Showing posts with label EXPERIMENTAL. Show all posts
Showing posts with label EXPERIMENTAL. Show all posts

Sunday, September 20, 2026

FILMS SEEN ON WEDNESDAY 16 SEP 2026

 

ประสบการณ์ที่เพื่อนของเราเจอใน BKKIFF 18 september 2026

 

ประสบการณ์ bkkiff ของเราที่ SFW เมื่อ ศ 18 ก.ย. ที่ผ่าน ส่วนนี้โพสต์ต่อได้เลยจ้ะ เพื่อเตือนภัยชาวประชา 555

 

 - SFW โฆษณาน้อยมาก ประมาณ 4 นาที ส่วนการรับตั๋วราบรื่นดี คนดูปกติ ยังไม่เจอคนบ้า คนทราม 555

 

- แต่มีปัญหาตอนเรื่อง Ben'Imana รอบ 18.00 เราเข้าสาย พอไปที่นั่ง E1 ของเรา ปรากฏว่ามีคุณลุงต่างชาตินั่งอยู่แล้ว เราโชว์ตั๋วให้แกดู พอแกเอาตั๋วขึ้นมา ตั๋วแกก็เขียนว่า E1 เหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอดีหนังมันเริ่มแล้ว แล้วแถวหน้าๆ ว่าง เราก็เลยไปนั่งแถว G แทน

 

 - หนังจบ เราก็เลยไป feedback (ย้ำว่า feedback นะคะ ไม่ได้วีน 555) กับทาง staff แจกตั๋ว น้องๆ ก็งงเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ออกตั๋วพลาด? มีคนมั่วบัตร? ฯลฯ น้องๆ ยกมือไหว้เราหลายครั้งมาก แต่เราก็ย้ำว่าไม่ได้มาวีนอะไร แค่เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อจะปรับปรุงระบบต่อไป

 

 - น้องๆ ยังบอกด้วยว่าถูกคน complain เรื่องระบบจองตั๋วเยอะมาก เราก็บอกไปว่า พี่เข้าใจว่าน้องไม่ใช่คนออกแบบระบบ ก็ได้แต่ให้กำลังใจกันไป พร้อมเตือนน้องๆ ว่า งานแบบนี้คนบ้ามันเยอะ ระวังให้ดี 555

+++

 

อยากให้มีรอบฉายหนังเรื่องนี้หลังจบเทศกาล BKKIFF

+++

 ขัอมูลเกี่ยวกับหนังทดลองที่เราได้ดูใน BKKIFF

In the Flow Programme 1: Surface Tension (87 min)

Landscapes, images and technologies carry more than what first appears on their surfaces. Embedded within them are histories of labour and development, memories and systems that often remain unseen. Across mines, archives, digital infrastructures and stories passed through generations, these films trace what lies beneath and the forms in which it returns.

Curator: Pathompong Manakitsomboon

ภูมิทัศน์ ภาพ และเทคโนโลยีต่างเก็บซ่อนบางสิ่งไว้มากกว่าที่ปรากฏบนพื้นผิว ร่องรอยของแรงงานและการพัฒนา ตลอดจนความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และระบบที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีฝังตัวอยู่ภายใน ตั้งแต่เหมืองและภาพจดหมายเหตุ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเรื่องเล่าที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น สิ่งที่ซ่อนเร้นจากสายตาหวนกลับมาปรากฏผ่านเรื่องแต่ง จินตนาการ และการเล่าขานซ้ำในรูปลักษณ์ใหม่

ภัณฑารักษ์: ปฐมพงศ์ มานะกิจสมบูรณ์


Kontrewers

Zuza Banasińska / 2026 / Netherlands, Poland, France / Polish with Eng subtitles / 21 min

In a Polish folk tale, the spirit of a possessed girl has been trapped for centuries inside the mysterious Kontrewers Stone. When she encounters the filmmaker’s 102-year-old grandmother and mistakes her for her long-lost mother, a surreal dialogue unfolds across generations. Folklore, documentary, archival and staged materials move between personal memory and collective history, while possession, ageing and death take on different meanings as stories and objects pass through time.

ตำนานพื้นบ้านของโปแลนด์เล่าถึงวิญญาณของเด็กสาวผู้ถูกสิง ซึ่งติดอยู่ภายในหินลึกลับแห่ง Kontrewers มานานหลายศตวรรษ เมื่อวิญญาณได้พบกับคุณยายวัย 102 ปีของผู้กำกับ และเข้าใจว่าเธอคือแม่ที่พลัดพรากจากกันมานาน บทสนทนาเหนือจริงระหว่างคนต่างรุ่นจึงเริ่มต้นขึ้น เรื่องเล่าพื้นบ้าน ภาพสารคดี ภาพจดหมายเหตุ และฉากที่สร้างขึ้นเชื่อมโยงความทรงจำส่วนบุคคลเข้ากับประวัติศาสตร์ร่วม ขณะที่การสิงสู่ ความชรา และความตายต่างมีความหมายแปรเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับเรื่องเล่าและวัตถุที่เดินทางผ่านกาลเวลา


L’mina

Randa Maroufi / 2025 / Morocco, France, Italy, Qatar / Moroccan Arabic with Eng subtitles / 26 min

In Jerada, Morocco, coal mining continues informally despite its official closure in 2001, sustained by the lack of economic alternatives. Underground mines are reconstructed inside a studio, where local miners reenact their own labour and the risks they face each day, revealing the precarious realities of a community still bound to an industry that has supposedly disappeared.

ที่เมือง Jerada ประเทศโมร็อกโก การทำเหมืองถ่านหินยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่เป็นทางการ แม้เหมืองจะปิดตัวลงตั้งแต่ปี 2001 เนื่องจากผู้คนแทบไม่มีทางเลือกอื่นในการเลี้ยงชีพ เหมืองใต้ดินถูกสร้างจำลองขึ้นภายในสตูดิโอ โดยคนงานเหมืองในพื้นที่กลับมาถ่ายทอดการทำงานและความเสี่ยงที่พวกเขาต้องเผชิญในแต่ละวัน เผยให้เห็นชีวิตของแรงงานและชุมชนที่ยังคงผูกติดอยู่กับอุตสาหกรรมซึ่งในทางการได้สิ้นสุดลงไปแล้ว


ผีพัฒนา (In Sum)

Komtouch Napattaloong / 2026 / Thai / Thai, English / 17min

Corroded pixels intertwine with archival Cold War images, assembling a partial account of “development” in Thailand’s northeast. Footage from Thailand’s Role in the Vietnam War (1967), the Shell Film Company’s Mekong River project (1964), and Tongpan (1977) appears alongside encounters with rural farmers, who speak directly with the cameraperson. The film was shot with an outdated point-and-shoot digital camera found in the filmmaker’s old family home, during the final period of its use. As its corroded sensor struggles to form a “perfect” image, the resulting distortions become part-archive, part-machine, part-memory, unfolding alongside the narratives of development the camera encounters.

พิกเซลที่ผุกร่อนร้อยเรียงเข้ากับภาพจดหมายเหตุจากยุคสงครามเย็น เพื่อประกอบสร้างเรื่องราวบางส่วนของ “การพัฒนา” ในภาคอีสาน ฟุตเตจจากสารคดี Thailand’s Role in the Vietnam War (1967) โครงการลุ่มน้ำโขงของ Shell Film Company (1964) และ ภาพยนตร์ทองปาน (1977) ปรากฏสลับกับภาพของชาวบ้านในชนบทที่พูดคุยกับผู้ถ่ายทำอย่างตรงไปตรงมา หนังถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลคอมแพ็กต์รุ่นเก่าที่ผู้กำกับพบในบ้านเก่าของครอบครัว และบันทึกภาพในช่วงสุดท้ายก่อนที่กล้องจะเสื่อมสภาพจนใช้งานไม่ได้ เมื่อเซนเซอร์ที่ผุกร่อนไม่สามารถสร้างภาพที่ “สมบูรณ์” ได้อีกต่อไป ความบิดเบี้ยวของภาพจึงกลายเป็นทั้งจดหมายเหตุ เครื่องจักร และความทรงจำ ที่ดำเนินเคียงคู่ไปกับเรื่องเล่าของการพัฒนาที่กล้องได้พบเจอ


Their Eyes

Nicolas Gourault / 2025 / France / English, Spanish with Eng subtitles / 23 min

Online workers in Venezuela, Kenya and the Philippines annotate thousands of images captured by self-driving cars, identifying pedestrians, vehicles and other objects to train AI systems to recognise and navigate the world. Their testimonies and screen recordings reveal the largely invisible labour behind automated vision, and the global inequalities on which supposedly autonomous technologies continue to depend.

แรงงานออนไลน์ในเวเนซุเอลา เคนยา และฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่กำกับข้อมูลจากภาพนับพันที่ถูกบันทึกโดยรถยนต์ไร้คนขับ โดยระบุคนเดินถนน ยานพาหนะ และวัตถุต่าง ๆ เพื่อฝึกให้ระบบ AI สามารถจดจำและนำทางในโลกจริงได้ คำบอกเล่าของคนทำงานและภาพบันทึกจากหน้าจอเผยให้เห็นแรงงานที่แทบไม่เคยถูกมองเห็นเบื้องหลังระบบอัตโนมัติ ตลอดจนความเหลื่อมล้ำระดับโลกที่เทคโนโลยีซึ่งดูเหมือนทำงานได้ด้วยตัวเองยังคงพึ่งพาอยู่

 

เรื่องย่อ

In the Flow Programme 3: Optical Unconscious (75 min) + QA

Cinema can make a few seconds last forever, turn noise into a constellation, or let an ordinary shape become briefly unrecognisable. There is no single way of looking here; across different approaches to experimental moving image, attention drifts between colour, rhythm, texture, movement, and the moment when something suddenly comes into view.

Curator: Pathompong Manakitsomboon

ภาพยนตร์สามารถยืดเวลาเพียงไม่กี่วินาทีให้ดูราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เปลี่ยนสัญญาณรบกวนให้กลายเป็นกลุ่มดาว หรือทำให้รูปทรงธรรมดากลายเป็นสิ่งที่เราไม่อาจจดจำได้ชั่วขณะ การมองจึงไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว ภาพเคลื่อนไหวเชิงทดลองในหลากหลายรูปแบบพาสายตาไปตามสี จังหวะ พื้นผิว การเคลื่อนไหว และชั่วขณะที่บางสิ่งปรากฏขึ้นบนดวงตา

ภัณฑารักษ์: ปฐมพงศ์ มานะกิจสมบูรณ์


You Dreamt You Saw Yourself But Couldn’t See Your Face

Shireen Seno / 2026 / Philippines, United States / English / 7 min

A quiet whistle from childhood accompanies images of sky and water that slowly dissolve into one another. The reflection of a loved one briefly appears on the river’s surface, suspended between presence and absence, image and memory. The landscape becomes an intimate space of memory and loss, where traces of a life briefly return before drifting away once more.

เสียงผิวปากจากความทรงจำในวัยเด็กดังขึ้นพร้อมกับภาพของท้องฟ้าและสายน้ำที่ค่อย ๆ หลอมรวมเข้าหากัน เงาของบุคคลอันเป็นที่รักปรากฏขึ้นชั่วครู่บนผิวน้ำ ก้ำกึ่งระหว่างการปรากฏและเลือนหาย ระหว่างภาพกับความทรงจำ ภูมิทัศน์กลายเป็นพื้นที่อันใกล้ชิดของความทรงจำและการสูญเสีย ที่ซึ่งร่องรอยของใครบางคนหวนกลับมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ลอยเลือนหายไปอีกครั้ง


Constellation

Takashi Makino / 2026 / Japan / No dialogue / 21 min

Constellation combines Takashi Makino’s handmade paper collages with 8K-scanned film noise, layering colours, textures and particles into an ever-shifting abstract cosmos. Like searching for a star chart among stardust, the film invites viewers to discover their own images and connections within its visual field, while reflecting on the uncertainties of the contemporary world.

Constellation นำคอลลาจกระดาษที่ Takashi Makino สร้างขึ้นด้วยมือมาซ้อนทับกับ film noise ที่สแกนด้วยความละเอียด 8K จนเกิดเป็นจักรวาลนามธรรมของสี พื้นผิว และอนุภาคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ราวกับการค้นหาแผนที่กลุ่มดาวท่ามกลางฝุ่นดาว หนังเปิดให้ผู้ชมค้นพบภาพและความเชื่อมโยงของตนเอง พร้อมสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของโลกร่วมสมัย


DEATH OF MY KIND

Pasuth Sa-ingthong / 2026 / Thailand / Thai with Eng subtitles / 10 min

Suspended between birth and dissolution, a solitary ripple on the water ignites a transformation of dimensions. Evolving from absolute emptiness into a frantic storm of geometry, it explores the mysterious void left between a past that has just died and a future yet to be born

ในพื้นที่กึ่งกลางระหว่างการก่อกำเนิดและการดับสูญ ความผิดปกติเพียงหนึ่งเดียวบนผิวน้ำได้กระตุ้นให้เกิดการแปรสภาพของมิติ จากความว่างเปล่าไปสู่พายุที่บ้าคลั่งทางเรขาคณิต เพื่อสำรวจช่องว่างอันเร้นลับระหว่างอดีตที่เพิ่งตายจากไปและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง


Forever…Forever

Johann Lurf / 2026 / Austria, France / No dialogue / 21 min

Over twenty-two months, Johann Lurf fixes a specially developed 65mm camera on a single view of Austria’s Ottenstein Reservoir. As exposure times lengthen, stars draw lines across the sky, while the sun and moon leave luminous arcs reflected on the water. These cycles unfold over twenty-one minutes and turn a familiar landscape into a planetary clock. The movement of time and celestial bodies becomes visible beyond the limits of ordinary human perception.

ตลอดระยะเวลา 22 เดือน Johann Lurf ตั้งกล้อง 65 มม. ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษไว้ที่จุดเดิมริมอ่างเก็บน้ำ Ottenstein ในออสเตรีย เมื่อระยะเวลาการรับภาพนานขึ้น ดวงดาวค่อยๆลากเส้นผ่านท้องฟ้า ขณะที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทิ้งร่องรอยของแสงสะท้อนลงบนผิวน้ำ Forever…Forever ย่นวัฏจักรเหล่านี้ลงเหลือ 21 นาที เปลี่ยนภูมิทัศน์ที่คุ้นเคยให้กลายเป็นนาฬิกาของดาวเคราะห์ และเผยให้เห็นการเคลื่อนไหวของเวลาที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ในชีวิตประจำวัน


FLIM FLAM

Siegfried A. Fruhauf / 2026 / Austrai / No dialogue / 15 min

“Focus on the center for one minute!” With this opening instruction, FLIM FLAM draws the viewer into concentric patterns, flickering signs and manipulated images that play with optical illusion, concealment and distortion. Its title comes from an old term for deception, while cinema itself becomes a slippery medium where framing, context and perception continually alter what appears to be “truth.”

“จ้องไปที่กึ่งกลางภาพเป็นเวลาหนึ่งนาที!” เป็นคำสั่งที่เปิดเรื่อง FLIM FLAM ดึงผู้ชมเข้าสู่ลวดลายวงกลม สัญลักษณ์กะพริบ และภาพที่ถูกดัดแปลง ผ่านการเล่นกับภาพลวงตา การซ่อนเร้น และการบิดเบือน ชื่อหนังมาจากคำเก่าที่หมายถึงการหลอกลวงหรือกลลวง ก่อนนำไปสู่การสำรวจภาพยนตร์ในฐานะสื่อ ที่สิ่งซึ่งปรากฏเป็นความจริงถูกกำหนดและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอผ่านกรอบ บริบท และการรับรู้ของผู้ชม

+++

 

FILMS SEEN ON WEDNESDAY 16 SEP 2026

 

In my preferential order

 

1.  HANUMAN ANSH (2026, Vishal Chaturvedi, India, 150min, A+30)

 

2. INHERENT VALUATION (2026, Uninspired by Current Events, video installation, 3.15min)

 

3. BOY WHISPER (2026, Arnont Nongyao, video installation, about 1min)

 

4. PRACTICAL MAGIC 2 (2026, Susanne Bier, USA, A+15)

 

5. THE RESIDENT สังเวย (2026, Chaiwat Sitalasai ชัยวัฒน์ สีตลาศัย, C+ )

 

และในวันที่ 16 ก.ย. เราก็ได้ดูนิทรรศการ 4 อันนี้ด้วย

 

(เรียงตามลำดับการดู)

 

1. RESIDUAL FREQUENCIES

 by Arnont Nongyao

at Neu Contemporary

 

2. THE BLURSED SANDWICH

by Anxiety Storage and Uninspired by Current Events

at VS Gallery

 

3. UNUS MUNDUS

By MIYABI and Mookmintra Jariyavidyanont

At Gallery Ver

 

4. NEW HOME UNITY

By Pichaya Khunnawat

At Cartel Art Space

 

ปรากฏว่าหนังที่เราดู 3 เรื่องในวันนั้นมีความเชื่อมโยงกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่า INHERENT VALUATION มีเนื้อหาเกี่ยวกับลิง แล้วเราก็ดู PRACTICAL MAGIC 2 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเวทมนตร์ แล้วเราก็ดู HANUMAN ANSH ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้วิเศษที่นับถือเทพหนุมานและเหมือนมีเวทมนตร์ เพราะฉะนั้นหนัง 3 เรื่องนี้ก็เลยเชื่อมโยงกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

25. PELELIU: GUERNICA OF PARADISE (2025, Goro Kuji, Japan, animation, A+30)

 

มีตัวละครพูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

+++

 

บันทึกการกินอาหารในช่วงเทศกาล BKKIFF 2026 – 19 SEP

 

วันนี้กินอาหารที่ร้าน Dean & Deluca สามย่านมิตรทาวน์, Get Fresh สามย่านมิตรทาวน์ และ Taco Bell ชั้น g พารากอน

Wednesday, September 16, 2026

THE TIGER AND THE COW

 

เสนอวิธีรับมือกับกฎใน BKKIFF 2026

 

1. เห็นกฎของ BKKIFF 2026 บอกในทำนองที่ว่า “ผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า (pre-registration) ต้องแสดงอีเมลยืนยันจาก Google Form และมารับบัตรก่อนเวลาเริ่มฉาย 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยการเลือกที่นั่งเป็นไปตามลำดับการมารับบัตร (First Come, First Served)

 

ตัวอย่าง: รอบฉายเวลา 16.00 น. ต้องมารับบัตรภายในเวลา 14.30 น.

 

หากผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าไม่มารับบัตรภายในเวลาที่กำหนด สิทธิ์ที่เหลือจะถูกนำไปเพิ่มในจำนวนสิทธิ์ Walk-in ของรอบฉายนั้น”

 

2. วันนี้มีเพื่อนคนนึงมาปรึกษากับเราว่า ตอนดูเทศกาลหนัง BKKIFF แล้วต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ อาจจะส่งผลให้เดินทางไปถึงโรงหนังพารากอนหรือเซ็นทรัลเวิลด์ไม่ทันเวลา 90 นาทีก่อนหนังฉาย ซึ่งจะส่งผลให้สิทธิที่ pre-registration ไว้ถูกยกเลิกไป ตั๋วหนังที่จองไว้แล้วก็จะถูกมอบสิทธิให้แก่กลุ่มผู้ที่ walk in แทน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ตั๋วหนังเรื่องนั้นรอบนั้น sold out ได้ ถึงแม้ผู้ที่จองไว้ทาง pre-registration มาถึงโรงหนังก่อนหนังฉายก็ตาม

 

อย่างเช่น หนังฉายเวลา 20.30 น. เพราะฉะนั้นสิทธิที่ pre-register ไว้ก็จะถูกยกเลิกตอน 19.00 น. ดังนั้นถ้าหากผู้ที่ pre-register ไว้มาถึงโรงหนังในเวลา 19.35 น. เขาก็อาจจะพบว่าไม่มีตั๋วหนังเหลือสำหรับเขาแล้ว ถึงแม้หนังฉายในเวลา 20.30 น.ก็ตาม

 

3. เราได้ลองไปดูหนังใน BKKIFF ที่ไอคอนสยามมาแล้วในวันที่ 14-15 ก.ย. แล้วก็พบว่า เวลารับตั๋ว เรายื่นอีเมล google forms การลงทะเบียนหนังเรื่องนั้นให้เขาดู แล้วเขาก็ดูที่อีเมล google forms ของเรา ว่าในอีเมลนั้นมีชื่อนามสกุลตรงกับข้อมูลการลงทะเบียนที่เขามีอยู่หรือเปล่า

 

4. เพราะฉะนั้นเราก็เลยเข้าใจว่า กรณีแบบนี้เราอาจจะสามารถให้เพื่อนหรือสามีรับตั๋วแทนเราได้ ถ้าหากเรามีเพื่อนหรือสามีที่สะดวกไปรับตั๋วแทนเราในเวลามากกว่า 90 นาทีก่อนหนังฉาย โดยเรา forward อีเมลของเราให้เพื่อนหรือสามี แล้วเพื่อนก็แจ้งชื่อนามสกุลของเรา + ยื่นอีเมลนั้นเพื่อรับตั๋วแทนเรา + เลือกที่นั่งแทนเรา แล้วพอเราเดินทางไปถึงหน้าโรงหนัง เราก็ค่อยรับตั๋วนั้นจากเพื่อนหรือสามีของเรา

 

5. เพราะฉะนั้นถ้าหาก cinephile ท่านใดมีปัญหาเรื่องการวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ แล้วอาจจะไปรับตั๋วไม่ทัน 90 นาทีก่อนหนังฉาย คุณก็อาจจะต้องให้เพื่อน ๆ หรือสามีตามกฎหมาย, สามีชั่วคราว, ผัวเช่าของคุณ, etc. ไปรับตั๋วแทนก็ได้นะคะ โดย forward อีเมลที่คุณ pre-register ไว้ไปให้สามีหรือเพื่อน ๆ รับตั๋วล่วงหน้าแทนคุณ เราเข้าใจเอาเองว่าสิ่งนี้สามารถกระทำได้นะ คือเราอาจจะไปไม่ถึงโรงหนังในเวลา 90 นาทีก่อนหนังฉาย แต่ถ้าหากเรามีเพื่อน ๆ หรือสามีที่ทำแบบนั้นแทนเราได้ เราก็อาจจะ forward อีเมลของเราไปให้เพื่อน ๆ หรือสามีเพื่อใช้ในการรับตั๋วล่วงหน้าแทนเรา

 

ถ้าหากสิ่งนี้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้จริง cinephiles ก็อาจจะต้องรีบฟอร์มทีมกันเพื่อช่วยกันรับตั๋วล่วงหน้าแทนเพื่อน ๆ ที่ต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆค่ะ

+++

Films seen on Monday 14 September 2026

 

In my preferential order

 

1. HOPE (2026, Na Hong-jin, South Korea, IMAX, 160min, A+30)

 

2. UNTIL SHE REMEMBERS (2026, Brillante Mendoza, Philippines, lesbian film, B )

 

ดูในเทศกาล BKKIFF มีโฆษณา 20 นาทีก่อนหนังฉายนะ

 

ในวันที่ 14 ก.ย. เราได้ดูนิทรรศการ 2 อันด้วย ซึ่งก็คือ

 

1. DETECTIVE CONAN 30TH ANNIVERSARY TV SERIES EXHIBITION

ที่ไอคอนสยาม

 

2. ONE PIECE EXHIBITION

ที่ไอคอนสยาม

+++

 

THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
1. ชอบความ radically minimal ในหนังของ Achitaphon มาก ๆ เหมือนมันเป็นลายเซ็นของเขาเลย เพราะหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ บางเรื่องของ Achitaphon อย่างเช่น THE LADY’S TALE ปรัมปรากากี (2019, 100 min), BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, 73 min) และTHE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, animation, 10.05min) ที่เป็นการนำบทประพันธ์ดั้งเดิมมาดัดแปลงใหม่ ให้กลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ และแทบไม่เหลือเนื้อเรื่องเดิมอีกต่อไป เหลือแต่เพียงชุดภาพเคลื่อนไหวชุดหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม
ในแง่หนึ่งก็เลยรู้สึกว่า ภาพยนตร์กลุ่มนี้ของ Achitaphon มีความใกล้เคียงกับการดัดแปลง “เรื่องเล่า fiction” ทั้งนิยาย, นิทาน, ตำนาน ให้กลายเป็น paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง ที่ไม่ได้บอกกล่าวเล่าเรื่องให้แก่ผู้ชมโดยตรง มันเพียงแต่เป็นชุดภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก fiction แต่ตัว fiction นั้นผู้ชมต้องไปหาอ่านเอาจากที่อื่นเอง
เพียงแต่ว่าผลงานของ Achitaphon มันเป็น moving images/films ไม่ใช่ paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง
เราก็เลยรู้สึกว่า สิ่งนี้มันเป็นเอกลักษณ์ที่เราชอบมาก ๆ ในภาพยนตร์ของคุณ Achitaphon
2. ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิทาน “หลวิชัย คาวี” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัว, ลูกวัว, เสือ, แม่เสือ
ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราลืมเนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวีไปเกือบหมดแล้ว พอเราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกที เราก็เลยรู้สึกว่ามันรุนแรงมาก ๆ คือตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันรุนแรง แต่พอเรามาอ่านอีกทีตอนโต เราก็เลยรู้สึกว่า นิทานเรื่องนี้มันมีบางจุดที่น่าสนใจมาก ๆ และเนื้อเรื่องของมันมีบางจุดที่รุนแรงมาก ๆ คือหนักกว่า THE GOOD SON (1993, Joseph Ruben) หลายเท่า
คือเราชอบ THE GOOD SON มาก ๆ นะ เพราะ THE GOOD SON มันเป็นเรื่องของแม่ที่ต้องเลือกระหว่างจะช่วยชีวิตลูกชายนิสัยเลวของตัวเอง หรือช่วยชีวิตเด็กชายนิสัยดีที่เป็นลูกของคนอื่น ๆ เราว่าเนื้อเรื่องของ THE GOOD SON นี่มันโคตรจะ unique มาก ๆ และมันตั้งคำถามต่อ “สถาบันครอบครัว” ได้อย่างรุนแรงมาก ๆ
แต่ “หลวิชัย คาวี” นี่ไปไกลกว่า THE GOOD SON หลายเท่า กราบตีนมาก ๆ ชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่อง THE TIGER & THE COW ทำให้เราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกครั้งในตอนโต
3. แต่ THE TIGER & THE COW ก็แตกต่างจากตัวนิทานหลวิชัย คาวีนะ เหมือนมันตัดครึ่งเรื่องหลังทิ้งไป และถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด มันตัดส่วนที่ controversial ที่สุดของนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปด้วย แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราเข้าใจหนังเรื่องนี้ถูกหรือเปล่านะ บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ 55555
แต่เราก็ไม่ว่าอะไรนะ เพราะถ้าหากเราเป็นคนแต่งเรื่องหลวิชัย คาวี เราก็คงตัดส่วนที่ controversial ที่สุดในนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปเหมือนกัน
4.เนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวี นั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปัญญาสชาดก ตอน พหลาคาวีชาดก
ซึ่งเราเข้าใจว่า ตัวพหลาคาวีชาดกนั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่อง Punyakoti ของอินเดีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แม่วัวที่จะถูกเสือกิน แม่วัวเลยขอร้องเสือว่า ขอให้เธอได้กลับไปให้นมลูกวัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอจะกลับมาให้เสือกิน
ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เรารู้สึกว่าเราเพิ่งได้ดูหนังอินเดีย 2 เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีตัวละครพูดถึงนิทานเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่า มันคือหนังเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) กับหนังเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) หรือเปล่า
คือเราถามเอไอแล้วว่า ในหนังสองเรื่องนี้มีการพูดถึงนิทาน Punyakoti หรือเปล่า แต่เอไอบอกว่าไม่มี
แต่เราว่าตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือนะ หรือว่าเราจำหนังอินเดียผิดเรื่อง มีใครจำได้ไหมว่า ในหนังอินเดียสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือไหม หรือว่ามันอยู่ในหนังอินเดียเรื่องอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้
อย่าง A RIVER CALLED TITAS นี่ มันมีตัวละครตัวนึง (เจ้าหนี้ที่สำนึกผิด) ที่คล้ายกับในนิทาน Punyakoti มาก ๆ เราก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่ามันมีการพาดพิงถึงนิทานเรื่องนี้
5. อันนี้เป็นเนื้อเรื่องของ พหลาคาวีชาดก ที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทาน PUNYAKOTI
(จากเว็บไซต์ Vajirayana)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่เป็นอดีตส่วนล่วงแล้ว มีบุรุษคนหนึ่งอยู่ในโกศลราฐ บุรุษนั้นเลี้ยงแม่โคไว้ตัวหนึ่ง ชื่อนางพหลา นางพหลาคาวีนั้นมีลูกตัวหนึ่ง ในสมัยหนึ่งนางพหลาคาวีนั้น ออกจากบ้านจะไปแสวงหาหญ้ากับลูกของตนแล้วจึงไปกับด้วยฝูงโคทั้งหลาย นางพหลาคาวีนั้นเข้าไปในป่าแต่ตัวเดียว ส่วนลูกโคติดตามไปกับฝูงโคทั้งหลาย
ในกาลนั้น มีเสือโคร่งอยู่ในป่าตัวหนึ่ง ได้เห็นนางโคกินหญ้าอยู่คิดจะจับนางโคกินเป็นอาหารจึงเข้าไปใกล้นางโค นางโคเงยหน้าขึ้นแลเห็นเสือโคร่งแล้วจึงพูดว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ท่านมาจะต้องประสงค์อะไร
เสือโคร่งตอบว่าข้าจะมาจับเจ้ากินเป็นอาหาร นางโคจึงตอบว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงงดข้าพเจ้าไว้ก่อน ข้าพเจ้ามีลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง จะไปให้ลูกกินนมแล้วจะมาให้ท่านกินเป็นอาหาร เสือโคร่งจึงว่า ถ้าถ้อยคำของเจ้าเป็นคำจริงแล้วข้าจะงดให้เจ้า
นางพหลาคาวีก็ลาเสือโคร่งไปหาลูกพูดกับลูกว่า หา หา เจ้าลูกรักเจ้าจงรีบกินนมแม่เร็วๆ เถิด แม่จะไปให้เสือโคร่งกินเป็นอาหาร ลูกโคน้อยจึงถามแม่ว่า เหตุไฉนแม่จึงมาพูดกับข้าอย่างนี้ แม่โคจึงร้องไห้ด้วยความรักบุตรแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่บุตร ลูกโคน้อยจึงพูดกับแม่โคด้วยความภักดี และความกตัญญูในแม่โคว่า แม่อย่าไปให้เสือโคร่งกินเลยลูกจะไปให้เสือโคร่งกินแทนคุณแม่ แม่โคจึงพูดว่า เมื่อแม่จะมา แม่ได้ให้ปฏิญาณแก่เสือโคร่งไว้ว่าจะให้เสือกิน คำของแม่เป็นคำจริง ธรรมดาว่าคำจริงเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายก็สรรเสริญ ส่วนคำเท็จเป็นคำลามกเลวทรามใหญ่ เพราะเหตุนั้น ถึงสรีรร่างกายของแม่จะพินาศฉิบหายไปแม่ก็ไม่ละคำสัจ ในกาลนั้น แม่โคจึงเข้าไปยืนใกล้เสือโคร่ง ส่วนลูกโคน้อยก็เดินร้องไห้ตามไปยืนอยู่ข้างหลังแม่ จึงพูดกับเสือโคร่งว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงอนุเคราะห์กินข้า จงให้ชีวิตแก่มารดาข้าเถิด
สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ตรัสประทานพระธรรมเทศนาไว้ว่าอันธรรมดาว่า ความกตัญญูเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น ควรที่เสือโคร่งจะทราบได้ว่าลูกโคน้อย เป็นสัตว์กตัญญูแล้วงดโทษให้ ส่วนขันตีความอดกลั้นเล่า ก็เป็นกุศลธรรมอย่างประเสริฐกว่าบุญกุศลทั้งปวงเป็นสภาวธรรม ให้ได้สมบัติทั้งปวง เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมสรรเสริญ
ในกาลนั้นเสือโคร่งได้ฟังลูกโคน้อยพูดดังนั้นจึงพูดว่า ข้างดโทษให้เจ้า ข้าไม่กินเจ้าทั้งสองแล้ว
ครั้งนั้น ด้วยอำนาจเดชานุภาพสัจจะความจริง และขันตีความอดใจและความกตัญญูความที่รู้จักคุณผู้อื่นได้กระทำไว้ของสัตว์ทั้งสามนั้น จึงสำแดงอาการให้เร่าร้อนขึ้นไปจนถึงพิภพท้าวสักกเทวราช
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการทราบเหตุนั้นแล้ว จึงลงมาจากสวรรค์เข้าไปใกล้สัตว์ทั้งสามนั้น และสำแดงธรรมแก่สัตว์ทั้งสาม และพาสัตว์ทั้งสามนั้นไปยังเทวโลก ประทานทิพยวิมานอันเดียรดาษไปด้วยนางเทพอัปสรพันหนึ่ง พรั่งพร้อมไปด้วยโภคสมบัติทิพย์ กึกก้องไปด้วยการฟ้อนรำขับร้องและดุริยางดนตรีมีองค์ห้าประการ เกลื่อนกลาดไปด้วยธงชายและธงประฎากเป็นอันมาก สำเร็จไปด้วยกามคุณเป็นของทิพย์ให้แก่สัตว์ทั้งสามนั้นตนละพิมาน
ในกาลนั้น สัตว์ทั้งสามนั้น ก็สละอัตตภาพของตน ๆ เสีย กลับได้อัตตภาพเป็นเทวบุตรในสำนักท้าวสักกเทวราชแล้ว ก็เสวยทิพยสุขอยู่ในเทวโลก
ท้าวสักกเทวราชในกาลนั้น ประวัติกลับชาติมาในกาลนี้ เป็นพระอนุรุทธ์ผู้อุดมกว่าภิกษุที่เป็นทิพจักษุทั้งปวง เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ที่เที่ยวอยู่ในป่าในกาลนั้น มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ผู้พระพุทธบิดาในกาลนี้ นางพหลาคาวีในกาลนั้น มาเป็นพระนางสิริมหามายาผู้พระพุทธมารดาในกาลนี้ ลูกโคในกาลนั้น มาเป็นพระบรมโลกนาถในกาลนี้ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้
6. ส่วนอันนี้เป็นเรื่องย่อของ หลวิชัย คาวี
(จากเว็บไซต์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและเว็บไซต์ต่าง ๆ)
เนื้อเรื่องมีว่า หลวิชัยเป็นลูกแม่เสือที่ออกไปหาอาหารและทิ้งลูกไว้ให้อดนมจนหิวโซ ครั้นแม่โคและลูกเดินผ่านมาเห็นเข้า ลูกโคสงสารจึงอ้อนวอนแม่ให้นมแก่ลูกเสือ แม่โคใจอ่อนยอมให้นมลูกเสือ ลูกเสือสำนึกในบุญคุณ จึงชวนแม่โคและลูกไปอยู่ด้วยกันในถ้ำและให้สัญญาว่าจะไม่ให้แม่เสือทำร้ายสองแม่ลูก
แต่อยู่มาไม่นานแม่เสือก็ออกอุบายไปหาอาหารทิศเดียวกับแม่โคและกัดกินแม่โค ลูกเสือและลูกโคโกรธที่แม่เสือไม่รักษาคำพูดจึงช่วยกันฆ่าแม่เสือ แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางจนไปพบฤๅษี ฤๅษีแปลกใจเพราะผิดวิสัยที่สัตว์ทั้งสองจะเป็นมิตรกัน จึงถามสาเหตุจนทราบความ ฤๅษีชุบลูกเสือและลูกโคให้เป็นมนุษย์ชื่อว่าหลวิชัยและคาวี หลังจากทั้งสองคนเรียนวิชาจากฤๅษีจนสำเร็จแล้ว ฤๅษีจึงให้ไปเที่ยวหาบ้านเมืองครอบครอง ก่อนออกเดินทางฤๅษีได้ให้พระขรรค์วิเศษคนละเล่ม แล้วถอดดวงใจของทั้งสองไว้ในพระขรรค์มิให้ใครฆ่าได้
เมื่อทั้งสองเดินทางถึงเมืองจันทรบุรี หลวิชัยนอนหลับใต้ต้นไทรริมบึง ส่วนคาวีเดินไปตักน้ำในบึง ยักษ์ร้ายในบึงจะจับคาวีกิน ทั้งสองจึงต่อสู้กัน คาวีฆ่ายักษ์ได้ ท้าวมคธราช*และนางจันทรวดี*จะยกนางศรีสุดาธิดาให้เป็นคู่ครอง แต่คาวีปฏิเสธ ขอให้ยกนางให้หลวิชัยเพราะตนเป็นน้อง และบอกว่าถ้าหลวิชัยพบยักษ์ก่อนก็จะฆ่ายักษ์ได้เช่นเดียวกัน หลวิชัยได้เป็นอุปราชของเมืองจันทรบุรีและได้นางศรีสุดาเป็นชายา ก่อนคาวีจะออกเดินทางต่อไปตามลำพัง หลวิชัยได้เตือนคาวีให้เหน็บพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา แล้วนำดอกบัว 2 ดอกมาเสี่ยงทายว่า หากดอกบัวของฝ่ายใดเหี่ยวแสดงว่าฝ่ายนั้นกำลังทุกข์ร้อน
คาวีเดินทางไปถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ร้านรวงต่าง ๆ ยังมีข้าวของแต่ไม่มีผู้คน คาวีเข้าไปในพระราชวังก็ไม่เห็นคนสักคนเดียว จึงเข้าไปในครัวแล้วก่อไฟขึ้นเพื่อจะหุงห อาหาร ทันใดนั้นมีกลุ่มนกอินทรียักษ์บินมาจนท้องฟ้ามืดมิด กลุ่มนกอินทรีบินจะมาจิกกินคาวี คาวีใช้พระขรรค์ต่อสู้และฆ่านกอินทรียักษ์ตายเกือบหมด นกที่เหลือก็บินหนีไป
คาวีจึงเดินสำรวจพระราชวัง เห็นกลองใบใหญ่ พอเดินเข้าไปใกล้ได้ยินเสียงหญิงสาว ร้องว่า ” ช่วยเราด้วย ช่วยเราด้วย ” คาวีใช้พระขรรค์ กรีดหนังกลองก็พบพระราชธิดาชื่อ พระนางจันทร์สุดา คาวีจึงอภิเษกกับนางจันทร์สุดา ผู้คนที่หลบหนีไปเพราะกลัวนกก็อพยพกลับมาอยู่ที่เมือง บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิม
วันหนึ่งพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำ ผมของนางซึ่งมีกลิ่นหอมร่วง พระนางจึงใส่ผอบลอยน้ำไป ต่อมามีคนนำผอบผมหอมไปถวายท้าวสัณนุราช ท้าวสัณนุราชก็อยากทราบ ว่าผมนี้เป็นของผู้ใด จึงมีประกาศป่าวร้องว่า ถ้าใครรู้จักจะให้รางวัล ยายเฒ่าทัดประสาด ซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงของนางจันทร์สุดาก็รีบไปเข้าเฝ้าท้าวสัณนุราช แล้วบอกว่าเป็นเส้นผมของพระนางจันทร์สุดา ท้าวสัณนุราชจึงบอกให้ยายเฒ่าทัดประสาดหาทางนำนางมา แล้วก็ให้เงินทองแก่ยายเฒ่าเป็นอันมาก
ยายเฒ่ารีบกลับไปที่เมือง ทำทีเป็นขออยู่กับพระนางจันทร์สุดา แล้วก็ยุยงพระนางว่าคาวี คงมิได้ไว้ใจพระนางจันทร์สุดาจึงได้พกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาก็มีจิตใจไหวหวั่นหลงเชื่อ จึงถามคาวี ว่าทำไมคาวีจึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา
คาวีจึงบอกความลับว่า เพราะหัวใจคาวีอยู่ที่พระขรรค์ ถ้าใครนำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีก็จะตาย ด้วยเหตุนี้จึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาเมื่อได้ทราบเช่นนั้นก็หายแคลงใจ และได้นำความไปเล่าให้ยายเฒ่าฟัง ลืมไปว่าเรื่องนี้เป็นความลับ
ยายเฒ่าได้ฟังจึงเกิดความคิด ชวนให้คาวีกับพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำที่ชายทะเล คาวีและพระนางจันทร์สุดาถอดเครื่องทรงรวมทั้งพระขรรค์ให้ยายเฒ่าเก็บรักษา ยายเฒ่านำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีกำลังว่ายน้ำเล่นก็รู้สึกร้อนจึงรีบชวนนางจันทร์สุดาว่ายกลับเข้าฝั่ง
พอถึงชายหาดคาวีเห็นยายเฒ่ากำลังเผาพระขรรค์อยู่ ก็นึกโกรธที่พระนางจันทร์สุดาไม่รักษาความลับ แต่ยังไม่ทันพูดคาวีก็ล้มลงสิ้นสติ พระนางจันทร์สุดาตกพระทัยมากได้แต่ร่ำไห้ กอดร่างคาวี ยายเฒ่าจึงรีบให้ทหารของท้าวสัณ นุราชนำพระนางจันทร์สุดาไปถวายท้าวสัณนุราชที่เมืองพัทธวิสัย
หลวิชัยเดินทางไปช่วยคาวีได้ทัน เพราะดอกบัวเสี่ยงทายของคาวีเหี่ยว หลวิชัยเห็นพระขรรค์ที่ถูกไฟเผาเพียงแต่มัวหมองไปเท่านั้น จึงนำพระขรรค์ไปขัดล้างจนผ่องใส คาวีก็ฟื้นขึ้น
หลวิชัยแปลงตนเป็นฤๅษี และเสกคาวีให้ตัวเท่าตุ๊กตาใส่ย่ามออกเดินทางไปถึงเมืองพัทธวิสัย รับอาสาท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นหนุ่ม เมื่อได้ทีขณะเข้าพิธี หลวิชัยก็ผลักท้าวสันนุราชตกลงในกองไฟ แล้วให้คาวีแต่งองค์เป็นท้าวสันนุราชออกว่าราชการเพื่อหลอกให้ใคร ๆ เข้าใจว่าท้าวสันนุราชชุบตัวเป็นหนุ่มได้สำเร็จ และหลอกให้นางคันธมาลี มเหสีของท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นสาวบ้าง
นางคันธมาลีเข้าใจผิดคิดว่าคาวีคือท้าวสันนุราชองค์ชุบ นางหึงหวงสามีจนทะเลาะวิวาทกับนางจันท์สุดา ภายหลังนางคันธมาลีทราบความจริงว่า ท้าวสันนุราชคือคาวีพระสวามีของนางจันท์สุดา นางจึงส่งสาส์นให้ไวยทัตซึ่งเป็นหลานมาช่วยรบกับคาวี ไวยทัตแพ้ สุดท้ายนางคันธมาลี ไวยทัต และยายเฒ่าทัศประสาทถูกประหาร
7. สรุปว่า เราชอบแรงบันดาลใจที่ส่งต่อถึงกันของเรื่องเล่าชุดนี้ด้วย เหมือนมันเริ่มจาก
7.1 นิทาน Punyakoti ของอินเดีย ที่ยังคงถูกกล่าวถึงทั้งในภาพยนตร์บังกลาเทศระดับคลาสสิคเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) และหนังอินเดียยุคปัจจุบันเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) ถ้าหากเราจำไม่ผิด
7.2 นิทาน Punyakoti กลายเป็นแรงบันดาลใจให้พหลาคาวีชาดก ซึ่งถูกนำมาใช้สั่งสอนธรรมะตามหลักพุทธศาสนา
7.3 พหลาคาวีชาดก กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนิทาน หลวิชัย คาวี ที่มีเนื้อเรื่องต่อเติมเสริมเข้ามามากมายอย่างสนุกสนาน
7.4 หลวิชัย คาวี กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
8. และจริง ๆ แล้วเราคิดว่า นิทานเรื่อง หลวิชัย คาวีนี่ ดัดแปลงมาเป็น “หนังเกย์” ได้สบาย ๆ เลยนะ โดยเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง ให้ฤาษีชุบตัวลูกเสือกับลูกโค ให้กลายเป็นชายหนุ่มหล่อล่ำบึ้กสองคน ชื่อหลวิชัย กับคาวี ที่กลายเป็นคู่เกย์ออกผจญภัย แล้วเนื้อเรื่องการผจญภัยของสองหนุ่มเกย์ลูกเสือลูกโคต่อจากนี้ก็จะเป็นแบบนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ของไทย ผสมกับ picaresque novel 55555

หลวิชัย คาวี

https://pubhtml5.com/seiu/lctv/basic/

Sunday, September 13, 2026

BOOKING TICKETS IN A FILM FESTIVAL

 

CONSTELLATION (2025, Takashi Makino, Japan, 21min) จะมาฉายใน IN THE FLOW PROGRAM 3: OPTICAL UNCONSCIOUS ในเทศกาล Bangkok International Film Festival 2026 นะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้ฉายที่ House Samyan โรง 4 ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. 2026 เวลา 15.35-16.50 น.

 

Takashi Makino ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เราเคยเขียนถึงเขาไปบ่อยมากแล้ว หนังเรื่อง 2012 3D ของเขา เคยติดอันดับหนึ่งในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2018

 

CINEMA CONCRETE (2015, Takashi Makino, Japan) เคยติดอันดับ 8 ของเราประจำปี 2018

 

ON GENERATION AND CORRUPTION (2017, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 21 ของเราประจำปี 2018

 

INTER VIEW (2010, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 28 ของเราประจำปี 2018

 

GHOST OF OT301 (2014, Takashi Makino, Japan) ติดอันดับ 29 ของเราประจำปี 2018

 

ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า CONSTELLATION จะติดอันดับที่เท่าไหร่ประจำปี 2026 55555

 

โปรแกรม IN THE FLOW 3 นี้มีฉายหนังทดลองจากออสเตรีย และหนังเรื่อง YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines, A+30) ด้วยนะ

 -------

สรุปว่าเรายังเข้าแอป House ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ House เราเข้าได้ แต่ก็กดจองอะไรไม่ได้

 

เราก็เลยตัดใจ ไม่ดู Takashi Makino แล้ว หนีไปดู Denis Côté ที่พารากอนแทน

+++

 

สรุปความชิบหายแบบคร่าว ๆ ในวันนี้

 

1. เนื่องจากเราเน้นดูหนังในเทศกาล What the Doc Film Festival และตามเก็บหนังเรื่องต่าง ๆ ในโรงปกติในช่วงที่ผ่านมา เราก็เลยไม่มีเวลาทำตารางดูหนังของตัวเองสำหรับ BKKIFF เลย เราเพิ่งมีเวลามาทำแผนดูหนัง BKKIFF ของตัวเองเสร็จก็ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งก็เป็นเวลาที่เขาเปิดจองตั๋วกันไปแล้ว

 

2. และเราก็เศร้าใจอย่างสุดขีดในตอนที่วางแผนดูหนัง เพราะเราเพิ่งสังเกตว่า มีหนังหลายเรื่องใน BKKIFF ที่เข้าฉายที่ “พารากอนโรง 6” ซึ่งเป็นโรงที่เราเข้าไปดูไม่ได้ เพราะว่า “แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเรา มันแสบตามากสำหรับเรา”

 

ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาที่เราเจอเพียงคนเดียวนะ คือในช่วงทศวรรษ 2010 เราไม่มีปัญหาอะไรกับจอโรง 6 เราดูหนังโรงนี้ได้ตามปกติ แต่ในปี 2020 เราผ่าต้อกระจกทั้งตาซ้ายและตาขวา และหลังจากการผ่าตัดดวงตาทั้งสองข้าง เราก็พบว่า เวลาที่เราเข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอน แสงจากจอโรงนี้มันจ้าเกินไปสำหรับเราจนเราทนไม่ไหว แต่ผู้ชมคนอื่น ๆ ไม่มีปัญหาอะไร

 

หลังจากนั้นเราก็เลยไม่ได้เข้าไปดูหนังที่โรง 6 ในพารากอนอีก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยเสียดายมาก ๆ ที่เราไม่มีโอกาสได้ดู PRIMITIVE DIVERSITY (2025, Alexander Kluge, Germany, 80min) ในเทศกาลนี้ เพราะว่าหนังเรื่องนี้ฉายแค่รอบเดียวที่โรง 6 ในพารากอน

 

แต่เราก็ทำใจมานานแล้วล่ะว่า เรื่องนี้มันอาจจะเป็นผลจากบาปกรรมที่เราเคยกลั่นแกล้งลูกแมวตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็ก ผลกรรมนั้นก็เลยส่งผลให้ดวงตาของเราทนแสงจ้า ๆ อะไรแบบนี้ได้น้อยกว่าคนอื่น ๆ

 

3. พอเราจะจองตั๋วเข้าจริง ๆ เราก็พบว่า เราต้องปรับโปรแกรมดูหนังที่เพิ่งทำเสร็จใหม่หมด เพราะว่าตั๋วหนังหลายเรื่องที่ SF เต็มแล้ว อย่างเช่น THE BLOOD COUNTESS (Ulrike Ottinger), THE DAY SHE RETURNS (Hong Sang-soo), MINOTAUR (Andrey Zvyagintsev), GENTLE MONSTER

 

ไป ๆ มา ๆ เราก็เลยได้จองตั๋วหนังที่ SF เพียงแค่เรื่องเดียว จากที่ตอนแรกวางแผนว่าจะดูหลาย ๆ เรื่องที่ SF

 

(โชคดีที่เราสามารถจอง THE DAY SHE RETURNS ที่พารากอนแทนได้)

 

4. แล้วเราก็เข้าแอป HOUSE ไม่ได้ ส่วนเว็บไซต์ HOUSE เราเข้าได้ แต่กดจองอะไรไม่ได้ เราก็เลยปรับเปลี่ยนแผนใหม่หมด คือตอนแรกเรากะว่าจะดูหนังที่ HOUSE เยอะมาก ๆ โดยเฉพาะโปรแกรมหนังทดลอง IN THE FLOW ที่มีหนังของ Takashi Makino แต่พอเราจะเข้า app ของ House มันก็ให้เรากรอกอีเมลกับรหัสผ่าน เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ เสร็จแล้วก็เข้าไม่ได้ แล้วมันก็บอกให้เรากรอกใหม่ วนลูปอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เลยกรอกอีเมลกับรหัสผ่านไปแล้วเป็นร้อยรอบได้มั้งในวันนี้ กว่าจะเข้าได้ในช่วงหลังสามทุ่มครึ่ง แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เราก็เปลี่ยนแผนดูหนังไปเกือบหมดแล้ว

 

5. ก็เลยสรุปว่า ในที่สุดเราก็เลยจองตั๋วดูหนังใน BKKIFF ไปได้เพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมเท่านั้นเองค่ะ

 

ใน 42 โปรแกรมนี้ แยกได้เป็น

 

SF 1 โปรแกรม

HOUSE 5 โปรแกรม

PARAGON 36 โปรแกรม

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราพลาดดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่อยากดูในเทศกาลนี้ คงได้ดูเพียงแค่ 42 เรื่อง/โปรแกรมนี้เท่านั้น

  

Saturday, September 12, 2026

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED)

 

เรื่องที่เราเพิ่งรู้

 

ตอนแรกเรานึกว่าเพลง SWAMP THING (1994) ของวง The Grid ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษ ได้ชื่อเพลงมาจากหนังเรื่อง SWAMP THING (1982, Wes Craven)

 

แต่พอเราลองถามเอไอดู ปรากฏว่าไม่ใช่ คือเพลงนี้ใช้ชื่อเพลงว่า SWAMP THING เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่ใช้เครื่องดนตรี banjo แล้วเครื่องดนตรีนี้มันเชื่อมโยงกับดนตรีแนว bluegrass และดนตรีแนว bluegrass นี้เชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบห้วยหนองคลองบึง swampy atmosphere

 

เอไอยังบอกอีกด้วยว่า นอกจาก The Grid แล้ว วงดนตรีอีกวงในทศวรรษ 1990 ที่นำดนตรีคันทรีมาผสมกับดนตรีแดนซ์ ก็คือวง Rednex ที่ทำเพลง COTTON EYE JOE (1994)

 

เพิ่งเห็นว่า COTTON EYE JOE ในยูทูบมียอดวิว 323 ล้านวิว ส่วน SWAMP THING ของ The Grid มียอดวิว 3.8 ล้านวิว

 

เรายังไม่เคยดู SWAMP THING (1982, Wes Craven) นะ อยากดูมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่อง SWAMP THING นี่เป็นแรงบันดาลใจให้จินตวีร์ วิวัธน์ แต่งนิยายเรื่อง “อาศรมสาง” หรือเปล่า

+++

 

ซื้อหนังสือ “คืนสิ้นกลิ่นกามรส” ของ Araya Rasdjarmrearnsook มาให้ลูกหมีอ่าน อันนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2000

 

มีแถมที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย 3 อัน

+++

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องที่ DOC CLUB ในตึก Cloud 11 พอดูหนัง 5 เรื่องจบแล้ว เราก็เลยลองสำรวจร้านอาหารต่อจากวันก่อน ๆ คราวนี้เราลองกินอาหารเย็นที่ร้าน Easy Health ในชั้นล่างของตึก Cloud 11 พบว่ามันเป็นแนวร้านอาหารสุขภาพ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ร้านแนว Get Fresh และ Ohana Poke

 

หลังจากนั้นเราก็ลองเดินไปสำรวจศูนย์อาหาร Lotus Eatery ในตึก True Digital Park ในช่วงราว ๆ ทุ่มกว่า พบว่ามีลูกค้าจำนวนนึง แต่ไม่แน่น มีที่นั่งว่าง มีดนตรีสดเล่นด้วยจนถึงสองทุ่ม เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านเยอะประมาณนึง เราก็เลยกินปอเปี๊ยะเผือกของร้าน Miss Saigon และน้ำข้าวบาร์เลย์ของร้านวุ้นกบ ไต้หวัน พบว่าพนักงานร้านวุ้นกบอัธยาศัยดีมาก ประทับใจ

+++

 

งานเล่นดนตรีสดประกอบหนัง animation ฝรั่งเศส 18 เรื่อง น่าสนใจมาก ๆ

https://afthailande.org/en/cultural-events/details/?eventId=2424#/

++++

 

A MOON FOR MY FATHER (2019, Mania Akbari, Douglas White, Iran/UK/Germany) ติดอันดับ 6 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

หนังเรื่องนี้มีฉายอีกทีในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. รอบ 13.40 น.ที่ Doc Club ตึก Cloud 11 นะ

+++

 

พอดูหนังเรื่อง WHITNEY (2025, Katia Lara, Honduras, documentary, A+30) เสร็จ สิ่งที่เราทำก็คือเปิดแผนที่หาที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่นกรุงเตกูซิกาลปาของประเทศฮอนดูรัส, รัฐ Oaxaca ในเม็กซิโก, รัฐ Veracruz ในเม็กซิโก, กรุงเม็กซิโก ซิตี้ และเมือง Tijuana ในรัฐ Baja California ของเม็กซิโก

 

เมื่อวานนี้พอเราได้ดูหนังเรื่อง WHITNEY เราก็เลยไปกิน Tijuana Bowl ในร้าน Easy Health ในตึก Cloud 11 เพื่อเป็นพลีให้แก่หนังเรื่อง WHITNEY ด้วย

 

ในแผนที่ที่เรานำมาลงนี้ มีเมือง Ciudad Juarez ในรัฐ Chihuahua ของเม็กซิโกด้วยนะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังเลสเบียนเรื่อง SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในวันที่ 4 ก.ย.

+++++++

 

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED) (2025, Nicolás Onischuk, Argentina, documentary, 60min, A+30)

 

กรีดร้องอย่างสุดเสียง ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป I WORSHIP THIS FILM

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปะทะกับหนังของ Teeranit Siangsanoh หนักที่สุด ตายแล้วววววววววววว

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังของ Teeranit Siangsanoh อยู่บ้างนะ เพราะถึงแม้หลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายหนังของ Teeranit แต่เรารู้สึกว่าหลาย ๆ ช็อตในหนังเรื่องนี้มันมี “ความหมาย” กำกับอยู่ด้วยน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Teeranit ที่มันแทบไม่ค่อยมีสัญญะหรือความหมายหรือ message ใด ๆ อยู่ในหนัง

 

คือเราว่าหลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามในการเชื่อมโยงภาพชีวิตในยุคปัจจุบัน เข้ากับภาพชีวิตของคนอเมริกาใต้ในอดีต เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยไม่ให้ความรู้สึก freestyle มากเท่าหนังของ Teeranit แต่แค่นี้ก็ถือว่ากราบตีนอย่างสุดขีดแล้ว

 

Argentina นี่เต็มไปด้วยผู้กำกับหนังที่เราชอบสุดขีดหลายคน อย่างเช่น

 

1. Nicolás Onischuk

 

2. Julián Galay (LOS CRUCES/INTERSECTIONS)

 

3. Lisandro Alonso

 

4. Eduardo Williams

 

5. Lucrecia Martel

 

6. Matías Piñeiro

 

7. Alejo Moguillansky

 

8. Ana Katz (THE WANDERING BRIDE)

 

9. Martín Rejtman

 

10. Albertina Carri (LA RABIA)

 

11. Delfina Castagnino (WHAT I LOVE THE MOST)

 

12. María Luisa Bemberg (CAMILA)

 

13. Iván Wolovik + Nicolás Álvarez (OURS DOESN’T WORK)

 

14. Néstor Mazzini (THE NIGHT WILL PAY)

 

15. Demián Rugna (WHEN EVIL LURKS)

 

ผู้กำกับบางคนในรายชื่อข้างต้น เราได้ดูหนังของเขาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นนะ แต่เราก็ขอใส่เข้ามาในลิสท์ไว้ก่อน เพราะเราเชื่อฝีมือของเขา 55555

+++

 

หนังของ Jean-François Richet ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

In my preferential order

 

1. INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) (1995, Jean-François Richet, France, A+30)

เราได้ดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

 

2. ASSUALT ON THE PRECINCT 13 (2005, Jean-François Richet, France/USA, A+30)

เราได้ดูในโรงหนังทั่วไป

 

3. PUBLIC ENEMY PART ONE (2008, Jean-François Richet, France, 113min, A+30)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

4. MUTINY (2026, Jean-François Richet, UK/USA, A+30)

เราได้ดูที่โรงหนังเอ็มควอเทียร์

 

5. PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25)

เราได้ดูที่เอสพลานาด รัชดา

 

6. PUBLIC ENEMY PART TWO (2008, Jean-François Richet, France, 133min)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

สรุปว่า เราได้ดูหนังทั้ง 6 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์หมดเลย

 

อาจจะเรียกได้ว่า ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส” ด้วยกันเองแล้ว เราก็ชอบ Jean-François Richet แค่ในระดับปานกลาง แต่ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังแอคชั่น” แล้ว เราก็ถือว่าชอบ Jean-François Richet มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น แต่เรากลับจูนติดกับหนังของ Jean-François Richet มาก ๆ

 

มีหนังของ Jean-François Richet อย่างน้อยสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนะ ซึ่งก็คือ MUTINY ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และ INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) ที่มีตัวละครพูดถึงประเทศไทย ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนหนังของ Jean-François Richet ที่เราอยากดูสุดขีด ก็คือ MA 6-T VA CRACK ER (1997) ที่เคยเข้าฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.”

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 


Sunday, August 09, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

อยากดู STROMBOLI (1950, Roberto Rossellini), EUROPE ’51 (1951, Roberto Rossellini), JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) และ A MATTER OF LIFE AND DEATH (1946, Michael Powell, Emeric Pressburger) หวังว่าจะมีคนนำหนัง 4 เรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้กิน Beetroot pasta ชอบสีของพาสต้ามาก ๆ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าสี red pink หรือเปล่า

+++

 

RIP WILLIAM ORBIT (1956-2026)

 

ชอบเพลง BARBER’S ADAGIO FOR STRINGS (1999) ของ William Orbit มาก ๆ นึกว่าต้องใช้เพลงนี้เป็นเพลงธีมของตัวละครอะไรสักตัวในโลกจินตนาการของเรา

+++

 

เราชอบเพลง CLOSE BUT NO CIGAR (1992) ของ Thomas Dolby มาก ๆ

+++

 

นางตัวร้ายที่ดูโง่มาก แต่เราชอบมาก

 

ก็คือนางตัวร้ายที่ใช้ร่มเป็นอาวุธ ในละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, Japan, TV series, 42 episodes, A+30) เธอดูโง่มาก แต่เราประทับใจ 55555

https://in.pinterest.com/pin/778419116879366895/

+++

 

เมื่อวานนี้เราก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนนี้เหมือนกัน แต่เราไม่ทันสังเกตว่ามันไม่มีเสียง พอวันนี้ได้อ่านข่าวแล้วก็ประทับใจ เพราะทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า “เป็นการตั้งใจส่งข้อความแบบไม่มีเสียง เนื่องจากหากโทรศัพท์ของผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุมีเสียงแจ้งเตือน อาจเปิดเผยตำแหน่งและเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น จึงแตกต่างจากกรณีภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมฉับพลัน ที่จำเป็นต้องใช้เสียงแจ้งเตือนเพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพ”

+++

 

2026

 

เป็นปีที่มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นเยอะมากในไทย จนต้องเริ่มโน้ตไว้

 

(ข้อมูลจาก google, AI, BBC)

 

16 พ.ค.

เหตุการณ์รถไฟสินค้าพุ่งชนรถเมล์สาย 206 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 15.36 น. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน กรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย

 

12 ก.ค.

เวลาประมาณ 23.57 น. เพลิงไหม้ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดัง (โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บ 73 ราย

 

26 ก.ค.

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าจับกุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี และนายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" อายุ 39 ปี จากเบาะแสการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย น.ส.ไดอานา นาซีโมวา อายุ 22 ปี และนายโรมัน นาซีโมวา อายุ 17 ปี ซึ่งขาดการติดต่อกับผู้ใกล้ชิดไปโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 

 

แต่ก่อนหน้านี้นายป๋องพร้อมพวกอีก 3 คน ได้แก่ นายธง, นายอัษฎางค์ หรือ "บอล" ชูวงษ์ อายุ 25 ปี และ นายชัชนันท์ หรือ "ฟลุ๊ค" แป้นเอี่ยม อายุ 23 ปี ร่วมกันลงมือสังหารสามพ่อแม่ลูกชาวไทยและนำศพไปฝังไกลจากจุดที่ฝังอำพรางศพพี่น้องชาวรัสเซียประมาณ 2 กิโลเมตร

 

รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายได้แก่ นายวิเชียร วงษา อายุ 53 ปี (บิดา), น.ส.ฉันทนา วงษา อายุ 50 ปี (มารดา) และ น.ส.นิชาภา วงษา อายุ 18 ปี ลูกสาว ทั้งหมดเป็นชาวบ้านใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลุบรี ซึ่งญาติแจ้งความคนหายกับ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา

 

7 ส.ค.

เหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 8 ราย ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บล่าสุดมี 22 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนที่บาดเจ็บสาหัส 7 ราย

 

แล้วก็ยังมีปัญหามลพิษในแม่น้ำภาคเหนือจากเหมืองแร่ต่าง ๆ ใน Myanmar, แผนลอบสังหารนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม และนายสุนทร คมคาย สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม, etc.

 

ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไปในปีนี้

 

ภาพจาก 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke, Austria)

+++

 

ซื้อขนมลูกตายี่ห้อ Trolli มากิน เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

+++

 

อยากดูหนังที่ Clint Eastwood กำกับหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น

 

1. BIRD

ติดอันดับ 5 ประจำปี 1988 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

2. TRUE CRIME

ติดอันดับ 6 ประจำปี 1999 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

3. SPACE COWBOYS

ติดอันดับ 9 ประจำปี 2000 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

4. FLAGS OF OUR FATHERS

ติดอันดับ 10 ประจำปี 2006 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

5. THE MULE

ติดอันดับ 8 ประจำปี 2019 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

NATHALIE GRANGER (1972, Marguerite Duras, France, 83min)

+  JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, Belgium, 202min)

+ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, Thailand, video installation, 208min)

 

1. หนัง 3 เรื่องที่ใช้ชื่อตัวละครหญิงมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ต่างก็เน้นไปที่ “กิจวัตรประจำวัน” ของตัวละครหญิง แทนที่จะเน้นการเล่าเรื่องแบบ “ตัวละครเอกเผชิญอุปสรรคสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องเอาชนะให้ได้” ตามสูตรสำเร็จของภาพยนตร์โดยทั่ว ๆ ไป การที่หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเชิดชู “กิจวัตรประจำวันของตัวละครหญิง” แทนที่จะเน้น “เหตุการณ์ดราม่าอันยิ่งใหญ่” ส่งผลให้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้เหมาะที่จะนำมาฉายเทียบเคียงกันมาก ๆ

 

2. ถึงแม้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีสิ่งที่เหมือนกันตามย่อหน้าข้างต้น และก็ถือเป็นหนังที่เรารักอย่างสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็มีข้อแตกต่างกันที่น่าสนใจ อย่างแรกก็คือชื่อหนัง ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นจุดโฟกัสที่แตกต่างกันไปของหนังทั้ง 3 เรื่องนี้

 

2.1 NATHALIE GRANGER นั้นตั้งชื่อหนังตามชื่อตัวละครประกอบ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ส่วนตัวละครนำหญิงสองคนในเรื่องนี้คือ Isabelle (Lucia Bosé) และ “ผู้หญิงอีกคน” (Jeanne Moreau)

 

การตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ก็เลยถือเป็นปริศนาที่น่าขบคิด ว่าเพราะเหตุใดหนังถึงตั้งชื่อว่า NATHALIE GRANGER และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังก็อาจจะมองได้ว่าเป็นปริศนาที่น่าขบคิด เพราะหนังนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกชัดว่า “มันดำรงอยู่เพื่อจะบอกอะไรแก่ผู้ชม” หนังนำเสนอกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงสองคนที่น่าจะเป็นชนชั้นกลางฐานะดีประมาณนึง และหนังก็ไม่ได้บอกว่า ชีวิตของทั้งสองคนนี้มีความสำคัญอะไร มีเซลส์แมน (Gerard Depardieu) โผล่เข้ามาเจอสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร และก็มี “ฆาตกรสองคน” ออกอาละวาดใกล้บ้านของสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างที่น่าสนใจก็ได้ อย่างเช่น การฉีกหนังสือพิมพ์, การคว่ำรถเข็นเด็ก, etc.

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ชื่อหนัง รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายในหนัง มันอาจจะเอื้อให้ผู้ชมบางคนนำไปขบคิดหาความหมายในการดำรงอยู่ของมัน หรือในมุมมองของเรานั้น เราไม่ได้ตีความอะไรใด ๆ มากนัก เราไม่ได้ตีความชื่อเรื่อง หรือพยายามตีความเหตุการณ์ใด ๆ ในหนังอย่างจริงจัง แค่เราได้ดูสิ่งต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็มีความสุขสุดขีดแล้ว และเราก็มีความสุขเช่นกันกับการได้อ่านการตีความหนังเรื่องนี้ในแง่มุมของผู้ชมคนอื่น ๆ เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันสร้างความเพลิดเพลินให้กับเราได้ทั้งในสองระดับ เราดูแบบไม่ตีความเราก็มีความสุขมาก ๆ หรือถ้าหากคนดูคนอื่นๆ จะตีความ เราก็มีความสุขมาก ๆ เช่นกันกับการได้อ่านสิ่งที่คนอื่น ๆ  ตีความ

 

2.2 ชื่อเรื่องของ JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็น่าสนใจมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ชื่อตัวละคร แต่มีที่อยู่ของตัวละครด้วย ซึ่งเป็นที่อยู่เหมือนกับที่อยู่ที่ใช้ในการจ่าหน้าซองจดหมาย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แต่เราชอบมากที่

 

2.2.1 ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงการที่ Jeanne ติดต่อสื่อสารกับ sister ของเธอที่อยู่แคนาดา โดยผ่านทาง “จดหมาย”

 

2.2.2 การตั้งชื่อหนังแบบนี้ มันประหลาดและ unique ดี

 

2.2.3 เราชอบที่มันไม่มีคำ adjective ในชื่อหนังเรื่องนี้เลย เหมือนมันระบุถึงตัวตนของ Jeanne ในแบบที่ objective มาก ๆ ไม่มีการบรรยายถึงตัวตนของเธอโดยใช้คำ adjective เช่น young, old, beautiful, pretty, quiet, kind, cruel, crazy, witty, etc. เหมือนชื่อหนังเรื่องนี้ไม่มีการ judge ตัวตนใด ๆ ของ Jeanne แต่ปล่อยให้ผู้ชมประเมิน Jeanne ด้วยตัวเอง และผู้ชมแต่ละคนสามารถคิดหาคำคุณศัพท์มาใช้บรรยาย Jeanne ได้ด้วยตัวเอง

 

คือพอมันไม่มีคำคุณศัพท์ใด ๆ ไปกำกับ, ไป judge หรือไป “ครอบ” ตัวตนของ Jeanne ในชื่อเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าชื่อหนังเรื่องนี้มันเปิดโอกาสให้เรามอง “ตัวละคร” ในหนัง และอาจจะรวมถึงเปิดโอกาสให้เรามองบุคคลอื่น ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง โดย judge คนเหล่านี้น้อยลง และมองพวกเขาด้วยสายตาหรือด้วยหัวใจที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น มองเห็นความซับซ้อนของพวกเขาที่ในบางครั้งการใช้คำคุณศัพท์ใดๆ ไปบรรยายคนคนนั้นก็อาจจะกลายเป็นการลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้นลงไปได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

2.2.4 การที่ชื่อหนังเรื่องนี้เน้น “ที่อยู่อาศัย” ของ Jeanne มันก็อาจจะเป็นการสอดคล้องกับจุดโฟกัสสำคัญจุดนึงของหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเรื่องที่ Jeanne รับมือกับที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวเอง

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เน้นเรื่องสภาพที่อยู่อาศัยของ Jeanne น่ะ อย่างเช่นเรื่อง “เตียงนอนที่พับเก็บได้”, การเปิดปิดไฟตามทางเดิน, การประยุกต์ใช้ “บ้าน” เป็น “สถานที่ทำงานหาเงิน” และการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ในบ้านในการทำกิจวัตรประจำวัน

 

2.3 ส่วนชื่อเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หนังเรื่องนี้เน้นไปที่ความสามารถในการปั้นหม้อของคุณยายแบ่ง

 

เราก็เลยชอบชื่อหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ เพราะมันบ่งชี้ถึงจุดเด่นของหนังทั้ง 3 เรื่องได้ดี ชื่อหนัง NATHALIE GRANGER มันเหมือนเป็นปริศนาที่ท้าทายการตีความ, ชื่อหนัง JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็ทำให้เราโฟกัสไปยังที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวละคร และการมองมนุษย์โดยไม่ไปตัดสินและไม่ไปลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้น ส่วนชื่อหนัง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คุณยายแบ่งมีจุดเด่นเรื่องความสามารถในการปั้นหม้อ

 

3. ชอบ “การใช้แรงงานของผู้หญิง” ที่แตกต่างกันไปในหนังทั้ง 3 เรื่องด้วย

 

3.1 ตัวละครหญิงใน NATHALIE GRANGER มีฐานะดีที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ และพวกเธอก็ใช้แรงงานน้อยสุด แต่หนังก็ focus ไปยังกิจวัตรประจำวันบางอย่างของพวกเธอได้อย่างน่าประทับใจมาก หนังเรื่องนี้สามารถทำให้ “การเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะอาหาร” ซึ่งดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่ very uncinematic กลายเป็นอะไรที่ “เพริศแพร้วพิลาสพิไลงดงามจนสุดจะบรรยาย” ในโลกภาพยนตร์ขึ้นมาได้ โคตรมหัศจรรย์ของจริง

 

ชอบที่หนังมัน focus ไปยังสิ่งที่ยากจะพบเห็นในหนังเรื่องอื่น ๆ ทั้งการล้างจาน, เช็ดจานให้แห้ง, การเผาใบไม้, etc. กิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยถูกมองข้ามจากโลกภาพยนตร์ กลายเป็นอะไรที่เริ่มสำคัญขึ้นมา

 

3.2 หลังจากหนังเรื่อง NATHALIE GRANGER กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านก็ถูกเน้นย้ำให้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีกในหนังเรื่อง JEANNE DIELMAN และการที่ตัวละครนางเอกของ JEANNE DIELMAN มีฐานะยากจนกว่านางเอกสองคนของ NATHALIE GRANGER การใช้แรงงานของ Jeanne ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งขึ้นตามไปด้วย เพราะการทำงานต่าง ๆ ของ Jeanne ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งการทำอาหารที่มีขั้นตอนต่าง ๆ, การดูแลรักษาบ้าน และการขายบริการทางเพศ

 

เหมือน JEANNE DIELMAN เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสหรือเข้าใกล้ชีวิตแม่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามในโลกภาพยนตร์ยุคนั้นน่ะ ทั้งการปอกมันฝรั่ง, การเตรียมเนื้อสัตว์, การต้มกาแฟ, การล้างจาน, การขัดรองเท้า, การเก็บเตียงพับได้, การขัดอ่างอาบน้ำ, การรีดเสื้อผ้า, การไปซื้อของที่ร้านของชำ, etc. แรงงานในการทำงานเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมาก่อน และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

 

3.3 เพราะฉะนั้นพอเราดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง JEANNE DIELMAN มาก ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เน้นย้ำไปที่กิจวัตรประจำวันของผู้หญิงเหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องต่างก็เน้นย้ำทั้ง “กิจวัตรประจำวันที่ไม่ได้ทำเงิน” อย่างเช่น การทำอาหาร และ “กิจวัตรประจำวันในการทำงานหาเลี้ยงชีพ” เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวละครนำในหนังสองเรื่องนี้ทำงานแตกต่างกัน และจุดแตกต่างสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ได้มีพัฒนาการของตัวละคร หนังไทยเรื่องนี้เป็นสารคดีที่พาเราไปดูชีวิตประจำวันเพียง 1 วันของคุณยายแบ่ง ส่วน JEANNE DIELMAN นั้น ตัวละครเผชิญกับ “ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

ก็เลยสรุปได้ว่า พอเราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง NATHALIE GRANGER กับ JEANNE DIELMAN มาก ๆ เหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันมีจุดที่เหมือนกันและจุดที่แตกต่างกัน และน่าจะนำมาวิเคราะห์เทียบเคียงกันมาก ๆ

 

4. ต่อไปนี้เป็นการสรุปเนื้อเรื่องเท่าที่เราพอจับได้ใน  UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มันจะซ้ำ ๆ กับที่เราเคยโพสท์ถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้ว 3 รอบก่อนหน้านี้ 55555

 

อย่างไรก็ดี “เนื้อเรื่อง” ของ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่เราได้ดูและ “ได้ใช้เวลา” ไปกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้

 

4.1 เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร

 

คือก่อนหน้านี้เรานึกว่า เวลาตักบาตร ชาวบ้านอาจจะไปรอหน้าบ้านแค่ 3-5 นาที แล้วก็ได้ตักบาตรเลย แต่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กว่าจะได้ตักบาตรจริง ๆ ชาวบ้านก็ต้องใช้เวลารอนานมาก ๆ (ในความรู้สึกของคนเมืองกรุงอย่างเรา)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง แล้วคุณยายแบ่งก็กินข้าวเช้า มีแกงส้มดอกแคกับปลาทอด

 

4.2 และคุณยายแบ่งก็เริ่มกระบวนการปั้นหม้อ วิดีโอแสดงให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียดในการปั้นหม้อ กราบคุณยายมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าคุณยายจะสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

ขั้นตอนแรก ๆ ของการปั้นหม้อเหมือนเป็นการผสมดินที่จะใช้ปั้น ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าตัวดินนั้นประกอบด้วยวัสดุอะไรบ้าง หลังจากนั้นคุณยายก็เริ่มนวดดินที่มีสภาพคล้าย ๆ ดินเหนียวให้กลายเป็นแท่งยาว ๆ แล้วจากแท่งยาวๆ คุณยายก็ปั้นและใช้นิ้วกดมันตรงกลาง จนมันกลายสภาพเป็นเหมือนหม้อหรือกระถางที่ไม่มีก้น เหมือนเป็นวัตถุทรงกระบอกที่มีปลายเปิดทั้งสองด้าน คุณยายปั้นกระบอก (หรือหม้อไร้ก้น) นี้ออกมาราว 4 กระบอก

 

เสร็จแล้วคุณยายก็เอาแต่ละกระบอกไปวางบนตอไม้ แล้วใช้ผ้าอะไรสักอย่างไปรีดตรงปากกระบอก เพื่อให้มันเรียบสวย โดยในขั้นตอนนี้คุณยายต้องเดินวนไปวนมารอบตอไม้เป็นวงกลมด้วย ซึ่งสิ่งนี้น่าจะแตกต่างจากกรรมวิธีปั้นหม้อในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือหมุน ๆ คือตัวคุณยายไม่มีเครื่องมือหมุน ๆ เพราะฉะนั้นคุณยายก็เลยต้องปั้นหม้อโดยใช้วิธีเดินวนรอบหม้อเป็นวงกลมแทน

 

พอคุณยายจัดการกับปากหม้อทั้ง 4 หม้อเสร็จแล้ว คุณยายก็นำหม้อไร้ก้น 4 ใบนี้ไปตากแดด

 

4.3 คนดูหนังเรื่องนี้จะได้เห็นฉาก static long take เป็นหม้อไร้ก้น 4 ใบตากแดดเป็นเวลาราว 2 นาที โดยมีแมลงวันบินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

ดูแล้วแอบนึกถึงวลี watching the paint dry แต่อันนี้คือ watching the pots dry 55555 และเราก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อมันแต่อย่างใด

 

แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพถ่ายเก่า ๆ มากมายหลายภาพในบ้านของคุณยายแบ่ง คนดูจะได้เห็นภาพครอบครัวของคุณยาย, เห็นภาพพระอาวุโส  แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพต้นไม้ในบ้านของคุณยายแบ่ง

 

แล้วก็มาถึง “หนึ่งในฉากที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026” ซึ่งก็คือฉากที่คนดูได้เห็นใบหน้าของคุณยายแบ่งขณะรอหม้อแห้ง โดยหนังถ่ายฉากนี้แบบ static long take เป็นเวลาราว 6 นาที

 

ฉากนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ เพราะเราก็ไม่สามารถคิดหาคำคุณศัพท์, กริยาวิเศษณ์ อะไรใด ๆ มาบรรยายใบหน้าหรืออารมณ์ของคุณยายได้ คุณยายไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือ, อ่านหนังสือ, ถักนิตติ้ง หรือนอนหลับขณะรอหม้อแห้ง คุณยายแค่นั่งเฉย ๆ รอไปเรื่อย ๆ

 

ดูฉากนี้แล้วก็แอบนึกถึง quote ของ Michelangelo Antonioni ที่ว่า ““A film you can explain in words is not a real film.” เพราะ quote นี้สามารถใช้กับหนังเรื่องนี้และโดยเฉพาะฉากนี้ได้จริง ๆ มันเป็นฉากที่ไม่สามารถ explain in words ได้จริง ๆ

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังใครก็ไม่รู้ที่หน้าบ้านคุณยาย

 

4.4 แล้วหนังถึงค่อยเล่ากระบวนการสร้างก้นหม้ออย่างละเอียด คุณยายทยอยนำหม้อไร้กันทีละใบมาทำก้นหม้อ โดยใช้อุปกรณ์สำคัญคือไม้ตีกับ “หินดุ” ซึ่งเราเดาว่าหินดุของคุณยายทำจากไม้

 

เว็บไซต์ esanpedia บอกว่า หินดุ “มีลักษณะคล้ายดอกเห็ด ผิวหน้าเรียบมน มีความแข็งแรงทนทาน หินดุ จะใช้สำหรับกระทุ้ง ดุน หรือดันเนื้อดินไว้เพื่อรองรับการตีจากด้านนอกให้เครื่องปั้นมีรูปทรงและความหนาตามที่ต้องการ”

 

เราชอบอุปกรณ์ หินดุ ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเหมือนเราแทบไม่เคยเห็นมันในหนังเรื่องอื่นๆ  มาก่อนเลยในชีวิตนี้

 

คุณยายเอาดึงเอาดินบางส่วนจากหม้อไร้ก้นไปกองไว้ที่พื้น แล้วก็หยิบเอาดินที่กองไว้ที่พื้นส่วนหนึ่งมาปั้นเป็นก้นหม้อ โดยใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงก้นหม้อ

 

พอคุณยายปั้นก้นหม้อทั้ง 4 ใบเสร็จแล้ว คุณยายก็เหมือนรออีกสักระยะนึง  แล้วคุณยายก็ค่อยเอาหม้อแต่ละใบมาตีตะล่อมรูปทรงใหม่ให้มันสวยงาม ลงตัว คุณยายใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงหม้อแต่ละใบในขั้นตอนนี้ให้มันเรียบเนียน สวยงาม และคอยเก็บเศษใบไม้หรือเศษอะไรต่าง ๆ ที่ติดที่ผิวหม้อออกไป รวมทั้งใช้ไม้ตีในการสร้างลวดลายบางอย่างที่ปากหม้อด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

ขั้นตอนพวกนี้อาจจะดูซ้ำซากและกินเวลานาน เพราะคุณยายค่อย ๆ ทำแบบนี้กับหม้อทีละใบจนครบทั้ง 4 ใบ แต่เราก็รู้สึกว่ามันดูเพลินมาก และมันก็มีสิ่งต่าง ๆ ให้เราคอยสังเกตขณะดูด้วย ไม่ว่าจะเป็นหยากไย่ใต้เก้าอี้ที่แกว่งไกวไปตามสายลม, แมวที่ปีนไปบนโอ่งยักษ์, สิ่งของต่าง ๆ ในบ้านของคุณยาย

 

หลังจากคุณยายปั้นคลึงหม้อจนได้รูปทรงที่สวยงามครบหมดแล้ว คุณยายก็เอาน้ำมาทา ๆ ที่ตัวหม้อ เพื่อปรับให้ผิวทุกอย่างมันดูเรียบเนียนที่สุด (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วก็ปล่อยให้มันแห้ง

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังท้องทุ่งใกล้บ้านคุณยาย, เห็นลมรำเพยแผ่วพลิ้ว สยิวใบหญ้า โอนเอนใบอ่อนมา ถลาเล่นลม, เห็นป่าและหนองน้ำใกล้บ้านคุณยาย แล้วเราก็เห็นคุณยายกับผู้ชายคนนึง (ไม่แน่ใจว่าเป็นสามีหรือลูกชายของคุณยาย) กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ใต้ถุนบ้านในตอนบ่าย กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ยามเย็น

 

4.5 ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งทำอาหารเย็นในขณะที่ฝนตกหนักมาก ๆ เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีจานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

5. สรุปได้ว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2026 ดูแล้วก็ประทับใจสุดขีดที่หนังเหมือนพาเราไปดูชีวิตประจำวันของคนในชนบทจริง ๆ เหมือนได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขาจริง ๆ เหมือนหนังให้เราได้สัมผัส essence บางอย่างในชีวิตของตัว subject ในแบบที่หนังเรื่องอื่น ๆ ยากจะทำได้

 

เราว่าหนังเรื่องนี้ดูเพลินและดูง่ายกว่าที่คิดด้วย เราว่ามันดูง่ายกว่า LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBOURS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min, A+30) ที่นำเสนอชีวิตคนในชนบทไทยเหมือนกัน และดูง่ายกว่า DOUBLE TIDE (2009, Sharon Lockhart, USA, 99min) ที่จับภาพ “การทำงานของคนในชนบท” ในแบบที่เกือบจะเป็น real time เหมือนกัน ซึ่งความรู้สึกว่ามันดูง่ายนี้อาจจะเกิดจากเหตุผลที่ส่วนตัวมาก ๆ เพราะว่า บ้านของคุณยายแบ่งมันทำให้เรานึกถึงบ้านของตากับยายเราที่อุบลในทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นพอเราเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง  เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า แค่เราได้ดูบ้านแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เพลิดเพลินกับมันแล้ว มันเป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์แบบ nostalgic ของเรา

 

ดูหนังเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ได้ที่ Jim Thompson Art Center นะ หนังเรื่องนี้น่าจะเปิดฉายจนถึงวันที่ 16 ส.ค.

 

 ตอนดูรอบแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02URaz4tCZgKsgSUxeScDDsoCZKWUfQWfT4BsqA1MzRtymhiZHcuBXAZXuhNzezz2Yl

 

ตอนดูรอบสอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0a5Kuu5RHJj3FGTMk7t91etrSsqHPwvndS2CABazXqHXP1Zptp7FLqqpBLRX59Wo8l

 

ตอนดูรอบสาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02d4kZkvgKxyd17UeuFkvEehhvQgfKpnJF67EbT11ozcAetMdLGgmfrEcfq4fhXFPvl

 

ข้อมูลเรื่อง หินดุ มาจากเว็บไซท์นี้

https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/localobjects/?p=160

***

VIETNAM MEDIA LAB Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025) annam
  • Lê Bắc Tân: IIprovino(2022) คนมาออดิชั่น คนนึงเหมือนร้องเพลงชาติหรือเพลงโบราณ คนนึงเป็นหนุ่มแว่น เดินเหมือนหุ่นยนต์ ถามว่าอาคารนี้มีหน้าต่างหรือเปล่า อีกคนเป็นผู้หญิงสาว
  • TrầnUy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019) animation
  • Huytengmeng: Cardio (2018) คนกระโดดเชือก animation
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026) คุณยายในบ้านโบราณกับเด็กชายหุ่นยนต์