Showing posts with label MEXICO. Show all posts
Showing posts with label MEXICO. Show all posts

Saturday, September 12, 2026

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED)

 

เรื่องที่เราเพิ่งรู้

 

ตอนแรกเรานึกว่าเพลง SWAMP THING (1994) ของวง The Grid ที่เคยขึ้นถึงอันดับ 3 ในอังกฤษ ได้ชื่อเพลงมาจากหนังเรื่อง SWAMP THING (1982, Wes Craven)

 

แต่พอเราลองถามเอไอดู ปรากฏว่าไม่ใช่ คือเพลงนี้ใช้ชื่อเพลงว่า SWAMP THING เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่ใช้เครื่องดนตรี banjo แล้วเครื่องดนตรีนี้มันเชื่อมโยงกับดนตรีแนว bluegrass และดนตรีแนว bluegrass นี้เชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบห้วยหนองคลองบึง swampy atmosphere

 

เอไอยังบอกอีกด้วยว่า นอกจาก The Grid แล้ว วงดนตรีอีกวงในทศวรรษ 1990 ที่นำดนตรีคันทรีมาผสมกับดนตรีแดนซ์ ก็คือวง Rednex ที่ทำเพลง COTTON EYE JOE (1994)

 

เพิ่งเห็นว่า COTTON EYE JOE ในยูทูบมียอดวิว 323 ล้านวิว ส่วน SWAMP THING ของ The Grid มียอดวิว 3.8 ล้านวิว

 

เรายังไม่เคยดู SWAMP THING (1982, Wes Craven) นะ อยากดูมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่อง SWAMP THING นี่เป็นแรงบันดาลใจให้จินตวีร์ วิวัธน์ แต่งนิยายเรื่อง “อาศรมสาง” หรือเปล่า

+++

 

ซื้อหนังสือ “คืนสิ้นกลิ่นกามรส” ของ Araya Rasdjarmrearnsook มาให้ลูกหมีอ่าน อันนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี 2000

 

มีแถมที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย 3 อัน

+++

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องที่ DOC CLUB ในตึก Cloud 11 พอดูหนัง 5 เรื่องจบแล้ว เราก็เลยลองสำรวจร้านอาหารต่อจากวันก่อน ๆ คราวนี้เราลองกินอาหารเย็นที่ร้าน Easy Health ในชั้นล่างของตึก Cloud 11 พบว่ามันเป็นแนวร้านอาหารสุขภาพ ให้อารมณ์คล้าย ๆ ร้านแนว Get Fresh และ Ohana Poke

 

หลังจากนั้นเราก็ลองเดินไปสำรวจศูนย์อาหาร Lotus Eatery ในตึก True Digital Park ในช่วงราว ๆ ทุ่มกว่า พบว่ามีลูกค้าจำนวนนึง แต่ไม่แน่น มีที่นั่งว่าง มีดนตรีสดเล่นด้วยจนถึงสองทุ่ม เป็นศูนย์อาหารที่มีร้านเยอะประมาณนึง เราก็เลยกินปอเปี๊ยะเผือกของร้าน Miss Saigon และน้ำข้าวบาร์เลย์ของร้านวุ้นกบ ไต้หวัน พบว่าพนักงานร้านวุ้นกบอัธยาศัยดีมาก ประทับใจ

+++

 

งานเล่นดนตรีสดประกอบหนัง animation ฝรั่งเศส 18 เรื่อง น่าสนใจมาก ๆ

https://afthailande.org/en/cultural-events/details/?eventId=2424#/

++++

 

A MOON FOR MY FATHER (2019, Mania Akbari, Douglas White, Iran/UK/Germany) ติดอันดับ 6 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

หนังเรื่องนี้มีฉายอีกทีในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. รอบ 13.40 น.ที่ Doc Club ตึก Cloud 11 นะ

+++

 

พอดูหนังเรื่อง WHITNEY (2025, Katia Lara, Honduras, documentary, A+30) เสร็จ สิ่งที่เราทำก็คือเปิดแผนที่หาที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่นกรุงเตกูซิกาลปาของประเทศฮอนดูรัส, รัฐ Oaxaca ในเม็กซิโก, รัฐ Veracruz ในเม็กซิโก, กรุงเม็กซิโก ซิตี้ และเมือง Tijuana ในรัฐ Baja California ของเม็กซิโก

 

เมื่อวานนี้พอเราได้ดูหนังเรื่อง WHITNEY เราก็เลยไปกิน Tijuana Bowl ในร้าน Easy Health ในตึก Cloud 11 เพื่อเป็นพลีให้แก่หนังเรื่อง WHITNEY ด้วย

 

ในแผนที่ที่เรานำมาลงนี้ มีเมือง Ciudad Juarez ในรัฐ Chihuahua ของเม็กซิโกด้วยนะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังเลสเบียนเรื่อง SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในวันที่ 4 ก.ย.

+++++++

 

TRANSLATING ONE’S OWN (OR THE SYMPTOM TO BE REMEMBERED) (2025, Nicolás Onischuk, Argentina, documentary, 60min, A+30)

 

กรีดร้องอย่างสุดเสียง ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป I WORSHIP THIS FILM

 

นึกว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปะทะกับหนังของ Teeranit Siangsanoh หนักที่สุด ตายแล้วววววววววววว

 

แต่จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังของ Teeranit Siangsanoh อยู่บ้างนะ เพราะถึงแม้หลาย ๆ ช็อต หลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายหนังของ Teeranit แต่เรารู้สึกว่าหลาย ๆ ช็อตในหนังเรื่องนี้มันมี “ความหมาย” กำกับอยู่ด้วยน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Teeranit ที่มันแทบไม่ค่อยมีสัญญะหรือความหมายหรือ message ใด ๆ อยู่ในหนัง

 

คือเราว่าหลาย ๆ ซีนในหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามในการเชื่อมโยงภาพชีวิตในยุคปัจจุบัน เข้ากับภาพชีวิตของคนอเมริกาใต้ในอดีต เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มันก็เลยไม่ให้ความรู้สึก freestyle มากเท่าหนังของ Teeranit แต่แค่นี้ก็ถือว่ากราบตีนอย่างสุดขีดแล้ว

 

Argentina นี่เต็มไปด้วยผู้กำกับหนังที่เราชอบสุดขีดหลายคน อย่างเช่น

 

1. Nicolás Onischuk

 

2. Julián Galay (LOS CRUCES/INTERSECTIONS)

 

3. Lisandro Alonso

 

4. Eduardo Williams

 

5. Lucrecia Martel

 

6. Matías Piñeiro

 

7. Alejo Moguillansky

 

8. Ana Katz (THE WANDERING BRIDE)

 

9. Martín Rejtman

 

10. Albertina Carri (LA RABIA)

 

11. Delfina Castagnino (WHAT I LOVE THE MOST)

 

12. María Luisa Bemberg (CAMILA)

 

13. Iván Wolovik + Nicolás Álvarez (OURS DOESN’T WORK)

 

14. Néstor Mazzini (THE NIGHT WILL PAY)

 

15. Demián Rugna (WHEN EVIL LURKS)

 

ผู้กำกับบางคนในรายชื่อข้างต้น เราได้ดูหนังของเขาเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้นนะ แต่เราก็ขอใส่เข้ามาในลิสท์ไว้ก่อน เพราะเราเชื่อฝีมือของเขา 55555

+++

 

หนังของ Jean-François Richet ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

In my preferential order

 

1. INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) (1995, Jean-François Richet, France, A+30)

เราได้ดูตอนหนังเรื่องนี้มาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

 

2. ASSUALT ON THE PRECINCT 13 (2005, Jean-François Richet, France/USA, A+30)

เราได้ดูในโรงหนังทั่วไป

 

3. PUBLIC ENEMY PART ONE (2008, Jean-François Richet, France, 113min, A+30)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

4. MUTINY (2026, Jean-François Richet, UK/USA, A+30)

เราได้ดูที่โรงหนังเอ็มควอเทียร์

 

5. PLANE (2023, Jean-Francois Richet, UK/USA, A+25)

เราได้ดูที่เอสพลานาด รัชดา

 

6. PUBLIC ENEMY PART TWO (2008, Jean-François Richet, France, 133min)

เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

สรุปว่า เราได้ดูหนังทั้ง 6 เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์หมดเลย

 

อาจจะเรียกได้ว่า ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส” ด้วยกันเองแล้ว เราก็ชอบ Jean-François Richet แค่ในระดับปานกลาง แต่ถ้าหากเทียบกับ “ผู้กำกับหนังแอคชั่น” แล้ว เราก็ถือว่าชอบ Jean-François Richet มากพอสมควร เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น แต่เรากลับจูนติดกับหนังของ Jean-François Richet มาก ๆ

 

มีหนังของ Jean-François Richet อย่างน้อยสองเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนะ ซึ่งก็คือ MUTINY ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และ INNER CITY (ÉTAT DES LIEUX) ที่มีตัวละครพูดถึงประเทศไทย ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

ส่วนหนังของ Jean-François Richet ที่เราอยากดูสุดขีด ก็คือ MA 6-T VA CRACK ER (1997) ที่เคยเข้าฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

Monday, September 07, 2026

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

น่าสนใจ นึกว่าต้องปะทะกับ Joel-Peter Witkin และหนังของ Olivier Smolders

+++

 

MEXICAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2026

 

เจ้าหน้าที่สถานทูตเม็กซิโกคนนึงหล่อมาก 55555

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้แค่ 3 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, 97min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติในเม็กซิโก ซึ่งตรงกับประเด็นที่เราสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึงหนังเม็กซิโกยุคบุกเบิกด้วย โดยเฉพาะหนังเรื่อง THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, 223min, A+30) ซึ่งเคยมาฉายที่โรงลิโด และถือเป็นหนังที่เราชอบอย่างสุดขีดมาก ๆ เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่หนังเรื่อง LA BOLA นี้ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Enrique Rosas และ THE GREY AUTOMOBILE ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในเม็กซิโก

 

เพิ่งรู้จาก LA BOLA ว่า เม็กซิโกมี genre หนังเกี่ยวกับการปฏิวัติด้วย เพราะเราไม่เคยดูหนังใน genre นี้มาก่อนเลย เหมือนหนัง genre นี้แทบไม่เคยได้เข้ามาฉายในไทยเลยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อยากให้มีคนนำหนังเหล่านี้เข้ามาฉายในไทยมาก ๆ

 

ตัวอย่างหนังใน genre นี้

 

1.1 PRISONER 13 (1933, Fernando de Fuentes, 76min)

เกี่ยวกับกลุ่ม Huertistas

 

1.2 GODFATHER MENDOZA (1934, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Zapatistas

 

1.3 LET’S GO WITH PANCHO VILLA (1936, Fernando de Fuentes)

เกี่ยวกับกลุ่ม Villistas

 

1.4 ENAMORADA (1946, Emilio Fernández)

 

1.5 HIDDEN RIVER (1948, Emilio Fernández)

 

2. SE BUSCA (2026, Kenya Marquez, Mexico, A+30)

 

หนังเลสเบียนที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ๆ แต่ประเด็นเรื่องเลสเบียนเป็นประเด็นรองในหนังนะ ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนสาวนักบาสที่สงสัยว่าพ่อแม่ของตัวเองไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง เธอก็เลยออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง

 

3. LUNA NEGRA (2023, Tonatiuh García, Mexico, A+30)

 

หนังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีตัวละครบางตัวเป็นเลสเบียน

 

แล้วในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. หลังจากเราได้ดู SE BUSCA กับ LUNA NEGRA แล้ว เราก็ได้ดูหนังเรื่อง GIRLS LIKE GIRLS (2026, Hayley Kiyoko, A+30) ต่อ มันก็เลยกลายเป็นว่า วันนั้นเราได้ดูหนังเลสเบียน 3 เรื่องควบโดยไม่ได้ตั้งใจ

+++

 

หวังว่าหนังจะยืนโรงนานเป็นเดือนนะ เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่

+++

 

สรุปความชีพจรลงง่ามตีนในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2026

 

1. ดูหนังเรื่อง INVISIBLE PEOPLE (2024, Alisa Berger, France/Germany, about Japan, documentary, A+30) รอบ 12.00 น. ที่ Doc Club ในตึก Cloud 11

 

2. ดูหนังเรื่อง DISTANT SHORES (2025, Thibault Verneret, France, documentary, A+30) รอบ 13.30 น. ที่ Doc Club

 

3. ดูหนังเรื่อง THE CALF DOLL (2026, Ankur Hooda, India, A+30) รอบ 14.45 น. ที่ Doc Club

 

เราขอจัดให้ THE CALF DOLL ไปอยู่ในลิสท์หนัง fiction ของเราเวลาเราจัดอันดับประจำปีนะ คือหนังเรื่องนี้มันมีความ documentary ผสมอยู่ด้วย แต่ถ้าให้เราจัดอันดับหนังของเราเอง เราเอาหนังเรื่องนี้ไปแข่งในสาย fiction แทนแล้วกัน 55555

 

4. นั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่ปากซอยสุขุมวิท 101/1 (ตรงข้ามตึก Cloud 11) ไปซีคอนสแควร์

 

5. ดูหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30) ที่ TCDC Commons ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

6. ดูงานวิดีโอ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang, video installation, around 11min) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

7. ดูนิทรรศการ PINK ISSUE (2026, Wasitpon Tang) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

8. ดูนิทรรศการ CLOUDY AND FRIENDS: HAPPINESS IN THE ISAN COUNTRYSIDE (2026, Tanatip Nachalong) ที่ชั้น 3 ซีคอนสแควร์

 

9. กินอาหารเย็นที่ร้าน Bratbox ซีคอนสแควร์

 

10. อยากไปดูหนังอินเดียเรื่อง MIRZAPUR: THE MOVIE (2026, Gurmmeet Singh, India, 195min) แต่เห็นคนแน่นโรง เราเลยเปลี่ยนใจไปดู ALL WISHES COME TRUE! (2026, Mu Zhengyang, China, animation, A+30) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รอบ 20.30 น. แทน

 

สรุปว่า วันนี้ออกจากอพาร์ทเมนท์แถวราชเทวี ไปดูหนังสารคดี 3 เรื่องแถวปุณณวิถี เสร็จแล้วไปดูหนัง + video installation ที่ซีคอนสแควร์ แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามา Central World เพื่อดูหนังจีน

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ 55555

Saturday, June 20, 2026

FAVORITE QUOTE FROM ARTHUR LAURENTS

 

PARADOX OF PRAXIS 5: SOMETIMES WE DREAM AS WE LIVE & SOMETIMES WE LIVE AS WE DREAM (2013, Francis Alÿs, Mexico, 8 min, A+30)

 

หนังสวยมาก ๆ

 

หนังถ่ายเมือง Ciudad Juarez ของเม็กซิโกในยุคปัจจุบัน แต่ผลที่ออกมามันดูเหมือนโลกหลัง apocalypse มาก ๆ

 

ชอบส้นสูงของกะหรี่สาวในหนังเรื่องนี้

++++

 

ชอบ quote นี้ของ Arthur Laurents ในหนังเรื่อง THE CELLULOID CLOSET (1995, Rob Epstein + Jeffrey Friedman, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะมันตรงกับแนวคิดของเราจริง ๆ

 

“They hope they will see what they wanna see. That’s why nobody really sees the same movie.”

 

เพราะเราก็มองว่า ถึงแม้คนหลาย ๆ คนจะดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่พอหนังแต่ละเรื่องตกกระทบดวงตา+ประสาทของผู้ชมแต่ละคน หนังเรื่องนั้น ๆ ก็จะกลายเป็น “หนังที่แตกต่างไปจากตัวหนังบนจอภาพยนตร์” ในทันที เพราะผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก และพอหนังแต่ละเรื่องทำปฏิกิริยากับผู้ชมแต่ละคนที่แตกต่างกัน มันก็จะกลายเป็นหนังที่แตกต่างกันไปเมื่อมันเข้าไปอยู่ในหัวของผู้ชมเหล่านั้น

 

หรือแม้แต่ตัวเราเองตอนที่ดูหนังเรื่องเดียวกันในเวลาที่แตกต่างกัน หนังเรื่องนั้น ๆ มันก็คือหนังเรื่องเดิมที่เหมือนไม่ใช่เรื่องเดิม เพราะตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วตามกาลเวลา

 

นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองตอนดูโปรแกรมฉายหนัง BRUCE BAILLIE RETROSPECTIVE ในงาน The Second Bangkok Experimental Film Festival ในกรุงเทพ เราดูโปรแกรม Bruce Baillie Retrospective รอบแรกในวันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค. 1999 ดูเสร็จแล้วก็ชอบมาก แต่เหมือนเรายัง “ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว” เราชอบเพราะเรา admire ที่เขาสร้างหนังทดลองแบบนี้ออกมา

 

แต่พอเราได้ดู Bruce Baillie Retrospective รอบสองในวันพฤหัสบดีที่ 16 ธ.ค. 1999 ซึ่งห่างจากรอบแรกเพียงแค่ 4 วัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ดูหนังชุดเดิมเรื่องเดิมอีกต่อไป เพราะคราวนี้เราเหมือนจูน wavelength ให้เข้ากับหนังชุดนี้ได้อย่างรุนแรงโดยอัตโนมัติ การดูรอบสองมันเลยรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยความสุขอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เหมือนเราได้ค้นพบจุดกระสันต์จุดใหม่ในหัวสมองของเราที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน

 

เราได้ดูหนังของ Bruce Baillie เรื่องเดียวกันในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 แต่มันก็เหมือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะตัวเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 มันแตกต่างจากตัวเราในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 และมันส่งผลให้ความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังชุดนี้แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

 

ถ้าหนังของ Bruce Baillie ที่อยู่ในหัวสมองของเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 ยัง “แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า “หนังเรื่องเดียวกันที่อยู่ในหัวสมองของคนอื่น ๆ” จะแตกต่างจากหนังเรื่องนั้น ๆ ในหัวสมองของเราได้อย่างรุนแรงขนาดไหน

+++

 

SANCTUARY (2025, Songdej Thipthong, video installation, 2min)

 

Wednesday, May 27, 2026

LAILA'S BIRTHDAY

 

จริง ๆ แล้วหนังของ Pasolini ที่อยากดูซ้ำรอบสองมาก ๆ ก็คือ NOTES TOWARDS AN AFRICAN ORESTES (1970, Pier Paolo Pasolini, Italy)

+++

 

เพิ่งรู้ว่า MINOTAUR (2026, Andrey Zvyagintsev, Russia) เป็นรีเมคของ Claude Chabrol ซึ่งน่าจะถือเป็นการรีเมคครั้งที่ 4 แล้วของหนังเรื่องนี้

 

เราชอบ THE UNFAITHFUL WIFE (1969, Claude Chabrol) และ UNFAITHFUL (2002, Adrian Lyne) มาก ๆ แต่เรายังไม่เคยดูเวอร์ชั่นรีเมคอีก 2 เวอร์ชั่นนะ ซึ่งก็คือ IN THE NAME OF LOVE (1995, Maryo J. de los Reyes, Philippines) และ  MURDER (2004, Anurag Basu, India)

 

ภาพจาก THE UNFAITHFUL WIFE

+++

 

A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION เลือน:ย้ายรัง (2026, Weerapat Sakolvaree, video installation, approximately 30mins, A+30)

 

มันอยู่ในจักรวาลเดียวกันกับหนังเรื่อง OBLIVION: THE ORIGINAL TEXTS เลือน: บทประพันธ์ดั้งเดิม (2024, บุรินทร์ เจ้าปลาบู่ทอง, 34min, A+30) ใช่ไหม เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนตัวละครหลักเป็นนก โดยมีการพาดพิงถึงตัวละครปลาบู่ทองด้วย 555

 

เหมือนหนังเรื่องนี้จะมีพาดพิงถึงวิกฤติร.ศ. 112 ด้วยนะ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

จริง ๆ แล้วหนัง 4 เรื่องนี้ ทั้ง A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION, OBLIVION: THE ORIGINAL TEXTS, NOSTALGIA (2022, Weerapat Sakolvaree) และ THE ETERNAL LABYRINTH (2022, Weerapat Sakolvaree, 30min) นี่มันเหมือนเป็น jigsaw ทางประวัติศาสตร์เลยนะ เหมือนหนังแต่ละเรื่องคือ jigsaw แต่ละชิ้น ที่พอเอามารวมกันก็จะยิ่งเห็นประวัติศาสตร์ชัดขึ้น

 

ดูในนิทรรศการ SPACING THE INHERENT ที่ Art4C ART CENTRE ซึ่งมีงานวิดีโอราว 7 ชิ้น

+++

 

ไตเติลละคร นาคี (1988, So Asanajinda, A+30)

 

ชอบนิยายของตรี อภิรุมหลาย ๆ เรื่องอย่างสุดขีดมาก และก็ชอบละคร นาคี เวอร์ชั่นนี้ด้วย (เราเคยดูแค่เวอร์ชั่นนี้เวอร์ชั่นเดียว)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1647175649892402

++++

 

ใครสนใจ Valeska Grisebach ที่กลับมาดังเปรี้ยงอีกครั้งในคานส์ปีนี้ ก็ดูหนังเรื่อง LONGING (2006, Valeska Grisebach, Germany, A+30) ได้ฟรีในเว็บไซต์ Goethe on Demand นะ

 

เหมือน Valeska Grisebach จะอยู่ในรุ่นเดียวกับ Maren Ade (TONI ERDMANN), Angela Schanelec (AFTERNOON) และ Maria Speth (THE DAYS BETWEEN) แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังของ Maria Speth เลย

+++

 

LAILA’S BIRTHDAY (2008, Rashid Masharawi, Palestine, 71min, A+30)

 

หนึ่งวันพันเหตุการณ์ของจริง เพราะนี่คือหนึ่งวันของชีวิตคนขับแท็กซี่ในปาเลสไตน์ แทบเป็นบ้า

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ฟรีออนไลน์ในเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute แต่เหมือนมันจะหมดเขตในอีก 1-2 วันนะ

 

Favorite Actor: Mohammad Bakri in LAILA’S BIRTHDAY (2008, Rashid Masharawi, Palestine, 71min, A+30)

+++

 

ลองซื้อ Mexicana Omelette มากิน เพื่อเป็นพลีแด่ Arturo Ripstein, Jaime Humberto Hermosillo, María Novaro, Carlos Reygadas, Julio Hernández Cordón

+++

TWILIGHT PORTRAIT (2011, Angelina Nikonova, Russia, A+30)

ดูทางดีวีดีที่เคยซื้อไว้นานแล้ว

+++

 

คราวนี้เทศกาลหนังจีนเลี่ยงไม่จัดชนกับ Taiwan Documentary Film Festival แต่มาจัดชนกับเทศกาลหนังเกย์ TILFF แทน

+++

 

ปอบผีฟ้า (1975, TV series, A+30) ถือเป็นอะไรที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเรา คือน่ากลัวสุดขีดตั้งแต่ไตเติลเปิดเรื่องแล้ว ที่เป็นกลุ่มผู้หญิงรำ ๆ ผีฟ้าเอย

 

ฉากที่ติดตามาก ๆ มานานกว่า 40 ปี คือฉากที่กล้องแทนสายตาของ “ปอบ” ในตอนกลางวันแสก ๆ เป็นกล้องเคลื่อนมาจากระยะไกล แล้วค่อย ๆ ซูมเข้าไปใกล้เปลเด็กใต้ถุนบ้านหลังนึง ที่มีเด็กทารกนอนอยู่ เหมือนปอบจ้องจะกินเด็กทารกคนนั้น แล้วละครตอนนั้นก็จบลง ต้องรอลุ้นตอนต่อไปว่าเด็กจะถูกกินหรือไม่

 

อีกฉากที่ติดตามาก ๆ มานานกว่า 40 ปี คือตอนที่เด็กอายุราว ๆ 10 ขวบได้มั้งเหมือนเดิน ๆ อยู่ในโบราณสถานแห่งนึงตอนกลางวันแสก ๆ แล้วเจอปอบจะจับกิน แล้วก็มีลูกสมุนผีฟ้าโผล่มาห้ามไว้ บอกว่าเด็กคนนี้อยู่ในความอารักขาของผีฟ้า หรืออะไรทำนองนี้ อีปอบห้ามกินเด็กคนนี้

 

แน่นอนว่าอันนี้คือความทรงจำจากเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนะ ก็ไม่รู้ว่าเราจำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ บ้างหรือเปล่า

 

ส่วนผีจาก “ภาพยนตร์ไทย” ที่เรากลัวมากที่สุด น่าจะเป็น ผีหัวขาด (1980, Withit Utsahajit วิธิต อุตสาหจิต) ที่เราเคยเห็นทางทีวีตอนเด็ก ๆ  แต่เราไม่น่าจะเคยดูหนังเรื่องนี้เต็ม ๆ เรื่องนะ แต่ตอนเด็ก ๆ เราเห็นหนังเรื่องนี้มาฉายทางทีวีแล้วเรากลัวมาก ๆ

++++

 

MY NAME IS JOE (1998, Ken Loach, UK) is one of my most favorite ROMANTIC films of all time เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

++++

 

ตอนเด็ก ๆ เมื่อราว 40 กว่าปีก่อน เราเคยได้ยินเพื่อน ๆ ในโรงเรียนประถมชอบพูดประโยคซ้ำ ๆ ว่า “เฮม่า มาลินี หัวใจเธอเท่ากาละมัง” ซึ่งพอเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ เราก็สงสัยว่า เพื่อนของเราในโรงเรียนประถม แต่งประโยคนี้ขึ้นมาเอง หรือว่าเขาจำมาจากโฆษณาหนังอะไรสักเรื่องของเฮม่า มาลินี มีใครเคยได้ยินประโยคโฆษณานี้มาก่อนไหมคะ ถ้ามีคนอื่น ๆ เคยได้ยิน ก็แสดงว่าเพื่อนของเราจำประโยคนี้มาจากโฆษณาภาพยนตร์ เขาไม่ได้แต่งมันขึ้นมาเอง

+++

 

เมื่อราว 2-3 ปีก่อนคุณเต้ ไกรวุฒิ เคยเขียนว่า เพื่อนของเขาทำวิจัยเรื่องการใช้ blue eyeshadow ในประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ด เพราะฉะนั้นพอเราได้ดู SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy, second viewing, A+30) ในโรงภาพยนตร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราก็เลยนึกถึงสิ่งที่คุณเต้เคยเขียนไว้ เพราะเราพบว่าตัวละครในรูปนี้ใน SALO ใช้ eyeshadow หนักมาก แต่สีที่เธอใช้เหมือนเป็นสี light sea green มั้ง คือไม่ใช่สีฟ้าซะทีเดียว แต่เป็นสีฟ้าอมเขียว สีเขียวอมฟ้า อะไรทำนองนั้น อย่างไรก็ดี การใช้ eyeshadow ของเธอมันหนักจริง ๆ

 

พอเราลอง google ดู ก็พบว่า มีคนเขียนบทความเรื่อง blue eyeshadow ในภาพยนตร์ด้วย เป็นบทความที่เขียนโดย Isabelle Truman ลงในเว็บไซต์ DAZED ในปี 2023 ดีงามมาก ๆ เป็นบทความที่พูดถึงการใช้ blue eyeshadow ในภาพยนตร์หลายๆ  เรื่อง อย่างเช่น

 

1. CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz)

2. A WOMAN IS A WOMAN (1961, Jean-Luc Godard, France)

3. PINK FLAMINGOS (1972, John Waters)

4. CABARET (1972, Bob Fosse)

5. CLEOPATRA JONES AND THE CASINO OF GOLD (1975, Charles Bail, Hong Kong/USA)

6. BLUE VELVET (1986, David Lynch)

7. HACKERS (1995, Iain Softley, USA)

8. JACKIE BROWN (1997, Quentin Tarantino)

9. BUFFALO ’66 (1998, Vincent Gallo)

10. VELVET GOLDMINE (1998, Todd Haynes)

11. THE LOVE WITCH (2016, Anna Biller)

12. X (2022, Ti West)

 

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนประทับใจการใช้ eyeshadow ในหนังเรื่องอื่น ๆ ก็แนะนำมาได้นะคะ

 

บทความใน DAZED

https://www.dazeddigital.com/beauty/article/57992/1/from-blue-velvet-to-buffalo-66-how-blue-eye-shadow-conquered-cult-film

+++

 

เรากับเพื่อน ๆ เคยดูหนังเรื่องนี้ JAMON JAMON ทางวิดีโอเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน แล้วเรายังคงจำประโยคที่เพื่อนพูดได้ไม่มีวันลืม ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 30 กว่าปีแล้ว เพราะเพื่อนของเราพูดว่า “หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้เป็นญาติกัน”

 

Thursday, March 16, 2023

MIDNIGHT FAMILY (2019, Luke Lorentzen, Mexico, documentary, A+30)

 

MIDNIGHT FAMILY (2019, Luke Lorentzen, Mexico, documentary, A+30)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับรถพยาบาลเอกชนในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ หนักมาก ๆ หนังเปิดฉายให้ดูฟรีที่ https://www.lecinemaclub.com/now-showing/midnight-family/

จนถึงราว ๆ เที่ยงวันของวันศุกร์ที่ 17 มี.ค.นะ

Saturday, December 15, 2018

ROMA


ROMA (2018, Alfonso Cuarón, Mexico, A+30)

1.พอดู ROMA แล้วก็อยากให้มีคน remake ละครทีวีเรื่อง “ขบวนการคนใช้” (1977, ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์, อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) มาเป็นหนังอีกครั้ง โดยเปลี่ยนเนื้อเรื่องใหม่หมด โดยให้นางเอกเป็นสาวใช้ที่มาจากหมู่บ้านในต่างจังหวัดที่มี “ลูกเสือชาวบ้าน” และเธอก็มาทำงานเป็นคนใช้ในกรุงเทพในช่วงปี 2519

2.ชอบการออกแบบซีนต่างๆในหนังมาก ตั้งแต่ซีนแรกก็กราบตีนแล้ว ที่ถ่ายพื้นห้อง, น้ำล้าง และเงาสะท้อนของเครื่องบิน ชอบ tracking shots ในหนังด้วย

3.รู้สึกว่าหนังมันงดงามมาก แต่เอาจริงๆแล้วเราก็ไม่ได้อินกับหนังนะ 555 ซึ่งแตกต่างจากหนัง “คนใช้-เจ้านาย” ของลาตินอเมริกาเรื่องอื่นๆอย่าง GENTE DE BIEN (2014, Franco Lolli, Colombia) และ LIVE-IN MAID (2004, Jorge Gaggero, Argentina) ที่เราจะอินกับมันอย่างรุนแรง และเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่อินกับ ROMA หรือว่าเป็นเพราะนางเอกของ ROMA มันเป็นคนที่มี character ไม่เหมือนเรา

4.เหมือนดู ROMA จบแล้ว ความรู้สึกที่เราได้รับไม่ใช่ “ชีวิตคนจนช่างยากลำบากเสียจริงๆ ชีวิตสาวใช้ช่างยากลำบากเสียจริงๆ ต้องอดทนจริงๆ” แบบที่เราคาดหวังไว้ในตอนแรกน่ะ แต่ความรู้สึกที่เราได้รับในตอนจบก็คือ “ครอบครัวของนายจ้างนี่ช่างดีเลิศประเสริฐศรีเสียจริงๆ ผิดคาดมากๆ สาวใช้ตั้งท้องก็ไม่ไล่ออก แต่ยังช่วยพาไปฝากครรภ์กับคุณหมอดีๆ แถมนายจ้างยังฝ่าอันตรายไปช่วยซื้อเปลเลี้ยงลูกให้สาวใช้อีก เด็กๆในหนังก็ไม่ใช่เด็กเลว” คือดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราไม่ได้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่นำเสนอชีวิตสาวใช้ในแบบที่โดนใจเรามากที่สุด (หนังเรื่องไหนล่ะ จะมาแข่งกับ LA CEREMONIE ได้ในจุดนี้) แต่อาจจะยกให้หนังเรื่องนี้เป็น “หนังที่นำเสนอกลุ่มตัวละครนายจ้างที่ดีเลิศประเสริฐศรีมากที่สุดเท่าที่เราเคยดูมา” 555

5.ที่แท้ GRAVITY (2013, Alfonso Cuarón) มันก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก MAROONED (1969, John Sturges) นี่เอง

6.ตอนนี้อยากดู RED DAWN (1989, Jorge Fons, Mexico) มากๆ เพราะ RED DAWN สร้างจากเหตุการณ์จริงที่ทหารฆ่านักศึกษาจำนวนหลายร้อยคนในเม็กซิโกในวันที่ 2 ต.ค. 1968


Monday, March 28, 2016

Film Wish List: ASH WEDNESDAY (1958, Roberto Gavaldón, Mexico)

Film Wish List: ASH WEDNESDAY (1958, Roberto Gavaldón, Mexico)

ไม่เคยได้ยินชื่อของ Roberto Gavaldón มาก่อนเลย แต่เหมือนที่ออสเตรเลียจะมีการจัดงาน retrospective ผลงานของเขา เราก็เลยลองค้นข้อมูลของเขาดู แล้วก็ตกใจมาก เพราะเขาเคยเข้าชิงปาล์มทองที่คานส์ถึง 4 ครั้ง, เข้าชิงสิงโตทองคำที่เวนิซถึง 4 ครั้ง และเข้าชิงหมีทองคำที่เบอร์ลิน 2 ครั้ง เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้กำกับแถวหน้าของโลกคนนึงเลยทีเดียว แต่ดูเหมือนเขากลับถูกหลงลืมไปเสียแล้ว


ส่วน  ASH WEDNESDAY นี้เป็น “หนังผู้หญิง” แบบที่เคยได้รับความนิยมกันมากในฮอลลีวู้ดในทศวรรษ 1940 และเป็นหนังแบบที่มักนำแสดงโดย Joan Crawford หรือ Lana Turner แต่เนื่องจากหนังเรื่องนี้เป็นหนังเม็กซิโก หนังก็เลยนำแสดงโดย Maria Félix แทน โดย Maria Félix คนนี้เป็นดาราที่เราชื่นชอบเป็นอย่างมากจากบทบาทการแสดงของเธอในหนังเรื่อง FEVER MOUNTS AT EL PAO (1959, Luis Bunuel, A+30) เราว่าเธอมีส่วนคล้าย Maria Casares (ORPHEUS)

Tuesday, March 08, 2016

KINGS OF NOWHERE (2015, Betzabé Garcia, Mexico, documentary, A+30)

KINGS OF NOWHERE (2015, Betzabé Garcia, Mexico, documentary, A+30)



ดูแล้วนึกถึง LOST RIVER (2014, Ryan Gosling) + BEFORE THE FLOOD (2005, Li Yifan + Yan Yu, China, documentary, 150min) + ALEXEI AND THE SPRING (2002, Motohashi Seiichi, documentary) เพราะหนัง 3 เรื่องนี้ก็พูดถึงเมืองร้างเหมือนกัน โดยในกรณีของ LOST RIVER กับ BEFORE THE FLOOD นั้นมีความคล้ายคลึงกับ KINGS OF NOWHERE ในแง่ที่ว่า มันพูดถึงความเกี่ยวข้องกับเขื่อนเหมือนกันด้วย 

ส่วนเมืองใน ALEXEI AND THE SPRING นั้นจริงๆแล้วไม่ใช่เมืองร้าง เพราะเป็นเมืองในชนบทของเบลารุสที่ยังคงมีประชากรอยู่กันหลายสิบคน แต่มีแต่คนแก่ ในขณะที่คนหนุ่มสาว+เด็กๆย้ายไปอยู่เมืองใหญ่กันหมด โดยในเมืองมีคนหนุ่มเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น และเมืองนี้ก็ตั้งอยู่ใกล้กับเชอร์โนบิลด้วย

เราว่า KINGS OF NOWHERE มีความใกล้เคียงกับ ALEXEI AND THE SPRING มากที่สุดในแง่การถ่ายทอดชีวิตประจำวันของคนในหมู่บ้านออกมาได้ดีมากๆ และถ่ายทอดบรรยากาศ “สงบ สงัด” ของหมู่บ้านออกมาได้อย่างดีสุดๆ เราชอบที่ KINGS OF NOWHERE จับสังเกตกิจวัตรประจำวันของคนในหมู่บ้านไปเรื่อยๆโดยไม่เร่งรีบ ไม่เน้นยัดเยียดข้อมูลให้ผู้ชม แต่ปล่อยให้ผู้ชมซึมซับบรรยากาศวังเวงของหมู่บ้านไปเรื่อยๆ และซึมซับจังหวะชีวิตของคนในหมู่บ้านไปด้วย

เราว่าการถ่ายภาพใน KINGS OF NOWHERE มันงดงามมากๆเลยด้วยในบางฉาก คือบางฉากมันถ่ายแสงไฟนีออนของท้องถนนยามค่ำคืนในหมู่บ้านที่เหลือประชากรเพียงแค่3 ครอบครัวเท่านั้น แต่มันดูแล้วงดงามมากๆในแบบที่เราก็อธิบายได้ยากเหมือนกัน คือมันกระทบใจเราในระดับที่ลึกกว่าการถ่ายภาพสวยๆในหนังอย่าง THE REVENANT (2015, Alejandro Gonzalez Inarritu) น่ะ คือจริงๆแล้วเราชอบการถ่ายภาพธรรมชาติใน THE REVENANT มากๆเลยนะ มันงดงามมากๆสำหรับเรา และมันกระทบความรู้สึกเรามากๆเลยด้วย แต่พอมาเจอ “การถ่ายภาพบรรยากาศในโรงแรม” ในหนังอย่าง HOTEL MONTEREY (1972, Chantal Akerman) และการถ่ายภาพหมู่บ้านร้างใน KINGS OF NOWHERE เราก็เข้าใจคำว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” จริงๆ คือมันดูสวยแบบไม่ประดิดประดอย แต่มันดูมี “วิญญาณ” มากๆ โดยวิญญาณในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผีนะ แต่มันเหมือนกับว่าการถ่ายภาพใน HOTEL MONTEREY กับ KINGS OF NOWHERE มันสามารถทำให้วัตถุสิ่งของตึกรามบ้านช่องท้องถนนแสงไฟ ดูมี “พลังงานชีวิต” บางอย่างในแบบที่อธิบายได้ยาก

Thursday, May 08, 2014

Favorite Actress: Maria Félix – REPUBLIC OF SIN (FEVER MOUNTS AT EL PAO) (1959, Luis Buñuel, A+30)

 
Favorite Actress: Maria Félix – REPUBLIC OF SIN (FEVER MOUNTS AT EL PAO) (1959, Luis Buñuel, A+30)
 
Maria Félix สวยสง่าอารัมภีร์มากๆ ถ้าเราเป็นผู้กำกับหนังในยุคนั้น เราอยากจับเธอมาปะทะกับ Maria Casarès และ Anouk Aimee ที่สวยสง่าเหมือนๆกัน
 
SPOILERS ALERT
 
 
 
 
REPUBLIC OF SIN ติดอันดับหนึ่งในหนังที่เราชื่นชอบที่สุดในปีนี้อย่างแน่นอน มันเป็นหนึ่งในหนังการเมืองที่เราชื่นชอบที่สุดในชีวิตด้วย แต่ไม่ใช่เพราะว่ามันพูดถึงการเมืองได้อย่างแหลมคมหรือเจาะลึกแต่อย่างใด มันพูดถึงการเมืองในระดับค่อนข้างผิวเผินถ้าหากเทียบกับหนังบางเรื่อง แต่มันมีองค์ประกอบอื่นๆที่เราชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ อย่างเช่น
 
1.ความสิ้นหวังไร้ทางออกของสถานการณ์ในเรื่อง ความสิ้นหวังของหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนังของ Robert Bresson และ Michael Haneke เลยทีเดียว
 
2.แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้อาจจะติดอันดับหนึ่งในหนังที่เราชอบที่สุดในปีนี้คือตอนจบของมัน มันมีตอนจบที่แผดเผาจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก ใครจะนึกล่ะว่าดูหนังหลุยส์ บุนเยลแล้วเราอยากจะร้องไห้ แต่เราไม่ได้ร้องไห้นะ เพราะถึงแม้ตอนจบของหนังมันจะสะเทือนใจเราอย่างรุนแรงสุดๆ แต่บุนเยลไม่มีความพยายามที่จะสร้างความซาบซึ้งหรือเร้าอารมณ์เราในจุดนั้นเลย คือถ้าหากเป็นผู้กำกับคนอื่นๆ เขาคง exploit อารมณ์คนดูอย่างรุนแรงในช่วงท้ายไปแล้ว หรือพยายามทำให้ตัวละครดูเป็นวีรบุรุษไปแล้ว แต่บุนเยลไม่พยายามทำเช่นนั้นเลย เขานำเสนอการตัดสินใจของตัวละครให้คนดูได้เห็นโดยไม่เร้าอารมณ์คนดู เราก็เลยไม่ร้องไห้ แต่เรากลับคิดถึงตอนจบของหนังเรื่องนี้บ่อยครั้งมาก และมันแผดเผาจิตใจเราอย่างรุนแรงมากๆ
 
จริงๆแล้วผลกระทบที่ตอนจบของหนังเรื่องนี้มีต่อเรา อาจจะไม่ใช่สิ่งที่บุนเยลตั้งใจก็ได้ แต่เราชอบการตัดสินใจของตัวละครในตอนจบอย่างรุนแรงมากๆ เรารู้สึกเข้าใจตัวละครมากๆ และเราก็ดีใจมากๆที่มีหนังที่นำเสนอตัวละครอย่างนี้ ตัวละครที่เป็น “กึ่งคนดี กึ่งคนขี้ขลาด” เป็นคนที่ประนีประนอมในทางการเมืองมาตลอดชีวิต แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เขาก็เลือกที่จะพลีชีพหรือฆ่าตัวตาย ดีกว่าที่จะทนมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองบางอย่างอีกต่อไป เขายินดีตาย เพราะมันมีแรงผลักดันบางอย่างในใจเขา เขายินดีตาย ทั้งๆที่มันเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล หลายๆคนคงมองว่าเขาโง่มากๆ หลายๆคนคงไม่เข้าใจเขา แต่เราชอบตัวละครที่ทำอะไรที่ “คนอื่นๆมองว่าไร้เหตุผล” แบบนี้นี่แหละ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจมนุษย์ที่มันดูเหมือนจะอยู่นอกเหนือเหตุผล และมันก็ยากที่จะอธิบายได้ และก็มีหนังบางเรื่องเท่านั้นที่นำเสนอจุดนี้ออกมาได้อย่างดีมากๆ
 
เราชอบมากๆด้วยที่บุนเยลไม่ได้นำเสนอตัวละครที่พลีชีพเพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองในแบบเชิดชูหรือยกย่องเป็นวีรบุรุษ และก็ไม่ได้นำเสนอตัวละครตัวนี้อย่างดูถูกเหยียดหยามด้วย ทั้งๆที่เขาทำในสิ่งที่ดูเหมือนไร้เหตุผล มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ treat ตัวละครตัวนี้เป็นเพียงมนุษย์คนนึงเท่านั้นเอง
 
 

Tuesday, April 15, 2014

Films seen in the Mexican Film Festival 2014

 
Films seen in the Mexican Film Festival 2014
 
1.NAZARIN (1959, Luis Buñuel, A+30)
I want to screen this film together with AU HASARD, BALTHAZAR (1966, Robert Bresson) and THE GOSPEL ACCORDING TO ST MATTHEW (1964, Pier Paolo Pasolini).
 
2.MEXICAN BUS RIDE (ASCENT TO HEAVEN) (1952, Luis Buñuel, A+20)
I like the scene in which a middle-class little girl wants to look at the face of the dead poor little girl who died suddenly because of a snake bite. This scene seems irrelevant to the main story of the film, but it is strangely touching.
 
3.THE GREAT MADCAP (1949, Luis Buñuel, A+15)
I like romantic relationship between the rich woman and the poor man very much.
 
4.ILLUSION TRAVELS BY STREETCAR (1954, Luis Buñuel, A+10)
 
5.DAUGHTER OF DECEIT (1951, Luis Buñuel, A+5)
I like how a good man can turn completely bad in this film.
 
 
LUIS BUÑUEL’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER
 
1.THE PHANTOM OF LIBERTY (1974)
 
2.BELLE DE JOUR (1967)
 
3.THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972)
 
4.REPUBLIC OF SIN (FEVER MOUNTS AT EL PAO) (1959)
 
5.NAZARIN (1959, Luis Buñuel, A+30)
 
6.LAND WITHOUT BREAD (1933)
 
7.THE MILKY WAY (1968)
 
8.UN CHIEN ANDALOU (1928)
 
9.MEXICAN BUS RIDE (ASCENT TO HEAVEN) (1952, Luis Buñuel, A+20)
 
10.THE GREAT MADCAP (1949, Luis Buñuel, A+15)
 
11.ILLUSION TRAVELS BY STREETCAR (1954, Luis Buñuel, A+10)
 
12.DAUGHTER OF DECEIT (1951, Luis Buñuel, A+5)
 
13.THE DIARY OF A CHAMBERMAID (1964)
 
14.THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE (1977)
 

Wednesday, July 06, 2011

30 DAY CINEPHILE CHALLENGE -- DAY 10

Day 10: Favorite Latin American filmmaker of all time – Arturo Ripstein (Mexico). I like his HELL WITHOUT LIMITS (1978), DIVINE (1998), NO ONE WRITES TO THE COLONEL (1999), SUCH IS LIFE (2000), and THE RUINATION OF MEN (2001).
http://www.facebook.com/pages/30-Day-Cinephile-Challenge/184987868220596




Friday, December 19, 2008

RELIGION, MEXICO, PHILIPPINES

This is my reply in Twilight Virus’ blog:
http://twilightvirus.blogspot.com/2008/11/andrey-tarkovsky.html

ขอโทษทีที่มาตอบช้าไปหน่อย สำหรับประเด็นที่ว่าคนฟิลิปปินส์นับถือคริสต์กันเยอะนั้น มันไม่ได้ทำให้เรานึกถึงหนังของ TARKOVSKY แต่มันทำให้เรานึกถึงหนังเม็กซิโก เพราะมันดูเฮี้ยนๆในแบบที่คล้ายกัน เราคิดว่ามันเป็นเพราะคนฟิลิปปินส์กับเม็กซิโกเคยนับถือผีสางแม่นางโกงมาก่อน และต่อมาก็รับคาทอลิกมาจากสเปน โดยที่ความเชื่อถือในผีสางแม่นางโกงยังไม่หายไป ทั้งสองความเชื่อนี้ก็เลยผสมผสานกันออกมาเป็นอะไรที่พิลึกพิลั่นพอสมควรทั้งในฟิลิปปินส์และเม็กซิโก

Films which have interesting religious/spiritual/supernatural issues from Mexico and Philippines:

MEXICO

1.BATTLE IN HEAVEN (2005, Carlos Reygadas, A+)
2.ERENDIRA (1983, Ruy Guerra, A)
3.EL EVANGELIO DE LAS MARAVILLAS (1998, Arturo Ripstein, A+++++++++++++++)
4.ROGERIO (2000, Guillermo Arriaga, A)
5.SANTA SANGRE (1989, Alejandro Jodorowsky, A+++++)

PHILIPPINES

1.HEREMIAS (2006, Lav Diaz, A+++++++++++++++)
2.SANTA SANTITA (2004, Laurice Guillen, A-/B+)
3.A SHORT FILM ABOUT THE INDIO NACIONAL (2006, Raya Martin, A+++++)
4.TULI (2005, Auraeus Solito, A+/A)

Heremias น่าสนใจดีตรงที่ว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงตำนานความเชื่อของชาวบ้าน ที่เชื่อว่าในอดีตกาลเคยมีหญิงสาวคนหนึ่งในป่าที่ถูกฉุดหายไป เดาว่าเธอคงถูกข่มขืนแล้วฆ่าตาย แล้วเธอก็ “กลับชาติมาเกิดใหม่” เป็นกิ้งก่าและกลับมาหาครอบครัวของเธอ ซึ่งความเชื่อนี้ไม่น่าจะเป็นของคาทอลิก แต่คงมาจากการนับถือผีในสมัยโบราณ

อย่างไรก็ดี ตัวพระเอกของเรื่องนี้ซึ่งอาศัยอยู่ในยุคปัจจุบัน เขาบังเอิญได้ล่วงรู้แผนการของวัยรุ่นหนุ่มกลุ่มนึงที่เป็นลูกของผู้มีอิทธิพล วัยรุ่นกลุ่มนี้วางแผนจะฉุดหญิงสาวคนนึงมาข่มขืนแล้วฆ่าตาย พระเอกก็เลยพยายามไปขอความช่วยเหลือจากทั้งตำรวจและบาทหลวงให้มาช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้ แต่ทั้งตำรวจและบาทหลวงก็ไม่ยอมช่วยเหลือ เพราะเกรงกลัวผู้มีอิทธิพล ในที่สุดพระเอกของเรื่องก็เลยวิงวอนต่อ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งอาจจะเป็นพระเจ้าหรือไม่ เราก็จำไม่ได้เหมือนกัน โดยพระเอกวิงวอนว่าจะบำเพ็ญเพียรที่ยากลำบากอะไรสักอย่าง เพื่อแลกกับการให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือหญิงสาวคนนี้ แล้วหนังเรื่อง HEREMIAS ภาคแรกก็จบลงที่ตรงนี้ โดยที่เราไม่รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือไม่ และหญิงสาวคนนี้ (ซึ่งเราไม่เห็นตัวเธอเลย) จะอยู่หรือจะตาย เราคงต้องติดตามดูภาคสองกันต่อไป

HEREMIAS เป็นหนังที่ไม่มีอภินิหารเกิดขึ้นในเรื่อง แต่เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันให้ความรู้สึกที่ spiritual มากๆ แต่เป็นความรู้สึก spiritual ในแบบโหดร้าย เพราะมันไม่ได้ยืนยันต่อเราว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดีงาม” มีจริงแต่อย่างใด แต่โลกอาจจะถูกครอบงำด้วยอำนาจ (ศักดิ์สิทธิ์) ที่ชั่วร้ายหรือโหดร้ายเสียมากกว่า

Tuesday, April 01, 2008

JOHN'S LIST OF MEXICAN FILMS

John left a comment in my wordpress blog about some interesting Mexican films which I have never heard of. So I think I should try to find some information about the films in John’s list.

http://celinejulie.wordpress.com/2007/12/09/favorite-mexican-films/#comment-2922


1.REED: INSURGENT MEXICO (1973, Paul Leduc)
http://ecx.images-amazon.com/images/I/51CTTY8GTAL._SS500_.jpg

This is a comment on REED by Mike in http://www.amazon.com/gp/product/630359400X/imdb-adbox/

“This film is earnest, honest, and quite moving and many of its images tend to linger in the mind. The slow, labored progress of a wagon wheel representing the peasants’ own journey; the dusty desolation of a churchyard cemetery after the chaos of battle; an errant box of dynamite falling off of a wagon but not breaking. True to history and an aesthetic of justice and liberty, Leduc's film makes us understand the power of passionate journalism to change the world for the better.”


2.CANOA (1976, Felipe Cazals)

Somehow the synopsis of this film reminds me of the Bangkok Massacre in 1976. What is sad is that while the true event in CANOA happened in a rural area in Mexico, the true event here happened in the capital of Thailand.

http://ecx.images-amazon.com/images/I/516J9EBEB3L._SS500_.jpg

Synopsis from
http://www.amazon.com/gp/product/B00008H2HZ/imdb-adbox/

“Canoa is a compelling story based on the actual event that occurred on September 14th 1968 in the mountainous town of San Miguel de Canoa. A group of employees from Puebla University set out on a hiking excursion to a nearby mountain. Mistaken for radical communist agitators by a domineering local priest, a mob of townspeople are incited to riot, resulting in the brutal murders of several of the young men.”


You can read more about this film from:
http://arbogastonfilm.blogspot.com/2007/11/god-on-high.html


3.THE BRICKLAYERS (1976, Jorge Fons)
http://www.filmforum.org/films/cinemexico.html

“When a worker is found murdered on the construction side, the investigation swiftly turns from things criminal to the political circumstances surrounding the building itself.”


4.THE DEVIL AND THE LADY (1983, Ariel Zuniga)

Synopsis from New York Times’ website:
http://movies.nytimes.com/movie/157885/El-Diablo-y-la-Dama/overview

“With little dialogue, no specific storyline, and subject matter dealing with murder, hate, sex, and an erotic nightclub act, this film focuses on a performer named America (Catherine Jourdan) who goes "on the road" with her new lover Jimmy (Carlos Castañon), a thief. America is dodging a former lover, so life on the road does not look to be easy, and it is anything but virtuous. ~ Eleanor Mannikka, All Movie Guide”

Catherine Jourdan, the leading actress of this film, is also the leading actress of EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet, A+).


5.ROMELIA’S SECRET (1988, Busi Cortes)

Synopsis from http://www.imdb.com/title/tt0096067/

“An elder woman (Romelia), her daughter and her grandchildren take a few days on holidays to visit a small town outside the city. The town makes Romelia melancholy and her daughter wants to find out about the mystery of her unknown father.”


6.BATHROOM INTIMACIES (1989, Jaime Humberto Hermosillo)
http://ecx.images-amazon.com/images/I/51GX8SE0CSL._SS500_.jpg

Synopsis from
http://www.amazon.com/gp/product/B0000EMYCP/imdb-adbox/

“Gabriela works at a bank and lives with her parents while her husband Roberto gets a grant as a writer. One night, Roberto comes home drunk and Gabriela locks herself in the bathroom. He gets in, they argue, and he abuses her. The next morning, her mother confesses to Gabriela that she has had lovers and advises her not to put up with Roberto as she did with Gabriela’s father. Roberto ends up committing suicide and the mother consoles Gabriela, telling her she has many things to accomplish.”


7.ANGEL OF FIRE (1992, Dana Rotberg)
http://ecx.images-amazon.com/images/I/51XVSDW6GML._SS500_.jpg

Synopsis from
http://www.amazon.com/gp/product/B00006SFJW/imdb-adbox/

“In a rundown circus on the outskirts of Mexico City, 13 year-old Alma earns a living as a trapeze artist and fire breather. When her fellow performers find out that she is pregnant, Alma is expelled from the circus. She lives on the streets until she meets a troupe of traveling puppeteers that preach the word of god. Alma sees a promise in them, a glimpse of hope. This is the story of a young girls' search for redemption and forgiveness.”


8.LOLO (1993, Francisco Athie)
http://ecx.images-amazon.com/images/I/514ADMQVBZL._SS500_.jpg

Synopsis from
http://www.amazon.com/gp/product/B0000633TR/imdb-adbox/

“Dolores Chimal, also known as "Lolo", is an outcast boy who lives in the suburbs of Mexico City. After being assaulted and losing his job, as a result of a week in the hospital, he accidentally kills the local moneylender (an old woman) when trying to rob his mother's golden watch that she had pawned. Lolo is then hunted and blackmailed by everybody but his girlfriend, Sonia, who is forced to sell herself at a men's club to help him. With money in their hands, Sonia and Lolo share the feeling of guilt and shame, and with the events in the neighborhood
that have united them to such degree they decide to flee together.”


9.TWO CRIMES (1995, Roberto Sneider)

Synopsis from
http://www.imdb.com/title/tt0112889/

“After being falsely accused of a murder, Marcos (Alcazar) runs away to the small and quiet town of Cuevano, where he has relatives. There he finds that the family matters are more complicated than his, and that the complexities of small-town life are richer (and more dangerous) than his apparently sophisticated life in the big city.”


10.I FORGOT, I DON’T REMEMBER (1999, Juan Carlos Rulfo)

Synopsis from Docpoint Film Festival:
http://www.docpoint.info/katalogi/index.php?tyyppi=elokuva&elokuva=376&kieli=englanti&katalogi=1...&vuosi=2008

“Juan Carlos Rulfo returns to the scenery of his late father’s, Juan Rulfo’s, youth to the countryside of Western Mexico, the village of San Gabriel.
The search for the father, one of the most famous writers in Mexico (The Burning Plain, Pedro Páramo), turns into a story about the forgotten Mexico and the frailty of memories as the stories of the village’s elderly are a mix of memories and the lapse of them, imagination, myths and reality. According to the director, the result can be described as a docu-fiction. The warm documentary, accompanied by black and white scenic shots and Juan Rulfo’s writings, is a tribute to the writer and the father, as well as to all those who knew him even though they may no longer remember him.”


11.IN THE PIT (2006, Juan Carlos Rulfo)

Synopsis from Docpoint Film Festival:
http://www.docpoint.info/katalogi/index.php?tyyppi=elokuva&elokuva=370&kieli=englanti&katalogi=1...&vuosi=2008

“”The work will never end. We will.” The work in question is a huge bridge construction site snaking through the heart of Mexico City. The bridge, which will become the world’s largest two-storey highway, is being built day and night, unceasingly. During the nights convoys of super heavy trucks bring new gigantic materials over which the herds of workers swarm during the day, carrying on their endless task. The Nights are magical, while the days are hot, wet and dusty. And through the days the men can be heard singing.”


12.THE CITRILLO’S TURNS (2006, Felipe Cazals)
http://www.variety.com/review/VE1117928599.html?categoryid=31&cs=1&p=0