตว์ ปัณณวิชญ์ พัฒนศิริ จาก KIJSADA PARADISE กฤษดาพาราไดซ์ (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, A)

 

อันนี้เป็นรูปตอนที่เขาแสดงใน หุ่นพยนต์ (2023) นะ

+++

 

TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ไทยด้วยนะ ซึ่งภาพยนตร์ไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้มาอย่างชัด ๆ ก็คือ TO WALK NIGHT วันวิปริต ไร้เงาดวงจันทร์ (2009, Tani Thitiprawat, 25min, A+30) ที่เหมือนมี 4 องก์ องก์แรกเป็นหนัง romantic comedy องก์ที่สองกลายเป็นหนังแนว FUNNY GAMES (Michael Haneke) องก์ที่สามกลายเป็นหนังแนว TAXI DRIVER และองก์ที่สี่กลายเป็นหนังซอมบี้

 

เราก็เลยชอบหนังไทยเรื่อง TO WALK NIGHT มาก ๆ เพราะถึงมันจะบูชาหนังเรื่องอื่น ๆ อย่างรุนแรง แต่มันทำแล้วออกมาเป็นหนังที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ด้วยในเวลาเดียวกัน

+++

 

BHARAT BHHAGYA VIDDHAATA (DISPENSER OF INDIA’S DESTINY) (2026, Manoj Tapadia, India, A+30)

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ ซึ่งได้แก่ฉากคนไข้แออัดอยู่หลังประตู ส่วนกลุ่มผู้ร้ายอยู่นอกประตู มีกำแพงกั้นอยู่ กล้องถ่ายจากมุมบนเห็นทั้งสองฝั่งของกำแพง ฉากนี้เหมือนเชื่อมต่อกับหนังเรื่อง THE ATTACKS OF 26/11 (2013, Ram Gopal Varma, India, A+30) ได้สนิทเลย ไม่แน่ใจว่า Manoj Tapadia สร้างฉากนี้ขึ้นมาเพื่อ tribute ให้ Ram Gopal Varma หรือเปล่า

 

ช่วง 15 นาทีสุดท้ายหนังอาจจะ “คลั่งชาติ” เกินไปหน่อยสำหรับเรา แต่ช่วงก่อนหน้านั้นเราชอบมาก ๆ เพราะหนังมันไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องผู้ก่อการร้าย แต่มันนำเสนอความขัดแย้งระหว่างพยาบาลด้วยกันเอง, พยาบาลกับคนไข้ และพยาบาลกับครอบครัวได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ที่แสดงให้เห็นว่า พยาบาลที่มีประสบการณ์ทำงานมานาน อาจจะเก่งกว่าหมอฝึกหัดในบางเรื่องเสียอีก ซึ่งเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ของเราเองตอนไปคลินิกแพทย์แห่งนึงในซอย ที่คุณหมออายุน้อย (อายุน่าจะไม่เกิน 30 ปี) เหมือนสั่งยาตัวนึงให้เรา แต่พยาบาลรุ่นคุณป้าในคลินิกแห่งนั้น (พยาบาลน่าจะมีอายุราว 50 กว่าปี) เหมือนจะหว่านล้อมเราให้ใช้ยาอีกตัวนึงแทน 55555

++++

 

เรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับภาพยนตร์ animation เรื่องไหนบ้าง แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึก “สะเทือนใจอย่างรุนแรงสุดขีด” ก็น่าจะเป็นเรื่อง THE THREE INVENTORS (1980, Michel Ocelot, France) ที่เราได้ดูที่ Alliance Française in Bangkok ในช่วงปลายทศวรรษ 1990

+++

 

เราเพิ่งได้ดู FILMLOVERS! ที่หอภาพยนตร์ ศาลายาเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. กราบตีน Arnaud Desplechin อย่างรุนแรง ชอบมาก ๆ ที่เขาเอา “นักแสดงผิวขาว” กับ “นักแสดงผิวดำ” สลับกันเล่นเป็นตัวละครตัวเดียวกัน คือดูช่วงแรก ๆ เราก็งง พอดูไปเรื่อย ๆ เราถึงค่อยเข้าใจว่ามันเป็นตัวละครตัวเดียวกัน รุนแรงมาก ๆ

+++

 

“ปริญญาโทของจักรวาล”   55555

 

แน่นอนว่าการที่เราให้ F หนังเรื่องไหนไม่ได้เกี่ยวกับความดีงามอะไรทั้งสิ้นของหนังนะ แต่เกี่ยวกับความอินหรือไม่อินของเราเองมากกว่า เพราะว่า “หนัง superhero แปลงกายปราบเหล่าร้าย” อย่างหนังชุด PRETTY CURE THE MOVIE ภาคต่าง ๆ นี่ได้ A+30 จากเราอย่างสบายเลย เพราะเราอินกับหนังชุด PRETTY CURE อย่างรุนแรง แต่เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า หนังชุด PRETTY CURE นี้มัน “ดีกว่า” ปริญญาโทของจักรวาล (2026) แต่อย่างใด 55555

 

Monday, June 15, 2026

THE WHITE RABBIT

 

THE WHITE RABBIT แดนฝัน อันตรธาน (2026, Natpakorn Nangnoi, 75min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

1. เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่เราดูสองรอบต่อกันเลย เพราะว่าเราดูรอบแรกที่ House รอบ 17.45 น. ในวันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งเป็นการดูหลังกินข้าวเย็นเสร็จ เพราะฉะนั้นเราก็เลยหลับ ๆ ตื่น ๆ ในบางช่วงขณะที่ดูรอบแรก น่าจะหลับไปราว 5 นาที แล้วมันก็เลยเหมือนพลาดข้อมูลสำคัญไป เพราะหนังมันสั้นมาก แล้วมันเป็นหนังที่มีปริศนาลึกลับ ที่ข้อมูลในแต่ละซีนเป็น jigsaw แล้วหนังมันก็จบโดยไม่มีตัวละครมาสรุปข้อมูลต่าง ๆ ให้ เพราะฉะนั้นพอเราดูรอบแรกจบตอน 19.00 น. มันก็เลยค้างคาใจมาก เราก็เลยรีบนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป central world เพื่อดูรอบสองต่อเลย เป็นรอบ 19.00 น. ที่เริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.15-19.20 น.

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราแทบไม่เคยดูหนังสองรอบต่อกันเลยนะ มีครั้งนึงที่ทำแบบนี้ก็คือตอนดู LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, 140min) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ในวันที่ 9 มิ.ย. 2004 เพราะวันนั้นทางเกอเธ่จัดฉายหนังเรื่องนี้สองรอบ เราดูรอบแรกเสร็จแล้วพบว่าเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ แล้วมันเป็นหนังที่ดูรอบแรกแล้วเรารู้สึกว่าเราเข้าใจมันเพียงแค่ราว 30% เท่านั้น เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้รอบสองต่อในทันที

 

2. THE WHITE RABBIT เหมือนเป็นหนังที่เรา admire มากกว่า “ชอบเป็นการส่วนตัว” นะ เราชอบความทะเยอทะยานของหนัง และความ unique บางอย่างของหนัง ซึ่งส่งผลให้หนังเรื่องนี้น่าจะติดอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนาน

 

2.1 เรารู้สึกว่าสิ่ง unique สำคัญของหนังเรื่องนี้ในความรู้สึกของเรา ก็คือการที่ตัวละครพระเอกเป็นนักมายากลนี่แหละ เหมือนเราแทบไม่เคยเจอหนังไทยที่มีพระเอกเป็นนักมายากลมาก่อน และแม้แต่หนังต่างประเทศเราก็อาจจะเคยเจอบ้างแต่ก็มีเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง (THE PRESTIGE, NOW YOU SEE ME) และเราก็อาจจะเคยอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” ที่พระเอกหรือนางเอกเป็นนักมายากลอยู่ 2-3 เรื่อง

 

2.2 เพราะฉะนั้นฉากที่พระเอกใช้ความเป็นนักมายากลของตัวเองในการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในร้านเหล้า ก็เลยเหมือนเป็นฉากที่ทรงพลังมากที่สุด หรือน่าจดจำมากที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับเรา เหมือนฉากอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้อาจจะดู “ไม่โดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ มากนัก” น่ะ แต่ฉากนี้มันดูมีพลัง และมันดูโดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

2.3 การที่หนังเลือกจบอย่างสิ้นหวัง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วย เพราะหนังไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกจบแบบนี้

 

2.4 และการที่หนังเหมือนไม่ได้คลี่คลายปริศนาหลาย ๆ อย่าง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วยเช่นกัน เพราะหนังส่วนใหญ่ก็เหมือนไม่ได้เลือกเส้นทางนี้

 

3. จุดแรกที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเหมือนพาดพิงถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND (1865, Lewis Carroll, novel) ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ เรื่อง

 

เพราะฉากที่พระเอก (เบิร์ด) เห็นนางเอก (อีฟ) เดินผ่านรถของเขากับเพื่อนร่วมงานไปอย่างรวดเร็ว แล้วพระเอกก็เลยรีบเดินตามนางเอกไป แล้วหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เผชิญกับปริศนาพิศวงและกลุ่มผู้มีอิทธิพล มันทำให้เรานึกถึง “อลิศในดินแดนมหัศจรรย์” น่ะ เพราะในนิยาย/นิทานเรื่องนี้ อลิศก็อยู่กับพี่สาวในช่วงต้นเรื่อง แล้วอลิศก็เห็น “กระต่ายขาว” เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว อลิศก็เลยรีบตามกระต่ายขาวไป แล้วหลังจากนั้นอลิศก็เลยได้เข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ และเผชิญหน้ากับ Queen of Hearts ที่ชอบสั่งให้ประหารชีวิตคนต่าง ๆ ด้วยการตัดหัว

 

เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ไม่ว่าหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

4. ชอบความพยายามในการจัดวางเงื่อนงำต่าง ๆ ในหนังน่ะ โดยไม่มีตัวละครมาพูดสรุปให้ เราต้องปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าพอเราหลับไป 5 นาทีในการดูรอบแรก เราก็เลยงงเป็นไก่ตาแตกไปเลย 555 แต่พอเราดูรอบสอง เราก็เลยลองปะติดปะต่อเล่น ๆ ด้วยตัวเองได้ดังนี้

 

เหมือนตัวละครผู้ร้ายสำคัญในหนังเรื่องนี้ คือ “ผู้มีอิทธิพล”, “ลูกชายของเขา”, “เปรม” และ ตำรวจ

 

ตัวละครผู้มีอิทธิพลคนนี้เหมือนปรากฏตัวครั้งแรกในฉากที่พระเอกกับเพื่อน ๆ ไปเก็บศพหญิงสาวคนนึงที่ตายในบ้านหรู ในห้องที่มีรูปวาดกระต่ายขาว ผู้มีอิทธิพลคนนี้ปรากฏตัวแบบเบลอ ๆ เห็นหน้าตาไม่ค่อยชัด เขาอ้างว่าคนตายเป็นลูกสาวของเขา และกดดันเปรมกับตำรวจให้ทำตามที่เขาต้องการ โดยให้มีการกำจัดศพโดยเร็ว ผ่านทางการฌาปนกิจอย่างเร่งด่วน เขาสั่งให้ตำรวจสั่งให้เบิร์ดลบรูปถ่ายทิ้ง และก็ดูเหมือนจะมีบุคคลลึกลับอีกคนนึงอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย (ไม่รู้ว่าคือลูกชายของเขาหรือเปล่า)

 

หลังจากนั้นผู้มีอิทธิพลคนนี้ก็ปรากฏตัวอีกครั้งกับสมัครพรรคพวกในร้านเหล้า พระเอกก็เลยปลอมตัวเป็นพนักงานร้านเหล้าไปปะทะกับคนกลุ่มนี้ในฉากที่น่าจดจำที่สุดของหนัง แล้วพระเอกก็เลยได้ข้อมูลมาว่า ผู้มีอิทธิพลคนนี้อ้างว่าเขาไม่มีลูกสาว และเขาได้สั่งให้ลูกชายไปจัดการปัญหาเรื่องที่ดินในพื้นที่แห่งหนึ่ง

 

พื้นที่แห่งนั้นคือพื้นที่แห่งเดียวกับที่พระเอกไปพบศพคนตายหลายคนในป่าในช่วงท้ายเรื่อง และมีการพบซากยานพาหนะในป่าด้วย ส่วนหนุ่มหล่อที่ปรากฏมาในฉากนั้นน่าจะเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

ชอบบทพูดของ ”เปรม” ด้วย ที่บอกว่า “บางทีคนบางคนกลับเข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อที่....” ซึ่งตอนดูรอบแรกเราก็ไม่ทันคิดอะไร แต่พอดูรอบสองเราถึงเข้าใจว่าบทพูดของเปรมในฉากนี้สื่อถึงอะไร

 

5. ชอบที่หนังเต็มไปด้วยปริศนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจน อย่างเช่น

 

5.1 ในพื้นที่ที่พระเอกทำงาน มีคนตายอย่างเป็นปริศนาหลายคน และมีคนหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังก็ไม่ได้คลี่คลายเรื่องนี้โดยตรง แต่ทำให้นึกถึงประเทศไทย ที่มีคนตายจำนวนมากเพราะผู้มีอิทธิพล และมีการอุ้มหาย

 

5.2 เหมือนครอบครัวของพระเอก ก็เป็นปริศนาสำหรับเรา พระเอกเหมือนจะบอกว่า แม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ แต่ทำไมพระเอกถึงฝันร้ายถึงพ่อหลายครั้ง เหมือนพ่อของเขาทำอะไรเลวร้ายบางอย่างในความฝัน แล้วทำไมในฝันของเขา พ่อของพระเอกถึงหน้าตาคล้ายลูกชายของผู้มีอิทธิพล หรือเราจำมั่ว จำผิดพลาด จำสลับกันเอง 55555

 

5.3 รูปถ่ายในบ้านของพระเอก เหมือนจะสื่อว่า พ่อของพระเอกน่าจะเป็น “ข้าราชการยศสูง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้เราแอบเปรียบเทียบสถานะของพระเอกกับสถานะของเด็กหนุ่มในเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง แล้วหนังก็เก็บงำภาพของ “แม่พระเอก” เอาไว้ ก่อนจะเผยให้เห็นลาง ๆ ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นปริศนาที่น่าสนใจสำหรับเรา

 

6. ประเด็นของหนังก็น่าสนใจดี ที่เหมือนจะพูดถึงประเทศไทยที่มีปัญหาเรื่องเจ้าพ่อ, ผู้มีอิทธิพล ที่สามารถขจัดศัตรูได้อย่างง่าย ๆ ราวกับเป็นนักมายากล พวกเขามีอิทธิพลครอบงำตำรวจบางคนและเจ้าหน้าที่บางคนในองค์กรต่าง ๆ พวกเขาเหมือนจะให้อิสระกับคนอื่น ๆ ในบางครั้ง แต่ก็เป็นอิสระเสรีภาพแบบในวงจำกัด และพวกเขาก็สามารถปลิดชีวิตคนที่ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพได้ทุกเมื่อที่พวกเขาต้องการ

 

สถานะของตัวละครพระเอกก็น่าสนใจดี เพราะถ้าหากพ่อของเขาเป็นข้าราชการยศสูง พระเอกหรือพ่อของเขาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้มีอิทธิพลมาก่อน หรือพ่อของเขาอาจจะเคยทำอะไรเลวร้ายมาก่อน (จนส่งผลให้พระเอกฝันร้าย) แล้วพระเอกก็อาจจะเกลียดผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน เกลียดที่พวกเขาทำให้คนตายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก แต่พระเอกก็ไม่สามารถโค่นล้มอะไรพวกเขาได้

 

7. จุดอ่อนของหนังเรื่องนี้สำหรับเรา ก็อาจจะเป็นเรื่องวิธีการสื่อสารเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง เพราะพอหนังให้นางเอกเล่าเรื่องพวกนี้แบบปากเปล่า ทีละขยัก มันก็เลยยากสำหรับเราในการตามเนื้อเรื่องในการดูรอบแรก เพราะเรื่องสั้นที่นางเอกแต่งมันมีตัวละครเยอะมาก อย่างเช่น

 

7.1 พ่อมด

7.2 เมียของพ่อมด ที่ทิ้งคำสาปหรือคำทำนายเรื่องกระต่ายขาวจะนำมาซึ่งความพินาศ เอาไว้

7.3 ลูกชายพ่อมด ที่มีอายุราว 12 ปี

7.4 แฟนของลูกชายพ่อมด (เราจำไม่ได้แล้วว่า เธอชื่อ เกรซ หรือเปล่า)

7.5 กระต่ายขาว

7.6 กลุ่มกระต่ายดำที่พ่อมดเลี้ยงไว้

7.7 Sofia และครอบครัวของโซเฟีย

7.8 สัตว์ที่ถูกพ่อมดฆ่าตาย

7.9 สัตว์ที่ถูกลูกชายของพ่อมดฆ่าตาย

 

8. เราเข้าใจว่า การนำเสนอเรื่องสั้นแบบนี้ด้วยการให้นางเอกเล่า แล้วให้คนดูจินตนาการภาพตามด้วยตัวเอง มันก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้คนดูตกอยู่ในสถานะเดียวกับพระเอก ต้องคอยจินตนาการภาพในหัวตามด้วยตัวเองเหมือนกัน และพอตัวละครในเรื่องสั้นนี้มันไม่ถูก represent ด้วยภาพใดๆ มันก็เลยส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสั้นเหล่านี้อาจจะ represent แทนสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทย หรือถูกเทียบเคียงกับตัวละครอื่นๆ ในหนัง (พระเอก, ครอบครัวของพระเอก, ผู้มีอิทธิพล, ลูกชายของผู้มีอิทธิพล) ได้ง่ายขึ้น

 

แต่วิธีการแบบนี้ มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะมันทำให้เราตามเนื้อเรื่องได้ยาก เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากมันมีการ represent เรื่องสั้นนี้ ด้วยการทำเป็นฉาก animation ให้คนดูได้เห็นไปเลย มันก็อาจจะช่วยให้คนดูตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า แต่มันก็ต้องแลกกับข้อดีในย่อหน้าข้างต้น เราก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า วิธีการแบบใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

 

9. อีกจุดที่เราชอบมากในหนัง ก็คือเรื่องของตัวละครเจมส์ หนุ่มกู้ภัยที่ฆ่าตัวตายหลังจากได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตคนรัก (หรือเขาถูกผู้มีอิทธิพลฆ่าตาย เพราะเขาล่วงรู้ความลับบางอย่าง เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

 

ที่เราชอบเรื่องราวของเจมส์ หนุ่มช้ำรักมาก ๆ เพราะเรารู้สึกว่า มันเหมือนเป็นส่วนที่อาจจะไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของหนัง ที่เราเขียนไว้ในข้อ 6 น่ะ (หรือเราอาจจะเชื่อมโยงไม่ได้เอง 555) มันก็เลยเหมือนกับว่า ตัวละครเจมส์ช่วยให้หนังเรื่องนี้มีพื้นที่ให้หายใจหายคอได้บ้าง

 

คือรสนิยมส่วนตัวของเรา มักจะชอบหนังที่ treat ตัวละครเป็นมนุษย์ มากกว่าหนังที่ใช้ตัวละครเป็น “เครื่องมือในการบอกเล่าประเด็น” น่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า หนึ่งในจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ตัวละครเกือบทุกตัว “เหมือนจะดำรงอยู่เพียงเพื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นของหนัง” น่ะ หนังไม่ได้มีพื้นที่หรือมีความยาวมากพอที่จะเปิดโอกาสให้ตัวละครแต่ละตัวได้หายใจหายคอบ้าง

 

แล้วพอเราเหมือนเชื่อมโยงเจมส์กับประเด็นหลักของหนังไม่ได้ เราก็เลยชอบตัวละครนี้มาก ๆ ไปเลย เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นมนุษย์ มากกว่าเป็นเพียง function หรือเป็นเพียง “เครื่องมือในการส่งสารถึงผู้ชม”

 

แต่เราก็ไม่ได้มีปัญหากับจุดนี้ของหนังมากนักนะ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นหนังทุนต่ำ ทุนอิสระ หนังมันก็เลยสั้นมาก แล้วพอทุนน้อย หนังสั้น หนังมันก็เลยไม่มีโอกาสให้ตัวละครได้ exist เพื่อชีวิตของตัวเองจริง ๆ ได้ แต่ถ้าหากหนังมันยาวกว่านี้ ตัวละครก็อาจจะมีโอกาสได้มีชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น

 

10. ซึ่งจริง ๆ แล้ว “หนังการเมืองไทย” เรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะมีลักษณะคล้ายหนังเรื่องนี้นะ คือมีการสร้างตัวละครเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นเหมือน ๆ กัน และตัวละครไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ เหมือนกัน แต่หนังการเมืองไทยเรื่องอื่น ๆ มันมี “สิ่งทดแทน” ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินอย่างมากให้กับเราน่ะ อย่างเช่น BY THE TIME IT GETS DARK (2016, Anocha Suwichakornpong) มันก็มี “ความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง/ประเด็น” ที่น่าสนใจมาก  ๆ สำหรับเรา ส่วนหนังของ Taiki Sakpisit กับ Jakrawal Nilthamrong มันก็มี “ความมหัศจรรย์ทางภาพและเสียง” และ “อารมณ์ที่งดงามแบบบทกวี” มาช่วยสร้างความสุขอย่างล้นปรี่ให้กับเรา หนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke มันก็มีเนื้อเรื่องที่สนุกหุยฮามาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังการเมืองไทยที่อาจจะไม่ได้ treat ตัวละครเป็นมนุษย์จริง ๆ เรื่องอื่น ๆ มันก็เลยไม่ได้มีปัญหาสำหรับเรา เพราะเราได้รับความสุขจากองค์ประกอบอื่น ๆ ของหนังได้

 

แต่เหมือน THE WHITE RABBIT ยังขาดจุดนี้อยู่บ้างสำหรับเราน่ะ คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี magic นะ และเราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับชอบสุดขีด หรือ A+30 แต่เราว่า magic ของหนังเรื่องนี้มันยังไปไม่สุด หรือยังไม่ทรงพลังอย่างสุดขีดน่ะ magic ของหนังเรื่องนี้ยังพัฒนาได้อีก และถ้าหากหนังเรื่องนี้มันมี magic รุนแรงจริง ๆ มันก็สามารถทดแทนตัวละครที่อาจจะไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ ได้

 

11. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของคุณ Natpakorn Nangnoi ที่เราได้ดู ต่อจาก

 

11.1 SCREENPLAY (2021, documentary, 40min, A+30)

 

11.2 วายชนม์ ALL THAT LIVES, DIES (2021, Natpakorn Nangnoi, 21min, A+30)

 

11.3 BACK TO HEAVEN โศกาอาดูร (2023, 49min, A+30)

 

ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้ง 4 เรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่อาจจะชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุด เพราะถึงแม้ THE WHITE RABBIT มันอาจจะมีจุดอ่อนหรือจุดที่ไม่เข้าทางเราอยู่บ้างตามที่เราเขียนมาข้างต้น แต่หนังเรื่องนี้มันก็มีความ unique สำหรับเราน่ะ ทั้งเรื่องความเป็นนักมายากลและเรื่องปริศนาที่ไม่คลี่คลายต่าง ๆ (ครอบครัวของพระเอก, คนตายและคนสูญหายจำนวนมาก, ผู้มีอิทธิพล) เราก็เลยรู้สึกว่า เราน่าจะแยก THE WHITE RABBIT ออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายมากในความทรงจำของเรา

 

ส่วน SCREENPLAY นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็อาจจะคล้ายกับหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ในปี 2021 ที่ตัวละครเล่าเรื่อง “หนังที่ถ่ายทำไม่ได้เพราะติดปัญหาโควิด” เหมือนกัน

 

ส่วน “ALL THAT LIVES, DIES” กับ “BACK TO HEAVEN” นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็มีส่วนคล้ายกับหนังสั้นไทยจำนวนมากที่พูดถึง “ตัวละครที่กลับไปเยี่ยมบ้านในชนบท” น่ะ

 

เราก็เลยชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุดในบรรดา 4 เรื่องนี้ เพราะเราว่ามันมีจุดที่ทำให้เราแยกมันออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาได้อย่างง่ายดาย

+++

 

เราอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ “มองไม่เห็นวิว” มานาน 14 ปีแล้ว เพราะห้องของเราโดนตึกข้าง ๆ บดบังวิว เพราะฉะนั้นเวลาเราได้เห็นท้องฟ้ากว้าง ๆ ขณะนั่งรถไฟฟ้า เราก็เลยมีความสุขมาก 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1025475549921857