Showing posts with label DOCUMENTARY. Show all posts
Showing posts with label DOCUMENTARY. Show all posts

Friday, May 08, 2026

GEORGIAN CINEMA

 

ฉันรักเขา Kanji Ishimaru from TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME (2010, Masaaki Taniguchi, Japan, 122min, A+30)

 

Kanji Ishimaru น่าจะมีอายุราว ๆ 45 ปีตอนเล่นหนังเรื่องนี้ เขาหล่อมากในสายตาของเรา แต่ทำไมเหมือนเราไม่เคยเห็นเขาตอนหนุ่ม ๆ มาก่อน เราก็เลยไปหาข้อมูลดู แล้วก็พบว่า เขาเป็น “นักแสดงละครเวที” เขาเริ่มเล่นละครเวทีตั้งแต่อายุ 25 ปี และเพิ่งเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ตอนอายุราว 44 ปี โธ่ เราก็เลยอดดูเขาตอนหนุ่ม ๆ เลย

 

ตอนแรกเรากะว่าจะไม่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะตอนแรกเราเข้าใจผิดว่า มันเป็นการรีเมคหนังเรื่อง THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME (1983, Nobuhiko Obayashi, Japan) ที่เราเคยดูที่ Japan Foundation ถนนอโศก แล้วเราจะดูเวอร์ชั่นรีเมคทำไมในเมื่อเราเคยดู original version ไปแล้ว

 

แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้จริง ๆ เราก็พบว่า มันไม่ใช่การรีเมค แต่เป็น sequel ต่างหาก มันคือ “ภาคต่อ” เพราะว่าเนื้อหาใน TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME มันคือเรื่องราวของ “รุ่นลูก” ของตัวละครใน THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME

 

เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูหนังภาคต่อของหนังภาคแรกที่กำกับโดย Nobuhiko Obayashi โดยที่ภาคสองนี้สร้างห่างจากภาคแรกนานถึง 27 ปี

+++

 

BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY (2023, Elene Naveriani, Georgia/Switzerland, 111min, A+30)

 

1. ชอบการใช้สีในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สีสวยมาก ๆ เราเลยเอาภาพจากหนังเรื่องนี้มาลงในอัลบัมนี้ ซึ่งเป็นอัลบัมรวมหนังสีสวย

 

2. ดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมากในระดับนึง เพราะหนังมันพูดถึงแรงปรารถนาทางเพศของสาวโสดวัย 48 ปี

 

3. ทำไม Georgia ถึงเป็นประเทศที่มาแรงในวงการภาพยนตร์ในระยะหลังนะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตด้วยกัน เพราะว่านอกจาก BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY แล้ว ภาพยนตร์จากประเทศ Georgia ในระยะนี้ ก็รวมถึง

 

3.1 APRIL (2024, Dea Kulumbegashvili)

3.2 DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze)

3.3 IMAGO (2025, Déni Oumar Pitsaev)

 

แล้วในอดีต หนังอย่าง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov) ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นหนังสหภาพโซเวียต + อาร์เมเนีย + จอร์เจีย เพราะว่า Sergei Parajanov เกิดในจอร์เจีย และหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในจอร์เจีย

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไม Georgia ถึงมาแรงในช่วงนี้ เหมือนมาแรงกว่า Belarus, Moldova, Armenia, Azerbaijan, Kazakhstan, Turkmenistan, Kyrgizstan, Tajikistan, Uzbekistan แต่อาจจะอยู่ในระดับพอ ๆ กับ Ukraine ที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกนับตั้งแต่เกิดสงครามขึ้นมา

 

4. ไม่รู้ว่าสาเหตุส่วนนึงเป็นเพราะ Georgia อาจจะมีรากฐานวัฒนธรรมของตนเองมายาวนานหลายพันปีหรือเปล่า เพราะว่า Georgia เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักร Colchis ที่ปรากฏอยู่ในตำนานกรีก และในตำนาน Jason and the Argonauts ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริเวณที่ตั้งของประเทศจอร์เจียนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่อยู่ร่วมสมัยกับกรีกหรือเป็นอาณาจักรที่มาก่อนกรีกเสียอีก

 

5. Georgia เป็นประเทศที่มีภาษาและตัวอักษรที่ไม่เหมือนใครเลยด้วย เราชอบตัวอักษรของ Georgia มาก ๆ มันกลม ๆ และดูเผิน ๆ แล้วทำให้นึกถึงภาษาพม่า เห็นเขาบอกว่าตัวอักษรของ Georgia ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1500 ปีก่อน และไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน เพราะฉะนั้นภาษาของ Georgia เลยแปลกประหลาดและ unique มาก

 

เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เลยทำให้ Georgia มีรากฐานวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเองมาก ๆ หรือเปล่า และสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึง Georgian Cinema ในปัจจุบัน

 

6. ในส่วนของประเทศอื่น ๆ ที่แตกตัวออกมาจากโซเวียตนั้น เราว่า Lithuania เคยโดดเด่นมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 เพราะ Sharunas Bartas และ Lithuania ก็ยังคงสร้างหนังดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน แต่อาจจะไม่เปรี้ยงเท่ายุค 1990

 

Kazakhstan Cinema ก็เคยเปรี้ยงมาก ๆ ในทศวรรษ 1990 เพราะ Darezhan Omirbaev แต่หลังจากนั้นเหมือนหนังคาซัคสถานก็มีให้เห็นบ้างเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหนังของ Adilkhan Yerzhanov แต่ก็เหมือนหนังคาซัคไม่เปรี้ยงปร้างบนเวทีโลกมากเท่ากับในทศวรรษ 1990 อีก

 

เราก็เลยสงสัยว่า มีปัจจัยใด ๆ บ้างที่อยู่ดี ๆ ทำให้ Georgian Cinema โดดเด้งขึ้นมาในระยะนี้

+++

 

ดีใจมาก ๆ กับหนัง 3 เรื่องที่เราเคยดูเพราะมันเข้าฉายตามเทศกาลในไทย แล้วได้รางวัลในงานนี้ ทั้ง

 

1. UNTIL THE ORCHID BLOOMS (Polen Ly, Cambodia)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ House Samyan

 

2. COMPACT DISC (Rico Wong, Hong Kong)

เราได้ดูในงานฉายของ Wildtype ที่ Buffalo Bridge Gallery

 

3. COLOUR IDEOLOGY SAMPLING.MOV (Chan Cheuk-sze, Kathy Wong, Hong Kong/Taiwan)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ Century Onnut

++++

 

ตอนแรกผมก็นึกว่าผมไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน PACCHIGI พอไปเช็คดูแล้วก็พบว่า ผมเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว 555555 เพราะว่าทาง Japan Foundation ชอบเอาหนังเรื่องนี้มาฉายบ่อย ๆ โดยใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า WE SHALL OVERCOME SOMEDAY (2004, Kazuyuki Izutsu) 

 

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

Thursday, March 05, 2026

A BOOK CALLED RUTH BECKERMANN

 

ซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกหมีเป็นหนังสือ RUTH BECKERMANN ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ชาวออสเตรียคนโปรดของเรา เราเคยดูหนังสารคดีสองเรื่องของเธอ ซึ่งก็คือ THE WALDHEIM WALTZ (2018, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และ MUTZENBACHER (2022, Ruth Beckermann, Austria, A+30) และเราก็ขอยกให้ MUTZENBACHER เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS OF ALL TIME ไปเลย และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้

 

ตอนนี้ Ruth Beckermann กำกับภาพยนตร์มาแล้ว 17 เรื่อง

 

หนังเรื่อง FAVORITEN (2024, Ruth Beckermann, Austria, documentary) มีให้ดูฟรีในไทยทางเว็บไซท์ VIPA ด้วยนะ

 

เราสั่งซื้อหนังสือ RUTH BECKERMANN ทางเว็บไซท์ของ Columbia University Press ซึ่งเว็บไซท์นี้มีขายหนังสือของ Austrian Film Museum ด้วย สำนักพิมพ์นี้จัดพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนมากเกี่ยวกับผู้กำกับภาพยนตร์ที่น่าสนใจ อย่างเช่น

 

1. Werner Schroeter กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 942 บาท

2. Robert Kramer

3. Maria Lassnig

4. Robert Beavers

5. Joe Dante

6. Romuald Karmakar กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 1040 บาท

Edited by Olaf Möller

7. Olivier Assayas

8. Gustav Deutsch กรี๊ดดดดดดดดดด

ราคาเล่มละ 867 บาท

9. Josef von Sternberg

10. Dziga Vertov

 

ไม่รู้เหมือนกันว่า ห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา มีหนังสือกลุ่มนี้บ้างหรือเปล่า

+++

 

ฉันรักเขา George Young from THE STRANGERS: CHAPTER 3 (2026, Renny Harlin, A+) และ MALIGNANT (2021, James Wan, A+30)

 

ฉันรักเขา Joe Alwyn from HAMNET (2025, Chloé Zhao), THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet), KINDS OF KINDNESS (2024, Yorgos Lanthimos), THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos) และ BILLY LYNN’S LONG HALFTIME WALK (2016, Ang Lee)

 

เราเพิ่งรู้ว่าเขาเคยเป็นแฟนกับ Taylor Swift 55555

 

+++

 

เมื่อวานเราโพสท์ถึงออสการ์หนังต่างประเทศไปแล้ว วันนี้ก็เลยมาขอเสริมว่า อีกสาขาที่เราอยากให้มีผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์นำเข้ามาฉายในไทยให้ครบทั้ง 5 รายชื่อผู้เข้าชิง ก็คือสาขา “นักแสดงนำหญิง”

 

เพราะว่าสาขานี้เป็นสาขาที่เรากับเพื่อน ๆ กะเทยมีความ obsessed กับมันตั้งแต่เราอยู่โรงเรียนมัธยมในทศวรรษ 1980 น่ะ อย่างที่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เราชอบเล่นเกม “ฉันจองเป็นตัวละครตัวไหนในหนังเรื่องไหน” หรือ “ฉันจองเป็นนักแสดงคนไหน” อะไรทำนองนี้

 

คือตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อนกะเทยบางคนของเราก็จองเป็น Meryl Streep ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Jodie Foster ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Annette Bening ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Angelica Huston ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Goldie Hawn ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Cher ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น Sharon Stone ในหนังทุกเรื่อง, บางคนก็จองเป็น จงฉู่หง ในหนังทุกเรื่อง

 

ส่วนเรานั้น จองเป็น Holly Hunter, Debra Winger, Judy Davis, Isabelle Adjani, หลินชิงเสีย, จางอ้ายเจีย, Yoko Minamino ในหนัง + ละครทุกเรื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา 55555

 

แล้วพอเรากับเพื่อน ๆ กะเทยชอบเล่นเกมนี้กันตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นเรากับเพื่อน ๆ ก็เลยเหมือนรู้สึกว่า ตัวเองได้เข้าชิงออสการ์ ไปด้วย เมื่อ “นักแสดงหญิง” ที่เราเลือกเป็น ได้เข้าชิงออสการ์ในแต่ละปี 55555

 

ตอนนี้ก็เลยได้แต่รอดูว่า SONG SUNG BLUE (2025, Craig Brewer) จะได้ลงโรงฉายในไทยไหม เพราะว่า Kate Hudson ได้ชิงออสการ์จากหนังเรื่องนี้ ส่วนผู้เข้าชิงอีก 4 รายนั้นหนังได้เข้าฉายในไทยครบแล้ว ทั้ง Jessie Buckley from HAMNET (2025, Chloé Zhao), Renate Reinsve from SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway), Emma Stone from BUGONIA (2025, Yorgos Lanthimos) และ Rose Byrne from IF I HAD LEGS, I’D KICK YOU (2025, Mary Bronstein)

 

เหมือนปีสุดท้ายที่หนังทั้ง 5 เรื่องในสาขานี้ ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง ก็คือปี 2017 กับ 2018 นะ เพราะว่า THREE BILLBOARDS OUTSIDE EBBING, MISSOURI (2017, Martin McDonagh), THE SHAPE OF WATER (2017, Guillermo del Toro), I, TONYA (2017, Craig Gillespie), LADY BIRD (2017, Greta Gerwig), THE POST (2017, Steven Spielberg) ที่เข้าชิงในปี 2017 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง และ THE FAVOURITE (2018, Yorgos Lanthimos), ROMA (2018, Alfonso Cuarón), THE WIFE (2018, Björn L. Runge), A STAR IS BORN (2018, Bradley Cooper) และ CAN YOU EVER FORGIVE ME? (2018, Marielle Heller, ฉายที่ Bangkok Screening Room) ที่เข้าชิงในปี 2018 ก็ได้ลงโรงฉายในไทยครบหมดทุกเรื่อง

 

แต่หลังจากนั้นหนังบางเรื่องที่เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิง ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้จัดจำหน่ายในไทย อย่างเช่น HARRIET (2019, Kasi Lemmons) ที่นำแสดงโดย Cynthia Erivo, MA RAINEY’S BLACK BOTTOM (2020, George C. Wolfe) ที่นำแสดงโดย Viola Davis, THE EYES OF TAMMY FAYE (2021, Michael Showalter) ที่นำแสดงโดย Jessica Chastain, TO LESLIE (2022, Michael Morris) ที่นำแสดงโดย Andrea Riseborough, NYAD (2023, Elizabeth Chai Vasarhelyi, Jimmy Chin) ที่นำแสดงโดย Annette Bening และ I’M STILL HERE (2024, Walter Salles, Brazil) ที่นำแสดงโดย Fernanda Torres ต่างก็ไม่ได้ลงโรงฉายในไทย

 

แล้วเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ เคยจองเป็น “นักแสดงหญิง” คนไหนบ้าง 55555

 

อันนี้เป็นรูปของ Isabelle Adjani จาก THE DRIVER (1978, Walter Hill) เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายทางช่อง 5 (ถ้าเราจำไม่ผิดนะ) ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วหนังเรื่องนี้ก็เลยเป็นสาเหตุให้เราจองเป็น Isabelle Adjani ในหนังทุกเรื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

Wednesday, February 18, 2026

RIP FREDERICK WISEMAN

 

RIP FREDERICK WISEMAN (1930-2026)

 

เขาถือเป็น one of my most favorite filmmakers of all time เลย หนังสารคดีของเขามันยอดเยี่ยมมาก ๆ กราบทุกคนที่เคยนำหนังของเขาเข้ามาฉายในไทย และกราบทุกคนที่เคยแปลซับไตเติลหนังของเขาเป็นภาษาไทยด้วย

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. EX LIBRIS (2017, 197min)

เราได้ดูในวันที่ 5 เม.ย. 2019 โดยทาง Doc Club เป็นผู้นำหนังเรื่องนี้เข้ามาฉายในกรุงเทพ

 

2. NATIONAL GALLERY (2014, 180min)

เราได้ดูในวันที่ 27 มี.ค. 2015 ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีศาลายา

 

3. AT BERKELEY (2013, 244min)

เราได้ดูในวันที่ 25 มี.ค. 2014 ที่ BACC ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีศาลายา

 

4. LA DANSE: THE PARIS OPERA BALLET (2009, 159min)

เราได้ดูที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

5. THE STORE (1983, 118min)

เราได้ดูฟรีออนไลน์ทาง Le Cinema Club

 

หนึ่งในฉากที่ชอบสุดๆใน AT BERKELEY (2013, Frederick Wiseman, A+30) คือฉากที่มีคนอ่านกลอน ANYONE LIVED IN A PRETTY HOW TOWN ของ E. E. Cummings คือเราไม่รู้หรอกว่ากลอนนี้แปลว่าอะไร แต่คนที่อ่านกลอนนี้ในหนังเรื่องนี้ อ่านได้จังหวะจะโคนมากๆ และทำให้เรารู้สึกว่ากลอนนี้มันเพราะสุดๆ

 

“anyone lived in a pretty how town

(with up so floating many bells down)

spring summer autumn winter

he sang his didn't he danced his did

Women and men(both little and small)

cared for anyone not at all

they sowed their isn't they reaped their same

sun moon stars rain

children guessed(but only a few

and down they forgot as up they grew

autumn winter spring summer)

that noone loved him more by more

when by now and tree by leaf

she laughed his joy she cried his grief

bird by snow and stir by still

anyone's any was all to her

someones married their everyones

laughed their cryings and did their dance

(sleep wake hope and then)they

said their nevers they slept their dream

stars rain sun moon

(and only the snow can begin to explain

how children are apt to forget to remember

with up so floating many bells down)

one day anyone died i guess

(and noone stooped to kiss his face)

busy folk buried them side by side

little by little and was by was

all by all and deep by deep

and more by more they dream their sleep

noone and anyone earth by april

wish by spirit and if by yes.

Women and men(both dong and ding)

summer autumn winter spring

reaped their sowing and went their came

sun moon stars rain”

 

RIP ROBERT DUVALL (1931-2026)

 

หนังที่เราเคยดูที่มี Robert Duvall ร่วมแสดงอยู่ด้วย

 

1. TO KILL A MOCKINGBIRD (1962, Robert Mulligan)

 

2. THE CHASE (1966, Arthur Penn)

 

3. THE GODFATHER (1972, Francis Ford Coppola)

 

4. THE GODFATHER PART II (1974, Francis Ford Coppola)

 

5. APOCALYPSE NOW (1979, Francis Ford Coppola)

 

6. TENDER MERCIES (1983, Bruce Beresford)

 

7. THE NATURAL (1984, Barry Levinson)

 

8. LONESOME DOVE (1989, Simon Wincer, miniseries, 384min)

 

9. DAYS OF THUNDER (1990, Tony Scott)

 

10. RAMBLING ROSE (1991, Martha Coolidge)

 

11. THE PLAGUE (1992, Luis Puenzo, France)

 

12. FALLING DOWN (1993, Joel Schumacher)

 

13. SOMETHING TO TALK ABOUT (1995, Lasse Hallström)

 

14. THE SCARLET LETTER (1995, Roland Joffé)

 

15. PHENOMENON (1996, Jon Turteltaub)

 

16. DEEP IMPACT (1998, Mimi Leder)

 

17. JOHN Q (2002, Nick Cassavetes)

 

18. WE OWN THE NIGHT (2007, James Gray)

 

19. THE ROAD (2009, John Hillcoat)

 

20. JACK REACHER (2012, Christopher McQuarrie)

 

ตอนเด็ก ๆ เราเคยจำ Robert Duvall สลับกับ Richard Dreyfuss แต่ Richard Dreyfuss อายุน้อยกว่านะ Dreyfuss เกิดปี 1947 และตอนนี้มีอายุ 78 ปี เหมือนทั้งสองคนนี้โด่งดังในยุค New Hollywood พร้อมกัน แต่ Duvall โด่งดังจากหนังของ Francis Ford Coppola ส่วน Dreyfuss โด่งดังจากหนังของ George Lucas (AMERICAN GRAFFITI) และ Steven Spielberg (JAWS, CLOSE ENCOUTERS OF THE THIRD KIND, ALWAYS)

 

ดาราอีกคนที่เราเคยจำสลับกับ Robert Duvall ตอนที่เรายังเป็นเด็ก ก็คือ Ed Harris ซึ่งตอนนี้มีอายุ 75 ปี

 

ตอนแรกเรานึกว่าเราเคยดู GONE IN 60 SECONDS (2000, Dominic Sena) กับ THE 6TH DAY (2000, Roger Spottiswoode) ที่มี Robert Duvall ร่วมแสดงอยู่ด้วย แต่พอเช็คข้อมูลดูแล้ว เรายังไม่เคยดูหนังสองเรื่องนี้ แต่เราคงเคยดู trailers ของหนังสองเรื่องนี้บ่อยมาก ๆ ในโรงหนังในช่วงปี 2000 จนมันทำให้เราเกิด “ความทรงจำลวง” ว่าเราเคยดูหนังสองเรื่องนี้ไปแล้ว

 

Robert Duvall เคยได้ออสการ์ดารานำชายจาก TENDER MERCIES และเคยเข้าชิงออสการ์อีก 6 ครั้งจาก THE GODFATHER, APOCALYPSE NOW, THE GREAT SANTINI (1979, Lewis John Carlino), THE APOSTLE (1998, Robert Duvall), A CIVIL ACTION (1998, Steven Zaillian), THE JUDGE (2014, David Dobkin)

 

เสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังที่ Robert Duvall กำกับเลย

 

หนึ่งในบทบาทของ Robert Duvall ที่เราชอบมากที่สุดอยู่ใน LONESOME DOVE ซึ่งถือเป็น one of my most favorite miniseries of all time ละครเรื่องนี้เคยมาฉายทางช่อง 3 เราชอบละครเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ จนถึงขั้นซื้อดีวีดีเก็บไว้เลย

+++

ATEEZ VR CONCERT LIGHT THE WAY ตั๋ว 600 บาท แต่คนซื้อตั๋วไปแล้วเยอะเหมือนกันนะ

+++

ดู PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland, A+30) ในโรงภาพยนตร์ 2 รอบในวันเดียวกัน เพราะดิฉันเป็นคนจิตใจใสสะอาด ผ่องแพ้ว บริสุทธิ์ และดีงาม

++++

สรุปว่าช่วงต้นปีนี้มีหนังที่เราดูในโรงภาพยนตร์เรื่องละ 2 รอบไปแล้วเป็นจำนวน 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30), PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland, A+30) และ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 161min, A+30) เพราะเป็นหนังที่เราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง ดูรอบเดียวแล้วมันยังไม่อิ่ม

 

นึกถึงช่วงต้นปี 2025 ที่เราดูหนัง 7 เรื่อง ในโรงภาพยนตร์ ไปเรื่องละสองรอบ ซึ่งได้แก่

1. HAPPYEND (2024, Neo Sora, Japan)

2. THE BRUTALIST (2024, Brady Corbet, 216min)

3. SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore, 103min)

4. THE MOURNING FOREST (2007, Naomi Kawase, Japan, 97min)

5. THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min, A+30)

6. GRAND TOUR (2024, Miguel Gomes, Portugal, 128min, A+30)

7. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation, A+30)

+++

 

6. PETALS AND MEMORIES (2025, Tetsu Maeda, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Toshiki ในวัยเด็ก พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

Friday, February 13, 2026

HENRY FONDA FOR PRESIDENT

 

HENRY FONDA FOR PRESIDENT (2024, Alexander Horwath, Austria/Germany, documentary, 184min, A+30)

 

กราบตีนนนนนนนนนนนน สารคดีเกี่ยวกับ Henry Fonda นักแสดงชื่อดังของฮอลลีวู้ดที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 1980 โดยหนังเล่าตั้งแต่ประวัติต้นตระกูลของเขาในเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรื่อยมาจนถึงเรื่องของ Jane Fonda ซึ่งเป็นลูกสาวของเขา โดยมีการนำคลิปหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ Henry Fonda แสดง มาใช้ในการวิพากษ์ถึงประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาในช่วง 400 ปีที่ผ่านมาด้วย

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับกรณี life imitates art imitates life นั่นก็คือเรื่องของความพยายามจะลอบสังหาร George Wallace นักการเมืองสหรัฐในปี 1972 แล้วเหตุการณ์ลอบสังหาร George Wallace ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างหนังเรื่อง TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) แล้วหนังเรื่อง TAXI DRIVER ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ John Hinckley Jr. พยายามจะลอบสังหารประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนในปี 1981 เพราะ Hinckley เชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะสร้างความประทับใจให้ Jodie Foster

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้อีกด้วยว่า Hinckley ถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลแล้ว และเขากลายเป็นนักดนตรีที่มีช่องยูทูบเป็นของตัวเองในปัจจุบัน

 

บางเหตุการณ์ในสหรัฐที่ถูกพูดถึงในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ในไทยมาก ๆ

 

คิดว่าหนังเรื่องนี้ปะทะกับหนังของ Mark Rappaport ได้สบาย ๆ เลย เพราะ Mark Rappaport ก็ชอบทำหนัง essay film เกี่ยวกับนักแสดงต่าง  ๆ โดยใช้เรื่องราวของนักแสดงเหล่านั้นเป็น “จุดตั้งต้น” ในการขยายไปพูดถึงประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายในโลก

 

เราดูหนังเรื่องนี้ฟรีออนไลน์ทาง Le Cinema Club

 

 

อันนี้เป็นภาพประกอบบทบันทึกความรู้สึกของเราที่มีต่อ HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)  ข้อ 13 ที่เราแปะไว้เมื่อหลายชั่วโมงก่อน ในส่วนที่เราเขียนไว้ว่า

 

“อีกสิ่งที่ชอบมากคือการที่ “แววตา” ของเฟรนในหนังเรื่องนี้ มันดูแตกต่างจากในภาพถ่ายของเธอในวัยเด็กมาก ๆ เพราะภาพถ่ายในวัยเด็กของเฟรน มันดูเป็น “เด็กหญิงที่ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง” น่ะ มันเป็นดวงตาของเด็กก่อนที่จะเจอพิษต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ มันยากมาก ๆ

 

เราว่าการแสดงของคุณ Prapamonton ในหนังเรื่องนี้ มันถ่ายทอดแววตาที่ “แตกต่างจากภาพถ่ายในวัยเด็ก” ได้ดีทีเดียว มันไม่ได้ดูหดหู่เศร้าสร้อย แต่มันดูไร้ “ประกายแห่งความหวัง” อย่างรุนแรง เราก็เลยชอบการแสดงตรงจุดนี้ และชอบแง่มุมนี้ของหนังมาก ๆ ด้วย

 

จุดนี้ของหนังทำให้เรานึกถึงสารคดีชุด 7 UP ของ Michael Apted มาก ๆ ด้วย เพราะสารคดีชุดนี้ตามถ่ายชีวิตของชาวอังกฤษหลายคนที่มีฐานะและชนชั้นแตกต่างกัน ซึ่งรวมถึง subject คนนึงที่เป็นคนจน

 

ในภาคแรกของหนังสารคดีชุดนี้ ซึ่งก็คือ SEVEN UP! (1963, Paul Almond) นั้น เด็กชายจน ๆ คนนั้นซึ่งมีอายุ 7 ขวบ มีประกายตาแห่งความหวัง และมีใบหน้าที่เปี่ยมสุขมาก ๆ เขาดูร่าเริงและมีความสุขมาก ๆ

 

แต่ในภาคต่อ ๆ มาในหนังสารคดีชุดนี้ ประกายตาของเขา และแววตาของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป “แสงแห่งความหวัง” ในดวงตาของเขาก็ค่อย ๆ หรี่หายไป เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบ “คนจน” บนโลกใบนี้ มันทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใด และเขาก็เติบโตขึ้นมาเป็นชายไร้บ้านในเวลาต่อมา เราแทบไม่เห็นความหวังใด ๆ ในดวงตาของเขา (แต่ในภาคท้าย ๆ ชีวิตของเขาก็ดีขึ้นมาบ้างนะ)

 

ความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตาแห่งความสุข” ของเด็กวัย 7 ขวบ กับผู้ชายคนเดียวกันผู้มีดวงตาที่สิ้นหวังเมื่อโตขึ้น เมื่อเขาได้เผชิญกับ “ความทุกข์ของชีวิตคนจน” ในหนังสารคดีชุดนี้ของ Michael Apted มันก็เลยทำให้เรานึกถึงความ contrast กันอย่างรุนแรงระหว่าง “ประกายตา” ของเฟรนในวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE ด้วย”

 

เราก็เลยเอาภาพมาลงให้เห็นชัด ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทำไม HUMAN RESOURCE จึงทำให้เรานึกถึงหนังสารคดีของ Michael Apted

 

ภาพแรกเป็นภาพของ Neil Hughes ในวัย 7 ขวบ ในหนังสารคดีเรื่อง SEVEN UP! (1964, Paul Almond, UK, documentary, A+30) ตอนนั้นเขายังเป็นเด็ก 7 ขวบ เขาเป็นเด็กที่มีความสุข เขายังไม่รู้ว่า “ความจน” มันจะส่งผลต่อชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง

 

ภาพที่สองคือ Neil Hughes ในวัย 14 ปี ใน 7 PLUS SEVEN (1970, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

 

ภาพที่สามคือ Neil Hughes ในวัย 21 ปีใน 21 UP (1977, Michael Apted, UK, documentary, A+30)

 

ภาพที่สี่และภาพที่ห้าคือ Neil Hughes ในวัย 28 ปีใน 28 UP (1984, Michael Apted, UK, documentary, A+30) ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเป็นคนไร้บ้าน

 

เพราะฉะนั้นพอเราเห็น “ประกายตา” ที่แตกต่างกันระหว่างเฟรนวัยเด็กกับเฟรนตอนโตใน HUMAN RESOURCE เราก็เลยนึกถึงประกายตาที่แตกต่างกันของ Neil Hughes ในหนังสารคดีของ Michael Apted

 

เราเขียนถึง HUMAN RESOURCE ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo?fbid=10242494454680995&set=a.10242169138148285

 

4. SENPAI IS AN OTOKONEKO: SUNSHINE AFTER THE RAIN (2025, Shinsuke Yanagi, Japan, animation, 82min, A+30)

 

มีตัวละครพูดคำว่า Tadaima หลายครั้งมากในหนังเรื่องนี้

+++

เราก็เคยทำงานอยู่ตึกนี้เป็นเวลา 6 ปี ตึก ALL SEASONS ตรงถนนวิทยุ (ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอยู่ 3 ตึกรวมกัน) แต่ช็อตอื่น ๆ ในหนังเรื่อง HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) เหมือนไม่ได้มาจากตึกนี้นะ อย่างช็อตตรงลิฟท์และสถานที่กินข้าวกลางวัน น่าจะถ่ายทำที่ตึกอื่น ๆ เพราะว่าลิฟท์ตึก ALL SEASONS ไม่ได้เป็นแบบในหนังเรื่องนี้

+++

 

1. การถ่าย landscape ของกรุงเทพและการเน้นหยดน้ำที่เกาะบนกระจกใน HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit) ทำให้นึกถึง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) โดยไม่ได้ตั้งใจอยู่เหมือนกัน 555

 

2. อยากให้มีการจัดฉายหนังควบ 3 เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

 

HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

+THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

+ TAIPEI STORY (1985, Edward Yang, Taiwan)

 

แล้วมีการจัดงานเสวนาหรือมีคนเขียนบทความเปรียบเทียบหนัง 3 เรื่องนี้ในหัวข้อ BIG CITY, CAPITALISM, AND THE VOID IN HUMAN SOULS

***

ต้อนรับ WUTHERING HEIGHTS เข้าฉายในไทย ด้วยการกลับมาฟังเพลงโปรดของเรา WUTHERING HEIGHTS ของ Kate Bush ที่เคยขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษในปี 1978 เราชอบเพลงนี้และมิวสิควิดีโอเพลงนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ

 

Out on the wily, windy moors
We'd roll and fall in green
You had a temper like my jealousy
Too hot, too greedy

How could you leave me
When I needed to possess you?
I hated you, I loved you, too

Bad dreams in the night
They told me I was going to lose the fight
Leave behind my Wuthering, Wuthering
Wuthering Heights

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Ooh, it gets dark, it gets lonely
On the other side from you
I pine a lot, I find the lot
Falls through without you

I'm coming back love, cruel Heathcliff
My one dream, my only master

Too long I roam in the night
I'm coming back to his side to put it right
I'm coming home to wuthering, wuthering
Wuthering Heights

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
Ooh, let me have it
Let me grab your soul away
You know it's me, Cathy

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold
Let me in your window

Heathcliff, it's me, I'm Cathy
I've come home, I'm so cold

+++++++
เราเองก็รู้สึกว่า Prapamonton มีความเป็น Tilda Swinton อยู่ในตัว คือนอกจากทั้งสองจะมีฝีมือทางการแสดงมาก ๆ แล้ว นักแสดงทั้งสองยังมี otherworldly aura หรืออะไรทำนองนี้แผ่ออกมาจากตัวได้ด้วย

++++

Friday, January 02, 2026

HORSES AND FILMS

 

HAPPY NEW YEAR 2026 ขอให้เจอแต่เรื่องที่ตระหนกตกใจในทางที่ดีเกินคาด ตลอดทั้งปีนะคะ

 

เราเพิ่งเข้าถึง MTV หรือไม่ก็ช่องมิวสิควิดีโออะไรสักช่องในปี 1995 หลังจากเราย้ายมาอยู่อพาร์ทเมนท์ แล้วอพาร์ทเมนท์มีเคเบิลทีวี ก่อนหน้านั้นเราก็ได้แต่พึ่งพารายการบันเทิงคดีของคุณมาโนช พุฒตาล ทางททบ. 5 ได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงฝรั่งแค่ 25 นาทีต่อสัปดาห์ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วส่วนใหญ่ก็มีแต่เพลงร็อคด้วยนะ เพราะคุณมาโนชแกคงชอบเพลงร็อค ในขณะที่จริง ๆ แล้วเราชอบเพลงแดนซ์ ซึ่งคุณมาโนชแทบไม่เคยเปิดในรายการของเขาเลย 555

 

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เริ่มมีเคเบิลทีวีเข้ามาในไทย แต่บ้านเราจน ก็เลยไม่มีปัญญาสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีในช่วงนั้น

++++++

 

HORSES AND FILMS

 

ต้อนรับปีมะเมีย ด้วยหนัง 10 เรื่องที่เราประทับใจที่มีม้าเป็นส่วนสำคัญในหนัง

 

เรียงตามลำดับปี

 

1. ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong)

 

2. FROM BEHIND (1999, Valérie Lemercier, France)

 

หนัง QUEER เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “จู๋ของม้า”

 

3. SEABISCUIT (2003, Gary Ross)

 

4. WHAT THE SNOW BRINGS (2005, Kichitaro Negishi, Japan)

 

5. OF WOMEN AND HORSES (2011, Patricia Mazuy, France)

 

6. THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Ágnes Hranitzky, Hungary, 155min)

 

7. OF HORSES AND MEN (2013, Benedikt Erlingsson, Iceland)

 

8. THE RIDER (2017, Chloe Zhao)

 

9. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

 

ฉากควบม้าที่ระทึกใจที่สุดในชีวิตของเรา อยู่ในหนังเรื่องนี้

 

10. NOPE (2022, Jordan Peele)

+++

หนึ่งในโมเมนต์ประทับใจสำหรับเราในปี 2025 คือการได้เห็น Gloria Estefan เฉิดฉายในหนังเรื่อง GABBY'S DOLLHOUSE: THE MOVIE (2025, Ryan Crego, A+30) ดีใจที่ Gloria ยังมีชีวิตอยู่ 55555

+++

 

เรายังไม่เคยดู

 

A NEW LOVE IN TOKYO (1994, Banmei Takahashi)

LOVE & POP (1998, Hideaki Anno)

MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda)

SHINJUKU TRIAD SOCIETY (1995, Takashi Miike)

TOKYO FIST (1995, Shinya Tsukamoto)

++++

THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) เป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดูที่เน้นนำเสนอตัวละคร "โจโฉ" ในทางบวก หรือในฐานะ "พระเอก" โดยเฉพาะเน้นไปที่ "ความรักหมา" ของโจโฉ

+++

THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30)

 

หลังจากเราเปิดปี 2026 ด้วยการดูหนังออนไลน์เรื่อง THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, 88min, A+30) ที่งดงามมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เราก็ต่อด้วยการดู “หนังสารคดีเรื่องแรกของปี” ซึ่งก็คือ THE BRINK OF DREAMS ในทันที เพราะหนังทั้งสองเรื่องกำลังจะหลุดออกจากเว็บไซต์ Festival Scope ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

THE BRINK OF DREAMS เล่าเรื่องของกลุ่มหญิงสาวในชนบทอียิปต์ที่ทำ “คณะละครข้างถนน” ด้วยกัน โดยพวกเธอเล่นละครกันข้างถนนเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมให้ชาวบ้านชาวช่องที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว

 

ดูแล้วก็นับถือพวกเธอมาก ๆ กล้าหาญชาญชัยกันมาก ๆ เพราะสังคมที่พวกเธออยู่อาศัยกันมันอนุรักษ์นิยมมาก ๆ คือแค่ผู้หญิงแต่งตัวธรรมดา ๆ ก็โดนหาว่าเป็นกะหรี่แล้ว และการ “เล่นละครข้างถนน” แบบนี้ มันไม่ใช่การสื่อสารกับ “ผู้ชมที่ตั้งใจมาชมละคร” ซึ่งผู้ชมแบบนั้นมันเป็นกลุ่มที่ “เป็นมิตร” กับนักแสดงละครอยู่แล้ว แต่ “การเล่นละครข้างถนน” มันเป็นการสื่อสารกับ “คนที่พร้อมจะตะโกนด่านักแสดงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ” น่ะ โดยเฉพาะพวกชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ ๆ เราก็เลยรู้สึกว่า “นักแสดงละครข้างถนน” แบบนี้นี่มันต้องอาศัยความกล้าหาญชาญชัยอย่างใหญ่หลวงมาก ๆ

 

แล้วสังคมที่พวกเธออยู่ มันก็เป็นสังคมที่ “ผู้ชายเป็นใหญ่” อย่างรุนแรงมาก ๆ ผู้หญิงอาจจะถูกบีบให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 15 ปี และผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็จะถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็น “แม่บ้าน” เท่านั้น แทนที่จะได้เป็นอิสระ ทำงานที่ตัวเองต้องการ

 

เราเข้าใจว่าสังคมที่พวกเธออยู่เป็น “คริสต์” นะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นคริสต์นิกายอะไร มันเป็นนิกายที่ “ห้ามการหย่าร้าง” ไม่แน่ใจว่าเป็นนิกาย Coptic หรือเปล่า

 

THE BRINK OF DREAMS ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในสาย Critics’ Week ด้วยนะ และหนังเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล Golden Eye หรือรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาได้ด้วย

 

ดู THE BRINK OF DREAMS แล้วก็นึกถึงหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. SOUTHERN SORCERESSES (2020, Eliane Caffé, Carla Caffé, Beto Amaral, Brazil, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีบราซิลเรื่องนี้พูดถึงกลุ่ม queer activists ที่ชอบจัดการแสดงข้างถนนเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงปัญหาสิทธิ queer หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด และการจัดแสดงละครข้างถนนแบบนี้ก็ต้องเผชิญกับเสียงด่าทอจากประชาชนใจแคบอย่างรุนแรงมาก

 

2. AMAL (2017, Mohamed Siam, Egypt, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ตามติดชีวิตเด็กสาวชาวอียิปต์เหมือนกัน โดยหนังเรื่องนี้ตามติดชีวิตของอามาล เด็กสาววัย 14 ปีที่เข้าร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศอียิปต์

++++

 

The Four Times (2010, Michelangelo Frammartino, Italy/Germany/Switzerland)

 

I worship this film ตอนดูช่วงแรก ๆ จะรู้สึกว่ามัน extremely slow cinema แต่พอดูไปเรื่อย ๆ กลับพบว่า "เราตามเนื้อเรื่องไม่ทัน" คือในความ extremely slow ของมันจริง ๆ แล้วเราต้องคอยจับสังเกตสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดมาก ไม่งั้นเราจะพลาดความเชื่อมโยงของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละฉาก ตั้งแต่มด, ก้อนอิฐ, ฝุ่นผง, เศษกระดาษ, ถ่าน, ปล่องไฟ, etc.

Friday, December 26, 2025

CEMETERY CLEANING

 

เมื่อคืนฝันสนุกมาก พอตื่นมาแล้วเราเลยขอจดบันทึกความฝันไว้หน่อย

 

ในฝันคือเราเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนึง แล้วก็มีคนมาเล่าให้เราฟังว่า ในอดีตยุคของอ.ศิลป พีระศรี (1892-1962) นั้น ท่านเคยจ้างลูกมือที่เป็นศิลปินชาวอิตาเลียนจำนวนนึง เพื่อให้ช่วยท่านทำงานในไทย แต่ท่านไม่รู้ว่า ในบรรดาลูกมือชาวอิตาเลียนนั้น มีบางคนที่เป็น “พวกบูชาปีศาจ” ที่หนีการตามล่าของวาติกัน ด้วยการเดินทางมาทำงานในไทยในยุคนั้นด้วย (นึกถึงหนังของ Dario Argento, Mario Bava อะไรทำนองนี้)

 

ศิลปินลูกมือชาวอิตาเลียนกลุ่มนี้ ได้แอบนำของวิเศษสำหรับการบูชาปีศาจ, ปลุกปีศาจ, ขอพรจากปีศาจ ไปฝังไว้ในประติมากรรมบางชิ้น หรืองานศิลปะบางชิ้นในไทยด้วย แล้วคนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟังก็ชวนเราไปเดินสำรวจในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อหาว่า “ของวิเศษสำหรับปลุกปีศาจต่าง ๆ” ถูกฝังไว้ในจุดใดบ้างในพิพิธภัณฑ์ หรือถูกแอบซ่อนไว้ในงานศิลปะชิ้นใดบ้างในพิพิธภัณฑ์ เราก็เลยช่วยเขาค้นหา แต่ก็พบว่า เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งเป็นฝรั่งหนุ่มหล่อ 3 คน มีพิรุธแปลก ๆ เราก็เลยพยายามหนีเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์หนุ่มหล่อ 3 คนนี้ แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา

 

ส่วนรูปประกอบนี้เป็นรูปของ “สัญลักษณ์ของปีศาจ 72 ตน”

 

+++

 

เก็บศพไร้ญาติ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2503 (1960, บุญเอก (ฮุย) วิวัฒนศร Boonake Wiwattanasorn, สร้างโดย สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถาน จ.จันทบุรี, documentary, 137min, A+30)

 

เป็นหนังที่น่าจะมีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา เพราะหนังเรื่องนี้ได้บันทึกพิธีกรรมที่น่าสนใจของชาวจีนในชนบทของไทยเมื่อราว 60 กว่าปีก่อนเอาไว้ ซึ่งก็คืองานล้างป่าช้าในจังหวัดจันทบุรี หนังเรื่องนี้จึงถือเป็นการบันทึกสิ่งที่หาดูยากหลายอย่างเอาไว้ในเวลาเดียวกัน เพราะ

 

1.หนังเรื่องนี้บันทึก “พิธีล้างป่าช้า” และขั้นตอนต่าง ๆ ในพิธีอย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะในภาพยนตร์เชิงพาณิชย์

 

2. หนังเรื่องนี้บันทึก “ภาพชาวจีนในไทยเมื่อ 60 กว่าปีก่อน” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากเช่นกัน โดยเฉพาะในภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ของไทยที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1950-1960 เพราะภาพยนตร์ไทยในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีตัวละครเชื้อสายจีนมากนัก

 

3.ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้บันทึกสภาพบ้านเรือนและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในจันทบุรีเมื่อราว 60 กว่าปีก่อนเอาไว้ด้วย ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากอีกเช่นกัน

 

นอกจากนี้ สิ่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็รวมถึงการได้เห็นบทบาทของพระในศาสนาพุทธ ทั้งในนิยายเถรวาทและในนิกายมหายาน ในพิธีกรรมเดียวกัน

 

และอีกสิ่งที่น่าสนใจมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ gaze ของหนังที่มีต่อ “ศพมนุษย์” ซึ่งเป็น gaze ที่มองศพมนุษย์ราวกับว่าเป็น “สิ่งธรรมดาตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แตกต่างจาก gaze ที่มองศพมนุษย์ในภาพเคลื่อนไหวแบบอื่น ๆ ที่เรามักพบเห็นกันในยุคปัจจุบัน อย่างเช่น ใน “คลิปข่าว” ที่อาจนำเสนอภาพศพมนุษย์พร้อมด้วย “ความรู้สึกเศร้าใจ” หรือ “ความรู้สึกสะเทือนใจ” และใน “ภาพยนตร์สยองขวัญ” ที่อาจนำเสนอภาพศพมนุษย์ปลอมพร้อมด้วย “ความรู้สึกขยะแขยง”, “ความรู้สึกน่ารังเกียจ” หรือ “ความรู้สึกหวาดกลัว”

+++++

 

ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึง “สติแตกสุดขั้วโลก” (1995, Poj Arnon, A+30) อย่างรุนแรง เหมือนพชร์ อานนท์ย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นของตนเองอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 30 ปี เพราะหนังเรื่องนั้นก็เป็นการทะลุมิติข้ามกันไปมาระหว่าง “โลกละครจีนยุคโบราณ” กับ “โลกยุคปัจจุบัน” เหมือนกัน แต่เราอาจจะชอบ “สติแตกสุดขั้วโลก” มากกว่า เพราะว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนั้นคือความหล่อสุดขีดของจอห์น ดีแลน, อัษฎา พานิชกุล และแอนดริว เกรกสัน 55555

++++

 

เห็นหอภาพยนตร์จะฉายหนังเรื่อง “เสียงซึงที่สันทราย” (1980, ประวิทย์ ชุ่มฤทธิ์) เราก็สงสัยว่า เราเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วหรือยัง เพราะชื่อหนังมันคุ้นๆ ยังไงชอบกล เราก็เลยลองเช็คข้อมูลดู แล้วก็พบว่า หนังที่เราเคยดูคือ “ดอกไม้ร่วงที่แม่ริม” (1979, ประวิทย์ ชุ่มฤทธิ์) ส่วน “เสียงซึงที่สันทราย” นั้น เราน่าจะยังไม่เคยดู

 

ส่วนละครโทรทัศน์เรื่อง “เดือนดับที่สบทา” นั้น เราก็ยังไม่เคยดูเหมือนกัน

Thursday, December 25, 2025

YOUR ASH & MY BONE

 

เหมือนปีนี้เราแทบไม่ได้ยินเพลง ALL I WANT FOR CHRISTMAS IS YOU ของ Mariah Carey เปิดตามห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพเลยนะ คือปีนี้เราได้ยินเพลงนี้แค่ครั้งเดียวตอนเราไปเดินห้าง CENTURY ตรงอนุสาวรีย์ชัยเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ ยังได้ยินเพลงนี้เปิดตามห้างในกรุงเทพอยู่หรือเปล่า

 

ส่วนรูปนี้มาจากมิวสิควิดีโอเพลง WEAK (1993) ของ SWV ที่เราได้ยินในห้างพารากอนเมื่อไม่กี่วันก่อน พอเราได้ยินเพลงนี้ในห้างสรรพสินค้า เราก็เลยต้องกลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้งด้วยความคิดถึง อดีตเมื่อ 32 ปีก่อนมันช่างงดงามจริง ๆ

https://youtu.be/976b8TPPFJU?si=m8o9u95b7W4MUKvJ

++++

 

เห็นคนเขาเล่นพิมพ์ ๆ อะไรกันที่เครื่องนี้ในนิทรรศการ CAN’T WE RECANT? เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราก็เลยไปลองพิมพ์เล่น ๆ ด้วย โดยไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือ Chat Bot ที่สร้างขึ้นมาจากบทความของคุณพ่อของศิลปิน (Sina Wittayawiroj)

 

พอเราได้รู้แบบนี้แล้ว เราก็เลยสงสัยว่า มันมี Chat Bot ที่สร้างจากงานเขียนของบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วคนอื่น ๆ หรือเปล่านะ เพราะเราไม่ได้ตามข่าวคราวความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอะไรแบบนี้เลย อยากให้มีคนสร้าง Chat Bot จากงานเขียนของ

 

1. Karl Marx

 

2. ทมยันตี

 

3. ไม้หนึ่ง ก.กุนที

 

4. Susan Sontag

 

5. Marguerite Duras

 

อะไรทำนองนี้ เผื่อถ้าหากเรามีปัญหาอะไร เราจะได้ลองถามความเห็นของ Duras ดูเล่น ๆ ได้ หรือถ้าหากเราเกลียดใคร เราก็ไปด่า Chat Bot ของคนคนนั้นได้ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์

 

++++++

 

พอเราได้อ่านที่ชามดองเขียน เราก็เลยจะบอกว่า วิดีโอคอมเมนต์นี่มันมีประโยชน์กับตัวเราเองอย่างรุนแรงมาก ๆ เลยนะ เมื่อเวลาผ่านไป เพราะอย่างล่าสุดนี้ ตอนที่เราเขียนถึงหนังเรื่อง ตาโขน THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30) เราก็ได้เขียนพาดพิงถึงผลงานเก่า ๆ ของคุณทศพร เหรียญทอง ผู้เขียนบทของ “ตาโขน” ด้วย ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, Tossaphon Riantong, 25min) 

 

แล้วพอเราเขียนถึงประเด็นนี้ เราก็เลยพบว่า เราจำ “รายละเอียดเนื้อเรื่อง” ของหนังเรื่อง “เพื่อน” ไม่ได้แล้ว เราก็เลย google หาว่า มีใครเขียนถึงหนังเรื่อง “เพื่อน” ของคุณทศพรเอาไว้บ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีใครเขียนถึงเลย

 

คือจริง ๆ แล้วคงมีคนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ใน exteen blogs อยู่บ้าง และอาจจะมีเขียนไว้ใน webboards ต่าง ๆ ด้วย เพราะว่า Thai cinephiles หลายคนใช้ exteen blog ในปี 2009 และพวกเราก็มักจะพูดคุยกันในเว็บบอร์ดต่าง ๆ แต่พอ exteen blog มันเจ๊งไป และ webboards ต่าง ๆ เจ๊งไป (โดยเฉพาะ BIOSCOPE WEBBOARD) ข้อมูลเหล่านี้เลยหายสาบสูญไปหมดเลย น่าเสียดายที่สุด

 

ส่วนเราก็จดไว้แค่เพียงว่า เราได้ดูหนังเรื่อง “เพื่อน” ในวันที่ 23 ก.ค. 2009 เราก็เลยลองเข้าไปดูใน VDO COMMENT ของงานหนังสั้นมาราธอนประจำวันที่ 23 ก.ค. 2009 แล้วก็ปรากฏว่ามีคุณวิชชา สุยะรา พูดถึงหนังเรื่อง “เพื่อน” ของคุณทศพรเอาไว้ด้วย

 

เราก็เลยพบว่า VDO COMMENT ของงานหนังสั้นมาราธอนนี่มันทรงคุณค่ามหาศาลสำหรับเราจริง ๆ เพราะว่าหนังเรื่อง “เพื่อน” ได้ฉายไปในปี 2009 และก็คงมีคนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ในปี 2009 แต่พอ exteen blog เจ๊ง, Bioscope Webboard เจ๊ง, webboards ต่าง ๆ เจ๊ง มันก็เลยเหลือแค่ VDO COMMENT นี่แหละ ที่ช่วยบันทึก “ความเห็น, อารมณ์, ความรู้สึกของผู้ชม” ที่มีต่อหนังไทยหลายเรื่องในปี 2009 เอาไว้ได้อย่างอยู่ยั้งยืนยงตลอดช่วง 16 ปีที่ผ่านมา กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

YOUR ASH & MY BONE ธุลีดาว (2025, Sina Wittayawiroj, documentary, 110min, A+30)

+ DIRECTOR’S DIARY (2025, Alexander Sokurov, Russia, documentary, 5hrs 5mins, A+30)

+ I A PIXEL, WE THE PEOPLE (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 24hrs, A+30)

 

1. เราได้ดู YOUR ASH & MY BONE เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พอดูแล้วก็เลยนึกถึง DIRECTOR’S DIARY กับ I A PIXEL, WE THE PEOPLE มาก ๆ เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องทำหน้าที่เป็นทั้ง “ไดอารี่ของผู้กำกับภาพยนตร์ และบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศชาติ” ควบคู่ไปด้วยกันทั้ง 3 เรื่องเลย

 

โดย YOUR ASH & MY BONE นั้น พูดถึงประวัติชีวิตของตัวผู้กำกับ, ประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา, ผลกระทบโดยตรงที่ตัวผู้กำกับได้รับจาก “การเมืองไทย” และผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่น่าสนใจและที่ได้รับรางวัลใหญ่ในไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

 

ส่วน DIRECTOR’S DIARY นั้น จริง ๆ แล้วตัวโซคูรอฟแทบไม่ได้พูดถึงชีวิตส่วนตัวของตัวเองเลย หนังที่มีความยาว 5 ชั่วโมงเรื่องนี้เน้นนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1957-1991 โดยเน้นไปที่ข่าวการเมืองโลก, ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในโซเวียต ตั้งแต่ยุคของ Nikita Khrushchev, Leonid Brezhnev, Mikhail Gorbachev เรื่อยมาจนถึง Boris Yeltsin, ความเคลื่อนไหวทางภาพยนตร์ในโซเวียต, คลิปต่าง ๆ จากเมืองเลนินกราด และข่าวเครื่องบินตก + ยานอวกาศ

 

ส่วน I A PIXEL, WE THE PEOPLE นั้น พูดถึงทั้งประวัติชีวิตส่วนตัวของครอบครัวของผู้กำกับ ตั้งแต่ชีวิตของคุณตาของผู้กำกับ, ของคนรุ่นพ่อแม่, ของตัวเข้เอง และเรื่อยมาจนถึงรุ่นลูกของเข้ และวิดีโอนี้ก็พูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ยุค 2475 (1932) เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน และก็มีพูดถึงปัญหาด้านการเรียนการสอนวิชาภาพยนตร์ในไทย และความประสาทแดกต่าง ๆ ในวงการศิลปะไทยด้วย

 

เราก็เลยชอบมากที่หนังเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนตัว (ยกเว้น DIRECTOR’S DIARY) และประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศชาติไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

2. เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ในจุดที่แตกต่างกันไป โดยในส่วนของ YOUR ASH & MY BONE นั้น เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ ทั้งในส่วนของประวัติชีวิตส่วนตัวของผู้กำกับ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ George Soros, ผลกระทบอย่างรุนแรงที่ตัวผู้กำกับได้รับจากการเมืองไทยหลังรัฐประหารในปี 2014 และข้อมูลเรื่องงานศิลปะต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัลใหญ่ในไทยในช่วงราว 30 ปีที่ผ่านมา

 

ในส่วนของประวัติชีวิตส่วนตัวของตัวผู้กำกับนั้น เราชอบมาก ๆ ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วหนังไทยจำนวนมาก (โดยเฉพาะหนังสั้น) ก็มีการถ่ายทอด “ชีวิตของผู้กำกับและครอบครัว” ออกมาเหมือน ๆ กัน คือในแง่ “ประเด็นเรื่อง ชีวิตของผู้กำกับและครอบครัว” นั้น มันไม่ใช่ประเด็นที่แปลกใหม่ มันซ้ำกับหนังสั้นไทยจำนวนมาก แต่ “รายละเอียดของเนื้อหา” ของหนังเหล่านี้มันไม่ซ้ำกันเลย เพราะชีวิตมนุษย์แต่ละคนมันมีรายละเอียดแตกต่างกันมากมายในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้กำกับคนไหนกล้าเปลือยชีวิตตนเองจริง ๆ ออกมา มันก็จะทำให้เนื้อหาของหนังเรื่องนั้นแตกต่างไปจากเรื่องอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ อย่างเช่นในเรื่องนี้เราจะสะดุดตากับประเด็นเรื่อง George Soros มากเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยถูกพูดถึงในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ

 

ประเด็นเรื่องผลกระทบที่ผู้กำกับได้รับจากรัฐประหารปี 2014 นั้นก็เจ็บปวดมาก ๆ เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย และมันก็ทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่เราเคยคิดจะฆ่าตัวตายในช่วงกลางปี 2014 ด้วย

 

เราจำได้ด้วยว่า เราเคยชอบผลงาน animation เรื่อง FABLES (2012, Sina Wittayawiroj) มาก ๆ แต่หลังจากนั้นเราก็แทบไม่เคยได้ดูผลงานของคุณ Sina อีกเลย พอมาดูหนังเรื่องนี้เราก็เลยถึงได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยได้เห็นชื่อของคุณ Sina อยู่ระยะนึงในช่วงหลังปี 2014

 

ส่วนประเด็นเรื่องผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่น่าสนใจ (อย่างเช่นงาน WANTANEE RETROSPECTIVE) และผลงานศิลปะต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัลใหญ่ในไทยในช่วงเวลาราว 30 ปีที่ผ่านมานั้น ถือเป็นประเด็นที่เราชอบสุดขีด เพราะมันเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะทั้งนำเสนอข้อมูลและตั้งคำถามที่น่าสนใจต่องานศิลปะเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เราว่าประเด็นนี้มัน unique มาก ๆ  ด้วย เพราะว่าเราไม่เคยเห็นประเด็นนี้ถูกพูดถึงมาก่อนเลยในหนังไทย ถึงแม้มีการผลิตหนังไทยออกมาราว 700 เรื่องต่อปีในงานหนังสั้นมาราธอน 

 

3. ส่วนประเด็นเรื่อง “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1980” เป็นต้นมา ใน YOUR ASH & MY BONE นั้น เราก็ชอบมาก ๆ เหมือนกัน แต่อาจจะเป็นส่วนที่เราชอบน้อยกว่าส่วนอื่น ๆ ของหนังเรื่องนี้ เพราะว่ามันเป็นประเด็นที่เราพอจะรู้อยู่บ้างแล้ว และมันก็เป็นประเด็นที่ไม่ได้แตกต่างมากนักจากหนังสั้นไทยบางเรื่อง

 

แต่ไม่ใช่ว่าส่วนนี้มันไม่สำคัญนะ มันสำคัญที่สุด สำคัญมาก ๆ ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าหากหนังเรื่องนี้ต้องการสื่อสารกับคนในวงกว้าง (ซึ่งรวมถึงสื่อสารกับเด็ก ๆ รุ่นใหม่ และคนที่ไม่ได้ตามดูหนังสั้นไทย)  เพียงแต่ว่าโดยส่วนตัวแล้ว เราชอบส่วนอื่น ๆ ของหนังเรื่องนี้มากกว่าเท่านั้นเองจ้ะ

 

ยกตัวอย่างเช่น เราเดาว่าผู้ชมหลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้อาจจะเกิดไม่ทันยุคพฤษภาทมิฬปี 1992 ส่วนเรานั้นเกิดปี 1973 เพราะฉะนั้นเรื่องเหตุการณ์ในปี 1992 ก็เลยเป็นเรื่องที่เราพอรู้ ๆ อยู่บ้างแล้ว อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ใส่ประเด็นเรื่องปี 1992 เข้ามาในหนัง เพราะเราว่าส่วนนี้มันมีประโยชน์มาก ๆ ๆ ต่อผู้ชมคนอื่น ๆ และมันก็กระตุ้นให้เรารำลึกถึงอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา, ครอบครัวเรา และเพื่อน ๆ ของเราในปี 1992 ด้วย เพียงแต่ว่าส่วนนี้ของหนังอาจจะไม่ได้ “ให้ข้อมูลใหม่” กับเราเท่านั้นเองจ้ะ

 

4. พอเราเอา YOUR ASH & MY BONE ไปเทียบกับ DIRECTOR’S DIARY และ I A PIXEL, WE THE PEOPLE แล้ว เราก็รู้สึกว่า จุดแข็งของ YOUR ASH & MY BONE ก็คือ

 

4.1 หนังเรื่องนี้ “เป็นมิตรต่อผู้ชมในวงกว้าง” มากที่สุดเมื่อเทียบกับหนังอีก 2 เรื่องในกลุ่ม เพราะหนังเรื่องนี้มีความยาวเพียงแค่ 110 นาที, หนังเรื่องนี้มีการสื่อสารกับผู้ชมอย่าง “ตรงไปตรงมา” และหนังมีการให้ข้อมูลเรื่องการเมืองไทยในแบบที่ครบถ้วน เข้าใจง่าย คือเราว่าผู้ชมชาวต่างชาติที่ไม่มีความรู้มากนักเรื่องการเมืองไทย หรือเด็กไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่มีความรู้เรื่องทศวรรษ 1980-1990 ก็สามารถติดตามทำความเข้าใจกับหนังเรื่องนี้ได้โดยง่าย

 

4.2 หนังเรื่องนี้น่าจะ “กระตุ้นผู้ชม” ในเรื่องจิตสำนึกทางการเมืองได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับหนังอีก 2 เรื่องในกลุ่ม ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นจุดประสงค์ของผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะหนังมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และเหมือนเป็นการระบายออก + จดบันทึกทางการเมือง

 

5. เราว่า YOUR ASH & MY BONE กับ I A PIXEL, WE THE PEOPLE นั้น สามารถเปรียบเทียบกันได้หลายแง่ อย่างเช่น

 

5.1 หนังทั้งสองเรื่องเอาชีวิตของผู้กำกับ+ครอบครัว กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาผสมเข้าด้วยกัน แต่ YOUR ASH & MY BONE ยาว 110 นาที, พูดถึงคนสองรุ่น และพูดเน้นช่วงทศวรรษ 1980-2020 ส่วน I A PIXEL, WE THE PEOPLE ยาว 1440 นาที, พูดถึงคน 4 รุ่น และพูดถึงปี 1932-2025

 

ด้วยเหตุนี้แหละ เราก็เลยรู้สึกว่า YOUR ASH & MY BONE เป็นหนังที่เหมาะสำหรับผู้ชมในวงกว้าง มันเหมือน  “คั้นมาแต่หัวกะทิ” ส่วน I A PIXEL, WE THE PEOPLE นั้นเหมือนให้เราเห็น “ต้นมะพร้าวทั้งสวน” 55555 ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ตรงที่มันแตกต่างกันมาก ๆ ในจุดนี้ด้วยนี่แหละ คือแต่ละเรื่องมันก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป

 

 

5.2 หนังทั้งสองเรื่องเป็น “ส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะ” เหมือน ๆ กัน

 

5.3 เรารู้สึกว่าหนังทั้งสองเรื่อง “สะท้อนความไม่พอใจต่อการเมืองไทย” เหมือน ๆ กัน แต่เรารู้สึกว่า YOUR ASH & MY BONE ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เห็น “ใบหน้าแห่งความโกรธ หรือความเจ็บปวด” ของตัวผู้กำกับ แต่ I A PIXEL, WE THE PEOPLE ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เห็น “ใบหน้าแสยะยิ้ม” ของตัวผู้กำกับ 555555

 

6. ในส่วนของ DIRECTOR’S DIARY ของ Sokurov นั้น เราชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยข้อมูลมากมายมหาศาลที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อนเลย โดยเฉพาะเรื่องของครุชเชฟและเบรซเนฟ, เรื่องของหนังทำเงินต่าง ๆ ในสหภาพโซเวียต, เรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ ในโซเวียต

 

คือเหมือนพอเราเป็นคนไทย เราก็เคยได้ยินแต่เรื่องของเลนิน, สตาลิน และกอร์บาชอฟเป็นหลักน่ะ ส่วนครุชเชฟและเบรซเนฟนี่ถูกพูดถึงในโลกภาพยนตร์น้อยมาก ๆ และหนังโซเวียตที่เรารู้จัก ก็มีแต่หนังของ Tarkovsky, Eisenstein, Dziga Vertov, Alexander Dovzhenko, Vsevolod Pudovkin หรือผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องในวงการหนัง arthouse แต่เราแทบไม่เคยรู้จัก “หนังทำเงิน” ของสหภาพโซเวียตมาก่อนเลย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยสงสัยว่า บางทีถ้าหากผู้ชมหนังเรื่อง DIRECTOR’S DIARY เป็นชาวรัสเซียอายุ 70-80 ปี เขาก็อาจจะรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ “แทบไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่ ๆ กับเขา” เลยก็ได้

 

แต่พอดีเราเป็นคนไทยอายุ 52 ปี เราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่อง DIRECTOR’S DIARY อัดแน่นไปด้วยข้อมูลมหาศาลที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เกือบตลอด 5 ชั่วโมงเต็มของหนัง

 

สิ่งนึงที่เรารู้สึกฮาโดยไม่ได้ตั้งใจก็คือว่า DIRECTOR’S DIARY นั้น เหมือนจะพูดผ่าน ๆ ถึง “เหตุการณ์เชอร์โนบิล” ในช่วงท้าย ๆ ของหนัง ส่วน YOUR ASH & MY BONE นั้น พูดถึง “เหตุการณ์เชอร์โนบิล” ในช่วงต้นของหนัง เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนกับว่า YOUR ASH & MY BONE มารับไม้ต่อจาก DIRECTOR’S DIARY ได้อย่างพอดิบพอดีโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

6. สรุปว่าเราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง แต่อาจจะชอบในแบบที่แตกต่างกันไป

 

6.1 เราชอบ DIRECTOR’S DIARY อย่างสุดขีด เพราะหนังเรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับโซเวียต และเต็มไปด้วยคลิปข่าวที่เราไม่เคยดูมาก่อน เกือบตลอดเวลา 5 ชั่วโมงเต็มของหนัง

 

6.2 เราชอบหลาย ๆ ประเด็นใน YOUR ASH & MY BONE โดยเฉพาะเรื่องชีวิตของผู้กำกับและผลงานศิลปะที่ได้รับการยกย่องในไทย และเราชอบ “พลังผลักดันทางการเมืองอย่างรุนแรง” ที่ปะทุออกมาจากหนังเรื่องนี้

 

6.3 เราชอบ “ความรู้สึกอันมหาศาลที่ยากจะอธิบายได้” ที่ได้รับจากการดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE โดยเฉพาะความรู้สึกที่ว่า “เราเป็นประชาชนคนหนึ่ง เราอาจจะมีเพียงแค่เสียงเดียว แต่เรารู้สึกว่าเรา “ได้ถูกนับรวม” ในหนังเรื่องนี้”

 

Sunday, December 07, 2025

DUKE 2006

 

เพิ่งสังเกตว่าผู้กำกับที่เคยเข้าชิงรางวัลดุ๊ก หรือรางวัล “หนังสารคดียอดเยี่ยม” ในเทศกาลหนังสั้นปี 2006 หลายคนนี่เรียกได้ว่าเป็นตัวแม่หรือเป็นผู้กำกับที่น่าสนใจมาก ๆ

 

ผู้กำกับที่เคยเข้าชิงรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมในปี 2006 รวมถึง

 

1. Pimsiri Petchnamrob from the film SPACE ระหว่างเรา

ถ่ายภาพโดย ปุณณวิชญ์ เทศนา

 

2. Tanatchai Bandasak from the film NOON พักเที่ยง

 

3. Nawapol Thamrongrattanarit from the film SEE

 

4. Chulayarnnon Siriphol from the film SLEEPING BEAUTY

 

5. Panu Aree from the film IN BETWEEN แขก

 

6. Nontawat Numbenchapol from the film WEIRDROSOPHER WORLD โลกปะราชญ์

 

7. Vichart Somkaew from the film SONGKRAN

 

8. Wanweaw Hongwiwat from the film SATURDAY NIGHT คืนวันเสาร์

 

ในบรรดาหนัง 8 เรื่องนี้ เราได้ดูไปแค่ 6 เรื่อง ยังไม่ได้ดูอยู่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SPACE ของคุณ Pimsiri กับ NOON ของคุณ Tanatchai

+++++++++

ข่าวที่ออกมาในช่วงนี้ทำให้นึกถึงหนัง 4 เรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก

 

1. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

2. HARA FACTORY WORKERS STRUGGLE การต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า (1975, Jon Ungpakorn, documentary)

 

3. COUP POUR COUP (1972, Marin Karmitz, France)

 

4. PROFIT MOTIVE AND THE WHISPERING WIND (2007, John Gianvito, documentary)

++++

 

ซื้อปากกาด้ามใหม่ให้ลูกหมีใช้ เป็นปากกาที่มี 10 สีในแท่งเดียวกัน ลูกหมีก็เลยทดลองใช้ปากกานี้เขียนประโยคต่าง ๆ ค่ะ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10241510359559232&set=a.10200270702673584

 

Thursday, October 30, 2025

FOUR FILMS ABOUT WESTERN SAHARA

 

เทศกาลหนังสั้นมาราธอนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 4 พ.ย.นี้แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เลยทำลิสท์งาน video installations ที่เราต้องรีบตามเก็บช่วงนี้ดีกว่า เราจะได้ไม่งงว่าต้องรีบไปดูงานไหนบ้าง

 

นิทรรศการศิลปะที่เรายังไม่ได้ไปดู ที่เราเดาว่าอาจจะมีงาน video ในนี้ด้วย (แต่ถ้างานไหนไม่มี video ก็มา comment บอกเราได้นะ 55555)

 

1. GHOST 2568

At 469 Prasumane Road

At Asvin

At Baan Taywase

At BACC

At Bangkok CityCity Gallery

At DIB26

At Jim Thompson

At Min Sen Machinery

Wednesday-Sunday 1100-1800

Until 16 Nov

 

2. ศิลป์ พีระศรี 24

ที่ศิลปากร

จันทร์ถึงเสาร์ 0900-1800 น.

Until 22 Nov

 

3. ACCLIMATE UNDONE

At Storage

Thursday-Sunday 1300-1800

Until 23 Nov

 

4. UNDO PLANET PART 1

At BACC

Until 25 Nov

 

5. UNTIL WE MEET AGAIN

At BACC

Until 26 Nov

 

6. MELTING MAP

At Seacon Square

Until 14 Dec

 

7. Araya Rasdjarmrearnsook Part 1

At 100 Tonson

Until 18 Jan

 

QUADRUPLE FILM WISH LIST

 

1. SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain, A+30)

 

2. HAMADA (2018, Eloy Domínguez Serén, Sweden | Germany | Norway, A+30)

 

3. 3 STOLEN CAMERAS (2017, Equipe Media, RAFILM Filmmakers Collective, Sweden/Western Sahara, A+30)

 

4. LOST LAND (2010, Pierre-Yves Vandeweerd, documentary, A+30)

 

พอเราดู SIRAT เราก็เลยนึกถึงหนังอีก 3 เรื่องโดยบังเอิญ เพราะหนังอีก 3 เรื่องที่เราเคยดูและชอบอย่างสุดขีดนี้พูดถึงสงครามใน Western Sahara ซึ่งเป็นดินแดนที่ต้องการประกาศตัวเป็นเอกราช แยกออกจากประเทศ Morocco โดยดินแดน Western Sahara นี้ตั้งอยู่ทางใต้ของ Morocco และอยู่ติดกับประเทศ Mauritania

 

คือหนังเรื่อง SIRAT ไม่ได้พูดถึงสงครามใน Western Sahara โดยตรง แต่ตัวละครในหนังเหมือนจะเดินทางไปทางใต้ของ Morocco ในส่วนที่ใกล้กับ Mauritania เราก็เลยเข้าใจว่า จริง ๆ แล้วเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในดินแดน Western Sahara ที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งนี่แหละ เพียงแต่ว่า SIRAT ไม่ได้พูดแบบเจาะจงถึงสิ่งนี้โดยตรง เพื่อที่เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้จะได้มีความเป็นสากลมากขึ้น “สงคราม” ในหนังเรื่องนี้เหมือนจะเป็นสงครามแบบสากล ที่หลาย ๆ ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามด้วย

 

แต่พื้นที่ที่เกิดเหตุตามเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นพื้นที่ที่เคยเกิดสงครามมาเป็นเวลานานแล้ว เราก็เลยเดาว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุของหนังเรื่องนี้มันน่าจะเป็นดินแดน Western Sahara นี่แหละ

 

ซึ่งถ้าหากผู้ชมท่านใดสงสัยว่าทำไมดินแดน Western Sahara มันถึงเต็มไปด้วยสงคราม, ความขัดแย้ง และอันตรายรุนแรงถึงเพียงนี้ ก็สามารถดูได้จากหนังเรื่อง LOST LAND, 3 STOLEN CAMERAS และ HAMADA ตามที่เราลิสท์ไว้ข้างต้นจ้ะ เราชอบหนัง 3 เรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ

 

และเราเดาว่า ถ้าหากตัวละครใน SIRAT เคยดูหนังเรื่อง LOST LAND, 3 STOLEN CAMERAS และ HAMADA มาก่อนหน้านี้แล้ว ตัวละครในหนังเรื่อง SIRAT ก็คงจะไม่ทำตัว ignorant แบบนั้น และคงจะไม่ตัดสินใจเดินทางเข้าไปใน Western Sahara แบบนั้น 55555 เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณไม่อยากประสบชะตากรรมแบบเดียวกับตัวละครในหนังเรื่อง SIRAT คุณก็ควรจะดูหนัง 3 เรื่องนี้ด้วยค่ะ

 

Edit เพิ่ม: ปัญหาเรื่องสงครามใน Western Sahara มันเกิดจากการที่สเปนเคยยึดครองดินแดนนี้เป็นอาณานิคมมาก่อน แล้วหลังจากนั้นสเปนก็ตัดสินใจจะสละอาณานิคมนี้ โดยจะยกดินแดนนี้ให้ประเทศ Morocco กับ Mauritania ทั้ง ๆ ที่ชนเผ่า Sahrawi ที่อาศัยในดินแดนนี้ไม่เต็มใจ

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า การที่ตัวละครชาวสเปนใน SIRAT ต้องมาเผชิญชะตากรรมใน Western Sahara ในแง่นึงมันก็เลยเหมือนเป็น “กรรมตามสนอง” ในรูปแบบนึง เพราะว่าสงครามใน Western Sahara มันก็มีต้นกำเนิดส่วนนึงมาจากการที่สเปนเคยยึดครองดินแดนนี้เป็นอาณานิคม

 

ข้อมูลจาก Wikipedia

Spain previously colonized the territory as the Spanish Sahara until 1976, when it attempted to transfer its administration to Morocco and Mauritania while ignoring an International Court of Justice's verdict that those countries had no sovereignty over Western Sahara. A war erupted and the Polisario Front—a national liberation movement recognized by the United Nations as the legitimate representative of the people of Western Sahara—proclaimed the Sahrawi Arab Democratic Republic (SADR) with a government-in-exile in Tindouf, Algeria. Mauritania withdrew its claims in 1979, and Morocco secured de facto control of most of the territory, including all major cities and most natural resources.

 

เราเคยเขียนถึง LOST LAND ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10206511047558306&set=a.10205329383057432

++++

Favorite Scene from AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, A+30)

 

ได้ฟังเทป “เทศกาลหนัง พังกระโปก!” ของ Man on Film แล้วมีการคุยกันถึงฉากโปรดในหนังเรื่อง AFTERNOONS OF SOLITUDE เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ฉากโปรดของเราในหนังเรื่องนี้ คือ “ฉากในลิฟท์” ที่ถ่าย Andres Roca Rey จาก “LOW ANGLE”

 

คือเราไม่แน่ใจจุดประสงค์ของการถ่ายฉากนี้ใน LOW ANGLE นะ คือตอนแรกเรานึกว่า เขาถ่ายด้วย LOW ANGLE เพราะพื้นที่ในลิฟท์มันแคบ ก็เลยวางกล้องไม่สะดวก แต่เห็นบางคนบอกว่า ฉากนี้เขาถ่ายด้วย LOW ANGLE เพื่อขับเน้นความยิ่งใหญ่ของ Andres Roca Rey หรือเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกยิ่งใหญ่หรือความพยายามทำตัวเองให้รู้สึกฮึกเหิมของตัว Andres Roca Rey เราก็เลยคิดว่า สาเหตุที่เขาใช้ low angle น่าจะเป็นตามที่คนอื่น ๆ เขาวิเคราะห์ไว้นี่แหละค่ะ

 

ส่วนสาเหตุที่เราชอบฉากนี้อย่างสุดขีด เพราะการถ่ายผู้ชายหนุ่มหล่อด้วย LOW ANGLE แบบนี้เป็นเวลานาน ทำให้ดิฉันรู้สึกเสียวมาก ๆ ค่ะ 55555

 

น่าเสียดายที่เราหาภาพจากฉากนี้ไม่เจอในอินเทอร์เน็ต เราก็เลยเอารูปผู้ชายที่ถ่ายด้วย LOW ANGLE มาเป็นตัวอย่างให้ดูแทน แต่ในหนังเรื่อง AFTERNOONS OF SOLITUDE เขาไม่ได้ใช้องศาในการถ่ายที่ต่ำถึงขั้นในรูปตัวอย่างนี้นะ 55555

 

อย่างไรก็ดี ถึงแม้เราจะชอบหนังเรื่อง AFTERNOONS OF SOLITUDE ที่ถ่ายผู้ชายหนุ่มหล่อด้วย LOW ANGLE ในลิฟท์ เราก็ไม่ได้รู้สึกพิศวาสตัว Andres Roca Rey ในความเป็นจริงนะ เพราะเราสงสารวัวกระทิง ก็เลยไม่สามารถทำใจให้ชอบ Matador ได้ค่ะ

 

รูปแรกเป็นตัวอย่างของการถ่ายผู้ชายด้วย angle ที่ถูกต้อง ส่วนรูปที่สองมาจาก AFTERNOONS OF SOLITUDE

+++

ฉันเพิ่งรู้ว่ามีคำศัพท์ไทย “ชะวากทะเล” อยู่ด้วย