เสนอวิธีรับมือกับกฎใน BKKIFF 2026
1. เห็นกฎของ BKKIFF 2026 บอกในทำนองที่ว่า
“ผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า (pre-registration) ต้องแสดงอีเมลยืนยันจาก
Google Form และมารับบัตรก่อนเวลาเริ่มฉาย 1 ชั่วโมง 30 นาที
โดยการเลือกที่นั่งเป็นไปตามลำดับการมารับบัตร (First Come, First Served)
ตัวอย่าง: รอบฉายเวลา
16.00 น. ต้องมารับบัตรภายในเวลา 14.30 น.
หากผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าไม่มารับบัตรภายในเวลาที่กำหนด
สิทธิ์ที่เหลือจะถูกนำไปเพิ่มในจำนวนสิทธิ์ Walk-in ของรอบฉายนั้น”
2. วันนี้มีเพื่อนคนนึงมาปรึกษากับเราว่า
ตอนดูเทศกาลหนัง BKKIFF แล้วต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ
อาจจะส่งผลให้เดินทางไปถึงโรงหนังพารากอนหรือเซ็นทรัลเวิลด์ไม่ทันเวลา 90
นาทีก่อนหนังฉาย ซึ่งจะส่งผลให้สิทธิที่ pre-registration ไว้ถูกยกเลิกไป
ตั๋วหนังที่จองไว้แล้วก็จะถูกมอบสิทธิให้แก่กลุ่มผู้ที่ walk in แทน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ตั๋วหนังเรื่องนั้นรอบนั้น sold out ได้ ถึงแม้ผู้ที่จองไว้ทาง pre-registration มาถึงโรงหนังก่อนหนังฉายก็ตาม
อย่างเช่น หนังฉายเวลา 20.30 น. เพราะฉะนั้นสิทธิที่
pre-register ไว้ก็จะถูกยกเลิกตอน 19.00 น. ดังนั้นถ้าหากผู้ที่ pre-register
ไว้มาถึงโรงหนังในเวลา 19.35 น. เขาก็อาจจะพบว่าไม่มีตั๋วหนังเหลือสำหรับเขาแล้ว
ถึงแม้หนังฉายในเวลา 20.30 น.ก็ตาม
3. เราได้ลองไปดูหนังใน BKKIFF ที่ไอคอนสยามมาแล้วในวันที่ 14-15 ก.ย. แล้วก็พบว่า เวลารับตั๋ว เรายื่นอีเมล
google forms การลงทะเบียนหนังเรื่องนั้นให้เขาดู แล้วเขาก็ดูที่อีเมล
google forms ของเรา ว่าในอีเมลนั้นมีชื่อนามสกุลตรงกับข้อมูลการลงทะเบียนที่เขามีอยู่หรือเปล่า
4. เพราะฉะนั้นเราก็เลยเข้าใจว่า กรณีแบบนี้เราอาจจะสามารถให้เพื่อนหรือสามีรับตั๋วแทนเราได้
ถ้าหากเรามีเพื่อนหรือสามีที่สะดวกไปรับตั๋วแทนเราในเวลามากกว่า 90
นาทีก่อนหนังฉาย โดยเรา forward อีเมลของเราให้เพื่อนหรือสามี
แล้วเพื่อนก็แจ้งชื่อนามสกุลของเรา + ยื่นอีเมลนั้นเพื่อรับตั๋วแทนเรา +
เลือกที่นั่งแทนเรา แล้วพอเราเดินทางไปถึงหน้าโรงหนัง เราก็ค่อยรับตั๋วนั้นจากเพื่อนหรือสามีของเรา
5. เพราะฉะนั้นถ้าหาก cinephile ท่านใดมีปัญหาเรื่องการวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง ๆ
แล้วอาจจะไปรับตั๋วไม่ทัน 90 นาทีก่อนหนังฉาย คุณก็อาจจะต้องให้เพื่อน ๆ หรือสามีตามกฎหมาย,
สามีชั่วคราว, ผัวเช่าของคุณ, etc. ไปรับตั๋วแทนก็ได้นะคะ โดย
forward อีเมลที่คุณ pre-register ไว้ไปให้สามีหรือเพื่อน
ๆ รับตั๋วล่วงหน้าแทนคุณ เราเข้าใจเอาเองว่าสิ่งนี้สามารถกระทำได้นะ คือเราอาจจะไปไม่ถึงโรงหนังในเวลา
90 นาทีก่อนหนังฉาย แต่ถ้าหากเรามีเพื่อน ๆ หรือสามีที่ทำแบบนั้นแทนเราได้
เราก็อาจจะ forward อีเมลของเราไปให้เพื่อน ๆ หรือสามีเพื่อใช้ในการรับตั๋วล่วงหน้าแทนเรา
ถ้าหากสิ่งนี้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้จริง cinephiles
ก็อาจจะต้องรีบฟอร์มทีมกันเพื่อช่วยกันรับตั๋วล่วงหน้าแทนเพื่อน ๆ ที่ต้องวิ่งรอกระหว่างโรงหนังต่าง
ๆค่ะ
+++
Films seen on Monday 14 September 2026
In my preferential order
1. HOPE (2026, Na Hong-jin, South Korea, IMAX, 160min, A+30)
2. UNTIL SHE REMEMBERS (2026, Brillante Mendoza,
Philippines, lesbian film, B )
ดูในเทศกาล BKKIFF มีโฆษณา
20 นาทีก่อนหนังฉายนะ
ในวันที่ 14 ก.ย. เราได้ดูนิทรรศการ 2 อันด้วย ซึ่งก็คือ
1. DETECTIVE CONAN 30TH ANNIVERSARY TV
SERIES EXHIBITION
ที่ไอคอนสยาม
2. ONE PIECE EXHIBITION
ที่ไอคอนสยาม
+++
THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
1. ชอบความ radically minimal ในหนังของ Achitaphon มาก ๆ เหมือนมันเป็นลายเซ็นของเขาเลย เพราะหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ บางเรื่องของ Achitaphon อย่างเช่น THE LADY’S TALE ปรัมปรากากี (2019, 100 min), BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, 73 min) และTHE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, animation, 10.05min) ที่เป็นการนำบทประพันธ์ดั้งเดิมมาดัดแปลงใหม่ ให้กลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ และแทบไม่เหลือเนื้อเรื่องเดิมอีกต่อไป เหลือแต่เพียงชุดภาพเคลื่อนไหวชุดหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม
ในแง่หนึ่งก็เลยรู้สึกว่า ภาพยนตร์กลุ่มนี้ของ Achitaphon มีความใกล้เคียงกับการดัดแปลง “เรื่องเล่า fiction” ทั้งนิยาย, นิทาน, ตำนาน ให้กลายเป็น paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง ที่ไม่ได้บอกกล่าวเล่าเรื่องให้แก่ผู้ชมโดยตรง มันเพียงแต่เป็นชุดภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก fiction แต่ตัว fiction นั้นผู้ชมต้องไปหาอ่านเอาจากที่อื่นเอง
เพียงแต่ว่าผลงานของ Achitaphon มันเป็น moving images/films ไม่ใช่ paintings หรือจิตรกรรมฝาผนัง
เราก็เลยรู้สึกว่า สิ่งนี้มันเป็นเอกลักษณ์ที่เราชอบมาก ๆ ในภาพยนตร์ของคุณ Achitaphon
2. ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิทาน “หลวิชัย คาวี” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับวัว, ลูกวัว, เสือ, แม่เสือ
ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราลืมเนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวีไปเกือบหมดแล้ว พอเราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกที เราก็เลยรู้สึกว่ามันรุนแรงมาก ๆ คือตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามันรุนแรง แต่พอเรามาอ่านอีกทีตอนโต เราก็เลยรู้สึกว่า นิทานเรื่องนี้มันมีบางจุดที่น่าสนใจมาก ๆ และเนื้อเรื่องของมันมีบางจุดที่รุนแรงมาก ๆ คือหนักกว่า THE GOOD SON (1993, Joseph Ruben) หลายเท่า
คือเราชอบ THE GOOD SON มาก ๆ นะ เพราะ THE GOOD SON มันเป็นเรื่องของแม่ที่ต้องเลือกระหว่างจะช่วยชีวิตลูกชายนิสัยเลวของตัวเอง หรือช่วยชีวิตเด็กชายนิสัยดีที่เป็นลูกของคนอื่น ๆ เราว่าเนื้อเรื่องของ THE GOOD SON นี่มันโคตรจะ unique มาก ๆ และมันตั้งคำถามต่อ “สถาบันครอบครัว” ได้อย่างรุนแรงมาก ๆ
แต่ “หลวิชัย คาวี” นี่ไปไกลกว่า THE GOOD SON หลายเท่า กราบตีนมาก ๆ ชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่อง THE TIGER & THE COW ทำให้เราได้กลับมาอ่านนิทานเรื่องนี้อีกครั้งในตอนโต
3. แต่ THE TIGER & THE COW ก็แตกต่างจากตัวนิทานหลวิชัย คาวีนะ เหมือนมันตัดครึ่งเรื่องหลังทิ้งไป และถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด มันตัดส่วนที่ controversial ที่สุดของนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปด้วย แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราเข้าใจหนังเรื่องนี้ถูกหรือเปล่านะ บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ 55555
แต่เราก็ไม่ว่าอะไรนะ เพราะถ้าหากเราเป็นคนแต่งเรื่องหลวิชัย คาวี เราก็คงตัดส่วนที่ controversial ที่สุดในนิทานเรื่องนี้ทิ้งไปเหมือนกัน
4.เนื้อเรื่องของหลวิชัย คาวี นั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ปัญญาสชาดก ตอน พหลาคาวีชาดก
ซึ่งเราเข้าใจว่า ตัวพหลาคาวีชาดกนั้น น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่อง Punyakoti ของอินเดีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แม่วัวที่จะถูกเสือกิน แม่วัวเลยขอร้องเสือว่า ขอให้เธอได้กลับไปให้นมลูกวัวเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเธอจะกลับมาให้เสือกิน
ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด เรารู้สึกว่าเราเพิ่งได้ดูหนังอินเดีย 2 เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีตัวละครพูดถึงนิทานเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่า มันคือหนังเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) กับหนังเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) หรือเปล่า
คือเราถามเอไอแล้วว่า ในหนังสองเรื่องนี้มีการพูดถึงนิทาน Punyakoti หรือเปล่า แต่เอไอบอกว่าไม่มี
แต่เราว่าตัวละครในหนังสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือนะ หรือว่าเราจำหนังอินเดียผิดเรื่อง มีใครจำได้ไหมว่า ในหนังอินเดียสองเรื่องนี้มีพูดถึงนิทานแม่วัวกับเสือไหม หรือว่ามันอยู่ในหนังอินเดียเรื่องอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาฉายในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้
อย่าง A RIVER CALLED TITAS นี่ มันมีตัวละครตัวนึง (เจ้าหนี้ที่สำนึกผิด) ที่คล้ายกับในนิทาน Punyakoti มาก ๆ เราก็เลยค่อนข้างมั่นใจว่ามันมีการพาดพิงถึงนิทานเรื่องนี้
5. อันนี้เป็นเนื้อเรื่องของ พหลาคาวีชาดก ที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทาน PUNYAKOTI
(จากเว็บไซต์ Vajirayana)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่เป็นอดีตส่วนล่วงแล้ว มีบุรุษคนหนึ่งอยู่ในโกศลราฐ บุรุษนั้นเลี้ยงแม่โคไว้ตัวหนึ่ง ชื่อนางพหลา นางพหลาคาวีนั้นมีลูกตัวหนึ่ง ในสมัยหนึ่งนางพหลาคาวีนั้น ออกจากบ้านจะไปแสวงหาหญ้ากับลูกของตนแล้วจึงไปกับด้วยฝูงโคทั้งหลาย นางพหลาคาวีนั้นเข้าไปในป่าแต่ตัวเดียว ส่วนลูกโคติดตามไปกับฝูงโคทั้งหลาย
ในกาลนั้น มีเสือโคร่งอยู่ในป่าตัวหนึ่ง ได้เห็นนางโคกินหญ้าอยู่คิดจะจับนางโคกินเป็นอาหารจึงเข้าไปใกล้นางโค นางโคเงยหน้าขึ้นแลเห็นเสือโคร่งแล้วจึงพูดว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ท่านมาจะต้องประสงค์อะไร
เสือโคร่งตอบว่าข้าจะมาจับเจ้ากินเป็นอาหาร นางโคจึงตอบว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงงดข้าพเจ้าไว้ก่อน ข้าพเจ้ามีลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง จะไปให้ลูกกินนมแล้วจะมาให้ท่านกินเป็นอาหาร เสือโคร่งจึงว่า ถ้าถ้อยคำของเจ้าเป็นคำจริงแล้วข้าจะงดให้เจ้า
นางพหลาคาวีก็ลาเสือโคร่งไปหาลูกพูดกับลูกว่า หา หา เจ้าลูกรักเจ้าจงรีบกินนมแม่เร็วๆ เถิด แม่จะไปให้เสือโคร่งกินเป็นอาหาร ลูกโคน้อยจึงถามแม่ว่า เหตุไฉนแม่จึงมาพูดกับข้าอย่างนี้ แม่โคจึงร้องไห้ด้วยความรักบุตรแล้ว จึงบอกเนื้อความนั้นแก่บุตร ลูกโคน้อยจึงพูดกับแม่โคด้วยความภักดี และความกตัญญูในแม่โคว่า แม่อย่าไปให้เสือโคร่งกินเลยลูกจะไปให้เสือโคร่งกินแทนคุณแม่ แม่โคจึงพูดว่า เมื่อแม่จะมา แม่ได้ให้ปฏิญาณแก่เสือโคร่งไว้ว่าจะให้เสือกิน คำของแม่เป็นคำจริง ธรรมดาว่าคำจริงเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายก็สรรเสริญ ส่วนคำเท็จเป็นคำลามกเลวทรามใหญ่ เพราะเหตุนั้น ถึงสรีรร่างกายของแม่จะพินาศฉิบหายไปแม่ก็ไม่ละคำสัจ ในกาลนั้น แม่โคจึงเข้าไปยืนใกล้เสือโคร่ง ส่วนลูกโคน้อยก็เดินร้องไห้ตามไปยืนอยู่ข้างหลังแม่ จึงพูดกับเสือโคร่งว่า ข้าแต่เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ ท่านจงอนุเคราะห์กินข้า จงให้ชีวิตแก่มารดาข้าเถิด
สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ตรัสประทานพระธรรมเทศนาไว้ว่าอันธรรมดาว่า ความกตัญญูเป็นสภาวธรรมให้ได้สมบัติทั้งปวง เทพยดามนุษย์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น ควรที่เสือโคร่งจะทราบได้ว่าลูกโคน้อย เป็นสัตว์กตัญญูแล้วงดโทษให้ ส่วนขันตีความอดกลั้นเล่า ก็เป็นกุศลธรรมอย่างประเสริฐกว่าบุญกุศลทั้งปวงเป็นสภาวธรรม ให้ได้สมบัติทั้งปวง เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมสรรเสริญ
ในกาลนั้นเสือโคร่งได้ฟังลูกโคน้อยพูดดังนั้นจึงพูดว่า ข้างดโทษให้เจ้า ข้าไม่กินเจ้าทั้งสองแล้ว
ครั้งนั้น ด้วยอำนาจเดชานุภาพสัจจะความจริง และขันตีความอดใจและความกตัญญูความที่รู้จักคุณผู้อื่นได้กระทำไว้ของสัตว์ทั้งสามนั้น จึงสำแดงอาการให้เร่าร้อนขึ้นไปจนถึงพิภพท้าวสักกเทวราช
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการทราบเหตุนั้นแล้ว จึงลงมาจากสวรรค์เข้าไปใกล้สัตว์ทั้งสามนั้น และสำแดงธรรมแก่สัตว์ทั้งสาม และพาสัตว์ทั้งสามนั้นไปยังเทวโลก ประทานทิพยวิมานอันเดียรดาษไปด้วยนางเทพอัปสรพันหนึ่ง พรั่งพร้อมไปด้วยโภคสมบัติทิพย์ กึกก้องไปด้วยการฟ้อนรำขับร้องและดุริยางดนตรีมีองค์ห้าประการ เกลื่อนกลาดไปด้วยธงชายและธงประฎากเป็นอันมาก สำเร็จไปด้วยกามคุณเป็นของทิพย์ให้แก่สัตว์ทั้งสามนั้นตนละพิมาน
ในกาลนั้น สัตว์ทั้งสามนั้น ก็สละอัตตภาพของตน ๆ เสีย กลับได้อัตตภาพเป็นเทวบุตรในสำนักท้าวสักกเทวราชแล้ว ก็เสวยทิพยสุขอยู่ในเทวโลก
ท้าวสักกเทวราชในกาลนั้น ประวัติกลับชาติมาในกาลนี้ เป็นพระอนุรุทธ์ผู้อุดมกว่าภิกษุที่เป็นทิพจักษุทั้งปวง เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่ที่เที่ยวอยู่ในป่าในกาลนั้น มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ผู้พระพุทธบิดาในกาลนี้ นางพหลาคาวีในกาลนั้น มาเป็นพระนางสิริมหามายาผู้พระพุทธมารดาในกาลนี้ ลูกโคในกาลนั้น มาเป็นพระบรมโลกนาถในกาลนี้ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้
6. ส่วนอันนี้เป็นเรื่องย่อของ หลวิชัย คาวี
(จากเว็บไซต์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและเว็บไซต์ต่าง ๆ)
เนื้อเรื่องมีว่า หลวิชัยเป็นลูกแม่เสือที่ออกไปหาอาหารและทิ้งลูกไว้ให้อดนมจนหิวโซ ครั้นแม่โคและลูกเดินผ่านมาเห็นเข้า ลูกโคสงสารจึงอ้อนวอนแม่ให้นมแก่ลูกเสือ แม่โคใจอ่อนยอมให้นมลูกเสือ ลูกเสือสำนึกในบุญคุณ จึงชวนแม่โคและลูกไปอยู่ด้วยกันในถ้ำและให้สัญญาว่าจะไม่ให้แม่เสือทำร้ายสองแม่ลูก
แต่อยู่มาไม่นานแม่เสือก็ออกอุบายไปหาอาหารทิศเดียวกับแม่โคและกัดกินแม่โค ลูกเสือและลูกโคโกรธที่แม่เสือไม่รักษาคำพูดจึงช่วยกันฆ่าแม่เสือ แล้วทั้งสองก็ออกเดินทางจนไปพบฤๅษี ฤๅษีแปลกใจเพราะผิดวิสัยที่สัตว์ทั้งสองจะเป็นมิตรกัน จึงถามสาเหตุจนทราบความ ฤๅษีชุบลูกเสือและลูกโคให้เป็นมนุษย์ชื่อว่าหลวิชัยและคาวี หลังจากทั้งสองคนเรียนวิชาจากฤๅษีจนสำเร็จแล้ว ฤๅษีจึงให้ไปเที่ยวหาบ้านเมืองครอบครอง ก่อนออกเดินทางฤๅษีได้ให้พระขรรค์วิเศษคนละเล่ม แล้วถอดดวงใจของทั้งสองไว้ในพระขรรค์มิให้ใครฆ่าได้
เมื่อทั้งสองเดินทางถึงเมืองจันทรบุรี หลวิชัยนอนหลับใต้ต้นไทรริมบึง ส่วนคาวีเดินไปตักน้ำในบึง ยักษ์ร้ายในบึงจะจับคาวีกิน ทั้งสองจึงต่อสู้กัน คาวีฆ่ายักษ์ได้ ท้าวมคธราช*และนางจันทรวดี*จะยกนางศรีสุดาธิดาให้เป็นคู่ครอง แต่คาวีปฏิเสธ ขอให้ยกนางให้หลวิชัยเพราะตนเป็นน้อง และบอกว่าถ้าหลวิชัยพบยักษ์ก่อนก็จะฆ่ายักษ์ได้เช่นเดียวกัน หลวิชัยได้เป็นอุปราชของเมืองจันทรบุรีและได้นางศรีสุดาเป็นชายา ก่อนคาวีจะออกเดินทางต่อไปตามลำพัง หลวิชัยได้เตือนคาวีให้เหน็บพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา แล้วนำดอกบัว 2 ดอกมาเสี่ยงทายว่า หากดอกบัวของฝ่ายใดเหี่ยวแสดงว่าฝ่ายนั้นกำลังทุกข์ร้อน
คาวีเดินทางไปถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ร้านรวงต่าง ๆ ยังมีข้าวของแต่ไม่มีผู้คน คาวีเข้าไปในพระราชวังก็ไม่เห็นคนสักคนเดียว จึงเข้าไปในครัวแล้วก่อไฟขึ้นเพื่อจะหุงห อาหาร ทันใดนั้นมีกลุ่มนกอินทรียักษ์บินมาจนท้องฟ้ามืดมิด กลุ่มนกอินทรีบินจะมาจิกกินคาวี คาวีใช้พระขรรค์ต่อสู้และฆ่านกอินทรียักษ์ตายเกือบหมด นกที่เหลือก็บินหนีไป
คาวีจึงเดินสำรวจพระราชวัง เห็นกลองใบใหญ่ พอเดินเข้าไปใกล้ได้ยินเสียงหญิงสาว ร้องว่า ” ช่วยเราด้วย ช่วยเราด้วย ” คาวีใช้พระขรรค์ กรีดหนังกลองก็พบพระราชธิดาชื่อ พระนางจันทร์สุดา คาวีจึงอภิเษกกับนางจันทร์สุดา ผู้คนที่หลบหนีไปเพราะกลัวนกก็อพยพกลับมาอยู่ที่เมือง บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิม
วันหนึ่งพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำ ผมของนางซึ่งมีกลิ่นหอมร่วง พระนางจึงใส่ผอบลอยน้ำไป ต่อมามีคนนำผอบผมหอมไปถวายท้าวสัณนุราช ท้าวสัณนุราชก็อยากทราบ ว่าผมนี้เป็นของผู้ใด จึงมีประกาศป่าวร้องว่า ถ้าใครรู้จักจะให้รางวัล ยายเฒ่าทัดประสาด ซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงของนางจันทร์สุดาก็รีบไปเข้าเฝ้าท้าวสัณนุราช แล้วบอกว่าเป็นเส้นผมของพระนางจันทร์สุดา ท้าวสัณนุราชจึงบอกให้ยายเฒ่าทัดประสาดหาทางนำนางมา แล้วก็ให้เงินทองแก่ยายเฒ่าเป็นอันมาก
ยายเฒ่ารีบกลับไปที่เมือง ทำทีเป็นขออยู่กับพระนางจันทร์สุดา แล้วก็ยุยงพระนางว่าคาวี คงมิได้ไว้ใจพระนางจันทร์สุดาจึงได้พกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาก็มีจิตใจไหวหวั่นหลงเชื่อ จึงถามคาวี ว่าทำไมคาวีจึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา
คาวีจึงบอกความลับว่า เพราะหัวใจคาวีอยู่ที่พระขรรค์ ถ้าใครนำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีก็จะตาย ด้วยเหตุนี้จึงต้องพกพระขรรค์ติดตัวตลอดเวลา พระนางจันทร์สุดาเมื่อได้ทราบเช่นนั้นก็หายแคลงใจ และได้นำความไปเล่าให้ยายเฒ่าฟัง ลืมไปว่าเรื่องนี้เป็นความลับ
ยายเฒ่าได้ฟังจึงเกิดความคิด ชวนให้คาวีกับพระนางจันทร์สุดาไปสรงน้ำที่ชายทะเล คาวีและพระนางจันทร์สุดาถอดเครื่องทรงรวมทั้งพระขรรค์ให้ยายเฒ่าเก็บรักษา ยายเฒ่านำพระขรรค์ไปเผาไฟ คาวีกำลังว่ายน้ำเล่นก็รู้สึกร้อนจึงรีบชวนนางจันทร์สุดาว่ายกลับเข้าฝั่ง
พอถึงชายหาดคาวีเห็นยายเฒ่ากำลังเผาพระขรรค์อยู่ ก็นึกโกรธที่พระนางจันทร์สุดาไม่รักษาความลับ แต่ยังไม่ทันพูดคาวีก็ล้มลงสิ้นสติ พระนางจันทร์สุดาตกพระทัยมากได้แต่ร่ำไห้ กอดร่างคาวี ยายเฒ่าจึงรีบให้ทหารของท้าวสัณ นุราชนำพระนางจันทร์สุดาไปถวายท้าวสัณนุราชที่เมืองพัทธวิสัย
หลวิชัยเดินทางไปช่วยคาวีได้ทัน เพราะดอกบัวเสี่ยงทายของคาวีเหี่ยว หลวิชัยเห็นพระขรรค์ที่ถูกไฟเผาเพียงแต่มัวหมองไปเท่านั้น จึงนำพระขรรค์ไปขัดล้างจนผ่องใส คาวีก็ฟื้นขึ้น
หลวิชัยแปลงตนเป็นฤๅษี และเสกคาวีให้ตัวเท่าตุ๊กตาใส่ย่ามออกเดินทางไปถึงเมืองพัทธวิสัย รับอาสาท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นหนุ่ม เมื่อได้ทีขณะเข้าพิธี หลวิชัยก็ผลักท้าวสันนุราชตกลงในกองไฟ แล้วให้คาวีแต่งองค์เป็นท้าวสันนุราชออกว่าราชการเพื่อหลอกให้ใคร ๆ เข้าใจว่าท้าวสันนุราชชุบตัวเป็นหนุ่มได้สำเร็จ และหลอกให้นางคันธมาลี มเหสีของท้าวสันนุราชชุบตัวให้เป็นสาวบ้าง
นางคันธมาลีเข้าใจผิดคิดว่าคาวีคือท้าวสันนุราชองค์ชุบ นางหึงหวงสามีจนทะเลาะวิวาทกับนางจันท์สุดา ภายหลังนางคันธมาลีทราบความจริงว่า ท้าวสันนุราชคือคาวีพระสวามีของนางจันท์สุดา นางจึงส่งสาส์นให้ไวยทัตซึ่งเป็นหลานมาช่วยรบกับคาวี ไวยทัตแพ้ สุดท้ายนางคันธมาลี ไวยทัต และยายเฒ่าทัศประสาทถูกประหาร
7. สรุปว่า เราชอบแรงบันดาลใจที่ส่งต่อถึงกันของเรื่องเล่าชุดนี้ด้วย เหมือนมันเริ่มจาก
7.1 นิทาน Punyakoti ของอินเดีย ที่ยังคงถูกกล่าวถึงทั้งในภาพยนตร์บังกลาเทศระดับคลาสสิคเรื่อง A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, Bangladesh, A+30) และหนังอินเดียยุคปัจจุบันเรื่อง TOXIC: A FAIRYTALE FOR GROWN-UPS (2026, Geethu Mohandas, India, 192min, A+5) ถ้าหากเราจำไม่ผิด
7.2 นิทาน Punyakoti กลายเป็นแรงบันดาลใจให้พหลาคาวีชาดก ซึ่งถูกนำมาใช้สั่งสอนธรรมะตามหลักพุทธศาสนา
7.3 พหลาคาวีชาดก กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนิทาน หลวิชัย คาวี ที่มีเนื้อเรื่องต่อเติมเสริมเข้ามามากมายอย่างสนุกสนาน
7.4 หลวิชัย คาวี กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังเรื่อง THE TIGER & THE COW เสือโค คำสัตย์ (2026, Achitaphon Piansukprasert, 30min, A+30)
8. และจริง ๆ แล้วเราคิดว่า นิทานเรื่อง หลวิชัย คาวีนี่ ดัดแปลงมาเป็น “หนังเกย์” ได้สบาย ๆ เลยนะ โดยเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง ให้ฤาษีชุบตัวลูกเสือกับลูกโค ให้กลายเป็นชายหนุ่มหล่อล่ำบึ้กสองคน ชื่อหลวิชัย กับคาวี ที่กลายเป็นคู่เกย์ออกผจญภัย แล้วเนื้อเรื่องการผจญภัยของสองหนุ่มเกย์ลูกเสือลูกโคต่อจากนี้ก็จะเป็นแบบนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ของไทย ผสมกับ picaresque novel 55555
หลวิชัย คาวี
https://pubhtml5.com/seiu/lctv/basic/
No comments:
Post a Comment