Showing posts with label QUOTES. Show all posts
Showing posts with label QUOTES. Show all posts

Wednesday, July 01, 2026

ROOFTOPS IN JAPANESE FILMS

สงสัยว่ามันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า เพราะเหตุใดเราถึงมักเห็น “ดาดฟ้า” ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าในภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ คืออันนี้เรารู้สึกเองนะว่า เรามักจะเห็น “ดาดฟ้า” ในหนังญี่ปุ่นมากกว่าในหนังของชาติอื่น ๆ เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทางสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์, ธรณีวิทยา, สังคมวิทยา, etc. อะไรทำนองนี้หรือเปล่า

 

เราเดาว่า คำอธิบายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า โรงเรียนญี่ปุ่นมักจะปล่อยให้นักเรียนขึ้นมาสังสรรค์กันบนดาดฟ้า แต่โรงเรียนของชาติอื่นๆ อาจจะไม่ทำแบบนั้น แล้วญี่ปุ่นถนัดทำ “หนังวัยรุ่น” มากกว่าประเทศอื่นๆ แล้วพอญี่ปุ่นทำหนังวัยรุ่นออกมาเยอะ ดาดฟ้าก็เลยได้ปรากฏตัวบ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่นตามไปด้วย

 

แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปญี่ปุ่น และเราไม่มีความรู้เรื่องสังคมญี่ปุ่นโดยตรง เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด ดาดฟ้าถึงปรากฏตัวในหนังญี่ปุ่นบ่อยมาก ๆ

 

ส่วนดาดฟ้าในหนังของชาติอื่น ๆ นั้น

 

1. หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 เหมือนมีฉากตัวละครคุยกันบนดาดฟ้าเยอะมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำได้ง่าย กันคนนอกได้ง่าย ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายแล้วก็ดูไม่อึดอัดคับแคบดีด้วย

 

2. หนังอเมริกันก็มีดาดฟ้าบ้างนะ โดยเฉพาะถ้าหากตัวละครอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30) แต่ดาดฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยในหนังอเมริกันเท่ากับในหนังญี่ปุ่น

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังอเมริกัน เรามักจะนึกถึง “ห้องใต้ดิน” เป็นหลักน่ะ แล้วเราก็เลยสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมี “ห้องใต้ดิน” ในหนังญี่ปุ่น อันนี้เป็นเพราะเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือเปล่า

 

ถ้าหากพูดถึง สถานที่ที่เรามักนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังของแต่ละชาติแล้ว

 

1. หนังญี่ปุ่น – ดาดฟ้า

2. หนังอเมริกัน – ห้องใต้ดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า อเมริกันถนัดทำหนังสยองขวัญ

3. หนังอังกฤษ – บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ดูชื้น ๆ สงบร่มเย็นน่ารักน่าอยู่

4. หนังฝรั่งเศส – อาคารการเคหะสำหรับคนจน/เชื้อสายผู้อพยพในย่านชานเมือง ตัวละครมักคุยกันที่ด้านหน้าอาคาร

5. หนังไทย – บ้านใต้ถุนสูงแบบที่พบบ่อยในชนบท อย่างเช่นใน ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ถ้าใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ภาพประกอบ

 

1. ดาดฟ้าในมิวสิควิดีโอเพลง HALF A GIRL (HANBUN SHOJO) – KYOKO KOIZUMI ในปี 1983

https://youtu.be/hU-0nx4qHgQ?si=wXsHF00gZe0rH-in

 

2. ดาดฟ้าใน GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30)

 

3. ห้องใต้ดินใน THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada/USA)

 

4. ชนบทอังกฤษใน THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland/UK)

 

5. THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France)

 

 6. บ้านใต้ถุนสูงใน UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, Thailand, 208min)

+++

 

THE WAVES WILL CARRY US จะได้ลงโรงฉายในไทยแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะมีคนนำหนังเรื่อง THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran) มาลงโรงฉายในไทยคะ THE WIND WILL CARRY US นี่ได้รางวัล Grand Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสเลยนะคะ

++++

 

บทพูดจากหนังที่แค่อ่าน คุณก็ได้ยินเสียง

 

“โอ้ดอกบัวทอง บานในหนองน้ำใส เกิดบัวใบในตม .... แต่เป็นดอกภูผา ... ยามเมื่อเช้าตรู่ หมู่แมงแสวงป่าย โอ้ดอกบัวทอง เป็นเจ้าของของไผ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โอ๊ย อยากตายเด้ อ้าย อ้าย ข้าน้อยขอเงินเด้ ขอเงินไปซื้อข้าวกิน ทุกข์ยากเด้ อยากตายเด้ อยากตายให้มันพ้น โลกอันนี้น่ะ ไผก็บ่ปานนี้”

 

ไม่ต้องบอกชื่อหนัง ทุกคนก็รู้ว่าบทพูดนี้มันมาจากหนังเรื่องอะไร เสียงของตัวละครตัวนี้นี่มัน THE MOST UNFORGETTABLE VOICE IN THE HISTORY OF CINEMA ของจริง

 

เราฟังที่ตัวละครพูดไม่ออกในบางประโยคนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราแกะคำพูดของตัวละครได้ถูกต้องทุกคำหรือเปล่า ถ้าหากใครฟังออกเพิ่มเติม หรือรู้ว่าเราฟังผิดที่คำไหน ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

Tuesday, June 30, 2026

ONE OF MY MOST FAVORITE FILM DIALOGUES OF ALL TIME

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min) ดูครั้งที่สอง

 

ครั้งที่แล้วเราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไปเพียงแค่ 62 นาที ส่วนครั้งนี้เรามานั่งดูวิดีโอนี้เพิ่มอีก 53 นาที สรุปว่าตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

สรุปเนื้อหาใน 115 นาทีที่ได้ดูไป

 

ช่วงต้นของวิดีโอเป็นคุณยายแบ่งตื่นนอนมาตักบาตร เราได้เห็นกิจกรรมการตักบาตรของคนในชนบทที่ต้องใช้เวลาในการรอพระนานพอสมควร

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็กินข้าวเช้า และเริ่มกระบวนการปั้นหม้อ วิดีโอแสดงให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียดในการปั้นหม้อ กราบคุณยายมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าคุณยายจะสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

(เรายังไม่ได้ดูเนื้อหาส่วนกลางของวิดีโอนี้ราว 93 นาที)

 

ช่วงท้ายของวิดีโอเป็นคุณยายแบ่งพักผ่อนในยามบ่าย ก่อนจะรับประทานอาหารเย็น เราได้เห็นอาหารที่คุณยายกิน ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา

 

หลังจากนั้นคุณยายก็ดูทีวี และน่าจะเข้านอน

 

เป็นวิดีโอที่ดูเพลินมาก ๆ สำหรับเรา ดูแล้วนึกถึงบ้านของตากับยายของเราที่อุบลในช่วงทศวรรษ 1980 มาก ๆ

 

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0QhYgrXh5TNsSXHDrMXFe9uFeqVZvLYQcFnp7yVgGDHaSRyM8fTLaWRpBhorCwtr3l

+++

ONE OF MY MOST FAVORITE FILM DIALOGUES OF ALL TIME: หอแต๋วแตก แหกกระเจิง (2009, Poj Arnon)

 

ผีอุษามณี: มึงเป็นใคร มึงเดินตามกูมาทำไม

ผีแพนเค้ก: จำใส่กะโหลกบาง ๆ ของมึงเอาไว้เลยนะ กูชื่อแพนเค้ก อยากฟังสโลแกนกูมั้ย

ผีอุษามณี: แล้วแต่มึง

ผีแพนเค้ก: แร่ดอย่างสงบ ตบเมื่อจำเป็น ตอแหลอย่างเยือกเย็น เพราะกูเป็นไฮโซ

ผีอุษามณี: เอ้า ตากูบ้าง

ผีแพนเค้ก: เชิญ

ผีอุษามณี: สวยแบบนี้ พัชราภาเรียกพี่

ผีแพนเค้ก: ถุ้ย

ผีอุษามณี: เจนนี่เรียกน้อง

ผีแพนเค้ก: จะอ้วก

ผีอุษามณี: พอลล่ายังเป็นรอง ทักษอร หมองไปเลย กู อุษามณี

+++

 

พอดู LEVITICUS (2026, Adrian Chiarella, Australia, A+30) แล้วก็รู้สึกว่า เมืองที่ตัวละครอาศัยอยู่นี่ทำให้นึกถึงเมืองที่ Gilbert อาศัยอยู่ในหนังเรื่อง MEMOIR OF A SNAIL (2024, Adam Elliot, Australia, animation, A+30) มาก ๆ เหมือน LEVITICUS กับ MEMOIR OF A SNAIL นี่สะท้อนภาพเมืองในออสเตรเลียหรือคนบางกลุ่มในออสเตรเลียได้ตรงกันจริง ๆ

+++

 

SHEATH (2025, Jarupatcha Achavasmit)

 

THE FACE (DANN 3 I LOOK AT MY FACE, MY PLACE, MY TIME AND MY IMPRISONMENT) (2025, Nithee Suthammaruk)

 

THE MOON PHASES (2025, Emsophian Benjametha)

 

FRIENDS TO THE END (2025, Ploenchan Vinyaratn)

 

MARKING BASINS ร่องรอยแห่งลุ่มน้ำ (2026, Mit Jai Inn)

 

BIO RAWANA ทศกัณฐ์ชีวภาพ (2016/2024, Kris Yensudchai, bacterial cellulose)

 

CROCHETING FORM OF EQUILIBRIUM (2017, Sita Inyai)

 

+++

 

อย่าจำหนังเรื่องนี้สลับกับหนังเกย์เรื่อง BEING 17 (2016, André Téchiné, France) และหนังเกย์เรื่อง EDGE OF SEVENTEEN (1998, David Moreton, USA)

 

 

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Saturday, June 20, 2026

FAVORITE QUOTE FROM ARTHUR LAURENTS

 

PARADOX OF PRAXIS 5: SOMETIMES WE DREAM AS WE LIVE & SOMETIMES WE LIVE AS WE DREAM (2013, Francis Alÿs, Mexico, 8 min, A+30)

 

หนังสวยมาก ๆ

 

หนังถ่ายเมือง Ciudad Juarez ของเม็กซิโกในยุคปัจจุบัน แต่ผลที่ออกมามันดูเหมือนโลกหลัง apocalypse มาก ๆ

 

ชอบส้นสูงของกะหรี่สาวในหนังเรื่องนี้

++++

 

ชอบ quote นี้ของ Arthur Laurents ในหนังเรื่อง THE CELLULOID CLOSET (1995, Rob Epstein + Jeffrey Friedman, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะมันตรงกับแนวคิดของเราจริง ๆ

 

“They hope they will see what they wanna see. That’s why nobody really sees the same movie.”

 

เพราะเราก็มองว่า ถึงแม้คนหลาย ๆ คนจะดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่พอหนังแต่ละเรื่องตกกระทบดวงตา+ประสาทของผู้ชมแต่ละคน หนังเรื่องนั้น ๆ ก็จะกลายเป็น “หนังที่แตกต่างไปจากตัวหนังบนจอภาพยนตร์” ในทันที เพราะผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก และพอหนังแต่ละเรื่องทำปฏิกิริยากับผู้ชมแต่ละคนที่แตกต่างกัน มันก็จะกลายเป็นหนังที่แตกต่างกันไปเมื่อมันเข้าไปอยู่ในหัวของผู้ชมเหล่านั้น

 

หรือแม้แต่ตัวเราเองตอนที่ดูหนังเรื่องเดียวกันในเวลาที่แตกต่างกัน หนังเรื่องนั้น ๆ มันก็คือหนังเรื่องเดิมที่เหมือนไม่ใช่เรื่องเดิม เพราะตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วตามกาลเวลา

 

นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองตอนดูโปรแกรมฉายหนัง BRUCE BAILLIE RETROSPECTIVE ในงาน The Second Bangkok Experimental Film Festival ในกรุงเทพ เราดูโปรแกรม Bruce Baillie Retrospective รอบแรกในวันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค. 1999 ดูเสร็จแล้วก็ชอบมาก แต่เหมือนเรายัง “ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว” เราชอบเพราะเรา admire ที่เขาสร้างหนังทดลองแบบนี้ออกมา

 

แต่พอเราได้ดู Bruce Baillie Retrospective รอบสองในวันพฤหัสบดีที่ 16 ธ.ค. 1999 ซึ่งห่างจากรอบแรกเพียงแค่ 4 วัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ดูหนังชุดเดิมเรื่องเดิมอีกต่อไป เพราะคราวนี้เราเหมือนจูน wavelength ให้เข้ากับหนังชุดนี้ได้อย่างรุนแรงโดยอัตโนมัติ การดูรอบสองมันเลยรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยความสุขอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เหมือนเราได้ค้นพบจุดกระสันต์จุดใหม่ในหัวสมองของเราที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน

 

เราได้ดูหนังของ Bruce Baillie เรื่องเดียวกันในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 แต่มันก็เหมือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะตัวเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 มันแตกต่างจากตัวเราในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 และมันส่งผลให้ความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังชุดนี้แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

 

ถ้าหนังของ Bruce Baillie ที่อยู่ในหัวสมองของเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 ยัง “แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า “หนังเรื่องเดียวกันที่อยู่ในหัวสมองของคนอื่น ๆ” จะแตกต่างจากหนังเรื่องนั้น ๆ ในหัวสมองของเราได้อย่างรุนแรงขนาดไหน

+++

 

SANCTUARY (2025, Songdej Thipthong, video installation, 2min)

 

Saturday, May 30, 2026

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE

ขอเพิ่มชื่อคุณ Naween Noppakun กับ Tritos Termarbsri เข้าไปในรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นนักดนตรีด้วย

 

จริง ๆ แล้วเหมือนเพื่อนเราเคยตั้งข้อสังเกตด้วยนะ ว่าหนังไทยที่เป็น lyrical ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มันมี “ลักษณะการตัดต่อ” ที่อาจจะแตกต่างจากหนังไทยยุคก่อน ๆ ด้วย แต่เราไม่ถนัดและไม่มีความรู้เรื่องการตัดต่อ เราก็เลยวิเคราะห์เองไม่ได้ว่า หนังไทยยุคเก่ากับหนังไทยกลุ่ม lyrical มันมีลักษณะการตัดต่อแตกต่างกันอย่างไร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243870415919166&set=a.10223045281543822

 

++++

 

THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, second viewing, 19min, A+30)

 

+++

 

INSECT ALLEGORIES OF HIMMAPAN กีฏอุปมาในป่าหิมพานต์ (2026, Rutchanan Yodpanya, animation, A+30)

 

ชอบมากที่มีการสร้างสัตว์ในจินตนาการขึ้นมา โดยสมมุติว่าเป็นแมลงในป่าหิมพานต์

 

ดูในนิทรรศการ COMING OF AGE: PSG78 ART THESIS EXBITION at BACC

https://canva.link/usc2vlm7tamfojj

 

PERSONA PROJECTION ภาพฉายแห่งตัวตน (2026, Sutawan Panasantisuk, mixed media installation with video)

 

มีการฉาย animation ทาบทับลงไปบนตัว installation ในงานนี้ด้วย

 

GROWTH IN THE TRANSITION PERIOD การเปลี่ยนแปลงในวัยเปลี่ยนผ่าน (2026, Ponlakrit Kanjanarajit, animation, A+30)

 

เนื้อหาของ animation เรื่องนี้อาจจะไม่ได้แปลกใหม่มากนัก แต่เราก็ชอบสุดขีดอยู่ดี เพราะดูแล้วนึกว่ามันคือเรื่องของตัวเราเอง เรื่องของเด็กหญิงที่มีเพื่อนในจินตนาการเป็นแมวกับกระต่าย แต่พอเธอโตขึ้น เธอก็เหมือนต้องทิ้งเพื่อนในจินตนาการไป ใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่อยู่ในโลกที่ไร้สีสัน ในที่สุดเพื่อน ๆ ในจินตนาการของเธอก็เลยกลับมาช่วยเติมเต็มความสุขให้เธออีกครั้ง

 

มันก็คล้าย ๆ กับชีวิตของเรากับลูกหมีนั่นแหละ 55555

 

FROM ORDINARY FOR SOMETHING ELSE จากวันธรรมดาสู่นิทานจิตรกรรม (2026, Chonlathon Artmuang, animation, 21min, A+30)

 

1. กราบตีน ยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI ANIMATIONS OF ALL TIME ไปเลย

 

2. หนังเรื่องนี้เป็น stop motion ที่แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 6 chapters และมีลักษณะบางช่วงคล้ายการทำ graffiti ให้ออกมาเป็น animation

 

3. ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้เนรมิต “ซากบ้านร้าง” ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการระเบิดจินตนาการออกมา เพราะเราเองก็ชอบมองซากบ้านร้างแบบนี้เหมือนกัน

 

4. ชอบที่เนื้อเรื่องในแต่ละ chapter เหมือนต่อเนื่องกัน ตัวละครใน chapter นึงจะไปโผล่ใน chapter อื่น ๆ ด้วย

 

ถ้าจำไม่ผิด chapter แรก คือ “บ้านไร้คน”

Chapter ที่สอง คือ BIBIB เล่าเรื่องของก้อนอิฐสองก้อนที่มีชีวิต ทั้งสองก้อนออกจากบ้านร้างไปผจญภัย

 

Chapter ที่สามคือ THE BRUSH เล่าเรื่องของแปรงขัดพื้นที่มีชีวิต

 

Chapter ที่สี่คือ THE BRUSH 2

ไม่แน่ใจว่า มันคือ chapter นี้หรือเปล่าที่ตัวละคร The Brush ที่ซี่แปรงร่วงเกือบหมดแล้ว ได้มาเจอกับก้อนอิฐ และทั้งสองออกไปท่องเที่ยวด้วยกัน

 

Chapter ที่ห้า เราจำชื่อตอนไม่ได้ แต่เหมือนมีตัวละครที่คล้าย ๆ ผู้ร้าย และมีถุงขยะสีดำออกอาละวาด

 

Chapter ที่หก คือ “เป็นบ้าน” มีตัวละครก้อนอุจจาระที่มีชีวิตด้วย

 

5. ดูแล้วนึกถึง MUTO (2008, Blu, Argentina, animation, 8min) และ AN URBAN ALLEGORY (2024, JR, Alice Rohrwacher, France) เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้สร้างตัวละครจาก “รูปวาดบนกำแพง” และเหมือนให้ตัวละครเหล่านี้เคลื่อนไหวกระโดดจากกำแพงนึงไปอีกกำแพงนึง อะไรแบบนั้น

 

HOLLOW โพรงไม้ (2026, Akkarawin Krairiksh, video installation)

 

ชอบสุดขีด งดงามมาก ๆ งาน HOLLOW นี้ประกอบด้วยวิดีโอสองชิ้น ซึ่งก็คือ

 

1. SWAY วิดีโอต้นไม้เต้นระบำ (6min)

2. INSECT AND URGE วิดีโอการโต้ตอบของแมลงและสัตว์ (5.45min)

 

โดย HOLLOW นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะ WIND, SUNLIGHT, THE MEMORY GARDEN (2026, Akkarawin Krairiksh) ในนิทรรศการ OFF THE RADAR, WE RISE at BACC

 

UNSEEN (2026, Anurak Khotchomphu, mixed media installation with video)

 

ชอบสุดขีด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ผลงานศิลปะนี้มีการฉายวิดีโอทาบทับลงไปบนตัว installation แล้วมันออกมาดูงดงามมาก ๆ ขลังมาก ๆ

 

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Eva Marie Saint นางเอกของ ON THE WATERFRONT (1954, Elia Kazan, A+30) และ NORTH BY NORTHWEST (1959, Alfred Hitchcock, A+30) ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยตอนนี้เธอมีอายุ 101 ปี (เธอเกิดวันที่ 4 ก.ค. 1924) และกำลังจะมีอายุครบ 102 ปีในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

อยากดูหนังอีกหลายเรื่องของ Eva Marie Saint มาก ๆ โดยเฉพาะ A HATFUL OF RAIN (1957, Fred Zinnemann), ALL FALL DOWN (1962, John Frankenheimer), THE SANDPIPER (1965, Vincente Minnelli), LOVING (1970, Irvin Kirshner), DON’T COME KNOCKING (2005, Wim Wenders)

+++

 

เนื่องจาก BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min) กำลังจะได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยนึกถึงบทความ LETTER TO AN ANGEL ที่ Tilda Swinton เขียนเพื่อรำลึกถึง Derek Jarman ในปี 2002 บทความนี้สามารถอ่านได้ที่เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ The Guardian นะ

 

บทความนี้มี quote ที่เราประทับใจหลายอันมาก ๆ อย่างเช่น

 

“They talk about the British film industry a lot these days. You remember that renaissance they all got moist about in the 1980s after Chariots of Fire won four Oscars - "The British are coming"? And then that thing with Henry V? Well, the renaissances are rolling themselves out pretty much yearly now, as director after director makes his or her first film and then graduates to making commercials.

 

It felt as if industrial films on these islands in those 1980s were made by people who could not quite get into television. ”

 

“I had run away to join a different circus myself: Planet Jarmania. You were the first person I met who could gossip about St Thomas Aquinas and hold a steady camera at the same time.”

 

“We sneaked under the fence, looked for - and found - our fellow travellers elsewhere. Here's the thought: slice the world longways, along its lines of sensibility, and not straight up and down, through its geographical markers, and company will be yours, young film-maker. Treason? To what?

 

The dead hand of good taste has commenced its last great attempt to buy up every soul on the planet, and from where I'm sitting, it's going great guns. Art is now indivisible from the idea of culture, culture from heritage, heritage from tourism, tourism from what I saw emblazoned recently on the window of an American chain store in Glasgow - "the art of leisure". ”

 

 

“Do these people not watch old movies? It's the spirited that hold the hands in the long run, it always was - the low-key for the long term, the irreverent, the cheats, the undaunted and inspired rule-breakers, not the goody-goody industrial types with their bedside manners and managerial know-how.

 

It is all done with smoke and mirrors, and it always will be. Not with memos and steering groups. Not with statistical evidence or test screenings. Don't they know the basic laws of being in an audience? That we say we want to know more about the villain, but we don't really; that we say we like happy endings, but our souls droop without the bittersweet touch of something we might recognise, as we bend from our fascinating and complex mortal world into the virtual dark and back again. That we say we want famous faces we can recognise, but there's one thing that a face that we identify as an actor's first and foremost cannot do for us that the face we might see as that of a person can do. It is human beings that are of use to us in the figurative cinema. Human shapes and gauchenesses and human passions. Not drama and perfect timing and a well-tuned charisma round every bend.

 

I have always wholeheartedly treasured in your work the whiff of the school play. It tickles me still and I miss it terribly. The antidote it offers to the mirror ball of the marketable - the artful without the art, the meaningful devoid of meaning - is meat and drink to so many of us looking for that dodgy wig, that moment of awkward zing, that loose corner where we might prise up the carpet and uncover the rich slates of something we might recognise as spirit underneath. Something raw and dusty and inarticulate, for heaven's sake. This is what Pasolini knew. What Rossellini knew. This is also what Ken Loach knows. What Andrew Kotting knows. What Powell and Pressburger, what William Blake knew. And, for that matter, what Caravaggio knew, painting prostitutes as Madonnas and rent boys as saints. No, Madonnas as prostitutes and saints as rent boys - there's the rub.”

 

“The challenges facing a film culture today? The possibility of film-makers losing the use of their own spirits. The paralysis of isolated, original voices. The existence of the student loan in the place of the student grant. The rarity of distributors with kamikaze vision. Too many conference tables. Too few cinemas. Too little patience. Pomp and circumstance. The concept of the "successful" product. The idea that there is not enough to go around. The eye to the main chance. The substitution of codependence for independence. The idea that it has to cost millions of pounds to make a feature film.”

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของ The Guardian นะ

 

LETTER TO AN ANGEL

https://www.theguardian.com/film/2002/aug/17/books.featuresreviews

+++

 

THE LIVING END (1992, Gregg Araki, USA, queer film, A+30)

 

ชอบที่ THE LIVING END มันบรรจุความโกรธแค้นต่อพวกเกลียดเกย์เอาไว้ได้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

สรุปว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิ.ย. 2026 มี

 

1. งาน video installation ของ Kongdej Jaturanrasmee ในงาน Hotel Art Fair

 

2. เทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

3. เทศกาลภาพยนตร์จีน ภาพแห่งเทียนถาน มีฉายหนัง THE SHADOWLESS TOWER (2026, Zhang Lu, China, 144min) ด้วย

 

4. มีฉายหนัง FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

5. เทศกาลหนัง TILFF สำหรับ queer films มีฉายหนัง BLUE (1993, Derek Jarman, UK)

 

ส่วนสัปดาห์ต่อ ๆ ไปในเดือนมิ.ย. มี

 

6. CCCL FILM FESTIVAL มีฉายหนัง SILENT FRIEND ที่นำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย

 

7. ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland)

At Thai Film Archive

 

8. EU FILM FESTIVAL

 

9. งานฉายหนัง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, 83min)

At Buffalo Bridge Gallery

 

10. MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda, Japan, 110min)

 

11. the 2nd Bangkok LGBTIQ+ Film Festival 26 June-5 July ที่จัดโดย Baturu

+++

 


Monday, January 05, 2026

SUPERMARKET AND DEPARTMENT STORE CHAOS

 

RIP AHN SUNG-KI (1952-2026)

 

เป็นดาราชายเกาหลีที่ดูดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan)

 

2. SECTOR 7 (2011, Kim Ji-hoon)

 

3. SILMIDO (2003, Kang Woo-suk)

 

4. MUSA THE WARRIOR (2001, Sung Soo Kim)

 

5. SPRING IN MY HOMETOWN (1998, Lee Kwang-mo, A+30)

 

6. THE ADVENTURES OF MRS. PARK (1996, Kim Tae-gyun)

 

7. TO THE STARRY ISLAND (1993, Park Kwang-su, A+30)

 

รูปจาก NORTH KOREA PARTISAN IN SOUTH KOREA (1990, Jeong Ji-yeong)

++++++

 

ความงงของเราในวัย 52 ปี

 

1. ห้างสรรพสินค้าที่เราคุ้นชินในสมัยเด็ก ในทศวรรษ 1980 ชั้น 1 ของห้างคือชั้นที่อยู่ติดถนน

 

ห้างสรรพสินค้าสุดโปรดของเรา ซึ่งก็คือ “อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง” ยังคงใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน

 

2. ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่บางห้าง ชั้นที่อยู่ติดถนนคือชั้น G ชั้นเหนือชั้น G คือชั้น M แล้วค่อยตามมาด้วยชั้น 1, 2, 3

 

อย่างเช่น Paragon แล้วเหมือนกับว่าพอ Paragon ใช้ระบบนี้ ห้าง Siam Center กับ Siam Discovery ก็เลยปรับมาใช้ระบบเดียวกันด้วย

 

เพราะฉะนั้น อยู่ดี ๆ ชั้น 4 ของห้าง Siam Center ก็เลยกลายเป็น ชั้น 2 ไปเฉยเลย กูงงมาก

 

แล้วเราก็เลยงง มีครั้งนึงที่เราบอกกับเพื่อนว่า เราอยู่ที่ Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอน เพื่อนก็ไปเดินหาแล้วไม่เจอ เพื่อนเลยโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเราว่า Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอนมันอยู่ตรงไหน คุยไปคุยมา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า Starbucks ที่เรานั่งอยู่ มันคือชั้น G ไม่ใช่ “ชั้นหนึ่ง” ส่วน “ชั้นหนึ่ง” ของพารากอน มันคือ “ชั้นสาม” ในความรู้สึกของเรา

 

3. เราได้ยินข่าวว่า Salad Factory มาเปิดที่ชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็งงว่า เราก็เดินชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์เป็นประจำ ทำไมไม่เคยเห็นร้านนี้

 

เราก็เลยลองไปเช็ค directory ของสามย่านมิตรทาวน์ แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า ชั้นที่อยู่ติดพื้นดินของสามย่านมิตรทาวน์ มันคือชั้น G แล้วชั้นเหนือจากนั้น คือ “ชั้นหนึ่ง”

 

ส่วนชั้นที่เราเดินเป็นประจำ มันคือชั้น G ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยเห็นร้าน Salad Factory ในห้างนี้

 

4. ห้างมาบุญครอง มีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง ไม่มี “ชั้นหนึ่ง”

 

สรุปว่า มีบางห้างที่ไม่มีชั้น G (อย่างเช่นอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง), บางห้างมีทั้งชั้น G และชั้น M แล้วค่อยตามด้วยชั้นหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มันคือชั้นสามเหนือระดับพื้นดิน (อย่างเช่นพารากอน), บางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นหนึ่ง (อย่างเช่น สามย่านมิตรทาวน์, เซ็นทรัลชิดลม) และบางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง (อย่างเช่น MBK)

 

เราก็เลยปวดหัวเวลานัดหมายกับเพื่อน ๆ เพราะต้องคอยดูระบบการเรียกชื่อชั้นของแต่ละห้างสรรพสินค้าที่มันไม่ซ้ำกันเลย ไม่งั้นมันจะเกิดการสื่อสารผิดพลาด

 

ส่วนระบบที่เราชอบที่สุด ก็คือระบบที่ไม่มีชั้น G ชั้น M นะ เริ่มด้วยชั้นหนึ่งเลย แบบห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพราะเราคุ้นชินกับระบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

 

แต่แอบนึกถึง “ห้างบางลำพูสรรพสินค้า” ที่บางลำพูนะ จำได้ว่า “ชั้น” ของห้างนี้มันประหลาดมาก มันเหมือนมีการซอยแยกย่อยสลับชั้นลดหลั่นกันไปมา แบบงงมาก เสียดายที่เราไปเดินห้างนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะราว ๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตและ smart phone เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยได้ถ่ายรูปด้านในของห้างนี้เอาไว้เลย

++++++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

 

อีกประเด็นนึงที่เราได้จากการคุยกับเพื่อนๆ มัธยมในวันเสาร์ แล้วเราอยากจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ ก็คือ “พฤติกรรมการหลอกลวงลูกค้าของบรรดา supermarkets”

 

(ตัวเลขราคาสินค้าในข้างล่างนี้เป็นตัวเลขสมมุตินะ ไม่ใช่ตัวเลขราคาสินค้าจริง ๆ)

 

 

1. เพื่อนคนนึงเวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะจำราคาสินค้าทุกชิ้นที่เธอหยิบลงรถเข็น แล้วคำนวณเอาไว้แล้วในใจ เพราะฉะนั้นเธอจะรู้ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ เมื่อแคชเชียร์คำนวณยอดรวมออกมาแล้วมันไม่ตรงกับที่เธอคำนวณไว้แล้วในใจ

 

มีครั้งนึงที่เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต สมมุติว่าซื้อสินค้า 10 อย่าง ซึ่งรวมถึงสินค้า A ที่มีป้ายราคาติดไว้ที่ชั้นวางของว่า “ราคา 67 บาท” เธอคำนวณเอาไว้แล้วในใจว่า ของทั้งหมดที่เธอซื้อ สินค้า 10 ประเภทรวมกันน่าจะมีราคารวมกัน 4841 บาท

 

ปรากฏว่าพอแคชเชียร์คำนวณเสร็จ แคชเชียร์บอกว่า ต้องจ่ายทั้งหมด 4877 บาท เธอก็เลยเอ๊ะ ทำไมราคารวมมันสูงกว่าที่เธอคำนวณไว้ในใจ เธอก็เลยดูใบเสร็จ แล้วพบว่าสินค้า B C D E F G H I J คิดราคาตรงตามป้ายที่ shelf แต่ว่าสินค้า A ในใบเสร็จมันคิดราคา 103 บาท ไม่ใช่ 67 บาทแบบที่ป้ายบอกไว้ที่ชั้นวางสินค้า

 

เพราะฉะนั้นกรณีนี้ มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฝ่ายผิด อีซูเปอร์มาร์เก็ตติดป้ายราคาผิด ซึ่งในกรณีของบางห้างในเมืองนอกนั้น ทางซูเปอร์ต้องให้สินค้านั้นกับลูกค้าฟรีเลยนะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องขอโทษลูกค้าที่ติดป้ายราคาผิด แคชเชียร์ต้องขอโทษ

 

ซึ่งเพื่อนของเราก็ต้องการแค่คำขอโทษ ปรากฏว่าสิ่งที่เธอเจอคือพอเธอทักท้วงเรื่อง “ป้ายราคาที่ shelf ไม่ตรงตามราคาจริง” ไป อีแคชเชียร์กลับทำหน้ารำคาญ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีว่า “ถ้าไม่เอาก็ได้นะคะ จะได้คืนเงินอันนี้ให้”

 

เพื่อนของเราก็เลยมาเตือนเพื่อน ๆ ทุกคนในกลุ่มว่า เวลาไปซื้อของใน supermarket ต้องระวังให้ดี เพราะเธอคาดว่าลูกค้าหลายคนเวลาซื้อสินค้ารวมกันหลายอย่างหลายประเภท จะไม่ทันกลโกง (ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) นี้ของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ติดป้ายราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะลูกค้าอย่างเราก็ไม่ได้คำนวณราคาเอาไว้ในใจ อีแคชเชียร์บอกยอดรวมอะไรมา เราก็จ่าย ๆ ไปตามนั้น ไม่รู้ถูกหลอกเสียเงินไปแล้วรวมกันกี่หมื่นบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

2. แต่เพื่อนอีกคนเจอสิ่งที่เหี้ยกว่ากรณีข้างบนอีก สิ่งที่เพื่อนอีกคนเจอในอีก retailer นึงก็คือ ตรง shelf วางสินค้า มีป้ายบอกว่าสินค้านี้ราคา 369 บาท เพื่อนเห็นว่าราคามันถูกดี ก็เลยซื้อสินค้านี้มา 7 ชิ้น คำนวณไว้แล้วว่ามันจะมีราคารวมกัน 2583 บาท

 

ปรากฏว่าพอไปจ่ายเงิน อีแคชเชียร์คิดราคาชิ้นละ 518 บาท ราคารวมกันเลยกลายเป็น 3626 บาท ซึ่งมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1043 บาท

 

เพื่อนก็เลยโวยเรื่องการติดป้ายราคาสินค้าผิด แล้วอย่างนี้มันร้ายแรงมาก เพราะราคามันต่างกันมาก ๆ มันต่างกันถึงชิ้นละ 149 บาท แล้วคือถ้าหากป้ายราคามันไม่ได้บอกราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างรุนแรงแบบนี้ เพื่อนก็คงไม่ซื้อสินค้านี้มาถึง 7 ชิ้น

 

แล้วแทนที่อีแคชเชียร์กับเจ้าหน้าที่ร้านจะยอมรับเรื่อง “การติดป้ายราคาผิด” อีเจ้าหน้าที่ร้านกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองติดป้ายราคาผิด บอกว่าให้กลับไปดูป้ายราคาที่ shelf อีกรอบได้เลย มันไม่ได้ติดป้ายราคาผิด

 

แต่เพื่อนเราสังเกตเห็นว่า มีพนักงานร้านคนนึงแอบวิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนแล้ว ในช่วงที่ทุกคนเถียงกัน

 

พอเพื่อนเรากับเจ้าหน้าที่ร้านเดินไปดูที่ shelf ตรงนั้น ก็พบว่า มันติดป้ายราคาสินค้าว่า “ชิ้นละ 518 บาท” ตามที่เจ้าหน้าที่ร้านยืนยัน

 

แต่อีพนักงานร้านที่วิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนหน้านี้ ยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วในมือกำอะไรไว้สักอย่าง

 

เพื่อนเราเลยบอก “มึงแบมือออกมา มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้ มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้”

 

อีพนักงานคนนั้นเลยยอมแบมือออกมา แล้วพบว่ามันคือป้ายราคา “ชิ้นละ 369 บาท”

 

คือกรณีนี้คือเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือแทนที่ทางร้านจะยอมรับผิด ขอโทษ แต่กลับปกปิดความผิดตัวเอง มีอีพนักงานรีบวิ่งไปเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่ คือแบบนี้มันคือทุจริตมาก ๆ

 

ก็เลยขอจดบันทีกความทรงจำเรื่องนี้เอาไว้นะคะ เพราะเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเดินซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีก จะต้องตบตีกับพนักงานและแคชเชียร์และป้ายราคาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงอะไรแบบนี้ด้วย

 

3. อีกกรณีที่ได้คุยกันกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่ไม่ดีของร้านสะดวกซื้อ”

 

คือมันจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่บางเจ้า ที่เรากับเพื่อน ๆ อาจจะเจอกรณีแบบนี้บ่อย ๆ คือในร้านอาจจะมีเครื่องคิดเงิน 2-3 เครื่องในร้าน แต่มีพนักงานคิดเงินอยู่แค่เครื่องเดียว แล้วเครื่องนั้นก็อาจจะมีลูกค้าต่อคิวอยู่ 4-5 คน รอคิวกันเป็นเวลานาน สมมุติว่าเหตุเกิดตอนเวลา 15.00 น.

 

แล้วก็จะมีอีพนักงานบางคนในร้าน เดินมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็เรียก “ลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5” ให้มาคิดเงินที่เครื่องของเธอ ซึ่งลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5 นี่เพิ่งมาต่อคิวเป็นเวลาแค่ 1 นาที ในขณะที่ลูกค้าที่ต่อคิวเป็นคนที่ 2 นี่ ต่อคิวมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที

 

เพื่อนของเราซึ่งต่อคิวอยู่เป็นคนที่ 2 ก็เลยปรี๊ดแตก เดินไปด่าอีแคชเชียร์ที่เพิ่งมาเปิดเครื่องว่า “ถ้ามึงทำแบบนี้ มึงไปเรียกลูกค้าคนที่จะมาต่อคิวตอน 3 ทุ่ม มาคิดเงินเป็นคนแรกเลยมั้ย ถ้ามึงจะให้บริการคนที่มาหลังสุดแบบนี้” อีแคชเชียร์ก็เลยยอมคิดเงินให้เพื่อนของเรา

 

ซึ่งเรื่องนี้เราอินมาก เพราะเวลาที่เราไปร้านสะดวกซื้อ เราก็ชอบเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ คือพอเราซื้อสินค้าเสร็จ ต่อคิวไปแล้วราว 10 นาที แล้วก็จะมีอีพนักงานมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็ให้ลูกค้าคนใหม่ ๆ ไปต่อคิวเครื่องของเธอ แทนที่จะให้บริการลูกค้าที่ต่อคิวมาเป็นเวลานานเป็นลำดับแรก

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม
https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

+++++

 

พอตามไปอ่านในวิกิพีเดีย เราถึงเพิ่งรู้ว่า การที่สหรัฐส่งกองทัพบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983 อาจจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายสังหารทหารสหรัฐ 241 นายในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ในช่วงก่อนหน้านั้น

Two days prior to the United States' invasion of Grenada, U.S. marines in Beirut suffered heavy casualties in the 1983 Beirut barracks bombings. The terrorist bombing in Beirut killed 241 American servicemen, the deadliest single attack on Americans overseas since World War II. American Experience suggested the invasion of Grenada was meant to distract the public from the 1983 Beirut barracks bombing: "By the time of the 1984 election, the Grenada success replaced the bitter memory of the massacre at Lebanon.”

https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_invasion_of_Grenada

Favorite Soundtrack: เพลง ฤทธิ์มีดสั้น (1978) ในภาพยนตร์เรื่อง RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30)

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดเราก็ได้รู้คำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจเรามานานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณคุณ Warut  Pornchaiprasartkul เป็นอย่างสูงค่ะ คือตอนที่เราดู RESURRECTION ที่โรงหนัง SF Central World  เรารู้สึกว่าเพลงในหนังมันคุ้นสุด ๆ เป็นเพลงที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ แน่นอน แต่เรากูเกิลหาไม่เจอเลยว่า มันคือเพลงอะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว ว่ามันเป็นเพลงจากละครทีวี "ฤทธิ์มีดสั้น" (1978) เวอร์ชั่นจูเจียง (ลี้คิมฮวง), หวงซิงซิ่ว (ลิ่มเซียนยี้), หวงเหยียนเซิน (อาฮุย) ที่เคยผ่านตาเราตอนเด็ก ๆ นี่เอง ในยูทูบมีคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงนี้ด้วย

 

เราขอแอบเดาเลยว่า ตัวละครในรูปนี้คือ ลิ่มเซียนยี้ กับ แชม้อชิ้วอีเข่า (ลิงค์ไปยูทูบอยู่ในคอมเมนท์)


https://youtu.be/QVIaSW_mYnI?si=lQcuC71qVRC4dV1B

 

SUNLIGHT IN BANGKOK, NETHERLANDS, JAPAN, AND PACIFIC NORTHWEST

 

เราชอบ “แสงแดดในกรุงเทพ” มากที่สุดก็ในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ เราว่ามันสวยนวลตาดี และเราว่ามันดูเข้าใกล้ “แสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่น” ได้มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฤดูร้อนและฤดูฝนในกรุงเทพ ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ว่าเพราะเหตุใดแสงอาทิตย์ในกรุงเทพถึงดูสวยเข้าทางเรามากที่สุดในเหมันตฤดู

 

ลองถามกูเกิลดู มันบอกว่าเป็นเพราะในซีกโลกเหนือในฤดูหนาว มุมของแสงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าฤดูอื่นๆ แสงอาทิตย์เลยต้องเดินทางผ่านระยะทางยาวยิ่งขึ้นก่อนจะเดินทางมาถึงโลก ส่งผลให้แสงสีฟ้าในแสงอาทิตย์ถูกกระจายออกไปมากกว่าปกติ และถูกดูดซับไปโดยละอองน้ำและอะไรต่าง ๆ ในอากาศ แสงที่เหลือมันเลยเหลือง ๆ แดง ๆ มากกว่าปกติ

 

ส่วนแสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่นนั้น เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะสถานที่ตั้งของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือ และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะริมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยมั้ง มันเลยส่งผลให้แสงอาทิตย์ในหนังออกมาดูสวยงามมากแบบนั้น

 

นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เราเคยดูและเขียนถึงไปแล้ว ที่วิเคราะห์ “ความงดงามของแสงอาทิตย์ในบางจุดของโลก” (เนื้อหาข้างล่างนี้ซ้ำ ๆ กับที่เราเคยเขียนไปแล้ว)

 

1. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เคยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะเฉพาะของแสงอาทิตย์ในเนเธอร์แลนด์มันมีผลต่อจิตรกรเนเธอร์แลนด์ในยุค Rembrandt, Vermeer, etc. โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ "แหล่งน้ำ" เพราะแสงสะท้อนจากแหล่งน้ำต่อท้องฟ้า, ก้อนเมฆ ก็มีผลต่อแสงอาทิตย์ในสายตาของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แล้วเนเธอร์แลนด์เคยมีความ UNIQUE ตรงนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพวาดของ REMBRANDT, VERMEER ก็เลยออกมาสวย แต่พอเนเธอร์แลนด์ "ถมที่ดิน" เยอะ ๆ ในศตวรรษต่อ ๆ มา แสงพิเศษของเนเธอร์แลนด์ก็เลยหายไป

 

2. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

 

หนังเรื่องนี้สำรวจ “ความพิเศษของแสงอาทิตย์ในภูมิภาค Pacific Northwest” (ภูมิภาคนี้ครอบคลุมรัฐวอชิงตันกับรัฐโอเรกอนของสหรัฐ และรัฐบริติช โคลัมเบียของแคนาดา) ที่มันสวยแบบมีมนตร์ขลังมากกว่ารัฐอื่น ๆ โดยบทความประกอบหนังเรื่องนี้ระบุอีกด้วยว่า แสงในภูมิภาคนี้เคยช่วยสร้างมนตร์ขลังให้กับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง TWIN PEAKS, THE X-FILES เฉพาะ 5 ซีซันแรก และหนังชุด TWILIGHT

 

Charles Mudede เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

 

“How can we forget November 8, 1998? On that day, the TV show X-Files opened its sixth season with a look that was totally wrong. The light lost its spell because the program's production had moved from Vancouver B.C. to Los Angeles. The fall of the light in the former is, for much of the year, sharply slanted; with the latter, it falls almost directly. The mood of slanted light, which is often diffused by droplets, is significantly different from that of dry and direct light. The mood of the X-Files for the first five seasons was that of an exquisite gloom (or stimmung, in the German Expressionist sense).”

 

ภาพประกอบ

 

1.+2. Winter Light in Bangkok

3.+4.+5. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

6. THE MILL (1645/1648, Rembrandt)

7. GIRL READING A LETTER AT AN OPEN WINDOW (1657–58, Johannes Vermeer)

8. APRIL STORY (1998, Shunji Iwai, Japan, A+30)

9. TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai, Japan, A+30)

10. HARU (1996, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)

11. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan, A+30)

12. CURE (1997, Kiyoshi Kurosawa, Japan, A+30)

13. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

14. TWIN PEAKS (1990-1991)

15. TWILIGHT (2008, Catherine Hardwicke)

16. Google Explanation for winter light in Bangkok

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02su6ZsQ5A7SE2h8MV3k1PmXNV1TGGi1pFbzxR2oBcxsACDeENLWdUyzKRUGjoTrqul

 

QUOTE ของ Charles Mudede มาจาก

https://www.e-flux.com/.../409156/the-charcoal-sky-chapter-5

 

BENJAMA TATHAM 2026

เมื่อวานเพื่อนเล่าให้เราฟังเรื่องการตบกับคนบนรถไฟฟ้า แล้วเราชอบมาก ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้หน่อย

 

คำพูดในนี้อาจจะไม่ตรงกับในสถานการณ์จริง แต่เน้นการถ่ายทอด “อารมณ์” ที่ได้รับจากสถานการณ์นี้

 

เรื่องก็คือเพื่อนของเรายืนอยู่ในรถไฟฟ้า แล้วก็มีผู้หญิงคนนึง (ขอเรียกว่า อีแห็ม) มายืนใกล้ ๆ เธอถือแฟ้มอยู่ แล้วสันแฟ้มซึ่งมันคมมาก ๆ ก็มาบาดแขนเพื่อนเราจนเลือดไหล เพื่อนเราก็เลยพูดว่า

 

“นี่ ระวังหน่อย สันแฟ้มที่คุณถือมันมาบาดคนอื่น ๆ”

 

แล้วแทนที่อีแห็มจะขอโทษ แล้วเรื่องจะได้จบไปเลยในทันที อีแห็มกลับไม่มีการขอโทษแต่อย่างใดทั้งสิ้น อีแห็มพูดว่า

 

“ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตรงสันแฟ้มนี่ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ว่ามันจะไปโดนคนอื่น ๆ”

 

เพื่อนของเราก็เลยพูดว่า

 

“อีนี่ แล้วเวลาใครขับรถไปชนคนอื่น ๆ เขาก็อ้างได้สิว่า ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตัวรถยนต์ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่ารถจะไปชนคนอื่น ๆ

 

คือเวลามึงขับรถ ตัวรถยนต์ทั้งคัน มันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึง สมองของมึงต้องควบคุม ต้องรับผิดชอบรถยนต์ทั้งคัน

 

เพราะฉะนั้นเวลาที่มึงถือแฟ้ม มึงถือสิ่งของใดก็ตาม สิ่งนั้นมันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึงด้วย มึงจะมาอ้างว่าเส้นประสาทไม่ได้อยู่ที่สันแฟ้ม มึงจะมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้”

 

แล้วอีแห็มก็เลยยอมขอโทษเพื่อนของเรา จบ

 

รูปประกอบมาจากภาพแฟ้มของเราเอง

++++

 

จิตรา สาไถย, แคชฟีย่า ไม่มีพสุธาจะอาศัย และเพื่อน ๆ จาก 31 ภพภูมิ มาร่วมกันสักการะ “เจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ในคืนวันเพ็ญคืนแรกของปีในวันเสาร์ที่ 3 ม.ค.

 

เมื่อวานได้เจอเพื่อน ๆ สมัยประถมและมัธยม ซึ่งเป็นเพื่อน ๆ ที่เรียนในโรงเรียนเดียวกันตั้งแต่ปี 1979-1989 หรือตั้งแต่ ประถมหนึ่งจนถึงมัธยมห้า ได้รำลึกถึงความหลังเมื่อราว 40 ปีก่อนแล้วมีความสุขมาก ๆ

 

บางสิ่งที่ได้คุยกันเมื่อวานนี้

 

1. เวลาซื้อกำไลหินนำโชค ต้องดูให้ดี ไม่ใช่ว่าอีบางร้านเอาขวดสไปรท์มาทุบให้แตก แล้วเอาเศษขวดสไปรท์มาทาสี ทำเป็นกำไลหินนำโชค

 

2. เวลาแก่ตัวลงจนมีอายุ 52 ปีแบบนี้แล้ว ถึงได้ตระหนักซึ้งถึงความจริงที่ว่า ถ้าหากพวกเราปฏิบัติตัวตามที่สอนในวิชาสุขศึกษา หรือสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) ตอนป. 1 พวกเราก็สบายไปแล้ว นั่นก็คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, นอนให้เป็นเวลา, กินอาหารให้เป็นเวลา, กินอาหารให้ครบ 5 หมู่, ออกกำลังกายเป็นประจำ หรืออะไรทำนองนี้

 

คือตอนป.1 เราเรียนอะไรพวกนี้ เราก็นึกว่ามันไม่สำคัญอะไร และยิ่งพอเราเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และวัยโตเต็มที่ ช่วงที่เราอายุ 15-40 ปี เราก็ยิ่งคิดว่า สิ่งที่เราเคยเรียนตอนป.1 มันไม่สำคัญอะไร เราไม่ได้ปฏิบัติตัวตามแบบนั้น เรานอนไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา นอนน้อย ร่างกายเราก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ร่างกายเราก็แข็งแรงดีนี่นา

 

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นเพราะตอนที่เราอายุราว 15-40 ปี ร่างกายเรามันมีความ “ยืดหยุ่น” สูงมาก ร่างกายเราก็เลยแข็งแรงดี ไม่เป็นอะไรเลยในตอนนั้น ถึงแม้เราใช้ชีวิตแบบเหลวแหลก คนเริงเมือง

 

แต่พอแก่ตัวลงเท่านั้นแหละ อีเหี้ย สารพัดโรครุมเร้าทันที ปวดหัว เวียนหัว ใจเต้นระส่ำ ค่าไขมันเลว ค่าความดัน ค่ากรดยูริค, โรคงูสวัด, etc. มึงมากันทันทีเลยค่ะ เข้าออกโรงพยาบาลกันเป็นว่าเล่น แล้วก็ไม่ใช่ว่าเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งแล้วจะได้เจอคุณหมอหล่อ ๆ ทุกครั้งด้วย

 

3. เพื่อนคนนึงเล่าถึงเหตุการณ์ผีหลอกที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเกิดจากเหตุระเบิดเครื่องบินในปี 2001 ที่ตอนนั้นทักษิณ ชินวัตร “แถลงว่า การระเบิดนี้เป็นการก่อวินาศกรรมเพื่อหวังลอบสังหารตนเอง โดยฝีมือของผู้เสียผลประโยชน์ชาวต่างชาติ (ว้าแดง) เนื่องจากนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล” ก่อนที่จะมีการพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า เหตุระเบิดนี้เกิดจากความบกพร่องของถังน้ำมันเชื้อเพลิง (ข้อมูลจาก wikipedia)

 

เหตุระเบิดนี้ส่งผลให้มีสจ็วร์ตบนเครื่องบินเสียชีวิต 1 คน และหลังจากนั้น เพื่อนเราก็ได้ยินข่าวลือต่าง ๆ นานาว่า ยังคงมีคนเห็นวิญญาณของสจ็วร์ตคนนี้ วนเวียนอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ในช่วงหลายปีต่อมา

 

4. “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผัว” เป็นเรื่องจริง คือเพื่อนเราบางคน มี “เพื่อนในที่ทำงาน” ที่ชอบ “กีดกันโอกาสของเพื่อนในการหาผัว”

 

เราก็เลยเรียกความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแบบนั้นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตแบบหลั่งสารยับยั้ง” เพราะการกีดกันเพื่อนในการหาผัว มันก็เหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่หลั่งสารยับยั้งสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ตามคำนิยามนี้

 

“ภาวะหลั่งสารยับยั้ง (Antibiosis) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ฝ่ายหนึ่ง ผลิตสาร ออกมา ยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เสียประโยชน์/ตาย (สัญลักษณ์ 0/-) เช่น ราสีเขียว (Penicillium) สร้างสารปฏิชีวนะฆ่าแบคทีเรีย หรือสาหร่ายน้ำเงินแกมเขียวบางชนิดสร้างสารพิษทำลายสิ่งมีชีวิตอื่น เป็นกลไกสำคัญในระบบนิเวศเพื่อควบคุมประชากร.”

 

เพราะฉะนั้นเวลาเลือกคบเพื่อนหรือเพื่อนในที่ทำงาน ก็ต้องเลือกดูให้ดีว่า เพื่อนคนนั้นชอบกีดกันเราในการหาผัว หรือเท่ากับว่าเขาเป็น “สิ่งมีชีวิตที่หลั่งสารยับยั้ง” หรือเปล่า

 

5. เพื่อนบางคนก็ทำในสิ่งที่ผิดพลาดร้ายแรงมาก ๆ ในอดีตเหมือนกับเรา คือเมื่อราว 20-30 ปีก่อน มีผู้ชายรวย ๆ มาจีบ แต่เพื่อนเราไม่เอา เพราะตอนนั้นเพื่อนเราเลือก “ความรัก” มาก่อน เธอเห็น “ความรัก” สำคัญมากกว่า “เงิน”

 

พอเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ เพื่อนเราก็ได้แต่สำนึกเสียใจ อยากจะย้อนเวลากลับไป IF I COULD TURN BACK TIME ตอนนี้เธอตระหนักแล้วว่า การปฏิเสธผู้ชายรวย ๆ คนนั้นไปคือการพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไปแล้ว

 

เราก็ได้แต่บอกเพื่อนเราว่า ตอนช่วงที่เราอายุ 20 กว่าปี เราก็เคยหลงผิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนที่เราอายุ 20 กว่าปี ตอนนั้นเราก็ยังมี ROMANTIC DREAM อยู่ ยังฝันว่าอยากจะ “อยู่อาศัยกับผู้ชายที่เรารัก” อยู่ ก่อนที่จะพบว่านั่นคือการเลือกเส้นทางเดินที่ผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในชีวิต แต่กว่าจะตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตในข้อนี้ ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว

 

พอพวกเราบางคนอายุ 52 ปี ก็ได้แต่จินตนาการถึง parallel universe อีกจักรวาลนึงที่พวกเราตอนอายุ 20-30 ปี เลือกผู้ชายรวย ๆ คนนั้นเป็นผัว ในจักรวาลนั้น ชีวิตของพวกเราจะมีความสุขมากขนาดไหนกันนะในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา

+++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 3

 

เพิ่งนึกออกอีกประเด็นที่อยากจดบันทึกไว้ คือเพื่อนของเราไม่ได้ “กลัวความตาย” แต่กลัวการมีชีวิตอยู่แบบ “ผู้ป่วยติดเตียง”, “อัมพาตครึ่งซีก”, “เจ้าหญิงนิทรา” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อนของเราก็เลยสั่งผู้ช่วยประจำตัวเขาเอาไว้ว่า

 

ถ้าหากผู้ช่วยเปิดประตูห้องของเขาเข้ามา แล้วเห็นเขาฟุบอยู่ที่โต๊ะทำงาน ให้ผู้ช่วยยืนอยู่ตรงประตูห้อง ไม่ต้องเข้ามา แล้วแสร้งทำท่าทางเป็นว่าตัวเองลืมกุญแจ ลืมของ อะไรทำนองนี้ เผื่อกล้องวงจรปิดจับตาดูอยู่ แล้วผู้ช่วยก็ถอยออกจากประตูห้อง ปิดประตูห้อง แล้วรอเวลาอีก “อย่างน้อย 5 ชั่วโมง” ค่อยเปิดประตูห้อง มาหาเพื่อนเรา แล้วเรียกรถพยาบาลหรืออะไรไป

 

เพราะเพื่อนเราเขาเชื่อว่า ถ้าหากรอให้ผ่านไปถึง 5 ชั่วโมง เพื่อนเราจะ “จากไปจริง ๆ” น่ะ แต่ถ้าหากรอเพียงแค่ 4 ชั่วโมง แล้วผู้ช่วยเข้ามาปลุก มาเรียกรถพยาบาล โรงพยาบาลปั๊มหัวใจ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จริง แต่สมองมันจะพังพินาศไปมากแล้ว สภาพการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปแบบนั้นมันจะยิ่งเลวร้ายกว่าการตายจริง ๆ เสียอีก เพื่อนเราเขาก็เลยตัดสินใจสั่งผู้ช่วยว่า ห้ามช่วย ต้องรอให้ผ่านไป 5 ชั่วโมงก่อน

 

คือเราก็ไม่รู้ว่า ความเชื่อของเพื่อนเรามันสอดคล้องกับความเป็นจริงทางการแพทย์ใด ๆ หรือเปล่านะ แต่เราประทับใจประเด็นนี้ที่เพื่อนเราคุยให้ฟังเมื่อวานนี้มาก ๆ ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำเอาไว้

 

อันนี้ก็ถือเป็นประเด็นขำ ๆ เล่น ๆ ที่คุยกันฮา ๆ เมื่อวานนี้นะ ไม่ขอแนะนำให้ใครนำไปปฏิบัติจริง ๆ จ้า ส่วนตัวเรานั้น ถ้าผู้ชายเห็นเราฟุบอยู่ ก็เข้ามาผายปอด mouth to mouth เราได้ในทันทีนะคะ

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่หนึ่ง
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid029nPoF6GyRpFxrsLcowtESmnhEBUcyD5okyugUsK54nr3ymWXbnjooTZNUeVFFEgdl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02TsMgWx9NFy1FEiqFZN8AD5aUNkTYvGmibWMzDQooGK5D7JwJZ5LfPhtfFtr9MqDJl


เกือบทุกครั้งที่เจอเพื่อนสมัยประถม+มัธยม ต้องมีการทำคลิปตบกัน พบว่าทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว

https://web.facebook.com/reel/10211460734937397

 ++++++

Favorite Quote from Youtube

 

เจอ comment ของคนคนนึงใน MV เพลง BEING BORING (1990) ของ Pet Shop Boys แล้วมันตรงใจเรามาก ๆ เป็น comment ของ tylero8595 เมื่อสองปีก่อน

 

“I was 14 when this was released. I had this on cassette. I loved this album. It was 1990. The future seemed so bright and full of opportunity. It really was the peak of our civilization. The 1990s were it. The culmination of the 1900s. It was all boiled down to that final decade. Everything was there. Rock, rap, hippies, goth, metal. Freedom, the end of communism, liberalism, the opening of the world to travelling en masse. It really was the best. And we completely fucked it up. We had it in the palm of our hands and let it slip away. We need to find that again. Peace yall. Never stop dancing, especially if you are 14.”

 

เพราะเราก็รู้สึกว่า

 

1. ในส่วนของทั่วโลกนั้น เราก็แอบรู้สึกว่า ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมเหมือนกัน ช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ช่วงของ liberalism เหมือนพอเราเติบโตมากับความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ตามที่เขาปลูกฝังกันมาในทศวรรษ 1970-1980 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็เลยทำให้เรารู้สึกดีงามมาก ๆ ในตอนนั้น

 

2. ในส่วนของประเทศไทยนั้น เราก็รู้สึกว่า ช่วงราว ๆ ปี 1993-2005 เป็นช่วงที่ดีที่สุด ช่วงที่ปลอดจากการรัฐประหารเป็นเวลานานสิบกว่าปี เป็นช่วงที่ประเทศไทยดูมีความหวังเรืองรอง มีศักยภาพสูงมาก

 

3. ในส่วนของชีวิตส่วนตัวนั้น ช่วงนั้นเรามีอายุ 17-26 ปี เป็นช่วงที่เรา “เต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีงาม” เป็นอย่างมาก ก่อนที่ความหวังและความฝันในชีวิตจะค่อย ๆ ถูกทำลายไปเรื่อย ๆ เมื่อเราเติบโตขึ้น

 

Edit เพิ่ม: พออ่าน comments ของหลาย ๆ คนแล้วก็พบว่า เพลงนี้มันคือ milestone ของ Gen X ของจริง

 

https://youtu.be/DnvFOaBoieE?si=oCsobjlZDPnBDP9R

 

@marcusfarias7219

2 months ago

This song marked all Gen X people. Most of us grew up in the 70's , were teenagers in the 80's and young adults in the 90's. The time we were full of dreams and just wanted to have fun and be happy. We met people, we lost people and we keep going. This song is an ode to life itself.

 

@straycut9243

6 years ago

"All the people I was kissing, some are here and some are missing".. I was in my 20's when this masterpiece was released having fun and being surrounded by people I loved, I am 53 now and I am listening to it on a Sunday morning, with tears in my eyes for all my losses.. Parents, friends, lovers.. Some are here but most are missing..

 

@rockorc42

4 months ago

Such a grand bitter-sweet track..

54 years old. I can never listen to it without feeling the tears breaking out and my throat choking up..

Seriously phenomenal track.

  

Tuesday, October 07, 2025

AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy, 100min, A+30)

 

SUNNY SANSKARI KI TULSI KUMARI (2025, Shashank Khaitan, India, 135min) เข้าโรงฉายในกรุงเทพแล้ว ฉันควรจะไปดูดีไหม

 

FILMS SEEN ON SUNDAY 5 OCT 2025

 

เรียงตามลำดับการดู

 

 1. THE SQUARE (2025, Kim Bo-sol, South Korea, animation, 73min, A+30)

 

ไม่รู้ว่าผู้กำกับต้องการให้ผู้ชม “จิ้นวาย” หรือเปล่า แต่เราจิ้นไปแล้วอย่างรุนแรง หนังเล่าเรื่องความรักต้องห้ามระหว่างนักการทูตหนุ่มหล่อชาวสวีเดนกับสาวเกาหลีเหนือ แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังคือ “ล่ามหนุ่มชาวเกาหลีเหนือ” ที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ แต่ก็สามารถพูดภาษาต่างประเทศจนคล่อง เพราะสิ่งนี้ทำให้เรานึกถึงตัวเราเอง ที่อายุ 52 ปีแล้วแต่ก็ไม่เคยได้เดินทางไปต่างประเทศเลย (ถ้าหากไม่นับว่า เราเคยเดินไปเที่ยวในพม่าแค่ 1 กิโลเมตรจากชายแดนไทยได้มั้ง 55555)

 

หนังไม่ได้บอกโดยตรงว่า ล่ามหนุ่มชาวเกาหลีเหนือรู้สึกอย่างไรกับหนุ่มหล่อชาวสวีเดน แต่เราจินตนาการไปแล้วว่า ล่ามหนุ่มชาวเกาหลีเหนือ “แอบหลงรักเขาข้างเดียว”

 

2. MOVING TARGET SHADOW DETECTION (2022, Sung Tieu, video installation, Vietnam, 19min, A+30)

 

3. SONIC WEAPON DISRUPTS DIPLOMATIC RELATIONS (2020, Sung Tieu, Vietnam, video installation, A+30)

 

4. SHELL REVOLUTION (2018, Ho Rui An, Singapore, video installation, second viewing, A+25)

 

5. A PETROPOLIS IN A GARDEN WITH A LONG VIEW นครปิโตรท่ามกลางสวนที่มีทิวทัศน์ทอดยาว (2024, Ho Rui An, Singapore, video installation, A+30)

 

6. TEKI COMETH (2024, Daihachi Yoshida, Japan, 108min, approximately A+30)

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราพลาดช่วง 10 นาทีแรกของหนัง

 

อยากฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ TIME REGAINED (1999, Raúl Ruiz, France, 169min, A+30)

 

7. TWO SEASONS, TWO STRANGERS (2025, Sho Miyake, Japan, 89min, A+30)

 

งดงามที่สุด ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

ฝังใจกับเรื่อง “ศพเด็กที่ถูกปลาหมึกรุมแทะกิน” ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

8. AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy, 100min, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป นึกว่ามีฉากคลาสสิคทุก 5 นาที ติดอันดับประจำปีอย่างแน่นอน

 

9. THE BLACK MAGIC WITH BUDDHA อาถรรพ์สมองผี (1983, Lo Lieh, Hong Kong, 94min, A+30)

 

ถึงแม้ว่าพล็อตหลักของหนังมันจะดู cliche อย่างรุนแรง แต่หนังก็สามารถคิด “รายละเอียด” ต่าง ๆ เพื่อทำให้หลาย ๆ ฉากของหนังมันออกมาน่าจดจำได้ อย่างเช่น

 

9.1 ฉากหมอผีโสร่งหลุดเพราะถูกประตูรถยนต์หนีบโสร่ง

 

9.2 อิทธิฤทธิ์ของพระพรหมที่ส่งผลต่อนางเอก

 

9.3 Tibetan curse

 

9.4 ฉากเปิดเรื่องที่ทำให้นึกถึง INDIA SONG (1975, Marguerite Duras) เพราะมันเป็นฉากที่ “แสดงแผนที่ประเทศต่าง ๆ บนโลก”

 

9.5 ฉากพระพุทธเจ้า (หรือพระโพธิสัตว์ เราไม่แน่ใจ)

 

9.6 การพูดถึง “ความเสี่ยงจากการลงทุนในทองจริง และการลงทุนใน สัญญาซื้อขายทอง” ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ร่วมสมัยในโลกยุคปัจจุบันมาก ๆ 55555

 

9.7 ชอบการเล่าเรื่องช่วงที่พี่สาวพระเอกตายมากๆ เพราะพอพี่สาวพระเอกตาย ฉากต่อมาเป็นฉากของพระเอกในบาร์ ซึ่งเรานึกว่าเป็น “เหตุการณ์ในคืนเดียวกัน” แต่ปรากฏว่าไม่ใช่

 

9.8 ผีโมนาลิซ่า

 

9.9 ตู้เย็นผีสิง

 

9.10 ฉากจบในโรงพยาบาล

 

สรุปว่า ในบรรดาหนัง 9 เรื่องที่เราได้ดูในวันที่ 5 ต.ค. เราชอบ AGON เป็นอันดับ 1 และชอบ TWO SEASONS, TWO STRANGERS มากเป็นอันดับสองของวัน

++++

 

พอดู ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson, A+30) แล้วก็เลยทำให้นึกถึงสิ่งที่ Claire Denis เคยพูดไว้ในโรงภาพยนตร์ SF CENTRAL WORLD ในวันที่ 28 ก.ย. 2009 เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนนั้น Claire Denis พูดในโรงหนังประมาณว่า เธอเชื่อว่า “THE FUTURE OF THE WORLD DEPENDS ON THE MIXED-RACE CHILDREN.”

 

แต่เราจำคำพูดแน่นอนไม่ได้นะ ไม่รู้ว่ามีใครจดคำพูดของ Claire Denis ในตอนนั้นเอาไว้แบบคำต่อคำหรือเปล่า หรือมีใครจำสิ่งที่ Claire Denis พูดในตอนนั้นได้บ้าง เราไม่รับประกันความถูกต้องของความทรงจำของเรานะคะ

 

ตอนนั้น Claire Denis มาร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ Bangkok International Film Festival และเธอมาร่วม Q&A ที่โรงหนัง SF CENTRAL WORLD ในตอนที่มีการฉายหนังเรื่อง 35 SHOTS OF RUM (2008, Claire Denis, France, A+30) ในวันที่ 28 ก.ย. 2009

 

เราจำไม่ได้แล้วว่า ตอนนั้นในโรงหนังมีการเสวนากันถึงประเด็นอะไร แล้วมันถึงส่งผลให้ Claire Denis ประกาศวาทศิลป์บิณฑบาตอันนี้ออกมา แต่ปรากฏว่าประโยคนี้ของ Claire Denis ยังคงฝังอยู่ในหัวของเราตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นด้วย 100% กับประโยคนี้ก็ตาม เพราะเรามองว่าไม่ว่าคนจะเชื้อชาติอะไรมันก็ช่วยเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีได้ เพียงแต่ว่าถ้าหากมันเป็น “ประเทศของคนขาว” เด็กลูกครึ่งก็น่าจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งน่ะแหละที่จะช่วยลดปัญหาเรื่อง racism

 

เหมือนตอนที่ Claire Denis พูดประโยคนี้ออกมา เราก็ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เธอพูดนะ เพราะยุคนั้นมันเป็นยุคที่ Obama เพิ่งขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แล้วตอนนั้นเราก็ยังใสซื่อเกินไป เรามองโลกในแง่ดีว่า ปัญหาเรื่อง racism มันน่าจะลดน้อยลงไปเองเรื่อย ๆ แล้วยิ่งเราอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย เราก็เลยเหมือนแทบไม่เคยประสบปัญหาเรื่อง racism กับตัวเราเองเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Claire Denis พูดในวันที่ 28 ก.ย. 2009 ก็เลยเหมือนเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรา

 

แต่พอกาลเวลาผ่านมา มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราคาดการณ์ผิด ปัญหาเรื่อง racism ยังคงมีความรุนแรงอยู่อย่างมากในโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง ONE BATTLE AFTER ANOTHER มันก็เลยทำให้เรานึกถึงวาทศิลป์บิณฑบาตของ Claire Denis ในวันที่ 28 ก.ย. 2009 ในโรงหนัง SF CENTRAL WORLD เพราะเราคิดว่า บางทีผู้สร้างหนังเรื่อง ONE BATTLE AFTER ANOTHER อาจจะแชร์ความคิดเดียวกับ Claire Denis ก็ได้ บางทีเขาอาจจะเชื่อว่า “THE FUTURE OF THE WORLD DEPENDS ON THE MIXED-RACE CHILDREN.”

 


Friday, June 20, 2025

LOVE OR LIE

ATTACK 13 (2025, Taweewat Wantha, A+30)

 

1. สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือตัวละคร “จิน” (อ๊ะอาย-กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ) นี่แหละ ถือเป็นตัวละครหญิงที่เราอินด้วยมาก ๆ ได้ใจเราอย่างสุด ๆ นึกว่า “จิน” = จิตร โพธิ์แก้ว 55555

 

2. ชอบช่วงแรก ๆ ของหนังมากกว่าช่วงหลัง ๆ นะ เพราะพอมันเข้าสู่ความเป็น “หนังผี” เต็มตัว แล้วมันก็จะต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า “ผีในหนังเรื่องนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง” ซึ่งเรารู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ผี  “มีอิทธิฤทธิ์ได้มากเกินไป” สำหรับเราหน่อยนึงน่ะ เหมือนผีในหนังเรื่องนี้สามารถฆ่าคนได้ง่ายเกินไปสำหรับเรา เราก็เลยรู้สึกว่า “กฎกติกาสำหรับผี” ในหนังเรื่องนี้ มันไม่ค่อยเข้าทางเราซะทีเดียว ความสนุกของเราในช่วงครึ่งหลังของหนัง ก็เลยลดลงมาหน่อย

 

ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาเดียวกับที่เรามีกับช่วงครึ่งหลังของ DEATH WHISPERER 2 (2024)

 

3. ตอนนี้ก็ยังสรุปไม่ได้นะว่า เราชอบหนังเรื่องไหนของ Taweewat Wantha มากที่สุด ระหว่าง ATTACK 13, DEATH WHISPERER (2023), THE SPERM (2007) และ SARS WARS: BANGKOK ZOMBIE CRISIS (2004) เหมือนเราชอบทั้ง 4 เรื่องเท่า ๆ กันในตอนนี้

 

ตอนนี้ก็เลยบอกได้แต่ว่า ตัวละคร “จิน” นี่น่าจะเป็น “หนึ่งในตัวละครหญิงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในหนัง mainstream ของไทย”

++++++

 

LOVE OR LIE (2025, Jit Kamnoedrat, A+25)

ฮักสัปปะลี่กับคดีสีชมพู

 

1. สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ก็คือ “ความตั้งใจในการเขียนบทภาพยนตร์” นี่แหละ คือจริง ๆ แล้วตัวบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้ก็อาจจะมีจุดที่ไม่เข้าทางเราบ้างนะ แต่เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มี “ความตั้งใจจริงจังในการเขียนบท” มาก ๆ หรือมากกว่าหนังไทยเมนสตรีมหลาย ๆ เรื่อง เราก็เลยชอบจุดนี้มากที่สุดของหนัง

 

ชอบความพยายามที่จะเล่าเรื่องแบบคล้าย ๆ jigsaw ในหนังเรื่องนี้ คือหนังไม่ได้เล่าเรื่องเป็นเส้นตรง แต่เอาเนื้อเรื่องมาเล่าทีละเสี้ยว ทีละเสี้ยว แล้วคนดูต้องคอยประกอบภาพรวมในหัวเอาเอง ซึ่งวิธีการเล่าแบบนี้ต้องอาศัยความตั้งใจจริงในการเขียนบทสูงมาก และสิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ขาดไปในหนังไทยเมนสตรีมบางเรื่อง โดยเฉพาะหนังตลก

 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ที่มีวิธีการเล่าคล้าย ๆ jigsaw เหมือนกัน อย่างเช่น

 

1.1 STRANGE DARLING (2023, JT Mollner, A+30)

 

1.2 VANTAGE POINT (2008, Pete Travis)

 

1.3 TICK TOCK (2000, Kevin Tenney, A+30)

 

1.4 OUT OF SIGHT (1998, Steven Soderbergh, A+30)

 

2. รู้สึกว่าทั้งพระเอกและผู้ร้าย (แฟรงค์) ของหนังเรื่องนี้น่ารักดี แล้วพอดูจบเราถึงเพิ่งรู้ว่าพระเอกของหนังเรื่องนี้คือ ศตานนท์ ดุรงคเวโรจน์ เราจำเขาแทบไม่ได้เลย อยากแต่งตั้งให้ ศตานนท์ เป็น national treasure สมบัติของชาติของประเทศไทย 55555

 

3. เราไม่เชี่ยวชาญเรื่องหนังฮอลลีวู้ดยุคเก่า เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยสงสัยว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็น SCREWBALL COMEDY หรือมีความเป็น SCREWBALL COMEDY ผสมอยู่ในหนังด้วยหรือเปล่า ถ้าใครมีความเห็นอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็บอกมาได้นะคะ เพราะเราไม่เชี่ยวชาญเรื่อง SCREWBALL COMEDY จริง ๆ

 

ตัวอย่างของหนังกลุ่ม SCREWBALL COMEDY ก็มีเช่น TROUBLE IN PARADISE (1932, Ernst Lubitsch), IT HAPPENED ONE NIGHT (1934, Frank Capra), MY MAN GODFREY (1936, Gregory La Cava), EASY LIVING (1937, Mitchell Leisen), THE AWFUL TRUTH (1937, Leo McCarey), BRINGING UP BABY (1938, Howard Hawks), HOLIDAY (1938, George Cukor), THE LADY EVE (1941, Preston Sturges), MR. & MRS. SMITH (1941, Alfred Hitchcock), I MARRIED A WITCH (1942, René Clair)

 

4. ขำที่ตัวละครพระเอกของหนังมีนามสกุลว่า “โพธิ์แก้ว” เหมือนเรา 55555 แต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจมากนัก เพราะนามสกุลของเราเป็นนามสกุลโหล มีคนที่มีนามสกุลเดียวกับเราในทุกจังหวัดของไทย แต่คนนามสกุล “โพธิ์แก้ว” ที่กระจายอยู่ทุกจังหวัดในประเทศไทยนี้ ไม่ได้เป็นญาติกันแต่อย่างใด

 

พอพูดถึงนามสกุล “โพธิ์แก้ว” ของเราแล้ว เราก็ขอเล่าเสริมว่า เราเข้าใจว่าต้นตระกูลของเราเป็น “ชาวนาในจังหวัดนครนายก” นะ เหมือนเราเคยได้ยินว่าปู่กับย่าของเราน่าจะเป็นชาวนาในจังหวัดนครนายก แต่ว่าพ่อของเราเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1976 ตอนที่เราอายุ 3 ขวบ แล้วหลังจากนั้นเราก็แทบไม่เคยได้ยินเรื่องราวของฝั่งครอบครัวพ่อเราอีกเลย และตอนนี้เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า “ปู่” กับ “ย่า” ของเรามีชื่อว่าอะไร หรือว่าพ่อของเรามีพี่น้องกี่คน 55555 สรุปว่าในชีวิตจริงนั้น ถ้าหากเราเจอคนนามสกุล “โพธิ์แก้ว” มันก็อาจจะมีความเป็นไปได้เพียงแค่ราว 1% ที่คนคนนั้นอาจจะเป็นญาติห่าง ๆ ของเรา

 

5. ทำไมดูตัวละครนางเอก “ปั๋น” (ตูน ภัสร์ดารินทร์ ปริญญารักษ์) ในหนังเรื่องนี้ แล้วนึกถึง “อึ้งย้ง” ใน “มังกรหยก” โดยไม่ได้ตั้งใจ 55555 รู้สึกว่า “เสน่ห์” ของตัวละครนางเอกสองคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึงกัน อาจจะเป็นที่ความฉลาดและ “มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว” อะไรทำนองนี้มั้ง

 

6. ส่วนสาเหตุที่ทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ถึงขั้น “ชอบสุด ๆ” หรือ A+30 ในตอนนี้ (แต่เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป) ก็เป็นเพราะว่า โทนของหนังเรื่องนี้มัน “เบา” เกินไปสำหรับเรามั้ง และเรามักไม่อินกับ “ความตลก” ในหนังเรื่องต่าง ๆ น่ะ ซึ่งรวมถึงในหนังต่างประเทศอย่างเช่น HIGH FIVE (2025, Kang Hyoung-chul, South Korea, A+25) ที่เพิ่งดูมาด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของหนังเหล่านี้แต่อย่างใดนะ เพราะหนังเหล่านี้อาจจะเป็นหนังที่ดี หรือเป็น “หนังตลกที่ดี” ก็ได้ แต่เราแค่ไม่อินกับหนังตลก หรือ “ความตลกในหนังเรื่องต่าง ๆ” เท่านั้นเองจ้ะ เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังเหล่านั้นถึงขั้น A+30 และเราก็มักจะอินกับ “หนังสยองขวัญ” หรือหนังที่ซีเรียสจริงจังมากกว่า

 

ตัวอย่างของ “สิ่งที่เราไม่อินด้วย” ใน LOVE OR LIE ก็มีเช่น

 

6.1 การที่นางเอกขู่พระเอกด้วย “สายฉีดก้น” แล้วพระเอกกลัวจนต้องยอมทำตาม คือสิ่งนี้เป็นสิ่งที่โอเคแหละใน “หนังตลก” แต่เราไม่อินกับอะไรแบบนี้จ้ะ

 

6.2 การที่นางเอกใช้ประโยชน์จาก “กลุ่มอันธพาล 3 คน” ที่ถือปืนไล่ล่าตามฆ่าแฟรงค์

 

คือเรารู้สึกว่ากลุ่มอันธพาล 3 คนที่ถือปืนไล่ล่าตามฆ่าผู้ชายแปลกหน้า ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนเลวจริง ๆ หรือเปล่า นี่มันน่ากลัวพอ ๆ กับพวกตัวละครผู้ร้ายใน THE TEXAS CHAINSAW MASSACRE (1974, Tobe Hooper) เลยน่ะ แต่เหมือนหนังไม่ได้มองว่าตัวละครเหล่านี้น่ากลัวสุดขีดแบบที่เรามอง และปั๋นก็ยังไปใช้ประโยชน์จากตัวละครกลุ่มนี้อีก อันนี้ก็เลยถือเป็นอีกจุดนึงในหนังที่ไม่เข้าทางเรา

 

7. หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังที่เราชอบมากที่สุดของคุณ “จิต กำเหนิดรัตน์” เพราะก่อนหน้านี้เราเคยดูหนังของเขาอีก 2 เรื่อง ซึ่งก็ไม่ได้ชอบมากเท่านี้ โดยหนังอีก 2 เรื่องนั้นก็คือ

 

7.1 LOVE ARUMIRAI เลิฟอะรูมิไลค์ รักอะไรไม่รู้ (2015, จิต กำเหนิดรัตน์ + ชนาการ สายทอง, C+ )

 

7.2 CURSE แช่ง (2019, Jit Kamnoedrat, A+)

--วิปลาส (B )

--TATTOO (A+)

--คำแช่ง (A+20)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10219068164998394&set=a.10218747653865816

 

8. ชอบตัวละครพนักงานโรงแรมหน้าบอกบุญไม่รับมาก ๆ

 

 

+++++++++

 

ดู “มนุษย์ 100 คุก” A MAN WHO WAS JAILED 100 TIMES (1979, Thitisarn Suriyong, A+30) แล้วอยากรู้มาก ๆ ว่า นักแสดงท่านไหนรับบทเป็นเด็กวัดชื่อ “ไอ้เป้ง” คะ หล่อมาก ๆ

 

Edit เพิ่ม: ตอนนี้ค้นเจอแล้วค่ะว่า คือคุณ จิระศักดิ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นน้องชายของคุณอรสา อิศรางกูร และเป็นพี่ชายของคุณจิระวดี อิศรางกูร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1273733732791634&set=a.832973860200959&locale=th_TH

 

+++++++

อันดับหนึ่งของเราในช่วงครึ่งปีแรก น่าจะเป็น INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705 min) ค่ะ

+++++++++++

 

ดีใจที่ตัวดิฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของ I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 18: VOLUNTARY ARTIST: KIRATI (2025, Chulayarnnon Siriphol, video installation, 60min, A+30) ค่ะ โดยฟุตเตจดังกล่าวน่าจะเป็นการนำเอาภาพยนตร์เรื่อง FORGET ME NOT (2018, Chulayarnnon Siriphol, 90min, A+30) มา recycle ใหม่

+++++++++

 

อ่านเรื่องภาพของคุณ Butterfly Tong ที่ถูกสั่งปลดจากนิทรรศการ PRIDE ในโรงแรมแห่งหนึ่งแล้ว เราก็เลยนึกถึงนิทรรศการอะไรสักอย่างที่ “หอกลาง จุฬา” ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่มีการจัดฉายภาพยนตร์และวิดีโอต่าง ๆ โดยมีภาพยนตร์เรื่อง LIKE THE RELENTLESS FURY OF THE POUNDING WAVES หรือ “แม่ย่านาง” (1996, Apichatpong Weerasethakul, A+30) ร่วมแสดงด้วย และมีการจัดฉายภาพยนตร์สั้นเรื่องหนึ่งของคุณ Michael Shaowanasai ด้วย ซึ่งเราจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร เราจำได้แต่ว่า ตอนที่เราไปดูนิทรรศการดังกล่าว ภาพยนตร์เรื่อง “แม่ย่านาง” ได้รับการจัดฉายตามปกติ แต่ภาพยนตร์ของคุณ Michael ถูกสั่งห้ามฉาย โดยเจ้าหน้าที่เล่าว่า มีอาจารย์ของจุฬาท่านนึงมาดูนิทรรศการนี้ แล้วอีอาจารย์เหี้ยตัวนั้นเกลียดชังหนังของคุณ Michael Shaowanasai อย่างรุนแรงมาก ก็เลยสั่งห้ามฉายหนังเรื่องนี้ เราก็เลยอดดูไปเลย

 

มีใครรู้ข้อมูลเพิ่มเติมอะไรเกี่ยวกับนิทรรศการที่หอกลาง จุฬาในครั้งนั้น ก็มาเล่าได้นะคะ

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดด ขอบพระคุณมากครับ ที่แท้คือหนังเรื่อง EASTERN WIND (1996, Michael Shaowanasai) นี่เอง

จำได้ว่าผมชอบงาน BEAUTY FIRST (Montri Toemsombat) ในนิทรรศการนี้มาก ๆ ด้วยครับ

 

++++++++

ขอเพิ่มรายชื่อภาพยนตร์/วิดีโอ 3 เรื่องนี้เข้าไปในรายชื่อ “หนังที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วมีอะไรคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ”

 

82. MICKEY 17 (2025, Bong Joon Ho)

+ TO THE MARS AND BACK (2024, Chanya Hetayothin, 9:55 min, animation)

+  THE TRIP TO THE MOON (TARDIGRADE) (2025, Anurak Tanyapalit, video installation, 14min)

 

เพราะว่าหนัง/วิดีโอ ทั้ง 3 เรื่องนี้นำเสนอตัว tardigrade หรือสัตว์ที่คล้าย ๆ ตัว tardigrade ในอวกาศเหมือนกัน

 

วิดีโอ THE TRIP TO THE MOON (TARDIGRADE) เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ WHERE ARE WE LANDING ที่จัดแสดงที่ JWD Artspace จนถึงวันที่ 3 ส.ค.นะ

 

ดูรายชื่อ “หนังที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วมีอะไรคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ” ได้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

 

+++++++++

 

ประทับใจสิ่งที่ Jonas Mekas เขียนอย่างรุนแรงสิ่งขีด จนเราต้องขอ copy เก็บไว้

 

“What it comes to is that the new cinema is being kept out; noncommercial cinema is being kept out; the avant-garde is being kept out. There is an open fear of poetry. It is so much easier to laugh yourself away with a cute, empty cartoon. It’s easy to sit through a “serious” realistic or psychological movie (by a “wellknown” director): it doesn’t really move or disturb us; we are able to keep a “safe” distance. Whereas poetry asks for our hearts. Poetry is dangerous to our egos. “Those damn film poets!” cried out Pauline Kael during one of the festival symposiums. For the poets are disturbing Pauline Kael; they don’t leave Pauline Kael in peace, they want her to wake up, to change, they want her heart to melt”

 

““Damn those film poets!” cries Pauline Kael, for somewhere deep she realizes that there is no real protection against poetry, that eventually the poet’s arrows will get her. Instead of saying “How ominous we are,” we say, “How ominous is Godard”—that way we can continue our ugly existences in peace. That is the saddest failure of modern criticism.

 

Instead, these critics keep telling us: You can’t do this in cinema; you can’t do that; this belongs to literature; this belongs to painting, or science. Godard is saying: Go to hell. Everything is possible. Or we don’t care about the possible and the impossible. We have things to tell and we’ll tell them and while we tell them we’ll find new ways of telling them, new forms, new poetic figures.”

 

“Now I know what Pauline Kael lost at the movies: the taste for cinema.”

 

“On the symposiums, Andrew Sarris found himself in a position of a professional caught among amateurs; a professor dragged into a discussion of higher mathematics with students in the first grade. He could tell them things, teach them—but he couldn’t really discuss anything on a proper level: They wouldn’t understand his language.”

 

Quotes เหล่านี้มาจากหนังสือ MOVIE JOURNAL: THE RISE OF A NEW AMERICAN CINEMA 1959-1971 ของ Jonas Mekas นะ เป็นหนังสือที่มีให้อ่านออนไลน์ เราลองคลิกดูผ่าน ๆ แล้วพบว่ามันน่าสนใจมาก เพราะมันพูดถึงผู้กำกับภาพยนตร์หลายคนที่เราไม่เคยดูหนังของเขามาก่อน อย่างเช่น Gregory Markopoulos, Barbara Rubin, Warren Sonbert, Marie Menken, Willard Maas, Joyce Wieland, Lionel Rogosin, Naomi Levine, Storm de Hirsch, The Kuchar Brothers, etc. โลกภาพยนตร์นี่ยังมีอะไรที่น่าดูอย่างสุด ๆ รอเราอยู่จริง ๆ

 

https://monoskop.org/images/3/39/Mekas_Jonas_Movie_Journal_The_Rise_of_a_New_American_Cinema_1959-1971_1972.pdf

 

CINEMANIA (2002, Angela Christlieb, Stephen Kijak, USA/Germany, documentary, 79min, A+30)

 

เราอยากดูหนังเรื่องนี้มานาน 20 กว่าปีแล้ว ในที่สุดก็ได้ดูเสียที หนังสารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตของ cinephiles 5 คนในนครนิวยอร์ค ซึ่งทั้ง 5 คนนี้ไม่ใช่ cinephiles ระดับธรรมดา แต่เป็นระดับ “บ้าคลั่ง” บางคนนี่ดูเป็นตัวอันตรายมาก ๆ มีสิทธิถ้าเราได้เจอในชีวิตจริงอาจมีการจิกตบกระชากหนังหัวกันแน่นอน 55555

 

ชอบมาก ๆ ที่ทั้ง 5 คนนี้มีความบ้าคลั่งในภาพยนตร์เหมือนกัน แต่แต่ละคนก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด บางคนคลั่งหนังฝรั่งเศส, บางคนคลั่งหนังเพลง, บางคนจำความยาวของภาพยนตร์ที่เคยดูได้ทุกเรื่อง, บางคนเป็นนักร้องเรียนเรื่อง “ความบกพร่องในระหว่างการฉายหนัง” และบางคนชอบด่าทอและบีบคอพนักงานโรงภาพยนตร์ จนทางโรงภาพยนตร์ต้องแบนผู้หญิงคนนี้ไม่ให้เข้าโรงภาพยนตร์อีกต่อไป แต่ผู้หญิงคนนี้ก็พยายามปลอมตัว แต่งหน้าทาปาก ทาอายแชโดว์มาต่อแถวซื้อตั๋วที่โรงภาพยนตร์ แต่เจ้าหน้าที่ก็จำได้ และห้ามไม่ให้เธอเข้าไปดูหนังในโรง 55555

 

บางจุดนี่เหมือนตัวเรามาก ๆ อย่างเช่น “ความสนุกในการจัดตารางการดูหนัง” เพราะว่าถ้าหากเวลา 19.00 น.ของวันจันทร์ เราเลือกดูหนังเรื่องนี้ เราก็อาจจะพลาดหนังอีก 7 เรื่องที่ฉายในเวลาเดียวกันในวันเดียวกันในโรงภาพยนตร์อื่น ๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเลือกหนังที่ดูในแต่ละ slot ให้ดี เพื่อที่เราจะได้ดูหนังที่เราอยากดูมากที่สุดเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

 

บางคนก็จดชื่อหนังที่ตัวเองเคยดูลงสมุดด้วย ซึ่งก็เหมือนกับเรามาก ๆ เช่นกัน

 

ชอบที่หนังเรื่องนี้บันทึกวัฒนธรรมการดูหนังก่อนยุคอินเทอร์เน็ตแพร่หลาย, ก่อนยุคโทรศัพท์มือถือ, ก่อนยุคสตรีมมิง และเป็นช่วงที่วัฒนธรรม multiplex เพิ่งเริ่มต้นด้วย

 

หนังเรื่องนี้เปิดให้ดูฟรีออนไลน์จนถึงราว ๆ เที่ยงวันศุกร์ที่ 20 มิ.ย.นะ